211-215

บทที่ 211
ผู้นำมีนิยามว่าอย่างไร ลู่เซิ่งได้เห็นหลังจากสนทนากับเหอเซียงจื่อไม่นาน

นั่นเป็นผู้นำของสำนักเหลืองโดดเดี่ยว มาขอยืมหนังสือ ขณะเดียวกันก็นับเป็นการติดต่อกันฉันท์มิตร

หอเก็บหนังสือ หอหลักชั้นหนึ่ง

ลู่เซิ่งสวมอาภรณ์สีดำเหมือนปกติ นั่งอยู่ที่โต๊ะในซอกหลืบ มองดูคนหนุ่มอาภรณ์เหลืองสามคนเดินเอื่อยๆ เข้ามาจากนอกประตู

“อ้อ ที่นี่ยังมีคนอยู่หรือ” คนหนุ่มหล่อเหลาที่เป็นผู้นำกวาดตามองลู่เซิ่งที่อยู่ตรงมุมอย่างประหลาดใจ พึมพำเบาๆ

บุรุษหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังเขา สะกิดเขาเอาไว้ บุ้ยใบ้ว่าให้ตนเองพูด

จากนั้นบุรุษหนุ่มผู้นั้นก็ก้าวขึ้นหน้ามา ประสานมือคารวะลู่เซิ่งแต่ไกล นับว่าเป็นการทักทาย ลู่เซิ่งพยักหน้าตอบรับ

“ข้าหมิงปอ เป็นผู้นำสำนักเหลืองโดดเดี่ยวมาขอยืมหนังสือที่สำนักของท่าน ถ้ารบกวนตรงไหนก็ขออภัยด้วย” บุรุษหนุ่มหน้าตาธรมดา หากว่าบุคลิกเอาจริงเอาจัง น้ำเสียงหนักแน่นมีพลัง ไม่มีพิรี้พิไร เหมือนกับทองและศิลากระทบกัน ให้ความรู้สึกแน่วแน่

“ไม่เป็นไร ตามสบาย” ลู่เซิ่งพยักหน้า

ในพวกเขาทั้งสามมีคนหนึ่งเป็นหญิงสาว ดูอายุน้อยยิ่ง เดินอยู่ด้านหลังสุดพลางมองลู่เซิ่งอย่างสนใจ จากนั้นก็หาข้อมูลบนชั้นหนังสือกับพวกศิษย์พี่

ลู่เซิ่งละสายตากลับมาอ่านหนังสือต่อ ไม่สนใจสามคนนี้ ที่เดินไปเดินมา

ผ่านไปสักพัก ทั้งสามจึงค่อยเจอหนังสือที่ตนเองต้องการ หาที่นั่งนั่งลงอ่าน หญิงสาวนางนั้นแสดงสีหน้ารังเกียจเพราะราบนหนังสือตลอดเวลา ทว่าอย่างน้อยก็รักษาความเงียบ ไม่ได้ส่งเสียง

อ่านความรู้ทั่วไปที่รอบนี้หยิบมาจนจบแล้ว ลู่เซิ่งก็ปิดหนังสือ พ่นลมหายใจเฮือกหนึ่ง

แสงสว่างจากนอกประตูที่สาดลอดเข้ามามืดสลัวลง ดูเหมือนจะตกดึกแล้ว

ลู่เซิ่งเงยหน้ามองคนทั้งสาม พวกเขารวบรวมหนังสือเสร็จพอดี ลุกขึ้นยืน เห็นลู่เซิ่งมองมา หมิงปอผู้นำสำนักเหลืองโดดเดี่ยวยิ้มให้เขา ลุกขึ้นอย่างแผ่วเบาแล้วเก็บหนังสือไว้ที่เดิม ก่อนจะพาคนทั้งสองออกจากหอเก็บหนังสือ หายไปนอกประตูอย่างเชื่องช้า

ลู่เซิ่งมองทิศทางที่พวกเขาจากไป คล้ายนึกอะไรอยู่

‘ทั้งสามคนนี้โดยเฉพาะหมิงปอที่เป็นผู้นำนั่น…ร้ายกาจมาก… กลิ่นอายที่เผยออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจเหมือนกับผู้ประกอบพิธีผีดิบขาวของแดนเหนือ อย่างน้อยก็เป็นยอดฝีมือระดับฉลักษณ์ ศิษย์สำนักที่สายเลือดเริ่มตกต่ำถึงกับฝึกถึงระดับนี้ได้…’

เขายืนขึ้น มองรอยเท้าบนพื้น สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย

บนพื้นนอกจากรอยเท้าของตัวเอง ก็มีแค่รอยเท้าของคนสองคน ไม่มีร่องรอย รอยเท้าของหมิงปอนั่นแม้แต่น้อย

‘สำนักเหลืองโดดเดี่ยว…ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในสำนักสามขั้นกลาง…’ ลู่เซิ่งจำรายชื่อที่เคยอ่านในตอนนั้นได้

‘ผู้นำสำนักสามขั้นกลางก็มีพลังขนาดนี้แล้ว สำนักสามขั้นบนจะแข็งแกร่งถึงระดับไหน’ เขาพลันเกิดความคาดหวังเล็กน้อย

ระดับที่เขาไปถึงในตอนนี้ ยากจะเจอคู่มือในหมู่คนจากตระกูลขุนนางรุ่นราวคราวเดียวกันแล้ว

ถ้าคำนวณจริงๆ ซั่งหยางจิ่วหลี่ที่เพิ่งเลื่อนระดับ อาจจะสู้กับเขาได้ ยังมีอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลซั่งหยางที่ยังไม่เคยเผยโฉม คงจะสู้กับคนผู้นั้นได้เหมือนกัน

ส่วนตระกูลอื่นๆ เขายังไม่รู้

ลู่เซิ่งเดินไปถึงตำแหน่งที่ทั้งสามคนเคยอยู่ เดินไปยังชั้นหนังสือที่พวกเขาหยิบหนังสือออกมา พบว่าหนังสือที่พวกเขาหยิบออกมาเป็นข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติมาร

ภัยพิบัติมารคือมหาภัยพิบัติที่มารเติบโตแผ่ขยายจนต้านทานไม่ไหว ถ้าหากเกิดขึ้น สิ่งมีชีวิตจะลำบากยากแค้น บาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน

กระนั้นในหนังสือก็ไม่ได้มีรายละเอียดการบันทึกไว้ เนื้อหาส่วนใหญ่ถูกลบออกอย่างตั้งใจ ทั้งหมดพร่าเลือน

‘ไม่รู้ว่าผู้นำนั่นมีพลังแข็งแกร่งขนาดไหน แต่น่าจะไม่อ่อนแอไปกว่าผีดิบขาวในตอนนั้น’ ลู่เซิ่งชั่งน้ำหนักในใจ ‘ดูเหมือนเจ้าสำนักสมควรเป็นระดับอสรพิษ เพียงแต่เป็นขั้นไหนในระดับอสรพิษก็บอกไม่ได้’

เหง่ง… หง่าง… หง่าง…

เสียงระฆังดังขึ้น

ลู่เซิ่งโบกมือข้างหนึ่ง ฝ่ามือสายหนึ่งพัดตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะที่ห่างไปจนดับ แล้วสาวเท้าเดินออกจากหอเก็บหนังสือ

ช่วงนี้วิชาไร้มูลเหตุระดับแรกเกือบมั่นคงแล้ว สมควรยกระดับสู่ขั้นต่อไปได้แล้ว

เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าวิชาลับพื้นฐานนี้คืออะไร ภายหลังไม่คิดจะค่อยๆ ฝึกอีก แต่เตรียมใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยนยกระดับในครั้งเดียว

ตอนนี้สภาพการณ์ในสำนักย่ำแย่มาก หลายวันมานี้มีคนหายไปอีกหลายคน สำนักนี้คงจะอยู่อีกนานไม่ได้ แทนที่จะไปอย่างช้าๆ ฉวยโอกาสตอนที่ใช้บึงมารได้ ยกระดับวิชาไร้มูลเหตุถึงจุดสูงสุดดีกว่า

เขาอยากจะเห็นว่าเมื่อประสานวิชาลับของสำนักกับความสามารถของตัวเองแล้ว จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบไหน


ตระกูลซั่งหยาง

นอกหน้าต่างอาคารมีเรือที่ประดับประดาหลายลำ ค่อยๆ ลอยผ่านไป

ซั่งหยางจิ่วหลี่ผลักประตู เห็นเงาร่างสูงชะลูดที่ยืนอยู่ในห้อง พลันงุนงงเล็กน้อย

“เจ้า!?” นางขมวดคิ้วขาว “เราสนิทกันมากหรือถึงกล้าเข้ามาในห้องของข้า ถ้าเป็นคนอื่น ข้าจะฉีกมันทั้งเป็น!”

การปิดด่านระยะหนึ่งทำให้บุคลิกส่วนตัวของนางคมกล้ากว่าเดิม เทียบกับตอนอยู่ในแดนเหนือ มีความสุขุมลุ่มลึกเพิ่มมา เหมือนกับดาบฟันม้าคมกริบที่หนักอึ้งเล่มหนึ่ง

คนที่ยืนอยู่ในห้องเป็นหญิงสาว นางสวมเสื้อสีเขียวมรกต แขวนมีดสั้นสีเขียวมรกตเล่มหนึ่งไว้ที่เอว คิ้วตากระจ่าง ผมสีดำคลุมไหล่ ชวนให้ผู้คนรักเวทนา ถ้าไม่พกอาวุธ ก็ไร้อันตรายเหมือนบุตรีข้างบ้านทั่วไป

สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือ ศีรษะของสตรีมีตราสีเขียวมรกต เป็นสัญลักษณ์ที่งดงามราวดอกไม้ทรงสามเหลี่ยม

พริบตาที่ซั่งหยางจิ่วหลี่เห็นสัญลักษณ์นี้ ร่างกายก็สั่นเทิ้ม

“พวกเขา…พวกเขาเลือกเจ้าจริงๆ”

“ยังดี เพียงแค่มีคุณสมบัติเข้าถึงข้อมูลได้เท่านั้น สำหรับข้าในตอนนี้ยังเร็วเกินไปหน่อย เหตุใดท่านพี่ต้องผิดหวังเล่า” นางหัวเราะเบาๆ พร้อมเอ่ยว่า “พวกเราเป็นอนาคตของตระกูลซั่งหยาง ภายหลังข้าเป็นประมุขตระกูล ท่านพี่ก็เป็นมือวางอันดับสอง ถ้าข้าเป็นผู้ถืออาวุธ ท่านพี่ก็เป็นประมุขตระกูล พวกเราพี่น้องร่วมมือร่วมใจกัน จงหยวนมีกี่คนต้านทานได้”

“ซั่งหยางเฟย… เจ้ากับพี่ชายเจ้าแทบเหมือนกัน ตอนนั้นเขาก็กล่าววาจาจองหองแบบนี้เช่นกัน” ซั่งหยางจิ่วหลี่สูดลมหายใจหลายรอบเพื่อสงบสติอารมณ์

“ท่านพี่…เขาตายอย่างคุ้มค่า เสียสละเพื่อครอบครัว เป็นความปรารถนากับอุดมคติในชีวิตของเขา” ซั่งหยางเฟยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านพี่ต้องการให้ตระกูลซั่งหยางอยู่ในจุดสูงสุดของเก้าตระกูลจงหยวน นี่เป็นความปรารถนา และเป็นเป้าหมายของข้าเช่นกัน”

ซั่งหยางจิ่วหลี่มองสตรีตรงหน้าอย่างไร้เรี่ยวแรง

ซั่งหยางเฟย อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลซั่งหยาง คนที่ความเร็วในการเติบโตเทียบเคียงกับนางได้ ตั้งแต่ตระกูลซั่งหยางเคยมีมามีอยู่สองคน สองคนก่อนหน้าทั้งหมดเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดที่เคยนำตระกูลซั่งหยาง เป็นผู้ถืออาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดในจงหยวน!

ในฐานะอัจฉริยะอันดับหนึ่งที่ถือกำเนิดหลังนาง ซั่งหยางเฟยอายุสิบปีก็เลื่อนถึงระดับเบญจลักษณ์ อายุสิบห้าก็เลื่อนถึงระดับสัตตะลักษณ์ ก้าวสู่ระดับอสรพิษ อายุยี่สิบปีก็เข้าสู่สามขั้นกลาง ปัจจุบันอายุยี่สิบห้าปี…ล้ำลึกไม่อาจหยั่งคาด!

‘นางถึงขั้นได้รับการยอมรับจากพู่กันบรพตแล้ว…’ ซั่งหยางจิ่วหลี่พอเห็นตราสามเหลี่ยมบนหน้าผากของอีกฝ่าย ในใจเกิดความเหนื่อยล้า

ตรานี้เป็นสัญลักษณ์ของอาวุธเทพศัสตรามาร บ่งบอกว่าซั่งหยางเฟยเข้าถึงพู่กันบรพตอาวุธเทพประจำตระกูลซั่งหยางแล้ว

นางผู้นี้… นางผู้นี้!

