231-235
บทที่ 231
“ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไร ยังไปเดินเล่นหรือไม่” เสี่ยวฉินยังคงอยากเดินเล่นอยู่
เหยียนไคจนปัญญา มุมปากกระตุก
ศิษย์น้องเล็กคนนี้ดีไปหมดทุกอย่าง ไม่ได้เย็นชากับเขาเพราะเขามีพลังต่ำต้อย ไม่ใช่แม้แต่ระดับพันธนาการ แต่ว่าปัญหาเพียงหนึ่งเดียวคือเดาไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่
“ไปสิ…เจ้าอยากไปไหน” เขาสูดหายใจเฮือกหนึ่ง สงบสติอารมณ์ ถามอย่างจนปัญญา
“ข้าอยากไปดื่มสุราผลไม้สักหน่อย สุราบ๊วยดอกท้อของที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลทีเดียว! จริงด้วย” สีหน้าของเสี่ยวฉินพลันเยือกเย็นลง “ข้าอยากถามอยู่พอดีว่าอาการบาดเจ็บบนตัวศิษย์พี่ท่านเกิดจากอะไรกันแน่!”
หมับ
นางใช้มือข้างหนึ่งคว้าแขนของเหยียนไคไว้ แล้วเปิดเสื้อตรงแขนท่อนปลายขึ้น
พลังของเหยียนไคสู้นางไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้ถูกจับไว้จึงดิ้นไม่หลุด ได้แต่ปล่อยให้นางมองดูตรงๆ
เห็นแค่บนแขนท่อนปลายที่ตอนแรกขาวผ่องของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นสีม่วงเหมือนกับตะขาบ รอยแผลเป็นเหล่านี้ที่สั้นหน่อยยาวเท่าฝ่ามือ ที่ยาวหน่อยยื่นไปถึงบนบ่าในเสื้อผ้า
“เฮ้อ…เสี่ยวฉิน…” เหยียนไคจนปัญญา เห็นเพลิงโทสะในดวงตาศิษย์น้องแล้ว
“นังชั่วหรงหรงนั่นไม่ได้อยู่ข้างท่านพอดี ตอนนี้ศิษย์พี่เป็นของเสี่ยวฉิน” ศิษย์น้องยิ้มอย่างเฉิดฉันทันที กอดแขนเขาเขย่าไปมา
“ยังมี เหตุใดศิษย์พี่จึงรู้จักคนเมื่อครู่ เล่าให้เสี่ยวฉินฟังได้หรือไม่” รอยยิ้มของเสี่ยวฉินไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ
“ได้…ได้สิ…”
เหยียนไครู้จักนิสัยของศิษย์น้องดี ในสำนักนางถูกเรียกเป็นอัจฉริยะ และเป็นหนึ่งในบุคคลระดับสุดยอดในสายของพวกเขาได้ ไม่ใช่ไม่มีเหตุผล ปัจจุบันนิสัยที่แตกแปลกแบบนี้เป็นส่วนที่แข็งแกร่งที่สุดของนาง
ทั้งสองผละออกจากที่เดิม เจอโรงสุราที่ขายเฉพาะสุราบ๊วยดอกท้อ เข้าไปเปิดห้องส่วนตัว จากนั้นก็ดื่มสุราผลไม้ไหหนึ่ง ผลัดกันรินผลัดกันดื่ม
“ทำไมข้าถึงรู้จักคนคนนั้น ต้องพูดถึงตอนแรกสุด ข้าไปหาประสบการณ์ที่แดนเหนือ เล่าตั้งแต่เรื่องราวเรื่องนั้นที่ได้เจอก็แล้วกัน…” เหยียนไคดื่มสุราไปแล้วสองสามจอก มองใบหน้าน้อยๆ ที่แดงก่ำแต่กลับเคร่งขรึมของศิษย์น้อง เล่าด้วยรอยยิ้มหนักใจ
ตั้งแต่ที่เขาเจอลู่เซิ่งจากตระกูลลู่ที่เมืองเก้าประสาน ไปถึงการจับผีช่วยคน จากนั้นก็เป็นการแย่งชิงภัยพิบัติมังกรสีชาด
“ภัยพิบัติมังกรสีชาดหรือ ท่านหมายถึงอาวุธเทพปลอมนั่นหรือ” เสี่ยวฉินอดพูดแทรกไม่ได้ “ร้อยเส้นสายไม่ใช่ตัดสินแล้วหรือว่านั่นเป็นอาวุธเทพปลอม”
“แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีคนไม่เชื่อ ในสงครามรัฐเมื่อก่อนหน้า ผู้ถืออาวุธของตระกูลเจินซึ่งเป็นตระกูลขุนนางที่แดนเหนือได้รับบาดเจ็บหลับไหล อาวุธเทพเสียหายทรุดโทรมไม่น้อย เข้าร่วมการแย่งชิง เกิดว่าอาวุธเทพปลอมนั้นเป็นแค่ข่าวลือ อย่างไรก็เป็นความหวัง ไม่ถือว่าแปลก”
เหยียนไคส่ายหน้าพูดต่อ “ส่วนขุมกำลังอื่นๆ ถึงข้าจะไม่รู้ แต่ก็ได้ยินคนพูดว่า เป็นขุมกำลังที่สับสนส่วนหนึ่งในแดนเหนือ ในนี้มียอดฝีมือจากตระกูลขุนนางที่ไปหยั่งเชิงด้วย อย่างไรอาวุธศักดิ์สิทธิ์หรืออาวุธเทพปลอมก็เป็นพลังที่แข็งแกร่งที่สุดเหมือนกัน”
“ช่างย้อนแย้งจริงๆ ศิษย์พี่เล่าต่อ” เสี่ยวฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เหยียนไคเล่าตั้งแต่ตนออกหาประสบการณ์อย่างไร ถึงตอนหลังค่อยทราบว่า คุณชายใหญ่ลู่แห่งตระกูลลู่เข้าพรรควาฬแดง รับตำแหน่งประมุขพรรควาฬแดงเหมือนเรือลอยขึ้นตามน้ำ ความแตกต่างระหว่างนี้เรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์
เขานึกทบทวน จนตอนท้ายก็เล่าถึงเรื่องประหลาดของเจ้าบ้านไม่หัวเราะในครั้งนั้น
“ไม่หัวเราะหรือ” เสี่ยวฉินเลิกคิ้วงาม “ข้าเคยอ่านเจอในคัมภีร์โบราณว่า ในหมู่มารปีศาจมีการเล่าขานถึงกลุ่มองค์กรที่ชื่อสำนักไตรอริยะมาโดยตลอด องค์กรนี้ลึกลับยิ่ง หนำซ้ำยังกุมความลับยิ่งใหญ่ ดั่งเทพโผล่ผีหาย เจ้าบ้านไม่หัวเราะคล้ายจะอยู่ในคันฉ่องปีศาจของสำนักไตรอริยะ”
“น่าจะตัวเดียวกัน ครั้งนี้ข้าถูกดึงเข้าไปพัวพันกับปัญหาของสำนักไตรอริยะด้วย” เหยียนไคถอนใจอย่างอับจน “ถึงจะอาศัยบารมีของคนอื่นจนมีพลังเพิ่มขึ้น แต่เรื่องแบบนี้ข้าก็ไม่อยากจะเจออีกเป็นครั้งที่สอง ศิษย์พี่ว่านเหอจื่อก็คงเหมือนกัน”
“เจ้าว่านเหอจื่อก็อยู่ด้วย…” เสี่ยวฉินงุนงง
“ใช่…เจ้าจินตนาการไม่ออกหรอกว่าตอนนี้เขาเป็นอย่างไร โดยเฉพาะหลังผ่านการทดสอบในครั้งนี้ ” เหยียนไคถอนใจอีกครั้ง ในที่สุดก็เล่าความทรมานที่ได้เจอ ในที่อยู่ของเจ้าบ้านไม่หัวเราะ
เดิมทีเจ้าบ้านไม่หัวเราะเป็นแค่การเริ่มกลไก หลังจากคนในพิธีโลหิตมีมากพอ มันก็จะเปิดแดนฝันที่มีวัฏจักรไร้สิ้นสุด
แดนฝันนี้เหมือนจริงเหมือนปลอม ด้านในซ่อนประตูไว้สองบาน บานหนึ่งเชื่อมสู่ความจริง บานหนึ่งเชื่อมสู่โลกปริศนาอันลึกลับ
“โลกใบนั้น…ตามคำพูดของสหายคนหนึ่งที่รอดมาด้วยกันกับข้า พวกเขาเรียกประตูบานนั้นว่าประตูแห่งความเจ็บปวด ด้านในเป็นโลกอีกใบที่ต่างจากโลกของพวกเราโดยสิ้นเชิง เป็นสถานที่ที่มารปีศาจต้องการช่วงชิง” เหยียนไคเอ่ยเสียงแผ่ว
“สำนักไตรอริยะ…ข้าเข้าใจแล้ว…ที่แท้นี้เป็นความหมายของสำนักไตรอริยะ…หมายถึงประตูอริยะสามบานกระมัง” เสี่ยวฉินพลันอึ้งงัน ก่อนจะตอบสนอง
“ที่แท้ยังมีความหมายแบบนี้อีกหรือ” เหยียนไคงงงวย “สหายผู้นั้นช่วยข้าไว้สามครั้ง สามชีวิต ดังนั้นข้าจึงช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่”
“เขาเป็นมารปีศาจใช่หรือไม่” เสี่ยวฉินพลันถาม
“…ใช่” เหยียนไคเงียบขรึมลงเล็กน้อย แล้วตอบกว่า “แต่ว่าเขาไม่กินคน”
“ศิษย์พี่ ท่านเล่าต่อเถอะ” เสี่ยวฉินพยักหน้า
“ต่อมาพวกเราแก้ไขปริศนามากมาย สุดท้ายก็ไปถึงขั้นทดสอบพลังยุทธ์ ในฐานะคนที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนั้น ลู่เซิ่งถูกแดนฝันดึงเข้าไป กลายเป็นผู้ที่เข้มแข็งที่สุดในการเฝ้าด่าน”
“สหายคนนั้นของข้าเล่าว่า คนที่เข้าไปแดนฝันซ้ำๆ พลังจะมีแค่ครึ่งหนึ่งของยามปกติ ลู่เซิ่งเป็นแค่ผู้มีอำนาจจากพรรคมนุษย์ สมควรผ่านได้ง่ายๆ จากนั้น…จากนั้น เขาก็เข้าไป…”
พูดถึงตรงนี้ เหยียนไคก็ลูบใบหน้า มีสีหน้าเจ็บปวด
“สุดท้าย…สุดท้ายข้า…ทันแค่ดึงขาข้างหนึ่งของเขาออกมา…”
เสี่ยวเฉินเห็นดังนั้น ก็ลูบมือของเหยียนไคเบาๆ
“มิน่าตอนศิษย์พี่เห็นคนผู้นั้น…”
“พละกำลัง ความเร็ว ผิวเหล็กที่ทำลายไม่ได้ แล้วยังมีเสียงแผดคำรามที่น่ากลัวนั่นอีก เจ้าจินตนาการไม่ออกหรอกว่า แค่คลื่นเสียงก็สั่นสะเทือนให้คนตายทั้งเป็นได้แล้ว บุรุษผู้นั้น…นี่ยังเป็นแค่พลังครึ่งเดียวของบุรุษผู้นั้น…” เหยียนไคกุมหน้า ถ้าไม่ใช่เขาเจอที่หลบซ่อนในแดนฝันที่สหายคนนั้นบอกเขา เขากับศิษย์พี่ว่านเหอจื่อคงไม่รอดออกมา
“หรือว่ายังแข็งแกร่งกว่าคนในตอนนั้นอีก”
เสี่ยวฉินไม่เชื่ออยู่บ้าง
“คนในตอนนั้น…” เหยียนไคหลับตา เงียบลงสักพัก
“ไม่…แข็งแกร่งกว่าคนผู้นั้นเกินไป ลู่เซิ่งผู้นี้ข้าสงสัยว่าเขาจะไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้ว…”
…
ลู่เซิ่งนั่งพิงหน้าต่างโรงเตี๊ยม มองดูขบวนรถม้ามากมายที่ผ่านทางด้านล่าง
เขาถือรายชื่อของงานชุมนุมในครั้งนี้ ด้านบนทำสัญลักษณ์ไว้ว่าสำนักมารกำเนิดของพวกเขาอยู่ในตำแหน่งไหน
“พวกเราเป็นกลุ่มที่ต้องลงสู้เร็วที่สุด สนามสาม อันดับยี่สิบเจ็ด” เขาวางรายชื่อไว้บนโต๊ะ
เหอเซียงจื่อนั่งอยู่ตรงข้ามเขา สตรีกางร่มอิงอิงก็อยู่ด้านข้างด้วยเช่นกัน นอกจากนี้แล้วยังมีคนของพรรควาฬแดงเฝ้าอยู่ด้านนอก พวกนิ่งซานเริ่มคุมสถานการณ์ในเมืองกระดิ่งขาวได้แล้ว ใช้เงินทุนของพรรค สร้างบ่อนพนันเล็กๆ แห่งหนึ่ง นับว่าใช้วีธีที่พรรควาฬแดงคุ้นชินดี
พอมีตระกูลซั่งหยางคอยดูแล บ่อนพนันเล็กๆ ก็หากำไรกับค่าใช้จ่ายประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย
เหอเซียงจื่อมองบริวารที่เป็นมนุษย์ธรรมดาสองสามคนที่เฝ้าอยู่ด้านนอก อดประหลาดใจไม่ได้
“นึกไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วต้องให้ขุมกำลังมนุษย์ของศิษย์น้องคอยดูแล”
“ศิษย์พี่พูดอะไรกัน ในเมื่อตอนมากำหนดให้ข้าเป็นผู้นำ เรื่องเล็กๆ แบบนี้ก็เป็นสิ่งสมควรแล้ว” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ปัจจุบันหัวใจจิตมารแปดดวงของเขากำลังฟัก แม้ว่าสภาพหยินโชติช่วงจะสะกดกลิ่นอายเอาไว้ ทว่าความรู้สึกกดดันอย่างรุนแรงที่มองไม่เห็นนั้นอย่างไรก็ปิดบังไว้ไม่มิด
