201-205

บทที่ 201

พายุหิมะพัดผ่านข้างตัวอย่างรวดเร็ว ลู่เซิ่งไล่ตามเมฆสีขาวด้านหน้าไปติดๆ

เมฆกลุ่มนั้นเป็นหมาป่ายักษ์สีขาวที่กำลังพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง

ป่าเขาสองฟากวาดผ่าน พื้นเดี๋ยวสูงเดี่ยวต่ำ ไม่ทราบข้ามเนินกี่เนิน ข้ามเขากี่ลูก

เวลาผ่านไป ลู่เซิ่งไม่รู้ว่าไล่ตามมานานเท่าไหร่ ในที่สุดหมาป่าสีขาวที่อยู่ด้านหน้าก็ทิ้งตัวลงอย่างแผ่วเบา ตกลงข้างธารน้ำแข็งผืนใหญ่อย่างไร้สุ้มเสียงราวกับก้อนเมฆจริงๆ

ร่างกายขนาดมหึมาของมันนั่งอยู่ข้างธารน้ำเหมือนภูเขา ดวงตาสีแดงฉานขนาดใหญ่หันไปมองลู่เซิ่ง

“เจ้าติดตามข้าต้องการอะไร” เสียงหมาป่าไม่ดัง แต่ถ่ายทอดไปไกล มุดเข้าหูของลู่เซิ่งอย่างแม่นยำ เหมือนกับมีคนพูดอยู่ข้างหู

“ต้องการอะไรหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง

“ข้าคือเกินตี้ราชันหมาป่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จงบอกความปรารถนาของเจ้ามา รวมถึงค่าตอบแทนและของแลกเปลี่ยน ถ้ายินดี ข้าจะช่วยทำให้เป็นจริง” หมาป่ายักษ์กล่าววาจาอันแปลกประหลาดกับลู่เซิ่งด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ในเมื่อไล่ตามมา ก็สมควรทราบกฎของข้า”

ลู่เซิ่งมองหมาป่าสีขาว อีกฝ่ายมอบแรงกดดันให้เขารุนแรงมาก พลังของหมาป่ายักษ์ตัวนี้แข็งแกร่งกว่าคู่ต่อสู้ทั้งหมดที่เขาเคยพานพบมา

ตัดสินจากคำพูดของมันอีกฝ่ายสมควรทำกิจการประเภทแลกเปลี่ยนบางอย่าง หนำซ้ำยังมีชื่อเสียงไม่น้อย

เขาสงบจิตใจ “ท่านให้อะไรข้าได้บ้าง”

ราชันหมาป่าขาวยืดตัวขึ้น ยื่นหัวอันมหึมาเข้ามาใกล้ลู่เซิ่ง

“ข้าให้อะไรได้หรือ ความร่ำรวย ทรัพย์สมบัติ อำนาจ หรือแม้แต่หาความปรารถนาในใจของเจ้า…”

ศีรษะขนาดยักษ์ของมันอยู่ห่างจากลู่เซิ่งไม่กี่หมี่ เหมือนกับแค่อ้าปากก็ขย้ำกลืนเขาได้

“ข้าล้วนไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้” ลู่เซิ่งครุ่นคิด พลันเอ่ยว่า “ข้าต้องการความสามารถ พลัง!”

อีกฝ่ายเหมือนจะไม่รู้สถานะของเขา ปัจจุบันสภาพหยินโชติช่วงซ่อนเร้นลมปราณได้แข็งแกร่งสุดขีด พลังที่แสดงออกมาแตกต่างราวฟ้ากับเหวหลังจากเปลี่ยนร่างในความเป็นจริง

“อ้อ?” ราชันหมาป่าขาวพิจารณาเขา “เหตุใดเจ้าจึงต้องการพละกำลัง”

ลู่เซิ่งยิ้ม “กลียุคแบบนี้ยังต้องมีเหตุผลหรือ”

“ถูกต้อง” ราชันหมาป่าขาวพยักหน้า “แต่เจ้ามีพลังไม่เลวอยู่แล้ว ต้องการแลกเปลี่ยนพลังที่แข็งแกร่งกว่านี้ ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายให้สอดคล้องกันก็ยิ่งมาก”

“ขอแค่ท่านหามาให้ได้ ค่าตอบแทนไม่มีปัญหา ข้าจ่ายไหว” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างสงบ

เขากำลังโกหกอยู่ เพียงแค่กล่าวเออออกับมันเท่านั้น พลังที่ว่า ถ้าอีกฝ่ายช่วยเขาได้จริงๆ ก็เป็นความยินดีที่คาดไม่ถึง ถ้าไม่ได้ อย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เขาก็แค่เห็นหมาป่าสีขาวขนาดใหญ่ผ่านไปตอนทดลองวรยุทธ์ นึกอยากลองทำตามจึงติดตามมา

ราชันหมาป่าขาวก็สงสัยเช่นกัน ในฐานะประมุขสมาคมหทัยร่อนเร่ ที่แล้วมามีคน ผี ปีศาจมาหาเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของ คนที่ต้องการพลังก็มี แต่ไม่เคยมีใครไม่เกรงกลัวตนอย่างมนุษย์ตรงหน้ามาก่อน

สาเหตุที่มันมาที่นี่ก็เป็นแค่ความบังเอิญเช่นกัน

ก่อนหน้านี้หลังจากบุรุษลี้ลับผู้นั้นเอ่ยคำพูดนั้นกับมัน ก็หายตัวไปอย่างลึกลับ

มันไม่ได้เชื่อสิ่งที่คนผู้นั้นพูดทั้งหมด นอกจากนี้ต่อให้ตระกูลซั่งหยางวางอุบายจริงๆ ปัจจุบันมันก็ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน อีกฝ่ายเป็นหนึ่งในเก้าตระกูลจงหยวน พลังเหนือกว่าจินตนาการของมัน แก้แค้นไป อย่างมากสุดทำร้ายอีกฝ่ายบาดเจ็บแค่เส้นขน กลับกระตุ้นโทสะขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้เข้า

ราชันหมาป่าขาวโมโห แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ พอดีได้รับคำเชิญจากสหายสนิท ได้โอกาสแก้แค้นตระกูลซั่งหยาง จึงผละจากฝูงมุ่งหน้ามายังใจกลางแดนเหนือ

คิดไม่ถึงว่าระหว่างทางจะเจอมนุษย์คนหนึ่งในแดนเหนือ มนุษย์ผู้นี้น่าสนใจตรงที่ติดตามความเร็วของเขาได้ตลอดทาง

“ในอดีตเผ่าตาเดียวเคยมาแลกเปลี่ยนกับข้า ใช้ความซื่อสัตย์แลกกับพลัง ข้าจึงมอบให้พวกเขา เผ่าพันธุ์อื่นๆ ใช้ทรัพย์สมบัติหลายอย่างแลกเปลี่ยนกับพลัง ข้าก็ยินดีเปิดศักยภาพให้พวกเขา” ราชันหมาป่าขาวเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ข้าให้พลังเจ้าได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าเอาของแลกเปลี่ยนที่มีค่าอะไรออกมาได้บ้าง” เขาไม่รู้จักลู่เซิ่งและไม่เคยเห็นภาพเหมือนของอีกฝ่ายมาก่อน สิ่งที่มันเกรงกลัวเพียงอย่างเดียวในแดนเหนือก็คือขุมกำลังที่ซ่อนเร้นของตระกูลซั่งหยาง

อีกฝ่ายฆ่ารองประมุขสมาคมของตนไปสองคน แค่คิดก็ทราบว่าที่นี่มีกองกำลังแข็งกล้าอยู่

กระนั้นแม้มันจะระวังตระกูลซั่งหยาง แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจพรรควาฬแดงขุมกำลังเล็กๆ ของมนุษย์เท่าใดนัก

“อ้อ?”

ลู่เซิ่งพลันสนใจ หมาป่าสีขาวเหมือนพ่อค้าใหญ่ในเผ่าพันธุ์มารปีศาจ

“ข้าต้องการพลังที่ไม่มีผลข้างเคียงและไม่ส่งผลต่อสติปัญญาของข้า” เขาครุ่นคิด แล้วหยิบของอย่างหนึ่งออกมาจากในกระเป๋าเสื้อ “ข้าจะใช้สิ่งนี้เป็นของแลกเปลี่ยน”

“สิ่งนี้คือ…” ราชันหมาป่าขาวพลันหยีตา จ้องสิ่งของในมือลู่เซิ่งเขม็ง “ชิ้นส่วนอาวุธเทพชิ้นหนึ่งหรือ คล้ายเป็นชิ้นส่วนของตราพยับ…”

สิ่งที่ลู่เซิ่งหยิบออกมาก็คือแผ่นโลหะสีเหลืองเข้มที่ได้มาจากผีดิบขาวซึ่งเป็นผู้ประกอบพิธี ตอนนั้นเขาได้ปราณหยินจากมันไปหลายสิบหน่วย

ทว่าภายหลังศึกษาอยู่นาน ยังใช้ไม่ได้ ตอนนี้นึกขึ้นได้ จึงเอาออกมาทดลองดู

“ตราพยับหรือ” ลู่เซิ่งแอบจำไว้ สีหน้าของเขายังราบเรียบ

“ข้าใช้สิ่งนี้ สามารถซื้อพลังได้เท่าไหร่”

ราชันหมาป่าขาวพินิจมองแผ่นโลหะแผ่นนั้น

“ชิ้นส่วนชิ้นนี้นับว่าใหญ่ ข้าให้ตัวเลือกเจ้าสามอย่าง”

“อ้อ?” ลู่เซิ่งงุนงง “โปรดอธิบาย”

ราชันหมาป่าขาวเงยหน้าขึ้นพ่นลมหายใจเฮือกหนึ่ง หมอกขาวกลุ่มใหญ่ห้อมล้อมทั้งสองเหมือนเมฆขาว บังสายตาทั้งหมดจากโลกภายนอกเหมือนฉากกั้น

“ข้อแรก ให้พลังโดยตรง แต่นั่นยืมจากในตัวข้า ข้อดีคือเร็ว”

“ข้อสอง ถ่ายพลังปีศาจให้เจ้า ให้เจ้ากลายเป็นกึ่งปีศาจ แต่จะส่งผลต่ออายุขัย”

“ข้อสาม ให้วัตถุฟ้าสมบัติดินแก่เจ้า แต่สิ้นเปลืองค่อนข้างมาก เพราะต้องดูดซับ ย่อยสลายเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นพลัง”

ราชันมหาป่าขาวเสนอตัวเลือกสามข้อให้เขาอย่างรู้ใจยิ่ง แต่ละข้อมีข้อดีและข้อเสีย

ลู่เซิ่งครุ่นคิด ถึงอย่างไรเขาก็ใช้ของชิ้นนี้ไม่ได้ ระดับชั้นอย่างตระกูลซั่งหยางไม่มีทางขาดชิ้นส่วนอาวุธเทพอยู่แล้ว นี่เป็นของของผู้ประกอบพิธีคนหนึ่งจากจวนอู๋โยว เดิมน่าจะเอาไว้มอบเป็นรางวัลให้คนระดับล่าง ระดับชั้นไม่สูงเกินไป

“ข้าต้องการวัตถุฟ้าสมบัติดิน” เขาคิดครู่หนึ่ง ค่อยกล่าว

“ยาล้ำค่าสำหรับเพิ่มพลัง ที่ข้ามียาทำให้กายเนื้อแข็งแกร่งและยาที่ทำให้ปราณภายในแข็งแกร่ง เจ้าอยากได้ชนิดใด” ราชันหมาป่าขาวถาม

ลู่เซิ่งนึกถึงวัตถุดิบยาแต่ละชนิดที่ทำสัญลักษณ์บนแผนที่ยาล้ำค่า ใช้มันเป็นตัวเปรียบเทียบ “ข้าต้องการดอกจตุวิญญาณที่มีอายุ”

“ได้” ราชันหมาป่าขาวเอียงศีรษะ สลัดกล่องสีขาวขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่งออกมาจากในแผงคอ

กล่องใบนั้นเหมือนถูกมือใหญ่ไร้รูปร่างกำไว้แน่น ลอยลงมาอย่างมั่นคง แล้วหยุดอยู่ตรงหน้าลู่เซิ่ง

“ดอกจตุวิญญาณอายุสามหมื่นปี มีค่าเท่ากับชิ้นส่วนอาวุธเทพในมือเจ้า” ราชันหมาป่าขาวทำมาค้าขายซื่อสัตย์สุจริต นี่เป็นหลักการที่สมาคมหทัยร่อนเร่ยึดถือมาหลายปี

พวกเขาในฐานะพ่อค้าลึกลับในหมู่มารปีศาจ แม้บางอย่างราคาจะสูง แต่ไม่เคยขายของปลอม

ลู่เซิ่งรับกล่องมาเปิดดู ดอกไม้ดอกเล็กๆ สีเขียวมีกลีบดอกสี่กลีบที่กิ่งใบกลายเป็นกึ่งโปร่งแสงวางอย่างสงบอยู่ด้านใน

