221-225
บทที่ 221
ขณะเดินไปตามเส้นทางลับที่มืดมิดและคับแคบ ลู่เซิ่งกับเหอเซียงจื่อไม่ได้พูดจาอะไรกัน
เส้นทางลับยาวยิ่ง ทอดจากประตูถ้ำใต้เสาหินของสำนักมารกำเนิดไปยังใต้ดินที่ลึกสุดขีด ไม่รู้ว่าขุดเจาะไว้ตอนไหน บนผนังเป็นตะไคร่น้ำเรืองแสงสีเขียวอ่อน
“อาจารย์เหมือนแปลกๆ ไปบ้าง” เงียบกันอยู่นาน อยู่ๆ เหอเซียงจื่อก็เอ่ยขึ้น
“…” ลู่เซิ่งมองเหอเซียงจื่อ พูดในใจว่าท่านเพิ่งสังเกตหรือ
ความผิดปกติของผู้อาวุโสใหญ่ ถ้าเป็นคนที่ความรู้สึกไวหน่อยสมควรมองเห็น เหอเซียงจื่อเหมือนจะโง่งมจริงๆ
“ช่วงนี้ในสำนักเหลือแค่พวกเราสองคน อาจารย์ตั้งใจถ่ายทอดหลายอย่างให้พวกเรา ศิษย์น้องเจ้ามีคุณสมบัติดีกว่าข้า สิ่งที่อาจารย์ถ่ายทอดให้เจ้าสมควรมากกว่า” เหอเซียงจื่อเว้นเล็กน้อย เดินอยู่ด้านหน้าไม่เหลียวกลับมา เอ่ยต่อ “แต่ข้าเองก็รู้ว่า ถ้าข้าเป็นเจ้า คงไม่อาจจดจำเนื้อหานั้นได้ในระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้นข้าจึงไม่อิจฉาที่อาจารย์ปฏิบัติแบบนั้นกับเจ้า”
ลู่เซิ่งไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
“ถึงแล้ว” เหอเซียงจื่อเร่งฝีเท้าเดินไปถึงหน้าประตูใหญ่สีดำเก่าคร่ำคร่าบานหนึ่ง “ที่นี่เป็นประตูเชื่อมสู่โลกภายนอก” นางชี้ไปที่ประตูพร้อมเอ่ยเสียงต่ำ “ศิษย์น้องเมื่อเจ้าเปิดประตูเข้าไป ให้เดินไปด้านหน้าตามเส้นทางด้านใน ผ่านไปหนึ่งก้านธูปก็จะถึงพื้นดิน ข้าเองก็มีภารกิจ ไม่พูดต่อแล้ว ศิษย์น้องถนอมตัวด้วย”
“อืม ขอบคุณศิษย์พี่มาก” ลู่เซิ่งพยักหน้า
เหอเซียงจื่อยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ มองประตูใหญ่ที่เก่าแก่ ซึมเซาอยู่ชั่วขณะ แต่เวลาที่นางเหม่อลอยสั้นยิ่ง ไม่นานก็หมุนตัวกลับทางเดิม เงาร่างค่อยๆ กลืนหายไปในเงามืด
ลู่เซิ่งยืนอยู่ที่เดิม สูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง
ความจริงเขารู้ว่าผู้อาวุโสใหญ่ตั้งใจกันเขาออกมา หาข้ออ้างส่งเขาเข้าเส้นทางลับ เป้าหมายก็คือปกป้องวิชาลับมารกำเนิดบนตัวเขา
ตอนนี้ที่รีบให้เขาไปจากเส้นทางลับแบบนี้ คงจะเจอสถานการณ์ผิดปกติบางอย่าง
‘ทำให้เจ้าสำนักระดับผู้อาวุโสใหญ่รู้สึกว่าสถานการณ์ยุ่งยากได้ อย่างน้อยก็เป็นระดับอสรพิษ น่าเสียดายที่เราเตรียมจะออกไปอยู่แล้ว…’
ถูกต้อง เขาเตรียมจะจากไปก่อนงานชุมนุม
ความเป็นความตายของสำนักมารกำเนิดไม่เกี่ยวข้องกับเขา เขาไม่มีทางเผยพลังของตัวเองเพื่อสำนักที่เพิ่งเข้าร่วมได้ไม่กี่เดือน
ระหว่างระดับตรีลักษณ์กับระดับอสรพิษมีความแตกต่างขนาดไหน ทุกคนแยกแยะได้อย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่ระยะห่างที่จะก้าวข้ามได้ในพริบตาโดยใช้เวลาสองสามเดือน
เขาลู่เซิ่งเพิ่งเข้าสำนักไม่กี่เดือน ก็แสดงพลังระดับอสรพิษ สะกดความวุ่นวายได้ ผลลัพธ์ที่จะตามมายากจินตนาการ
ดังนั้น ทั้งๆ ที่ทราบว่าผู้อาวุโสใหญ่อาจจะเจอปัญหา ลู่เซิ่งก็ไม่มีความคิดจะลงมือ
‘ให้สำนักมารกำเนิดที่สมควรถูกประวัติศาสตร์กลบฝังและคัดออกหายไปโดยสมบูรณ์ ก็ไม่แน่ว่าจะไม่ใช่เรื่องดี’ เขาถอนใจเบาๆ เดินถึงหน้าประตูใหญ่ แล้วออกแรงเล็กน้อย
ครืนๆ…
ประตูใหญ่ที่หนักอึ้งค่อยๆ ถูกผลักเป็นรอยแยกสายหนึ่ง ลู่เซิ่งหันไปมองด้านหลัง ก่อนจะหมุนตัวสาวเท้าเข้าไปในรอยแยกประตู
…
แก๊ง!
โซ่เหล็กหนักถูกฟันขาด
ประตูใหญ่ของตำหนักวิชาลับถูกผลักเปิด เงาดำสามสายเดินเนิบนาบเข้ามาในลานลงทัณฑ์ มองผู้อาวุโสใหญ่ลิ่วซานจื่อที่ยืนอยู่ด้านใน
“ผู้มาเป็นใคร!?” ผู้อาวุโสใหญ่ตวาดเสียงทุ้ม “ไม่รู้หรือว่าที่นี่เป็นหน่วยหลักในเขตสำนักมารกำเนิด”
เงาดำสองสายเงียบงัน มองคนที่ติดตามอยู่ด้านหลังสุด
“ลิ่วซานจื่อ อย่าได้โทษข้า ต้องโทษที่เจ้าหัวแข็งเกินไป” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
ผู้อาวุโสใหญ่เบิกตาโพลง
“เจ้า!?”
“ไม่ต้องกล่าววาจาไร้สาระ ลงมือ!” คนสวมอาภรณ์ดำผู้นั้นมีรูปร่างต่ำเตี้ย ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ไม่ลงมือเอง
คนสวมอาภรณ์ดำอีกสองคนกระโดดไปด้านหน้า เคลื่อนไหวเหมือนกัน โบกฝ่ามือกลางอากาศ ยิงไอสีดำสายหนึ่งออกไป ทวนวงเดือนเล่มหนึ่งพุ่งออกมาจากไอสีดำ ตกลงในมือคนทั้งสอง
“วิชาลับ จันทราใหม่!”
ทั้งสองสะบัดทวนวงเดือนดุจสายฟ้าแลบพร้อมกัน ขณะไอสีดำพลิกตัว ปลายทวนก็เปล่งประกายสีเลือดน้อยๆ ดูอัปมงคล แทงใส่ผู้อาวุโสใหญ่ด้วยความเร็วสูง
ผู้อาวุโสใหญ่ใบหน้าไม่เปลี่ยนแปลง โบกมือข้างหนึ่ง อสรพิษยักษ์สีดำดุร้ายตัวหนึ่งเลื้อยออกมาจากด้านหลังเขาในอึดใจ พุ่งใส่ทวนวงเดือนทั้งสองเล่ม
อสรพิษดำใหญ่เท่าเอวคน ที่หัวมีหนามแหลมสีดำ เหมือนกับแผงคอของราชสีห์ มันเพิ่งโผล่มา ก็คำรามใส่คนสวมอาภรณ์ดำทั้งสอง แล้วพุ่งเข้าปะทะ
“นี่คือวิชาลับมารกำเนิดหรือ แค่วิชาต่ำต้อย มีความสามารถแค่นี้! สิ้นเปลืองทำเลบึงมารที่ใหญ่โตปานนี้จริงๆ!” คนสวมอาภรณ์สีดำเตี้ยต่ำยิ้มเยาะ “มิใช่การหล่อเลี้ยงสำนึกหยินของตัวเองหรอกหรือ”
ผู้อาวุโสใหญ่ไม่พูดอะไรสักคำ บังคับอสรพิษยักษ์สู้กับคนทั้งสอง
ไม่อยู่เหนือความคาดหมาย อสรพิษยักษ์มารกำเนิดถูกคนทั้งสองพัวพันไว้ อีกฝ่ายพูดถูกต้อง วิชาลับมารกำเนิดก็คือวิชาสดับสงัด ใช้การหล่อเลี้ยงสำนึกหยินของตัวเองเป็นพลังต่อสู้หลัก
ไฟหยินสำหรับจินตนาการก่อนหน้านี้แยกความรู้สึกต่างๆ เป็นการทำให้จิตใจบริสุทธิ์ ใช้ระเบียบควบคุมความไร้ระเบียบ ใช้ความสงบควบคุมความปั่นป่วน
แม้ว่าจะมีความสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้แก่กายเนื้อ ทว่าเทียบกับสำนักอื่นๆ แล้ว ถือว่าน้อยเกินไป
วิชาสดับสงัด มารหยินอันเป็นความคิดซึ่งหล่อเลี้ยงออกมาแตกต่างกันไปเพราะแต่ละคนมีนิสัยใจคอไม่เหมือนกัน ความสามารถแข็งแกร่งอ่อนแอขึ้นอยู่กับคน
วิชาลับวิชานี้เนื่องจากไม่สนใจสายเลือด ดังนั้นไม่ว่าใครก็ใช้ได้ ผู้ที่มีสายเลือดก็ฝึกได้เช่นกัน
ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วมารหยินจะรวมกับตนเองเป็นหนึ่ง สำเร็จวิถีมารกำเนิดสูงสุด ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นอย่างใหญ่หลวง กระนั้นก่อนหน้านี้ ตอนที่วิชาลับมารกำเนิดไม่บรรลุถึงระดับสูงสุด ผู้ฝึกฝนจะอ่อนแอกว่าสำนักอื่นๆ
คนสวมอาภรณ์ดำทั้งสองคนพลิกทวนวงเดือน แสงสีแดงที่คมทวนเดี๋ยววาดเป็นแนวขวางเดี๋ยววาดเป็นแนวตรง ทุกๆ การโจมตีแฝงพลังที่น่าพรั่นพรึง
อสรพิษสีดำสู้อยู่พักหนึ่ง ทั่วตัวก็เต็มไปด้วยบาดแผล สถานการณ์คับขัน
เกล็ดของมันที่ต่อให้ผู้เข้มแข็งระดับสัตตะลักษณ์ลองยืนทุบก็ยังทุบไม่แตก ตอนนี้แตกร้าวภายใต้การโจมตีอย่างรุนแรงของทั้งสอง เผยให้เห็นเลือดเนื้อและกระดูกกึ่งโปร่งแสงสีดำ
ถ้าหากใช้ในการต่อสู้เป็นวงกว้าง อานุภาพของมารหยินสามารถทำให้ตัวตนระดับอสรพิษใดๆ ก็ตามสิ้นหวัง ทว่าเมื่อเผชิญกับสภาวะโจมตีประสานกันของคนสวมอาภรณ์ดำทั้งสองคน อสรพิษดำมารหยินกลับยันไว้ได้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป
“ข้ารู้ว่าท่านไม่ได้มีมารหยินตัวเดียว” คนสวมอาภรณ์ดำต่ำเตี้ยหัวเราะเย็นชา “ไม่ต้องซ่อนแล้ว ใช้ออกมาเถอะ ให้ข้าได้เห็นหน่อยว่า หลังรวมเป็นหนึ่งกับวิชาลับที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักมารกำเนิดจะมีความสามารถแบบไหน”
ผู้อาวุโสใหญ่เงียบขรึม โบกมือข้างหนึ่งอีกครั้ง ราชสีห์ที่แผงคอติดไฟสีดำ ค่อยๆ เดินออกมาจากด้านหลังเขา
โฮก!