ตอนพวกนิ่งซานพบเขา แค่ยืนอยู่ต่อหน้าก็รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัวแล้ว หลังผ่านไปสักระยะก็ถึงขั้นรู้สึกสยดสยองวิงเวียนศีรษะ
นั่นเป็นเสียงพึมพำอันมุ่งร้ายซึ่งกระจายออกมาอย่างเงียบเชียบจากหัวใจจิตมารที่กำลังฟักของลู่เซิ่ง เสียงพึมพำชนิดนี้ผสมกับความคิดและความปรารถนาทั้งหมดของลู่เซิ่ง หลังจากถูกปราณมารกำเนิดบ่มเพาะและขยายขึ้นหลายเท่าตัว เสียงที่เกิดขึ้นก็เป็นความถี่ที่หูมนุษย์ไม่อาจได้ยิน อีกทั้งประสิทธิผลยังแปลกประหลาดชั่วร้ายสุดขีดด้วย
ความจริงไม่ใช่แค่คนธรรมดาในพรรควาฬแดงอึดอัดเท่านั้น แม้แต่เหอเซียงจื่อที่นั่งอยู่ข้างลู่เซิ่งก็รู้สึกตึงเครียดเช่นกัน
ส่วนสตรีกางร่มเนื่องจากเป็นความประหลาดลี้ลับ จึงรู้สึกดีกว่าเล็กน้อย แต่ก็ก้มหน้าไม่กล้าพูดกับเขามาก เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่าใช่สิ่งที่ออกมาจากตัวลู่เซิ่งหรือไม่
ลู่เซิ่งเห็นปฏิกิริยาของคนทั้งสอง ก็ระวังตัวมากขึ้น มีแต่ตอนตั้งใจปิดบัง เขาจึงจะสะกดปรากฏการณ์ประหลาดนี้ได้ เกิดว่าผ่อนคลาย ก็จะกระจายออกมาเองโดยธรรมชาติ ต่อให้เป็นสภาพหยินโชติช่วงก็ทำอะไรไม่ได้
“ครั้งนี้ยังคงเป็นตำหนักหมื่นสุข เรือนสุดประจิม และสำนักรองรับฟ้าจัดงาน สำนักสามสำนักนี้เป็นสำนักใหญ่สามอันดับแรกในร้อยเส้นสาย พวกเขาเป็นผู้นำมาตั้งแต่สองสามปีก่อนแล้ว” เหอเซียงจื่ออธิบาย “สำนักมารกำเนิดของพวกเราอยู่ในสำนักสามขั้นล่าง ครั้งนี้คู่ต่อสู้ของพวกเราคือสำนักเก้ากระดิ่ง แต่เพราะว่าเจ้าสำนักของพวกเขาไม่ทราบหายตัวไปไหน ดังนั้นคู่ต่อสู้ในตอนนี้ของพวกเราจึงกลายเป็นสำนักจุดพิสดาร”
“สำนักจุดพิสดารหรือ” ลู่เซิ่งไม่เคยได้ยินชื่อสำนักนี้มาก่อน
“สำนักจุดพิสดาร สำนักเบิกอาทิตย์ ป่ากระบี่อาภรณ์แดง นี่เป็นคู่ต่อสู้เก่าของพวกเรา ก่อนหน้านี้ตอนที่สำนักมารกำเนิดยังไม่เลว พวกเราต่อสู้กับพวกเขาหลายต่อหลายครั้งภายใต้การนำของอาจารย์” พูดถึงตรงนี้ อยู่ๆ เหอเซียงจื่อก็เห็นคนขบวนหนึ่งที่ผ่านด่านล่างโรงเตี๊ยมด้านนอกหน้าต่าง
“ดูสิ บังเอิญจริง คนกลุ่มนั้นคือคนของสำนักเบิกอาทิตย์ ผู้นำของพวกเขาอี้เฉินซานมีพลังแข็งแกร่ง ทุกครั้งจะเก่งกาจกว่าพวกเราขั้นหนึ่ง”
ลู่เซิ่งมองตามนิ้วของเหอเซียงจื่อ
เห็นบุรุษสตรีสวมอาภรณ์สีดำกลุ่มหนึ่งกำลังเดินอย่างช้าๆ บนทางเท้าข้างถนน มีคำว่าดวงอาทิตย์ตัวใหญ่อยู่ด้านหลัง สัญลักษณ์ชัดเจนจดจำได้ง่าย
“นี่เป็นคู่ต่อสู้เก่าของสำนักมารกำเนิด สำนักมารกำเนิดเป็นหนึ่งในสำนักร้อยเส้นสาย ย่อมมีแวดวงสังคมของตัวเอง”
“เหอเซียงจื่อใช่หรือไม่ ในที่สุดพวกเจ้าก็มากันแล้วหรือ!?” ครั้งนี้ที่บันใดด้านในโรงเตี๊ยมมีคนกลุ่มหนึ่งขึ้นมา สตรีวัยกลางคนในกลุ่มมองมาทางสำนักมารกำเนิดด้วยความตกใจระคนยินดี
“อวิ๋นเซียงหรือ” เหอเซียงจื่อรีบลุกยืน ใบหน้าตกใจระคนยินดีเช่นกัน
คนกลุ่มนั้นรีบเดินมา ผู้นำกลุ่มเป็นสตรีวัยกลางคนผู้นั้น สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายก็คือ หลังจากคนกลุ่มนี้ขึ้นมา ทั้งหมดล้วนเป็นผู้หญิง ตั้งแต่อายุมากไปถึงอายุน้อย มีทั้งหมดเจ็ดแปดคน
“ข้าขอแนะนำ” เหอเซียงจื่อรีบแนะนำสถานะของอีกฝ่ายแก่ลู่เซิ่ง
“นี่คือลู่เซิ่งศิษย์น้องของข้า เป็นคนที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้ของสำนักมารกำเนิด นี่เป็นผู้นำสำนักหยกกังวานซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสำนักมารกำเนิดของพวกเรามาโดยตลอด เฉินอวิ๋นเซียง”
“ที่แท้เป็นศิษย์น้องลู่” เฉินอวิ๋นเซียงพยักหน้าให้ลู่เซิ่งเล็กน้อย นับว่าทักทาย
ลู่เซิ่งลุกขึ้นยิ้มตอบ จากนั้นก็แสดงมารยาทกับสตรีที่เหลือ ก่อนจะนั่งลงอีกครั้ง
……………………………………….
บทที่ 232
เฉินอวิ๋นเซียงคล้ายกับสนิทกับเหอเซียงจื่อมาก ไม่นานทั้งสองก็คุยกันอย่างออกรส คนที่เหลือแทรกไม่ได้
เหล่าสตรีจากสำนักหยกกังวานโอภาปราศรัยกับเหอเซียงจื่อสักพัก ค่อยหาที่นั่งเพื่อนั่งลงพักผ่อน ทั้งสั่งกับข้าวสองสามอย่าง
“ข้าได้ยินเรื่องของเฟยหวงจื่อแล้ว…” เฉินอวิ๋นเซียงแสดงสีหน้ารังเกียจ “คิดไม่ถึงเขาจะเป็นคนแบบนี้ เสียทีที่เมื่อก่อนข้าชื่นชมเขา”
“เรื่องมันแล้วไปแล้ว ไม่ต้องพูดถึงอีกแล้ว” เหอเซียงจื่อกล่าวอย่างจนปัญญา
“กล่าวตามจริง สำนักหยกกังวานของพวกเรามีพวกเจ้าคอยสนับสนุนอยู่ตลอด ครั้งนี้ถ้าพวกเจ้าต้านทานไม่ไหว พวกเราเองก็คงอเนจอนาถเหมือนกัน เหอเซียงเจ้าบอกข้าตามตรง พวกเจ้ามั่นใจหรือไม่ว่าจะจัดการได้” เฉินอวิ๋นเซียงถามเบาๆ
“ข้าเองก็ไม่รู้…” เหอเซียงจื่อตอบอย่างจนใจ “วันนี้ดีที่มีศิษย์…”
นางยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเสียงอีกเสียงตัดบท
“อ้าว นี่มันเหอเซียงจื่อแห่งสำนักมารกำเนิดนี่ ยังไม่ล่มสลายอีกหรือ ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าเจ้าสวะเฟยหวงจื่อทรยศไปแล้ว ไม่แปลกนัก สำนักที่แม้แต่ทรัพยากรก็ให้ไม่ได้ เข้าไปแล้วมีประโยชน์อะไร” มีคนอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นโรงเตี๊ยมมา บุรุษที่อยู่ด้านหน้าหัวเราะเยาะเย้ย
“สำนักจุดพิสดาร…หลี่ตู้!” พอเหอเซียงจื่อเห็นคนผู้นี้ หน้าตาก็ซีดเซียวอยู่บ้าง
เฉินอวิ๋นเซียงที่อยู่ด้านข้างรีบยื่นมือมาปลอบเหอเซียงจื่ออย่างแผ่วเบา ส่ายหน้าให้นาง ขณะเดียวกันก็กระซิบบอกกับลู่เซิ่งว่า
“งานชุมนุมครั้งก่อน เหอเซียงแพ้คนผู้นี้ แขนสองข้างถูกฟันขาด…น่าอนาถมาก”
ลู่เซิ่งพยักหน้า ทราบแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
งานชุมนุมใกล้จะมาถึง แต่ละสำนักต่างมาพักที่เมืองกระดิ่งขาวเพื่อรอให้งานชุมนุมเริ่ม นี่เพิ่งผ่านไปไม่นาน ก็เจอสหายเก่ากับคู่อริเก่าของสำนักมารกำเนิดแล้ว
ลู่เซิ่งมองอีกฝ่ายเหน็บแนบสองสามประโยคแล้วนั่งลงโดยไม่แสดงท่าที เขากับเหอเซียงจื่อไม่ได้โต้ตอบ
เนื่องจากอาจารย์และศิษย์ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ในฐานะเจ้าสำนัก ผู้อาวุโสใหญ่ต้องไปยังที่ตั้งของงานชุมนุมก่อนตามลำพัง พวกเขาในฐานะศิษย์ หลังแยกตัวแล้วก็ให้ผู้นำเป็นคนนำกลุ่ม จะรุกหน้าหรือถอยหลังก็ต้องทำตาม ดังนั้นเวลานี้จึงเป็นการทดสอบบารมีและความสามารถในการนำกลุ่มของผู้นำได้ดีที่สุด
บวกกับอาณาเขตของที่นี่เป็นสถานที่รวมตัวกัน ซึ่งได้รับความเห็นชอบอย่างลับๆ จากสำนักระดับสามขั้นล่าง การเจอคู่ต่อสู้เก่าในเวลาสั้นๆ แบบนี้ถือว่าอยู่ในความคาดหมาย
ลู่เซิ่งแค่ไม่อยากให้การสืบทอดขาดสะบั้น เลยไม่ได้สนใจเรื่องอื่นมากนัก เขาไม่อยากทำตัวเด่นเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้ต้องเปิดเผยสิ่งที่ไม่ควรเปิดเผย
คนของสำนักจุดพิสดารมาถึงแล้ว พักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้เช่นกัน
สักพักหนึ่งพี่น้องตระกูลจ่านก็มาถึง เป็นเพราะมีความสัมพันธ์กับผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักมารกำเนิด แม่เฒ่าชิงคงจึงจัดให้ผู้นำ นำกลุ่มไปพร้อมกับขบวนของสำนักมารกำเนิด จะได้ดูแลกันสะดวก
แต่ในความจริงแล้ว ใครๆ ก็ดูออกว่านางคิดจะดูแลศิษย์ของผู้อาวุโสใหญ่ลิ่วซานจื่อ
“เหอเซียง สหายลู่” จ่านข่งหนิงประสานมือพลางกล่าวกับลู่เซิ่งและเหอเซียงจื่อด้วยรอยยิ้ม “เสียเวลาระหว่างทาง จึงมาช้าไปบ้าง ขออภัยๆ”
“สหายจ่านเกรงใจแล้ว” ลู่เซิ่งลุกขึ้น บุ้ยใบ้ให้พวกเขามานั่งลงใกล้ๆ
พี่น้องตระกูลจ่านนำคนของสำนักสวนปลอดโปร่งนั่งลงด้านข้าง ที่นั่งชั้นสองเต็มแล้ว
สำนักมารกำเนิด สำนักสวนปลอดโปร่ง ยังมีสำนักหยกกังวาน และสำนักจุดพิสดารที่มาถึงก่อนนั่งเต็มชั้นสองพอดี
สำนักสวนปลอดโปร่งไม่คุ้นเคยกับสำนักหยกกังวาน ทว่าเพราะมีเหอเซียงจื่อแนะนำ บวกกับคนของสำนักหยกกังวานส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวหน้าตางดงาม จึงทำให้ท่าทีของศิษย์บุรุษในสำนักสวนปลอดโปร่งค่อนข้างเป็นมิตร บรรยากาศครึกครื้นขึ้นชั่วขณะ
ลู่เซิ่งโบกมือให้คนของพรรควาฬแดงลงไปก่อน ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนธรรมดาจะเข้าร่วมได้อีกแล้ว
ต่อให้คนที่นั่งอยู่อ่อนแออย่างไร เมื่อเผชิญกับยอดฝีมือที่เป็นมนุษย์ธรรมดาอย่างพรรควาฬแดง พลังสายเลือดของคนในสำนักก็ยึดครองความได้เปรียบชนิดบดขยี้อย่างเด็ดขาดได้อยู่ดี เป็นคนละระดับโดยสิ้นเชิง
คนของพรรควาฬแดงอยู่ที่นี่ไปก็ไม่เกิดประโยชน์ กลับเตะตา เขาจึงให้พวกเขาออกไปก่อน
ทุกคนกินพลางคุยพลาง เหอเซียงจื่อเริ่มเล่ารายละเอียดที่เกี่ยวกับงานชุมนุมส่วนหนึ่งให้ลู่เซิ่งฟัง
“กระบวนการของงานชุมนุมแบ่งออกเป็นสามส่วน คือต่อสู้ภายใน รุกภายนอก ปกป้องผลงาน”