ซั่งหยางจิ่วหลี่บังเกิดความผิดหวัง แต่ไม่อาจไม่ยอมรับ นางเข้าใจความน่ากลัวของสตรีตรงหน้าดี

คุณสมบัติของอีกฝ่ายเทียบกับตนได้แล้ว ระดับความพยายามยังเหนือกว่าตนอีก นางมีความทะเยอะทะยาน มีความสามารถ มีพลัง!

ไม่ว่าจะเป็นการดึงขุมกำลังในตระกูลเป็นพวก หรือการพัฒนาพลังฝึกปรือของตนเอง ซั่งหยางจิ่วหลี่รู้ว่าตนเองล้วนสู้อีกฝ่ายไม่ได้

แต่ว่าคำพูดและการกระทำของซั่งหยางเฟย เปลือกนอกอ่อนโยน แต่มักให้ความรู้สึกแข็งกร้าวในอ่อนโยน นางไม่ยอมให้คนอื่นปฏิเสธ และไม่ยอมให้อีกฝ่ายต่อต้าน สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกนอกอันอ่อนโยนน่าเวทนา เป็นความโหดเหี้ยมและความเด็ดขาด

“ว่ามา เจ้ามาหาข้าเพราะอะไร” ซั่งหยางจิ่วหลี่หยุดความคิด เอ่ยอย่างเย็นชา

“ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับท่านพี่จิ่วหลี่ที่ก้าวสู่ระดับสามขั้นบน ปรับสายเลือดจนมั่นคงสำเร็จ” ซั่งหยางเฟยกล่าวพลางยิ้มกว้าง “แล้วก็ ทางด้านผู้อาวุโสสิบสามในตระกูลตรวจสอบเรื่องราวนั้นเมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว ไม่ทราบท่านพี่ได้ยินมาหรือไม่”

ซั่งหยางจิ่วหลี่พยักหน้า

“ข้าได้ยินเรื่องทางผู้อาวุโสสิบสามมาแล้ว”

“เช่นนั้นก็คุยกันง่าย” ซั่งหยางเฟยยกมือขึ้น กระดาษสีขาวใบหนึ่งลอยขึ้นมาจากโต๊ะ แล้วพุ่งเข้าหาซั่งหยางจิ่วหลี่อย่างแผ่วเบา

“ดาบเก้าลำดับปรากฏ สิบหอกหยกปีศาจปรากฏ เกราะเปลี่ยนฟ้าผลุบๆ โผล่ๆ ทางเหนือ ตะวันตก และใต้ ล้วนเกิดสภาพผิดปกติ ยังมีหยกลี้ลับนั่นอีก…ช่วงนี้วุ่นวายไม่น้อยเลยเมื่อเทียบกับในอดีต”

“ดังนั้น?” ซั่งหยางจิ่วหลี่ถามเสียงเย็นชา นางทราบว่าน้องสาวผู้นี้ไม่มีทางมาหาตนเฉยๆ จะต้องมีคำขอร้องแน่ “ต่อให้วุ่นวายแต่จะเทียบกับภัยแล้งที่แคว้นเมฆาได้หรือ”

ซั่งหยางเฟยยิ้ม “อาวุธเทพศัสตรามารสามชิ้นปรากฏ กุญแจสำคัญในการตามหาพวกมันอยู่ที่หยกลี้ลับ ปัจจุบันถึงขั้นข้องเกี่ยวกับหวงซูหลิงแห่งตระกูลหวงด้วย ถ้าเป็นเวลาปกติ การปราบหวงซูหลิงสักคนไม่นับเป็นอะไร แต่ปัจจุบันผู้น้องไม่อาจปลีกตัวไปไหน ยังต้องรับมือคนอื่น จึงจัดการหวงซูหลิงผู้นี้ไม่ได้…และไม่อาจขอให้ผู้อาวุโสลงมือ ดังนั้นจึงมาขอให้ท่านพี่ช่วยเหลือ”

“หวงซูหลิงแห่งตระกูลหวง…” ซั่งหยางจิ่วหลี่จำสตรีนางนี้ได้ เป็นคนที่สู้ยากคนหนึ่ง ในฐานะหนึ่งในเก้าตระกูล หวงซูหลิงเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลหวง ใกล้เคียงกับตน แต่อ่อนแอกว่าซั่งหยางเฟยไม่น้อย

“ได้ ถึงอย่างไรเจ้าก็มีอำนาจผู้แทนประมุขตระกูล คำพูดของเจ้ามีใครไม่กล้าฟังบ้าง” ซั่งหยางจิ่วหลี่กล่าวอย่างเย็นชา

“ถ้าทำได้ ขอให้ท่านพี่จับเป็นมนุษย์ธรมดาที่ครอบครองหยกลี้ลับผู้นั้น น้องประหลาดใจยิ่งที่เหตุใดมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งไม่ถูกอาวุธเทพจู่โจม ทั้งที่ซ่อนมันไว้นานขนาดนี้” ซั่งหยางเฟยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

ซั่งหยางจิ่วหลี่มองรอยยิ้มของนาง รู้สึกขยะแขยง

ตอนนั้นตระกูลหลิ่วถูกทำลายที่แคว้นเมฆา ในคนที่ไปถมหินลงบ่อ ทำลายล้างตระกูลหลิ่ว มีนางซั่งหยางเฟยด้วย

ตอนนี้นางพูดว่าประหลาดใจ คาดว่าหลังจับคนผู้นั้นได้ ผลลัพธ์จากความประหลาดใจของซั่งหยางเฟย คือการถลกหนัง หั่นกระดูก เนื้อ และอวัยวะภายในมนุษย์ผู้นั้นทั้งเป็น แล้วนำมาศึกษาอย่างละเอียด

นางเคยเห็นฉากสยดสยองนั่นกับตา

“ข้าเข้าใจแล้ว”


สำนักมารกำเนิด

ผู้อาวุโสใหญ่นั่งในถ้ำ มองดูคนหกคนที่เหลืออยู่ตรงหน้า ในช่วงนี้มีลูกศิษย์หนีไปอีกสามคน

เขาชินชาแล้ว หรือควรบอกว่าหมดอาลัยตายอยากแล้ว

เขาจะกล้ามอบวิชาลับมารกำเนิดให้ศิษย์แบบนี้ได้อย่างไร เกิดเอาให้ เกรงว่าแค่หันหน้ากลับมาก็หนีไปเข้าร่วมสำนักอื่นแล้ว

ลอบถอนใจ เขาสอนวิชาที่เคยสอนไปเมื่อก่อนต่อ

“พูดถึงที่มาของวิชาลับ ความจริงมาจากอาวุธเทพศัสตรามารทั้งหมด พลังของอาวุธเทพศัสตรามารเรียกว่ากฎเกณฑ์ มีเครื่องมือสามเหลี่ยมพิเศษเป็นสัญลักษณ์…” ผู้อาวุโสใหญ่มองคนหกคนตรงหน้า

เฟยหวงจื่อเหม่อลอย เหอเซียงจื่อตั้งใจฟัง คนที่เหลือสัปหงก ดวงตาล่องลอย สมาธิไม่ได้อยู่ตรงนี้

จิตใจหวั่นไหว มีความคิดจากไป…

ผู้อาวุโสใหญ่ปวดใจกว่าเดิม สำนักมารกำเนิดที่เฟื่องฟูในยุครุ่งเรือง ตอนนี้กลับเหลือศิษย์แค่นี้…

กระนั้นเขาพลันสังเกตเห็นว่า นอกจากเฟยหวงจื่อและเหอเซียงจื่อ ในกลุ่มศิษย์ที่เหลือ ลู่เซิ่งที่เข้าร่วมสำนักในภายหลังคล้ายฟังอย่างจริงจังตั้งใจ นี่ทำให้เขาใจชื้นขึ้นเล็กน้อย

“… ตราสามเหลี่ยมนี้งดงามซับซ้อน บ่งบอกถึงพลังคุณสมบัติของอาวุธเทพศัสตรามารทุกเล่ม หรือก็คือพลังที่พวกเราเรียกว่ากฎเกณฑ์ วิชาลับความจริงเป็นวิธีเลียนแบบ เป็นพลังที่ตระกูลขุนนางกับเหล่าบรรพบุรุษของสำนัก ศึกษาจนได้มา กฎเกณฑ์มีอานุภาพน่ากลัวถึงขีดสุด สภาวะโจมตีใดๆ ที่ปรากฏตราอาคม นอกจากตัวตนในระดับเดียวกันแล้ว ไม่มีใครป้องกันได้ วิชาลับเป็นของเลียนแบบและของผสมของกฎเกณฑ์ แต่อานุภาพอ่อนด้อยกว่ามาก เป็นฉบับที่ปรับให้ง่ายขึ้นตามหลักวิเคราะห์ศึกษาความลึกลับที่พื้นผิวของกฎเกณฑ์” เขากำลังเล่าถึงประวัติความเป็นมาของวิชาลับสำนักมารกำเนิดตามปกติ ในฐานะศิษย์สำนักมารกำเนิดย่อมจำเป็นต้องรู้จักบูรพาจารย์ในสำนักและเรื่องราวสำคัญในสำนักทั้งหมด

……………………………………….
บทที่ 212

ลู่เซิ่งนั่งฟังอยู่ด้านข้างอย่างตื่นเต้น นี่เป็นความลับแปลกใหม่สำหรับเขา เป้าหมายที่เขามาที่นี่ก็เพื่อทำความเข้าใจตระกูลขุนนางและอาวุธเทพศัสตรามาร ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งที่เขาอยากฟังพอดี

เพียงแต่ก่อนคาบเช้า เขาได้ยินเหอเซียงจื่อพูดกับศิษย์สตรีคนหนึ่งอยู่ไกลๆ ถามว่าทำไมถึงมีคนมาแค่ไม่กี่คน

เดิมทีก็มีคนไม่มาก ตอนนี้เหลืออยู่แค่นี้

นอกจากเขา เหอเซียงจื่อ เฟยหวงจื่อ ก็เหลือศิษย์บุรุษสองคนกับศิษย์สตรีคนหนึ่ง แต่เพราะเหลือคนแค่นี้ ศิษย์บุรุษสองคนนั้นจึงเกิดความหวั่นไหว คิดจากไปเช่นกัน

ลู่เซิ่งหยุดความคิด ฟังผู้อาวุโสใหญ่สอนต่อ ไม่ว่าพวกเขาจะไปหรือไม่ เขาก็คิดจะอยู่ต่อไป หนังสือในหอเก็บหนังสือของที่นี่มีมากมาย จะอ่านให้จบยังอีกนาน เขาไม่รีบร้อน

เมื่อคืนเขาใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยนยกระดับวิชาไร้มูลเหตุจนถึงระดับสาม กล้ามเนื้อมัดน้อยในร่างจำเป็นต้องปรับตัว ขณะเดียวก็จำเป็นต้องใช้การกระตุ้นเพิ่มจากหมอกพิษปราณมารในบึงมารเป็นหลัก ไม่อย่างนั้นก็เลื่อนระดับไม่ได้

หลังจากจบคาบเช้า เขาก็จะไปบึงมารอีก ดูว่าถ้ายกระดับวิชาไร้มูลเหตุถึงขีดจำกัดเท่าที่ทำได้ จะเกิดปฏิกิริยาแบบไหน

ผู้อาวุโสใหญ่สอนไปสอนมา อยู่ๆ ก็รู้สึกเบื่อหน่าย

“…บ่อกำเนิดของวิชาลับมารกำเนิดมาจากศัสตรามารในอดีต และมาจากการศึกษาเรื่องมาร เอาล่ะ คาบเช้าของวันนี้จบเท่านี้ พวกเจ้ามีคำถามอะไรอยากจะถามหรือไม่” เขามองคนทั้งหกตรงหน้า

ในนี้มีแค่สองคนตั้งใจฟัง ที่เหลือมีความกังวลใจ อาจไม่อยู่ที่สำนักมารกำเนิดแล้ว

ผู้อาวุโสใหญ่หดหู่อยู่ชั่วขณะ ไม่รอมีคนตอบ เขาก็โบกมืออย่างไร้เรี่ยวแรง

“ช่างเถอะ ทั้งหมดแยกย้ายไป”

“ทราบแล้ว” ทุกคนลุกขึ้นจากไปอย่างเชื่องช้า

เฟยหวงจื่อลุกขึ้น แล้วหมุนตัวเร่งฝีเท้าเดินออกจากถ้ำเป็นคนแรก

ลู่เซิ่งออกจากถ้ำ เห็นเฟยหวงจื่อมีใบหน้าคับข้องใจ คล้ายไม่ยอมละทิ้งอะไรบางอย่าง

นับตั้งแต่เผยธาตุแท้ในครั้งก่อน เขาก็ไม่ปิดบังอีก แสดงสันดานออกมามากกว่าเดิม ทำให้ผู้อาวุโสใหญ่ผิดหวังมากขึ้น ตัดความคิดที่จะถ่ายทอดวิชาลับให้โดยสิ้นเชิง

