216-220
บทที่ 216
‘ดูดปราณหยินก่อนแล้วค่อยว่ากัน สิ่งที่ได้มาไว้ในมือถึงจะเป็นของตัวเอง’ ที่แล้วมาลู่เซิ่งให้ค่ากับผลประโยชน์ตรงหน้า กินก่อนแล้วค่อยว่ากัน
เขาถือแหวนไว้ ดูดซับมันก่อน
ปราณหยินหลายสายไหลตามนิ้วเข้าไปในร่างของเขาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
หนึ่งหน่วย สองหน่วย ห้า สิบ สิบสอง!
‘มีปราณหยินสิบสองหน่วยเลยเหรอเนี่ย! ไม่เลว!’ ตอนนี้ลู่เซิ่งใช้การคำนวณตรวจสอบปริมาณปราณหยินได้คร่าวๆ
จากนั้นก็เป็นคันฉ่องสำริดบานนั้น
เขาหยิบคันฉ่องที่แตกหักขึ้นมา ทาบมือบนผิวกระจก ให้พื้นที่สัมผัสมีมากกว่าเดิม ทันใดนั้น ปราณหยินหลายสายเหมือนกระแสน้ำเชี่ยวกรากจากทำนบแตก ทะลักเข้าไปในมือเขาอย่างรวดเร็ว
สิบหน่วย ยี่สิบหน่วย สามสิบ… สามสิบห้า…
‘รวมกับปราณหยินส่วนหนึ่งที่เรามีอยู่แล้ว เมื่อเป็นแบบนี้ เราจะมีปราณหยินสี่สิบกว่าหน่วย’ ลู่เซิ่งวางคันฉ่องสำริดลง ยิ้มอย่างพอใจ
นี่เป็นลาภลอยของแท้ แม้ว่าสำหรับเขาในตอนนี้ ปราณหยินไม่กี่สิบหน่วยจะไม่นับว่ามาก แต่ก็ใช้ยกระดับวิชาไร้มูลเหตุได้พอดี
‘เอาล่ะ ต่อจากนี้ควรเริ่มปลดปราณมารเพื่อรับการกระตุ้นกายเนื้อได้แล้ว’ เขานั่งขัดสมาธิ ทิ้งแหวนกับคันฉ่องสำริดไปด้านข้าง กล้ามเนื้อและผิวหนังทั่วร่างเริ่มผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ ปลดรูขุมขนที่วิชาไร้มูลเหตุปิดไว้
ซู่!
หมอกพิษหลายสายเริ่มรวมตัวกันที่ตัวเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป
หมอกพิษหนาทึบทำให้ลู่เซิ่งสัมผัสได้ถึงความรู้สึกตอนแตะต้องปราณมารในครั้งแรกอีกครั้ง
เจ็บปวด ทั่วร่างชาดิก กายเนื้อเหมือนแช่อยู่ในกรดฤทธิ์แรง ถูกละลายและกัดกร่อน ปราณขวดสมบัติโคจรด้วยความเร็วสูง ซ่อมแซมกายเนื้อกับอวัยวะภายในที่ถูกหมอกพิษกัดกร่อนอย่างคลุ้มคลั่ง
‘เริ่มกันเลย ลองดูว่าถ้าวิชาลับเลื่อนขั้นไปถึงระดับหนึ่ง จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบไหนกับตัวเรา น่าคาดหวังจริงๆ…’ ลู่เซิ่งหลับตาลงช้าๆ
‘ดีปบลู’
เครื่องมือปรับเปลี่ยนสีน้ำเงินโผล่ขึ้นด้านหน้าเขา
กดปุ่มปรับเปลี่ยน สายตาของลู่เซิ่งอยู่ด้านในกรอบวิชาไร้มูลเหตุ จากนั้นก็กดปุ่มยกระดับด้านหลังกรอบอย่างแน่วแน่
ซู่…
ปราณหยินหายไป กรอบสั่นไหว ไม่กี่อึดใจ ก็ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง
ตัวหนังสือที่ปรากฏเป็นไปตามที่ลู่เซิ่งคาดไว้ กลายเป็นสภาพแบบใหม่
[วิชาไร้มูลเหตุ: ระดับที่แปด ผลพิเศษ: เพิ่มความแข็งแกร่งระดับแปด สำนึกมารระดับห้า]
‘เลื่อนระดับง่ายจริงๆ ทั้งใช้ปราณหยินไม่มาก แค่ห้าหน่วยเท่านั้น’ ลู่เซิ่งปลดรูขุมขนบนร่างอีกรอบ
ปราณมารที่ถูกกายเนื้อของเขาชักนำมาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นกำลังจะผนึกตัวเป็นของเหลว
หยดน้ำสีดำอันเล็กจิ๋วหลายหยดปรากฏบนผิวลู่เซิ่ง จากนั้นถูกดูดซับเข้าไปอย่างรวดเร็ว ความเข้มข้นที่สูงถึงขนาดนี้รุนแรงกว่าหมอกพิษเป็นอย่างยิ่ง
กระนั้นสำหรับลู่เซิ่งในตอนนี้แล้ว วิชาไร้มูลเหตุระดับแปดถูกยกระดับความต้านทาน การต้านพิษของกายเนื้อจึงได้รับการเลื่อนระดับอีกครั้ง ดังนั้นการกระตุ้นที่เกิดจากพิษจึงอ่อนแอลง
‘อยู่ด้านนอก ถ้าไม่มีปราณมารกระตุ้น ก็ไม่แน่ว่าจะเลื่อนระดับได้ราบรื่นขนาดนี้’ ลู่เซิ่งขบคิด
การฝึกฝนวิชาไร้มูลเหตุเน้นชุบหลอมด้วยการกระตุ้นจากปราณมาร หลังออกห่างการกระตุ้นด้วยพลังภายนอก คิดจะเลื่อนระดับวิชาไร้มูลเหตุ ต่อให้ใช้ปราณหยินก็ไม่แน่ว่าจะทำสำเร็จ
หรือต่อให้สำเร็จ ปราณหยินที่ต้องใช้ก็จะมากกว่าเดิม
‘อุตส่าห์เจอทำเลทองแบบนี้ ปราณหยินเองก็มีมากพอ รายละเอียดกับจุดสำคัญของวิชาไร้มูลเหตุในระดับต่อไป ผู้อาวุโสใหญ่ก็บอกมาเกือบหมดแล้ว ทดลองตรงๆ เลยดีกว่าว่าจะเลื่อนระดับวิชาไร้มูลเหตุให้สมบูรณ์ในรวดเดียวได้ไหม’
ลู่เซิ่งเห็นปราณหยินหายไปแค่นิดเดียว จึงเกิดแผนการในใจ
วิชาไร้มูลเหตุเป็นหนึ่งในวิชาพื้นฐานของสำนักมารกำเนิด ถึงขั้นยังไม่ถูกนับเป็นวิชาลับระดับกลาง วิชาลับในภายหลังเป็นการสืบทอดในสาย หลังเลื่อนระดับถึงจะมีคุณสมบัติฝึกฝนวิชาลับวิชาใหม่
ก่อนหน้านี้ต่อให้เป็นเฟยหวงจื่อที่พลังฝึกปรือแข็งแกร่งที่สุดในสำนัก ก็เพิ่งเลื่อนระดับวิชาไร้มูลเหตุ เริ่มฝึกฝนวิชาลับวิชาถัดไป
ถ้าบอกว่าสำนักมารกำเนิดมีผู้นำ เช่นนั้นก็ได้แต่เป็นเฟยหวงจื่อ เด็กน้อยเฟยหวงจื่ออยู่ต่ำกว่าระดับเบญจลักษณ์ส่วนวิชาลับของสำนักมารกำเนิดเดิมก็อ่อนแอกว่าสำนักอื่นๆ อยู่แล้ว
ระดับผู้นำแบบนี้ คิดจะชิงอันดับในชุมนุมร้อยเส้นสายกับสำนักอื่นๆ ไม่ต่างกับคนปัญญาอ่อนเพ้อฝัน
‘ฉวยโอกาสนี้ลองอีกครั้ง!’ ลู่เซิ่งมองปราณมารหมอกพิษที่มากขึ้นและเข้มขึ้นกว่าเดิมรอบๆ ตัว เพ่งสายตาที่ด้านหลังกรอบวิชาไร้มูลเหตุอีกหน
‘ยกระดับอีกรอบ ถึงระดับเก้า!’ เขากดความคิดลงบนปุ่มปรับเปลี่ยนด้านหลังวิชาไร้มูลเหตุอย่างแรง
ครึ่กๆ!
เดิมลู่เซิ่งนึกว่าการเลื่อนระดับรอบนี้น่าจะเหมือนน้ำรวมตัวกลายเป็นคลอง นึกไม่ถึงว่าปราณหยินจะหายไปด้วยความเร็วสูงในการยกระดับรอบนี้
ทว่าสิ่งที่หายไปเหมือนกันก็คือ ปราณมารหมอกพิษด้านนอกนับไม่ถ้วนซึ่งถูกดูดเข้าสู่ตัว!
ปราณมารอันมหาศาลกลายเป็นวังวนยักษ์ ชักนำปราณมารหมอกพิษทั้งหมดในรัศมีหลายสิบหมี่เข้ามา รอจนถึงด้านหน้าลู่เซิ่ง ปราณมารหมอกพิษทั้งหมดก็รวมตัวเป็นหยดน้ำที่เหมือนจับต้องได้ ปกคลุมผิวของเขา ก่อนจะถูกดูดเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ถ้ำสั่นสะเทือนเล็กน้อย ถูกกระแสหมอกพิษที่กระเพื่อมออกมาจากทั่วตัวลู่เซิ่ง กระแทกใส่จนเกิดเสียงดังหึ่งๆ
ไม่มีความเจ็บปวด ต่างจากความรู้สึกก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง ลู่เซิ่งรู้สึกว่าเหมือนวิญญาณออกจากร่าง ลอยอย่างเบาหวิวอยู่เหนือศีรษะชุ่นหนึ่ง ก้มหน้ามองหมอกสีดำอันมหาศาลทะลักเข้าไปในร่างตนเอง จากนั้นก็มองเห็นร่างของตัวเองกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ซึ่งอธิบายไม่ได้
เยื่อสีดำจางๆ ชั้นหนึ่งค่อยๆ งอกขึ้นบนผิวหนัง
‘นี่คือ…??!’ ลู่เซิ่งมองไปมองมา ค่อยๆ รู้สึกว่าสิ่งนี้ดูคุ้นตามาก
เนื้อเยื่อชั้นนั้นโผล่ขึ้นโดยสมบูรณ์ ปกคลุมทั่วร่าง ลู่เซิ่งเริ่มสัมผัสได้ว่าสติถูกดึงกลับไปในร่าง
เขามองกรอบเครื่องมือปรับเปลี่ยนอีกครั้ง
เนื้อหาที่โผล่ออกมาใหม่ทำให้เขาอดอ้าปากตาค้างไม่ได้
[วิชาไร้มูลเหตุ: ระดับเก้า ผลพิเศษ: เยื่อดำเอกะลักษณ์ ตัวอ่อนจิตมาร]
‘เยื่อดำนี่นา!!?’
ลู่เซิ่งงุนงงอยู่บ้าง
เขาได้พบลูกหลานตระกูลขุนนางมากมาย และได้พบผีปีศาจระดับพันธนาการจำนวนมาก พวกเขาต่างก็มีเยื่อดำที่ทุกคนรู้จักดี
นี่เป็นธรรมชาติอันแข็งแกร่งของระดับพันธนาการ เป็นการแบ่งระดับใหญ่สุดระหว่างพวกเขากับคนธรรมดา
มนุษย์ธรรมดาไม่ว่าอย่างไรก็ทำลายเยื่อดำระดับพันธนาการไม่ได้ นี่เป็นกฎที่ถูกกำหนดไว้ เป็นกฎเหล็ก เยื่อดำมาจากอาวุธเทพศัสตรามาร เป็นแสงของอาวุธเทพ และแสงของศัสตรามารสาดส่องสายเลือดตระกูลขุนนาง เป็นพลังงานอันแข็งกล้าที่ทำให้กลายพันธุ์ แล้วส่งต่อไปยังรุ่นสู่รุ่น
ในตระกูลขุนนาง ทุกคนรู้ว่าเยื่อดำเป็นสิ่งที่มีเมื่อเกิดในตระกูลใหญ่ ขอแค่สายเลือดเข้มข้นเพียงพอ ตอนถือกำเนิดก็จะมีได้เอง แต่ไม่มีใครรู้ว่าเยื่อดำมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่
ตอนนี้ลู่เซิ่งได้เห็นด้วยตาว่าเยื่อดำเกิดขึ้นได้อย่างไร
‘ถ้าปราณมารหมอกพิษอันมหาศาลรวมตัวกัน และฝึกฝนวิชาลับที่ชุบหลอมกระตุ้นกายเนื้ออย่างวิชาไร้มูลเหตุถึงจุดสูงสุด จะผนึกรวมเยื่อดำออกมาได้เหรอเนี่ย’
ลู่เซิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ
‘ไม่ใช่สิ นี่ไม่ใช่เยื่อดำในความหมายที่สมบูรณ์ เพียงแต่กลิ่นอายกับรูปลักษณ์ดูคล้ายกันมาก นี่เป็นชั้นป้องกันซึ่งได้มาจากการที่ปราณมารหมอกพิษผนึกรวมกับวิชาไร้มูลเหตุ’
ทันใดนั้นเขาก็ค้นพบจุดที่แตกต่าง
เยื่อดำเป็นพลังไร้รูปร่างซึ่งเชื่อมติดกับร่างกายของลูกหลานตระกุลขุนนางทั้งในและนอก อยู่ลึกลงไปในสายเลือด ส่วนเยื่อดำนี้เพียงปรากฏบนผิวตัว ไม่ได้ละลายเข้าสู่ส่วนลึกของเลือดเนื้อและกระดูก เพียงแต่คล้ายๆ กัน
เห็นดังนั้น ลู่เซิ่งก็ถอนใจ บอกไม่ถูกว่าผิดหวังหรือเป็นความรู้สึกอะไร
‘แต่แบบนี้ก็ดี เราใช้มันปลอมสถานะลูกหลานตระกูลขุนนางได้โดยสมบูรณ์ แบบนี่ไม่ต้องห่วงว่าภายหลังสถานะจะถูกเปิดเผย อย่างน้อยเปลือกนอกก็ดูเหมือน แม้แต่กลิ่นอายก็คล้ายมาก’
หลังพิจารณาเยื่อดำ ลู่เซิ่งก็มองผลพิเศษที่สอง เมื่อฝึกวิชาไร้มูลเหตุถึงระดับเก้าอันเป็นจุดสูงสุด นี่เป็นผลพิเศษที่ต้องโผล่มา
ตัวอ่อนจิตมาร
ลู่เซิ่งเขม้นมองผลพิเศษนี้ครู่หนึ่ง อยู่ๆ จิตใจก็สั่นไหว
ซู่!
