206-210
บทที่ 206
เหง่ง…หง่าง…
ไม่รู้ว่าเสียงระฆังดังมาจากที่ไหน
ลู่เซิ่งวางหนังสือในมือลง เงี่ยหูฟัง นึกถึงสิ่งที่ซ่งจื่ออันเคยพูดถึง เสียงระฆังบ่งบอกว่าคาบเช้าเริ่มต้นแล้ว
แต่เขาเพิ่งเข้ามาแค่ไม่กี่ชั่วยาม ไม่น่าจะใช่คาบเช้า
‘น่าจะเป็นเสียงระฆังเตือนให้กลับถ้ำพักผ่อน…’ ลู่เซิ่งวางหนังสือ ลุกขึ้นยืน
‘ตอนนี้ยังไม่รู้สถานการณ์ พรุ่งนี้หลังเจอศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ ค่อยถามข้อห้าม แล้วมาอ่านหนังสืออีกรอบก็ยังไม่สาย’ เขาตัดสินใจ เก็บหนังสือ ออกจากหอน้อย กลับมาถึงหน้าสะพานแขวน
ตอนที่กำลังจะข้ามสะพานแขวน พลันได้ยินเสียงดังแอ๊ด
หันกลับไปมอง ประตูใหญ่ของห้องหนังสือที่เดิมอ้าอยู่กำลังปิดลงช้าๆ
ตึง
ดาลหล่นลงกั้นประตูใหญ่ที่ปิดสนิทแล้ว
ลู่เซิ่งหยีตา หมุนตัวกระโจนออกไปกลางอากาศ ข้ามสะพานแขวน หายไปในความมืดมิดอย่างรวดเร็ว
กลับไปพักผ่อนในถ้ำ จนถึงเช้าตรู่วันที่สอง
แสงสีขาวหลายสายสาดลอดลงมาจากหลังคาถ้ำ ส่องสว่างสถานที่กว้างขวางในถ้ำ
ลู่เซิ่งสวมเครื่องแบบเดินออกจากถ้ำ เห็นหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีรออยู่ด้านหน้าประตูถ้ำของผู้อาวุโสใหญ่
บุรุษมีคิ้วหนาหน้าตาองอาจ แต่งตัวเรียบร้อย สวมเสื้อเข้ารูปพอดีตัวสีขาว รัดเข็มขัดหยกมรกตไว้ที่เอว พอเห็นลู่เซิ่งออกมา พลันเลิกคิ้วพิจารณามองเขา
“เป็นคนใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนัก” บุรุษผู้นั้นพึมพำเบาๆ
สตรีที่อยู่ด้านหลังเขามีรูปร่างหน้าตาธรรมดา ให้ความรู้สึกซึมเซาเฉื่อยชา มองลู่เซิ่งแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน
ลู่เซิ่งครุ่นคิดแล้วเดินเข้าไปรออยู่นอกประตูด้วย
บุรุษท่าทางองอาจผู้นั้น ขมวดคิ้วมองลู่เซิ่งอีกรอบ
คิดไม่ถึงสำนักมารกำเนิดมาถึงขั้นนี้แล้ว ยังมีคนใหม่ยินยอมเข้าร่วม ไม่มีทรัพยากรให้ ยังต้องทำงานปฏิบัติภารกิจให้สำนักโดยไร้ค่าตอบแทน ยังต้องเจอการกดดันจากสำนักเก้ากระดิ่งสำนักคู่อริ ถ้าไม่ใช่เพราะวิชาลับมารกำเนิดอันลึกลับที่ผู้อาวุโสใหญ่ซุกซ่อนเอาไว้ เขาเฟยหวงจื่อก็คร้านจะรับใช้
‘บางทีอาจเป็นศิษย์ที่เลือกเข้าผิดที่ ผ่านไปนานเข้าคงทนไม่ไหวออกไปเอง แต่ถ้ามาเพื่อวิชาลับจริงๆ ถึงตอนนั้นหากอยากเด็ดผลท้อ ต้องถามข้าเฟยหวงจื่อก่อนว่าอนุญาตหรือไม่’ บุรุษท่าทางองอาจใบหน้าไม่แปรเปลี่ยน ตัดสินใจกับตัวเอง
เขาไม่แสดงสีหน้า หางตาเหลือบมองสตรีที่อยู่ด้านหลังแวบหนึ่ง
คู่แข่งตัวฉกาจของเขาในตอนนี้ก็คือเหอเซียงจื่อที่อยู่ด้านหลัง แม้สตรีนางนี้จะมีคุณสมบัติย่ำแย่ พลังฝึกปรือต่ำต้อย แต่มีความคิดล้ำลึก แสร้งทำเป็นซื่อสัตย์เชื่อฟัง กลอกกลิ้งถึงขีดสุด
“เข้ามาเถอะ” มีเสียงพูดราบเรียบของผู้อาวุโสใหญ่ดังออกมาจากในถ้ำ
ครืนๆ
ประตูหินเปิดออกช้าๆ
ผู้อาวุโสใหญ่ลิ่วซานจื่อนั่งบนเบาะกลมบนพื้นหน้าโต๊ะ
เบาะกลมบางส่วนที่วางอยู่ด้านหน้าเขา มอบให้พวกลู่เซิ่ง
“ขอรับ” พวกเขาค่อยๆ เข้าไป
“นั่งลงเถอะ พวกเจ้ามาเร็วดี” เห็นเฟยหวงจื่อเข้ามา ใบหน้าของผู้อาวุโสใหญ่ฉายแววปลาบปลื้ม
ถึงแม้สำนักจะตกต่ำลง แต่ก็ยังมีศิษย์ที่ยินดีสนับสนุนตนรั้งอยู่ต่อส่วนหนึ่ง เฟยหวงจื่อกับเหอเซียงจื่อเป็นสองคนที่โดดเด่นที่สุดในนี้
โดยเฉพาะเฟยหวงจื่อ นิสัยใช้ได้ คุณสมบัติก็ใช้ได้เหมือนกัน วันหน้าไม่แน่ว่าจะไม่มีโอกาสฟื้นฟูสำนัก
เหอเซียงจื่อย่ำแย่กว่ามาก ถึงแม้จะเชื่อฟัง ซื่อสัตย์ แต่สายเลือดที่เป็นคุณสมบัติย่ำแย่เกินไปจริงๆ ต่อให้นางขยันมาก แต่ก็ยังคงไล่ตามความก้าวหน้าของเฟยหวงจื่อไม่ทัน
ทั้งสามก้มหัวให้ผู้อาวุโสใหญ่ตามมารยาท จากนั้นแยกกันหาเบาะกลมนั่งลง ก่อนจะรอคอยอย่างสงบ
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ไม่นานก็มีศิษย์ทยอยเข้ามาจากนอกถ้ำ กระนั้นรอเกือบหนึ่งก้านธูป เบาะกลมทั้งหมดยี่สิบกว่าเบาะยังเหลืออีกมากกว่าครึ่งที่ว่างอยู่
เวลาล่วงเลย กวาดตามองเบาะกลมที่ว่างเปล่า สีหน้าของลิ่วซานจื่อเย็นชา
“เอาละ มาเริ่มคาบเช้าของวันนี้ ลู่เซิ่งเป็นศิษย์คนใหม่ พัฒนาการไม่เท่ากัน สามารถฝึกฝนวิชาสามหยินซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานก่อนได้ เหอเซียงจื่อ เจ้าถ่ายทอดให้แก่เขา คนอื่นๆ เริ่มคาบเช้าตามปกติ”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ”
ศิษย์สิบกว่าคนขานรับกันพร้อมเพรียง
จากนั้นแต่ละคนหลับตาลง ไอสีดำหลายสายไหลออกจากปาก ก่อนเข้าสู่รูจมูก ไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง
เหอเซียงจื่อลุกขึ้นเดินไปนั่งลงบนเบาะกลมด้านข้างลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ในใจกลับเป็นกังวลอยู่บ้าง เขาไม่ใช่ลูกหลานตระกูลขุนนาง ไอสีดำชนิดนั้นมองดูก็รู้ว่าเกี่ยวข้องกับเยื่อดำ ศิษย์เหล่านี้เป็นผู้ครองสายเลือด สามารชักนำพลังในเยื่อดำได้ถือว่าปกติยิ่ง แม้เขาจะมีพลังเหนือกว่าพวกเขา แต่ว่าพลังของเยื่อดำทำอย่างไรก็ใช้ออกมาไม่ได้
“ศิษย์น้องลู่ พวกเราคุยกันเบาๆ จะได้ไม่ส่งผลต่อคาบเรียนเช้าของศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ” เหอเซียงจื่อกระซิบ
“ขอรับ”
จากนั้นเหอเซียงจื่อก็เริ่มสอนลู่เซิ่งเกี่ยวกับทักษะและขั้นตอนของวิชาสามหยิน
ลู่เซิ่งทางหนึ่งฟัง ทางหนึ่งทำความเข้าใจวิธีการฝึกฝนของลูกหลานจากตระกูลขุนนางเหล่านี้คร่าวๆ
วิชาสามหยินความจริงไม่ต่างจากภาพตรึกตรอกในวรยุทธ์มากนัก ชักนำพลังงานในร่างกายผ่านจิตใจมาเปิดศักยภาพในตัว
“ถึงแม้ว่าวิชาสามหยินจะไม่ได้มีประสิทธิผลแข็งแกร่งนัก ถึงขั้นกล่าวได้ว่าอ่อนแอยิ่ง แต่เหมาะจะใช้ชุบหลอมสายเลือดส่วนใหญ่ ไม่เหมือนกับสำนักอื่นๆ ที่มีใช้แค่ไม่กี่ชนิด” เหอเซียงจื่ออธิบาย “วิชาลับอย่างวิชาสามหยินในสำนักมารกำเนิดของพวกเรามีทั้งหมดเก้าสิบเก้าชนิด สามารถพัฒนาได้ทีละก้าวจนไปถึงวิชาลับมารกำเนิดซึ่งอยู่จุดสูงสุด วิชาลับมารกำเนิดเป็นวิชาลับระดับสูงสุดของสำนักมารกำเนิด เมื่อชุบหลอมถึงระดับสูงสุด จะพัฒนาพลังงานห้าส่วนในสายเลือดได้ ถึงจะไม่ได้พัฒนาเป็นแปดส่วนเก้าส่วนเหมือนสำนักอื่นๆ แต่ใช้ง่ายกว่า”
“วิชาลับมารกำเนิด…ใช่เกี่ยวกับมารในตำนานหรือไม่” ลู่เซิ่งถามอย่างสงสัย
เหอเซียงจื่อมองเขาอย่างเรียบเฉย “ว่ากันว่าใช่ แต่ว่านั่นเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว พวกเราคนรุ่นเยาว์ไม่ทราบ ศิษย์น้องตั้งใจฝึกวิชาสามหาหยินให้ดีก่อน ทำลายพันธนาการโดยเร็ว อย่าได้ทำให้สายเลือดของเจ้าผิดหวัง”
“ขอบคุณศิษย์พี่มาก” ลู่เซิ่งสัมผัสได้ถึงความจริงใจในน้ำเสียงของอีกฝ่าย สั่งสอนศิษย์น้องด้วยสถานะของศิษย์พี่โดยไม่มีอะไรอำพรางไว้
ในสายตาของเขา พลังของเหอเซียงจื่อตรงหน้าไม่เกินระดับตรีลักษณ์ นี่ยังเป็นผลลัพธ์ที่นางพยายามชุบหลอมมาหลายปี
ลู่เซิ่งไม่รู้ว่าตระกูลซั่งหยางบอกพลังของเขากับสำนักมารกำเนิดหรือไม่ พลังระดับตรีลักษณ์บนเปลือกนอกของเขา ในตระกูลขุนนางก็นับว่าเยี่ยมยอดแล้ว
ตอนนี้ดูเหมือนว่าซั่งหยางจิ่วหลี่จะไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแนะนำเขาเข้ามาตามลำดับขั้นตอนปกติ
นึกถึงตรงนี้ ลู่เซิ่งสงบสติอารมณ์ เริ่มศึกษาวิชาสามหยินที่เหอเซียงจื่อถ่ายทอดให้อย่างตั้งใจ
เมื่อทำความเข้าใจวิชาสามหยินนี้อย่างละเอียด จะค้นพบจุดน่าอัศจรรย์ส่วนหนึ่ง นอกจากตรึกตรองถึงสิ่งที่วิชาพูดถึง จินตนาการไฟหยินสามกลุ่มลุกไหม้ในใจแล้ว ก็เป็นการออกกำลังที่ขัดกับกายเนื้อของตนเหมือนกับฝึกโยคะ
ศิษย์เหล่านี้ดูเหมือนนั่งอยู่นิ่งๆ ความจริงร่างกำลังสั่นน้อยๆ กล้ามเนื้อส่วนมากในร่างกายต่อต้านและส่งผลต่อกันเอง
ลู่เซิ่งเปรียบเทียบอย่างละเอียด จึงพบว่าสาเหตุที่วิชาสามหยินใช้ง่ายขนาดนี้ เป็นเพราะมันไม่ได้พูดถึงสิ่งของที่เลื่อนลอย แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนากายเนื้ออย่างแท้จริง
เป็นเพราะผู้ครองสายเลือดในตระกูลขุนนางมีพลังของอาวุธเทพศัสตรามาร แข็งแกร่งเหนือคนธรรมดา ดังนั้นวัตถุภายนอกทั่วไปจึงไม่มีผลชุบหลอมแก่พวกเขา
มีแต่ตนเองที่ต้องฝึกฝนด้วยตนเอง เป็นแค่วิธีเดียว
วิชาสามหยินเป็นเช่นนี้ ใช้กล้ามเนื้อของตนเองฝึกฝนตนเอง การตรึกตรองก็เพียงแค่รวบรวมสมาธิ ปรับแต่งร่างกาย ขยายผลของการเสริมความแข็งแกร่ง
ลู่เซิ่งศึกษาอย่างละเอียด จึงพบว่าวิชานี้ขอแค่กายเนื้อแข็งแกร่งพอ ไม่ว่าใครก็ใช้ได้!