ราชสีห์คำราม ทำท่าจะโจมตี
แต่ว่าผู้อาวุโสใหญ่กลับชี้ไปที่มัน
ราชสีห์เพลิงดำพลันกระตุก กลายเป็นควันดำกลุ่มหนึ่ง แล้วหายเข้าไปในทรวงอกของเขาอย่างรวดเร็ว
ฟุ่บ! ผู้อาวุโสใหญ่ร่างพลันติดไฟสีดำเหมือนกับราชสีห์ กล้ามเนื้อทั่วร่างเขาค่อยๆ พองขยาย สีหน้าเปล่งปลั่งเหมือนวัยหนุ่ม พริบตาเดียวหนุ่มขึ้นหลายสิบปี
“มาเถอะ อยากได้ชีวิตข้า ต้องดูว่าพวกเจ้ามีความสามารถขนาดไหน!”
…
เหอเซียงจื่อเร่งฝีเท้าเดินไปด้านนอกตามทางเส้นเล็กซึ่งอยู่อีกด้านของถ้ำ
เส้นทางเล็กๆ เส้นนี้เป็นเส้นทางลับสำหรับฝึกฝนที่มีคนไม่กี่คนเคยใช้ คนไม่น้อยฝึกฝนวิชาลับท่าเท้าที่คล้ายวิชาตัวเบาที่นี่ แต่ตอนนี้ไม่มีศิษย์ เส้นทางลับเส้นนี้จึงเปล่าเปลี่ยว
‘อาจารย์ให้เราส่งจดหมายแก่มหาเสนาบดีเตี่ยนที่เมืองสนศิลา แล้วให้ศิษย์น้องไปเมืองหงส์ระบำ เดิมสำนักก็ไม่มีคนอยู่แล้ว แบบนี้สำนักก็ไม่เหลือใครสักคน ไม่รู้ว่าท่านผู้เฒ่าคิดอะไรอยู่กันแน่’ เหอเซียงจื่อรู้มาตลอดว่าตัวเองโง่เขลา ความรู้สึกตัวช้า ดังนั้นหลักการมากมายที่ทุกคนเห็นแล้วล้วนเข้าใจ นางกลับไม่เข้าใจ
ถึงขั้นที่ว่าเรื่องราวที่ชัดเจนมากหลาย นางได้แต่มองดูจนมึนงง
แม้นางจะโง่เขลา กลับทราบเรื่องหนึ่งมาโดยตลอด นั่นคือใครดีกับนาง นางก็ดีกับคนนั้น
เสียงฝีเท้าดังสะท้อนบนทางสายเล็ก
ทันใดนั้นเหอเซียงจื่อชะงักเท้า เงยหน้ามองด้านหน้า
เงาสีดำห่อผ้าสีดำทั้งตัวสายหนึ่งกำลังเดินมาในทิศทางตรงกันข้ามกับนาง ทิศทางที่มองคือถ้ำบนหน้าผาอันเป็นที่ตั้งหลักของสำนักมารกำเนิด
“หาเจอแล้ว” เงาดำสายนั้นพอเห็นเหอเซียงจื่อ ก็หยุดฝีเท้าลงเช่นกัน “มาเจอข้าบนเส้นทางนี้หรือนี่”
เหอเซียงจื่องงงัน จากนั้นพลันรู้สึกตัว ใบหน้าเคร่งเครียด
“พวกเจ้า…”
“พวกเจ้ายังมีศิษย์น้องอีกคนกระมัง ดูเหมือนเจ้าจะถูกใช้เป็นเบี้ยกับเหยื่อล่อแล้ว” เงาดำกล่าวอย่างราบเรียบ “เจ้าแค้นหรือไม่ เพื่อศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักไม่กี่เดือน ลิ่วซานจื่อขายเจ้าแบบนี้ สละเจ้าเพื่อปกปิดการหนีของคนผู้นั้น”
เหอเซียงจื่อได้ยินคำพูดนี้ ในที่สุดก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์จึงให้นางใช้เส้นทางเล็กๆ ในที่แจ้งแบบนี้คนเดียว
พริบตานั้น นางครุ่นคิดมากมาย อยากไปถามอาจารย์ว่าเหตุใดจึงทำเช่นนี้ แต่นึกถึงพฤติกรรมแปลกๆ ตอนสุดท้ายของผู้อาวุโสใหญ่ ยังมีสีหน้าพิกลของศิษย์น้องในตอนนั้น นางพลันเข้าใจบางสิ่ง
“ทำไมต้องแค้น” เหอเซียงจื่อสีหน้าสงบลง “ข้าไม่เฉลียวฉลาด มักมีคนบอกว่าข้าซื่อบื้อโง่เขลา แต่ว่าตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ มีแต่อาจารย์ที่ดีกับข้า ถ้าหากว่านี่เป็นจุดประสงค์ที่เขาอยากให้ข้าทำ ข้าก็ยินดี”
เงาดำเงียบขรึมเล็กน้อย
“ลิ่วซานจื่อมีศิษย์ที่ดี” เขาพลันถอนใจด้วยความอิจฉาน้อยๆ
“ช่างเถอะ พวกเจ้าจัดการซะ ข้าไม่ขอร่วมวงด้วย” เขาหมุนตัวกระโดดไปที่ไกลอย่างแผ่วเบา พลันหายไปกลางอากาศ
ในความมืดมิด มีเงาคนสองสามสายค่อยๆ ล้อมเข้ามาพร้อมจ้องมองเหอเซียงจื่อ
…
แหมะ
น้ำหยดหนึ่งจากด้านบนหยดใส่หลังมือลู่เซิ่ง จากนั้นถูกความเร็วอันว่องไวกระแทกกระเด็นออกไป กลายเป็นละอองน้ำเล็กๆ กระเซ็นไปรอบๆ
ในทางลับที่มืดมิด ลู่เซิ่งพุ่งผ่านพื้นที่ชื้นแฉะและขรุขระ
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป แค่ครึ่งเดียว ถึงขั้นน้อยกว่านั้น เขาก็ไปถึงปลายทางของทางลับเส้นนี้
ในทางลับไม่มีแสงสว่าง ถึงขั้นแม้แต่ตะไคร่น้ำที่เรืองแสงก็ไม่มี มีเพียงผนังแข็งๆ ที่เปียกชื้น ด้านบนเป็นหินย้อยหลายกลุ่ม หยดน้ำหยดลงมาจากด้านบน
ขณะวิ่งอยู่ ลู่เซิ่งสะกิดปลายเท้า คนดุจธนูออกจากแล่ง ทะยานออกไปเป็นระยะทางไกล ถ้าไม่ใช่ทางลับวกวน เขายังเร็วได้มากกว่านี้
สักพักหนึ่ง ประตูเหล็กสีดำเก่าผุพังบานหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาด้านหน้าเขา
ประตูเหล็กไม่มีลวดลาย ไม่มีการตกแต่ง เหมือนกับเอาแผ่นเหล็กมาทำเป็นประตูขวางทางไว้
……………………………………….
บทที่ 222
ลู่เซิ่งเดินเข้าไปจะกดมือลงบนประตู
สุดท้ายเขาก็ยังลังเล
ความจริงตั้งแต่แรกเริ่ม หลังจากรู้จักงานชุมนุมร้อยเส้นสาย เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เข้าร่วม การล่มสลายของสำนักมารกำเนิดเป็นสิ่งที่แน่นอนแล้ว นี่เป็นการคัดสรรโดยธรรมชาติ ต่อให้เขาช่วยได้ชั่วคราว ก็ไม่มีประโยชน์ นอกเสียจากว่าเขาจะปฏิวัติทั้งสำนักโดยสิ้นเชิง
แต่ว่าลู่เซิ่งก็ไม่มีความคิดแบบนี้
เขาเป็นแค่แขกที่ผ่านทางมา เป้าหมายที่เข้าร่วมสำนักมารกำเนิดก็ไม่มีอะไรนอกจากเพื่อร่ำเรียนวิชาลับ ศึกษาความลับของตระกูลขุนนางและสถานการณ์ในปัจจุบันให้มากกว่าเดิม
หยุดยั้งลง ลู่เซิ่งพ่นลมหายใจอย่างเงียบเชียบ สองมือออกแรงผลักประตูช้าๆ
ครืนๆ…
ประตูที่หนักอึ้งและขึ้นสนิมส่งเสียงเสียดสีกันอย่างรุนแรงตอนถูกผลักออก
พร้อมกับที่ประตูค่อยๆ เปิด สายตาลู่เซิ่งก็ไปอยู่ที่หลังประตู
“อ้อ? มีคนออกมาจากตรงนี้จริงๆ หรือนี่” คาดไม่ถึง เงาคนสูงใหญ่ห่อหุ้มตัวในผ้าสีดำ กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นด้านนอกประตูด้วยความเบื่อหน่าย
หลังประตูเหล็กเป็นถ้ำใต้ดินที่แห้งผากและโล่งเตียน จากตรงนี้เห็นแสงสว่างสีขาวด้านนอกถ้ำได้
แต่ว่าตอนนี้ทางออกเพียงหนึ่งเดียวของเส้นทางนี้กลับถูกคนขวางไว้
ลู่เซิ่งเพ่งมองคนผู้นี้ ไม่มีปฏิกิริยาอยู่ชั่วขณะ
“หือ? อึ้งไปเลยหรือ” เงาคนสูงใหญ่ค่อยๆ ลุกจากพื้น สะพายดาบประหารมารเล่มใหญ่เล่มหนึ่งไว้ด้านหลัง “ไม่แปลก คนที่เห็นข้าใต้เท้าหมีปีศาจ จะตกใจก็ถือว่าปกติ”
เขาพลิกมือชักดาบใหญ่จากด้านหลังออกมา แล้วสาวเท้าเดินเข้าหาลู่เซิ่ง
“จำเอาไว้ คนที่ฆ่าเจ้าคือ เทพสัญจร สยง!”
กระแสอากาศไร้สีกลุ่มหนึ่งกระจายออกมาจากร่างของเขา เงามืดของร่างที่สูงเกือบสองหมี่กว่าๆ บดบังลู่เซิ่งไว้ ดาบยาวสูงเท่าหนึ่งคนครึ่งบนมือเขายกขึ้นช้าๆ ตัวดาบขนาดยักษ์ถึงขั้นที่ด้านข้างก็กว้างเท่าลำตัวของลู่เซิ่ง
“ตายซะ!”
ดาบคมถูกชูสูงขึ้น แล้วฟันลงใส่ศีรษะลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งมองดาบคมที่ฟันเข้ามาหา พลันแสยะยิ้ม เห็นฟันแหลมเล็กเหมือนกับสัตว์ป่าดุร้ายบางชนิด
เขาพลันยกมือขึ้น
ตูม!
เสียงดังอึงอล กระแสอากาศอันรุนแรงพัดกระจายระหว่างคนทั้งสอง คลื่นเสียงที่กระเพื่อมขึ้นเพราะพละกำลังอันมหาศาลสั่นสะเทือนจนถ้ำสั่นไหว
“เจ้า…!?” เทพสัญจรหมีปีศาจหยีตา มองดูลู่เซิ่งที่ใช้มือรับดาบของตนไว้
“นี่ดาบหรือว่าไม้จิ้มฟัน” อีกด้านของดาบคม ลู่เซิ่งสายตาเคร่งขรึม บีบเบาๆ
กร๊อบ
เศษคมดาบเล็กละเอียดร่วงตกพื้น ดาบใหญ่อันทนทานถูกเขาบีบเป็นช่องช่องหนึ่ง
“อ้าว แตกเสียแล้ว” ลู่เซิ่งมองเศษดาบในมืออย่างประหลาดใจ แล้วโยนทิ้ง “เดิมคิดจะไปอยู่แล้ว น่าเสียดาย…ไม่ใช่ข้าไม่อยากไป แต่ว่า…” เขาเลียริมฝีปาก ในดวงตาปรากฏประกายดุร้าย
“ข้าเกลียดขยะที่เอาของเล่นออกมาอวดไปทั่วอย่างเจ้าที่สุด!”
ตูม!
แทบจะเป็นในเวลาเดียวกัน ลู่เซิ่งร่างขยายจนใหญ่ยักษ์ พริบตาเดียวก็สูงถึงสามหมี่กว่าๆ เขาฟาดฝ่ามือใส่เอวของหมีปีศาจ
หมีปีศาจยังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ก็รู้สึกฟ้าดินหมุน ถูกตบกระเด็นออกไปกระแทกเข้ากับผนังหินเหมือนกระสุนปืนใหญ่
ตูม! อ๊าก!
