501-505
บทที่ 501
หลังจากย่อยสลายปราณมารในท้องอย่างตั้งใจ ลู่เซิ่งก็หดขนาดร่างลงด้วยความเร็วสูงพร้อมกับอ้าปากพ่นกายเนื้อของมู่อวิ๋นที่อยู่ในท้องออกมาเป็นก้อน
หลังจากพ่นกายเนื้อออกมา เขาก็หดร่างจนเหลือขนาดเท่าผลท้อในพริบตา ก่อนมุดเข้าไปในหัวใจของมู่อวิ๋น จากนั้นก็หายไปด้านในอย่างฉับพลัน
‘ตอนนี้สะสางผลกรรมเรียบร้อยแล้ว ควรจัดการเรื่องของตัวเองสักที’ เขาอุ้มหลิ่วเอ๋อร์ขึ้นมาพร้อมกับทะยานร่างขึ้น แล้วบินไปยังที่ไกล
ก้อนเมฆล่องลอย ประโยชน์หลังจากกลืนกินอวิ๋นเหย่จะค่อยๆ แสดงออกมาให้เห็นในเวลาไม่นาน
อวิ๋นเหย่ผู้นี้เป็นคนโชคร้าย ปราณมารที่เขาฝึกฝนนับเป็นสิ่งร้ายกาจในโลกใบนี้ แต่เมื่อเทียบกับลู่เซิ่งแล้ว กลับบริสุทธิ์สู้แดนมารในโลกต้าอินไม่ได้ บวกกับวิถีแปดมารสูงสุดกลืนกินมารในแดนมารมากมาย ถึงขั้นมารโบราณก็ถูกกลืนกินไปไม่น้อยเช่นกัน จึงพัฒนากลายเป็นโครงสร้างพิเศษที่กดข่มปราณมารได้อย่างเด็ดขาด
ถ้าหากให้ลู่เซิ่งรับมือผู้บำเพ็ญที่ไม่ใช่ฝ่ายมารในระดับเทวปัญญาเหมือนกัน อาจจะต้องเข่นฆ่ากันสักพัก แต่หากให้รับมืออวิ๋นเหย่ที่ถูกตนกดข่ม จะจัดการได้ในทันที
ปราณมารของอวิ๋นเหย่เป็นพิษ พิษที่ใช้ดับไฟและใช้สังหารสิ่งมีชีวิตได้
แต่ว่าร่างหลักของลู่เซิ่งเป็นพิษที่มีระดับความเข้มข้นสูงกว่าเขามาก การใช้พิษที่มีความเข้มข้นต่ำไปหาเรื่องพิษที่มีความเข้มข้นสูง ถ้าชนะได้สิถึงจะแปลก
พลังฝึกปรือของอวิ๋นเหย่กลายเป็นปราณมารปริมาณมหาศาลด้วยความเร็วสูง จากนั้นร่างหลักก็เปลี่ยนปราณมารนี้ให้กลายเป็นแก่นหยางเพื่อเติมเต็มพลังฝึกปรือของร่างหลัก
บินออกจากเขาประกายทองของวิถีธรรมะเพื่อกลับสำนักสี่สมุทรเป็นเวลาทั้งหมดห้าวัน ในห้าวันสั้นๆ นี้ ต้องขอบคุณอวิ๋นเหย่ อาการบาดเจ็บของลู่เซิ่งจึงฟื้นฟูจนเกือบหมด จิตวิญญาณเองก็ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม และกำลังรบก็กลับมาอยู่ในจุดสูงสุดเช่นกัน
ความจริงครั้งนี้เขาไม่ได้ใช้ความสามารถทั้งหมด อย่างน้อยก็ไม่ได้ใช้เทวลักษณ์วารีลี้ลับ อย่างไรเขาก็ไม่ได้ไปฆ่าคน หากแต่บีบคั้นให้วิถีธรรมะชดเชย ผลลัพธ์ถือว่าน่าพอใจเป็นพิเศษเช่นกัน
หลังจากกลับสำนักสี่สมุทร ลู่เซิ่งก็ตั้งใจฝึกฝน และศึกษาการเปลี่ยนแปลงมากมายของอัคคีอนธการ ผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ ประมาณครึ่งเดือน ก็มีขบวนกลุ่มใหญ่คุ้มครองส่งการชดเชยของวิถีธรรมะมาถึง
เคล็ดวิชาและคัมภีร์โอสถหนึ่งพันม้วน ที่ต่ำที่สุดล้วนเป็นระดับสร้างรากฐานขึ้นไป ที่สูงที่สุดมีเคล็ดวิชาระดับทารกจิตที่ไม่ใช่วิชาหลักของวิถีธรรมะ
วิชาหนึ่งพันม้วนนี้ไม่ใช่ของชำรุดที่ลู่เซิ่งรวบรวมจากทั่วสี่สมุทร หากเป็นวิชาบำเพ็ญชั้นยอดที่ลัทธิเต๋าอย่างวิถีธรรมะพยายามปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นอย่างแท้จริง
ก่อนหน้านี้ที่ลู่เซิ่งเสมอกับจอมมรรคาวิถีธรรมะ เป็นเพราะเสียเปรียบที่มีวิชาบำเพ็ญอ่อนแอ
ไม่อย่างนั้นถ้าพลังอาคมของเขาได้รับการหลอมเป็นปราณโอสถชั้นยอดเหมือนกัน เวลานั้นไม่จำเป็นต้องใช้ไข่มุกกลืนสมุทร เพียงแค่กดพลังอาคมลงไป ก็บดขยี้ทุกอย่างได้แล้ว
ต่อจากเคล็ดวิชา วิถีธรรมะยังส่งทรัพยากรสำหรับฝึกฝนที่ล้ำค่าอย่างเช่นแร่ธาตุที่ได้ในเหมืองจากเขากานซาน เหล็กข้าว และศิลาทองคำมาด้วย ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องหลอมอุปกรณ์กลั่นโอสถชั่วคราว
หลังจากลู่เซิ่งเล่นงานวิถีธรรมะ สะสางผลกรรมของมู่อวิ๋นเสร็จ ก็ได้ส่งบุตรแห่งโชคชะตาที่เลี้ยงจนอ้วนพีกลับไปอย่างปลอดภัย แถมยังประคองส่งกระบี่ธารปฐพีให้ด้วย
สำนักสี่สมุทรในปัจจุบันมีเขาคุ้มครอง จึงมีสภาวะเทียมฟ้า ไม่เพียงแต่ในโลกบำเพ็ญเพียรโพ้นทะเลไม่มีใครกล้าหาเรื่องเท่านั้น แม้แต่สำนักเซียนในจงหยวน หรือพวกเต๋า พุทธ มาร ก็ล้วนไม่กล้าท้าทายง่ายๆ เช่นกัน
ชื่อเสียงของจอมสัจจะกลืนสมุทรโด่งดังขึ้นหลังจากใช้น้ำกลบท่วมเขาประกายทองในศึกกับวิถีธรรมะ
เผ่าพันธุ์ทะเลแห่งโพ้นทะเลรวมเป็นปึกแผ่น เผ่าปีศาจและผู้บำเพ็ญพเนจรที่มีคุณสมบัติโดดเด่นถูกรวมเป็นหนึ่ง มีการเลือกศิษย์ชั้นเอกในหมู่พวกเขาเพื่อกราบเข้าสำนักของจอมเทวะสามคน
พวกหลิ่วเอ๋อร์สามคนมีความรู้สึกต่อต้านอย่างรุนแรงในตอนแรกที่ถูกลู่เซิ่งควบคุม แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้า ก็เริ่มค่อยๆ ชิน ไม่กล้ามีความคิดเป็นอื่น ถึงอย่างไรการเป็นบริวารของลู่เซิ่งยังสามารถเพลิดเพลินกับชื่อเสียงที่ไม่เคยมีมาก่อนได้
เมื่อมนุษย์เกิดมาบนโลก ล้วนทำเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรในโลก นอกจากการฝึกฝนที่แห้งแล้งไร้รสชาติแล้ว ก็เป็นการหาความสุขจากสิ่งเหล่านี้นั่นเอง
ปัจจุบันสำนักสี่สมุทรมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วใต้หล้า โพ้นทะเลไม่มีใครไม่ยอมศิโรราบ หลังจากที่เผ่าพันธุ์ทะเลแห่งทะเลลึกรวมเป็นปึกแผ่น ทรัพยากรมากมายก็ถูกเก็บเกี่ยว
ยอดฝีมือผู้บำเพ็ญพเนจรและสำนักเล็กๆ จำนวนมากถูกรวมเป็นหนึ่ง ผู้กลั่นโอสถและผู้หลอมอุปกรณ์ในนี้ที่โดดเด่นได้รับการเลือกสรร
ลู่เซิ่งฝึกฝนและวิจัยแก่นสารของอัคคีอนธการไปพลาง บริหารสำนักสี่สมุทรเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่อำนาจกับขุมกำลังไปพลาง ขณะเดียวกันก็เริ่มชุบเลี้ยงลัวเฉิงที่เป็นคนรุ่นหลังของมู่อวิ๋น
ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายปี
...
โพ้นทะเล เขาตั้งสาย
เขาตั้งสายเป็นเขาเซียนลูกแรกของสี่สมุทร ตัวมันเป็นยอดเขาเกาะเล็กที่เคลื่อนที่ไปรอบๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ หลังลู่เซิ่งพบมันเข้า ก็ได้ยึดครองเอาไว้ และใช้เป็นสถานที่ฝึกฝนซึ่งตนเอาไว้ใช้เร้นกายทันที
สาขาหลักของสำนักสี่สมุทรตั้งอยู่อีกที่หนึ่ง
ลมสารทส่งเสียงพัดซู่ซ่า รอบๆ เขามีหมอกสีน้ำเงินจางๆ วนเวียน ทอดตามองไกล ในเขาลึกมีนกวิเศษบินฉวัดเฉวียน ต้นไม้ยักษ์สูงระฟ้า ยอดเขามีตำหนักวังหยกขาวตั้งอยู่กระจัดกระจาย
ด้านในตำหนักบนยอดเขา บนดาดฟ้ากลางแจ้งแห่งหนึ่ง
ลู่เซิ่งที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนก้อนหินก้อนใหญ่กำลังมองลัวเฉิงที่ฝึกกระบี่บนดาดฟ้ากลางแจ้งที่อยู่ด้านล่างอย่างสงบ
ทางขวาของลัวเฉิงมีลัวอิงกับชายชราหลังค่อมหัวล้านคนหนึ่งยืนอยู่
บนดาดฟ้าสีขาวหยกมีคนอยู่ทั้งหมดสี่คน
ควับๆๆ!