กลิ่นหอมเหมือนสะระแหน่อ่อนๆ มุดเข้าไปในจมูกเขาเงียบๆ เหมือนซึมซ่านสู่จิตใจ

“สามหมื่นปี…” ลู่เซิ่งเปลือกนอกไม่แสดงสีหน้า แต่ในใจกลับแตกตื่นยินดี

พึงทราบว่า ต่อให้เป็นแผนที่ยาล้ำค่าที่หลี่ซุ่นซีมอบให้ ยาล้ำค่าที่มีฤทธิ์ดีที่สุดในแดนเหนือซึ่งทำสัญลักษณ์ไว้ ก็สู้ฤทธิ์ดอกจตุวิญญาณตรงหน้าไม่ได้แม้แต่ครึ่ง

ถ้ามันมีอายุสามหมื่นปีจริงๆ

หากจัดการได้อย่างเหมาะสม ดอกจตุวิญญาณดอกนี้จะลดการสิ้นเปลืองปราณหยินของเขาได้หลายสิบหน่วย ทั้งอาจจะเพิ่มพลังฝึกปรือโดยรวมของวิชากำลังภายในได้อีกครั้ง

ครั้งนี้เขายกระดับวิชาแสงมายาซึ่งเป็นวิชาตัวเบา ลืมไปเลยว่าใช้ปราณภายในธาตุหยินลดการสิ้นเปลืองปราณหยินได้ แต่ว่าภายหลังได้ใช้ปราณขวดสมบัติที่เป็นธาตุหยินไปพอประมาณ ทั้งหมดถูกใช้ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บซ่อนเร้นในร่างกายที่ได้รับการยกระดับเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

กระนั้นเขาก็ใช้ปราณภายในธาตุหยินยกระดับวรยุทธ์ระดับต่ำๆ ได้โดยสิ้นเชิง เพียงแค่เปลืองเวลากว่าเดิมเท่านั้น

“เป็นอย่างไร” หมาป่าสีขาวมองลู่เซิ่ง รอคำตอบจากเขา

“ตกลง” ลู่เซิ่งผงกศีรษะ โยนแผ่นโลหะในมือไปด้านหน้า

พลังไร้รูปร่างสายหนึ่งยกแผ่นโลหะลอยไปทางหมาป่าสีขาว

“อย่างนั้นก็สิ้นสุดการแลกเปลี่ยน ครั้งหน้ามีความต้องการอะไร ให้มาหาข้าที่หมู่เกาะน้ำแข็ง” ราชันหมาป่าขาวพูดจบ ก็เก็บโลหะไว้ในขน กระโจนตัวออกไป พริบตาเดียวก็หายไปท่ามกลางพายุหิมะบนท้องฟ้าเหมือนเมฆก้อนใหญ่

ลู่เซิ่งไม่ได้ไล่ตาม ครั้งนี้มองอีกฝ่ายผละไปอย่างเงียบๆ ของที่ได้มาในครั้งนี้ เขาเอากลับไปย่อยสลายได้แล้ว


ก้อนเมฆทั่วฟ้ากดลงล่างในทันใด

บนที่ราบน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ไพศาล เงาคนสูงชะลูดที่พร่ามัวสายหนึ่งยืนเงียบเชียบอยู่ตรงนั้น แหงนมองก้อนเมฆที่กดตัวลงมา

ฟู่ว…

ราชันหมาป่าขาวปรากฏร่างจากในก้อนเมฆ

“ตระกูลซั่งหยางข่มเหงเราเกินไป ราชันจิ้งจอกน้ำแข็ง เก้าตระกูลจงหยวนแข็งแกร่งจริงๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน” ราชันหมาป่าขาวเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ

เงาคนสูงชะลูดนั้นเงียบงัน

ราชันหมาป่าขาวไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงรอการตัดสินใจของอีกฝ่ายเงียบๆ

ราชันจิ้งจอกน้ำแข็งเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดตัวจริงท่ามกลางมารปีศาจของแดนเหนือ ไม่มีใครเทียบเคียงได้

ถ้าหากบอกว่ามันราชันหมาป่าขาวเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่เกาะทะเลน้ำแข็ง อย่างนั้นบุคคลตรงหน้าก็แข็งแกร่งที่สุดในแดนเหนือ ถึงขั้นราชันปีศาจหลายตนที่อยู่รอบๆ รวมถึงมันต่างก็ให้การยอมรับ

เพราะการดำรงอยู่ของราชันจิ้งจอกน้ำแข็ง จึงสะกดการช่วงชิงทรัพยากรอันไร้สิ้นสุดของเก้าตระกูลจงหยวนในแดนเหนือและทะเลน้ำแข็งได้

รออยู่นาน

“ท่านไป…มีประโยชน์หรือ” คนผู้นั้นในที่สุดก็ส่งเสียง

“ไม่มีประโยชน์” หมาป่าขาวยิ้มอย่างโหดเหี้ยมน่าสยอง “แต่ ยังฆ่าอัจฉริยะของตระกูลซั่งหยางได้สองสามคน”

“ในศึกชิงภัยพิบัติมังกรสีชาด แม้แต่องค์หญิงหลายคนของข้าก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้ท่านลงมือไม่มีความหมายแม้แต่น้อย” เงาคนกล่าวอย่างราบเรียบ

ราชันหมาป่าขาวหุบยิ้มทันที ไม่มีใครรู้จักความอำมหิตไร้น้ำใจของราชันจิ้งจอกขาวไปมากกว่ามัน ต่อให้เป็นมันเองก็ไม่อาจทิ้งบุตรของตน ปล่อยให้พวกเขาเข่นฆ่ากันเอง จากนั้นช่วงชิงวาสนาที่พวกเขาเดิมสมควรได้รับอย่างง่ายๆ กับมดตุ่นเหล่านั้นคล้ายขยะวัชพืชไม่ได้

“ดังนั้น?” มันใจเย็นลง

“กลับไปเถอะ” เงาคนเอ่ยอย่างราบเรียบ

เงียบงัน

ราชันหมาป่าขาวพลันรู้สึกจิตใจเย็นเยียบ ถึงแม้ว่ารองประมุขสมาคมจะเป็นแค่คนที่ค่อนข้างแข็งแกร่งทั้งสองคนในหมู่บริวารจำนวนมากสำหรับเขา ภายหลังเขาเลือกใหม่ได้

แต่จากเรื่องนี้มันหยั่งเชิงท่าทีของราชันจิ้งจอกน้ำแข็งได้แล้ว

อีกฝ่ายอยู่สูงส่ง ขอแค่ไม่ใช่ราชันปีศาจเช่นพวกมันเกิดเรื่อง หรือสถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก็จะไม่ลงมือ ถึงขั้นห้ามไม่ให้มันลงมือ

“ข้าเข้าใจแล้ว…” ราชันหมาป่าขาวเงียบขรึมอยู่นาน ในที่สุดก็ยังคงยอมถอย “ท่านจะเสียใจทีหลัง”

“ไม่มีใครทำให้ข้าเสียใจทีหลังได้” ราชันจิ้งจอกขาวพูดอย่างเฉื่อยชา “ท่านไม่เข้าใจ”

ราชันหมาป่าขาวแค่นเสียงหึ แล้วหมุนกายผละไป

ท่ามกลางลมหิมะ เงาคนสายนั้นยังคงยื่นนิ่งอยู่ที่เดิม เพียงทอดสายตามองหมาป่าขาวยักษ์ที่อยู่ไกลออกไป ไม่พูดอะไรอีก

……………………………………….
บทที่ 202

พอลู่เซิ่งกลับมาถึงเรือวาฬแดง ก็ไปหาหงหมิงจือผู้เป็นศิษย์พี่ในห้องโอสถ เพื่อสอบถามวิธีจัดการดอกจตุวิญญาณอันเป็นยาล้ำค่าทันที

หลังจากทราบขั้นตอนรายละเอียดอย่างเป็นรูปธรรม เขาก็ให้หงหมิงจือกับหมอยาช่วยกลั่นโอสถด้วยกัน

ดอกจตุวิญญาณอายุสามหมื่นปี พวกหงหมิงจือเหมือนได้สมบัติล้ำค่า เดิมทีพวกเขาแนะนำให้ลู่เซิ่งแบ่งกลั่นหลายครั้ง เป็นเพราะว่าฤทธิ์ของยาล้ำค่าชนิดนี้รุนแรงเกินไป ตัวยาที่กลั่นออกมาจะแรงมากจนกินไม่ได้

แต่ลู่เซิ่งขอให้พวกเรากลั่นไปเลย

ด้วยความจนปัญญา พรรควาฬแดงเริ่มรวบรวมวัตถุดิบยาชนิดอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบอย่างสุดกำลัง

ดีที่ในเวลานี้ ผู้อาวุโสระดับเอกะฟ้าหลายคนที่ออกไปค้นหายาล้ำค่ากลับมาแล้ว พวกเขานำวัตถุดิบยาอายุพันปีหลายชนิดกลับมาด้วย

พวกหมอยา เลือกตัวยาที่มีฤทธิ์ยารองจากตัวยาหลักจากด้านใน เพื่อเป็นตัวยาเสริมฤทธิ์ดอกจตุวิญญาณ

หลังจากผ่านการกลั่นสามวันสามคืน ในที่สุดโอสถจตุวิญญาณก็ออกจากเตากลั่น เป็นเพราะไม่ใช่ตำรับโอสถที่กลั่นยากแต่อย่างไร เพียงแค่กำจัดผลข้างเคียง เสริมฤทธิ์ยาหลัก ดังนั้นการกลั่นจึงไม่นับว่าเปลืองแรงมาก

แต่พวกหงหมิงจือเหนื่อยแทบตาย ลู่เซิ่งจึงถ่ายปราณให้พวกเขา ใช้พลังยุทธ์หนึ่งปีเป็นรางวัลค่าตอบแทน

โอสถนั้น นอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครทนฤทธิ์ยาไหวอีก

ยาล้ำค่าอันรุนแรงที่เดิมควรแบ่งใช้หลายสิบครั้ง ถูกเขากลั่นในครั้งเดียว

ลู่เซิ่งนำโอสถจตุวิญญาณเข้าห้องลับ

ในเสียงครืนครัน ประตูหินปิดลง

ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิตรงกลางห้อง เงยหน้ากินโอสถจตุวิญญาณโดยไม่ลังเล

โอสถเหมือนกับลูกหิมะ พอเข้าปากก็ละลายกลายเป็นของเหลวเย็นฉ่ำ ไหลลงสู่กระเพาะทันที ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิ ไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย

หนึ่งชั่วยามผ่านไป สองชั่วยามผ่านไป

เขาหยิบโอสถจตุวิญญาณอีกเม็ดหนึ่งขึ้นมา แล้วเงยหน้ากินอีกครั้ง

จากนั้นก็ผ่านไปอีกสองชั่วยาม

โอสถจุตวิญญาณเม็ดที่สี่ถูกกินอีกรอบ

ทำเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งโอสถจตุวิญญาณเม็ดที่ห้าถูกกิน ลู่เซิ่งค่อยหยุดลง

ตอนนี้ทั่วร่างเขาเริ่มมีไอน้ำจำนวนมากลอยออกมา น้ำในร่างกายระเหยออกจากรูขุมขนกลายเป็นไอหมอก

ฤทธิ์ของโอสถจตุวิญญาณน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด พุ่งทะลวงในร่างกายของเขาเหมือนสัตว์ป่า ทว่าเส้นลมปราณและหลอดเลือดของลู่เซิ่งก็แข็งแกร่งถึงขีดสุดเหมือนกัน ขอแค่ถูกกระแทกฉีกเพียงเล็กน้อย ปราณขวดสมบัติก็เร่งความเร็วฟื้นฟูทันที

ฤทธิ์ยาถูกกายเนื้อย่อยสลายดูดซับอย่างรวดเร็ว ถูกพลังฝึกปรือจำนวนพันปีอันยิ่งใหญ่เปลี่ยนเป็นปราณภายในที่บริสุทธิ์หลายสาย ก่อนหลอมละลายเข้าไปในร่างกาย

ปราณภายในที่เกิดจากฤทธิ์ยาถูกลู่เซิ่งเปลี่ยนให้กลายเป็นปราณภายในของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน และปราณหยินหยางขวดสมบัติในจำนวนเท่ากัน

ฤทธิ์ยาที่ดูเหมือนรุนแรง หลังเปลี่ยนแปลงในความเป็นจริง ยังดูดซับไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วน ที่เหลือเป็นสิ่งเจือปน ได้แต่กำจัดทิ้ง

หลังปราณภายในจากฤทธิ์ยาไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนนี้ผ่านการควบแน่นเป็นของเหลว ก็หดตัวลงเป็นส่วนใหญ่

