46-50
บทที่ 46
“คุณชาย…” เสี่ยวเฉี่ยวตาปรือผลักประตูเข้ามา ขยี้ตาพลางวางขนมเปี๊ยะนมเหลืองถาดหนึ่งลงบนโต๊ะ “อาหารเช้าของท่านมาแล้ว โจ๊กข้าวฟ่างยังต้มอยู่ วันนี้ไม่ได้ทำซาลาเปาหมั่นโถว มีแค่ขนมเปี๊ยะนมเหลืองที่กินได้”
“ขนมเปี๊ยะนมเหลืองเป็นขนมวันเทศกาลของที่นี้นี่” ลู่เซิ่งปิดหน้าต่างโดยแรง หมุนตัวหันมามองเสี่ยวเฉี่ยว
เด็กสาวผู้นี้ไม่เจอกันสองสามเดือน มีน้ำมีนวลขึ้น โดยเฉพาะหน้าอกขยายขึ้นมาก ชุดกระโปรงสีขาวที่ใส่เห็นชัดว่าไม่ใช่ชุดคอต่ำ ก็ถูกเด็กสาวผู้นี้ดันจนนูนขึ้น เหลือบมองลงไป เห็นได้อย่างชัดเจนถึงโครงสร้างสองกลุ่มกับร่องลึกหนึ่งสายที่ขาวผ่อง…
“อืม คุณชายมองอะไร” เสี่ยวเฉี่ยวห่อปากปิดหน้าอกของตัวเอง ‘”เสื้อผ้าที่นำมาด้วย เฉี่ยวเอ๋อร์พึ่งพบว่าเล็กไปแล้ว ไม่นานมานี้โตเร็วยิ่ง…”
ลู่เซิ่งยิ้มๆ “วันหลังข้าจะพาเจ้าไปซื้อเสื้อผ้า”
เสี่ยวเฉี่ยวใบหน้าน้อยพลันบึ้งตึง
“ยังคงไม่ต้องแล้ว ตอนนี้ในบ้านไม่เหมือนก่อน ค่าใช้จ่ายกินยาของคุณชายใกล้จะไม่พอแล้ว สถานที่ที่ใช้เงินมีเยอะยิ่ง…”
ลู่เซิ่งงงวย พลันรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง ในบ้านไม่มีเงินจนแม้แต่เฉี่ยวเอ๋อร์ก็เข้าใจ รู้จักประหยัด ตัวเขากลับไม่ทราบโดยสิ้นเชิง
หลังจากเฉี่ยวเอ๋อร์มาถึง ก็อยู่ในห้องๆ หนึ่งของอาคารหลังนี้ ถึงอย่างไรก็เป็นเด็กสาวที่อยู่ข้างตัว เช้าเย็นต้องอยู่ร่วมห้องกัน ภายหลังถ้าลู่เซิ่งต้องการ ก็มอบสถานะอนุให้แก่นางได้ นี่นับว่าเกินฝันแล้ว
เสี่ยวเฉี่ยวชาติกำเนิดไม่ดี บิดาเป็นผีพนัน พอแพ้ก็คลุ้มคลั่ง พนันภรรยาและบุตรี ผลคือแพ้หมดตัว เสี่ยวเฉี่ยวกับมารดานางเกือบถูกขายไปยังหอคณิกา แต่มารดารองหลิวชุ่ยอวี้ที่จิตใจดีงามกลับจ่ายเงินซื้อมาและชดใช้หนี้สินให้นาง
แต่ต่อให้เป็นแบบนี้ มารดาของเสี่ยวเฉี่ยวก็นอนซมลุกไม่ขึ้นเพราะความลำบากก่อนหน้า ไม่นานเท่าไรก็สิ้นชีวิต เหลือเสี่ยวเฉี่ยวคนเดียวไว้ในคฤหาสน์ลู่ ยึดถือคฤหาสน์ลู่เป็นบ้านของตัวเอง
‘ต้องคิดวิธีหาเงินแล้ว…’ ลู่เซิ่งเริ่มยึดถือเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่อย่างแท้จริง
เขาหันกลับมา เห็นเฉี่ยวเอ๋อร์หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากในอกเสื้อ
“เมื่อครู่มีผู้ส่งจดหมายมา” เฉี่ยวเอ๋อร์วางจดหมายไว้บนโต๊ะ
ลู่เซิ่งเดินไป ใช้ตะเกียบคีบขนมเปี๊ยะนมเหลืองสองชิ้นขึ้นกิน ก่อนหยิบจดหมายนั้นขึ้นมา ที่มาของสัญลักษณ์บนจดหมายคือตระกูลลู่
‘เป็นจดหมายจากที่บ้าน’ เขาฉีกผนึกออกแล้วเปิดจดหมายอ่านดู
ใจความหลักด้านในคือ ที่บ้านตัดสินใจย้ายมาเมืองเลียบคีรี บอกให้ลู่เซิ่งไม่ต้องกังวล ทางนั้นทุกอย่างราบรื่น ให้เขาตั้งสมาธิเตรียมการทดสอบประจำปีดีๆ
ลู่เซิ่งส่ายหน้า อ่านจดหมายจบก็เก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะหนังสือ
“ยาของวันนี้เตรียมแล้วหรือยัง” เขาถามเสี่ยวเฉี่ยว ขณะเดียวกันก็กินขนมเปี๊ยะนมเหลืองที่กองอยู่ในถาดอย่างรวดเร็ว ขนมเปี๊ยะนมเหลืองขนาดเท่าฝ่ามือยี่สิบกว่าชิ้นประเดี๋ยวเดียวก็ถูกเขากินไปมากกว่าครึ่ง
“เรียบร้อยแล้ว วางไว้ในกล่องยา คุณชายไปฝึกวิชาเถอะ รีบไปรีบมา” เสี่ยวเฉี่ยวรู้ว่าจะถึงเวลาฝึกวิชาประจำวันของลู่เซิ่งแล้ว จึงรีบบอก
“อืม”
ก๊อกก๊อกก๊อก
ทันใดนั้นประตูถูกคนเคาะเบาๆ
“ผู้ใด” เสี่ยวเฉี่ยวรีบลุกขึ้นไปเปิดประตู ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงนางสนทนากับคนนอกประตู จากนั้นเป็นเสียงปิดประตูเบาๆ
“ผู้ใด” ลู่เซิ่งกินอาหารเช้าเสร็จ ก็ลุกขึ้นเตรียมผัดเปลี่ยนเสื้อผ้าไปฝึกฝนวิชา
“เป็นข้ารับใช้ตระกูลซ่งส่งจดหมายมา” เสี่ยวเฉี่ยวส่งจดหมายบนมือให้ลู่เซิ่ง “คุณชายท่านอ่านดู”
ลู่เซิ่งรับไว้ เห็นบนจดหมายเขียนว่าพี่ลู่เปิดด้วยตัวเอง ก็ทราบว่าเป็นของซ่งเจิ้นกั๋ว ในหมู่สหายของเขา คนแซ่ซ่งที่มีความสัมพันธ์ไม่เลว มีแค่ซ่งเจิ้นกั๋วคนเดียว
ฉีกจดหมายออก หลักใหญ่ใจความด้านในคือ พรุ่งนี้เป็นเทศกาลภูษาควัน เขาจะไปไถ่ตัวจวินเอ๋อร์จากเรือสำราญ ขอให้เขาไปเฉลิมฉลองเป็นพยานด้วยกัน ด้านหลังยังเน้นย้ำเป็นพิเศษว่าจะต้องมาให้ได้ เขาเลี้ยงเอง
“ไถ่ตัวหรือ” ลู่เซิ่งพึมพำ เขามองออกแต่แรกว่าจวินเอ๋อร์กับซ่งเจิ้นกั๋วมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา คิดไม่ถึงว่าเขาจะรักจริง ถึงกับคิดไถ่ตัวจวินเอ๋อร์
แต่ว่าซ่งเจิ้นกั๋วกับเขามีความสัมพันธ์ไม่เลว อย่างไรก็อยู่ว่างไร้เรื่องราว ไปก็หาเป็นไรไม่ หนำซ้ำยังมีคนเลี้ยงด้วย
เก็บจดหมาย ยัดใส่ลิ้นชักแล้วลั่นดาล ลู่เซิ่งยกดาบยาวขึ้นคิดออกประตูไป ตอนกลับมาถึงห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาเดินมาถึงหน้าคันฉ่องสำริดมองตัวเองในตอนนี้
ช่วงนี้เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าอานุภาพของวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกในร่างเขาค่อยๆ ปรากฏขึ้น วิชากำลังภายในหลังจากเปลี่ยนแปลงเชิงคุณสมบัติของวิชานี้ กำลังหล่อเลี้ยงวิญญาณและร่างกายของเขาทีละน้อย จนยิ่งมายิ่งแข็งแกร่ง
ประสานกับการกระตุ้นด้วยความร้อนสูงของวิชาทมิฬพิฆาต ลู่เซิ่งตอนนี้รู้สึกว่าอวัยวะภายในของตัวเองได้รับการฟื้นฟูจากสิ่งแปลกปลอมและสารพิษเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง
การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ทำให้บางครั้งเขารู้สึกว่า ต่อให้ตัวเองไม่ได้ฝึกฝนวิชาแข็งกร้าว ร่างกาย พลัง ความอดทน ไม่แน่ว่าจะแย่กว่ายอดฝีมือวิชาแข็งกร้าวเหล่านั้น
ถือดาบฟันออกไปตามใจ ภายใต้การโคจรวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกกับวิชาทมิฬพิฆาต ในอากาศพลันเกิดเสียงสั่นสะเทือนเล็กๆ ดังหวึ่งๆ ลู่เซิ่งยกแขนขวาที่กำดาบขึ้น บนแขนไม่ทราบว่าเริ่มกระจายด้วยเส้นเลือดแดงเอ็นเขียวจำนวนมากตั้งแต่เมื่อไหร่ บิดเบี้ยวน่ากลัว
ช่วงนี้เขาแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย ถ้าไม่ใช่ที่ใส่ส่วนใหญ่เป็นเสื้อคลุมยาว หากเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้ารัดตัว คนอื่นจะมองออกว่ากล้ามเนื้ออันแข็งแรงของเขาเมื่อเทียบกับนักศึกษาทั่วไป เรียกได้ว่างดงาม แขนข้างเดียวของเขาหยาบเท่าขาของคนที่ผอมกว่าเล็กน้อย
‘จำเป็นต้องมีดาบดีสักเล่ม’
ลู่เซิ่งยกดาบขึ้น ผิวดาบสะท้อนใบหน้าในตอนนี้ของเขา ทว่าขณะเดียวกันใบดาบก็มีรอยแตกไม่น้อย
‘ดาบเล่มนี้ใกล้จะพังแล้ว’
ทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังมาจากประตู คล้ายมีผู้ใดคิดย่องเข้ามาในห้องของเขา มิหนำซ้ำจังหวะและเสียงฝีเท้านี้ยังแตกต่างกับเสี่ยวเฉี่ยวมาก
“เป็นผู้ใด!”
โฮก!
