196-200
บทที่ 196
พริบตาเดียวก็เป็นสองเดือนให้หลัง หิมะเริ่มตกลงมา
ขุมกำลังใหญ่ที่ปกครองแดนเหนือเช่นพรรควาฬแดงเจริญรุ่งเรือง ไม่ว่าจะเป็นจวนอู๋โยวหรือราชสำนัก ต่างไม่อาจต้านทานการขยับขยายดั่งสัตว์ร้ายของยอดฝีมือในสังกัดของลู่เซิ่ง
ชื่อเสียงของราชาดาบแดนเหนือลู่เซิ่งดุจอาทิตย์กลางหาว ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดๆ ในท้องที่บริเวณนี้ ต่างก็ได้ยินคนพูดถึงเขาเป็นนิจ
เขาเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในสังคมมนุษย์ และเป็นจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดที่ไม่มีใครสู้ได้ และเป็นปรมาจารย์มรรคาดาบ
เชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปอย่างรวดเร็ว ในนี้ย่อมมีคนทั่วไปเล่าลือ แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะหลังจากขุมกำลังพรรควาฬแดงใหญ่โตขึ้น พรรคก็ประกาศรับพลพรรค รวบรวมขุมกำลังบริวารอย่างใหญ่โต
พลพรรคมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โบกธงอวดศักดา ชื่อเสียงของลู่เซิ่งยิ่งมายิ่งโด่งดัง
ขุมกำลังของตระกูลขุนนางหวั่นเกรงซั่งหยางจิ่วหลี่ ทั้งหมดลดธงหยุดตีกลองรบ ไม่ยุ่งกับตัวเคราะห์ร้าย
ขอแค่ซั่งหยางจิ่วหลี่ยังอยู่ในตระกูล พลังของนางจะกำหนดการปกครองอันเด็ดขาดในแดนเหนือของลู่เซิ่ง
ตัวลู่เซิ่งฝึกวรยุทธ์ วิชาดาบ และวิชากำลังภายในทุกวัน ทั้งยังเริ่มขยายการรับศิษย์สำนักอาทิตย์ชาด
เขาประกาศข่าวที่ตนเป็นเจ้าสำนักอาทิตย์ชาดอย่างเปิดเผย หนำซ้ำยังประกาศจัดการประลองคัดเลือกศิษย์ในสำนักที่เมืองเลียบคีรี
ไม่ว่าใครต่างมีคุณสมบัติเข้าร่วม ขอแค่ผ่านการทดสอบ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ไม่สนใจพลังฝึกปรือ ไม่สนใจพฤติกรรม ขอแค่ผ่าน ก็เข้าสำนักอาทิตย์ชาดเพื่อรับการถ่ายทอดวรยุทธ์ของสำนักได้ทั้งสิ้น
แน่นอนว่าการประลองคัดเลือกนี้ไม่ใช่ลู่เซิ่งรับผิดชอบเอง หลังจากศิษย์พี่ของเขาหงหมิงจือได้รับการอนุญาตจากเขาก็เริ่มจัดการประลองใหญ่นี้เอง
สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ ผู้อาวุโสระดับเอกะฟ้าไม่น้อยในพันธมิตรบู๊ออกหน้าอาสารับตำแหน่งผู้วิจารณ์ พวกเขายอมรับพลังของยอดฝีมืออันดับหนึ่งอย่างลู่เซิ่งแล้ว
ในนี้ถึงขั้นมีระดับเอกะฟ้าหลายคนเข้าพรรควาฬแดงเพราะเลื่อมใสในพลังของลู่เซิ่ง กลายเป็นผู้จัดการภารกิจภายนอกของพรรควาฬแดง หลังจ้าวเจียวเจียวหายไป ในสังกัดลู่เซิ่งกลับมีระดับเอกะฟ้าเพิ่มมาหลายคน
นอกจากนี้หลังจากอยู่ใต้การบัญชาของพรรควาฬแดงแล้ว ยอดฝีมือเหล่านี้ยังขอเข้าสำนักอาทิตย์ชาด และได้รับการอนุญาตจากลู่เซิ่ง
เขาจัดพิธีเข้าสำนักเอง หลังจากคนเหล่านี้เข้าร่วมไม่กี่วัน สหายของพวกเขาในพันธมิตรบู๊ก็ค้นพบว่า คนที่เข้าร่วมกับพรรควาฬแดงเหล่านี้มีสัญญาณว่าพลังเลื่อนระดับแล้ว
การค้นพบนี้ได้รับการพิสูจน์อย่างรวดเร็ว
หลังจากระดับเอกะฟ้าคนหนึ่งในนี้เข้าร่วมสำนักอาทิตย์ชาดของลู่เซิ่ง ได้รับการถ่ายทอดวิชาลับ ในที่สุดก็ทำลายคอขวดที่ติดมาหลายปี มุ่งสู่ขอบเขตใหม่สำเร็จ
ถึงแม้จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ ระดับเอกะฟ้าที่เลื่อนระดับเองก็แก่มากแล้ว และสั่งสมพลังยุทธ์ไว้ล้ำลึกสุดขีด แต่การแสดงออกเช่นนี้ก็ยังสร้างความตื่นเต้นให้แก่พวกเฒ่าไม่ตายในพันธมิตรบู๊อยู่ดี
ดังนั้นยอดฝีมือมนุษย์จำนวนมากกว่าเดิมเริ่มออกจากพันธมิตรบู๊ เพื่อเข้าร่วมกับพรรควาฬแดงและสำนักอาทิตย์ชาดอย่างเงียบๆ ขุมกำลังลับในสังกัดลู่เซิ่งยิ่งมายิ่งแข็งแกร่ง
ชุมนุมคัดเลือกของสำนักอาทิตย์ชาดมียอดฝีมือระดับเอกะฟ้าที่มีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้น หลังจากที่พันธมิตรบู๊เข้าร่วมสำนักอาทิตย์ชาดอย่างต่อเนื่อง
แดนเหนือพอสงบมั่นคง ก็ครึกครื้นรื่นเริง ภูตผีปีศาจที่ซ่อนตัวอยู่ปกปิดตัวตนมากกว่าเดิม เมื่อยอดฝีมือระดับเอกะฟ้าเลื่อนระดับ ก็จะกลายเป็นผู้เข้มแข็งที่อาจคุกคามระดับพันธนาการได้ ภูตผีธรรมดาไม่ใช่คู่มืออีกแล้ว
ระดับพันธนาการที่มีสติปัญญาของตัวเองทราบว่าพรรควาฬแดงมีขุมกำลังยิ่งใหญ่ จัดการไปหนึ่งก็เพิ่มเป็นสอง เพิ่มเป็นสาม สุดท้ายยังมีประมุขพรรคที่แข็งแกร่งจนน่ากลัว กับตระกูลซั่งหยางที่อยู่เบื้องหลังคอยสนับสนุน ถ้าปะทะตรงๆ รังแต่จะหาที่ตาย
อย่างค่อยเป็นค่อยไป ผู้อยู่อาศัยในแดนเหนือก็รู้สึกได้ถึงสภาพแวดล้อมที่สงบสุขมากกว่าเดิม ในเวลาสั้นๆ ขบวนพ่อค้าถึงขั้นไม่เห็นโจรป่าโจรภูเขา ไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยเป็นกลุ่มใหญ่ หาที่ตายต่อหน้าระดับเอกะฟ้าที่เพิ่งจะเข้าสำนักอาทิตย์ชาดและคิดสร้างผลงาน
หากมีคนไร้หัวคิดเช่นนี้ ก็จะถูกกำจัดกวาดล้างทันที
เดือนที่สองซึ่งหิมะตก แดนเหนือค่อยๆ เริ่มเจริญรุ่งเรือง ใกล้เคียงกับสภาพก่อนภัยแล้ง
…
“หิมะตกหนักกว่าเดิมแล้ว”
บนยอดเขาของเขาสีชาดในเทือกเขาบูรพา ด้านในหอบนภูเขาซึ่งเป็นของพรรควาฬแดง
ลู่เซิ่งยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองฟ้าดินที่ขาวโพลนจนแยงตาด้านนอก สะท้อนใจเล็กน้อย
“นี่ไม่ใช่หิมะธรรมดา แต่เป็นภัยหิมะ แต่ละที่ส่งข่าวร้ายไปที่ราชสำนัก บ้านเรือนหลายแห่งถล่มเพราะหิมะหนาเกินไป บาดเจ็บล้มตายไม่น้อย”
อวี้เหลียนจื่อกับชายชราร่างสูงผอมเหมือนบัณฑิตเฒ่าคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังลู่เซิ่ง ก้มหน้ารายงานสถานการณ์
ชายชราคนนั้นสวมอาภรณ์สีเขียว แขนเสื้อปักลวดลายสีเขียวเหมือนกับรวงข้าวและใบไม้ เสียบปิ่นหยกสีเขียวมรกตแท่งหนึ่งไว้บนมวยผม สีหน้าจริงจัง
เขาชื่อโอวหยางชี คนในยุทธภพเรียกงูไร้หัว ว่ากันว่าเป็นยอดฝีมือระดับเอกะฟ้าขั้นสูงสุดที่โหดเหี้ยมอำมหิต ฆ่าคนอย่างเด็ดขาด เคยสร้างชื่อไม่น้อยในอาณาเขตของจงหยวน ภายหลังถูกยอดฝีมือระดับพันธนาการของราชสำนักไล่ล่า จึงค่อยหลบหนีถึงแดนเหนือ
ปัจจุบันเขาเป็นยอดฝีมือขั้นสูงสุดในระดับเอกะฟ้าจากพันธมิตรบู๊ที่สวามิภักดิ์กับลู่เซิ่งเป็นคนแรก
เดิมทีคนผู้นี้ก็ไม่เข้าพวกในพันธมิตรบู๊เพราะนิสัยโหดเหี้ยม ทำแต่เรื่องชั่วช้าสามานย์ ดูดเลือดเป็นนิจ ดังนั้นถูกระดับเอกะฟ้าคนอื่นๆ กีดกัน
หลังจากได้ยินว่าสำนักอาทิตย์ชาดรับสมัครคนไม่ว่ามีพฤติการณ์อย่างไร เขาก็มาทดลองเข้าร่วมดูเป็นคนแรก คิดไม่ถึงลู่เซิ่งไม่สนใจพฤติการณ์จริงๆ รับตัวไว้ทันที