รอถึงตอนค่ำของวันที่สอง ลู่เซิ่งก็เปลี่ยนแปลงฤทธิ์ยาทั้งหมดเสร็จ พลังฝึกปรือในความเป็นจริงมีพลังยุทธ์สามร้อยปีเพิ่มพรวดขึ้น

วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานกับปราณหยินหยางขวดสมบัติดูเหมือนมีปราณเหลวเพิ่มขึ้นวิชาละสามหยด เทียบเท่ากับพลังฝึกปรือวิชาภายในเพิ่มขึ้นโดยรวมหนึ่งระดับกว่าๆ

นอกจากนี้สิ่งที่ได้มาอีกอย่างทำให้เขาแตกตื่นยินดีอยู่บ้าง

ดอกจตุวิญญาณเดิมเป็นธาตุหยางที่แข็งแกร่งถึงขีดสุด เป็นวัตถุดิบยาที่ร้อนแรงและเป็นพิษร้อน พิษร้อนในดอกจตุวิญญาณอายุสามหมื่นปีน่ากลัวยิ่งกว่า

พิษร้อนนี้เป็นส่วนสำคัญที่ลู่เซิ่งใช้รวมเป็นพลังฝึกปรือวิชากำลังภายในที่แท้จริง

ขณะที่พิษร้อนถูกกลั่นเป็นฤทธิ์ยา มันก็หลอมละลายเข้าไปในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน ทำให้พลังยุทธ์ของวิชานี้มีพิษร้อนที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

เดิมทีพิษร้อนของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานก็น่าพรั่นพรึงมากอยู่แล้ว แต่เป็นเพราะสิ่งที่ลู่เซิ่งต่อสู้มาตลอดเป็นภูตผีปีศาจและคนจากตระกูลขุนนาง จึงไม่ได้มีประโยชน์มากนัก

เพียงแต่ตอนนี้เมื่อมีพิษร้อนของดอกจตุวิญญาณเพิ่มมา ลู่เซิ่งก็รู้สึกได้ว่าวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณสมบัติบางอย่าง

แม้พลังฝึกปรือจะไม่เพิ่มระดับ แต่อานุภาพของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานกลับถูกยกระดับอีกครั้ง คุณสมบัติของการควบแน่นมีความเหนียวเพิ่มขึ้น และเพราะหยินหยางชักนำกันและกัน แม้แต่ปราณขวดสมบัติก็หนาแน่นกว่าเดิมไปด้วย

ลู่เซิ่งไม่มีตัวเปรียบเทียบอย่างชัดเจน จึงไม่ทราบว่าปัจจุบันพลังแข็งแกร่งถึงขั้นไหนแล้ว

นอกจากนี้ดูจากผลกระทืบพสุธาเมื่อก่อนหน้า หลังจากโคจรวิชาแสงมายา เมื่อถีบเท้าออกไป จะได้ผลการกระทืบพสุธาฉบับแข็งแกร่งขึ้น หนำซ้ำยังแข็งแกร่งกว่ามาก

เขาจึงเปลี่ยนชื่อวิชาแสงมายาเป็น วิชากระทืบพสุธาแสงมายา

หลังจากการปิดด่านเวลาสั้นๆ ตอนที่ลู่เซิ่งออกมา การประลองก็จบลงแล้ว

คนสิบอันดับแรกที่ได้รับการคัดเลือกพากันเข้าร่วมสำนักอาทิตย์ชาด กลายเป็นคนของสำนักอาทิตย์ชาดในนาม ทว่าความจริงได้รับการชี้แนะสั่งสอนจากผู้อาวุโสระดับเอกะฟ้ามากมาย

พวกเอกะฟ้าได้รับการคุ้มครองอยู่ใต้ธงผืนใหญ่เช่นลู่เซิ่ง ตอนนี้ลู่เซิ่งกลายเป็นธงคันหนึ่งของแดนเหนือ คนจำนวนมากคิดว่าเขาจะต้องไม่ใช่มนุษย์แน่ แต่ส่วนใหญ่ไม่นำพา เป็นเพราะลู่เซิ่งอาศัยวรยุทธ์แสดงบารมี แค่นี้ก็พอแล้ว

หลังการประลอง ก็เป็นพิธีเข้าสำนัก ลู่เซิ่งเพิ่มข่ายกระเรียนหยินให้กับลูกศิษย์ที่เข้าสำนักใหม่เหล่านี้ จากนั้นก็เริ่มเตรียมงานแต่งงาน


“เจ้าอยากฝึกวรยุทธ์หรือ” ลู่เซิ่งมองเฉินอวิ๋นซีที่ยืนอยู่ด้านหน้าอย่างประหลาดใจ

ทั้งสองคนอยู่บนหอประทานสุคนธ์ด้านในเมืองตามลำพัง ที่นี่เป็นสถานที่ที่ใช้ขายถุงหอมแป้งน้ำ ทว่าชั้นสูงสุดของหอประทานสุคนธุ์ถูกลู่เซิ่งเหมา ให้เฉินอวิ๋นซีเลือกตามใจ

เพียงแต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ เฉินอวิ๋นซีกลับเสนอคำขอแบบนี้กับเขา

“ใช่แล้ว! ข้าไม่อยากตามหลังท่านมากเกินไป!” เฉินอวิ๋นซีตอบอย่างจริงจัง

“ตามหลังหรือ” ลู่เซิ่งมองหญิงสาวตรงหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าใจความคิดในใจของอีกฝ่าย

“ใช่” เฉินอวิ๋นซีสงบนิ่งและจริงจัง แสดงว่าการตัดสินใจนี้ไม่ได้เกิดอย่างกะทันหัน

“ฝึกวรยุทธ์นั้นได้ เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ” ลู่เซิ่งใคร่ครวญ “เพียงแต่เจ้ารับความลำบากนั้นได้หรือ”

ต่อให้เขามีข่ายกระเรียนหยิน ถ่ายทอดวิชาให้นางได้ แต่นั่นจะอย่างไร ทักษะ กระบวนท่า วิชา ไม่ได้ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ผลลัพธ์หนึ่งเดียวจากการรีบร้อนถ่ายทอดวิชาคือการสร้างตัวแปลกประหลาดที่กำลังภายในแข็งแกร่ง แต่เป็นไก่อ่อนในด้านอื่นๆ

หนำซ้ำเมื่อคนที่ไม่มีพื้นฐานโดยสิ้นเชิงรับการถ่ายปราณ ส่งวิชาจนกลายเป็นยอดฝีมือ จะมีสภาพอันตรายยิ่ง

การไม่มีพื้นฐานหมายถึงร่างกายที่ไม่เคยผ่านการออกกำลัง หากจำเป็นต้องแบกรับความสิ้นเปลืองและการส่งเสริมปราณภายในอันมหาศาลในร่าง นั่นจะสร้างอาการบาดเจ็บซ่อนเร้นและภาระอันใหญ่หลวง

เหมือนกับเด็กถือปืนที่มีแรงถีบอันน่าตกตะลึง ขอแค่ใช้สักครั้ง จะถูกแรงถีบอันมหาศาลกระแทกร่างกายจนบอบช้ำ

ตอนหลอดเลือดและเส้นลมปราณในร่างเจอปราณภายในที่มีคุณภาพสูง ก็จะสร้างความเสียหายที่ชดเชยไม่ได้

หลายครั้งเข้า ไม่ต้องพูดถึงการหล่อเลี้ยงชีวิต แม้แต่อายุขัยธรรมดาก็ไม่แน่ว่าจะรับประกันได้

คิดจะเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกาย จะต้องเริ่มจากปราณภายในที่เล็กที่สุด ทำพร้อมกับการหล่อเลี้ยงร่างกาย ถึงจะปรับตัวได้

ตอนแรกลู่เซิ่งเผลอยกระดับวิชากำลังภายในมากเกินไป ต้องรักษาอาการบาดเจ็บหนึ่งปีถึงจะหายดี

เขาจึงถ่ายปราณให้แค่คนที่มีพื้นฐานแน่นแล้วเท่านั้น ไม่ใช่หาใครสักคนมาถ่ายปราณจนกลายเป็นยอดฝีมือได้

“อายุอย่างข้าสามารถฝึกฝนวรยุทธ์อะไรได้บ้าง ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนเหนืออย่างท่านเหตุใดไม่ชี้แนะสตรีตัวเล็กๆ เช่นข้า” เฉินอวิ๋นซีเห็นว่าลู่เซิ่งตอบรับ จิตใจก็เบิกบาน

“ต้องดูว่าเจ้าจะฝึกกำลังภายนอกหรือกำลังภายใน” ลู่เซิ่งกล่าวง่ายๆ เริ่มอธิบายความแตกต่างของกำลังภายนอกและกำลังภายใน

เฉินอวิ๋นซีเลือกวิชากำลังภายในที่คงความเยาว์วัยได้อย่างกระตือรือร้น ให้ลู่เซิ่งถ่ายทอดวิชาง่ายๆ ให้นางไปศึกษาอย่างละเอียดก่อน

สิ่งนี้อาศัยคุณสมบัติ ไม่ใช่ว่าใครก็ฝึกวิชากำลังภายในได้ ดังนั้นต้องดูก่อนว่าไหวหรือไม่

ลู่เซิ่งไม่ได้เห็นดีในตัวเฉินอวิ๋นซีเท่าไหร่ ถ้าหากนางมีคุณสมบัติ อย่างมากหลังนางมีพื้นฐาน ก็ถ่ายปราณให้สักสายหนึ่ง เพื่อช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บภายใน ให้มากไปกลับจะทำร้ายนาง

เหมือนกับนิ่งซาน แม้ปัจจุบันจะมีพลังแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่กล้าใช้มั่วซั่ว ใช้เมื่อไหร่ก็บาดเจ็บเมื่อนั้น

จากนั้นลู่เซิ่งกับเฉินอวิ๋นซีก็ปรึกษากันเรื่องงานแต่งงาน ตระกูลลู่กับตระกูลเฉินเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว วันแต่งงานถูกกำหนดไว้ในอีกไม่กี่วัน

ลู่เซิ่งบอกเรื่องที่ตนเตรียมออกจากแดนเหนือไปยังจงหยวน ถึงแม้พวกลู่เฉวียนอันผู้เป็นบิดาจะอาลัยอาวรณ์ กระนั้นก็รู้ว่าลู่เซิ่งมีเส้นทางและทิศทางของตัวเอง ไม่ใช่ระดับที่พวกเขาจะเข้าไปก้าวก่ายได้อีกแล้ว จึงได้แต่ยอมรับ

แต่พวกเขาก็ไม่คิดจะไปจงหยวนกับลู่เซิ่ง ที่นี่เป็นฐานทัพใหญ่ของตระกูลลู่และเป็นฐานทัพใหญ่ของพรรควาฬแดง

เฉินอวิ๋นซีอยากจะติดตามลู่เซิ่งไปด้วย แต่เขาเกลี้ยกล่อมนาง สตรีธรรมดาคนหนึ่งติดตามอยู่ข้างกายไม่ค่อยสะดวกสบายนัก ถูกใช้เป็นแต้มต่อสำหรับข่มขู่ได้อย่างง่ายดาย

เวลาเหมือนติดปีก พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายวัน วันแต่งงานในที่สุดก็มาถึง


“เฮ้อ…” ลู่เซิ่งนั่งถอนใจในห้องนอนตระกูลลู่

“คุณชายใหญ่เหตุใดจึงถอนใจ” เฉี่ยวเอ๋อร์หวีผมให้ลู่เซิ่งอย่างระวังและช่วยเขาจัดการรอยย่นบนเสื้อผ้า

ลู่เซิ่งใส่เสื้อเจ้าบ่าวสีแดงตัวใหญ่ มัดเชือกมัดผมสีแดงที่มีลวดลายประณีต แบกกิ่งท้อสีทองเหลืองซึ่งใช้สำหรับเปิดผ้าคุมหน้าเจ้าสาว

‘ข้าถอนใจเพราะ…’ ลู่เซิ่งโอดครวญในใจ

ใกล้ถึงงานแต่งงาน เขาค่อยนึกถึงปัญหาที่น่ากลัวถึงที่สุด

เฉินอวิ๋นซีเป็นแค่คนธรรมดา จะทนของเหลวใดๆ ที่ร่างกายเขาหลั่งออกมาได้ไหม

พึงทราบว่า ตอนแรกเขาไม่ได้แข็งกล้าเท่าตอนนี้ เซลล์ในเลือดที่หยดออกมาถึงขั้นกัดกร่อนโลหะเป็นหลุมเล็กๆ ได้

ปัจจุบันแข็งแกร่งถึงขั้นนี้ การทำงานของร่างนี้ไปถึงขั้นเหนือจินตนาการแล้ว ถ้าหากไอ้ของเหลวหยดนั้นเข้าไปในตัวเฉินอวิ๋นซี…