เสียงเสือคำรามดังขึ้น
ลู่เซิ่งหันหน้ามาเบิกสองตา ปราณภายในทะลักบนร่าง ปราณพิฆาตอันเหี้ยมหาญยิ่งใหญ่สายหนึ่งซัดออกมา อากาศถึงกับพลิกตัว เกิดเสียงเสือคำรามดังเกือบหูแตก
สตรีนางหนึ่งที่หน้าประตูถูกขู่ขวัญจนก้นจ้ำเบ้า ถึงกับเป็นเจิ้งอวี่เอ๋อร์
ใบหน้าน้อยๆ ของนางซีดขาว ตกใจไม่น้อย นั่งอยู่บนพื้นสองขาอ่อนยวบ ถึงกับลุกไม่ขึ้นชั่วขณะ
“ฮือๆๆ… พี่ลู่ท่านรังแกข้า…”
เจิ้งอวี่เอ๋อร์คิดทำให้ลู่เซิ่งประหลาดใจ นึกไม่ถึงกลับเป็นตนตกใจขวัญหาย ตอนนี้น้ำตาพรั่งพรูออกมา
“ฮือๆๆ…” เจิ้งอวี่เอ๋อร์ร้องให้ไม่หยุด ด้วยความจนปัญญา ลู่เซิ่งจึงค่อยไปประคองนางขึ้น ปลอบอยู่สองสามประโยค
“เมื่อครู่เหมือนเห็นเสือยักษ์สีดำตัวหนึ่งพุ่งใส่ อวี่เอ๋อร์ ตกใจแทบตายแล้ว!” เจิ้งอวี่เอ๋อร์ภายหลังใบหน้ายังบึ้งตึงซีดขาว
“วันหน้าอย่าได้แอบเข้ามาด้านหลังข้า อันตรายยิ่ง” ลู่เซิ่งยื่นมือลูบศีรษะเจิ้งอวี่เอ๋อร์ “เจ้ามาทำอะไร พี่ชายของเจ้าเล่า”
“เขายังอยู่ที่สถานศึกษา พรุ่งนี้เป็นเทศกาลภูษาควัน พี่ลู่มีแผนอะไรหรือไม่” เจิ้งอวี๋เอ๋อร์ครู่เดียวก็หายตกใจ นวดดวงตา ถามเสียงเบา
“มีสหายนัดดื่มสุรา”
“หา ช้าไปอีกแล้วหรือ!” เจิ้งอวี่เอ๋อร์พลันผิดหวัง ร้องขึ้น “เฮ้อ ก็ได้ๆ ข้าจะไปหาคนต่อไป อย่าได้ถูกจองตัวไว้ก่อนนะ… ข้าไปก่อนนะพี่ลู่!” นางคล้ายมีเป้าหมายอื่น รีบวิ่งเหยาะออกจากห้องไป มาเร็วไปเร็วเช่นกัน
เสี่ยวเฉี่ยวรอบนี้รีบวิ่งเข้ามา น้ำตาคลอหน่วย
“คุณหนูอวี่เอ๋อร์ไม่ให้ข้าบอกว่าเป็นนาง… คุณชาย… ข้า…”
“ภายหลังผู้ใดเข้าบ้าน ล้วนต้องแจ้งข้าก่อน” ลู่เซิ่งกำชับราบเรียบ
“เจ้าค่ะ… เจ้าค่ะ…” เฉี่ยวเอ๋อร์ถูกน้ำเสียงขึงขังของลู่เซิ่งขู่ขวัญ รีบก้มหน้าขานรับ
ลู่เซิ่งมองนางแวบหนึ่ง ถือดาบเดินออกจากห้อง
เขารู้สึกว่าช่วงนี้โหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ สภาพอันสงบนิ่งที่แล้วมาคล้ายไม่ดีต่อการฝึกฝนวิชาทมิฬพิฆาต เขาเกิดความรู้สึกคิดฆ่าคนอย่างทารุณ สังหารตามชอบใจ นี่บางทีคงเป็นผลข้างเคียงของวิชาทมิฬพิฆาต
…
วันที่สอง บนถนนล้วนเป็นขบวนคนร้องเพลงพื้นบ้านของเทศกาลภูษาควันที่เอะอะหนวกหู ยังมีคนเล่นกายกรรม คนโยนลูกหนังแพร คนสอนวานร คนขายทักษะในยุทธภพ
กิจกรรมแต่ละอย่างออกันอยู่บนถนน ยิ่งเข้าใกล้กลางเมืองก็ยิ่งแออัดคึกคัก
ลู่เซิ่งอ่านเนื้อหาในตำราและคัมภีร์ ฝึกฝนปราณภายใน ฝึกดาบ ฝึกฝ่ามือตามปกติ จนกระทั่งพลบค่ำ ค่อยไปสถานที่ที่ซ่งเจิ้นกั๋วนัดไว้
สถานที่นัดหมายอยู่ใต้ต้นหลิวแถวหนึ่งข้างแม่น้ำไม้สน
ซ่งเจิ้นกั๋วรออยู่ที่นั่นก่อนแล้ว ที่อยู่กับเขายังมีเฉินเจียวหรง
“พี่ลู่ พี่เยว่เซิง! สายแล้วๆ!” ซ่งเจิ้นกั๋วหัวเราะพร้อมเข้าไปตบบ่าลู่เซิ่ง “ข้ากับเจียวหรงรอท่านมานานแล้ว”
หลังจากเรื่องหวังจื่อเฉวียน เขาประจักษ์ชัดถึงโฉมหน้าที่แท้จริงของสหายที่เรียกขาน จึงทิ้งสหายสนิททั้งหมดที่รู้จักก่อนหน้าไป ไม่เข้าใกล้อีก ส่วนคนที่นับได้ว่าเป็นสหายสนิทของเขาจริงๆ มีแค่สองคน
คนหนึ่งคือเฉินเจียวหรง หรือก็คือพี่ชายของเฉินอวิ๋นซี
อีกคนก็คือลู่เซิ่ง
วันนี้เขาจะไถ่ตัวจวินเอ๋อร์ จึงเชิญลู่เซิ่งกับเฉินเจียวหรงมาเป็นพยานให้ตัวเอง ขณะเดียวกันก็นับเป็นการฉลองด้วย
เดิมทีเขาคิดไปคนเดียว แต่ว่านึกไปนึกมา เรื่องใหญ่แบบนี้ ถ้าไม่บอกสหายสองคนที่สนิทที่สุดเลย ก็จะรู้สึกผิด
ดังนั้นท้ายสุดเขาจึงเขียนจดหมายเชิญพวกเขามา
“วันนี้เป็นวันที่น่ายินดีของพี่ซ่ง พอตกค่ำก็มีโชคสิเน่หา สุขเกษมเปรมปรีด์ เหอะๆ ยังให้พวกเราสองคนคอยดู ไม่ยุติธรรมเลย” เฉินเจียวหรงชี้หน้าซ่งเจิ้นกั๋วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“พี่ซ่งเพียงสนในความสุขของตัวเองแล้ว ไหนเลยยังจำสหายสนิทเช่นพวกเราได้” ลู่เซิ่งหัวเราะสัพยอกเช่นกัน
“วาจามากมายไม่เอ่ยถึง ไปเถอะๆ อย่าได้เสียเวลาแล้ว ขึ้นเรือก่อน!” ซ่งเจิ้นกั๋วหัวเราะ “คืนนี้ทุกคนต่างมีเรื่องให้กระทำ!”
เฉินเจียวหรงพลันตาเป็นประกาย ลากลู่เซิ่งไปด้วย สองคนไปยังเรือสำราญที่จอดนิ่งอยู่ข้างทะเลสาบไม่ไกล
เรือสำราญลอยลำเงียบๆ อยู่ที่หน้าท่าเรือ บนเรือคนขวักไขว่ แขกเหรื่อไม่น้อย คึกครื้นยิ่ง
หน้าต่างห้องห้องหนึ่งด้านข้างเรือ จวินเอ๋อร์นั่งอยู่ข้างหน้าต่าง ดวงตาเหมือนผลบ๊วยมองพวกซ่งเจิ้นกั๋วเขม็ง
‘เป็นไปได้อย่างไร เป็นไปได้อย่างไร! พี่ใหญ่ซ่ง ทั้งๆ ที่รับปากข้าแล้วว่าวันนี้จะไม่มา!?’ จวินเอ๋อร์ใบหน้าซีดขาว เกาะมุมโต๊ะแน่น กัดริมฝีปากเป็นรอยเลือดสายหนึ่งโดยไม่รู้สึกตัว
‘เป็นแบบนี้ได้อย่างไร’ จวินเอ๋อร์สิ้นหวังอยู่ชั่วขณะหนึ่ง นางทราบว่าเป้าหมายของนายท่านคือพี่ใหญ่ซ่ง ซ่งเจิ้นกั๋ว ดังนั้นจึงเตือนพี่ใหญ่ซ่งอย่างเงียบๆ ก่อนว่าวันนี้อย่าได้มาเรือสำราญ แต่เหตุใดเขายังมา หนำซ้ำยังมาอย่างยินดีลิงโลดขนาดนั้น
จวินเอ๋อร์รู้สึกเพลีย ไม่อาจออกแรง นางต้องการพุ่งออกจากห้องไปหาซ่งเจิ้นกั๋ว ให้เขารีบหนี แต่นางทราบว่าตนเองทำไม่ได้
“คิกๆๆ…”
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะแหลมสูงของสตรีก็ดังมาจากอีกด้านของห้อง
จวินเอ๋อร์มองไป
บนเตียงในห้องของตัวเอง ไม่ทราบว่านั่งด้วยสตรีผมยาวสวมกระโปรงขาวตอนไหน
สตรีนางนี้ผมดำยาวสลวยดั่งน้ำตก ปิดบังศีรษะและใบหน้าทั้งหมดไว้ มองไม่เห็นใบหน้านั้นแม้แต่น้อย ร่างกายของนางบอบบางเหมือนแค่ลมหอบหนึ่งก็พัดล้มได้
………………………………………….
บทที่ 47
ผมที่ดำขลับดุจหมึกนั้นยาวถึงช่วงเอว ทั้งๆ ที่สตรีนางนั้นนั่งอยู่ตรงข้ามนาง ผมดำขลับยังคงปิดใบหน้าอีกฝ่ายไว้อย่างมิดชิด
“ข้าทำให้เขามาเอง…” สตรีนางนั้นยิ้ม ตอบข้อสงสัยของจวินเอ๋อร์
“ไม่… ท่านไม่อาจทำเช่นนี้…” จวินเอ๋อร์ทั้งตัวอ่อนเปลี้ย ความสิ้นหวังท้อแท้เติมเต็มหัวใจอย่างรวดเร็ว น้ำตาหยดหนึ่งไหลตามหางตานางออกมา
สตรีนางนั้นค่อยๆ ลุกขึ้น เดินมาหานาง
“คนแซ่ซ่งเป็นเหยื่อที่กำหนดไว้แต่แรก เจ้าคิดปล่อยเขาไปหรือ นี่เป็นการทำผิดกฎ
“ดังนั้น ข้าจึงใช้วิธีการของเจ้า ส่งจดหมายให้เขาไปแล้ว… นี่ปะไร เขาไม่เพียงมาแล้ว ยังนำของเซ่นสดใหม่มาส่งอีกสองคนด้วย… ไม่เลวจริงๆ…”
พวกเขาวางแผนกับคนที่เกิดในยามหยินอย่างซ่งเจิ้นกั๋วมานานเพียงนี้ ย่อมไม่ยอมปล่อยไปคนหนึ่ง ถึงอย่างไรคนเช่นนี้ก็เป็นของหายาก
จวินเอ๋อร์น้ำตาไหล ร่างกายสั่นระริก ปล่อยให้สตรีนางนั้นลูบไล้ใบหน้านาง จากนั้นมือข้างนั้นค่อยๆ หายเข้าไปในศีรษะนาง แทงจากขมับเข้าไปเหมือนทะลุผ่าน แล้วเริ่มใช้มือกวนเบาๆ
พร้อมกับการกวนของสตรีนางนั้น ดวงตาของจวินเอ๋อร์ค่อยๆ เปลี่ยนจากปราดเปรียวเป็นงดงามหยดย้อยอย่างช้าๆ จากนั้นผิวค่อยๆ เพิ่มความเปล่งปลั่งน่าลุ่มหลงขึ้นมาชั้นหนึ่ง ในอากาศถึงกับมีควันหอมหลายสายกระจายอยู่ เป็นควันหอมที่เย้ายวนถึงขีดสุด
แต่ว่าสตรีผมยาวกลับสังเกตเห็นว่า ในดวงตาจวินเอ๋อร์ยังคงมีความผิดหวังที่ทำให้คนปวดใจอยู่
“เจ้าไปอยู่คนเดียวตั้งสติก่อน คนแซ่ซ่งนั่นข้าจะให้คนอื่นไปจัดการ” นางพบความผิดปกติ ชักมือกลับอย่างรวดเร็ว แค่นเสียงเย็นชาคำหนึ่ง หายไปจากห้อง
เหลือเพียงจวินเอ๋อร์นั่งอยู่คนเดียวในห้อง น้ำตาพร่ามัว
…
ซ่งเจิ้นกั๋วพาเฉินเจียวหรงกับลู่เซิ่งขึ้นเรือสำราญ
“คุณชายซ่ง คุณชายเฉิน คุณชายลู่ วันนี้เป็นวันดี รายการของพวกท่านจัดการไว้เรียบร้อยแล้ว รอเพียงทั้งสามท่านมา” พอขึ้นเรือ เถ้าแก่เนี้ยเรือก็ต้อนรับด้วยรอยยิ้ม
“จวินเอ๋อร์เล่า” ซ่งเจิ้นกั๋วยิ้มถาม
“ยังคงแต่งตัวประทินโฉมอยู่ คุณชายซ่งวันนี้ต้องเอ็นดูนางด้วย” เถ้าแก่เนี้ยเรือกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ
“กล่าวได้ดีๆ !” บนใบหน้าซ๋งเจิ้นกั๋วเป็นรอยยิ้มที่อดกลั้นไม่อยู่ นำลู่เซิ่งกับเฉินเจียวหรงเข้าไปในห้องที่เตรียมไว้แล้วห้องหนึ่ง
ทั้งสามคนนั่งลง ราตรีนอกหน้าต่างขมุกขมัว มีแสงจันทร์สาดลงบนขอบหน้าต่างดุจผ้าโปร่ง
เถ้าแก่เนี้ยเรือยังไม่จากไป หลังจากทั้งสามคนเข้าห้อง ก็ปรบมือ สตรีสวมผ้าคลุมหน้ากลุ่มหนึ่งทยอยกันเข้ามา
สตรีเหล่านี้ล้วนสวมเสื้่อตัวในแบบสามจุดที่แท้จริง ท่อนบนเป็นเกาะอกสีขาว ท่อนล่างเพียงใช้ผ้าบางผืนหนึ่งอำพรางระหว่างสองขาไว้ ผ้าบางนั้นยังเป็นลักษณะกึ่งโปร่งแสงสีเขียวจาง
สตรีทั้งหมดต่างมีร่างอ้อนแอ้น กล่าวได้ว่าต่อให้สวมผ้าคลุมหน้า ก็มองเห็นรูปโฉมงดงาม องคาพยพหมดจด
สตรีนางหนึ่งในนี้กอดผีผาค่อยๆ นั่งลงในห้อง มือขาวผ่องเริ่มดีดเบาๆ
เสียงเพลงไพเราะ ทั้งสามคนพลันตัวสั่นสะท้าน ร่างกายที่เดิมร้อนรุ่มเล็กน้อยเพราะการแต่งกายของสตรีเหล่านี้ ประเดี๋ยวเดียวเลือดลมสูบฉีดกว่าเดิม
เสียงผีผาเบายิ่ง เหมือนกับคนรักกระซิบเบาๆ ข้างหู เสียงดนตรีอันเสนาะโสตค่อยๆ ลอยมา ทั้งสามคนมีสีหน้าซึมเซา มัวเมาอยู่บ้าง
ไม่ทันไรสุราอาหารก็ถูกทยอยส่งมา เป็นอาหารหล่อเลี้ยงหยินเสริมหยางทั้งสิ้น
ซ่งเจิ้นกั๋วใบหน้าแดงเรื่อ หัวเราะพลางโน้มน้าวให้ลู่เซิ่งกับเฉินเจียวหรงกิน
ลู่เซิ่งกินเพียงสองคำก็ไม่คีบต่ออีก เพียงนั่งฟังเพลงเฉยๆ
อาหารมื้อหนึ่งกินเกือบหนึ่งชั่วยามกว่าๆ สตรีงามเปลี่ยนไปสามชุด ทั้งสามคนต่างดื่มจนเบื่อหน่ายแล้ว
“ว่าไปแล้ว เดิมทีเรือสำราญลำนี้ไม่ให้มีการใกล้ชิดทางกาย แต่ว่าวันนี้ไม่เหมือนกับเมื่อก่อน หัวหน้าเรือรับปากข้า ขอแค่คืนนี้ข้าไถ่ตัวจวินเอ๋อร์กลับไป ในหญิงงามบนเรือที่ออกมาก่อนหน้า ให้พวกเราสามคนเลือกอยู่ร่วมยามราตรีได้” ซ่งเจิ้นกั๋วกล่าวด้วยรอยยิ้มได้ใจอยู่บ้าง
“เป็นเรื่องจริงหรือ” เฉินเจียวหรงได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก “เรือสำราญลำนี้ไม่เคยแย่งชิงกิจการหอคณิกา” เขาแสดงสีหน้าประหลาดใจขณะกล่าว
“ดังนั้นข้าจึงยินดี หญิงงามของที่นี่ไม่ใช่คนธรรมดาจะแตะต้องได้ พี่น้องสองท่านไม่ต้องเกรงใจ ข้ามีเสี่ยวจวินแล้ว สตรีคนอื่นๆ ต่างไม่ต้องใจ พวกท่านกลับเลือกได้หนึ่งถึงสองคน” ซ่งเจิ้นกั๋วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“นี่น่าแปลกใจยิ่ง” ลู่เซิ่งมองด้านนอก ท้องฟ้าค่อยๆ มืดแล้ว ไม่ทราบว่าบนเรือผ่านไปแล้วกี่ชั่วยาม แขกเหรื่อก่อนหน้านี้ที่เดินขวักไขว่อยู่ด้านนอกค่อยๆ น้อยลงเช่นกัน บนดาดฟ้าเรือก่อนหน้านี้ยังได้ยินเสียงสนทนาเล็กๆ น้อยๆ ตอนนี้แทบไม่มีแล้ว
“ไม่สู้พวกเรามาเล่นโยนลูกศรกัน วันนี้เป็นเทศกาลภูษาควัน ถ้าผลการโยนลูกศรไม่เลว ยังมีบริการเพิ่มเติม” ซ่งเจิ้นกั๋วใช้บริการเรือสำราญลำนี้มาโดยตลอด คุ้นเคยกับกฎส่วนหนึ่งดียิ่ง
ลู่เซิ่งไม่มีข้อโต้แย้ง เฉินเจียวหรงหัวเราะตอบรับ
ทั้งสามคนเริ่มให้สตรีบนเรือสำราญย้ายโถกับลูกศรไม้มา ซ่งเจิ้นกั๋วหยิบลูกศรโยนไปในโถเป็นคนแรก ลู่เซิ่งกับเฉินเจียวหรงชมอยู่ด้านข้าง
เมื่อโยนลูกศรลง หญิงสาวรอบๆ จะปรบมือโห่ร้องยินดี เฉินเจียวหรงดื่มจนเมาอยู่บ้าง โอบเด็กสาวที่ตัวเล็กที่สุดคนหนึ่งมากระซิบหยอกล้อ บรรยากาศคลุมเครือ
วิธีการโยนลูกศรคือใช้ลูกศรโยนไปยังโถที่เหมือนกับไห นับว่าเป็นการละเล่นซึ่งเป็นที่นิยม ไม่ว่าสุภาพชนมีการศึกษาหรือคนธรรมดาสามัญ ต่างก็แพร่หลายกว้างขวาง
ลู่เซิ่งคำนวณเวลา ถามเด็กสาวข้างตัว
“ที่นี่ดึกขนาดนี้แล้วยังไม่เทียบท่าหรือ”
“ใช่แล้ว ยังไม่เทียบท่า” หญิงสาวยิ้มมองเขา
ลู่เซิ่งมองรอยยิ้มของนาง รู้สึกว่าไม่ถูกต้องอยู่บ้าง แต่บอกไม่ถูกว่าเป็นที่ใดไม่ถูก คิดอยู่ครู่หนึ่งไม่เห็นเลศนัย จึงมองดูซ่งเจิ้นกั๋วต่อ
ทั้งสามคนเล่นกันสักพัก
“ดึกมากแล้ว พวกเราสมควรไปอาบน้ำ อีกเดี๋ยวจะมาอยู่เป็นเพื่อนพวกคุณชายอีก” หญิงงามนางรำที่เป็นหัวหน้าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ไปเถอะๆ” ซ่งเจิ้นกั๋วโบกมือ
พวกหญิงสาวทยอยออกจากห้องไป คนสุดท้ายปิดประตูเบาๆ ในห้องสงบเงียบลง
ทั้งสามคนนั่งบนตั่งเตี้ย ตรงหน้าวางสุราอาหารกระจัดกระจาย ไหสุราวางอยู่ด้านข้างสองใบ
“คืนนี้ดื่มเยอะไปหน่อย” เฉินเจียวหรงส่ายหน้าเอ่ย
“อย่าได้เสียเรื่องหลัก” ซ่งเจิ้นกั๋วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อยากไปห้องน้ำหรือไม่”
“ข้าจะไปล้างหน้า”
ลู่เซิ่งสั่นศีรษะ ลุกออกจากห้อง
ด้านหน้ามืดครึ้ม นอกห้องโถงใหญ่กลางเรือสำราญ ห้องแต่ละห้องต่างปิดประตูแน่น ไม่เห็นแม่นางเข้าออก ลู่เซิ่งดื่มจนมึนหัวปวดศีรษะ เดินไปยังห้องน้ำ
ไปห้องน้ำล้างหน้าสดชื่นขึ้นมาก เขาเช็ดหน้าเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว ก็พลันงุนงง
แสงตะเกียงในโถงใหญ่ด้านนอกลำหนึ่งส่องพื้นนอกห้องน้ำ เพียงแต่สีของแสงตะเกียงแตกต่างจากที่เขาจำได้เมื่อก่อนหน้าอยู่บ้าง
‘จำได้ว่าแสงก่อนหน้าเป็นสีเหลืองนี่’ ลู่เซิ่งหยีตา มองแสงสีแดงสด
ด้านนอกสงบเงียบ สงบเงียบจนถึงขั้นไม่มีเสียงสักเสียง แม้แต่เสียงคลื่นน้ำกระทบตัวเรือด้านนอกก็ไม่ได้ยิน
ลู่เซิ่งก้มหน้าพิจารณาแสงสีแดงใต้เท้า ยกขาขึ้นเบาๆ เดินออกจากห้องน้ำกลับไปโถงใหญ่
โถงใหญ่เงียบสงัด โคมไฟเหลืองที่แขวนไว้ก่อนหน้านี้ไม่ทราบเปลี่ยนเป็นโคมไฟแดงตั้งแต่ตอนไหน แสงสีแดงจางๆ ย้อมโถงใหญ่เป็นสีชนิดหนึ่ง
ลู่เซิ่งเดินถึงรั้วกั้นก้มมองด้านล่าง ชั้นที่เขาอยู่เป็นชั้นสอง ด้านล่างเป็นชั้นหนึ่ง ไม่เห็นคนอื่น ก่อนเข้าห้องน้ำเห็นแม่นางกับแขกหลายคน ตอนนี้ล้วนไม่เห็นแล้ว มีเพียงลมเย็นพัดผ่านหลายระลอก
ลู่เซิ่งนิ่วหน้าเล็กน้อย เร่งฝีเท้าเดินไปยังห้อง
พอเดินถึงห้องก็ผลักประตูเข้าไป เฉินเจียวหรงไม่อยู่ อาจจะไปห้องน้ำ ซ่งเจิ้นกั๋วไม่กลับมา อาจจะอยู่ที่ห้องน้ำ
เพิ่งผ่านหัวมุม พลันขมวดคิ้ว เห็นในห้องถึงกับแขวนโคมไฟแดงขนาดใหญ่สองใบ
โคมไฟแดงสองใบแขวนอยู่เหนือที่นั่งซึ่งเขาทานดื่ม ไม่ทราบว่าใครแขวนไว้
ประตูห้องที่อ้าอยู่มีเสียงลมพัดหวีดหวิว ในห้องเงียบสงัดไร้เสียง ลู่เซิ่งมองโคมไฟ จากนั้นกวาดมองรอบๆ
“พี่ซ่ง พี่เฉิน”
เขาลองเรียกดู แต่ไม่มีคนขาน
นึกถึงเรือหอแดงที่ลี้ลับซึ่งตนเคยเจอลำนั้น สายตาเคร่งขรึมลงในอึดใจ
นั่งบนที่นั่ง ยันสองมือไว้บนเข่า รอคอยซ่งเจิ้นกั๋วกับเฉินเจียวหรงกลับมาอย่างสงบ ถ้าพวกเขาไปห้องน้ำจริงๆ จะต้องกลับมาห้องนี้
รออยู่ครู่หนึ่ง ปากประตูแว่วเสียงฝีเท้าเบาๆ
เสียงฝีเท้านั้นเข้าใกล้มาอย่างเชื่องช้า ไม่ทันไรก็หยุดลงที่ประตูห้อง พอดีเป็นมุมโค้งที่ลู่เซิ่งมองไม่เห็น
“พี่ซ่ง” เขาค่อยๆ ลุกขึ้น ลองเรียกดู
คนผู้นั้นยืนอยู่ตรงมุมโค้ง ไม่ส่งเสียง
ลู่เซิ่งหยีตา กดด้ามดาบสั้นหลังเอว ดาบเล่มนี้เขาซื้อมาใช้ป้องกันตัวโดยเฉพาะ ขนาดเท่าปลายแขน เสียบอยู่ในเสื้อคลุมหลังเอว มองไม่เห็นเค้าโครง
เขาค่อยๆ เดินไปยังประตู ผ่อนฝีเท้าเบาๆ
แต่ตอนที่เขาเพิ่งลุก ด้านหลังค่อยๆ ปรากฏเงาร่างสีขาวสายหนึ่ง เงาคนสีขาวพร่ามัวสวมอาภรณ์ขาวตัวยาว โผล่ขึ้นด้านหลังลู่เซิ่ง ยื่นกรงเล็บเข้าหาท้ายทอยของเขาอย่างไร้สุ้มเสียง
ครืดๆ…
ทันใดนั้นลู่เซิ่งคว้าขอบกำแพงไม้ไว้ ถูรอยมือจางๆ รอยหนึ่งที่เหลืออยู่ด้านบน
คนเสื้อขาวนั้นตกใจเพราะเสียงเคลื่อนไหว รีบชักมือกลับ มองไปที่กำแพงไม้ พบว่าเป็นเพียงเสียงแทรกที่ดังขึ้นโดยไม่คาดคิด จึงหันกลับมายื่นนิ้วใส่กลางหลังลู่เซิ่งอีกครั้ง
เพียงแต่คราครั้งนี้ สิ่งที่มันเห็นกลับเป็นใบหน้าลู่เซิ่งที่หันมา ดวงตาสองข้างที่เปล่งประกายสบตากับมัน
“เจ้าทำอะไร” ลู่เซิ่งฉีกยิ้ม เผยฟันขาวที่ทำให้คนขนลุกขนพอง
คนเสื้อขาวตกใจ ลอยไปด้านหลัง หายเข้าไปในกำแพงเบื้องหลังอย่างรวดเร็ว
ตูม!
