236-240

บทที่ 236

วันต่อมา ช่วงเวลาฟ้าสาง ลู่เซิ่งกำลังฝึกฝนในตำหนักรอง ก็ได้ยินประตูคฤหาสน์ส่งเสียงเบาๆ ไม่ต้องมองก็รู้ว่าเหอเซียงจื่อแอบออกไป

สุดท้ายนางก็เป็นยอดฝีมือที่สำเร็จวิชาไร้มูลเหตุ ต่อให้สู้ผู้นำของสำนักอื่นไม่ได้ แต่ยอดฝีมือทั่วไปยังพอรับมือไหว

ลู่เซิ่งไม่รู้ว่าเหอเซียงจื่อคิดทำอะไร เขาคร้านจะสนใจนาง ไม่ว่าอย่างไรหลังเหอเซียงจื่อทำอะไรลงไป เขาก็แก้ไขได้ทั้งนั้น ในเมื่องานชุมนุมไม่อนุญาตให้ฆ่าคน อย่างนั้นก็ไม่มีอันตรายอะไรแล้ว

นั่งสมาธิต่อสักพัก หลังทำการบ้านโคจรวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานกับปราณขวดสมบัติประจำวันเสร็จ ลู่เซิ่งค่อยลุกไปกินอาหาร

มื้อเช้าเป็นวุ้นน้ำแกงกับเป็ดพะโล้ที่เลิศรส

ลู่เซิ่งนั่งลงรินน้ำชา แล้วเริ่มฉีกขาเป็ดกินอย่างช้าๆ

เมื่อคืนเขากำหนดตำแหน่งของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ขอแค่พลังที่แสดงออกมารักษาอันดับได้และไม่โดดเด่นเกินไป ก็ใช้ได้แล้ว

ระดับนี้ ลู่เซิ่งคิดจะกำหนดไว้ที่ฉลักษณ์

หลี่ตู้เป็นระดับจตุลักษณ์ เขากับศิษย์พี่ร่วมมือกัน มีแค่คนมีความสามารถส่วนหนึ่งที่แกร่งที่สุดในระดับจตุลักษณ์ถึงจะรับมือได้

นอกจากสำนักสามขั้นล่างที่อันดับสูงแล้ว ผู้นำส่วนใหญ่ก็แค่ระดับเบญจลักษณ์ มีไม่กี่คนที่เป็นฉลักษณ์ ถึงอย่างไรผู้นำระดับฉลักษณ์ก็เป็นระดับเฉลี่ยในสำนักสามขั้นกลาง

แค่แสดงพลังระดับฉลักษณ์ออกมา รักษาอันดับเอาไว้ก็ไม่ใช่ปัญหา ทั้งยังไม่สะดุดตาเกินไป

‘เพียงแต่เยื่อดำของศิษย์สำนักระดับฉลักษณ์แข็งแกร่งถึงขนาดไหนกัน อาจจะเทียบกับระดับของจ่านข่งหนิงได้ล่ะมั้ง…’ ลู่เซิ่งคาดคำนวณอย่างละเอียด

แอ๊ด

ทันใดนั้นประตูคฤหาสน์ค่อยๆ เปิดออก เงาคนสายหนึ่งพุ่งเซเข้ามา เป็นเหอเซียงจื่อ!

นางหูหายไปข้างหนึ่ง บนน่องขาข้างขวามีรูขนาดใหญ่ มองตรงๆ จะสามารถเห็นภาพด้านหลังได้ ตอนนี้ล้มกองกับพื้นพร้อมร่างโชกเลือด

ลู่เซิ่งถอนใจอย่างจนปัญญา รีบลุกขึ้นเข้าไปหา

“ศิษย์พี่ท่านไม่เป็นไรกระมัง ท่านไม่ใช่ไปสืบข่าวหรอกหรือ เหตุใดกลายเป็นแบบนี้”

เขารีบประคองนางขึ้นมา

“ไม่เป็นไร…ข้า…ข้าไม่แพ้” เหอเซียงจื่อยิ้ม ฝืนกล่าวหนึ่งประโยค แล้วสลบไสลไป

ลู่เซิ่งจนใจ ได้แต่อุ้มนางไปวางบนเตียงของตำหนักรองเพื่อให้พักผ่อน

จากนั้นป้อนยารักษาให้นาง พอเห็นปากแผลงอกเนื้อด้วยความเร็วที่ตาเนื้อเห็นได้ จึงค่อยวางใจลง

เขากลับมาถึงประตูตำหนักรอง มองด้านนอกที่คึกคัก

‘ดูเหมือนต้องเปิดเผยพลังแล้ว ไม่งั้นไม่ว่าใครก็กล้ามาหาเรื่อง’ เขาทบทวนระดับเยื่อดำของจ่านข่งหนิงอย่างตั้งใจ ไอสีดำทะลักออกมาบนร่าง จากนั้นกลายเป็นเยื่อดำอย่างรวดเร็ว ปรับแต่งสักพัก เยื่อดำของเขาก็เริ่มบางลง ไอสีดำที่อยู่ด้านในน้อยลงกว่าก่อนหน้ามากโข

‘ประมาณนี้แหละ…ความแข็งแกร่งนี้น่าจะไม่มีปัญหา ใกล้เคียงกับความแข็งแกร่งของจ่านข่งหนิง’ ลู่เซิ่งพอใจกับผลลัพธ์การปรับแต่งของตัวเองมาก

พอเตรียมงานเรียบร้อย เขาก็มองท้องฟ้า ยังเช้าอยู่ ยังไม่ถึงเที่ยงวัน

‘พอดีเลย จัดการให้เร็วหน่อย กลับมายังกินข้าวเที่ยงได้อีก’ เขาคิดพลางสาวเท้าเดินไปยังประตูใหญ่ของสวนกล้วยไม้

ผลักประตูออก ด้านนอกมีสภาพเคร่งเครียดชนิดชักกระบี่ง้างหน้าไม้แล้ว

สำนักเบิกอาทิตย์ หุบเขาน้ำแข็ง พรรคกระบี่ทรายเหลือง ในสำนักห้าสำนักของเขตนี้มีสามสำนักออกหน้าแล้ว

พวกเขาแบ่งเป็นสามกลุ่ม คุมเชิงกันบนถนนใหญ่ตรงกลาง

ถนนใหญ่เป็นถนนที่ตัดทะลุตำหนักจิตหยก พื้นที่กว้างมาก จุคนได้หลายสิบคน

คนของสำนักเบิกอาทิตย์มีสภาวะคุกคามคน แต่ละคนฮึกเหิม ชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าถือลูกตุ้มสองอัน บนลูกตุ้มเต็มไปด้วยหนามแหลมน่ากลัว เป็นหวงซือเฉิงผู้นำของสำนักเบิกอาทิตย์

ทางด้านหุบเขาน้ำแข็ง หลี่ซิ่วอิงที่เป็นผู้นำหน้างามเย็นชา ถือกระบี่หักเล่มหนึ่ง บนตัวเห็นรอยเลือดรางๆ แสดงว่าสถานการณ์ก่อนหน้าไม่สู้ดี

คนที่อยู่ด้านหน้าของพรรคกระบี่ทรายเหลืองคล้ายเป็นคุณชายสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง ใบหน้าดุจกวนหยก ผมยาวประไหล่ ถือกระบี่ยาวที่บางเหมือนกับหนามแหลม ชายฉกรรจ์สวมหมวกคลุมหน้าสีดำหกคนยืนเป็นระเบียบอยู่ด้านหลัง

ทั้งสามฝ่ายรวมตัวกัน ดูท่าทางก่อนหน้านี้ต่อสู้กันไปแล้ว

“อ้อ? คนของสำนักมารกำเนิดออกมาอีกแล้ว” คุณชายสูงศักดิ์ของพรรคกระบี่ทรายเหลืองพอเห็นลู่เซิ่งออกมา ก็ยิ้มอย่างประหลาดใจ “ก่อนหน้านี้สำนักมารกำเนิดกำจัดสำนักจุดพิสดารไป ดูเหมือนมีความสามารถอยู่บ้าง”

ลู่เซิ่งกวาดตามองทุกคน เห็นเยวี่ยเซิ่งหย่าอยู่ท่ามกลางเหล่าสตรีจากหุบเขาน้ำแข็งถลึงตามองมาทางนี้ คล้ายบอกให้เขาถอยกลับไป

ทว่าในเมื่อเขาตั้งใจออกมาจัดการเรื่องจัดอันดับแล้ว ย่อมไม่ถอยกลับไปง่ายๆ

เขากวาดตามองรอบหนึ่ง จากนั้นสายตาไปหยุดบนร่างคุณชายสูงศักดิ์ของพรรคกระบี่ทรายเหลือง

“ช่างเถอะ เลือกเจ้าก็แล้วกัน”

“หา?” รอยยิ้มบนใบหน้าคุณชายสูงศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นชะงักค้าง “เมื่อครู่…เจ้าพูดอะไร”

ลู่เซิ่งคร้านจะพูดจาไร้สาระ ต่อปากต่อคำกับคนระดับจตุลักษณ์ เบญจลักษณ์พวกนี้ไปทำไม ไม่ยอมก็เหลือแค่คำคำเดียว จัดการ!

เขาก้าวยาวๆ เข้าหาคนของพรรคกระบี่ทรายเหลือง

“เด็กน้อยผู้นี้บ้าไปแล้วหรือ” คุณชายสูงศักดิ์ทำหน้าประหลาดพิกล ถอยหลังไปหนึ่งก้าว “เจี่ยนอี เจ้าไปทดสอบเขาดู”

“ขอรับ”

คนสวมหมวกคลุมหน้าคนหนึ่งด้านหลังเขาขานรับ แล้วเดินออกมาหาลู่เซิ่ง

ตั้งแต่ประตูใหญ่สวนกล้วยไม้ ถึงตำแหน่งที่คนของพรรคกระบี่ทรายเหลืองยืนอยู่ เป็นระยะทางทั้งหมดไม่ถึงร้อยก้าว

ไม่ทันไรคนสวมหมวกคลุมหน้าก็เผชิญหน้ากับลู่เซิ่งที่เดินมา

กระบี่ด้านหลังเขาพลันพุ่งออกมาจากฝัก แล้วตกลงใส่มือเขาดุจสายฟ้าฟาด

“วิชาลับ กรวดถั่งโถม!”

ฉัวะ!

คมกระบี่กลายเป็นแสงสีเหลืองผืนใหญ่ เหมือนหนามแหลมคม แทงใส่ลู่เซิ่งราวเม็ดฝน

จุดแสงเหมือนอัญมณีกระพริบบนปลายกระบี่ที่แหลมคมภายใต้เส้นแสง ถึงขั้นมีแสงสีเหลืองอ่อนๆ ฟุ้งกระจาย ไม่ใช่ฝนกระบี่ธรรมดาเป็นแน่

ฟู่ว…

ลู่เซิ่งอ้าปาก พ่นไอสีดำออกมา ปราณมารที่เคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุถูกกระตุ้น กระจายออกมาช้าๆ

เคร้งๆๆๆ…

คมกระบี่มากมายแทงใส่ตัวลู่เซิ่ง แต่ทั้งหมดถูกเยื่อดำชั้นหนึ่งกันไว้ เงากระบี่ที่เหมือนหยดฝนมีสะเก็ดไฟกระเด็นออกมา

“นี่คือ!?” ม่านตาของคนสวมหมวกคลุมหน้าหดตัว เขาไม่เชื่อว่าตนเองถึงกับทำลายแม้แต่เยื่อดำของลู่เซิ่งไม่ได้

วิชาลับของเขาเน้นความเร็วเป็นหลัก ความเร็วที่มากพอ บวกกับกระบี่ทรายเหลืองที่คมกริบมากพอ สามารถทำให้คู่ต่อสู้ทุกคนกลัวเกรง ทว่าตอนนี้…

“เหอเซียง ดูให้ดีว่าเคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุใช้อย่างไร…” ลู่เซิ่งพลันส่งเสียง

มือของเขาคล่องแคล่วว่องไว พุ่งเฉียดข้างลำตัวของคนสวมหมวกคลุมหน้าไป ไม่โดนอีกฝ่าย เพียงแค่เฉียดผ่านอีกฝ่ายอย่างเรียบง่าย

ทว่าวินาทีที่เฉียดผ่านนี้ ปราณมารที่เหมือนกับเส้นเชือกก็เกาะติดร่างของคนสวมหมวกคลุมหน้าเหมือนสิ่งมีชีวิต

ที่ประตูสำนักมารกำเนิด เหอเซียงจื่อไม่ทราบยันตัวเดินออกมาตอนไหน กำลังพิงประตูมองมาทางนี้

พอได้ยินเสียงของลู่เซิ่ง ใบหน้าของเหอเซียงจื่อก็เคร่งเครียดขึ้น อ้าปากคิดกล่าวอะไรแต่ก็หยุดไว้ ไม่ได้พูดอะไรออกมา

ตอนนี้ลู่เซิ่งเฉียดผ่านร่างคนสวมหมวกคลุมหน้าไปแล้ว

คนสวมหมวกคลุมหน้าที่ตอนแรกทุกอย่างปกติดี เดินไปด้านหน้าสองสามก้าว กำลังจะหมุนตัวมาโจมตี สีหน้ากลับดำคล้ำ ไอออกมาอย่างรุนแรง

แค่กๆๆ!