การค้นพบนี้พลันทำให้เขายินดี เดิมทีเขาไม่คิดว่าจะได้อะไรจากในสำนัก ครั้งนี้ที่เข้ามาฝึกก็เพื่อจะทำความเข้าใจจงหยวนและตระกูลขุนนาง และติดต่อกับตัวตนในระดับที่แข็งแกร่งกว่าเดิมเท่านั้น
คิดไม่ถึงว่าจะใช้วิชาลับสำหรับพัฒนาสายเลือดตระกูลขุนนางของสำนักได้เหมือนกัน
คาบเช้าใช้เวลาแค่สองชั่วยาม หรือก็คือเวลาช่วงเช้า
ไม่นานเหอเซียงจื่อก็สอนจบ ให้ลู่เซิ่งทดลองฝึกฝนเอง ทั้งยังบอกเคล็ดลับการฝึกฝน และสัญลักษณ์ของแต่ละขั้นที่พัฒนาไปถึงให้ฟัง
ครั้นคาบเรียนเช้าจบลง ผู้อาวุโสใหญ่ก็ลุกขึ้นจากไป ศิษย์สิบกว่าคนที่เหลือพากันลุกตาม คนที่รู้จักกันสองสามคนคุยกันเบาๆ แล้วถอยใจเฮ้อ
“วันนี้ก็ออกไปอีกหลายคน พี่หวังเจิ้นก็ไปแล้วเหมือนกัน… เสี่ยวเหมย น้องซั่งก่วน พี่เซว.. ไปหมดแล้ว…”
“เป็นแบบนี้ต่อไป สำนักจะทนได้อีกนานเท่าไหร่”
“ผู้ใดจะทราบเล่า สองเดือนแล้วที่ไม่ให้ทรัพยากรสำหรับฝึกฝน…ไม่กี่วันก่อนมีคนบอกว่าหวังเจิ้นพบกับคนของสำนักเก้ากระดิ่งด้านนอก…มีเรื่องนี้หรือไม่”
“ข้าเองก็เห็น มีเรื่องนี้จริงๆ มาถึงวันนี้ เมื่อไม่มีเหมืองแร่ ก็โทษที่ทุกคนหาทางถอยเองไม่ได้ ต่อให้เป็นผู้อาวุโสใหญ่เองก็…”
ในเสียงสนทนาแผ่วต่ำ ลู่เซิ่งเข้าใจสภาพของสำนักมารกำเนิดในปัจจุบันคร่าวๆ แล้ว
เป็นเพราะเหมืองแร่ถูกช่วงชิง สำนักเก้ากระดิ่งพยายามโค่นล้มเราอย่างต่อเนื่อง สภาพของสำนักมารกำเนิดในตอนนี้คับขันถึงขีดสุดแล้ว
ทุกๆ สองสามวันจะมีศิษย์แอบหนีไป ตอนแรกผู้อาวุโสใหญ่ไปไล่จับคนกลับมาทำโทษ ต่อมาเขาก็หมดอาลัยตายอยาก
สำนักมารกำเนิดที่มีขนาดเกือบๆ เจ็ดแปดสิบคน ปัจจุบันในสองเดือนมานี้หนีไปจนเหลือสิบกว่าคน
บางครั้งมีศิษย์เข้ามาใหม่ ไม่ทันไรก็จะจากไปเงียบๆ เพราะไม่มีทรัพยากรสำหรับฝึกฝนให้
เดิมทีวิชาของสำนักมารกำเนิดก็ไม่ได้มีผลเฉพาะเจาะจงดีเท่าสำนักอื่นๆ อยู่แล้ว ระดับพัฒนาสายเลือดเองก็ไม่สูง ด้านนี้ถือว่าอ่อนแอ ตอนนี้ไม่มีทรัพยากรให้ ความเร็วในการฝึกฝนช้าลงกว่าเดิม ลูกศิษย์จำนวนไม่น้อยเสียเวลาอันมีค่าไปเปล่าๆ
ผู้อาวุโสใหญ่ทราบเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นจึงหมดกำลังใจ คร้านจะดูแลแล้ว ยังดีที่วิชาลับซึ่งเขาถ่ายทอดเป็นส่วนหนึ่งในเก้าสิบเก้าวิชาพื้นฐาน นอกจากวิชาสามหยินและวิชาพื้นฐานอีกสองวิชา ผู้อาวุโสใหญ่ที่เหลือตั้งใจรักษาความลับ ไม่ถ่ายทอดให้คนอื่น
ถึงแม้สำนักอื่นๆ ไม่แน่จะสนใจ แต่นี่ก็เป็นรากฐานของสำนักมารกำเนิด ไม่อาจถ่ายทอดจนแพร่หลายเพราะสาเหตุนี้
แม้แต่วิชาพื้นฐานก็ถ่ายทอดแค่สองสามวิชา อย่าว่าแต่วิชาลับเลื่อนระดับต่อจากนั้น กับวิชาลับมารกำเนิดที่สูงส่งที่สุด ความหวังหนึ่งเดียวในปัจจุบันของผู้อาวุโสใหญ่คือ หาคนที่มีนิสัยซื่อสัตย์จำนวนมากพอจากในหมู่ลูกศิษย์ที่เหลือ แล้วถ่ายทอดวิชาลับมารกำเนิดที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวของสำนักมารกำเนิดให้
“เฮ้อ…”
ยืนอยู่หน้าเสาหิน ผู้อาวุโสใหญ่เงยหน้ามองสัญลักษณ์สีแดงเลือดนั้น
นึกถึงสำนักมารกำเนิดเมื่อพันปีก่อน มีวิชามารกำเนิดโผล่ขึ้นมาไม่ขาดสาย ต่างยอดเยี่ยมน่าตกตะลึง วิชาลับมารกำเนิดทุกวิชาจะมีลูกศิษย์ที่เข้ากับวิชาได้อย่างน้อยมากกว่าร้อยคน
ตอนนั้นไม่ได้มีวิชาลับสำหรับฝึกฝนมากขนาดนี้ เป็นเพราะคนมากขุมกำลังยิ่งใหญ่ สำนักมารกำเนิดจึงถูกจัดอยู่ในสามขั้นบนท่ามกลางร้อยเส้นสาย ทว่าวันนี้…
หลังจากประสบภัยพิบัติใหญ่ครั้งนั้น วิชาลับมารกำเนิดมากกว่าเก้าส่วนก็หายสาบสูญไปตามการตายของผู้อาวุโสเหล่านั้น เหลือแค่วิชานี้ที่บูรพาจารย์ของเขาถ่ายทอดให้ ที่ยังส่งต่อมาได้อย่างสมบูรณ์
ลูกศิษย์หัวกะทิ ผู้ดูแล และผู้อาวุโสที่คอยสนับสนุนสำนัก หากไม่ใช่ตายในการรบ ก็ค่อยๆ ร่วงโรยไปตามกาลเวลา
สุดท้ายตอนนี้กลับเป็นเขาที่ครั้งกระโน้นคุณสมบัติธรรมดา กลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักมารกำเนิดในปัจจุบัน
……………………………………….
บทที่ 207
กลับมาถึงถ้ำของตนเอง
ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิ เพ่งจิตกลั้นลมหายใจในทันที สัมผัสรอบๆ ว่ามีสายตาของคนอื่นหรือไม่ก่อน หลังจากยืนยันแล้ว เขาค่อยคิดในใจ
‘ดีปบลู’
อินเตอร์เฟซเครื่องมือปรับเปลี่ยนโผล่แวบออกมา ลอยอยู่ด้านหน้าเขา
‘ว่าแล้ว…’ ลู่เซิ่งคาดไว้แต่แรก เห็นตัวหนังสือแถวหนึ่งที่โผล่มาในกรอบสุดท้ายของเครื่องมือปรับเปลี่ยน
[วิชาสามหยิน: ยังไม่เริ่มต้น ผลพิเศษ: ไม่มี]
‘เครื่องมือปรับเปลี่ยนจดจำวิธีฝึกฝนของสำนักที่เป็นขอบเขตวรยุทธ์อย่างที่คิดไว้ ก่อนหน้านี้เราลองฝึกวิชาลับบนคัมภีร์เล่มเล็กที่ได้มาจากสตรีกางร่ม แต่ต่อให้อิงอิงอธิบายจนเข้าใจ เครื่องมือปรับเปลี่ยนก็ยังบันทึกไม่ได้ ตอนนี้วิชาสามหยินถูกคิดว่าอยู่ในขอบเขตวรยุทธ์…ดูเหมือนเราจะคิดถูกแล้วที่มาสำนักมารกำเนิด ปราณหยินไม่พอใช้ แต่เรายังมีปราณหยินหยางขวดสมบัติอยู่ ใช้แทนปราณหยินได้ในระดับหนึ่ง ถึงจะไม่มาก แต่วิชาพื้นฐานแบบนี้น่าจะไม่มีปัญหา ลองดูได้’
ลู่เซิ่งจัดระเบียบความคิด แล้วตัดสินใจทดลองดูว่าจะเพิ่มระดับวิชาสามหยินได้หรือไม่ ถ้าเชื่อมกับเส้นทางการฝึกฝนที่ตระกูลขุนนางศึกษาได้ เขาคาดหวังว่าอนาคตของตนจะไปถึงระดับใด
กดปุ่มปรับเปลี่ยนบนอินเตอร์เฟซของเครื่องปรับเปลี่ยนอย่างคุ้นเคย วรยุทธ์ส่วนใหญ่ปรากฏปุ่มยกระดับได้ แต่ว่าวิชาสามหยินซึ่งอยู่แถวสุดท้ายไม่มีความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ลู่เซิ่งรวบรวมสมาธิเขม้นมองกรอบนี้
แต่ไม่เกิดผลใดๆ
‘ในเมื่อโผล่มาในกรอบ ก็หมายความว่าเครื่องมือปรับเปลี่ยนปรับเปลี่ยนได้ ตอนที่เราเขียนมันขึ้นมาก็ออกแบบไว้แบบนี้ ถ้าไม่ผิดจากที่คิดไว้ น่าจะเป็นเพราะยังไม่เริ่มต้น เลยยกระดับไม่ได้ วิชาสามหยินน่าจะไม่ได้อยู่ในขอบเขตวิชากำลังภายนอก จึงยกระดับโดยตรงไม่ได้”
จัดระเบียบความคิดเสร็จ ลู่เซิ่งก็ไม่รีบแล้ว กลับกันของแบบนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพลังของเยื่อดำ ด้วยขอบเขตมรรคายุทธ์กับความสามารถในการควบคุมตัวเองของเขาในปัจจุบัน การเรียนรู้เบื้องต้นหรือถึงขั้นยกระดับเพียงใช้เวลาไม่กี่วัน
‘ไม่ต้องรีบ…ไปถามคนอื่นๆ ดูก่อนว่าสำนักมีข้อห้ามอะไรบ้าง’ คิดถึงตรงนี้ ลู่เซิ่งนั่งไม่ติดแล้ว สถานที่ที่เขาอยากไปมากที่สุดก็คือหอเก็บหนังสือ แต่ที่นั่นดูเหมือนมีความประหลาดอยู่บ้าง ถ้าไม่เข้าใจสถานการณ์ก็รู้สึกใจคอไม่ดี
ลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเดินออกจากถ้ำ เดินไปได้ไม่กี่ก้าว กลับเห็นเหอเซียงจื่อเดินมาหา เหมือนกับเพิ่งลงมาจากบันไดหิน
“ศิษย์น้องลู่ พอดีเลย อาจารย์ให้ข้าอธิบายข้อห้ามและข้อควรระวังในสำนักแก่เจ้า”
“อ้อ ศิษย์พี่เหอเซียงจื่อนี่เอง ได้ เช่นนั้นรบกวนศิษย์พี่แล้ว โปรดมานั่งคุยกันในถ้ำของข้า” ลู่เซิ่งกำลังจะไปหาซ่งจื่ออัน นึกไม่ถึงเหอเซียงจื่อจะถูกผู้อาวุโสใหญ่ส่งมาก่อน นี่เป็นสิ่งที่เขาต้องการพอดี
ทั้งสองคนกลับมาถึงถ้ำ เหอเซียงจื่อกวาดตามองถ้ำของลู่เซิ่ง เห็นอีกฝ่ายไม่มีเครื่องเรือนเลิศหรู ของที่ใช้ธรรมดาทั่วไป ไม่มีความพิเศษตรงไหน
“ศิษย์น้องลู่เรียกข้าว่าศิษย์พี่เซียงเหอก็พอ ข้อห้ามของสำนักง่ายดายยิ่ง ข้อแรก ก่อนที่จะค่ำ พยายามกลับมาในถ้ำตนเอง ไม่ว่าด้านนอกเกิดอะไรก็ไม่ต้องสงสัย เพียงพักผ่อนก็พอ ข้อสอง มีสถานที่หลายแห่งห้ามบุ่มบ่ามเข้าไป หลักๆ มีสามแห่งคือ บึงมาร ตำหนักวิชาลับ กับถ้ำที่ไม่มีสัญลักษณ์”
“ศิษย์พี่โปรดเล่าอย่างละเอียด” ลู่เซิ่งล้างหูรอฟัง
เหอเซียงจื่อนั่งลง กล่าวอย่างตั้งใจ “บึงมาร เป็นสถานที่สำหรับฝึกฝนพลังภายนอก ที่พวกเราต้องไปถึงระดับในภายหลังถึงจะใช้ได้ มันเป็นสถานที่สำหรับฝึกฝนในระดับชั้นที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ด้านในมีหมอกกัดกร่อนที่มีพิษร้ายตลบอบอวล ยังมีพลังพิเศษที่มีชีวิตอีกมากมาย ตอนนี้ยังเร็วไป เจ้าสัมผัสไม่ได้ ภายหลังจะทราบเอง ด้านนอกบึงมารมีสัญลักษณ์ขนาดใหญ่ เป็นกระถางทองแดงใบใหญ่สีทองเข้ม ด้านในจุดธูป ขอแค่ธูปยังไหม้อยู่ ก็หมายความว่าด้านในบึงมารยังมีพลัง ไม่ได้เตรียมตัวอย่าได้เข้าไปตามใจ ป้องกันการได้รับบาดเจ็บ”