ลู่เซิ่งเห็นเฟยหวงจื่อลงหน้าผาหิน วิ่งเข้าไปในเงามืดข้างหน้าผา เดินพล่านไปมา สีหน้าลังเล

เขาถือโอกาสตามเข้าไป ซ่อนอยู่ในซอกหลืบ สังเกตอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ

ภายใต้สภาพหยินโชติช่วง ความสามารถในการเก็บกลิ่นอายของลู่เซิ่งแข็งแกร่งไม่ธรรมดา คิดจะทำให้คนระดับเฟยหวงจื่อสัมผัสตัวเองไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องลำบาก

เฟยหวงจื่อเดินอยู่ในเงามืดอยู่เนิ่นนาน ค่อยหยุดฝีเท้าลง พลางมองไปยังหน้าผาหิน ในดวงตาเต็มไปด้วยความยึดมั่น

เนิ่นนานให้หลัง แววดิ้นรนในดวงตาของเขาค่อยๆ หายไป สิ่งที่มาแทนที่คือความแน่วแน่อย่างหนึ่ง จากนั้นเขาก็หมุนตัวก้าวฉับๆ จากไป คล้ายไม่ลังเลอีกแล้ว

ลู่เซิ่งมองดูเขาหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว ส่ายหน้าเล็กน้อย ออกมาจากหลืบหน้าผาแล้วเดินไปยังบึงมาร

ในถ้ำมืดมิดว่างเปล่า ทั้งยังเย็นยะเยือก

ลู่เซิ่งพุ่งผ่านสะพานแขวน เดินเลยหอเก็บหนังสือไป เห็นรอบๆ ไร้ผู้คน

‘จำได้ว่าซ่งจื่ออันที่พาเราเข้ามากับหน้าขาวตอนเพิ่งเข้าสำนัก ทำไมเข้าสำนักมาตั้งนานยังไม่เคยเห็นเงาเขาเลย’ ลู่เซิ่งสงสัยเล็กน้อย

แต่นึกถึงใบหน้าอันซีดขาวที่ดูลึกลับของซ่งจื่ออัน เขามีความรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เหมือนคนเป็น

ยังมีศิษย์พี่หน้าขาวนั่น ก็ไม่มีทางเป็นคนธรรมดาแน่นอน

ในเมื่อพวกเขาไม่ได้เป็นศิษย์ในสำนัก ก็คงจะเป็นผู้ดูแลที่ไม่เคยพบ ของสำนักมารกำเนิดแล้ว…

‘แต่ผ่านไปตั้งนานยังไม่เจอพวกเขา หรือว่าพวกเขาจะออกมาเคลื่อนไหวในตอนกลางคืน หลังจากพวกเรากลับไปพักผ่อนจริงๆ’ ลู่เซิ่งพลันนึกถึงกฎที่ตกดึกจะต้องกลับไปพักผ่อนในถ้ำ กฎแปลกๆ แบบนี้ต้องมีเหตุผล

ไม่แน่ว่าจะเกี่ยวกับการที่ไม่เห็นซ่งจื่ออันกับหน้าขาว

‘ครั้งนี้หลังจากเข้าไปในบึงมาร ค่อยไปถามซ่งจื่ออันที่สุสานให้ชัดเจน’ ลู่เซิ่งลดความเร็วลงช้าๆ รอบข้างเป็นถ้ำบึงมารหลายแถว

เขากวาดตามองดู ไม่นานก็เจอบึงมารที่ตนใช้ได้

เป็นบึงมารที่กระถางทองแดงปักธูปสองดอกปรากฏขึ้นในสายตาของเขา

‘เอาบึงนี่แหละ’ ลู่เซิ่งก้าวสองสามก้าวเป็นก้าวเดียว ข้ามกระถางทองแดงเข้าไปในถ้ำอย่างผ่อนคลาย

เขาผ่อนคลายร่างกาย ให้ปราณมารทะลักเข้าไปด้านในตัวเหมือนครั้งก่อน

ถึงจะได้รับการเตือนจากเหอเซียงจื่อ รู้ว่าวิธีนี้ผิด แต่เป็นเพราะครั้งก่อนหลังจากดูดซับปราณมารไปทั่วร่าง เขาก็รู้สึกได้รางๆ ว่า ร่างกายของตนเองแข็งแกร่งมากขึ้น ถึงขั้นมีความเป็นพิษจากปราณมารนี้

วิธีการดูดซับแบบนี้ แทนที่จะบอกว่าเป็นการทรมาน ควรจะบอกว่าเป็นการออกกำลังกระตุ้นเหมือนวิชาแข็งกร้าวมากกว่า

ฟู่ว…

ปราณมารสายใหญ่เข้มข้นซัดเข้าหาลู่เซิ่งอย่างบ้าคลั่ง

สำหรับพวกมันแล้ว เลือดเนื้อที่ไร้พลังสายเลือดคอยหยุดยั้ง เป็นของบำรุงที่ดีที่สุด

ปราณมารนับไม่ถ้วนก่อเกิดเป็นวังวนใหญ่กระจายไปทั่วถ้ำ หลอมรวมปราณมารอันมหาศาลเข้าไปในตัวลู่เซิ่ง

เขาโคจรปราณหยินหยางขวดสมบัติอย่างคุ้นเคย เร่งความเร็วฟื้นฟูร่างกาย

พยายามนึกถึงวิชาไร้มูลเหตุ กล้ามเนื้อมัดเล็กในตัวสั่นไหวอย่างรุนแรง ค่อยๆ ละลายภายใต้การกระตุ้นจากปราณมาร และเกิดใหม่ด้วยความเร็วสูงเพราะการหล่อเลี้ยงจากปราณขวดสมบัติ

วิชาไร้มูลเหตุระดับที่สามคล้ายมีผลระดับหนึ่งต่อปราณมาร ความเจ็บปวดที่ลู่เซิ่งรู้สึกได้อ่อนลงกว่าครั้งก่อนมาก

เขายืนนิ่งอยู่ในถ้ำเล็กกว้างสองสามหมี่ ปราณมารจำนวนมากลอยวนเวียนทั่วร่าง ชักนำปราณมารที่อื่นมาทางนี้อย่างต่อเนื่อง

ลู่เซิ่งค่อยๆ หลับตา สัมผัสได้ว่ากายเนื้อที่ตรึกตรองถึงวิชาไร้มูลเหตุจนกล้าแข็งขึ้น เริ่มอดทนได้กว่าเดิมเพราะการกระตุ้นจากปราณมาร และการเกิดใหม่ซ้ำไปซ้ำมา

‘ผลของวิชาไร้มูลเหตุคือการเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายและเสริมการพัฒนาพลังสายเลือด นี่เป็นการทำให้กล้ามเนื้อของตนเองแข็งแกร่งขึ้น เราไม่มีสายเลือดให้พัฒนา อย่างนั้นสิ่งที่มีประโยชน์กับเราเพียงหนึ่งเดียวน่าจะเป็นผลเสริมความแข็งแกร่ง’ ขณะโคจรวิชาไร้มูลเหตุ ลู่เซิ่งก็สัมผัสได้ว่าร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ

กล้ามเนื้อมัดเล็กส่วนใหญ่บนตัวโดยเฉพาะที่แขนขา ระหว่างที่เกร็งตัวและต่อต้านกันในระดับสูง ก็เริ่มเพิ่มความเร็วในการไหลเวียนเลือดอย่างเชื่องช้าจนขยายใหญ่และแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะการกระตุ้นของปราณมารพลิกตัวอย่างรุนแรง ลู่เซิ่งก็นึกภาพใบหน้าคนจากไฟหยินของตัวเอง ถึงขั้นเห็นรายละเอียดมากมายบนใบหน้าจากไฟหยินตามเวลาที่ผ่านไป เหมือนกับใบหน้าไฟหยินที่เขาจินตนาการมีตัวตนจริงๆ

เวลาค่อยๆ เคลื่อนคล้อย ปราณมารจำนวนมากรวมตัวในร่างลู่เซิ่งอย่างคลุ้มคลั่งเหมือนก่อนหน้า จากนั้นก็ละลายกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายใน ก่อนที่ปราณหยินหยางขวดสมบัติจะฟื้นฟูรักษาด้วยความเร็วสูง

ในกระบวนการทำลายและฟื้นฟูไม่หยุดหย่อนนี้ ร่างกายของลู่เซิ่งแข็งแกร่งขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ต้านทานพิษได้ดีกว่าเดิม

ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดปราณขวดสมบัติก็ใกล้จะหมดแล้ว

ลู่เซิ่งออกจากห้วงสมาธิ เริ่มถอยออกจากถ้ำอย่างช้าๆ

ซู่ม!

ลู่เซิ่งดึงร่างออกมาจากในปราณมารที่เหนียวหนืดเหมือนกับพุ่งออกมาจากผิวน้ำ กลับมายังข้างกระถางทองแดง

เขาสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง ปวดไปทั่วทั้งตัว ยกมือขึ้น ผิวบนแขนซีดขาวเนียนนุ่ม เป็นผิวอ่อนนุ่มที่งอกออกมาใหม่

‘ความรู้สึกนี้…’ ลู่เซิ่งย่นหัวคิ้ว สัมผัสได้ว่าตนกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าประหลาดบางอย่าง หรือควรบอกว่าเป็นการปรับตัวบางชนิดเพราะการบำรุงด้วยปราณมาร

ความสามารถในการฟื้นตัวด้วยความเร็วสูงที่เกิดจากปราณขวดสมบัติ ทำให้เขามีทุนในการฟื้นฟูตัวเองอย่างรวดเร็ว และสามารถรักษาพลังชีวิตภายใต้การทะลักอันมหาศาลของปราณมาร

กระบวนการทำลายและฟื้นฟูซ้ำไปซ้ำมา ความจริงเป็นกระบวนการปรับตัวให้เข้ากับปราณมาร

‘ดีปบลู’ ลู่เซิ่งเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยนออกมา

กรอบสีน้ำเงินโผล่มาตามที่นึก ด้านหลังตัวเลือกวิชาไร้มูลเหตุในกรอบปรากฏปุ่มปรับเปลี่ยนที่ยกระดับได้อีกครั้ง

‘กระตุ้นมากพอแล้ว ใบหน้าไฟหยินปรากฏคลื่นบิดเบี้ยว หมายความว่าปราณหยินระดับนี้ฝึกฝนถึงมาตรฐานแล้ว ต่อจากนี้ต้องพยายามตรึกตรองและฝึกดัดกล้ามเนื้อ สามารถใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยนยกระดับ ประหยัดเวลาได้โดยสมบูรณ์ ตอนนี้ปราณหยินหยางขวดสมบัติไม่พอ รอกลับไปพักผ่อนฟื้นฟู ก็จะเลื่อนถึงระดับสี่ได้’

ลู่เซิ่งค่อยๆ กำมือ เขารู้สึกได้อย่างเลือนรางว่าพละกำลังในกายเนื้อของตนเองดูเหมือนจะยิ่งใหญ่และคล่องแคล่วขึ้นเพราะฝึกฝนวิชาไร้มูลเหตุ

ไม่ได้เอนไปทางแข็งทื่อตรงไปตรงมาเหมือนเมื่อก่อนหน้า

นี่อธิบายได้ว่าวิชาไร้มูลเหตุยังส่งผลช่วยเหลือต่อเขา เพียงแต่ว่าเป็นเพราะระดับของเขาสูงเกินไป ดังนั้นการช่วยเหลือจึงมีจำกัด แสดงออกไม่ชัดนัก

ออกจากบึงมาร ลู่เซิ่งยังคงกลับไปพักผ่อนที่ถ้ำของตัวเอง จากนั้นไปเรียนคาบเช้าในวันต่อมาเหมือนปกติ

ทว่าภาพที่เห็นในเช้าตรู่วันต่อมาทำให้เขาใจหาย

มีคนหนีไปอีกแล้ว ก่อนหน้านี้รวมเขาด้วย ยังมีศิษย์สำนักหกคน ปัจจุบันเหลือเขา เฟยหวงจื่อ และเหอเซียงจื่อสามคน

“หรูเมิ่งไปแล้วหรือ” ผู้อาวุโสใหญ่ถามเบาๆ

“เช้าวันนี้ข้าเห็นนางแบกหนังสือออกจากถ้ำไปแล้ว…” เหอเซียงจื่อกระซิบตอบ

ผู้อาวุโสใหญ่เงียบงันไป ไม่ได้เอ่ยปาก

เขานั่งนิ่งบนเบาะกลมอย่างนี้ เฟยหวงจื่อ เหอเซียงจื่อ ลู่เซิ่ง ได้แต่นั่งนิ่งเช่นกัน ไม่กล้าเปล่งเสียง

เหลือสามคนแล้ว…

สำนักใหญ่โต สำนักมารกำเนิดที่ใหญ่โตขนาดนี้เหลือศิษย์แค่สามคน

เนิ่นนานให้หลัง

ผู้อาวุโสใหญ่ค่อยๆ หลับตาลง

“อยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ ข้าเหนื่อยแล้ว…ให้ข้าพักผ่อนหน่อย”