หมีปีศาจอ้าปาก ตัวจมลงไปในผนัง ลูกตาแทบถลนออกจากเบ้า พ่นน้ำลายออกมา ร่างบิดงอเหมือนกับกุ้งแห้ง
เทียบกับลู่เซิ่งที่สูงสามหมี่กว่าๆ หมีปีศาจที่สูงแค่สองหมี่เหมือนกับเด็กยืนอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ อ่อนแอเหลือประมาณ
“อือ…ไม่ได้เหยียดเนื้อเหยียดตัวมานาน หดตัวมาตลอด กระดูกถูกเบียดจนอึดอัดไปหมด…” ลู่เซิ่งขยับแขนและไหล่ คล้ายกับพึงพอใจกับสภาพในตอนนี้มาก
สภาพสูงสามหมี่กว่าๆ นี้ความจริงเป็นสภาพปกติที่แท้จริงของเขา ร่างสูงเท่าคนปกติเมื่อก่อนหน้าคือเขาใช้วรยุทธ์ประเภทวิชาหดกระดูดบีบร่างเอาไว้ ทำให้ตนดูไม่เตะตา เหมือนกับคนทั่วไป
แต่ความจริงที่เหมือนกับคนธรรมดานั่น ต้องเดินหลังงอ ไม่ดีต่อร่างกาย
กร๊อบ
หินย้อยที่ใหญ่เท่าขาหลายท่อนบังไม่ให้ลู่เซิ่งขยับแขน ขา ถูกเขาชนหัก
“เจ้า…เจ้า! เป็นตัวอะไร” หมีปีศาจที่ตัวฝังอยู่ในรูบนผนังถ้ำเบิกสองตา ใบหน้าแตกตื่นหวาดกลัว
ตอนนี้ปากเขาเต็มไปด้วยเลือด ตา หู จมูกมีเลือดไหลออกมาด้านนอกไม่หยุด
ครั้งนี้ลู่เซิ่งเหมือนโจมตีธรรมดา ทว่าความจริงแค่พิษอัคคีจากวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่โคจรโดยอัตโนมัติก็ทำให้หมีปีศาจป้องกันไม่ไหวแล้ว บวกกับผลทิ่มแทงของปราณขวดสมบัติ เข้าไปคว้านอวัยวะภายในร่างเขาจนแหลกเหลว ยังกล่าววาจาต่อได้โดยไม่ตาย ถือว่าหมีปีศาจมีพลังฟื้นตัวน่าทึ่งแล้ว
“ข้าหรือ” ลู่เซิ่งเดินเข้าไปจับคอเขา แล้วยกขึ้นมา “ข้าก็แค่มาพักร้อน”
เขายกหมีปีศาจมาด้านหน้าตัวเอง
“ทำไมแต่ละคนต้องบังคับข้าด้วย ทำงานเหนื่อยมานาน ลาพักร้อนก็ผิดหรือ”
“ข้า…พวกเรา คือว่า…” หมีปีศาจคล้ายสังหรณ์อะไรบางอย่าง จิตใจเต้นรัว รีบร้อนอ้าปากกำลังจะพูด
“คนที่ขัดขวางการพักร้อนของข้า ล้วนต้องตาย!” ลู่เซิ่งไม่รอให้เขาพูดจบ ก็จับศีรษะเขาแล้วบีบอย่างแรง
โผละ
ศีรษะของหมีปีศาจถูกเขาบีบแหลก แล้วกระชากลงมา
ฟุ่บ! ศพลุกไหม้ ไม่กี่ลมหายใจก็กลายเป็นฝุ่นดำ
โยนฝุ่นดำในมือทิ้ง
ลู่เซิ่งกวาดตามอง นอกจากคนผู้นี้คล้ายไม่มีคนอื่นอีก จึงแค่นเสียง กลับสู่สภาพเดิม
‘ถึงอย่างไรก็ยังเหลือเวลา เรายังอ่านหนังสือไม่จบ ไปแบบนี้ก็เสียการเตรียมตัวมากมายก่อนหน้านี้ไปฟรีๆ’
คล้ายกับหาเหตุผลที่ไม่เลวให้ตัวเองได้ ลู่เซิ่งเห็นผ้าสีดำทนทานบนร่างอีกฝ่าย ผ้าสีดำตกอยู่บนพื้น บางส่วนฉีกขาด แต่อย่างน้อยก็สภาพดีกว่าผ้าขี้ริ้วบนตัวเขา
จึงหยิบมาคลุมร่างโดยไม่ลังเล
‘คุณภาพไม่เลว หดได้ยืดได้ ดูเหมือนคนจากตระกูลขุนนางจะเจอเรื่องกระอักกระอ่วนแบบนี้บ่อยๆ เหมือนกัน เลยทำขึ้นเป็นพิเศษ เดี๋ยวค่อยให้ซั่งหยางจิ่วหลี่ทำให้เราสักตัว’ ลู่เซิ่งค้นพบอย่างประหลาดใจว่าอาภรณ์สีดำนี้แข็งแรงมาก มีความยืดหยุ่นถึงขีดสุด
เขาตรวจสอบของอื่นๆ ที่กระจายอยู่เต็มพื้น
หมีปีศาจเป็นแค่ตัวละครเล็กจ้อย เทพสัญจรที่เขาพูดถึงก่อนหน้านี้คล้ายเป็นชื่อองค์กร และในเมื่อเป็นองค์กร จะต้องมีสหายร่วมงาน
‘ดูเหมือนที่อาจารย์จัดให้เราใช้เส้นทางลับตรงนี้คงเพราะคาดเดาได้ว่าจะมีศัตรูมาจู่โจม เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าที่นี่จะมีคนถูกจัดมาเฝ้าไว้ แม้คนที่เฝ้าทางจะเป็นไก่อ่อนก็ตามที แต่ข้อมูลลับแบบนี้จะต้องมีคนแพร่งพรายแน่’
ลู่เซิ่งเก็บของที่กระจายเต็มพื้นขึ้นมาจนหมดโดยใช้เวลาไม่นาน
นอกจากแผ่นป้ายแขวนเอวแตกหักส่วนหนึ่ง ก็เหลือแค่ถุงเงินที่ขาดเป็นรู ด้านในบรรจุเงินดำส่วนหนึ่ง ยังมีผ้าสีขาวเหมือนกับผ้าพันคออีกผืนหนึ่งด้วย
“กลับไปค่อยว่ากัน” ลู่เซิ่งยัดทุกอย่างใส่กระเป๋าด้านนอกของอาภรณ์สีดำ ก่อนหมุนตัวก้าวยาวๆ กลับทางเดิม
เขาคุ้นกับเส้นทางเส้นนี้แล้ว จึงเหินบินด้วยความเร็วสูง หลังจากฝึกฝนวิชาแสงมายากระทืบพสุธาสำเร็จ ความเร็วในการระเบิดก็เหนือกว่าสภาพปกติมาก เร็วกว่าเมื่อก่อนหน้าไม่ต่ำกว่าหนึ่งเท่า
…
ตำหนักวิชาลับ
“วิชาลับ สัตย์ราตรี!” ผู้อาวุโสใหญ่ฟันมือขวาออกไปดุจดาบ สองขากระโดดขึ้นด้านบนอย่างแผ่วเบา ตอนแรกงอตัว จากนั้นถีบเท้าออกอย่างแรง
ขณะเดียวกัน ในร่างเขาก็ระเบิดไอสีดำที่เข้มข้นเหมือนกับน้ำหมึกออกมา นี่เป็นไอมารพิษร้ายที่เขากักเก็บไว้ในกาย ฝึกฝนมาหลายปี
แต่ก็ไร้ประโยชน์
คนชุดดำสองคนประสานกันอย่างมั่นอกมั่นใจ หลีกหลบหนึ่งดาบหนึ่งเท้าของเขาได้อย่างสบาย พวกเขามีท่าร่างที่เร็วมาก ผู้อาวุโสใหญ่ใช้วิชาลับไปครึ่งหนึ่ง พริบตาเดียวพวกเขาก็เปลี่ยนวิธีรับมืออีกแบบแล้ว
ทั้งสองคนนี้ไม่ว่าใครก็สู้พลังของผู้อาวุโสใหญ่ไม่ได้ ได้แต่ฝืนก้าวข้ามขอบเขตระดับอสรพิษ
แต่พอทั้งสองร่วมมือกัน อานุภาพที่บังเกิดขึ้นแม้แต่เจ้าสำนักประสบการณ์มากที่อยู่ในระดับสามขั้นล่างมานานเช่นผู้อาวุโสใหญ่ก็ยังสู้ไม่ได้ ได้แต่เพลี้ยงพล้ำอย่างต่อเนื่อง
อสรพิษดำมารหยินถูกโจมตีจนสลายไป ราชสีห์มารหยินที่สิงร่างเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งก็หายไปจนหมดสิ้น
ทั้งสามคนปะทะกันไปมาในลานลงทัณฑ์ ดูไม่ต่างจากยอดฝีมือในยุทธจักรทั่วไปประมือกัน แต่ว่าอันตรายสุดที่ยอดฝีมือในยุทธจักรจะจินตนาการได้
ทั้งสองฝ่ายเพียงสะกิดกันครั้งเดียว ไม่ว่าจะหักกระดูกหรือเฉือนเนื้อ ก็ฟื้นฟูสู่สภาพเดิมได้ด้วยความเร็วสูงสุด ดังนั้นการต่อสู้ระหว่างทั้งสามจึงกลายเป็นการผลาญพลังไป
การต่อสู้ของสำนักสายเลือดตระกูลขุนนางส่วนใหญ่ล้วนเป็นเช่นนี้ นอกจากพลังแตกต่างกันมาก ไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจจบลงอย่างรวดเร็ว
“พวกเจ้าเป็นใครกันแน่!?” ไหล่ผู้อาวุโสใหญ่ถูกฟันเป็นแผลสายหนึ่งอีกครั้ง คมทวนแหวะเลือดเนื้อ ตัดกระดูกในพริบตา ของที่เหมือนกับโคลนสีดำจำนวนมากจากบนทวนวงเดือนเกาะติดปากแผล ห้ามการสมานตัว
“พวกเราคือเทพสัญจร” คนชุดดำคนหนึ่งพลิกตัวชักทวนวงเดือนกลับไป ตอบเสียงแผ่วต่ำ
“ลิ่วซานจื่อ จำจดหมายสามเหลี่ยมสีดำที่ได้รับก่อนหน้านี้ได้หรือไม่” อีกคนหนึ่งกล่าวอย่างราบเรียบ “ถ้าหากว่าตอนนั้นเจ้าตอบรับ อย่างนั้นวันนี้จะกลายเป็นสมาชิกของพวกเรา ไหนเลยมีจุดจบเช่นนี้”
ผู้อาวุโสใหญ่พลันงุนงง ก่อนจะนึกถึงเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่งที่ได้เจอก่อนหน้า
ตอนนั้นเขาได้รับจดหมายฉบับหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ ด้านบนเขียนไว้ว่าขอเชิญเขาเข้าร่วมองค์กรลึกลับองค์กรหนึ่ง ต่อสู้เพื่อรักษาความสงบในสำนักร้อยเส้นสาย
ตอนนั้นเขานึกว่ามีคนล้อเล่นกับเขา จึงไม่ได้ใส่ใจ และไม่สนใจการติดต่อในภายหลังของอีกฝ่าย ตอนนี้นึกไม่ถึง…
เขาคว้านเนื้อรอบๆ ปากแผลทั้งหมดออก ร่างกายเริ่มงอกเนื้อและกระดูกขึ้นมาใหม่ ซึ่งตาเนื้อเห็นได้
ราชสีห์มารหยินมอบความเร็วและพลังทำลายล้างให้เขามากกว่าเดิม โดยเฉพาะอัคคีพิษสีดำชนิดนั้น เป็นอัคคีหมอกพิษที่มีเฉพาะในวิชาสดับสงัดอันเป็นวิชาลับมารกำเนิด ถึงขั้นก่อเกิดการคุกคามอย่างใหญ่หลวงต่อสายเลือดที่ประกอบด้วยอาวุธเทพศัสตรามารของตระกูลขุนนาง
ทว่าคนชุดดำสองคนนี้เป็นตัวประหลาด พวกเขาไม่สนใจการคุกคามจากอัคคีพิษ ความเร็วก็ไม่ต่างจากเขามาก มีพลังทำลายล้างไม่เยอะนัก แต่ร่วมมือกันได้อย่างน่ากลัว ไม่ว่าครั้งไหนก็ป้องกันสภาวะโจมตีของเขาได้หมด ให้ความรู้สึกเหมือนผนังทองแดงกำแพงเหล็กกล้า
“ทั้งสองท่านรีบจัดการเขาเถอะ พวกเราจะเสียเวลาที่นี่นานไม่ได้” คนชุดดำต่ำเตี้ยตะโกนเร่ง
“ก็ได้” คนชุดดำคนหนึ่งถอยหลังอย่างฉับพลัน “ทำให้จบเร็วก็ดีเหมือนกัน” เขาหมุนทวนวงเดือนในมือด้วยความเร็วสูง ปลายทวนส่องแสงสีแดงแยงตา
ความรู้สึกถูกคุกคามอันรุนแรงพลันเกิดขึ้นในใจผู้อาวุโสใหญ่ เขามองการเคลื่อนไหวของคนชุดดำในเวลานี้ สีหน้าแปรเปลี่ยนครั้งใหญ่ นึกอะไรได้
‘วิธีเคลื่อนไหวแบบนี้…หรือว่า…!!?” เขาอ้าปาก เปลวเพลิงสีดำทั่วร่างกลายเป็นกลุ่มใหญ่อยู่ด้านหน้า หมายจะขัดขวางอีกฝ่าย
……………………………………….
