226-230
บทที่ 226
ทั้งสามคนนี้เป็นยอดฝีมือที่ล้มเหลวในการชิงเป็นผู้ถืออาวุธ และเป็นคนที่เข้าร่วมการช่วงชิงตำแหน่งผู้ถืออาวุธ ทุกคนต่างก็เป็นยอดฝีมือระดับสุดยอด เป็นอัจฉริยะตระกูลขุนนางที่เลิศล้ำ ภายใต้ผลชะลอความชราของพลังแห่งอาวุธศักดิ์สิทธิ์ อัจฉริยะเหล่านี้มีอายุมากสุดคือหลายร้อยปี ภายหลังจึงกลายเป็นผู้ถืออาวุธนี่ยังแค่ตระกูลซูเท่านั้น
จ่านข่งหนิงกล่าวอย่างจนปัญญา “อาณาเขตของจงหยวนใหญ่กว่าแดนเหนือสิบกว่าเท่า ทั้งยังเชื่อมกับมหาสมุทรด้านทักษิณ มีพื้นที่มากกว่า พลังของตระกูลซูตระกูลเดียว บดขยี้แดนเหนือได้นับครั้งไม่ถ้วน ดินแดนและเมืองที่ยึดครองยังอุดมสมบูรณ์กว่าแดนเหนือไม่รู้เท่าไหร่”
“แต่สุดท้ายคนก็เยอะเกินไป ทำไมพวกเขาไม่ไปอาณาเขตอื่นเช่นแดนเหนือ กลับอัดกันอยู่ในจงหยวน” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างสงสัย
“เพื่อสะกด” พูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของจ่านข่งหนิงก็เคร่งขรึมลงอย่างรวดเร็ว “ข้าได้ทราบจากน้องชายของข้าคนนั้นว่า เก้าตระกูลจงหยวนไม่ใช่ได้คำเรียกมาเฉยๆ พวกเขาทุกตระกูลต่างก็รับภารกิจสะกดอาวุธศักดิ์สิทธิ์ศัสตรามารคลั่ง”
“อาวุธศักดิ์สิทธิ์ศัสตรามารคลั่งหรือ” ลู่เซิ่งเพิ่งได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก
“ใช่” จ่านข่งหนิงพยักหน้า “ความจริงผู้อาวุโสลิ่วซานจื่อทราบสิ่งเหล่านี้ดี เพียงแต่ก่อนหน้านี้สหายลู่ไม่ถามเขา ดังนั้นจึงไม่รู้ ข้าจะอธิบายให้ท่านฟังคร่าวๆ”
“ขอบคุณสหายจ่านมาก” ลู่เซิ่งพยักหน้า กล่าวขอบคุณ
“ไม่ต้องเกรงใจ” จ่านข่งหนิงสงบจิตใจ “พูดถึงอาวุธเทพศัสตรามารคลั่งที่ต้องสะกด ต้องพูดถึงนิยามอย่างหนึ่งก่อน อาวุธเทพศัสตรามารที่ได้รับผลกระทบจากคน และได้รับการควบคุมเล็กน้อยจากตระกูลขุนนาง เรียกว่าสงบ ที่ไม่ถูกควบคุมเรียกว่าคลั่ง สหายลู่คิดดู อาวุธเทพศัสตรามารที่ไม่มีผู้ถืออาวุธ ไม่มีพิธีกฎเกณฑ์คงสภาพ เพื่อรักษาพลังของตัวเอง สิ่งที่ทำได้เพียงหนึ่งเดียวคืออะไร”
ลู่เซิ่งหยีตา
“ทำพิธีกฎเกณฑ์เองใช่หรือไม่”
“พวกเราเรียกว่าพิธีโลหิต” จ่านข่งหนิงกล่าวเสียงทุ้ม “เข่นฆ่าไปทั่ว ไม่มีคนขวางได้ หนำซ้ำพลังแห่งอาวุธเทพศัสตรามารยังเป็นพลังของกฎเกณฑ์ อย่าว่าแต่คนธรรมดา ต่อให้เป็นประมุขตระกูลระดับอสรพิษก็สู้ไม่ได้ นั่นไม่ใช่พลังที่มนุษย์จะต้านทานได้”
“สุสานอาวุธเก้าแห่งที่ตระกูลจงหยวนสะกดไว้ แต่ละแห่งสะกดอาวุธเทพศัสตรามารไม่ต่ำกว่าหนึ่งชิ้น พวกเขาสะกดไปพลาง ใช้พลังของอาวุธเทพศัสตรามาร กลืนกินอาวุธเทพชิ้นอื่นไปพลาง แต่ว่าการกลืนกินนี้ยังไม่เร็วเท่าพลังของสุสานอาวุธ ชิ้นส่วนอาวุธเทพเหล่านั้นมีที่มาแบบนี้” จ่านข่งหนิงอธิบาย “เก้าตระกูลกลืนกินบ่มเพาะมาปีแล้วปีเล่าวันแล้ววันเล่า อาวุธเทพของตัวเองเหนือกว่าและสมบูรณ์กว่าอาวุธเทพชิ้นอื่นๆ นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่เก้าตระกูลเช่นพวกเขามั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ข้ารู้แค่นี้ อย่างอื่นเป็นการคาดเดา ไม่รับประกันความจริง เล่าไปก็ไร้ความหมาย”
“ถือว่ามากแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า “ขอบคุณสหายจ่านที่ไขข้อสงสัย”
“ยินดี เรื่องเหล่านี้สหายลู่ไปถามผู้อาวุโสลิ่วซานจื่อ จะรู้ละเอียดกว่าเดิม” จ่านข่งหนิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ดังนั้นขุมพลังระดับสูงที่แท้จริงของเก้าตระกูลจงหยวนจึงไม่สนใจร้อยเส้นสาย พวกเขาเพียงแค่คร้านจะสนใจ เทียบกับพวกเขาแล้ว พวกเราเหมือนกับค่ายพรรคเล็กๆ ในยุทธภพเผชิญกองทัพราชวงศ์ กล่าวให้น่าฟังคือผู้กล้าก่อการใหญ่ พูดให้แย่ก็คือนกฝูงหนึ่ง เพียงแต่คร้านจะสนใจเท่านั้น”
“จะว่าไป กลายเป็นคนในตระกูลขุนนางที่เยาว์วัยหน่อยให้ความสนใจร้อยเส้นสายเพราะต้องการสร้างขุมกำลังในสังกัดส่วนตัว ทว่านั่นก็แค่ชั่วคราว ซั่งหยางเฟยและหลินเป่ยไค ก็เป็นคนโดดเด่นในนี้”
เรื่องของจ่านข่งหนิงทำให้ลู่เซิ่งมีความรู้จักโดยรวมต่อสำนักและตระกูลขุนนางเป็นครั้งแรก
เก้าตระกูลจงหยวนที่มีผู้ถืออาวุธสะกดอยู่สูงส่ง ก้มมองทุกสิ่ง สำนักร้อยเส้นสายไม่มีความสำคัญใดสำหรับพวกเขา พลิกมือทำลายล้างได้ตลอดเวลา
กระนั้นเทียบกับความคิดของจ่านข่งหนิงแล้ว ลู่เซิ่งค่อนข้างเชื่อว่า ร้อยเส้นสายมีเหตุผลบางอย่าง เหตุผลที่ทำให้ตระกูลขุนนางไม่ทำลายพวกเขาได้ง่ายๆ
หลังสนทนากับจ่านข่งหนิงพักหนึ่ง ลู่เซิ่งก็ปิดหนังสืออย่างแผ่วเบา ตัดสินใจไปหาอาจารย์ หรือก็คือผู้อาวุโสใหญ่ลิ่วซานจื่อเพื่อพูดคุย
เกี่ยวกับว่าจะรักษาสำนักในงานชุมนุมได้อย่างไร
…
“รักษาสำนักมารกำเนิดความจริงไม่ยาก คู่ต่อสู้ที่พวกเราต้องเผชิญอย่างแท้จริงมีแต่สำนักเก้ากระดิ่ง แต่ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินข่าวมาว่าหงชิงเจ้าสำนักเก้ากระดิ่งหายตัวไปอย่างกะทันหัน ตอนนี้ไม่รู้อยู่ไหน เดิมงานชุมนุมในครั้งนี้หลักๆ แล้วพวกเขาจะให้คนตำหนิพวกเรา ตอนนี้หงชิงหายตัวไปแล้ว ดังนั้นงานชุมนุมครั้งนี้ไม่น่ามีปัญหา”
ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวเสียงต่ำ “สิ่งที่ต้องกังวลเป็นหลักก็คือคนชุดดำเหล่านั้น พวกเขาเรียกตัวเองว่าเทพสัญจร คล้ายทำงานให้ขุมกำลังกลุ่มหนึ่ง ในเมื่อลงมือกับพวกเราครั้งหนึ่ง ก็มีความเป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าจะลงมือเป็นครั้งที่สอง”
ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าเขา กลับจนปัญญา
ไม่ใช่อาจจะ แต่ว่าแน่นอน
ระดับอสรพิษสามคนกับสัตตะลักษณ์หนึ่งคนตายติดต่อกัน การสูญเสียอันใหญ่หลวงแบบนี้ อีกฝ่ายไม่มีทางยอมเลิกรา
กลุ่มที่ใช้ขุมกำลังแบบนี้มายังสถานที่อย่างสำนักมารกำเนิด ต้องไม่ใช่กลุ่มก้อนเล็กๆ แน่
“แต่ในเมื่อพวกเขารู้แล้วว่าสำนักมารกำเนิดของพวกเรามีคนคุ้มครอง หลังถูกโจมตีจนถอยไป ก็ไม่น่าจะลงมือเร็วนัก” ผู้อาวุโสเหมือนมองโลกในแง่ดี “เพียงแต่ทวนวงเดือนนั่น ข้าจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยเห็นในสำนักสามขั้นล่างสักแห่ง”
“อาจารย์ ผู้สั่งการที่ใช้ยอดฝีมือระดับอสรพิษลงมือได้เป็นระดับไหนกันแน่ ร้อยเส้นสายเผชิญการลอบจู่โจมแบบนี้ มีวิธีป้องกันหรือไม่” ลู่เซิ่งถามตรงๆ
“มีนั้นมี แต่ว่าไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าไหร่ สำนักใบไม้กับสำนักโลหิตต่อให้เป็นภายในสำนักของพวกเขา ก็มีการแบ่งกลุ่ม ข้าสงสัยว่าเทพสัญจรเหล่านั้นเป็นคนของสำนักโลหิตในร้อยเส้นสาย” ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวเบาๆ “เกิดพัวพันถึงการต่อสู้ด้านแนวคิดภายใน ระดับความรุนแรงไม่มีทางน้อยกว่าเผชิญกับมาร”
“จะพัวพันถึงเก้าตระกูลจงหยวนไหมขอรับ” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้ม
“อาจจะ” ผู้อาวุโสเงียบขรึม
ขุมพลังที่ยิ่งใหญ่อย่างเก้าตระกูลจงหยวนเป็นสิ่งต้องห้ามที่ไม่มีใครอยากพูดถึง
สักพักหนึ่ง ลู่เซิ่งก็พูดว่า
“อาจารย์ ท่านเคยเห็นผู้ถืออาวุธหรือไม่ พวกเขาแข็งแกร่งขนาดไหน”
ขุมกำลังที่ใช้ยอดฝีมือระดับอสรพิษได้ มีความเป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าจะมีผู้ถืออาวุธอยู่ เขาจำเป็นต้องล้อมคอกก่อนวัวหาย เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ
ผู้อาวุโสใคร่ครวญ
“ข้าไม่รู้ว่าผู้ถืออาวุธแข็งแกร่งขนาดไหน แต่ข้ารู้จักอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ความแข็งแกร่งของอาวุธศักดิ์สิทธิ์โดยพื้นฐานแล้วสร้างเลียนแบบกฎเกณฑ์ของผู้ถืออาวุธ อานุภาพของมันเป็นหนึ่งในร้อยของอาวุธเทพศัสตรามาร แม้สำนักมารกำเนิดของพวกเราจะไม่มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังมีชิ้นส่วน พาเจ้าไปดูได้ เมื่อเจ้าได้สัมผัสก็จะเข้าใจเอง”
“ชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์หรือ” ลู่เซิ่งถามอย่างสงสัย
“แม้ชิ้นส่วนที่หลงเหลือหลังจากอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของสำนักมารกำเนิดแตกสลายจะมีไม่มาก แต่อย่างไรก็ทำให้เจ้าสัมผัสถึงอานุภาพของอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในตอนแรกได้” ผู้อาวุโสใหญ่ค่อยๆ ยันตัวขึ้น “ไปเถอะ ข้าพาเจ้าไปเปิดประสบการณ์”
เขายึดถือลู่เซิ่งเป็นผู้สืบทอดหลักโดยสมบูรณ์แล้ว จึงไม่มีอะไรต้องปิดบังอีก