ลัวเฉิงใช้กระบี่ติดต่อกัน ประกายกระบี่ทะลักล้นและเริงระบำ เหมือนกับแสงสีเงินกลุ่มหนึ่งกระโดดโลดเต้นอยู่รอบๆ ตัวเขา คมกระบี่สะท้อนแสงบนท้องฟ้าเหนือศีรษะออกมาตลอดเวลา จึงดูงดงามเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม
ไม่นานนัก การฝึกกระบี่ก็จบลง
ลัวอิงกับชายชรารีบปรบมือ เสียงปรบมือเปาะแปะดังขึ้นบนดาดฟ้า ทำให้ลัวเฉิงที่ได้ยินหน้าแดงเล็กน้อย
“อาจารย์ได้โปรดชี้แนะด้วย” เขาได้กราบลู่เซิ่งเป็นอาจารย์ และกลายเป็นเจ้าสำนักน้อยแห่งสำนักสี่สมุทรอย่างเป็นทางการแล้ว
ลู่เซิ่งดูแลเขาเป็นอย่างดี พอกราบอาจารย์เสร็จก็ถ่ายทอดพลังอาคมให้ทันที แถมยังเร่งให้โอสถวิญญาณและยาวิเศษหลากหลายชนิดอย่างไม่เสียดาย
คุณสมบัติของลัวเฉิงไม่นับว่าดีนัก แต่ลู่เซิ่งไม่ได้ต้องการให้เขาบำเพ็ญเพียรจนมีชื่อเสียงแต่อย่างใด ขอแค่ให้กำเนิดคนรุ่นหลังและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเป็นเวลาหลายปีก็พอ
ดีที่ด้านนี้ลัวเฉิงกับลัวอิงนับว่าขยันขันแข็ง ลัวอิงตั้งครรภ์สามครั้งให้แก่ลัวเฉิงโดยแทบไม่หยุดพัก ตั้งครรภ์หลายปี ครั้งหนึ่งยังให้กำเนิดชายหญิงที่เป็นแฝดเสียด้วย
ไม่นานก็มีลูกถึงสี่คน
ลู่เซิ่งได้สติกลับมา มองดูลัวเฉิงที่กำลังมองตนด้วยสีหน้าคาดหวัง
“พอใช้ได้ สามารถฝึกฝนวิชากระบี่เมฆาครามเก้าเปลี่ยนแปลงที่เน้นความคล่องแคล่วพลิกแพลงเป็นหลักถึงขอบเขตเขาไท่ซานกดทับศีรษะได้ ถ้าหากเจ้าได้เข้าสำนักเมฆาคราม เกรงว่าบูรพาจารย์ทั้งหมดของลัทธิเต๋าคงได้โมโหเจ้าจนตายแน่”
ลัวเฉิงเพิ่งจะนึกว่าเป็นการชมตัวเอง แต่พอฟังถึงด้านหลัง สีหน้าก็พลันย่ำแย่
ลัวอิงที่อยู่ด้านข้างอดหัวเราะไม่ได้ ท้องนางใหญ่ขึ้นอีกแล้ว แสดงให้เห็นว่ากำลังตังครรภ์ นางพยายามสุดชีวิตเพราะไม่อยากให้ลัวเฉิงไปหาสตรีนางอื่น ดีที่สำนักสี่สมุทรมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ แถมทรัพยากรด้านการบำรุงก็มีมากจนนับไม่หวาดไม่ไหว จึงไม่ทำให้ร่างกายของนางอ่อนแอ
“นี่คือเคล็ดวิชาสุญญากาศม่านปราณ เจ้าเอาไปตั้งใจฝึกให้ดีล่ะ” ลู่เซิ่งใคร่ครวญ พอยกมือขึ้นก็มีแสงสีขาวยิงออกไปที่มือของลัวเฉิงอย่างแม่นยำ ก่อนจะกลายเป็นแผ่นหยกขนาดเท่าฝ่ามือแผ่นหนึ่ง
“ขอบคุณขอรับท่านลุงใหญ่!” ลัวเฉิงยินดี เขาฝึกวิชากระบี่มานาน ในที่สุดก็ได้ฝึกวิชาลมปราณเสียที
หลังช่วยแนะนำลัวเฉิงแล้ว ลู่เซิ่งก็มองไปยังชายชราหลังค่อมหัวล้านที่อยู่ด้านข้าง
“พวกเจ้าออกไปก่อน ข้ามีธุระต้องจัดการ” เขาสั่ง
ลัวเฉิงกับลัวอิงรีบค้อมตัวคำนับ แล้วล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว
รอทั้งสองไปแล้ว ชายชราหลังค่อมหัวล้านคนนั้นค่อยเดินไปตรงหน้าลู่เซิ่ง
“ท่านเจ้าสำนัก วิถีธรรมะลงมือกับตำหนักราชาปฐพีของฝ่ายมารแล้ว พวกเขาให้ผู้บำเพ็ญสูงส่งอย่างหลิวซือเฉิงกับซือหม่าจุ่นเป็นผู้นำ แต่ความจริงยังมีผู้บำเพ็ญสูงส่งอีกสองคนคอยสนับสนุนในที่ลับ สายลับของพวกเรามีพลังฝึกปรือจำกัด จึงตรวจสอบไม่ได้ ทว่าเป็นเพราะวิถีธรรมะจงใจเปิดเผยให้เห็น ดังนั้นเลยสัมผัสได้อย่างชัดเจน”
“อ้อ” ลู่เซิ่งใคร่ครวญ “วิถีธรรมะยังมีขุมกำลังหลงเหลืออยู่อย่างที่คิดไว้ แต่นี่คงจะเป็นขีดจำกัดแล้ว ตำหนักราชาปฐพีไม่ใช่พวกที่จะร่วมมือเป็นพันธมิตรได้ ถ้าหากไม่ใช่เพราะมีแรงกดดันมากเกินไป วิถีธรรมะคงจะไม่ใช้ขุมกำลังใหญ่แบบนี้ในทีเดียว”
“เจ้าสำนักมีสายตาดุจคบเพลิง ยอดฝีมือของตำหนักราชาปฐพีเคยลอบตรวจสอบท่านไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง หลังจากที่เจ้าสำนักกักตน วิถีธรรมะยังดี แต่ทางตำหนักราชาปฐพีของฝ่ายมารกลับมาหยั่งเชิงตลอดเวลาเพื่อดูว่าเจ้าสำนักจากไปจริงๆ หรือไม่” ชายชราหัวล้านหลังค่อมกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ครั้งนี้วิถีธรรมะลงมือแล้ว พวกเราจะร่วมวงด้วยหรือไม่”
“ไม่ต้อง คอยดูการเปลี่ยนแปลงดีกว่า” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างเรียบเฉย
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเขาในตอนนี้คือจะจัดวางขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่อย่างสำนักสี่สมุทรอย่างไร หากจะให้คนรุ่นหลังของมู่อวิ๋นใช้ชีวิตอย่างสงบสุขต่อไป จำเป็นต้องมีขุมกำลังมากพอคอยปกป้อง
เกิดว่าเขาจากไป สำนักสี่สมุทรจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ถึงเวลานั้นจุดจบของพวกลัวเฉิงจะเป็นอย่างไร ใครๆ ก็มองออก
“ตอนนี้ในสำนักมีจอมเทวะทั้งหมดกี่คน” ลู่เซิ่งถามอย่างกะทันหัน
“ที่ประกาศต่อภายนอกคือสามคนขอรับ แต่ความจริงมีทั้งหมดห้าคน อีกสองคนได้แก่จอมสัจจะวารีมรกตกับจอมสัจจะคลื่นวิญญาณซึ่งเป็นผู้เร้นกาย เก็บตัวอยู่บนเกาะ คนภายนอกจึงไม่รู้จัก” ชายชราตอบเบาๆ
“จอมสัจจะวารีมรกต...” ลู่เซิ่งไตร่ตรอง ความจริงคนผู้นี้เป็นเซียนพรตเจ็ดภัยพิบัติโอสถทองคำที่เขาเจอตัวเมื่อปีก่อน เป็นจอมเทวะที่เขาตั้งใจชุบเลี้ยงจนเลื่อนระดับสำเร็จ
เนื่องจากว่ากระบวนการเลื่อนระดับของเขามีแก่นหยางปราณมารของลู่เซิ่งแทรกอยู่ไม่น้อย ดังนั้นจึงผ่านภัยพิบัติได้อย่างปลอดภัย ไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่สำเร็จเป็นจอมสัจจะ แม้แต่ภัยพิบัติสุดท้ายในขั้นเจ็ดภัยพิบัติก็ยังไม่อาจผ่านได้
ลู่เซิ่งได้วางความสามารถลับที่มีความล้ำลึกกว่าไว้บนตัวอีกฝ่ายเช่นกัน
คนพวกนี้เป็นสมบัติที่แท้จริงของสำนักสี่สมุทร และเป็นเสาค้ำหรือแผนสำรองที่ลู่เซิ่งเตรียมไว้ในภายภาคหน้า
หลายปีมานี้เขาศึกษาวิจัยซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสร้างเคล็ดวิชาควบคุมจิตวิญญาณที่เกือบสมบูรณ์แบบได้วิชาหนึ่ง เคล็ดวิชานี้รวมความสามารถของเคล็ดวิชาทั้งหมดที่เขาเก็บได้เอาไว้แทบทั้งหมด สุดท้ายค่อยเรียนรู้วิชาควบคุมที่ร้ายกาจซึ่งสมบูรณ์แบบไร้ช่องโหว่ออกมาได้
เขาได้วางเมล็ดพันธุ์ไว้บนร่างจอมเทวะทั้งห้าคนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว รอคอยเพียงการทดสอบเท่านั้น
ตอนนี้หลังจากสังเกตมาระยะหนึ่ง คล้ายไม่มีผลร้ายอะไร ขอแค่ยืนยันได้ว่าไม่มีปัญหา เขาก็เตรียมตัวจะกลับต้าอินก่อนกำหนด
“แท่นเซ่นสรวงเทพวารีลี้ลับเตรียมเสร็จแล้วหรือยัง” ลู่เซิ่งถามอย่างกะทันหัน
“เตรียมเสร็จแล้วขอรับ แท่นเซ่นสรวงสุดท้ายสร้างเสร็จแล้ว หากว่าเปิดการทำงานจะควบคุมทะเลอุดรได้ทั้งหมด” ชายชราตอบ
“อย่างนั้นก็ตามนี้” ลู่เซิ่งเงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนใจ “เอากุญแจให้ข้า”
ชายชราได้ยินดังนั้นก็หยิบกุญแจอันประณีตดอกหนึ่งที่เป็นสีเขียวเหมือนสร้างจากหยกมรกตออกมา แล้วประคองสองมือส่งให้ลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งรับกุญแจมาพิจารณาลวดลายของมันเล็กน้อย
เป็นกุญแจขนาดเท่านิ้วมือที่ให้สุดยอดผู้สร้างอุปกรณ์มากกว่าพันคนร่วมมือกันสร้างและสลักลวดลายค่ายกลหลายหมื่นชุดไว้ด้านบน
นี่เป็นไพ่ตายพิเศษที่ลู่เซิ่งสร้างขึ้นเพื่อให้ลัวเฉิงได้รับผลประโยชน์ไปตลอดกาลในภายภาคหน้า
“ข้าเตรียมจะกักตัวระยะยาว ตอนที่ข้าไม่อยู่ ต้องให้จอมเทวะห้าคนกับเจ้าช่วยกันดูแลสำนักสี่สมุทร จงหลอมรวมกุญแจดอกนี้เข้ากับเลือดของจอมเทวะทั้งห้าคน และวิญญาณของเผ่าพันธุ์ทะเลใหญ่ทั้งเก้า วันหน้าค่อยให้ลัวเฉิงเก็บเอาไว้ ในอนาคตสำนักสี่สมุทรจะมอบทรัพยากรให้แก่เขาตามจำนวนที่กำหนดไว้ ลัวเฉิงกับลูกหลานของเขาจะไม่ได้รับอำนาจ ได้แต่ความมั่งคั่งเท่านั้น”
ลู่เซิ่งเว้นเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ “กุญแจดอกนี้มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกับตระกูลลัว จอมเทวะทั้งห้าคนกับคนของเผ่าพันธุ์ทะเลใหญ่ทั้งเก้าไม่สามารถเล่นงานคนรุ่นหลังของตระกูลลัวได้ นี่เป็นคำสั่ง ไม่อย่างนั้นกุญแจดอกนี้จะมอบผลร้ายให้แทนตัวข้าเอง”
“ข้าน้อยขอน้อมรับคำบัญชา” ชายชรารีบพยักหน้า
..............................................
บทที่ 502
“ตกลงตามนี้” ลู่เซิ่งค่อยๆ หลับตาลง
วางแผนถึงตอนนี้ นับว่าไม่เลวแล้ว สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจไม่ให้ลัวเฉิงปกครองสำนักสี่สมุทร ผู้เข้มแข็งนับไม่ถ้วนล้วนปรารถนาในอำนาจและผลประโยชน์ โชคลาภเช่นนี้ไม่ใช่ผลดีสำหรับคนรุ่นหลังของตระกูลลัว หากแต่เป็นเพทภัย
ดังนั้นเขาจึงเพียงให้ตระกูลลัวร่ำรวยมีฐานะไปหลายยุคสมัย ขอแค่ให้จอมเทวะทั้งห้าคนในสำนักสี่สมุทรกับเผ่าพันธุ์ทะเลใหญ่ทั้งเก้ามอบความร่ำรวยและทรัพยากรให้แก่ตระกูลลัวตามสัญญาบนกุญแจเท่านั้น นี่เป็นผลลัพธ์ที่เขาใช้อักขระค่ายกลซึ่งแข็งแกร่งสุดเปรียบปานนับไม่ถ้วนสร้างขึ้น
ในสถานการณ์ที่เขากักตนฝึกฝน อย่างน้อยสำนักสี่สมุทรจะรักษาความเคารพต่อตระกูลลัวได้อีกหนึ่งถึงสองร้อยปี ต่อจากนั้นไม่สามารถบอกได้แล้ว
ลู่เซิ่งรับประกันความร่ำรวยและวาสนาที่ยาวนานกว่านั้นไม่ได้อีก
ทุกเรื่องบนโลกล้วนไม่จีรัง เขาไม่อาจปกป้องตระกูลลัวได้ตลอดไป ที่ทำได้นานถึงเพียงนี้ก็ไม่เลวมากแล้ว
ลู่เซิ่งกำชับชายชราอย่างละเอียด ให้เขาทยอยส่งคำสั่งที่ตนจัดไว้แล้วออกไปตามช่วงเวลาที่แตกต่างกันในภายหลัง
จากนั้นเขาจึงค่อยๆ ลุกขึ้นลงจากดาดฟ้าหยกขาว มุ่งหน้าเข้าตำหนัก แล้วเดินไปยังส่วนลึกของตำหนัก
ประตูศิลาหนักอึ้งด้านหน้าตำหนักใหญ่สีดำสนิทค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นไฟตะเกียงสีน้ำเงินหลายแถว
ตั้งแต่ด้านบนจรดด้านล่างมีเทียนไขสีขาวมากกว่าร้อยแถว ทั้งหมดจัดวางเป็นวงกลม ล้อมรอบเทียนไขขนาดยักษ์ที่อยู่ตรงกลางเอาไว้
เทียนไขรอบๆ ล้วนจุดไฟสีน้ำเงินสว่าง แต่เทียนไขขนาดเท่าแขนที่อยู่ตรงกลางกลับไม่ได้จุดไฟ
ลู่เซิ่งเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ด้านหน้าเทียนสีขาวที่ใหญ่ที่สุด สองมือประสานมุทราหลายรูปแบบดุจสายฟ้าแลบ หลังจากได้รับเคล็ดวิชามากกว่าพันชนิดจากวิถีธรรมะ เขาก็ได้ประสานพวกมันเข้ากับเคล็ดวิชาการสืบทอดดั้งเดิมของโพ้นทะเลนับไม่ถ้วน โดยใช้การเรียนรู้ของดีปบลู บวกกับการจ่ายพลังอาวรณ์ไปมากกว่าพันหน่วย จนถึงขั้นรอบรู้วิชาบำเพ็ญกับความรู้คัมภีร์เต๋าหลายพันวิชาอย่างปรุโปร่ง ปัจจุบันใต้หล้าไม่มีใครสู้เขาได้อีก
ลุ่เซิ่งที่รวบรวมแก่นแท้ของวิธีบำเพ็ญในคัมภีร์เต๋าจากทั่วทั้งใต้หล้า เข้าใจระบบการฝึกฝนของโลกใบนี้อย่างกระจ่างแจ้ง
พรึ่บ!