เขาก้มเอว ทรุดล้มลงกับพื้น ไอเสียงดัง กระอักเลือดออกมาหลายคำ

“ปราณมารหมอกพิษของสำนักมารกำเนิดหรือ” คุณชายสูงศักดิ์สีหน้าเคร่งขรึมลง “ข้าอยากจะลองด้วยตัวเองดู” เขาชักกระบี่ช้าๆ พลางเดินไปหาลู่เซิ่ง

“วิชาลับ ทรายระเบิด!” เขาเดินออกไปสองสามก้าว ยิ่งเดินยิ่งเร็ว ยังไม่ได้เข้าประชิดตัว ก็ชักกระบี่ออกอย่างรุนแรง ประกายกระบี่สีเหลืองที่คลุ้มคลั่งกว่าคนสวมหมวกคลุมหน้าก่อนหน้านี้ทิ่มแทงใส่จุดอ่อนของลู่เซิ่งประดุจหยดฝน

ดอกหญ้าพืชพรรณใกล้ๆ ที่โดนประกายกระบี่พริบตาเดียวถูกบดขยี้กลายเป็นสีเหลือง ขาดน้ำ คล้ายถูกพายุทรายของจริงม้วนใส่ แม้แต่น้ำในตัวก็โดนดึงออกไปจนแห้งเหี่ยว

หลังจากเดินข้ามคนสวมหมวกคลุมหน้า ลู่เซิ่งก็เดินเข้าหาคุณชายสูงศักดิ์ต่อ

“คู่ต่อสู้เป็นคนละคน จำเป็นต้องใช้วิธีรับมือที่แตกต่าง เหมือนอย่างประเภทนี้ ท่านสามารถควบคุมให้ละเอียดขึ้นได้ เป้าหมายคือควบคุมปราณมารให้มุดเข้าไปในช่องว่างจากด้านหลังเขา แน่นอนว่าการกัดกร่อนของเยื่อดำไม่ได้เห็นผลเร็วนัก ท่านจำเป็นจะต้องควบคุมท่าร่างที่คล่องแคล่วมากพอ คอยหลบหลีกเพื่อถ่วงเวลา ส่วนท่าร่างจำเป็นต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบๆ ตลอดเวลา มีข้อจำกัดมากมาย วิธีการที่ดีที่สุดคือสู้ศึกระยะยาว ค่อยๆ ทำลายเยื่อดำของอีกฝ่าย”

ลู่เซิ่งเดินไปถึงด้านหน้าประกายกระบี่พายุทรายผืนใหญ่

จากนั้นก็ลงมือออกไปหนึ่งฝ่ามือ

พริบตาเดียวแขนของเขาก็หายเข้าไปในประกายกระบี่

ตูม!

เกิดเสียงดังอึงอล

ประกายกระบี่ที่กระจายทั่วฟ้าหายสาบสูญ คุณชายสูงศักดิ์ไม่ทราบหายไปไหน เหลือแค่รูใหญ่ทรงกลมรูหนึ่งบนกำแพงด้านข้าง

ลู่เซิ่งชักมือกลับมา

“แต่นั่นจะต้องเป็นวิธีของท่าน ข้าไม่ต้องพิจารณามากมายขนาดนั้น”

“…” เหอเซียงจื่ออ้าปาก ไร้คำพูดโต้ตอบ ได้แต่มองภาพเหตุการณ์นี้อย่างงงงัน

สำนักที่เหลือเงียบงันเป็นเป่าสาก

ในกลุ่มของหุบเขาน้ำแข็ง เยวี่ยเซิ่งหย่ายกมือปิดปากกลั้นเสียงร้องอุทานที่ควบคุมไม่ได้เอาไว้

ผู้นำของหุบเขาน้ำแข็งกับผู้นำของสำนักเบิกอาทิตย์ต่างเงียบขรึม ทั้งสองลองเปลี่ยนมุมมองดู ถ้าหากพวกเขาเป็นคนเผชิญฝ่ามือเมื่อครู่ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

ศิษย์สำนักคนอื่นๆ ค่อยรู้สึกตัว เสียงอุทานเริ่มดังขึ้น สายตาที่ยำเกรงมากมายอยู่บนร่างลู่เซิ่ง พละกำลังและความเร็วนั้น ทุกคนที่อยู่รอบๆ ไม่มั่นใจว่าจะรับมือได้

“ประมุขน้อย!” คนของพรรคกระบี่ทรายเหลืองค่อยรู้สึกตัว รีบตามออกไปในรูกลม พริบตาเดียวหายตัวไปหลายคน คนสวมหมวกคลุมหน้าที่เหลืออีกสองคนเหมือนจะเป็นผู้อาวุโส คนหนึ่งในนี้มองลู่เซิ่งอย่างล้ำลึก

“พรรคกระบี่ทรายเหลืองของเรา ขอยอมแพ้!” อีกฝ่ายประสานมือให้ลู่เซิ่ง แล้วหมุนตัวพาคนตามไป

“ดังนั้นบนโลกใบนี้จึงไม่มีวิชาลับที่อ่อนแอ มีแต่คนใช้ไม่เป็น” ลู่เซิ่งมองเหอเซียงจื่ออย่างสงบ

“วิชาลับสำนักมารกำเนิดว่ากันว่าอ่อนแอยิ่ง แต่เมื่ออยู่ในมือข้า มันก็แข็งแกร่งที่สุด!”

เหอเซียงจื่อได้ยินก็รู้สึกพลุ่งพล่าน ถึงขั้นตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นอยู่บ้าง

“ศิษย์น้อง…”


ตระกูลซั่งหยาง

ถ้ำวิญญาณอาทิตย์อุทัย

“ข้าเคยบอกแล้วว่านี่เป็นครั้งสุดท้าย” ใบหน้าที่อ่อนโยนน่าเวทนาของซั่งหยางเฟยตอนนี้บูดบึ้ง มือของนางถึงขั้นลูบไล้ดาบโค้งที่เอวเบาๆ

“พวกเราเองก็เคยบอกแล้วว่า การโยกย้ายตุลาการเจ็ดสิบสองคน พวกเรามีสิทธิ์สอดมืออยู่แล้ว”

ในโพรงถ้ำสีแดงฉาน ท่ามกลางเตาหลอมกระบี่ ชายชราหนวดแดงสามคนนั่งขัดสมาธิในค่ายกลทรงกลมบนพื้น

“แต่พวกท่านกลับสอดมือในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้!” ซั่งหยางเฟยสัมผัสถึงเพลิงโทสะที่ไม่อาจระบายในทรวงอก จึงกดทับไว้ แต่อาจระเบิดได้ตลอดเวลา

เปลวเพลิงลุกไหม้ในเตาหลอมกระบี่สีแดงฉาน อุณหภูมิที่สูงเติมเต็มบรรยากาศร้อนทุกส่วนของที่นี่

แค่อากาศที่ร้อนเร่าของที่นี่ ถ้าคนธรรมดาสูดเข้าไป พริบตาเดียวปอดอาจถูกเผาจนพัง ยิ่งอย่าว่าแต่อยู่ที่นี่เป็นเวลานาน

ที่นี่เป็นหนึ่งในถ้ำลับใจกลางตระกูลซั่งหยาง เป็นหนึ่งในสถานที่ต้องห้ามสำหรับหลอมชิ้นส่วนอาวุธเทพ ขณะเดียวกันก็เป็นสถานที่ที่ผู้อาวุโสใหญ่สามคนแห่งตระกูลซั่งหยางพักอยู่ด้วย

ทว่าอากาศร้อนลวกของที่นี่ยังไม่ร้อนเท่าเพลิงโทสะที่แสบร้อนกลางอกซั่งหยางเฟย

“พวกเราไม่สอดมือในตอนนี้ หรือจะให้นั่งดูเจ้าโยกย้ายตุลาการไปต่อสู้กับเทพนางแอ่นของตระกูลหลิน เจ้ารู้หรือไม่ว่านั่นสร้างความเสียหายขนาดไหน”

ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวอย่างเชื่องช้า

“ซั่งหยางเฟย เจ้าต้องตระหนักว่า การบ่มเพาะและความหวังที่ตระกูลมอบให้เจ้าไม่ใช่เงินทุนที่เจ้าจะเอามาใช้ตามใจ”

ซั่งหยางเฟยกำด้ามดาบแน่น

“ออกไปเถอะ ที่นี่เป็นพื้นที่หวงห้าม ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรมา” ผู้อาวุโสเอ่ยอย่างเฉยชา

ซั่งหยางเฟยไม่เคยชิงชังเฒ่าไม่ตายที่เป็นเหมือนสัตว์ประหลาดในตระกูลเหล่านี้ เท่าตอนนี้มาก่อน

‘ยุคสมัยกำลังเปลี่ยนแปลง ใต้หล้ากำลังเปลี่ยนแปลง ต้าซ่ง…ก็กำลังเปลี่ยนแปลงเช่นกัน มีแต่พวกท่าน…’

นางสีหน้าไร้อารมณ์ หมุนตัวเดินไปยังประตูอย่างเงียบๆ

บางที ตระกูลซั่งหยางอาจจำเป็นต้องการการปฏิวัติโดยสมบูรณ์สักครั้ง

……………………………………….
บทที่ 237

หลังจัดการพรรคกระบี่ทรายเหลือง สำนักมารกำเนิดก็ได้รับการยอมรับจากสำนักที่เหลือว่าลู่เซิ่งมีคุณสมบัติต่อสู้กับทั้งสำนักของพวกเขาได้ด้วยตัวคนเดียว

ไม่มีคนยอมรับว่าตนเองสู้สำนักมารกำเนิดไม่ได้ กระนั้นก็ไม่มีใครกล้าเดินออกมาลงมือกับสำนักมารกำเนิดเป็นคนแรกเช่นกัน

หลังลู่เซิ่งจัดการพรรคกระบี่ทรายเหลืองเสร็จ ก็พาเหอเซียงจื่อกลับไปรอคอยผลลัพธ์ในคฤหาสน์

ตอนบ่ายเขาอยู่ว่างในคฤหาสน์ จึงใช้หินซัดห่านตัวหนึ่งร่วงลงมา ถอนขนและตั้งน้ำหม้อใหญ่ ใส่ยาที่พกติดตัวไม่น้อยเป็นเครื่องปรุง แล้วเริ่มต้นตุ๋นในหม้อ

เนื้อห่านอ้วนท้วนพลิกตัวในหม้อ กลิ่นหอมซึ่งฟุ้งกระจายจากน้ำแกงสีขาวน้ำนมที่ตุ๋นออกมาทำให้เหอเซียงจื่อที่อยู่ด้านข้างอดสูดจมูกไม่ได้

นางไม่ใช่คนชอบกิน แต่ว่าเนื้อห่านหม้อนี้น่ากินจริงๆ แค่ได้กลิ่นก็ทำให้คนน้ำลายสอแล้ว

“ห่านหม้อนี้หล่อเลี้ยงหยินเสริมไต ทำให้สายตากระจ่างและหล่อเลี้ยงตับ ผลเสียเพียงหนึ่งเดียวคือมีสรรพคุณแรงไปบ้าง คนทั่วไปไม่ได้ประโยชน์” ลู่เซิ่งทางหนึ่งปรับกำลังไฟ ทางหนึ่งคุยเล่นกับเหอเซียงจื่อ

“คือว่า….ศิษย์น้อง…ด้านนอกไม่น่าเป็นห่วงจริงๆ หรือ” เหอเซียงจื่อกลืนน้ำลาย สายตาเหลือบมองด้านนอก ด้านนอกสวนกล้วยไม้มีเสียงต่อสู้ดังตูมตามดังมาตลอดเวลา ไม่ทราบว่าใครสู้กันอยู่

“ไม่เป็นไร อย่างไรรอพวกเขาสู้กันจบแล้ว พวกเราค่อยออกไปก็ยังไม่สาย” ลู่เซิ่งพูดอย่างไม่นำพา

“มั่นใจดีนี่!” เงาคนสายหนึ่งพลันลอยพลิ้วมาจากด้านนอกประตูใหญ่ของสวนกล้วยไม้

“หอมจริง! หอมจริงหอมจัง หอมจริงๆ! สหายน้อยมาทำอาหารเลิศรสที่นี่คนเดียว การไม่สนใจชื่อเสียงสถานะเป็นเรื่องสุขสันต์อันดับหนึ่งในชีวิตจริงๆ!”

หลังเงาคนทิ้งตัวลงบนพื้น แล้วยืนหยัดได้แล้ว จึงค่อยเห็นหน้าตาชัดเจนว่า เป็นนักพรตเฒ่าที่ใบหน้าเป็นมิตร ผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลนคนหนึ่ง

เสื้อผ้าบนตัวนักพรตดูสกปรก เต็มไปด้วยรอยปะชุน รองเท้าผ้าทั้งสองข้างขาดเป็นรูสองรู เผยให้เห็นนิ้วหัวแม่เท้าทั้งสองข้าง

“ถึงว่าห่านที่ข้าเลี้ยงไว้เหตุใดอยู่ๆ ก็หายไปตัวหนึ่ง ที่แท้ถูกสหายน้อยซัดลงมาที่นี่นี่เอง!” ลูกตาเขากลอกกลิ้ง หลังเดินเข้าใกล้ก็กล่าวพลางหัวเราะคิกคัก

“ท่านผู้เฒ่ารู้ได้อย่างไรว่าห่านในหม้อของข้า เป็นตัวที่ท่านเลี้ยงไว้” ลู่เซิ่งถามกลับ

“เอ่อ…บนตัวมันมีสัญลักษณ์ที่ข้าทิ้งไว้ บนก้นมันมีปานสองปาน!” ชายชราชี้ก้นของห่านตัวใหญ่ที่พลิกอยู่ในหม้อ

ลู่เซิ่งกับเหอเซียงจื่อต่างหมดคำพูด

เนื้อใกล้จะสุกแล้ว หนังก็ถูกตุ๋นจนเปื่อย มองอะไรไม่เห็นอีก อย่าว่าแต่ปานสองปาน จะสามปานสี่ปาน ก็ไม่มีทางเห็น น้ำแกงที่เกิดจากยาเป็นสีขาว ทำให้หนังเนื้อแต่ละส่วนกลายเป็นสีขาวน้ำนมอ่อนๆ

เห็นพวกลู่เซิ่งไม่โต้ตอบ นักพรตเฒ่าพลันได้ใจ

“เหอะๆ หากไม่ต้องการให้ข้าเอาความ ขอแค่แบ่งเนื้อให้ข้าสักครึ่งหนึ่ง ข้ารับประกันจะไม่เล่าให้ใครฟัง!”