ในหมอกดำรอบๆ ตัวเขาผนึกรวมกระแสอากาศรางเลือนกึ่งโปร่งใสออกมาสายหนึ่งอย่างฉับพลัน
กระแสอากาศนี้เหมือนมัจฉาแหวกว่าย มีขนาดแค่เท่าแขน ว่ายวนรอบลู่เซิ่งด้วยความเร็วสูง เกิดเสียงประหลาดแผ่วต่ำ เหมือนมีคนพึมพำข้างหู ชวนให้จิตใจร้อนรุ่มปั่นป่วน มีความคิดอยากจะอาละวาดอย่างไม่รู้ตัว
‘นี่เป็นตัวอ่อนจิตมารที่เกิดจากสำนึกมารมารวมตัวกัน…’ ลู่เซิ่งพิจารณากระแสอากาศที่เวียนว่ายรอบๆ ตัวเองอย่างถี่ถ้วน เห็นใบหน้าคนที่พร่ามัวบนกระแสอากาศได้รางๆ เป็นใบหน้าของเขาเอง
มันเหมือนปลากึ่งโปร่งแสงที่มีใบหน้าของเขา พิลึกกึกกือยิ่ง
‘ตามที่ผู้อาวุโสใหญ่บอก จิตมารนี้ไม่ใช่กระแสอากาศ แต่เป็นวัตถุที่ประกอบด้วยความคิดฟุ้งซ่านและความปราถนาซึ่งตนขจัดออกมา พวกมันได้แต่เลือกปล่อยและเก็บไว้ ควบคุมไม่ได้ เมื่อคนธรรมดาเห็นมัน จะได้รับการปนเปื้อน ถูกกระตุ้นความชั่วร้ายและความฟุ้งซ่านในใจจนเสียสติไป สำหรับยอดฝีมือระดับเดียวกัน สิ่งนี้สามารถใช้รบกวนอารมณ์และการตัดสินใจของศัตรูได้ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในความสามารถหลักของวิชาต่อๆ ไปด้วย’
ในใจลู่เซิ่งปรากฏเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
‘หลังผนึกรวมตัวอ่อนจิตมารได้ ถ้าเลื่อนระดับอีก ก็จะเป็นเคล็ดวิชาหน้ามารที่จะฝึกฝนต่อไป’ ลู่เซิ่งขบคิด
ช่วงนี้ผู้อาวุโสใหญ่บังคับยัดเคล็ดวิชาลับจำนวนมากเข้ามาในหัวของเขา ไม่สนใจว่าเขาจะเข้าใจหรือไม่ ยัดเข้าไปก่อนค่อยว่ากัน
บางทีผู้อาวุโสใหญ่อาจรู้ว่าภายหลังลู่เซิ่งก็ไม่อาจทำความเข้าใจวิชาลับจำนวนมากได้ แต่เวลาบีบคั้น ชุมนุมร้อยเส้นสายกำลังจะถูกจัด เพื่อไม่ให้การสืบทอดขาดสะบั้น เขาจึงต้องทำแบบนี้
กระนั้นผู้อาวุโสใหญ่ก็ไม่ได้โยนวิชาลับทั้งหมดให้ลู่เซิ่งเฉยๆ เขาใช้แบบแผนพิเศษจัดระเบียบเนื้อหาเคล็ดวิชาสำคัญๆ ส่วนหนึ่ง แล้วให้ลู่เซิ่งจดจำไว้
เพียงแต่ว่าวิธีเข้ารหัสง่ายๆ แบบนี้ กลับไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อยสำหรับลู่เซิ่งที่ชาติก่อนเคยศึกษาวิทยาการเข้ารหัสลับมาก่อน เหมือนเด็กน้อยใช้กระดาษบังไว้ก็นึกว่าตัวเองใส่กางเกงแล้ว
ลู่เซิ่งถอดรหัสได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็จัดระเบียบวิชาลับต่างๆ ใหม่
เพียงแต่เคล็ดวิชาหน้ามารซึ่งเป็นวิชาที่อยู่ต่อจากวิชาไร้มูลเหตุ ผู้อาวุโสใหญ่ไม่ได้เข้ารหัส แต่ว่าถ่ายทอดให้ลู่เซิ่งตามต้นฉบับ
สำนักมารกำเนิดในยุคสมัยรุ่งโรจน์ เมื่อฝึกฝนวิชาไร้มูลเหตุถึงจุดสูงสุด หลังเลื่อนระดับแล้ว จะเลือกได้หลายสาย ปลายทางที่เดินไปถึงในตอนสุดท้ายก็ไม่เหมือนกัน
ทว่าปัจจุบันมีแต่ผู้อาวุโสใหญ่ที่อ่อนแอที่สุดในตอนนั้นถ่ายทอดให้ เส้นทางและวิชาลับที่เหลือจึงหายไป
ดังนั้นลู่เซิ่งจึงไร้ทางเลือกอื่น ได้แต่เลือกเคล็ดวิชาหน้ามาร
‘ยังมีปราณหยินเหลืออยู่ เลื่อนระดับต่อได้’ ลู่เซิ่งสัมผัสสภาพในร่างกาย ความแข็งแกร่งของกายเนื้ออย่างน้อยสูงขึ้นสองถึงสามส่วน พลังภายในเหมือนได้รับผลกระทบ ความเร็วในการโคจรติดขัดมากขึ้น แต่ทุกครั้งที่โคจรครบหนึ่งรอบ ปราณภายในที่เกิดขึ้นจะเข้มข้นกว่าเดิม สีของปราณเหลวค่อยๆ เป็นสีดำ แสดงให้เห็นว่าได้รับผลกระทบจากปราณมารหมอกพิษ
……………………………………….
บทที่ 217
‘เลื่อนระดับมากเกินไปในครั้งเดียว ร่างกายเลยปรับตัวไม่ทัน ต้องพักก่อน’ ลู่เซิ่งสัมผัสได้ว่าร่างกายที่เดิมควบคุมได้ดั่งใจ เริ่มเสียการควบคุมบ้างแล้วระหว่างยกระดับวิชาไร้มูลเหตุ ทราบว่าเป็นเพราะกล้ามเนื้อมัดน้อยที่แข็งแกร่งขึ้นจากวิชาไร้มูลเหตุ
ถ้าหากบอกว่าการออกกำลังในวิถีวรยุทธ์ทำให้กล้ามเนื้อหลักของกายเนื้อพองขยายแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว เช่นนั้นการฝึกวิชาลับของสำนักและตระกูลขุนนางก็ทำให้กล้ามเนื้อมัดน้อยกับกล้ามเนื้ออวัยวะภายในจำนวนมากนอกจากมัดหลักได้รับการชุบหลอมเช่นกัน
หนึ่งหลักหนึ่งรอง ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์
เขาสัมผัสได้ว่าร่างกายของตนกำลังสมบูรณ์มากขึ้น
‘ร่างกายของคนมีขีดจำกัดอยู่ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกมีขีดจำกัดของตัวเอง จำนวนครั้งการแบ่งเซลล์เป็นสิ่งตายตัว ถึงแม้ว่าจะทำลายเซลล์เก่า สร้างเซลล์ใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมผ่านการฝึกฝนได้ แต่จำนวนการแบ่งก็กำหนดไว้ว่ากระบวนการแบบนี้ไม่อาจรักษาได้ตลอดไป’
ลู่เซิ่งทราบดีว่าตนเองก็มีข้อจำกัดเช่นกัน ร่างกายนี้สุดท้ายก็เป็นร่างคนธรรมดา
ความสมบูรณ์หมายถึงยกระดับร่างกายสู่จุดสูงสุดจนไม่อาจพัฒนาได้อีก
‘ตอนแรกตระกูลขุนนางก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ทำไมพวกเขาถึงไปถึงระดับที่สูงกว่าเดิมได้’ เขาพลันนึกถึงคำถามข้อหนึ่ง
‘แสงของอาวุธเทพศัสตรามารเหมือนกับรังสีบางชนิด…บางทีอาจเป็นเพราะสิ่งนี้ เลยทำให้เซลล์เกิดการกลายพันธุ์ ทำให้ข้อจำกัดในการแบ่งเซลล์ของพวกเขาหายไป แล้วได้รับความสามารถในการฟื้นตัวด้วยความเร็วที่น่ากลัวมา แต่ทำไมพวกเขาไม่ได้รับความสามารถในการเติบโตล่ะ’
‘ช่างเถอะ หยุดคิดมากได้แล้ว ขั้นต่อไป คือหลังจากชินกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแล้ว ค่อยเริ่มฝึกเคล็ดวิชาหน้ามารต่อ’ ลู่เซิ่งเริ่มทบทวนเนื้อหาของเคล็ดวิชาหน้ามาร ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า เก็บสภาพหยินหยางอย่างรวดเร็ว วิชาไร้มูลเหตุกระจายทั่วตัวเหมือนระลอกคลื่น ทำให้เยื่อดำชั้นหนึ่งปกคลุมผิวหนังบนร่างกายด้วยความเร็วสูง กั้นหมอกพิษเอาไว้ด้านนอก
ปราณมารหมอกพิษเมื่อไม่มีแหล่งดึงดูด จึงค่อยหายไปอย่างช้าๆ
‘ค่ำแล้ว ควรกลับได้สักที’ ลู่เซิ่งมองป่าหินด้านนอก ถีบเท้าข้างหนึ่งพุ่งตัวออกจากในถ้ำ สะกิดเท้าใส่เสาหินในป่าหินติดต่อกัน พุ่งไปยังธารน้ำเบื้องล่างอย่างแผ่วพลิ้ว ก่อนจะทิ้งตัวลงบนพื้นเมื่อขามา
พอดีที่เสียงระฆังทึบหนักดังผ่านกำแพงมาแต่ไกล
ลู่เซิ่งประหลาดใจเล็กน้อย ที่นี่ก็ได้ยินเสียงระฆังเหมือนกันหรือ เขากวาดตามองรอบๆ หน้าผาหินหนามีสีแวววาวโดยธรรมชาติ บางแห่งที่มีตะไคร่น้ำสีเขียวอ่อนงอกอยู่ก็จะเรืองแสง ไม่มีร่องรอยของคน นี่แสดงให้เห็นว่าที่นี่อยู่ห่างจากพื้นที่อยู่อาศัยหลักของสำนักไกลมาก
‘เสียงระฆังนี้…’ เขาใคร่ครวญ ไม่คิดมากอีก หมุนตัวรุดไปยังทิศทางขามาอย่างรวดเร็ว
…
“ฮ่าๆๆ! ลิ่วซานจื่อ ไม่เจอกันนาน ช่วงนี้สบายดีหรือ” ด้านนอกตำหนักวิชาลับสำนักมารกำเนิด ชายชราหน้าดำ ร่างอ้วนตันคนหนึ่ง นำบุรุษสตรีวัยกลางคนสวมเสื้อสีเหลืองหลายคนทักทายลิ่วซานจื่อแต่ไกลโดยที่ยังมาไม่ถึง
“ที่แท้เป็นเจ้าสำนักเก้ากระดิ่งมาเอง เสียคารวะๆ” ผู้อาวุโสใหญ่สีหน้าไร้อารมณ์ ปัจจุบันสำนักมารกำเนิดไม่มีแม้แต่คนเฝ้าประตู เขาถึงขั้นไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเข้าสำนักมา จนมาถึงตำหนักวิชาลับแล้ว
“แต่จำได้ว่า ข้าไม่เคยเชิญเจ้าสำนักหงมานี่”
เจ้าสำนักเก้ากระดิ่งแซ่หงชื่อชิง ตั้งแต่ปกครองสำนัก หงชิงก็ทำให้สำนักรุ่งเรือง สั่งสมขุมกำลัง ไม่เลือกใช้วิธีการ พัฒนาสำนักเก้ากระดิ่งจนยิ่งใหญ่ในเวลาไม่กี่ปี
เป็นเพราะเทียบกับอาณาเขตของสำนักสามขั้นล่างแต่เดิมแล้ว อาณาเขตเล็กๆ แบบนั้นไม่สอดคล้องกับขนาดของสำนักเก้ากระดิ่งในปัจจุบันอีกแล้ว
ดังนั้นพวกเขาต้องการสถานที่ที่ใหญ่กว่าเดิม และฝึกฝนได้สะดวกกว่าเดิม ไม่ใช่ยังหมกตัวอยู่ในพื้นที่เล็กๆ ทั้งๆ ที่มีพลังระดับสำนักสามขั้นกลางแล้ว
ดังนั้นหงชิงจึงคัดเลือกอย่างตั้งใจ แล้วที่อยู่ของหน่วยหลักสำนักมารกำเนิดที่ตกต่ำลงทุกวันก็เข้าตาเขา กลายเป็นอาณาเขตที่สำนักเก้ากระดิ่งคิดยึดครองที่สุด
“ข้ามาเองจริงๆ เพียงแค่ไม่มีอะไรทำ ผ่านมาแถวนี้พอดี จึงคิดมาดูสภาพในปัจจุบันของสหายลิ่วซานจื่อ” หงชิงหัวเราะลั่น “ดูเหมือนสภาพของสหายลิ่วซานจื่อจะไม่ดีนัก”
“เรื่องของสำนักข้า ไม่ต้องให้เจ้าสำนักหงมาเป็นห่วง” ลิ่วซานจื่อกล่าวอย่างเฉยชา
“จะว่าไป สหายลิ่วซานไม่รู้สึกลำบากบ้างหรือ สำนักมารกำเนิดที่ใหญ่โตแบบนี้มีคนอยู่แค่นี้ แต่ยังครอบครองพื้นที่ใหญ่แบบนี้ ข้าเป็นห่วงแทนพวกท่านจริงๆ…” หงชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าสำนักหงหมายความว่าอย่างไร” ผู้อาวุโสใหญ่สีหน้าเคร่งเครียด
“จริงๆ แล้วความหมายของข้ารวบรัดยิ่ง ขอแค่สหายลิ่วซานตัดสินใจมอบที่ตั้งสำนักมารกำเนิดให้พวกเราสำนักเก้ากระดิ่ง พวกเราจะช่วยสำนักมารกำเนิดรักษาการสืบทอดสำนักในชุมนุมร้อยเส้นสายต่อไป” ในที่สุดหงชิงก็บอกแผนการของตนเอง
ที่เขาบอกว่าจะรักษาการสืบทอดของสำนักมารกำเนิดอย่างจริงใจ แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ คนที่ขุดมุมกำแพงสำนักมารกำเนิดมาโดยตลอดก็คือเขาหงชิง