บทที่ 223
ทวนวงเดือนกลายเป็นสีแดงฉาน ส่องแสงสีแดงเจิดจ้าระยิบระยับ ใจกลางปรากฏลวดลายสามเหลี่ยมที่ซับซ้อน นั่นเป็นสัญลักษณ์ของอาวุธเทพศัสตรามาร บ่งบอกว่าอาวุธเล่มนี้ได้รับการส่องประกายเสริมพลังจากแสงแห่งอาวุธเทพ
อาวุธที่ได้รับการฉายรังสีพลังแห่งอาวุธเทพ น่ากลัวถึงขนาดไหนกันแน่
ผู้อาวุโสใหญ่สัมผัสได้อย่างรวดเร็ว
“ทวนอสรพิษเก้าเงาวายุ!”
ทวนวงเดือนในมือคนชุดดำหมุนเป็นพายุ พายุไร้รูปร่างเหมือนถูกมัดไว้รอบๆ ทวนเหมือนกับผืนผ้า ส่งเสียงหวีดหวิวเสียดหู ฟันใส่ผู้อาวุโสใหญ่
‘ป้องกันไม่ได้!’ ผู้อาวุโสใหญ่ทราบความร้ายกาจของการโจมตีนี้ดี ตอนที่ทวนอสรพิษเก้าเงาวายุแข็งแกร่งที่สุด ไม่ใช่ตอนฟันออกมา แต่เป็นพริบตาที่ทวนถูกขวางไว้อย่างแท้จริง
การฟันแบบนี้มิใช่เพื่อให้โดนตัว แต่เพื่อให้อีกฝ่ายป้องกันโดยขวางไว้ได้ง่ายกว่าเดิม
ถอย!
ผู้อาวุโสใหญ่ดีดตัวไปด้านหลัง กระโดดสุดกำลัง งอตัวเหมือนกับลูกหนังที่มีแผงคอสีดำกลุ่มหนึ่ง
“ไม่มีประโยชน์” คนชุดดำก้าวไปด้านหน้าอย่างแผ่วพลิ้ว ร่างโผล่ขึ้นด้านข้างผู้อาวุโสใหญ่เหมือนเคลื่อนย้ายในพริบตา แล้วฟันทวนวงเดือนในมือใส่
ด้วยความจนใจ ผู้อาวุโสใหญ่ได้แต่ยกสองมือขึ้น คิดจะจับคมทวน
แต่ว่าพอกำไว้ ม่านตาเขากลับหดตัวอย่างฉับพลัน
ทวนวงเดือนกลายเป็นกึ่งโปร่งแสง ทะลุสองมือของเขา พลังและความเร็วบนคมทวนทวีเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัวขณะฟาดลงมา
ฟุ่บ!
ทวนวงเดือนสีแดงฉานวาดเป็นม่านทวนสีแดงเข้มราวโลหิต
หมับ!
พลันถูกมือใหญ่สีดำแกมเขียวจับไว้อย่างมั่นคง
คมทวนวงเดือนห่างจากคอของผู้อาวุโสใหญ่ไม่กี่หลีหมี่ (เซนติเมตร) แต่ว่าไม่กี่หลีหมี่นี้กลับถูกมือใหญ่ที่เหมือนไม่ใช่ของมนุษย์จับไว้
“เล่นพอหรือยัง” ลู่เซิ่งเดินออกมาจากด้านหลังผู้อาวุโสใหญ่อย่างช้าๆ เขาชักมือข้างหนึ่งกลับจากด้านหลังศีรษะผู้อาวุโสใหญ่เบาๆ พร้อมประคองอาจารย์ที่ถูกเขาฟาดหมดสติไป
อีกมือหนึ่งจับปลายทวนวงเดือน เหมือนกับจับกิ่งไม้ที่เรียวเล็กและอ่อนแอ ก่อนหักเบาๆ
เปรี้ยง!
พื้นผิวของทวนวงเดือน ระเบิดออกเป็นแสงสีแดง จากนั้นก็แตกหัก
“เจ้า…!”
คนชุดดำทั้งสองคนแตกตื่น ถอยหลังไปพร้อมกัน
เหตุใดมนุษย์จึงใช้กายเนื้อต้านทานอาวุธที่แสงแห่งอาวุธเทพส่องใส่ได้
“มาร! พวกมันเก็บมารไว้หรือนี่?!” ไม่ไกลออกไปเงาคนต่ำเตี้ยสายหนึ่งถอยหลังติดต่อกัน น้ำเสียงแตกตื่นหวาดกลัว
“ไม่…เพียงแค่กายเนื้อแข็งแกร่งมากเท่านั้น” คนชุดดำอีกคนกล่าวเสียงทุ้ม เขม้นมองลู่เซิ่ง “ไม่ว่าท่านจะลงมือช่วยเหลือคนผู้นี้เพราะอะไร การล่มสลายของสำนักมารกำเนิดก็แก้ไขไม่ได้แล้ว งานชุมนุมเริ่มเมื่อไหร่ ก็เป็นเรื่องไม่ช้าก็เร็วเท่านั้น”
“มุสิกซ่อนหัวแต่ยังเผยหาง พูดกับพวกเจ้าทำให้ข้ารู้สึกขยะแขยง” ลู่เซิ่งโยนเศษทวนวงเดือนในมือทิ้ง
“ระดับอสรพิษหัวมังกุท้ายมังกรแค่สามคน…” ทันใดนั้นลู่เซิ่งงงงันเล็กน้อย มองไปยังที่ไกล
“อ้อ ผิดแล้ว ยังมีคนที่ใช้ได้อยู่อีกคนหนึ่ง” เขาหยีตาเล็กน้อย สีหน้ากระตือรือร้นขึ้น
“ไม่ได้ขยับเนื้อขยับตัวมานาน อย่าทำให้ข้าผิดหวังก็แล้วกัน”
“ถอย!”
คนชุดดำทั้งสามคนรีบถอยทันที
แต่สายไปแล้ว พื้นใต้เท้าลู่เซิ่งระเบิดออก พละกำลังอันน่าพรั่นพรึงจากวิชากระทืบพสุธาแสงมายาพลันแยกผืนดินเป็นร่องสีดำผืนใหญ่ อาศัยแรงดีดสะท้อน ความเร็วของลู่เซิ่งพุ่งทะยานถึงระดับที่น่ากลัว
เขาเพียงยกแขนขวาขึ้นขวางไว้ข้างตัวอย่างเรียบง่าย
ผัวะ!
คนชุดดำคนหนึ่งถูกฟาดตกลงมาเหมือนกับแมลงวัน อีกคนถูกลู่เซิ่งชนใส่กลางหลัง ลอยไปกระแทกใส่คนชุดดำต่ำเตี้ยที่อยู่ด้านหน้าเหมือนกับกระสุนปืนใหญ่
ทั้งสามคนร่วงตกลงพื้นติดต่อกัน กระดูกบนร่างหักกร๊อบ เลือดเนื้อส่วนใหญ่ฟกช้ำ ถูกบีบอัดเป็นก้อน
เงาร่างของลู่เซิ่งโผล่ขึ้นมา ทิ้งตัวลงบนพื้นอย่างแผ่วเบา
เขาเพียงแค่ชนใส่ด้วยความเร็วสูงสุดเท่านั้น
แค่สภาพหยินโชติช่วงในปัจจุบันของเขาก็มีพลังสมบูรณ์ของระดับสามขั้นล่างแล้ว ความแข็งแกร่งของกายเนื้ออันน่าสะพรึงกลัวกับวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่มีพลังทำลายล้างมหาศาล เพียงครู่เดียวก็ฟาดระดับอสรพิษสามคนลงมาได้อย่างสบาย
เพิ่งลงมาถึงพื้น แสงสีแดงหักเหสายหนึ่งก็พุ่งมา เป็นทวนวงเดือน!
คนชุดดำคนหนึ่งอาศัยเวลาชั่วพริบตาที่กำลังตกไปที่พื้น แทงทวนวงเดือนออกมาสุดกำลัง วิชาที่ใช้คือวิชาลับก่อนหน้านี้
“เหมือนวิชาลับที่ใช้เพิ่มความเร็วและพละกำลัง” ลู่เซิ่งยื่นมือไปคว้าไว้ แต่คมทวนกลายเป็นภาพลวงตาอย่างฉับพลัน ทะลุแขนของเขา แทงใส่ทรวงอก
ตึง!
ปลายทวนแทงใส่ทรวงอกลู่เซิ่งอย่างแรง
“เจ้ารู้จักลูกเจี๊ยบไหม” ลู่เซิ่งยิ้มพลางส่ายหน้า มองดูคนชุดดำที่อยู่ใกล้แค่คืบ “ลูกเจี๊ยบตัวเดียวกับสามตัว มันก็เหมือนกันหมด”
หมับ!
ลู่เซิ่งจับคอคนชุดดำไว้ดุจสายฟ้าแลบ
“ทวนเจ้าอ่อนแอเหมือนกับลูกเจี๊ยบ”
โอ้ว…!
คนชุดดำปล่อยทวนวงเดือนในมือ คิดดิ้นให้หลุดจากมือลู่เซิ่งอย่างบ้าคลั่ง ทว่าความต่างระหว่างพละกำลังอันมหาศาลในมือที่เหมือนเหล็กกล้าข้างนั้นทำให้เขาขยับเขยื้อนไม่ได้
เขารู้สึกว่าเลือดทั่วร่างของตนกำลังลุกไหม้และร้อนลวก เหมือนกับข้างใต้มีเตาไฟกำลังเผาอยู่
ลู่เซิ่งนอกจากเสื้อที่ถูกฟันขาดตรงหน้าอกแล้ว อีกฝ่ายไม่อาจทำลายผิวหนังของเขาได้
“คนที่รบกวนการพักร้อนของข้าหรือว่าจะเป็นแบบนี้กันหมด” ลู่เซิ่งลากคนชุดดำไปกับพื้น เดินอย่างเชื่องช้าเข้าไปหาคนสองคนที่กำลังคืบคลานขึ้นมา
“พวกเจ้ายังไม่รู้สึกอีกหรือ ข้าเองก็เป็นสามขั้นล่างเหมือนกัน ขอบเขตเท่ากัน ทำไมพวกเจ้าอ่อนแอขนาดนี้” ลู่เซิ่งยกคนในมือขึ้น แล้วถ่ายเทวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานเข้าไป
อ๊าก!