ทั้งสองคนออกจากถ้ำ มุดเข้าถ้ำเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ข้างผนัง เดินไปตามอุโมงค์ที่เหมือนกับลำไส้ หลายสิบอึดใจ ไม่นานนัก ตรงหน้าก็ส่องแสงสีน้ำเงินอ่อนๆ
ทั้งสองมาถึงปากถ้ำแห่งหนึ่ง มองเข้าไป เห็นโถงใหญ่ซึ่งป็นโพรงที่โล่งเตียนโอ่อ่า
ฟิ้ว
ผู้อาวุโสใหญ่กระโดดนำหน้า ลู่เซิ่งตามติดด้านหลัง พวกเขาทิ้งตัวลงบนผนังถ้ำอย่างแผ่วเบา เสียงตุบๆ เมื่อยืนบนแท่นเรียบแทนหนึ่งในโพรงถ้ำอย่างมั่นคง
“ที่นี่เอง” ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวเสียงทุ้ม กวาดตามองรอบๆ “ไม่ได้มานานแล้ว”
ลู่เซิ่งพิจารณาสภาพรอบๆ อย่างละเอียดเช่นกัน
โพรงถ้ำใหญ่มาก สูงหลายสิบหมี่ บนผนังถ้ำสีน้ำตาลอมดำรอบๆ มีอักขระที่แกะสลักด้วยเลือดสดส่วนหนึ่ง ยังมีซากศพที่ถูกหินซึ่งนูนขึ้นมาเสียบอยู่ โดนลมพัดจนแห้งกรัง
ในถ้ำมืดมิด ส่วนยอดมีแสงสีน้ำเงินรางๆ ไม่ทราบแหล่งกำเนิดแสงคืออะไร แต่หลังคาถ้ำกลับเรืองแสงส่องสว่าง
ตรงกลางด้านล่างเป็นค่ายกลรูปถาดวงกลมขนาดใหญ่ ไข่ใบหนึ่งวางอยู่ตรงกลาง
ไข่ยักษ์ที่สูงเท่าคนหนึ่งคน เปลือกเป็นสีขาวซีด
ทั้งสองข้างของไข่มีสองมือสองขาเหมือนมนุษย์ ตอนนี้ไม่ขยับเขยื้อน ไม่ทราบตายแล้วหรือว่าหลับอยู่
“มันชื่อว่าเจ้ากลม มีพลังชีวิตที่แข็งกล้ายิ่ง ความเป็นมาข้าเองก็ไม่รู้ ถึงอย่างไรก็มีมาตั้งแต่บูรพาจารย์ของข้ายังเด็กแล้ว” ผู้อาวุโสใหญ่อธิบายคร่าวๆ “หลักๆ แล้วพวกเราอาศัยของเหลวของมันมาแช่ชิ้นส่วนอาวุธเทพ เพื่อป้องกันเรื่องเหนือความคาดหมาย”
ลู่เซิ่งอดมองไข่ยักษ์ใบนี้ไม่ได้ เขาเห็นไข่มามาก แต่ไข่ที่มีแขนมีขาเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก
ไข่ยักษ์ดูสะอาดยิ่ง คล้ายกับไม่มีของสกปรกหรือกรวดหินดินทราย
“ทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่ง มันจะทำความสะอาดตัวเอง ทางที่ดีอย่าเข้าใกล้เกินไป” ผู้อาวุโสใหญ่กำชับ
“ขอรับ” ลู่เซิ่งพยักหน้า จากนั้นก็ติดตามผู้อาวุโสใหญ่เดินไปยังบ่อเล็กๆ ด้านข้างค่ายกล
บ่อเป็นทรงรี ด้านในบรรจุของเหลวเหนียวหนืดที่โปร่งแสงเอาไว้ ในบ่อมีชิ้นส่วนโลหะเหมือนอัญมณี กำลังเปล่งแสงสีน้ำเงินระยิบระยับ
ลู่เซิ่งจึงทราบว่าแสงสีน้ำเงินบนยอดถ้ำมาจากไหน
บ่อเล็กยิ่ง กว้างยาวเพียงไม่กี่หมี่ ทว่าด้านในมีชิ้นส่วนยัดกันอยู่ มีสิบกว่าชิ้น ขนาดแตกต่างกัน ราวกับเป็นเศษกระจก
“ถ้าอยากจะสัมผัสพลังของอาวุธศักดิ์สิทธิ์ เจ้าก็เข้าใกล้ได้นิดหน่อย อย่าแตะน้ำในบ่อ ค่อยๆ เข้าไปก่อน” ผู้อาวุโสหยุดลงโดยห่างจากบ่อราวห้าหมี่กว่าๆ ก่อนกล่าวเสียงแผ่วต่ำ
“ขอรับ” ลู่เซิ่งฉงนฉงายและคาดหวังรอคอย อยากจะรู้ว่าพลังในตอนนี้ มีความแตกต่างกับอาวุธเทพศัสตรามารและผู้ถืออาวุธขนาดไหน
จะได้ทดสอบที่นี่พอดี
สะกดอารมณ์ในใจ ลู่เซิ่งปรับจิตใจ เดินเข้าหาบ่อน้ำ
“ขอบเขตรังสีของบ่ออยู่ในระยะสองก้าว เจ้ายื่นมือเข้าไปทดลองดูได้ว่าอะไรคือพลังแห่งกฎเกณฑ์” เสียงของผู้อาวุโสใหญ่ดังมาจากด้านหลังเขา
ลู่เซิ่งเพ่งมองบ่อน้ำพลางเดินเข้าหาทีละก้าวๆ…
ทันใดนั้น เขาก็หยุดลงโดยห่างจากบ่อน้ำเพียงสองก้าว ไม่ใช่เขาคิดหยุด แต่ว่าเขาขนลุกขึ้นมา
การสัมผัสอันกล้าแข็งของร่างกาย ทำให้เขารู้สึกเหมือนตนกำลังเดินเข้าหาภูเขาไฟ
ความรู้สึกหนังศีรษะชาที่มีแต่ตอนเผชิญวิกฤติเป็นตายจึงค่อยโผล่มา ถูกกระตุ้นไม่หยุด ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าบนร่างตนเกิดหนังไก่นับไม่ถ้วนโผล่ออกมา
จุดที่เหมือนไร้รูปร่างและโปร่งแสง มีพลังงานอันน่าสะพรึงกลัวและยิ่งใหญ่จนยากจินตนาการสายหนึ่งเคลื่อนไหวในอากาศบริเวณเล็กๆ ตรงหน้าเขา
เขากลืนน้ำลาย ยกมือยื่นเข้าไปสัมผัสอากาศตรงหน้า
ยื่นนิ้วชี้เข้าไปอย่างเนิบนาบ
ด้วยความแข็งแกร่งของกายเนื้อในปัจจุบัน ต่อให้เป็นสภาพหยินโชติช่วงและอยู่ในระดับอสรพิษ บวกกับปราณภายในปกคลุมและกระตุ้น อานุภาพที่แท้จริงทำให้แม้แต่ระดับอสรพิษทั่วไปยังทำลายผิวแข็งสำหรับใช้ป้องกันไม่ได้ ยิ่งอย่าว่าแต่จะทำร้ายเขา
……………………………………….
บทที่ 227
ซู่…
มีเสียงเนื้อละลายอันแผ่วเบา ลู่เซิ่งชักนิ้วกลับ นิ้วชี้ของเขาฝ่อลีบโดยสิ้นเชิง
สีหน้าเขาเคร่งขรึมลง ครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วยกมือขึ้นอีก
ในมุมที่ผู้อาวุโสใหญ่มองไม่เห็น นิ้วกลางของเขาเปลี่ยนรูปร่างอย่างรวดเร็ว ใหญ่ขึ้นและเป็นสีดำ เล็บกลายเป็นแหลมคมสุดเปรียบปานราวกับคมมีด
นี่เป็นสภาพหยินหยางรวมเป็นหนึ่ง หลังจากฝึกฝนวิชาลับ ลู่เซิ่งก็ควบคุมกายเนื้อมัดเล็กได้คล่องขึ้น ในที่สุดก็ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายในขอบเขตเล็กๆ ได้
หยินหยางรวมเป็นหนึ่ง บวกกับการเผาไหม้ปราณภายใน!
ดวงตาลู่เซิ่งปรากฏความแน่วแน่
จะลองทั้งทีต้องจัดเต็ม ปัจจุบันสภาพที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาคือหยินหยางรวมเป็นหนึ่ง ปราณเหลวเผาไหม้ กายเนื้อในสภาพนี้สามารถบดขยี้ระดับอสรพิษสามขั้นกลางได้นานแล้ว ปัจจุบันแม้ไม่เคยเจอระดับสามขั้นบน กระนั้นลู่เซิ่งก็เดาว่าตนเองอาจใกล้เคียงกับระดับนั้น
‘ขอดูหน่อยเถอะว่าสภาพสุดกำลังของตัวเองเทียบกับผู้ใช้อาวุธแล้ว ต่างกันขนาดไหน’
เขายื่นนิ้วไปอีกรอบ
ซู่…
พลังงานอันยิ่งใหญ่ในอากาศสายนั้นหมุนช้าๆ
ลู่เซิ่งรู้สึกว่านิ้วมือของตนเหมือนกับถูกของหนักอึ้งกดทับ ในใจเกิดความเจ็บปวด รีบชักนิ้วกลับมาดู
นิ้วกลางถูกกัดกร่อนจนแห้งเหี่ยว กลายเป็นสีดำ แม้แต่พลังของปราณเหลวด้านในก็หายไปในพริบตา คล้ายหายไปอยากลึกลับ
‘นี่มัน…’ เขาบังเกิดความเย็นเยียบในใจ สัมผัสได้อย่างแท้จริงถึงความแตกต่างอันมหาศาลระหว่างพลังของคนและอาวุธเทพศัสตรามาร
‘นี่…ไม่เหมือนกับของที่เอาไว้ใช้ฝึกฝน!’ ลู่เซิ่งย้อนนึกถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ไร้อารมณ์เมื่อครู่ วิธีการสะท้อนกลับนั้นเหมือนกับกลไกตอบสนองบางอย่าง หมุนอย่างช้าๆ คล้ายกับฟันเฟืองเล็กๆ ที่ขอบเครื่องยนต์ยักษ์
‘หรือว่าอาวุธเทพศัสตรามารที่ว่านี่ความจริงเป็นอาวุธสงครามที่ตกทอดมาจากอารยธรรมก่อน’
ลู่เซิ่งมั่นใจในกายเนื้อของตัวเองมาก เขาเชื่อว่าในยุคสมัยนี้ ในโลกนี้ ต่อให้เป็นในตระกูลขุนนางและมารปีศาจ คนที่กายเนื้อแข็งแกร่งกว่าตน จะต้องมีน้อยนิดถึงขีดสุด
เขาแทบเป็นตัวแทนของคนที่กายเนื้อแข็งแกร่งที่สุดในโลกใบนี้ ระดับชั้นแบบนี้พอเผชิญกับพลังของชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ยังทนทานไม่ไหว
พลังของชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ยังสู้อาวุธศักดิ์สิทธิ์เองไม่ได้ อาวุธศักดิ์สิทธิ์เดิมทีมีแค่อานุภาพหนึ่งส่วนของอาวุธเทพศัสตรามารเท่านั้น
เป็นที่ทราบได้ว่า ผู้ถืออาวุธที่ควบคุมอาวุธเทพศัสตรามารมีพลังน่ากลัวขนาดไหน
“รู้สึกได้รึยัง อานุภาพของกฎเกณฑ์” ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวเสียงทุ้มด้านหลัง “ตระกูลขุนนางที่ใช้พลังแบบนี้ หรือพวกตระกูลขุนนางที่อาศัยพลังระดับนี้ยืนอยู่ในระดับไหน เจ้าคงจะเข้าใจแล้ว”
“อาจารย์ หรือว่าไม่มีวิธีต่อสู้กับตระกูลขุนนางจริงๆ” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม
“อาวุธเทพศัสตรามารมีนิสัยกับความคิดเฉพาะ ควบคุมไม่ได้ ทว่าพลังแบบนี้เป็นพลังที่มนุษย์ไม่มีทางต้านทานได้ ดังนั้นพวกเราจึงทดลองสร้างอาวุธเทพศัสตรามารของตัวเอง หรือก็คืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เจ้าเห็น พวกเราล้มเหลว เพียงสร้างสิ่งของที่คลับคล้ายคลับคลา แม้จะพอฝืนควบคุมได้ แต่อานุภาพกับความปราดเปรียวด้อยกว่าพวกเขาโข” ผู้อาวุโสกล่าวอย่างจนใจ “เจ้าไม่มีทางจินตนาการถึงประวัติศาสตร์ช่วงนั้นออก เพื่อสร้างอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ร้อยเส้นสายจ่ายค่าตอบแทนที่ยากจินตนาการไปเท่าไหร่”
“สร้างอาวุธเทพศัสตรามารของตัวเองหรือ?” ลู่เซิ่งกล่าวทวน
“ถูกต้อง นี่เป็นวิธีเดียวที่ทำได้ อาวุธเทพศัสตรามารเป็นพลังที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งรู้กันดีอยู่แล้ว ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้ ขุมกำลังที่ควบคุมพลังเช่นนี้แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย” ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้ายืนยัน
อาวุธสงครามแบบนี้…สู้ยากอย่างแท้จริง
ลู่เซิ่งมองบ่อน้อยสีน้ำเงิน เขาจินตนาการเห็นความยากลำบากและค่าตอบแทนในตอนที่สำนักต่างๆ ทุ่มเทเพื่อสร้างอาวุธศักดิ์สิทธิ์ได้