ลู่เซิ่งพลันกลัดกลุ้ม

‘หรือว่าต้องถ่ายปราณให้เฉินอวิ๋นซีเพื่อให้ไปถึงระดับแข็งแกร่งสุดๆ ก่อน ไม่ได้… นอกจากจะเลื่อนถึงระดับพันธนาการในครั้งเดียว ไม่งั้นก็หมดหวัง นอกจากนี้กายเนื้อยังแข็งแกร่งไม่พอ เซลล์ก็ทำงานไม่ดีพอ…’

“ในที่สุดคุณชายใหญ่ก็จะได้แต่งงานแล้ว มีลูกจ้ำม่ำสักคนเร็วๆ ตระกูลลู่ถึงนับว่ามีทายาท พรรควาฬแดงที่ยิ่งใหญ่มีคนรับช่วงต่อ! เป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ! น่ายินดีมากๆ!” เครือญาติในครอบครัวด้านนอกสนทนาเรื่องในอนาคตเสียงดัง บรรยากาศชื่นมื่น เสียงดังเข้าห้อง

“ลูกจ้ำม่ำ…” ลู่เซิ่งปวดหัวกว่าเดิม

เขานวดหัวคิ้ว ไม่รู้ว่าจะจัดการปัญหานี้อย่างไร เขาแข็งแกร่งเกินไป ถ้าหากเข้าหอกับเฉินอวิ๋นซีจริงๆ ควบคุมพลังไว้ดีๆ อาจไม่มีเรื่อง แต่เวลาสำคัญก็ต้องมีลูกกันอยู่ดี ถึงตอนนั้น ถ้าเกิดเรื่อง…

‘ดูเหมือนจะยังมีลูกไม่ได้…’ ในที่สุดลู่เซิ่งก็ตัดสินใจ

ที่สายเลือดของตระกูลขุนนางเจือจางก็เพราะมีคนแต่งงานกับมนุษย์ การไปจงหยวนในครั้งนี้อาจจะเจอวิธีการแก้ไขเรื่องนี้ก็ได้

……………………………………….
บทที่ 203

ละอองหิมะปกคลุมต้นไม้ใหญ่ เกล็ดหิมะมากมายเกาะใต้ต้นไม้หยาบใหญ่ เหมือนกับพิณหลายคัน

ลู่เซิ่งนั่งในรถเทียมวัว ตรงหน้าวางเตาถ่านเล็กจิ๋ว ความร้อนที่มันปล่อยออกมาทำให้พื้นที่เล็กๆ ในตัวรถอบอุ่น

เขาใส่เสื้อคลุมสีดำ มัดผมด้วยผ้าสีดำ ข้อมือสวมสร้อยไข่มุกสีทองเข้มเส้นหนึ่ง

สตรีกางร่มนั่งอยู่ด้านหน้าเขา กำลังจิบนมร้อนถ้วยหนึ่งในมือช้าๆ

ตอนนี้นางอยู่ในสภาพอิงอิง สมควรบอกว่าในระยะนี้นางอยู่ในสภาพที่อิงอิงควบคุมร่างตลอด หงฟางไป๋คล้ายละทิ้งการแลกเปลี่ยนกับลู่เซิ่ง ไม่ยอมโผล่หน้ามาอีก เวลามีเรื่องอะไรก็ให้อิงอิงบอกแทน

ลู่เซิ่งยกชานมขึ้นจิบเบาๆ จากนั้นหันไปมองนอกหน้าต่างรถ

เห็นละอองหิมะที่ล่องลอยตกโปรยปรายผ่านม่านหน้าต่าง ล้อรถกับรองเท้าคนจมในหิมะ ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด

“ออกจากแดนเหนือมาห้าวันแล้ว ภัยหิมะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกที” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ

เขาออกจากแดนเหนือในครั้งนี้ นอกจากสตรีกางร่มแล้ว ก็พามาแค่สวีชุยกับนิ่งซาน เขาใช้คนสนิทสองคนนี้จนชิน สั่งอะไรไปก็สะดวกสบาย

ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นองครักษ์ใกล้ชิดกับหญิงรับใช้ ทั้งขบวนมีทั้งหมดสิบกว่าคน รถสี่คันมีม้าหลายตัว สำหรับชื่อเสียงของยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ สภาพแบบนี้ไม่ได้ใหญ่โตนัก

เขาวางแผนไว้ว่าจะไม่แจ้งซั่งหยางจิ่วหลี่ เดินทางไปจงหยวนด้วยตัวเองก่อน

“จงหยวนกับแดนเหนือมีระยะห่างเท่าไหร่กันแน่ อิงอิงเจ้าทราบหรือไม่” ลู่เซิ่งถามเบาๆ

อิงอิงหยิบกระดาษพู่กันออกมาเขียน แล้วชูขึ้น

‘จงหยวนเป็นแม่น้ำใหญ่ แดนเหนือเป็นบ่อน้ำ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร จำนวนคน ยอดฝีมือ หรือปราการเมือง ล้วนแตกต่างอย่างใหญ่หลวง”

“ใหญ่ขนาดนี้เชียว” ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว “หมายความว่ามียอดฝีมือมากมายเหมือนกัน ระดับหงฟางไป๋มีกี่คน เจ้ารู้หรือไม่”

อิงอิงส่ายหน้า ลบทิ้งอย่างรวดเร็ว แล้วเขียนใหม่

‘แม้ท่านพี่มีพลังแข็งแกร่งมาก แต่ถ้าอยู่อยู่ในจงหยวน เปรียบเทียบกับเก้าตระกูลจงหวน ท่านพี่จะเทียบได้กับผู้สืบทอดประมุขตระกูลที่อ่อนแอเล็กน้อย กระนั้นเก้าตระกูลจงหยวนก็มีศักยภาพแข็งแกร่งมาก ประมุขตระกูลไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด เป็นแค่คนดูแลเท่านั้น’

“อย่างนี้นี่เอง…” ลู่เซิ่งเข้าใจพอประมาณแล้ว พลังของตนแข็งแกร่งกว่าหงฟางไป๋ในตอนนั้นหนึ่งเท่า ทว่าไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก ยังคงอยู่ในขอบเขตสามขั้นต่ำหรือสามขั้นกลาง ในเก้าขั้นของระดับอสรพิษมีระยะการแบ่งระดับห่างกันมาก พลังระหว่างบน กลาง ล่าง แตกต่างกันมหาศาล

ยากจะบอกได้ว่าเหนือกว่าระดับอสรพิษเก้าเศียรมีระดับอะไรที่แข็งแกร่งกว่า

‘ดูเหมือนจะต้องซ่อนตัวให้ดี…’ ลู่เซิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย

เต๊ง… เต๊ง… เต๊ง…

ทันใดนั้นในพายุหิมะที่ไกลออกไป แว่วเสียงเคาะโลหะหลายครั้ง

ลู่เซิ่งเลิกม่านรถออกมองไปด้านหน้า มองเห็นผ่านพายุหิมะที่ปกคลุมทั่วฟ้าว่า ขวามือของเส้นทางมีขบวนรถขบวนหนึ่งหยุดอยู่ คนด้านในขบวนกำลังถือฆ้องทองแดงพลางเคาะอย่างแรง

“เกิดอะไรขึ้น” ด้านนอกแว่วเสียงถามของสวีชุย จากนั้นก็มีองครักษ์ใกล้ชิดเข้าไปสอบถาม

รถเทียมวัวเคลื่อนผ่านไปจากด้านข้างขบวนรถขบวนนี้

ไม่นานองครักษ์ใกล้ชิดที่ไปถามก็กลับมารายงานสถานการณ์ให้สวีชุยกับนิ่งซานฟังด้วยเสียงแผ่วเบา หลังนิ่งซานทราบ ก็ลงจากรถม้า มาถึงด้านนอกรถเทียมวัวที่ลู่เซิ่งนั่งอยู่

“คุณชาย มีขบวนรถขบวนหนึ่งจะไปจงหยวนเหมือนกัน เพลารถเกิดหักกลางทาง อยากจะอาศัยขบวนของพวกเราไปยังเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดด้วย พวกเขาบอกว่าตัวเองเป็นคนในเมืองหิรัญ ยินดีจ่ายค่าโดยสารตอบแทน”

“อ้อ?” ลู่เซิ่งมองขบวนรถขบวนนั้น ม้าไม่กี่ตัวลากรถสองคัน รอบๆ มีคนแบกสัมภาระและพกอาวุธ ปกป้องเด็กและสตรีสองสามคนที่กางร่มอยู่ตรงกลาง

“ให้พวกเขาขึ้นรถคันที่ว่าง” รอบนี้ลู่เซิ่งไปจงหยวน ได้ปลอมตัวเป็นคุณชายบ้านรวยที่มุ่งหน้าไปแสวงหาความรู้ นับว่าแสดงเป็นตัวเอง ไม่ต้องห่วงว่าจะถูกมองออก

เวลาไม่ลงมือ ลู่เซิ่งความจริงมีนิสัยอ่อนโยน ถ้าหากไม่ส่งผลต่อสถานการณ์ของตัวเอง เขาก็ยินดีลงมือช่วยเหลือคนอื่นๆ เพื่อความสบายใจ

“ขอบคุณท่านเจ้าบ้านด้วย” ไกลออกไป ลู่เซิ่งเห็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำคนหนึ่งในขบวนรถขบวนนั้นประสานมือให้ตน

เขาพยักหน้าให้น้อยๆ แล้วปล่อยม่านรถลง เรื่องหยุมหยิมเหล่านี้มีสวีชุยกับนิ่งซานจัดการ ด้วยความสามารถของคนทั้งสอง สามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างสบายๆ

ขบวนรถมุ่งหน้าต่อไป ขบวนคนกลุ่มนั้นเข้าร่วมขบวนรถลู่เซิ่ง ติดตามอยู่ด้านหลังสุดอย่างไม่เร็วไม่ช้า

พอถึงยามกลางอู่ พายุหิมะก็เบาลงมาก เริ่มเห็นแอ่งน้ำขนาดต่างๆ ได้บนพื้น พื้นผิวยังมีชั้นน้ำแข็งบางๆ คลุมอยู่ ไม่ใช่พื้นหิมะสีขาวอีกต่อไป

พวกข้ารับใช้เริ่มก่อกองไฟ สถานที่ที่เลือกตั้งค่ายคือใกล้ด้านหลังเนินเล็กๆ ข้างป่า ป้องกันลมหนาวได้ด้านหนึ่ง

ขบวนรถสองขบวนก่อไฟทำอาหารบนถนนกลางป่าหิมะผืนใหญ่ในฟ้าน้ำแข็งดินหิมะ

ลู่เซิ่งลงจากรถ นั่งลงข้างกองไฟ สวีชุยรับหน้าที่ลาดตระเวนระวังภัย นิ่งซานจัดการเรื่องราวน้อยใหญ่

สตรีสูงศักดิ์ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในขบวนรถขบวนนั้นนั่งลงพร้อมกับเด็กผู้หญิงสองคนหนึ่งเล็กหนึ่งโต หัวหน้าองครักษ์ที่ติดตามอยู่ข้างพวกนาง เป็นชายฉกรรจ์ร่างล่ำสันที่ประสานมือก่อนหน้านี้

สตรีสูงศักดิ์มีใบหน้างามเลิศ ดูเหมือนจะเพิ่งแต่งงานไม่นาน อายุราวสามสิบปี เสื้อตัวใหญ่สีม่วงอ่อนห่อร่างไว้อย่างมิดชิด คิ้วดั่งหลิว ตาโตปากน้อย นับว่าเป็นสตรีในเมืองริมน้ำตามมาตรฐาน

เด็กหญิงสองคนที่อยู่ข้างๆ นาง คนโตอายุสิบสามสิบสี่ปี คนเล็กอายุแค่เจ็ดแปดปี สวมเสื้อตัวใหญ่สีขาวหิมะ จ้องมองลู่เซิ่งอย่างสงสัย

เด็กหญิงคนเล็กหน้าตาเหมือนสลักเสลาจากหยก ค่อนข้างน่ารัก ไม่มีความกลัวแม้แต่น้อย ถูกมารดานางโอบไว้ด้านหน้า อังไฟเพิ่มความอบอุ่นอยู่เงียบๆ

“ขอบคุณคุณชายที่มีน้ำใจช่วยเหลือ ข้าน้อยจางหรงซื่อ ออกมากราบไหว้ผู้อาวุโสในบ้านพอดี นึกไม่ถึงว่าเพลารถจะหักระหว่างทาง เคราะห์ดีที่เจอคุณชายผ่านทางมา มิฉะนั้นในสถานที่กันดารแบบนี้ ยังไม่รู้ว่าจะเจอคนเมื่อไหร่” สตรีสูงศักดิ์ขอบคุณลู่เซิ่งอย่างอ่อนโยนจริงใจ

“เกรงใจไปแล้ว ที่แล้วมาถนนเส้นนี้ก็ปลอดภัย เป็นเส้นทางค้าขายที่มีคนคอยรักษาความปลอดภัยอยู่ ทุกๆ ระยะเวลาหนึ่งจะมีขบวนลาดตระเวนผ่านทาง ต่อให้ไม่เจอข้า อีกเดี๋ยวก็จะเจอคนอื่นๆ อยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นพวกท่านยังให้ค่าตอบแทน ไม่ต้องเกรงใจไป” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม

น้ำแกงเนื้อบนกองไฟต้มเสร็จพอดี ข้ารับใช้รีบเข้ามาใส่ต้นหอมซอย และหน่อไม้แห้งที่ลวกสุกแล้วเป็นเครื่องปรุง จากนั้นตัดแป้งเปี๊ยะหน้าผักที่เตรียมไว้ออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่เข้าไป กลายเป็นต้มเนื้อใส่แป้งเปี๊ยะที่มีกลิ่นหอมหม้อใหญ่

ลู่เซิ่งเห็นเด็กหญิงข้างๆ ถือขนมเปี๊ยะไส้เนื้อในมือ “ถ้าไม่ว่าอะไร กินด้วยกันสักชามดีหรือไม่” เขายิ้มพร้อมเชื้อเชิญ

คนพวกนี้มาจากจงหยวนพอดี อาจทำความเข้าใจกับสถานการณ์ส่วนหนึ่งของจงหยวนจากพวกนางได้ แม้เขาจะถามสถานการณ์บางส่วนจากพลพรรคที่เคยไปจงหยวนมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ครบทุกด้าน

“ขอบคุณๆ ไม่ต้องแล้ว พวกเรากินมาแล้ว…” จางหรงซื่อโบกมือติดต่อกัน แต่ไม่รอให้นางพูดจบ เด็กหญิงก็รับเปี๊ยะต้มชามหนึ่งไป แล้วเริ่มใช้ตะเกียบคีบกิน

จางหรงซื่อเห็นดังนั้นก็ประดักประเดิดเล็กน้อย ได้แต่ถอนใจอย่างจนปัญญา

กล่าวไปตระกูลจางที่นางแต่งเข้าก็มีร้านค้าที่โด่งดังด้านแพรพรรณในเมืองหิรัญ กิจการใหญ่โต ครอบครัวบางคนก็เป็นขุนนาง บางคนก็ออกท่องยุทธภพ นับว่าโดดเด่นทุกด้าน

นางในฐานะนายหญิง เดิมใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายไร้กังวล เพียงแต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ทำให้นางปวดหัวอยู่บ้าง

กิจการแพรพรรณของตระกูลจางถูกคู่แข่งจากต่างเมืองกดดัน ติดอยู่ในคอขวด ที่บ้านคิดหาวิธีหมดสิ้นแล้ว สุดท้ายจำเป็นต้องใช้วิธีแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์

เพราะการแต่งงานของจางหรงซื่อเป็นการแต่งเชื่อมสัมพันธ์ นางจึงจงเกลียดจงชัง ดังนั้นเลยอ้างว่าจะไปกราบไหว้บรรพบุรุษเพื่อออกจากบ้าน พาบุตรีออกมาผ่อนคลายจิตใจ

บุตรีคนโตจางรั่วหนิงเป็นนางให้กำเนิดตอนอายุยังน้อย ปัจจุบันอายุสิบสี่ปีแล้ว ใบหน้าบริสุทธิ์งดงาม สะโพกผายเอวกิ่ว อายุยังน้อยก็มีความยั่วยวนชวนลุ่มหลง สองขาเรียวยาว ยามประกบกันไม่มีร่องแยก

ก่อนหน้านี้จางหรงซื่อได้ยินข่าวแว่วมาว่า ผู้อาวุโสในบ้านถูกใจบุตรีคนโตคนนี้ คิดจะใช้เป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับแต่งงานเพื่อแลกเปลี่ยนการร่วมมือ เชื่อมสัมพันธ์

หลังจากทราบเรื่องนี้ นางก็คิดเรื่องแต่งงานของบุตรีออกไปทันที ต้องหาคนดีๆ ให้บุตรีก่อนที่ที่บ้านจะเริ่มดำเนินการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงไม่ให้นางต้องเจอโศกนาฏกรรมเหมือนตน

ดังนั้นจึงเกิดการเดินทางบนแดนเหนือในครั้งนี้

เพียงแต่คาดไม่ถึงว่า เพลารถจะเกิดปัญหาระหว่างกลับมาจากการกราบไหว้บรรพบุรุษ

ตอนนี้จางหรงซื่อนั่งข้างกองไฟ พิจารณาดูลู่เซิ่งอย่างละเอียด เป็นคนหนุ่มที่ดูอ่อนโยนและหล่อเหลา คล้ายมีชาติกำเนิดไม่ธรรมดา ดูจากขบวนรถและบริวารต่างมีสภาวะ ไม่เหมือนครอบครัวคนทั่วไป

ในใจนางมีความคิดจะหยั่งเชิงแล้ว

จางหรงซื่ออาศัยจังหวะบุตรีดื่มน้ำแกงเนื้อ แสร้งถามลอยๆ ว่า “ไม่ทราบว่าครั้งนี้คุณชายไปจงหยวนเพราะแสวงหาความรู้หรือเยี่ยมญาติ บนเส้นทางนี้แค่การเดินทางอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาครึ่งเดือน ไม่ใช่เรื่องสะดวกเลย”

“แสวงหาความรู้” ลู่เซิ่งตอบตรงๆ “ไม่ทราบตอนนี้จงหยวนมีสถานการณ์อย่างไร ที่ที่ข้าต้องการไปคือเมืองกระดิ่งขาว”

“เมืองกระดิ่งขาวหรือ บังเอิญนัก ข้าก็เป็นคนมาจากเมืองกระดิ่งขาวเช่นกัน ในหนึ่งร้อยเมืองของจงหยวน เมืองกระดิ่งขาวจัดอยู่ในอันดับสิบ คุณชายไปแสวงหาความรู้ที่สถาบันกระดิ่งขาวหรือ” จางหรงซื่อถามด้วยรอยยิ้ม

“ถูกต้อง แต่ข้าเป็นคนต่างถิ่นไม่คุ้นชิน จึงไม่สบายใจอยู่บ้าง” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่เช่นนั้นฮูหยินลองเล่าสถานการณ์ของเมืองกระดิ่งขาวให้ข้าฟังได้หรือไม่”

“ย่อมได้อยู่แล้ว” จางหรงซื่อตอบรับอย่างยินดี

ทั้งสองคนทำความรู้จักกันและกัน ขณะพักผ่อนระหว่างทาง ลู่เซิ่งได้ทราบคร่าวๆ ว่าเมืองธรรมดาในจงหยวนมีสถานการณ์อย่างไร

ผิดกับที่เขาคิดเอาไว้ จงหยวนเจริญรุ่งเรือง เมืองกระดิ่งขาวไม่ต่างจากเมืองเลียบคีรีมากนัก ที่เหลือยังมีเมืองใหญ่มากมายที่เจริญยิ่งกว่า

กองทัพเทพพยัคฆ์นับสิบหมื่นของราชวงศ์สะกดร้อยเมืองไว้ เมืองแต่ละเมืองมีตระกูลขุนนางที่มีขนาดใหญ่โตตระกูลหนึ่งปกครอง

นี่แตกต่างจากแดนเหนือ ที่จงหยวน ตระกูลขุนนางมีตัวแทนของใครของมัน ขุมกำลังยิ่งใหญ่มโหฬาร

ลู่เซิ่งสืบทราบสถานการณ์ของตระกูลซั่งหยางได้อย่างง่ายดายยิ่ง ในสายตามนุษย์ปุถุชนตระกูลซั่งหยางเป็นสมาชิกของตระกูลเก่าแก่ แต่ไม่มีความพิเศษแต่อย่างใด ไม่ต่างจากครอบครัวใหญ่ๆ ที่ทำกิจการทั่วไป

จางหรงซื่อก็ยินดีที่ได้ทำความรู้จักกับลู่เซิ่ง ทั้งสองหนึ่งถามหนึ่งตอบเป็นการฆ่าเวลา ไม่นานก็ผ่านไปหลายวัน

ข้ามผ่านทุ่งหิมะผืนใหญ่ ป่าไม้เริ่มมืดสลัว ละอองหิมะเล็กละเอียดกระจัดกระจายเกาะเต็มป่าเหมือนกับผ้าขาวหลายผืน

ขบวนรถเดินทางโดยสวัสดิภาพ ในที่สุดก็ถึงด่านแรก ด่านศรัทธารุ่งโรจน์

หลังมาถึงที่นี่ จางหรงซื่อก็ไม่ต้องให้ลู่เซิ่งอารักขาไปส่งอีก ไปหาร้านค้าของตระกูลจางที่อยู่ที่นี่แล้ว ใช้เงินจ้างรถเทียมวัวคันใหม่ ก่อนจากไปเอง

ทว่าก่อนจากไป นางทิ้งที่อยู่ให้ลู่เซิ่งไว้ ใช้จดหมายติดต่อได้

ถึงตอนคุยกันจะทราบแล้วว่าลู่เซิ่งแต่งงานไปแล้ว กระนั้นดูเหมือนจางหรงซื่อจะไม่สนใจ ยึดถือลู่เซิ่งเป็นคู่รักที่เตรียมไว้ให้บุตรี

หลังแยกกับจางหรงซื่อ ลู่เซิ่งก็ผ่านด่านศรัทธารุ่งโรจน์ ถนนต่อจากนั้นกว้างขวางสะดวกสบายกว่าเดิม ความเร็วจึงเพิ่มมากขึ้น

ใช้เวลาแค่ห้าวัน ขบวนรถก็ไปถึงจุดหมายปลายทาง เมืองกระดิ่งขาว

คนที่ซั่งหยางจิ่วหลี่จัดไว้ ก็มารออยู่ที่นี่นานแล้ว

……………………………………….
บทที่ 204
โรงเตี๊ยมโบยบิน

“พี่ลู่เชิญนั่ง” บุรุษหนุ่มอ่อนเยาว์สง่างาม แข็งแรงกำยำที่ผิวดำคล้ำคนหนึ่งนั่งอยู่ด้านข้างโต๊ะสุราในห้องส่วนตัว

เขามองลู่เซิ่งที่เข้าประตูมา ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจางๆ

“ข้าคือเฉินเฉวียนซงคนที่ใต้เท้าจิ่วหลี่จัดให้มารับใช้ท่านที่นี่ และเป็นหนึ่งในคนดูแลของตระกูลซั่งหยางในเมืองกระดิ่งขาว วันหน้าท่านมีเรื่องอะไร สามารถติดต่อขุมกำลังของตระกูลในพื้นที่ผ่านข้าได้โดยตรง”

“ที่แท้เป็นพี่เฉิน! ยินดีที่ได้พบ!” ลู่เซิ่งเข้ามาเพียงลำพัง ด้านข้างมีหญิงสาวช่วยลากเก้าอี้มาให้เขานั่งลง

พอเข้าเมืองกระดิ่งขาว บริวารของตระกูลซั่งหยางที่มารออยู่นานแล้วก็นำทางลู่เซิ่งมาที่นี่ทันที

“ตอนนี้ใต้เท้าจิ่วหลี่สบายดีหรือไม่” ลู่เซิ่งถามพอเป็นพิธี เขาให้ตระกูลซั่งหยางแบกรับหม้อก้นดำในแดนเหนือไม่น้อย บางทีซั่งหยางจิ่วหลี่อาจจะได้รับผลกระทบไปด้วย

“ทุกอย่างเรียบร้อยดี ตอนนี้ใต้เท้ากำลังตั้งใจชุบหลอมตนเอง ปิดด่านฝึกฝนอย่างหนัก จะไม่ออกมาในเวลาสั้นๆ ที่สั่งให้ข้าน้อยมารับใช้พี่ลู่ในตอนนี้ได้ ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่สุดยอดมากแล้ว! น่าอิจฉาเสียจริง!” เฉินเฉวียนซงเป็นหนึ่งในแม่ทัพหลายๆ คนที่อยู่ในจงหยวนของซั่งหยางจิ่วหลี่ ในฐานะฝ่ายจงหยวน พอเขาได้ยินมาว่าใต้เท้าจิ่วหลี่สร้างขุมกำลังใหญ่โตที่แดนเหนือ พลันเกิดความคิดระวังตัว

เดิมทีพวกเขาเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวในสังกัดของซั่งหยางจิ่วหลี่ หลายๆ ครั้งจำเป็นต้องใช้พวกเขา ทว่าปัจจุบันมีสาขาแดนเหนือเพิ่มขึ้นมา นี่ทำให้พวกเฉินเฉวียนซงรู้สึกถึงวิกฤติการณ์

ลู่เซิ่งมองความคิดของอีกฝ่ายออกเช่นกัน

ในสายตาของอีกฝ่าย ขุมกำลังในแดนเหนือของเขาความจริงเป็นของซั่งหยางจิ่วหลี่ หมายความว่าปัจจุบันเขาเป็นขุนพลแห่งสาขาแดนเหนือในสังกัดของซั่งหยางจิ่วหลี่ เบื้องหลังเป็นตัวแทนฝ่ายแดนเหนือทั้งหมด เป็นคนละทัพกับคนประจำสาขาจงหยวนเหล่านี้