ขอแค่ลิ่วซานจื่อตกปากรับคำ อย่างนั้นเขาก็จะเข้ายึดที่ตั้งของสำนักมารกำเนิดได้อย่างเหมาะสม ภายหลังแม้เขายอมรักษาการสืบทอด แต่ถ้าศิษย์สำนักมารกำเนิดยินยอมเข้าร่วมสำนักเก้ากระดิ่งของเขาเล่า
เขาคำนวณในใจ ลิ่วซานจื่อก็ทราบแก่ใจดีว่าใครวางกลอุบายอยู่เบื้องหลัง ทั้งสองฝ่ายรู้ดี
“สหายลิ่วซาน ตอนนี้สำนักมารกำเนิดรวมท่านด้วยมีสามคน ศิษย์แค่สองคนท่านยังคิดให้พวกเขารักษาที่ดินของสำนักที่ใหญ่ขนาดนี้ต่อไป นี่ไม่ใช่การบ่มเพาะพวกเขา แต่กำลังทำร้ายพวกเขาอยู่…” หงชิงพูดไปพูดมา อยู่ๆ ก็เปลี่ยนหัวข้อ
“ยิ่งไปกว่านั้นผู้มีความสามารถย่อมได้ครองทำเลทอง ในเมื่อสำนักมารกำเนิดไม่มีปัญญา ก็สมควรมอบสถานที่ให้สำนักเก้ากระดิ่งของพวกเราพัฒนา ไม่ใช่ผลาญทรัพยากรอยู่ที่นี่อย่างไร้ประโยชน์ เช่นนี้แน่นอนจะแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ได้ส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ดีกว่าสุดท้ายไม่ได้อะไรเลย…ท่านว่าถูกหรือไม่”
นี่คือการข่มขู่!
ลิ่วซานจื่อบังเกิดเพลิงโทสะในใจ แต่พอนึกถึงสภาพของสำนักมารกำเนิดในปัจจุบัน ก็หมดอาลัยตายอยากทันที
“คิดให้ดีๆ เถอะนะสหายลิ่วซาน นี่เป็นคำเตือนที่สำนักเก้ากระดิ่งขอมอบให้ท่าน” หงชิงหัวเราะเหอะๆ แล้วหมุนตัวพาศิษย์หลายคนไปยังทางที่มา
“จริงด้วย ถ้าไม่ถือสา ข้าขอพาศิษย์ไปชมดูได้กระมัง” หงชิงพลันหมุนตัวมาถาม
“ถือสายิ่ง” ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยเรียบเฉย
หงชิงไม่นำพา
“ก็ได้ อย่างไรวันหน้าก็มีเวลาชมอยู่ดี” เขาหัวเราะอย่างได้ใจ ก่อนพาลูกศิษย์เดินไปยังปากถ้ำ
ผู้อาวุโสใหญ่ยืนเงียบอยู่ที่เดิม
นับตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนที่หงชิงปกครองสำนักเก้ากระดิ่ง เขาก็ปะทะอีกฝ่ายแล้ว ทั้งสองคนคู่คี่สูสี ไม่มีใครทำอะไรกันได้
เพียงแต่วันนี้…
เขาไม่มีความคิดอย่างไร้เดียงสาว่า ถ้ามอบสำนักหลักให้ จะได้รับการคุ้มครองจากสำนักเก้ากระดิ่ง
ที่สำนักมารกำเนิดตกต่ำถึงระดับนี้ ไม่ใช่เพราะสำนักเก้ากระดิ่งผลักดันหลายๆ ทางในที่ลับหรอกหรือ ไม่อย่างนั้นกว่าจะมาถึงขั้นนี้ อย่างน้อยสำนักมารกำเนิดต้องใช้เวลาอีกหลายปี
ผู้อาวุโสใหญ่เข้าใจดีว่าที่หงชิงมาที่นี่ก็เพื่อข่มขู่ หากไม่ให้หน่วยหลัก เขาก็จะฆ่าให้หมดสิ้น
‘เพียงแต่ว่าถึงจะให้ไป เจ้าจะไม่ลงมือหรือ’ ดวงตาของผู้อาวุโสใหญ่ปรากฏความเย็นชาแวบหนึ่ง เขารู้จักนิสัยของหงชิงดีเกินไป
ในซอกหลืบที่อยู่ไม่ไกลออกไป ลู่เซิ่งยืนเงียบๆ มองมาทางนี้
“เสี่ยวเซิ่งเอ๋ย…เจ้ามาแล้วหรือ” ลิ่วซานจื่อเห็นลู่เซิ่งแล้ว
“อาจารย์ พวกคนก่อนหน้านี้คือ?” ลู่เซิ่งถามอย่างสงสัย
“อ้อ คนของสำนักเก้ากระดิ่ง มาเยี่ยมชมหน่วยหลักของพวกเรา เจ้าไม่ต้องคิดมาก ตั้งใจฝึกฝนเอาไว้ก็พอ” ลิ่วซานจื่อตอบอย่างอบอุ่น
“ขอรับ”
“เจ้ามาได้จังหวะพอดี ข้าจะพาเจ้าไปดูตำหนักวิชาลับที่เคยใช้ถ่ายทอดวิชาลับสำนักมารกำเนิดของพวกเรา” ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“เข้าไปได้หรือขอรับ ข้าได้ยินศิษย์พี่เหอจื่อบอกว่า…” ลู่เซิ่งยังพูดไม่ทันจบก็ถูกลิ่วซานจื่อตัดบท
“เข้าได้ เพียงแต่ว่าสำหรับเจ้าแล้ว อันตรายไปบ้างเท่านั้น ด้านในมีหุ่นเชิดคุมกฎไม่น้อย ถูกสำนึกชั่วร้ายของบูรพาจารย์ประจำสำนักที่เคยโดนธาตุไฟเข้าแทรกยึดครอง จึงล่องลอยไปมาอยู่ด้านใน” ผู้อาวุโสใหญ่สงบจิตใจ ต่อหน้าศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของตน ที่กำหนดไว้แล้วว่าจะถ่ายทอดวิชาลับให้ เขายิ่งรู้จัก ยิ่งรู้สึกชบชอบ
ลู่เซิ่งเฉลียวฉลาด เข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างได้อย่างง่ายดาย คุณสมบัติก็ยอดเยี่ยม บวกกับอายุยี่สิบกว่าปีก็มีประสบการณ์และความรู้แบบนี้แล้ว นี่ทั้งทำให้เขารู้สึกโชคดีและเสียดาย
รู้สึกโชคดีที่สุดท้ายก็หาคนสืบทอดเจอ รู้สึกเสียดายที่ถ้าเจอลู่เซิ่งเร็วกว่านี้ก็คงดี ตอนนี้สายเกินไปแล้ว…
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ยิ่งผู้อาวุโสใหญ่รู้จัก ก็ยิ่งชอบลู่เซิ่ง ไม่ว่าตนเองจะสอนอะไร เขาก็ทำความเข้าใจได้อย่างง่ายดาย นักเรียนที่ไม่ทำให้อาจารย์หนักใจแบบนี้ แม้เขาปกครองสำนักมารกำเนิดมาหลายปี แต่ก็หาได้ยากมาก
“เช่นนั้นก็ขอรบกวนอาจารย์แล้ว” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคารพ
ต่อหน้าผู้อาวุโสใหญ่ที่ประทานวิชาแก่เขา เขาเรียกอีกฝ่ายว่าอาจารย์ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่
“ไม่เป็นไร ไปเถอะ” ลิ่วซานจื่อนำลู่เซิ่งหมุนตัวเดินไปยังตำหนักวิชาลับขนาดใหญ่โต
ตำหนักวิชาลับกินพื้นที่กว้างใหญ่ อยู่ในโพรงถ้ำมืดมิด เหมือนกับตำหนักขนาดมหึมา
ตรงกลางเป็นตำหนักหลัก สองฟากข้างเป็นตำหนักรองด้านละแห่ง ตำหนักหลักเตี้ยกว่าตำหนักรองมาก ทว่ากว้างขวางกว่า
ลู่เซิ่งมองไป เห็นตำหนักวิชาลับเต็มไปด้วยถ้ำว่างซึ่งมีหน้าต่างเล็กๆ ช่องหน้าต่างมากมายมืดสนิทเป็นแผ่นผืน
ผู้อาวุโสใหญ่พาเขาเดินเข้าประตูกำแพงใหญ่ด้านนอกตำหนักวิชาลับ แล้วเข้าสู่ตัวลานที่เปล่าเปลี่ยว
หนามแหลมโลหะที่บ้างเอียงบ้างล้มตั้งอยู่ในตัวลาน หนามเหล่านี้เหมือนอาวุธขาดยักษ์หลายเล่มปักเอียงๆ บนพื้น ที่สั้นสุดสูงห้าหกหมี่ ยาวสูงเจ็ดแปดหมี่
โซ่สีแดงเข้มมากมายพันบนหนามแหลม บนโซ่เปล่งแสงสีแดงจางๆ คล้ายไม่ใช่วัตถุสิ่งของ
“ที่นี่คือลานลงทัณฑ์ ก่อนหน้านี้เป็นลานประหารผู้ลอบขโมยวิชาลับ” ผู้อาวุโสใหญ่แนะนำคร่าวๆ “แต่ตอนนี้เอาไว้ดูเท่านั้น นานแล้วที่ไม่เคยมีใครหาวิชาลับในตำหนักวิชาลับเจอ”
“ขอรับ” ลู่เซิ่งพยักหน้า
“มาเถอะ วันนี้ที่ข้าพาเจ้ามาเพราะจะให้เจ้าได้เห็นว่าจุดกำเนิดแรกสุดของสำนักมารกำเนิดของพวกเรามาจากที่ใด” ผู้อาวุโสใหญ่พูดอย่างราบเรียบ
“จุดกำเนิดแรกสุดหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง จากนั้นก็ตื่นเต้นเล็กน้อย
“เป็นอย่างที่เจ้าคิด ที่ข้าพาเจ้ามาดูก็คือสิ่งที่พวกเราสำนักมารกำเนิดศึกษามาโดยตลอด มาร” ดวงตาผู้อาวุโสใหญ่ปรากฏความเคร่งขรึม
ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างขึงขัง
ผู้อาวุโสใหญ่เห็นดังนั้น ก็ไม่กล่าวมากความอีก พาลู่เซิ่งเดินตัดทะลุลานลงทัณฑ์ที่มีหนามแหลมปักเต็มไปหมดมาถึงด้านหน้าประตูใหญ่ของตำหนักวิชาลับ
เขากดสองมือบนประตูใหญ่ แล้วออกแรงผลักเบาๆ
ครืน…
ประตูหินอันหนักอึ้งใหญ่โตค่อยๆ ถูกเปิดเป็นร่องแยกสายหนึ่ง พอให้สองคนเข้าไปได้
“ไปเถอะ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปห้ามส่งเสียงใดๆ ดูเฉยๆ ก็พอ” ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวเสียงต่ำ
“ขอรับ” ลู่เซิ่งพยักหน้า
ตั้งแต่เข้ามาที่นี่ เขาก็รู้สึกได้ว่ามีกลิ่นอายอันตรายและเร้นลับแผ่พุ่งในอากาศ
นี่ทำให้เขาตื่นตัวเล็กน้อย ควรทราบว่าเขาในตอนนี้แค่สภาพหยินโชติช่วงที่อ่อนแอที่สุดก็มีพลังระดับฉลักษณ์แล้ว หนำซ้ำนี้ยังไม่ใช่ฉลักษณ์ของสำนักมารกำเนิด แต่ว่าเป็นฉลักษณ์ที่เหี้ยมหาญซึ่งเข่นฆ่ากับลูกหลานตระกูลขุนนางได้อย่างแท้จริง
ระดับพันธนาการของสำนักมารกำเนิดเทียบกับสำนักอื่นๆ ในขอบเขตเดียวกันแล้ว พลังต่อสู้จะต่ำกว่าสองระดับ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเปรียบเทียบกับคนจากตระกูลขุนนาง
เป็นเพราะมีแสงจากอาวุธเทพศัสตรามารปกคลุมอยู่ตลอด สายเลือดในร่างคนของตระกูลขุนนางจึงแข็งแกร่งสุดขีด วิชาลับวิชาเดียวกันถ้าอยู่ในมือพวกเขา กลับแข็งแกร่งกว่าคนในสำนักไม่น้อย
ดังนั้นความจริงแล้วพลังระดับฉลักษณ์ของลู่เซิ่งจึงถือว่าเป็นระดับสัตตะลักษณ์อันเป็นขอบเขตสูงสุดในสำนักได้
สิ่่งที่ทำให้เขาที่อยู่ในระดับชั้นนี้รู้สึกถึงการคุกคามได้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าในตำหนักวิชาลับนี้จะต้องซุกซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่ไว้แน่
ผู้อาวุโสใหญ่พาลู่เซิ่งเดินเข้าประตู
ด้านในประตูเป็นตำหนักใหญ่ที่กว้างขวางและมืดสลัว เหมือนกับพระราชวัง
บนผนังสองฟากข้างของตำหนักใหญ่เสียบคบเพลิงที่เปลวไฟเป็นสีน้ำเงินไว้หลายดุ้น แสงไฟสีน้ำเงินขับตำหนักจนสว่างไสว
ผู้อาวุโสไม่ได้เข้าตำหนักหลัก แต่ว่าเลี้ยวเข้าเส้นทางเล็กๆ ทางซ้าย เดินไปตามทางระเบียงที่มีหน้าต่าง
ลู่เซิ่งตามอยู่ด้านหลังติดๆ ไม่พูดอะไรสักคำ
ไม่รู้ว่าเดินนานขนาดไหน ตรงหน้าเริ่มมีเสียงฝีเท้าหนักอึ้งดังมา เสียงฝีเท้านั่นประหลาดยิ่ง เหมือนกับโลหะกระแทกกับพื้นอย่างหนักหน่วง
ผู้อาวุโสใหญ่ไม่ได้พูดอะไร ลู่เซิ่งเองก็ไม่กล้าถาม ในเมื่อบอกไว้ก่อนแล้วว่าห้ามส่งเสียง เช่นนั้นจะต้องมีเหตุผล
ทั้งสองเข้าไปในระเบียที่งติดหน้าต่าง ในที่สุดก็มาถึงด้านในตำหนักรองแห่งหนึ่ง
……………………………………….