พริบตานั้น เงาคนสีดำสายหนึ่งชนใส่กำแพง ประกายดาบสีเงินฟันใส่กำแพงอย่างเหี้ยมหาญเหมือนน้ำตก
เป็นลู่เซิ่ง!
เขาถึงกับไม่พูดพร่ำทำเพลง ฟันดาบออกมา พละกำลังกับพลังระเบิดอันมหาศาลทำให้ดาบนี้ของเขาฟันกำแพงแหลกเหมือนหั่นเต้าหู้ พุ่งตามคนเสื้อขาวไปติดๆ
คนเสื้อขาวตื่นตระหนก ลอยผ่านห้องข้างเคียง หายเข้าไปในกำแพงแผ่นที่สองต่อ
ตูม!
“ตาย!”
ในเสียงแหลกลาญของกำแพงอันกึกก้อง ถึงกับแทรกเสียงตะโกนดังสนั่น ลู่เซิ่งไล่ตามไม่ลดละ กระแทกดาบใส่กำแพงอีกครั้ง พุ่งเข้าหาคนเสื้อขาว
เส้นเลือดปูดโผล่ขึ้นมาบนผิวทั่วร่างเขา เลือดลมสูบฉีดในร่าง คนเหมือนกับขยายขนาดขึ้น ใหญ่กว่าขนาดร่างก่อนหน้านี้เกือบหนึ่งเท่า ราวคนยักษ์ย่อส่วน
ดาบที่เขาถือไว้เล่มนั้น เทียบกับขนาดร่างของเขา เหมือนกับกำกิ่งไม้ท่อนๆ เล็ก ตัวดาบหยาบเล็กไม่ถึงหนึ่งในสามส่วนของปลายแขน
………………………………………….
บทที่ 48
ดาบสั้นเล่มเล็กนี้ถึงกับฟันกำแพงไม้สองแผ่นจนแหลกติดต่อกัน ทั้งที่เป็นกำแพงไม้ที่ทำจากไม้ชนิดพิเศษ ดาบยังมีอานุภาพหลงเหลือ ฟันใส่ร่างคนเสื้อขาว
แควก!
เสียงที่เหมือนผ้าถูกฉีกขาดดังขึ้น ลู่เซิ่งสองตาเป็นสีแดง เต็มไปด้วยสายเลือด ผ่าคนเสื้อขาวออกเป็นสองท่อน
ตัวดาบหมุน เสียงโครมเมื่ออาศัยสะภาวะฟันโต๊ะไม้ด้านข้างออกเป็นสองส่วน
เขากวาดตามองห้องแวบหนึ่ง ลมปราณวิชาทมิฬพิฆาตทั่วร่างโคจรด้วยความเร็วสูง สำนึกดุร้ายบ้าคลั่งซัดสาดต่อเนื่องในทรวงอก กลับระบายไม่ออก
เปรี้ยง!
โต๊ะแปดเซียนที่ขวางทางถูกเขาถีบกระเด็น ชนใส่กำแพงจนพังลงมา แต่เขายังรู้สึกว่ามีคนแอบมอง
“หาที่ตาย!” ลู่เซิ่งกระชากเสียง ใช้วิชาดาบพยัคฆ์ดำในกระบวนท่าพยัคฆ์พิฆาตฟันออกไป
“ไสหัวออกมา!”
ประกายดาบกระแทกใส่กำแพงด้านหน้าเขาเหมือนสายฟ้าแลบ ในเสียงคำรามของพยัคฆ์ดำเกิดเสียงกัมปนาท
ตูม!
กำแพงครึ่งหนึ่งถูกลู่เซิ่งที่มีวิชาทมิฬพิฆาตเสริมกระแทกแหลกในกระบวนท่าเดียว กลายเป็นแผ่นไม้สีดำนับไม่ถ้วนกระเด็นออกไป
ด้านหลังกำแพงแผ่นที่สามซึ่งถูกกระแทกแหลกลง สตรีกระโปรงขาวผมยาวปิดหน้าโผล่ขึ้นมาด้านหน้าเขา
เงาร่างของซ่งเจิ้นกั๋วกับจวินเอ๋อร์ขดอยู่ที่มุม จ้องมองนางด้วยใบหน้าสิ้นหวังหวาดกลัว ตอนนี้กลับอึ้งไปเพราะลู่เซิ่งทะลวงเข้ามา
ทั้งสองคนงงงันก่อน รอจนจดจำลู่เซิ่งได้ พลันยินดี มองเขาที่คล้ายเทพจุติโถมจะตัวใส่สตรีกระโปรงขาว
ซ่งเจิ้นกั๋วกำลังจะลุกขึ้นเข้าไปใกล้ กลับถูกจวินเอ๋อร์ดึงตัวไว้
“ไม่ถูกต้อง! รอไปก่อน!” มุมปากจวินเอ๋อร์มีเลือดไหล ไม่ทราบว่าบาดเจ็บได้อย่างไร แต่ตางามขณะนี้จ้องมองลู่เซิ่ง รู้สึกได้ชัดเจนว่าสภาพของคนผู้นี้ผิดปกติ
“มีอันใดไม่ถูกต้อง นั่นเป็นพี่ลู่ เป็นพี่เยว่เซิง คิดไม่ถึงว่าเขาแข็งแกร่งร้ายกาจปานนี้ เขาจะต้องมาช่วยข้าแน่!” ซ่งเจิ้นกั๋วฮึกเหิม รีบอธิบาย
“ท่านดูดีๆ!” จวินเอ๋อร์ลดเสียงเตือน
ซ่งเจิ้นกั๋วงุนงง หันขวับไป จึงค่อยพบว่าสภาพของลู่เซิ่งไม่ถูกต้องอยู่บ้าง
“คิกๆๆ…” เงาร่างสตรีพลันลอยถอยหลัง เปลวเพลิงสีเขียวหลายกลุ่มพุ่งมาหาลู่เซิ่งจากสองฟากเหมือนกับเป็นศีรษะคน
เพลิงสีเขียวหลายสิบกลุ่มปกคลุมมุมที่หลบได้ของเขาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
วิชาทมิฬพิฆาตถูกกระตุ้นสุดกำลัง ในใจลู่เซิ่งล้วนเป็นความบ้าคลั่งโหดเหี้ยม ดาบสั้นบนมือสั่นอย่างรุนแรง ปราณภายในจำนวนมากรวมกันไหลเข้าสู่แขนขวา สะบัดคมดาบไปเบื้องหน้า
โฮก!
เสียงเสือใหญ่คำราม
ประกายดาบสีเงินถึงกับกลายเป็นแสงสีเงินที่เหมือนกับขวานยักษ์ ปะทะซึ่งหน้าเข้ากับเพลิงสีเขียวที่ลอยเข้ามา
โป๊ะๆๆ…
เสียงที่เหมือนฟองอากาศถูกเจาะแตกดังติดต่อกัน เพลิงสีเขียวจำนวนมหาศาลถูกกระแทกกระจายออก ตกใส่รอบๆ ไม่ทันไรก็ไหม้โคมไฟแดงที่แขวนอยู่ ไฟลามไปตามพรมและผนัง ลุกลามออกมา
“ยอดฝีมือในยุทธภพหรือ ฝึกฝนทั้งกำลังภายใน กำลังภายนอกใช่หรือไม่ มีความสามารถดี” สตรีนางนั้นหัวเราะเสียงแหลม ร่างลอยพลิ้วแผ่ว สะบัดมือออกมา
ทันใดนั้นลูกกลมสีดำแถวหนึ่งก็ลอยเข้ามาจากด้านในรูใหญ่บนกำแพงของห้องที่ถูกทำลาย ลูกกลมหลายสิบก้อนฉวยโอกาสพุ่งใส่ตอนลู่เซิ่งรับมือไม่ทัน
“บารมีพยัคฆ์!” ลู่เซิ่งสองมือกำดาบ ร่างกายใหญ่โตกับดาบที่สั้นเล็กกลายเป็นขั้วตรงข้ามที่ชัดเจน แต่ว่าดาบสั้นเล่มนั้นกับสั่นด้วยความเร็วสูง ยิ่งมายิ่งสว่าง ยิ่งมายิ่งแยงตาพร้อมกับแสงสะท้อนของเปลวเพลิง
ฟู่ว!
กระแสลมราวเสือใหญ่พัดขึ้นมา ลู่เซิ่งโถมเข้าไป พลังระเบิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ถึงขั้นสูงกว่าความเร็วที่ก่อนหน้าไล่ฆ่าคนเสื้อขาวผู้นั้น
เงาร่างของเขาหลบหลีกติดต่อกัน ถึงกับหลบลูกกลมทั้งหมดได้โดยสมบูรณ์แบบ จากนั้นก็ฟันดาบหนึ่งใส่ลำคอสตรีนางนั้นราวฟ้าผ่าไม่ทันปิดหู
ฉูด!
ศีรษะลอยขึ้น ลู่เซิ่งพลิกมือฟันกลับอีกดาบ
ฉูด!
สตรีกระโปรงขาวถูกฟันเอียงกลายเป็นสองส่วน ส่งเสียงกรีดร้องแสบแก้วหู
ไฟยิ่งมายิ่งลุกโหม ไม่ทันไรคานห้องก็ถูกเผาหัก ถล่มลงมาโครมคราม
หลังลู่เซิ่งลงมือสุดกำลัง เรี่ยวแรงยังไม่กลับมา จึงโดนคานทับ ไฟรอบๆ ม้วนเข้าหาเขาเหมือนกับมีชีวิต พริบตาเดียวก็ไม่เห็นคนแล้ว
“ลู่เซิ่ง!”
ยามนี้ซ่งเจิ้นกั๋วกับจวินเอ๋อร์ค่อยพุ่งออกมาจากมุมห้อง หมายช่วยเหลือเขา แต่ไม่ทันแล้ว
คานตกลงมาโดนศีรษะลู่เซิ่งพอดี ไฟม้วนเขาเข้าไปในพริบตา ไม่เห็นเงาคนอีก
“รีบไป!” จวินเอ๋อร์จับซ่งเจิ้นกั๋วไว้แน่น
“เยว่เซิง! พี่ลู่!” ซ่งเจิ้นกั๋วตะโกน
“พวกท่านยังคงเป็นห่วงตัวเองดีกว่า”
สตรีอาภรณ์ขาวก่อนหน้านี้ถึงกับโผล่มาอีกครั้ง ร่างนางสมบูรณ์ไม่บุบสลาย ลอยพลิ้วอยู่ด้านบนเปลวเพลิงในห้อง ดวงตาใต้ผมจ้องมองคนทั้งสองอย่างชั่วร้าย
พวกซ่งเจิ้นกั๋วรีบวิ่งออกไปจากประตู ไม่กล้าหันมามอง
“เพราะข้า! ข้าทำร้ายพี่ลู่!” ซ่งเจิ้นกั๋วน้ำตาคลอ โศกเศร้าเหลือแสน
“หนีออกไปก่อนค่อยว่ากัน!” จวินเอ๋อร์กล่าวอย่างแน่วแน่
ฟิ้ว!
สตรีอาภรณ์ขาวเบื้องหลังลอยออกมาอย่างรวดเร็ว ไล่ตามทั้งสองไป
“คิดหนีหรือ!” นางร้องเสียงแหลม
โฮก!
ตอนนี้เอง ในเพลิงโหมด้านหลังสตรีแว่วเสียงคำรามดังมา เงาคนกำยำที่ยังลุกไหม้สายหนึ่งดันคานออก กระโจนออกมาจากเปลวเพลิง
ประกายไฟจำนวนมากกระจายออก มือใหญ่ข้างหนึ่งคว้านางจากกองเพลิง
“เจ้า!?” สตรีอาภรณ์ขาวหันกลับอย่างตระหนก
กลับเห็นลู่เซิ่งพุ่งออกมา ประกายดาบม้วนเปลวเพลิง เหมือนกับพัดคลื่นบุปผาสีแดงขนาดยักษ์ ฟันจากศีรษะนางลงไป
ฉัวะ!