เหอเซียงจื่อมองลู่เซิ่ง แล้วกล่าวเสริมอีกประโยค
“ก่อนหน้านี้เคยมีคนตายในนั้น เพราะพัฒนาสายเลือดของตัวเองไม่พอ รวมถึงความอ่อนแอของพลังในสายเลือด เข้าไปก็รังแต่จะหาที่ตาย”
“อืม เข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า
“จริงด้วย บึงมารไม่ได้มีแค่ที่เดียว ให้สังเกตสัญลักษณ์ด้านนอก ถึงไม่มีธูปถูกจุดก็เข้าไปได้ แต่ไม่มีความหมายอะไร ด้านในกำลังรวบรวมพลัง ไม่มีสิ่งใด” เหอเซียงจื่อเล่าต่อ
“ต่อมาคือตำหนักวิชาลับ อยู่ด้านขวาของผนังฝั่งขวาที่พวกเราอยู่ ทะลุสุสานมารไปก็จะเจอเอง ตำหนักวิชาลับไม่มีคนเฝ้าประตู วิชาลับหายไปเกือบหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ถูกอาจารย์เก็บไว้ ด้านในว่างเปล่า นอกจากกลไกอันตรายเมื่อก่อนหน้าส่วนหนึ่ง ก็มีหุ่นเชิดคุมกฎล่องลอย ถ้าไม่มีเรื่องอะไรให้ดีที่สุดอย่าเข้าไป แม้แต่อาจารย์ก็ยังไม่อยากเข้า”
“หุ่นเชิดคุมกฎหรือ” ลู่เซิ่งหรี่ตา
“เป็นสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่ง ถ้าเจ้ามีโอกาสมองไกลๆ ก็จะรู้เอง” เหอเซียงจื่อไม่แสดงอารมณ์ “สุดท้ายเป็นถ้ำที่ไม่มีสัญลักษณ์”
“ถ้ำที่ไม่มีสัญลักษณ์หรือ” ลู่เซิ่งทวนรอบหนึ่ง
“ใช่ เป็นเพราะว่าบูรพาจารย์ก่อนหน้าพวกเราศึกษาเรื่องมารเป็นจำนวนมาก ดังนั้นแก่นมารที่เหลืออยู่จึงสร้างปัญหาไม่น้อย ถ้ำที่ไม่มีสัญลักษณ์มีความเป็นมาแบบนี้ ถ้ำพวกนั้นจะพ่นแก่นมารออกมาตลอด ด้านในอาจเกิดเรื่องอันตราย อย่าได้เข้าไปเด็ดขาด” เหอเซียงจื่อกำชับอย่างจริงจัง
“ศิษย์พี่ ในเมื่ออันตรายขนาดนี้ ทำไมพวกเราจึงไม่เปลี่ยนสถานที่สร้างสำนัก” ลู่เซิ่งถามอย่างสงสัย
“เป็นเพราะยิ่งแก่นมารเข้มเท่าใด ความเร็วในการฝึกฝนของพวกเราก็เร็วเท่านั้น ยิ่งเป็นสถานที่อันตราย ยิ่งมีประโยชน์เหลือคณนา” เหอเซียงจื่อตั้งใจอธิบาย “เหมือนกับตระกูลขุนนางที่อยู่ในธาตุไฟสร้างตระกูลบนปากปล่องภูเขาไฟ มีเหตุผลเดียวกัน”
“เข้าใจแล้ว…บึงมาร ตำหนักวิชาลับ รวมถึงถ้ำที่ไม่มีสัญลักษณ์”
“เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว รอเจ้าเลื่อนระดับวิชาสามหยิน ก็จะฝึกฝนวิชาไร้ผล ใช้บึงมารชุบหลอมตัวเองได้ ถึงตอนนั้นเจ้าสามารถเลือกเข้าบึงมาร ไม่มีอันตรายอีกต่อไป”
“ขอบคุณศิษย์พี่มาก” ลู่เซิ่งกล่าวขอบคุณอย่างมีมารยาท
“ไม่ต้องเกรงใจ พวกเรา…สำนักมารกำเนิดของพวกเรา แม้ว่าในเวลาสั้นๆ จะมีทรัพยากรไม่พอ แต่ก็มีสมบัติมากมาย…ศิษย์น้องเจ้า… อยู่ไปนานๆ ก็จะรู้เอง… อย่าได้ทำการตัดสินใจที่จะสำนึกเสียใจในภายหลังเพราะผลกระทบเพียงชั่วครู่ยาม” เหอเซียงจื่อสุดท้ายก็เตือนอย่างขึงขัง
นางกำลังคิดเกลี้ยกล่อมลู่เซิ่งว่าอย่าได้รีบวางแผนหนี แต่วาจาที่พูดออกมาไม่สร้างความน่าเชื่อถือแม้แต่น้อย
ลู่เซิ่งอนาถใจ แต่เปลือกนอกพยักหน้า
“ศิษย์พี่ไม่ต้องห่วง”
“จำไว้ด้วยว่าเวลาฝึกวิชาสามหยินอย่าได้รีบร้อนเกินไป เช้ากลางวันเย็นห้ามฝึกนาน และไม่อาจฝึกเร็ว ยิ่งห้ามหยุดกลางคัน ถ้าพลังในสายเลือดของเจ้าแข็งแกร่งมากพอ ไม่นานก็จะจุดไฟสามหยินได้เอง พวกเราส่วนใหญ่ใช้เวลาแค่สิบวันก็จุดไฟสามหยินได้แล้ว แต่นี่ยังนับว่านาน ต่อให้ช้ากว่านี้ก็ไม่ได้เสียเวลาเท่าใด อย่ารีบร้อนเด็ดขาด” เหอเซียงจื่อย้ำอย่างจริงจังต่อ
“ขอรับ ศิษย์พี่วางใจ”
จากนั้นลู่เซิ่งก็ถามความรู้ทั่วไปด้านรายละเอียดส่วนหนึ่ง เหอเซียงจื่อชี้แนะเคล็ดสำคัญในวิชาสามหยินอีกครั้ง ค่อยลุกขึ้นแล้วบอกลา
ลู่เซิ่งรอจนเหอเซียงจื่อเดินจากไป ก็นั่งในถ้ำสักพัก ฝึกฝนพื้นฐานของวิชาสามหยินจนเสร็จ จึงค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วเดินไปยังหอเก็บหนังสือ
ฟุ่บ
ใต้ตะเกียงน้ำมัน ลู่เซิ่งค่อยๆ พลิกหนังสือเล่มหนึ่ง อ่านเนื้อหาอย่างละเอียด
หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มที่เขาเอามาจากชั้นหนังสือ ตัวอักษรบนปกดึงดูดใจยิ่ง
‘ต้นกำเนิดอาวุธเทพ’
เนื้อหาด้านในไม่ทำให้ลู่เซิ่งผิดหวัง บอกเล่าอย่างชัดเจนว่าอาวุธเทพศัสตรามารเป็นอะไรสำหรับตระกูลขุนนาง
‘รัชสมัยต้าซ่ง-ปีที่สี่ สงครามถังซง สงครามตัดสินชะตาประเทศครั้งแรกหลังก่อตั้งประเทศ ราชวงศ์ตระกูลขุนนางบาดเจ็บล้มตายมากมาย ต่อสู้กับรัฐมหาเกียรติ และราชวงศ์ต้าอวิ๋น เสียทรัพยากรในคลังหลวง เป็นเช่นนี้กลับไปกลับมา ต้าซ่งกำลังล่มสลาย’
‘รัชสมัยต้าซ่ง-ปีที่ห้า ราชวงศ์ตัดสินใจทุ่มหมดหน้าตัก พนันโชคชะตาของประเทศ ใช้ผู้ถืออาวุธ! ผู้ถืออาวุธสิบกว่าคนลอบโจมตีราชวงศ์ต้าอวิ๋นสุดกำลัง ขณะเดียวกันก็สร้างภาพลวงตา รวมกองกำลังพลที่ชายแดนรัฐมหาเกียรติ ล่อลวงศัตรู เดือนสิบของปีนั้น ต้าอวิ๋นขอสงบศึก รัฐมหาเกียรติถอยทัพ ผู้ถืออาวุธแปดคนที่หลงเหลือกลับมา ประเทศได้รับความสงบสุข’
ถือหนังสือที่ขึ้นรา ลู่เซิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย
‘ผู้ถืออาวุธหรือ’ นี่เป็นบันทึกเกี่ยวกับขุมกำลังระดับสูงสุดของต้าซ่งตามความหมายที่แท้จริง บางทีอาจเป็นเพราะอยู่ในสำนัก หรือเพราะว่าปัจจุบันสำนักมารกำเนิดทรุดโทรม จึงไม่มีคนดูแลหอเก็บหนังสืออย่างกวดขัน ดังนั้นเขาจึงเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ง่ายๆ
แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร เขาก็รู้อยู่แล้วว่าที่พึ่งอันแข็งแกร่งที่สุดที่แท้จริงของต้าซ่งก็คือผู้ถืออาวุธ ไม่ใช่ประมุขจวนประมุขตระกูล
สงบจิตใจ ลู่เซิ่งอ่านต่อไป
‘พลังของอาวุธเทพศัสตรามารเปลี่ยนฟ้าแปลงดิน สะกดชะตาประเทศได้ อย่างนั้นพลังที่ยิ่งใหญ่แบบนี้มาจากที่ใด อาวุธเทพศัสตรามารเกิดขึ้นได้อย่างไร’
ผู้เขียนคัมภีร์ถามคำถาม
‘พวกเราอยู่ใต้การส่องประกายของอาวุธเทพ สายเลือดเปลี่ยนแปลง พลังของอาวุธเทพซึมเข้ามา จากนั้นตรากตรำฝึกฝนชุบหลอมเล็กน้อย ทำพิธีกฎเกณฑ์ไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ได้ระบบที่สมบูรณ์แบบ ระบบอันสมบูรณ์ที่บ่มเพาะผู้ถืออาวุธ เพิ่มลักษณ์ขึ้นทีละขั้นๆ จากระดับพันธนาการถึงระดับอสรพิษ จากสามขั้นล่าง ถึงสามขั้นกลาง แล้วถึงสามขั้นบน ก่อนไปสูงกว่าเดิม นี่เป็นการเลือกของพวกเรา เป็นเพราะไม่มีคนยอมลดฐานะเป็นทาสของอาวุธเทพศัสตรามารทั้งใจ ดังนั้นพวกเราจึงพยายามยกระดับตนเอง เลือกใช้เส้นทางความเข้ากันได้มาทดลองถือครองอาวุธ เพื่อให้บรรลุความต้องการต่ำที่สุดของการควบคุมอาวุธเทพศัสตรามาร’
อ่านถึงตรงนี้ ลู่เซิ่งพลันรู้สึกหนักอึ้งอยู่บ้าง
เขาเห็นระบบอันยิ่งใหญ่ทั้งหมดของตระกูลขุนนางรางๆ แล้ว
ใช้อาวุธเทพศัสตรามารเป็นจุดสูงสุด ทุกสิ่งวนรอบขุมกำลังที่ก่อตั้งด้วยพลังของอาวุธเทพ
พั่บ
เขาพลิกหน้าต่อไป
‘พลังของอาวุธเทพแข็งแกร่งเกินไป เมื่อไปถึงสามขั้นบนของระดับอสรพิษ จะมีความสามารถครองสติระหว่างที่มันปล่อยพลัง จากนั้นก็ทดลองสัมผัสควบคุมได้ แต่ว่านี่เหมือนแรงของมนุษย์คนหนึ่งงัดหินหนักหมื่นชั่ง หากไม่ระวังมีอันตรายจะถูกล้มล้าง ดังนั้นสายเลือดยิ่งเข้มข้น และมีความเข้ากันได้ยิ่งมาก อันตรายก็จะยิ่งลดลง บ่อกำเนิดของอาวุธเทพ พวกเราพบได้ง่าย พวกมันคล้ายมาจาก…’ ตัวหนังสือด้านหลังเหมือนถูกจงใจลบ แม้แต่หน้าที่อยู่ด้านหลังก็พร่ามัว คล้ายมีใครตั้งใจลบทิ้ง
ลู่เซิ่งอ่านถึงตอนสำคัญ เห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้ว
เหง่ง… หง่าง…
ตอนที่เขากำลังเตรียมตรวจสอบวิเคราะห์เนื้อหาบนหน้าคัมภีร์อย่างละเอียด เพื่อดูว่าจะคืนสภาพเดิมได้หรือไม่ เสียงระฆังก็ดังขึ้น
ฟู่ว…
ด้วยความจนปัญญา ลู่เซิ่งปิดหนังสือ เก็บมันไว้ที่ชั้นเดิม แล้วหมุนตัวเดินไปนอกประตูโดยไม่ลังเล
เขาถามเหอเซียงจื่อมาแล้วว่า ที่นี่มีปัญหาอะไร แต่นางไม่รู้ เพียงบอกว่าตอนกลางคืนห้ามอยู่ด้านนอกก็พอ
……………………………………….