“ต่อสู้ภายในซึ่งเป็นขั้นตอนแรก คือระดับสามขั้นบน สามขั้นกลาง และสามขั้นล่างชิงการจัดอันดับภายในส่วนที่ตัวเองอยู่ รุกภายนอกซึ่งเป็นขั้นที่สองคือ สามอันดับแรกที่เก่งกาจที่สุดหลังจากการต่อสู้ภายในมีคุณสมบัติท้าทายสำนักอันดับท้ายที่สูงกว่าขั้นหนึ่ง ถ้าหากว่าสำเร็จ จะท้าสู้เพื่อชิงการจัดอันดับใหม่ได้เรื่อยๆ อันดับสามก็คือปกป้องผลงาน หลังจากชิงการจัดอันดับใหม่ได้ ก็คือการรักษา รักษาอันดับที่ตนได้มาใหม่ รับการท้าทายสามครั้งจากสำนักอื่นๆ ที่อยู่ต่ำกว่า”
เหอเซียงจื่อบรรยายอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ลู่เซิ่งพอฟังก็เข้าใจทันที
“ถ้าอย่างนั้น สำนักที่มียอดฝีมือหลายคนคงจะได้เปรียบมากกระมัง”
“ถูกต้องแล้ว พลังกายของคนคนหนึ่งมีจำกัด สำนักหนึ่งมีผู้นำได้แค่คนเดียว สุดท้ายก็ยากจะได้อันดับที่สูงกว่าเดิม ทว่าเป็นเพราะถ้าพลังแข็งแกร่งก็คงไม่อ่อนแอมาก นี่เป็นสิ่งสำคัญที่ร้อยเส้นสายทดสอบ การได้ศิษย์ดีๆ สักคนไม่นับว่าแย่ กระนั้นก็ไม่นับว่าดีมาก นอกเสียจากมีศิษย์มากมายที่แข็งแกร่ง นี่จึงเป็นสำนักที่ร้ายกาจ” เหอเซียงจื่ออธิบาย
“นอกจากนี้ทรัพยากรก็แบ่งตามอันดับด้วย” เฉินอวิ๋นเซียงแห่งสำนักหยกกังวานกล่าวเสริม
“ศิษย์พี่ใหญ่ สำนักหยกกังวานของพวกเราอันดับไม่สูง แล้วทำไมถึงมีทรัพยากรมากมายนักเล่า” เด็กสาวไร้เดียงสาคนหนึ่งลุกขึ้นถามอย่างสงสัย
เฉินอวิ๋นเซียงได้ยินก็แก้มแดง ท่ามกลางคนมากมาย นางคงบอกไม่ได้กระมังว่าเป็นคนรักเก่าของเจ้าสำนักส่งให้
แม้ทุกคนจะรู้อยู่แล้ว ทว่าการบอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมาสุดท้ายก็ดูไม่ดีนัก
ปล่อยความกระอักกระอ่วนให้ทางสำนักหยกกังวานไปก่อน
“คู่ต่อสู้อันดับหนึ่งของพวกเราในครั้งนี้สมควรเป็นหลี่ตู้จากสำนักจุดพิสดาร” เหอเซียงจื่อเตือนขึ้นด้านข้างลู่เซิ่งเบาๆ
“ถ้าหากสู้เสมอ ก็น่าจะรักษาอันดับในครั้งนี้ไว้ได้ เพียงแต่ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา…ถ้าเป็นเฟยหวงจื่ออาจพอมีทาง” เหอเซียงจื่อกล่าวอย่างจนปัญญา
“สู้เสมอกับเขาหรือ ง่ายดายมาก ข้าจัดการเอง” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างสงบ เฟยหวงจื่อก็แค่ระดับเบญจลักษณ์ของสำนักมารกำเนิด เท่ากับยอดฝีมือระดับจตุลักษณ์ของสำนักอื่นๆ
ระดับแบบนี้สำหรับลู่เซิ่งเป็นตัวละครเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตา
คนที่เขาเป็นห่วงไม่ใช่คู่ต่อสู้พวกนี้ หากเป็นเทพสัญจร มือมืดที่อาจจะโผล่มาในที่ลับ
เหอเซียงจื่อรู้แล้วว่าลู่เซิ่งมีพลังแข็งแกร่งกว่านาง แต่ก็ยังคงวิตกอยู่บ้าง
“ศิษย์น้อง การแข่งขันนี้ใช้ได้แต่วิชาลับของสำนักมารกำเนิด ข้ารู้ว่าก่อนเจ้าเข้าสำนักก็มีความสามารถอยู่แล้ว แต่นั่นไม่นับ…”
“ข้าเข้าใจ” ลู่เซิ่งพยักหน้า “วางใจเถอะ” ตอนนี้สิ่งที่เขาวางแผนก็คือ รักษาอันดับของสำนักมารกำเนิด ไม่ให้การสืบทอดขาดสะบั้นก็พอ ขอแค่ไม่เด่นเกินไป ก็ไม่น่าจะมีปัญหา
ก้าวเดินอย่างมั่นคง รักษาอันดับเอาไว้ นี่เป็นแผนการของเขา
กินข้าวเสร็จ ทุกคนก็เข้าห้องพักผ่อน ส่วนที่ไปเดินเล่นด้านนอกก็ออกไป
โรงเตี๊ยมนี้เป็นกิจการของร้อยเส้นสาย อยู่ที่นี่สามารถพูดจาได้ตามที่ใจอยาก ในความจริงแล้วสถานที่หลายแห่งของเมืองกระดิ่งขาวเป็นกิจการของสำนักหรือไม่ก็ตระกูลขุนนาง
ลู่เซิ่งกินข้าวเสร็จ รู้สึกว่ายังไม่อิ่ม จึงคิดอาศัยข้ออ้างว่าไปเดินเล่นเพื่อหาอะไรกินเพิ่ม ถือโอกาสแวะติดต่อขอโอสถสำหรับบำรุงจากบริวารในพรรควาฬแดง
เหอเซียงจื่อไม่ได้ผ่อนคลายเหมือนเขา ตั้งใจถกกลยุทธ์กับเฉินอวิ๋นเซียงในโรงเตี๊ยม
ลู่เซิ่งเพิ่งเดินมาถึงประตูโรงเตี๊ยม พี่น้องตระกูลจ่านก็ติดตามออกมา คล้ายรอใครบางคนอยู่
“สหายลู่ พวกเรากำลังรอศิษย์พี่ฟางถานจากสำนักประกายปัญญาศิลา ถ้าสหายลู่ไม่มีธุระ รอด้วยกันดีหรือไม่” จ่านข่งหนิงเสนออย่างเป็นมิตร
“สำนักประกายปัญญาศิลาหรือ” ลู่เซิ่งจำได้ว่ารายชื่อบอกไว้ว่าสำนักนี้อยู่ในระดับสามขั้นกลาง อันดับก็คล้ายอยู่ค่อนไปด้านหน้า คิดไม่ถึงว่าจ่านข่งหนิงจะติดต่อกับระดับชั้นนี้ได้
แต่ก็ไม่น่าแปลกใจนัก จ่านข่งหนิงมีพลังไม่เลว อยู่ในแวดวงระดับสูงก็เข้าใจได้
“ไม่เป็นไร ข้าอยากไปเดินเล่นคนเดียว” ลู่เซิ่งตอบด้วยรอยยิ้ม
“สหายลู่ เวลาเดินเล่นคนเดียวมีมากมาย แต่ศิษย์พี่ฟางมีนิสัยน่าคบ ตอนนี้อยู่ในช่วงงานชุมนุมที่สำคัญ ทำความรู้จักไว้ก่อนอาจจะมีประโยชน์ที่คาดไม่ถึงก็ได้” จ่านข่งหนิงเกลี้ยกล่อม
ปัจจุบันสำนักมารกำเนิดอยู่ในช่วงสำคัญในการรักษาอันดับ การมีผู้นำสนับสนุนเพิ่มมา อาจจะมีส่วนช่วยเหลือเล็กน้อยในเวลาสำคัญก็ได้
“ไม่เป็นไร ข้าชอบไปไหนมาไหนคนเดียวอยู่แล้ว” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างไม่สนใจ “เช่นนั้นขอลาก่อน”
จ่านข่งหนิงจนปัญญาเล็กน้อย ได้แต่ประสานมือ “ก็ได้ สหายลู่รีบไปรีบกลับ พรุ่งนี้เช้าพวกเราอาจต้องไปที่ตั้งงานชุมนุม”
“ได้!” ลู่เซิ่งหมุนตัว เดินไปยังถนนที่ขายของกิน
จ่านหงเซิงมองเงาหลังของลู่เซิ่ง ยิ่งมายิ่งรู้สึกว่าคนผู้นี้น่ารังเกียจ
“คนอะไรกัน! พวกเรากำลังช่วยเขาอยู่แท้ๆ ท่านพี่อุตส่าห์ช่วยหาเส้นสายให้ ดูทำตัวเข้า! ไม่มีความสามารถก็ว่าไปอย่าง แต่ยังไม่รู้จักตัวเอง นึกว่าตัวเองร้ายกาจ ผลลัพธ์ปรากฏค่อยรู้ว่าไม่รู้จักประมาณตัว” นางย่นคิ้วงาม กล่าวอย่างไม่พอใจ
“สหายลู่อาจจะมีแผนการของตัวเองก็ได้” จ่านข่งหนิงกล่าวอย่างจนใจ
จ่านหงเซิงยังคิดพูดอีก กลับเห็นบุรุษสวมอาภรณ์เขียวหนึ่งสูงหนึ่งเตี้ยเดินเข้ามาหา
บุรุษผมยาวที่สูงกว่าหล่อเหลาเย็นชา แขวนหอกสั้นเล่มหนึ่งไว้ที่เอว ด้านหลังสะพายหอกยาวเล่มหนึ่ง ดวงตากระจ่างเย็นเยียบ ใบหน้าค่อนข้างงดงาม คล้ายกับไม่ว่ามองใครต่างก็ทำท่าเย็นชา
พอมองเห็นพี่น้องตระกูลจ่านไกลๆ ในส่วนลึกของดวงตาก็ปรากฏความยินดี แต่ก็ปิดบังอำพรางไว้อย่างว่องไวทันที
รอจนเข้าใกล้แล้ว
“สหายฟางสบายดีหรือ” จ่านข่งหนิงเข้าไปทักทาย
แม้อีกฝ่ายจะอยู่ในระดับฉลักษณ์เหมือนกับเขา แต่พลังในความเป็นจริงจะมีความแตกต่างตามความแข็งแกร่งอ่อนแอของวิชาลับในสำนัก ความแตกต่างนี้ถึงขั้นเกี่ยวข้องกับความแตกต่างของจำนวนลักษณ์เหมือนกับสำนักมารกำเนิดกับสำนักอื่นๆ
ในฐานะผู้นำ พลังฝึกปรือของสำนักระดับสามขั้นกลางกับสามขั้นบนจะอยู่ระหว่างฉลักษณ์และสัตตะลักษณ์เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากแตกต่างกันไม่มาก และหยุดอยู่ในระดับนี้เป็นเวลานาน ดังนั้นพวกผู้นำจึงมีการแบ่งอย่างละเอียดในด้านการเปรียบเทียบพลัง
ระหว่างฉลักษณ์ถึงสัตตะลักษณ์ พวกเขาแบ่งย่อยๆ ออกเป็นผู้นำทั่วไป ผู้มีพลัง และระดับสุดยอด
ความจริงแล้วระดับสามระดับนี้เป็นการแบ่งตามผลงานการต่อสู้และชื่อเสียง
ฟางถานในวันนี้เป็นผู้มีพลังตัวจริง พูดชื่อของเขาไป สำนักอื่นๆ จะวิจารณ์กันว่าคนผู้นี้มีพลังไม่เลว ไม่ใช่ชนชั้นธรรมดา
และนี้ก็เป็นผลลัพธ์ที่เขากราบเข้าสำนักประกายปัญญาศิลาและฝึกฝนอย่างหนักมาหลายปี
“ศิษย์พี่ฟางไม่เจอกันนาน” จ่านหงเซิงยิ้มอย่างไร้เดียงสาพลางเดินเข้าไปหา
“หงเซิง บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกข้าว่าพี่ใหญ่ฟางก็พอ” ฟางถานสีหน้าเย็นชาสงบนิ่ง แต่ในใจกลับยินดี
“พี่ข้าอยู่ข้างๆ เรียกท่านพี่ใหญ่เดี๋ยวเขาจะหวงเอา” จ่านหงเซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม
จ่านข่งหนิงลูบจมูกอย่างจนปัญญา
“จริงสิสหายฟาง อู่เฮ่าจื่อคู่ต่อสู้ของท่านในครั้งนี้ได้ยินว่าเลื่อนระดับแล้ว คิดจะรักษาอันดับก่อนหน้าไว้ ท่านต้องระวังตัวให้ดี”
“อู่เฮ่าจื่อหรือ” ฟางถานสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “สู้กับเขา สามหอกก็พอแล้ว” ใบหน้าของเขาเฉยชา เผยมาดยอดฝีมือผู้ร้ายกาจออกมาจางๆ
“แต่เขาก็ทะนงตนได้ ในสำนักระดับสามขั้นกลาง คนที่รับมือข้าได้สามหอกมีไม่มากหรอก” เขากล่าวเบาๆ
จ่านหงเซิงที่เห็นดังนั้น ดวงตาอดปรากฏความนับถือไมได้
“ยังเป็นศิษย์พี่ฟางร้ายกาจ ไม่เหมือนบางคน”
“อ้อ? หงเซิงหมายถึงบุรุษที่เพิ่งผละไปคนนั้นหรือ” ดวงตาฟางถานเป็นประกายเล็กน้อย
“ใช่แล้ว ลู่เซิ่งจากสำนักมารกำเนิดนั่น เป็นคนที่มาจากแดนเหนือ ดูเหมือนจะนึกว่าตัวเองเก่งกาจมาก ครั้งนี้สำนักมารกำเนิดต้องการตั้งหลัก ข้าว่าน่าจะล้มเหลว” จ่านหงเซิงห่อปากพร้อมกล่าวอย่างไม่ชอบใจ “พี่ข้าช่วยเขาขนาดนี้ เขากลับไม่รู้จักรับไว้ สำนักมารกำเนิดทรุดโทรมถึงขนาดนี้ ไม่รู้จริงๆ ว่าเอาความมั่นใจมาจากไหน”
“งั้นหรือ” สีหน้าของฟางถานไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในใจกลับจดจำชื่อลู่เซิ่งไว้
……………………………………….