คนชุดดำครวญครางอย่างเจ็บปวด เยื่อดำทั่วร่างกะพริบอย่างรุนแรง คิดขัดขวางการบุกรุกของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน ทว่าพลังยุทธ์พันปีของลู่เซิ่งเหี้ยมหาญถึงเพียงไหน พลังงานธาตุหยางอันน่ากลัวไม่ทันไรก็เผาเยื่อดำเป็นรูพรุน จากนั้นก็ชำแรกเข้าไป
“เจ้า… เจ้าตัวประหลาด!” คนชุดดำอีกคนกำลังตัวสั่น เขากำทวนวงเดือนแน่น กลับถอยหลังติดต่อกันโดยไม่รู้ตัว
“นั่นเป็นเพราะเจ้าอ่อนแอเกินไป” ลู่เซิ่งโยนคนชุดดำในมือทิ้งไป ร่างของอีกฝ่ายกำลังลุกไหม้ ดิ้นพล่านๆ ด้วยความเจ็บปวดในกองเพลิงสีแดงฉาน
เขาผิดหวังมาก คนชุดดำที่บุกรุกเข้ามาเหล่านี้มีความเร็วและพละกำลังห่างชั้นกับเขาเกินไป พลังทำลายล้างเองก็น้อยนิด
ในฐานะระดับอสรพิษเหมือนกัน เฉาหลงคนเดียวยังสู้กับพวกเขาได้ถึงห้าคน
นอกจากการป้องกันและพลังฟื้นตัวอันกล้าแข็งที่ระดับอสรพิษควรมีแล้ว พวกเขาก็ไม่มีอย่างอื่นอีก
ของเหล่านี้เจอกับคนอื่นอาจจะใช้ได้ แต่เมื่อเจอเขา พละกำลังอันยิ่งใหญ่ทำให้เขาเจาะทะลุการป้องกันได้อย่างง่ายดายเพียงยกมือ แล้วพลังฟื้นตัวเล่า ปัจจุบันพลังทำลายล้างของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานแทบกล่าวได้ว่าเป็นดาวข่มของพลังฟื้นตัวที่อยู่ในสายเลือดด้วยซ้ำ
นี่เป็นสาเหตุที่ทั้งสองคนนี้เพลี่ยงพล้ำอย่างรวดเร็ว
“อ้อ ข้าผิดไป เหมือนพวกเจ้าประสานงานกันได้ไม่เลว แต่ว่าผลลัพธ์ก็เท่านั้น” ลู่เซิ่งมองคนทั้งสองที่เสียขวัญไปแล้วตรงหน้า พลันรู้สึกเบื่อหน่าย
เขาต้องการเข่นฆ่ากับศัตรูในระดับเดียวกัน เป็นการต่อสู้เป็นตาย เป็นสงครามมรณะที่สาแก่ใจ!
ไม่ใช่กากเดนที่ไร้ความหมายแบบนี้
“ช่างเถอะ จบเร็วๆ ดีกว่า อ่อนแอจนไร้คุณสมบัติชมการต่อสู้”
เสียงเพิ่งขาดลง พื้นใต้เท้าลู่เซิ่งก็ระเบิดขึ้น เขาพลันปรากฏตัวขึ้นที่ด้านข้างของคนชุดดำอีกคนในชั่วพริบตา อาศัยสภาวะฝ่ามือขวาวาดขึ้นด้านบน
ตูม!
แสงสีดำกะพริบบนร่างคนชุดดำอย่างบ้าคลั่ง ลวดลายที่เหมือนกับอักขระหลายสายเปล่งแสงวุ่นวายบนตัว คล้ายกับกำลังมีผลกับเกราะป้องกัน
กระนั้นพละกำลังของลู่เซิ่งก็แข็งแกร่งเกินไปจริงๆ พลังฝ่ามือที่เหมือนเขาลูกย่อมๆ กระแทกออกไป
ลวดลายแสงทั้งหลายระเบิดกระจุย คนชุดดำชะงักการเคลื่อนไหว ยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
ลู่เซิ่งทิ้งตัวลงด้านหลังเขาอย่างแผ่วเบา อีกมือหนึ่งจับคนชุดดำร่างเตี้ยด้านหน้าไว้
คนผู้นั้นคิดหนี แต่ว่าแค่ถูกเขาแตะ ก็ตกใจจนร่างอ่อนระทวย
“อย่า… อย่าฆ่าข้า! ข้าคือหงชิงเจ้าสำนักเก้ากระดิ่ง!” เงาร่างต่ำเตี้ยตะโกน
“สำนักเก้ากระดิ่งหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง
ฟุ่บ!
ศีรษะถึงเท้าของคนชุดดำก่อนหน้านี้แยกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ก่อนจะลุกไหม้กลายเป็นฝุ่นดำอย่างรวดเร็ว
“ดูเหมือนจะมีประโยชน์นิดหน่อย” ลู่เซิ่งทดลองถ่ายปราณขวดสมบัติเข้าไปในร่างของอีกฝ่าย
หงชิงไม่ขัดขืนโดยสิ้นเชิง ปลดพลังป้องกันอย่างให้ความร่วมมือ ปล่อยให้ปราณขวดสมบัติพุ่งตรงเข้ามาจับตัวเป็นข่ายกระเรียนหยินที่ซับซ้อนเหมือนใยแมงมุงในร่างของเขา
ภายใต้การถ่ายปราณหยินของลู่เซิ่ง ข่ายกระเรียนหยินจับตัวกับเลือดเนื้อและกระดูกบนร่างของหงชิงอย่างแนบแน่น หนำซ้ำยิ่งจับยิ่งแข็งแรง
แต่พอนึกได้ว่าพลังฟื้นตัวของระดับอสรพิษแข็งแกร่ง ต่อให้ร่างกายเสียเลือดเนื้อไปมากกว่าครึ่งก็งอกกลับมาใหม่ได้ ลู่เซิ่งก็ถ่ายวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานอีกส่วนหนึ่งให้
เป็นเพราะหงชิงไม่ได้ฝึกปราณภายใน ขณะโคจรพลังในข่ายกระเรียนหยิน วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานไม่นานก็ยิ่งมายิ่งแข็งแกร่ง
ขอแค่เขามีปัญหา ลู่เซิ่งเพียงใช้ความคิด ก็กระตุ้นปราณภายในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน เพื่อให้มันเผาไหม้จากด้านในจนหงชิงตายทั้งเป็นได้
แม้ว่าเยื่อดำระดับอสรพิษจะมีอานุภาพสูงสุด เพราะจับตัวเป็นรูปงูได้ ทว่าพลังป้องกันหลักๆ อยู่ด้านนอก ไม่มีการป้องกันแข็งแกร่งอะไรต่อด้านในร่างกาย
“พวกเจ้ายังมีอีกกี่คน” ลู่เซิ่งถาม
“เรียน…เรียนใต้เท้า พวกเรามีเทพสัญจรสามคน ท่านฆ่าไปสอง ยังเหลืออีกหนึ่ง ความจริงเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด จัดเป็นหนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่ของเทพสัญจร” หงชิงรีบตอบ
“นอกนั้นเล่า” ลู่เซิ่งมองผู้อาวุโสใหญ่ที่นอนอยู่บนพื้น ความจริงเขาคิดจัดการคนที่ดูเหมือนแข็งแกร่งมากทางด้านนั้น ไม่แน่ว่าจะใช้สภาพหยางโชติช่วงได้
แต่ดูแล้ว เขาเป็นห่วงว่าเมื่อตนจากไป อาจารย์จะโดนคนอื่นหาช่องโหว่กำจัดทิ้ง
“สองคนนี้เป็นหนึ่งในเจ้าสำนักหรือ” เขาถามลอยๆ
พลังระดับอสรพิษ ย่อมไม่ใช่ชนชั้นไร้ชื่อ
“ขอรับ พวกเขาเป็นเจ้าสำนักของสำนักธวัชราชินี” หงชิงตอบเบาๆ
ลู่เซิ่งประหลาดใจอยู่บ้าง เขาเพียงถามไปเช่นนั้น คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้าสำนักสองคนจริงๆ
ร้อยเส้นสายนี้ น่าสนใจเล็กน้อย
เขามองทิศทางของกลิ่นอายที่อยู่ไกลออกไป กลิ่นอายที่ต่างจากสำนักมารกำเนิดโดยสิ้นเชิงที่ลอยมาจากด้านนั้นเหมือนกับเปลวเพลิงลุกไหม้
หลังมาถึงขั้นประสาทสัมผัสปราดเปรียวอย่างพวกเขา ก็จะสัมผัสการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติซึ่งเกิดในสภาพแวดล้อมรอบๆ ได้ และเมื่ออยู่ๆ สภาพแวดล้อมมีสิ่งผิดปกติโผล่มา ก็ย่อมทราบอย่างชัดเจน
“ต้องขอพบหน้าสักหน่อย”
ลู่เซิ่งชักทวนวงเดือนที่ปักบนพื้นขึ้นมาเบาๆ
…
คนชุดดำเดินเอื่อยๆ บนทางหลักของสำนักมารกำเนิด บนหน้าผาหินที่สูงชันและขุระขระทั้งสองฟากบางครั้งก็เห็นอักขระที่สลักอยู่มีขนาดแตกต่างกันมากมาย
ตำแหน่งที่เขาอยู่เห็นศิษย์สองสามคนที่กำลังสู้กับเหอเซียงจื่อซึ่งอยู่ไกลออกไปได้พอดี นั่นเป็นศิษย์ที่เขาสอนด้วยตัวเอง พาออกมาเพื่อฝึกให้ชินกับเลือด
ส่วนเทพสัญจรอีกสองคนที่ร่วมทาง ล้วนไม่ชมชอบอยู่กับเขา เขาแข็งแกร่งเกินไป แข็งแกร่งกว่าพวกเขาเกินไป แค่ยืนกับเขา ก็ทำให้คนรู้สึกถึงแรงกดดันแล้ว
……………………………………….
บทที่ 224
อาจเป็นเพราะเพื่อแย่งชิงผลงานกัน หรือเพราะหวาดกลัว คนชุดดำผู้นี้ได้รับการจัดสรรให้ทำหน้าที่จัดการสตรี แต่ภารกิจสร้างผลงานหลักกลับถูกสองคนนั้นชิงไปแล้ว
ทว่าเรื่องพวกนี้เขาไม่นำพา เดิมตัวเขาก็ไม่เคยคิดจะสร้างผลงานอะไรอยู่แล้ว
อ๊าก!
อยู่ๆ ไกลออกไปก็แว่วเสียงร้องโหยหวนดังมา
คนชุดดำชะงักฝีเท้า เงยหน้ามองไปยังที่ไกล
‘จัดการได้แล้วหรือ ดูเหมือนน่าจะกลับได้แล้ว’ เขาหมุนตัวจะไปยังทิศทางของเส้นทางน้อยที่เหอเซียงจื่ออยู่
ทันใดนั้นเขาหยุดฝีเท้าลง เยื่อดำโผล่ขึ้นทั่วร่างอย่างกระทันหัน
เขาหมุนตัว ยกมือขึ้น
เปรี้ยง!