บทที่ 218
ในตำหนักรองอันโอ่โถง เงาคนสวมเกราะดำทะมึนสูงสองหมี่กว่าๆ หลายสายกำลังลากโซ่ทั่วตัวเดินไปเดินมา
พวกเขาเหมือนกับวิญญาณไร้สติ และเหมือนกับยามรักษาการณ์ที่ปกป้องที่นี่ เดินไปเดินมาไม่หยุด
ผู้อาวุโสใหญ่หยิบของสิ่งหนึ่งจากในแขนเสื้อออกมาถือ จากนั้นสะกิดตัวลู่เซิ่ง บอกให้ติดตามใกล้ๆ
ลู่เซิ่งพยักหน้า เห็นสิ่งที่ผู้อาวุโสใหญ่ถือในมือเป็นถุงผ้าเล็กๆ ใบหนึ่ง คล้ายกับเป็นถุงหอม กลิ่นแปลกประหลาดโชยออกมา
“ไป” ผู้อาวุโสใหญ่ใช้ท่าทางปากพูดกับลู่เซิ่ง
สองคนหนึ่งหน้าหนึ่งหลังเร่งเดินทะลุระหว่างคนสวมเกราะโซ่สูงสองหมี่กว่าๆ ไป
คนสวมเกราะเหล่านี้กลับมองไม่เห็นพวกเขา
หลังจากออกจากตำหนักรอง ก็เป็นทางเชื่อมเปล่าเปลี่ยวสายหนึ่ง พื้นทางเชื่อมว่างเปล่า ไม่มีแผ่นปูพื้น ทั้งหมดเป็นเหวลึกดำสนิทซึ่งไม่ทราบว่าลึกขนาดไหน
ผู้อาวุโสใหญ่สะกิดปลายเท้า แล้วแตะเท้าบนผนังหลายครั้ง ยืมพลังพุ่งผ่านทางเชื่อมยาวสิบกว่าหมี่อย่างแผ่วพลิ้ว จากนั้นเขาก็หันกลับมา ชี้ไปที่รอยเท้ามากมายที่ตนทิ้งไว้บนกำแพงให้ลู่เซิ่งดู
ลู่เซิ่งพยักหน้า กระโดดตามไป สองขาแตะรอยเท้าบนกำแพงอย่างแผ่วเบา แล้วทิ้งตัวลงข้างผู้อาวุโส
ออกจากทางระเบียง ทั้งสองเข้าไปในเรือนน้อยหลังหนึ่ง
เรือนเป็นสีแดงเข้มทั้งหลัง ไม่ใหญ่ ใกล้เคียงกับห้องรับแขกในบ้านคนทั่วไป กลางเรือนมีแท่นหินแท่นหนึ่ง ดาบยาวเล่มหนึ่งเสียบอยู่ด้านบน
ดาบเล่มนั้นเสียบในหินสีดำก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งโดยเอียงไปทางขวาเล็กน้อย ดูเหมือนไม่แตกต่างจากดาบทั่วไป
แต่พอมาถึงที่นี่ ผู้อาวุโสใหญ่กลับแสดงสีหน้าเคร่งขรึม ระมัดระวังตัวขึ้น
เขาสะกิดตัวลู่เซิ่ง ชี้ไปที่ดาบเล่มนั้น จากนั้นก็เขียนคำคำหนึ่งบนผนัง มาร
‘มาร? นี่คือมารหรือ’ ลู่เซิ่งงุนงง เขามองดาบเล่มนั้น ดูอะไรไม่ออก
ผู้อาวุโสใหญ่ไม่พูดอะไรมาก ชี้ไปที่ด้านล่างของดาบยาว จากนั้นก็ไม่บุ้ยใบ้อะไรอีก
ลู่เซิ่งมองตามนิ้วเขาไป นอกจากหินสีดำ ก็ไม่เห็นอะไรอย่างอื่น
ผู้อาวุโสใหญ่ปล่อยให้ลู่เซิ่งสำรวจอย่างละเอียด ถึงขั้นพยักเพยิดให้เข้าไปดูใกล้ๆ ลู่เซิ่งวนในเรือนเล็กๆ รอบหนึ่ง ไม่เห็นว่ามีมารสักตัว นอกจากดาบยาวเล่มนั้น
ผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ ผู้อาวุโสใหญ่ก็ส่งสัญญาณว่าควรไปได้แล้ว
ลู่เซิ่งพกพาความสงสัยหมุนตัวออกจากเรือนน้อย ทั้งสองกลับทางเดิม เพียงแต่ตอนที่ตัดทะลุคนสวมเกราะโซ่ในตำหนักกลางเหล่านั้น ผู้อาวุโสใหญ่ก็หยิบของอย่างหนึ่งลงจากผนังด้านหนึ่งของตำหนักรอง
ทั้งสองคนออกจากตำหนักวิชาลับ กลับมาถึงประตูใหญ่
“สิ่งนี้เอาให้เจ้าไว้” ผู้อาวุโสมอบของอย่างหนึ่งให้ลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งรับมาดู เป็นหน้ากากหน้าคนสีแดงใบหนึ่ง
หน้ากากไม่รู้ว่าทำจากวัสดุอะไร แข็งและเย็นเหมือนกับอัญมณีสีแดง
เพียงแต่พอลู่เซิ่งรับมาถือไว้ ในใจบังเกิดความรู้สึกประหลาดพิกล ทั้งๆ ที่ผิวของหน้ากากใบนี้เย็นเยียบ แต่พอเอามาถือไว้ กลับรู้สึกได้ถึงการเผาผลาญอย่างรุนแรงต่อผิวหนัง
“นี่เป็นหนึ่งในสินสงครามที่ได้มาตอนรุมทำลายมาร เก็บไว้เป็นของรำลึก เป็นสิ่งของหนึ่งเดียวในตำหนักวิชาลับที่นำไปได้อย่างปลอดภัย” ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยเรียบเฉย
“หน้ากากใบนี้จะปล่อยเปลวเพลิงไร้รูปร่างตลอดเวลา คนธรรมดามองเปลวเพลิงนั้นไม่เห็น เจ้าต้องตั้งใจใช้วิชาลับสัมผัสดู…”
“ตั้งใจ? ใช้วิชาลับสัมผัสดู?” ลู่เซิ่งหรี่ตา มองหน้ากากในมือ โคจรวิชาไร้มูลเหตุช้าๆ พร้อมหลับตาเริ่มนึกถึงใบหน้าคนไฟหยินของวิชาไร้มูลเหตุ
แต่ว่าการตรึกตรองในครั้งนี้กลับต่างจากสภาพตามปกติของเขา
หน้าคนไฟหยินที่เดิมมีขนาดเท่าหัวคนและรายละเอียดยังพร่าเลือน ได้แต่พอมองเค้าโครงใบหน้าออก ตอนนี้กลับชัดเจนขึ้นมาก
เครื่องหน้า สองตา สันจมูก ริมฝีปาก ถึงขั้นรายละเอียดผิวหนังบนใบหน้าคนไฟหยินยังแจ่มชัด เหมือนกับใบหน้าคนที่ถูกไฟปกคลุมจริงๆ
“เห็นหรือยัง” เสียงของผู้อาวุโสใหญ่ดังข้างหู
“เห็นแล้วขอรับ” ลู่เซิ่งตอบเบาๆ “ยามที่ถือหน้ากากใบนี้ไว้ รู้สึกเหมือนมีพลังงานไร้รูปร่างกระจายจากตัวมันมาบนใบหน้าคนไฟหยินของข้า คล้ายกับมีผลขยายขอบเขต เทียบกับยามปกติแล้ว…”
ทันใดนั้นเสียงของลู่เซิ่งพลันขาดลง
เพราะหน้าคนไฟหยินตรงหน้าเขาพลันลืมตา มองสองตาของมันโดยตรง คล้ายกับใบหน้าคนที่นึกจินตนาการไว้มีชีวิตขึ้นมา
“สิ่งนี้จะทำให้การตรึกตรองหน้าคนไฟหยินของเจ้าพัฒนาเร็วขึ้นมาก” เสียงของผู้อาวุโสใหญ่แว่วมาอีกครั้ง
ทว่าตอนนี้ลู่เซิ่งไม่ได้สนใจเสียงนี้อีก สมาธิทั้งหมดของเขารวมกันอยู่บนหน้าคนไฟหยินที่เปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันนี้
การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทำให้ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่า หน้ากากในมือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าตกตะลึงอย่างหนึ่ง
ปราณหยินอันแข็งแกร่งมากมายมหาศาลชนิดไม่เคยเห็นมาก่อน ปรากฏขึ้นบนหน้ากากสีแดง ความเข้มข้นของปราณหยินสายนั้นต่อให้เป็นครั้งที่ลู่เซิ่งดูดซับมาเยอะที่สุดมาก่อนหน้านี้ ก็ไม่อาจเปรียบเทียบได้
“หน้ากากใบนี้ส่งต่อมานานหลายปี ว่ากันว่าขุดค้นออกมาจากโบราณสถานลึกลับแห่งหนึ่ง ภายหลังถูกนำกลับมาสำนัก บูรพาจารย์ของข้ายึดถือเป็นของรัก ภายหลังส่งต่อให้บิดาของข้า จากนั้นจึงส่งต่อให้ข้า” ผู้อาวุโสใหญ่อธิบายเบาๆ
“หมายความว่ามันมีประวัติศาสตร์ยาวนานยิ่งใช่หรือไม่” ลู่เซิ่งส่งเสียงถาม
“ยาวนานยิ่ง ตามการศึกษาค้นคว้าของอาจารย์ข้า วัสดุของมันอย่างน้อยก็มีประวัติศาสตร์หลายพันปี” ผู้อาวุโสใหญ่สะท้อนใจเล็กน้อย ไม่พบความผิดปกติของลู่เซิ่งในตอนนี้
‘หลายพันปี…’ ลู่เซิ่งแน่ใจว่าหน้ากากตรงหน้านี้มีเจ้าของมาหลายคน และเป็นเพราะความพิเศษของมัน เจ้าของหลายคนเลยยึดถือมันเป็นของรัก ดังนั้นจึงสั่งสมปราณหยินมหาศาลขนาดนี้
“ในสำนักมีของแบบนี้มากมาย สำนักมารกำเนิดของเรามีประวัติศาสตร์ยาวนาน เป็นเพราะผู้ที่ก่อตั้งคือคนของตระกูลขุนนางจำนวนมากที่เหลือรอดมารวมตัวกัน ดังนั้นหลังจากพวกเขากลายเป็นระดับสูงในสำนัก ก็นำวัตถุพิเศษหลายอย่างของตระกูลเก่าแก่ของตนมา ถ้าเจ้าชอบ หลังจากให้ค่าตอบแทนในระดับหนึ่ง จะเอาไปหมดก็ได้ ข้าใช้มันเป็นรางวัลมอบให้เจ้า ขอแค่เจ้าทำการบ้านที่ข้ามอบให้เจ้าสำเร็จก็พอ”
“การบ้านหรือ”
ในที่สุดลู่เซิ่งก็รู้สึกตัว
“แน่นอนว่าก่อนหน้านี้เป็นแค่การจดจำเคล็ดวิชา นั่นก็แค่เนื้อหาพื้นฐานสุดเท่านั้น พวกเราสำนักมารกำเนิดย่อมมีการบ้านด้านการต่อสู้” ผู้อาวุโสใหญ่นำลู่เซิ่งเดินไปด้านนอก
ถ้าหากทำการบ้านสำเร็จแล้วจะได้รางวัลแบบนี้ ก็เป็นสิ่งที่ปรารถนาจะทำจริงๆ
ลู่เซิ่งกำหน้ากากแน่น ในใจเกิดความคาดหวังเล็กน้อย
มาวันนี้เขาค่อยรู้สึกจริงๆ ว่าตอนนั้นตนไม่ได้เลือกผิด สำนักที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างสำนักมารกำเนิดเหมาะกับตนมากที่สุดอย่างแท้จริง
เพราะในสำนักแบบนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีสมบัติที่ส่งต่อกันมามากมาย
พอดีที่คนในสำนักอย่างย่ำแย่สุดก็คือยอดฝีมือที่เหนือกว่าคนธรรมดา ในวัตถุ ปราณหยินที่เกิดขึ้นมาจึงมากกว่าด้านนอก