“เฒ่าชี ทางด้านท่านดำเนินการเป็นอย่างไรบ้างแล้ว” ลู่เซิ่งมองโอวหยางชี เขาใช้คนผู้นี้เพราะอีกฝ่ายมีความสามารถในการดูแลยอดเยี่ยม เมื่อมีข่ายกระเรียนหยินก็ไม่มีทางเกิดข้อผิดพลาด
โอวหยางชีก้มหน้าตอบ “การประลองใหญ่ดำเนินตามกำหนด ไม่ได้รับผลกระทบ ศิษย์ที่ได้รับการคัดเลือกจากแต่ละแห่งเริ่มคุ้มครองส่งมายังเมืองเลียบคีรีแล้ว ตามการคำนวณขั้นแรกมีคนสองร้อยหกสิบสองคนผ่านการเลือกสรร”
“คนเข้าร่วมมีสองพันกว่า เดิมคัดเลือกขั้นต้นไปแล้ว มีผ่านแค่นี้เองหรือ” อวี้เหลียนจื่องุนงง
“ถือว่าไม่เลวแล้ว ตามการคำนวณขั้นต้นของข้า จำนวนนี้ยังถือว่าเกินคาด คิดจะเลือกยอดฝีมือที่เข่นฆ่ากับภูตผีได้ มีจิตใจกับคุณสมบัติธรรมดาย่อมไม่พอ” โอวหยางชีกล่าวอย่างเย็นชา
อวี้เหลียนจื่อชะงัก ไม่กล้าพูดอีก พลังของเขาห่างชั้นจากโอวหยางชีมากเกินไป ถ้าไม่ใช่เป็นขุนพลใต้สังกัดประมุขพรรคเหมือนกัน ไปสู้หนึ่งต่อหนึ่งที่อื่น ชายชราผู้นี้ใช้นิ้วเดียวก็กำจัดตนทิ้งได้แล้ว
“พอแล้ว เวลานี้มีศิษย์พี่ควบคุมอยู่ ไม่มีปัญหาอะไรมาก คนที่พวกเราต้องการเป็นศิษย์ที่ไม่สนว่าจะดีจะชั่ว ขอแค่มีความแน่วแน่ก็พอ” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ
“แต่ว่าประมุขพรรค ไม่สนดีชั่วกล่าวได้ว่ามองทุกคนเท่าเทียม ไม่สนใจคำวิจารณ์ภายนอก กระนั้นคำสอนของอาจารย์เล่า เกิดเจอศิษย์ทรยศที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาแต่ไม่ทะนุถนอม กลับข่มเหงอาจารย์ทำลายบรรพบุรุษจะทำอย่างไร” โอวหยางชีไม่เข้าใจความคิดของลู่เซิ่ง
“ไม่ว่าจะดีจะชั่ว ซื่อสัตย์หรือไม่ ขอแค่เข้าสำนักอาทิตย์ชาด ก็ตัดสินใจเองไม่ได้แล้ว…” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างสงบ
คนทั้งสองพอได้ยินคำพูดนี้ จิตใจเย็นเยียบ ไม่กล้าถามต่ออีก
ศิษย์ธรรมดาเหล่านี้ไม่มีทางแก้การควบคุมของข่ายกระเรียนหยินได้ การวางข่ายกระเรียนหยินหลักๆ อาศัยปราณหยินหยางขวดสมบัติ
คุณสมบัติของปราณขวดสมบัติได้แยกแยะไว้แล้วว่าคนเหล่านี้มีโอกาสค้นพบและถอนข่ายกระเรียนหยินได้หรือไม่ ด้วยข่ายกระเรียนหยินที่มีพลังยุทธ์พันปีของลู่เซิ่ง ความเป็นไปได้ที่จะถูกค้นพบแทบเป็นศูนย์
ลู่เซิ่งคิดจะให้ศิษย์ที่ได้รับการคัดเลือกเหล่านี้ใช้ข่ายกระเรียนหยินฝึกฝนปราณภายในอย่างต่อเนื่อง เมื่อเป็นแบบนี้ ยิ่งพลังยุทธ์ของพวกเขาล้ำลึก วิชากำลังภายในก็จะเชื่อมต่อกับข่ายกระเรียนหยินอย่างล้ำลึก พอสะสมทุกวันเข้า ข่ายกระเรียนหยินก็จะหลอมรวมกับตัวพวกเขามากกว่าเดิม
เป็นเพราะความแตกต่างทางธรรมชาติของพลังยุทธ์ พวกเขาจึงไม่อาจทำลายข่ายกระเรียนหยินที่ลู่เซิ่งทิ้งไว้ได้
นั่นเป็นเครือข่ายอันน่ากลัวที่ลู่เซิ่งผนึกรวมด้วยพลังยุทธ์นับพันปี นอกเสียจากว่าพวกเขาจะมีพลังยุทธ์พันปี แต่อายุขัยของพวกเขาไม่ได้ยาวนานขนาดนั้น นี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ดังนั้นลู่เซิ่งจึงมีความเชื่อมั่น
เขาจะเปลี่ยนแดนเหนือทั้งหมดให้กลายเป็นคลังสำหรับดูดวิชากำลังภายในตามความหมายจริงๆ
ต่อให้ระดับความบริสุทธิ์และการปนเปื้อนของพลังยุทธ์จะแตกต่าง จนการดูดซับพลังยุทธ์หนึ่งปีจะได้ปราณภายในแค่หนึ่งดือน แต่นั่นเป็นแค่คนคนเดียว
ถ้าหากมีสิบสองคนฝึกฝนวิชากำลังภายในหนึ่งปีพร้อมกัน ก็จะเป็นปราณภายในหนึ่งปีหลังจากลู่เซิ่งดูดซับ
ถ้ามีหนึ่งร้อยยี่สิบคน ก็เป็นวิชากำลังภายในสิบปี
ถ้ามีหนึ่งพันสองร้อยคน ก็เป็นวิชากำลังภายในหนึ่งร้อยปีแล้ว!
ก่อทรายเป็นเจดีย์ เก็บเล็กผสมน้อย
การกระทำนี้จะถือเป็นพฤติกรรมชั่วร้ายหรือไม่ ลู่เซิ่งไม่นำพา
‘เรากำลังช่วยพวกเขา คนจำนวนมากไม่มีคุณสมบัติฝึกวรยุทธ์ เราทำให้พวกเขาได้โอกาสเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต’
ลู่เซิ่งมองการกระทำของตัวเองเป็นเหมือนการให้เช่า
เขาใช้ปราณภายในของตัวเองสร้างบ้านให้คนอื่นๆ อาศัยอยู่ด้านใน พวกเขามีความสุขกับตำแหน่งและการปฏิบัติอันสะดวกสบายซึ่งก็คือมีบ้านให้อยู่ แต่ในเวลาที่เหมาะสมก็สมควรจ่ายค่าเช่าให้เขา เรียบง่ายแบบนี้
“เอาล่ะ ทุกอย่างดำเนินการตามแผนเดิม ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ก็ไม่ต้องมาหาข้า ทำให้ลุล่วงซะ” ลู่เซิ่งหยุดครุ่นคิด กล่าวราบเรียบ
“ขอรับ”
อวี้เหลียนจื่อกับโอวหยางชีแยกกันถอย ตอนที่ทั้งสองคนจากไป ก็งับประตูเบาๆ
ลู่เซิ่งยืนนิ่งที่หน้าต่างตามลำพังอยู่เนิ่นนาน
ทันใดนั้นเขายกมือขึ้นยื่นไปนอกหน้าต่าง
พั่บๆ
นกประหลาดสีดำสนิทเหมือนกับอีกาที่มีหัวเป็นงูตัวหนึ่ง พุ่งมาที่นี่จากที่ไกลๆ หิมะทั่วฟ้าป้องกันการเคลื่อนที่ของมันไม่ได้แม้แต่น้อย
นกประหลาดทิ้งตัวลงกลางฝ่ามือลู่เซิ่งอย่างแผ่วเบา
หลอดทองแดงหลอดหนึ่งพันติดขานก ลู่เซิ่งปลดลงมา แล้วคลี่ออก
ในหลอดทองแดงเป็นกระดาษม้วนหนึ่ง
ลู่เซิ่งมองนก วางมันไว้ด้านข้าง สองมือคลี่กระดาษออก
‘เมืองชมฟ้าที่จงหยวนจัดงานชุมนุมร้อยเส้นสาย ข้ามีคุณสมบัติของตระกูล มีศิษย์แนะนำสองสามรายชื่อ เจ้าเลือกได้ว่าจะร่วมชุมนุมหรือไม่ ร้อยเส้นสายว่ากันว่ามีมากกว่าร้อยฝ่าย แต่ความจริงมีหกสิบสี่เส้นสาย เคล็ดวิชาตระกูลซั่งหยางไม่เหมาะกับเจ้า จึงถ่ายทอดให้ไม่ได้ แต่ทั่วไปเคล็ดวิชาร้อยเส้นสาย เจ้าเลือกฝึกฝนได้ ข้าขอแนะนำให้เจ้าไปเลือกฝ่าย’
คำพูดที่ซั่งหยางจิ่วหลี่เขียนบนม้วนกระดาษมีไม่มาก อาจเพราะมีพื้นที่จำกัด ลู่เซิ่งจึงจับต้นชนปลายไม่ถูก
“อิงอิง เจ้ารู้จักร้อยเส้นสายหรือไม่” ลู่เซิ่งเก็บม้วนกระดาษ ถามเบาๆ
แอ๊ด…
ตู้เสื้อผ้าเปิดออกช้าๆ สตรีกางร่มคุกเข่าพยายามกดเสื้อผ้าให้ลู่เซิ่งอยู่ด้านใน ด้านข้างนางยังมีเสื้อผ้ากองใหญ่ที่พับไม่ดีกระจายอยู่
“รู้…จัก…” อิงอิงได้ยินเสียง แหงนหน้ามองลู่เซิ่ง มือไม่หยุด พยายามกดต่อไป
เสื้อผ้าเหล่านี้หนาเป็นพิเศษ ตัวนางเล็กกระจิ๋ว แรงไม่เยอะ ได้แต่ใช้ทั้งตัวกด ออกแรงจนหน้าแดง
พลังของนางที่เพิ่งคืนชีพอ่อนแอจนไม่ต่างจากเด็ก บวกกับความแค้นที่ดูดซับน้อยเกินไป ทั้งมอบส่วนใหญ่ให้ท่านพี่ ที่เหลือใช้ไปกับการยืดร่าง นางในตอนนี้เป็นคนธรรมดา อย่างมากสุดก็มีท่าเท้าแผ่วเบา วิ่งเร็วนิดหน่อยเท่านั้น
เห็นสตรีกางร่มตัวน้อยกดเสื้อผ้าพลางส่งเสียงฮึดฮัด ลู่เซิ่งก็ไม่ได้ตั้งใจจะทรมานนาง แต่ปัจจุบันเขามีความลับมากขึ้นเรื่อยๆ หญิงรับใช้ธรรมดาไม่อาจสนองความต้องการของเขาได้ จึงให้สตรีกางร่มรับตำแหน่งนี้ ถึงอย่างไรเขาก็ปล่อยสตรีกางร่มไปไม่ได้
……………………………………….