“อย่างนั้นวิชาลับเล่า” ลู่เซิ่งพลันถาม “ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งวิชาลับอยู่ในขอบเขตสูงสุด เมื่อเผชิญกับพลังแบบนี้…”
“บูรพาจารย์อวิ๋น ผู้ที่สำเร็จวิชาไร้มูลเหตุของสำนักมารกำเนิดเคยทำการศึกษาด้านนี้” ผู้อาวุโสใหญ่ตอบ
“ข้อสรุปคือ สิ่งที่วิชาลับใช้คือพลังกำเนิดทั่วไป หากอาวุธเทพศัสตรามารเป็นตัวแทนพลังกฎเกณฑ์ระดับปฐม นี่น่าขำ เหมือนมนุษย์คิดอาศัยวรยุทธ์ต่อสู้กับภูตผีปีศาจ วรยุทธ์เมื่อฝึกถึงระดับสูงสุด ก็แค่ทำให้เหล่ามารปีศาจต้องเคี้ยวเพิ่มสองสามคำเท่านั้น”
“พลังกำเนิดทั่วไป? พลังกฎเกณฑ์ระดับปฐม? นี่เป็นการแบ่งอะไร” พอได้ยินการเปรียบเทียบนี้ ลู่เซิ่งเว้นเล็กน้อย ก่อนถามต่อ
“เป็นแค่นิยามการแบ่งง่ายๆ เท่านั้น” ผู้อาวุโสใหญ่ส่ายหน้า “อย่างเช่น ถ้าบอกว่าสิ่งที่พวกเราฝึกใช้เป็นไฟธรรมดา อย่างนั้นสิ่งที่อาวุธเทพใช้ก็เป็นเปลวเพลิงของพระอาทิตย์ เป็นอาวุธสังหารที่มีบันทึกอยู่แต่ในเทพนิยายเท่านั้น นี่คือความแตกต่าง”
ลู่เซิ่งพยักหน้า เข้าใจคร่าวๆ แล้ว
“พลังกำเนิดทั่วไปหมายถึงพลังงานหลังกำเนิดทั้งหมดที่สามารถใช้และฝึกให้แข็งแกร่งขึ้นได้ อย่างเช่นปราณภายในของมนุษย์ หรือปราณมารของพวกเรา ส่วนพลังกฎเกณฑ์ระดับปฐมหมายถึงสิ่งที่ไม่อาจถูกใช้ มีอานุภาพแข็งแกร่งสุดขีด ระดับและคุณสมบัติเหนือกว่าพลังงานของพลังกำเนิดทั่วไปมาก ไม่ใช่ระดับเดียวกันอยู่แล้ว เหมือนกับกระถางติ่งสามหยาง ศัสตรามารที่ก่อให้เกิดภัยแล้งในแคว้นเมฆา ด้านในของสิ่งนี้กักเก็บควันสามหยางอันไร้สิ้นสุด พลังของประมุขตระกูลอยู่ต่อหน้ามันก็ถูกมองข้าม ไม่ต่างจากธารน้ำด้านหน้ามหาสมุทร ตระกูลขุนนางมากมายในแคว้นเมฆาถูกทำลายเช่นนี้ ภายหลังผู้ถืออาวุธของพวกเขาที่ไปที่อื่นก็ไปที่อื่น ที่กลับได้ก็กลับมา ร่วมมือกับตระกูลขุนนางด้านนอก ค่อยสะกดกระถางติ่งสามหยางได้ ตอนนั้นพูดได้ว่าเมฆแดงกระจายเต็มฟ้า ผืนแผ่นดินแห้งผาก ไอน้ำลอยคละคลุ้ง ดินแดนรกร้างเป็นพันลี้ยังถือว่าน้อยไป” ผู้อาวุโสใหญ่สะท้อนใจ
“เอาล่ะ พูดไปไกลแล้ว ที่เล่ามากมายขนาดนี้ อาจารย์เพียงอยากบอกเจ้าว่า สิ่งที่วิชาลับฝึกฝนคือพลังกำเนิดระดับทั่วไป ส่วนคุณสมบัติของอาวุธเทพศัสตรามารเป็นพลังกฎเกณฑ์ระดับปฐม เจ้าฝึกฝนจนแข็งแกร่ง ก็เพียงเพิ่มความแข็งแกร่งให้พลังกำเนิดเท่านั้น ระหว่างพลังกำเนิดกับพลังกฎเกณฑ์เป็นคนละสิ่ง ไม่ว่าจะมีพลังกำเนิดขนาดไหน มีพลังกำเนิดแข็งแกร่งเพียงไร เมื่อเผชิญกับพลังกฎเกณฑ์ ก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนเจ้าเป่าลมใส่เหล็กกล้า ทำให้เหล็กกล้าผุได้หรือ”
ลู่เซิ่งสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง สิ่งที่ผู้อาวุโสใหญ่บอกกับเขา ทั้งหมดเป็นความจริงที่สำนักได้มาหลังการศึกษาอันยาวนาน เป็นประสบการณ์การสั่งสอนที่ทดลองใช้พลังของคนต่อสู้กับอาวุธเทพ สละชีวิตคนนับไม่ถ้วนจนได้มา
เขาในปัจจุบันก็อาจเดินอยู่บนเส้นทางของผู้อาวุโสเหล่านี้เช่นกัน
ครั้งแรก เป็นครั้งแรกที่เขาเกิดความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสำนักอย่างแท้จริง
พวกเขาเป็นคนประเภทเดียวกัน ทำการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่เพื่อสลัดหลุดจากโลกที่อาวุธเทพศัสตรามารควบคุมเหมือนกัน
“เอาล่ะ น่าจะเพียงพอแล้ว เจ้าได้เห็นพลังแห่งกฎเกณฑ์แล้ว พวกเราออกไปก่อนเถอะ” ผู้อาวุโสใหญ่ถอนใจกล่าว
“ขอรับ” ลู่เซิ่งพยักหน้า
กระโดดตามผู้อาวุโสใหญ่อย่างแผ่วพลิ้ว ไม่นานทั้งสองก็กลับมาถึงปากถ้ำที่เข้ามา
ระหว่างทางกลับ ผู้อาวุโสใหญ่รู้สึกวิตกอยู่บ้างเพราะงานชุมนุมใกล้จะเริ่มแล้ว จึงถือโอกาสเอ่ยถึง
“ใกล้จะถึงงานชุมนุมแล้ว ถึงตอนนั้นพวกเราต้องเข้าร่วม ศิษย์พี่เหอเซียงของเจ้าก็เหมือนกัน ถึงตอนนั้นพวกเจ้าสองคนต้องรับมือกับการตำหนิไม่น้อย ปัจจุบันสำนักมารกำเนิดของพวกเราทรุดโทรม จะต้องดึงดูดคนที่มีใจมุ่งร้าย อยากได้ทรัพยากรของสำนักมาไม่น้อย ไม่ว่าจะอย่างไร เสี่ยวเซิ่งเจ้าต้องประเมินพลังของตนเองให้ดี ไม่ว่าแพ้หรือชนะ ทรัพยากรเป็นของตาย คนจึงสำคัญที่สุด ทรัพยากรสิ่งของยังแย่งมาได้ แต่คนพอหายไป ก็หายไปอย่างแท้จริง!”
ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างขึงขัง
ผู้อาวุโสใหญ่พูดต่อ “ปัจจุบันสำนักมารกำเนิดของเราเหลือพวกเจ้าสองคน วิชาลับที่สมควรถ่ายทอดข้าก็ถ่ายทอดให้เจ้าหมดแล้ว จะฝึกฝนอย่างไร ถ้าเจ้ามีปัญหาในสายวิชาสดับสงัด ก็มาถามข้าได้ แต่ว่าสายอื่นทำอะไรไม่ได้ ข้ารู้ว่าเจ้ามีพรสวรรค์เกินคน แต่ก็ต้องประเมินกำลังตน ให้ความสำคัญกับอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนจึงจะประสบความสำเร็จกว่าเดิม”
“ศิษย์จะจำไว้” ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างเคารพ แม้ว่าพลังของผู้อาวุโสใหญ่จะสู้เขาไม่ได้ แต่การชี้แนะสั่งสอนที่แล้วมาก็ช่วยเหลือเขาไม่น้อย ลดเส้นทางอ้อมไปได้มาก ดังนั้นจึงเคารพอีกฝ่ายเป็นอาจารย์อย่างจริงจัง
“เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว วันหน้า…วันหน้า…เฮ้อ…” อนาคตพร่ามัว ผู้อาวุโสใหญ่ไม่รู้จะพูดอะไรชั่วขณะ
…
เมืองหมอกโดดเดี่ยว
ตระกูลหลิน
ชายคาสีฟ้าของหอยักษ์ที่สูงหลายร้อยหมี่แขวนไว้ด้วยเครื่องประดับผ้าไหมหลากหลาย
หอยักษ์เหมือนกับขยายตึกในตระกูลคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ขึ้นเป็นสิบเท่า ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง เป็นสิ่งก่อสร้างที่ขึ้นชื่อและสะดุดตาที่สุด
หอคอยสูงเสียจนสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ล้วนต่ำกว่าช่วงหนึ่ง
ที่ดาดฟ้าบนชั้นสูงสุดของหอ บุรุษร่างสูงชะลูดแขนเสื้อยาวพัดพลิ้ว สวมอาภรณ์สีขาวกำลังก้มมองถนนและบ้านเรือนกลุ่มใหญ่เบื้องล่าง
บุรุษมีใบหน้าไม่นับว่าหล่อเหลา แต่แค่เย็นชาเหลือแสน หนำซ้ำโครงหน้ายังเป็นทรงสี่เหลียมขนมเปียกปูน เพียงแต่องคาพยพที่ธรรมดายิ่งอย่างนี้ เมื่อรวมเข้าด้วยกัน กลับมีเสน่ห์ที่เย็นชาเป็นพิเศษ
คนที่เห็นเขา จะนึกเชื่อมโยงถึงไพลินที่ถูกแช่แข็งอย่างช่วยไม่ได้
“หลินหวนเต้า ความสูญเสียทางเทพสัญจรเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ข้าต้องการคำอธิบายอย่างละเอียดจากเจ้า!” บุรุษมองทิวทัศน์เบื้องล่าง แต่สนทนากับคนคนหนึ่งทางด้านหลัง
“คุณชายไค เพียงแค่แผนการเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เท่านั้น การลงมือของเทพสัญจรพบเจออุปสรรค เป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดหมายอยู่แล้ว” คนที่อยู่ด้านหลังเป็นชายฉกรรจ์อาภรณ์แดงที่ไว้เคราข้างแก้ม รูปร่างกำยำสูงใหญ่ พอได้ยินคำถาม สีหน้าเขาไม่เปลี่ยนแปลง เพียงตอบอย่างสงบ “ยิ่งไปกว่านั้นพวกเจ้าสำนักเหล่านั้นยังกล้าเรียกตัวเองว่าเทพสัญจรหรือ ก็แค่เบี้ยตัวหนึ่งเท่านั้น ตายก็ตายไป อย่างไรร้อยเส้นสายก็มีขยะแบบนี้มากมาย”
“ตัวเบี้ยต่อให้แย่อย่างไร ก็ยังแข็งแกร่งกว่าขยะด้านนอก” หลินเป่ยไคกล่าวอย่างเย็นชา หันกลับไปจ้องชายฉกรรจ์เบื้องหลัง “เทพสัญจรเป็นขุมกำลังที่ข้าก่อตั้งขึ้นกับมือ พวกเจ้ายื่นมือยาวเกินไปแล้วหรือไม่”
“ขุมกำลังของนายน้อย ไม่ใช่ขุมกำลังของตระกูลหรอกหรือ หวนเต้าใช้ก็สมเหตุสมผลกระมัง นายน้อยทำไมต้องโกรธขนาดนี้ ส่วนความสูญเสียเล็กๆ…” หลินหวนเต้ายังพูดไม่จบ กระดาษแผ่นหนึ่งก็ฟาดกับใบหน้า
“นี่เป็นความสูญเสียเล็กๆ ที่เจ้าว่าหรือ” ร่างหลินเป่ยไคเกิดจิตสังหาร ผู้อาวุโสในตระกูลเหล่านี้ยิ่งมายิ่งใช้ไม่ได้ แม้แต่ขุมกำลังลับของเขาก็ยังกล้าสอดมือเข้ามาก้าวก่าย คิดว่าเขาไม่กล้าลงมือหรือ
หลินหวนเต้าเอากระดาษลง ไม่มีโทสะ คลี่ออกอ่านดู
“ที่ตำหนักวารีลวงพบอุปสรรค เทพสัญจรสองคนได้รับบาดเจ็บ ที่สำนักบูรพาวิจิตรคนหายไปสามคน ที่สำนักมารกำเนิดคนหายไปสามคน รวมถึงที่สำนักร้อยหลอมก็สูญเสีย…หือ?!!” หลินหวนเต้าอ่านถึงตรงนี้ ดวงตาหยีลงเล็กน้อย ใบหน้าเคร่งขรึม
“ข้าใช้เทพสัญจรทั้งหมดสิบสามคน ยังมีแม่ทัพเหมันต์เจ็ดคน ในนี้มีระดับอสรพิษแปดคน คิดไม่ถึงแค่สำนักร้อยหลอมจะสูญเสียไปถึงเก้าคน”
“นี่เป็นความสูญเสียเล็กๆ ของเจ้าหรือ” หลินเป่ยไคจ้องเขาด้วยดวงตามุ่งร้าย
“แผนการในครั้งนี้คือการร่วมมือกำจัดสำนักที่มีความสำคัญสุดกำลัง ที่ดึงเป็นพวกได้ก็ดึงเป็นพวก ไม่อาจเข้าแทนที่และควบรวม แผนการเดิมก็เป็นนายน้อยไควางไว้ แม้จะสูญเสียมากไปสักหน่อย แต่ก็อยู่ในขอบเขตที่นายน้อยรับได้มิใช่หรือ”
……………………………………….