นางถูกแยกหนึ่งเป็นสอง โดนลู่เซิ่งผ่าเป็นสองส่วนอีกครั้ง
แต่ร่างกายของนางที่ถูกฟันเป็นสองส่วนถึงกับหลอมรวมกันอย่างรวดเร็ว กลับคืนเป็นปรกติกลางอากาศอีกด้านหนึ่ง
“แค่คนธรรมดา! กลับกล้า…” นางกรีดร้อง ผมดำพลิกบิดไปมา ซ้อนสองมือ ทำท่ามือประหลาด กระโปรงขาวรอบๆ พลันกลายเป็นผ้าสีขาวหลายผืนลอยม้วนหาลู่เซิ่ง
“ไปตายซะ!” ผ้าต่วนขาวหลายผืนพุ่งลงมา ทุกผืนต่างแหวกอากาศ ส่งเสียงหวีดหวิวแหลมคม
ลู่เซิ่งสองตาแดงฉาน เสื้อผ้าทั้งตัวติดไฟยังไม่ดับ บางที่ยังปรากฏควันขาว
วิชาทมิฬพิฆาตถูกใช้ติดต่อกัน ทำให้เขาฟื้นคืนสติส่วนหนึ่งได้
พอสัมผัสได้ว่าร่างกายตัวเองสั่งสมอาการบาดเจ็บอย่างใหญ่หลวง ลู่เซิ่งก็เร่งความเร็วโคจรวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกในร่าง วิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกที่ร้ายกาจขึ้นมีพลังฟื้นตัวแข็งแกร่งยิ่ง ไม่ทันไรก็รู้สึกได้ว่าความร้อนลวกในร่างกายเบาลงมาก
แต่ว่าพอเปลี่ยนปราณภายใน วิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกกับวิชาทมิฬพิฆาตก็โคจรด้วยความเร็วสูงพร้อมกัน ลู่เซิ่งพลันรู้สึกว่าในร่างเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ธรรมดาบางอย่าง
ไอร้อนสองสายหมุนวนในร่างพร้อมกัน สายหนึ่งบ้าคลั่ง สายหนึ่งสงบนิ่ง
เขาถือดาบจ้องมองสตรีกลางอากาศเขม็ง ในใจบังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างหนึ่งในทันที
ปราณภายในสองสายแยกออกซ้ายขวา ไหลสู่แขนข้างซ้ายข้างขวา จากนั้นรวมตัวพันพัวบนดาบสั้นที่สองมือจับแน่น กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่และเหี้ยมเกรียม
ร่างกายของลู่เซิ่งยืดขึ้นเล็กน้อยตามพลังงานสายนี้
ภาพจินตนาการพยัคฆ์ดำกับกระเรียนเซียนหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเกิดขึ้นในห้วงสมองของเขาอย่างฉับพลัน หมุนวนพัวพันกัน
โชคมาถึงหัวสมองแล่นฉิว พริบตานั้นดาบสั้นในมือลู่เซิ่งสาดประกายแสงสีแดงกลุ่มหนึ่งออกมา
โฮก! แกว๊ก!
เหมือนกับเสียงร้องก้องสูงของเสือและกระเรียนซ้อนกันพุ่งขึ้นฟ้า
ขณะเสือคำรามกระเรียนร้อง ลู่เซิ่งกระโดดขึ้น ประกายดาบแทงใส่ร่างของสตรีผู้นั้น
“ตาย!”
เปรี้ยง!
ครั้งนี้พลังอันมหาศาลไม่ได้ทำให้สตรีผู้นั้นถูกฟันเป็นสองส่วน แต่ว่าร่างกายกลับระเบิดตูมกลายเป็นชิ้นส่วนมากมาย พอสะเก็ดไฟกระเด็นใส่ ชิ้นส่วนก็ลุกไหม้ ตกลงสู่กองเพลิง ไม่มีเสียงอีก
โครม!
ลู่เซิ่งตกลงพื้นอย่างหนักหน่วงจนเรือสำราญสั่นสะเทือน หอบหายใจอย่างรุนแรงพักหนึ่ง ก็ค่อยๆ ยืนขึ้น ก้มตัวเก็บปิ่นหยกม่วงแท่งหนึ่งขึ้นจากดาดฟ้าเรือ นี่เป็นสิ่งของเพียงหนึ่งเดียวที่เหลือจากสตรีนางนั้น
“พี่ซ่ง ดูเหมือนโชคสิเหน่หาของท่านไม่ตื้นเขิน ไม่เป็นอะไรสักนิดเดียว” ลู่เซิ่งเห็นพวกซ่งเจิ้นกั๋วบนดาดฟ้าเรือ ก็ฉีกยิ้มเผยฟันขาวราวหิมะ
“พี่… พี่ลู่หรือ…” ซ่งเจิ้นกั๋วเห็นภาพของศึกใหญ่เมื่อครู่ทั้งหมด สงสัยอยู่บ้างว่าพี่น้องสหายที่เพิ่งคบกันผู้นี้เป็นมนุษย์หรือไม่
“ไปหาพี่เฉินเถอะ พวกเราควรลงเรือได้แล้ว หากสายไปก็ไปไม่ได้แล้ว” ลู่เซิ่งยกมือขึ้น เห็นเสื้อบนร่างตัวเองถูกเผาเกรียมจนติดผิว ดีที่เป็นเพราะวิชาทมิฬพิฆาตเขาจึงกันไฟได้ดียิ่ง การเคลื่อนไหวตอนต่อสู้ที่ดุเดือดเมื่อก่อนหน้ารุนแรงและรวดเร็วเกินไป ไฟบนร่างไม่ได้ลุกไหม้ต่อเป็นวัฏจักรอันเลวร้าย ดังนั้นแผลไฟไหม้จึงมีไม่มาก
“ผี… ผีหญิงตนนั้นตายไปแล้วหรือ” ซ่งเจิ้นกั๋วถามอย่างงุนงง
“ไม่รู้ แต่สมควรตายแล้ว” ลู่เซิ่งสั่นศีรษะ มองไปยังเสี่ยวจวิน
เสี่ยวจวินยิ้มๆ เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนและซาบซึ้ง
ทั้งสามคนช่วยกันหาเฉินเจียวหรงที่สิ้นสติเจอที่มุมหนึ่งของเรืออย่างรวดเร็ว ซ่งเจิ้นกั๋วแบกเขา ทั้งสี่คนลงไปบนท่าเรือ เพิ่งลงจากเรือ เรือสำราญด้านหลังพริบตาเดียวก็ถูกเผาเป็นเรือเพลิง เปลวไฟเห็นได้ชัดเจนบนแม่น้ำไม้สน
สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจคือ ตอนนี้พวกเขาค่อยพบว่า สถานที่ที่ตัวเองอยู่ไม่ใช่บนแม่น้ำข้างเมืองเลียบคีรี หากเป็นริมแม่น้ำนอกชานเมืองแห่งหนึ่ง
ทั้งสี่คนขึ้นฝั่งมองดูรอบๆ ถึงกับไม่เห็นร่องรอยผู้คนอยู่อาศัยแม้แต่น้อย เห็นป่าที่พุ่มหญ้างอกเงยแห่งหนึ่ง
ลู่เซิ่งเจอเสื้อนอกของซ่งเจิ้นกั๋วก็เลยเปลี่ยนเสื้อ
หลังจากเสื้อผ้าบนตัวเขาฉีกขาด ผิวหนังส่วนหนึ่งเป็นแผลไฟไหม้ ส่วนใหญ่เพียงถูกลวกจนดำ ผมเผ้าหนวดเคราเส้นขนล้วนถูกเผาจนหมดสิ้น คนกลายเป็นไข่ไก่เกลี้ยงเกลา
มองดูเรือสำราญกลางเพลิงโหมค่อยๆ จมลงแม่น้ำ หายสาบสูญอย่างช้าๆ ลู่เซิ่งมองจวินเอ๋อร์ ซ่งเจิ้นกั๋วเวลานี้มองจวินเอ๋อร์เช่นกัน พวกเขาต่างต้องการคำอธิบาย คำอธิบายที่มีแต่เสี่ยวจวินที่รู้
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวใดกันแน่
จวินเอ๋อร์เห็นสายตาของทั้งสอง ก็ก้มหน้าเม้มปากเงียบเสียง
“พวกท่านอย่ามองข้า เรื่องเรือสำราญข้าเองก็รู้ไม่มาก สิ่งที่ข้ารู้เพียงหนึ่งเดียวก็คือ พวกเราไม่ใช่เรือสำราญทั่วไป ด้านบนมีคนที่ลี้ลับร้ายกาจยิ่งคนหนึ่ง เรือสำราญบนแม่น้ำไม้สนส่วนใหญ่เป็นเขาควบคุม และเรือสำราญของพวกเราก็เป็นของเขาในนาม
สตรีนางนั้นเป็นหัวหน้าเรือที่ดูแลพวกเรามาโดยตลอด เพียงแต่ข้าไม่เคยทราบว่านาง… นางถึงกับ…” จวินเอ๋อร์ส่ายหน้าแผ่วเบา ถอนใจคำหนึ่ง
“กลับไปก่อนค่อยว่ากันเถอะ” ลู่เซิ่งมองแม่น้ำที่ว่างเปล่า “ใครทราบบ้างว่าที่นี่เป็นที่ไหน”
“ข้าน่าจะรู้” ซ่งเจิ้นกั๋วยิ้มขื่น “ถ้าข้าเดาไม่ผิด ที่นี่สมควรเป็นเส้นทางล่องแม่น้ำด้านใต้ของแม่น้ำไม้สนที่อยู่ด้านนอกเมืองเลียบคีรี ห่างจากเมืองเลียบคีรีสิบกว่าลี้ได้ พวกเราขอแค่เดินขึ้นไปตามแม่น้ำก็พอ”
เขามองลู่เซิ่งที่ทั่วร่างดำเกรียม ยื่นมือบังจวินเอ๋อร์ พลันโค้งตัวต่ำให้ลู่เซิ่ง
“ครั้งนี้ข้ากลับทำร้ายเยว่เซิงและเจียวหรง เพื่อเรื่องของข้ากับจวินเอ๋อร์ เกือบดึงพวกท่านสองคนเข้ามาด้วย”
“เรื่องนี้… เกรงว่าจะยังไม่จบ” ลู่เซิ่งกลับส่ายหน้าน้อยๆ ให้เขา
ซ่งเจิ้นกั๋วงุนงง พลันมองเห็นสายตาของลู่เซิ่งอยู่บนตัวจวินเอ๋อร์ข้างกายตัวเอง
เขารีบหันไปมองจวินเอ๋อร์ กลับพบอย่างตื่นตระหนกว่า ร่างกายที่เดิมคงอยู่ของนางกำลังกลายเป็นกึ่งโปร่งแสงอย่างช้าๆ
………………………………………….