บทที่ 233
เช้าวันต่อมา คนจากสำนักพากันเดินออกจากโรงเตี๊ยม ก่อนขึ้นรถม้าและรถเทียมวัวที่เช่ามา ไปยังด้านนอกเมือง
ขบวนรถของสำนักที่เข้าแถวต่อกันกลายเป็นทิวทัศน์ประหลาดของเมืองกระดิ่งขาวอยู่ชั่วขณะ
คนธรรมดาจำนวนมากที่ไม่ทราบสาเหตุออกมาชมความคึกครื้น คนเฒ่าคนแก่ที่อายุมากส่วนหนึ่งทราบเบื้องหลัง รู้ว่าขุมกำลังสำนักที่สูงส่งเหล่านั้นกำลังจัดงานชุมนุมอะไรอยู่
ลู่เซิ่งกับเหอเซียนจื่อนั่งบนรถม้าที่มุ่งหน้าไปยังสถานที่ชุมนุมพร้อมกับสตรีกางร่ม
รถม้าของพวกเขาเป็นสีดำ ด้านบนมีสัญลักษณ์ของสำนักมารกำเนิด เป็นรูปใบหน้าคนสีม่วงที่กำลังลุกไหม้
สัญลักษณ์หน้าคนยึดครองพื้นที่แทบทั้งหมดของตัวรถ มองไกลๆ ดูเด่นเป็นพิเศษ
ลู่เซิ่งนั่งในรถ ทางหนึ่งเก็บกลิ่นอาย ทางหนึ่งมองไปนอกหน้าต่าง
บนสองฟากของถนนด้านนอกมีเด็กน้อยมาชมความคึกคักไม่น้อย บิดามารดาและคนในครอบครัวอยู่ข้างๆ พวกเขา ดวงตาของพวกเขาบริสุทธิ์และอยากรู้อยากเห็นเป็นพิเศษ ไม่รู้เลยว่าใครนั่งอยู่ในรถ มีแต่ในดวงตาบิดามารดาของพวกเขาที่เห็นได้ถึงความยำเกรงและความระวังตัว
พวกเขาจับตัวบุตรของตนไว้แน่น ด้วยเกรงว่าพวกเด็กๆ จะพุ่งไปชนใส่ขบวนรถ
“เมืองเก้ากระดิ่งนี้แม้แต่คนธรรมดาก็ยังรู้จักตระกูลขุนนางกับสำนักหรือ” ลู่เซิ่งถามลอยๆ
เหอเซียงจื่อนั่งตรงข้ามเขา มือประคองชาใสจอกหนึ่ง น้ำชาเย็นชืดแล้วแต่ยังไม่ดื่ม ไม่ทราบคิดอะไรอยู่
พอได้ยินลู่เซิ่งถาม นางก็รู้สึกตัว
“ในสายตาของพวกเขา พวกเราเป็นชนชั้นสูง นอกจากกินดื่มขับถ่ายแล้ว พวกเราไม่ใกล้เคียงกับพวกเขา ดังนั้นยามที่คนธรรมดาเห็นเรา ส่วนใหญ่จะเห็นระดับชั้นอีกแบบหนึ่งที่แยกตัวไปโดยสมบูรณ์” เหอเซียนจื่อครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะตอบ
“ไม่ผิดนัก…สำนักไม่มีทางรับสมัครคนธรรมดา เมื่อไม่มีสายเลือด ย่อมไม่มีศักยภาพใดๆ ดังนั้นสำหรับคนธรรมดาแล้ว ต่อให้สำนักแข็งแกร่งอย่างไร ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพวกเขา เหมือนกับกำลังมองดูโลกอีกใบหนึ่ง” ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ความจริงยังดี ที่นี่มีค่ายพรรคมนุษย์ธรรมดา เพียงแต่ไม่ได้แสดงอำนาจบาตรใหญ่ และเพื่อความสะดวกในการจัดการคนธรรมดาของตระกูลขุนนางกับสำนัก ค่ายพรรคกับที่ว่าการของราชวงศ์จึงทำงานร่วมกัน คนธรรมดาส่วนใหญ่หลังจากฝึกฝนวรยุทธ์ก็จะสมัครเข้าพรรค”
“เข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งกระจ่างแจ้ง
ทั้งสองชมทิวทัศน์นอกหน้าต่างอีกสักพัก รถที่โดยสารอยู่คอยติดตามขบวนของสำนักสวนโปร่งใสที่อยู่ด้านหน้า ภายใต้การบังคับของสารถี ไม่ต้องกลัวว่าจะหลง
“จะว่าไป ที่ที่เราจะไปคือเทือกเขาไร้เสียง สถานที่ชุมนุมในครั้งนี้อยู่ในสถานที่สามแห่งกลางเทือกเขาไร้เสียง ได้แก่ตำหนักเสียงสะท้อน หุบเขาสำเนียงหมึก และตำหนักจิตหยก พวกเราเป็นระดับสามขั้นล่าง อยู่ในอันดับหกสิบสี่ ตรงกับตำหนักจิตหยกที่อยู่ในระดับสามขั้นล่างเหมือนกัน ได้ยินว่าตำหนักจิตหยกเป็นตำหนักเต๋าซึ่งพรรคใหญ่ระดับสุดยอดในราชวงศ์ก่อนทิ้งไว้ ทว่าภายหลังถูกเผาในสงครามจนเสียหาย ต่อมาค่อยก่อสร้างขึ้นใหม่ สถานที่ใหญ่โตมาก” เหอเซียงจื่อพูดเบาๆ
“ท่านรู้จักคู่ต่อสู้ของพวกเราหรือไม่” ลู่เซิ่งถามอย่างราบเรียบ
“หลังจากไปถึงคงประกาศรายชื่อกระมัง” เหอเซียงจื่อไม่แน่ใจ
“พวกเราอยู่ในอันดับหกสิบสี่ เช่นนั้นร้อยเส้นสายมี่กี่อันดับ” ลู่เซิ่งพลันนึกถึงเรื่องนี้
“…ทั้งหมดหกสิบสี่อันดับ…”
“…งั้นหรือ” ลู่เซิ่งไร้คำพูดโต้ตอบ มิน่าสำนักมารกำเนิดจึงตกต่ำถึงขั้นนี้ เพราะหล่นถึงอันดับสุดท้ายแล้ว
ขบวนรถของสำนักเดินทางไปเรื่อยๆ ไม่นานก็ถึงด้านหน้าเทือกเขาที่เชื่อมต่อกันไม่ขาดสาย ทุกคนลงจากหลังม้า แล้วพากันเดินขึ้นบันไดสีเทาที่เป็นระเบียบไปยังด้านในภูเขา
คนของแต่ละสำนักมีการเคลื่อนไหวเฉพาะตัว
พลังของสายเลือดที่มาจากอาวุธเทพศัสตรามาร เพิ่มความแข็งแกรงให้แก่พลังฟื้นฟูอย่างใหญ่หลวง ทั้งยังทำให้แต่ละคนได้รับวิชาลับทางสายเลือดที่แตกต่างกันด้วย
ในวิชาลับย่อมมีของที่เอาไว้ใช้เคลื่อนไหวโดยเฉพาะอยู่ด้วย
วิชาลับของสำนักสู้ตระกูลขุนนางไม่ได้ ต่อให้ใช้รูปแบบเดียวกัน แต่เป็นเพราะระดับความเข้ากันของสายเลือดตัวเองและวิชาลับ รวมถึงเงื่อนไขด้านอื่นๆ ทำให้พลังฝึกปรือแตกต่างตามไปด้วย
พวกลู่เซิ่งลงจากรถม้าของสำนักมารกำเนิด เห็นขบวนสำนักตรงหน้าแสดงความสามารถของตัวเอง
บางคนกระโดดเข้าไปกลางป่าอย่างพลิ้วไหวเหมือนกับจอมยุทธ์
บางคนเดินเข้าป่าทีละก้าวๆ อย่างไม่รีบร้อน ท่าเท้าเหมือนช้า แต่กลับฉับไว ไม่ทันไรก็หายไปในภูเขา
บางสำนักจูงกวางขาวหลายตัว หลังจากลงรถม้า ก็ขี่กวางเข้าป่าไป
แน่นอนว่านี่ยังเป็นส่วนน้อย ลู่เซิ่งมองไป ขบวนสำนักส่วนใหญ่ล้วนก้าวเดิน
ตอนนี้สำนักสวนดโปร่งใสที่อยู่ด้านหน้า ส่งศิษย์คนหนึ่งเข้ามาหา
“ศิษย์พี่เหอเซียงจื่อ ศิษย์พี่ลู่ ศิษย์พี่จ่านให้ข้าน้อยแจ้งว่าพวกเขาจะลงไปด้านล่างตำหนักจิตหยกก่อน รอพวกเขาผ่านไปแล้วค่อยรวมตัวกัน”
“ได้” ลู่เซิ่งพยักหน้า
ครั้งนี้เขาเป็นผู้นำ นี่เป็นเรื่องที่ไม่ได้ประกาศ เพื่อทำให้คนอื่นรับมือไม่ทัน ดังนั้นการตัดสินใจระหว่างทางเหมือนเหอเซียงจื่อกำหนดกลยุทธ์ แต่ความจริงเป็นเขาต่างหาก
วิธีการนี้เป็นวิธีที่เหอเซียงจื่อคิดได้ แม้ลู่เซิ่งจะไม่เห็นว่ามีประโยชน์ แต่ครั้นเห็นเหอเซียงจื่อแน่วแน่ขนาดนั้นก็ไม่อยากปฏิเสธ
หลังศิษย์จากสำนักสวนโปร่งใสผละไป สารถีวัยกลางคนที่ขับรถม้าก็ลงมา เดินมาถึงหน้าคนทั้งสอง
“ทั้งสองท่าน ถ้าหาสถานที่ไม่เจอ ข้าน้อยนำทางให้ได้ เพียงต้องการเงินดำหนึ่งเหรียญเท่านั้น”
“ไม่ต้องหรอก พวกเราหาเองได้” เหอเซียงจื่อลูบถุงเงิน ก่อนจะส่ายหน้ากล่าวออกไป
สำนักมารกำเนิดเดิมก็ไม่มีแหล่งรายได้อยู่แล้ว นับตั้งแต่ทรัพยากรถูกชิงไป ถึงขั้นแม้แต่ค่าใช้จ่ายสำหรับฝึกฝนก็มีไม่พอ เงินดำยิ่งใช้ก็ยิ่งน้อยลง