เฟยหวงจื่อเงียบขรึม ลุกขึ้นผละไปเป็นคนแรก ก่อนจากไปเขาก้มหน้าคารวะผู้อาวุโสใหญ่รอบหนึ่ง แล้วหมุนตัวไป

เหอเซียงจื่ออารมณ์หม่นหมอง ทำท่าจะพูดแต่ก็หยุดไว้ เห็นผู้อาวุโสใหญ่อารมณ์ไม่ดี ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร ลุกขึ้นตามไป

ลู่เซิ่งยืนขึ้น มองผู้อาวุโสใหญ่ รู้สึกสงสารเล็กน้อย

“อาจารย์ คาบเช้าวันพรุ่งนี้เล่า ยังต้องมาหรือไม่”

เขาพลันส่งเสียงถาม

คาบเช้าหรือ

ผู้อาวุโสใหญ่พลันลืมตา มองเขาอย่างประหลาดใจ

“วันนี้เล่าเรื่องประวัติกับประเภทของตราอาวุธเทพ…” นี่เป็นส่วนที่ศิษย์ไม่ชอบฟัง

“ถูกต้อง” ลู่เซิ่งพยักหน้า “เมื่อคืนข้าตั้งใจอ่านเรื่องนี้ในหอเก็บหนังสือไม่น้อย วันนี้ยังคิดถามคำถามส่วนหนึ่งกับท่าน”

ถามคำถามหรือ

ผู้อาวุโสใหญ่มองเขาอย่างงุนงง

สักพักหนึ่ง เขาค่อยๆ ถามด้วยเสียงแหบพร่า “พวกเขาไปแล้ว เจ้า…ไม่ไปหรือ”

ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว

“ทำไมต้องไป ข้ารู้สึกว่าที่นี่ไม่เลวยิ่ง”

เขายิ้ม “มีหนังสือให้อ่าน ทั้งยังอยู่สบาย”

“หรือที่เจ้ามาสำนักจะไม่ใช่เพื่อฝึกฝน แต่เพื่ออ่านหนังสือ” ผู้อาวุโสใหญ่สนใจเล็กน้อย “เจ้าไม่ฝึกวิชาลับแล้วหรือ”

“ฝึกขอรับ” ลู่เซิ่งถามอย่างสงสัย “วิชาไร้มูลเหตุตอนนี้ข้าฝึกถึงระดับสองแล้ว รู้สึกใช้ได้ ราบรื่นยิ่ง คือ…”

“หา? ระดับที่สอง?!”

ลู่เซิ่งพูดไม่ทันจบ ก็ชะงักเพราะผู้อาวุโสใหญ่เบิกตาโพลง

……………………………………….
บทที่ 213

“ขอรับ ระดับสอง” ลู่เซิ่งเอะใจถึงบางสิ่ง จึงบอกต่ำๆ ไว้ก่อน ความจริงเขาเลื่อนถึงระดับสาม กำลังจะเลื่อนถึงระดับสี่แล้ว

แต่พอนึกได้ว่าวิชามีทั้งหมดเก้าระดับ เขาจึงบอกว่าตนเองอยู่ในระดับสอง

ผู้อาวุโสใหญ่อ้าปาก พูดอะไรไม่ออกอยู่ชั่วขณะ

ศิษย์คนก่อนๆ ที่เลื่อนระดับเร็วแบบนี้มีใครบ้าง เขาจำไม่ได้แล้ว เป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว

คุณสมบัติแบบนี้…ที่มาสำนักมารกำเนิดอาจจะเป็นเพราะสำนักมีคลังหนังสือที่มีอายุมากกว่าสำนักส่วนใหญ่กระมัง

พูดอีกอย่างก็คือ เขามาเพื่อหนังสือจริงๆ ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เข้าสำนักอื่นๆ ได้อย่างง่ายดายยิ่ง

ผู้อาวุโสใหญ่มองศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักได้ไม่กี่เดือนตรงหน้า ยินดีระคนงุนงง รู้สึกเหมือนเห็นฟ้าหลังฝน

ก่อนหน้านี้เขาลำบากตามหาศิษย์ที่มีคุณสมบัติไม่เลวไปทั่ว หวังว่าจะส่งต่อเชื้อไฟของสำนักต่อไปได้ในวันสุดท้าย เช่นนี้ต่อให้หน่วยหลักเปลี่ยนมือ สำนักล่มสลาย ก็ยังคงถ่ายทอดต่อได้

แต่ตอนนี้ ตอนที่ศิษย์ซึ่งมีคุณสมบัติโดดเด่นที่แท้จริงมายืนอยู่ต่อหน้า ผู้อาวุโสใหญ่พลันมีความรู้สึกเหลือเชื่อซึ่งอธิบายไม่ถูก เป็นความยินดีประดุจฝนตกจากฟ้า

ผู้อาวุโสใหญ่เคยคิดมาก่อนว่า ลู่เซิ่งเป็นสายลับที่สำนักอื่นส่งมาหรือไม่ เพียงเพราะต้องการทำให้ตนเชื่อใจ จึงแสดงออกเช่นนี้ ทว่าเขาก็ปฏิเสธความเป็นไปได้นี้ทันที

ถ้าหากว่าเป็นสายลับของสำนักอื่นจริงๆ ศิษย์อย่างลู่เซิ่งอยู่ในสำนักเล็กๆ ไปเรื่อยๆ เกรงว่าจะถูกคนอื่นซื้อตัวไปแล้ว

สำนักขนาดใหญ่ไม่สนใจกิจการอันกระจ้อยร่อยของสำนักมารกำเนิด พวกเขาหาหน่วยหลักสำนักมารกำเนิดได้สองแห่ง สามแห่ง หรือมากกว่านี้ แต่ถ้าเป็นศิษย์ที่มีคุณสมบัติดี ก็ไม่แน่ว่าจะเจอว่าที่ยอดฝีมือระดับสุดยอดของสำนักหลายๆ คนได้อย่างง่ายดาย

‘แค่ไม่กี่เดือนก็เลื่อนถึงระดับสอง ศิษย์คนอื่นๆ อย่างน้อยต้องใช้เวลาหนึ่งปี คุณสมบัตินี้ไม่เลวยิ่ง…แต่ต้องคอยสังเกตต่อไป เกิดว่าฝากการสืบทอดของสำนักให้ผิดคน…’ อยู่ๆ ผู้อาวุโสใหญ่ก็นึกถึงศิษย์อีกสองคนที่เหลืออยู่

คนหนึ่งคือเฟยหวงจื่อ ตอนนี้มองออกแล้วว่าเขาคิดไม่ซื่อ ตอนแรกตัวเองมองผิดไป

อีกคนคือเหอเซียงจื่อ ซื่อสัตย์ ซื่อบื้อ ถึงขั้นที่โง่เขลายู่บ้าง ความเชื่อถือและความซื่อสัตย์ต่อสำนักเป็นอันดับหนึ่ง แต่ว่าคุณสมบัตินั้น…ฝึกมาสิบเก้าปี ตอนนี้ยังติดอยู่ในระดับเก้าของวิชาไร้มูลเหตุ

คิดถึงตรงนี้ ผู้อาวุโสสูดหายใจเฮือกหนึ่ง

“เจ้า…อึดอัดตรงไหนหรือไม่” วิชาไร้มูลเหตุจำเป็นต้องใช้ปราณภายในกระตุ้นหว่างคิ้ว หากในระยะเวลาสั้นๆ เกิดความถี่มากเกินไป จะทำให้ร่างกายแบกรับภาระไม่ไหว เขาจึงถามเช่นนี้

ลู่เซิ่งเข้าใจความหมายของเขา ดูจากเปลือกนอกของอีกฝ่าย ตนคล้ายไม่ได้อยู่ในสภาพปกติ ถือว่าแสดงออกเร็วเกินไป

“ยังดีอยู่ขอรับ ไม่มีตรงไหนอึดอัด”

“เช่นนั้นก็ดีๆ เจ้าโคจรวิชาไร้มูลเหตุให้ข้าดู” ผู้อาวุโสคล้ายกับกระตือรือร้นขึ้นเล็กน้อย

ลู่เซิ่งทางหนึ่งนึกถึงใบหน้าไฟหยิน ทางหนึ่งกระตุ้นร่างกาย กล้ามเนื้อมัดเล็กๆ บนร่างเริ่มสั่นไหวน้อยๆ การสั่นไหวนี้เขาจงใจควบคุมเอาไว้ ไม่ให้แตกต่างจากระดับสองมากเกินไป

“อัคคีจิตส่องสว่างเอง ใช้ได้ๆ!” ผู้อาวุโสแวบเดียวก็มองสภาพของลู่เซิ่งในตอนนี้ออก เป็นระดับอุดมคติของศิษย์ในสำนักแล้ว

“ต่อจากนี้ข้าจะสอนจุดสำคัญของวิชาไร้มูลเหตุในขั้นต่อไป…” เขาขมีขมันขึ้นมาในทันที แต่เปลือกนอกยังคงไม่แสดงท่าที

ลู่เซิ่งนั่งลงตั้งใจเรียนคาบเช้าส่วนตัว

เวลาสองชั่วยามไม่นานก็ผ่านไป ตอนที่ลู่เซิ่งเดินออกจากถ้ำ กลับเห็นเฟยหวงจื่อที่ยืนพิงกำแพงอยู่ที่ปากบันได

เฟยหวงจื่อจ้องเขาอย่างเย็นชา ดวงตามีความรู้สึกบางอย่าง

หึ!

เขาแค่นเสียง ก่อนหมุนตัวไป

ลู่เซิ่งมองส่งเฟยหวงจื่อออกไปไกล จนหายไปในความมืด

วันเวลากลับคืนสู่จังหวะเหมือนเมื่อก่อนหน้า

เรียนคาบเช้า อ่านหนังสือ ฝึกวิชา พักผ่อน เรียนคาบเช้า อ่านหนังสือ ฝึกวิชา…เช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา

ปราณขวดสมบัติของลู่เซิ่งไม่นานก็ฟื้นฟูจนเต็ม เขายกระดับวิชาไร้มูลเหตุอีกรอบ

เหง่ง…หง่าง…

ออกมาจากหอเก็บหนังสือ ลู่เซิ่งปิดประตูถ้ำแน่น ได้ยินเสียงระฆังดังช้าๆ ด้านนอก

ยืนอยู่ที่หน้าต่าง เขามองออกไปด้านนอก เห็นพื้นที่กว้างขวางด้านล่างหน้าผาหินค่อยๆ ถูกเงามืดปกคลุม แสงสีแดงบนเสาหินเริ่มสลัวลงเช่นกัน

ราตรีมาถึงแล้ว

แอ๊ด…

ลู่เซิ่งปิดหน้าต่าง กลับไปนั่งลงบนเตียง เริ่มนั่งขัดสมาธิเข้าสู่ห้วงสมาธิ

‘ปราณขวดสมบัติฟื้นฟูเกือบหมดแล้ว ผู้อาวุโสใหญ่สอนจุดสำคัญของสองระดับต่อจากนี้ไปแล้วด้วย ลองเลื่อนระดับวิชาไร้มูลเหตุดู’ เขาทำตามแบบแผนเดิม ตั้งสมาธิกลั้นลมหายใจ เริ่มนึกถึงใบหน้าคนด้วยไฟหยิน

‘ดีปบลู’

กรอบเครื่องมือปรับเปลี่ยนโผล่ขึ้นตามความคิด ลอยอยู่ด้านหน้าเขา

ลู่เซิ่งกดปุ่มปรับเปลี่ยนอย่างคุ้นเคย เห็นเครื่องมือปรับเปลี่ยนสั่นน้อยๆ วิชาในกรอบส่วนใหญ่ปรากฏปุ่มยกระดับได้อยู่ด้านหลัง

เขาเจอวิชาไร้มูลเหตุที่โผล่มาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

[วิชาไร้มูลเหตุ: ระดับที่สาม ผลพิเศษ: เพิ่มความแข็งแกร่งระดับสาม]

‘เป็นวิธีการฝึกฝนขั้นพื้นฐานที่ธรรมดามาก แต่มันก็เป็นพื้นฐานสำหรับวิชาต่อจากนี้ เรียบง่ายและสำคัญ ลองดูก่อนว่าจะยกระดับกายเนื้อในตอนนี้ของเราได้มากขนาดไหน’ ลู่เซิ่งคิดในใจ จากนั้นหลับตาลง เพ่งสมาธิทั้งหมดไว้บนปุ่มด้านหลังวิชาไร้มูลเหตุ แล้วกดอย่างแผ่วเบา

‘ยกระดับวิชาไร้มูลเหตุถึงขั้นที่สี่’

ฟุ่บ!