บทที่ 208
ลู่เซิ่งไม่ใช่ไม่อยากเอาหนังสือกลับไปแล้วค่อยๆ อ่าน แต่ทุกครั้งที่ถือหนังสือ ยังไม่ทันออกนอกประตูใหญ่ เขาก็รู้สึกได้ว่ามีการคุกคามที่อธิบายไม่ถูกอย่างหนึ่งปรากฏขึ้นในใจ เหมือนกับมีอันตรายบางอย่างซึ่งพร้อมถูกกระตุ้นให้เกิดได้ตลอดเวลา จึงได้แต่ยอมแพ้
ออกจากหอหนังสือ เขาพุ่งผ่านสะพานแขวน กลับไปพักผ่อน
ถ้ำบังดวงอาทิตย์ไว้ แทบจำแนกกลางวันกลางคืนไม่ออก ในเวลาส่วนใหญ่นอกจากความมืด ก็เป็นแสงสีแดง อาหารมีข้ารับใช้ที่เงียบขรึมพูดจาน้อยมาส่งถึงประตู ถ้าไม่ใช่เห็ดก็เป็นไถเสี่ยน บางครั้งมีเนื้อสองสามมื้อ เนื้อเป็นประเภทไส้เดือนหรือด้วง
ลู่เซิ่งไม่คิดอะไรมาก เขาไม่ได้มาเที่ยวเล่น แต่มาเพื่อความปลอดภัยที่มากกว่าเดิม และทำความเข้าใจตระกูลขุนนางกับคุณสมบัติของอาวุธเทพศัสตรามารในระยะใกล้
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า
เขาใช้ความเร็วสูงสุดอ่านคัมภีร์เกี่ยวกับอาวุธเทพในหอเก็บหนังสือหยาบๆ รอบหนึ่ง
แต่นอกจากรู้ว่าผู้ถืออาวุธเทพคือระดับอะไร ก็ยังคงไม่ทราบความเป็นมาและต้นกำเนิดของมัน
กลับเป็นวิชาสามหยินที่มีสัญญาณยกระดับอย่างรวดเร็ว การจุดไฟหยินสามกลุ่มความจริงแล้วคือการที่กายเนื้อสร้างกลุ่มก้อนที่เลือดลมรวมตัวและไหลเวียนในระดับสูงสามแห่ง
พื้นที่สามแห่งนี้สามารถสร้างความแข็งแกร่งในระดับสูงสุดขีดได้ในระยะเวลาอันสั้น ผ่านการตรึกตรองและการฝึกฝนดัดกล้ามเนื้อ นี่จึงเรียกว่าวิชาสามหยิน และเป็นพื้นฐานต่ำสุดของวิชาพื้นฐานต่อจากนี้
ลู่เซิ่งใช้เวลาห้าวัน บรรลุระดับเบื้องต้นและการเลื่อนขั้นของวิชาสามหยิน
แต่แค่ในห้าวัน คล้ายว่าโลกภายนอกมีข่าวไม่ดีส่งมา ศิษย์สำนักที่เรียนคาบเช้าด้วยกันหายไปอีกหลายคน
ผู้อาวุโสใหญ่กลับเหมือนมองไม่เห็น ยังคงสอนหลักสำคัญในการฝึกฝนให้แก่ทุกคนโดยไม่ได้สนใจ
หลังจากลู่เซิ่งถูกถามสถานการณ์ และตรวจสอบความคืบหน้า ก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาพื้นฐานวิชาใหม่ วิชาไร้มูลเหตุ
วิชาไร้มูลเหตุยังคงเป็นการตรึกตรองและการฝึกฝนต่อต้านตนเอง แต่มีความยากมากกว่าวิชาสามหยิน เกี่ยวข้องกับอวัยวะภายในและกล้ามเนื้อมัดน้อยจำนวนมาก
ลู่เซิ่งไม่ได้ทดลองใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยน แต่ยึดตามวิธีการฝึกฝนอย่างเป็นลำดับขั้นตอนและตรงไปตรงมา เขาพบว่าด้วยระดับความแข็งแกร่งของร่างกายและขอบเขตมรรคายุทธ์ในปัจจุบัน ถึงใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยน ก็ใช้วิธีการฝึกฝนขั้นพื้นฐานแบบนี้ได้ไม่ยากนัก
หนำซ้ำวิชาพื้นฐานนี้ก็ไม่อาจฝึกฝนตามลำพัง ไปถึงช่วงท้าย จะต้องอาศัยบึงมารกระตุ้นพลังภายนอก
ถึงอย่างไรก็ไม่ได้รีบ ลู่เซิ่งฝึกฝนตามการบันทึกบนวิชาทีละขั้นๆ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปครึ่งเดือนกว่าๆ
ลู่เซิ่งฝึกฝนวิชาพื้นฐานทุกวัน จากนั้นก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านคัมภีร์ คัมภีร์ในหอเก็บหนังสือถูกเขาอ่านจบไปหลายชั้น
ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับอาวุธเทพศัสตรามาร
สืบเนื่องจากเหตุนี้ เขาจึงทราบว่าผู้ถืออาวุธเป็นตัวตนแบบไหนสำหรับขุมกำลังใหญ่ๆ
ที่ตระกูลขุนนางในแต่ละแห่ง แย่งชิงรวบรวมอาวุธเทพมากกว่าเดิม ไม่มีอะไรมากไปกว่าเพื่อครอบครองผู้ถืออาวุธที่แข็งแกร่งกว่าเดิมสักคน
ผู้ถืออาวุธมีร่างกายอันแข็งแกร่งที่ไม่อาจจินตนาการออก กายเนื้อของพวกเขาคล้ายกับคุณสมบัติของอาวุธเทพศัสตรามาร พลังอันยิ่งใหญ่ของพวกเขามีแค่ระดับเดียวกันจึงจะมีคุณสมบัติฆ่าฟันกัน
พวกเขาเป็นจุดสูงสุดของพลังแห่งสายเลือด เป็นต้นกำเนิดของตระกูลขุนนาง
พวกเขาควบคุมอาวุธเทพศัสตรามารที่ยิ่งใหญ่สุดเปรียบปานเข้าฟาดฟันต่อสู้กัน อาวุธเทพไม่ดับสูญ พวกเขาก็ไม่ตาย นี่เป็นพลังที่ตัดสินชะตาของประเทศ
‘ตามที่เขียนไว้ในคัมภีร์ ชิ้นสมบูรณ์ของอาวุธเทพทุกชิ้นมีขนาดอย่างน้อยหลายสิบหมี่ อาวุธขนาดยักษ์แบบนี้ ถ้าไม่ใช่ผู้ถืออาวุธ คนทั่วไปไม่อาจควบคุมได้’ ลู่เซิ่งพลิกคัมภีร์ในมือ อ่านเนื้อหาต่อไป
‘อาวุธเทพปลอมหรือ’ ทันใดนั้นเขางงงัน จ้องมองคำคำหนึ่งที่โผล่มาอย่างกะทันหันในคัมภีร์อย่างตั้งใจ
‘ตระกูลขุนนางครอบครองอาวุธเทพ แต่สุดท้ายก็มีเวลาพังทลาย พวกลูกหลานตระกูลขุนนางหลังอาวุธเทพแหลกสลายไม่ยอมตกต่ำ ก่อตั้งสำนักหลากหลายขึ้นเอง หมายสร้างอาวุธเทพ รักษาพลังของตนต่อ นี่เป็นแหล่งที่มาที่แย่ที่สุดของสำนัก อาวุธเทพที่พวกเขาสร้างขึ้นมาจะถูกเรียกว่าอาวุธเทพปลอม อานุภาพสู้หนึ่งในร้อยส่วนของอาวุธเทพที่แท้จริงไม่ได้’
ลู่เซิ่งยิ่งอ่าน ยิ่งรู้สึกพิกล
‘นี่…ทำไมถึงได้คล้ายๆ กับหุ่นยนต์…อาวุธเทพศัสตรามารเป็นหุ่นยนต์ ผู้ขับคือผู้ถืออาวุธ หุ่นยนต์กับพลังของคนอยู่คนละระดับโดยสิ้นเชิง ต่อให้คนฝึกฝนจนแข็งแกร่งกว่านี้จนกลายเป็นยอดฝีมือด้านการต่อสู้ระดับสูงสุด เจอหุ่นยนต์หนักร้อยตันพันตันต่อยใส่ ก็ป้องกันไม่ได้’
เขาวางคัมภีร์ในมือลง
“งั้นอาวุธเทพปลอมในนี้มันคืออะไร”
“ศิษย์น้องเจ้าอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย! อาวุธเทพปลอมอะไรหรือ” เหอเซียงจื่อเดินเข้ามาจากนอกประตู คล้ายว่ามีธุระกับเขา
“ศิษย์พี่เหอเซียงหรือ ท่านเหตุใดมาแล้ว” ลู่เซิ่งลุกขึ้น
“อาจารย์ต้องการให้ข้าพาเจ้าไปบึงมาร เจ้ากำลังศึกษาอาวุธเทพปลอมอะไรหรือ พวกเราเรียกมันว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ สำนักของพวกเราเองก็มีชิ้นส่วนอยู่บ้าง แต่อันตรายมาก ทางที่ดีที่สุดอย่าไปแตะต้อง” เหอเซียงจื่อคุยกับลู่เซิ่งบ่อยๆ จึงคุ้นเคยกันบ้างแล้ว เวลาสนทนามีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น
“เพียงแค่สงสัยเท่านั้น” ลู่เซิ่งหัวเราะ “ศิษย์พี่ท่านเองก็ทราบว่าข้ามาจากแดนเหนือ ไม่ใช่คนในจงหยวน มีประสบการณ์ไม่มาก ดังนั้นจึงสนใจไปเสียทุกสิ่ง”
“พูดถึงเรื่องนี้ น่าเสียดายพวกเราไม่มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่สมบูรณ์ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกเล่นงานจนตกต่ำถึงขั้นนี้” เหอเซียงจื่อถอนใจกล่าวด้วยความเสียดายเล็กน้อย
“พวกเราเคยมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันหรือ” ลู่เซิ่งฉงน
“แน่นอนอยู่แล้ว สำนักเกือบทั้งหมดในร้อยเส้นสายล้วนมี” เหอเซียงจื่ออธิบาย “ว่ากันว่าสมัยก่อนพวกเรามีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นหนึ่ง ต่อมาประสบภัยพิบัติครั้งหนึ่ง อาวุธศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลาย บาดเจ็บล้มตายมากมาย อาวุธเทพสลาย เหลือแค่ชิ้นส่วนส่งต่อมาเท่านั้น”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้” ลู่เซิ่งพยักหน้า “นี่ไม่ใช่ว่าสำนักของพวกเราเป็นสำนักที่ฐานอ่อนแอที่สุดในร้อยเส้นสายหรอกหรือ”
“หา??!…” เหอเซียงจื่อลืมตาโต พบว่าพลั้งปาก รีบเอามือปิดปาก “ความจริง…มันไม่ได้สำคัญนัก พวกเรายังมีผู้อาวุโสใหญ่…วิชาลับมารกำเนิดที่เขาถ่ายทอดเป็นเสาค้ำสำคัญที่ใช้ค้ำยันสำนัก…” นางอธิบายอย่างติดๆ ขัดๆ หมายจะแก้ไขสถานการณ์
ความจริงแม้แต่นางยังไม่เชื่อคำพูดของตัวเอง น้ำเสียงล่องลอยเบาหวิว
ลู่เซิ่งหมดคำพูด
ตอนนี้เขารู้แล้วว่า ปัจจุบันสำนักมารกำเนิดมีสถานการณ์แบบไหน
อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ค้ำยันสำนักหายไป ผู้อาวุโสใหญ่ประคับประคองเพียงคนเดียวมานานขนาดนี้ ได้ทุ่มเทสุดความสามารถแล้ว กระนั้นตอนนี้ลูกศิษย์ยังคงหนีหาย สำนักยังคงตกต่ำ
พลังของมนุษย์จะต้านทานอาวุธศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร ต่อให้เป็นอาวุธเทพปลอม ก็คงเหนือกว่าระดับอสรพิษมากอยู่ดี ถึงอย่างไรระดับอสรพิษก็มีแค่คุณสมบัติแตะต้องอาวุธเทพ
ตามสิ่งที่เขียนไว้บนคัมภีร์ ต่อให้เป็นสามขั้นบนของระดับอสรพิษ เมื่อควบคุมอาวุธเทพ ก็เหมือนใช้พลังของคนงัดหินก้อนใหญ่ หากไม่ระวังจะถูกบดร่างทุบกระดูก ถูกแพร่เชื้อให้กลายเป็นพวกเดียวกัน
“ไปกันเถอะศิษย์พี่ ท่านไม่ใช่มาสอนข้าว่าจะหาบึงมารได้อย่างไรหรอกหรือ” ลู่เซิ่งเตือน
“อ้อ จริงด้วย! ใช่แล้ว!” เหอเซียงจื่อรู้สึกตัว
ทั้งสองออกจากหอเก็บหนังสือ ไม่ได้ข้ามสะพาน หากไปยังส่วนลึกอันมืดมิดด้านซ้ายมืออย่างรวดเร็ว
หลังจากเดินไปหลายพันหมี่ ผนังถ้ำทั้งสองข้างก็ค่อยๆ ปรากฏถ้ำมากมายที่มีขนาดไม่เท่ากัน
ด้านนอกประตูของถ้ำเหล่านี้มีกระถางทองแดงวางอยู่ ในกระถางจุดธูป ควันลอยอ้อยอิ่ง กลับไม่ได้กลิ่นอะไรเลย
“บึงมารส่วนใหญ่รวมตัวกันที่นี่ นอกกระถางทองแดงสลักตัวอักษรและลวดลาย จำไว้ว่ายิ่งปักธูปมากเท่าไหร่ ความเข้มข้นของบึงมารในถ้ำก็ยิ่งมากเท่านั้น ตอนนี้เจ้าได้แต่ใช้ธูปตั้งแต่สามดอกลงไป ระวังตัวด้วย หลังเข้าไปทนได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น อย่าเข้าบึงมารที่ไม่ได้จุดธูป ถ้ามันไม่ได้ว่างอยู่ ความเข้มข้นด้านในก็เหนือจินตนาการแล้ว ทำสัญลักษณ์ไม่ได้” เหอเซียงจื่อทางหนึ่งเดิน ทางหนึ่งแนะนำลู่เซิ่งอย่างละเอียด
“นอกจากนี้ บึงมารเหล่านี้กระจายตามที่ต่างๆ ที่นี่เพียงแค่กระจุกกันมากหน่อยเท่านั้น บางครั้งเจ้าจะเจอบึงมารในสถานที่อื่นๆ ไม่ต้องแตกตื่นตกใจ”
“เข้าใจแล้ว”
“ห้ามหมดสติอยู่ด้านใน จงจำไว้” สุดท้ายเหอเซียงจื่อย้ำอีกประโยค “ข้ายังมีธุระ ต้องไปก่อน ถ้ามีเรื่องอะไรให้มาหาข้าที่ถ้ำชั้นสองแถวที่สาม”
เหอเซียงจื่อมาเร็วและไปเร็ว
ทิ้งลู่เซิ่งไว้ที่นี่คนเดียว รอบๆ เป็นถ้ำที่มีควันล่องลอย
‘อาวุธศักดิ์สิทธิ์…’ ความคิดของเขายังจมจ่อมอยู่ในเนื้อหาก่อนหน้า ‘สำนักมารกำเนิดที่ไม่มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ สำหรับร้อยเส้นสายอย่างมากสุดก็เป็นโรงฝึกวรยุทธ์เล็กๆ มีหรือไม่มีก็ได้ มิน่าต่อให้ถูกสะกดก็ไม่มีใครช่วยออกหน้าให้ มีแค่ผู้อาวุโสใหญ่ค้ำยันคนเดียว ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย ส่วนวิชาพื้นฐานนี้…’ ฝึกมาตั้งนาน ลู่เซิ่งรู้สึกว่ายังร้ายกาจไม่เท่าวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานของตัวเอง แต่เพื่อปิดบังสถานะ จึงต้องฝึกฝนต่อไป
‘สำหรับผู้ถืออาวุธแล้ว ลูกหลานทั่วไปของตระกูลขุนนางเหมือนคนธรรมดากับระดับพันธนาการ ความแตกต่างอันมหาศาลของคุณสมบัติทำให้พวกเขาสู้ไม่ได้โดยสิ้นเชิง นี่เดิมทีก็ไม่ใช่ระดับเดียวกันอยู่แล้ว’
‘แต่ว่า…’
ลู่เซิ่งพลันนึกถึงปัญหาข้อหนึ่ง
‘ต่อให้อาวุธศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่ง ก็ยังอ่อนแอจนน่าเวทนาเมื่อเทียบกับอาวุธเทพศัสตรามารของจริง นี่คือความสามารถที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขา ถ้าอย่างนั้นร้อยเส้นสายใช้อะไรต่อสู้กับเก้าตระกูลจงหยวน’
‘หรือว่าในร้อยเส้นสายจะมีขุมกำลังของตระกูลขุนนางเข้าร่วมด้วย…’
เขาเข้าใจแล้ว
เดินเอื่อยๆ ไปยังด้านหน้าถ้ำถ้ำหนึ่ง ลู่เซิ่งตรวจสอบกระถางทองแดงด้านหน้าอย่างละเอียด
ผิวด้านนอกของกระถางสลักตัวหนังสือว่า
‘สาม’
ในกระถางปักธูปไว้สามดอก ยังมีควันหลายสายลอยออกมา
ลู่เซิ่งสังเกตเห็นว่าธูปไหม้ช้ามาก คล้ายใช้วัสดุพิเศษบางอย่าง เขายืนมองอยู่หน้าถ้ำ ด้านในมืดสนิท ไม่มีสิ่งใด
‘เปลี่ยนที่’
เดินไปอีกด้านหนึ่ง เขาค้นหาถ้ำต่อ ครั้งนี้เจอถ้ำที่มีธูปสองดอกปักอยู่ อย่างง่ายดาย
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วมองเงาดำที่พลิกม้วนอยู่ด้านในถ้ำ ผนึกรวมวิชาไร้มูลเหตุ กล้ามเนื้อมัดเล็กรวมตัวกันเหมือนเหล็ก เลือดลมโคจรด้วยความเร็วสูง ก้าวฉับๆ เข้าไปด้านใน
ซู่…
ชั่วขณะนั้น เหมือนกับเดินเข้าหาน้ำเดือด ความเจ็บปวดร้อนลวกเสียดแทงกระดูกซัดมาจากทั่วทั้งร่าง
ลู่เซิ่งเดินเข้าไปในถ้ำได้ไม่กี่ก้าว ก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ขยับเขยื้อน
ควันสีดำสายใหญ่มากมายลอยวนรอบตัวเขา ควันดำเหล่านี้เหมือนกับมีชีวิต มุดเข้ารูขุมขนและเจ็ดทวารของเขาอย่างบ้าคลั่ง
‘นี่คือ…!!?’ ความเจ็บปวดกระจายไปถึงอวัยวะภายในอย่างรวดเร็ว ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังลุกไหม้ ด้านในและด้านนอกถูกแผดเผาอย่างรุนแรง
เลือดเนื้อของเขากำลังถูกกัดกร่อน กล้ามเนื้อและอวัยวะภายในหลอมละลายอย่างช้าๆ ภายใต้การกัดกร่อนจากควันสีดำ
‘สิ่งที่ลูกศิษย์ที่สายเลือดอ่อนแอเหล่านั้นเจอคือการฝึกฝนแบบนี้เหรอเนี่ย’
ลู่เซิ่งเกิดความคลางแคลงใจ ความเจ็บปวดพลิกตัวอย่างต่อเนื่อง แต่เขายังคงครองสติไว้ได้
‘ไม่…ไม่น่าจะใช่ น่าจะเพราะเข้ากันไม่ได้ นี่เป็นหมอกพิษร้ายแรงที่สายเลือดตระกูลขุนนางเข้ากันได้มากกว่า สายเลือดของพวกเขาสร้างพลังของเยื่อดำอยู่แล้ว พลังของเยื่อดำกับหมอกดำนี้สมควรมีความเข้ากันได้ค่อนข้างสูง ดังนั้นการกระตุ้นที่พวกเขาเจอจึงไม่รุนแรงเท่าเรา!’
ฟู่ว…
ด้วยความจนปัญญา ลู่เซิ่งได้แต่รีบโคจรปราณหยินหยางขวดสมบัติ เริ่มฟื้นฟูกายเนื้อที่ถูกกัดกร่อนอย่างบ้าคลั่ง
……………………………………….
บทที่ 209
ในถ้ำบึงมารอีกแห่งหนึ่ง
เฟยหวงจื่อนั่งอยู่ในถ้ำระดับหกก้านธูป ถ้ำแคบเล็กบรรจุได้แค่คนเดียวพอดี เขาหลับตานั่งขัดสมาธิอยู่
ควันดำที่เหมือนวัตถุจับต้องได้ละลายเข้าไปกลางหว่างคิ้วของเขาอย่าคลุ้มคลั่ง
ควันพิษนี้มีพิษรุนแรงถึงขีดสุด ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับมากกว่าจตุลักษณ์เช่นเขา ก็ไม่กล้าผลีผลามเพิ่มการดูดซับ จำเป็นต้องควบคุมความเร็วในการไหลเข้า
ควันดำกว้างขวางเหมือนวังวน ละลายเข้าสู่ผิวขนาดเท่าเล็บมือกลางหว่างคิ้วของเฟยหวงจื่อด้วยความเร็วสูง
‘สำนักผีนี่ไม่มีอะไรให้สักอย่าง ประโยชน์มีอยู่แค่นี้ เมื่อฝึกฝนวิชาลับประสานกับบึงมาร ก็มีความเร็วในการยกระดับสูงกว่าสำนักอื่นๆ ไม่น้อย’
เขาถอนใจ ‘ถึงแม้หลังจากฝึกแล้วอานุภาพจะอ่อนแอมากก็ตาม’
วิชาลับของสำนักมารกำเนิดขึ้นชื่อเรื่องความอ่อนแอ หากพัฒนาได้ถึงระดับตรีลักษณ์ จะเทียบได้กับระดับทวิลักษณ์ของคนอื่น หากพัฒนาถึงระดับเบญจลักษณ์ ก็เพียงเทียบเท่ากับระดับตรีลักษณ์ของคนอื่น
แต่ข้อดีก็คือฝึกฝนง่าย ไม่ลำบาก พัฒนาได้เร็วมาก หนำซ้ำยังใช้ได้หลากหลาย สายเลือดทุกประเภทล้วนใช้ได้
พอสัมผัสได้ว่าความเข้มข้นในถ้ำไม่เพียงพอ สุดท้ายเขาสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง เฟยหวงจื่อใช้พลังจากมือชักนำปราณ
สองมือของเขาเคลื่อนไหวด้านหน้าทรวงอกดุจสายฟ้าแลบ รอยมือแต่ละรอยเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับดอกไม้มากมายที่เบ่งบานและร่วงโรย
ประสานมุทราติดต่อกันสิบสองครั้งเสร็จ เขาหยีตาตวาดครั้งหนึ่ง
“เจ็ดรอบเก้าชักนำ ปราณมารจงมา”
ฟู่ว! เฟยหวงจื่ออ้าปากพ่นเส้นสีดำสายหนึ่งออกมา เส้นสีดำปรากฏขึ้นแวบเดียวแล้วหายไปกลางอากาศอย่างไร้ร่องรอย
จากนั้นเขาหลับตา เริ่มรอคอย
“หือ?”