“เช่นนั้นก็ได้ ขออวยพรให้สำนักท่านกางธงแล้วได้ชัย” สารถีกลับไปบนรถอย่างผิดหวัง ก่อนจะเลี้ยวจากไป
รถคันนี้ไม่ใช่ของสำนักมารกำเนิด แต่เป็นพาหนะรับส่งที่สำนักระดับสามขั้นบนของร้อยเส้นสายจัดให้โดยเฉพาะ สารถีก็ไม่ใช่คนทั่วไป เป็นศิษย์จากในสำนักที่ออกมาปฏิบัติภารกิจ
ระดับสามขั้นบนทั้งหมดเป็นสำนักใหญ่ มีลูกศิษย์มากมาย ไม่ได้ทรุดโทรมเหมือนสำนักมารกำเนิด
ลู่เซิ่งกับเหอเซียงจื่อยืนอยู่บนพื้นหญ้า ขบวนรถรอบๆ เริ่มหันกลับแล้ว ศิษย์สำนักจำนวนไม่น้อยที่เหลืออยู่ต่างก็เดินไปยังบันไดหินด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน
“พวกเราไปกันได้แล้ว” ลู่เซิ่งกวาดตามองรอบๆ แล้วกล่าวอย่างสงบนิ่ง
“อื้อ อาจารย์รอพวกเราอยู่ที่ด้านใน” เหอเซียงจื่อพยักหน้า
ทั้งสองคนติดตามอยู่ท้ายขบวน เริ่มเดินทางเข้าไปในภูเขา
ป่าเขาเขียวชอุ่ม ใบไม้สีเขียวเข้มถูกลมพัดจนส่ายไปมา บันไดทอดออกไป ทุกๆ ระยะหนึ่งไม่ไกลจะมีคนเฝ้าอยู่
“ยังดีที่พวกเราไม่ได้จ่ายเงินไป” เหอเซียงจื่อเห็นดังนั้นก็รู้สึกโชคดี “เงินดำตั้งหนึ่งเหรียญ มีคนเฝ้าอยู่มากขนาดนี้ ต่อให้หลงทางก็ถามพวกเขาได้ ไม่ถึงกับหาสถานที่ไม่เจอ”
“บางทีอาจแค่อยากหากำไรค่าเหนื่อยเล็กๆ น้อยๆ กระมัง” ลู่เซิ่งยิ้ม
เดินไปได้ไม่นาน ตรงหน้าก็เป็นที่ว่างโล่งกว้าง
หอตำหนักสีขาวตั้งตระหง่านอยู่บนที่ว่าง ประตูใหญ่ด้านหน้าหอมีป้ายสูงใหญ่ป้ายหนึ่งตั้งอยู่ เขียนไว้ว่าตำหนักจิตหยก
มีคนชราสองสามคนนั่งขัดสมาธิที่ประตูตำหนัก ต่างมีผมขาวโพลน เครายาว สวมชุดนักพรต สภาวะคุกคามคน
สำนักที่ล่วงหน้ามาก่อนส่งมอบอะไรบางอย่างตรงหน้าคนชรา
“ตำหนักจิตหยกเป็นอาณาเขตของสำนักบัวสวรรค์ในสำนักระดับสามขั้นบน คนพวกนี้น่าจะเป็นคนของสำนักบัวสวรรค์ที่รับผิดชอบเรื่องราวในงานชุมนุม” เหอเซียงจื่อพูดขึ้นเบาๆ ด้านข้างลู่เซิ่ง
พอทั้งสองมาถึง ก็มีนักพรตคนหนึ่งเข้ามาหาทันที
“สหายสำนักมารกำเนิดทั้งสอง โปรดส่งหนังสือเอกสารให้ผู้อาวุโสทางด้านนั้น จากนั้นก็ไปบำเพ็ญรออยู่ที่จุดพักผ่อน การต่อสู้ภายในของงานชุมนุมจะเริ่มอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ วันนี้อีกเดี๋ยวจะจัดพิธีใหญ่”
มีนักพรตส่งป้ายชื่อที่สลักคำว่าสำนักมารกำเนิดชุดหนึ่งให้ลู่เซิ่งกับเหอเซียงจื่อ
นักพรตผู้นี้ยังอายุน้อย มองด้านหลังคนทั้งสอง พบว่ามีแต่พวกเขาสองคนเข้ามา ก็ถามอย่างสงสัยอยู่บ้าง “เอ่อ…ขอเสียมารยาทสอบถาม คนอื่นๆ ของสำนักท่านจะมาตอนไหนหรือ”
“พวกเราเข้าร่วมแค่สองคน” ลู่เซิ่งตอบอย่างสงบ
เหอเซียงจื่อที่อยู่ด้านข้างกลับอยากปิดหน้าวิ่งหนี สำนักหนึ่งมีคนแค่สองคนเข้าร่วมงานชุมนุม…ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์…
“มีแค่สองคนหรือ” นักพรตผู้นั้นตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แต่ก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขาไม่แปลกใจเลย ในสำนักมีคนหลากหลาย เขาจึงไม่อยู่ข้างฝ่ายใด
เขาไม่ใช่คนในสำนัก แต่เป็นสมาชิกของขุมกำลังบริวาร สมาชิกสำนักคนใดก็ตามที่อยู่ที่นี่ไม่ใช่คนที่เขาจะล่วงเกินได้ ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังคงรักษาท่าทีนอบน้อมไว้
“เช่นนั้นนี่เป็นป้ายคำสั่งของสำนักมารกำเนิด โปรดเก็บไว้ให้ดี มันบอกว่าระดับที่พวกท่านทั้งสองคนเข้าร่วมเป็นระดับไหน ไม่เหมือนกับป้ายชื่อ”
“เหอเซียง ทางนี้!” เฉินอวิ๋นเซียงกับศิษย์น้องสองคนที่อยู่ไม่ไกล เดินออกประตูตำหนักออกไปพร้อมโบกมือมาทางนี้
พวกลู่เซิ่งพอรับส่งเอกสารเสร็จ ก็เดินไปหาเฉินอวิ๋นเซียงทันที
“เหตุใดจึงเพิ่งมา ที่พักของพวกเจ้าอยู่ไหน สำนักหยกกังวานของพวกเรามีเส้นสายอยู่บ้าง สามารถจัดให้พักด้วยกันได้” เฉินอวิ๋นเซียงตั้งใจจะดูแลสหาย จึงถามเสียงแผ่วต่ำ
“ยังไม่ได้วางแผนเลย” เหอเซียงจื่อตอบอย่างจนปัญญา “เพิ่งมาถึงก็ถูกเจ้าเรียกมานี่แหละ”
ในฐานะสำนักอันดับสุดท้าย ใกล้จะหลุดจากร้อยเส้นสาย นอกจากสำนักที่สนิทสนมกันสองสามแห่ง ก็ไม่มีใครสนใจสำนักมารกำเนิด
ลู่เซิ่งสงสัยอยู่บ้างว่าตัวเองเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมขนาดใหญ่จริงๆ หรือไม่ ระหว่างทางมารู้สึกเหมือนกับเล่นคอมพิวเตอร์ที่ไม่เชื่อมอินเทอร์เน็ต แทบทุกสำนักอยู่ด้านหน้า มีแต่สำนักมารกำเนิดอยู่รั้งท้าย
“ศิษย์น้องอวิ๋นเซียง มาๆๆ ข้าขอแนะนำสหายคนใหม่ให้เจ้ารู้จัก!”
เฉินอวิ๋นเซียงยังคิดจะพูดอะไร แต่ก็ถูกสตรีอีกสำนักหนึ่งฉุดลากไป รอบๆ มีคนรู้จักไม่น้อยเข้ามาหา
คนอื่นๆ ทักทายนาง เฉินอวิ๋นเซิงก็จำเป็นต้องคารวะตอบ ระหว่างนั้น เหอเซียงจื่อกับลู่เซิ่งก็ได้แต่ถูกทิ้งไว้ด้านข้าง
“ช่างเถอะ พวกเราไปลงทะเบียนกันก่อน” เหอเซียงจื่อหน่ายใจอยู่บ้าง
ลู่เซิ่งพยักหน้า กวาดตามองรอบๆ นอกจากนักพรตที่คอยจัดการที่พักแล้ว ที่นี่ก็ไม่มีคนธรรมดาอีก ทั้งหมดเป็นคนในสำนักที่กลิ่นอายบนร่างเข้มข้น
“สำนักมารกำเนิด…”
ทั้งสองเดินมาถึงด้านหน้าชายชราที่รับลงทะเบียน ก่อนจะรายงานชื่อสำนักของตัวเอง
ชายชราก้มหน้าลงพลิกดูสมุดรายชื่อ
“สำนักมารกำเนิดอยู่ในลำดับยี่สิบเจ็ดสนามที่สาม อย่างนั้นที่อยู่ของพวกท่านอยู่ในเขตที่ห้า ในสวนกล้วยไม้ ถีเซิงเจ้าพาทั้งสองท่านไป”
“ขอรับ” นักพรตหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างรีบเข้ามา
ตอนนี้สำนักที่เหลือลงทะเบียนกันหมดแล้ว สำนักมารกำเนิดเป็นสำนักสุดท้าย
“รู้สึกโดดเดี่ยวบ้างหรือไม่” เหอเซียงจื่อยิ้มฝาดเฝื่อนให้ลู่เซิ่ง
“ยังดีอยู่” ลู่เซิ่งหัวเราะ
“นอกจากสหายแล้ว ก็ไม่มีสำนักใดอยากคบค้าสมาคมกับพวกเราอีก เป็นเพราะพวกเขาคิดว่าอย่างไรพวกเราก็จะหลุดออกจากร้อยเส้นสายอยู่แล้ว ผูกมิตรหรือไม่ก็ไม่มีประโยชน์” เหอเซียงจื่อกล่าวด้วยรอยยิ้มหนักใจ
ลู่เซิ่งเองก็ไร้คำพูดเช่นกัน สำนักมารกำเนิดตกต่ำถึงขั้นนี้ เปล่าเปลี่ยวอ้างว้างจริงๆ
……………………………………….