“ท่านไม่ใช่บอกว่านี่เป็นห่านของท่านหรอกหรือ” เหอเซียงจื่ออดโต้ตอบไม่ได้

“เอ่อ…” นักพรตเฒ่ารีบเอามือปิดปาก

“ถ้าท่านผู้เฒ่าอยากกิน ก็มากินด้วยกันเถอะ” ลู่เซิ่งยิ้มกล่าว

“ช่วยไม่ได้นะ!” นักพรตเฒ่ารีบเข้ามานั่งลงข้างกองไฟอย่างกระตือรือร้น

เพราะว่าไม่มีเตาไฟ ดังนั้นลู่เซิ่งจึงหาฟืนมาก่อกองไฟบนพื้นราบกลางสวนกล้วยไม้

ทั้งสามคนถือชามใหญ่ กินกันคนละชามก่อน

นักพรตเฒ่าถือชามใส่น้ำแกง สูดดมอย่างตั้งใจ พลันแสดงสีหน้าเคลิบเคลิ้ม ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา จึงค่อยจรดชามที่มุมปาก แล้วซดเบาๆ

น้ำแกงอันโอชะที่แทรกกลิ่นยาเข้มข้นไหลเข้าปาก คล้ายกับเป็นรสชาติที่สุดยอดที่สุดในโลก

จากนั้นเขาก็ไม่ลังเลอีก กินเนื้อมากกว่าครึ่งชามลงท้อง

“รบกวนขออีกชาม…อะไรกัน!?” นักพรตชราหันหน้ากลับมาเห็นลู่เซิ่งกำลังขูดก้นหม้อ พลันอ้าปากตาค้าง

“หมดแล้วเหรอ!?” เขาหน้าซีดเหมือนไก่ต้ม มือที่ถือชามสั่นอย่างมิอาจควบคุม

ลู่เซิ่งมองเขาอย่างประหลาดใจ ตักน้ำแกงและเนื้อก้นหม้อช้อนสุดท้ายใส่ปาก แล้วกลืนลงไป

“เมื่อครู่ท่านว่าอะไรนะ”

นักพรตเฒ่าไร้คำพูดโต้ตอบ

เหอเซียงจื่อแอบหัวเราะอยู่ด้านข้าง

นางเคยเห็นปริมาณอาหารของลู่เซิ่งมาก่อน กับข้าวมื้อหนึ่งเท่ากับหลายสิบเท่าของคนอื่น สุดที่คนทั่วไปจะจินตนาการออก

“เขาบอกว่าอยากจะเติมอีกชาม” เหอเซียงจื่ออธิบายให้ลู่เซิ่งฟังเบาๆ

“อ้อ ท่านพี่ผู้เฒ่าช้าไปหน่อย ครั้งหน้าก็แล้วกัน ครั้งหน้าข้าจะเหลือไว้ให้ท่าน” ลู่เซิ่งวางหม้อสูงเท่าครึ่งเอวไว้ด้านข้าง แล้วลูบท้อง

นักพรตเฒ่ามองหนังท้องที่ไม่ป่องแม้แต่น้อยของเขา ก่อนถอนใจยาวคำหนึ่ง

“ข้าที่แล้วมานึกว่ามีประสบการณ์โชกโชน แต่วันนี้ได้พบน้องชาย จึงรู้ว่าเหนือคนยังมีคน เหนือฟ้ายังมีฟ้า”

“ท่านพี่ผู้เฒ่ากล่าวหนักไปแล้ว ข้าไม่มีความสามารถอื่น มีแต่กินจุไปบ้างเท่านั้น” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“การกินจุก็เป็นความสามารถเหมือนกัน” นักพรตเฒ่ากล่าวอย่างจริงจัง “ช่างเถอะ วันนี้ขอบคุณแกงเนื้อของน้องชายแล้ว ภายภาคหน้ามีวาสนาพวกเราค่อยพบกันใหม่” เขาลุกขึ้นพร้อมถอนใจ

“อ้อ อย่างนั้นท่านพี่ผู้เฒ่าขอให้โชคดี” ลู่เซิ่งโบกมือ

นักพรตเฒ่าพยักหน้า หมุนตัวเดินไปสองก้าว ก่อนกระโดดเหินไปด้านนอกสวนกล้วยไม้อย่างแผ่วเบา ไม่นานก็หายไป

“นักพรตเฒ่าผู้นี้สมควรเป็นคนของสำนักบัวสวรรค์ ที่นี่อย่างไรก็เป็นตำหนักจิตหยก” เหอเซียงจื่อเดา “อาจจะเป็นผู้อาวุโสสักคนของสำนักบัวสวรรค์ก็ได้”

“ไม่แน่นัก” ลู่เซิ่งมองหม้อตรงหน้า “เตรียมตัว มีคนมาแล้ว ถ้าราบรื่น วันนี้สมควรจบช่วงแรกของการต่อสู้ภายใน ออกจากเขตย่อยได้”

“หา?” เหอเซียงจื่อไม่ทราบเหตุผล แต่ก็มีเสียงเคาะประตูที่ทุ้มหนักไม่เสียดแทงหูดังมาจากด้านนอกประตูคฤหาสน์ทันที

ลู่เซิ่งลุกขึ้น เตรียมจะไปเปิดประตู ทว่าเหอเซียงจื่อชิงพุ่งออกไปเปิดประตูก่อน

“ศิษย์น้องเจ้าเป็นผู้นำ สมควรแสดงบุคลิกของผู้นำ”

“เอ่อ…นี่ความจริงไม่สำคัญ” ลู่เซิ่งว่า

“เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงภาพลักษณ์ของสำนัก จะมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด” เหอเซียงจื่อยืนยันพลางผลักประตู

บุรุษร่างกำยำสูงใหญ่คนหนึ่งถือลูกตุ้มมีหนามแหลมยืนอยู่หน้าประตูใหญ่

“หวงซือเฉิงสำนักเบิกอาทิตย์ ตั้งใจมาขอคำชี้แนะจากวิชาลับสำนักมารกำเนิด”

ด้านหลังหวงซือเฉินมีศิษย์จากหุบเขาน้ำแข็งและสำนักจุดพิสดารจำนวนมาก รวมถึงหลี่ซิ่วอิงผู้นำของพวกเขา และสตรีนามเหลิ่งเอ้าจากสำนักจุดพิสดารแยกกันยืนอยู่ ทั้งหมดมองมาทางนี้อย่างค่อนข้างคาดหวัง

บางทีทั้งสองคนคงหวังให้ลู่เซิ่งกับหวงซือเฉิงสู้กันจนบาดเจ็บทั้งคู่ จึงจะมีโอกาสให้ฉกฉวย

หวงซือเฉิงเอาชนะหลี่ซิ่วอิงจากหุบเขาน้ำแข็งได้ ทั้งยังหักหาญปราบสำนักจุดพิสดารที่ไร้ผู้นำไปแล้ว สุดท้ายไม่ยอมมอบตำแหน่งยอดฝีมืออันดับหนึ่งให้โดยไม่ได้ทดลอง ดังนั้นจึงมาเรียกด้านหน้าประตูสำนักมารกำเนิด

ช่วงเวลาตั้งแต่ลู่เซิ่งลงมือจนกินข้าวเที่ยงเสร็จ ข่าวลือที่สำนักมารกำเนิดปรากฏยอดฝีมือคนหนึ่งก็แพร่หลายออกไปแล้ว

สำนักระดับสามขั้นล่างไม่น้อยเริ่มรวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับตัวลู่เซิ่ง มีบางสำนักไม่ใส่ใจ สำนักมารกำเนิดจะแข็งแกร่งขนาดไหนก็มีแค่สองคน รุมโจมตีก็ผลาญพลังพวกเขาจนตายได้แล้ว

กระนั้นไม่ว่าสำนักอื่นจะคิดอย่างไร ถึงอย่างไรหวงซือเฉิงก็ต้องการทดลองสู้กับลู่เซิ่งสักครั้ง ไม่อย่างนั้นอันดับหนึ่งของเขตนี้ก็เป็นไปได้ที่สุดว่าจะเป็นของอีกฝ่ายแล้ว

ถึงอย่างไรสำนักอื่นๆ รวมถึงเขาก็มีรอบที่แพ้ สำนักเบิกอาทิตย์ที่เขาอยู่แพ้ไปแล้วสอง แต่ชนะเก้า นี่เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว

หุบเขาน้ำแข็งชนะเจ็ดครั้ง

พรรคกระบี่ทรายเหลืองชนะห้าครั้ง

คนของสำนักจุดพิสดารชนะสามครั้ง

ถึงแม้โดยทฤษฎีแล้วศิษย์ของแต่ละสำนักจะมีสิทธิ์ท้าสู้ห้าครั้ง แต่เป็นเพราะไม่ได้จำกัดจำนวนคนเยอะนัก ดังนั้นแทบทุกสำนักจึงใช้ประโยชน์จากกฎนี้ในการดำเนินกลยุทธ์รุมจู่โจม

ให้ศิษย์จำนวนมากท้าสู้คนคนเดียวพร้อมกันจนกลายเป็นรูปแบบการกลุ้มรุม

ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายที่ถูกท้าสู้ก็จะส่งคนออกมาให้เท่ากันเพื่อรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ จึงกลายเป็นศึกตะลุมบอนไป

ฝ่ายที่คนน้อยกว่าจึงเสียเปรียบ ดังนั้นการแข่งขันในงานชุมนุมจึงมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนคนอยู่ นั่นคือทุกๆ สำนักจะมีคนได้ไม่เกินยี่สิบคน

หมายความว่าบางสำนักดูเหมือนคนมากกว่าสภาวะมากกว่า ทว่าส่วนใหญ่พามาอำพราง หรือไม่ก็ทำหน้าที่เป็นแนวหลัง ให้คนไม่รู้ว่าสำนักเขามีใครออกศึกบ้าง เกิดประสิทธิผลปิดบังข้อมูล

ทว่าสิ่งที่ทำให้หวงซือเฉิงจนใจคือ การเผชิญกับสำนักมารกำเนิดเบื้องหน้า

เขาเองก็เคยคิดจะใช้วิธีกลุ้มรุมเช่นกัน แต่นึกย้อนถึงพละกำลังกับความเร็วของลู่เซิ่ง เขาก็รู้สึกว่าคนมากไปก็ใช่จะมีประโยชน์

ในทางตรงกันข้ามกลับมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้คนที่จะออกจากเขตย่อยถูกมัดมือมัดเท้า ดังนั้นเขาจึงเลือกคนมาสามคนเพื่อร่วมมือกับตัวเองรับมือกับคนประเภทลู่เซิ่ง

“สหายลู่ สำนักมารกำเนิดวางแผนให้ท่านออกศึกคนเดียวหรือสู้พร้อมกับเหอเซียงจื่อ” หวงซือเฉิงกระแอมสองสามครั้ง ถามทั้งๆ ที่ทราบดี

เหอเซียงจื่อบาดเจ็บสาหัส มองแวบเดียวก็รู้ว่าลงมือไม่ได้ คำถามนี้เขาเพียงถามพอเป็นพิธี เพื่อปกปิดความละอายใจให้ตัวเอง

ถึงอย่างไรสำนักเบิกอาทิตย์ก็วางแผนจะให้คนสี่คนกลุ้มรุมลู่เซิ่ง ล่ำลือกันไปก็หมดศักดิ์ศรีอยู่ดี

“ข้าคนเดียว” ลู่เซิ่งลุกขึ้น “พวกท่านได้ผลแพ้ผลชนะแล้วหรือ”

“ถูกต้อง ตอนนี้เหลือแต่สำนักมารกำเนิดแล้ว” หวงซือเฉิงกระดากอยู่บ้าง “ขอให้สหายลู่ชี้แนะ ยั้งมือไว้ไมตรีด้วย”

“พูดได้ดีๆ” ลู่เซิ่งยิ้ม “แบบนี้นับว่าพวกท่านท้าสู้กับข้าถูกต้องหรือไม่”

หวงซือเฉิงพยักหน้า คนสามคนด้านหลังเขาเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ศิษย์พี่ศิษย์น้องซึ่งยังเหลือแรงต่อสู้อยู่ ถ้าหากว่าครั้งนี้จัดการลู่เซิ่งไม่ได้ แม้จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ใหญ่ไม่มาก แต่ชื่อเสียงกลับป่นปี้ไปแล้ว

แม้สำนักมารกำเนิดจะแข็งแกร่ง ทว่าแต่ละคนมีสิทธิ์ท้าสู้ห้าครั้ง ถ้าทุกคนไม่ไปท้าสู้พวกเขา อย่างมากสุดก็ให้พวกเขาชนะสิบครั้ง สำนักอื่นๆ มีศิษย์มาก ตอนสุดท้ายชนะสิบรอบกลับไม่ถือว่ามาก