มุทราจากสองมือพลันกดใส่ไส้เทียนไขขนาดใหญ่อย่างแม่นยำ
ไฟสีน้ำเงินเข้มกลุ่มหนึ่งลุกโชนบนเทียนไขในชั่วอึดใจ
นี่คือเทียนวิญญาณ สร้างจากแร่ศิลาทะเลลึกที่มีความพิเศษถึงขีดสุด แท่งหนึ่งเผาไหม้ได้พันปี พันปีผ่านไปค่อยเติมครั้งหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้จะจุดได้ต่อไปเรื่อยๆ ไร้สิ้นสุด
แสงไฟของเทียนวิญญาณบ่งบอกว่าวิญญาณของนักพรตที่จุดเทียนไขยังอยู่บนโลกหรือไม่
ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ไปเกิดใหม่ อย่างนั้นเทียนวิญญาณจะลุกไหม้และส่องแสงต่อไป นี่คือตะเกียงวิญญาณที่ผู้บำเพ็ญพูดถึง
‘วิชาเต๋าหมื่นพัน เทียบกับต้าอิน เทียบกับเส้นทางวิญญาณ บ้างก็บำเพ็ญตัวตน บ้างก็ฝึกฝนปราณภายนอก แต่ก็มีจุดร่วมกัน’
หลังจากจุดตะเกียงวิญญาณแล้ว ลู่เซิ่งจึงค่อยนั่งขัดสมาธิลงพร้อมกับหลับตา
ครืนๆ
พริบตาที่เขานั่งลง ประตูใหญ่ของวังที่ลึกก็ปิดลงหลายชั้น วังหยกขาวปิดผนึกตัวเองอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น ภูเขารอบๆ เปล่งแสงสามสีที่ประกอบด้วยสีเขียว สีน้ำเงิน และสีขาวด้วยความเร็วสูง ลวดลายสีฟ้าจำนวนเหลือคณานับปรากฏบนพื้นอย่างช้าๆ แล้วไต่ไปรอบๆ เหมือนกับเถาวัลย์ ไม่นานก็เริ่มปล่อยไอความเย็นเสียดกระดูกออกมาครอบคลุมเขาเซียนไว้ทั้งลูก
ชายชราหัวล้านที่เพิ่งบินออกจากเขาเซียนสัมผัสได้อย่างกะทันหัน จึงรีบหันหน้ากลับมา เห็นทิวทัศน์ที่เริ่มหายไปในหมอกหนาพอดี
เขาผุดสีหน้าตกใจ รีบทดลองใช้เคล็ดวิชาเข้าค่ายกล แต่ว่าเคล็ดวิชาที่ก่อนหน้านี้ใช้งานได้อย่างใจนึก ปัจจุบันได้แต่เปิดใช้ค่ายกลคุ้มกันของตำหนักหมื่นวิญญาณเท่านั้น ได้แต่ชมดู ไม่อาจเข้าไป
หรือหมายความว่า นอกจากคอยตรวจสอบตะเกียงวิญญาณในตำหนักหมื่นวิญญาณอยู่ไกลๆ แล้ว ก็ไม่มีโอกาสเข้าออกเขาเซียนอีก
‘ท่านเจ้าสำนัก...เกรงว่าการกักตนในครั้งนี้จะนานมาก...’ ชายชราใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว กัดฟันกรอดๆ ก่อนจะหมุนตัวบินไปยังที่ไกล เขาจะต้องรีบบอกข่าวนี้กับจอมเทวะคนหนึ่งที่สนิทกับตัวเองให้เร็วที่สุด
...
สำนักสี่สมุทรปกครองสี่ทะเล สยบใต้หล้า จงหยวน ชายแดน และจตุรทิศล้วนสั่นสะเทือน ในตอนที่ทุกคนนึกว่าจอมสัจจะกลืนสมุทรจะขยายอาณาเขตใต้อาณัติไปอีกขั้น มู่อวิ๋นก็ประกาศกักตนระยะยาว และสร้างกุญแจเทพทะเลมอบให้คนรุ่นหลัง จอมเทวะห้าคนปกครองและจัดการภารกิจในสำนักสี่สมุทร
ใต้หล้าที่เพิ่งจะปั่นป่วนค่อยๆ สงบลง
ที่จงหยวน การต่อสู้ของวิถีธรรมะกับตำหนักราชาปฐพีของฝ่ายมารดุเดือดกว่าเดิม เห็นได้อย่างเลือนรางว่าโลกเบื้องบนกับพิภพมารกำลังวางหมากกันอยู่
สำนักสี่สมุทรถอนตัวออกจากมรสุมได้ทันพอดี ฝ่ายอธรรมกับฝ่ายมารจึงตั้งตัวไม่ทัน และไม่คิดจะหาเรื่องขุมอำนาจใหญ่ยักษ์ที่เพิ่งรวมตัวกันนี้ด้วย
ชีวิตของลัวเฉิงเลยสงบสุขเพราะสาเหตุนี้
...
ตูม!
ด้านในตำหนักกักตนที่อยู่ส่วนลึกของวังมาร
ลู่เซิ่งลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน ไฟสีน้ำเงินที่เจิดจ้ากะพริบในดวงตาและจมูก ปราณทารกจำนวนมหาศาลที่น่ากลัวและยิ่งใหญ่กำลังหลอมรวมเข้ากับร่างหลักด้วยความเร็วสูง
หลังหลอมรวมเข้ากับพลังฝึกปรือของผู้บำเพ็ญสูงส่งอย่างมู่อวิ๋น และแก้ไขกรรมเรียบร้อย จิตวิญญาณทางธรรมชาติของร่างหลักในเส้นทางมารสวรรค์ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติ พลังฝึกปรือกับจิตวิญญาณยกระดับขึ้นพร้อมกัน ทำให้เกิดปรากฏการประหลาดที่ลู่เซิ่งควบคุมพลังอาคมไม่อยู่จนรั่วไหลออกมาเล็กน้อย
ปราณทารกสีน้ำเงินลุกไหม้กลายเป็นอัคคีทารก พร้อมกับเผาไหม้อวัยวะภายในของลู่เซิ่งอย่างต่อเนื่อง
เขารู้สึกร้อนลวกไปทั่วร่าง กายเนื้อที่แข็งแกร่งอย่างร่างหลักกลับถูกอัคคีทารกที่ยิ่งใหญ่ไพศาลดันจนเจ็บปวดเพราะการขยาย
ทว่าขณะที่กำลังเจ็บปวดอย่างสาหัส ลู่เซิ่งกลับจ้องมองกรอบของดีปบลูที่ปรากฏขึ้นด้านหน้าเขม็ง
บันทึกขอบเขตบนวิชาไร้ขอบเขตกำลังเปลี่ยนแปลงเป็นเนื้อหาใหม่อย่างช้าๆ
[วิชาไร้ขอบเขต: ขอบเขตที่ห้า---รวบรวมยอดศัสตราระดับที่หก] ด้านหลังคือผลพิเศษและคุณสมบัติแน่นขนัดที่อ่านไม่ออก
‘รวบรวมยอดศัสตราระดับหก ตรงกับสามขอบเขตของระดับอริยะเจ้า ตอนแรกเราอยู่ที่ระดับที่สี่ ตอนนี้กลับเลื่อนถึงระดับที่หกในรวดเดียว หมายความว่าตอนนี้เราได้มาถึงจุดสูงสุดของระดับเทวปัญญาแล้ว’ ลู่เซิ่งค่อยๆ เก็บไฟในเจ็ดทวารกลับไป ความร้อนของร่างกายจึงค่อยๆ ลดลงตามไปด้วย
‘หากเอาแต่ฝึกฝนในต้าอินเพียงอย่างเดียว...ถ้าไม่ใช้เวลามากกว่าพันปีก็อย่าฝันเลยว่าจะบรรลุขอบเขตนี้ได้ แต่ตอนนี้แค่จุติไปด้านนอกรอบเดียว กลับเลื่อนระดับได้อย่างสบาย มิน่าถึงไม่เห็นพวกเจ้าแห่งอาวุธปรากฏตัวในต้าอิน เพราะปกติจะจุติออกไปเพื่อเพิ่มระดับพลังฝึกปรือนี่เอง เพียงแค่พวกเขาไม่มีดีปบลู เกรงว่าการจุติครั้งหนึ่งจำเป็นต้องใช้เวลานานมากถึงจะมีผลลัพธ์ แต่ก็มีประสิทธิภาพไม่สูงเท่าเรา’ ลู่เซิ่งรำพึงรำพันในใจ
ตอนนี้จิตวิญญาณกำลังยกระดับอย่างบ้าคลั่ง จิตวิญญาณในตอนแรกบรรลุขอบเขตเทวปัญญาในระดับปริมาณอยู่แล้ว ครั้งนี้หลังจากกลับมาก็เลื่อนจากระดับดาวหยกเข้าสู่ระดับเทวปัญญาได้ทันที
และในพริบตาที่กลับมา ไฟหยินอัคคีอนธการที่เขาใช้เป็นที่พึ่งพิงหลักมาโดยตลอดก็เลื่อนไปถึงขั้นปฐมพลังโดยอัตโนมัติเพราะการเลื่อนระดับของลู่เซิ่ง
‘ปฐมพลัง...นี่คือปฐมพลังอย่างนั้นหรือ’ ลู่เซิ่งยื่นนิ้วชี้ออกมา เปลวไฟสีเขียวอ่อนกลุ่มหนึ่งลุกไหม้บนปลายนิ้ว
เหตุใดมองดูไม่ต่างอะไรกับไฟหยินเมื่อก่อนหน้านี้เลย แต่พอสังเกตอย่างละเอียด เขาก็ค้นพบว่า แม้ไฟกลุ่มนี้จะดูเหมือนไฟ แต่ความจริงแล้วประกอบขึ้นจากฝุ่นสีเขียวจำนวนนับไม่ถ้วน
เหมือนกับฝุ่นสีเขียวจำนวนนับไม่ถ้วนจับตัวกันเป็นสภาพของเปลวไฟด้วยตัวเอง ทั้งยังปล่อยความร้อนและกัดกร่อนสิ่งมีชีวิตได้ด้วย
‘นี่เป็นปฐมพลังหลักของไฟหยินอย่างนั้นเหรอเนี่ย หรือควรบอกว่าไฟหยินถือกำเนิดจากสิ่งนี้’
ตอนนี้ลู่เซิ่งบรรลุขอบเขตและรู้จักกฎเกณฑ์ทั้งหมดของไฟหยินแล้ว ดังนั้นแค่มองแวบเดียว ก็รู้ทันทีว่าปฐมพลังที่แท้จริงของไฟหยินมาจากสิ่งใดกันแน่
มาจากฝุ่นผงสีเขียวเล็กละเอียดพวกนี้นี่เอง
‘ปฐมพลังคือพลังงานระดับสูงสุดที่อยู่เหนือกว่าพลังงานชนิดอื่นๆ มีคุณสมบัติในการกดข่มพลังกำเนิดระดับต่ำๆ ทั้งหมด มาลองดูก่อนดีกว่า’ ลู่เซิ่งใคร่ครวญเล็กน้อย ก่อนจะทำท่ากวักมือ อักขระสีแดงก่ำกลุ่มหนึ่งพลันสว่างขึ้นบนผนังกำแพงใกล้ๆ พอดี
ไฟสีแดงก่ำกลุ่มหนึ่งลุกไหม้ขึ้นกลางอักขระ นี่เป็นอัคคีพิษที่ก่อนหน้านี้เขาฝากเก็บไว้ อานุภาพของมันเทียบเท่ากับความสำเร็จครึ่งเดียวของเขาก่อนที่จะเข้าไปในโลกของมู่อวิ๋น ซึ่งเขาใช้เป็นความสามารถคุ้มกัน
ไฟสีแดงก่ำลอยออกมาพลางโยกไหว ไม่นานก็มาลอยอยู่ด้านหน้าลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งจิ้มไฟหยินด้านหน้าเบาๆ ไฟหยินหลังจากที่กลายเป็นปฐมพลังลอยเข้าหาอัคคีพิษสีแดงก่ำพลางส่ายไหวเช่นกัน
ลู่เซิ่งเพ่งมองการปะทะกันระหว่างสองสิ่งอย่างตั้งใจ
เขารู้อยู่แก่ใจดีว่า พลังกฎเกณฑ์ที่ใช้สร้างไฟหยินมีน้อยกว่าพลังกฎเกณฑ์ที่ใช้สร้างอัคคีพิษมาก ตอนนี้สองสิ่งกำลังปะทะกัน เขาอยากเห็นว่าฝั่งไหนจะชนะ
ไม่นานนัก ไฟสองกลุ่มก็ปะทะกันซึ่งหน้า
พรึ่บ
อัคคีพิษสีแดงก่ำพลันระเบิด มันระเบิดแทบจะในทันทีที่แตะโดน ไม่มีการชะงักแม้แต่น้อย
ไฟหยินหลังจากที่กลายเป็นปฐมพลังปล่อยฝุ่นสีเขียวกลุ่มหนึ่งออกมา มันหมุนกลางอากาศรอบหนึ่ง ก่อนจะกลับกลายเป็นสภาพไฟสีเขียวเหมือนเดิม
‘สุดยอด!’ ลู่เซิ่งฮึกเหิม เขาสังเกตเห็นว่าความสิ้นเปลืองของไฟหยินหลังจากกลายเป็นปฐมพลังยังไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนของปริมาณโดยรวมด้วยซ้ำ
“นี่เทียบเท่ากับพลังกฎเกณฑ์ของเราเพิ่มขึ้นมาอย่างน้อยมากกว่าสิบเท่า แถมปริมาณโดยรวมของพลังกฎเกณฑ์ก็เพิ่มขึ้นมากกว่าสิบส่วนด้วย”
ในที่สุดลู่เซิ่งก็รู้แล้วว่าทำไมเทวปัญญาจึงแตกต่างจากขอบเขตอื่นๆ
‘ที่แท้เจ้าแห่งอาวุธของต้าอินก็เดินบนเส้นทางการฝึกฝนนี้ หากเลื่อนสู่ระดับเทวปัญญาเมื่อไหร่ โลกจะกว้างไกลมากขึ้น ทัศนวิสัยไม่ได้จำกัดอยู่ในต้าอินที่มีขนาดเล็กๆ อีกต่อไป
ในโลกจำนวนนับไม่ถ้วนไม่แน่ว่าจะไม่มีพื้นที่ที่แข็งแกร่งกว่าต้าอิน ที่พูดกันว่าเหล่าเจ้าแห่งอาวุธกักตนตลอดเวลา อาจเพราะกำลังท่องโลกด้านนอกอยู่ตลอดก็ได้’ ลู่เซิ่งรำพึงในใจ
เมื่อพลังฝึกปรือมีส่วนสำเร็จ เขาก็แทบสัมผัสได้อย่างล้ำลึกกว่าเดิมว่าความแตกต่างระหว่างเจ้าแห่งอาวุธกับอริยะเจ้าอยู่ตรงไหน
เกรงว่าถ้าไปสู้กับร่างหลักของเจ้าแห่งอาวุธเข้า จะเกิดความแตกต่างราวฟ้ากับเหว
‘ตอนนี้การต่อสู้ระหว่างราชวงศ์ต้าอินกับพิภพมารยังยื้อยันกันอยู่ เจ้าแห่งอาวุธได้รับบาดเจ็บสาหัส ตระกูลลู่ของเราอยู่ในสถานที่อันตรายแบบนี้มาโดยตลอด ควรเปลี่ยนสถานที่ไปอยู่ในที่ที่มั่นคงปลอดภัยกว่านี้ดีกว่า’
ตอนนี้หลังจากลู่เซิ่งเข้าสู่ระดับเทวปัญญา ความคิดก็ทำงานได้เร็วขึ้น คนที่อพยพจากต้าอินไปยังโลกด้านนอกไม่ใช่ไม่มี แต่เงื่อนไขแรกที่ต้องทำก่อนก็คือการหลบเลี่ยงภัยพิบัติ ถึงอย่างไรหากวางคุณสมบัติร่างของต้าอินเอาไว้ในโลกใบอื่น ก็จะทำให้ฟ้าดินธรรมชาติเข้าใจผิดว่าเป็นแม่แบบของมารสวรรค์อย่างแน่นอน
หากตระกูลของมารสวรรค์กลุ่มใหญ่อยากจะอพยพไปยังโลกใบอื่น สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือรับประกันว่าโลกใบนี้จะไม่มีการคุกคามและอันตรายต่อตระกูลลู่
‘ไม่ใช่ว่าทุกๆ คนจะปรับตัวเข้ากับความขัดแย้งทางกฎของโลกแต่ละใบได้อย่างรวดเร็ว...เรื่องนี้ต้องวางแผนระยะยาว’ ลู่เซิ่งเก็บความคิดนี้เอาไว้ก่อน
โลกของมารสวรรค์ล้ำลึกเกินไปจริงๆ
ความประหลาดลี้ลับที่เป็นอมตะยังไม่ได้ทำความเข้าใจเลยว่าเป็นสิ่งใด นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติร่างของมารสวรรค์ โลกแห่งความเจ็บปวด พิภพมาร สำนักไตรอริยะ และวิญญาณร้ายอีก ปัญหาและอันตรายมากมายบีบคั้นให้เหล่ามนุษย์ในโลกใบนี้ต้องบากบั่นฝึกฝน ไม่อย่างนั้นหากพลั้งเผลอไปนิดเดียว ก็จะเกิดบทสรุปคนตายวิญญาณดับสลายทันที
..............................................