รออยู่นานสองนาน ปราณมารยังเป็นแบบเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ระดับความเข้มข้นของปราณมารในบึงมารยังคงไร้การเปลี่ยนแปลง
“เจ็ดรอบเก้าชักนำ ปราณมารจงมา!!” เขาใช้พลังจากมือชักนำปราณอีกครั้ง พ่นเส้นสีดำออกมาอีกรอบ
ยังคงไร้การตอบสนอง ถึงขั้นที่ปราณมารในบึงมารเริ่มหายไปแทน
‘เป็นไปไม่ได้กระมัง’ เฟยหวงจื่อลืมตา ‘ธารหมอกพิษยังไม่ถึงช่วงน้ำลดเลย’ แต่ว่าปราณมารตรงหน้ายังคงถดถอยไปอย่างช้าๆ ถึงขั้นลดลงมากกว่าก่อนหน้านี้อย่างรุนแรงกว่าเดิม
‘ข้าไม่เชื่อ!’ เขาตัดสินใจเด็ดขาด ขอแค่ไม่ใช่ช่วงน้ำลด ด้วยวิชาลับของเขา ไม่เชื่อว่าแม้แต่ปราณมารอันน้อยนิดก็ชักนำมาไม่ได้!
‘ปราณมารจงมา!’
‘ปราณมารจงมา!!’
‘ปราณมารจงมา!!!’
…
‘แย่ล่ะ! ทำไมเยอะแบบนี้!’
ลู่เซิ่งอ้าปากตาค้างขณะมองหมอกพิษสีดำสนิทที่หนาจนเหมือนวัตถุจับต้องได้ในถ้ำของตัวเอง ควันพิษจำนวนมากแย่งกันพุ่งเข้ามาหาตนจากรอบๆ ผนังถ้ำ แทบจะกลายเป็นของเหลว เหมือนเป็นหนอนและสัตว์ป่าที่หิวโซฝูงใหญ่
ควันดำในตอนนี้เข้มข้นกว่าตอนเพิ่งเข้ามาไม่ต่ำกว่าสิบเท่า!
ควันพิษจำนวนมากละลายเข้าไปในผิวหนังของเขาอย่างบ้าคลั่ง มุดเข้าเจ็ดทวารอย่างรุนแรง เจ็บปวดชนชาดิก การส่งกระแสประสาทถึงขีดจำกัดของกายเนื้อ ตอนที่สัญญาณความรู้สึกเจ็บปวดยึดครองช่องทางความรู้สึกทั้งหมดโดยสมบูรณ์ ความเจ็บปวดก็ไปถึงจุดสูงสุด
ดีที่ลู่เซิ่งผ่านการต่อสู้ฆ่าฟันมาหลายครั้ง ตอนฝึกฝนวรยุทธ์ บางครั้งยกระดับมากเกินไป ก็จะเกิดความเจ็บปวดสุดขีดแบบนี้ จึงยังพอทนได้
เขายืนตัวตรงในถ้ำ หมอกหนาขนาดใหญ่หลายสายรอบๆ ตัวเหมือนกับของเหลวเหนียวหนืดหลายกลุ่ม ไหลเข้าสู่ร่างเขาด้วยความเร็วสูง
ปราณหยินหยางขวดสมบัติโคจรรักษาร่างกายอย่างคลุ้มคลั่ง ป้องกันการกัดกร่อนโดยหมอกพิษที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง วิชาไร้มูลเหตุถูกกระตุ้นจนแข็งแกร่งขึ้นภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้
วิชาไร้มูลเหตุทั้งหมดเก้าระดับเป็นวิชาลับพื้นฐานที่เสถียรที่สุดในหมู่วิชาพื้นฐาน
ตอนนี้ไม่ได้ใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยน ระดับของลู่เซิ่งเพิ่งเข้าสู่ขั้นเบื้องต้น ดูดซับหมอกพิษอย่างรวดเร็วพลางมุ่งสู่ระดับที่สอง
เวลาสั้นๆ ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เทียบเท่ากับศิษย์คนอื่นๆ ฝึกฝนหลายเดือน หรือทั้งปี
หมอกพิษที่เขาดูดซับมีความเข้มข้นมากเกินไป หนำซ้ำสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ วิธีการดูดซับของลู่เซิ่งแตกต่างกับศิษย์คนอื่นๆ เล็กน้อย…
…
“แย่แล้ว! ลืมบอกศิษย์น้องลู่ว่าให้ใช้แค่หว่างคิ้วดูดซับปราณมาร!” เหอเซียงจื่อรีบวิ่งกลับมา กวาดตามองไปรอบๆ นางงุนงงเพราะไม่เห็นว่าลู่เซิ่งไปอยู่ไหน
รอบๆ เป็นถ้ำบึงมารที่แน่นขนัดไปหมด
“อ้าว คนเล่า” นางวนดูหน้าหลังสองสามรอบ มีถ้ำบึงมารมากเหลือเกิน จึงหาไม่พบ
‘อาจจะกลับไปแล้ว ช่างเถอะ ครั้งหน้าบอกเขาก็ได้ ถึงอย่างไรระดับของเขาในตอนนี้ก็ชักนำปราณมารไม่ได้เท่าไหร่ สมควรไม่ใช่เรื่องใหญ่…’
เหอเซียงจื่อหาอยู่หลายรอบแต่ไม่เจอ จึงยอมแพ้ ผละจากไป
…
ปราณมารอันมหาศาลไหลเข้าไปในตัวลู่เซิ่งเหมือนกับน้ำพุ
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งลู่เซิ่งเริ่มรู้สึกว่าร่างกายทนไม่ไหวบ้างแล้ว ทั้งยังสิ้นเปลืองปราณหยินหยางขวดสมบัติไปมาก จึงค่อยๆ ล่าถอยออกมา ผละออกจากบึงมาร
ฟิ้ว!
พุ่งออกจากถ้ำ ลู่เซิ่งอ้อมกระถางทองแดง ทั่วทั้งตัวเปียกชุ่ม แต่พอตรวจสอบความก้าวหน้าของวิชาไร้มูลเหตุอย่างละเอียด ก็พบว่าระดับที่หนึ่งสมบูรณ์แล้ว
‘ใช้ได้ๆ!’ ลู่เซิ่งค่อนข้างพอใจ ‘ถ้าทุกครั้งเป็นแบบนี้ อีกไม่นานวิชาไร้มูลเหตุก็จะบรรลุเอง ไม่รู้ว่าคนที่ไม่มีเยื่อดำอย่างเราจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบไหนหลังบรรลุวิชาไร้มูลเหตุ’
เขายกแขนขึ้นมาดู ผิวหนังบนแขนซีดขาวเล็กน้อย เหมือนแช่น้ำมานาน
‘ใช้ได้แล้ว ต่อจากนี้เป็นขั้นใช้จิตตรึกตรอง พลังภายนอกกระตุ้นมากพอแล้ว รอการฝึกระดับต่อไป บรรลุเงื่อนไขแล้วค่อยมาอีกรอบ’
เขายืดเหยียดตัวอย่างพึงพอใจ หมุนตัวไปยังที่พัก พริบตาเดียวร่างปราดออกไปด้วยความเร็วสูง หายไปในความมืดมิด
หลังจากเขาจากไปไม่นาน ถ้ำบึงมารอีกสองแห่งบริเวณใกล้ๆ กัน ก็มีศิษย์สำนักสองคนเดินออกมา
‘เหตุใดวันนี้บึงมารถึงมีปราณมารน้อยอยู่บ้าง’ คนที่เดินออกมาเป็นคนแรกมีสีหน้าสงสัย
“ใช่ ท่านก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกันหรือ หรือว่าช่วงน้ำลงจะมาก่อนเวลา’ อีกคนหนึ่งกล่าวอย่างขุ่นข้องเล็กน้อย
“ไม่น่าจะใช่ คำนวณตามเวลาแล้ว ช่วงน้ำลงของธารหมอกพิษเพิ่งผ่านมาแค่ครึ่งวันเอง” คนแรกเอ่ย
“แปลกจริงๆ…”
“การฝึกฝนที่เป็นการบ้านในวันนี้ข้ายังทำไม่เสร็จ ตอนนี้ยังไม่มียาให้ใช้อีก เป็นแบบนี้ต่อไปเมื่อไหร่จะได้เรื่อง”
ทั้งสองร่วมทางกันจากไปอย่างจนใจ
ผ่านไปสักพักหนึ่ง บุรุษผมยาวคลุมไหล่คนหนึ่งก็เดินออกมาจากในบึงมาร เขาสวมเสื้อคลุมสีเขียว แขวนน้ำเต้าสีดำใบเล็กใบหนึ่งไว้ที่เอว ตอนนี้มีสีหน้าบูดบึ้งเช่นกัน
‘ตามเหตุผลแล้วบึงมารเหล่านี้เชื่อมถึงกันหมด และยังเชื่อมกับธารหมอกพิษ ต่อให้ที่นี่น้อยลง ก็ชักนำจากถ้ำอื่นมาได้ ไม่น่าจะอ่อนแอลงถึงจะถูก’ เขาก็คือเฟยหวงจื่อที่ชักนำปราณล้มเหลว
ความผิดปกติของธารหมอกพิษทำให้เขาขบคิดไม่เข้าใจ ถึงแม้หมอกพิษชนิดนี้จะมีพิษรุนแรงสุดขีด ปริมาณที่เขาต้องการก็ไม่ได้มากนัก ทุกครั้งหลังใช้หว่างคิ้วดูดซับจนเต็ม จำเป็นต้องใช้เวลาย่อยสลายหลอมเปลี่ยนเป็นครึ่งเดือน
แต่การลดลงอย่างกะทันหันในรอบนี้ ทำให้เขาใช้เวลาฝึกฝนมากกว่าช่วงปกติหลายเท่าตัว
จิตใจสงสัยคลางแคลง เฟยหวงจื่อได้แต่กลับไปอย่างเงียบๆ กลับไปยังต้องทำการบ้านของวันนี้ต่อ ไม่มีทรัพยากรและยาคอยช่วยเหลือ ก็ได้แต่ชดเชยด้วยความพยายามและเวลามากกว่าเดิม
…
กลับไปกลับมาระหว่างบึงมาร หอเก็บหนังสือ รวมถึงถ้ำที่พัก วิชาไร้มูลเหตุของลู่เซิ่งเลื่อนสู่ระดับที่หนึ่งอย่างรวดเร็ว
กุญแจสำคัญของวิชาลับวิชานี้อยู่ที่การนึกถึงใบหน้าคนที่เกิดจากการรวมกลุ่มของไฟหยิน
จากพื้นฐานของวิชาสามหยิน ลู่เซิ่งนึกภาพไฟหยินได้ตามต้องการ จากนั้นก็ประกอบไฟหยินนี้เป็นใบหน้าคนตามลำดับขั้นตอนที่แน่นอน ความจริงก็คือนึกถึงใบหน้าของตัวเอง
ขณะที่ดำเนินการฝึกฝนตามขั้นตอนนี้ ก็กระตุ้นให้กล้ามเนื้อของตัวเองต่อต้านกันเองด้วยท่าทางที่เฉพาะเจาะจง
ตามความเห็นของลู่เซิ่ง แทนที่จะบอกว่าวิชานี้เป็นวรยุทธ์ บอกว่าเป็นพิธีกรรมของลัทธินอกรีตจะเหมือนกว่า โดยเฉพาะท่าทางเหล่านั้น ดูแปลกประหลาดยิ่ง
สิ่งที่ปกติมากที่สุดคือการนั่งขัดสมาธิ ของอย่างอื่นแปลกพิลึกขึ้นเรื่อยๆ ไม่พูดถึงว่ามีระดับความยากสูงสุดขีด ยังเหมือนกับพระโพธิสัตว์หรืออรหันต์ในวัด
คงท่าทางเหล่านี้ไว้ระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยฝึกฝนกล้ามเนื้อมัดน้อยและอวัยวะภายใน จากนั้นก็จะเข้าไปรับการกระตุ้นพลังภายนอกในบึงมารได้
กระนั้นพอพูดถึงบึงมาร ลู่เซิ่งก็ไม่อาจไม่นึกเลื่อมใสลูกศิษย์ในสำนักมารกำเนิด ความเจ็บปวดแบบนั้นเขาเจอมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่อยากจะเจอเป็นครั้งที่สองอีก ศิษย์เหล่านี้ฝึกฝนปีแล้วปีเล่า วันแล้ววันเล่าได้
เวลาผ่านไปช้าๆ ในลักษณะซ้ำๆ เป็นเวลาหนึ่งเดือนกว่าๆ
เคร้ง!
ผัวะ ผัวะ ผัวะ!