ทว่าสิ่งที่หวงซือเฉิงต้องการไม่ใช่สิ่งนี้ สิ่งที่เขาต้องการคือชัยชนะที่ตรงไปตรงมา สิ่งที่ได้ไปด้วยคือชื่อเสียงผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดของตน

เขามองลู่เซิ่งที่ลุกขึ้นพร้อมกับสูดหายใจเฮือกหนึ่ง

“สำนักเบิกอาทิตย์ของข้ามีวิชาลับวิชาหนึ่ง สามารถกลืนกินไขกระดูก กัดกินเลือดสดๆ ฆ่าคนโดยมองไม่เห็นได้ ถ้าสหายลู่ผ่านกระบวนท่านี้ไปได้ เช่นนั้นพวกเราขอรับความพ่ายแพ้”

“อ้อ ได้สิ” ลู่เซิ่งยืนอยู่ห่างจากหวงซือเฉินสิบกว่าก้าว

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างนั้นพวกเราขอแสดงฝีมืออันต่ำต้อยแล้ว” หวงซือเฉิงโบกมือ คนด้านหลังพลันพุ่งออกมา ล้อมลู่เซิ่งไว้ แล้วเริ่มวิ่งด้วยความเร็วสูง

เขาก็เข้าไปในวงล้อมด้วย ท่าเท้ามีความเร็วไม่มากนัก แต่ว่ามีความถี่สูง ปากท่องเคล็ดวิชา จุดแสงสีทองอ่อนๆ เริ่มกระจายออกมาบนร่าง

จุดแสงบนร่างคนทั้งสี่ไม่ทันไรก็ยิ่งมายิ่งมาก ยิ่งมายิ่งแน่นขนัด เริ่มพุ่งใส่ลู่เซิ่ง

วิชาลับวิชานี้มีชื่อวิหคทะยาน เป็นกระบวนท่าของสำนักเบิกอาทิตย์ที่แข่งแกร่งที่สุดซึ่งประสานกับค่ายกลขนาดเล็ก วิชาลับเหมือนกันสามารถให้ศิษย์หลายคนใช้พร้อมกันได้ อานุภาพจะทวีขึ้น น่าพรั่นพรึงสุดขีด

……………………………………….
บทที่ 238

ตอนนี้ค่ายกลลับวิหคทะยานมีหวงซือเฉิงที่เป็นผู้นำในระดับเบญจลักษณ์เป็นผู้นำกลุ่มใช้ออก สภาวะคุกคามคนยิ่งกว่าเดิม จุดแสงสีทองรวมตัวเป็นพายุ ส่งเสียงพลางพัดกระแสอากาศใส่ลู่เซิ่ง

ในกระแสอากาศ แสงสีทองนี้มีอักขระตัวใหญ่หลายตัวส่องแสงระยิบระยับ เดี๋ยวสูญหายเดี๋ยวปรากฏ

“นี่เป็นค่ายกลลับวิหคทะยานของสำนักเบิกอาทิตย์ เป็นความสามารถที่ดี! ใช้คำพูดดักลู่เซิ่งจากสำนักมารกำเนิดไว้ก่อน จากนั้นก็ลงมือพร้อมกันโดยใช้พลังของคนหมู่มาก” หลี่ซิ่วอิงแห่งหุบเขาน้ำแข็งกล่าวอย่างเย็นชา

“ศิษย์พี่ใหญ่ สภาพการณ์แบบนี้เหตุใดพวกเราไม่ลงมือช่วยเหลือสำนักมารกำเนิด อย่างไรสหายลู่ก็มีพลังน่าทึ่ง สามารถร่วมมือกับพวกเราชิงอันดับที่สูงกว่านี้ได้โดยสมบูรณ์” เยวี่ยเซิ่งหย่าอาศัยจังหวะเข้าใกล้แนะนำเสียงแผ่วต่ำ

“สายไปแล้ว ข้าเองก็มีความคิดแบบนี้ แต่เกิดค่ายกลลับวิหคทะยานเป็นรูปเป็นร่าง ผู้ใดลงมือก็จะกระตุ้นการระเบิดอย่างรุนแรง คนที่อยู่ที่นี่ไม่มีใครมีความมั่นใจพอจะรับการโจมตีนี้ได้” หลี่ซิ่วอิงส่ายหน้าเอ่ย

ตอนนี้คนของสำนักจุดพิสดารกัดฟันพลางจ้องมองเหตุการณ์ คาดหวังว่าลู่เซิ่งจะรับการโจมตีนี้ไม่ได้

พายุจุดแสงพัดใส่ลู่เซิ่ง

“น่าสนใจ ใช้พลังของเยื่อดำหลอมรวมผงโลหะที่แข็งแกร่งชนิดหนึ่ง เวลาใช้ก็สาดผงออกมา แล้วควบคุมด้วยพลังของเยื่อดำ จนกลายเป็นความสามารถพิเศษเหมือนหมอกพิษ”

ลู่เซิ่งถอนใจชมเชย ความสร้างสรรค์ของกระบวนท่านี้ไม่เลวจริงๆ

เขายื่นมือขวาออกมา บังคับปราณมารให้กระจายไปทั่วฝ่ามือ แล้วคว้าใส่เสาหินของตำหนักใหญ่ด้านข้าง

กึง!

เสาหินยักษ์สูงเจ็ดแปดหมี่ กว้างครึ่งหมี่กว่าๆ ถูกเขาใช้มือกระชากลงมา

ลู่เซิ่งควงเสารอบหนึ่ง เสาอันหนักอึ้งบังเกิดเสียงฟุ่บฟั่บดังลั่น สั่นสะเทือนสวนกล้วยไม้ให้สั่นไหวน้อยๆ

คนจากสำนักต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ต่างมองจนอ้าปากตาค้าง

“มาเถอะ รับไป…”

“รอเดี๋ยว! พวกเราทิ้งสิทธิ์ยอมแพ้!”

ลู่เซิ่งยังไม่ทันพูดจบ หวงซือเฉิงก็กระโดดออกมาตะโกนด้วยสีหน้าซีดขาว

คนทั้งสี่คนรวมถึงเขาแยกย้ายกันหลบหนี กลัวว่าจะถูกลู่เซิ่งเอาเสาฟาดใส่จนไม่เหลือแม้แต่ซาก

ล้อเล่นหรือ เสานี้อย่างน้อยก็หนักหลายหมื่นชั่ง บวกกับลู่เซิ่งควงไปมาจนเกิดเสียงดังอึงอล มองดูก็รู้ว่ามีพละกำลังมหาศาล

ทุกอย่างรวมกันไม่เพียงมีพลังกระแทกสิบกว่าหมื่นชั่ง ผู้ใดเชื่อ มีแต่ปีศาจที่จะรับสภาวะการโจมตีที่รุนแรงแบบนี้ได้

ตูม!

ลู่เซิ่งปักเสาลงพื้น แผ่นหินบนพื้นยุบเป็นหลุมลึก เศษหินปลิวว่อน

ตอนนี้จุดแสงสีทองสลายไปแล้ว ยังไม่ทันพัดถึงหน้าเขา ก็ถูกพวกหวงซือเฉิงสลายทิ้งไปก่อน

ใบหน้าลู่เซิ่งปรากฏความผิดหวัง อีกฝ่ายถึงกับไม่เหลือความกล้าในการทดลอง เสียทีที่เขาสนใจขึ้นมาหน่อยหนึ่ง

“สหายลู่มีพลังล้ำเลิศ พวกเรายอมศิโรราบ” หวงซือเฉิงกล่าวอย่างจนปัญญา “สำนักเบิกอาทิตย์ของเราขอยอมแพ้”

ทั้งสี่ท้าสู้ลู่เซิ่ง เมื่อแพ้แล้วก็หมายความว่าปล่อยให้สำนักมารกำเนิดชนะสี่ครั้ง

เขาเอาชนะสำนักจุดพิสดารไปหนึ่งครั้ง และชนะพรรคกระบี่ทรายเหลืองไปแล้วสองครั้ง

ตอนนี้บวกกับชัยชนะสี่ครั้งที่เขาหวงซือเฉิงส่งมาให้ถึงที่

ทั้งหมดรวมกันเป็นเจ็ดครั้ง ถ้าหากว่าลู่เซิ่งท้าสู้ เล่นงานตนกับกำลังหลัก อันดับต่อจากนั้นสำนักเบิกอาทิตย์อย่าหวังว่าจะแย่งแล้ว…

หวงซือเฉิงคิดถึงตรงนี้ก็ประสานมือกล่าวว่า “ในเมื่อสำนักเบิกอาทิตย์ของพวกเราแพ้แล้ว มิสู้คนที่อยู่รอบๆ นี้มอบจำนวนการท้าสู้ที่เหลือให้กับสหายลู่ ด้วยความสามารถของสหายลู่ ทุกคนย่อมวางใจได้ เมื่อเป็นแบบนี้อันดับในเขตย่อยของพวกเราก็จะถูกกำหนดแล้ว”

หลี่ซิ่วอิงแห่งหุบเขาน้ำแข็งใคร่ครวญ “ข้าเห็นด้วย”

คนของพรรคกระบี่ทรายเหลืองมีสีหน้าจนปัญญา ยังคงเงียบขรึม คนของสำนักจุดพิสดารปั่นป่วน แต่ก็เห็นด้วย

เมื่อเป็นแบบนี้ การจัดอันดับในเขตย่อยจึงถูกกำหนดเรียบร้อย

ลู่เซิ่งแห่งสำนักมารกำเนิดเป็นที่หนึ่ง จากนั้นเป็นสำนักเบิกอาทิตย์ ถัดไปเป็นหุบเขาน้ำแข็ง ท้ายสุดจึงเป็นพรรคกระบี่ทรายเหลือง รวมถึงสำนักจุดพิสดาร

ลู่เซิ่งพึงพอใจยิ่ง เขารู้ว่าสำนักอื่นๆ กลัวว่าเขาจะใช้สิทธิ์ท้าสู้เล่นงานกำลังหลักของพวกเขา ดังนั้นจึงถอยให้ อย่างไรพรรคกระบี่ทรายเหลืองกับสำนักจุดพิสดารก็จบสิ้นแล้ว สามอันดับแรกมีแค่พวกเขาสามสำนักแบ่งกัน

หลังจากแก้ปัญหาเรียบร้อย หวงซือเฉิงก็เรียกนักพรตที่จดบันทึกในที่ลับของสำนักบัวสวรรค์มา ให้เขาเขียนผลลัพธ์ จากนั้นจึงกลายเป็นสถานการณ์ที่แน่นอน

หลังจากอันดับได้รับการยืนยันและบันทึกแล้ว พรรคกระบี่ทรายเหลืองกับสำนักจุดพิสดารก็ไม่มีความหวังอีก ได้แต่แยกย้ายบอกลา เมื่อเหลืออยู่เพียงสามสำนัก หวงซือเฉิงจึงเสนอว่า ให้รวมตัวกันที่สำนักมารกำเนิด ปรึกษาการเคลื่อนไหวไปด้านนอก

ลู่เซิ่งก็เห็นด้วยเช่นกัน

เหล่าผู้นำของสามสำนักรั้งอยู่ นั่งลงข้างเสาหินที่ลู่เซิ่งกระชากออกมา

หวงซือเฉิง จ้าวจ้าว หลี่ซิ่วอิง เยวี่ยเซิ่งหย่า รวมถึงลู่เซิ่งและเหอเซียงจื่อ

นี่เป็นผู้กำหนดกลยุทธ์จากหลายสำนัก

ลมเย็นพัดหวีดหวิวในคฤหาสน์ของสวนกล้วยไม้ ผงหินกับเศษใบไม้ถูกลมเป่าจนฟุ้งกระจาย

คนทั้งหกนั่งบนพื้นโดยไม่รังเกียจความสกปรก อย่างไรก็มีเยื่อดำกั้นอยู่ พวกฝุ่นผงแค่กระแทกเบาๆ ก็ทำลายได้แล้ว

หวงซือเฉิงพูดเป็นคนแรก

“ขอไม่ปิดบัง ค่ายกลลับวิหคทะยานที่ใช้กับสหายลู่เมื่อก่อนหน้าความจริงข้าน้อยเตรียมจะใช้กับยอดฝีมือระดับสุดยอดที่อยู่อีกเขต เพียงแต่นึกไม่ถึง…” เขายิ้มฝาด

“ยอดฝีมือของเขตอื่น หรือสหายหวงจะหมายถึงยูงเงินซูเซียนแห่งเขามยุเรศ” หลี่ซิ่วอิงพูดแทรกมา

“นางเป็นแค่หนึ่งในนี้ ครั้งนี้หยวนปากับเสิ่นโยวโยวจากภูผาไพรเป็นคนที่ร้ายกาจถึงขีดสุด ครั้งก่อนข้าออกจากเขตย่อยก็ถูกเสิ่นโยวโยวโจมตีพ่ายแพ้ในสามกระบวนท่าทันที ไม่อาจไม่ยอมแพ้” หวงซือเฉิงถอนใจ “ทว่าครั้งนี้พวกเรามีสหายลู่รวมถึงพลังของสหายลู่ เพียงแค่วางแผนดีๆ จะต้องได้อันดับที่พอใช้ได้แน่”