บทที่ 503
ลู่เซิ่งเดินออกมาจากวังมารของสำนักมารกำเนิดแล้วไปยังตำหนักวิจัย เพื่อใช้รหัสลับที่ตัวเองคิดขึ้นบันทึกเคล็ดวิชาล้ำค่าที่ได้จากการจุติในครั้งนี้
รหัสลับนี้เป็นการเปลี่ยนตัวอักษรแต่ละตัวให้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันโดยสมบูรณ์ แม้จะเป็นวิถีเข้ารหัสที่ง่ายที่สุด แต่เพื่อความมั่นใจ ลู่เซิ่งได้ทำให้ลำดับของเคล็ดวิชาที่บันทึกวุ่นวายตามแบบแผนอันแน่นอนที่ตนทราบหลังจากการเข้ารหัส
เมื่อเป็นแบบนี้ ในเงื่อนไขที่ไม่ทราบว่าจะเรียงลำดับใหม่อย่างไร ต่อให้มีความรู้เกินคน หรือเป็นสุดยอดอัจฉริยะ ก็ไม่มีทางอ่านรู้เรื่องว่าสิ่งที่ตนจดบันทึกไว้คืออะไรกันแน่
ใช้เวลาไปสามวัน ลู่เซิ่งจึงค่อยบันทึกเคล็ดวิชาที่ตนคิดว่ามีค่าทั้งหมดเสร็จ ความทรงจำนั้นเชื่อถือไม่ได้เด็ดขาด มันจะค่อยๆ จางหายและบิดเบี้ยวไปตามกาลเวลา ต่อให้เก่งกาจขนาดไหน ถ้าหากไม่ทบทวนเป็นประจำ ก็รังแต่จะลืมเลือนเนื้อหาบางส่วนเมื่อเวลาผ่านไป
สิ่งที่ลู่เซิ่งต้องการกลับเป็นความทรงจำถาวร
หลังจากบันทึกเรียบร้อย เขาก็เรียกเฒ่าสือและสวี่เฝ่ยลาราชาเงามืดแห่งสำนักมารกำเนิดมา หลังจากเขาจากไป การปฏิบัติการขนาดใหญ่ของสำนักมารกำเนิด ก็มีระดับสูงสุดเหล่านี้เป็นผู้รับผิดชอบควบคุม
หลังจากทราบสถานการณ์ล่าสุดจากปากราชามารในสังกัด ลู่เซิ่งก็ทราบอย่างแจ่มแจ้งทันทีว่า การจุติในครั้งนี้ของตนกินเวลาไปสองปี
ดีที่สองปีนี้ต้าอินไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากเกินไป ราชสำนักกับแต่ละเขตแคว้นยังคงต่อสู้กับพิภพมาร ราชวงศ์เกิดความปั่นป่วนภายใน ยังไม่ได้รับการจัดการ
สามตระกูลใหญ่ยังคงอยู่ในสภาพเดิม หลังจากบรรพบุรุษเจ้าแห่งอาวุธสามคนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็กักตนรักษาตัวมาโดยตลอด ตอนนี้สามตระกูลใหญ่อยู่ในสภาพเหมือนปล่อยแกะ ให้สุดยอดอาวุธเทพที่ตระกูลบูชารักษาอิทธิพลและคงแผนการเดิมเอาไว้
สามสำนักเกิดความเสียหายอย่างหนักในการต่อสู้กับพิภพมารเหมือนกัน บรรพบุรุษเจ้าแห่งอาวุธสองคนกักตนรักษาอาการบาดเจ็บเช่นเดียวกัน
ในฐานะเจ้าแห่งอาวุธเหมือนกัน เห็นได้ชัดว่าเจ้าแห่งอาวุธสองคนของสามสามสำนักซึ่งรวมถึงเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกล้วนด้อยกว่าเจ้าแห่งอาวุธของสามตระกูลใหญ่
ในสองปีมานี้ เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกสะกดประตูมายาบนทะเลบูรพาไม่เคยจากไปไหน สำนักพันอาทิตย์สงบนิ่งไม่เกิดเรื่องอะไร
กลับเป็นราชโอรสฉยงซังผู้เป็นสหายสนิทของหลี่ซุ่นซีที่ลู่เซิ่งเคยลงมือช่วยเหลือ ตอนนี้ถูกตามล่าติดต่อกันจนหายสาบสูญเนื่องจากพกพาอาวุธเทพหมื่นแปรผัน อาวุธเทพหมื่นแปรผันสูญหายไปโดยสมบูรณ์ไม่มีใครหาเจอ
ลู่เซิ่งทำความเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันคร่าวๆ ทั้งยังถ่ายทอดวิชาควบคุมจิตใจที่ตนเองสร้างขึ้นใหม่ให้แก่ระดับสูงของสำนักมารกำเนิดอย่างตั้งใจ จากนั้นจึงค่อยประกาศออกจากการกักตน กลับตระกูลลู่ในเขตจันทราสารท
...
เทศกาลเชิญคีตา
เสียงประทัดดังตูมๆๆ เศษประทัดสีแดงสีขาวจำนวนมากกระจายเวียนว่อน
กลางเขตจันทราสารท ด้านในลานกว้างสี่เหลี่ยม ตอนนี้อัดแน่นไปด้วยผู้คนที่ล้อมรอบตรงกลางเอาไว้
ด้านในเขตเล็กๆ ตรงกลางมีคนผูกวัวไว้สี่ตัว สุกรสิบตัว กวางเจ็ดตัว ให้คนต่อแถวจ่ายเงินซื้อ มีคนถือมีดคอยเฉือนเนื้อเพื่อขายไปทีละชิ้นๆ
คนซื้อเนื้อมาไม่ขาดสาย แม้ขบวนเหมือนไม่ยาว แต่ว่าพอหายไปสักสองสามคน ก็จะมีคนอีกหลายคนมาเติมอย่างรวดเร็ว แถวจึงไม่สั้นลงแม้แต่น้อย
ลู่เซิ่งกับลู่หนิงนั่งอยู่หน้าแผงร้านขายหยกศิลาริมถนน สองคนหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กชมดูภาพการขายเนื้อบนลานกว้างตรงกลางอันครึกครื้นอยู่เงียบๆ
เจ้าของร้านและผู้ร่วมงานในร้านด้านหลังทำงานอย่างหวั่นเกรง พยายามทำท่าไม่รู้จักสองคนตรงหน้าเท่าที่จะทำได้
“ท่านพ่อ นี่คืออะไรหรือ” ลู่หนิงมีสายเลือดพิเศษ สองขวบก็พูดจาได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว ตอนนี้เขาที่อายุหกขวบนั่งอยู่ด้านข้างลู่เซิ่ง อ้วนจนเหมือนกับลูกหนัง เห็นได้แค่เส้นสามเส้นกับรูสองรูบนใบหน้าเล็กๆ ขาวผ่องเท่านั้น...นั่นคือตา ปาก และรูจมูก แม้ตัวจะสูงแค่หนึ่งหมี่กว่าๆ แต่ลู่หนิงกลับโตในแนวขวางเกือบหนึ่งหมี่แล้ว
“พวกนี้คือสัตว์ที่เลี้ยงไว้กิน เพียงแต่ไม่ใช่สัตว์ธรรมดาๆ” ลู่เซิ่งอธิบายด้วยรอยยิ้ม
การจุติครั้งนี้กินเวลาสองปี นี่ยังเป็นเพราะมีความแตกต่างด้านเวลา ไม่อย่างนั้น เกรงว่าลู่หนิงในตอนนี้คงจะอายุเจ็ดแปดขวบแล้ว
เนื่องจากไม่อยากห่างเหินจนเกินไป เขาจึงพาลู่หนิงน้อยออกมาเที่ยวในเขตจันทราสารท
เผอิญที่ในเขตจัดเทศกาลพอดี จึงคึกคักเป็นพิเศษ ไม่เพียงคนในท้องที่ออกบ้านมาเที่ยวเท่านั้น ถึงขั้นที่นอกเขตก็มีคนจากนครเขตแห่งอื่นจำนวนไม่น้อยเดินทางไกลมาเพื่อเข้าร่วมเทศกาลเช่นกัน
“ไม่ใช่สัตว์ธรรมดาหรือ แล้วเป็นเนื้ออะไรกันล่ะ” ลู่เซิ่งไม่เข้าใจ
“นั่นเป็นสัตว์ชนิดพิเศษที่พ่อของเจ้าใช้เลือดเนื้อของมารเลี้ยง หลังจากผ่านการกำจัดปราณมารโดยสำนักมารกำเนิด ก็จะกลายเป็นสุดยอดเนื้อ หากกินมากๆ จะเสริมปราณกำเนิดได้ คนธรรมดาซื้อไม่ไหวหรอก ความจริงคนส่วนใหญ่เพียงมาชมความครึกครื้นเท่านั้น” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เขามีดีปบลูอยู่ในมือ การใช้พลังอาวรณ์จุดหนึ่งเพื่อเรียนรู้วิชากำจัดปราณมารเป็นเรื่องที่ง่ายดายเพียงยกมือเท่านั้น จากนั้นค่อยถ่ายทอดวิชานี้ให้แก่บริวารในสำนักมารกำเนิด โดยให้พวกเขากำจัดปราณมารบนตัวสัตว์ที่กินเลือดเนื้อของมารตามกระบวนการ
ด้วยเหตุนี้จึงสร้างห่วงโซ่อุปทานที่หาเงินได้เป็นกอบเป็นกำขึ้นสำเร็จ
นี่เป็นแค่เขตเล็กๆ ที่พัฒนาเข้าหาภายในอย่างมั่นคงหลังจากที่สำนักมารกำเนิดหยุดการขยับขยายเท่านั้น ยังมีกิจการที่คล้ายๆ กันอีกมากมาย
ศึกใหญ่ยังคงดำเนินต่อ สำนักมารกำเนิดเริ่มทำศึกแย่งชิงทรัพย์สมบัติอย่างเหิมเกริม และใช้ประโยชน์จากกำลังทรัพย์อันยิ่งใหญ่รวบรวมคนจากตระกูลขุนนางที่ถูกเผ่ามารทำลายบ้านกับยอดฝีมืออิสระ
“ศิษย์พี่ช่างมีอารมณ์สุนทรีย์จริงเชียว ปลอมเป็นคนธรรมดามาชมความครึกครื้นแบบนี้” ลู่เซิ่งกำลังอธิบายความแตกต่างของสัตว์เลี้ยงให้ลู่หนิงฟังอย่างละเอียด กลับนึกไม่ถึงว่าจะมีคนมัดผ้าโพกหัวสีขาวคนหนึ่งเดินมาถึงด้านหน้าเขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
“ศิษย์น้องจู้หรือ” ลู่เซิ่งแสดงสีหน้าเกียจคร้าน ก่อนจะปล่อยให้ลู่หนิงไปเล่นสนุกในฝูงชน ส่วนเขาชี้ให้ผู้มาใหม่เพื่อให้เขาหาเก้าอี้นั่งลงเอง
“เหตุใดจึงมีเวลามาเที่ยวเล่นที่นี่เล่า” ลู่เซิ่งประหลาดใจเล็กน้อย
คนตรงหน้าไม่ได้สนิทกับเขามากนัก แต่เนื่องจากเพราะเป็นศิษย์ที่เชียนตู้ซูหนิงเฟยรับไว้เหมือนกัน จึงไม่นับว่าห่างเหินนัก
บุรุษที่ยืนอยู่ด้านหน้าลู่เซิ่งมีร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหยาบกร้าน ผมยุ่งสีแดงกระจายหงิกงอ ดูน่าเกรงขามเหมือนกับสิงโตขนแดง
คนผู้นี้มีชื่อว่าจู้เสอจวิ้น เป็นศิษย์ที่ซูหนิงเฟยเพิ่งรับไว้เมื่อไม่นานมานี้ แต่เขาแตกต่างกับลู่เซิ่งตรงที่เป็นศิษย์ที่ได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์อย่างแท้จริง
เพียงแต่ถึงแม้ว่าคนผู้นี้จะเป็นศิษย์ที่ได้รับการสืบทอดโดยตรง แต่เนื่องจากซูหนิงเฟยมีนิสัยประหลาด จึงโดนหลอกลวงมากมายไม่ต่างจากลู่เซิ่ง ปัจจุบันแม้จะยกระดับถึงขอบเขตผู้ถืออาวุธด้วยความเร็วอันน่าอัศจรรย์แล้ว แต่ความทุกข์ทรมานที่ประสบมากลับเรียกได้ว่าเหนือกว่าลู่เซิ่ง หนึ่งคำพูดยากจะบรรยายได้หมด
จู้เสอจวิ้นนั่งลงบนเก้าอี้ข้างตัวลู่เซิ่งอย่างผ่าเผยพร้อมกับแสดงสีหน้าจนใจ
“นอกจากคำสั่งของอาจารย์แล้ว ยังมีใครลากข้าที่กำลังกักตนเพื่อเลื่อนระดับออกมาได้อีกเล่า แค้นที่ข้าอุตส่าห์เพิ่งสร้างกระดูกมารชิ้นที่สามเสร็จ ใช้อัคคีธรรมอีกไม่กี่กลุ่มก็จะข้ามอุปสรรคได้...”