สามเท้าติดต่อกัน ศิษย์ที่เป็นบุรุษในสำนักคนหนึ่งหมุนตัวแล้วถีบเสยใส่อีกรอบ ขาพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วดุจอสรพิษ กระแทกกระบี่ของอีกฝ่ายออก หยุดที่คอของศิษย์สตรีฝั่งตรงข้ามอย่างแม่นยำ
“เจ้าออมมือแล้ว” ศิษย์ที่เป็นบุรุษชักขากลับ มองศิษย์สตรีถือกระบี่ที่หน้าตาบูดบึ้งอยู่ตรงหน้า
“ขอบคุณศิษย์พี่ที่ชี้แนะ” ศิษย์สตรีประสานมือถอยไปหลังจากพ่ายแพ้
บนลานฝึกโล่งกว้าง ผู้อาวุโสใหญ่นำศิษย์หลายคนล้อมอยู่รอบๆ ทุกคนนั่งขัดสมาธิในเบาะกลมบนพื้น
“ใช้วิชาไร้มูลเหตุระดับห้าเป็นพื้นฐาน พลังของเยื่อดำที่ได้มาใกล้เคียงกับระดับเอกะลักษณ์ ประสานกับทักษะวรยุทธ์อันเลิศล้ำและการต่อสู้ระยะประชิด หลินเอ๋อร์ที่ใช้กระบี่สู้ไม่ได้จริงๆ คนต่อไป” ผู้อาวุโสใหญ่สีหน้าไร้อารมณ์ ชี้แนะหลายประโยคอย่างไม่ค่อยใส่ใจ
จากนั้นศิษย์อีกคนก็เดินเข้าลานฝึกตามลำดับ
ลู่เซิ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ เหอเซียงจื่อนั่งอยู่ด้านข้าง ชมการประลองรอบนี้อย่างสงบ
นี่เป็นการทดสอบแสดงวิชาตามปกติในทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่งซึ่งผู้อาวุโสใหญ่ใช้ทำความเข้าใจความก้าวหน้าของศิษย์ เพียงแต่ตอนนี้…
หางตาเขากวาดผ่านคนที่อยู่รอบๆ เหลืออีกแปดคน บวกเขาเป็นเก้า ช่วงนี้มีคนหนีไปอีกมากมาย คนในสำนักระส่ำระส่าย ต่อให้เป็นการแสดงวิชาที่สำคัญและเป็นทางการ ทุกคนก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
จากนั้นศิษย์ที่เดินเข้ามาในลานก็ถูกบุรุษบนลานเอาชนะได้อย่างง่ายดาย
“ถึงรอบข้าแล้ว” เฟยหวงจื่อลุกขึ้นช้าๆ มองผู้อาวุโสใหญ่ด้วยใบหน้าเชื่อมั่น
ศิษย์ที่เหลืออยู่ในวันนี้ยิ่งมายิ่งน้อย ขอแค่เขาแสดงผลงานได้ดี ก็จะได้รับความเชื่อใจจากผู้อาวุโสใหญ่ไม่ยาก มีโอกาสที่จะได้รับวิชาลับมารกำเนิดสูงกว่าเดิม
“ในเมื่อเป็นศิษย์พี่เฟยหวงจื่อ ข้าขอยอมแพ้ ยอมรับว่าสู้ไม่ได้” พอเห็นเฟยหวงจื่อลุกขึ้น บุรุษบนลานก็รีบก้มหัวยอมแพ้
ถึงเขาจะเก่งกาจ แต่ยังต่างชั้นกับเฟยหวงจื่อมาก
“ก็ดี” เฟยหวงจื่อกวาดตามองรอบๆ สุดท้ายสายตาหยุดอยู่บนตัวเหอเซียงจื่อ นี่เป็นคนที่มีอันตรายต่อเขาเพียงหนึ่งเดียวในสำนัก
“ท่านอาจารย์ มิสู้ให้เหอเซียงจื่อสู้กับข้าสักรอบหนึ่ง ถึงอย่างไรคนอื่นก็ไม่ใช่คู่มือของข้า” เขาใช้ข้ออ้างกล่าวเสนอ
“ได้” ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้า
เหอเซียงจื่อที่อยู่ข้างลู่เซิ่งไม่ปฏิเสธ ค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปยังกลางลาน
“เจียวซิน เจ้าผ่านระดับสี่หรือยัง” ผู้อาวุโสใหญ่หันไปถามศิษย์สตรีนางหนึ่ง
“ยังเจ้าค่ะ…”
ลู่เซิ่งที่อยู่ด้านข้างเห็นความผิดหวังแวบขึ้นในดวงตาผู้อาวุโสใหญ่อย่างชัดเจน เจียวซินผู้นี้เป็นคนในสำนักที่คุณสมบัติทางสายเลือดเป็นรองเฟยหวงจื่อ
……………………………………….
บทที่ 210
ผู้อาวุโสใหญ่หันไปถามคนที่เหลือ ตอนนี้เหอเซียงจื่อเริ่มสู้กับเฟยหวงจื่อแล้ว
ทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือด ผลแพ้ชนะเหมือนก้ำกึ่ง แต่ลู่เซิ่งกลับมองออกว่าเหอเซียงจื่อไม่ใช่คู่มือของเฟยหวงจื่อโดยสิ้นเชิง คนผู้นั้นกำลังออมพลัง จะได้แสดงส่วนที่น่าภาคภูมิของตัวเองในการต่อสู้
ทั้งสองคนบนลานวนเป็นวงด้วยความเร็วสูง ปะทะกันอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง จากนั้นก็แยกกันอย่างรวดเร็ว เหมือนกับนกยักษ์ที่ต่อสู้กันกลางอากาศ
ไม่นาน การสอบถามของผู้อาวุโสใหญ่ก็มาถึงลู่เซิ่ง เขาถูกเรียกเข้าไปใกล้ๆ
ขณะมองลู่เซิ่งที่ค่อยๆ เข้าใกล้ ผู้อาวุโสใหญ่เริ่มสังเกตผิวที่หว่างคิ้วของเขาอย่างละเอียด
วิชาไร้มูลเหตุอาศัยการกระตุ้นหว่างคิ้วอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูดซับปราณมารหมอกพิษไปเพิ่มความแข็งแกร่งและผสมเข้ากับพลังของเยื่อดำ ยกระดับตัวเอง นี่เป็นจุดเด่นของวิชาไร้มูลเหตุ
หลังจากฝึกฝนระดับที่หนึ่งสำเร็จ หว่างคิ้วจะมีร่องรอยกลายเป็นสีดำเล็กน้อย นี่เกิดขึ้นเพราะปนเปื้อนปราณมาร ศิษย์ทุกคนต่างผ่านขั้นตอนนี้
เพียงแต่ขณะมองลู่เซิ่งที่เข้ามาใกล้ ความคาดหวังส่วนหนึ่งของผู้อาวุโสใหญ่กลับจางลง
เขาเห็นหว่างคิ้วของลู่เซิ่งยังคงขาวผ่อง อย่าว่าแต่เป็นสีดำ แม้แต่รอยสีดำก็ไม่เห็น
เดิมทีนึกว่าคนที่ตระกูลซั่งหยางแนะนำเข้ามาอาจจะมีพื้นฐานส่วนหนึ่ง ตอนนี้ดูแล้วสาเหตุที่ลู่เซิ่งผู้นี้เลือกสำนักมารกำเนิด อาจเป็นเพราะสำนักอื่นๆ ไม่รับเขา สายเลือดที่มีความเข้มข้นต่ำสุดขีดแบบนี้อาจจะมีแต่ที่นี่ถึงยอมรับ
มิน่าแม้แต่พลังของเยื่อดำก็ยังสัมผัสไม่ได้ คิดไม่ถึงสายเลือดจะจางถึงขั้นนี้
ด้วยความจนปัญญา ผู้อาวุโสใหญ่ก็คร้านจะถามไถ่ความก้าวหน้าของพลังฝึกปรือของลู่เซิ่ง เพื่อหลีกเหลี่ยงไม่ทำลายศักดิ์ศรีของเขาหลังถูกเปิดโปง
“มีอะไรต้องการไขข้อสงสัย หลังจบการประลองวิชา มาให้ข้าตอบได้” เขากล่าวเสียงราบเรียบ
ลู่เซิ่งงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้า
“ขอรับ”
เดิมเขาคิดจะถามว่าตนเลื่อนถึงระดับที่สองของวิชาไร้มูลเหตุเร็วเกินไปหรือไม่ ตอนนี้ดูเหมือนผู้อาวุโสใหญ่จะทราบแต่แรก
“เอาล่ะคนต่อไป” ไม่รอให้เขาพูด ผู้อาวุโสใหญ่ก็โบกมือให้คนต่อไปเข้ามา
ลู่เซิ่งถอยไปด้านข้าง มองเฟยหวงจื่อที่กระสับกระส่ายอยู่บ้างในลาน คนผู้นี้จิตใจคับแคบ ตอนกำลังพยายามแสดงผลงาน กลับพบว่าผู้อาวุโสใหญ่ไม่ได้สนใจเขาแต่อย่างใดร ในใจเริ่มมีเพลิงโทสะ
ฉัวะ!
ทันใดนั้นเกิดเสียงดังกึกก้อง
เหอเซียงจื่อข้อมือขาด เลือดกระจายเต็มพื้น นางแค่นเสียงถอยไปหลายก้าว มองเฟยหวงจื่อที่อยู่ตรงข้ามด้วยสีหน้าซีดขาว
เฟยหวงจื่อทรวงอกสะท้อนขึ้นลง สีหน้าแดงเรื่อ มองข้อมือบนพื้นที่ถูกตัวเองตัดไป
“ขออภัย ศิษย์น้อง…ข้า…”
เขาไม่ได้พูดต่อ การทดสอบแสดงวิชานี้อย่างมากสุดก็เป็นระดับประมือกัน ปกติแค่สะกิดก็หยุด การฟันข้อมือของศิษย์น้องขาดอย่างเขา แม้จะต่อได้ในภายหลัง ก็เกินเลยไปมาก
เฟยหวงจื่อมองเหอเซียงจื่อเข้าไปเก็บมือของตัวเองขึ้นมาประกบกับปากแผล เขาไร้วาจา หันไปมองด้านอาจารย์
ผู้อาวุโสใหญ่สีหน้าไร้อารมณ์ มองยังไม่มองเขา แต่มองเหอเซียงจื่อแทน
“การแสดงวิชาวันนี้จบลงเท่านี้ ทั้งหมดแยกย้าย” พูดจบ เขาก็หมุนตัวผละไปอย่างเชื่องช้า
เหลือแต่ศิษย์สำนักทั้งเก้าคนรวมทั้งลู่เซิ่งสบตากันเอง ในพื้นที่สำนักขนาดใหญ่เหลือคนแค่นี้ ให้ความรู้สึกเย็นเยือกกว่าเดิม
เหอเซียงจื่อกดข้อมือจากไปอย่างเงียบงัน ลู่เซิ่งมองเฟยหวงจื่อ คนผู้นี้สีหน้าบูดบึ้งเล็กน้อย ถือดาบยืนนิ่งอยู่กับที่
ผ่านการทำความรู้จักในช่วงนี้ เขามองออกว่า คนอย่างเฟยหวงจื่อมีจิตใจคับแคบ โหดเหี้ยมอำมหิต เห็นแก่ตัว แค่ล่วงเกินเล็กน้อยก็จดจำฝังใจ หาวิธีเอาคืน แค่ในยามปกติเสแสร้งต่อหน้าผู้อาวุโสใหญ่ได้เก่งเท่านั้น
ตอนนี้เขาพลั้งมือไปชั่วขณะ ลงมือหนักกับศิษย์น้องของตนเอง แม้ผู้อาวุโสใหญ่จะไม่แสดงท่าที แต่การไม่แสดงออกเป็นการแสดงออกที่เห็นชัดที่สุด
เขามองเฟยหวงจื่อที่ดวงตาเปลี่ยนแปลง หมุนตัวเดินไปหาเหอเซียงจื่อ
…
ผู้อาวุโสใหญ่ยืนอยู่ในโถงบรรพบุรุษ
ป้ายวิญญาณอันแน่นขนัดจัดเรียงได้ห้าชั้น
รูปสลักชายชราที่สมจริงราวมีชีวิตสองคนวางอยู่ด้านหน้าสุด แบ่งเป็นปฐมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักมารกำเนิด
ขณะยืนมองป้ายของบรรพบุรุษ ผู้อาวุโสใหญ่เงียบงันเนิ่นนาน
ยืนอยู่ในโถงบรรพบุรุษ เขาค่อยๆ หยิบคัมภีร์ม้วนหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ คัมภีร์สีเหลืองเข้มเก่าคร่ำคร่า แต่คำว่ามารกำเนิดบนปกยังคงเห็นได้อย่างชัดเจน
นี่เป็นวิชาลับมารกำเนิดที่เดิมคิดส่งให้เฟยหวงจื่อ แต่ตอนที่ผู้อาวุโสใหญ่เห็นความชั่วร้ายที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ อัดอั้นมานานนม ในที่สุดก็เปิดเผยออกมาจากสายตาที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมในวันนี้ของเฟยหวงจื่อ เขาก็เปลี่ยนความคิดที่จะมอบวิชาลับมารกำเนิดให้ศิษย์ผู้นี้