แสงสีแดงเจิดจ้าสายหนึ่งหมุนด้วยความเร็วสูง มาพร้อมกับเสียงหวีดหวิวน่ากลัว กระแทกสองแขนของเขาอย่างรุนแรง
ในเสียงกระแทกอันอึงอล กระแสอากาศโปร่งแสงถูกบีบกลายเป็นถาดกลม แล้วระเบิดไปทั่วทิศ
พลังงานบนแสงสีแดงรุนแรงอย่างยิ่ง ทำให้เสื้อผ้าบนแขนของคนชุดดำถูกฉีกออกหมดสิ้น เยื่อดำเหมือนกับฟองน้ำที่ถูกลมพัดจนเปลี่ยนรูปร่าง กระตุกและฉีกขาดออกอย่างคลุ้มคลั่ง
ซู่…
เขาไขว้แขนบังไว้ด้านหน้า เท้ายันพื้นไว้ แต่ทั้งตัวยังถูกพละกำลังอันมหาศาลกระแทกไปด้านหลัง
หินที่ใช้ยันไว้ข้างใต้เท้าถูกบดแหลก คนชุดดำรับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว
“ระฆังวิญญาณ ทำงาน!” ระฆังใหญ่สีดำที่พร่ามัวใบหนึ่งลอยขึ้นด้านหลังคนชุดดำ
ระฆังสีดำพลันระเบิดออก ปล่อยเส้นสายโปร่งแสงเหมือนรยางค์หลายเส้นออกมาแตะด้านหลังเขา
พลังของคนชุดดำเหมือนเพิ่มขึ้นในฉับพลัน ในที่สุดก็ตั้งหลักได้
แสงสีแดงที่หมุนวนอยู่นั้นในที่สุดก็ช้าลง ถูกเขาจับไว้ในมือข้างหนึ่ง
สองมือสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแข็งตัน คนชุดดำเพ่งตามองดู ในมือเป็นทวนวงเดือนสีแดงฉานอันเป็นอาวุธของผู้ร่วมงานสองคนนั้น
สองแขนร้อนลวกจนมีควันดำลอยขึ้นมา ทวนวงเดือนเป็นสีแดงเพลิงเพราะการเสียดสีและการกระแทกที่รุนแรง ตัวทวนบิดงอแล้ว
“นี่…!” คนชุดดำสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง เงยหน้ามองทิศทางที่ทวนพุ่งมา ไม่ต้องมองเขาก็รู้ว่าสหายร่วมงานสองคนนั้นเกรงว่าจะประสบเคราะห์ร้ายมากกว่าเคราะห์ดี
“ไป!” เขาพลันตวาดเสียงเฉียบขาด
ไม่ไกลออกไป คนชุดดำทั้งสามคนเล่นงานเหอเซียงจื่อจนตัวโชกเลือด หายใจรวยริน ใกล้จะฟื้นตัวไม่ไหว เห็นว่ากำลังจะสำเร็จ กลับได้ยินอาจารย์สั่งให้พวกเขาถอย
คนทั้งสามมองเหอเซียงจื่ออย่างไม่ยินยอม แต่ต้องฟังคำสั่งของอาจารย์ จีงรีบล่าถอย
“สำนักมารกำเนิด…” คนชุดดำมองทิศทางที่ทวนวงเดือนลอยมาอย่างล้ำลึกเป็นครั้งสุดท้าย เขารู้ว่านี่เป็นแค่การเตือน ระยะเวลาเวลาตั้งแต่ได้ยินเสียงทวนวงเดือนจนกระทั่งมาอยู่ในมือแล้ว เขาก็กะประมาณได้โดยพื้นฐานว่าอาวุธชิ้นนี้ถูกซัดมาจากระยะที่ค่อนข้างไกล
‘ห่างกันขนาดนี้ ยังมีอานุภาพรุนแรงถึงเพียงนี้ อีกฝ่ายกำลังเตือนอยู่หรือ” คนชุดดำนำศิษย์สามคนถอยไปยังปากถ้ำอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดอะไรมาก
แฮ่ก…แฮ่ก…
เหอเซียงจื่อเข่าทรุดลงกับพื้น เหงื่อผสมกับเลือดหยดลงบนพื้น
“ในที่สุดก็จบแล้ว…” นางรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยเหนื่อยเท่านี้มาก่อน
ต่อให้เป็นตอนที่อยู่คนเดียวข้างนอกกับสามีก่อนที่จะมาอยู่กับอาจารย์ ก็ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยขนาดนี้
ความรู้สึกที่ขอแค่ช้าเพียงเล็กน้อย ก็อาจตกสู่สภาพจนตรอกทุกห้วงวินาทีนั้น ทำให้นางต้องกดดันให้ตัวเองสำแดงศักยภาพทั้งหมดรับมือสภาวะโจมตีที่จู่โจมเข้ามา
เหอเซียงจื่อเข้าใจดีว่า ถ้าไม่ใช่อีกฝ่ายทั้งสามคนมีความคิดหยอกล้อนางเล่นตั้งแต่เริ่ม นางคงถูกจัดการในเวลาไม่นาน
ยังมีเสียงแหวกอากาศและเสียงอึงอลในตอนสุดท้าย บางทีการจากไปของทั้งสามคนนั้นอาจเกี่ยวข้องกับเสียงนั้น
“ศิษย์พี่ ท่านไม่เป็นไรกระมัง” ทันใดนั้นเสียงที่คุ้นเคยก็ดังเข้ามาใหูนาง
เหอเซียงจื่อฝืนเงยหน้ามอง กลับเห็นลู่เซิ่งที่น่าจะจากไปแล้ว ตอนนี้กำลังยืนอยู่ตรงหน้าตนอย่างพร่าเลือน
“ศิษย์น้องลู่หรือ…ไม่ใช่ ศิษย์น้องลู่ไม่ใช่ไปแล้วหรอกหรือ พวกเจ้า… อย่าใช้ภาพหลอนมาหลอกข้า!” เหอเซียงจื่อแผดเสียงพลางดิ้นรนตะเกียกตะกาย
“ข้า…ยังไม่แพ้!” แม้ว่าหน้านางจะบวมจนบังดวงตาไว้แล้ว เหลือแค่รอยแยกสองสาย ในดวงตาที่มองจากด้านในไปด้านนอก ก็ยังมีความคิดสู้ตายที่แน่วแน่
ลู่เซิ่งมองเหอเซียงจื่อ พลันเกิดความเลื่อมใสที่บรรยายไม่ถูกต่อนางในสภาพนี้
“ไม่ว่าใคร ไม่ว่าแข็งแกร่งอ่อนแอ รวยหรือจน ถ้าหากว่าไม่กลัวแม้กระทั่งความตายเพราะการตัดสินใจของตน อย่างนั้น เขาก็ควรค่าแก่การนับถือ เพราะ ชีวิตของทุกคนมีได้แค่ครั้งเดียว” ลู่เซิ่งเดินเข้าไปโอบกอดปลอบประโลมเหอเซียงจื่อ
เหอเซียงจื่อความจริงมองไม่ชัดแล้ว
เสียเลือดมากเกินไป บาดเจ็บสาหัสเกินไป สองตาของนางสูญเสียการมองเห็นที่ควรมีไปนานแล้ว นางเพียงแต่สัมผัสได้โดยสัญชาตญาณว่ามีคนมาใกล้ๆ แหงนหน้ามอง แต่ยกสองขาไม่ขึ้น ได้แค่กึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้น
“พอแล้วศิษย์พี่ ข้าเองๆ” เสียงของลู่เซิ่งดังมา กอปรด้วยความสบายใจเข้มข้น “ไม่มีอะไรแล้ว ไม่มีอะไรแล้วจริงๆ”
ร่างที่เกร็งของเหอเซียงจื่อค่อยๆ ผ่อนคลายลงตามเสียงของลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งปลอบนางสักพัก ค่อยทำให้นางทราบว่าไม่ใช่ภาพหลอน
“เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย…ศิษย์น้อง เจ้าทำไม…ถึงกลับมาล่ะ อาจารย์เล่า อาจารย์ไม่เป็นไรกระมัง?!” เหอเซียงจื่อรีบถาม
“อาจารย์ไม่เป็นไร” ลู่เซิ่งตอบอย่างอ่อนโยน “ข้าก็เจอศัตรูเมือนกัน หลังจัดการอีกฝ่ายเสร็จรู้สึกไม่วางใจ จึงกลับมาดู”
“เจ้าก็เจอเหมือนกันหรือ” เหอเซียงจื่อพลันเคร่งเครียด “เจ้าอย่าได้โทษอาจารย์ ข้าต่างหาก ข้าต่างหากที่เป็นตัวล่อ! พวกเขาไม่สมควรรู้ตำแหน่งของเส้นทางลับ จริงด้วย ต้องเป็นเฟยหวงจื่อแน่!” นางพลันกัดฟันกรอดๆ “คนทรยศนั้น เขาอาจจะรู้ถึงการมีอยู่ของเส้นทางลับ!”
“เอาล่ะๆ พักผ่อนก่อนเถอะ” ลู่เซิ่งปลอบ เหอเซียงจื่อจึงรู้สึกอ่อนล้า ค่อยๆ ล้มลงในอ้อมอกเขา แล้วหลับไหลไป
ลู่เซิ่งอุ้มนาง หมุนตัวกลับถึงถ้ำบนหน้าผา วางนางไว้ในถ้ำของตัวเอง จากนั้นไปดูอาจารย์ที่สลบไป
ทั้งตัวผู้อาวุโสใหญ่เต็มไปด้วยบาดแผล นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ไม่ทราบอีกนานเท่าไหร่ถึงจะฟื้นขึ้นมา
ตอนนี้ซ่งจื่ออันค่อยปรากฏตัวขึ้นอย่างแผ่วเบา เดินจากด้านหลังมาถึงข้างๆ ลู่เซิ่ง
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ อาจารย์กลายเป็นแบบนี้ได้อย่างไร” เขาถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “นอกจากนั้นเมื่อครู่ข้ายังได้ยินเสียงที่สุสาน แต่เวลายังไม่มาถึง ไม่มีการเสริมพลังของอาจารย์ ข้าก็ออกมาไม่ได้”
“ศิษย์พี่ซ่งจื่ออัน ในสำนักเกิดเรื่องใหญ่แบบนี้ พวกศิษย์พี่หน้าขาวเล่า เหตุใดจึงไม่ออกมา” ลู่เซิ่งไม่เหลียวกลับ ถามเสียงทุ้ม
“ศิษย์พี่หน้าขาว…เจ้าไม่รู้หรือ” ซ่งจื่ออันสูดหายใจลึก นั่งลงบนพื้น “ศิษย์พี่หน้าขาวความจริงไม่ใช่คน เป็นความประหลาดลี้ลับที่ตายในสำนักมานานแล้ว ไม่อาจติดต่อได้ ถึงแม้ตอนนี้นางจะควบคุมหลายเรื่องราวในสำนักทุกๆ วัน แต่นั่นเป็นการกระทำอันแน่นอนก่อนตาย ร่างกายนางเหมือนความว่างเปล่า ไม่อาจสัมผัสได้ในขอบเขตปกติ เว้นแต่ว่าเจ้าเข้าไปในขอบเขตของความประหลาดลี้ลับที่ถูกกำหนดไว้เป็นพิเศษของพวกนาง เหมือนกับถ้ำเล็กๆ ส่วนหนึ่งตอนเจ้าเพิ่งเข้าถ้ำ ศิษย์พี่หน้าขาวที่เจ้าเห็นตอนนั้นเพียงเคลื่อนไหวได้แค่ในอาณาเขตเล็กๆ ของตัวเองเท่านั้น”
“ความประหลาดลี้ลับหรือ” ลู่เซิ่งคิดไม่ถึงจะได้คำอธิบายแบบนี้
“พวกเราออกมาได้แค่ตอนฟ้ามืด เสียงระฆังคือการแบ่งขีดจำกัดเวลาเคลื่อนไหวของพวกเจ้าและพวกเรา ข้ายังดี ยังประคองสติให้แจ่มใสได้ แต่ศิษย์พี่หน้าขาวนาง…” ซ่งจื่ออันมีสีหน้าไม่น่าดูนัก “ต่อให้อาจารย์เข้าอาณาเขตของนาง ก็ไม่แบ่งเป็นมิตรหรือศัตรู”
“ตอนนี้ค่ำแล้วหรือ จริงด้วย วันนี้เหตุใดไม่มีเสียงระฆัง” ลู่เซิ่งพลันถาม
ซ่งจื่ออันพลันงุนงง “จริงด้วย วันนี้เหตุใดจึงไม่มีเสียงระฆัง”
ลู่เซิ่งลุกพรวด เดินไปถึงหน้าต่าง มองไปด้านนอก
เป็นอย่างที่คาด บนเสาหินด้านล่างผนังถ้ำ ตอนนี้มีสตรีนางหนึ่งที่พันศีรษะด้วยผ้าสีขาวยืนอยู่ มือนางถือขวานฟันฟืนเล่มหนึ่งชี้ลงดิน ร่างกายเต็มไปด้วยรอยเลือด