บทที่ 197
อิงอิงตอนนี้คล่องแคล่วยิ่ง หยิบพู่กัน ถ่านกับกระดาษที่เก็บไว้อย่างดีออกมาจากบนร่าง กางออกแล้วเขียนตัวอักษรแถวหนึ่ง
‘ร้อยเส้นสายเกิดจากตระกูลขุนนางที่ถูกทำลาย หรือลูกหลานตระกูลขุนนางที่สายเลือดค่อยๆ สูญหาย ถึงขั้นมีมารปีศาจและความประหลาดลี้ลับเข้าร่วม พวกเขาไม่ยอมให้พลังอ่อนแอลงเพราะสายเลือดเจือจาง ดังนั้นจึงก่อตั้งองค์กรที่เหมือนมนุษย์และสำนักขึ้น พวกเขามีกฎการสืบทอดของตัวเอง อีกทั้งเพื่อป้องกันกองกำลังที่กล้าแข็งของเก้าตระกูลแห่งจงหยวน จึงสร้างพันธมิตรร้อยเส้นสาย’
รอลู่เซิ่งอ่านจบ นางก็วางกระดาษลง ไม่รู้ว่าใช้วิธีอะไรเช็ดรอยหมึกด้านบนทิ้งไปหมด แล้วเขียนใหม่
‘ตระกูลขุนนางทั่วไปจะใช้สายเลือดอาวุธเทพศัสตรามารที่เหมาะกับตัวเองมาสร้างเคล็ดวิชา เคล็ดวิชาเหล่านี้เมื่อคนภายนอกเรียนจะมีแต่ผลเสีย แต่ว่าร้อยเส้นสายแตกต่าง พวกเขามีระบบของตัวเอง ว่ากันว่าถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่สายเลือดส่วนใหญ่ใช้ได้ แน่นอนว่าอานุภาพอ่อนแอยิ่ง’
“แบบนี้นี่เอง…นี่ไม่ใช่สำนักที่เป็นกองกำลังเหนือมนุษย์หรอกหรือ” ลู่เซิ่งกระจ่างแจ้ง
อิงอิงเขียนอย่างรวดเร็ว
‘ไม่ใช่สำนัก พวกเขาไม่เข้มงวดเท่าสำนัก ข้าเคยไปดู เป็นบรรยากาศพบปะพูดคุยมากกว่า’
“เจ้าเคยไปมาก่อน แล้วทำไมเจ้ากับหงฟางไป๋ถึงไม่เข้าร่วมกับหนึ่งในร้อยเส้นสาย พวกเจ้าไม่ใช่ขาดแคลนเคล็ดวิชาหรอกหรือ” ลู่เซิ่งถามอย่างสงสัย
“ท่านพี่เคยฆ่าผู้อาวุโสในร้อยเส้นสายเพื่อแย่งชิงเคล็ดวิชา…” อิงอิงเอ่ยอย่างหม่นหมอง
ลู่เซิ่งพลันเข้าใจ มิน่า…ไม่แน่ว่าเคล็ดวิชาคัมภีร์เล่มเล็กนั้นจะเป็นสิ่งที่หงฟางไป๋ฆ่าคนชิงมา
‘ปัญหาในตอนนี้คือจะรับคำแนะนำของซั่งหยางจิ่วหลี่ มุ่งหน้าไปจงหยวน เข้าไปฝึกฝนในร้อยเส้นสายนี้ดีไหม ตามหลักการทั่วไป การเข้าร่วมร้อยเส้นสายพร้อมกับได้เคล็ดวิชามา น่าจะเป็นเรื่องที่คนทั่วไปปรารถนา…’ ลู่เซิ่งลังเลในใจ
‘ประมุขพรรคกำลังลังเลเพราะเรื่องเฉินอวิ๋นซีหรือ’ อิงอิงเขียนตัวอักษรแถวหนึ่ง
“ใช่ หมั้นกันไว้อยู่แล้ว แล้วก็ถึงเวลารับนางเป็นภรรยาแล้วเช่นกัน” ลู่เซิ่งพยักหน้า
‘เช่นนั้นก็รับเถอะ แต่ถ้าให้ตำแหน่งภรรยาหลวงแก่นาง ด้วยสถานะตำแหน่งของท่าน ออกจะใหญ่โตเกินไป’ อิงอิงเขียน
“เจ้ารู้เรื่องแบบนี้ด้วยหรือ” ลู่เซิ่งฉงน
‘ในความทรงจำของข้ามีเนื้อหาอยู่บางส่วน’ อิงอิงเขียนอย่างจริงจัง ดูเหมือนก่อนที่นางจะกลายเป็นความประหลาดลี้ลับ อาจมีความเป็นมาไม่ธรรมดา
ถูกต้อง ความประหลาดลี้ลับเป็นราชันในหมู่ภูตผี ภูตผีทั่วไปจำเป็นต้องใช้ความแค้นมากพอจึงค่อยเป็นรูปเป็นร่าง เงื่อนไขที่ความประหลาดลี้ลับต้องทำอาจโหดยิ่งกว่า
“ข้าเตรียมจะพาอวิ๋นซีมาอยู่ด้วยกัน ถ้าแต่งงาน ภรรยาหลวง ภรรยารอง…” ลู่เซิ่งเว้นครู่หนึ่ง “อวิ๋นซีจริงใจกับข้า นางย่อมเป็นภรรยาหลวง”
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ต้องการ การแต่งงานทางการเมืองอยู่แล้ว
อิงอิงไม่ตอบ พับเสื้อผ้าต่อ นี่เป็นการตัดสินใจของลู่เซิ่ง นางไม่มีเหตุให้ก้าวก่ายและแนะนำ
ลู่เซิ่งใคร่ครวญ
เขียนจดหมายตอบกลับฉบับหนึ่ง ใส่ในหลอดทองแดง แล้วมัดติดกับนกหัวงู จากนั้นให้มันกินน้ำ แล้วโยนออกไปเบาๆ
อีกาตัวนั้นโผบินออกไป พุ่งสู่ก้อนเมฆ ไม่นานก็หายไปในหิมะ
ลู่เซิ่งมองทิศทางที่นกประหลาดจากไป
‘โอกาสดีๆ แบบนี้จะปล่อยไปง่ายๆ ได้ยังไง จงหยวน อยากจะไปเห็นมานานแล้ว เก้าตระกูลขุนนางกับร้อยเส้นสาย…’ นี่เป็นโอกาสทำความเข้าใจตระกูลขุนนางและสายเลือดอย่างเต็มที่ ภายหลังถ้าถูกเปิดโปงสถานะ แล้วค่อยหาโอกาสก็ยากแล้ว
‘ถึงยังไงก็ต้องไปอยู่ดี ให้อวิ๋นซีไปจงหยวนกับเราดีกว่า นอกจากนั้นตระกูลลู่ที่แดนเหนือยังต้องจัดการ ทางพันธมิตรบู๊ก็ต้องสะสางความวุ่นวายที่เหลือ ยังเหลือยาล้ำค่าบนแผนที่แผ่นนั้น…รวมถึงสำนักไตรอริยะ…’ มีปัญหามากมายยังไม่ได้แก้ไข
ลู่เซิ่งคิดถามเวลาจัดงานชุมนุมร้อยเส้นสายให้แน่ใจ จะได้จัดการภารกิจในแดนเหนือ
วันที่ห้าหลังจากซั่งหยางจิ่วหลี่ส่งจดหมายมา จดหมายฉบับที่สองก็มาถึง
ตอนได้รับจดหมาย ลู่เซิ่งกำลังตรวจสอบสถิติภัยพิบัติหิมะที่เพิ่งส่งมาในห้องหนังสือของเรือวาฬแดง
ครั้งนี้ซั่งหยางจิ่วหลี่ตอบจดหมายว่า งานชุมนุมร้อยเส้นสายจะจัดในอีกสามเดือนให้หลัง เวลายังนับว่าเพียงพอ ครั้งนี้ลู่เซิ่งไม่ลังเลอีก ตอบกลับอย่างแน่วแน่ว่าจะเข้าร่วม
หลังปล่อยนกประหลาดไป เขาก็จัดการคน เริ่มเตรียมเรื่องงานแต่งงาน
…
เมืองเลียบคีรี ตระกูลเฉิน
เฉินอวิ๋นซีถือสารที่เพิ่งได้รับ ด้านบนเขียนเกี่ยวกับเรื่องการจัดการงานแต่งระหว่างเฉินอวิ๋นซีแห่งตระกูลเฉินและลู่เซิ่งแห่งตระกูลลู่
นี่เป็นของที่ท่านพ่อมอบให้นางทันทีหลังจากกลับมาจากด้านนอก บอกให้นางตรวจสอบขั้นตอนและเวลาของการจัดการ เพื่อป้องกันไม่ให้มือไม้ปั่นป่วน