พอพูดถึงลู่เซิ่ง เขาก็ฮึกเหิมขึ้นเล็กน้อย รู้สึกว่าการยอมแพ้ของตนช่างชาญฉลาดนัก

จะสู้กับลู่เซิ่งจริงๆ ด้วยคุณสมบัติร่างกายอันน่ากลัวและแปลกประหลาดของเขา นอกจากเสียทหารสูญแม่ทัพจนต้องยอมแพ้แล้ว ก็ไม่มีวิธีอื่นอีก

ไหนเลยจะเหมือนตอนนี้ เปลี่ยนจากศัตรูเป็นมิตร ให้ผู้นำของเขตอื่นเผชิญพลังประหลาดน่ากลัวของลู่เซิ่ง ให้พวกเขารู้ซึ้งถึงความหวาดกลัวของพวกตนเมื่อก่อนหน้า

พอคิดถึงตรงนี้ เขาก็ฮึกเหิมโดยไม่รู้ตัว

“แต่จะวางแผนอย่างไร” หลี่ซิ่วอิงถามอย่างสนใจ

“นี่ขึ้นอยู่กับว่าสหายลู่ยินดีช่วยเหลือหรือไม่” หวงซือเฉิงมองลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งมองพวกเขา แต่ละคนต่างมองเขาด้วยสายตาคาดหวัง

เขายิ้มขึ้น

“ไม่”

รอยยิ้มบนใบหน้าทุกคนพลันแข็งทื่อ

“ถึงจะออกจากเขตไป จำนวนท้าสู้ต้องนับใหม่อยู่ดี ทั้งยังมีจำนวนห้าครั้งเหมือนเดิม แต่ข้าอย่างมากสุดท้าสู้ได้แค่ห้าคน ไม่แน่ว่าจะรับประกันชัยชนะทั้งหมดได้ ในสถานการณ์แบบนี้ พวกท่านวางแผนอะไรไป ก็ไม่ได้มีความหมายมากนัก” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างไม่นำพา “ข้าช่วยอะไรพวกท่านไม่ได้”

กล่าวตามจริง เขาไม่มีหน้าที่ต้องช่วยสองสำนักนี้ หวงซือเฉิงเป็นตัวอะไร ไม่ได้รู้จักมักจี่กัน ก่อนหน้านี้ยังลงมืออย่างอำมหิต ตอนนี้สู้ไม่ได้เลยยอมแพ้ ยังคิดจะให้เขาช่วยอีกหรือ เหลวไหล

เป้าหมายของลู่เซิ่งไม่ใช่แสดงความโดดเด่น ขอแค่รักษาอันดับไม่ให้การสืบทอดขาดสะบั้นก็พอ ปัจจุบันบรรลุเป้าหมายแล้ว ต่อจากนี้แค่อยู่เฉยๆ ก็ได้ จะออกหน้าไปทำไม

หวงซือเฉิงกับหลี่ซิ่วอิงต่างมีสีหน้าจนปัญญา

“เช่นนั้น…ก็ได้ ในเมื่อสหายลู่ไม่ยินยอม พวกเราก็ได้แต่บอกลา” หวงซือเฉิงเงียบขรึม ยังคงลุกขึ้นจากไป

หลี่ซิ่วอิงกับเยวี่ยเซิ่งหย่าจากหุบเขาน้ำแข็งรั้งอยู่ ไม่ได้ไปไหน หลี่ซิ่วอิงพิจารณาลู่เซิ่งอย่างตั้งใจ

“ถ้าสหายลู่ยินยอมลงมือ ข้ายินดีมอบเหมืองเงินอาทิตย์ชาดขนาดเล็กให้เหมืองหนึ่ง แลกเปลี่ยนกับโอกาสลงมือของสหายลู่ครั้งหนึ่ง” หลี่ซิ่วอิงกล่าวเบาๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง

เหมืองเงินอาทิตย์ชาดหรือ

ลู่เซิ่งไม่รู้ว่าเหมืองเงินอาทิตย์ชาดคืออะไร แต่พอเห็นสีหน้าของเยวียเซิ่งหย่ากับเหอเซียงจื่อที่อยู่ด้านข้าง เขาก็รู้ว่าสิ่งนี้จะต้องมีมูลค่ามากแน่ ต่อให้สำหรับสำนักที่มีสายเลือดจากอาวุธเทพเอง ก็เป็นมูลค่ามหาศาล สมควรมีส่วนช่วยต่อสำนักมารกำเนิด

“ต้องบอกให้ชัดเจนก่อน ข้าเพียงแค่พลังเยอะและว่องไว ความจริงพลังของวิชาลับไม่สูงมาก หากเจอคู่ต่อสู้ที่ร้ายกาจ ก็ต้านทานพลังเยื่อดำของพวกเขาไม่ได้” ลู่เซิ่งกล่าวเตือน

“ข้าทราบ” หลี่ซิ่วอิงพยักหน้า

แค่พลังและความว่องไว อย่างมากสุดก็ทำลายกายเนื้อของยอดฝีมือได้สองสามครั้ง แต่สำหรับยอดฝีมือมากกว่าระดับเบญจลักษณ์ อาการบาดเจ็บของร่างกายเช่นแขนขาขาดสามารถฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีผลต่อพลังมากนัก ขอแค่สายเลือดไม่อ่อนแอเกินไป ก็ฟื้นฟูโดยสมบูรณ์ได้ในระยะเวลาสั้นๆ

ส่วนพลังเยื่อดำของพวกเขามีความเป็นพิษรุนแรงสุดขีด พลังฟื้นฟูก็น่าสะพรึง ถ้าลู่เซิ่งทำลายเยื่อดำไม่ได้ พวกเขาก็สามารถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้ในเวลาสิบกว่าอึดใจสั้นๆ หนำซ้ำลู่เซิ่งที่มีดีแค่กายเนื้อก็ป้องกันความเป็นพิษจากเยื่อดำระดับสูงไม่ได้ด้วย

“ไม่เป็นไร ถึงเวลา ขอแค่สหายลู่ลงมือช่วยข้าในเวลาสำคัญก็พอ” หลี่ซิ่วอิงกล่าวอย่างราบเรียบ

“อย่างนั้นพวกเราขอลา” นางลุกขึ้น แล้วผละจากไป

เยวี่ยเซิ่งหย่าขยิบตาให้ลู่เซิ่ง ติดตามศิษย์พี่ใหญ่ผละไปพร้อมด้วยรอยยิ้ม

ลู่เซิ่งไม่เข้าใจสาเหตุ กลับเป็นเหอเซียงจื่อที่อยู่ข้างๆ ไขความสงสัย

“ศิษย์น้อง สตรีจากหุบเขาน้ำแข็งนั้นคล้ายต้องตาเจ้า”

“ข้าไม่สนใจ ข้าแต่งงานแล้ว” ลู่เซิ่งพูดอย่างไม่นำพา

ความจริงพลังที่เขาใช้ในครั้งนี้ยังเป็นพละกำลังปกติในสภาพหยินโชติช่วง ถ้าเปลี่ยนเป็นสภาพหยางโชติช่วงจริงๆ พละกำลังจะสูงกว่าเดิมหลายเท่า ส่วนสภาพหยินหยางรวมเป็นหนึ่ง พละกำลังและความเร็วล้วนเหนือกว่าตอนนี้ไม่รู้กี่เท่า อย่าว่าแต่ยังสามารถเผาไหม้ปราณเหลวจนระเบิด

“เหมืองเงินอาทิตย์ชาด…คิดไม่ถึงพอแข็งแกร่งแล้ว จะได้เงินง่ายขนาดนี้” สีหน้าของเหอเซียงจื่อที่อยู่ด้านข้างเริ่มหดหู่

เรื่องนี้ลู่เซิ่งไม่รู้จะปลอบนางอย่างไร

ทั้งสองคนนอนหลับพักผ่อน วันต่อมาก็ฝึกฝนวิชาลับในสวนกล้วยไม้ต่อ รอจนถึงตอนบ่าย เสียงระฆังทอดยาวก็ดังขึ้น

ช่วงแรกของการต่อสู้ภายในเขตย่อยจบลงแล้ว

ลู่เซิ่งกับเหอเซียงจื่อเปิดประตูเดินออกจากสวนกล้วยไม้ ห่างออกไปมีนักพรตนำทางขบวนหนึ่งเดินมาทางนี้

“ขอเชิญศิษย์พี่ที่ชนะทุกท่านมุ่งหน้าไปยังตำหนักนภากาศ ข้าน้อยมานำทาง” นักพรตคนหนึ่งในนี้ตะโกนเสียงดัง

พวกลู่เซิ่ง พวกหวงซือเฉิง และพวกหลี่ซิ่วอิงมารวมตัวกัน แล้วเดินตามนักพรตนำทางผู้นี้ไปยังทางตะวันตกของตำหนักจิตหยก

พื้นที่ด้านตะวันตกเป็นสวนดอกไม้ที่อุมดมสมบูรณ์ ด้านหลังสวนดอกไม้เป็นลานกว้างสีเทาที่มีรูปปั้นหินรูปเต่ายักษ์วางอยู่ตัวหนึ่ง

บนลานกว้างมีนักพรตจัดโต๊ะเก้าอี้ให้ทุกสำนัก ให้ความรู้สึกเหมือนงานชุมนุมกลางแจ้ง

ข้างๆ ลู่เซิ่งเป็นเยวี่ยเซิ่งหย่า นางกล่าวเตือนเบาๆ ”สหายลู่ ศิษย์พี่ใหญ่ให้ข้าแจ้งท่านว่า โปรดท้าสู้ไป๋ชิงถางรองผู้นำของเขามยุเรศ พลังของท่านสมควรมีปัญหาไม่มาก”

“ไป๋ชิงถาง?” ลู่เซิ่งกำลังจะพยักหน้า อยู่ๆ ลมแรงหอบหนึ่งก็พัดมา

ลมนี้แปลกประหลาด ไม่ได้อ่อนโยนเหมือนแรงลมทั่วไป แต่ว่ากรีดเฉือนบนผิวซ้ำไปซ้ำมาเหมือนกับมีด

ลู่เซิ่งเงยหน้ามองสตรีผมขาวนางหนึ่งที่ยืนอยู่อีกด้านของลานกว้างซึ่งเป็นต้นลม

สตรีผมขาวผู้นี้รูปร่างเป็นสตรีแต่หน้าตาเป็นบุรุษ ขนนกสีขาวขนาดใหญ่เจ็ดเส้นลอยอยู่ด้านหลังของนาง ตอนนี้ขนนกเส้นหนึ่งในนี้กำลังยิงแสงสีขาว เห็นได้ชัดว่าลมนี้เป็นนางสร้างขึ้น

‘ระดับนี้…เหนือจินตนาการไปหน่อย…’ ลู่เซิ่งหยีตา แตกต่างกับคนอื่น เขามองแวบเดียวก็คำนวณระดับคร่าวๆ ของสตรีนางนี้ออก

“ซูเซียน อะไรกัน เพิ่งเลื่อนระดับก็คิดท้าสู้พวกเราทุกคนแล้วหรือ?!” บุรุษผอมสูงแขวนมีดบินพวงหนึ่งไว้ที่เอว ลุกขึ้นกล่าวอย่างเย็นชา

“พวกเจ้ามาพร้อมกันก็ได้ ข้าจะได้ประหยัดเวลา” สตรีผมขาวกล่าวอย่างราบเรียบ

“โอหัง!”

“เขามยุเรศจะเป็นศัตรูกับสำนักระดับสามขั้นล่างทั้งหมดหรือ”

“ศิษย์พี่ซูบ้าคลั่งเกินไปแล้วหรือไม่”

ผู้นำจากสำนักต่างๆ สีหน้าเปลี่ยนแปลง พากันลุกขึ้นอย่างอดไม่ได้

รอบๆ เป็นยอดฝีมือระดับสุดยอดที่เดินออกมาจากห้าเขตย่อย คนหลายสิบคนรวมตัวกัน สภาวะค่อนข้างยิ่งใหญ่

……………………………………….
บทที่ 239

ทุกคนล้วนเพิ่งมาถึงที่นี่

รอบๆ เป็นลานพื้นหินกว้างขวาง รูปปั้นเต่ายักษ์ยาวสิบกว่าหมี่ สูงหลายหมี่วางอยู่มุมหนึ่ง สภาวะไม่ธรรมดา

บนกระดองเต่ามีคำว่าราบรื่นตัวใหญ่ติดอยู่

ซูเซียนยืนอยู่ข้างขาของเต่ายักษ์ตัวนี้ คนคนเดียวเผชิญหน้ากับสำนักมากมาย

ถึงทั้งหมดจะเป็นสำนักระดับสามขั้นล่าง ทว่าอย่างน้อยผู้นำก็อยู่ในระดับจตุลักษณ์ ยิ่งไปกว่านั้นคนและผู้นำที่อยู่ที่นี่ยังเป็นยอดฝีมือที่มาจากหลายเขต

ลานกว้างมีประตูเข้าออกห้าแห่ง ทุกประตูเท่ากับศิษย์สำนักที่เข้ามาจากทั้งห้าเขตย่อยพอดี

ทางด้านพวกลู่เซิ่ง หวงซือเฉิงเดินอยู่ด้านหน้า ถัดไปเป็นหลี่ซิ่วอิง ลู่เซิ่ง จากนั้นจึงเป็นศิษย์สำนักคนอื่นๆ ที่ติดตามมา

ประตูเข้าออกอีกสี่แห่งมีคนอีกสี่กลุ่ม แม้แต่กลุ่มของเขามยุเรศก็ยังไม่ยืนรวมอยู่กับซูเซียน