“พี่เฉินไม่จำเป็นต้องเอ่ยมากความ ผู้แซ่ลู่เดินทางมาที่นี่เพื่อแสวงหาความรู้ เรื่องอื่นๆ ไม่สนใจ” ลู่เซิ่งอธิบายด้วยรอยยิ้ม

เขาไม่สนใจพวกปากหวานก้นเปรี้ยวในสังกัดซั่งหยางจิ่วหลี่เหล่านี้

“ดังนั้นรีบจัดการให้ข้าเข้าเรียนโดยเร็วที่สุดเถอะ”

คำพูดนี้แสดงความคิดของตัวเองออกมาแล้วว่า เขาไม่ได้มาแย่งชิงอำนาจ ซั่งหยางจิ่วหลี่ไม่ได้เรียกเขามาสะกดพวกเขา เพราะไม่พอใจพวกเฉินเฉวียนซง ลู่เซิ่งมาเพื่อแสวงหาความรู้เพื่อเรียนต่ออย่างเดียว

พอเข้าใจความต้องการของลู่เซิ่ง เฉินเฉวียนซงก็มองเขาอย่างล้ำลึก

“ก็ดี ตามการสั่งการของใต้เท้าจิ่วหลี่ นี่มีรายชื่อชุดหนึ่ง เป็นสถานที่ที่พี่ลู่เลือกเข้าร่วมได้ตามใจ พวกเราจัดให้ท่านเข้าร่วมสำนักเหล่านี้ได้ทั้งหมด” เขาพูดพลางหยิบม้วนหนังสีขาวเทาม้วนหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ

ลู่เซิ่งรับมาเปิดดู

ม้วนหนังเขียนรายชื่อสำนักต่างๆที่สังกัดร้อยเส้นสายไว้แน่นขนัดไปหมด ทั้งหมดเป็นสำนักที่มีขนาดแตกต่างกัน ด้านหลังยังมีคำอธิบายเล็กๆ บอกว่าแต่ละสำนักเชี่ยวชาญเรื่องอะไร

“ถึงจะยังไม่ใช่เวลารับสมัครทดสอบ แต่ด้วยชื่อเสียงของใต้เท้าจิ่วหลี่ เรื่องแค่นี้จัดการให้ได้ พี่ลู่กลับไปค่อยๆ ดูก่อน ไม่ต้องรีบ” เฉินเฉวียนซงเตือน

“ได้” ลู่เซิ่งพยักหน้า

ทั้งสองคนไม่พูดเรื่องอื่นอีก แต่คุยกันเรื่องผู้คนและวัฒนธรรมในแดนเหนือต่างจากจงหยวนอย่างไร จากนั้นก็พูดกันเรื่องดินฟ้าอากาศ

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจากไป เฉินเฉวียนซงลอบยัดเหรียญสีดำถุงเล็กๆ ถุงหนึ่งให้ลู่เซิ่ง

นี่เป็นเหรียญพิเศษที่ใช้กันในหมู่ตระกูลขุนนาง ปกติแล้วเวลาแลกเปลี่ยนของหายากจะไม่ใช้เงินหรือทอง หากใช้เงินดำ

เฉินเฉวียนซงเอาใจใส่ดี จัดหาคฤหาสน์แห่งหนึ่งให้ลู่เซิ่ง อยู่ในตัวเมือง เห็นหอคอยพันเทพที่สูงจนถึงเมฆซึ่งอยู่ด้านนอกได้ผ่านหน้าต่าง

หอคอยพันเทพเป็นหอสูงสามสิบสองชั้นอันงดงาม เป็นสถานที่ขึ้นชื่อของเมืองกระดิ่งขาว ด้านบนแขวนกระดิ่งสีขาวไว้มากมาย ส่งเสียงไพเราะเสนาะหูยามลมพัดใส่ เป็นการออกแบบพิเศษของราชวงศ์สำหรับขุนนางที่มีหน้าที่พยากรณ์อากาศเอาไว้สำรวจสภาพอากาศ

ลู่เซิ่งยืนอยู่ที่หน้าต่าง ถือม้วนหนังแผ่นนั้นพร้อมอ่านข้อความที่บันทึกไว้ด้านในอย่างละเอียด

‘สำนักบงกชนภา: หนึ่งในสำนักสามขั้นบนของร้อยเส้นสาย เน้นฝึกวิชาลับสายพิษและลม จัดสถานะนักเรียนและเข้าเรียนได้โดยตรง กราบอาจารย์จำเป็นต้องทดสอบคุณสมบัติ’

‘สำนักผ่าบรรพตเสมอดารา: หนึ่งในสำนักสามขั้นบน เน้นฝึกวิชาลับสายดินและความเร็ว จัดสถานะนักเรียนได้ กราบอาจารย์เหมือนด้านบน’

‘สำนักแพรงาม: หนึ่งในสำนักสามขั้นกลาง ไม่เน้นฝึกสิ่งใด ร่ำเรียนทุกสิ่ง เป็นสำนักที่คนเยอะที่สุด สามารถจัดให้เป็นนักเรียนหัวกะทิ เข้าไปฝึกฝนในสถาบันได้’


ชื่อและความถนัดของสำนักถูกเขียนไว้ด้านในเป็นแถวๆ สถานะที่จัดหาให้ลู่เซิ่งได้ก็เขียนเอาไว้เช่นกัน

แต่พอลู่เซิ่งไล่อ่านดู ล้วนรู้สึกไม่พอใจนัก

ในสำนักสิบกว่าแห่ง ที่ที่เขาค่อนข้างพอใจมีแค่สองที่ คือสำนักแพรงามกับสำนักมารกำเนิด

ทั้งสองสำนักนี้ ที่หนึ่งไม่แบ่งชนชั้นการศึกษา ไม่สนใจสถานะ ขอแค่จ่ายเงิน ก็รับไว้

อีกที่หนึ่งสำนักตกต่ำ วิชาลับที่ใช้ฝึกฝนเป็นหลักหายสาบสูญ เดิมทีเป็นสำนักใหญ่ที่ศึกษาเรื่องมาร กระนั้นประสบภัยพิบัติมานาน สูญเสียงานศึกษาวิจัยมากกว่าเก้าส่วน เหลือแค่บันทึกความรู้ที่ไร้ประโยชน์ส่วนหนึ่ง

สำนักมารกำเนิดในตอนนี้มีแค่ผู้เฒ่าที่ยังไม่ตายสองสามคนประคับประคองอยู่ อีกไม่นานเกรงว่าจะเข้าร่วมร้อยเส้นสายไม่ได้ด้วยซ้ำ หลังจากคนแก่ตายหมด ก็จะเหลือแค่พื้นที่ของสำนักไว้เท่านั้น

สาเหตุที่ซั่งหยางจิ่วหลี่จัดหาสำนักแบบนี้ให้ ไม่ใช่เพื่อลู่เซิ่ง แต่เป็นเพราะผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักมารกำเนิดเคยมีบุญคุณกับนาง ปัจจุบันสำนักมารกำเนิดยากสืบทอดต่อไป ถูกสำนักฝ่ายตรงข้ามกดดันจนโงหัวไม่ขึ้น นางจึงใส่สำนักมารกำเนิดมาในรายชื่อแนะนำด้วย

ควรทราบว่ารายชื่อนี้ไม่ใช่เตรียมไว้ให้ลู่เซิ่งคนเดียว

ลู่เซิ่งอ่านกรอบของสำนักมารกำเนิดอย่างละเอียด ทิศทางการศึกษาเรื่องมารที่เขียนบอกไว้ ทำให้เขาฉงนฉงาย จนถึงตอนนี้ เขาเคยพบผี ปีศาจ ความประหลาดลี้ลับ รวมถึงตระกูลขุนนาง แต่ไม่เคยเห็นมารมาก่อน

หนำซ้ำการจัดหาสถานะที่เขียนเอาไว้ก็ทำให้เขาหวั่นไหวด้วย

‘เจ้าสำนักสั่งสอนลูกศิษย์เอง…’

‘ที่เรามาเรียนเพราะตั้งใจศึกษาตระกูลขุนนาง ทำความเข้าใจจงหยวน ไม่ได้อยากจะเรียนวิชาลับของพวกเขาจริงๆ สำนักมารกำเนิดเหมาะกับเราที่สุด เป็นเพราะสำนักทรุดโทรม ด้วยพลังและเบื้องหลังของเรา เมื่อเข้าไปแล้วจะได้รับสถานะและอิสระมากพอ พวกบันทึกความรู้ก็เป็นสิ่งที่เราอยากอ่านพอดี นอกจากนี้สิ่งที่พวกเขาศึกษายังเป็นเรื่องของมาร เหมาะจะส่งเสริมช่องว่างในด้านนี้ของเราได้พอดี” เขาใคร่ครวญพร้อมจิ้มนิ้วที่สำนักมารกำเนิด

‘เอามันนี่แหละ’

ลู่เซิ่งหันกลับมามองอิงอิงในห้อง

“ต่อจากนี้เจ้าพยายามอย่าออกไปด้านนอก ที่นี่เป็นฐานทัพใหญ่ของตระกูลขุนนาง มียอดฝีมือมากมาย คนที่เจอตอนกลางวันก็เป็นยอดฝีมือระดับพันธนาการคนหนึ่งแล้ว เก้าตระกูลจงหยวนมีพลังแข็งแกร่งขนาดไหน ข้าเองก็ไม่รู้ ถ้าสร้างปัญหา แม้แต่ข้าก็ไม่แน่ว่าจะช่วยเจ้าได้”

สตรีกางร่มพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง

ลู่เซิ่งเห็นนางเข้าใจ ก็ไม่พูดอะไรอีก สายตาเลื่อนช้าๆ ไปบนหอคอยพันเทพที่สูงตระหง่าน

ตั้งแต่เขาเข้าเมืองมา ก็รู้สึกได้ว่ามีสายตาครอบคลุมฟ้าดิน ที่เดี๋ยวสูญหายเดี๋ยวปรากฏ อยู่บนหอคอยสูงสีขาวเทาที่แขวนกระดิ่งไว้นับไม่ถ้วนแห่งนั้น

สายตานั้นยิ่งใหญ่มโหฬาร สอดส่องเบื้องล่างจากบนหอคอยอย่างต่อเนื่อง การกวาดตามองแวบหนึ่งครอบคลุมพื้นที่หลายสิบหมี่ ไม่ใช่การตรวจตราจุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็นการกวาดผ่านเป็นกลุ่มๆ

เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่กลิ่นอายนั้นแข็งแกร่งจริงๆ ไม่พูดถึงซั่งหยางจิ่วหลี่กับเขา เทียบกับเงามายาจากสิบหอกผลึกหยกปีศาจแล้ว มันยังร้ายกาจกว่ามาก เหมือนเหวลึกทะเลกว้าง

กลิ่นอายสายนั้นแม้แต่ความตื้นความลึกก็สืบดูไม่ได้

“พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้าค่อยไปสำนักมารกำเนิดนี้” ลู่เซิ่งละสายตากลับมา ปิดหน้าต่าง ก่อนกล่าวเบาๆ

“อือ”

สตรีกางร่มเดินไปที่มุมกำแพงอย่างว่าง่าย ตรงนั้นมีเตียงเล็กๆ ของนางอยู่

วันที่สอง ฟ้ายังไม่สว่าง เช้าตรู่ ลู่เซิ่งพาสตรีกางร่มออกไปด้านนอก ทิ้งนิ่งซานกับสวีชุยไว้ ให้พวกเขาย้ายออกไปอยู่บ้านหลังหนึ่งซึ่งเช่าไว้แล้วในเมืองกระดิ่งขาว หลังตกแต่งเรียบร้อยก็กลายเป็นที่พักของพวกเขา

เขามาถึงโรงเตี๊ยมโบยบิน หาคนดูแลของเฉินเฉวียนซง แล้วมุ่งหน้าไปยังที่อยู่ของสำนักมารกำเนิดภายใต้การนำทางของพวกเขา


ห่างจากเมืองกระดิ่งขาวไปหนึ่งร้อยลี้ หุบเขาควันดำ

บนผืนดินสีเหลืองตุ่นเต็มไปด้วยดินแตกระแหง ทุกสิ่งแห้งเหี่ยว พืชพรรณล้มตาย

หุบเขาควันดำเหมือนรอยแผลเป็นสีดำขนาดมหึมาสายหนึ่ง หมอบนิ่งอยู่บนทุ่งราบสีเหลือง กระแสอากาศเย็นยะเยือกพัดออกมาจากด้านในอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

บนหน้าผาด้านใน มีช่องแตกกลางหุบเขา เป็นถ้ำสีดำขนาดใหญ่

ลู่เซิ่งยืนอยู่ด้านหลังสตรีที่นำทางมา ตอนนี้เงยหน้ามองป้ายที่แขวนอยู่ด้านหน้าถ้ำ

‘ถ้ำมารกำเนิด’