แต่สิ่งที่ทำให้เฉินอวิ๋นซีคิดไม่ถึงก็คือ ลู่เซิ่งในวันนี้ยังตบแต่งนางเป็นภรรยาหลวง
“เสี่ยวอวี้ ไปเชิญท่านพ่อมาที” เฉินอวิ๋นซีที่เห็นการจัดการเช่นนี้สงบนิ่งผิดปกติ แม้นางจะดีใจ แต่ทราบว่าสถานะภรรยาหลวงเป็นความยุ่งยากเหลือแสน
เสี่ยวอวี้เด็กหญิงรับใช้ข้างกายรีบผละไป ไม่ทันไรก็กลับมายังลานว่างเพราะกับเฉินเต้าเจ่า
“ท่านพ่อ” เฉินอวิ๋นซีคารวะเล็กน้อย “เรื่องสถานะภรรยาหลวงในการจัดการนี้ข้าไม่เห็นด้วย”
เฉินเต้าเจ่าเดิมทำท่าอ่อนโยนเป็นมิตร นึกว่าบุตรีมีตรงไหนไม่เข้าใจ ดังนั้นเรียกเขามาตอบข้อสงสัย
คิดไม่ถึงประโยคแรกที่เฉินอวิ๋นซีเอ่ยจะทำให้เขาตกใจ
“เจ้า… เจ้าว่าอะไร?!” เฉินเต้าเจ่าสีหน้าเคร่งขรึมลงอย่างรวดเร็ว เม้มปาก รอยยิ้มเมื่อครู่พริบตาเดียวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ข้าบอกว่า ข้าเป็นภรรยาหลวงไม่ได้…” นางตอบอย่างขึงขัง
“เหลวไหล!” เฉินเต้าเจ่าตัดบทนาง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าพูดอะไรอยู่ ภรรยาหลวงนะ! นั่นเป็นสถานะใหญ่สุดของเรือนหลังแล้ว เจ้าบอกว่าเป็นไม่ได้หรือ เจ้าเป็นภรรยาหลวงไม่ได้ หรือจะเป็นอนุเล่า?!” เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ตวาดเสียงดัง
“ด้วยสถานะและตำแหน่งของพี่ลู่ในตอนนี้ หากข้าเป็นภรรยาหลวง ภายหลังตระกูลลู่ของข้าจะได้รับการกดดันในที่ลับ พี่ลู่ไม่อาจมีข้าเป็นภรรยาคนเดียว สถานะและตำแหน่งในตอนนี้ของเขาตัดสินแล้วว่าภรรยาที่เขาจะตบแต่งในอนาคตมีความเป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าชาติตระกูลจะดีกว่าข้า ข้าไม่อาจใช้ความรักที่พี่ลู่มีต่อข้ามารักษาสถานะตำแหน่งภรรยาหลวงได้ นั่นไม่ใช่เส้นทางระยะยาว เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่สู้ถอยก้าวหนึ่ง เป็นภรรยารอง ปล่อยตำแหน่งสูงศักดิ์ที่สุดนี้ไว้” เฉินอวิ๋นซีคล้ายกับมองทะลุทุกเรื่อง
เฉินเต้าเจ่าเงียบกริบ
ถูกต้อง ตระกูลลู่กับตระกูลเฉินในปัจจุบันมีเบื้องหลังแตกต่างกันเกินไป คนค้าขายอย่างตระกูลเฉินถ้าเป็นในเมืองเล็กๆ ชายแดน อาจจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ถึงอย่างไรสถานที่แบบนั้นก็เป็นเขาสูงฮ่องเต้อยู่ไกล ขุมกำลังพื้นที่เกาะกลุ่มกัน แข็งแกรงอ่อนแอวัดกันที่กองกำลังลับซึ่งตนเองชุบเลี้ยง
แต่สถานที่ที่มีกองทัพหลักสะกดไว้ มียอดฝีมือมากมายดุจหมู่เมฆดั่งเมืองเลียบคีรี กองกำลังลับที่ใช้เงินทองชุบเลี้ยงได้เหล่านั้นมีประโยชน์เพียงน้อยนิด
ที่นี่เป็นเมืองหลักของราชสำนัก และเป็นสถานที่ที่ขุนนางตรวจการอยู่ อำนาจของจวนขุนนางราชสำนักสูงกว่าที่อื่น
ต่อให้เอาเงินทองไปกอง ก็รวบรวมยอดฝีมือระดับผนึกจิตไม่ได้ ต่อให้เป็นระดับสำนึกปลอดโปร่งก็ไม่แน่ว่าจะพอ ระดับพลังปลอดโปร่งยังง่ายกว่ามาก
เฉินเต้าเจ่าใช้เงินสะสมขุมกำลังระดับพลังปลอดโปร่งได้ไม่น้อย โชคดีที่ยังชุบเลี้ยงลงทุนกับระดับสำนึกปลอดโปร่งทั่วไปได้สองสามคน แต่ก็เท่านั้น
ในเมืองเลียบคีรี ระดับสำนึกปลอดโปร่งทั่วไปอย่างมากสุดก็เป็นหัวกะทิ ระดับผนึกจิตในพรรคแต่ละพรรคต่างหากที่นับเป็นระดับสูงได้
ต่อให้ชุบเลี้ยงคนร้ายกาจจากระดับสำนึกปลอดโปร่งได้ แต่ครู่เดียวก็อาจโดนดึงตัวไปเป็นแขกของขุมกำลังอื่นๆ แล้ว
พรรคที่มียอดฝีมือระดับผนึกจิตสะกด ถึงขั้นยังมีขุมกำลังของตระกูลขุนนางที่แข็งแกร่งกว่าอยู่เบื้องหลัง ตระกูลวาณิชต่อให้ร่ำรวย ก็เป็นแค่สุกรตัวใหญ่เท่านั้น
“เจ้า…พูดถูกแล้ว…” สีหน้าเฉินเต้าเจ่าเปลี่ยนแปลงเนิ่นนาน คิดทบทวนหลายครั้ง ครุ่นคิดเรื่องราวมากมาย ในที่สุดก็เข้าใจว่าบุตรีมองการณ์ไกลกว่าตนจริงๆ
ภรรยารองเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมและถูกต้อง ไม่รานความรัก ยอมถอยให้เอง จะทำให้ลู่เซิ่งรู้สึกติดค้างและต้องชดเชยให้มากกว่าเดิม
ภรรยารองก็ไม่ได้มีตำแหน่งต่ำเหมือนอนุจนถูกภรรยาหลวงกดดันเกินไป
“ทำตามที่เจ้าว่าเถอะ” เฉินเต้าเจ่าในที่สุดก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจของบุตรีอย่างลำบากใจ
“ท่านพ่อหลักแหลมนัก ควรจะทราบว่าพี่ลู่ในตอนนี้มีตระกูลร่ำรวยและสูงศักดิ์มากมายต้องการแอบอิง แม้แต่ใต้เท้าที่ว่าการในเมืองก็เคยหลุดปากหลังเมามายว่าจะเป็นพ่อสื่อให้พี่ลู่ แม้ใต้เท้าที่ว่าการก็รู้เรื่องระหว่างข้ากับพี่ลู่ กลับยังพูดแบบนี้” เฉินอวิ๋นซีช่วงนี้ไม่ใช่อยู่ว่างคอยเที่ยวเล่น ในฐานะภรรยาในอนาคตของประมุขพรรคอันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ นางต้องรับแรงกดดันมหาศาล
ตำแหน่งนี้ สถานะนี้ หากไม่ระวังแม้แต่นิดเดียว จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ในที่ลับ
ทุกๆ คำพูดและการกระทำของนางจะถูกป่าวประกาศและขยายให้ใหญ่โต