“นี่เป็นสถานการณ์อะไร” หวงซือเฉิงขมวดคิ้วขณะมองสถานการณ์ตรงหน้า

คนวัยกลางคนผู้หนึ่งในกลุ่มนักพรตนำทางตอบกลับอย่างระมัดระวัง

“ทุกคนที่มาถึงก่อนหน้าเกิดความขัดแย้งส่วนหนึ่งเพราะการโต้เถียงบางอย่าง ใต้เท้าซูเซียนจากเขามยุเรศเพิ่งเลื่อนระดับ แต่ไม่ทราบว่าถูกสำนักตัวเองทิ้งให้โดดเดี่ยวเพราะอะไร จากนั้นก็กลายเป็นการลงมือภายใน การลงมือนี้ส่งผลต่อสำนักอื่นๆ…”

หวงซือเฉิงได้ยินในใจก็ลอบยินดี เขาสอดส่ายสายตา ไม่นานก็หาเงาร่างของเสิ่นโยวโยวในกลุ่มคนเจอ

ครั้งก่อนสตรีนางนี้เล่นงานเขาที่เพิ่งออกจากเขตย่อยกลับไป ครั้งนี้ถ้ามีโอกาสจะต้องแก้แค้นสักหนึ่งกระบี่

ระหว่างคุยกันอยู่ ทางนั้นก็เกิดปัญหาอีก

ผู้บำเพ็ญผมยุ่งมอมแมมคนหนึ่งเดินออกมาช้าๆ

“ที่แท้ซูเซียนเจ้าก็เลื่อนระดับเหมือนกัน พอดีเลยๆ พวกเรามาประมือกันสักครั้ง ดูว่าวิชาลับมยุเรศของเจ้าแข็งแกร่งหรือว่าวิชาลับบังตะวันของข้าร้ายกาจกว่า”

“หยวนปาหรือ” ลมกรรโชกบนร่างซูเซียนชะงักแล้วหยุดลงอย่างรวดเร็ว สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย แสดงว่าอีกฝ่ายมอบแรงกดดันไม่น้อยให้นาง

“ลงมือเถอะ อย่าเอาแต่พิรี้พิไร!” หยวนปาพลิกมือชักลูกตุ้มทองแดงออกมาจากด้านหลัง แล้วพุ่งเข้าหาซูเซียน

“ลม!”

ขนนกด้านหลังซูเซียนพลันสว่างขึ้นสามเส้น ลมรุนแรงกลายเป็นพายุสีขาวเทา พัดใส่หยวนปา

โครม!

พายุถูกหยวนป่าทุบสลายไป สภาวะการพุ่งเข้ามาของเขาก็ถูกหยุดไว้เช่นกัน ซูเซียนฉวยโอกาสรักษาระยะห่าง

ทั้งสองคนทางด้านนี้ไม่พูดพล่ามทำเพลงก็สู้กัน คนของสำนักอื่นๆ ชมดูอย่างออกรส

ทว่าไม่นานก็มีคนของสำนักบัวสวรรค์ออกหน้ามาไกล่เกลี่ย ทั้งสองค่อยจำใจหยุดลง

สำนักบัวสวรรค์ส่งนักพรตมาคนหนึ่ง ยืนอยู่ตรงกลางลานกว้าง แนะนำกฎด้วยเสียงกระจ่าง

“กฎในครั้งนี้เป็นแบบเดิม” นักพรตพูดด้วยเสียงอันดัง “การคำนวณชัยชนะมีผู้เชี่ยวชาญทำการคำนวณ ทุกท่านเลือกว่าจะแยกตัวอยู่ตามลำพังหรืออยู่ด้วยกันก็ได้ จะสู้เป็นกลุ่มหรือสู้เดี่ยวก็ได้ คำนวณผลแพ้ชนะตามสำนัก นอกจากสำนักจะยอมแพ้เอง หรือสมาชิกทั้งหมดพ่ายแพ้ ไม่เช่นนั้นยังไม่นับว่าแพ้ ทุกๆ สำนักมีคนเข้าร่วมได้มากสุดสามคน

การเปลี่ยนกฎทำให้คนของสำนักจำนวนมากปั่นป่วน คนส่วนหนึ่งเริ่มจ้องมองสำนักคู่อริที่มีความแค้นอย่างประสงค์ร้าย คนบางส่วนก็ไม่สนใจเพราะมีพลังฝึกปรือสูงล้ำ หากมองคู่ต่อสู้ระดับเดียวกันที่ตนให้ความสำคัญมาโดยตลอด

ลู่เซิ่งและเหอเซียงจื่ออยู่กับพวกหลี่ซิ่วอิง ลู่เซิ่งปกป้องหลี่ซิ่วอิงขณะไปท้าสู้ในฐานะผู้คุ้มกัน

สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ หลี่ซิ่วอิงเอาชนะได้ติดต่อกัน ชนะไปแล้วสองครั้ง อีกฝ่ายก็เหมือนไม่อยากสู้ต่ออีก พอเจอนางลองหยั่งเชิงดูสักหน่อย ก็ขอยอมแพ้

ทางหลี่ซิ่วอิงก็ไม่มีสีหน้าประหลาดใจแม้แต่น้อย ทำท่าเหมือนอยู่ในความคาดหมาย

“ไม่ต้องประหลาดใจ” เยวี่ยเซิ่งหย่ากล่าวด้วยรอยยิ้มอยู่ข้างๆ ลู่เซิ่ง “นี่เป็นศึกนอกสนามที่ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเราเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง ก่อนที่จะสู้กัน ศิษย์พี่ใหญ่ได้ตกลงกับคู่ต่อสู้ไม่น้อยไว้แล้ว”

ลู่เซิ่งใคร่ครวญดู ไม่ใช่ว่าเหมือนตัวเองหรอกหรือ ผลแพ้ชนะไม่แน่จะต้องใช้พลังยุทธ์

แต่ละสำนักเริ่มท้าสู้คู่ต่อสู้ หลังจากหลี่ซิ่วอิงชนะทุกครั้ง ลู่เซิ่งก็พาเหอเซียงจื่อเดินไปนั่งชมการต่อสู้อย่างสงบอยู่ด้านข้าง

เขาไม่ไปท้าสู้คนอื่น สำนักอื่นๆ ต่อให้อยู่ว่างก็ไม่มากวนเขา การสงวนพลังภายในเผื่อว่าถูกท้าสู้เป็นสิ่งที่ควรกระทำ

ผู้นำของแต่ละสำนักจับคู่กันต่อสู้ คนที่ไม่ได้ทำอะไรทั้งหมดถอยออกไป เหลือแต่สามคนที่แข็งแกร่งที่สุดของแต่ละสำนัก

ตอนนี้ซูเซียนกับหยวนปาสู้กันอีกครั้ง อาณาเขตรอบๆ ตัวทั้งสองเกิดหลุมบ่อมากมาย

ลมคลั่งกับลูกตุ้มทองแดงส่งเสียงหวีดหวิวขณะปะทะกัน มองแต่ไกลรู้สึกได้ถึงสภาวะยิ่งใหญ่ คนที่อยู่รอบๆ ทั้งหมดไม่กล้าเข้าใกล้

“พวกเราต้องทำศึกชุลมุนแบบนี้หรือ” เหอเซียงจื่อถามอย่างซึมเซา เป็นเพราะไม่เคยผ่านเขตย่อยมาก่อน ดังนั้นนางจึงสับสน ขณะมองภาพที่วุ่นวายก็ไม่รู้จะทำอะไรดี

ลู่เซิ่งหยิบน้ำบ๊วยขวดหนึ่งที่ได้รับแจกจ่ายจากในถุงสะพายหลังของนาง แล้วเปิดดื่ม

“มีคนของสำนักบัวสวรรค์บันทึก ท้าสู้กับคู่ต่อสู้ที่เราต้องการก็พอ เดิมทีกฎก็ตั้งได้หยาบอยู่แล้ว พอสู้กันก็เลยกลายเป็นศึกชุลมุนไป” เขาตอบ

พวกเขาอยู่ที่ขอบลานกว้าง หาสถานที่ที่ร่มเย็นนั่งลงพักผ่อน ทางหนึ่งดื่มน้ำบ๊วย ทางหนึ่งชมดูการต่อสู้ในลานอยากสนุกสนาน

กล่าวไปก็ประหลาด คนที่อยู่รอบๆ ทั้งที่ไม่ว่าใครก็มีพลังไม่ธรรมดาทั้งนั้น ยามสู้กันสมควรเหมือนสายฟ้าอัสนีบาตพื้นดินลุกไหม้ สภาวะยิ่งใหญ่ พลังทำลายล้างน่าสะพรึงกลัวถึงจะถูก กระนั้นทุกคนตรงหน้าพอลงมือ สภาวะกลับอ่อนแอกว่ายามปกติมาก

เต่ายักษ์ที่อยู่บนลานกว้างกำลังปล่อยคลื่นไร้รูปร่างที่บิดเบี้ยวสายหนึ่งออกมาสะกดอานุภาพวิชาลับของทุกคน

ต่อให้เป็นวิชาลับที่มีพลานุภาพรุนแรงสุดขีด พลังโดนพื้นจนอิฐแตกละเอียด ก็ยังด้อยกว่าพลังทำลายล้างที่เกิดขึ้นที่อื่นในยามปกติ

ลู่เซิ่งมองรูปปั้นเต่ายักษ์ตัวนั้นเหมือนนึกอะไรอยู่

ทั้งสองคนนั่งกันอยู่นาน ในที่สุดก็มีคนมาท้าสู้กับพวกเขา

“สำนักเมฆามหาหยินหยาง จ้าวเฉิง ตั้งใจมาท้าสู้ทั้งสองท่านจากสำนักมารกำเนิด” ผู้มาเป็นเด็กหนุ่มที่ยังดูไร้เดียงสาคนหนึ่ง เพิ่งอายุสิบห้าสิบหกขวบ หน้าตาดูมีไหวพริบ กลิ่นอายบนร่างค่อนข้างอ่อนแอ แสดงว่าคิดจะเอาชัยจากพวกลู่เซิ่ง

หรือกล่าวได้ว่าเหมือนกับสำนักเบื้องหลังส่งเขามาหยั่งเชิงดู

เหอเซียงจื่อได้ยินก็ลุกขึ้นทันที

“ที่แท้เป็นจ้าวเฉิงราชาทวารน้อย เสียมารยาทแล้ว ข้าเหอเซียงจื่อ ขอรับคำชี้…”

นางยังไม่ทันพูดจบก็ถูกลู่เซิ่งกดให้นั่งลงอีกครั้ง

“พวกเรายอมแพ้” ลู่เซิ่งพูดกับจ้าวเฉิงอย่างจริงจัง

“หา?” จ้าวเฉิงกำลังจะชักดาบลงมือ กลับนึกไม่ถึงว่าลู่เซิ่งพออ้าปากกลับพูดคำนี้ พลันอึ้งงัน

อีกฝ่ายกล่าวคำว่ายอมแพ้อย่างง่ายดาย นี่ไม่เหมือนมาเข้าร่วมงานประลอง สำนักอื่นๆ ใช้ทุกความสามารถที่มีเพื่อให้สำนักตัวเองไต่ไปถึงอันดับที่สูงกว่าเดิมทั้งนั้น ทว่าลู่เซิ่งกลับตรงกันข้าม

“นี่…ก็ได้…” เขาถอยออกมาด้วยความจนปัญญา อีกฝ่ายยอมแพ้แล้วยังอยู่ทำอะไร

หากขอยอมแพ้ถึงห้าครั้ง ก็จะเสียสิทธิ์ท้าสู้โดยอัตโนมัติ เป้าหมายที่เขาต้องการชัยชนะก็บรรลุแล้วเช่นกัน

“ศิษย์น้องลู่…นี่…” เหอเซียงจื่อไม่เข้าใจโดยสิ้นเชิงว่าลู่เซิ่งคิดอะไร จึงทำหน้างุนงง

ลู่เซิ่งถอนใจ รู้ว่าเหอเซียงไม่ทราบสภาพในปัจจุบันของสำนักมารกำเนิด

ปัญหาที่สำนักมารกำเนิดเผชิญในตอนนี้ไม่ใช่อันดับ ซึ่งความจริงสำนักมารกำเนิดที่เข้าสู่ช่วงที่สอง มีจำนวนชัยชนะเหนือกว่าอดีต ไม่ใช่สำนักในระดับชั้นต่ำสุดอีกต่อไปแล้ว รักษาอันดับที่หกสิบได้อย่างสบายๆ

เป็นเพราะหลังจากมาถึงที่นี่ พวกหวงซือเฉิงที่ออกมาด้วยกันก็ชนะแค่ไม่กี่ครั้ง กำลังหลักถูกผู้นำและรองผู้นำของสำนักอื่นๆ เล่นงานทันที นี่ทำให้อันดับของพวกเขาไม่แตกต่างจากในช่วงแรกเท่าไหร่นัก

ดังนั้นสู้หรือไม่สู้ก็ไม่มีความแตกต่าง

ผู้ที่ลู่เซิ่งเป็นห่วงจริงๆ คือเทพสัญจรที่ลอบลงมือก่อนหน้านี้ หลังสูญเสียยอดฝีมือระดับอสรพิษสามคนที่สำนักมารกำเนิด อีกฝ่ายไม่มีทางปล่อยไปง่ายๆ

ส่วนการจัดอันดับ ขอแค่รักษาการสืบทอดเอาไว้ได้ งานชุมนุมในภายหลังค่อยแก้ตัวก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อน