บทที่ 234
ทั้งสองเดินเข้าตำหนักจิตหยกภายใต้การนำทางของนักพรตหนุ่ม รอบๆ เห็นนักพรตนำทางให้คนในสำนักคนอื่นๆ ตลอดเวลา
คนในสำนักเหล่านี้บ้างก็สนทนากันอย่างเพลิดเพลินขณะร่วมทางกัน บ้างก็เขม่นเย็นชาใส่กันชนิดพร้อมชักดาบฟันใส่ ยังมีบางส่วนคุยกันเป็นคุ้งเป็นแคว
ภายใต้การชักนำของนักพรตนำทาง คนทั้งสองจากสำนักมารกำเนิดเดินเข้าลานตำหนักที่อยู่ลึกที่สุด ระหว่างทางพอมีคนในสำนักเห็นพวกเขา ก็จะมีคนถามสถานการณ์กันเป็นครั้งคราว
แต่หลังจากรู้ว่าเป็นคนของสำนักมารกำเนิด ถ้ามิใช่ไม่เคยได้ยินมาก่อนโดยสิ้นเชิง ก็เมินผ่านไป ไม่สนใจ
สำหรับพวกเขาแล้ว สำนักมารกำเนิดเป็นแค่สำนักเล็กๆ ซึ่งใกล้จะหลุดจากร้อยเส้นสายอยู่รอมร่อ ไม่โดดเด่นจนไม่มีค่าพอให้คุยด้วย
พวกลู่เซิ่งตัดทะลุลานสองสามแห่ง โครงสร้างของตำหนักจิตหยกคือมีเส้นทางใหญ่สายหนึ่งตัดผ่านตรงกลาง สองด้านของเส้นทางใหญ่เป็นคฤหาสน์ที่แต่ละสำนักใช้พัก
ลู่เซิ่งเห็นคนในสำนักคนอื่นๆ มีคนนำทางพาไปยังคฤหาสน์ที่พักเหมือนกับพวกเขาสองคน
ทว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้มีแค่สองคน อย่างน้อยสุดก็มีเจ็ดแปดคน
“สวนกล้วยไม้อยู่ด้านในสุดของตำหนักจิตหยก ตอนนี้ตำหนักจิตหยกถูกแบ่งเป็นห้าเขต สำนักท่านอยู่เขตที่ห้า” คนนำทางแนะนำเบาๆ
“อืม แล้วเรื่องอาหารการกินเล่า” เหอเซียงจื่อถาม
“หอฟ้าจรุงจะจัดหาอาหารให้ สำนักระดับสามขั้นบนทั้งหมดมีคนคอยตรวจตรา ไม่มีทางเกิดปัญหาใดๆ จากนั้นในช่วงต่อสู้ภายใน การจัดการของห้าเขตใหญ่คือ สำนักทั้งหมดในห้าเขตสามารถท้าทายกันได้ตามใจ ทุกคนประลองได้ห้ารอบ จำนวนครั้งที่ถูกคนอื่นท้าไม่นับในจำนวนแข่งขันของตัวเอง ผู้ใดชนะมากที่สุด ก็จะเป็นอันดับหนึ่ง…” คนนำทางแนะนำสถานการณ์เกี่ยวกับการแข่งขันในงานชุมนุม
ระหว่างทางไปสวนกล้วยไม้ ผ่านคฤหาสน์ไม่น้อย ผู้คนกำลังจัดที่พักกันอยู่ คนในสำนักบางคนเดินลาดตระเวน ตรวจสอบสถานการณ์รอบๆ
เดินไปถึงครึ่งทาง หางตาลู่เซิ่งพลันเหลือบเห็นบุรุษสตรีเยาว์วัยสองคนกำลังวางหมากอยู่ด้านข้าง
บุรุษใส่อาภรณ์สีดำ แขนเสื้อยาวพัดพลิ้ว สวมกวนหยกสูง แขวนหยกสีเขียวชิ้นหนึ่งไว้ตรงหน้าอก มีบุคลิกเหมือนบัณฑิตยุคโบราณ
สตรีอีกคนอายุไม่เกินยี่สิบ ตอนนี้กลับเหมือนพระพุทธรูปในวัด ใบหน้าน่าเกรงขาม บนเครื่องหน้าที่งดงามถึงกับปรากฏความเมตตากรุณา สตรีนางนี้ทั้งๆ ที่มีรูปร่างอ้อนแอ้น เผยขาหยกเรียวยาวกับองค์เอวที่คอดกิ่วมากกว่าครึ่ง กลับไม่ให้ความรู้สึกยั่วยวนแม้แต่น้อย
ทั้งสองนั่งอยู่ข้างกระดานหมาก ผลัดกันวางหมาก สีหน้าดูเคร่งขรึมทั้งคู่
“สองคนนั้นคือ?” ลู่เซิ่งเคยเห็นคนในสำนักและตระกูลขุนนางมามากมาย แต่คนที่มีลักษณะประหลาดอย่างสตรีผู้นั้นกลับเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก คนที่เหลือส่วนใหญ่ไม่ต่างจากคนปกติ
นักพรตนำทางมองตามนิ้วของลู่เซิ่ง พลันหัวเราะ
“ทั้งสองคนนั้นคือฆราวาสชางซงจื่อของสำนักบัวสวรรค์ รวมถึงเทพธิดาเซ่ออั้นของสำนักง้าวเทวะ”
“ที่นี่ไม่ใช่ที่อยู่ของสำนักระดับสามขั้นล่างหรอกหรือ” เหอเซียงจื่อถามอย่างสงสัยเล็กน้อย
“เป็นเช่นนั้น ทว่าสองคนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังป้องกัน พักอยู่ที่นี่ ไม่เข้าร่วมการแข่งขันในงานชุมนุม” นักพรตนำทางตอบเบาๆ
พวกลู่เซิ่งได้ยินก็เข้าใจความนัย หมายความว่าสองคนนี้มีพลังแข็งแกร่งเกินไป เหนือกว่าขอบเขตของศิษย์ทั่วไป หากเข้าร่วมงานชุมนุมก็เป็นการรังแกเด็ก
ลู่เซิ่งอดมองสองคนนี้เพิ่มไม่ได้
“ไปต่อเถอะ”
“ขอรับ ข้าจะแนะนำต่อ” นักพรตนำทางต่อบทสนทนาก่อนหน้า
ระหว่างทางก็ฟังคำแนะนำไปด้วย ไม่นานทั้งสองก็ไปถึงสวนกล้วยไม้ของสำนักมารกำเนิด
แม้ว่าสำนักมารกำเนิดใกล้จะหลุดจากร้อยเส้นสาย แต่สุดท้ายก็ยังเป็นสมาชิกของสำนักร้อยเส้นสาย จึงได้รับการจัดสรรคฤหาสน์ที่จุคนได้หลายสิบคนเช่นกัน
คฤหาสน์นี้มีชื่อว่าสวนกล้วยไม้ มีตำหนักหลักหลังหนึ่ง ตำหนักรองสองหลัง รอบๆ มีห้องปีกอยู่หลายสิบห้อง
งานชุมนุมใหญ่ในตอนบ่าย ลู่เซิ่งคร้านจะไป จึงให้เหอเซียงจื่อไปแทน
ความจริงก็แค่คนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกัน แล้วให้นักพรตเฒ่าแห่งตำหนักจิตหยกที่ดูแลงานชุมนุมแนะนำการแบ่งเขตและตารางการแข่งขัน
ตัวเขาอยู่ในห้อง ตรวจสอบว่ามีเส้นทางลับที่เอาไว้ใช้สอดส่องหรือไม่ นอกจากนี้เป็นเพราะเขารู้สึกว่าหัวใจจิตมารของตัวเองกำลังจะฟักตัวเป็นครั้งที่สองแล้ว เขาคาดหวังมากว่าตนเองที่ฝึกฝนวิถีหทัยมารถึงขั้นที่เก้าจะไปถึงระดับไหน
หนำซ้ำกายเนื้อของเขาก็แข็งแกร่งกว่าคนในสำนักมารกำเนิดเมื่อก่อนหน้าเหลือประมาณ ผลลัพธ์แบบนี้ทำให้สารสกัดจากธารหมอกพิษที่เขาดูดซับไว้มีมากกว่าคนในสำนักมารกำเนิดทั่วไป
เขาเคยคำนวณเทียบกับความจุร่างกายของคนในสำนักทั่วไป สารสกัดจากธารหมอกพิษที่เขาดูดไว้อย่างน้อยก็มีมากกว่าศิษย์ธรรมดาสามสิบถึงห้าสิบเท่า
ยกตัวอย่างเช่นเหอเซียงจื่อ ลู่เซิ่งเคยถามอ้อมๆ ถึงสถานการณ์และรายละเอียดบางส่วนตอนที่นางฝึกฝนวิชาไร้มูลเหตุ
แล้วก็อนุมานระดับของสารสกัดจากธารหมอกพิษที่อีกฝ่ายดูดซับไว้ได้อย่างรวดเร็ว นี่ทำให้ลู่เซิ่งมีตัวเปรียบเทียบที่เห็นได้ชัด
เหอเซียงจื่อเป็นตัวแทนไปเข้าร่วมงานชุมนุมใหญ่ ลู่เซิ่งอยู่ในสวนดอกไม้ได้ไม่นานเท่าไหร่ ด้านนอกก็มีเสียงอึกทึกดังมา
ตึง!
“”เฉินชือ! ไสหัวออกมา!”
เสียงบุรุษแหลมเล็กเสียงหนึ่งดังมาจากคฤหาสน์ข้างๆ เสียงฟังดูตุ้งติ้งแต่กลับทรงพลัง ทำให้คนรู้สึกถึงความย้อนแย้งที่อธิบายไม่ถูก
“เมื่อครู่เจ้าฟันแขนข้างหนึ่งของศิษย์น้องข้า ตอนนี้ เจ้าต้องออกมาฟันแขนสองข้างของตัวเอง หรือว่าจะให้ข้าบุกเข้าไปฉีกแขนฉีกขาของเจ้า” เสียงตุ้งติ้งนั้นกล่าวอย่างเย็นชา
“เฝิงจวินไห่ใช่หรือไม่ เจ้าไม่ไปร่วมงานชุมนุมใหญ่หรือ ก็ดี จะได้จัดการเจ้าไปด้วย กำลังรู้สึกอยู่พอดีว่าเขตนี้แออัดเกินไป” เสียงราบเรียบสงบนิ่งดังขึ้นตามมา
ลู่เซิ่งนั่งในตำหนักข้าง ได้ยินก็รู้ว่าด้านนอกกำลังจะมีเรื่องกัน
เดี๋ยวมีเสียงร้อง เดี๋ยวมีเสียงกระแทก จากนั้นเป็นเสียงระเบิด ไม่รู้ว่าใช้วิชาลับอะไร
สู้กันสักพักก็ยังไม่จบ
เขาคาดไม่ถึงว่าการต่อสู้จะเริ่มเร็วขนาดนี้ คนดูแลของที่นี่ก็ไม่ได้สนใจ ปล่อยให้พวกเขาอาละวาด คล้ายกับนี่เป็นการอุ่นเครื่อง
โหวกเหวกกันสักพัก ด้านนอกก็เงียบสงบ
ลู่เซิ่งสงบจิตสงบใจ สัมผัสหัวใจจิตมารดวงที่สองที่กำลังจะฟักตัวต่อ ดวงแรกเป็นงูหัวคน คล้ายกับมีผลต่อจิตใจ เขากลับค่อนข้างคาดหวังต่อดวงที่สอง ไม่รู้ว่าตนจะฟักความสามารถแบบไหนออกมาได้
การฟักหัวใจจิตมารในวิถีหทัยมารของแต่ละคนล้วนแตกต่าง นี่เป็นเพราะทุกคนมีนิสัยใจคอไม่เหมือนกัน
‘หัวใจจิตมารทั่วไปเมื่อฟักออกมา ตามการบันทึกบนคัมภีร์ ดวงแรกส่วนใหญ่จะเป็นงูพิษอาฆาต’ ลู่เซิ่งมองงูหน้าคนที่ลอยช้าๆ อยู่ด้านข้างตน มันเป็นงูพิษอาฆาตจริงๆ มีรูปร่างและความสามารถตามที่บันทึกบรรยายไว้
‘ความสามารถของงูพิษอาฆาตคือการรบกวนจิตใจ ทำให้ตั้งสมาธิไม่ได้ ถือว่ามีประโยชน์น้อยที่สุด ต่อจากนี้ถ้าไม่อยู่เหนือความคาดหมาย รูปแบบทั่วไปน่าจะเป็นราชสีห์โทสะ ราชสีห์โทสะที่แบกรับอัคคีพิษสีดำช่วยในการต่อสู้จริงได้ อานุภาพขึ้นอยู่กับระดับพลังฝึกปรือ’
ลู่เซิ่งหลับตา ไอสีดำเริ่มลอยวนเวียนรอบๆ ตัว ไม่นานก็หยุดอยู่ด้านหน้าเขา ปรากฏหัวใจสีดำขนาดเท่าหัวคนดวงหนึ่ง
กลางหัวใจเป็นอักขระมารเทพสีแดงส่องแสงระยิบระยับ
‘ชักนำจิตใจตัวเอง ควานหาความปรารถนา ความกระหาย และส่วนที่อยู่ลึกที่สุดในความทรงจำของตนเองออกมาเพื่อสัมผัสอย่างสงบ’
ลู่เซิ่งตั้งสมาธิกลั้นลมหายใจ เริ่มใช้จิตใจฟักหัวใจจิตมารตามขั้นตอนในคัมภีร์
ตึง!
ในตอนนี้เอง มีเสียงดังเสียงหนึ่งขัดสมาธิของเขา
เสียงไม่ได้ดังมามาจากที่อื่น หากมาจากประตูใหญ่ของคฤหาสน์สวนกล้วยไม้
“พวกไม่ได้ความของสำนักมารกำเนิด ไสหัวออกมา!” เสียงที่คุ้นหูเสียงหนึ่งดังสะท้อนบนสวนคฤหาสน์อย่างหยิ่งยโส
ลู่เซิ่งนิ่วหน้า ลุกขึ้นอย่างโมโห
เขาแค่อยากเข้าร่วมงานชุมนุมอย่างสุขสงบ จากนั้นรักษาอันดับไว้ ทำไมจึงมักมีขยะมาหาเรื่องเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกคนต่อสู้เปรียบวรยุทธ์อย่างมีน้ำใจไม่ได้หรือ
‘ต้องเอาให้หนัก แต่จะฆ่าก็ไม่ได้…อืม…ยุ่งยากจริงๆ’ ลู่เซิ่งเดินอย่างเชื่องช้าออกจากตำหนักข้างพลางมองไปยังกลางคฤหาสน์
บุรุษร่างสูงใหญ่คนหนึ่งยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ กวาดตามองซ้ายแลขวา เป็นหลี่ตู้ที่ก่อนหน้านี้เจอกันในโรงเตี๊ยม
อีกคนหนึ่งเหมือนจะเป็นศิษย์น้องของเขา สวมเสื้อคลุมและกระโปรงยาวสีน้ำเงินเข้ม สะพายเกาทัณฑ์สีดำสนิทคันหนึ่งไว้ด้านหลัง ผมยาวพัดพลิ้ว บุคลิกน่ามองอยู่บ้าง
“คนของสำนักมารกำเนิดใช่หรือไม่” หลี่ตู้มองแวบเดียวก็จดจำลู่เซิ่งได้
เดิมทีสำนักเก้ากระดิ่งต้องการหน่วยหลักและอาณาเขตของสำนักมารกำเนิด สำนักจุดพิสดารของพวกเขาจึงต้องถอยออกมาจากการแย่งชิง ถึงอย่างไรพลังของสำนักจุดพิสดารก็สู้สำนักเก้ากระดิ่งไม่ได้
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าอยู่ๆ สำนักเก้ากระดิ่งก็อ่อนแอลง ครั้งนี้ส่งศิษย์มาเข้าร่วมพอเป็นพิธีเท่านั้น
เมื่อเป็นแบบนี้ ในใจหลี่ตู้จึงเกิดแผนการ สำนักจุดพิสดารเป็นสำนักที่ขึ้นชื่อในเรื่องการฝึกจุดพิสดารห้าจุดเป็นหลัก
พวกเขาปักใจเชื่อว่าจุดห้าจุดนี้เป็นประตูชีวิตที่สำคัญที่สุดบนร่างกายของผู้ครองสายเลือด ขอแค่ฝึกฝนพวกมัน เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่พวกมัน ก็จะได้รับวิชาลับที่น่าเหลือเชื่อ และบึงมารของสำนักมารกำเนิดก็มีผลกระตุ้นจุดลมปราณในระดับหนึ่ง
ลุงของหลี่ตู้เป็นเจ้าสำนักจุดพิสดาร สำหรับคนอื่นๆ แล้วเขาเป็นเจ้าสำนัก แต่ในฐานะญาติ เขาย่อมใส่ใจความรุ่งเรืองของสำนัก
สำนักระดับสามขั้นล่างสองสามแห่งให้ความสนใจหน่วยหลักของสำนักมารกำเนิดอยู่บ้าง ดังนั้นพอได้ยินข่าว ก็รู้สึกเหมือนเป็นโอกาส รีบมาเพื่อไม่ให้คนอื่นชิงตัดหน้า
“เจ้าคือลู่เซิ่งหรือ” หลี่ตู้พิจารณาอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา
นักศึกษาอ่อนแอ
นี่เป็นภาพประทับใจแรกตอนที่เขาเห็นลู่เซิ่ง
ใบหน้าซีดขาว มองดูก็รู้ว่าเลือดลมไม่พอ ถ้าหากเป็นสำนักอื่นๆ เขาหลี่ตู้คงกริ่งเกรง แต่สำนักมารกำเนิดนอกจากควันพิษเล็กน้อยกับความสามารถโจมตีที่เลวร้ายสุดขีดแล้ว วิชาลับของพวกเขายังเหลืออะไรอีก
“เป็นข้าเอง” ลู่เซิ่งได้ยินคำถามก็พยักหน้าเบาๆ
“เหอเซียงจื่อผู้นำของพวกเจ้าเล่า” หลี่ตู้กวาดตามอง คิดจะหาตัวเหอเซียงจื่อ
“เจ้าหานางมีเรื่องอะไร ข้าแจ้งแทนได้” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างจริงจัง
“ไม่มีอะไร แค่อยากจะให้พวกเจ้าสำนักมารกำเนิดออกจากงานชุมนุมครั้งนี้ อย่างไรพวกเจ้าก็ไม่ได้อันดับอะไรอยู่แล้วมิใช่หรือ” หลี่ตู้หัวเราะเย็นชา
ถอนตัวหรือ
ลู่เซิ่งครุ่นคิด แล้วยื่นนิ้วออกมาสามนิ้ว
“ตาดวงหนึ่ง ขาสองข้าง”
“อะไร” หลี่ตู้งุนงง ไม่เข้าใจโดยสิ้นเชิงว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร
กรี๊ด!