ต่อให้ลู่เซิ่งปกป้องไม่ให้นางได้รับบาดเจ็บ ถึงขั้นสะกดคำติฉินนินทาได้ ทว่านางเป็นหญิงสาวที่ชอบเอาชนะ ไม่อยากให้เป็นเช่นนี้
“ไม่เพียงเท่านี้ ข้าจะฝึกวรยุทธ์ด้วย!” เฉินอวิ๋นซีกล่าวเสริมเป็นครั้งสุดท้าย
“หา” เฉินเต้าเจ่าพลันเบิกตาโต
…
ห้องหนังสือในเรือวาฬแดง
“ภรรยารองหรือ” ลู่เซิ่งถือจดหมายที่เฉินอวิ๋นซีฝากส่งมา ใบหน้าฉายแววประหลาดใจ
แต่ใคร่ครวญดูเล็กน้อย เขาก็เห็นถึงความฉลาดของเฉินอวิ๋นซี
“ช่างเถอะ ท่านไปจัดการได้เลย” เขามองสตรีชราคนหนึ่งด้านหน้า
นางเป็นยอดฝีมือระดับเอกะฟ้าจากพันธมิตรบู๊ที่เพิ่งสวามิภักดิ์
สตรีชราแซ่ซุน ชื่อหมิงเจิน ฉายารุ้งพันหัตถ์ เป็นปรมาจารย์อาวุธลับระดับสูงที่โด่งดัง ตอนยังสาวยังเป็นแม่สื่อผู้มีน้ำใจที่ขึ้นชื่อ
“ประมุขพรรคไม่ต้องห่วง เรื่องนี้จะจัดการให้ท่านอย่างดี ให้คุณหนูอวิ๋นซีตบแต่งเข้ามาอย่างสุขใจ” ซุนหมิงเจินยันไม้เท้า กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เดิมจะให้สถานะภรรยาหลวงแก่นาง แต่ตอนนี้คิดดู การเลือกของอวิ๋นซีจึงเหมาะสมที่สุด แล้วแต่นางเถอะ ส่วนงานเลี้ยงสุรา ท่านดูการจัดการ อย่าให้ใหญ่โตหรือเหนื่อยเกินไป” ลู่เซิ่งเอ่ยเบาๆ
“ทราบแล้วๆ” ซุนหมิงเจินหัวเราะคิกคักพร้อมกับบอกลา แล้วล่าถอยไป
จากนั้นเป็นรอบของอวี้เหลียนจื่อกับโอวหยางชีที่รออยู่ด้านนอก
“เรียนประมุขพรรค พบผู้อาวุโสจ้าวเจียวเจียวแล้ว!” ประโยคแรกหลังจากอวี้เหลียนจื่อเข้ามาทำให้ลู่เซิ่งต้องเลิกคิ้ว
“ว่ามา” เขาเพ่งมองอวี้เหลียนจื่อ
“ผู้จัดการภารกิจภายนอกจ้าวถูกคนพบตอนเช้าวันนี้ ได้รับบาดเจ็บสาหัสนอนคว่ำอยู่ในหิมะ บนร่างมีรอยสัตว์ป่าขย้ำอยู่หนึ่งร้อยยี่สิบแปดแห่ง บวกกับเสียเลือดเกินไป จึงสลบไสล ตอนนี้หมอยาจ่ายยารักษาภายในให้แล้ว กำลังพักผ่อนอยู่” อวี้เหลียนจื่อเล่า
“บาดเจ็บสาหัส” ลู่เซิ่งงุนงง พลังของจ้าวเจียวเจียวแข็งแกร่งขนาดไหน ตัวเขาทราบดี พลังระดับเอกะฟ้า บวกกับหลังจากเขาปลูกข่ายกระเรียนหยิน นางก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดด อีกไม่กี่ปีก็จะเลื่อนจากระดับเอกะฟ้าไปถึงระดับใหม่
“พาข้าไปดู” เขากล่าวเสียงทุ้ม
“ขอรับ!”
อวี้เหลียนจื่อพาลู่เซิ่งไปชั้นล่างของเรือวาฬแดง เข้าไปในท้องเรือ ที่นั่นเป็นที่อยู่อาศัยของพลพรรควาฬแดง มีเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสซึ่งเป็นยอดฝีมือจำนวนมากพักอยู่
พวกเขาไปถึงห้องในท้องเรือที่เต็มไปด้วยกลิ่นยาอย่างรวดเร็ว
……………………………………….
บทที่ 198
จ้าวเจียวเจียวพันผ้าพันแผลที่ชุบยามาแล้วรอบตัว ขาข้างหนึ่งดามไม้พาดอยู่เหนือเตียง
พอเห็นลู่เซิ่งมาเอง จ้าวเจียวเจียวพลันกะพริบตาปริบๆ นางลุกไม่ขึ้น แม้แต่เส้นเสียงก็เสียหาย ส่งเสียงไม่ออก ได้แต่กะพริบตาตอบ
“อวัยวะภายในยังดี เอ็นกระดูกบนร่างเสียหายสาหัสขนาดนี้เชียวหรือ” ลู่เซิ่งเข้าไปตรวจสอบเล็กน้อย อาการบาดเจ็บนี้ทำให้เขาตกใจอยู่บ้าง
เส้นเอ็นอย่างน้อยมีมากกว่าครึ่งถูกทึ้งขาด กระดูกถูกทุบแหลก กล้ามเนื้อฉีก ที่น่าประหลาดก็คือเส้นเลือดและอวัยวะภายในยังปลอดภัยไร้ร่องรอย
ลู่เซิ่งมองจ้าวเจียวเจียวบนเตียง
ฟุ่บ!
ทันใดนั้นเขายื่นมือไปทาบบนหน้าผากจ้าวเจียวเจียวดุจสายฟ้าแลบ
ปราณหยินหยางขวดสมบัติจำนวนมากไหลเข้าไปในร่างนางอย่างรวดเร็ว
จ้าวเจียวเจียวหลับตา ร่างเริ่มสั่นกระตุกอย่างแรง ดูดซับปราณภายในธาตุหยินที่ลู่เซิ่งถ่ายทอดให้อย่างละโมบ ปราณภายในทั้งหมดถูกใช้เพื่อฟื้นฟูร่างกาย
ลู่เซิ่งถ่ายปราณหยินหยางขวดสมบัติครึ่งหนึ่งให้อย่างรวดเดียว อาการบาดเจ็บทั่วร่างของจ้าวเจียวเจียวมีสัญญานฟื้นฟูสมานตัว ปราณภายในส่วนใหญ่ไหลเชี่ยว กระตุ้นพลังชีวิตในร่างนาง
ความบริสุทธิ์ของคุณสมบัติ และความแข็งแกร่งของประสิทธิภาพในปราณขวดสมบัติ แทบไม่มีสิ่งใดสู้ได้ วิชากำลังภายในนี้หลอมรวมอยู่นาน กลายเป็นวิชาชั่วร้ายที่เหนือจินตนาการของคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง
ผ่านไปชั่วหนึ่งถ้วยชา ลู่เซิ่งชักมือกลับช้าๆ
“เล่ามาว่าเกิดเรื่องอะไรกันแน่ เหตุใดเจ้าบาดเจ็บขนาดนี้”
อาการกระตุกบนร่างจ้าวเจียวเจียวหยุดลงช้าๆ นางมองลู่เซิ่งด้วยความเหน็ดเหนื่อยและซาบซึ้ง เริ่มเล่า
“วันนั้นข้าน้อยเดินทางไป…เดินทางไปตรวจสอบ” นางไอหลายครั้ง คล้ายคอหายดีแล้ว จึงยังไม่ชินนัก “เจอสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งเข้า หลังเข่นฆ่ากัน ค่อยหนีรอดออกมาได้อย่างยากลำบาก ดีที่สัตว์ประหลาดตัวนั้นได้รับบาดเจ็บอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นครั้งนี้คงไม่อาจพบประมุขพรรคได้ตลอดกาล”
“สัตว์ประหลาดหรือ”
“ใช่” จ้าวเจียวเจียวทบทวน “สัตว์ประหลาดตัวนั้นสูงใหญ่เท่ามนุษย์ มีปีกสองข้าง เหมือนกับกระทิงสีดำ เลือดของมันเหมือนน้ำแข็ง เย็นยิ่ง!”