ลู่เซิ่งพลันแสดงสีหน้าเห็นใจ
วิชาจริงแท้ที่จู้เสอจวิ้นฝึกฝนเป็นการฝึกฝนร่วมกับอาวุธเทพในตระกูลที่เขาครอบครองเพียงผู้เดียว โดยสร้างกระดูกมารสำหรับยกระดับพลังฝึกปรือ แต่ละชิ้นต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปี แต่คำสั่งที่ซูหนิงเฟยส่งมาได้ทำลายความสำเร็จตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาของเขา เรียกได้ว่าเอาแต่ใจสุดแสน
แต่ทั้งสองล้วนทราบว่า ซูหนิงเฟยไมได้สนใจศิษย์ของตัวเองอยู่แล้ว ผู้ที่นางใส่ใจอย่างแท้จริงมีแค่ซูย่วนย่วนบุตรีที่ไม่ทราบหายตัวไปไหนอีกแล้วผู้นั้น
“หนีอีกแล้วหรือ” ลู่เซิ่งถามอย่างประหลาดใจ
“อือ...” จู้เสอจวิ้นพยักหน้าอย่างจนปัญญา “ไม่เพียงแค่หนีไปเท่านั้น ยังก่อปัญหาขึ้นด้วย ศิษย์น้องเล็กได้ขโมยอัสนีเทพพฤกษาศิลาแปลงอาทิตย์ชิ้นสุดท้ายของอาจารย์ไป เพื่อช่วยเหลือราชโอรสฉยงซังเจ้าของอาวุธเทพหมื่นแปรผัน กับหลี่ซุ่นซีศิษย์ของสำนักไตรอริยะ”
“อัสนีเทพวิปริตที่แค่โยนออกไปชิ้นเดียวก็เปลี่ยนแปลงอาณาเขตสามพันลี้ให้กลายเป็นหินได้นั่นน่ะหรือ” ลู่เซิ่งพลันแสดงสีหน้าเคร่งเครียด
เขารู้จักของชิ้นนี้ เป็นหนึ่งในไพ่ตายอันเหี้ยมหาญที่ซูหนิงเฟยพยายามสร้างขึ้นมาเพื่อใช้รับมือกับศัตรูคู่แค้นของตัวเอง
อัสนีเทพนี้ อริยะเจ้าทั่วไปไม่อาจใช้ได้ พวกอริยะเจ้าทั่วไปอย่างมากสุดได้แต่สร้างอัสนีปัญจธาตุธรรมดาๆ หรือไม่ก็ก้อนสายฟ้าแก่นสารกายเท่านั้น สิ่งที่ได้รับการขนานนามเป็นอัสนีเทพคืออาวุธสังหารอันน่าสะพรึงที่มีพลังทำลายล้างระดับสุดยอด
“เป็นเช่นที่ท่านว่า...” จู้เสอจวิ้นส่ายหน้าอย่างระอาอีกครั้ง “ตอนนี้ศิษย์น้องถูกเจ้าพันมังกรทองคำใช้ค่ายกลขังไว้ในถ้ำพันมังกรบนเขาหวงซานมานานสามวันแล้ว หลังจากอาจารย์ทราบ ก็ได้ส่งข้ามาขอให้ศิษย์พี่ลงมือช่วยเหลือ”
ลู่เซิ่งพลันกระจ่างแจ้ง
อัสนีเทพศิลาแปลงที่ซูหนิงเฟยสร้างขึ้นมีอานุภาพไม่ด้อยไปกว่าการโจมตีด้วยพลังครึ่งหนึ่งของนาง หากว่าศิษย์น้องเล็กซูย่วนย่วนถูกกดดันให้ใช้ เกรงว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะจัดการได้ยากถึงขีดสุด โดยเฉพาะตอนนี้สภาพการณ์ใหญ่มั่นคง โลกมนุษย์กับพิภพมารรบกันมานาน เจ้าแห่งอาวุธทุกคนไม่มีทางอนุญาตให้เกิดความวุ่นวายขนาดนี้ในแผ่นดินแน่นอน
ต่อให้ได้รับบาดเจ็บหนักจนต้องกักตน ก็ยังมีเจ้าแห่งอาวุธสองคนของสามสำนักควบคุมสถานการณ์ใหญ่อยู่ดี แม้เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกจะมีนิสัยอ่อนโยนใจกว้าง ก็ไม่มีทางยอมให้น้องสาวของตนสร้างปัญหาแบบนี้
ลู่เซิ่งนึกตรึกตรอง เกรงว่าการเดินทางของจู้เสอจวิ้นในครั้งนี้จะมีความตั้งใจของเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกของสำนักพันอาทิตย์อยู่ด้วย
“เจ้าสำนักทราบว่าศิษย์พี่กลับมาเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บแท้ๆ แต่ก็ยังต้องรบกวนท่านอีก จึงเกรงอกเกรงใจมาก ดังนั้นเลยให้ศิษย์น้องเอาสิ่งนี้มาให้” จู้เสอจวิ้นพลิกมือหยิบแผ่นหินสีเหลืองอ่อนขนาดเท่าฝ่ามือชิ้นหนึ่งออกมาจากในมือ
“นี่คือ...” ลู่เซิ่งพลันหยีตา
“นี่คือแผ่นหินกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้บันทึกวิชาศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าปีศาจ ว่ากันว่ามันได้บันทึกวิชาที่แข็งแกร่งของเผ่าปีศาจซึ่งหลอมสร้างกายเนื้อไปถึงจุดสูงสุดได้เอาไว้ แต่เป็นเพราะมีแค่ส่วนเดียว ตัววิชาเองก็บกพร่อง เผ่าปีศาจก็เลยแลกเปลี่ยนมันกับเคล็ดวิชาล้ำค่าจำนวนไม่น้อยของเผ่ามนุษย์” จู้เสอจวิ้นอธิบาย “นี่เป็นรางวัลให้แก่ศิษย์พี่ที่ออกไปสะกดสถานการณ์ในครั้งนี้”
“ก็ได้ ตอนนี้กลับมาพักผ่อนได้ระยะหนึ่งแล้ว สมควรขยับเนื้อขยับตัวสักที” ลู่เซิ่งตอบรับด้วยความยินดี
เขาสัมผัสได้อย่างเลือนรางว่า สิ่งที่แผ่นหินแผ่นนี้บันทึกไว้อาจจะมีส่วนช่วยเหลือต่อเขาอย่างใหญ่หลวง อย่างไรก็เป็นของที่แม้แต่ซูหนิงเฟยก็ยังทะนุถนอม
“ศิษย์พี่ตรงไปตรงมาดีแท้” จู้เสอจวิ้นสะบัดมือโยนแผ่นหินให้ลู่เซิ่ง “เอาล่ะ ข้ายังมีภารกิจ ขอตัวก่อน” เขาลุกขึ้นประสานมือ ก่อนจะหมุนตัวมุดหายเข้าไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งรับแผ่นหินมาพิจารณาร่องรอยสับสนด้านบนอย่างละเอียด
ร่องรอยเหล่านี้ดูเหมือนไม่มีแบบแผน แต่หากศึกษาอย่างละเอียด จะสัมผัสได้ว่าคล้ายมีความน่าอัศจรรย์บางอย่างซ่อนอยู่ด้านใน เหมือนกับดึงความสนใจของลู่เซิ่งเอาไว้จนไม่อาจถอนตัวได้
‘ดูเหมือนนี่จะเป็นต้นฉบับของแผ่นหินที่ซูหนิงเฟยเคยใช้หลอกเรา เจ้าสำนักคงจะรู้ถึงความขัดแย้งนี้ เลยเอาแผ่นหินนี้มาจากซูหนิงเฟยเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดในตอนแรก
เจ้าสำนักอย่างเขาช่างเหน็ดเหนื่อยจริงๆ...’ ลู่เซิ่งส่ายหน้าน้อยๆ รู้สึกได้ว่าเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกเหมือนกับพี่ชายผู้จนปัญญาที่คอยตามเก็บกวาดให้แก่ซูหนิงเฟยผู้เป็นน้องสาว
ตอนนี้ขนาดร่างกายได้รับบาดเจ็บหนัก ก็ยังไม่ลืมจัดการเรื่องส่วนตัวให้น้องสาวอีก
..............................................
บทที่ 504
ลู่เซิ่งเก็บแผ่นหินแล้วนั่งเอกเขนกบนเก้าอี้ต่อ มองดูเด็กน้อยตัวอ้วนลู่หนิงที่กำลังเล่นกับเด็กคนอื่นๆ พร้อมกับคิดแผนการในใจ
‘ตอนนี้เราครอบครองปฐมพลัง สำเร็จเป็นเทวปัญญา และหลุดจากกรงขังอริยะเจ้าทั่วไปแล้ว หากขึ้นไปอีกจะเป็นเส้นทางสำเร็จเป็นเจ้าแห่งอาวุธ วิธีการที่บันทึกในคัมภีร์ฟ้าน้ำแข้งสี่ฤดูบอกว่าต้องจุติอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่จิตวิญญาณจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติในวันหนึ่ง จากนั้นเมื่อทุกๆ เงื่อนไขสำเร็จลง ก็จะสำเร็จเป็นเจ้าแห่งอาวุธโดยอัตโนมัติ เพียงแต่ต้องจุติกี่โลก คัมภีร์ไม่ได้บอกไว้ ตอนนี้ยังไงก็ไม่ธุระอะไร ไปดูหน่อยก็ไม่มีปัญหาอะไร’
พอเขาตกลงใจเสร็จ ก็ปล่อยใจสบายๆ ไม่ไปคิดมากอีก ก่อนจะลุกขึ้นไปพาลู่หนิงเที่ยวเล่นต่อ
จนกระทั่งถึงตอนกลางคืน ลู่เซิ่งค่อยพาลู่หนิงกลับบ้าน ส่วนตัวเองไม่ได้เข้านอนทันที หลังปลอบเฉินอวิ๋นซีเสร็จ ก็นอนหลับในห้องหนังสือ
เป้าหมายที่แท้จริงของเขาย่อมไม่ใช่การนอนหลับ แต่เป็นการจัดการงานหลัก
...