บทที่ 228
“ตำหนักวารีลวง สำนักบูรพาวิจิตรเป็นสำนักสามขั้นบน ความสูญเสียเช่นนี้ปกติยิ่ง อย่างอื่นพวกเราอย่างไรก็ทำสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ การเสียสละยากหลีกเลี่ยง ทว่าเหตุใดจึงเสียคนไปกับสำนักมารกำเนิดและสำนักร้อยหลอมไปมากขนาดนี้” หลินหวนเต้าขมวดคิ้ว
“ในคนที่สูญเสียไปเหล่านี้มากกว่าครึ่งเป็นคนจากสำนักที่เพิ่งรับสมัครมา เจ้านึกว่าเป็นประมุขถ้ำไม่ได้ความทางแดนใต้หรือ ร้อยเส้นสายรวมกันยังมีหัวกะทิสักกี่คน อยู่ๆ หายไปมากขนาดนี้ เจ้าต้องการให้พวกเราถูกเปิดโปงใช่หรือไม่” หลินเป่ยไคกล่าวอย่างเย็นชา
“นายน้อยสงบโทสะก่อน อย่างมากข้าน้อยออกโรงเอง” หลินหวนเต้าสงบนิ่งเหมือนเดิม
พอเขากล่าววาจานี้ หลินเป่ยไคก็งุนงง
ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกกับหลินหวนเต้า กระนั้นเขาก็รู้จักพลังของอีกฝ่ายดี เขาเป็นยอดฝีมือสามขั้นบนที่ได้รับการยอมรับในตระกูลขุนนาง หนำซ้ำวิชาลับที่ฝึกฝนก็ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่วิชาที่ยากที่สุดของตระกูล มีอานุภาพเลิศล้ำ
ในคนหนุ่มสาวนอกจากเขากับคนอีกสองคนที่สะกดได้อย่างเหลือเฟือ คนที่เหลือล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลินหวนเต้า
ตระกูลหลินยิ่งใหญ่ถึงเพียงไหน อานุภาพของอาวุธเทพปกคลุม แค่คนหนุ่มสาวก็มีมากกว่าร้อยคนแล้ว สามารถกำราบคนมากมายขนาดนี้ได้ หลินหวนเต้าย่อมไม่ธรรมดา
“เจ้าลงมือ ข้าย่อมวางใจ” น้ำเสียงของหลินเป่ยไคอ่อนลงเล็กน้อย “เพียงแต่อย่างน้อยเจ้าต้องวางแผนจัดการปัญหาทางซั่งหยางเฟยไว้ก่อน สตรีนางนั้นไม่ใช่พวกยอมใคร”
ระดับอสรพิษสามขั้นบนในสายเลือดตระกูลขุนนาง เทียบกับสามขั้นบนซึ่งเป็นระดับเดียวกันในสำนักแล้ว ย่อมแข็งแกร่งกว่าเท่าหนึ่ง เมื่อมีหลินหวนเต้าลงมือ ปัญหาเพียงหนึ่งเดียวก็คือ กลัวว่าเขาจะละโมบเกินไป แย่งชิงส่วนที่ไม่ควรยึดครองไว้ไปด้วย
“ยังดีวันนี้องค์หญิงไป๋ถูกเฒ่าไม่ยอมตายประมุขจวนอู๋โยวพัวพันไว้ ไม่เช่นนั้นหากนางพบความเคลื่อนไหวด้านนี้ คงไม่อาจอธิบายได้จริงๆ” หลินเป่ยไคกล่าวเสียงทุ้ม
ประมุขจวนอู๋โยว มารปีศาจระดับสามขั้นบนที่เลื่องชื่อ หลักๆ คือเขามีความข้องเกี่ยวกับตระกูลหวงที่อยู่เบื้องหลังราชวงศ์ ผู้อาวุโสตระกูลหวงสองสามคนร่วมเป็นร่วมตายกับเขา เป็นความสัมพันธ์ที่ได้มาจากเหตุการณ์ภัยพิบัติมาร
สาเหตุที่องค์หญิงไป๋เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง เป็นเพราะผู้อาวุโสตระกูลหวงที่ยืนอยู่เบื้องหลังประมุขจวนอู๋โยว
ไม่อย่างนั้นนางในฐานะผู้คุมหางเสือของตระกูลหวง และเป็นยอดฝีมือระดับสุดยอดที่มีศักดิ์สูงกว่าหลินเป่ยไคหลายรุ่น ไหนเลยจะถูกประมุขจวนอู๋โยวลากถ่วงจนไม่อาจปลีกตัวมานานขนาดนี้
“นี่เป็นการวางหมากภายในตระกูลหวง ก่อนที่พวกเขาจะจัดการเสร็จ สมควรไม่สนใจเรื่องอื่น”
หลินหวนเต้าเอ่ยราบเรียบ
“เอาแบบนี้ หลังจากงานชุมนุมจบลง พอแต่ละสำนักนำคนกลับไป ระหว่างทางข้าจะใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์ลงมือสกัดกั้นสังหารพวกมันเอง”
“ก็ได้ ขออวยพรให้เจ้าชักธงชนะศึก” หลินเป่ยไคสงบนิ่งดั่งเดิม นี่เป็นผลลัพธ์ที่เขาต้องการ
หลินหวนเต้าพยักหน้า หมุนตัวเดินไปยังทางออก
“จริงด้วยนายน้อยไค”
“มีอันใด” หลินเป่ยไคมองเขาอย่างสงสัย
“ซั่งหยางเฟยผ่านการทดสอบของพู่กันบรรพตแล้ว” คำพูดไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยของหลินหวนเต้าทำให้ใบหน้าที่เย็นชาในตอนแรกของหลินเป่ยไคกระตุกทันที
…
จ๋อม
ลู่เซิ่งเก้าเข้าไปในน้ำของธารหมอกพิษ
ธารน้ำสีดำสนิทแทรกด้วยริ้วสีม่วงหลายสายกำลังมุดเข้าเลือดเนื้อผิวหนังของเขาอย่างต่อเนื่อง แล้วกัดกร่อนหลอมละลายทุกสิ่งของเขาเหมือนกับมีชีวิต
ตอนนี้ลู่เซิ่งยืนอยู่ใต้ถ้ำบึงมารที่ค้นพบก่อนหน้านี้ เท้าขวาจมลึกลงไปในธารหมอกพิษด้านล่าง ปราณมารมากมายและน่ากลัวทะลักเข้าร่างเขาอย่างรุนแรง ถูกเคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุดูดซับอย่างรวดเร็ว
หลังจากแก้ปัญหาได้ และร่างกายได้รับการพักผ่อนจนพอประมาณ ก็ถึงเวลาตั้งใจฝึกฝนแล้ว เขาแอบมายังที่นี่อย่างเงียบเชียบ กลืนกินน้ำยามารที่เข้มข้นกว่าเดิมเพื่อฝึกฝนต่อ
‘เคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุในระดับที่สองมั่นคงอย่างเป็นทางการแล้ว น่าเสียดายวิชาลับในระดับนี้ใช้ปราณขวดสมบัติยกระดับไม่ได้’ ลู่เซิ่งรู้สึกเสียดาย ยอมฝึกฝนสายวิชาสดับสงัดต่อ เขาสัมผัสได้มากกว่าเดิมว่ากายเนื้อของตนเองกำลังทวีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างเงียบเชียบ
ความแข็งแกร่งนี้ต่างจากการทบทวีอย่างรุนแรงเมื่อก่อนหน้า เชื่องช้ากว่า ยาวนานกว่า ต่อเนื่องกว่า
‘ยังเหลือปราณหยินอีกหนึ่งร้อยกว่าหน่วย ยกระดับต่อได้!’ เขายืนอยู่ในธารหมอกพิษ สายธารมารจำนวนมากถูกดูดซึมเข้าสู่ร่าง สิ่งเจือปนนับไม่ถ้วนถูกขจัด ไอน้ำถูกระเหยออกไปจากศีรษะลู่เซิ่งอย่างต่อเนื่อง
‘วรยุทธ์ถ้ายกระดับถึงจุดสูงสุด จะบรรลุถึงขั้นต่อสู้กับมารปีศาจที่จินตนาการไม่ออก วิชาลับล่ะ อาจจะลองดูได้’ ลู่เซิ่งสงบใจ คิดจะเลื่อนระดับวิชาสดับสงัดถึงจุดสูงสุดก่อนค่อยว่ากัน
‘ดีปบลู’
ฟุ่บ
เครื่องมือปรับเปลี่ยนโผล่ขึ้นด้านหน้าเขาในพริบตา
ลู่เซิ่งมองกรอบใหม่สุดอย่างคุ้นเคย
สายของผู้อาวุโสใหญ่สำนักมารกำเนิด ตั้งแต่วิชาสามหยิน วิชาไร้มูลเหตุ เคล็ดวิชาหน้ามาร จนถึงวิชาเชื่อมอนธการ วิถีหทัยมาร สุดท้ายจึงเป็นวิชาสดับสงัด เป็นระบบหนึ่ง
ความจริงวิชาสดับสงัดเป็นวิชาลับ เป็นทักษะที่ซับซ้อนและลึกล้ำถึงขีดสุด
การฝึกฝนวิถีหทัยมารสำเร็จ ก็เหมือนกับยอดฝีมือวิชากำลังภายในสำเร็จพลังภายใน เกิดสิบแปดฝามือพิชิตมังกรที่อานุภาพเลิศล้ำ วิชาสดับสงัดมีแต่สำเร็จวิถีหทัยมาร จึงมีคุณสมบัติและความสามารถใช้ออกได้
วิชาลับมารกำเนิดนี้ ความจริงทั้งหมดเป็นระบบการใช้งานอันหลากหลายซึ่งซับซ้อนสุดขีด ที่พัฒนาบนพื้นฐานวิถีหทัยมาร เป็นวิชาลับสำหรับเลื่อนขั้น
ลู่เซิ่งคิดจะดูว่าหลังจากฝึกฝนวิถีหทัยมารจนสำเร็จในรวดเดียว ปราณมารกำเนิดกับปราณภายในที่ฝึกฝนออกมาจะเชื่อมโยงกันได้หรือไม่
‘เดิมทีเมื่อพลังของสายเลือดพัฒนา จะทำให้ปราณมารกลายพันธุ์ แต่เราไม่มีสายเลือด สิ่งที่ฝึกได้จะมีแต่ปราณมารกำเนิดแรกเริ่มที่สุด’
เขามองกรอบเคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุ
‘เคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุมีทั้งหมดสี่ระดับ น่าจะยกระดับในครั้งเดียวได้’ เขาเพ่งสมาธิไปที่ด้านล่างเครื่องมือปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว แล้วกดเบาๆ บนปุ่มปรับเปลี่ยนได้
เครื่องมือปรับเปลี่ยนพลันสั่นไหว ด้านหลังกรอบส่วนใหญ่มีปุ่มยกระดับปรับเปลี่ยนโผล่มา
ไม่นานลู่เซิ่งก็เจอเคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุ จากนั้นก็กดลงบนปุ่มด้านหลังอย่างแรง
ซู่…
กรอบพร่ามัว จากนั้นหลายอึดใจก็โผล่มาใหม่ กลายเป็นอีกสถานะโดยสิ้นเชิง
[เคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุ: ระดับสาม ผลพิเศษ: เพิ่มความแข็งแกร่งถึงขีดสุดระดับสาม จิตมารระดับสาม]
ลู่เซิ่งคิด จิตมารกึ่งโปร่งแสงพลันลอยออกมาจากด้านหลังเขา ลู่เซิ่งมองมัน เห็นได้อย่างชัดเจนว่าจิตมารกำลังขยายใหญ่
ก่อนหน้านี้มีขนาดเท่าแขน ทว่าหลังจากเลื่อนระดับเคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุถึงระดับสาม จิตมารก็ขยายตัวขึ้นด้วยความเร็วที่ตาเนื้อเห็นได้ ใหญ่เป็นหนึ่งเท่ากว่าๆ ของลักษณะเดิม คล้ายกับวุ้นโปร่งแสงก้อนใหญ่ หมุนอยู่รอบๆ ลู่เซิ่ง
‘อีกครั้ง’ เขาสัมผัสปราณหยินที่หายไปแค่เก้าหน่วย ถือว่าใช้ได้ ยังเหลือปราณหยินอีกหนึ่งร้อยกว่าหน่วย ใช้ได้มากพอ
‘เลื่อนระดับเคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุถึงระดับสี่’