ลู่เซิ่งนิ่วหน้า ไม่เคยได้ยินถึงสัตว์ประหลาดแบบนี้มาก่อน ต่อให้เป็นตำนานเทพนิยายก็ไม่เคยอ่านเจอ
“ข้าน้อยต่อสู้กับมัน สุดท้ายกัดใส่ตัวมันอย่างแรง ดื่มเลือดมันไปไม่น้อย ภายหลังอาการบาดเจ็บหนักเกินไป ถูกแช่แข็งจนสลบไสล รอฟื้นขึ้นมาก็ได้รับความช่วยเหลือแล้ว” จ้าวเจียวเจียวบอกเล่าอย่างรวบรัด ลู่เซิ่งไม่เห็นร่องรอยโกหกในดวงตานาง
“เจ้าจำสถานที่ ที่เจ้าเจอสัตว์ประหลาดตัวนั้นได้หรือไม่” เขาพลันถาม
จ้าวเจียวเจียวงุนงง จากนั้นลืมตาโต นึกไม่ออกเลยว่าตนเจอสัตว์ประหลาดตัวนั้นที่ไหน
“ร่างกายเจ้า…” ลู่เซิ่งวางมือบนศีรษะจ้าวเจียวเจียวอย่างแผ่วเบา “เย็นมาก ไม่ใช่อุณหภูมิร่างทั่วไป แต่ต่ำกว่าคนธรรมดามากๆ”
“จริงหรือ” จ้าวเจียวเจียวสับสน ไม่รู้สึกโดยสิ้นเชิง
“พักผ่อนไปก่อนเถอะ” ลู่เซิ่งไม่พูดอะไรอีก
“ทราบแล้ว ขอบคุณประมุขพรรคลงมือช่วยเหลือ” จ้าวเจียวเจียวมองตามพวกลู่เซิ่งจนจากไป แล้วนอนพักผ่อนบนเตียงผู้ป่วยต่อ
พอออกจากห้อง ลู่เซิ่งก็นำพวกอวี้เหลียนจื่อออกจากท้องเรือ
“ตรวจสอบจ้าวเจียวเจียวอย่างละเอียด ถ้านางมีความผิดปกติไม่เหมือนคนธรรมดา ให้แจ้งข้าทันที”
“ขอรับ!” อวี้เหลียนจื่อรีบตอบรับอย่างนอบน้อม
“นอกจากนี้ให้จัดคนไปค้นหายาล้ำค่า เรื่องนี้จะหยุดไม่ได้ อีกสองสามวันให้สะสางสถานการณ์ในปัจจุบันของพันธมิตรบู๊ แล้วส่งให้ข้า” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ
“เรื่องยาล้ำค่ามีผู้อาวุโสระดับเอกะฟ้าซึ่งเพิ่งเข้าร่วมหลายคนลงมือแล้ว ส่วนพันธมิตรบู๊…” อวี้เหลียนจื่อไม่เข้าใจว่าลู่เซิ่งคิดทำอะไร
“ตอนนี้ระดับเอกะฟ้าที่ยังรั้งอยู่ในพันธมิตรบู๊มีเท่าไหร่” ลู่เซิ่งถามลอยๆ
“เอ่อ…เหลือไม่ถึงครึ่ง บางคนก็ออกไปแล้ว…จนถึงตอนนี้มีระดับเอกะฟ้าห้าคนเข้าร่วมพรรคเรา” อวี้เหลียนจื่อรีบตอบ
แต่ลู่เซิ่งทราบว่าไม่ได้มีแค่นี้
ระดับเอกะฟ้าที่ออกจากพันธมิตรบู๊ส่วนใหญ่ทยอยเข้าสำนักอาทิตย์ชาดสิบห้าคน ที่เหลืออยู่ในพันธมิตรบู๊มีไม่กี่คนจริงๆ
“ที่เหลือไม่เข้าร่วมก็ไม่เป็นไร เจ้าจัดการเรื่องความปลอดภัยในงานแต่งงานให้ข้า อย่าให้เกิดข้อผิดพลาดในแต่ละเมือง คนต่างถิ่นที่สะดุดตาซึ่งเข้ามาในแดนเหนือทุกคน จงหาประวัติความเป็นมาคร่าวๆ ทันที” ลู่เซิ่งกำชับ
“ขอรับ ท่านวางใจ!” อวี้เหลียนจื่อพยักหน้า
“ข้าจะปิดด่านก่อน จัดการข้อมูลเรียบร้อยแล้วให้วางไว้ในลิ้นชักของห้องหนังสือ ข้าจะอ่านเอง” ลู่เซิ่งสั่ง
“ข้าน้อยทราบแล้ว!” อวี้เหลียนจื่อกล่าวอย่างเคารพ
ลู่เซิ่งค่อยพยักหน้าอย่างพอใจ เขาปิดด่านไม่ใช่เพราะต้องการเรียนรู้ขอบเขตใหม่ แต่เพื่อหลอมรวมวรยุทธ์ของพวกระดับเอกะฟ้าที่เพิ่งได้มา
ระดับเอกะฟ้าที่เพิ่งเข้าสำนักอาทิตย์ชาด ตามกฎสำนักที่ลู่เซิ่งบัญญัติ ต้องแลกเปลี่ยนวรยุทธ์ระดับสุดยอดที่ตนถนัดที่สุดหนึ่งชนิด เพื่อแลกเปลี่ยนกับวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่ลู่เซิ่งปรับปรุง
วรยุทธ์เหล่านี้โดยพื้นฐานแล้วเป็นระดับผนึกจิตทั้งหมด เป็นหนึ่งในความสามารถก้นกุฎิของระดับเอกะฟ้าเหล่านี้ เติมเต็มคลังยุทธ์ของสำนักอาทิตย์ชาดอย่างมาก
ลู่เซิ่งคิดจะเลือกสิ่งที่ตนเองใช้ได้ส่วนหนึ่งจากในวรยุทธ์ระดับผนึกจิตสิบกว่าชนิด จึงเตรียมปิดด่านเรียนรู้อีกครั้ง
ปัจจุบันปราณหยินของเขาไม่มากพอจะยกระดับวิถีหยางโชติช่วงกับปราณภายในแล้ว ถือโอกาสใช้เรียนรู้การหลอมรวมวรยุทธ์ใหม่ๆ บรรลุเป้าหมายเพิ่มพลังได้เหมือนกัน
อีกมุมหนึ่ง นอกจากวิชาแดงฉานระดับผนึกจิตประจำสำนักของสำนักอาทิตย์ชาดแล้ว เขาก็ไม่เคยฝึกฝนวรยุทธ์ระดับผนึกจิตชนิดอื่นมาก่อน ต่อให้เป็นฝ่ามือหทัยพันพฤกษาเผาไหม้ที่แลกเปลี่ยนกับพันธมิตรบู๊ ก็เป็นแค่ระดับสำนึกปลอดโปร่ง
ตอนนั้นหลังจากได้ฝ่ามือหทัยพันพฤกษาเผาไหม้ ลู่เซิ่งก็พบว่าไม่ได้ทำให้ระบบวรยุทธ์ของตนก้าวหน้ามากนัก และรู้ว่ามรรคายุทธ์ธรรมดาไม่อาจหลอมรวมเรียนรู้นระดับของตนในปัจจุบันได้อีกแล้ว
‘หลังแต่งงาน ค่อยพาครอบครัวไปพร้อมกัน ขอแค่เรามีพลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มีชีวิตรอดต่อไป อย่างนั้นต่อให้ตระกูลลู่อยู่ในแดนเหนือก็ไม่มีทางเกิดเรื่องใหญ่ ไม่มีคนรับไฟโทสะของเรากับซั่งหยางจิ่วหลี่ได้’ ลู่เซิ่งรู้แก่ใจดี
หลังอวี้เหลียนจื่อบอกลา ลู่เซิ่งก็ให้โอวหยางชีรายงานความก้าวหน้าของการประลองใหญ่ แล้วประกาศปิดด่านอีกครั้ง
เขาจำเป็นต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนออกจากแดนเหนือ
การใช้ปราณหยินหยาดสุดท้ายเรียนรู้หลอมรวมวรยุทธ์ใหม่ และพยายามยกระดับของตัวเองอย่างเต็มที่ เป็นเป้าหมายสุดท้ายของเขา
…
ในป่ากว้างขวางที่มืดครึ้มลึกล้ำ
ควันสีขาวหลายสายลอยกระเพื่อมอยู่กลางป่า
บรู๋ว
เสียงหมาป่าที่ดุร้ายพลันดังทอดยาว หมาป่าสีขาวฝูงใหญ่พุ่งกระโจนในป่ามืดครึ้ม
หมาป่าเหล่านี้ใหญ่กว่าหมาป่าทั่วไปเท่าหนึ่ง สองตาเปล่งประกายสีแดงอ่อนๆ ในความมืด
พวกมันวิ่งไปพลางเห่าหอนไปพลาง เสียงสูงต่ำสลับกันขณะเคลื่อนที่ในควันขาว
ตึง
คล้ายกับมีเสาหนักอึ้งหล่นลงมาอย่างหนักหนวง และคล้ายกับเสียงเท้ายักษ์เหยียบใส่อะไรสักอย่าง
ตึง
ตึง!
ตึง!