ลู่เซิ่งย่นคิ้วมองนาง ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายสงบนิ่งยิ่ง แต่เขากลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงการลุกไหม้และเสียงแผดร้องอันรุนแรงด้านในตัวนาง
ความโกรธแค้นที่อัดอั้นไว้ชนิดนั้น ต่อให้อยู่ห่างกันขนาดนี้ เขาก็เหมือนยังรู้สึกได้
“นางมาแล้วจริงๆ” ซ่งจื่ออันยืนด้านข้างลู่เซิ่ง “บางทีศิษย์พี่อาจจดจำความทรงจำส่วนหนึ่งและคนสำคัญบางคนได้ ดังนั้นครั้งนี้จึงไม่ได้เคาะระฆังอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
“นางคิดทำอะไร” ลู่เซิ่งไม่เชื่อว่าความประหลาดลี้ลับที่สูญเสียการควบคุมจะจดจำความรู้สึกใดๆ ได้ เด็กผู้หญิงที่หมู่บ้านตระกูลซ่งก่อนหน้านี้ก็เป็นอย่างนี้มิใช่หรือ แม้แต่พี่ชายแท้ๆ ยังเกือบถูกนางฆ่าทิ้ง ทั้งยังทำร้ายครอบครัวของตัวเอง
“ไม่ทราบ…เวลานี้ข้าไม่กล้าเข้าใกล้นาง”
ซ่งจื่ออันส่ายหน้า “แต่ว่าพวกเราผ่านความลำบากในครั้งนี้มาได้อย่างไร ตอนคนพวกนั้นผ่านสุสาน ขนาดอยู่ห่างๆ ข้ายังสัมผัสได้ถึงพลังที่น่ากลัวบนตัวพวกเขา มีพลังเยื่อดำที่แข็งกล้าเหมือนอาจารย์”
“ไม่รู้เหมือนกัน ข้ากลับมาก็เป็นแบบนี้แล้ว อาจารย์หมดสติ ศิษย์พี่เหอเซียงจื่อก็เกือบตาย” ลู่เซิ่งส่ายหน้า แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
เขาย่อมรู้ว่าซ่งจื่ออันไม่ได้อยู่ตรงนี้ ด้วยประสาทสัมผัสของเขาในปัจจุบัน รอบๆ ตัวมีสิ่งไหนซ่อนเอาไว้ ยากจะปิดบังเขาได้
คนชุดดำระดับอสรพิษที่จากไปก่อนหน้านี้สัมผัสตำแหน่งของลู่เซิ่งไม่ได้ เขากลับสัมผัสอีกฝ่ายได้ก่อนก้าวหนึ่ง นี่เป็นเพราะพวกที่มีสายเลือดตระกูลขุนนางไม่ได้แข็งแกร่งด้วยตัวเอง หากเป็นผลลัพธ์ที่อาศัยวิชาลับและพลังของสายเลือดที่กลายพันธุ์เนื่องจากรังสีของอาวุธเทพศัตรามาร
เดิมทีเมื่อร่างกายแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่ง ก็จะทำให้ประสาทสัมผัสทั้งห้าแข็งแกร่งขึ้น และทำให้การรับรู้บรรลุถึงขั้นเหลือเชื่อ
“เช่นนั้นต่อจากนี้จะทำอย่างไรดี” ซ่งจื่ออันมองลู่เซิ่ง แม้เวลาเข้าสำนักของศิษย์ที่เพิ่งมาไม่กี่เดือนผู้นี้จะสั้นยิ่ง แต่กลับให้ความรู้สึกชวนสบายใจ
“ข้าเดาว่าสมควรมีบุคคลลึกลับมาช่วยพวกเรา แต่ว่าในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากทิ้งชื่อแซ่และสถานะไว้ เช่นนั้นไม่ต้องเดาส่งเดช ตอนที่ควรรู้ก็จะรู้เอง” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างจริงจัง “ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดคือให้อาจารย์กับศิษย์พี่ฟื้นฟูและรักษาอาการบาดเจ็บ คนชุดดำเหล่านั้นพ่ายแพ้กลับไป ครั้งหน้าจะต้องเกรงกลัวกว่าเดิม ก่อนที่จะรู้ตื้นลึกหนาบางของคนที่ช่วยพวกเรา คาดว่าจะไม่บุกเข้ามาง่ายๆ อีก”
“มีเหตุผล!” ซ่งจื่ออันพยักหน้า “น่าเสียดายข้าออกมาได้แค่ตอนกลางคืน ช่วยเจ้าไม่ได้มากนัก กลับเป็นสำนักที่อาจารย์คุ้นเคย เจ้าเขียนจดหมายให้เจ้าสำนักสวนปลอดโปร่ง ให้พวกเขาลงมือช่วยเหลือ
“สำนักสวนปลอดโปร่งหรือ”
“อืม แม่เฒ่าชิงคงเจ้าสำนักกับอาจารย์เมื่อครั้งเยาว์วัย อะแฮ่มๆ” ซ่งจื่ออันไม่ได้พูดต่อ แสร้งเป็นกระแอม
ลู่เซิ่งหันกลับไป เห็นผู้อาวุโสใหญ่บนเตียงทำหน้าถมึงทึงขณะมองซ่งจื่ออัน
“ปากไม่มีหูรูด!” ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวตำหนิ
“อาจารย์! ท่านฟื้นแล้วหรือ” พวกลู่เซิ่งรีบเข้าไปหา
“ฟื้นแล้ว เรื่องต่อจากนี้ให้ข้าจัดการเอง รบกวนเจ้าแล้วเสี่ยวเซิ่ง จื่ออัน” ผู้อาวุโสใหญ่ถอนใจเบาๆ
……………………………………….
บทที่ 225
“เมื่อครู่อยู่ๆ ข้าก็หมดสติไป ภายหลังฟื้นมาทุกอย่างก็ถูกแก้ไขแล้ว เกิดอะไรขึ้นกันแน่” ผู้อาวุโสใหญ่ถามเสียงทุ้ม ขณะเดียวกันก็มองซ่งจื่ออันกับลู่เซิ่ง “จื่ออัน เจ้าเจออะไรหรือไม่”
ซ่งจื่ออันเป็นวิญญาณ ความรู้สึกถึงการดำรงอยู่ต่ำสุดขีด ขอแค่ไม่ตั้งใจตรวจสอบ คนปกติก็ยากจะค้นพบ ดังนั้นจึงมักได้ข้อมูลสำคัญส่วนหนึ่ง
ทว่าครั้งนี้ผู้อาวุโสใหญ่สิ้นหวัง ซ่งจื่ออันก็ส่ายหน้าตาม เงียบงันไม่พูดอะไร
จากนั้นลิ่วซานจื่อก็มองลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งตอบ “ศิษย์เองก็ไม่ทราบ ตอนที่ข้ามาถึงทุกอย่างก็จบแล้ว”
ผู้อาวุโสใหญ่ไร้คำพูด จากนั้นถามรายละเอียดอื่นๆ ส่วนหนึ่ง เกี่ยวกับว่าทำไมลู่เซิ่งจึงกลับมาอย่างกระทันหัน
ลู่เซิ่งแต่งคำพูดไว้แต่แรก ตอนนี้เล่าอย่างละเอียด ปรับคำตอบให้สมบูรณ์เล็กน้อย หลังจากตอบการสอบถามของอาจารย์เสร็จ แม้ผู้อาวุโสใหญ่จะกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย แต่ก็พอจะถูไถไปได้
เรื่องนี้สุดท้ายแม้ไม่จบก็ต้องจบ ต่างคนต่างกลับไปพักผ่อนฝึกฝนต่อ
เนื่องจากต้องรักษาอาการบาดเจ็บ บวกกับตอนนี้สำนักมารกำเนิดไม่ปลอดภัยอีก ผู้อาวุโสใหญ่จึงเชิญคนของสำนักสวนปลอดโปร่งมาภายใต้การเสนอแนะของซ่งจื่ออัน
หลายวันถัดจากนั้น ลู่เซิ่งเห็นคนของสำนักสวนปลอดโปร่งที่สวมเสื้อขาวกางเกงแดงเดินไปทั่วสำนัก
ผู้อาวุโสใหญ่คล้ายปลงแล้ว ไม่กดดันให้ลู่เซิ่งกับเหอเซียงจื่อร่ำเรียนทักษะวิชาลับอย่างบ้าคลั่งอีก เดินไปทั่วอย่างกระตือรือร้น จัดการบางอย่างพร้อมกับคนของสำนักสวนปลอดโปร่ง
ลู่เซิ่งทราบว่า ครั้งนี้แม้เขาจะจัดการความยุ่งยากในที่ลับได้ แต่ก็ไม่ใช่แผนการระยะยาว จะจัดการเรื่องนี้ได้โดยสมบูรณ์ ยังต้องพิสูจน์ตัวเองในงานชุมนุม รับการตรวจสอบจากสำนักอื่นๆ ในร้อยเส้นสาย เพื่อสร้างสำนักรับสมัครนักเรียนใหม่อย่างมั่นคง
เป็นเพราะว่าสำนักอ่อนแอเกินไป ดังนั้นสำนักที่ออกหน้าสอบถาม หมายจะยึดครองทรัพย์สมบัติของสำนักมารกำเนิดคงจะมีไม่น้อย การท้าทายที่ต้องเผชิญก็ไม่น้อยเช่นกัน
ลู่เซิ่งกลับไม่กลัวการท้าทายเหล่านี้ แต่ห่วงว่าขุมกำลังของคนชุดดำเมื่อก่อนหน้าจะม้วนพสุธากลับมาใหม่
ดังนั้นหลังจากเรื่องสงบแล้ว เขาก็หมกตัวในหอเก็บหนังสือของสำนักมารกำเนิด
…
“สหายลู่” บุรุษวัยเยาว์สวมชุดเหลือง ใบหน้าอ่อนโยนผู้หนึ่งประสานมือให้ลู่เซิ่งเล็กน้อย “อาจารย์ต้องการให้ข้ามาเอาหนังสือส่วนหนึ่งเกี่ยวกับหยกแดงไป”
บุรุษวัยเยาว์ผู้นี้แซ่จ่าน ชื่อข่งหนิง เป็นนักเรียนที่แม่เฒ่าชิงคงแห่งสำนักสวนปลอดโปร่งสั่งสอนเอง ครั้งนี้แม่เฒ่าชิงคงนำกลุ่มคนมาช่วยสำนักมารกำเนิดฝ่าฟันอุปสรรค น้ำใจนี้ยิ่งใหญ่จริงๆ
จ่านข่งหนิงมาพร้อมกับอาจารย์ พลังฝึกปรือวิชาลับแข็งแกร่งกว่าเฟยหวงจื่อไม่น้อย บวกกับมีสายเลือดเข้มข้น ให้ความรู้สึกพร้อมเลื่อนสู่ระดับสัตตะลักษณ์ตลอดเวลาแก่ลู่เซิ่ง
แม้ว่าจากระดับสัตตะลักษณ์ถึงระดับอสรพิษ จะเป็นด่านที่เหมือนกับร่องน้ำทางธรรมชาติ ผู้มีสายเลือดเข้มข้นในตระกูลขุนนางจำนวนมากยังไม่อาจข้ามด่านนี้ได้ตลอดชีวิต พลังต่อสู้ระดับสัตตะลักษณ์ในสำนักถึงจะอ่อนแอกว่าขั้นหนึ่ง แต่ก็ยากเย็นเหมือนกัน
ดีที่จ่านข่งหนิงยังหนุ่ม ปีนี้อายุไม่เกินสามสิบปี อายุแค่นี้ก็บรรลุจุดสูงสุดของระดับฉลักษณ์ อยู่ในสำนักสามขั้นล่าง นับว่าไม่เลวแล้ว
“สหายจ่าน ข้าไม่รบกวนแล้ว ท่านตามสบาย” ลู่เซิ่งนั่งอยู่ข้างโต๊ะกำลังพลิกคัมภีร์อ่าน เห็นอีกฝ่ายก็ไม่รู้สึกประหลาดใจ
ช่วงนี้ จ่านข่งหนิงมาหอเก็บหนังสือแทบทุกวัน เพื่อหาหนังสือให้แม่เฒ่าชิงคงโดยเฉพาะ
“ขอบคุณมาก” จ่านข่งหนิงสาวเท้าเดินไปยังชั้นหนังสือที่เคยหยิบหนังสือมา
หลังจากเขาเดินไป ตรงประตูเบื้องหลังก็ปรากฏหญิงสาวศีรษะเล็ก หากแต่งดงามเพริศแพร้วคนหนึ่ง
จ่านหงเซิงมองลู่เซิ่งที่นั่งอยู่เฉยๆ อย่างไม่พอใจ
“วางมาดอะไรอยู่ได้ พวกเราเดินทางไกลเป็นพันลี้มาช่วยเหลือ หรือมาเพื่อช่วยคนที่ไม่รู้จักมารยาทประเภทนี้”
นางเป็นน้องสาวของจ่านข่งหนิง ติดตามพี่ชายมาหยิบหนังสือหลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งที่มา ก็เห็นสีหน้าสงบนิ่งเรียบเฉยของลู่เซิ่ง แตกต่างกับสีหน้าซาบซึ้งเป็นล้นพ้นของเหอเซียงจื่อราวฟ้ากับเหว
ความแตกต่างที่มากเกินไปนี้ทำให้จ่านหงเซิงไม่ชินอยู่บ้าง
“ถ้าไม่ใช่พวกเรามาช่วยทันเวลา สำนักมารกำเนิดนี้เกรงว่าจะถูกทำลายจนล่มสลายไปแล้ว ยังวางมาดอีกหรือ” นางค่อนขอด