แผ่นป้ายสีดำสนิทสลักคำสามคำ เขียนอย่างบรรจงสุดเปรียบปาน ดูมีพลัง

ถ้ำสูงเกือบสิบหมี่ ขณะยืนอยู่ด้านหน้า คล้ายยืนอยู่ข้างปากขนาดใหญ่ของสัตว์ยักษ์ลึกลับ อาจถูกมันกินได้ตลอดเวลา

“ที่นี่คือสำนักมารกำเนิด” สตรีนำทางยื่นมือไปหมุนถาดกลมใบหนึ่งบนหน้าผาหินข้างถ้ำ

ครืนๆ…

มีเสียงสั่นสะเทือนเบาๆ ดังออกมาจากส่วนลึกของถ้ำที่อยู่ใต้พื้น

“ที่นี่รกร้างยิ่ง ถ้าอยากจะจับจ่ายซื้อข้าวของ ต้องไปเมืองกระดิ่งขาวที่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ ไม่มีเมืองอื่นๆ อีก โปรดจำเอาไว้ นอกจากนี้ คนของสำนักมารกำเนิด…” นางยังไม่ทันพูดจบ ก็หุบปากทันที

ลมเย็นพลันพัดออกมาจากปากถ้ำ บุรุษสีหน้าซีดขาว ดวงตาเป็นสีดำค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านขวาของถ้ำ มองมายังลู่เซิ่ง

“อาจารย์… ขอให้ข้ามารับศิษย์น้องที่มาใหม่” บุรุษหนุ่มผู้นี้ดูอึมครึม ไม่เหมือนมนุษย์โดยสิ้นเชิง

“พวกเจ้าคนไหนคือลู่เซิ่ง…” เสียงของเขาทุ้มต่ำ เชื่องช้า แฝงน้ำเสียงประหลาดที่พร้อมจะร้องไห้ตลอดเวลา

“ข้าเอง” ลู่เซิ่งก้าวไปด้านหน้าก้าวหนึ่ง

“ข้าชื่อซ่งจื่ออัน…โปรดตามข้ามา” บุรุษผู้นั้นหมุนตัว ค่อยๆ หายไปในความมืด เดินไปยังส่วนลึกของถ้ำ

ลู่เซิ่งให้สตรีกางร่มตามสตรีนำทางกลับไป ตนเองตามซ่งจื่ออันเดินเข้าไปในถ้ำใหญ่

ในถ้ำมืดสนิท บนตัวซ่งจื่ออันที่อยู่ตรงหน้าปรากฏแสงสีเขียวอ่อนเลือนราง ส่องสว่างพื้นดินเล็กๆ

ลู่เซิ่งติดตามเขาไปด้านหน้า เท้าเหยียบหินก้อนใหญ่มากมายที่สูงต่ำไม่ราบเรียบตลอดเวลา ในความมืดมีสายน้ำไหลผ่านร่องหินส่งเสียงดังซ่าๆ

ไม่ทราบเดินมานานขนาดไหน อาจหนึ่งก้านธูป หรือครึ่งชั่วยาม อย่างน้อยก็เป็นระยะทางหลายร้อยหมี่ถึงมากกว่าพันหมี่

แกร่ก

ทันใดนั้นลู่เซิ่งเหมือนได้ยินเสียงบางอย่าง

เขาหันไปมองต้นเสียง เห็นที่ฝั่งขวาของผนังถ้ำ มีถ้ำเล็กๆ ยุบเข้าไป

เขาเห็นสตรีกระโปรงสีขาวคนหนึ่งอยู่ในถ้ำเล็ก ยืนตัวตรงอยู่กลางถ้ำตรงข้ามกับเขา สองมือถือขวานเล่มหนึ่งชี้ลงพื้น

ศีรษะของนางถูกผ้าขาวห่อพันไว้ มองไม่เห็นเครื่องหน้าและเส้นผม ยืนตัวตรงนิ่งสงบในถ้ำอยู่อย่างนั้น นางคล้ายมองเห็นลู่เซิ่ง ใบหน้าขยับเล็กน้อยตามการเคลื่อนไหวของเขา

ลู่เซิ่งสังเกตเห็นว่ามีกระถางใบหนึ่งวางอยู่ด้านข้างนาง ที่ขอบเหมือนมีรอยเลือดสีแดงอยู่

“นั่นคือ…หน้าขาว…ตามศักดิ์แล้ว สมควรเป็นศิษย์พี่ของเจ้า…” ซ่งจื่ออันเอ่ยกระซิบ

ลู่เซิ่งละสายตาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ หลังจากเดินไปด้านหน้าอีกสักระยะ เขาก็พลันหันไปมองสตรีนางนั้นอีกรอบ

เห็นสตรีนางนั้นยังมองเขาโดยไม่ขยับเขยื้อนอยู่ไกลๆ

ทั้งๆ ที่ศีรษะนางถูกผ้าขาวมัดไว้แน่น แม้แต่หายใจยังลำบาก ยิ่งอย่าว่าแต่สายตานั้น กระนั้นลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายยังคงมองเขาอยู่

“นางชอบที่มีคนใหม่มา…เดี๋ยวก็ชินไปเอง” ซ่งจื่ออันกล่าวเสียงต่ำ

“อย่างนั้นหรือ” ลู่เซิ่งไม่พูดอะไรอีก สำนักมารกำเนิดนี้เหมือนจะแตกต่างจากที่เขาจินตนาการไว้

………………………………………
บทที่ 205
ศิษย์พี่ที่เหมือนคนคลั่งไคล้การฆ่าคน

นี่เป็นภาพประทับใจแรกของลู่เซิ่งต่อหน้าขาว

ติดตามซ่งจื่ออันไปด้านหน้าต่อ ถ้ำเริ่มลาดเทลงด้านล่าง แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ น้ำจากในร่องหินยังคงไหลจากด้านในถ้ำออกไปด้านนอก

“อย่าไปสัมผัสกับน้ำข้างใต้ มันมีพิษร้ายแรง…ต่อให้เป็นพวกเรา… ก็ต้านทานไม่ไหวเหมือนกัน” ซ่งจื่ออันเตือนอย่างเย็นชา

“อือ” ลู่เซิ่งพยักหน้า ความจริงไม่ต้องให้อีกฝ่ายบอก เขาก็เห็นแหล่งที่มาของลำธารแล้ว

ฝั่งขวาของถ้ำ มีงูหลามสีดำขนาดยักษ์มีตาเดียวตัวหนึ่ง เอียงศีรษะหลับสนิท ขณะงูหลามดำอ้าปากใหญ่โดยไม่รู้ตัว น้ำลายเหนียวหนืดจำนวนมากก็ไหลย้อยออกมาจากช่องปากของมัน

กล่าวไปก็ประหลาด น้ำลายนั้นยิ่งอยู่ห่างจากงูหลามดำ ก็ยิ่งกระจ่างใสเจือจาง เดิมทีขนาดเท่าแขน พออยู่ไกลๆ ก็เพิ่มจำนวนขึ้นเหมือนกับแม่น้ำเล็กๆ ท่วมร่องหินในถ้ำจนเต็ม

“นางเป็นผู้พิทักษ์สำนัก ชื่อว่ามี่ (ความลับ) เจ้าเรียกนางว่าคุณหนูความลับก็ได้” ซ่งจื่ออันแนะนำ “แต่ว่าในเวลาส่วนใหญ่คุณหนูมี่จะนอนหลับ หลังจากตื่นจะหงุดหงิดมาก ทางที่ดีอย่าไปอยู่ใกล้เกินไป จะได้ไม่ถูกกิน”

ลู่เซิ่งพยักหน้า ไร้คำพูดโต้ตอบ

เดินไปด้านหน้าต่อโดยใช้เวลาหนึ่งถ้วยชา ในที่สุดด้านหน้าก็เริ่มมีแสงสว่าง หน้าผาหินขนาดมหึมาปรากฏขึ้นในสายตาลู่เซิ่ง

นั่นเป็นรังบนหน้าผาหินที่ใหญ่และสว่างเหมือนกับรังผึ้ง รูสีดำแน่นขนัดด้านบนคือถ้ำหินสูงหลายหมี่จำนวนมาก ทุกถ้ำมีประตูหิน เหมือนกับสามารถอยู่อาศัยได้

เสาหินหยาบกว้างต้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า หน้าผาหิน ทาสัญลักษณ์สีแดงขนาดใหญ่สัญลักษณ์หนึ่งเอาไว้ มันเปล่งแสงที่น่าอึดอัดและสยดสยองในความมืด

“ที่นี่เป็นใจกลางสำนักของพวกเรา ถ้ำว่างเหล่านี้ใช้อยู่อาศัยได้ ถึงเวลาเจ้าจะต้องเลือกสักถ้ำหนึ่งเพื่อพักอยู่ที่นี่ นอกจากนั้น สำนักในตอนนี้มีผู้อาวุโสใหญ่ดูแลเรื่องราวทั้งหมด ข้าจะพาเจ้าไปพบเขาก่อน” ซ่งจื่ออันอธิบาย

ลู่เซิ่งพยักหน้า

“รบกวนแล้ว”

ทั้งสองคนเดินขึ้นไปตามบันไดหินฝั่งขวาของหน้าผาหิน ลู่เซิ่งรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพอเข้ามาที่นี่ ก็มีพลังงานที่ยิ่งใหญ่อย่างในเมืองกระดิ่งขาวกำลังตรวจตรากวาดผ่านทุกๆ พื้นที่ในบริเวณใกล้ๆ

พลังงานนั้นยิ่งใหญ่อย่างน่ากลัว ถึงขั้นเห็นไม่หมด พริบตาที่เดินขึ้นบันไดหิน เหมือนกับเดินในโคลนตมเหนียวๆ กลุ่มหนึ่ง รอบๆ ตัวน่าอึดอัด ปราณภายในเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าคลุมเครือ

“จริงด้วย ที่นี่มีชิ้นส่วนอาวุธเทพ ที่สำนักเราสะกดไว้อยู่ อาจจะอึดอัด ปรับตัวเล็กน้อยก็จะชินเอง” ซ่งจื่ออันอธิบายอีกครั้ง

ลู่เซิ่งไม่พูดอะไรมาก เพียงพยักหน้าบอกว่าเข้าใจแล้ว

ทั้งสองคนขึ้นไปด้านบน ไม่นานก็ถึงถ้ำชั้นบนสุดของหน้าผาหิน หยุดลงหน้าถ้ำหินตรงกลาง

ตุบๆๆ

ซ่งจื่ออันเคาะประตูหิน

“เข้ามา” ด้านในแว่วเสียงชายชราที่ดังกระจ่างแต่ก็หนักแน่น

ประตูค่อยๆ เลื่อนออก ซ่งจื่ออันนำลู่เซิ่งก้าวฉับๆ เข้าไป

ด้านในเป็นแสงเทียนสีเหลืองอ่อนโยน ตะเกียงสีเหลืองมากมายตั้งอยู่สองฟากในถ้ำ โต๊ะหนังสือและเก้าอี้ไม้สีเหลืองกระจายกันตั้งอยู่ ข้างใต้เป็นพรมสีขาวนุ่ม บนผนังแขวนเสื้อคลุมสีขาวสะอาดไว้หลายตัว

ชายชราที่ชรามากแล้ว มีรอยย่นบนใบหน้าดุจเปลือกไม้ ถือหนังสือกระดาษเล่มหนึ่ง นั่งอ่านอยู่ด้านหลังโต๊ะหนังสือ

“พาคนมาแล้วท่านผู้อาวุโสใหญ่” ซ่งจื่ออันกล่าวเสียงดัง

“ลำบากแล้วจื่ออัน” ชายชราเงยหน้าขึ้นมายิ้ม ดวงตาที่ขุ่นมัวอยู่บ้างหยุดอยู่บนร่างลู่เซิ่ง

“ยินดีต้อนรับศิษย์น้องเล็กลู่ ถ้ายืนยันจะอยู่ ก็เลือกถ้ำอยู่สักคืนหนึ่ง แล้วแต่เจ้าจะตัดสินใจ”

“ข้ายืนยันว่าจะอยู่” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างสงบนิ่ง

“ตกลง ข้าคือลิ่วซานจื่อผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักมารกำเนิด ปัจจุบันในสำนักมีผู้อาวุโสทั้งหมดสามคน สองคนดูแลเรื่องต่างๆ ไม่มีศิษย์ ทุกๆ วันยามรุ่งสางจะมีเสียงระฆังดังทั้งหมดสองครั้ง บอกว่าคาบเช้าของพวกเราเริ่มต้น เจ้าเลือกมาเรียนหรือจะเลือกปิดด่านในถ้ำก็ได้ จะไม่มีใครรบกวน ถ้าจะปิดด่านต้องแขวนป้ายไว้นอกถ้ำ”