“อย่างนั้นตอนนี้การบ้านชิ้นแรกของเจ้าก็คือไปตำหนักวิชาลับอีกรอบ แล้วออกมาตามเส้นทางที่ข้าไปก่อนหน้า” ผู้อาวุโสกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ถ้าเจ้าทำสำเร็จอย่างราบรื่น ไม่ทำให้หุ่นเชิดคุมกฎตื่นตัว อย่างนั้นหน้ากากใบนี้ก็จะเป็นของเจ้าแล้ว”
ลู่เซิ่งหยีตา ครั้นสัมผัสได้ว่าในหน้ากากมีปราณหยินอย่างน้อยมากกว่าร้อยหน่วย ก็พยักหน้าโดยแรง
“ข้าเข้าใจแล้ว โปรดรอสักครู่”
เขาวางหน้ากากลง โน้มตัวให้ผู้อาวุโสใหญ่เล็กน้อย ก่อนจะสาวเท้าเข้าโถงลงทัณฑ์
หนามแหลมสีดำหลายแท่งที่ปักเอียงลงดินเฉียดผ่านข้างตัว ลู่เซิ่งไม่มองดูผู้อาวุโสใหญ่ที่มองตนอยู่ด้านหลัง กระโจนพุ่งเข้าร่องแยกประตูใหญ่
ทว่าสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเขากลับไม่ใช่ตำหนักใหญ่เหมือนก่อนหน้า แต่เป็นวังวนไอสีดำขนาดยักษ์ที่บิดเบี้ยวและส่ายไปมา
ลู่เซิ่งหลับตาช้าๆ ก่อนจะลืมตาขึ้น วังวนตรงหน้าพลันสลาย ในสายตากลับคืนเป็นตำหนักใหญ่เมื่อก่อนหน้า
เขามองรอบๆ แล้วเลี้ยวไปทางซ้าย ไม่นานก็เข้าระเบียงติดหน้าต่างที่ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสใหญ่เดินผ่าน
มุ่งหน้าด้วยความเร็วสูงไปตามระเบียง ไม่กี่สิบอึดใจ ลู่เซิ่งก็ปราดไปถึงตำหนักรองที่เต็มไปด้วยหุ่นเชิดคุมกฎ
ลู่เซิ่งมองหุ่นเชิดคุมกฎที่มีอย่างน้อยมากกว่าสามสิบตัว หุ่นเชิดแต่ละตัวสองตาสาดประกายสีแดงฉาน กวาดตามองไปทั่ว
‘ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสใหญ่ใช้ถุงหอมพิเศษเข้ามา แต่ในเมื่อให้เรากลับมาตามลำพัง ก็ต้องมีวิธีแก้ไขแน่ และเป็นวิธีที่ไม่ใช้ถุงหอม’
ลู่เซิ่งใคร่ครวญสักพัก ก่อนจะก้าวเข้าตำหนักรองก้าวหนึ่ง
ฟิ้ว!
เขาเร็วอย่างน่าประหลาด พริบตาเดียวก็เข้าถึงกลางตำหนัก
สิ่งที่น่าประหลาดก็คือ หุ่นเชิดคุมกฎทั้งหมดเหมือนมองไม่เห็นเขา
‘ที่แท้นี่เป็นการทดสอบความกล้า บนตัวเราน่าจะยังมีกลิ่นหอมเมื่อก่อนหน้าติดอยู่’ ลู่เซิ่งพลันเข้าใจความลี้ลับ
สำหรับศิษย์คนอื่นๆ นี่เป็นการทดสอบที่ไม่เลวจริงๆ แต่ไร้ความหมายสำหรับลู่เซิ่ง
ทะลุตำหนักรอง จากนั้นก็เป็นทางเชื่องระเบียงที่ไม่มีพื้น
ลู่เซิ่งมองกำแพง รอยเท้าก่อนหน้านี้หายไปแล้ว
‘นี่เป็นการทดสอบความทรงจำมั้ง’
เขาไม่ลังเล กระโดดขึ้น สะกิดเท้าใส่ตำแหน่งเดิมบนกำแพงติดต่อกันหลายครั้ง ก่อนจะทิ้งตัวลงพื้นฝั่งตรงข้ามอย่างแผ่วเบา
มุ่งหน้าต่อไป ก็เป็นด่านสุดท้าย เรือนน้อยเมื่อก่อนหน้า
แกร่ก
ลู่เซิ่งผลักประตู ดาบยาวที่เสียบอยู่ในหินเมื่อก่อนหน้านี้เข้าสู่คลองจักษุอีกครั้ง
‘มาร…หรือ’ เขาสีหน้าไร้อารมณ์ เดิมทีหลังมาถึงที่นี่ก็สมควรเพียงพอแล้ว ขอแค่กลับไปก็จะสำเร็จ
เพียงแต่ลู่เซิ่งไม่คิดจะกลับไปง่ายๆ
เขาเดินเอื่อยๆ ไปยังดาบยาวในก้อนหิน ยื่นมือออกไปกำเบาๆ
จากนั้นถอนออกมา
โฮก…
เสียงทุ้มต่ำอันแปลกประหลาดราวสัตว์ป่าคำรามดังออกมาจากข้างใต้ดาบ
เรือนทั้งหลังเริ่มสั่นสะเทือนน้อยๆ
พร้อมกับที่ลู่เซิ่งดึงดาบออกช้าๆ พื้นเรือนก็สั่นสะเทือนมากกว่าเดิม หมอกดำประหลาดที่บิดเบี้ยว เต็มไปด้วยเสียงพึมพำอันมุ่งร้าย แผ่พุ่งออกมาจากด้านล่างหินสีดำ
เสียงทุ้มต่ำ ยิ่งใหญ่ และสั่นไหวดังขึ้นช้าๆ
“ข้าหลับลึกมาห้า…”
ตูม!
ลู่เซิ่งปักดาบกลับที่เดิม
“ไม่เป็นไร ข้าแค่มาดูดาบนี้” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “นอนต่อไปเถอะ”
หมอกดำเหมือนสายน้ำที่ถูกดูดเข้าสู่วังวน ไม่ทันไรก็ถูกดูดลงไปในร่องแยกด้านล่างหินสีดำทั้งหมด การสั่นไหวของเรือนทั้งเรือนหายไป
เสียงที่ไม่ยินยอม เดือดดาล อัดอั้น เจ็บปวดกลายเป็นเสียงหึ่งๆ เบาหวิว หมายจะส่งออกมาจากพื้นดิน
แต่ว่าไร้ประโยชน์ ดาบยาวคล้ายกับตราผนึกที่แข็งแกร่ง ผนึกเสียงและอารมณ์ไว้ด้านในได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ลู่เซิ่งมองดาบ พบว่าถึงแม้จะยังมีปราณหยิน แต่เหมือนจะไม่เข้มข้น
ดาบนี้นอกจากจะมีพลังประหลาดที่กล้าแข็งบางอย่างเหนือกว่าหน้ากากใบหน้าคน ทว่าปราณหยินห่างชั้นกับหน้ากากใบหน้าคนมาก
ดังนั้นเขาจึงปักกลับลงไปอย่างแน่วแน่
ถึงแม้ตอนปักกลับลงไปจะมีแรงต้านอันมหาศาล แต่แรงต้านแค่นี้ไม่มีผลอะไรสำหรับเขาที่พละกำลังกายเนื้อสูงจนน่ากลัว
หากเป็นคนธรรมดา หรือแม้แต่คนของตระกูลขุนนางกับศิษย์ในสำนัก ก็ไม่แน่ว่าจะมีแรงปักดาบกลับลงไป
กระนั้นสำหรับลู่เซิ่ง ไม่ต่างจากการถอนไม้จิ้มฟัน
‘เอาล่ะ ควรกลับได้แล้ว’ ลู่เซิ่งไม่เหลือบแลดาบยาวที่ใช้เป็นตราประทับอีก หมุนตัวก้าวฉับๆ ออกจากเรือน
……………………………………….
บทที่ 219
ดาบสะกดมารไม่มีความน่าดึงดูดสำหรับลู่เซิ่งแม้แต่น้อย แม้จะมีปราณหยิน แต่ก็น้อยมาก อย่างมากสุดไม่กี่หน่วย ตอนที่เขาชักดาบออกมาก็ดูดได้จนหมดแล้ว
เขายังไม่มีวิธีจัดการอาวุธเทพศัสตรามาร พวกมันต้องการให้คนทุ่มเททั้งกายทั้งใจบูชา ยังต้องทำพิธีเลือด พิธีกฎเกณฑ์ในเวลาที่แน่นอน เป็นระบบนอกรีตโดยสิ้นเชิง
กลับตามทางเดิม ลู่เซิ่งเร่งความเร็ว ใช้เวลาครึ่งหนึ่งของตอนแรก ก็กลับมาถึงตรงหน้าผู้อาวุโสใหญ่ที่อยู่นอกลาน
“เยี่ยมมาก” ผู้อาวุโสใหญ่มองลู่เซิ่งอย่างพอใจ การทดสอบในครั้งนี้ความจริงไม่ใช่แค่ทดสอบความกล้าของลู่เซิ่งเท่านั้น ยังทดสอบระดับความไว้เนื้อเชื่อใจที่เขามีต่อคำพูดของอาจารย์เช่นตนด้วย นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ผลลัพธ์ทำให้เขาพอใจยิ่ง
“ไปเถอะ” ผู้อาวุโสใหญ่โยนหน้ากากให้ลู่เซิ่ง “ของสิ่งนี้เร่งการฝึกฝนของเจ้าได้ รักษาให้ดี อย่าทำหาย”
“ขอรับ!” ลู่เซิ่งพยักหน้า
ทั้งสองคน หนึ่งหน้าหนึ่งหลังออกจากประตูตำหนักวิชาลับอย่างช้าๆ
กลับมาถึงหน้าผาถ้ำ ลู่เซิ่งบอกลาผู้อาวุโสใหญ่ กลับห้องของตัวเองตามลำพัง เขาปิดประตูถ้ำสนิท แล้วเริ่มดูดซับปราณหยินอันมหาศาลบนหน้ากาก
นั่งขัดสมาธิอยู่ในห้อง ลู่เซิ่งพิจารณาหน้ากากสีแดงในมือตนอย่างถี่ถ้วน หน้าคนที่สลักไว้ด้านบนไม่แสดงสีหน้า บนหน้ากากมีสัญลักษณ์สามเหลี่ยมซับซ้อนแปลกประหลาดอยู่อันหนึ่ง
‘เป็นปราณหยินที่มหาศาลจริงๆ…’ ลู่เซิ่งถอนใจชมเชย ต่อให้เป็นก้อนทองแดงลึกลับที่ดูดซับไปก่อนหน้าก็ยังไม่มีปราณหยินเข้มข้นเท่าสิ่งนี้
‘เงื่อนไขในการเกิดปราณหยินมีสองข้อ ข้อแรกคือทุ่มเทจิตใจเป็นเวลานาน ข้อสองคึอพกติดตัวไปจนตาย ใส่สารกาย ปราณ จิตทั้งหมดของตนไว้ที่มัน อย่างนั้นตอนนี้จะเรียกมันว่าปราณหยินก็ดูไม่ค่อยเหมาะแล้ว…’
ลู่เซิ่งลูบไล้หน้ากาก ‘งั้นเรียกว่า พลังอาวรณ์ ก็แล้วกัน’
‘ธรรมชาติของพลังอาวรณ์ความจริงสมควรเป็นสิ่งที่หลงเหลือจากการที่จิตใจผสมกับสารกายและปราณ นอกจากนี้แล้วยังมีพลังที่เครื่องมือปรับเปลี่ยนดูดซับได้’
ลู่เซิ่งทบทวนถึงฉากตอนที่เก็บหินของผีน้ำได้
‘หลังจากผีถูกฆ่า มีโอกาสในระดับหนึ่งที่จะทิ้งสิ่งของซึ่งมีพลังอาวรณ์ไว้ อย่างเช่นเถ้าธุลีซากกระดูก หรือวัตถุพิเศษบางจำพวก หมายความว่าขอบเขตของพลังอาวรณ์ยังรวมไปถึงความนึกคิดที่จับตัวกันในระดับสูงทั้งหมดด้วย ขอแค่เป็นความนึกคิดที่จับตัวกัน เครื่องมือปรับเปลี่ยนก็จะสามารถดูดซับ แล้วเปลี่ยนให้เป็นพลังงานได้’ อยู่ๆ ลู่เซิ่งก็นึกถึงสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งได้
‘เป็นไปได้ไหมว่าพวกผีไม่ใช่ไม่ทิ้งพลังอาวรณ์ไว้หลังถูกฆ่า แต่พลังอาวรณ์ของพวกมันไม่มีสิ่งของที่เหมาะสมเก็บไว้!’