หลังจากสำนักมารกำเนิดถูกจู่โจมในครั้งก่อน ก็ผ่านไปหลายวันแล้ว ในสำนักสงบเรียบร้อยมาโดยตลอด บวกกับคนของสำนักสวนปลอดโปร่งลาดตระเวน ทำให้สำนักมารกำเนิดที่ตอนแรกเย็นเยียบมีกลิ่นอายคนเพิ่มขึ้นมา กระนั้นถ้าจะบอกว่าปลอดภัยจริงๆ คนพวกนี้ความจริงไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร
แม้จ่านหงเซิงจะพูดเบาๆ นึกว่าลู่เซิ่งไม่ได้ยิน แต่กายเนื้อของลู่เซิ่งเหี้ยมหาญไร้เทียมทาน ประสาทสัมผัสทั้งห้าว่องไว ไหนเลยไม่ได้ยิน เพียงแต่ไม่สนใจนางเท่านั้น
คนของสำนักสวนปลอดโปร่งเหล่านี้มาที่นี่ ส่วนใหญ่มีความรู้สึกแบบนี้
ตอนพวกเขาเพิ่งมา พอเห็นร่องรอยการต่อสู้ที่คนชุดดำเหล่านั้นทิ้งไว จิตใจต่างตึงเครียด แต่พอเวลาผ่านไป ทุกอย่างสงบเรียบร้อย คนเหล่านี้นึกว่าการมาของเจ้าสำนักของตนทำให้อีกฝ่ายกลัวเกรงไม่กล้าลงมือ จึงเกิดความลำพองใจส่วนหนึ่ง
ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น แม้แต่เหอเซียงจื่อกับผู้อาวุโสใหญ่ก็เชื่ออยู่บ้างว่า การเข้ามาปักหลักของคนจากสำนักสวนปลอดโปร่งทำให้คนชุดดำไม่กล้าบุกอีก
มีแต่ลู่เซิ่งที่ทราบว่า คนชุดดำเหล่านั้นจะมาหรือไม่มา ไม่ใช่เพราะกลัวคนของสำนักสวนปลอดโปร่ง
พวกเขาแอบมาหลายครั้งแล้ว เคลื่อนไหวในตำหนักวิชาลับและหอเก็บหนังสือในลักษณะหยั่งเชิง ทว่าก็ถูกลู่เซิ่งกำจัดสายลับทั้งหมดทิ้งไปเสียทุกครั้ง เพียงแค่ไม่ถูกคนอื่นๆ พบเท่านั้น
วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานมีข้อดีข้อหนึ่ง คือคนที่ฆ่าจะถูกเผาเป็นตอตะโก ทำลายศพได้สะดวก
หลังสูญเสียสายลับติดต่อกัน คนพวกนั้นก็หยุดลงชั่วคราว
ได้สติกลับมา ลู่เซิ่งมองจ่านหงเซิง หญิงสาวนางนี้อายุน้อย หน้าตาน่ารัก เอวกิ่วขายาว สิ่งที่ทำให้คนหมดคำพูดที่สุดคือหน้าอกหน้าใจของนาง อายุแค่สิบกว่าปี ก็มีขนาดมโหฬาร ยามเดินก็ส่ายไปมา เหมือนกับมะละกอใหญ่สองลูก
เดิมทีเครื่องแต่งกายของสำนักสวนปลอดโปร่ง ส่วนทรวงอกของศิษย์สตรีจะเย็บเป็นลวดลายส่วนหนึ่ง ลวดลายเหล่านี้ใช้ระบายอากาศ
ผลลัพธ์คือพอนางใส่ ลวดลายที่กว้างนิ้วเดียวกลับถูกถ่างจนกว้างเท่าฝ่ามือ
บวกกับสตรีในยุคนี้ไม่ได้นิยมใส่พวกเสื้อชั้นใน จึงทำให้เม็ดองุ่นขนาดใหญ่สองลูกตรงทรวงอกจ่านหงเซิงนูนออกมาอย่างชัดเจน แม้แต่ลักษณะของทรวงอกก็มองเห็นได้ชัดเจน
“คำนับศิษย์พี่สหายลู่” แม้จะแอบค่อนแคะ แต่จ่านหงเซิงก็ยังมีมารยาทไม่เลว เปลือกนอกคำนับลู่เซิ่ง
“อือ ตามสบาย” ลู่เซิ่งตอบรับอย่างขอไปที ก้มศีรษะอ่านคัมภีร์ต่อ
จ่านหงเซิงคับข้องใจจนย่นจมูกน้อยๆ รีบไปตามหาพี่ชายของตน อยู่กับลู่เซิ่งไปนานๆ นางกลัวว่าจะขุ่นข้องใจจนป่วย
หญิงสาวเยื้องย่างออกไป รอบๆ ก็เงียบลง
ลู่เซิ่งเริ่มก้มหน้าอ่านคัมภีร์เกี่ยวกับผู้ถืออาวุธในมืออีกครั้ง
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามกว่าๆ โดยไม่รู้ตัว ไม่นานจ่านข่งหนิงก็หาหนังสือเจอ ให้น้องสาวเอาไปให้อาจารย์
เขาคิดจะหาหนังสือดีๆ นั่งลงอ่าน ในร้อยเส้นสายสำนักมารกำเนิดนับเป็นสำนักที่เก็บหนังสือไว้มากที่สุด มีเนื้อหามากมายที่เขาไม่เคยอ่านมาก่อน ครั้งนี้กลับเป็นโอกาสดี
หยิบหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์วิชาลับออกมา จ่านข่งหนิงหาที่นั่ง เตรียมจะนั่งลงอ่าน
ตอนผ่านตำแหน่งที่ลู่เซิ่งนั่งอยู่ เขาก็กวาดตาเห็นชื่อคัมภีร์ในมือลู่เซิ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ
“สหายลู่กำลังหาเนื้อหาของผู้ถืออาวุธหรือ” เขาอดถามอย่างสงสัยไม่ได้
“ถูกต้อง” ลู่เซิ่งวางคัมภีร์เล่มที่สองในมือลง แล้วพยักหน้า
“ข้อมูลของผู้ถืออาวุธที่แล้วมาเป็นความลับ ถ้าสหายลู่อยากรู้เกรงว่าได้แต่ถามผู้อาวุโสลิ่วซานจื่อแล้ว” จ่านข่งหนิงเสนอเบาๆ
“มีความคิดเช่นนี้เหมือนกัน” ลู่เซิ่งหยิบหนังสือเนื้อหาเดียวกันเล่มที่สามขึ้นมา
“สหายจ่านรู้หรือไม่ว่าถ้าจะรักษาสำนักมารกำเนิดไว้ในงานชุมนุมนี้ ยังต้องมีเงื่อนไขอะไรอีก” ลู่เซิ่งครุ่นคิด อยู่ๆ ก็ถามขึ้น
จ่านข่งหนิงงุนงง คิดไม่ถึงลู่เซิ่งจะถามคำถามนี้กับเขา เขาไตร่ตรอง เอ่ยว่า “ผู้ใดอยากจะยึดที่อยู่ของสำนักมารกำเนิด ก็ต้องให้คนคนนั้นลงมือทดสอบพลังของผู้นำแห่งสำนักมารกำเนิด การทดสอบนี้ไม่อาจขอความช่วยเหลือจากคนอื่น จะต้องใช้ระบบวิชาลับของสำนักมารกำเนิด จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าการถ่ายทอดระบบวิชาลับยังอยู่ และมีคุณค่ามากพอให้สืบทอดต่อไป จึงจะปกป้องหน่วยหลักที่ตั้งของสำนักมารกำเนิดได้”
“ที่ตั้งของสำนักนี้ยังต้องให้คนนอกอนุมัติว่าอยู่ได้หรือไม่อีก นี่เป็นกฎสุนัขอะไรกัน” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วกล่าว
“ถึงจะไม่น่าพอใจนัก แต่นี่เป็นข้อตกลงการใช้ทรัพยากรที่สำนักทั้งหมดลงนามร่วมกันในตอนก่อตั้งร้อยเส้นสายเมื่อครั้งแรกสุด เพื่อทำให้ร้อยเส้นสายรุ่งเรืองตลอดไป ทรัพยากรของสำนักทุกสำนักถ้าหากไม่อาจรักษาได้ อย่างนั้นต้องโอนให้สำนักอื่นโดยไร้เงื่อนไข” จ่านข่งหนิงกล่าวเสียงแผ่วต่ำ “ตามทฤษฎี นี่เป็นข้อตกลงแปลกประหลาด ที่ต้องทำเพราะการคุกคามจากเก้าตระกูลจงหยวน”
“สำนักกับตระกูลขุนนางมีความเกี่ยวพันอะไรกันแน่ สหายจ่านอธิบายได้หรือไม่” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วถาม
“นี่ย่อมบอกได้” จ่านข่งหนิงพยักหน้า “ปัจจุบันในสำนักมีแนวคิดสองแบบ แบบหนึ่งคือตระกูลขุนนางที่แข็งแกร่งยืนอยู่เบื้องหลังสำนักสามขั้นบน ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากเก้าตระกูลจงหยวน ร้อยเส้นสายก็ก่อตั้งไม่ได้”
“อีกแนวคิดหนึ่งคือ ทุกสำนักความจริงแล้วเป็นกลุ่มก้อนอิสระ แม้ว่าบางส่วนจะถูกตระกูลขุนนางแทรกซึม แต่ว่าสำนักสามขั้นบนยังคงมีความสามารถในการต้านทานการกดดันจากตระกูลขุนนาง”
“อย่างนั้นแนวคิดไหนถูกต้อง” ลู่เซิ่งหรี่ตา
“นี่ต้องพูดถึงตั้งแต่เรื่องสำนักใบไม้กับสำนักโลหิตแล้ว” จ่านข่งหนิงกล่าวด้วยรอยยิ้มฝาดเฝื่อน “ความจริงถ้าไม่ใช่ข้ามีสหายที่เป็นลูกหลานแกนกลางในเก้าตระกูลขุนนางอย่างแท้จริงคนหนึ่ง ข้าก็คงเป็นหนึ่งในคนที่สนับสนุนแนวคิดแรกเหมือนกัน ความจริง แนวคิดที่สองต่างหากที่ถูก”
“หมายความว่าสำนักก็มีพลังต่อต้านตระกูลขุนนางได้หรือ” ลู่เซิ่งถามกลับ
“ไม่ การศึกษาของสำนักไม่ต้องตาเก้าตระกูลจงหยวน” จ่านข่งหนิงยิ้มอย่างอับจน “ขุมพลังของเก้าตระกูลจงหยวนน่ากลัวถึงขีดสุด ได้ยินว่าสหายลู่มาจากแดนเหนือ เช่นนั้นก็ใช้อาณาเขตของแดนเหนือมาเปรียบเทียบก็แล้วกัน”
“ขอฟังรายละเอียด” ลู่เซิ่งมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา เขาเย็นชากับจ่านข่งหนิงผู้นี้มาตลอด ไม่นับว่าเอาใจใส่นัก แต่อีกฝ่ายยังคงยินดีอธิบายให้ตัวเองฟังอย่างเต็มใจ ในสำนักสวนปลอดโปร่งคงจะเป็นคนอัธยาศัยดีเช่นกัน
จ่านข่งหนิงเว้นเล็กน้อย เรียบเรียงความคิด แล้วเล่าว่า “พูดถึงตระกูลซูที่อ่อนแอที่สุดในเก้าตระกูลก็แล้วกัน ขุมพลังของพวกเขามีทัพสะบั้นเทพสามสิบหกคน คนหนึ่งปกครองเมืองหนึ่ง เคยเป็นยอดฝีมือผู้น่ากลัวที่กำจัดมารมากกว่าหมื่นตนในภัยพิบัติมาร ลือกันว่าไม่ว่าใครก็สู้กับเจ้าสำนักระดับสามขั้นบนได้ ทั้งหมดเป็นที่สุดในระดับสามขั้นกลาง หรือแม้แต่สามขั้นบนของระดับอสรพิษ นี่ยังพอว่า มิพักเอ่ยถึงผู้ที่เหนือกว่า ยังเหลือสามสุดยอด สามสุดยอดเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดที่แบ่งกันดูแลฝ่ายลงทัณฑ์ ฝ่ายอาวุธ และฝ่ายสืบทอดของตระกูลซู สามคนนี้คือยอดฝีมือที่ล้มเหลวในการชิงเป็นผู้ถืออาวุธ และเป็นคนที่เข้าร่วมการช่วงชิงตำแหน่งผู้ถืออาวุธได้ ทุกคนต่างก็เป็นยอดฝีมือระดับสุดยอด เป็นอัจฉริยะตระกูลขุนนางที่เลิศล้ำ ภายใต้ผลชะรอความชราของพลังแห่งอาวุธศักดิ์สิทธิ์ อัจฉริยะเหล่านี้มีอายุมากสุดหลายร้อยปี ภายหลังจึงกลายเป็นผู้ถืออาวุธ นี่ยังแค่ตระกูลซูเท่านั้น”
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น