ความคิดของลู่เซิ่งกดลงบนปุ่มเลื่อนระดับ
ซู่…
กรอบปรากฏขึ้นอีกครั้ง
[เคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุ: ระดับสี่ ผลพิเศษ: เพิ่มความแข็งแกร่งถึงขีดสุดระดับสี่ จิตมารระดับสี่]
‘เหมือนเพิ่มความแข็งแกร่งถึงขีดสุดนี่จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง’ ลู่เซิ่งขมวดคิ้วน้อยๆ เลื่อนระดับสองครั้งติดกันแต่ไม่รู้สึกว่าร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
เขายกมือขึ้น แขนเปลี่ยนรูปร่างเล็กน้อย เอนไปทางสภาพหยางโชติช่วงที่หยาบใหญ่
แต่เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้ ลู่เซิ่งก็พบข้อแตกต่างทันที
ผิวของเขาไม่รู้ว่ามีเปลวไฟสีดำลุกไหม้อย่างเลือนรางขึ้นมาตอนไหน
‘อัคคีหมอกพิษหรือ ทำไมมีเร็วขนาดนี้’ นี่เป็นอัคคีหมอกพิษที่มีเฉพาะในสำนักมารกำเนิด เรียกง่ายๆ ว่าอัคคีพิษ มีพลังทำลายล้างอย่างสูงต่อคนในตระกูลขุนนาง
แน่นอนว่าในระดับเดียวกัน อัคคีพิษมีอานุภาพไม่มากนัก ยังไม่พูดถึงออกผลช้า คิดทำให้อีกฝ่ายติดพิษ ต้องใช้ปริมาณไม่น้อย ใช้งานจริงไม่ง่ายนัก
ไม่อย่างนั้นผู้อาวุโสใหญ่คงไม่ถูกคนชุดดำระดับอสรพิษสองคนนั้นเล่นงานจนอนาถเหลือทน
ลู่เซิ่งตรวจสอบไฟบนผิวที่แขนอย่างถี่ถ้วน
ไฟยังอ่อนแรงยิ่ง เหมือนกับควันสีดำเทา ถ้าไม่ใช่ว่ามองโดยอยู่ห่างจากผิวไม่กี่หลีหมี่ จนเห็นว่าภาพบิดเบี้ยว ลู่เซิ่งคงไม่ค้นพบการเปลี่ยนแปลงนี้
‘แค่ร่างกายมีอัคคีหมอกพิษเพิ่มมาชั้นหนึ่ง ประโยชน์ในความเป็นจริงมีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่’ ลู่เซิ่งส่ายหน้าอย่างผิดหวังเล็กน้อย
สำหรับยอดฝีมือที่ใช้พละกำลังและความเร็วเข่นฆ่าเป็นหลักอย่างเขา พิษมีประโยชน์น้อยที่สุด
‘เหมือนกับว่ายกระดับความแข็งแกร่งกายเนื้อขึ้นไม่มาก อาการบาดเจ็บภายในกับภาระเลยค่อนข้างเบา ร่างกายไม่มีปัญหา ยังไปต่อได้’
เคล็ดวิชาหน้ามารถึงระดับสูงสุดแล้ว ต่อจากนี้เป็นรอบของวิชาเชื่อมอนธการ วิชาเชื่อมอนธการมีแค่ระดับเดียว หรือเป็นแค่วิชาหนึ่งเท่านั้น
‘เคล็ดวิชาหน้ามารคือการดูดซับปรารณมารและสายธารมารจากภายนอกมาเพิ่มความแข็งแกร่งและกระตุ้นตัวเอง อย่างนั้นวิชาเชื่อมอนธการ ถ้าดูจากบันทึกบนวิชาลับ ก็คือการสกัดและดูดซับปรารณมาร ยกระดับคุณสมบัติ เปลี่ยนปราณมารให้กลายเป็นปราณมารกำเนิดอย่างแท้จริง ต้นกำเนิดที่เกาะตัวเปลี่ยนแปลงสถานะ ก็คือสิ่งที่สกัดได้จากปราณมาร…เรื่องพวกนี้เข้าใจได้ง่าย งั้นก็มาเริ่มกันเลย’
เพียงแค่วิชาเดียว ลู่เซิ่งควบคุมปราณมารในร่าง เริ่มผนึกรวมประตูเชื่อมอนธการ
นี่เป็นส่วนสำคัญที่สุดของวิชาเชื่อมอนธการ
การควบคุมปราณมารเป็นความรู้สึกที่น่าอัศจรรย์มาก
พวกมันไหลเวียนในเลือด ไม่ใช่ในเส้นลมปราณ แต่แยกกับปราณภายในเป็นหนึ่งในหนึ่งนอก ดำรงอยู่ร่วมกัน แต่ไม่ก้าวก่ายกัน
ปราณมารกับปราณภายในมีความแตกต่างที่ใหญ่หลวงอยู่ คือพวกมันมีผลกัดกร่อนที่รุนแรงมาก ผลกัดกร่อนนี้ถึงขั้นส่งผลต่อกายเนื้อและน้ำเลือดของลู่เซิ่ง เปลี่ยนแปลงแก่นชีวิตของเขาตั้งแต่รากฐาน
ปราณภายในใช้แก่นชีวิตของลู่เซิ่งเป็นฐาน แล้วพัฒนา เพิ่มความแข็งแกร่ง และเลื่อนระดับอย่างต่อเนื่อง
‘ไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบไหน’
ประตูเชื่อมอนธการเหมือนกับหอยตัวหนึ่ง จำเป็นต้องเปลี่ยนที่ว่างตรงกลางทรวงองเป็นองค์ประกอบประหลาดที่ซึ่งเกิดจากการผสมของปราณมารและกายเนื้อ เทียบได้กับอวัยวะใหม่ที่เจริญเติบโตเกินขึ้นมา
ลู่เซิ่งทดลองดู ด้วยความสามารถด้านการควบคุมบนมรรคายุทธ์ในวันนี้ เขาสร้างองค์ประกอบอวัยวะใหม่ที่เหมือนกับหอยได้อย่างผ่อนคลายและรวดเร็ว
นี่เดิมทีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อปรับแต่งองค์ประกอบกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จนรวมเป็นปราณมาร ทว่าเขาสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสภาพหยินโชติช่วงและหยางโชติช่วงต่อกายเนื้อได้ตามใจนึกแล้ว
เรื่องแค่นี้ไม่เป็นปัญหา เทียบกับการบีบอัดร่างสูงสามหมี่จนเหลือหนึ่งหมี่กว่าๆ เหมือนคนธรรมดาในสภาพหยินโชติช่วงแล้ว การควบคุมกายเนื้ออย่างละเอียดเช่นนี้…
‘เดี๋ยวก่อน!’ ทันใดนั้นลู่เซิ่งสะดุ้ง ‘สาเหตุที่ฝึกฝนกล้ามเนื้อมัดเล็กในตอนแรกเริ่มก็เพื่อเวลานี้หรือนี่’ ก่อนหน้านี้ฝึกฝนองค์ประกอบล้ามเนื้อมัดเล็กของร่างกายมาโดยตลอด เดิมเป็นการเตรียมตัวเพื่อวินาทีนี้
เปลือกหอยเลือดเนื้อกลายเป็นรูปเป็นร่างอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งลองชักนำปราณมารจากด้านบนเข้าไป
ฟู่ว…
ในตอนนี้เอง แม้แต่เขาก็ไม่สังเกตเห็นว่า น้ำในธารหมอกพิษมากมายรอบตัวสั่นกระเพื่อม ระลอกคลื่นเหมือนกับคลื่นยักษ์สั่นสะเทือนขยายออกไปรอบๆ โดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง
มีเสียงจากความลึกล้ำดำมืดชนิดหนึ่ง ราวกับเสียงที่มาจากกระแสคลื่นในส่วนลึกอันมืดมิด ส่งออกมาจากเปลือกหอยข้างในตัวเขา
……………………………………….
บทที่ 229
ผู้อาวุโสใหญ่ยืนเงียบๆ อยู่บนชั้นสองของหอเก็บหนังสือ พร้อมกับอ่านหนังสือหนาหนักเล่มหนึ่งซึ่งเปิดอยู่ด้านหน้า
ด้านในบันทึกค่าตอบแทนอันเจ็บปวด ที่ต้องจ่ายไปเพื่อหยั่งเชิงพลังของอาวุธเทพศัสตรามารของสำนักมารกำเนิดในอดีตไว้อย่างละเอียด
ไม่เพียงแต่สำนักมารกำเนิดเท่านั้น ความจริงแล้วในสำนักหลายสำนักก็มีหนังสือเล่มนี้ ขอแค่เป็นสำนักเก่าแก่ ล้วนเหมือนกัน
สายตาของเขาอยู่ที่ตัวหนังสือหลายแถวบนหน้าสุดท้าย
‘ว่านกุ่ยสายสดับสงัดข้ามขุนเขา ต่อสู้ตัดสินกับตระกูลขุนนาง ชนะสามครั้ง อีกฝ่ายอับอายกลายเป็นโทสะ ใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์ลอบจู่โจม’
‘จิ่วฟางจื่อสายผนึกวิญญาณตอนต่อสู้กับคนที่ชายฝั่งแม่น้ำ โดนลูกหลงในตอนที่พู่กันบรรพตสู้กับศัสตรามารชิ้นอื่น แปดคนที่เข้าร่วมการต่อสู้ประสบภัยทั้งหมด’
‘อวี่ซงจื่อสายสดับสงัด หลังจากล้มเหลวในการช่วยเหลือสหายสนิทเจรจาสงบศึกในป่าเขตเทือกเขาทางเหนือ ทำให้อีกฝ่ายเกิดโทสะ คนหนึ่งในนี้ใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์ไล่ล่า ทุกคนพลัดหลงระหว่างหลบหนี ยอดฝีมือทั้งหมดยี่สิบกว่าคนบาดเจ็บล้มตายมากกว่าครึ่ง ที่เหลือข่าวสารสูญหาย สงสัยว่าตายแล้ว’
ยอดฝีมือระดับสุดยอดที่เคยสำเร็จวิชาลับในประวัติศาสตร์ของสำนักมารกำเนิดจำนวนมาก ส่วนใหญ่ตายเพราะอานุภาพของอาวุธเทพศัสตรามารหรือไม่ก็อาวุธศักดิ์สิทธิ์
ดังนั้นตอนที่ลู่เซิ่งถามเขาว่า เมื่อผู้สำเร็จวิชาลับเผชิญกับพลังของอาวุธศักดิ์สิทธิ์จะเกิดอะไรขึ้น ผู้อาวุโสก็จนใจ ไม่ต้องพูดก็ถือว่าแสดงออกแล้ว
‘พลังระดับปฐมไม่ใช่อาณาเขตที่มนุษย์จะไปถึงได้ อาวุธเทพศัสตรามารทำไมถึงมีชื่อเทพและมาร เป็นเพราะพลังแบบนี้สุดที่มนุษย์จะแตะต้องได้’ ผู้อาวุโสใหญ่ถอนใจยาว
ครั้งกระโน้นร้อยเส้นสายรวบรวมชิ้นส่วนอาวุธเทพจำนวนมาก มารวมกันเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ สุดท้ายจ่ายค่าตอบแทนมากมายปานนี้ สิ่งที่ได้กลับมาคือสำนักในปัจจุบันพากันทรุดโทรม
ความแตกต่างระหว่างระดับพลังกำเนิดกับระดับปฐม จนถึงตอนนี้ผู้อาวุโสใหญ่ยังมองไม่ออก
‘ผ่านงานชุมนุมไปแล้ว ค่อยสร้างสำนักใหม่ หวังว่าจะทำให้สำนักรุ่งเรืองได้ตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่’ ความจริงผู้อาวุโสใหญ่ได้ยึดถือลู่เซิ่งเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำของสำนักในอนาคตแล้ว
…
วิชาเชื่อมอนธการ
ว่ากันว่าสามารถเปิดสายเลือดของตัวเอง ปลดปล่อยพลังของสายเลือดและแสดงพลังที่ซ่อนอยู่ได้
สิ่งที่เหนือความคาดหมายของลู่เซิ่งก็คือ ตอนที่เขาเปิดสายเลือดของตัวเอง ก็สัมผัสได้ว่าในสายเลือดอันเป็นแก่นสารของตนในฐานะคนธรรมดาไม่มีพลังเท่าไหร่นัก
ไม่ใช่ ‘ไม่มีพลังเท่าไหร่’ แต่เป็น ‘ไม่มีเลย’!