“สังเกตต่อไปก่อน…” เขาถอนใจ เงยหน้ามองป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษ
เหอเซียงจื่อมีคุณสมบัติทางสายเลือดต่ำเกินไป ไม่อาจฝึกฝนวิชาลับมารกำเนิดได้ ยิ่งอย่าว่าแต่ถ่ายทอดต่อไป นอกจากเฟยหวงจื่อแล้ว ศิษย์ที่เหลือมีพลังฝึกปรือด้านคุณสมบัติต่ำเกินไปและไม่เพียงพอ
ผู้อาวุโสใหญ่ไม่รู้ว่าตนจะยังทนได้อีกนานแค่ไหน ความคิดหนึ่งเดียวของเขาคือการส่งต่อสำนัก สำนักมารกำเนิดไม่อาจล่มสลายในมือตน ไม่อย่างนั้นภายภาคหน้าลงไปในปรภพ เขาจะเอาหน้าที่ไหนไปพบบูรพาจารย์
เหง่ง…เหง่ง…
เสียงระฆังทุ้มหนักดังขึ้นอย่างช้าๆ
ลู่เซิ่งลากเก้าอี้มานั่งลง พิจารณาถ้ำของศิษย์พี่เหอเซียงจื่อโดยไม่สนใจใคร
โต๊ะไม้ เก้าอี้ไม้ หน้าต่างไม้ แม้แต่สิ่งที่แขวนบนผนังก็เป็นเครื่องประดับทำจากไม้สีแดงอ่อนๆ เห็นได้ชัดว่าศิษย์พี่เหอเซียงจื่อชอบของที่ทำจากไม้มาก
เหอเซียงจื่อนั่งอยู่บนโต๊ะด้านข้าง มือกุมข้อมือกดบนปากแผล รอความสามารถด้านการฟื้นตัวเชื่อมต่อ
นางเป็นยอดฝีมือระดับพันธนาการ มีความสามารถด้านการฟื้นตัวแข็งแกร่งยิ่ง นอกจากข้อมือขาดให้ความเจ็บปวดมาก ก็ไม่มีผลพวงอย่างอื่นอีก เพียงแต่จะให้คล่องแคล่วเหมือนก่อนหน้า คงไม่เร็วขนาดนั้น เป็นเพราะความเข้มข้นในสายเลือดของนางต่ำยิ่ง
“ไม่เป็นไรกระมังศิษย์พี่” ลู่เซิ่งถามอย่างแผ่วเบา
“ยังไหว เจ้าตามมาปลอบข้าหรือ” เหอเซียงจื่อยิ้ม
“นี่เป็นสิ่งที่คนเป็นศิษย์น้องควรกระทำ” ลู่เซิ่งตอบคำถาม
“ศิษย์พี่เฟยหวงจื่อเพียงแค่ร้อนรนไปบ้าง…ข้าไม่โทษเขา” เหอเซียงจื่อส่ายหน้า มองไม่เห็นความแค้นฝั่งหุ่นใดๆ ในดวงตานางจริงๆ เป็นสีหน้าที่จริงใจมาก
“ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ดูแลสักครึ่งเดือนก็หายดีเอง จะว่าไป ครั้งก่อนเห็นเจ้าสนใจอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ข้าขอเตือนเจ้าสักประโยค อย่าได้ฝากความหวังไว้กับของอย่างอาวุธศักดิ์สิทธิ์ นั่นเป็นอาวุธชนิดสิ้นเปลือง ปกติใช้สะกดหน่วยหลักของสำนัก มีแค่เจ้าสำนักจึงมีสิทธิ์เรียกใช้ สั่งสมเป็นเวลานานใช้แค่ครั้งเดียว”
“ชนิดสิ้นเปลืองหรือ ไม่ใช่ใช้ได้ตามใจหรอกหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง
“ข้าเคยถามอาจารย์มาก่อน เขาบอกว่าความจริงแล้วอาวุธศักดิ์สิทธิ์คืออาวุธที่ใช้เศษอาวุธเทพศัสตรามารมากมายประกอบขึ้นมาตามขั้นตอนที่แน่นอน รวบรวมชิ้นส่วนเหล่านี้ รวมพลังของมันเป็นก้อนเดียว จำเป็นต้องใช้เวลาและความพยายามที่ยาวนานมาก ดังนั้นแม้อาวุธเทพจะมีอานุภาพยิ่งใหญ่ แต่หลังใช้ไปครั้งหนึ่ง จำเป็นต้องใช้เวลาที่นานยิ่งถึงจะรวบรวมแล้วใช้เป็นครั้งที่สองได้ ไม่อย่างนั้นจะระเบิด ย้อนมาทำร้ายตัวเอง” เหอเซียงจื่ออธิบาย
“มีแบบนี้ด้วยหรือ นี่แตกต่างกับอาวุธเทพศัตรามารของจริงเกินไปแล้วกระมัง” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว
“เป็นมาแต่แรกแล้ว” เหอเซียงจื่อยิ้ม “อาวุธศักดิ์สิทธิ์หลักๆ แล้วใช้เพื่อป้องกัน เป็นเพราะมีอานุภาพมาก ดังนั้นจึงเกิดสำนักมากมายอย่างร้อยเส้นสาย ไม่อย่างนั้นคงจะรวมตัวกลายเป็นสำนักใหญ่ๆ ไม่กี่สำนักมานานแล้ว ศิษย์ของสำนักพวกเราออกไปต่อสู้ ยังต้องอาศัยพลังของตัวเอง”
“ถูกต้องแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า นับว่าเข้าใจวิธีการดำรงอยู่ของสำนักแล้ว
“หนำซ้ำ แม้สำนักจะรุ่งเรือง แต่สุดท้ายก็อ่อนแอไร้กำลังเมื่อเทียบกับตระกูลขุนนาง” เหอเซียงจื่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พูดมากมายขนาดนี้ เจ้าเข้าใจความหมายของศิษย์พี่กระมัง”
ลู่เซิ่งพยักหน้า
“แน่นอน ศิษย์พี่ต้องการเตือนข้าว่าอย่าฝากความหวังไว้ที่อาวุธศักดิ์สิทธิ์ การเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองเป็นเส้นทางหลัก”
“เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว” เหอเซียงจื่อพยักหน้าอย่างชื่นชม คบหาแลกเปลี่ยนกับลู่เซิ่งมานาน นางย่อมเป็นกันเองมากขึ้น
“จริงด้วย” ทันใดนั้นนางนึกเรื่องหนึ่งได้ “วิชาไร้มูลเหตุของเจ้าฝึกฝนเป็นอย่างไรบ้าง ทุกอย่างราบรื่นกระมัง”
“ใช้ได้ ทุกอย่างราบรื่น”
“หึๆ เช่นนั้นก็ดี ข้ากลัวว่าวิธีที่เจ้าใช้ดูดปราณมารจะผิด ภายหลังรีบกลับไป คิดจะเตือนเจ้าว่าการดูดปราณมารครั้งหนึ่งได้แต่ทำทีละนิดๆ แค่ใช้หว่างคิ้วสัมผัส ตอนนี้ดูเหมือนเจ้ายังสบายดี ข้าวางใจแล้ว” เหอเซียงจื่อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าต้องระวังตัวไว้ ก่อนหน้านี้มีศิษย์พี่คนหนึ่งไม่ฟังคำเตือน แช่ศีรษะอยู่ในปราณมาร แค่พริบตาเดียวก็ถูกหลอมละลาย ตอนนี้ศพยังอยู่ในสุสานโน่น…”
“…”
ลู่เซิ่งสีหน้าแข็งทื่อ
“เจ้าเป็นอะไรไป ไม่สบายหรือ” เหอเซียงจื่อมองลู่เซิ่งอย่างประหลาดใจ
“ไม่ใช่…เพียงแต่แปลกใจที่ปราณมารร้ายกาจแบบนี้ ถึงกับ…ละลายศีรษะของศิษย์พี่ได้เลยหรือ” ลู่เซิ่งฝืนเค้นยิ้ม
“ร้ายกาจมาก ถ้าเจ้าไม่โคจรวิชาไร้มูลเหตุ ใช้พลังในสายเลือดห่อหุ้มตัวเอง บุ่มบ่ามให้กายเนื้อสัมผัสกับมันเข้า ปราณหยินเหล่านี้จะเหมือนสัตว์ป่าได้ลิ้มลองเนื้อ พุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ปราณมารพอสัมผัสกายเนื้อ จะเหมือนน้ำมันเดือดเผาน้ำ ปฏิกิริยารุนแรงยิ่ง เจ้าต้องระวังให้ดี นอกจากนี้ส่วนที่สัมผัสกับหว่างคิ้วอย่างมากให้แค่ขนาดเท่าเล็บมือ มากไปจะส่งผลร้ายต่อร่างกายเจ้า” เหอเซียงจื่อเสริมอย่างละเอียด
“ขนาดเท่าเล็บมือ…” ลู่เซิ่งยิ้มแหย นึกถึงการเข้าไปในบึงมารก่อนหน้านี้ แช่ตัวในปราณมาร ในใจรู้สึกโชคดีสุดแสน ที่ตนเองไม่ถูกปราณมารฆ่าตาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาศัยร่างเนื้อของสภาพหยินโชติช่วงที่แข็งกล้าเหลือประมาณ รวมถึงการฟื้นฟูของปราณหยินหยางขวดสมบัติ
“เจ้ามีความเข้มข้นของสายเลือดระดับไหน” เหอเซียงจื่อถามต่อ
ลู่เซิ่งรู้ว่าระดับที่นางพูดถึงก็คือเป็นรุ่นใด สายเลือดมาจากผู้ถืออาวุธ ทายาทของผู้ถืออาวุธยิ่งอยู่ห่าง รุ่นยิ่งไกล ความเข้มข้นของสายเลือดยิ่งต่ำ เป็นเพราะพวกเขาไม่ได้มีอาวุธเทพศัสตรามารเสริมความเข้มข้นของสายเลือดตลอดเวลาเหมือนตระกูลขุนนาง
กระนั้นไม่รอลู่เซิ่งตอบกลับ เหอเซียงจื่อก็พูดเอง
“คงจะไม่สูงกระมัง แต่ต่ำอย่างไรก็ไม่มีทางต่ำเท่าข้า” นางยิ้มขื่นขม “ข้าเป็นขั้นห้า หรือก็คือสายเลือดรุ่นที่ห้า รุ่นที่หกเป็นคนธรรมดาโดยสิ้นเชิงแล้ว ดังนั้นข้าจึงนับว่าอยู่ต่ำสุด แต่ต่อให้จะเป็นเช่นนี้ ข้าก็พยายามมาโดยตลอด หวังว่าจะมีสักวันที่สำเร็จเป็นผู้นำได้” เหอเซียงจื่อฟุบกับโต๊ะ คลายมือออก ส่วนข้อมือที่โดนตัดเห็นเส้นสีแดง แต่เชื่อมเข้าด้วยกันแล้ว เพียงแต่จะฟื้นฟูโดยสมบูรณ์ ต้องใช้เวลานานมาก
“จริงด้วย ลืมบอกเจ้าไป แต่ละสำนักมีผู้นำศิษย์ ปกติผู้นำเหล่านี้เป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในหมู่ลูกศิษย์ เป็นบุคคลสำคัญที่ควบคุมเรื่องใหญ่ในสำนักได้ในตอนที่เจ้าสำนักไม่อยู่ ”
“คือรองเจ้าสำนักหรือ” ลู่เซิ่งถาม
“ไม่ ไม่ใช่…” เหอเซียงจื่อส่ายหน้า “นอกจากเจ้าสำนักแล้ว รองเจ้าสำนักกับผู้อาวุโสที่เหลือเพียงกล่าวไปเช่นนั้น ทั้งหมดเป็นศิษย์ที่ไม่อาจบรรลุจุดสูงสุดเลือกอย่างจนใจเป็นครั้งสุดท้าย แต่ผู้นำไม่เหมือนกัน พวกเขาเป็นผู้รับตำแหน่งเจ้าสำนักในอนาคต ความจริงเป็นเจ้าสำนักสำรอง นี่จำเป็นต้องมีบารมีสูงสุดในหมู่ลูกศิษย์ หรือไม่ก็พลังแข็งแกร่ง แข็งแกร่งจนสะกดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตนเองในสำนักได้ทั้งหมด ผู้นำ ถูกเรียกว่าผู้นำนักเรียนเฉพาะกาล สำนักใหญ่ๆ บางแห่งโดยเฉพาะระดับสามขั้นบนมีอยู่สองสามคน จะตั้งฉายาเฉพาะให้กับผู้นำนักเรียนเฉพาะกาล แต่ส่วนใหญ่จะเรียกรวมๆ ว่าผู้นำ”
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น