กรอบเล็กๆ พลันเลือนลง ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าปราณขวดสมบัติในร่างหายไปประมาณหนึ่งในหกส่วน

ไม่นานกรอบก็ชัดขึ้นอีกครั้ง เนื้อหาด้านในเปลี่ยนไป

[วิชาไร้มูลเหตุ: ระดับที่สี่ ผลพิเศษ: เพิ่มความแข็งแกร่งระดับสี่ สำนึกมารระดับหนึ่ง]

‘สำนึกมารหรือ’ ลู่เซิ่งนึกถึงเนื้อหาแนะนำของวิชา รวมถึงผู้อาวุโสใหญ่เคยพูดขึ้นโดยบังเอิญว่า ถ้าวิชาไร้มูลเหตุบรรลุขอบเขตอันสมบูรณ์ได้ จะมีโอกาสสองสามส่วนที่จะฝึกฝนสำนึกมารได้ก่อน

ความจริงแล้วสำนึกมารเป็นความคิดที่กระจัดกระจายเช่นความฟุ้งซ่าน และความอยาก

ความคิดอันกระจัดกระจายเหล่านี้ไม่ว่าใครต่างก็มี ไม่อาจทำให้หายไปได้ พวกเขาสร้างขึ้นมาตลอดเวลา และอาจจะหายไปได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นกัน

จริงๆ แล้วการตรึกตรองสำหรับฝึกวิชาไร้มูลเหตุใช้การรวบรวมสมาธิ สกัด และออกกำลัง เพื่อให้บรรลุผลขจัดความคิดฟุ้งซ่าน

แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าความคิดฟุ้งซ่านจะหายไปโดยสิ้นเชิง

หากอนุมานตามทฤษฎีและหลักตรรกะของตัวลู่เซิ่งเองแล้ว

‘ความคิดฟุ้งซ่านที่ถูกขจัดไปจะโดนบีบให้ออกจากความคิดเชิงอัตวิสัย นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะหายไป ถ้าหากจิตใจแข็งแกร่งเกินไป ความคิดฟุ้งซ่านและจิตมุ่งร้ายจะเกาะติดอยู่ด้านข้างผู้ฝึกฝน ย่อมเกิดเป็นสภาพจิตที่ส่งผลต่อจิตใจ และก่อให้เกิดภาพหลอน’

‘นี่ก็คือสำนึกมาร’ ลู่เซิ่งลืมตา ลุกขึ้นเดินไปถึงอ่างน้ำมุมกำแพง มองตนเองผ่านการสะท้อนของผิวน้ำ

ถ้าหากบอกว่าก่อนที่จะเลื่อนระดับ เขาปกปิดตนเองจนเหมือนคนธรรมดาทั่วไปผ่านสภาพหยินโชติช่วง อย่างนั้นเขาในตอนนี้ก็มีความชั่วร้ายบางอย่างบนตัว มองไกลๆ ทำให้คนจิตใจปั่นป่วน บังเกิดความหวาดกลัว

‘นี่คือผลของสภาพจิต คล้ายกับยานอนหลับชนิดส่งผลต่อประสาท’ เขาใช้ความคิด ผลของสำนึกมารก็หายไปอย่างรวดเร็ว

เขาในน้ำกลับเป็นเหมือนก่อนหน้า ธรรมดาไม่มีสิ่งพิเศษ คล้ายกับคนทั่วไป

นี่เป็นผลของสภาพหยินโชติช่วง สภาพหยินโชติช่วงอันแข็งแกร่งสามารถเก็บซ่อนสารกาย ปราณ และจิตทั้งหมด รวมถึงปฏิกิริยาทางสรีระวิทยาที่เกี่ยวข้อง

สำนึกมารถือเป็นความคิดฟุ้งซ่าน อยู่ในขอบเขตของจิตใจ ดังนั้นจึงถูกสภาพหยินโชติช่วงของลู่เซิ่งควบคุมไว้เช่นกัน

‘นอกจากนี้ดูเหมือนความแข็งแกร่งของร่างกายคล้ายรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกันมากกว่าเดิม การป้องกันเองก็มีการเลื่อนระดับเล็กน้อย… ไม่ต้องคำนวณก็ได้’

เขาย่นคิ้วเล็กน้อย แต่ก็รู้ว่านี่สมเหตุสมผลแล้ว ร่างกายของเขาแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ ที่วิชาลับระดับวิชาไร้มูลเหตุมีผลเพิ่มความแข็งแกร่งต่อเขา ก็ไม่เลวแล้ว

ปัจจุบันตามหาเนื้อหาในวิชาวรยุทธ์ที่มีส่วนช่วยต่อเขาอย่างใหญ่หลวงได้ยากมาก ดังนั้นลู่เซิ่งจึงฝากความหวังไว้ที่วิชาลับของตระกูลขุนนาง ถ้าหากวิชาลับไม่ได้ความ อย่างนั้นเขาก็ได้แต่ต้องจำใจสั่งสมพลังภายใน หาปราณหยินเพื่อเรียนรู้ต่อไป ดูว่าจะเดินบนเส้นทางที่ไม่เคยมีมาก่อนในด้านวิชากำลังภายในได้หรือไม่

ทว่าแค่ดูจากความตั้งใจในการสร้างวิชากำลังภายในเหล่านั้น กว่าจะเลื่อนระดับถึงขั้นอาวุธเทพศัสตรามาร คงจะยากลำบากมาก…อีกทั้งความหวังยังเลือนราง ถึงอย่างไรไม่ว่าจะเรียนรู้วิชาวรยุทธ์ขนาดไหน ก็มีขีดจำกัดอยู่ เรื่องนี้เขาเริ่มสัมผัสได้แล้ว แม้แต่เครื่องมือปรับเปลี่ยนก็ทำไม่ได้

ความตั้งใจในการสร้างวิชากำลังภายในเกือบทั้งหมดอยู่ในขอบเขตปราณภายในและสภาพปราณ ไม่ได้พูดถึงการควบแน่นปราณภายในแม้แต่น้อย แนวคิดและการทำความเข้าใจของปราณภายในส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับตื้นเขิน จึงไม่มีส่วนช่วยใดๆ ต่อลู่เซิ่ง

ถึงขั้นผู้บัญญัติวิชาไม่เข้าใจความพิเศษโดยธรรมชาติอันมากมายของการควบแน่นปราณภายในด้วยซ้ำ ยังใช้ความคิดที่คาดเดาผิดพลาดของตนเอง เรียนรู้สร้างวิชาที่ดูเหมือนร้ายกาจขึ้นมา

นี่เป็นเรื่องจนปัญญา ปราณภายในส่วนหนึ่งเมื่ออยู่ในสภาพคุณสมบัติที่แตกต่าง ก็จะแสดงออกแตกต่างไปด้วย กฎเกณฑ์และปรากฏการณ์มากมายจะปรากฏออกมาหลังควบแน่นเท่านั้น ลู่เซิ่งใช้วิธีนี้จึงค่อยเรียนรู้ความพิเศษกับสาระสำคัญของปราณภายในออกมาได้

เหมือนกับไมโครฟิสิกส์กับมาโครฟิสิกส์ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ นิยามหลายๆ อย่างไม่อาจใช้รวมกันได้

วิชากำลังภายในก็เป็นเช่นนี้ ความคิดต่อวิชากำลังภายในจำนวนมาก หลังจากควบแน่นแล้ว ลู่เซิ่งก็พบว่าเป็นความผิดพลาด ใช้ไม่ได้ ได้แต่คลำทางใหม่

‘หวังว่าวิชาลับจะให้ทิศทางใหม่กับเราได้’ ลู่เซิ่งสัมผัส สภาพของตนเองในปัจจุบัน ‘ฟ้าสว่างค่อยไปบึงมารอีกรอบ การเลื่อนสู่ระดับต่อไปน่าจะใช้เวลาไม่กี่วัน’

เขาดึงตู้ใบเล็กๆ ใบหนึ่งออกมาจากใต้เตียง นี่เป็นโอสถกระจายพลัง โอสถที่เขาให้บริวารในพรรคส่งมาให้

เป็นโอสถล้ำค่าที่ใช้บำรุงเลือดลม ด้านในผสมตัวยาราคาแพงไว้มากมาย ทรงประสิทธิภาพในการบำรุงเลือดลม โดยเฉพาะด้านบำรุงเลือดหล่อเลี้ยงหยิน

หลายวันมานี้เขาอาศัยมันมาชดเชยการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง

ถึงแแม้อาหารของสำนักนี้จะมีหยินหยางสมดุล แต่ให้น้อยเกินไป ทุกๆ ครั้งหลังจากไปบึงมาร ลู่เซิ่งจะเสียปราณขวดสมบัติมหาศาล ต้องการสารอาหารและโภชนาการสำหรับบำรุงจำนวนมากมาเร่งการฟื้นฟูปราณภายใน

อาศัยแค่สิ่งของอันน้อยนิดในสำนักย่อมไม่พอ ดังนั้นจึงต้องใช้โอสถกระจายพลัง

เทออกมาสองเม็ดแล้วโยนเข้าปาก ลู่เซิ่งเคี้ยวละเอียดก่อนกลืน นั่งสมาธิอีกครั้ง วิชาไร้มูลเหตุเพิ่งเลื่อนระดับ จำเป็นต้องใช้เวลาระยะหนึ่งปล่อยให้ร่างกายพักผ่อนและ ซ่อมแซมอาการบาดเจ็บซ่อนเร้นที่เกิดขึ้นเพราะการเลื่อนระดับอย่างกะทันหัน


ในวันต่อมา

ลู่เซิ่งยังคงไปเรียนคาบเช้าตามเวลา ตั้งใจจะไปฝึกร่างกายที่บึงมาร ผู้อาวุโสสอนเคล็ดวิชาต่อจากวิชาไร้มูลเหตุให้ลู่เซิ่งฟังอย่างใจกว้าง

การแสดงออกของลู่เซิ่งทำให้เขาปลื้มใจ แม้เป็นเนื้อหาที่เขาเคยสอน ลู่เซิ่งก็ทำความเข้าใจและจดจำได้อย่างง่ายดาย

พริบตาเดียวผ่านไปอีกเจ็ดแปดวัน ลู่เซิ่งกินโอสถกระจายพลังหมดแล้ว วันนี้ต้องไปรอคนมาส่งที่นอกถ้ำ

เขาส่งจดหมายถึงมือพลพรรควาฬแดง และทำความเข้าใจสถานการณ์ในเมืองกระดิ่งขาวได้อย่างง่ายดายผ่านนกส่งสารพิเศษของสำนัก

ยืนพิงประตูถ้ำ ลู่เซิ่งมองดูสายฝนขมุกขมัวด้านนอก เหม่อลอยอยู่ชั่วขณะ

“คิดถึงบ้านหรือ” เหอเซียงจื่อไม่รู้ว่ามาถึงด้านหลังของลู่เซิ่งตอนไหน นางยืนพิงผนังเลียนแบบเขา

……………………………………….
บทที่ 214

“ใช่แล้ว เพิ่งแต่งงานมาจากแดนเหนือไม่นาน คิดถึงอยู่บ้าง” ลู่เซิ่งยิ้มๆ

“ศิษย์น้องแต่งงานแล้วหรือ” เหอเซียงจื่อถามลอยๆ

“ขอรับ แต่งงานแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า

“ช่างดีจริงๆ… ตอนข้าแต่งงาน อายุแค่สิบกว่าปี หลังคลอดลูกสองคน เป็นเพราะโง่งมเกินไป จึงสร้างความผิดพลาด ถูกขับออกจากตระกูล…ถ้าไม่ใช่อาจารย์รับข้าไว้ ก็ไม่รู้จะไปที่ไหนดี” เหอเซียงจื่อมองสายฝนอย่างซึมเซาอยู่บ้าง เอ่ยเสียงแผ่ว

“ศิษย์พี่ไม่ใช่เติบโตในสำนักตั้งแต่เด็กหรือ” ลู่เซิ่งถามกลับ

“ใช่ เพียงแต่ถูกบุรุษคนหนึ่งจากตระกูลขุนนางหลอกลวง…ออกจากสำนัก แล้วแต่งงานกับเขา ตอนนั้นยังทำให้อาจารย์โกรธเพราะบุรุษผู้นั้นเลย ตอนนี้คิดดู…” เหอเซียงจื่อถอนใจอีกเฮือก

ลู่เซิ่งคิดไม่ถึงว่าเหอเซียงจื่อจะมีอดีตเช่นนี้ ไม่รู้สมควรตอบอย่างไร ได้แต่เงียบงัน

ทั้งคู่เงียบเสียงอยู่ชั่วขณะ

ไม่รู้รอนานขนาดไหน สายฝนถูกลมพัดม้วนไปทางซ้าย ในเสียงฝนซ่าๆ แว่วเสียงฝีเท้าม้าเร่งร้อนดังมา

ลู่เซิ่งลุกขึ้น มองไปทางบันไดหินที่เชื่อมไปยังพื้นดิน

เห็นไกลออกไปมีคนขี่ม้าสวมเสื้อกันฝนคนหนึ่งยืนอยู่บนพื้น คล้ายเพิ่งพลิกตัวลงจากหลังม้า

คนขี่ม้าถือกล่องเล็กๆ ใบหนึ่ง สะพายดาบไว้บนหลัง จ้ำลงมาตามบันได

“คนที่ข้ารอมาแล้ว” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ

“อือ” เหอเซียงจื่อเห็นคนสวมเสื้อกันฝนที่ขี่ม้ามาแล้วเช่นกัน

คนผู้นั้นเร่งฝีเท้าเดินตามบันไดลงมาจนถึงหน้าปากถ้ำ ค่อยส่งกล่องในมือให้ลู่เซิ่งอย่างนอบน้อม

“ลำบากแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า ยื่นมือไปตบตัวอีกฝ่าย ปราณขวดสมบัติสายหนึ่งไหลเข้าไปในร่าง ช่วยขจัดความหนาวและความเหนื่อยให้

“นี่เป็นสิ่งที่ข้าน้อยควรกระทำ” คนขี่ม้ามาตอบเสียงต่ำ พยักหน้าคำนับลู่เซิ่ง ก่อนหมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว

ลู่เซิ่งมองเขากลับไปถึงพื้นดิน พลิกตัวขึ้นหลังม้า กระทั่งหายไปในม่านฝน มองไม่เห็นอีก จึงค่อยหมุนตัวไปมองเหอเซียงจื่อ

“จริงด้วยศิษย์พี่ สองวันนี้ทำไมไม่เห็นศิษย์พี่เฟยหวงจื่อเลย”

“เฟยหวงจื่อหรือ” เหอเซียงจื่อชะงัก สีหน้าซับซ้อน “เขา…ไม่กี่วันก่อนจะแอบเข้าไปในโถงบรรพบุรุษ คิดตามหาวิชาลับมารกำเนิด ถูกอาจารย์พบเข้า…จากนั้นก็ถูกทำร้ายบาดเจ็บ แล้วโดนไล่ออกไป”

“หา?” ลู่เซิ่งคิดไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าเฟยหวงจื่อจะทำเรื่องแบบนี้ ถึงว่าหลายวันมานี้ทำไมไม่เห็นเขาเลย

“หมายความว่าตอนนี้ในสำนักเหลือแค่พวกเราสองคนแล้วหรือ” ลู่เซิ่งครุ่นคิด แล้วกล่าวอย่างประหลาดใจ

“ใช่…” เหอเซียงจื่อเงียบเสียงลง

ทั้งสองคนต่างก็ไร้วาจา ยืนอยู่ที่ปากถ้ำพักหนึ่ง ลู่เซิ่งค่อยผละกลับถ้ำของตัวเอง

ระหว่างทางกลับ เขาเห็นผู้อาวุโสใหญ่ยืนเงียบๆ ตามลำพังอยู่หน้าเสาหินที่มีสัญลักษณ์สีแดง ไม่ทราบว่ากำลังคิดอะไร

“อาจารย์” เขาเดินเข้าไปทักทาย

ผู้อาวุโสใหญ่หันมาเห็นลู่เซิ่ง “เสี่ยวเซิ่งนี่เอง…” เขาเหมือนเหนื่อยล้ายิ่ง ดวงตาขุ่นมัวอยู่บ้าง

“เจ้าจะไปอ่านหนังสืออีกแล้วหรือ”

“ขอรับ ยังอ่านบันทึกประวัติศาสตร์ที่เจอเมื่อวานไม่จบ” ลู่เซิ่งพยักหน้า

ผู้อาวุโสใหญ่มองศิษย์ตรงหน้า ถ้าหากบอกว่าหลายเดือนก่อน เขายังคิดคัดผู้สืบทอด เช่นนั้นวันนี้ เขาก็ไม่มีตัวเลือกอีกแล้วจริงๆ

เพื่อวิชาลับมารกำเนิด เฟยหวงจื่อกลับบุกโถงบรรพบุรุษ รบกวนความเงียบสงบของบูรพาจารย์ หนำซ้ำยังคิดขโมยวิชาลับมารกำเนิดก่อนที่จะได้รับการอนุญาตจากตน นิสัยแบบนี้ ไม่อาจประสบความสำเร็จ

ส่วนเหอเซียงจื่อ แม้ไม่มีใจคิดคดต่อสำนัก แต่คุณสมบัตินั้น…พึงทราบว่าภาพตรึกตรองมากมาย หากคุณสมบัติไม่พอ พลังฝึกปรือไม่พอ เกิดว่าคัมภีร์สาบสูญ ต้องให้ผู้สืบทอดนึกภาพขึ้นใหม่เอง

คุณสมบัติไม่พอหมายความว่า เกิดต้นฉบับคัมภีร์ลับหายไป คัมภีร์ลับนี้ก็จะสูญหายไปตลอดกาล

ดังนั้นนอกจากเหอเซียงจื่อ ผู้อาวุโสพลันพบว่าตนเองไร้ตัวเลือกอื่นแล้ว

“เจ้า…วิชาไร้มูลเหตุไม่มีปัญหาอะไรกระมัง…” ผู้อาวุโสใหญ่ถามเบาๆ

ลู่เซิ่งพยักหน้า

“ขอรับ ไม่มีปัญหา”

ผู้อาวุโสเขม้นมองศิษย์ตรงหน้า เงียบงันสักพัก

“เช่นนั้นก็ดี…ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้ามาที่ถ้ำข้าเร็วกว่าเดิมหนึ่งชั่วยาม”

ลู่เซิ่งงุนงง ก่อนพยักหน้าทันที

“รับทราบ ท่านอาจารย์”

ผู้อาวุโสใหญ่มองลู่เซิ่งสักพัก มองจนเขาประหลาดใจ แล้วค่อยๆ หมุนตัวผละไป

ลู่เซิ่งมองตามอีกฝ่ายจนจากไป ไม่เข้าใจความคิดของผู้อาวุโสใหญ่อยู่บ้าง

กลับไปที่ถ้ำ เขาจัดการเก็บข้าวของ ก่อนไปหอเก็บหนังสือต่อ นอกจากอ่านหนังสือ วันนี้เขายังต้องดำเนินรับการกระตุ้นของบึงมารครั้งใหม่ด้วย

เช้าตรู่วันต่อมา ลู่เซิ่งมาถึงถ้ำของผู้อาวุโสใหญ่เร็วกว่าเดิมหนึ่งชั่วยาม

ตุบๆๆ

เขาเคาะประตูเบาๆ

ครืน…

ประตูหินเลื่อนออกช้าๆ อย่างไร้เสียง ลู่เซิ่งเดินเข้าไป เห็นผู้อาวุโสใหญ่รออยู่ก่อนแล้ว นั่งบนเบาะกลมที่พื้นคนเดียว ในมือถือหนังแกะม้วนหนึ่ง ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในนั้น

“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นอกจากวิชาไร้มูลเหตุ เจ้าจะต้องท่องจำข้อมูลวิชาพื้นฐานวิชาอื่นๆ กับข้า ไม่มีปัญหากระมัง” ผู้อาวุโสใหญ่เห็นลู่เซิ่งเดินเข้ามา ก็เอ่ยเสียงทุ้มทันที

ลู่เซิ่งพลันเข้าใจ พยักหน้าอย่างขึงขัง

“ทราบแล้ว”

“ดีมาก นั่งลงให้เหมือนข้า” ผู้อาวุโสชี้เบาะกลมอีกใบหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลด้านหน้า

ลู่เซิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายคิดให้ตัวเองเป็นศิษย์หลักแล้วจริงๆ ปัจจุบันสำนักโรยรา เหลือแค่เขากับเหอเซียงจื่อเป็นศิษย์สองคน คาดว่าผู้อาวุโสใหญ่คงไม่มีตัวเลือกและไม่มีวิธีอื่นอีก

“วันนี้สิ่งที่จะสอนคือรายละเอียดระดับที่หกของวิชาไร้มูลเหตุ เจ้าจำให้ดี…” ผู้อาวุโสเริ่มบรรยายระดับขั้นหลังๆ ของวิชาไร้มูลเหตุให้ลู่เซิ่งฟังอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็นำภาพตรึกตรองที่เตรียมไว้แล้วออกมาให้ลู่เซิ่งดู

หลังจากการบรรยายอย่างละเอียดโดยไม่มีอะไรต้องปิดบังของผู้อาวุโสใหญ่ ในที่สุดลู่เซิ่งก็เข้าใจว่าระดับการสืบทอดหลักๆ ในปัจจุบันของสำนักมารกำเนิดเป็นแบบไหน

ตั้งแต่วิชาสามหยินอันเป็นพื้นฐานที่สุด ถึงวิชาไร้มูลเหตุ ถึงวิชาหน้ามาร วิชาเชื่อมอนธการในภายหลัง รวมถึงวิถีปราณมารตอนท้ายสุด

นี่เป็นการสืบทอดอย่างละเอียดสมบูรณ์

และการสืบทอดนี้พึ่งพาบึงมาร หรือปราณมารโดยสิ้นเชิง

“ปราณมารที่เราเรียกกันความจริงแล้วมาจากธารน้ำใต้ดินซึ่งประกอบด้วยของเหลวที่มีแต่พิษร้ายแรงสายหนึ่ง” ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยอย่างสงบ “ธารน้ำนี้พวกเราเรียกว่าธารหมอกพิษ ปราณมารทั้งหมดเป็นอากาศธาตุพิเศษที่กระจายออกมาบนธารหมอกพิษ บึงมารก็คือหลุมมากมายที่อากาศธาตุเหล่านี้กัดกร่อนหลังซึมเข้าหน้าผาหิน บางหลุมก็ใหญ่ มีความเข้มข้นสูง บางหลุมก็เล็ก มีความเข้มข้นต่ำ”

ลู่เซิ่งพลันกระจ่าง ถามว่า “หมายความว่าสถานที่อันเป็นรากฐานสูงสุดของสำนักมารกำเนิดอยู่ที่ธารหมอกพิษหรือขอรับ”

ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้า “เป็นเช่นนั้น ดังนั้นพวกเราจึงยอมตั้งหน่วยหลักไว้บนพื้นที่กันดารแบบนี้ รอเจ้าฝึกถึงขั้นวิชาเชื่อมอนธการได้ ข้าจะบอกความลับเกี่ยวกับสำนักของพวกเราให้เจ้าฟังมากกว่านี้ เอาล่ะ ต่อจากนี้เป็นเคล็ดวิชาบทหนึ่ง เจ้าต้องท่องจำให้ขึ้นใจ มันมีประโยชน์กับเจ้า”

ผู้อาวุโสใหญ่ไม่รอลู่เซิ่งตอบ ก็เริ่มท่องเคล็ดวิชาอย่างละเอียด

ลู่เซิ่งฟังไปพลาง รู้สึกประหลาดใจไปพลาง

แม้ปัจจุบันสำนักจะอ่อนแอ แต่ยังคงเป็นหนึ่งในร้อยเส้นสาย รับสมัครศิษย์ได้อีกหลายรอบ ไม่รู้ว่าทำไมผู้อาวุโสใหญ่ถึงรีบร้อนขนาดนี้ บ่มเพาะศิษย์ขึ้นใหม่ก็ยังทัน ตามสถานการณ์ปกติ เขาคงไม่ถูกรับเป็นศิษย์หลัก เริ่มรับการถ่ายทอดอย่างลับๆ เร็วขนาดนี้

ทว่าในเมื่ออีกฝ่ายทำแบบนี้เอง ลู่เซิ่งก็ไม่ถือสา ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็มีแต่ผลดีไม่มีผลเสีย

เวลาหนึ่งชั่วยามกว่าๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ถึงเวลาคาบเช้าอย่างเป็นทางการ เหอเซียงจื่อเดินเอื่อยๆ เข้าถ้ำมา เห็นลู่เซิ่งที่นั่งอยู่ก่อน ก็งุนงงเล็กน้อย จากนั้นเหมือนคิดอะไรออก มองดูลู่เซิ่งอีกหลายรอบ

“เอาล่ะ วันนี้เหลือพวกเจ้าสองคนแล้ว มีคำถามอะไรก็ถามมาเถอะ” ผู้อาวุโสนั่งนิ่งไม่ไหวติง สงบลมหายใจ

เหอเซียงจื่อไม่พูดอะไรสักคำ ลู่เซิ่งเองก็ไม่มีอะไรอยากถาม สิ่งที่ควรถาม ก็ถามไปก่อนหน้าจนหมดแล้ว

ทั้งสองถือโอกาสนั่งฝึกฝนสักพัก พอหมดเวลาก็ลุกขึ้นบอกลา

ตั้งแต่นั้นมา ทุกๆ เช้าลู่เซิ่งจะถูกผู้อาวุโสใหญ่บังคับให้ท่องจำเคล็ดวิชาประหลาดส่วนหนึ่ง บางครั้งบางคราวยังถูกทดสอบกะทันหัน ดูว่าความทรงจำของเขาถูกต้องหรือไม่

แม้จะรู้สึกว่าผู้อาวุโสใหญ่แปลกไปบ้าง แต่ลู่เซิ่งก็ไม่ได้ทัก มีใครรังเกียจที่ตนมีความรู้มากไปบ้าง

ในชีวิตอันเหี่ยวเฉาที่วนเวียนไปมาแบบนี้ ไม่นานเขาก็เลื่อนระดับวิชาไร้มูลเหตุไปถึงระดับห้า