ลู่เซิ่งตริตรอง ถ้าหากเป็นแบบนี้จริงๆ เขาก็นึกหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดซึ่งใช้ทดลองรวบรวมพลังอาวรณ์ในขีดจำกัดสูงสุดได้
‘ตอนนี้อย่าเพิ่งคิดเรื่องพวกนี้ ดูดพลังอาวรณ์ในหน้ากากก่อนค่อยว่ากัน’ ลู่เซิ่งสงบจิตใจ มือกำหน้ากากแน่น จากนั้นก็เปิดรูขุมขนบนผิวหนังกลางฝ่ามือ
ซู่…
เหมือนกับปลาวาฬกลืนน้ำ พลังอาวรณ์อันมหาศาลถ่ายทะลักสู่มือของลู่เซิ่ง ก่อนจะเข้าไปในร่างกาย จากนั้นก็ถูกเครื่องมือปรับเปลี่ยนอันลี้ลับดูดซับจนหายไป
ในเวลาสิบกว่าอึดใจ พลังอาวรณ์บนหน้ากากถูกเขาดูดซับจนเกลี้ยง หน้ากากเสียความเปล่งปลั่งไปด้วยความเร็วที่ตาเนื้อเห็นได้ เหมือนกับเก่าลงกว่าเดิมหลายปี
‘คำนวณหยาบๆ มีพลังอาวรณ์หนึ่งร้อยยี่สิบกว่าหน่วย…’
ลู่เซิ่งมีสีหน้ายินดี ปราณหยินมากมายขนาดนี้เขาเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก เห็นได้ว่าก่อนหน้านี้หน้ากากนี้จะต้องมีประวัติศาสตร์อันล้ำลึกผูกมัดอยู่ นึกถึงสีหน้าของผู้อาวุโสใหญ่ตอนถือมัน เขาเดาว่ามันจะต้องเป็นมีความคิดของผู้อาวุโสใหญ่ฝากฝังเอาไว้ด้วย
‘ก่อนหน้านี้เหลือพลังอาวรณ์ยี่สิบกว่าหน่วยยังไม่ได้ใช้ เพิ่มมาเยอะขนาดนี้ ดูเหมือนใช้ยกระดับวิชาลับได้แล้ว’
วางหน้ากากไว้ด้านข้าง ลู่เซิ่งมองเครื่องมือปรับเปลี่ยนตรงหน้า
‘เคล็ดวิชาหน้ามารเป็นวิชาลับขั้นต่อจากวิชาไร้มูลเหตุ เป็นเคล็ดวิชาระดับกลาง วิธีการฝึกฝนและภาพตรึกตรองมีอยู่ในเนื้อหากับจุดสำคัญที่ผู้อาวุโสใหญ่ให้เราจำไว้อยู่แล้ว…ในเมื่อเป็นการพัฒนาของวิชาไร้มูลเหตุ ก็อาจจะยกระดับจากวิชาไร้มูลเหตุได้’
เขาครุ่นคิด ทบทวนเนื้อหาและพื้นฐานของเคล็ดวิชาหน้ามาร ก่อนจะใช้จิตสำนึกกดลงบนปุ่มในเครื่องมือปรับเปลี่ยน
เครื่องมือปรับเปลี่ยนพลันสั่นไหว เข้าสู่สภาพปรับเปลี่ยนได้
‘ยกระดับวิชาไร้มูลเหตุสักระดับเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงก่อน’
เขามองกรอบของเครื่องมือปรับเปลี่ยน ตรงวิชาไร้มูลเหตุ เห็นปุ่มยกระดับเรียนรู้ได้อยู่ด้านหลัง
ลู่เซิ่งรวบรวมความคิด แล้วกดลงอย่างแรง
ซู่…
กรอบเล็กๆ พลันจางลง เหมือนมีหมอกชั้นหนึ่งคลุมพื้นผิว หมอกคงอยู่ราวยี่สิบกว่าอึดใจ ค่อยชัดขึ้นใหม่
ภายในกรอบ หลังจากชัดเจนขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นวิชาลับอีกวิชาหนึ่งโดยสมบูรณ์
[เคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุ: ระดับที่หนึ่ง(วิชาลับขั้นต่อจากวิชาไร้มูลเหตุ) ผลพิเศษ: เพิ่มความแข็งแกร่งถึงขีดสุดระดับหนึ่ง จิตมารระดับหนึ่ง]
‘เพิ่มความแข็งแกร่งถึงขีดสุดหรือ จิตมารหรือ’ ลู่เซิ่งมองผลพิเศษสองอย่างในครั้งนี้ ต่างจากวิชากำลังภายใน เมื่อฝึกฝนวิชาลับถึงระดับที่แตกต่าง ผลลัพธ์เพียงหนึ่งเดียวคือได้ผลพิเศษที่ไม่เหมือนกันเหล่านี้
ผลพิเศษเพิ่มความแข็งแกร่งเมื่อก่อนหน้านี้หลังจากถึงระดับเก้า ถึงขั้นทำให้ระดับความแข็งแกร่งของร่างกายในปัจจุบันนี้ของเขาได้รับการยกระดับในระดับหนึ่ง ตอนนี้การเพิ่มความแข็งแกร่งถึงขีดสุดนี้ร้ายกาจกว่าเดิม
‘นอกจากรู้สึกว่าร่างกายร้อนแล้ว ก็เหมือนไม่มีการเปลี่ยนแปลงอื่นอีก’ ลู่เซิ่งสัมผัสร่างกายอย่างละเอียด เป็นคนละอย่างกับก่อนหน้า
‘ถ้าเป็นจิตมารล่ะ’ เขาใช้ความคิด กระแสอากาศรูปหน้าคนที่โปร่งแสงสายหนึ่งลอยขึ้นกลางอากาศรอบตัว
อา…
กระแสอากาศหน้าคนแหวกว่ายรอบๆ ตัวลู่เซิ่งพลางส่งเสียงครวญคราง เสียงที่เปล่งออกมาประหลาดและมีการแพร่เชื้อบางอย่าง
ลู่เซิ่งรู้สึกว่าตนควบคุมมันไม่ได้โดยสิ้นเชิง ได้แต่เลือกปล่อยออกไปและเก็บกลับมา
‘ไม่มีการเปลี่ยนแปลง’ เขาพิจารณาจิตมารอย่างถ้วนถี่ นอกจากขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย คล้ายกับว่าเสียงพึมพำแปลกประหลาดนั่นดังถี่กว่าเดิมส่วนหนึ่ง
‘ตามการบรรยายในวิชาลับ สิ่งที่จิตมารแสดงออกมาเป็นหลัก คือความปรารถนาที่ผู้ฝึกฝนต้องการทำให้สำเร็จ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะสาเหตุมากมาย ความปรารถนานี้จะถูกสะท้อนออกมา ทำให้คนที่เห็นพวกมันโดนล่อลวงและสั่นคลอน กระทำสิ่งที่สอดคล้องกับความปรารถนานี้
อย่างเช่นผู้ฝึกฝนที่ปรารถนาจะแก้แค้น จิตมารจะกระตุ้นความปรารถนาในการแก้แค้นของคนที่เห็นอย่างรุนแรง
งั้นความปรารถนาของเราคืออะไร’
ลู่เซิ่งพลันรู้สึกสงสัย แต่ว่าของแบบนี้ไม่อาจทดลองกับคนใกล้ตัว วิธีการที่ดีที่สุดคือหาศัตรูส่วนหนึ่งมาทดลอง
‘แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา เลื่อนระดับวิชาลับก่อนค่อยว่ากัน’ เขาเพ่งสมาธิที่เคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุที่โผล่มาใหม่
‘เป็นการยกระดับแบบหลอมรวมอย่างที่คิด ลองยกระดับต่อดู’ เขารวบรวมจิตสำนึก แล้วกดลงบนปุ่มกดด้านหลังกรอบ
ซู่…
กรอบจางลง รอจนชัดขึ้น ก็กลายเป็นเคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุระดับสอง
[เคล็ดวิชาหน้ามารไร้มูลเหตุ: ระดับสอง ผลพิเศษ: เพิ่มความแข็งแกร่งถึงขีดสุดระดับสอง จิตมารระดับสอง]
ครั้งนี้ลู่เซิ่งรู้สึกว่าความร้อนบนร่างชัดเจนขึ้นกว่าเดิม เหมือนกับน้ำทั่วร่างกำลังเดือดระเหยอย่างต่อเนื่อง
‘อือ…ดูเหมือนร่างกายกำลังลุกไหม้…’ เขายกมือขึ้น เห็นผิวหนังตัวเองเหมือนกับกุ้งแห้งที่ต้มสุกแล้ว ไอร้อนหลายสายที่ตาเนื้อเห็นได้ระเหยออกมา
ไม่…ไม่ใช่เหมือน แต่ว่ากำลังลุกไหม้อยู่!
เขาเห็นผิวหนังค่อยๆ กลายเป็นกึ่งโปร่งแสง ไฟหยินในสภาพตาข่ายค่อยๆ กระจายตัวในหลอดเลือดและกล้ามเนื้อ ไฟหยินสีเขียวมรกตกระจายไปตามกล้ามเนื้อและหลอดเลือด แผ่คลุมทั่วร่างเขาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ปราณหยินหยางขวดสมบัติโคจรด้วยความเร็วสูงอย่างบ้าคลั่ง ซ่อมแซมองค์ประกอบของร่างกายที่ถูกไฟหยินแผดเผาจนบาดเจ็บ
นี่เป็นอันตรายในการใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยนเลื่อนระดับ
เดิมวิชาสักวิชาต้องใช้เวลาห้าปีถึงจะฝึกสำเร็จ แต่ว่าเครื่องมือปรับเปลี่ยนได้ลดเวลาการยกระดับความก้าวหน้าในช่วงห้าปีเหลือแค่ไม่กี่ลมหายใจ
ความแข็งแกร่งที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ เหมือนกับคนป่วยสักคนใช้ยาฤทธิ์อ่อนรักษาช้าๆ เครื่องมือปรับเปลี่ยนได้เปลี่ยนยาฤทธิ์อ่อนเป็นยาฤทธิ์แรงที่เข้มข้นที่สุด ถึงขั้นรุนแรงกว่าเดิม เมื่อเป็นแบบนี้ ภาระที่เกิดขึ้นก็มีมหาศาล
ตอนนี้ลู่เซิ่งอยู่ในสภาพนี้
ยกระดับเยอะและเร็วเกินไป ทำให้ร่างกายปรับตัวซ่อมแซมไม่ได้โดยสิ้นเชิง เกิดความยุ่งยากที่คาดไม่ถึง
ไฟหยินปริมาณมากแผดเผาร่างของลู่เซิ่ง จนเดี๋ยวเป็นสีแดงเดี๋ยวเป็นสีเขียว เยื่อดำที่รวมตัวตอนวิชาไร้มูลเหตุเลื่อนเป็นระดับเก้า ปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ ถูกปนเปื้อนเป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว ลุกไหม้อย่างช้าๆ
การลุกไหม้อันแปลกประหลาดนี้คงอยู่หนึ่งชั่วยามกว่าๆ จึงเริ่มสงบลง
ลู่เซิ่งอ่อนล้าไปทั่วร่าง เหนื่อยยิ่งกว่าเข่นฆ่ากับคนอย่างอื่นสุดกำลังอยู่หลายวันเสียอีก สิ่งของเหมือนกับโคลนสีดำกลุ่มใหญ่ซึมออกมาจากร่าง แล้วจับตัวกันบนผิวหนังของเขา
เขารีบตักน้ำ ใช้ผ้าขนหนูเช็ดบนร่าง แต่ยิ่งเช็ดยิ่งสกปรก ด้วยความจนปัญญา ได้แต่ออกจากห้อง ไปด้านหลังผนังถ้ำของสำนักมารกำเนิด แล้วลงไปแช่ตัวในลำธารเล็กๆ
แม้จะเหน็ดเหนื่อย และไม่รู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณสมบัติใดๆ เกิดขึ้น กระนั้นลู่เซิ่งก็สัมผัสได้ว่า ร่างกายหลายส่วนคล้ายผ่อนคลายลงมาก
‘นี่คือการชุบหลอม!’ เขาคาดเดา
…
สำนักเก้ากระดิ่ง คฤหาสน์แก่นพุทธะ
ใบไม้ที่เหมือนกลีบดอกสีเหลืองอ่อนหมุนวนตกลงมาจากกลางอากาศ
ด้านในกลางลาน หงชิงมองประตูเรือนที่ปิดสนิทอย่างคาดหวังอยู่บ้าง นั่นเป็นที่ที่หงหยวนรุ่ยศิษย์ที่เขาภูมิใจที่สุด และเป็นบุตรของเขาปิดด่าน
หงหยวนรุ่ยปิดด่านมาเกินห้าวันแล้ว ทว่ายังไม่ออกมา หงชิงยืนอยู่ด้านนอกสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันเหี้ยมหาญที่กระเพื่อมอย่างต่อเนื่องด้านในเรือน กลิ่นอายนั้นแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกวินาทีมีการยกระดับทีละนิดทีละน้อย
‘รุ่ยเอ๋อร์มีพรสวรรค์เกินคน ครั้งนี้จะต้องเลื่อนระดับก้าวสู่ขอบเขตใหม่ได้แน่ แต่หลังจากนี้จะก้าวไปอย่างไร ถึงระดับไหน อย่างไรเท่านั้น’ หงชิงคำนวณในใจ ยืนหยัดรอคอยต่อไป
ท้องฟ้าเปลี่ยนแปลงไป ไม่นานจากรุ่งสางก็กลายเป็นเที่ยงวัน
ตึง!