บทที่ 49
“จวินเอ๋อร์!” ซ่งเจิ้นกั๋วพลันตกใจ มือหนึ่งโอบจวินเอ๋อร์ไว้ ใบหน้าแตกตื่น “เจ้าเป็นอะไรไป เกิดอะไรขึ้น!? นี่เป็นเรื่องอะไรกันแน่”
จวินเอ๋อร์ที่ถูกเขากอดไว้แน่น ยิ้มอย่างจนปัญญา
“พี่ใหญ่ซ่ง… ข้า… ข้า…”
ลู่เซิ่งอยู่ด้านข้าง ความจริงคาดเดาออกแต่แรกแล้วว่าจวินเอ๋อร์ไม่ใช่คน คิดไม่ถึงจะเป็นแบบนี้จริงๆ
แม่นางบนเรือลำนั้นบางทีล้วนไม่ใช่คน เป็นสตรีที่ตายไปนานแล้ว เพียงแต่ว่าถูกพลังงานพิเศษบางอย่างพันธนาการไว้บนเรือ ใช้ความงามเพื่อเป้าหมายบางอย่าง
เขาไม่ได้รบกวนทั้งสอง เดินห่างออกมาเงียบๆ เฝ้าเฉินเจียวหรงบนพื้นที่ว่างด้านข้าง ปรับลมหายใจฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของตัวเอง
ทุกครั้งที่โคจรวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกครบหนึ่งรอบ เขาจะรู้สึกได้ว่าอาการบาดเจ็บบนร่างเกิดความคันเพิ่มขึ้น นี่เป็นความรู้สึกที่เลือดเนื้อและพลังชีวิตฟื้นฟู
ผ่านไปราวๆ หนึ่งก้านธูป ซ่งเจิ้นกั๋วสองตาแดงเรื่อเดินเข้ามา จวินเอ๋อร์ไม่ทราบหายไปไหน
“ไปเถอะ พวกเรากลับได้แล้ว…” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม คอแหบแห้งอยู่บ้าง
ลู่เซิ่งทราบว่าจบแล้ว จวินเอ๋อร์นั่นจะต้องมีความเชื่อมโยงกับหอแดงซึ่งเป็นเรือผี เรือล่มคนก็ตาย ซ่งเจิ้นกั๋วบางทีเข้าใจเหตุผลแล้วเช่นกัน
ทั้งสองคนช่วยกันแบกเฉินเจียวหรงเดินไปยังเมืองเลียบคีรีเงียบๆ ระหว่างทางซ่งเจิ้นกั๋วไม่ได้พูดอะไร ลู่เซิ่งก็ไม่ส่งเสียงเช่นกัน จนกระทั่งใกล้ถึงประตูเมืองเลียบคีรี ซ่งเจิ้นกั๋วพลันเอ่ยถาม
“พี่ลู่ ข้าเรียนวรยุทธ์กับท่านได้หรือไม่” ดวงตาของเขาแฝงความวิงวอนและความเจ็บปวด เห็นได้ชัดว่าความตายของจวินเอ๋อร์ส่งผลกระทบกระเทือนต่อเขายิ่ง
ลู่เซิ่งหยุดฝีเท้า มองเขาพลางถอนใจคำหนึ่ง
“เบื้องหลังของจวินเอ๋อร์ต้องมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งแน่ ไม่อย่างนั้นที่ว่าการเมืองเลียบคีรีคงไม่ยอมให้เรือผีหอแดงทำร้ายคนบนแม่น้ำ ซึ่งความจริงพวกนางปกติก็ไม่ทำร้ายคนแต่อย่างไร บางทีเป็นแค่วิธีซ่อนเร้นอย่างหนึ่ง เพียงแต่จำเป็นต้องลงมือในบางครั้ง”
ซ่งเจิ้นกั๋วส่ายหน้ายิ้มเฝื่อน “ที่ท่านว่าข้าล้วนทราบ แค้นของจวินเอ๋อร์กล่าวถึงที่สุดเป็นเพราะผีหญิงกระโปรงขาวนั่น ถูกพี่ลู่ฆ่าทิ้งก็ไม่มีปัญหาอันใดแล้ว ข้าเพียงแต่… เพียงแต่ไม่อยากซ้ำรอยเดิมอีก…”
ลู่เซิ่งมองเขา เห็นความเหน็ดเหนื่อยและความเจ็บปวดอันล้ำลึกจากในดวงตา
“ท่านพึงทราบว่าวรยุทธ์บนโลก ชนิดทั่วไปแค่จ่ายเงินก็เรียนได้ แต่วรยุทธ์เฉพาะ ไม่อาจถ่ายทอดได้โดยง่าย”
ซ่งเจิ้นกั๋วสายตาแน่วแน่ “จำเป็นต้องใช้เงื่อนไขอะไร พี่ลู่จึงจะยอมสอนข้า ต้องกราบอาจารย์ไหม ข้าไม่มีปัญหา!”
“ไม่… ไม่ต้องรีบ ท่านมีคุณสมบัติเรียนวรยุทธ์หรือไม่ข้าไม่แน่ใจ ต้องทดสอบก่อนถึงจะทำได้” ลู่เซิ่งฝึกวิชาแบบไม่สมประกอบ ไม่มีวิธีการทดสอบของตัวเองในด้านคุณสมบัติ ได้แต่ให้เขาลองดูก่อน
ส่วนวรยุทธ์เฉพาะมิอาจถ่ายทอดง่ายๆ นี่เป็นกฎที่แพร่หลายของที่นี่ เขาไม่คิดแหกกฎนี้ กล่าวให้ชัดเจน วรยุทธ์เฉพาะส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะผู้บัญญัติพยายามค้นคว้าทดสอบ ลงแรงลงใจมากมาย ถึงขั้นทดลองวรยุทธ์ที่ใช้ร่างกายของตัวเองจนบาดเจ็บพิการจึงบัญญัติออกมาได้
ผลลัพธ์เช่นนี้ปกติไม่มีเหตุผลสอนแก่คนภายนอก ผู้ใดยินยอมหรือ นี่เหมือนกับคหบดีนายวานิชใหญ่ลำบากลำบนสร้างทรัพย์สมบัติมากกว่าค่อนชีวิต จะให้มอบแก่คนนอกส่งเดช เป็นไปได้หรือ
นี่จึงเป็นความจริงของวิชายุทธ์ประจำตระกูลของยอดฝีมือจำนวนมาก ไม่ถ่ายทอดแก่คนนอก มีแค่ถ่ายทอดในตระกูล
ลู่เซิ่งเคยได้ยินมาก่อนว่ามีคนถ่ายทอดวรยุทธ์ให้แก่คนอื่นโดยไม่สนใจอะไร แบบนี้ส่วนใหญ่ได้วรยุทธ์มาง่ายเกินไป ไม่น่าทนุถนอม
แต่เขาไม่สนใจเรื่องนี้ มีเครื่องมือปรับเปลี่ยนอยู่ ไม่ว่าผู้ใด คิดจะเทียบความเร็วฝึกฝนกับเขาล้วนเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ วิชาวรยุทธ์ก็เหมือนกัน เขาสามารถบรรลุถึงจุดสูงสุดได้เร็วกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว
ดังนั้นสิ่งที่ลู่เซิ่งเป็นห่วงจึงไม่ใช่เรื่องนี้ หากกังวลว่าจะเผยความสามารถออกไป เกิดคนนอกทราบว่าวรยุทธ์ของเขาใช้วิทยายุทธที่แตกต่างเรียนรู้แล้วสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ อาจจะโดดเด่นถึงขีดสุด
นี่ไม่สอดคล้องกับแผนการสร้างโอกาสเงียบๆ ซุ่มยกระดับของตัวเอง
“เอาแบบนี้ พวกเราทดสอบกันก่อน ข้าค่อยพิจารณาว่าจะถ่ายทอดวิทยายุทธแก่ท่านหรือไม่” ลู่เซิ่งคิดทดลองดูก่อน ถ้าซ่งเจิ้นกั๋วมีพรสวรรค์จริงๆ จะถ่ายทอดความสามารถพื้นฐานแก่เขา
“ได้!”
ซ่งเจิ้นกั๋วก็ทราบเหมือนกับว่าเวลาถ่ายทอดวิชาจะมีกระบวนการทดสอบ ในนวนิยายแนวประหลาดส่วนหนึ่ง เหล่าจอมยุทธ์ต่างก็ใช้กฎนี้
สองคนหนึ่งหน้าหนึ่งหลังพาเฉินเจียวหรงเข้าเมือง มีเถ้าแก่ร้านตัดเสื้อผ้าที่ประตูเมืองเห็นเฉินเจียวหรง จึงไปแจ้งข่าว
สภาพของลู่เซิ่งไม่อาจพบพานคน ให้ซ่งเจิ้นกั๋วพาเฉินเจียวหรงไปอธิบายที่ตระกูลเฉิน ตัวเขาผละกลับบ้านอย่างเงียบเชียบ
ขณะเดินบนถนน ทุกที่ล้วนมีคนใช้สายตาแปลกประหลาดมองเขา เด็กจำนวนไม่น้อยไล่ตามก้นเขาดูเรื่องสนุก
ลู่เซิ่งจนปัญญา ได้แต่เร่งความเร็ว รอจนถึงประตูบ้าน ลูบตัวดู กุญแจกับถุงเงินล้วนโดนเผาไม่เหลือแล้ว
‘ครั้งนี้ขาดทุนย่อยยับแล้ว… ตั๋วเงินทั้งหมดอยู่ด้านในด้วย…’ ลู่เซิ่งพลันนิ่งงัน รู้สึกโชคร้าย
ก๊อกก๊อกก๊อก
เขาได้แต่เคาะประตูอย่างจนปัญญา
“มาแล้วๆ!” เสี่ยวเฉี่ยววิ่งมาอย่างรวดเร็วด้วยเสียงฝีเท้าแผ่วเบา “ผู้ใด”
“เป็นข้า” ลู่เซิ่นขานตอบ “ทำกุญแจหาย เปิดประตูเถอะเสี่ยวเฉี่ยว”
ได้ยินเสียงของเขา เสี่ยวเฉี่ยวรีบเปิดประตู
ประตูค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าจุ๋มจิ๋มน่ารักของเสี่ยวเฉี่ยว นางเงยหน้ามองมาด้วยรอยยิ้ม
พอเห็นลู่เซิ่งแวบแรก สตรีนางนี้ก็นิ่งอึ้งก่อน จากนั้นก็เบิกสองตา
“ท่านๆๆ…!” นางตาเหลือก สลบไสลล้มลงกับพื้น
ลู่เซิ่งหมดคำพูด เห็นคนในร้านด้านล่างที่ถูกสะกิดความสนใจ จึงรีบเข้าห้อง อุ้มเสี่ยวเฉี่ยวขึ้นไปวางไว้บนเตียงด้านใน ตนไปต้มน้ำใส่อ่างไม้
วุ่นวายพักหนึ่ง ขัดคราบเขม่าบนตัว น้ำถูกย้อมกลายเป็นสีดำทั้งอ่าง ลุกขึ้นเติมน้ำอีกกะละมังหนึ่งเช็ดตัว ผ้าขนหนูเปื้อนเป็นสีดำเทา จึงนับว่าอาบสะอาด
เขาอาบน้ำเสร็จใส่เสื้อผ้า สักพักหนึ่งเสี่ยวเฉี่ยวก็ฟื้นขึ้นมา พอเห็นเขา นางก็เบิกตาโต แยกแยะอย่างละเอียด จึงค่อยจดจำออกว่าเขาเป็นนายน้อยใหญ่ลู่เซิ่งที่นางปรนนิบัติทุกวี่วัน
ลู่เซิ่งพยายามอธิบายรอบหนึ่ง เล่าว่าถูกไฟเผาเสื้อผ้า ยังดีไม่ได้รับบาดเจ็บหนัก เสี่ยวเฉี่ยวจึงรีบวิ่งไปตามหมอ ในบ้านนอกจากเงินบนตัวลู่เซิ่งแล้ว ยังเหลือสองสามตำลึงเงินให้เสี่ยวเฉี่ยวใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เงินเรียกหมอกลับมีมากพอ
ขณะมองแผลไหม้บนตัวลู่เซิ่ง ให้หมอค่อยๆ พอกยาแก่ผู้เป็นนาย เฉี่ยวเอ๋อร์น้ำตาคลอ ทำท่าอยากยื่นมือไปลูบ แต่ก็กลัวว่าจะทำลู่เซิ่งเจ็บ
แผลไฟไหม้นี้หลังพอกยาแล้ว ลู่เซิ่งก็เริ่มพักผ่อนอยู่ในบ้าน แม้แต่ห้องเรียนก็ไม่ไปแล้ว
พักผ่อนอยู่ครึ่งเดือน อาการบาดเจ็บส่วนใหญ่ดีขึ้น เพียงแต่ผิวหนังมองไปไม่มีเส้นขนเหมือนก่อนหน้า
สิ่งที่ประหลาดก็คือ ผิวของเขาถึงกับไม่มีแผลเป็นจากแผลไฟไหม้ เพียงแค่เส้นขนถูกเผาจนหมด ไม่มีผม ไม่มีขนคิ้ว ถึงขั้นแม้แต่หนวดก็ไม่มี เกลี้ยงเกลาทั้งตัว
ขอลาหยุดอยู่บ้านระยะหนึ่ง ก็ใกล้เป็นเวลาทดสอบประจำปี
หลังจากซ่งเจิ้นกั๋วกลับไป ก็ไร้ข่าวคราวมาโดยตลอด ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ หลังจากเฉินเจียงหรงกลับไปก็ได้ทราบข่าว เขาเพียงส่งจดหมายมาขอบคุณลู่เซิ่งสำหรับบุญคุณช่วยชีวิต แต่ว่าในจดหมายไม่ได้พูดถึงเรื่องเรือผีหอแดงอันใด คาดว่าซ่งเจิ้นกั๋วไม่ได้เล่าให้เขาฟัง บางทีเล่าแล้วเขาอาจไม่เชื่อ