ในความมืดมิด ตะไคร่น้ำสีเขียวอ่อนกลุ่มใหญ่ถูกน้ำในลำธารสีดำกระเซ็นใส่ เดี๋ยวโผล่มาเดี่ยวหายไป ขับโพรงถ้ำรอบๆ จนประเดี๋ยวสว่างประเดี่ยวมืดมิด
น้ำในธารหมอกพิษทะลักเข้าร่างลู่เซิ่งพร้อมกับเสียงน้ำไหลดังซู่ซ่า
ร่างกายของเขามีลวดลายสีม่วงอมดำที่เหมือนหนอนนับไม่ถ้วนไต่จากสองขาขึ้นไปด้านบน
ลวดลายมากมายนี้แผ่ขยายไปไม่หยุด ปกคลุมทั่วร่างลู่เซิ่ง
น้ำในธารหมอกพิษอันมากมายถูกเขาดึงพิษบริสุทธิ์จากด้านในออกมาสกัดเป็นปราณมารนับไม่ถ้วน จากนั้นก็กรองผ่านเปลือกหอยซึ่งเป็นเนื้อสีดำตรงทรวงอก เปลี่ยนพวกมันเป็นสิ่งที่เหมือนวุ้นสีดำซึ่งเข้มข้นบริสุทธิ์
ลู่เซิ่งไม่รู้ว่าสภาพของตนในตอนนี้ถือว่าปกติหรือไม่ แต่ว่าตามบันทึกบนคัมภีร์ วิชาเชื่อมอนธการไม่น่ารุนแรงขนาดนี้ถึงจะถูก ปกติแล้วศิษย์สามารถชักนำปราณมารในรัศมีหลายหมี่รอบๆ ได้
แต่การชักนำน้ำในธารหมอกพิษรัศมีหลายสิบหมี่มาในครั้งเดียวเหมือนกับเขา ก่อนหน้านี้คงไม่เคยมีใครทำมาก่อน
พอพิจารณาว่ากายเนื้อของเขาเหนือกว่าศิษย์ทั่วไปในสำนักมากเกินไป ลู่เซิ่งก็เข้าใจว่าทำไมจึงเกิดความรุนแรงแบบนี้
การเชื่อมอนธการของวิชาเชื่อมอนธการ ครั้งแรกจะดำเนินอยู่หลายชั่วยาม นี่เป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสใหญ่บันทึกไว้ในคัมภีร์ ทว่าการเชื่อมอนธการของลู่เซิ่งเพียงใช้เวลาสามสิบอึดใจก็ใกล้จบแล้ว
ต่อจากนั้น ปราณมารปริมาณมากที่กักเก็บในร่างของเขาก็กลายเป็นปราณมารกำเนิดในสภาพของเหลวเหนียวหนืดอย่างรวดเร็ว
‘อาจเป็นเพราะกายเนื้อแข็งแกร่งเกินไป การเปลี่ยนแปลงเลยราบรื่นและเร็วกว่าเดิม ไม่ต้องห่วงว่าร่างกายจะรับแรงกดดันไม่ไหว’
ลู่เซิ่งมองกระแสน้ำที่ค่อยๆ สงบลงรอบๆ พลางคาดเดาในใจ
เขาสัมผัสได้ถึงเลือดที่ไหลเวียนต่างจากก่อนหน้าโดยสิ้นเชิงในเส้นเลือดของตัวเอง นั่นเป็นเลือดที่หลอมกับปราณมารกำเนิดแล้ว
แน่นอนว่าเลือดใหม่หลังหลอมกับปราณมารกำเนิดสามารถยกระดับพลังฟื้นฟูร่างกายของเขาได้อย่างทรงประสิทธิภาพเช่นกัน สำหรับศิษย์ทั่วไป ประสิทธิผลนี้ไม่เลว แต่สำหรับลู่เซิ่ง มีหรือไม่มีก็ไม่แตกต่าง
‘ต่อจากนี้เป็นวิถีหทัยมาร เป็นฐานสุดท้าย’ เขาสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง สั่งความคิด จิตมารขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่งพลันโผล่ขึ้นมาต่อหน้าเขา
จิตมารในตอนนี้เปลี่ยนไปอีกรอบ หลังจากการเปลี่ยนแปลงของปราณมารกำเนิดจบลง
จากสภาพเหมือนปลาแหวกว่ายก่อนหน้านี้ ตอนนี้กลายเป็นสภาพที่เรียวยาวเหมือนงู
เป็นงูโปร่งแสงที่มีใบหน้าของตนเองตัวหนึ่ง ความรู้สึกนี้ชวนให้ลู่เซิ่งรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง
‘หลังจากเชื่อมอนธการ…’ เขายื่นมือออกมา วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานโคจรโดยฉับพลัน
ฟุ่บ!
เปลวไฟไร้รูปร่างกลุ่มหนึ่งลุกไหม้ในมือเขา เพียงแต่รอบๆ เปลวเพลิงในครั้งนี้มีริ้วดำอ่อนๆ เกิดขึ้นด้วย
‘มีผลกระทบน้อยมากต่อวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน’ เขามองเปลวเพลิง แล้วชักมือกลับมาอย่างเนิบนาบ
ต่อจากนั้นก็โคจรปราณมารกำเนิดเพียงอย่างเดียว เขาเพิ่งจะใช้พลังงานหลักของสำนักมารกำเนิดชนิดนี้เป็นครั้งแรก
พลังของวิชาลับไหลซัดเหมือนกระแสน้ำในร่างกาย จากนั้นมือขวาของลู่เซิ่งที่โคจรวิชาก็ถูกย้อมเป็นสีม่วงแกมดำ รอบๆ เหมือนกับมีแสงสีดำวนเวียนอยู่
‘มาถึงขั้นนี้แล้ว มีพลังมารกำเนิด จิตมาร กายเนื้อ เป็นความสามารถโจมตีสามอย่าง กำลังภายในของสำนักอย่างพลังมารกำเนิดมีอานุภาพไม่เลว ด้วยความแข็งแกร่งของเราในวันนี้ ใช้แค่พลังมารกำเนิดรับมือระดับจตุลักษณ์ เบญจลักษณ์ของตระกูลขุนนาง อาจจะสู้ได้สูสี’
ลู่เซิ่งเอาคู่ต่อสู้คนก่อนๆ มาเปรียบเทียบ ระดับจตุลักษณ์ เบญจลักษณ์ของตระกูลขุนนางเทียบเท่ากับระดับเบญจลักษณ์ ฉลักษณ์ของสำนัก เปลี่ยนเป็นสำนักมารกำเนิด ระดับก็สูงกว่าเดิม เทียบได้กับระดับสัตตะลักษณ์ของสำนักมารกำเนิด
‘แต่นี่เป็นขีดจำกัดแล้ว ที่เกิดอานุภาพแข็งแกร่งแบบนี้ได้ เป็นเพราะกายเนื้อเราดีกว่าศิษย์ทั่วไปในสำนัก’ เขาใคร่ครวญ ‘เอาล่ะ มาเริ่มวิถีหทัยมารที่เป็นลำดับสุดท้ายกันเลย’
วิธีการฝึกวิถีหทัยมารคือการวมจิตมาร ควบคุมความนึกคิดในใจ
วิถีหทัยมารคิดว่าความคิดและความปรารถนาของคนมีเก้าอย่าง ดังนั้นการฝึกฝนจิตมารจึงมีทั้งหมดเก้าระดับ แต่ละระดับบ่งบอกว่าจำเป็นต้องกำจัดความคิดและความปรารถนาระดับหนึ่งออกไปจากในใจ แล้วผนึกรวมเป็นจิตมาร
เมื่อจิตมารเก้าชนิดรวมตัวกันครบ จะผนึกตัวเป็นจิตมารสุดท้าย
‘วันนี้จิตมารแรกของเราเกิดขึ้นแล้ว หรือก็คือหลังสำเร็จการเชื่อมอนธการ ก็อยู่ในสภาพระดับแรกของวิถีหทัยมารพอดี’
ลู่เซิ่งสะกิดเท้าอย่างแผ่วเบา พลันกระโดดขึ้น ลอยตัวไปถึงด้านในถ้ำเล็กๆ ที่ตนใช้ฝึกฝนก่อนหน้า
‘ต่อจากนี้ เราจะใช้ปราณหยินได้โดยตรงแล้ว อ้อ ไม่สิ ใช้พลังอาวรณ์เลื่อนระดับต่างหาก’ เขาไม่รีรอ เปิดเครื่องมือปรับเปลี่ยนทันที
ทันใดนั้นเขาชะงักการเคลื่อนไหว ก้มหน้ามองบนพื้นใต้เท้า สับสนเล็กน้อย
วิชาลับเป็นวิชาขั้นสูงสุดที่เอาไว้ขุดค้นสายเลือด ย่อมเป็นสิ่งที่คุ้นเคยต่อการควบคุมและโคจรปราณมารกำเนิดอย่างไม่ต้องสงสัย
พวกเขาใช้พลังกระตุ้นสายเลือดอย่างปราณมารกำเนิดปรับเปลี่ยนเติมเต็มสายเลือด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายไม่ปล่อยสายเลือดที่ซ่อนแฝงอยู่
ลู่เซิ่งก็เป็นเช่นนี้
หลังปราณมารกำเนิดเปลี่ยนแปลง ก็หลอมรวมเข้ากับเส้นเลือด แล้วปรับเปลี่ยนร่างกาย ทำให้สายเลือดอันน้อยนิดที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกสุดของร่างกายถูกขุดออกมา
สายเลือดที่ถูกขุดออกมาต่อให้เบาบางถึงขีดสุด แต่สุดท้ายก็เป็นสายเลือดอยู่ดี
ลู่เซิ่งมองข้างใต้เท้าอย่างสงบ ในรอยเท้าตรงนั้นมีแสงที่อ่อนจางยิ่ง
แสงนี้เป็นสีเหลืองทอง ไม่รู้ว่าเป็นอะไร กำลังริบหรี่ลงด้วยความเร็วสูง อีกไม่กี่อึดใจคงดับไปเอง
ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างชัดแจ้งว่า แสงอันเล็กน้อยนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพลังใดๆ ที่มีอยู่บนร่างตน
ไม่ใช่วิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน ไม่ใช่ปราณขวดสมบัติ ยิ่งไม่ใช่ปราณมารกำเนิดที่เพิ่งฝึกได้
แต่เป็นสิ่งที่ประหลาดและบริสุทธิ์อีกอย่าง เป็นพลังชนิดหนึ่งของตัวเอง
‘เป็นพลังงานที่อ่อนแอมาก เรารู้สึกได้ว่านี่เป็นสิ่งที่ปราณมารกำเนิดกระตุ้นได้จากในสายเลือด อ่อนแอมาก หมายความว่าสายเลือดของเราเบาบางมากๆ ถ้าไม่ใช่เพราะปราณมารกำเนิดเติมเต็มทั่วร่าง ชั่วชีวิตนี้คงไม่พบ’ เขายืนอยู่ที่เดิม ความคิดล่องลอย
ในสายเลือดของเขามีพลังของอาวุธเทพศัสตรามาร นี่หมายความว่าอะไร ไม่ต้องพูดก็เป็นอันเข้าใจ
บางทีที่พลังนี้อ่อนแอสุดขีด เพราะส่งต่อมาหลายรุ่น จึงไม่ต่างจากมนุษย์
‘แต่ปรากฏการณ์แบบนี้แสดงให้เห็นรึเปล่าว่าบรรพบุรุษของเราเคยแต่งงานกับคนของตระกูลขุนนางที่ใช้อาวุธเทพศัสตรามาร หรือว่าโลกทั้งใบ มนุษย์ทุกคน มีสายเลือดคล้ายๆ กันนี้ทั้งหมด’
ทันใดนั้นเขาคิดถึงความเป็นไปได้หนึ่ง
‘เป็นไปได้ไหมว่าการขุดค้นสายเลือดเล็กๆ นี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ซ่อนไว้ในส่วนลึกสุดของสายเลือดอยู่แล้ว’
ลู่เซิ่งยืนครุ่นคิดอยู่กับที่สักครู่ ในที่สุดก็หยุดสันนิษฐาน สิ่งที่สำคัญที่สุดตรงหน้ายังเป็นการยกระดับพลัง
จงหยวนมียอดฝีมือมากเกินไป ผู้ถืออาวุธสะกดทุกสิ่ง ถ้าหากไม่เจอพลังที่สู้กับผู้ถืออาวุธได้ เกิดเขาความแตก อันตรายที่เจอจะเป็นระดับภัยพิบัติ
ไม่เพียงเขาจะตาย คนทั่วทั้งตระกูลลู่จะตายเช่นกัน
‘เริ่มกันเลย…วิถีหทัยมาร…”