เสียงเหยียบย่ำหนักอึ้งดังติดต่อกัน แทรกในเสียงหมาป่าหอนบาดหู บรรยากาศอึดอัด
พึ่บ
ดวงตาขนาดมหึมาสีแดงฉาน สูงหลายหมี่คู่หนึ่งค่อยๆ เปิดออกกลางป่า
ดวงตาเรียวยาวและเย็นยะเยือก สาดแสงสีแดงอ่อนๆ ถึงขั้นขับไล่ความมืดรอบๆ ออกไปส่วนหนึ่ง
“เฉาหลงตายไปแล้ว…แดนเหนือ…มีขุมกำลังอะไรอยู่กันแน่…” ดวงตาสีแดงส่งเสียงดังจนหูแทบดับ
“ทางเชื่อมของสำนักไตรอริยะ…ไม่ได้นำกลับมา…” เสียงอันอึกก้องไม่มีความรู้สึกอะไรนัก คล้ายกับเสียดายกับการที่ไม่ได้นำทางเชื่อมกลับมา มากกว่าความตายของรองประมุขสมาคมสองคน
“ถึงรองประมุขสมาคมสองคนจะตายไป แต่ว่าสำหรับท่านที่แข็งแกร่ง สมาคมหทัยร่อนเร่ยังคงกล้าแข็ง ไม่มีผลกระทบใดไม่ใช่หรือ” อยู่ๆ เสียงบุรุษอันสงบนิ่งก็ดังขึ้นท่ามกลางฝูงหมาป่า
ฟู่ว…
ลมอันแปลกประหลาดพัดควันขาวกระจายออกไป แสงจันทร์สาดส่องผ่านป่าไม้ ส่องวัตถุขนาดใหญ่โตด้านหลังดวงตามหึมาสองดวงนั้น
นั่นเป็นหมาป่าขาวขนาดยักษ์ตัวหนึ่ง
ตัวของมันสูงเท่าหอหลายชั้น ร่างกายมหึมาเหมือนกับตึกสีขาว ตระหง่านง้ำกลางป่าผืนใหญ่
บนขนสีขาวโพลนของหมาป่ายักษ์ไม่ได้เปล่งปลั่งนัก ดวงตาเรียวยาวสีแดงสองข้างจดจ้องคนตรงหน้าด้วยความเย็นชาและโหดเหี้ยม
คนที่กล่าววาจาเมื่อครู่ก็คือเขา
“อ้อ?” หมาป่ายักษ์ก้มหน้าน้อยๆ ฟันเหมือนกับเลื่อยเข้าใกล้คนผู้นั้น คล้ายกับพร้อมเขมือบอีกฝ่ายตลอดเวลา
หมอกขาวหลายสายแผ่พุ่งไปรอบๆ นั่นความจริงไม่ใช่หมอกขาว แต่เป็นไอน้ำที่มันพ่นออกมา
“เจ้าเอาความกล้ามาจากไหน ถึงยืนต่อหน้าราชันเช่นข้าอย่างไร้ความเกรงกลัว…” หมาป่าเอ่ยเสียงทุ้มต่ำอย่างเชื่องช้า
“สมาคมหทัยร่อนเร่สืบทอดมาหลายปี ทำตามข้อตกลงเก่าแก่ ข้าน้อยเชื่อว่าใต้เท้าราชันหมาป่าขาวจะไม่วู่วามขนาดนี้” คนผู้นั้นกล่าวอย่างแช่มช้าเช่นกัน
ถึงแม้ร่างของเขาจะสูงแค่ฟันแหลมซี่หนึ่งของราชันหมาป่าขาว แต่คนผู้นี้ไม่กลัวเกรงแม้แต่น้อย เพียงจดจ้องราชันหมาป่ายักษ์อย่างสงบนิ่ง
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้าน้อยตั้งใจเดินทางมาเพื่อบอกกับท่านว่าทางเชื่อมถูกใครชิงไปกันแน่” คนผู้นี้เงยหน้าขึ้น ใบหน้านั้นเป็นบุรุษที่มุ่งหน้าไปยังพรรคชาเพื่อตรวจสอบเรื่องคันฉ่องไตรอริยะในตอนนั้น
…
ควันสีแดงเล็กละเอียดลอยเอื่อยในห้องลับ หลายๆ สายกลายเป็นตาข่ายยักษ์ปากหนึ่งปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดของห้องลับเอาไว้ด้านใน
ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลาง คัมภีร์ลับวรยุทธ์สิบกว่าเล่มวางอยู่บนพื้นด้านหน้า
พวกมันเป็นคัมภีร์ลับที่ผู้อาวุโสระดับเอกะฟ้าเหล่านั้นเขียนเอง แตกต่างจากจอมยุทธ์ทั่วไป เมื่อมรรคายุทธิ์ไปถึงขอบเขตเอกะฟ้า พวกเขาก็เขียนคัมภีร์ลับวรยุทธ์ที่ไม่ด้อยกว่าคัมภีร์โบราณดั้งเดิมได้แล้ว
โดยเฉพาะภาพตรึกตรองแก่นแท้ของมรรคายุทธ์ในนี้ ยอดฝีมือระดับเอกะฟ้าคืนสภาพเนื้อหาดั้งเดิมของคัมภีร์ลับวรยุทธ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ หรือแม้แต่ปรับปรุงให้ดีขึ้น
ถึงอย่างไรคัมภีร์ลับก็แค่ระดับผนึกจิต แต่พวกเขาเลื่อนถึงระดับเอกะฟ้ามานานแล้ว
‘น่าเสียดาย…การเขียนคัมภีร์ลับวรยุทธ์เป็นภาระหนักหนาเกินไปสำหรับระดับเอกะฟ้า ไม่งั้นคงผลิตชุดใหญ่ออกมาขายได้…” ลู่เซิ่งกวาดมองกองคัมภีร์ลับด้านหน้า
‘ฝ่ามือประกายลี้ลับสยบจิต’ ‘เคล็ดกระบี่อาทิตย์ทรายไหล’ ‘วิชาคืนอริยะ’ ‘เคล็ดหยกวายุทอง’ ‘ตะขอพายุสีฟ้า’ ‘หมัดจักพรรรดิแปดวิถี’ ‘ฝ่ามือเมฆสังหาร’…
วรยุทธ์ระดับผนึกจิตตั้งชื่อได้อย่างน่าเกรงขาม แสดงให้เห็นว่าต่างรองรับความหวังของผู้บัญญัติ หวังว่าจะน่าเกรงขามกร้าวแกร่งได้เหมือนชื่อ
‘น่าเสียดาย…แม้แต่ระดับเอกะฟ้าก็แค่มดตัวใหญ่ในโลกคนธรรมดาเท่านั้น’ ลู่เซิ่งถอนใจ
……………………………………….
บทที่ 199
ลู่เซิ่งอ่านคัมภีร์ลับตรงหน้าทีละเล่ม ตรวจสอบอย่างละเอียด คัมภีร์ลับมีจำนวนคำไม่มาก เนื้อหาหลักๆ คือภาพตรึกตรอง
เขาจดจำแก่นแท้มรรคายุทธ์ในภาพตรึกตรองขั้นผนึกจิตทีละอย่าง สิ่งไหนหลอมรวมกับระบบวิชาของตัวเองได้ ก็ดูดซับเข้ามา สิ่งไหนหลอมรวมไม่ได้ ก็ใช้ขยับขยายเส้นทางและวิสัยทัศน์ในภายหลังได้
ด้วยพลังฝึกปรือและความรู้ด้านมรรคายุทธ์ในปัจจุบันของเขา ความแม่นยำของสายตาสุดที่ระดับเอกะฟ้าธรรมดาจะจินตนาการได้
เทียบกับยอดฝีมือระดับเอกะฟ้าในโลกคนธรรมดา เขาเป็นสัตว์ประหลาดสะท้านโลกที่ฝึกฝนมาเป็นเวลาพันปีโดยไม่ตาย มีพลังยุทธ์น่าตื่นตระหนก เรียกได้ว่าเป็นจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก
‘มีแต่เราที่ใช้การหลอมรวมวรยุทธ์ยกระดับมรรคายุทธ์ขณะเรียนรู้ได้ เพียงแต่ปัจจุบันปราณหยินเราเหลือแค่ห้าสิบกว่าหน่วย เลยเพิ่มระดับไม่ได้สักวิชา’ ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว
‘ดีปบลู’
ลู่เซิ่งเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยน
กรอบสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินปรากฏขึ้นตรงหน้า แสดงวิชาวรยุทธ์หลายแถวอย่างละเอียด เครื่องมือปรับเปลี่ยนที่ยึดติดกับสมองและร่างของเขาเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพที่แท้จริงของเขาโดยสิ้นเชิง
ลู่เซิ่งมองจากบนลงล่างรอบหนึ่ง
นอกจากมรรคายุทธ์สามสายที่แข็งแกร่งที่สุดได้แก่ วิถีหยางโชติช่วงที่กำหนดระดับความแข็งแกร่งของวิชาแข็งกร้าวและกายเนื้อ รวมถึงวิถีหยินโชติช่วงและปราณหยินหยางขวดสมบัติซึ่งกำหนดพลังฝึกปรือปราณภายในแล้ว ที่เหลือเป็นวิชากระบวนท่า เช่นวิชาดาบวาฬแดง ดาบเจ็ดอาทิตย์เปลี่ยนฟ้า แปดสิบเอ็ดดาบนางแอ่นถลาลม และวิชาดาบพยัคฆ์ดำ
พวกมันเป็นกระบวนท่าสำหรับใช้งานเท่านั้น เป็นวิชากำลังภายนอกที่แสดงพลังภายในและวิชาแข็งกร้าวออกมาได้ชัดเจน
‘จะว่าไป สิ่งที่ใช้บ่อยที่สุดตอนที่เราต่อสู้ยังเป็นอานุภาพเกรียงไกลของดาบเจ็ดอาทิตย์เปลี่ยนฟ้า แต่วิชาดาบชุดนี้มีแค่สองกระบวนท่า หลายๆ ครั้งต้องพึ่งกายเนื้อที่แข็งแกร่งรับมือ เพียงแต่ว่าวิธีที่พึ่งพาแค่ความเร็วกับพละกำลังเข้าปะทะมีประสิทธิผลต่ำมาก…อาจจะเจอระบบกระบวนท่าที่เหมาะกับเราก็ได้’