ลู่เซิ่งพยักหน้าบอกว่าเขาเข้าใจ

“มีตรงไหนไม่เข้าใจ ก็ถามกับจื่ออันได้ เขาอยู่ที่สวนสุสานข้างหน้าผาหินของสำนัก” ผู้อาวุโสใหญ่ลิ่วซานจื่อแนะนำตัว

“เอาล่ะ ถ้าไม่มีปัญหาอะไร เจ้าไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มคาบเช้า” เขาคล้ายขาดความกระตือรือร้นไปบ้าง แม้ว่าจะอธิบายให้ลู่เซิ่งฟัง แต่ก็เหมือนแค่ต้องทำตามหน้าที่ ฝืนปั้นรอยยิ้ม ไม่มีความน่าสนิทสนมแม้แต่น้อย

ลู่เซิ่งให้ซ่งจื่ออันพาออกไป

ผู้อาวุโสใหญ่ลิ่วซานจื่อนั่งข้างโต๊ะ มองประตูหินปิดลงช้าๆ ถอนใจเล็กน้อย

สำนักตกต่ำลงทุกที นับตั้งแต่เหมืองแร่ถูกสำนักเก้ากระดิ่งชิงไป ศิษย์ในสำนักก็ไม่อาจรับประกันทรัพยากรในการฝึกฝนขั้นพื้นฐานได้ ศิษย์จำนวนมากในตอนแรกพากันลาออก

สำนักที่เดิมทีก็รับสมัครลูกศิษย์อย่างยากลำบากอยู่แล้ว วันนี้เจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัด

เมื่อไม่มีทรัพยากร ย่อมไม่มีใครยอมทำงานเปล่าให้แก่สำนัก ครั้นลูกศิษย์จากไป ก็ไม่มีการลาดตระเวน สำนักไม่อาจรักษาการเตือนภัยขั้นพื้นฐานไว้ได้ด้วยซ้ำ

ลูกศิษย์คนใหม่ที่ตระกูลซั่งหยางส่งมาในวันนี้ อีกไม่นานก็อาจจะจากไปด้วยความผิดหวังเช่นกัน ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นสำนักที่ไม่อาจรับประกันทรัพยากรในการฝึกฝนได้ เข้ามาแล้วมีประโยชน์อะไร

ลิ่วซานจื่อถอนใจยาวๆ ลุกขึ้นเดินไปข้างหน้าผาหิน มองผ่านหน้าต่างไม้ออกไปด้านนอก

สายตาของเขาทอดมองเสาหินที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านล่างต้นนั้น แล้วเหม่อลอย


ด้านนอกถ้ำชั้นบนสุดของผาหิน

“ศิษย์น้องลู่เลือกได้ตามใจ จำเอาไว้ว่าตอนกลางคืนห้ามออกจากถ้ำ ตอนนี้ในสำนักไม่มีกลุ่มลาดตระเวน หากเกิดประสบอันตราย ได้แต่ต้องทนรอให้ถึงรุ่งสาง…จึงจะมีคนมาช่วยเจ้า” ซ่งจื่ออันพูดกับลู่เซิ่งด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“เข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า “นอจากนี้ข้าอยากให้ศิษย์พี่ชี้แนะว่าหอเก็บหนังสือในสำนักอยู่ที่ไหน ข้าสนใจเรื่องความรู้ทั่วไปมาก”

“หอหนังสืออยู่ด้านหลังหน้าผาหิน เจ้าอ้อมไปก็จะเห็นเอง เจ้าอ่านหนังสือด้านในได้ตามใจ ระวังอย่าให้เสียหายเป็นพอ” ซ่งจื่ออันแนะนำจบ ก็หมุนตัวเดินเอื่อยๆ ไปด้านล่าง

วิธีที่เขาเดินประหลาดยิ่ง ไม่ใช่เดินทีละก้าว แต่ว่าล่องลอยไปเหมือนเคลื่อนไหวในแนวระนาบ ไม่มีขึ้นมีลง

ลู่เซิ่งมองตามจนกระทั่งเขาหายไปที่สุดทางบันได ค่อยหันไปมองถ้ำหินด้านหน้า

ถ้ำหินบางถ้ำก็เปิด บางถ้ำก็ปิดสนิท ในถ้ำที่เปิดอยู่เย็นยะเยือก ไม่มีกลิ่นอายคนแม้แต่น้อย หน้าต่างที่ปิดสนิทมีกระแสอากาศเย็นเยือกพัดตลอดเวลา หนาวเหน็บเสียดกระดูก

‘สำนักนี้…’ ลู่เซิ่งไม่รู้ว่าควรบรรยายอย่างไรดี เขาเดินผ่านถ้ำชั้นบนสุดทีละถ้ำ สุดท้ายก็เลือกถ้ำทางซ้ายสุดของหน้าผาหินเป็นที่อยู่ของตัวเอง

ประตูถ้ำเปิดอยู่ ด้านในมีโต๊ะ เก้าอี้ ชั้นหนังสือ ตู้เสื้อผ้าครบครัน แต่ทั้งหมดทำจากหิน กลิ่นราฉุนๆ ลอยอยู่ในอากาศ

ลู่เซิ่งใส่สัมภาระของตัวเองเข้าไปในตู้ เจอกลไกปิดประตูบนประตูหิน กลไกเป็นครึ่งวงกลมติดบนประตูหิน ต้องใช้กุญแจถึงจะเปิดได้

กุญแจวางอยู่บนโต๊ะในถ้ำ เป็นเส้นโลหะที่โครงสร้างซับซ้อน

ลู่เซิ่งพกเส้นโลหะไว้กับตัว ไม่ได้หยุดพัก ออกจากถ้ำแล้วเดินลงบันไดไปด้านล่าง

ไม่ทันไรเขาก็ไปยืนอยู่ด้านหน้ารังบนหน้าผาหินอีกครั้ง เงยหน้ามองหน้าผาหินที่อย่างน้อยก็มีอยู่หนึ่งร้อยถ้ำ กวาดตามองซ้ายขวา สองฟากของหน้าผาหินสามารถเห็นเส้นทางเล็กๆ ที่เชื่อมไปยังด้านหลังได้

ลู่เซิ่งเลือกเส้นทางฝั่งซ้ายมือ เดินเข้าไปด้านในตามถนนสายเล็กๆ

ในความมืดมิด แสงสีขาวจางๆ ส่องสว่างบนผาหิน ผสมกับแสงสีแดงที่สว่างอยู่บนเสาหิน กลายเป็นสีเลือดอ่อนๆ แบ่งถ้ำใหญ่ออกเป็นอาณาเขตหนึ่งดำหนึ่งแดง

สีแดงเป็นอาณาเขตที่ถูกแสงส่อง ส่วนสีดำยังคงมืดทะมึน

ไม่นานลู่เซิ่งก็เดินมาถึงริมขอบที่แสงสีแดงส่องถึง เขาชะงักเล็กน้อยแต่ไม่ได้หยุดลง เดินไปด้านหน้าต่อ

ในความมืดมิดไม่มีแสงไฟ แต่ประสาทสัมผัสอันแข็งแกร่งของเขายังคงอาศัยแสงสะท้อนอันน้อยนิดมองเห็นสิ่งของรอบๆ ได้อย่างชัดเจน

ลู่เซิ่งเร่งความเร็วเดินไปตามทางน้อย ไม่ทันไรก็ไปถึงด้านหน้าสะพานแขวน

ข้างใต้สะพานเป็นหมอกสีขาวเทาล้ำลึก พลิกตัวเหมือนสิ่งมีชีวิต เป็นสะพานที่ผุพังไม่มีชิ้นดี ส่วนใหญ่แผ่นไม้ผุสลายแล้ว ถ้าก้าวไม่ระวังก็อาจเป็นไปได้ถึงที่สุดว่าจะตกลงไป

ลู่เซิ่งยืนมองฝั่งตรงข้ามอยู่ที่หัวสะพาน

หอตำหนัก ดำทะมึนกลุ่มหนึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งของสะพาน คล้ายเป็นหอเก็บหนังสือที่ซ่งจื่ออันพูดถึง

ฟิ้ว…

สายลมเย็นเสียดกระดูกพัดออกมาจากในเหวลึกเบื้องล่าง ต่อให้เป็นลู่เซิ่งก็ยังรู้สึกหนาวอยู่บ้าง

ความรู้สึกนี้คล้ายไม่ใช่สัมผัสได้จากบนร่าง แต่เป็นความรู้สึกเย็นเยียบจากส่วนลึกของจิตใจ

เขาปรับลมหายใจให้มั่นคง ก้าวเท้าออกไป แล้วเหยียบลงบนสะพานแขวน

ฟิ้ว!

ฉับพลันนั้นเขาพุ่งตัวออกไป ร่างดุจสายฟ้า ปลายเท้าสะกิดบนโซ่เหล็กทั้งสองข้างของสะพานแขวน พริบตาเดียวก็ข้ามพ้นสะพานเแขวนยาวมากกว่าร้อยหมี่

ฟุ่บ

ลู่เซิ่งทิ้งตัวบนหน้าผาฝั่งตรงข้ามอย่างแผ่วเบา หันกลับไปมองสะพานแขวนที่ถูกลมพัดส่ายไปมา ถอนใจเฮือกหนึ่ง

‘สำนักมารกำเนิดนี้…มิน่าพอรับสมัครลูกศิษย์ถึงมีไม่กี่คนอยากมา…’ เขาส่ายศีรษะ หันกลับ ก่อนเดินไปด้านหน้าต่อ

ด้านหน้าเป็นกลุ่มสิ่งปลูกสร้างเย็นเยียบที่ประกอบด้วยหอและตำหนักหลายหลัง กลุ่มสิ่งปลูกสร้างล้อมรอบด้วยกำแพงสีดำสูงใหญ่ ประตูทางเข้าอยู่ด้านหน้าลู่เซิ่ง ด้านบนแขวนป้ายขนาดใหญ่

‘หอพิภพเริ่ม’

บนป้ายเขียนตัวอักษรสีแดงที่หนักแน่นแฝงความคมกล้า ใช้ตัวอักษรซ่งโบราญ

ลู่เซิ่งเห็นด้านในประตูใหญ่ที่เปิดอ้าอยู่ว่างเปล่า ไม่เห็นใครสักคนในลานด้านใน

เขาไม่เกรงใจ สาวเท้าก้าวเข้าไป พลันได้กลิ่นราฉุนเฉียว

เอี๊ยด

ลู่เซิ่งผลักประตูใหญ่ของหอหลังหนึ่ง ชั้นหนังสือสีดำทะมึนหลายชั้นปรากฏในสายตา

เขาเลือกชั้นหนังสือชั้นหนึ่ง เห็นด้านบนวางหนังสือไว้แน่นขนัด

‘ประวัติศาสต์ราชวงศ์ต้าซ่ง’ ‘ต้นกำเนิดอาวุธเทพ’ ‘เทพนิยายและความจริง’ ‘ดาราศาสตร์’ ‘การกำเนิดน้ำและไฟและวิธีสยบ’ ฯลฯ

หนังสือหลายเล่มไม่ทราบว่าไม่ได้รับการบำรุงรักษามานานเท่าใด ลู่เซิ่งหยิบต้นกำเนิดอาวุธเทพออกมา ราเขียวเล็กละเอียดขึ้นเต็มหนังสือ ลองลูบดูให้ความรู้สึกหยาบๆ เย็นๆ

เขากวาดตามองซ้ายขวา พบตะเกียงที่ถูกผนึกจมลงไปในกำแพงไม่ไกลออกไป เดินเข้าไปใช้หินเหล็กไฟที่พกติดตัวมา จุดตะเกียง

ทันใดนันแสงไฟสีเหลืองอ่อนสว่างขึ้นในหอ ลู่เซิ่งถือหนังสือหาเก้าอี้นั่งลง แล้วจุดไฟตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะ ก่อนพลิกอ่านหนังสือโดยไม่สนใจราเขียว

ต้นกำเนิดอาวุธเทพเล่มนี้บอกเล่าว่าตอนแรกสุดตระกูลขุนนางต่อสู้กับสิ่งน่าสะพรึงขวัญในโลก ค่อยๆ สร้างสมดุลกับภูตผีปีศาจ ช่วงชิงพื้นที่ให้มนุษยชาติได้อย่างไร

ตัดเนื้อหาสรรเสริญเยินยอทิ้ง บันทึกเกี่ยวกับเรื่องใหญ่ในประวัติศาสตร์หลายๆ ครั้งมีส่วนช่วยอย่างมากต่อการทำความเข้าใจตระกูลขุนนางแห่งต้าซ่งของลู่เซิ่ง ทว่าสิ่งที่สะพรึงขวัญซึ่งหนังสือพูดถึงกลับไม่ได้บรรยายละเอียดนัก เพียงพูดถึงคร่าวๆ คล้ายกับไม่ใช่ภูตผีปีศาจ

เขานั่งอ่านหนังสือที่นี่ ผ่านไปหลายชั่วยามโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

……………………………………….






ความคิดเห็น