ลู่เซิ่งมองเครื่องมือปรับเปลี่ยนที่ลอยอยู่ด้านหน้า เจอกรอบที่วิชาเชื่อมอนธการอยู่อย่างรวดเร็ว
กรอบวิชาเชื่อมอนธการคือกรอบของเคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุเมื่อก่อนหน้า ทั้งสองเป็นสิ่งเดียวกัน ก็แค่เปลี่ยนชื่อเป็นวิชาเชื่อมอนธการเท่านั้น
ลู่เซิ่งหาปุ่มปรับเปลี่ยนบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนอย่างคุ้นเคย แล้วกดโดยแรง
ซู่…
เครื่องมือปรับเปลี่ยนสั่นไหวน้อยๆ กลายเป็นสภาพปรับเปลี่ยนได้
‘เลื่อนระดับวิชาเชื่อมอนธการเป็นระดับต่อไป’ ลู่เซิ่งกดความคิดลงบนปุ่มด้านหลังกรอบวิชาเชื่อมอนธการ
กรอบพร่ามัวทันที
ฟู่ว…
ทันใดนั้นเขารู้สึกว่ามีลมปราณเย็นฉ่ำหลายสายไหลออกมาจากตา หู จมูกและปากอย่างต่อเนื่อง
ไม่นานเขาก็ค้นพบว่านี่ไม่ใช่ความรู้สึก แต่เป็นของจริง
ปราณสีดำจำนวนมากไหลออกมาจากตา หู จมูก และปากของเขาอย่างรวดเร็ว จากนั้นรวมตัวกันกลางอากาศด้านหน้า
กลายเป็นหัวใจสีดำขนาดใหญ่ดวงหนึ่ง
หัวใจนั้นกลืนกินปราณสีดำจำนวนมาก และค่อยๆ เริ่มเต้น
หัวใจมีขนาดใหญ่เท่าหัวคน เป็นสีดำทั้งดวง พื้นผิวปรากฏอักขระสีม่วงตัวหนึ่ง ลักษณะเหมือนกับก่อนที่จิตมารในบันทึกของวิถีหทัยมารจะเป็นรูปเป็นร่าง
‘นี่คือจิตมารที่สองหรือ’ ลู่เซิ่งรู้ว่าของสิ่งนี้กำลังอยู่ในระยะฟักตัว ไม่สนใจอย่างอื่น มองกรอบวิถีหทัยมารต่อ
[วิถีหทัยมารเชื่อมอนธการ: ระดับสอง ผลพิเศษ: ร่างมารระดับสอง จิตมารหยินระดับสอง]
ผลเพิ่มความแข็งแกร่งถึงขีดสุดทั้งหมดรวมตัวอยู่ที่ร่างมาร ส่วนจิตมารหยินก็กลืนกินจิตมารก่อนหน้าโดยสมบูรณ์
ลู่เซิ่งใช้ความคิด จิตมารที่หน้าเป็นคนตัวเป็นงูก่อนหน้านั้นลอยออกมา ส่งเสียงฟ่อๆ พลางขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
งูหน้าคนกับหัวใจจิตมารดวงนี้ เป็นจิตมารหยินสองตัวในตอนนี้ของเขา
……………………………………….
บทที่ 230
‘ร่างกายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ดูเหมือนว่าสิ่งที่ฝึกฝนเป็นหลักในวิถีหทัยมารก็คือสำนึกมารและจิตมาร’
ตามการบันทึกบนคัมภีร์บนวิถีหทัยมาร ส่วนที่สำคัญที่สุดของวิชาลับวิชานี้อยู่ที่การผนึกรวมจิตมารหยินที่แข็งแกร่งมากพอ ยิ่งจิตมารหยินแข็งแกร่งและมีมากเท่าไหร่ หัวใจมารที่เกิดขึ้นในตอนท้ายก็จะแข็งแกร่งเท่านั้น พลังมารกำเนิดที่ควบคุมได้ในตัวก็จะเพิ่มขึ้นด้วย
พลังก็จะแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน
‘มาต่อกัน เพิ่งใช้พลังอาวรณ์ไปสิบกว่าหน่วยเอง’ ลู่เซิ่งสงบจิตใจ เลื่อนระดับวิถีหทัยมารต่อ
ผู้อาวุโสใหญ่เคยพูดถึงวิถีหทัยมารไว้ว่า คนที่สามารถรวมหัวใจมารได้สามดวงจะอยู่ในระดับมาตรฐานเมื่อครั้งอดีต
หรือก็คือ ศิษย์ที่ฝึกฝนวิถีหทัยมารระดับสามสำเร็จ จะกลายเป็นศิษย์หลัก พลังอยู่ในจุดสูงสุดของระดับจตุลักษณ์
สิ่งนี้เปลืองเวลาฝึกมาก ส่วนผู้ที่มีหัวใจจิตมารห้าดวง ถือเป็นอัจฉริยะในสายสดับสงัดของสำนักมารกำเนิด
หัวใจจิตมารเจ็ดถึงแปดดวง ย่อมเป็นอัจฉริยะระดับสุดยอดที่ขึ้นสู่ระดับอสรพิษได้
ในกระบวนการฝึกของวิถีหทัยมาร ความจริงไม่ได้เลื่อนระดับพลังโดยตรงมากเกินไป แต่รวมจิตมารไว้อย่างต่อเนื่อง สั่งสมกักเก็บไว้ที่ตัวเอง จนกระทั่งระเบิดในวินาทีที่ผนึกรวมหัวใจมาร
ทว่าสำหรับลู่เซิ่งแล้ว เรื่องเหล่านี้ล้วนไม่ใช่ปัญหา
ไม่นาน หลังใช้พลังอาวรณ์ไปสิบกว่าหน่วย หัวใจจิตมารดวงที่สามก็เกาะกลุ่มแล้วโผล่มา
ก่อนหน้านี้ในตัวลู่เซิ่งดูดปราณมารกำเนิดไว้มากมาย การผนึกรวมในเวลานี้จึงไม่เปลืองแรงแม้แต่น้อย กายเนื้อของเขาแข็งแกร่งกว่าคนอื่นเกินไป ทำให้ปราณมารกำเนิดที่ร่างกายเขาเก็บไว้ได้ มีมากกว่าคนอื่นๆ หลายเท่าตัว
ลู่เซิ่งสัมผัสได้ว่า หัวใจจิตมารสามดวงนี้เชื่อมต่อกับเขาอย่างแนบแน่น คล้ายกับหัวใจสามดวงที่งอกอยู่ด้านนอกตัว ปราณมารกำเนิดปริมาณมากไหลจากด้านในร่างเขาเข้าไปในหัวใจจิตมารสามดวงผ่านการควบคุมอันลี้ลับ หนำซ้ำยังดูดซับปราณมารจากภายนอกเข้ามาเปลี่ยนสถานะและเติมเต็มในร่างกายอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
‘…พลังอาวรณ์ยังเหลืออีกเยอะ ต่อเลย’
นี่เป็นเวลาสั่งสมพลัง ลู่เซิ่งย่อมไม่ตระหนี่ต้นทุนแม้แต่น้อย
ทุ่มพลังอาวรณ์ไปสิบกว่าหน่วย หัวใจจิตมารดวงที่สี่ก็รวมตัวกันออกมา
ดวงที่ห้าติดตามมา
ดวงที่หก…
ดวงที่เจ็ด…
ดวงที่แปด…
ดวงที่เก้า…
ลู่เซิ่งผนึกรวมหัวใจจิตมารเก้าดวงในครั้งเดียว หัวใจแปดดวงและงูหน้าคนตัวหนึ่งลอยอยู่อยู่กลางอากาศรอบตัวเขา
‘ในเมื่อหัวใจจิตมารเจ็ดถึงแปดดวงเทียบได้กับอัจฉริยะที่ขึ้นสู่ระดับอสรพิษ งั้นเรายกระดับถึงเก้าดวงซึ่งสูงที่สุด ไม่รู้ว่าจะไปถึงขั้นไหน’
เขามองพลังอาวรณ์ที่เหลือ ยังเหลืออีกสองสามหน่วย นอกนั้นถูกเขาใช้ไปจนหมด
ลู่เซิ่งเกิดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า รู้ว่านี่เกิดขึ้นเพราะผนึกรวมหัวใจจิตมารมากเกินไปในครั้งเดียว
ต่อให้ร่างกายเขาแข็งแกร่งถึงขีดสุด ก็เริ่มทนทานการย่นระยะเวลาที่คนอื่นต้องฝึกฝนอย่างหนักอยู่หลายปีจนสั้นขนาดนี้ไม่ไหวอยู่บ้าง
‘หัวใจจิตมารแปดดวง ปกติเวลาที่ใช้ปรับตัวคือสิบสองชั่วยาม หรือก็คือหนึ่งวัน จากนั้นก็จะรวมหัวใจมารดวงสุดท้ายในร่างได้อย่างแท้จริง ถึงตอนนั้น เป็นเวลาที่จะสำเร็จวิถีหทัยมาร วิถีหทัยมารเป็นพื้นฐานของทุกสิ่ง วิชาสดับสงัดต่อจากนี้เป็นแค่ทักษะใช้งานอย่างหนึ่ง ความยากกลับอยู่รองลงไป ตอนนี้น่าจะกลับไปพักผ่อนได้แล้ว รอเวลาปรับตัวสิ้นสุด’ ลู่เซิ่งสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง ลากร่างอันอิดโรย กระโดดลงจากถ้ำเบาๆ แล้วพุ่งไปยังหอเก็บหนังสือของสำนักมารกำเนิด
พลังอาวรณ์ถูกใช้จนหมด ในเวลาอันสั้นสามารถเลื่อนถึงระดับนี้ได้ ก็ถึงขีดจำกัดแล้ว ภายหลังต้องดูว่าพอหัวใจมารมารวมตัวกัน จะมีอานุภาพกล้าแข็งขนาดไหน
ลู่เซิ่งรู้ดีแก่ใจว่า ตัวเองใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยนจนไปถึงสภาพสูงสุดซึ่งแข็งแกร่งที่สุดของสายสดับสงัดแห่งสำนักมารกำเนิดแล้ว วิถีหทัยมารเลื่อนถึงระดับเก้า บางทีอาจเป็นระดับที่คนมากมายก่อนหน้าเคยเรียนรู้ในทางทฤษฎี
ควรทราบว่า เกิดหัวใจมารดวงสุดท้ายรวมตัวกันได้ ก็เหมือนเกาทัณฑ์ยิงไปแล้วไม่มีหวนคืน ตอนแรกรวมหัวใจจิตมารได้เท่าไหร่ ทั้งชีวิตที่เหลือก็จะมีเท่านั้น
รากฐานที่ใช้รวมหัวใจจิตมารก็คือปริมาณปราณมารกำเนิดอันบริสุทธิ์ที่วิชาเชื่อมอนธการดูดซับไปก่อนหน้า
เมื่อปราณมารกำเนิดมากพอ หัวใจจิตมารที่ผนึกรวมได้ก็จะแข็งแกร่งและมีจำนวนมากกว่าเดิม และเมื่อปราณมารกำเนิดไม่พอ จำนวนและความแข็งแกร่งของหัวใจจิตมารก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย
ลู่เซิ่งจำได้ว่าบนหนังสือจำพวกบันทึกประวัติศาสตร์สำนักมารกำเนิดที่ตนเคยอ่านได้เขียนไว้ว่า สายสดับสงัดเคยมีบูรพาจารย์ใช้เวลาไม่กี่ปีก็รวมหัวใจจิตมารได้แปดดวง สุดท้ายตอนนั้นถูกยกย่องเป็นหนึ่งในสามคนที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักมารกำเนิด
สำนักมารกำเนิดในตอนนั้นอยู่ในช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุด มีผู้เข้มแข็งระดับอสรพิษไม่น้อย บวกกับมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลขุนนางส่วนหนึ่ง อาณาเขตที่ยึดครองอยู่ถึงขั้นด้อยกว่าตระกูลขุนนางขนาดเล็กนิดเดียวเท่านั้น
เขาเชื่อมั่นว่าตนมีกายเนื้อแข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆ อย่างนั้นหัวใจจิตมารเก้าดวงที่รวมได้ในตอนท้าย ทั้งจำนวนและความแข็งแกร่ง ลำดับขั้นที่ไปถึงได้จะต้องเหนือกว่าจินตนาการของคนทั่วไป และเป็นระดับสูงสุดของวิชาสดับสงัดแน่
…
จงหยวน เมืองกระดิ่งขาว
“ทางนี้ๆ!”