หลังถึงระดับห้า ถ้าไม่มีสภาพหยินโชติช่วงซุกเก็บกลิ่นอาย ยามลู่เซิ่งใช้ผิวน้ำต่างกระจก แค่สำนึกมารที่ปรากฏขึ้นโดยธรรมชาติ ก็เข้มขั้นจนกระตุ้นให้จิตใจหวั่นไหวแล้ว

ผลพิเศษเพิ่มความแข็งแกร่งระดับที่ห้าของวิชาไร้มูลเหตุระดับที่ห้า เริ่มมีส่วนช่วยเล็กๆ ต่อกายเนื้อของลู่เซิ่ง

พร้อมกับเวลาที่ผ่านไป ผู้อาวุโสใหญ่เริ่มเล่าความลับส่วนหนึ่งให้ลู่เซิ่งฟัง ไม่ค่อยได้พูดถึงขอบเขตพลังฝึกปรืออีก

เวลาเคลื่อนคล้อยอย่างเอื่อยเฉื่อย ช่วงนี้ลู่เซิ่งอ่านหนังสือและร่ำเรียน มีความรู้มากมายต่อสภาพรอบๆ ตัวและสำนัก

โดยเฉพาะตอนเขาอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า ต้นกำเนิดสำนัก ก็เข้าใจว่าทำไมผู้อาวุโสใหญ่ถึงได้รีบร้อนยัดเนื้อหามากมายให้แก่เขาขนาดนี้

ที่แท้แต่ละสำนักจะมีชุมนุมร้อยเส้นสายอันเป็นการชุมนุมพบปะกันในทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่ง

ชุมนุมร้อยเส้นสาย แทนที่จะบอกว่าเป็นการแลกเปลี่ยน น่าจะบอกว่าเป็นการแข่งขันจัดอันดับภายในที่สำนักต่างๆ ประชันขันแข่ง แลกเปลี่ยนขุมกำลังและความสามารถมากกว่า

ไม่อย่างนั้นสามขั้นบน สามขั้นกลาง และสามขั้นล่างในสำนักจะมาได้อย่างไร เป็นการแบ่งจากชุมนุมร้อยเส้นสายนี่เอง

ลู่เซิ่งได้รู้จากเหอเซียงจื่อว่า สำนักมารกำเนิดหลุดมาตรฐานต่ำสุดของร้อยเส้นสายมาสามปีติดกันแล้ว

มาตรฐานต่ำสุดของร้อยเส้นสายที่ว่านี้ก็คืออย่างน้อยมีคนหนึ่งคนเป็นตัวแทนผู้สืบทอดของสำนัก ถ่ายทอดอุดมคติและทุกสิ่งในสำนักได้โดยสมบูรณ์ในยามที่เจ้าสำนักไม่อยู่ ทั้งต้องแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่ง

เป็นการถกแนวความคิดที่โหดร้ายทารุณที่สุด

ดังนั้นความขัดแย้งระหว่างสำนักในร้อยเส้นสายจึงดุเดือดไม่ธรรมดา ถ้าทิศทางการพัฒนาของสำนักหนึ่งเกิดวิกฤติการณ์ ถูกตั้งคำถาม พวกเขาจำเป็นต้องมีคนในสำนักยืนขึ้นเพื่อถกเถียง

วิธีการถกเถียงก็คือพลัง ใช้พลังอธิบายความรู้ให้แก่ผู้สงสัย สรุปก็คือเหตุผลด้านพลังนั่นเอง

ท่านบอกว่าท่านคิดมาก่อน ท่านเลยเป็นฝ่ายถูกหรือ อย่างนั้นใครสักคนของสำนักท่านก็ออกมา พวกเรามาถกกัน ดูว่าศิษย์ที่ได้รับการชี้แนะในแนวคิดที่ถูกต้องจะไปถึงระดับใด

ถึงอย่างไรพวกเราก็สร้างสำนึกขึ้นเพื่อสลัดหลุดจากอาวุธเทพศัสตรามารอยู่แล้ว ระบบความรู้ที่ล้าหลังจะต้องคัดทิ้ง มีแต่การรักษาความรู้ที่สดใหม่ไว้ตลอดเวลา ถึงจะทำให้ร้อยเส้นสายดำรงอยู่ต่อไปได้ ไม่ใช่ถูกระบบความรู้เก่าแก่เหม็นเน่าลากเข้าโลง

นี่คือที่มาของชุมนุมร้อยเส้นสาย ถกเถียงแนวคิดที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เก่าคร่ำครึ ก็ปล่อยให้ตายไป เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองทรัพยากรของตนเอง

……………………………………….
บทที่ 215

ชุมนุมร้อยเส้นสายเป็นงานชุมนุมใหญ่เพื่อทำลายสิ่งเก่าและสร้างสิ่งใหม่

ลู่เซิ่งค้นพบอย่างรวดเร็วว่า เคล็ดวิชาประหลาดเหล่านั้นที่ผู้อาวุโสใหญ่ถ่ายทอดให้ตนคล้ายกันกับลักษณะพิเศษของเคล็ดวิชาพื้นฐานในสำนักมารกำเนิดจำนวนมากที่บันทึกไว้ในหอเก็บหนังสือ ถ้าไม่ใช่เขาอ่านมาเยอะ มีความจำดีและเพราะการพัฒนาร่างกาย คงจะมองไม่ออก

ผู้อาวุโสใหญ่ทางหนึ่งสอน ทางหนึ่งก็พาลู่เซิ่งไปทั่วสำนัก สถานที่ที่เป็นความลับส่วนหนึ่ง เขาก็พาลูกศิษย์ไปตรวจดูโดยไร้ความกังวล

เหอเซียงจื่อส่วนใหญ่อยู่ด้านข้าง แต่ไม่พูดอะไรสักคำ ความจริงนางรู้แล้วว่าอาจารย์ได้เลือกแล้ว ดังนั้นสิ่งที่นางทำได้เพียงหนึ่งเดียวคือจัดการเรื่องหยุมหยิมให้แก่อาจารย์และศิษย์น้องเงียบๆ

ทั้งสามคนอยู่ในบรรยากาศพิลึกพิลั่นเช่นนี้เป็นเวลาสองเดือนกว่าๆ

ในสองเดือนนี้ ลู่เซิ่งใช้บึงมารตลอด เดือนแรกเลื่อนวิชาไร้มูลเหตุจากระดับห้าสู่ระดับหก จากนั้นปลายเดือนที่สองก็เลื่อนวิชาไร้มูลเหตุจากระดับหกเข้าสู่ระดับเจ็ดอย่างเงียบเชียบ

มาถึงขั้นนี้ การใช้ปราณขวดสมบัติเริ่มตามไม่ทันบ้างแล้ว ตอนเลื่อนถึงระดับเจ็ด พริบตาเดียวก็ใช้ปราณขวดสมบัติไปราวเก้าส่วน

ลู่เซิ่งคาดว่าวิชาไร้มูลเหตุระดับแปดต่อจากนี้ต้องใช้ปราณขวดสมบัติมากกว่าเดิม ถ้าหากตนยังไม่ใช้ปราณหยินยกระดับ เกรงว่าจะอันตรายต่อบ่อกำเนิดของตนเอง หนำซ้ำความรุนแรงในการกระตุ้นของปราณมารก็ไม่เพียงพอแล้วเช่นกัน

ดังนั้นการพัฒนาของเขาจึงเริ่มช้าลง สมาธิเริ่มไปอยู่ที่การค้นหาถ้ำในสำนักมารกำเนิด

สถานที่บางแห่งมีผู้อาวุโสใหญ่พาเขาไป สถานที่บางแห่งเป็นเขาค้นหาตามลำพัง


ลมเย็นพัดกรู เย็นเยือกเสียดกระดูก

ระหว่างถ้ำบึงมารอันกว้างขวาง ลู่เซิ่งเดินไปด้านหน้าอย่างเชื่องช้า สายตากวาดมองถ้ำบึงมารที่ขนาดแตกต่างกันสองฟากไม่หยุด

ในกระถางทองแดงด้านหน้าบึงมารเหล่านี้เสียบธูปต่ำกว่าหกดอก หมายความว่าความเข้มข้นอยู่ในระดับต่ำกว่าหกก้านธูป

แต่ว่านี่ไม่มีส่วนช่วยต่อเขา หลังจากลู่เซิ่งทราบการฝึกฝนของศิษย์พี่คนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ก็รู้ว่าตัวเองหลงทางไปขนาดไหน

ถึงแม้เขาจะฝึกฝนแค่ในถ้ำบึงมารที่มีปริมาณน้อย แต่เป็นเพราะความเข้มข้นของปราณมารที่เลือดเนื้อดูดซับเข้ามาเหนือกว่าบึงมารอื่นๆ ทำให้แม้แต่บึงมารระดับเบญจลักษณ์และฉลักษณ์ยังสู้ความเข้มข้นที่เขาเจอไม่ได้

ควรทราบว่าตอนนั้นเขาชักนำปราณมารของธารหมอกพิษบริเวณนี้มาทั้งหมด ทำให้ศิษย์พี่คนอื่นๆ ไม่มีปราณมารให้ใช้ ระดับนี้ไม่ใช่ระดับห้าหกก้านธูปธรรมดาจะเทียบเคียงได้แล้ว

‘ตามคำพูดของอาจารย์ ช่วงนี้บึงมารจากธารหมอกพิษน่าจะมีความเข้มข้นสูงสุดอยู่ที่เจ็ดก้านธูป ระดับเจ็ดก้านธูปก็คือถ้ำถ้ำนี้…’ ลู่เซิ่งเจอที่หมายของตนอย่างรวดเร็ว

ถ้ำบึงมารที่กระถางทองแดงปักธูปเจ็ดดอก

แค่ยืนอยู่ด้านนอก ลู่เซิ่งก็รู้สึกได้ว่ามีปราณมารเข้มข้นหลายสายลอยเอื่อยออกมาด้านนอก ความเข้มข้นนั้น เทียบกับความเข้มข้นของปราณมารที่เขาดูดซับไปทั้งตัวเมื่อก่อนหน้า…

‘ต่างกันลิบลับ…’ ลู่เซิ่งใบหน้าไร้อารมณ์ ถอนใจเฮือกหนึ่ง ‘ยังไม่ถึงครึ่งของปราณมารที่เราดูดซับในตอนนั้น แต่ลองดูก่อนก็ได้’

นี่เป็นสถานที่ที่ธารหมอกพิษในบริเวณนี้เข้มข้นที่สุดแล้ว ถ้ายังไม่ไหว อย่างนั้นก็จนปัญญาจริงๆ

เขาเองก็ทำอะไรไม่ได้ ความเข้มข้นแบบนั้นไม่อาจเติมเต็มความต้องการในการพัฒนาวิชาลับของเขาได้อีกแล้ว

การกระตุ้นปราณมารที่ใช้ในวิชาไร้มูลเหตุระดับเจ็ดต้องรุนแรงกว่าก่อนหน้ามาก ถ้าหากว่ายกระดับความเข้มข้นก่อนหน้าเป็นห้าหกเท่า อาจจะฝืนเติมเต็มความต้องการในเวลานี้ของลู่เซิ่งได้เล็กน้อย

มองดูปากถ้ำตรงหน้า ลู่เซิ่งสูดลมหายใจลึก สาวเท้าเดินอ้อมกระถางทองแดง ก้าวเข้าไปด้านใน

ฟู่ว…

ในถ้ำดำสนิทโชยกลิ่นเหม็นเน่า ซากกระดูกมากมายกระจัดกระจายบนพื้นดิน ไม่ทราบว่าสิ่งมีชีวิตชนิดไหนตายที่นี่ หนำซ้ำยังถูกหมอกพิษกัดกร่อนจนส่งกลิ่นเหม็นร้ายกาจ

กระนั้นลู่เซิ่งไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้ เขากางสองแขน ปล่อยให้กายเนื้อของตนดึงดูดปราณมารที่อยู่รอบๆ

ไม่ต้องใช้เคล็ดวิชาใดๆ ชักนำ เลือดเนื้อของเขาก็เป็นสิ่งดึงดูดที่ดีที่สุดแล้ว หมอกพิษปราณมารอันคละคลุ้งรวมตัวกันเข้ามา แล้วทะลักกลบกลืนร่างเขาอย่างบ้าคลั่งเหมือนกับปลิงเห็นเลือด

ซู่…

หมอกพิษอันมหาศาลกลายเป็นพายุ เป็นเพราะมีแรงชักนำสูงเกินไป จึงไหลเวียนด้วยความเร็วสูง กลายเป็นพายุหมอกพิษ

พวกมันกลายเป็นวังวนที่ขนาดใหญ่เล็กไม่เท่ากัน ในขณะที่ไหลซัดเข้าร่างลู่เซิ่งอย่างคลุ้มคลั่ง

‘อือ…’ ลู่เซิ่งที่ชินกับการเปลี่ยนแปลงแบบนี้อยู่แล้ว ตอนนี้กลับขมวดคิ้วมุ่น

‘ความเข้มข้นนี้แรงกว่าก่อนหน้านิดหน่อยเท่านั้น ดูเหมือนว่านี่จะเป็นขีดจำกัดของธารหมอกพิษสายนี้แล้ว เราต้องไปลำธารอีกสาย บึงมารที่ยื่นออกมาจากตรงนั้นมีความเข้มข้นสูงกว่า ที่นี่ไม่เหมาะกับระดับความก้าวหน้าในวันนี้ของเราอีกแล้ว’