ในจดหมายบอกว่าเขาถูกกักบริเวณ การไปเรือสำราญเป็นการส่วนตัว แม้ไม่นับเป็นเรื่องเลวร้ายอันใด แต่สุดท้ายไม่ใช่เรื่องถูกต้อง เปิดเผยไม่ได้ หนำซ้ำครั้งนี้ลุกลามใหญ่โต เกือบถูกไฟคลอกตาย ทำให้บิดาที่บ้านโกรธอยู่พักใหญ่ สั่งห้ามไม่ให้เขาออกไปด้านนอก
เฉินอวิ๋นซีมาแสดงคำขอบคุณกับลู่เซิ่งด้วยตัวเอง ยังส่งกิเลนหยกขาวคู่หนึ่งเป็นของขวัญขอบคุณให้ด้วย อีกทั้งยังเป็นตัวแทนประมุขตระกูลเฉิน เชิญเขาไปเป็นแขก หากเขามีเวลาและรักษาบาดแผลหายแล้ว
เพียงแต่พอมาเห็นสภาพที่ลู่เซิ่งถูกเผาจนหัวล้าน เฉินอวิ๋นซีก็สะดุ้ง แต่ว่านางกลับรู้สึกสนใจ ปิดปากหัวเราะ ทั้งเป็นห่วง ทั้งขบขัน หยอกล้อลู่เซิ่งอยู่ครึ่งวัน ใกล้ค่ำแล้วจึงกลับไป
ลู่เซิ่งพักผ่อนอยู่ในบ้านระยะหนึ่ง รอจนร่างกายค่อยๆ ฟื้นฟู ก็คิดหาวิธีทดสอบสภาพพลังของตัวเองในตอนนี้ การระเบิดกระบวนท่าสุดท้ายบนเรือสำราญก่อนหน้านี้ทำให้เขาสนใจยิ่ง
แต่ว่าก่อนหน้านั้น คนที่อยู่เหนือความคาดหมายคนหนึ่งก็รบกวนแผนการของเขา
…
ข้างจวนทหารใหญ่เมืองเลียบคีรี โรงน้ำชามึนเมา
บนหอชาแดงยอดแหลมสามชั้น ลู่เซิ่งกับสตรีงดงามสวมชุดผ้าโปร่งสีดำนั่งตรงกันข้ามกันในห้องเดี่ยวชั้นสูงสุด
ของว่างจำพวกเม็ดแตง ตีนไก่ ผลไม้ และถั่ว วางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง กาใหญ่สีแดงชาดใบหนึ่งวางนิ่งกลางโต๊ะ ปากกามีไอร้อนลอยขึ้น ถ้วยสองใบวางอยู่หน้า ด้านในกลับรินน้ำชาสีเขียวไว้ครึ่งหนึ่ง
ลู่เซิ่งยื่นมือหยิบผลไม้แห้งไร้เมล็ดชิ้นหนึ่งมาใส่ปากเคี้ยวเบาๆ ดวงตากลับมองสตรีด้านตรงข้ามอย่างสงบ
“พวกเราเจอกันเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว”
ตวนมู่หว่านยิ้ม ใบหน้าอิดโรยอยู่บ้าง “บังเอิญผ่านมาทางนี้ มาเจอ… อืม… อาจนับเป็นสหายได้ คิดไม่ถึงจะเจอท่านบนถนน”
นางเห็นลู่เซิ่งออกมากินอาหารเช้าตอนขี่ม้าบนถนน หลังจากสองคนเจอกันลู่เซิ่งก็เสนอให้นั่งด้วยกัน ไม่ทราบว่าเป็นเพราะความปรารถนาอันใด นางตอบรับข้อเสนอมาดื่มชาที่โรงน้ำชาที่ลู่เซิ่งแนะนำ
“ก่อนหน้านี้แม่นางตวนมู่ไปหาของล้ำค่าชิ้นนั้นหรือ” ที่ลู่เซิ่งทราบเบื้องหลังเรื่องใหญ่ซึ่งเกิดในเมืองเก้าประสาน อาศัยตวนมู่หว่านบอกเล่า ดังนั้นเขาจึงหวังจะได้ทราบข้อมูลข่าวสารมากกว่าเดิมจากปากสตรีลึกลับนางนี้ โดยเฉพาะจากโลกที่นางอยู่
“ใช่แล้ว… คนที่ต้องการหาของชิ้นนั้น… มากมายยิ่ง” ตวนมู่หว่านดูเหนื่อยมากจริงๆ เครื่องแต่งกายบนตัวนางก็ใช้ผ้าโปร่งดำห่อหุ้มไว้ทั้งตัว บนราวแขวนเสื้อด้านข้างยังแขวนหมวกสีดำใบใหญ่ใบหนึ่งของนาง ตอนอยู่บนถนน ถ้ามิใช่ลู่เซิ่งเงยหน้ามองคงดูไม่ออกจริงๆ ว่านางคือตวนมู่หว่าน
ลู่เซิ่งมองมือของนาง มือสองคู่ที่เรียวเล็กขาวผ่อง แขนเสื้อและเสื้อส่วนปลายแขนต่างมีร่องรอยขาดวิ่นอยู่บ้าง ทั้งเปื้อนคราบเลือดซึ่งแห้งกรังแล้ว บนชายกระโปรงของนางยังเปื้อนเศษโคลนสีเหลืองเล็กๆ ส่วนหนึ่ง เห็นได้ชัดว่ากระเด็นโดนตอนเร่งรุดเดินทาง ยังมีขอบตาดำจางๆ ใต้ดวงตาบนใบหน้านาง แสดงให้เห็นว่านางพักผ่อนไม่ดี
“เหนื่อยมากจริงๆ กระมัง” ลู่เซิ่งทอดถอนใจ
ตวนมู่หว่านพยักหน้า ถอนใจคำหนึ่ง ไม่มีเค้าความงามตอนพบลู่เซิ่งเป็นครั้งแรกโดยสิ้นเชิง
“คนบางคนมักนึกว่าชัยชนะอยู่ในกำมือ คำพูดใดก็ฟังไม่เข้าหู เรื่องราวใดก็นึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก ไม่ว่าท่านหาหลักฐานมากน้อยเท่าใด บอกเขาว่านี่เป็นความผิดพลาด ล้วนไม่มีประโยชน์… ท่านว่าคนแบบนี้ใช่น่ารังเกียจมากหรือไม่”
ลู่เซิ่งเงียบเล็กน้อย
“น่ารังเกียจมาก”
………………………………………….
บทที่ 50
ตวนมู่หว่านยกมือม้วนผมงามหลายปอยที่ตกลงมา ขึ้นไปอย่างผิดหวัง มองทิวทัศน์ใต้หอนอกหน้าต่าง พลันกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ยังเป็นพวกท่านที่ดี ไม่รู้อะไรสักอย่าง และไม่จำเป็นต้องรู้ ขอแค่รับผลลัพธ์ก็พอ”
“บางทีกระมัง” ลู่เซิ่งยิ้มพลางส่ายหน้าน้อยๆ
“บางครั้งการรู้มากเกินไปกลับเหนื่อยกว่าเดิม หวาดกลัวกว่าเดิม” ตวนมู่หว่านลดเสียง
“แม้เป็นเช่นนี้ ข้าก็อยากรู้มากขึ้น อย่างน้อยให้เห็นความหวังในการควบคุมชะตาของตัวเอง” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ
“บางทีกระมัง” ครั้งนี้ถึงตาตวนมู่หว่านถอนใจแล้ว
ความจริงการพบเจอของคนทั้งสองก็เป็นเพียงความบังเอิญครั้งหนึ่ง
แต่ตอนเห็นลู่เซิ่ง ตวนมู่หว่านนึกถึงคนผู้นั้นโดยไม่รู้ตัว คนที่นางรัก หากไม่มีโอกาสชิดใกล้ได้อีก
ตั้งแต่เขาปรากฏตัว เบ่งบาน เดินถึงจุดสูงสุด จากนั้นก็ตกต่ำ ตั้งแต่เริ่มจนจบ นางได้แต่มองอีกฝ่ายอยู่ห่างๆ แม้แต่ความกล้าในการแสดงความรักของตัวเองก็ไม่มี
ตอนเห็นลู่เซิ่ง นางเห็นเงาของคนผู้นั้นบนร่างของเขาโดยไม่ผู้ตัว ดังนั้นนางจึงยอมดื่มชาด้วยกันกับเขา
ขณะมองลู่เซิ่งที่อยู่อีกฝั่ง ตวนมู่หว่านก็ยิ้มเฝื่อนในใจ ถ้าให้คนเหล่านั้นรู้ว่านางถึงกับจิบชากับคนธรรมดาคนหนึ่งที่โรงน้ำชาในเวลาคับขันขนาดนี้ ไม่ทราบว่าจะเยาะเย้ยถากถางแบบไหน
แต่นั่นแล้วอย่างไร
นางคือองค์หญิงสารทกระจ่าง! เป็นสาวงามมีพิษร้ายที่คนธรรมดาเกรงกลัวราวงูและแมงป่อง! ต่อให้พวกเขาเยาะเย้ยถากถางแล้วอย่างไร นางไม่สนใจโดยสิ้นเชิง
นางอยากทำอะไรก็ทำ ไม่มีคนชี้นิ้วสั่งนางได้
“เตือนท่านหนึ่งประโยค ถ้าเห็นคนของตระกูลขุนนาง พยายามหลบเลี่ยง โดยเฉพาะการติดต่อโดยตรง เอาล่ะ ไม่พูดเรื่องเหล่านี้แล้ว ดื่ม” ตวนมู่หว่านยกถ้วยชาขึ้น ดื่มหมดเกลี้ยงเหมือนดื่มสุรา จากนั้นก็ไม่สนใจภาพลักษณ์อีก ยื่นมือไปหยิบขนมและของว่างมากิน
ลู่เซิ่งก็ไม่พูดอะไรแล้ว เป็นเพื่อนนางอยู่เช่นนี้ มองออกว่าตวนมู่หว่านอารมณ์เสียมาก
เขาไม่เข้าใจโลกของอีกฝ่าย โลกนั้นอยู่ห่างจากตัวเขาในตอนนี้มากเกินไป แต่นี่ไม่ขัดขวางให้เขามองออกว่าสิ่งที่ตวนมู่หว่านต้องการในตอนนี้คืออะไร
สิ่งที่นางต้องการก็แค่มีคนพักผ่อนเป็นเพื่อนนางสักพัก
ดังนั้นแม้เขามีคำถามเต็มอก คิดจะถามอีกฝ่าย ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบ กลับไม่ได้พูดสักประโยค เพียงดื่มชาเป็นเพื่อนตวนมู่หว่าน
กระทั่งถึงตอนเย็น บนถนนด้านนอกเริ่มวางแผงปิ้งย่างเคลื่อนที่ ตวนมู่หว่านค่อยลุกขึ้นจากไป
นางมาเร็วไปเร็ว เหมือนกับตอนที่นางเคยปรากฏตัว ลี้ลับยากหยั่งคาด
ลู่เซิ่งเดินออกจากโรงน้ำชา ทั่วถนนด้านนอกมีกลิ่นหอมของไม้เสียบเนื้อย่างลอยอยู่ บนท่อนไม้ที่ตั้งขึ้นมากมายแขวนตะเกียงน้ำมันกับธง ด้านบนเขียนชื่อแผงเล็กร้านน้อย กลุ่มคนจำนวนมากเคลื่อนตัวระหว่างแผงขายของ เดินๆ หยุดๆ ทั้งพูดทั้งหัวเราะ
ลู่เซิ่งไม่ทราบว่าโลกของตนกับตวนมู่หว่านห่างกันขนาดไหน และไม่สนใจว่าไกลแค่ไหน เขาเพียงอยากมีพลังในการควบคุมชะตาของตัวเองบนโลกอันสับสนเช่นนี้ แค่นี้เท่านั้น
วันที่สองหลังจากเจอตวนมู่หว่าน ลู่เซิ่งก็มาถึงหุบเขาเล็กๆ ที่ตนเองใช้ฝึกวิชาเป็นประจำ
เวลาเช้าตรู่ ป่าเพิ่งผ่านฝน เขียวชะอุ่ม ต้นไม้ใบหญ้ามีหยดน้ำจำนวนไม่น้อยเกาะอยู่
ลู่เซิ่งแขวนเสื้อนอก ยืนสงบบนที่ว่างปรับลมปราณโคจรวิชาทมิฬพิฆาตกับวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกพร้อมกัน
เป็นอย่างที่คาด พลังอันมหาศาลเหมือนคืนนั้นเริ่มพรั่งพรูสั่นไหวบนสองแขน
ลู่เซิ่งใช้เวลามากมาย จึงควบคุมการระเบิดของพลังสายนี้ได้อย่างลำบาก
เขาตรวจสอบผิวหนังบนสองแขนของตัวเองอย่างละเอียด กลับเห็นบนผิวกระจายด้วยลวดลายสีแดงดำหลายเส้น เหมือนรอยเลือดที่เกิดขึ้นเพราะรัดผ้าไว้ เป็นกลุ่มๆ ทั่วปลายแขน
ยืนควบคุมปราณภายในอยู่กับที่สักพัก สำเร็วราวสองส่วน ทำให้ขนาดร่างกายเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง นี่เป็นสภาพพิเศษที่ค่อยๆ เกิดขึ้นหลังวิชาทมิฬพิฆาตเลื่อนสู่ระดับสาม ใช้พลังทั้งหมด เส้นเลือดทั่วร่างโป่งพอง กลายเป็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำที่กล้ามเนื้อชัดเจน
ปรับการควบคุมภายในจนมั่นคง ลู่เซิ่งสะบัดดาบไปด้านหน้า
ควับ!