ทันใดนั้นประตูเรือนถูกกระแสอากาศอันแข็งแกร่งสายหนึ่งกระแทก ประตูเรือนหลุดออกจากกรอบ ร่วงตกลงพื้น เงาคนสีเหลืองสายหนึ่งพุ่งปราดออกมา ทิ้งตัวลงยืนบนพื้นอย่างแผ่วเบา
“รุ่ยเอ๋อร์!…” หงชิงรีบเข้าไปต้อนรับ
“ท่านพ่อ! ข้าปฏิบัติภารกิจลุล่วงแล้ว!” เงาคนเป็นบุรุษวัยกลางคนร่างผอมสูง ตอนนี้เขาเปลือยอก กล้ามเนื้อสีทองแดง สักเป็นลวดลายเคล็ดวิชาอันหลากหลายที่ขนาดไม่เท่ากัน
แสดงว่าได้ใช้ความสามารถบางอย่างระหว่างการเลื่อนระดับ
“ในที่สุดรุ่ยเอ๋อร์ เจ้าก็ใกล้จะก้าวสู่ระดับสูงสุดของคนรุ่นเดียวกันแล้ว” หงชิงตบไหล่อย่างพอใจ
หงหยวนรุ่ยพยักหน้า เผยสีหน้ามั่นใจ
“ต่อให้เป็นผู้นำสำนักใหญ่ระดับสามขั้นบน ก็แค่ระดับสัตตะลักษณ์ มาวันนี้ข้าก้าวเข้าสู่ระดับฉลักษณ์ อีกไม่นานก็จะเข้าสู่แวดวงนั้นได้แล้ว”
“ฮ่าๆๆ สมกับเป็นบุตรของข้าหงชิง มีความมุ่งมั่น!” หงชิงหัวเราะอย่างภูมิใจ “อายุแค่นี้ก็เลื่อนถึงระดับฉลักษณ์ได้แล้ว พรสวรรค์ของเจ้าเหนือกว่าคนทั่วไป ผู้นำอัจฉริยะเหล่านั้นเพียงเพราะคุณสมบัติดีกว่าเจ้า จึงโชคดีกว่าเจ้าเท่านั้น ครั้งนี้รุ่ยเอ๋อร์เจ้าเลื่อนระดับแล้ว สำนักเก้ากระดิ่งของเราจะต้องชิงตำแหน่งสามขั้นกลางในงานชุมนุมครั้งนี้ได้แน่ บวกกับได้ที่อยู่ของหน่วยหลักสำนักมารกำเนิด ความเจริญรุ่งเรืองของสำนักอีกไม่นานก็จะมาถึงแล้ว!”
“ท่านพ่อกล่าวถูกต้อง!”
“เจ้าสำนัก” ทันใดนั้นศิษย์ในสำนักคนหนึ่งวิ่งเหยาะๆ มาถึงด้านนอกประตูลาน “ใต้เท้าผู้นั้นใกล้จะมาถึงแล้ว”
“อ้อ?” หงชิงงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสียงทุ้มกับหงหยวนรุ่ย “ข้ามีธุระ ต้องไปจัดการก่อน”
“ท่านพ่อไปเถอะ ข้ายังต้องปรับตัวให้มั่นคงก่อน” หงหยวนรุ่ยพยักหน้ากล่าว
หงชิงผงกศีรษะ หมุนตัวเร่งฝีเท้าออกจากตัวลาน
เดินทะลุลาน เขาเข้าสวนดอกไม้ที่อยู่ด้านข้าง ผ่านซุ้มประตูหลายแห่งในสวนดอกไม้โดยไม่หยุดยั้ง มาถึงมุมเล็กๆ ที่ถูกพุ่มดอกไม้ห้อมล้อมไว้มุมหนึ่ง
พอถึงที่นี่เขาก็หยุดฝีเท้าลง รออยู่ที่นี่สักพัก
ไม่นาน นักศึกษาวัยกลางคนที่มีสีหน้าซีดขาว สวมเสื้อตัวยาวสีขาว ก็ก้าวช้าๆ เข้ามา
……………………………………….
บทที่ 220
“ข้าน้อยขอคำนับใต้เท้า!” หงชิงเห็นคนผู้นี้ก็รีบค้อมเอวคำนับ ก้มหัวลงกล่าวอย่างพินอบพิเทา
“ไม่ต้องมากพิธี” นักศึกษาวัยกลางคนกล่าวอย่างไม่นำพา “สหายหง ช่วงนี้ท่านเคลื่อนไหวช้าเกินไปแล้ว ท่านควรทราบว่าแผนการของท่านพี่ไม่ได้รอท่าน”
หงชิงจิตใจเคร่งเครียด รีบกล่าว “หลักๆ เป็นเพราะรอพลังการฝึกปรือของบุตรสุนัขของข้าเลื่อนระดับ…”
“ข้าไม่สนใจว่าท่านทำให้การใหญ่ล่าช้าเพราะอะไร ท่านรับผิดชอบไหวหรือ ต่อให้เป็นสำนักเก้ากระดิ่งของท่านก็รับผิดชอบไม่ไหว” นักศึกษาวัยกลางคนกล่าวอย่างเย็นชา
“ขอรับ…” หน้าผากของหงชิงมีเหงื่อซึม พยักหน้าช้าๆ
“ครั้งนี้สตรีนางนั้นถูกเชิญเป็นแขกหลัก ด้วยความสามารถของคนผู้นั้น ตระกูลซั่งหยางไม่มีทางพลาดโอกาสดีๆ ในชุมนุมร้อยเส้นสายครั้งนี้ พี่ใหญ่ต้องการให้พวกท่านร่วมมือกับภาคส่วนที่เหลือเคลื่อนไหวพร้อมกัน” นักศึกษาวัยกลางคนกำชับ
“ขอรับ ข้าน้อยทราบแล้ว” หงชิงรีบขานรับ
“ท่านเข้าใจก็ดีแล้ว” นักศึกษาวัยกลางคนพยักหน้าอย่างพอใจ “เอาล่ะ ข้านำคำพูดมาแจ้งท่านแล้ว ท่านเคลื่อนไหวให้เร็วขึ้นหน่อย ถ้าจำเป็น จะขอให้เทพสัญจรร่วมมือด้วยก็ได้”
“ขอรับ!” หงชิงได้แต่ตอบรับลูกเดียว
เจ้าสำนักที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ต่อให้อยู่ในระดับอสรพิษสามขั้นล่าง หรือระดับอสรพิษของสำนัก แต่สุดท้ายก็แข็งแกร่งกว่าระดับพันธนาการมาก
แต่ตอนที่ยอดฝีมือแบบนี้เผชิญกับนักศึกษาสวมอาภรณ์ขาว กลับได้แต่ตอบรับ ไม่กล้ายืดตัวตรง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะว่านักศึกษาวัยกลางคนผู้นี้มาจากตระกูลหลิน หนึ่งในเก้าตระกูลจงหยวน
คนอื่นๆ อาจนึกว่าสำนักสามขั้นบนในร้อยเส้นสายรวมกลุ่มกันเพราะต้องการต้านแรงกดดันจากตระกูลขุนนาง กระนั้นก็มีแต่คนในสำนักเช่นพวกเขาที่รู้ว่า สำนักสามขั้นบนแทบทุกสำนักมีเงาของตระกูลขุนนางอยู่เบื้องหลัง
ปัจจุบันมีดาวดวงใหม่สองดวงที่เจิดจรัสที่สุดในเก้าตระกูลจงหยวน หนึ่งคือซั่งหยางเฟยแห่งตระกูลซั่งหยาง อีกคนหนึ่งคือหลินเป่ยไคแห่งตระกูลหลิน
หลินเป่ยไคตระกูลหลิน บุรุษผู้เจิดจรัสที่เกิดมาพร้อมความสามารถนับไม่ถ้วน ตอนห้าขวบก็คิดได้ว่าไม่อาจหยุดยั้งย่างก้าวของตัวเองเพราะเป็นตระกูลขุนนาง เข้าร่วมร่ำเรียนในสำนักนามภูผา สำนักที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น อายุสิบหกก็ออกเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เข่นฆ่าราชามหาไพรกับราชาสารทคีรีซึ่งเป็นราชาปีศาจทางใต้ติดต่อกัน สองคนนี้เป็นตัวตนสามขั้นกลางระดับอสรพิษ
อายุสิบแปดปีก็ดำลงก้นทะเล บรรลุข้อตกลงกับเผ่าปีศาจมุกกระจ่างอันแข็งแกร่งที่ไม่เคยแลกเปลี่ยนกับมนุษย์ บุกเบิกเส้นทางอันมั่งคั่งให้แก่ตระกูลหลิน
อายุสิบเก้าปีก็ก้าวสู่ระดับสามขั้นบน ตั้งแต่นั้นก็ลึกล้ำไม่อาจหยั่งคาด เข้าไปอยู่ในแถวของผู้เข้มแข็งระดับสูงสุดยอดของต้าซ่งในปัจจุบัน คุณสมบัติเหนือกว่าซั่งหยางเฟยขั้นหนึ่ง ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งในเก้าตระกูลแห่งจงหยวน มาวันนี้กิจการ ทรัพยากร กองกำลังส่วนใหญ่ของตระกูลหลินถูกส่งให้หลินเป่ยไคควบคุมดูแลแล้ว
ในฐานะอันดับหนึ่งของคนรุ่นเยาว์ที่เจิดจรัสที่สุดในเก้าตระกูลแห่งจงหยวน การต่อสู้ทั้งในที่ลับและที่แจ้งระหว่างหลินเป่ยไคกับซั่งหยางเฟย มีทั้งแพ้และชนะมาโดยตลอด
หงชิงเดาว่า ครั้งนี้มีความเป็นไปได้ถึงขีดสุดที่งานชุมนุมร้อยเส้นสายจะเป็นหนึ่งในสนาบรบที่ทั้งสองใช้วางหมากสู้กัน
หลังนักศึกษาอาภรณ์ขาววัยกลางคนจากไป เขาก็พ่นลมหายใจยาวๆ
‘ผู้ยิ่งใหญ่สู้กัน พวกเราคนเบื้องล่างโดนลูกหลงไปด้วย…เฮ้อ…’ แต่ว่าเขาก็อาศัยขุมกำลังของตระกูลหลินด้วยความจนปัญญา ที่เขากลายเป็นเจ้าสำนักได้ ก็เป็นเพราะได้รับแรงหนุนจากตระกูลหลิน ปัจจุบันขี่หลังเสือยากจะลง
‘รอจนสำนักรุ่งเรือง ภายหลังคงมีโอกาสพึ่งพาตระกูลอื่นๆ ได้…ยังเหลือเรื่องที่ตั้งของสำนักมารกำเนิด ต้องรีบจัดการให้เร็วที่สุด เจ้าเฒ่าไม่ตายนั้นเฝ้าอยู่ไม่ยอมถอย ดูเหมือนต้องใช้วิธีพิเศษแล้ว’ ระหว่างความคิดทำงาน หงชิงกวาดตามองซ้ายแลขวา แล้วถอยออกจากมุมนี้อย่างเงียบเชียบ
…
สำนักมารกำเนิด
“คาบเช้าวันนี้จบลงเท่านี้” ผู้อาวุโสใหญ่วางคัมภีร์ในมือลงอย่างเรียบเฉย “เสี่ยวเซิ่งรั้งอยู่ เหอเซียงเจ้าไปเฝ้าด้านนอกไว้”
“เจ้าค่ะ” เหอเซียงจื่อขานรับอย่างว่าง่าย ลุกขึ้นถอยออกไปเฝ้าด้านนอกถ้ำ
ผู้อาวุโสมองศิษย์ที่น่าภูมิใจซึ่งตนเพิ่งค้นพบตรงหน้า หลังจากการถ่ายทอดวิชาลับในช่วงนี้ เขาพบว่าได้ยัดวิชาพื้นฐานเข้าไปในหัวสมองลู่เซิ่งหมดแล้ว
อย่างนั้น ก็เหลือวิชาสุดท้ายแล้ว…
ผู้อาวุโสใหญ่เงียบงัน ไม่ได้พูดอะไร
ลู่เซิ่งก็ไม่ได้เปิดปาก เขาสังหรณ์ว่าวันนี้เหมือนมีอะไรแตกต่างจากเดิม ผู้อาวุโสใหญ่ได้ทำการตัดสินใจที่จริงจังอย่างหนึ่ง
คนทั้งสองต่างเงียบขรึม
เนิ่นนานให้หลัง…
“เสี่ยวเซิ่ง พลังฝึกปรือในปัจจุบันของเจ้าไม่มีปัญหากระมัง” ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยเสียงต่ำ
“ไม่ขอรับ ทุกอย่างราบรื่นดี” ลู่เซิ่งตอบอย่างจริงจัง ผู้เป็นอาจารย์อบรมบ่มเพาะ ไขข้อสงสัย เรื่องนี้ผู้อาวุโสใหญ่ทำสิ่งที่สมควรไปแล้ว ดังนั้นไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้มีสายเลือดหรือไม่ เขาก็ให้ความเคารพที่มากพอ
“ราบรื่นก็ดีแล้ว” ผู้อาวุโสใหญ่ถอนใจ น่าเสียดาย… ถ้าหากเจอเสี่ยวเซิ่งเร็วกว่านี้สักหลายปี คงจะดี…
เขาสะท้อนใจ ต่อให้ลู่เซิ่งในวันนี้มีคุณสมบัติดีอย่างไร ก็ไปถึงแค่ระดับสามระดับสี่ของวิชาไร้มูลเหตุ
ศิษย์ทั่วไปคิดจะเลื่อนระดับวิชาไร้มูลเหตุโดยสมบูรณ์ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปี ลู่เซิ่งเลื่อนถึงระดับสามในเวลาสองสามเดือน นับว่าร้ายกาจมากแล้ว
แต่ว่าพลังฝึกปรือแบบนี้ไม่มีส่วนช่วยในงานชุมนุมร้อยเส้นสายแม้แต่น้อย ไม่มีผู้นำ ไม่มีผู้สืบทอด สำนักก็ยิ่งหมดหวังกว่าเดิม
‘”วิชาลับที่ควรถ่ายทอด สิ่งที่ให้เจ้าได้ ข้าก็สั่งสอนไปหมดแล้ว ส่วยรายละเอียดการฝึกฝน ต้องรอเจ้าพานพบปัญหา จะแก้ไขตามอาการได้เอง เรื่องนี้ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นยังไม่พูดถึง” ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวเสียงทุ้ม “วันนี้ข้ามีสิ่งสุดท้ายที่อยากให้เจ้าจดจำไว้
เนื้อหาในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ ครั้งนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เจ้าจะต้องจำไว้ ห้ามลืม!”