“ศิษย์พี่ พวกเราขอแค่เจอไป๋ชิงถาง ลงมือถ่วงเวลานางไว้ ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับหลี่ซิ่วอิงก็พอ”

ลู่เซิ่งมองคนของหุบเขาน้ำแข็ง

หลี่ซิ่วอิงกับเยวี่ยเซิ่งหย่าต่างเจอคู่ต่อสู้ที่แท้จริงของตัวเอง ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ตกลงกันไว้แล้วด้านนอกสนาม แต่เป็นยอดฝีมือสำนักที่ลงมือกับพวกนางจริงๆ

ทั้งสองคนต่อสู้อย่างยากลำบาก ดูท่าทางความพ่ายแพ้จะเป็นเรื่องไม่ช้าก็เร็ว

ลู่เซิ่งมองข้ามพวกนางไปทางฝั่งเขามยุเรศ

เครื่องแบบของเขามยุเรศมีความเฉพาะตัว ประกอบด้วยศิษย์สตรีมากมาย ต่างสวมอาภรณ์สีม่วง ด้านหลังมีลวดลายเหมือนปีกนกยูง

ลักษณะพิเศษของไป๋ชิงถางเด่นชัดยิ่ง นางเป็นสตรีที่งดงามที่สุดในเขามยุเรศ และเป็นสตรีที่แข็งแกร่งที่สุดนอกจากซูเซียนซึ่งเป็นศิษย์พี่ใหญ่

ลู่เซิ่งมองนางแต่ไกล ครั้นยืนยันสถานะได้ ก็ลุกขึ้นยืน

“ศิษย์พี่ท่านรออยู่ที่นี่ อย่าเพ่นพ่าน ถ้ามีคนมาท้าสู้ ก็ให้ยอมแพ้ซะ ลงมือไปก็ไม่มีความหมายใดๆ คนที่มานี่ได้ทั้งหมดแข็งแกร่งกว่าท่านทั้งนั้น คนที่อ่อนแอกว่าท่านก็มีมากเช่นกัน”

เหอเซียงจื่อจนปัญญาเล็กน้อย แต่เข้าใจว่าลู่เซิ่งพูดถูก จึงได้แต่พยักหน้า

“ก็ได้ อย่างนั้นศิษย์น้องเจ้าจะไปไหน”

“ข้าหรือ ไปจะทดลองดูว่าจะทำตามข้อแลกเปลี่ยนของหลี่ซิ่วอิงได้หรือไม่” ลู่เซิ่งเหยียดเนื้อเหยียดตัว พร้อมเดินไปยังทิศทางของเขามยุเรศ

“เอ๋? รอเดี่ยว ข้าไปด้วย!” เหอเซียงจื่อลุกตามไปอย่างรีบร้อน


ตอนนี้ด้านนอกลานกว้าง ในหอของตำหนักจิตหยกมากมายที่โอบล้อมสนาม ศิษย์สำนักระดับสามขั้นล่างที่มาชมการต่อสู้ ยืนอยู่ด้านในหอชั้นสูงๆ จนเต็ม

คนที่อยู่ที่นี่ทั้งหมดเป็นสำนักที่พ่ายแพ้จากศึกช่วงชิงในเขตย่อย

ข้างหน้าต่างบานหนึ่งในหอแห่งนี้

“รีบดูทางนั้น!” เฉินอวิ๋นเซียงพลันอุทาน จ่านข่งหนิงกับจ่านหงเซิงที่อยู่ด้านข้างถูกนางเรียก มองตามนิ้วของนางไป

“นั่นมัน…ศิษย์น้องลู่เซิ่งจากสำนักมารกำเนิดไม่ใช่หรือ” จ่านข่งหนิงกล่าวอย่างประหลาดใจ

“ลู่เซิ่งที่นึกว่าตัวเองสุดยอดจนจมูกชี้ฟ้านั่นหรือ” จ่านหงเซิงงุนงงเช่นกัน “เขาออกจากเขตย่อยเข้าสู่ช่วงที่สองได้หรือ”

นางรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง แม้แต่นางกับพี่ชายยังถูกคัดทิ้ง

พวกเขาอยู่ในเขตย่อยเดียวกับหยวนปา หยวนปาเป็นยอดฝีมือขั้นสุดยอดระดับเดียวกับซูเซียน โดยเฉพาะไม่กี่วันมานี้เพิ่งเลื่อนสู่ระดับสัตตะลักษณ์

ไม่ใช่คนที่ยอดฝีมือระดับฉลักษณ์อย่างจ่านข่งหนิงจะสู้ได้อีกแล้ว

ในระดับพันธนาการ ระหว่างระดับฉลักษณ์กับระดับสัตตะลักษณ์มีความแตกต่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นพิษในพลังของเยื่อดำ หรือว่าการเพิ่มขึ้นทางปัจจัยโดยรวมเช่นความเร็วและพละกำลังก็มีข้อแตกต่างทางคุณสมบัติเช่นกัน

“หรือว่าดูผิดไป” จ่านหงเซิงไม่ยินยอมอยู่บ้าง

จ่านข่งหนิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มฝาดเฝื่อน “ดูไม่ผิด เป็นสหายลู่จริงๆ” เขาก็ไม่กล้าเชื่อเช่นกัน “บางที…บางทีสำนักในเขตย่อยที่สำนักมารกำเนิดอยู่คงค่อนข้างอ่อนแอกระมัง…”

“ใช่แล้ว ข้ารู้ว่าหุบเขาน้ำแข็งที่ขึ้นชื่อเรื่องความอ่อนแออยู่เขตเดียวกับพวกเขา” เฉินอวิ๋นเซียงพยักหน้าบอก

นางอยู่เขตเดียวกับซูเซียน ถูกสตรีนางนั้นคัดออกทั้งหมดทันที ไม่มีโชคแม้แต่น้อย

“อาจเป็นเพราะเขตย่อยที่เหลือถูกคนที่แข็งแกร่งที่สุดเล่นงาน พวกเขาเลยหลบรอด แล้วหาช่องโหว่เจอพอดีกระมัง” จ่านหงเซิงกล่าวอย่างอึดอัด

“อาจจะ…เริ่มแล้ว สหายลู่จะลงมือแล้ว เขาดูเหมือนจะไปยังเขามยุเรศ” จ่านข่งหนิงกล่าวเสียงแผ่วต่ำ

……………………………………….
บทที่ 240

เขามยุเรศหรือ เป็นสำนักที่ซูเซียนซึ่งเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่

ทั้งสามคาดเดาไปต่างๆ นาๆ ไม่รู้ว่าลู่เซิ่งจะไปทำอะไร

“สหายจ่าน หงเซิง” ฟางถานเดินขึ้นบันไดด้านล่างหอขึ้นมาด้วยฝีเท้าเร่งรีบ “ทางนั้นเพิ่งเสร็จสิ้น จึงมาดูว่าสหายจ่านเป็นอย่างไร”

จ่านข่งหนิงเผยสีหน้าละอายใจ “สหายฟาง…ครั้งนี้ไม่ได้สิทธิ์เข้าร่วม…น่าละอายนัก”

ฟางถานเลิกคิ้ว ไม่นำพาแม้แต่น้อย

“หยวนปากระมัง คนผู้นี้มีพลังหลายส่วน ไม่กี่วันมานี้เพิ่งเลื่อนถึงระดับสัตตะลักษณ์ สหายจ่านสมควรแพ้ให้เขากระมัง”

“ถูกต้อง” จ่านข่างหนิงพยักหน้า

“พี่ใหญ่ฟางมาพอดีเลย ท่านดู คนแซ่ลู่จากสำนักมารกำเนิดจะท้าสู้ไป๋ชิงถางจากเขามยุเรศ ท่านว่าลู่เซิ่งจะต้านได้กี่กระบวนท่า” จ่านหงเซิงเห็นเรื่องราวที่เกิดบนสนาม พลันกล่าวเสียงดัง

“อ้อ? ลู่เซิ่งหรือ” ฟางถานงุนงงเล็กน้อย นึกถึงคนที่สร้างความไม่พอใจให้จ่านหงเซิง เขาก็มองตามทุกคนไปด้านนอก

“ไป๋ชิงถาง…ศิษย์น้องของซูเซียน ไม่รู้มีความสามารถขนาดไหน แต่ในฐานะรองผู้นำของเขามยุเรศ สมควรมีพลังพอใช้ ส่วนลู่เซิ่งผู้นี้…” เขาพิจารณาคนบานลานกว้างอย่างละเอียด ดวงตาเปล่งประกายสีฟ้าเล็กน้อย

“ความสามารถพอใช้ได้ แต่เผชิญหน้ากับไป๋ชิงถาง สมควรไม่เกินสามสิบกระบวนท่า” เขากล่าวอย่างราบเรียบ

“อีกอย่าง คนผู้นี้ไม่รู้จักรุกถอย หาเรื่องเขามยุเรศ สำนักมารกำเนิดคงจบสิ้นแค่ช่วงนี้แล้ว”


“ข้าลู่เซิ่งผู้นำจากสำนักมารกำเนิด ขอท้าสู่ไป๋ชิงถางแห่งเขามยุเรศ” ลู่เซิ่งเดินมาถึงด้านหน้าคนจากเขามยุเรศ แล้วกล่าวเสียงกังวาน

ไป๋ชิงถางที่กำลังคุยกับศิษย์น้องอยู่ด้านข้าง สวมอาภรณ์สีขาว แขวนดาบโค้งคู่หนึ่งไว้ที่เอว ด้ามดาบเป็นสีขาวเหมือนกัน ฝังอัญมณีสีแดง ปล่อยผมยาวนุ่มสลวยที่มีสีดำประดุจหมึกไว้ด้านข้าง ร่างกายที่สูงชะลูดของนางพิงบนเก้าอี้หวายอย่างเกียจคร้าน ขับเน้นส่วนโค้งส่วนเว้าชวนลุ่มหลง

“สำนักมารกำเนิด ท้าสู้ข้าหรือ” พอได้ยินเสียงของลู่เซิ่ง ไป๋ชิงถางก็งงงันอยู่บ้าง ถึงแม้ตามหลักทฤษฎีแล้ว ผู้ถูกท้าห้ามปฏิเสธ ทว่านางลงมือเด็ดขาด เล่นงานอีกฝ่าย ให้สำนักของอีกฝ่ายสูญเสียกำลังรบหลักได้

ดังนั้นนอกจากซูเซียนกับหยวนปาที่มีพลังระดับสุดยอดแล้ว คนที่เหลือแทบจะไม่เกิดกรณีท้าสู้คนเดียวอีก

ไม่ใช่ไม่ได้ แต่ว่าไม่กล้า ต่อให้ชนะแล้วอย่างไร ตอนออกไปถูกศิษย์พี่ศิษย์น้องของอีกฝ่ายมาท้าสู้กลุ้มรุม สุดท้ายไม่ว่าชนะหรือแพ้ก็ไม่มีจุดจบที่ดี

ไป๋ชิงถางลุกขึ้นจากเก้าอี้หวายอยางเกียจคร้าน ขายาวกลมกลึงและเล็กเรียว ผิวของขาส่วนที่เปิดเปลือยเหมือนกับงาช้างชั้นยอด เปล่งปลั่งแวววาวราวกับหยก

“ท้าสู้กับข้าใช่หรือไม่ คิดดีแล้วหรือ ศิษย์น้องลู่จากสำนักมารกำเนิด” นางพอลุกขึ้น ก็ห้ามปรามศิษย์น้องที่คิดเข้าชิงลงมือก่อนเอาไว้

“จะลองดู” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างจริงจัง ตอนนี้เขาใช้เยื่อดำระดับฉลักษณ์ อีกฝ่ายก็อยู่ในระดับฉลักษณ์เช่นกัน แต่ว่าเป็นระดับฉลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ ถือเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดที่เหี้ยมหาญสุกงอมถึงขีดสุดในทุกๆ ด้าน

ใช้เพียงวิชาลับของสำนักมารกำเนิด เขาไม่มั่นใจว่าจะชนะอีกฝ่ายได้จริงๆ มาถึงระดับนี้แล้ว พละกำลังกับความเร็วของสภาพหยินโชติช่วงไม่อาจตัดสินแพ้ชนะอย่างเด็ดขาดได้ ดังนั้นเขาจึงได้แค่บอกว่าจะลองดู

ส่วนเหอเซียงจื่อที่ตามมาด้านหลังของเขาอึ้งงันไปแล้ว นางนึกไม่ถึงว่าลู่เซิ่งจะมาขอท้าไป๋ชิงถางอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้

“สำนักมารกำเนิด ได้ยินว่าเป็นสำนักระดับท้ายที่ใกล้จะหลุดจากร้อยเส้นสาย ลู่เซิ่งผู้นี้ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน คงจะเป็นศิษย์ที่ซ่อนตัวมาโดยตลอด” ศิษย์น้องที่อยู่ด้านข้างไป๋ชิงถางแนะนำอีกฝ่ายให้นางรู้จักเบาๆ

“อย่างนั้นก็มาเถอะ” ไป๋ชิงถางเอ่ยอย่างไม่นำพา “กำลังว่างอยู่พอดี” นางบิดขี้เกียจ เดินออกจากกลุ่มเขามยุเรศ แล้วไปหยุดยืนอยู่ตรงข้ามลู่เซิ่ง

รอบๆ ทั้งสองกลายเป็นที่ว่างอย่างรวดเร็ว

“โปรดชี้แนะ” ไป๋ชิงถางชักดาบคู่ออกมา ประกายดาบเหมือนกับดอกไม้ เปล่งแสงขึ้นด้านข้างหลายอึดใจ เร็วจนทำให้คนเห็นแค่เงาที่หลงเหลือ

ลู่เซิ่งไม่พูดพร่ำทำเพลง เยื่อดำครอบคลุมทั่วร่าง สะกิดเท้าพุ่งทะยานออกไป

ฟู่ว

ไอสีดำจำนวนมากกระจายออกไปรอบข้างของเขาเหมือนกับหนวด แล้วพุ่งเข้าหาไป๋ชิงถางจากทั่วสี่ทิศแปดทาง พริบตานั้นมีปราณมารหลายสิบกลุ่มพุ่งเข้าหาไป๋ชิงถาง

ตูมๆๆๆ!