อากาศตรงหน้าถึงกับโดนกระแทกเป็นไอขาวกลุ่มหนึ่ง ถึงแม้จะเกิดขึ้นแวบเดียวก็หายไป แต่ก็บ่งบอกว่าความเร็วและพลังระเบิดในพริบตาบรรลุถึงขั้นที่เหี้ยมหาญสุดขีดแล้ว
‘กระบวนท่านี้มีอานุภาพยิ่งใหญ่ถึงขีดสุด แต่ว่าร่างกายของเราใช้ได้ไม่กี่ครั้ง’ ลู่เซิ่งรู้สึกสองแขนชาและหมดแรง คำนวณคร่าวๆ ในใจ
‘อย่างมากสุดในเวลาสั้นๆ ใช้ติดกันได้เพียงสามครั้ง ภายหลังต้องพัก ไม่อย่างนั้นจะบาดเจ็บถึงกระดูกเส้นเอ็น’
ครั้งที่สองลู่เซิ่งเปลี่ยนมือไปถือดาบ โคจรวิชาทมิฬพิฆาตกับวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกพร้อมกันอีกครั้ง
เปรี้ยง!
พยัคฆ์คำรามกระเรียนร้อง ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ถูกใช้ทดสอบโดนฟันลำต้นขาดไปมากกว่าครึ่ง
‘พลังหนึ่งส่วน จุ๊ๆ เทียบกับวิชาทมิฬพิฆาตอย่างเดียว พลังระเบิด แรง และความเร็วต่างมีการยกระดับไม่น้อย’ เขาลังเลเล็กน้อย ตัดสินใจตั้งชื่อดีๆ ให้แก่กระบวนท่านี้
‘เรียกดาบพยัคฆ์คำรามกระเรียนร้องก็แล้วกัน ถือเป็นไม้ตายก้นหีบ ยกระดับอานุภาพขึ้นเท่าหนึ่งในชั่วพริบตา ต้องทำให้ศัตรูรับมือไม่ทัน กำหนดชัยชนะได้แน่ แต่ว่าวิชานี้ใช้ได้ในระยะเวลาสั้นๆ หลังใช้ดาบ ร่างกายจะรับไม่ไหว สิ้นเปลืองปราณภายในมากกว่าครึ่ง” ลู่เซิ่งรับรู้ได้ว่าปราณภายในถึงกับถูกใช้ไปแล้วประมาณหกส่วน เห็นได้ว่ากระบวนท่านี้ท่าเดียวก็ร้ายกาจยิ่ง
ทดสอบอานุภาพกับความสิ้นเปลืองพลังของดาบพยัคฆ์คำรามกระเรียนร้องเสร็จ ลู่เซิ่งก็ศึกษาปิ่นหยกที่ได้มาจากเรือสำราญหอแดงเมื่อก่อนหน้า
หยิบปิ่นหยกออกมาจากในถุงข้างเอว ลู่เซิ่งรู้สึกว่ามีปราณหยินที่ซ่อนเร้นหลายสายไหลออกมาจากมัน
ปิ่นหยกเป็นม่วงอมสีดำ อยู่ในสภาพกึ่งโปร่งแสง สลักเป็นดอกบ๊วยอันประณีต ตรงปลายด้านหนึ่งมีจุดที่โปร่งแสงโดยสมบูรณ์
‘ปิ่นหยกนี้… งานฝีมือไม่เลวยิ่ง น่าเสียดายปราณหยินเข้มข้นเกินไป ไม่อย่างนั้นนำไปให้คนกลับไม่เลว ปิ่นหยกม่วงปกติมีมูลค่าสูงยิ่ง’ ลู่เซิ่งกำปิ่นหยกไว้ กัดนิ้วชี้อีกข้างหนึ่ง บีบเลือดหยดหนึ่งใส่ผิวปิ่น
ซี่…
พริบตาที่เลือดสัมผัสปิ่น พลันเกิดควันขาวขมุกขมัวชั้นหนึ่งลอยขึ้น
ลู่เซิ่งถือมันอยู่ห่างๆ เป่าควันขาวกระจาย รู้สึกได้ว่ามีไอเย็นที่เข้มข้นขนาดใหญ่สายหนึ่งไหลจากปิ่นเข้าสู่ฝ่ามือ จากนั้นไหลตามแขนเข้าไปในร่าง พริบตาก็เข้าสู่ลำตัว แวบเดียวก็หายสาบสูญไป
‘ดีปบลู!’ ลู่เซิ่งรีบเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยน
กรอบสีน้ำเงินเข้มโผล่ขึ้นตรงหน้าเขาทันที
มีกรอบข้อความเด้งขึ้นมาบนเครื่องมือปรับเปลี่ยน [ดำเนินการเรียนรู้วรยุทธ์หรือไม่]
‘ใช่’ ลู่เซิ่งเลือก
จากนั้นทั้งกรอบพลันกะพริบ ครั้งนี้ด้านหลังวรยุทธ์ทั้งหมดถึงกับมีปุ่มกดที่เลือกปรับเปลี่ยนได้ขึ้นมา
‘ใช่จริงๆ! จำนวนปราณหยินครั้งนี้มีมากพอ ใช้เรียนรู้วรยุทธ์ทั้งหมดได้!’ ลู่เซิ่งลิงโลด รีบมองไปที่วิชาทมิฬพิฆาต
‘พลังของเราส่วนใหญ่พึ่งพาวิชาทมิฬพิฆาต จำเป็นต้องยกระดับวิชาทมิฬพิฆาตจนสมบูรณ์ก่อน ยังมีผลข้างเคียงที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจนั้นต้องกำจัดทิ้ง’
สายตาของเขาอยู่บนกรอบวิชาทมิฬพิฆาต
‘ไม่ทราบว่าด้วยการสั่งสมความรู้ของเราในตอนนี้ จะเรียนรู้วิทยายุทธต่อจากวิชาทมิฬพิฆาตได้ไหม’
เขาควบคุมความคิด ขณะกำลังจะกดปุ่มเรียนรู้เบื้องหลังวิชาทมิฬพิฆาต กลับพลันนึกอะไรได้ หยุดมองสภาพด้านบนอย่างละเอียดใหม่
‘วิชาทมิฬพิฆาต: ระดับสาม ผลพิเศษ : พิษอัคคี’
‘มีข้อความผลพิเศษเพิ่ม… ยังรีบไม่ได้ ตอนนี้เรายังไม่อาจเร่งยกระดับวิชาทมิฬพิฆาต ครั้งก่อนเพิ่มถึงระดับสาม จ่ายด้วยการรักษาครึ่งปี นี่หมายความว่าร่างกายของเราในตอนนี้ไม่อาจเสียการสั่งสมพลังที่วิชาทมิฬพิฆาตจำเป็นต้องใช้ตอนยกระดับได้แล้ว
‘ต้องการเพิ่มขอบเขตที่คนอื่นจำเป็นต้องใช้เวลาหลายสิบปีถึงจะไปถึงโดยตรงในพริบตาเดียว การสั่งสมพลังจำนวนมากที่ต้องใช้ระหว่างนี้จึงจะทำให้เงื่อนไขต่ำสุดสำเร็จได้ ตอนนี้เรารีบแบบนี้ไม่ได้…
ลู่เซิ่งคำนวณในใจ ฉุกใจขึ้น ปิดเครื่องมือปรับเปลี่ยนดีปบลู
ยืนบนที่ว่าง เขานึกย้อนถึงวิชากำลังภายในสองวิชาได้แก่โน้มนำหยินหยางและเคล็ดสนหนึ่งสำนึกที่จดจำไว้ก่อนหน้านี้
‘เคล็ดสนหนึ่งสำนึกคล้ายมีความขัดแย้งกับปราณภายใน ในตัวเรา ไม่อาจฝึกจนเกิดความรู้สึกถึงปราณ แม้แต่ระดับเบื้องต้นก็ไปไม่ถึง กลับทดลองโน้มนำหยินหยางได้’
เขาคึกคักขึ้น นั่งขัดสมาธิเริ่มตั้งจิตสงบปราณตามเคล็ดวิชาโน้มนำหยินหยาง ใช้ความคิดรวมลมปราณในร่าง
โน้มนำหยินหยาง หมายถึงการนำปราณหยินหยางที่มีอยู่แต่เดิมในตัว มาปรับแต่ง สร้างสมดุลในร่าง ถึงขั้นร้อยโรคไม่บังเกิด ยืดอายุขัย จากคำกล่าวที่บันทึกในคัมภีร์ ผู้บัญญัติสมควรเป็นหมอท่านหนึ่ง
แทนที่จะบอกว่าวิชากำลังภายในชนิดนี้เป็นวิชาปราณภายใน ไม่สู้บอกว่าเป็นความสามารถโน้มนำปราณมาหล่อเลี้ยงชีวิตวิชาหนึ่ง เป็นเพราะปราณภายในที่มันให้กำเนิดไม่ใช่รากฐานของปราณภายใน เป็นเพียงพลังชีวิตที่สั่งสมมา แล้วทำการเสริมความแข็งแกร่งด้วยตัวเองหลังจากปรับหยินหยางแล้ว จึงไม่ใช่เป้าหมายหลักของวิชากำลังภายในชนิดนี้
ความยากของความสามารถนี้อยู่ที่จำเป็นต้องใช้ความคิดโน้มนำสองวัฏจักรพร้อมกัน เพื่อแบ่งกันควบคุมหยินหยางสองปราณ
ก่อนหน้านี้ลู่เซิ่งไม่ได้ฝึก ตอนนี้มีประสบการณ์ตอนที่วิชาทมิฬพิฆาตกับวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกระเบิดพร้อมกัน เขานั่งนิ่งจมดิ่งสู่สมาธิระดับตื้นอย่างรวดเร็ว
หยินหยางสองปราณในร่าง ความจริงอาศัยความคิดรับรู้ไม่ได้ นี่เป็นเพียงการบรรยายอย่างหนึ่ง วิธีพูดอย่างหนึ่ง สิ่งที่หยินหยางสองปราณเป็นตัวแทนคือ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของขั้วตรงข้ามกันสองชนิดและการดำรงอยู่ร่วมกัน
ร่างกายมนุษย์ด้านหนึ่งให้กำเนิดปราณหยินอย่างต่อเนื่อง ด้านหนึ่งก็ให้กำเนิดปราณหยางอย่างต่อเนื่อง สองสิ่งหักล้างทำลายกันและกัน รักษาสมดุลชนิดหนึ่ง
ลู่เซิ่งทบทวนหลักทฤษฎีบนคัมภีร์อย่างละเอียด ค่อยๆ จมดิ่งจากสมาธิระดับตื้นสู่สมาธิระดับลึก
เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น รอบๆ บางครั้งมีกระต่ายและกระรอกผ่านมามา แต่ไม่กล้าเข้าใกล้เขาในรัศมีสิบหมี่ เหมือนกับที่นี่มีงูพิษสัตว์ร้ายขดตัวอยู่
นับตั้งแต่วิชาทมิฬพิฆาตเลื่อนสู่ระดับสาม ปรากฏการณ์นี้ก็ปรากฏขึ้นบ่อยครั้ง เขาค้นพบความพิเศษของวิชาทมิฬพิฆาตมากกว่าเดิม
ไม่ทราบว่านั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นหญ้านานขนาดไหน อย่างค่อยเป็นค่อยไป ลมปราณจางๆ สายหนึ่งกำเนิดขึ้นมาจากท้องน้อยของลู่เซิ่ง ก่อนค่อยๆ ไหลตามเส้นลมปราณหัวใจและเส้นลมปราณไตในตัวเขาขึ้นด้านบนอย่างช้าๆ
‘มาแล้ว!’ ลู่เซิ่งตื่นเต้น ทราบว่าอาจเป็นปราณภายในที่โผล่ขึ้นชั่วคราวในระยะเวลาสั้นๆ ภายหลังจะหายไป รีบใช้ความคิด
‘ดีปบลู!’
อินเตอร์เฟซเครื่องมือปรับเปลี่ยนโผล่มา ยังหยุดอยู่ในสถานะหลังจากดูดซับปราณหยินเมื่อครู่ ด้านหลังทุกความสามารถมีปุ่มกดที่เรียนรู้ได้ปุ่มหนึ่ง
ลู่เซิ่งข้ามวรยุทธ์อื่นๆ สายตาอยู่ที่วิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยก
‘วิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยก: ระดับสามสูงสุด ผลพิเศษ: หยุดเลือดอย่างรวดเร็ว’
ด้านล่างเป็นโน้มนำหยินหยางที่โผล่มาใหม่
‘โน้มนำหยินหยาง: ยังไม่เริ่มต้น’
………………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น