ทันใดนั้นด้านข้างหลี่ตู้แว่วเสียงกรีดร้อง เขารีบหันไปมอง ตอนนี้ศิษย์น้องที่มาด้วยกันกับเขาใช้นิ้วแทงเข้าไปในดวงตาของตัวเองทั้งสองข้าง
เลือดมากมายทะลักออกมาจากเบ้าตา ก่อนหยดลงบนพื้น
“ศิษย์พี่! ช่วยข้าด้วย!” ศิษย์น้องร้องไห้อย่างหวาดกลัว แต่ไม่อาจควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวเอง นิ้วมือหมุนควงอยู่ในเบ้าตา
“ข้า…!!??” หลี่ตู้แตกตื่น แต่ก็ได้สติทันที “เจ้ารอก่อน ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว!”
พูดจบก็วิ่งมาถึงตรงหน้าศิษย์น้อง
จากนั้น
ก็แทงนิ้วเข้าไปในดวงตาทั้งสองของตัวเอง
สวบ
อ๊าก!
หลี่ตู้ควักลูกตาตัวเองออกมา
“ศิษย์น้อง!” เขาตะโกน “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ศิษย์น้อง?! เหตุใดข้ามองไม่เห็นอะไรแล้ว?!”
ครู่ต่อมา…
ทั้งสองคนไร้ดวงตาแล้ว ได้แต่ใช้มือคลานออกจากประตูใหญ่สำนักมารกำเนิดอย่างยากลำบาก
“ศิษย์น้อง!”
“ศิษย์พี่!”
ลู่เซิ่งค่อยๆ ปิดประตูใหญ่ มองงูหน้าคนที่ลอยวนเวียนรอบๆ ตัวเองอย่างระอาใจอยู่บ้าง
เขาเพียงแค่ปล่อยสิ่งนี้ออกมาทดลองดู สุดท้ายนึกไม่ถึงว่ามันจะมีพลังวิปริตขนาดนี้
‘คำอธิบายบอกว่างูหน้าคนมีความสามารถในการปั่นป่วนจิตใจและสร้างความสับสนเล็กน้อย’ เขารู้สึกว่าตัวเองอ่านคัมภีร์ปลอมไป ทำให้คนสับสนจนควักลูกตาตัวเอง ฟันสองขาของตัวเอง ความสามารถแบบนี้เรียกเล็กน้อยหรือ
หลี่ตู้ถึงอย่างไรก็เป็นยอดฝีมือพันธนาการระดับจตุลักษณ์ ต่อให้เป็นระดับของสำนัก ที่อ่อนแอกว่าตระกูลขุนนางขั้นหนึ่ง ก็เป็นยอดฝีมือระดับสุดยอดที่สูงส่งในสายตาคนทั่วไปอยู่ดี
‘ถ้าหากว่าแม้แต่คนระดับนี้ก็ยังป้องกันการรบกวนจากงูหน้าคนที่เราปล่อยออกมาไม่ได้ อย่างนั้นถ้าคนธรรมดาเจอความสับสนแบบนี้ จะมีผลถึงขนาดไหน’ ลู่เซิ่งสีหน้าเคร่งขรึมลง เป็นเพราะเขาทราบว่าความสามารถของงูหน้าคนไม่ใช่เพียงส่งผลเฉพาะคนใดคนหนึ่ง แต่ว่าปลดปล่อยพลังได้เป็นวงกว้าง…
……………………………………….
บทที่ 235
คนขาด้วนสองคนที่หนีออกมาจากที่พักของสำนักมารกำเนิด ดึงดูดความสนใจของอาลักษณ์ในตำหนักจิตหยกที่อยู่ใกล้ๆ อย่างรวดเร็ว
นักพรตชุดดำสองคนยืนอยู่ในที่ลับ เห็นพวกหลี่ตู้ที่คลานออกมาพร้อมกับร่างโชกเลือด ก็ย่นหัวคิ้วเล็กน้อย
“รวดเร็วขนาดนี้เลยหรือ หนำซ้ำยังบาดเจ็บสาหัสไปบ้าง สำนักไม่เหมือนตระกูลขุนนาง พลังฟื้นฟูสู้พวกเขาไม่ได้ บาดเจ็บแบบนี้ อย่างน้อยก็ต้องรักษาครึ่งปี” นักพรตคนหนึ่งกล่าวเบาๆ
อีกคนหนึ่งก้มหน้าใช้พู่กันถ่านจดเนื้อหาบนสมุดเล่มหนึ่ง
“หลี่ตู้เป็นผู้นำของสำนักจุดพิสดารกระมัง ไม่ทันไรก็พ่ายแพ้แล้ว กลิ่นอายในสวนกล้วยไม้เมื่อครู่กำหนดให้เป็นอะไร”
“เป็นปราณมารของสำนักมารกำเนิดไม่ผิดแน่” นักพรตอีกคนตอบกลับ
“หมายความว่าสำนักมารกำเนิดโต้ตอบกลับในสภาพจนตรอกหรือ น่าสนใจ”
“มีอยู่เพียงสองคน จะโต้ตอบกลับอย่างไร โดนรุมก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว” นักพรตอีกคนกล่าวพลางส่ายหน้า
“พอแล้ว เฝ้าต่อไป ข้าจะไปดูที่อื่นก่อน” นักพรตคนนี้มองเนื้อหาที่เขียน ก่อนจะหมุนตัวเดินไปอีกทางหนึ่ง
“รับทราบ” นักพรตที่เฝ้าสำนักมารกำเนิดมองอาการบาดเจ็บของพวกหลี่ตู้อย่างตั้งใจ แล้วจุ๊ปาก
เขตที่ห้ามีทั้งหมดห้าสำนัก สำนักเบิกอาทิตย์ สำนักจุดพิสดาร หุบเขาน้ำแข็ง พรรคกระบี่ทรายเหลือง รวมถึงสำนักมารกำเนิด
ผู้นำของสำนักจุดพิสดารคือหลี่ตู้ นึกไม่ถึงว่าตอนนี้ขนาดผู้นำออกโรงเอง ยังบาดเจ็บสาหัส
พวกหลี่ตู้ออกมาไม่นาน ก็ถูกคนของสำนักจุดพิสดารเจอตัว รีบส่งคนหลายคนออกมาอุ้มทั้งสองเข้าไปพร้อมกับร้องอุทาน
ข้างๆ สำนักจุดพิสดารเป็นสำนักเบิกอาทิตย์
หวงซือเฉิงซึ่งเป็นผู้นำมองสวนกล้วยไม้ของสำนักมารกำเนิดอย่างเคร่งขรึม
“อย่าเพิ่งทำอะไรพวกเขา สำนักมารกำเนิดรอคนอื่นไปหยั่งเชิง พวกเราจัดการหุบเขาน้ำแข็งก่อน”
เขาสั่งเหล่าศิษย์น้องที่อยู่ด้านหลัง
“ศิษย์พี่หวงหวาดกลัวขนาดนี้เชียว ได้ยินว่าสำนักมารกำเนิดนี้ส่งมาแค่สองคน ต่อให้เก่งกาจอย่างไรก็คงสู้คนมากไม่ได้อยู่ดี” ศิษย์น้องคนหนึ่งกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ “ถึงแม้พวกเราไม่ทำอะไรพวกเขา แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเรากลัว เกิดว่าเจอสถานการณ์ ถ้าหากพวกเขามาหาเรื่อง พวกเราเองก็ไม่ต้องเกรงใจ”
“วาจาไร้สาระกล่าวน้อยๆ หน่อย ข้าเป็นผู้นำ ข้าตัดสินใจ เจ้ามีปัญหาก็ไปหาอาจารย์เอง!” หวงซือเฉินกวาดมองเขาอย่างเย็นชา
“ขอรับๆ ท่านเป็นลูกพี่ แล้วแต่ท่านเถอะ”
ข่าวที่หลี่ตู้จากสำนักจุดพิสดารต่อสู้ครั้งแรกแล้วพ่ายแพ้กระจายไปอย่างรวดเร็ว หลี่ตู้ถูกคนพาไปรักษา
แต่ไม่มีผู้นำก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาแพ้แล้ว สำนักจุดพิสดารยังมีคนที่อ่อนแอกว่าหลี่ตู้ขึ้นมานำกลุ่ม พวกเขาได้แต่เฝ้าประตูไว้ ไม่ออกไปด้านนอกอีก
ทุกอย่างกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว คฤหาสน์ของสำนักทั้งห้าประจันหน้ากันอย่างไร้สุ้มเสียง
ลู่เซิ่งตั้งใจฟักหัวใจจิตมารดวงที่สองต่อ
ในตำหนักรองเขานั่งขัดสมาธิอยู่ บนตัวปรากฏเปลวไฟล่องหนอันลางเรือน ควันสีดำหลายสายวนเวียนโคจรระหว่างปากกับจมูกของเขา
‘ละมั่งทองโลหิตแดงฉาน แดงราวบรรพตเหล็ก คำรามโกรธเกรี้ยว เลี้ยววกสู่พงไพร’
ลู่เซิ่งท่องเคล็ดวิชาของวิชาหทัยมารในใจซ้ำไปซ้ำมา
อย่างค่อยเป็นค่อยไป กลางอากาศด้านหน้าเขาปรากฏหัวใจจิตมารอีกครั้ง
หัวใจสีดำเต้นอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้แยกเป็นรอยแยกเล็กๆ สายหนึ่ง ด้านในมีแสงไฟสีดำระยิบระยับสาดออกมา
‘เปิด!’ ลู่เซิ่งยื่นมือไปแตะหัวใจ
พรวด
หัวใจจิตมารแยกออก ไอสีดำมากมายทะลักออกมาราวน้ำตก แล้วตกลงบนพื้นด้านหน้าลู่เซิ่ง
ปราณมารส่งเสียงซ่าๆ ไม่ได้กระเซ็นไปรอบๆ แต่รวมตัวกันจนหมือนกับถ้ำสีดำที่สูงเท่าหนึ่งคนครึ่ง ไม่นานราชสีห์สีดำตัวกำยำและสูงเท่าครึ่งเอวคนตัวหนึ่งก็เดินออกมาจากใต้ปราณมาร
ราชสีห์ไม่ส่งเสียงร้อง เดินวนบนพื้นอย่างหงุดหงิด ปล่อยให้ลู่เซิ่งลูบไล้และตรวจสอบตัวมันอย่างละเอียด
‘น่าอัศจรรย์จริงๆ’ ลู่เซิ่งถอนใจชมเชย
ถ้าหากบอกว่างูหน้าคนเมื่อก่อนหน้านี้เป็นภาพหลอนในด้านประสาทการมองเห็น อย่างนั้นราชสีห์สีดำตัวนี้ ราชสีห์ที่แผงคอมีไฟสีดำลุกไหม้ก็เป็นของจริงโดยสมบูรณ์
‘สิ่งมีชีวิตที่จับต้องได้ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของสารสกัดธารหมอกพิษ อัศจรรย์ยิ่งกว่าวรยุทธ์ซะอีก เทียบได้กับการสร้างชีวิตจากความว่างเปล่า’ เขายื่นมือไปลูบบนหลังอันเรียบเนียนของราชสีห์โทสะ
เปลวเพลิงสีดำลุกไหม้บนตัวมัน หากเหมือนกับภาพลวงตา ไม่อาจทำร้ายเขาได้โดยสิ้นเชิง
‘เปลวไฟนี้เกิดจากการเผาปราณมาร ราชสีห์โทสะมีเวลาการคงอยู่ไม่นานมาก หลักๆ เป็นเพราะเปลวไฟนี้สิ้นเปลืองพลังถึงขีดสุด แต่สำหรับเราเหมือนจะไม่มีผลกระทบอะไร’
ลู่เซิ่งสัมผัสความเร็วการไหลเวียนของปราณมารในร่าง ยังใช้ได้ ใกล้เคียงกับความเร็วในการชดเชยและสร้างปราณมารตามธรรมชาติ แทบคงอยู่ได้โดยไม่จำกัดเวลา
ราชสีห์โทสะตัวยาวเกือบสองหมี่กว่าๆ ขนแผงคอและหางมีเพลิงสีดำลุกไหม้ หน้าตาดุร้ายน่าเกรงขาม เพียงแต่ต่างจากบันทึกในคัมภีร์เล็กน้อย บนหัวของมันมีเขาโค้งสีดำสองข้างเหมือนกับเขาของละมั่ง