โลกแห่งความเจ็บปวด
ลู่เซิ่งใส่ชุดคลุมสีดำ สวมหน้ากากเสือสีขาวสำหรับอำพรางใบหน้า เดินอยู่บนระเบียงที่กว้างขวางในอาคารเล็ก
ไม่ได้กลับมาที่เมืองนี้นาน สถานที่บางส่วนตรงหน้าคล้ายมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ว่าสถานการณ์โดยรวมยังคงเป็นเหมือนเดิม
ขึ้นถึงชั้นสาม ไม่นานลู่เซิ่งก็หยุดยืนด้านหน้าห้องห้องหนึ่ง ประตูใหญ่สีขาวอมเทาไม่ทราบกลายเป็นประตูไม้สีเทาที่แตกร้าวตั้งแต่เมื่อไหร่ สิ่งที่เหมือนกับหนอนตัวเล็กๆ คลานเข้าคลานออกตามรอยแตกบนประตูอย่างต่อเนื่อง
“เข้ามาเลย” ด้านในห้องมีเสียงแหบพร่าของสือจื้อซิงดังมา
ลู่เซิ่งจัดเสื้อคลุมก่อนผลักประตูเข้าไป
เด็กสาวงดงามที่มีเรือนผมสีทองและตาสีมรกตนั่งอย่างเรียบร้อยอยู่หลังโต๊ะหนังสือในห้อง เด็กสาวคนนี้ดูเหมือนอายุไม่เกินสิบเอ็ดสิบสองปี ตัวเล็ก ผิวขาวซีดอย่างน่าประหลาดเล็กน้อย
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือบนคอข้างขวาของนางมีรอยแผลสีเลือดขนาดเท่าฝ่ามืออยู่รอยหนึ่ง ด้านในบาดแผลมีหนอนตัวเล็กๆ หมุดเข้ามุดออกตลอดเวลา
เป็นหนอนที่ลู่เซิ่งเพิ่งเห็นตรงรอยแตกบนประตูนั่นเอง
“เจ้ามาแล้วหรือ ดูท่าทางจะมีพัฒนาการนี่ ไม่เลวๆ” เด็กสาวอ้าปาก เสียงที่พูดออกมาเหมือนกับสือจื้อซิงอย่างไม่ผิดเพี้ยน
“ใต้เท้าสือจื้อซิงหรือ” ลู่เซิ่งถามพลางหยีตา
“ข้าเอง เพิ่งเปลี่ยนร่างกายไป” เด็กสาวพยักหน้าแล้วยื่นมือไปเกาที่คอคล้ายกับรู้สึกคัน หนอนสีขาวจำนวนมากหล่นลงมาเหมือนกับผงถ่านเขียนกระดาน
“ช้าเล็กน้อยตอนไปถึง ศพเลยมีหนอนขึ้นเสียแล้ว ต้องซ่อมแซมอีกหน่อยนึง ประเดี๋ยวต้องแช่น้ำฆ่าหนอนด้วย” สือจิ้งซิงยิ้มแย้ม “ไม่เจอสองปี ดูเหมือนเจ้ามีผลลัพธ์ไม่เลวนี่”
“ต้องขอบคุณท่าน” ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างจริงจัง ครั้งนี้ต้องขอบคุณรูปสลักอีกาดำของสือจื้อซิงจริงๆ ไม่อย่างนั้นไม่ทราบว่าเขาที่ถูกกดดันให้จุติเป็นครั้งแรกจะเกิดข้อผิดพลาดอย่างไร
“ได้ใช้ก็ดีแล้ว เจ้ากลับมาพอดีทีเดียว กระทิงแห่งพลังพูดถึงเจ้าตอนที่คุยกันเมื่อวาน บอกว่าเซ่นสรวงสองครั้งแต่ไปไม่ถึง” สือจื้อซิงยิ้ม
“ข้าน้อยสะเพร่าเอง” ลู่เซิ่งพยักหน้า “ประเดี๋ยวจะชดเชยให้ ครั้งนี้ที่กลับมาอยากจะขอคำชี้แนะเรื่องสำคัญจากใต้เท้าเรื่องหนึ่ง”
“อ้อ?” สือจื้อซิงเกิดความสนใจ เขตลัทธิของเขาพัฒนาอย่างรวดเร็วและมั่นคงเพราะการช่วยเหลือของลู่เซิ่ง นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่เขาให้ความสำคัญกับลู่เซิ่งถึงขีดสุด ตอนนี้ลู่เซิ่งมาขอความช่วยเหลืออย่างหาได้ยาก จึงทำให้เขานึกสนใจขึ้นมา
“เรื่องอะไร เจ้าว่ามา” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม หากสถานการณ์ความก้าวหน้าที่ลู่เซิ่งช่วยวางแผนดำเนินต่อไปอีกสองสามปี เขาอาจจะกลับเขตลัทธิเดิมได้ และทำให้ผู้ใช้วิชาชั่วร้ายและผู้ใช้คันฉ่องวิญญาณที่ซ้ำเติมเขาในตอนนั้นรู้ว่าเขาสือจื้อซิงไม่ใช่คนที่จะหาเรื่องได้ง่ายๆ
ลู่เซิ่งใคร่ครวญเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามว่า “ใต้เท้าทราบหรือไม่ว่าเจ้าแห่งอาวุธกับอริยะเจ้าแตกต่างกันมากที่สุดตรงไหน”
“แตกต่างกันมากที่สุดตรงไหนหรือ...พอผู้ใช้วิชาชั่วร้ายกับผู้ใช้วิญญาณคันฉ่องเกิดมาก็จะอยู่ในระดับอริยะเจ้าทันที เพียงพยายามเล็กน้อยก็จะเป็นระดับดาวหยก และเทวปัญญา ส่วนพวกที่มีคุณสมบัติดีหน่อยจะกลายเป็นหัวหน้าพันธมิตรทมิฬเหมือนอย่างข้า คำถามของเจ้ากว้างเกินไป เจ้าแห่งอาวุธเป็นคำเรียกของพวกเจ้ามนุษย์โลก ความจริงแล้วพลังในขอบเขตนี้มีระดับกว้างมาก ระดับเจ้าแห่งอาวุธเป็นคำเรียกรวมๆ ของอาณาเขตที่ใหญ่ถึงขีดสุด พวกเราเรียกระดับที่ต่ำกว่าระดับเจ้าแห่งอาวุธว่าเอกภพ”
สือจื้อซิงแนะนำ “เหนือกว่าเจ้าแห่งอาวุธ จึงนับเป็นปัจเจกที่มีคุณสมบัติควบคุมโชคชะตาของตัวเองอย่างแท้จริง พวกเราเรียกว่าปฐมภพ”
“เอกภพไม่ใช่ปฐมภพ ต่อจากอริยะเจ้า คือการเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่จิตวิญญาณและทำให้จิตวิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติอย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็ใช้จิตวิญญาณขุดค้นปฐมพลังออกมามากกว่าเดิม กระบวนการนี้เรียกว่าชูศัสตรา” จะว่าไปวิธีการฝึกฝนของเจ้าแห่งอาวุธในโลกมนุษย์ของพวกเจ้าก็ได้จากโลกมารดาของพวกเรา มารดาแห่งความเจ็บปวดอยู่บน กฎเกณฑ์ทุกกฎเกณฑ์มาจากโลกมารดา โลกมนุษย์ก็ดี พิภพมารก็ดี ล้วนเป็นเช่นนี้” สื้อจื้อซิงเล่า
“กระบวนการชูศัสตรามีความซับซ้อนมาก แต่ว่าวัตถุประสงค์โดยรวมคือการหลอมตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนอาวุธเทพจนบรรลุขอบเขตมายาพิศวง”
“มายาพิศวงหรือ” ลู่เซิ่งเพิ่งเคยได้ยินถึงขอบเขตต่อจากเจ้าแห่งอาวุธเป็นครั้งแรก พลันรู้สึกฮึกเหิม
“ต่อจากเจ้าแห่งอาวุธคือมายาพิศวง ผู้ที่สำเร็จเป็นมายาพิศวงในสามโลกมีน้อยมาก ผู้ยิ่งใหญ่มายาพิศวงคนล่าสุดสำเร็จเมื่อหลายหมื่นปีก่อน เอาล่ะ พูดเรื่องพวกนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ เจ้ามาพอดี คนผู้นั้นแห่งอารามใบไม้ไหวกลับมาแล้ว ตอนแรกนึกว่านางจะช่วยอะไรข้าได้ น่าเสียดายที่ข้ามองโลกในแง่ดีเกินไปหน่อย...” สือจื้อซิงแสดงสีหน้ารำคาญใจ
“ความหมายของใต้เท้าคือ?” ลู่เซิ่งไม่แสดงสีหน้า รอคำสั่งของสือจื้อซิง
“เขตลัทธิกางเขนไม่ต้องการเจ้าลัทธิคนที่สอง” สือจื้อซิงจับผม “ไม่ว่าเจ้าจะใช้วิธีอะไร จงไล่นางไปให้ได้”
ลู่เซิ่งตาเป็นประกาย พยักหน้าเล็กน้อย
“เข้าใจแล้ว ข้าน้อยขอตัว”
“ไปเถอะ จัดการเร็วๆ หน่อย ข้าทนนางมานานมากแล้ว” สือจื้อซิงโบกมือ แล้วยื่นมือไปเกาศีรษะอีกรอบ หนอนสีเทาที่เหมือนกับรังแคพลันร่วงลงมาจากศีรษะ แล้วกระจายลงบนโต๊ะหนังสือ
ลู่เซิ่งขานรับ ทั้งสองคุยกันอย่างละเอียดอีกสักพัก ลู่เซิ่งจึงค่อยถอยออกจากห้องและงับปิดประตูอย่างเยือกเย็น เขาระวังตัวไม่ให้เหยียบหนอนตัวใดตาย
จากนั้นจึงลงจากอาคารแล้วเดินไปยังประตูขั้นแรก ก่อนจะกลับมายังถนนบนเมืองอักขระทมิฬ
เขาเดินไปยังทิศทางของอารามใบไม้ไหวอย่างช้าๆ ตามความทรงจำ
ตอนนี้ฟ้าสว่างแล้ว บนถนนยามกลางวันของโลกแห่งความเจ็บปวดไม่มีใครสักคนเดียว ผู้ใช้วิชาชั่วร้ายกับผู้ใช้วิญญาณคันฉ่องไม่ชอบทิวากาล แต่ลู่เซิ่งเป็นข้อยกเว้น
สำหรับเขาแล้ว การเคลื่อนไหวยามกลางคืนในโลกสีขาวดำมีความไม่สะดวกถึงขีดสุด ถ้าหากไม่จำเป็น เขาจะไม่เข้าโลกแห่งความเจ็บปวดในเวลากลางคืนเด็ดขาด
อารามใบไม้ไหวตั้งอยู่ด้านหลังเมืองอักขระทมิฬ เป็นตำหนักสีขาวเทาที่ไม่ใหญ่ไม่เล็ก สร้างจากการแกะหินขนาดยักษ์ พื้นและเสาศิลาให้ความรู้สึกหยาบกระด้างป่าเถื่อนแก่ผู้คน
ลู่เซิ่งยืนอยู่หน้าประตูอารามใบไม้ไหวอย่างรวดเร็ว สายตาข้ามผ่านเสาศิลาหยาบใหญ่สองแถว มองไปยังบ่อน้ำทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าในตำหนัก
น้ำสีดำพลิกในบ่อน้ำ มีศพที่แช่น้ำจนขาวพลิกตัวออกมาเป็นระยะ เห็นเส้นผมสีดำสนิทจำนวนไม่น้อยที่ไหลพันกันไปตามน้ำได้เป็นบางครั้ง
ข้างบ่อน้ำมีเงาหลังงดงามที่เปลือยร่างท่อนบนนั่งหันหลังให้แก่ลู่เซิ่ง แขนเนียนละเอียดที่เรียวเล็กขาวผ่องค่อยๆ วักน้ำสีดำส่วนหนึ่งขึ้นจากในบ่อเพื่อใช้ชะโลมร่างตัวเอง
ลู่เซิ่งทราบว่านี่คือเจ้าของอารามใบไม้ไหวที่ทำให้สือจื้อซิงปวดหัวมากที่สุด ตอนที่เขาเข้ามาในเมืองอักขระทมิฬเป็นครั้งแรก ได้เข้ามาในอารามใบไม้ไหวแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ
“ขอถาม แม่นางเฮยจินอยู่หรือไม่” เขาเข้าใกล้หลายก้าว ขยับริมฝีปาก เสียงส่งไปถึงหูของสตรีโดยตรง
สตรีที่หันหลังให้แก่ลู่เซิ่งพลันชะงักการเคลื่อนไหวแล้วค่อยๆ หมุนตัวมา เผยให้เห็นใบหน้างดงามที่หยาดเยิ้มบริสุทธิ์ เพียงแต่ใบหน้านี้แฝงความทุกข์อยู่จางๆ
“ที่แท้เป็นใต้เท้าลู่เซิ่ง” นางเอ่ยอย่างราบเรียบ “ใต้เท้าสือจื้อซิงมีคำแนะนำอะไรหรือ”
“เกรงว่าจะไม่มี” ลู่เซิ่งพิจารณานางอย่างละเอียด “เพียงแต่ใต้เท้าเฮยจินทราบเจตนาในการมาเมืองอักขระทมิฬของตัวเองดี” เขาชี้เป้าหมายหลักในการมาที่นี่ของอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา
“เจ้ามาเกลี้ยกล่อมข้าหรือ” นางงุนงงเล็กน้อย
“ใต้เท้าเองก็ทราบว่า ด้วยขนาดและการพัฒนาของเมืองอักขระทมิฬในวันนี้ เขตลัทธิหลักไม่มีทางไม่เห็น ภายใต้แนวโน้มการพัฒนาที่โดดเด่นระดับนี้ ใต้เท้าคิดจะมาพัฒนาจากพื้นฐานเดิมเพื่อแสดงความสามารถของตัวเองที่นี่ น่ากลัวว่าจะยากยิ่งกว่ายาก ต่อให้ใต้เท้าจะได้แท่นเหยียบเพื่อขึ้นไปอีกระดับชั้นได้จากพื้นฐานนี้ แต่ของอย่างภาพประทับใจไม่ได้มีประโยชน์แค่เป็นแท่นเหยียบเท่านั้น” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เฮยจินงงงวยเล็กน้อย
“ข้าเองก็ทราบเหตุผลนี้ เพียงแต่...” เดิมทีนางไม่ได้จัดการดูแลสิ่งใด พวกผู้ใช้วิชาชั่วร้ายกับผู้ใช้คันฉ่องวิญญาณขึ้นชื่อเรื่องความไม่เป็นระเบียบ ทำอะไรตามใจชอบ คิดจะให้พวกเขาสร้างคุณูปการให้แก่การพัฒนาเขตลัทธิอย่างจริงๆ จังๆ นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด
ลู่เซิ่งมองออกจากสายตาของนางว่า สตรีนางนี้ไม่ใส่ใจเบื้องหลังที่อาจอยู่ด้านหลังสือจื้อซิง ทั้งยังตั้งใจมาเด็ดลูกท้อ แสดงให้เห็นว่านางมีเบื้องหลังล้ำลึกยิ่งกว่า เขาจึงเกิดความสนใจ คิดแผนการได้ทันที
“เรื่องที่ใต้เท้าเป็นกังวลไม่นับว่าร้ายแรงอะไร ข้าน้อยอ่อนด้อยด้านพลังฝึกปรือ แต่ด้านการดูแลจัดการยังนับว่ามีประสบการณ์เล็กน้อย ถ้าหากใต้เท้าได้เขตลัทธิกันดารแห่งหนึ่งจากใกล้ๆ นี้มาได้ การสร้างผลงานจากไม่มีจนมีย่อมได้รับความสนใจจากระดับสูงได้”
เฮยจินอึ้งไป จากนั้นก็เท้าคางใคร่ครวญถึงความเป็นไปได้นี้อย่างจริงจัง
ลู่เซิ่งมีแผนการของตัวเอง สือจื้อซิงใกล้จะได้กลับเขตลัทธิหลักที่เก้าแล้ว และเขาก็ไม่สามารถตามไปด้วยได้ เรื่องนี้เขาได้ยืนยันกับสือจื้อซิงอย่างละเอียดแล้ว
เวลานี้ถ้าหากเฮยจินแห่งอารามใบไม้ไหวเจอเขตลัทธิใกล้ๆ นี้ได้ แล้วให้เขาช่วยสนับสนุน ก็จะรักษาสภาพเดิมต่อไปได้
นอกจากนี้แม้จะเพิ่งติดต่อกันได้ไม่นาน แต่ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า เฮยจินหลอกง่ายและไร้เดียงสากว่าสือจื้อซิงมาก
“ท่าน...ช่วยข้าได้จริงๆ หรือ” เฮยจินถามอีกครั้งอย่างลังเล นางเพิ่งจะกลับมาไม่นาน แต่ว่าในเมืองอักขระทมิฬก็มีสายของตัวเองอยู่ นางได้รู้จากสายเช่นกันว่าที่เมืองอักขระทมิฬโดดเด่นขึ้นมาได้ เป็นเพราะอาศัยบุรุษตรงหน้าเป็นหลัก
แถมนางยังทราบสภาพจนตรอกของลู่เซิ่งด้วย สือจื้อซิงพาเขาไปด้วยไม่ได้ ดังนั้นถ้าเขาจะรั้งอยู่ จำต้องรอเจ้าลัทธิคนใหม่ที่อาจมาถึง แล้วถ้าเกิดว่าเจ้าลัทธิไม่ชอบขี้หน้าเขาล่ะ...