“ศิษย์พี่เหยียนไค! ข้าอยู่ที่นี่!”
เหยียนไคลากร่างอันเหนื่อยล้า เดินออกจากเหลาสุราพร้อมหาวครั้งหนึ่ง กำลังจะไปกินอาหารเช้าในห้องส่วนตัวของตระกูลสวีข้างทาง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงสตรีตะโกนเรียกตัวเองไม่ไกลออกไป
เขาเบิกตามองไปยังต้นเสียง
เห็นหญิงสาวตัวเล็กสวมกระโปรงสีขาวคนหนึ่งกำลังโบกมือพลางตะโกนเรียกเขาในฝูงชนที่เบียดเสียดแออัด
“ศิษย์พี่เหยียนไค! ข้าอยู่นี่! อยู่ตรงนี้!” หญิงสาวมีใบหน้าราวตุ๊กตา อายุไม่มาก ราวยี่สิบปี ทว่าดูไม่ต่างจากเด็กสาวอายุสิบกว่าปี ร่างสูงเท่าเอวคนทั่วไป
ตอนนี้นางยืนอยู่ในฝูงชน ต้องกระโดดขึ้นเพื่อดึงดูดความสนใจของเหยียนไค
‘เสี่ยวฉินหรือ’ เหยียนไคงุนงง จำได้ว่าเป็นศิษย์น้องเล็กที่อาจารย์ของตนรับไว้ เมื่อไม่กี่ปีก่อน
ในฐานะศิษย์สายสืบทอดที่แท้จริงของสำนัก เขาเหยียนไคนับเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ไร้อนาคตที่สุด ถ้าไม่ใช่เพราะมีสายเลือดเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เพราะสายเลือดนี้หายากมาก เขาจะเข้าสำนักได้หรือไม่ยังเป็นปัญหา
“ข้าเองๆ!” หญิงสาวชื่อเสี่ยวฉินรีบเบียดฝ่าฝูงชน ไม่นานก็มาถึงด้านหน้าเหยียนไค
ยามนี้เหยียนไคค่อยสังเกตเห็นว่า ศิษย์น้องเล็กคนนี้ยังจูงมือเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไว้ด้านหลัง
เด็กผู้หญิงคนนี้สวมกระโปรงแดง ในมือถือร่มสีแดง ผมดำหน้าตางดงาม ปากจิ้มลิ้ม เป็นบุคลิกของโฉมสะคราญที่หายาก
“ศิษย์พี่ ข้าขอแนะนำท่าน นี่คืออิงอิงสหายของข้า เป็นสหายสนิทที่ข้าเพิ่งรู้จักในเมืองกระดิ่งขาวมาไม่นาน!” เสี่ยวฉินแนะนำเหยียนไคอย่างกระตือรือร้น
“ท่านคือศิษย์พี่ของเสี่ยวฉิน น่าสนใจ มาเข้าร่วมงานชุมนุมเหมือนกันหรือ” สตรีกางร่มอิงอิง กล่าวให้ถูกต้องคือหงฟางไป๋ ตอนนี้ใช้สายตาดูหมิ่น พิจารณาเหยียนไคที่อยู่ด้านหน้า
หลังจากลู่เซิ่งเข้าสำนัก นางก็อยู่ว่างจนเบื่อหน่าย ใช้ร่างของอิงอิงออกมาเที่ยวเล่น ครั้งกระโน้นนางเคยมาจงหยวน เพียงแต่มาไม่ถึงเมืองกระดิ่งขาว ปัจจุบันเวลาผันผ่านสภาพแปรผัน ผ่านไปหลายปี ผู้เฒ่าที่เคยไล่ล่านางที่ตายก็ตายไป ที่เร้นกายก็เร้นกาย หลังนางทราบเรื่องนี้ ก็ค่อยๆ เปิดเผยตัว ไร้ข้อกริ่งเกรงอีก
ถึงอย่างไรในชีวิตนี้ นอกจากลู่เซิ่งแล้ว นางก็ไม่กลัวใครอีก
“แม่นางก็จะเข้าร่วมงานชุมนุมเหมือนกันหรือ ข้าเหยียนไค กลับไม่คิดเข้าร่วม แต่ว่าอาจารย์มีคนไม่พอ จึงถูกเรียกตัวกลับมาช่วยเหลือ”
“ชุมนุมใหญ่ร้อยเส้นสาย สมควรมาร่วมชม ทั้งยังหาประสบการณ์ได้ด้วย” เสี่ยวฉินพูดแทรก “ยิ่งไปกว่านั้นคุณชายไป๋ซิวจากตำหนักหมื่นสุขก็ออกด่านพอดี และจะเข้าร่วมงานชุมนุมในวันนี้ด้วย เฮ้อ ช่าง…ช่าง…”
เสี่ยวฉินหน้าแดง ใบหน้างมงาย
“เฮ้อ…” เหยียนไคเห็นเข้า ก็รู้ว่าศิษย์น้องเล็กเกิดอาการบ้าบุรุษอีกแล้ว
ตำหนักหมื่นสุขเป็นหนึ่งในสำนักใหญ่ระดับสามขั้นบน จัดอยู่อันดับสาม ขุมกำลังกล้าแข็งถึงขีดสุด คุณชายไป๋ซิวได้รับการยกย่องเป็นเจ้าสำนักรุ่นต่อไปซึ่งถูกกำหนดตัวไว้แล้ว และเป็นผู้นำที่ถูกลิขิตให้รับสืบทอดสำนักต่อ
บุตรแห่งโชคชะตาไป๋ซิว เป็นหนึ่งในสามผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดของร้อยเส้นสาย ปัจจุบันเป็นยอดฝีมือระดับอสรพิษ โดดเด่นไม่มีใครเทียม
“งานชุมนุมอีกไม่กี่วันก็จะเริ่มแล้ว ศิษย์น้องเล็ก ท่านอาจารย์สบายดีกระมัง” เหยียนไคตัดบทนางอย่างจนปัญญา
“สบายดีเจ้าค่ะ ศิษย์พี่ไปเจอเดี่ยวก็รู้เอง เพียงแต่มักจะพึมพำถึงความปรารถนาในตอนแรกของศิษย์พี่ ตำหนิท่านที่หาภาระหนักขนาดนี้ให้ตัวเอง” เสียวฉินเอ่ยเบาๆ “แต่ว่าก่อนงานชุมนุมท่านผู้เฒ่าจะต้องมาแน่ ถึงตอนนั้นท่านไปหาก็พอ”
คิดถึงเรื่องราวในตอนนั้น เหยียนไคเงียบลง ดวงตาซับซ้อน
“พอแล้วๆ เดินไปด้วยกันเถอะ ไม่ได้มาเมืองกระดิ่งขาวเสียนาน สถานที่ของงานชุมนุมอยู่ไม่ไกล พวกเราพักที่นี่ เที่ยวให้ทั่วกันเถอะ” เสี่ยวฉินเสนอ
“ก็ได้…” เหยียนไคได้แต่ยิ้มอย่างหนักใจ วันนี้เขาออกมาคนเดียว กลับสะดวกสบาย อยากไปไหนก็ไปที่นั่น
“แล้วแม่นางอิงอิงเล่า” เหยียนไคมองสตรีกางร่ม รู้สึกถึงแรงกดดันหนักอึ้งอย่างหนึ่งบนร่างของแม่นางที่ความเป็นมาไม่ชัดเจนผู้นี้ เป็นความรู้สึกคุกคามที่ทำให้เขาอึดอัด
“ได้สิ ข้าก็ชอบเดินเล่นเหมือนกัน ไปด้วยกันก็…”
“อิงอิง”
หงฟางไป๋ยังพูดไม่จบ ก็ถูกเสียงบุรุษทุ้มต่ำตัดบท
สีหน้าที่ผ่อนคลายในตอนแรกของนางเคร่งเครียดขึ้น หันไปมองถนนด้านหน้า
ทิศทางตรงข้ามกับคนทั้งสาม ไม่ทราบว่ามีคนสองสามคนเดินมาตั้งแต่ตอนไหน บุรุษคนหนึ่งในนี้มีสีหน้าราบเรียบ ร่างสูงโปร่ง รอบๆ มีความรู้สึกกดดันที่หนักอึ้ง เป็นลู่เซิ่งที่เพิ่งเดินทางออกจากสำนัก
“เที่ยวพอหรือยัง” เขามองสตรีกางร่มอย่างเฉยชา
หงฟางไป๋ที่เมื่อครู่อารมณ์ดี ตอนนี้หน้ามุ่ย ได้แต่แค่นเสียง แล้วเดินไปหาอย่างว่าง่าย
“ขอตัวกลับก่อน พวกท่านตามสบาย”
“อิงอิง…” เสี่ยวฉินคิดจะดึงแขนเสื้อนาง แต่ถูกเหยียนไคฉุดมือไว้
“อย่าเข้าไป…” สีหน้าของเขาเคร่งขรึม มองสัญลักษณ์ของสำนักมารกำเนิดบนชายเสื้อลู่เซิ่ง หน้าผากมีเหงื่อผุดซึม
เสี่ยวฉินหันไปมอง ตกใจเพราะความผิดปกติของศิษย์พี่ ได้แต่มองดูสตรีกางร่มอิงอิงติดตามลู่เซิ่งเดินไปไกล ไม่นานก็หายไปในกลุ่มคน
เสี่ยวฉินค่อยสลัดหลุดจากมือใหญ่ของเหยียนไค
“ศิษย์พี่ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ คนผู้นั้นเป็นครอบครัวของอิงอิงหรือ”
“สำนักมารกำเนิด…คิดไม่ถึงเขาจะมาจงหยวน ทั้งยังเข้าร่วมกับร้อยเส้นสาย กลายเป็นคนของสำนักมารกำเนิด” เหยียนไคพึมพำเบาๆ
ลู่เซิ่ง ขุนพลใต้สังกัดซั่งหยางจิ่วหลี่ผู้ยิ่งใหญ่แห่งตระกูลซั่งหยาง พลังฝึกปรือลึกล้ำไม่อาจหยั่งคาด! ผู้ปกครองพรรควาฬแดงที่มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ที่สุดในแดนเหนือ
หลักๆ คือ เงามืดที่คนผู้นี้มอบให้เขา น่าพรั่นพรึงสุดขีด
ถ้าไม่มีเรื่องเจ้าบ้านไม่หัวเราะ เหยียนไคอาจนึกว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่คบได้ ทว่าหลังจากเรื่องในครั้งนั้น ว่านเหอจื่อกับเขาก็ได้รู้จักนิสัยของลู่เซิ่งจริงๆ ในระหว่างการทดสอบครั้งนั้น
ในการทดสอบ ลู่เซิ่งซึ่งเป็นผู้ที่เข้มแข็งที่สุดในแถบนั้น และถูกมอบหมายให้เป็นผู้เฝ้าด่าน ได้มอบบทเรียนที่ไม่อาจจินตนาการให้แก่พวกเขา
จนกระทั่งออกจากแดนมายาอันเป็นวัฏจักรไร้สิ้นสุดได้ พวกเขาจึงมีอาการตกค้างที่ลบเลือนไม่ได้อยู่ในใจ
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น