‘ไม่รู้ว่าพลังเป็นยังไง ปล่อยไว้ก่อนก็แล้วกัน’ ลู่เซิ่งใช้ความคิด ราชสีห์โทสะพลันกลายเป็นควันสีดำ แล้วหายเข้าไปในร่างของเขาอย่างรวดเร็ว
‘ปกติแล้วเวลาในการเติบโตของหัวใจจิตมารสักดวงหนึ่งก็คือสิบสองชั่วยาม เราใช้เวลาหลายวัน ผลที่ได้คือราชสีห์โทสะที่มีเขางอกมาคู่หนึ่งเมื่อเทียบกับราชสีห์โทสะทั่วไปเหรอ’ ลู่เซิ่งไม่รู้ว่าเขาของมันเอาไว้ทำอะไร
จำเป็นต้องรอจนหัวใจจิตมารทุกดวงฟักตัวทั้งหมด หลังจากได้หัวใจจิตมารดวงสุดท้าย จึงจะเป็นเวลาที่วิถีหทัยมารแสดงอานุภาพที่แท้จริง ตอนนี้พลังของเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก วิถีหทัยมารไม่มีส่วนเสริมใดๆ ต่อตนเอง
หลังจากหยุดฝึกวิชา เขาก็ลุกขึ้นเดินรอบสวนกล้วยไม้ พบว่าสำนักอื่นๆ ปิดประตูใหญ่แน่น ด้านนอกนอกจากนักพรตลาดตระเวนสองสามคนของตำหนักจิตหยกแล้ว ก็ไม่มีคนอื่นอีก
คนสองคนที่วางหมากก่อนหน้านี้ก็หายตัวไปด้วยเช่นกัน ที่พักรอบๆ เงียบสงัด
ลู่เซิงเดินไปตามพื้นที่ปูด้วยอิฐสีขาว ไปถึงด้านหน้ากระถางธูปใบใหญ่ บนพื้นด้านข้างกระถางธูปมีแผ่นหินบันทึกประวัติของตำหนักจิตหยกไว้
ตัวหนังสือด้านบนพร่ามัวไม่ชัดเจน แต่ยังพออ่านออก
บนพื้นมีสภาพเละเทะ อิฐถูกทุบแหลก ดอกหญ้าที่แซมสีเขียวดำเกรียม ในอากาศมีกลิ่นเปรี้ยวชื้นแฉะ
ลู่เซิ่งจำได้ประมาณหนึ่งว่า ที่นี่น่าจะเป็นตำแหน่งที่คนทั้งสองคนนั้นต่อสู้กัน ตัดสินจากความชัดเจนของเสียงที่ดังมา บวกกับร่องรอยที่เหลืออยู่ สนามต่อสู้ของทั้งสองคนนั้นสมควรอยู่ที่นี่
‘วิชาลับคล้ายเป็นประเภทเย็นและเปียกชื้น อีกสายมีแต่ความรุนแรง’ ลู่เซิ่งเดินไปถึงหลุมใหญ่หลุมหนึ่ง ก่อนจะนั่งยองๆ ลงลูบขอบหลุม
ขอบของหลุมที่กว้างครึ่งหมี่ปรากฏร่องรอยและสัมผัสเหมือนการระเบิด
เขาสัมผัสได้อย่างรวดเร็วว่าในที่ลับมีสายตาไม่น้อยติดตามตัวเองอยู่ เห็นได้ชัดว่าเป็นเป็นศิษย์ของสำนักบัวสวรรค์ที่คอยบันทึกผลแพ้ชนะ
‘เริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลยหรือ’ ลู่เซิ่งใคร่ครวญ ตัดสินใจกลับก่อน เป้าหมายของเขาในครั้งนี้คือทำตัวไม่เด่น รักษาอันดับของสำนักมารกำเนิดไว้ได้ก็พอ การเคลื่อนไหวที่สะดุดตาเกินไป เขาไม่คิดทำ
ตอนจัดการพวกหลี่ตู้เมื่อก่อนหน้านี้เขาออกแรงมากเกินไป ต้องตั้งใจควบคุมให้ดี
เขาลุกขึ้นยืน กำลังจะกลับสวนกล้วยไม้
“ลู่เซิ่ง ศิษย์น้องลู่จากสำนักมารกำเนิดใช่หรือไม่” ทันใดนั้นมีเสียงสตรีกระจ่างใสและอ่อนโยนดังมาจากด้านหลังเขา
ลู่เซิ่งหันไปเห็นสตรีสวมชุดกระชับพอดีตัวสีน้ำเงินเข้ม ถือกระบองยาวสีขาวอันหนึ่งอยู่ในมือ กำลังมองตนอย่างระมัดระวัง
สตรีนางนี้มีองคาพยพงดงาม เอวคอดกิ่ว ร่างสูงชะลูด ผมสีดำเหมือนผ้าดิ้นยาวถึงเอว โดยเฉพาะผิวของนาง ขาวผ่องราวหิมะอย่างแท้จริง นี่เป็นลักษณะเฉพาะของศิษย์จากหุบเขาน้ำแข็ง
“เป็นคนของหุบเขาน้ำแข็งหรือ” ลักษณะพิเศษของอีกฝ่ายมองออกได้ง่าย ดังนั้นลู่เซิ่งจึงทราบสถานะในทันที
“อืม จะว่าไปพวกเรามีคำว่าเซิ่งในชื่อทั้งคู่ ข้าชื่อเยวี่ยเซิ่งหย่า เป็นรองผู้นำของหุบเขาน้ำแข็ง” นางยิ้ม เดินเข้ามา “ก่อนหน้านี้ศิษย์พี่จ่านไหว้วานให้ข้าดูแลสำนักมารกำเนิด นึกไม่ถึงจะเจอศิษย์น้องลู่เร็วขนาดนี้”
“ศิษย์พี่จ่านหรือ” ลู่เซิ่งค่อยทราบว่าอีกฝ่ายมาหาเพราะอะไร ที่แท้มีความสัมพันธ์กับจ่านข่งหนิง
“แต่ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าหลี่ตู้ถูกเจ้าไล่ออกมา สภาพอนาถมาก ดูเหมือนศิษยน้องลู่ไม่ต้องให้ข้าคอยช่วยแล้ว” เยวี่ยเซิ่งหย่ายิ้มน้อยๆ
“ยังดี เพียงแค่โชคดีเท่านั้น สำนักพวกเราคนน้อย ไม่ใช้วิธีสายฟ้าแลบ เกิดโดนรุม แพ้ชนะยากคาดเดา” ลู่เซิ่งเออออพลางหัวเราะฮ่าๆ
“ถูกต้องแล้ว เอาล่ะ สำนักยังมีงาน ศิษย์น้องลู่ ภายหลังศิษย์พี่จะมาเยี่ยมอีก สองวันนี้ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาขอความช่วยเหลือที่ประตูของหุบเขาน้ำแข็งได้ ข้าไม่กล้ารับประกันว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ จะลงมือ แต่ข้าเยวี่ยเซิ่งหย่าจะไม่นิ่งดูดาย” นางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“อืม ขอบคุณท่านมากแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า
เยวี่ยเซิ่งหย่าหมุนตัวเดินไปยังที่ไกล ดูท่าทางจะไม่ใช่ไปเดินเล่น ต้องไปหาเรื่องแน่ ลู่เซิ่งแยกแยะทิศทาง พบว่าเยวี่ยเซิ่งหย่าไปยังสำนักเบิกอาทิตย์
เขามองรอบๆ ศิษย์ของสำนักทั้งหมดที่อยู่รอบๆ กลับที่พักแล้ว มีไม่กี่คนออกมาเคลื่อนไหว
‘ช่างเถอะ ควรกลับได้แล้ว’
ขณะเดินกลับทางเดิม ก็ไม่เจอใครระหว่างทางอีก ไม่นานลู่เซิ่งก็กลับมาถึงสวนกล้วยไม้ หลังเข้าไปบำเพ็ญในตำหนักหลักสักพัก ตอนใกล้จะถึงยามบ่าย ในที่สุดเหอเซียงจื่อก็กลับมา มือถือของห่อหนึ่ง เหมือนทั้งหมดจะเป็นของกิน
“นี่เป็นของกินในอีกสองวันของพวกเรา จากนั้นหอฟ้าจรุงค่อยส่งอาหารต่อ สองวันนี้เป็นช่วงต่อสู้ภายในซึ่งเป็นช่วงแรก ตำหนักจิตหยกมีทั้งหมดห้าเขต แต่ละเขตมีห้าสำนัก พวกเราคิดรักษาอันดับ อย่างน้อยต้องได้มากกว่าอันดับหกสิบ” เหอเซียงจื่อนำข่าวอย่างเป็นรูปธรรมมาด้วย
“อันดับหกสิบหรือ เพราะเหตุใด” ลู่เซิ่งงงงัน เดิมเขาคิดว่าขอแค่เอาชนะสำนักสักสำนักได้ก็เพียงพอแล้ว
“เพราะก่อนหน้าพวกเราไม่ผ่านมาตรฐานสำนักขั้นพื้นฐานในร้อยเส้นสายติดต่อกันสามครั้ง ดังนั้นตามวิธีการคำนวณมากมายแล้ว ผลที่ได้มาคือพวกเราต้องไปให้ถึงอันดับหกสิบ จึงจะได้คะแนนสำนักที่มากพอกลับมา และรักษาอันดับไว้ได้” เหอเซียงจื่อดูเหมือนเหนื่อยมาก ให้ความรู้สึกอ้อนล้าเพราะความหดหู่
เดิมเอาชนะสำนักสักสำนักก็ว่ายากสุดขีดแล้ว ตอนนี้ต้องเอาชนะถึงสี่สำนักถึงจะใช้ได้ ความยากเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ย่อมหดหู่ท้อแท้
“ศิษย์น้อง…เจ้า…ข้ารู้ว่าเจ้ามีพลังแข็งแกร่งกว่าข้า ครั้งนี้เจ้ามั่นใจไหม” เหอเซียงจื่อมองลู่เซิ่งด้วยความหวังสุดท้าย
แม้ว่าอาจารย์ลิ่วซานจื่อจะรู้ว่าลู่เซิ่งมีคุณสมบัติเหนือกว่าตนมาก กระนั้นเหอเซียงจื่อยังไม่วายไร้ความมั่นใจ
สำนักมารกำเนิดเริ่มตั้งแต่อันดับที่หกสิบสี่ คิดจะไปถึงอันดับหกสิบ สำนักในนี้ไม่มีผู้ใดเป็นตะเกียงประหยัดน้ำมัน[1] ชัยชนะที่พวกเขาเคยได้ อย่างน้อยต้องสู้มากกว่าห้าครั้ง
และห้าครั้งที่ว่านี้ เหอเซียงจื่อไม่มั่นใจว่าตนเองจะได้ชัยชนะสักครั้ง สำนักมารกำเนิดก่อนหน้านี้ชนะได้สองครั้งก็ต้องขอบคุณฟ้าดินแล้ว
“ไม่ต้องห่วง ไม่เป็นไรหรอก” ลู่เซิ่งปลอบนาง “พักผ่อนก่อนเถอะ วันพรุ่งนี้จะเริ่มอย่างเป็นทางการแล้ว ไม่ต้องคิดมาก”
“แต่ศิษย์น้อง…” เหอเซียงจื่อคิดพูดอะไรอีก นางได้ยินข้อมูลวงในมาจากเฉินอวิ๋นเซียงไม่น้อยเกี่ยวกับคู่ต่อสู้อย่างสำนักเบิกอาทิตย์
“ไม่เป็นไร ไปนอนเถอะ ทั้งหมดข้าจัดการเอง” ลู่เซิ่งรบเร้า เหอเซียงจื่อก็ได้แต่ไปพักผ่อนอย่างจนปัญญา
ถึงอย่างไรตอนออกเดินทางมา อาจารย์ก็บอกว่าทุกอย่างแล้วแต่ลู่เซิ่ง
เพียงแต่…ข้าจะพึ่งศิษย์น้องทุกอย่างไม่ได้ ข้าคือศิษย์พี่ ต่อให้ไม่มีประโยชน์โดดเด่น จะมากจะน้อยก็ต้องแบกรับภาระส่วนหนึ่งเพื่อสำนักด้วย
เหอเซียงจื่อเปลือกนอกถูกเกลี้ยกล่อมให้ไปนอน ความจริงตัดสินใจกับตัวเองแล้ว
……………………………………….
[1] ตะเกียงประหยัดน้ำมัน หมายถึง คนที่มักสร้างความยุ่งยาก และเรื่องมากหรือคนที่รับมือได้ยาก มีคนหนุนหลัง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น