ปราณมารมากมายถูกดาบคู่สะกิดใส่แล้วระเบิดอย่างง่ายดาย เข้าใกล้ไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็นซ้ายขวาหน้าหลังบนล่าง ปราณมารทั้งหมดก็เข้าใกล้ไป๋ชิงถางในรัศมีครึ่งหมี่ไม่ได้ นางก้าวไปด้านหน้าด้วยสีหน้าผ่อนคลาย ทั้งยังมีเวลาว่างมองการต่อสู้ระหว่างซูเซียนกับหยวนปาที่อยู่ไกลออกไป

ฟู่ว!

ทันใดนั้น ใบหน้าไป๋ชิงถางแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ตั้งสมาธิในพริบตา กระโดดไปทางซ้ายเบาๆ

ตูม!

ที่ที่นางยืนอยู่ในตอนแรกระเบิดเป็นหลุมใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางหลายหมี่ เศษหินมากมายกระเด็นออกไปใส่คนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ เหมือนกับกระสุน

เนื่องจากป้องกันไม่ทัน ศิษย์จากเขามยุเรศจำนวนไม่น้อยได้รับบาดเจ็บ

‘พละกำลังแข็งแกร่งมาก ทั้งยังว่องไวอีกต่างหาก’ ไป๋ชิงถางหลบหลีกการลงมืออย่างคลุ้มคลั่งของลู่เซิ่งด้วยความเร็วสูง

การเคลื่อนไหวของคนทั้งสองใช้ความเร็วสู้ความเร็ว แม้แต่ศิษย์เขามยุเรศธรรมดาก็มองตามไม่ทัน ทว่าพวกเขามีความรู้สึกไวมากต่อกระแสอากาศ ส่วนใหญ่เป็นสายเลือดรูปแบบกระแสอากาศ จึงสัมผัสการต่อสู้ของคนทั้งสองได้จากการเปลี่ยนแปลงของอากาศ

สองแขนของลู่เซิ่งเหมือนดาบ ฟันตัดเฉือน กระแทกทุบตบ ใช้กระบวนท่ามากมายไม่ขาดสาย ยังเร็วกว่าห่าฝนพายุคลั่งเสียอีก

ไป๋ชิงถางก็รวดเร็วว่องไวเช่นกัน หลบกระบวนท่าทั้งหมดของลู่เซิ่งด้วยความเร็วสูง ดาบคู่ข้างกายนางเหมือนกับมีชีวิต ทิ่มแทงปราณมารที่โอบล้อมเข้ามาจนระเบิดเอง

ป้องกันแน่นหนาชนิดไม่ปล่อยให้น้ำหยดซึม

“พละกำลังแข็งแกร่งมาก แต่ถ้าไม่โดนก็ไม่มีประโยชน์” ขณะเคลื่อนไหวเร็วถึงขีดสุด ไป๋ชิงถางยกห้านิ้วขึ้นมากลางหว่างคิ้ว ดีดออก แสงสีฟ้าจุดหนึ่งกะพริบแล้วหายไป

ฟู่ว…

กระแสอากาศขนาดใหญ่จำนวนมากระเบิดออกมาระหว่างห้านิ้ว กระแสอากาศสีขาวเหมือนกับหมอกควัน ห่อหุ้มวนเวียนรอบฝ่ามือของนาง

“วิชาลับ หมอกกำเนิด”

ผัวะ!

ลู่เซิ่งใช้แข็งชนแข็ง ปะทะฝ่ามือกับไป๋ชิงถาง

ควันสีขาวกับปราณมารพันเกี่ยวกัน ไม่นานปราณมารก็ถูกควันขาวขับสลายไปเป็นจำนวนมาก ในระดับเดียวกัน ปราณมารของสำนักมารกำเนิดสู้วิชาลับของสำนักอื่นไม่ได้จริงๆ

ปราณมารแบบนี้สุดท้ายก็เป็นสิ่งที่หยิบยืมมาจากภายนอก ไม่ได้อาศัยสายเลือดของตัวเองสร้างเป็นรูปเป็นร่างเหมือนอย่างควันขาว

ในด้านการควบคุม ปราณมารที่ยืมมาคล่องแคล่วเกาะกลุ่มสู้ควันขาวไม่ได้

ลู่เซิ่งใช้เยื่อดำกับปราณมารระดับฉลักษณ์เช่นกัน ทว่าปราณมารพอกระจาย ก็ถูกควันขาวสะกดไว้จนหมดสิ้น

ทั้งสองพันตูกันสักพัก ควันขาวรอบตัวลู่เซิ่งยิ่งมายิ่งมาก ควันขาวเหล่านี้มีอุณหภูมิต่ำสุดขีด ในนี้ยังแฝงกลิ่นหอมพิเศษบางอย่าง กลิ่นหอมมีผลสร้างภาพหลอน

โครม!

ลู่เซิ่งถูกฝ่ามือประทับใส่ทรวงอก โซเซถอยหลังไปหลายก้าว

“ท่านมีพลังแข็งแกร่ง ผู้แซ่ลู่ขอยอมแพ้” เขาประสานมือกล่าว ถ่วงเวลานานขนาดนี้ สมควรทำตามคำขอของหลี่ซิ่วอิงสำเร็จแล้วกระมัง

หลี่ซิ่วอิงไม่ได้บอกว่าต้องชนะ นี่ไม่มีใครรับประกันได้ เขาเพียงถ่วงเวลาไป๋ชิงถางไว้สักพัก ก็นับว่าทำตามสัญญาสำเร็จแล้ว

“ศิษย์น้องลู่มีพลังกล้าแข็ง ชิงถางเพียงชนะเพราะโชคช่วย” ไป๋ชิงถางลอบมองทรวงอกลู่เซิ่งอย่างกริ่งเกรง ตรงนั้นนอกจากเสื้อผ้าถูกกระแทกขาดแล้ว บนผิวหนังไม่มีร่องรอยแม้แต่น้อย

คนผู้นี้…หนังหนายิ่ง…

ทว่าเป้าหมายถ่วงเวลานางของลู่เซิ่งสำเร็จแล้ว

ตอนนี้การต่อสู้ของหยวนปากับเซียนซูที่อยู่ไม่ไกลแบ่งผลแพ้ชนะแล้ว ซูเซียนหน้าซีดเซียว แพ้ไปหนึ่งกระบวนท่า ขณะลู่เซิ่งถ่วงเวลาไป๋ชิงถาง หยวนปาก็ถอยกลับไปในสภาพสมบูรณ์

พริบตาที่ทราบต้นสายปลายเหตุ ไป๋ชิงถางก็แค่นเสียง กวาดตามองลู่เซิ่ง

“ที่แท้วางแผนแบบนี้ไว้”

“มีคนไหว้วานข้าไว้” ลู่เซิ่งว่า “ไปเถอะศิษย์พี่เหอเซียง” เขาหมุนตัวเดินไปยังตำแหน่งเดิมของสำนักมารกำเนิด

“อะ…อ้อ…” เหอเซียงจื่อใบหน้าสับสน ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

การต่อสู้ช่วงที่สองเป็นศึกชุลมุน เพียงแต่ว่าทุกคนรักษาหลักการผู้นำสู้กับผู้นำโดยสัญชาติญาณ

พอมาถึงระดับชั้นนี้ พลังของผู้นำก็แข็งแกร่งกว่าศิษย์คนอื่นๆ เกินไป ความจริงในช่วงที่สอง จำนวนคนไม่ส่งผลกระทบมากนัก หลักๆ ดูที่ยอดฝีมือ

ลู่เซิ่งถ่วงเวลาไป๋ชิงถาง ทำให้หยวนปาได้รับชัยชนะ นับว่าหลี่ซิ่วอิงช่วยเหลือหยวนปาล้มเขามยุเรศได้

ช่วงที่สองจบลงอย่างรวดเร็ว ไป๋ชิงถางอับอายกลายเป็นโทสะ ร่วมมือกับซูเซียนกวาดล้างสำนักทุกสำนักที่เหลือ

สามอันดับแรกที่ตัดสินออกมาแล้วได้แก่ สำนักอรุณสมุทร เขามยุเรศ รวมถึงหุบเขาหมื่นเฟิง (เมเปิล)

ผู้นำของสำนักอรุณสมุทรคือหยวนปา เขามยุเรศเป็นซูเซียนกับไป๋ชิงถาง หุบเขาหมื่นเฟิงคือเสิ่นโยวโยว

สำนักมารกำเนิด เนื่องจากไม่ชนะสักครั้ง ดังนั้นจึงอยู่อันดับท้ายๆ กับอีกสี่สำนักที่เหลือ

หลังจากศึกที่สับสนในช่วงนี้จบลง นักพรตของสำนักบัวสวรรค์ก็เริ่มนับจำนวนชัยชนะ สำนักที่ชมดูการต่อสู้ด้านนอกก็พากันเข้าลานกว้าง

ผู้บาดเจ็บถูกพาไปรักษา สำนักที่ชนะได้รับป้ายคำสั่งสำหรับเข้าร่วมการประลองช่วงต่อไป

สำนักที่เหลือซึ่งไม่ได้สามอันดับแรกได้รับป้ายเข้าชม

สำนักสวนปลอดโปร่งกับสำนักหยกกังวานเจอตัวพวกลู่เซิ่งจากสำนักมารกำเนิดแล้ว พอดีที่หลี่ซิ่วอิงและเยวี่ยเซิ่งหย่าจากหุบเขาน้ำแข็งมาด้วย

“สหายลู่ ครั้งนี้ขอบคุณท่านมาก หลังออกไปจะมีศิษย์มอบของให้ตามสัญญา” หลี่ซิ่วอิงยิ้มแฉ่ง ประสานมือให้ลู่เซิ่ง

“ไม่เป็นไร” ลู่เซิ่งตอบกลับอย่างราบเรียบ

เยวี่ยเซิ่งหย่ายืนยิ้มอยู่ด้านข้าง ในตางามที่มองลู่เซิ่งแฝงความชื่นชม

“ไม่รู้ศิษย์น้องลู่มีแผนการอะไรต่อ” นางถามเบาๆ

“ชมการต่อสู้ต่อกระมัง รอจนอาจารย์กลับมาค่อยกลับพร้อมกัน” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างรวบรัด

“พอดีว่าหลังงานชุมนุมข้าจะไปจัดการธุระที่เมืองกระดิ่งขาวด้วย มิสู้ร่วมทางกับพวกท่านตอนสุดท้ายเป็นอย่างไร” เยวี่ยเซิ่งหย่ากล่าวอย่างปลอดโปร่ง

“ย่อมได้…” ลู่เซิ่งยังคิดจะพูดอะไรอีก

“สหายลู่!” พวกจ่านข่งหนิงก็มาถึงแล้วเช่นกัน

เพียงแต่จ่านข่งหนิงกับเฉินอวิ๋นซีมีใบหน้าเป็นกังวล ต่างจากความยินดีบนใบหน้าของพวกเหอเซียงจื่อ

“เหอเซียงรอบนี้พวกเจ้าลำบากแล้ว เขามยุเรศไม่ใช่สำนักทั่วไป ซูเซียนมีพลังแข็งกล้าสุดขีด ทั้งยังเจ้าคิดเจ้าแค้น ไปหาเรื่องนางเข้า ตอนนี้เจ้าสำนักของพวกเจ้าก็ไม่อยู่ เกรงว่าจะเกิดเรื่อง…” เฉินอวิ๋นซีกล่าวเบาๆ

“หา?” เหอเซียงจื่อพลันงุนงง สีหน้าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

“ขากลับครั้งนี้ข้าว่าสหายลู่กับเหอเซียงร่วมทางกับพวกเราเถอะ พวกเราจะร่วมทางกับสหายฟาง มีสหายฟางคอยป้องกันให้ ต่อให้เป็นซูเซียนก็ไม่กล้าล่วงเกิน” จ่านข่งหนิงแนะนำ

ฟางถานเดินเนิบนาบมาถึงพร้อมกับกับจ่านหงเซิง ครั้นได้ยินคำพูดนี้ ก็เลิกคิ้วขึ้น

“ข้าอย่างไรก็ได้ ต่อให้คนเยอะก็ไม่มีผลอะไร”

ลู่เซิ่งมองคนผู้นี้ “ไม่ต้องแล้ว พวกเราจะจัดการกันเอง” เขามีแผนการของตัวเอง ย่อมไม่เปลี่ยนแปลงง่ายๆ

“ท่านคิดว่าเพราะติดขัดกฎของร้อยเส้นสาย ต่อให้ซูเซียนเอาเรื่องพวกท่าน ก็จะไม่รุนแรงเท่าไหร่หรือ” ฟางถานยิ้มๆ “ไร้เดียงสานัก…”

ลู่เซิ่งหยีตา รู้สึกว่าฟางถานนี้ไม่ประสงค์ดีต่อเขา

……………………………………….






ความคิดเห็น