ลู่เซิ่งทราบอย่างชัดเจนว่า ตนมีเงื่อนไขในการกระตุ้นปราณมารมากกว่าศิษย์คนอื่นๆ

คนอื่นๆ อย่างคนที่วิชาไร้มูลเหตุอยู่ในระดับเก้าอันเป็นระดับสูงสุด เช่นเหอเซียงจื่อที่ใช้บึงมารแค่ระดับห้าหกก้านธูปเท่านั้น ทว่าเขาแตกต่าง กายเนื้อของเขาแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ ดังนั้นการกระตุ้นที่จำเป็นจึงต้องรุนแรงตามไปด้วย

ยืนอยู่ในถ้ำสักพักหนึ่ง ลู่เซิ่งเริ่มหงุดหงิดบ้างแล้ว ความเข้มข้นของปราณมารระดับนี้ไม่มีผลต่อเขาในปัจจุบัน

เขาพลันยื่นมือออกมาโบกรอบหนึ่ง

ซู่ว

ปราณมารขนาดใหญ่ถูกพลังฝ่ามือพัดสลายไปในทันใด จากนั้นลู่เซิ่งก็หมุนตัวถอยออกจากถ้ำ

หลังจากออกจากถ้ำบึงมาร เขามองธูปในกระถางทองแดงเป็นครั้งสุดท้าย นึกออกว่าผู้อาวุโสใหญ่เคยพูดถึงสถานที่อื่นที่มีบึงมารอยู่โดยไม่ได้ตั้งใจ

‘ดูเหมือนได้แต่ต้องไปที่นั่นแล้ว…’

ลู่เซิ่งสงบจิตใจ ก่อนจะเดินไปในความมืดที่อยู่ลึกกว่าเดิมโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

บึงมารเป็นถ้ำเล็กๆ หลายแห่งที่อยู่บนฝั่งข้างธารหมอกพิษโดยธรรมชาติ ถ้ำเปล่าเหล่านี้เนื่องจากว่ามีหมอกจากธารหมอกพิษมากมายลอยออกมา บรรพบุรุษของสำนักมารกำเนิดจึงค้นพบ พวกเขาใช้หมอกพิษหายากเหล่านี้มาฝึกฝนวิชามาร

นี่คือที่มาของบึงมาร

ในเมื่อบึงมารเหล่านี้มีแค่ไอน้ำที่ระเหยจากธารน้ำหมอกพิษแผ่กระจาย อย่างนั้นธารน้ำหมอกพิษที่แท้จริงจะเข้มข้นและมีความเป็นพิษขนาดไหน

ลู่เซิ่งอยากรู้เรื่องนี้มาก

มีที่ที่หนึ่งในสำนักมารกำเนิดซึ่งสามารถสัมผัสธารน้ำหมอกพิษที่แท้จริงได้

เขาไม่หยุดชะงักระหว่างทาง พุ่งอย่างรวดเร็วไปตามทางคดเคี้ยวหลายสายเลียบกลุ่มถ้ำบึงมาร เป็นระยะห่างหลายลี้

ในที่สุดก็เห็นเห็นป่าเสาหินที่มืดทะมึน และแหลมคมสุดเปรียบปานบริเวณหนึ่ง

ป่าเสาหินอยู่ในถ้ำที่กว้างขวาง ปราณมารหมอกพิษเข้มข้นกระจายอยู่ด้านในเหมือนกับทะเลเมฆ ใต้ทะเลเมฆสีดำทะมึนเป็นเสียงน้ำกระเพื่อมเบาๆ

กลิ่นฉุนจมุกลอยเต็มอากาศ

ลู่เซิ่งไม่ได้ไปมองหน้าผาหิน แต่ใช้สายตาค้นหาบนหน้าผาหินสองฟากของถ้ำ ไม่นานก็เจอเป้าหมายของตัวเอง

ถ้ำแคบเล็กมากมายที่มีคนเจาะไว้

ด้านหน้าถ้ำเหล่านี้ไม่มีกระถางทองแดงเป็นสัญลักษณ์ ผู้อาวุโสใหญ่บอกไว้ว่าทั้งหมดเป็นถ้ำบึงมารที่เหล่าบูรพาจารย์ในสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในอดีตมาเจาะเอาไว้ตอนฝึกฝน

ด้านในสามารถสัมผัสธารน้ำหมอกพิษได้เล็กน้อย ถ้ำบึงมารแบบนี้มีแค่ผู้เข้มแข็งระดับสุดยอดในสำนักเมื่อครั้งกระโน้นจึงมีคุณสมบัติเข้าไปฝึกฝน

‘ที่นี่นี่เอง…ป่าศิลาฝังกระดูก’ ลู่เซิ่งหายใจเฮือกหนึ่ง รู้สึกปอดก็แสบร้อนอยู่บ้าง

ต่อให้เป็นในอากาศของที่นี่ ความเข้มข้นของปราณมารที่กระจายอยู่ก็สูงกว่าความเข้มข้นที่เขาดึงมาใช้ฝึกวิชาเมื่อก่อนหน้า

‘เป็นที่ที่ดีจริงๆ’ ลู่เซิ่งกวาดตามองซ้ายแลขวา อาศัยแสงสว่างน้อยๆ จากตะไคร่น้ำที่ส่องแสงสีเขียวอ่อนบนยอดถ้ำ จึงพอจะเห็นสภาพรอบๆ ได้เล็กน้อย

เขากระโจนตัว โคจรวิชาแสงมายาอย่างแผ่วเบา พริบตาเดียวก็ดีดตัวออกไปราวกระสุนปืนใหญ่

ตึง

เท้าขวาเขายืมแรงบนเสาหินต้นหนึ่ง จากนั้นกระโดดขึ้นอีก อาศัยแรงจากเสาหิน เลี้ยวพุ่งไปยังถ้ำถ้ำหนึ่งที่อยู่ลึกที่สุดบนผาหิน

ตุบ

ลู่เซิ่งทิ้งตัวลงในถ้ำอย่างแผ่วเบา ถ้ำเล็กๆ นี้บรรจุคนได้สองสามคน ด้านในมืดสนิท บนพื้นเต็มไปด้วยกองกระดูกสีขาว ยังมีเศษเสื้อผ้าส่วนหนึ่ง

‘น่าจะเป็นบูรพาจารย์ของสำนักเหลือไว้’ ลู่เซิ่งคาดเดาในใจพร้อมสัมผัสความเข้มข้นของปราณมารในถ้ำ

เทียบกับก่อนหน้านี้เข้มข้นกว่าไม่ต่ำกว่าสองสามเท่า ไม่เพียงเติมเต็มความต้องการในปัจจุบันของเขาเท่านั้น ถึงขั้นที่แม้แต่ระดับชั้นในภายหลังก็คาดว่าไม่มีปัญหา

‘ที่นี่แหละ ทำเลทองของแท้!’ ลู่เซิ่งหาที่ที่สะอาดเล็กน้อยนั่งลงขัดสมาธิ เตรียมปลดการป้องกันของวิชาไร้มูลเหตุ เพื่อให้ร่างกายรับการกระตุ้นอย่างเต็มที่

ตอนที่เขานั่งลง ก้นของเขาก็โดนใส่ของแข็ง รีบยื่นมือไปหยิบขึ้นมาดู

อาศัยแสงเรืองๆ จากตะไคร่น้ำ ลู่เซิ่งพอจะมองออกว่าเป็นแหวนวงหนึ่ง แหวนเหล็กสีดำที่ธรรมดาไม่มีความพิเศษ

ด้านบนไม่มีลวดลาย และไม่มีเครื่องประดับ ดูเหมือนของกึ่งสำเร็จรูปที่ใช้แผ่นโลหะเล็กๆ ทำขึ้นอย่างหยาบๆ

แต่ว่าพริบตาที่หยิบแหวน ลู่เซิ่งกลับมีสีหน้างุนงง

‘สิ่งนี้คือ…?’ เขาลุกขึ้นอีกครั้ง ก้มมองด้านล่างอย่างละเอียด

เห็นเป็นแขนของซากศพที่แห้งเหี่ยว แทบถูกลมพัดกระจาย วางขวางอยู่บนพื้น แหวนวงนั้นหล่นออกมาจากนิ้วชี้ที่ขาดไปของแขนข้างนี้

แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ลู่เซิ่งตื่นเต้น

สิ่งที่เขาประหลาดใจก็คือ บนแหวนวงนี้มีปราณหยินอยู่!

‘ถึงจะไม่มากแต่ก็เป็นปราณหยินจริงๆ!’ ลู่เซิ่งค่อยๆ ยกแหวนวงนั้นขึ้นพิจารณา

เห็นได้ชัดว่าตอนที่เจ้าของแหวนยังมีชีวิตอยู่ ได้ดูแลมันอย่างดี ผิวไม่เพียงไม่มีริ้วรอย ถึงขั้นที่สามารถทนทานการกัดกร่อนอันรุนแรงโดยไม่สลายได้ในหมอกพิษ แสดงให้เห็นว่าได้เพิ่มเติมบางอย่างเข้าไป

ลู่เซิ่งตรวจสอบหลายครั้ง ยืนยันว่านี่เป็นเหล็กดำธรรมดา ส่วนที่ว่าทำไมผ่านมานานแล้วถึงไม่ขึ้นสนิม เพิ่มเติมอะไรเข้าไป เขาไม่รู้แล้ว

‘ในเมื่อสิ่งนี้มีปราณหยิน จะต้องหาจากของอย่างอื่นได้เหมือนกัน’ ลู่เซิ่งนึกเอะใจ ลุกขึ้นยืน แล้วเริ่มค้นหาในถ้ำเล็กๆ แห่งนี้

เป็นเพราะการรบกวนจากหมอกพิษปราณมาร พลังการรับรู้ของเขาจึงลดลงมาก จำเป็นต้องอยู่ใกล้มากๆ จึงจะสัมผัสการดำรงอยู่ของวัตถุที่มีปราณหยินได้ แหวนวงก่อนหน้าเป็นเช่นนี้

ดังนั้นลู่เซิ่งจึงนั่งยองๆ ลง ยื่นมือไปลูบบนพื้น

ลูบอยู่พักหนึ่ง ก็เจอสิ่งของที่แฝงปราณหยินชิ้นหนึ่งเข้าจริงๆ

นั่นเป็นคันฉ่องสำริดครึ่งบาน

ถ้าหากบอกว่าในแหวนวงก่อนหน้ามีปราณหยินอย่างน้อยสิบหน่วย อย่างนั้นปริมาณปราณหยินในคันฉ่องสำริดบานนี้ก็มีเยอะมาก อย่างน้อยก็มีหลายสิบหน่วย

‘นี่มันลาภลอยชัดๆ!’ ลู่เซิ่งดีใจ ‘สัปหงกอยู่ดีๆ ก็มีคนส่งหมอนให้ กำลังหนักใจที่ตอนนี้ยกระดับวิชาไร้มูลเหตุต่อไปไม่ได้อยู่พอดี อย่างน้อยก็มีปราณหยินมาหาแล้ว’

ความจริงวันนี้เขาพอจะเข้าใจแล้วว่า ปราณหยินเกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่

แบบแผนการเกิดของมันหลังจากมีสถิติมากกว่าเดิม ลู่เซิ่งก็เริ่มรู้ว่า การรวมตัวและการกำเนิดของปราณหยินต้องมีเงื่อนไขสองอย่าง

อย่างแรก ของที่มีปราณหยินต้องได้รับความลุ่มหลงงมงายจากเจ้าของตอนมีชีวิตอยู่ จะต้องเป็นของรักของหวง

อย่างที่สอง ก่อนที่เจ้าของจะตาย ได้รวมความรู้สึกทั้งมวล ฝังฝากไว้บนสิ่งของ

หลังเติมเต็มเงื่อนไขสองข้อนี้ จะก่อให้เกิดวัตถุมีปราณหยินได้อย่างง่ายดายเหลือแสน

นอกจากนี้ ปราณหยินบนสิ่งของมีมากขนาดไหน ขึ้นอยู่กับระดับความแข็งแกร่งอ่อนแอของเจ้าของ และระยะเวลาสั้นยาวที่ฝากความรู้สึกไว้

‘หมายความว่าของสองอย่างนี้เป็นของที่เหล่าบูรพาจารย์ในนี้รักถนอมที่สุดตอนมีชีวิตอยู่’ ลู่เซิ่งคาดเดาในใจ

เนื่องจากวิชาไร้มูลเหตุเลื่อนถึงระดับเจ็ดแล้ว เขาในตอนนี้จึงมีการต้านทานหมอกพิษที่อยู่รอบๆ ได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นจึงสามารถควบคุมไม่ชักนำหมอกพิษมาได้ เลยนั่งในถ้ำได้อย่างสงบสุข

……………………………………….






ความคิดเห็น