“ท่านวางใจเถอะ ขอแค่ท่านสร้างวิถีขึ้นได้ก็พอ” ลู่เซิ่งยิ้ม
เฮยจินจ้องมองเขาอย่างตั้งใจพักหนึ่ง
“ถ้าหากท่านทำได้จริงๆ อย่างนั้นสิ่งที่สือจื้อซิงมอบให้ท่าน ข้าสามารถให้ได้เช่นกัน แถมยังมีมากกว่า”
ในที่สุดนางก็หวั่นไหวแล้ว
ความจริงนางเป็นบุตรีของผู้ยิ่งใหญ่ในเขตลัทธิที่เก้า เพียงแต่เป็นเพราะมาลงหลักปักฐานสร้างอารามขึ้นที่เมืองอักขระทมิฬโดยไม่ได้ตั้งใจ และติดปัญหาด้านตำแหน่งและสถานะ ตอนนี้หากนางคิดจะกลับไป กลับมีความยุ่งยากบ้างแล้ว
“ประตูสามพิภพกำลังจะเปิด โอกาสครั้งนี้ข้าจะพลาดไปไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้น ข้าขอให้ท่านช่วยสร้างผลงานให้ข้าในระยะเวลาสิบสองปี” เฮยจินอธิบาย
“เหตุใดต้องเป็นสิบสองปี” ลู่เซิ่งงง
“เป็นเพราะ...อีกสิบสองปีจะเป็นเวลาที่ประตูสามพิภพเปิดออก” เฮยจินกล่าวอย่างราบเรียบ “ถึงเวลานั้น ผู้ใช้วิชาชั่วร้ายและผู้ใช้วิญญาณคันฉ่องจากโลกมารดาจะกรูกันเข้าไป โลกมนุษย์ก็ดี พิภพมารก็ดี จะกลายเป็นแหล่งกำเนิดสารอาหารชั้นยอด หากไม่มีผลงานมากพอ ข้าจะไม่สามารถบอกให้ครอบครัวสนับสนุนให้ข้าแย่งชิงทรัพยากรอย่างสุดกำลังได้”
ลู่เซิ่งไม่แสดงสีหน้า แต่ในใจกลับตื่นตระหนก
สิบสองปี!? เขารู้แล้วว่ามหาภัยพิบัติคืออะไรกันแน่ เป็นการที่ประตูซึ่งเชื่อมโลกแห่งความเจ็บปวดเข้ากับโลกมนุษย์และพิภพมารถูกเปิดออก แล้วผู้ใช้วิชาชั่วร้ายกับผู้ใช้วิญญาณคันฉ่องจำนวนมากกรูกันออกจากประตู เพื่อใช้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดเซ่นสรวงบูชาอาวุธเทพ
นี่เป็นมหาภัยพิบัติของฟ้าดินธรรมชาติ ดังนั้นโลกมนุษย์และพิภพมารถึงได้เกิดการต่อสู้ขนาดใหญ่ เป้าหมายก็เพื่อหยุดยั้งการเปิดประตูแห่งความเจ็บปวด ความจริงมนุษย์และมารล้วนเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายในภัยพิบัติครั้งนี้
และตอนนี้ มหาภัยพิบัติกำลังจะมาถึงในอีกแค่สิบสองปีอย่างนั้นหรือ
..............................................
บทที่ 505
หลังปรึกษากับเฮยจินเรียบร้อยแล้ว ลู่เซิ่งก็เผยแผนการในอนาคตที่วางไว้กับสือจื้อซิงเล็กน้อย แผนการที่สมบูรณ์แบบสองแผนการนี้ ไม่ว่าจะเป็นสำหรับเขาหรือเฮยจิน ล้วนเป็นวิธีการที่ไม่เลวทั้งสิ้น
พอกลับไปถึงต้าอิน ลู่เซิ่งก็เริ่มศึกษาแผ่นหินกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งได้มาทันที
แผ่นหินบันทึกร่องรอยพิเศษที่ดูเหมือนเรียบง่าย แต่ความจริงมีความล้ำลึกมากเอาไว้ส่วนหนึ่ง ระดับความรู้ของลู่เซิ่งในปัจจุบันไม่ใช่ระดับที่ไม่เข้าใจค่ายกลอักขระเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว หลังจากผ่านการศึกษาอย่างละเอียด และการสั่งสมเป็นเวลาหลายปีในโลกสองใบ ตอนนี้นอกจากเขาจะวิจัยอักขระค่ายกลในด้านการส่งตัวจุติแล้ว ก็ยังทำความเข้าใจอักขระที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่เขา และมีคุณสมบัติสังหารไม่น้อยเช่นกัน
ร่องรอยบนแผ่นหินซ่อนเร้นอยู่ลึกถึงขีดสุด หลังจากลู่เซิ่งประทับลวดลายลงบนกระดาษแล้ว ก็ทดลองใช้วิธีการแก้รหัสที่แตกต่างกันสิบสามชนิด เพื่อหาสิ่งของที่มีประโยชน์ด้านในผ่านการประมวลผลย้อนกลับ
ทว่าวิธีคำนวณสิบสามชนิดล้วนล้มเหลว เขาจึงเริ่มลองประสานกับระบบในด้านการการเขียนโปรแกรมบนโลกเดิมดู เพื่อเจาะความลับที่อยู่ด้านใน
ความจริงแล้วแก่นสารของลำดับในเครื่องคำนวณคือการเปลี่ยนแปลงยืดขยายอย่างไร้สิ้นสุดที่ประกอบขึ้นจากเลขศูนย์และเลขหนึ่ง ความจริงเลขศูนย์และเลขหนึ่งก็คือตัวแทนของหยินและหยาง รวมถึงความไม่มีและความมีในคัมภีร์อี้จิง
ในทางทฤษฎี เครื่องคำนวณคือการแสดงผลในสมัยใหม่ของคัมภีร์อี้จิงหลังจากได้รับการพัฒนาถึงขีดจำกัดสูงสุด
ที่วิชาไร้จำกัดของลู่เซิ่งในเวลานี้ใช้หยินหยางเป็นฐาน อาจจะเป็นพราะร่างหลักของเขาเป็นยอดฝีมือด้านโปรแกรมอยู่แล้วก็ได้
เพียงแต่แผ่นหินกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สิ่งที่จะทำความเข้าใจได้อย่างง่ายๆ ทางด้านนี้ดีปบลูก็จนปัญญาเช่นกัน ถึงอย่างไรหากคิดจะเรียนรู้และฝึกฝน ก็ต้องมีเงื่อนไขระดับเบื้องต้นที่จับต้องได้เสียก่อน ตอนนี้อาศัยแค่แผ่นหินแผ่นเดียวที่ไม่มีอะไรสักอย่าง ก็ไร้ความหมายโดยสมบูรณ์
หลังจากศึกษาแผ่นหินชั่วระยะเวลาหนึ่ง ในที่สุดลู่เซิ่งก็ได้รับข้อความจากซูหนิงเฟยผู้เป็นอาจารย์ นางต้องการให้เขามุ่งหน้าไปยังผาดวงดาวเพื่อพาศิษย์น้องเล็กซูย่วนย่วนกลับมา
...
ท้องฟ้ามืดครึ้ม
ด้านในเทือกเขาไพศาล ป่าเขาสีเขียวอมเทาทอดยาวหลายหมื่นลี้ ลำธารที่ไหลคดเคี้ยวสายหนึ่งระหว่างแนวเขาตัดทะลุเทือกเขา เป็นแม่น้ำสีเขียวมรกตที่ไหลอย่างสุขสงบ
เรือทรงอาคารสีแดงสองชั้นที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กกำลังแล่นไปตามแม่น้ำอย่างช้าๆ
บุรุษหล่อเหล่าที่มีบุคลิกไม่ธรรมดาสองคนนั่งหันหน้าเข้าหากันบนบนดาดฟ้าเรือ พวกเขาสวมใส่อาภรณ์ยาวสีเขียว กำลังอุ่นน้ำชาอย่างช้าๆ
ไอร้อนสีขาวลอยออกมาจากปากกาชงชาสีม่วง ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมา
“นึกไม่ถึงว่าในเทือกเขาไพศาลจะมีสถานที่ที่สุขสงบขนาดนี้อยู่ด้วย สหายชิงเปลืองความคิดแล้ว” บุรุษผมยาวที่อยู่ทางซ้ายดูสุภาพมีมารยาท น้ำเสียงกระจ่างใส ไม่ติดเหน่อแม้แต่น้อย ทั้งยังมีความก้องกังวานน้อยๆ แทรกอยู่ ทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกว่าคนผู้นี้จะต้องเป็นคนที่เด็ดขาดอย่างแน่นอน
คนที่อยู่อีกด้านยิ้มเฉิดฉัน
“สหายเหวินชมกันเกินไป ข้าก็แค่อยู่ว่างไร้เรื่องราวจึงออกท่องเที่ยวไปทั่วเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอสถานที่ที่สงบแบบนี้ในกลียุค”
บุรุษผมยาวส่ายหน้าน้อยๆ อดหัวเราะไม่ได้ ไม่พูดถึงหัวข้อนี้อีกต่อไป เขาขมวดคิ้วกระบี่เล็กน้อยขณะมองไปยังส่วนลึกของเทือกเขาไพศาล เหมือนกับเห็นทิวทัศน์ที่อยู่ลึกที่สุดผ่านเขาสีเทาที่อำพรางไว้หลายชั้นได้
“แต่เดิมทีสหายชิงมีนิสัยรักสงบ ตอนนี้เหตุใดจึงได้สร้างความขัดแย้งกับสำนักพันอาทิตย์เล่า ถ้าหากบอกว่าเพื่ออาวุธเทพหมื่นแปรผัน สหายชิงอย่าพูดถึงข่าวลือเรื่องซุบซิบเหล่านี้ดีกว่า”
บุรุษที่ถูกเรียกว่าสหายชิงคือชิงไป๋อู่ เจ้าพันมังกรทอง บรรพบุรุษแห่งถ้ำมังกรทองในปัจจุบัน ผู้บำเพ็ญสายหลักที่ครอบครองสายเลือดโลหิตมังกรในตอนนี้
ชิงไป๋อู่ได้ยินดังนั้น พลันทราบว่าสหายเก่าตั้งใจจะมาเกลี้ยกล่อมตนเองเช่นกัน เขาจึงหัวเราะเบาๆ
“แม้สำนักพันอาทิตย์จะแข็งแกร่ง แต่นั่นเป็นก่อนที่ผู้อาวุโสประกายขั้วโลกจะได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้เขากำลังสะกดทะเลบูรพา ในสำนักไร้คนดูแล มีแต่ความวุ่นวาย ข้าชิงไป๋อู่ไม่เคยแย่งชิงกับใคร แต่คนในสำนักพันอาทิตย์กลับมาหาเรื่อง ข้าจงลงมือสั่งสอน ไม่เห็นจะเป็นอะไร”
“สหายชิงรู้จักความเหมาะสมก็ดีแล้ว” บุรุษผมยาวคนนั้นพยักหน้า “เพียงแต่ กลัวว่าข่าวจะหลุดออกไปแล้วมีพวกที่มีจุดประสงค์ไม่ดีมาหาโอกาส...”