“ขอรับ ศิษย์จะจดจำไว้!” ลู่เซิ่งพยักหน้ากล่าวอย่างขึงขัง
ผู้อาวุโสใหญ่ใคร่ครวญ คล้ายกำลังจัดระเบียบความคิด เรียบเรียงว่าควรพูดอย่างไร
“มารคืออะไรกันแน่ วันนั้นที่ข้าพาเจ้าไปตำหนักวิชาลับ ที่นั่นผนึกมารไว้ตัวหนึ่ง เจ้าคงจะมีความทรงจำนิดหน่อย” เขากล่าวอย่างรวบรัด “มารจะเป็นคนก็ได้ เป็นผีก็ได้ เป็นปีศาจ หรือคนในตระกูลขุนนางก็ได้ มารเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถปลอมแปลงตนเอง เป็นการดำรงอยู่ของสิ่งกลายพันธ์ที่มีคุณสมบัติแพร่เชื้ออย่างรุนแรง หนำซ้ำหลังติดเชื้อแล้ว การกลายพันธุ์จะไม่สามารถเปลี่ยนกลับได้”
“ศิษย์จำได้ว่า ข้อมูลที่อ่านเจอในหอเก็บหนังสือบอกว่า การกำเนิดของมารก่อให้เกิดภัยพิบัติมารใช่หรือไม่” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วถาม
“มิผิด” ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้า “มารมีคุณสมบัติปนเปื้อนที่น่าสะพรึงกลัวมาก ขอแค่ร่างกายแตะถูกนิดเดียว ก็จะทำให้คนคนหนึ่งกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว พวกมันไม่มีวิชาลับพลังประหลาด พึ่งพาเพียงร่างกายอันแข็งแกร่งชนิดวิปริตจนน่ากลัวของตัวเอง เรื่องพวกนี้ภายหลังเจ้าจะได้เห็นเอง เทียบกับความประหลาดลี้ลับ พวกมันอันตรายกว่า บ้าคลั่งกว่า ทั้งไม่อาจควบคุมจำกัด”
ลู่เซิ่งไม่ส่งเสียง ฟังผู้อาวุโสใหญ่อธิบายต่อ
“ดังนั้นครั้งกระโน้นสำนักพวกเราตั้งใจศึกษามารมาหลายรุ่น และบัญญัติวิธีการซ่อนกลิ่นอายต่อหน้ามารขึ้นมาได้ เป็นสิ่งที่ข้าจะถ่ายทอดให้เจ้าในวันนี้ ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่มีส่วนช่วยต่อเจ้า แต่ว่าเรื่องราวในภายภาคหน้า ผู้ใดจะบอกได้” ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยอย่างเรียบเฉย
“ศิษย์เข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างจริงจัง
“เช่นนั้นก็เริ่มกันเลย” ผู้อาวุโสกระแอม เริ่มบรรยายถึงวิชาลับซ่อนตัวจากมารที่ว่าอย่างเป็นทางการ ความจริงแก่นสารของวิชานี้ก็คือวิชาลับมารกำเนิด
เพียงแต่ขยายประสิทธิผลในการซ่อนเร้นกลิ่นอายมากเกินไป ลดประสิทธิผลการต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าในด้านอื่นๆ
วิชาลับมารกำเนิดเป็นผลสำเร็จสูงสุดของสำนักมารกำเนิด ความล้ำลึกที่แฝงอยู่ย่อมเหนือกว่าเคล็ดวิชาอื่นๆ
ลู่เซิ่งจำได้นิดหน่อย ก็รู้สึกผิดปกติ แค่วิชาลับสำหรับซ่อนกลิ่นอาย ทำไมถึงมีเนื้อหาหลากหลายด้านนัก
วิชาลับนี้ยังมีความลึกมากกว่าวิชาลับอย่างเคล็ดวิชาหน้ามารเสียอีก
เขาเดาออกทันทีว่านี่เป็นวิชาลับมารกำเนิด
“…ส่วนสำคัญของวิชาลับวิชานี้คือการฝึกแสงมาร” ผู้อาวุโสใหญ่บรรยายจุดสำคัญ “แสงมารสามารถซ่อนเร้นกลิ่นอายของตัวเองในระดับที่ลึกกว่าเดิม ต่อให้เป็นมารก็สัมผัสไม่ได้ วิชาลับโดยรวมเป็นแบบนี้ ถ้าเจ้ามีโอกาสฝึก…ช่างเถอะ ตอนนี้ยังไม่พูดถึง มาจดจำภาพตรึกตรอง” ผุ้อาวุโสใหญ่ค่อยๆ หยิบกระบอกกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาคลี่ออกอย่างแผ่วเบา
บนกระดาษวาดเปลวเพลิงที่เหมือนวังวนสีดำไว้อย่างชัดเจน กลางเปลวเพลิงเห็นหูข้างหนึ่งรางๆ เป็นหูคนที่ซีดขาวไร้สีเลือด คล้ายกับมีคนโผล่หูออกมาสดับฟังเสียงด้านนอกวังวน
“ชื่อของวิชาลับนี้ เรียกว่าวิชาสดับนรก อย่าได้ลืมเลือน ต่อจากนี้ ข้าจะทวนวิชาไร้มูลเหตุให้เจ้าฟังอีกรอบ…”
“เจ้าสำนักลิ่วซาน เทียบเชิญในครั้งนี้มาถึงแล้ว” ทันใดนั้นด้านนอกถ้ำแว่วเสียงบุรุษอันสัตย์ซื่อดังมา
ผู้อาวุโสใหญ่งุนงง ตอนที่ได้ยินเสียง เขาเหมือนไม่รู้สึกตัว
“เจ้าสำนักลิ่วซานอยู่หรือไม่” บุรุษด้านนอกถ้ำเริ่มสงสัย
“อาจารย์” ลู่เซิ่งเองก็กล่าวเบาๆ เช่นกัน
“อ้อ เทียบเชิญ ท่านผู้ส่งสารโปรดเข้ามา” ผู้อาวุโสใหญ่ค่อยได้สติ
ประตูถ้ำเปิดออกช้าๆ บุรุษผมยาวไว้เคราข้างแก้มคนหนึ่งก้าวฉับๆ เข้ามา คำนับผู้อาวุโสใหญ่ จากนั้นก็ใช้สองมือวางเทียบเชิญสีทองเข้มลงบนโต๊ะตรงหน้าผู้อาวุโสใหญ่
“เทียบเชิญส่งถึงแล้ว ข้าน้อยขอลา” เขาล่าถอยอย่างช้าๆ
ผู้อาวุโสใหญ่มองเทียบเชิญบนโต๊ะอย่างสับสน คล้ายกับอึ้งงันไป
ในที่สุดเวลาก็มาถึงแล้ว…เขายกศีรษะขึ้นมองลู่เซิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเลอะเลือน ก่อนมองเหอเซียงจื่อที่ประตู ยังมองไปยังเครื่องเรือนมากมายอยู่ในถ้ำ
โต๊ะหนังสือลายงู รูปแกะสลักบนผนังที่ถูกขัดจนเงา พื้นถ้ำที่มีรอยกระบี่ทิ่มแทง ซึ่งเขาทิ้งไว้ตอนฝึกวิชาเมื่อยังเด็ก…
ทุกสิ่งที่เขาคุ้นเคย วันนี้กำลังจะจากเขาไปแล้ว
“ข้า…” ผู้อาวุโสใหญ่สูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง “ข้า… ต้องไปร่วมงานชุมนุมงานหนึ่ง…เสี่ยวเซิ่ง”
“ศิษย์อยู่” ลู่เซิ่งก้มศีรษะขานรับ
“ต่อจากนี้ข้าจะให้การบ้านชิ้นที่สองที่จัดไว้ให้เจ้า” ผู้อาวุโสพยายามทำตัวให้สงบ
“จดหมายฉบับนี้” เขาหยิบจดหมายที่เตรียมไว้แต่แรกออกมาจากในอกเสื้อ แล้ววางลงบนโต๊ะ ก่อนผลักไปให้ลู่เซิ่ง
“เจ้าช่วยข้านำไปให้เจ้าเมืองหงส์ระบำ”
“เจ้าเมืองหงส์ระบำหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง
“ถูกต้อง เมืองหงส์ระบำอยู่ค่อนข้างไกลจากเมืองกระดิ่งขาว เจ้าออกเดินทางวันนี้ รีบไปรีบมา อย่าได้…เสียเวลาระหว่างทาง” ผู้อาวุโสใหญ่กำชับอย่างตั้งใจ
“อย่างนั้นอาจารย์ท่าน…” ลู่เซิ่งยังพูดไม่จบ ก็ถูกผู้อาวุโสใหญ่ตัดบท
“ข้าจะไปเข้าร่วมงานชุมนุม ไม่กลับมาในช่วงสั้นๆ ศิษย์พี่เจ้าเหอเซียงจื่อมีภารกิจอีกอย่าง ไม่อาจไปแทนเจ้าได้ ภารกิจนี้สำคัญมาก อย่าได้สะเพร่า” ผู้อาวุโสใหญ่ย้ำอีกครั้ง
วี้…
ทันใดนั้นกาน้ำชาโลหะใบหนึ่งบนโต๊ะพลันพ่นไอร้อนออกมา
ผู้อาวุโสใหญ่มองกาน้ำชา หลับตาลง เงียบเสียงพักหนึ่ง “ไปเถอะ อย่าได้เสียเวลาแล้ว จริงด้วย สำนักมารกำเนิดของเรายังมีเส้นทางลับอีกเส้นทาง เป็นทางที่เจ้าไม่เคยไป เพื่อป้องกันไม่ให้ภายหลังเกิดอันตราย ครั้งนี้เสี่ยวเซิ่งเจ้าไปทางลับ ทำความคุ้นเคยก่อน”
“ขอรับ”
“เหอเซียง เจ้าพาศิษย์น้องไป”
“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์” เหอเซียงจื่อเดินเข้ามา ลู่เซิ่งก็รีบลุกขึ้น ทั้งสองไม่พูดอะไรต่ออีก หมุนตัวออกจากถ้ำไป ไม่นานก็หายไปในเงามืดนอกประตู
เหลือแต่ผู้อาวุโสใหญ่นั่งอยู่ในถ้ำตามลำพัง
ลมเย็นพัดหวีดหวิว เงียบสงัดไร้เสียง
เนิ่นนานให้หลัง เขาค่อยๆ ลุกขึ้น เงยหน้า
“ท่านบูรพาจารย์…” เขาถอนใจยาวเฮือกหนึ่ง สะอึกสะอื้นพูดไม่ออกชั่วขณะ น้ำตาไหลพราก
ฟิ้วๆๆ!
ในสำนักมารกำเนิด เงาดำหลายสายวูบไหวด้วยความเร็วสูง เหมือนกับค้างคาวในราตรีที่มืดมิด อาศัยผนังถ้ำยืมพลังกระโจนตัวไป
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น