ชิงไป๋อู่ส่ายหน้าน้อยๆ “สหายเหวินชาง ขอแค่ไม่ใช่ลิ่วตี้ ตระกูลขุนนางหรือตระกูลใหญ่ๆ ที่เหลือ พวกเรายังมีอะไรต้องกลัวอีก”
เหวินชางส่ายหน้าพลางยิ้มอย่างหนักใจ ผู้คนเรียกเขาว่าเจ้าลัทธิสำนักแสงสว่าง มีสาวกหลายสิบหมื่น ยอดฝีมือมากมายดุจหมู่เมฆ เป็นพันธมิตรกับถ้ำมังกรทอง จึงมีสิทธิ์กล่าววาจาแบบนี้
เพียงแต่เขาไม่ชอบโอ้อวด เพียงรู้สึกว่าสถานการณ์ในปัจจุบันแสดงแสนยานุภาพมากเกินไป จึงมาเตือน
“สหายเหวินไม่ต้องพูดมากแล้ว คนพวกนั้นข้าให้บทเรียนเล็กน้อยก็จะปล่อยไป ส่วนคนอื่นๆ...ขึ้นอยู่กับตัวพวกเขาเองแล้ว” ชิงไป๋อู่ยิ้ม
“ท่านดู มีคนมาแล้ว” เขาชี้นิ้ว อยู่ๆ ป่าเขาทางขวาของทั้งสองก็แยกออก เผยให้เห็นเมฆพิสดารสีขาวอมเหลืองกลุ่มหนึ่ง
เมฆค่อยๆ สลายไป กลิ่นกำมะถันอันเข้มข้นโชยออกมา จากนั้นก็มีคนสวมอาภรณ์ประหลาดกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากด้านใน
“บรรพบุรุษมังกรทอง อาวุธเทพหมื่นแปรผันไม่ใช่สิ่งที่ท่านจะฮุบไว้คนเดียวได้” พอชายชราอาภรณ์ขาวไม่มีฟันหน้า ปล่อยผมยาวสยายคนหนึ่งในคนกลุ่มนี้ปรากฏตัว ก็ตวาดเสียงดังทันที “พวกเราสหายร่วมเส้นทางจากสิบสองถ้ำฟ้าร่วมมือกันมาก็เพื่อปรึกษาเรื่องนี้กับบรรพบุรุษ”
“ส่งฉยงซังออกมาเสียเถอะชิงไป๋อู่ ถ้ำมังกรทองไม่สามารถรักษาอาวุธเทพหมื่นแปรผันไว้ได้หรอก” อีกด้านหนึ่งมีเสียงสตรีที่เป็นมิตรและทอดยาวดังขึ้น
โฉมสะคราญกลุ่มหนึ่งซึ่งสวมกระโปรงสีชมพูพัดพลิ้ว และอิริยาบถชดช้อยพากันทิ้งตัวลงจากท้องฟ้า มีเมฆสีขาววนเวียนอยู่รอบตัว
คนที่โดดเด่นที่สุดในสตรีกลุ่มนี้คือโฉมสะคราญร่างสูงชะลูดที่สวมกระโปรงตัวยาวขนห่าน และมีไอสีขาวเย็นเยียบหลายสายวนเวียนอยู่ใต้เท้า
“สามสำนักเพิ่งอ่อนแอลง พวกชั่วๆ ก็โผล่มาทันที” นางกวาดตามองคนจากสิบสองถ้ำฟ้ากลางป่าเขาอย่างรังเกียจ พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เหตุใดแม่นางเยว่กล่าวเช่นนี้ อาวุธเทพหมื่นแปรผันเป็นอาวุธเทพที่ก้าวข้ามระดับเทวปัญญา ถ้าหากได้มา สามารถเดินทางได้หมื่นลี้ ทั้งยังใช้ซ่อนตัวได้ ต่อให้เจ้าแห่งอาวุธลงมือด้วยตัวเอง ยังจะทำอะไรข้าได้ สมัยนี้นี่นะ คนที่ฝึกถึงขั้นนี้ได้ล้วนน่าตกตะลึงทุกคนอยู่แล้ว” ชายชราผมยุ่งคนนั้นแทนที่จะโกรธ กลับหัวเราะเหอะๆ
“วาจานี้มีเหตุผล” ชิงไป๋อู่ที่อยู่บนเรือกลับพยักหน้าเห็นด้วยอย่างหาได้ยาก “เพียงแต่คิดจะแย่งอาวุธเทพหมื่นแปรผันไป คนแค่นี้ยังไม่พอ”
คนสามกลุ่มที่อยู่รอบๆ ไม่มีใครที่เป็นตะเกียงประหยัดน้ำมัน ในเมื่อทราบว่าเบื้องหลังซูย่วนย่วนคือสำนักพันอาทิตย์ เบื้องหลังหลี่ซุ่นซีคือสำนักไตรอริยะ แต่ยังกล้าลงมือ ย่อมมีมือมืดคอยสนับสนุนอยู่หลังฉากแน่นอน
ทั้งสามฝ่ายทราบคร่าวๆ ว่าเบื้องหลังอีกฝ่ายคือใคร ตอนนี้คุมเชิงกันอยู่ ไม่มีใครคิดลงมือก่อน
“ผู้อาวุโสทุกท่านเคยคิดหรือไม่ว่า สถานการณ์ในตอนนี้อาจจะเป็นผลลัพธ์ที่สำนักพันอาทิตย์วาดหวังถึงก็ได้” มีเรือไม้ตอนเดียว (เรือแคนู) ค่อยๆ แล่นมาตามแม่น้ำคดเคี้ยวในตอนที่ทั้งสามฝ่ายกำลังคุมเชิงกันอยู่
บนเรือมีหญิงสาววัยแรกแย้มที่มีบุคลิกและรูปโฉมบริสุทธิ์คนหนึ่งยืนอยู่เงียบๆ นางสะพายพิณยาวเอาไว้ด้านหลัง สวมกระโปรงยาวเนื้อผ้าบางสีเขียว ปักปิ่นระย้าหยกแดงสลักอักขระสีทองบนศีรษะ ให้ความรู้สึกผสมผสานระหว่างความสูงศักดิ์กับความเป็นเซียน
“บางทีทุกท่านอาจไม่สนใจก็ได้ อย่างไรพวกท่านก็มีพลังไม่ธรรมดา บ้างก็เป็นราชันผู้พิชิต บ้างก็เป็นวีรุบุรุษแห่งยุค ต่อให้เผชิญกับสำนักพันอาทิตย์ที่ยิ่งใหญ่ ก็ไม่เกรงกลัว เนื่องจากขุมกำลังที่พวกเขาส่งมาได้ในปัจจุบันมีจำนวนงอนิ้วนับได้” นางกล่าวอย่างฉะฉาน
“หอเสียงเสนาะก็คิดจะสอดมือเหมือนกันหรือ” หลังจากเห็นสตรีผู้นี้เผยโฉม ดวงตาของชิงไป๋อู่พลันแสดงเลศนัย
“ตรงกันข้าม หอเสียงเสนาะของพวกเราไม่มีความคิดจะสอดมือไปยุ่งเรื่องของอาวุธเทพหมื่นแปรผัน เพียงแต่นึกอยากรู้อยากเห็น ว่ากันว่าซูหนิงเฟยแห่งสำนักมารกำเนิดได้รับการขนานนามเป็นอริยะเจ้าอันดับหนึ่งในโลก เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดรองจากเจ้าแห่งอาวุธ ถ้าพวกท่านเจอ หรือคิดว่าจะหาผลประโยชน์ได้จากนางจริงๆ ดังนั้นข้าเลยมาดู” หญิงสาวกล่าวพลางยิ้มบาง
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก ในเมื่อจะลงมือแล้ว ย่อมมีการเตรียมตัวที่เอาไว้ใช้รับมืออริยะเจ้าเชียนตู้” ชายชราผมยุ่งจากสิบสองถ้ำฟ้าหัวเราะเหอะๆ เสียงเย็น
“อย่างนั้นหรือ แต่นอกจากอริยะเจ้าเชียนตู้แล้ว สำนักพันอาทิตย์ไม่ใช่ไม่มีตัวเลือกอริยะเจ้าคนอื่นๆ ที่จะมาจัดการอีก” หญิงสาวจากหอเสียงเสนาะกล่าวต่อ “แม้จะต้องรับมือศึกใหญ่กับพิภพมาร และรับมือกับการรั่วไหลของวิญญาณชั่วร้าย แต่ด้วยศักยภาพของสำนักพันอาทิตย์ การส่งอริยะเจ้าหนึ่งหรือสองคนมารับมือ ยังคงเป็นสิ่งที่ทำได้ ทุกท่านย่อมไม่เกรงกลัวพวกเขา ที่ข้ามาที่นี่ หลักๆ ก็เพื่อเตือนพวกผู้อาวุโสประโยคหนึ่ง จงระวังอริยะเจ้าคนหนึ่งของสำนักพันอาทิตย์ที่เพิ่งเลื่อนระดับขึ้นใหม่”
“อ้อ?” ชิงไป๋อู่งุนงง จากนั้นก็คล้ายนึกอะไรออก “เจ้าหมายถึงลู่เซิ่งเจ้าสำนักมารกำเนิดหรือ”
อริยะเจ้าในต้าอินมีน้อยนิด ต่อให้รวมกับยอดฝีมือระดับเดียวกันในพิภพมารก็มีจำนวนไม่เกินยี่สิบคน กระจายกันอยู่ตามตระกูลใหญ่กับสำนักใหญ่ๆ และแม้กล่าวกันว่าสำนักพันอาทิตย์มีอริยะเจ้ามากที่สุด แต่ความจริงมีทั้งหมดเจ็ดคน
ปัจจุบันสำนักพันอาทิตย์มีแค่หกคน ในหกคนนี้รวมเชียนตู้ซูหนิงเฟยเข้าไปแล้ว พวกเขาแยกกันสะกดการศึกของพิภพมารและประตูทางเข้าออกของวิญญาณร้าย รวมถึงควบุคมสถานการณ์ในสำนัก กล่าวได้ว่าไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น สามารถแบ่งสองคนมาลงมือช่วยเหลือ ก็ถือว่าหายากเป็นอย่างยิ่งแล้ว
นี่เป็นสาเหตุที่คนซึ่งอยู่รอบๆ รู้จักอริยะเจ้าของสำนักพันอาทิตย์เป็นอย่างดีเหมือนกับนับสมบัติในบ้าน เป็นเพราะสามสำนักมีเส้นสนกลในแค่นั้น ยอดฝีมือจึงโด่งดังไปทั่วใต้หล้ามานานแล้ว
และเนื่องจากอริยะเจ้ามีจำนวนน้อยนิดขนาดนี้ ตอนที่ตระกูลหยวนกวงเจอเข้ากับการปกป้องลูกของลู่เซิ่งในตอนนั้น จึงไม่กล้ากดดันมากเกินไป สำหรับสำนักพันอาทิตย์แล้ว อริยะเจ้าสักคน สุดที่พวกผู้อาวุโสหรือจอมอาวุธทั่วไปจะเทียบเคียงได้
“ถูกต้อง เป็นคนผู้นั้น” หญิงสาวจากหอเสียงเสนาะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “สหายสนิทคนหนึ่งของข้าเคยบอกว่า ลู่เซิ่งเป็นพวกอารมณ์คุ้มดีคุ้มร้าย ชอบเอาแต่ใจ กระทำเรื่องใดล้วนตรงไปตรงมา ไม่เคยเหลือทางถอยให้ใคร แถมเขายังเป็นศิษย์ในนามของอริยะเจ้าเชียนตู้ ถ้าหากเขามาด้วยตัวเองล่ะก็...”
“เขาเพิ่งเลื่อนระดับมาไม่กี่ปี หากสู้กันซึ่งหน้า พวกเราต้องกลัวอะไร” ชิงไป๋อู่กล่าวอย่างเปิดเผย
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น สตรีกระโปรงยาวขนห่านที่อยู่ใกล้ๆ ก็กล่าวด้วยสีหน้าอ่อนโยนเช่นกัน
“ลู่เซิ่งเกรี้ยวกราดไม่ยอมใคร แต่สิ่งใดแข็งเกินไปก็จะหักได้ง่ายเช่นกัน”
“ทุกท่านดูถูกคนผู้นี้เกินไปแล้ว...ขอให้ข้าได้อธิบายให้แก่ผู้อาวุโสทุกท่านฟังอย่างละเอียดเถอะ” หญิงสาวจากหอเสียงเสนาะยิ้ม ปากเล็กขยับเล็กน้อย เสียงหลายสายส่งเข้าหูของคนทั้งสามกลุ่มที่เหลือ
ตอนแรกทั้งสามกลุ่มไม่ได้คิดอะไร แต่ไปๆ มาๆ สีหน้ากลับค่อยๆ เคร่งขรึมขึ้นตามเนื้อหาจากการถ่ายทอดกระแสเสียง
ต้าอินมีอริยะเจ้าทั้งหมดไม่กี่คน เปลือกนอกพวกเขาสามกลุ่มไม่ใช่คนจากทางการ แต่ความจริงเบื้องหลังล้วนสังกัดสามตระกูลและสามสำนัก เพียงแต่เปลี่ยนสถานะยามอยู่ด้านนอกเท่านั้น
เบื้องหลังมีคนคอยสนับสนุน นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขามีความมั่นใจ แต่ตอนนี้พอได้ยินหญิงสาวจากหอเสียงเสนาะส่งกระแสเสียง ท่าทีไม่ยี่หระของทุกคนในตอนแรกก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่เข้าใจก็คือ เหตุใดหอเสียงเสนาะถึงได้รู้จักลู่เซิ่งดีขนาดนี้ เบื้องหลังเรื่องนี้อดทำให้ทุกคนใคร่ครวญไม่ได้
..............................................
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น