ลู่เซิ่งนึกถึงวิธีซ่อนตัวของสมาคมหทัยร่อนเร่ที่ก่อนหน้านี้ตนสัมผัสไม่ได้ รวมถึงตอนต่อสู้อย่างมากสุดตนก็มีแค่ความตรงไปตรงมา ขาดท่าเท้าการเคลื่อนไหว
‘แล้วถ้าเจอศัตรูระยะไกลล่ะ’ ลู่เซิ่งพลันนึกได้ ‘ถึงความเป็นไปได้จะมีต่ำมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เจอเลย ถ้าเจอศัตรูประเภทนี้ แล้วเร็วสู้อีกฝ่ายไม่ได้ เข้าถึงตัวไม่ได้ อย่างงั้นก็ได้แต่ถูกอัดสถานเดียว’
เขานั่งใคร่ครวญกลางห้องลับพร้อมมองคัมภีร์ลับกองหนึ่งตรงหน้า
‘มรรคายุทธ์พวกนี้มีระบบของตัวเอง สมบูรณ์แบบมาก จะตัดแบ่งประกอบกันมั่วซั่วไม่ได้ อานุภาพไม่เพิ่มขึ้น รังแต่จะลดลง งั้นก็ได้แต่เลือกฝึกฝนจากในนี้แล้ว…’ ลู่เซิ่งครุ่นคิด แม้ไม่มีปราณหยินมากพอจะยกระดับวิชาหลัก แต่ว่าวิชาขั้นผนึกจิตเหล่านี้ยังคงเพิ่มระดับได้อย่างง่ายดาย
ขอแค่ใช้กระบวนท่าวรยุทธ์ส่วนหนึ่ง แล้วใช้ปราณภายในเพิ่มระดับ อานุภาพจะเหี้ยมหาญเหมือนกับดาบเจ็ดอาทิตย์เปลี่ยนฟ้า
‘ถ้าอย่างนั้นก็เลือกวิชากำลังภายนอกสำหรับโจมตีระยะไกลวิชาหนึ่ง กับวิชาตัวเบาที่เร่งความเร็วได้อีกวิชาหนึ่ง…’ ลู่เซิ่งกวาดมองคัมภีร์ลับ แล้วหยิบขึ้นมาเล่มหนึ่ง
‘เงาพันปีศาจ’
นี่เป็นวิชาตัวเบาอันยอดเยี่ยมซึ่งจอมมารระดับเอกะฟ้าคนหนึ่งเชี่ยวชาญ เคยใช้มันหนีรอดจากการไล่ล่าของตระกูลขุนนางหลายครั้งหลายครา สุดท้ายตายด้วยน้ำมือสหายสนิทที่เป็นขั้นเอกะฟ้าเหมือนกัน
สหายสนิทคนนั้นก็คือโอวหยางชีที่ปัจจุบันสวามิภักดิ์กับลู่เซิ่ง
สาเหตุที่โอวหยางชีสังหารสหายสนิทของตัวเอง เป็นเพราะเขาค้นพบอย่างคาดไม่ถึงว่าจอมมารระดับเอกะฟ้าคนนี้ลอบเล่นงานตัวเอง คิดจะชิงวิชาที่ตนร่ำเรียน ดังนั้นเขาจึงชิงลงมือก่อน
ทว่าเงาพันปีศาจแข็งแกร่งนั้นแข็งแกร่ง แต่ระดับความยากในการฝึกฝนเทียบได้กับการปีนป่ายสวรรค์ ดังนั้นหลังจากโอวหยางชีทดลอง ก็ไม่อาจฝึกฝนได้สำเร็จ จึงมอบให้ลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งอ่านคัมภีร์เล่มนี้ กวาดตาอ่านสักพัก ก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดทันที
หน้าแรกเขียนเงื่อนไขของผู้ฝึก
‘แบ่งจิตเป็นสาม ผู้ที่ไม่เคยฝึกฝนวิชาตัวเบาใดๆ มาก่อน น้ำหนักไม่เกินร้อยชั่ง ฝึกฝนวิชานี้ได้’
ด้านหลังมีคำอธิบาย ‘หลังฝึกวิชานี้ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหนึ่งร้อยสิบชั่ง วิชาจะไร้ผล จงจำไว้’
ลู่เซิ่งพลิกบันทึกด้านหลัง พบว่าวิชาตัวเบาวิชานี้ซับซ้อนมากจริงๆ มันรวมวิชาคำนวณที่คล้ายคณิตศาสตร์เอาไว้ บอกให้ผู้ฝึกฝนวิชาเพ่งสมาธิทั้งหมดยามก้าวเดิน คำนวณตำแหน่งของตัวเองตามปัจจัยสภาพแวดล้อมเช่นสภาพอากาศ ดวงดาว และภูมิประเทศ
‘มิน่านอกจากจอมมารตนนั้นก็ไม่มีใครฝึกสำเร็จ’ ลู่เซิ่งส่ายหน้า วางวิชาลง หยิบวิชาตัวเบาอีกวิชา
‘ก้าวหยกมายา’
ชื่อของวิชาตัวเบานี้เลือนรางเลื่อนลอยเหมือนกัน ภาพตรึกตรองเป็นนักพรตชราขี่กระเรียนเซียน กำลังจะล่องลอยเพื่อกลายเป็นเซียน โบยบินอยู่ในฟากฟ้า
แต่เงื่อนไขการฝึกฝนก็คล้ายกัน ขอให้น้ำหนักไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบชั่ง ทั้งยังต้องรักษาพรหมจรรย์
ลู่เซิ่งจะแต่งงานแล้ว ยังต้องรักษาพรหมจรรย์เพื่อวิชาตัวเบาวิชาเดียว ไม่ใช่ไร้สาระหรอกหรือ
เขาทิ้งวิชาตัวเบาวิชานี้อีกรอบ แล้วพลิกดูในกองคัมภีร์ลับ ครั้งนี้ไม่ได้หาคัมภีร์วิชาตัวเบาเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่เป็นท่าเท้าที่มาพร้อมวิชากำลังภายในวิชาอื่น จำเป็นต้องเข้ากับผลพิเศษของวิชากำลังภายในที่เขาฝึกฝนเป็นหลักได้ จึงจะทรงประสิทธิภาพ
ลู่เซิ่งอ่านรอบหนึ่ง รู้สึกว่าหาวิชาตัวเบาที่เหมาะกับตนเอง หลังจากขนาดตัวเปลี่ยนไปได้ยากยิ่ง
อย่าเห็นว่าปัจจุบันเขามีร่างกายปกติ ไม่ต่างจากคุณชายธรรมดา ทว่านั่นเป็นเพราะกระดูกและกล้ามเนื้อเบียดอัดกันอยู่ จนเกิดเป็นภาพลวงตา
เกิดปล่อยการควบคุมกายเนื้อของตัวเอง ลู่เซิ่งจะกลับไปอยู่ในสภาพสูงเกือบสองสามหมี่ในพริบตา นั่นเป็นร่างที่แท้จริงในยามปกติของเขา
ขนาดตัวห้าหมี่หลังจากเปลี่ยนร่างไปอยู่ในสภาพหยางโชติช่วง เป็นการยกระดับผลพวงการขยายบนพื้นฐานของร่างจริงนั้นต่อ
‘ร่างจริงของเราอย่างน้อยก็หนักสามร้อยชั่ง เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบชั่ง’ ลู่เซิ่งขมวดคิ้วพลางวางคัมภีร์ลับลง ลำบากใจอยู่บ้าง
เขาไตร่ตรองสักพัก พลันนึกถึงคลังยุทธ์ของพรรควาฬแดง ลู่เซิ่งเคยจดจำวรยุทธ์ไม่น้อยในคลังยุทธ์ ในนี้มีวิชาตัวเบาอยู่ด้วย
วิชาตัวเบาเหล่านั้นแม้จะเป็นแค่ระดับพลังปลอดโปร่ง ไม่ใช่ระดับสำนึกปลอดโปร่งสักวิชา
‘แต่เรามีปราณหยิน! ในเมื่อไม่มีวิชาตัวเบาที่เหมาะกับเรา อย่างนั้นก็สร้างขึ้นมาสักวิชา!’ ลู่เซิ่งความคิดทำงาน
‘เราใช้วิชาตัวเบาที่ไม่สนใจน้ำหนักเป็นแกนหลัก แล้วใช้ปราณหยินเรียนรู้วิชาตัวเบาที่เหมาะกับเราออกมา!’
ลู่เซิ่งพลันตื่นเต้น
‘เรามีทั้งพละกำลังและพลังระเบิด แต่เป็นเพราะน้ำหนักมากเกินไป ดังนั้นได้แต่เลือกวิชาตัวเบาที่ไม่สนใจพื้นฐานด้านน้ำหนัก วิชาตัวเบานี้แทบเหมือนทักษะการออกแรงอย่างง่าย’
เขานึกทบทวนอย่างละเอียดว่ามีวิชาตัวเบาในคลังยุทธ์ที่อยู่ในความทรงจำว่ามีวิชาไหนบ้างที่ไม่ให้ความสำคัญกับน้ำหนัก
แต่เป็นเพราะสิ่งที่เขาจดจำมีแค่วิชาสองสามวิชาที่ค่อนข้างแข็งแกร่งและคัดเลือกแล้ว จึงนึกรายละเอียดและคำอธิบายของวิชาที่เพียงอ่านแนวคิดและการฝึกฝนคร่าวๆ ไม่ออก…
คิดถึงตรงลี้ ลู่เซิ่งฉุดเชือกบนกำแพงแต่ไกล
ปราณภายในไร้รูปร่างสายหนึ่งพลันพุ่งออกไปรัดเชือก แล้วดึงลงด้านล่าง ติ้งๆๆ
เสียงกระดิ่งดังขึ้นด้านนอก
“แจ้งสวีชุยให้ส่งคัมภีร์ลับวิชาตัวเบาในคลังยุทธ์มาให้ข้า”
“ขอรับ!”
องครักษ์ใกล้ชิดด้านนอกพลันส่งเสียงขานรับ จากนั้นก็เป็นเสียงฝีเท้าที่รีบร้อนผละไป
ลู่เซิ่งหลับตาหล่อเลี้ยงปราณ ปรับลมหายใจครู่หนึ่ง ไม่นานประตูห้องลับก็ถูกเคาะเบาๆ
“ข้าน้อยสวีชุย ส่งคัมภีร์ลับมาแล้ว” เสียงสวีชุยดังขึ้นด้านนอก
คัมภีร์ลับเหล่านี้ทั้งหมดเป็นระดับพลังปลอดโปร่ง ไม่ต้องกลัวว่าสวีชุยจะทำรั่วไหล ในฐานะประมุขโถงอินทรีเหินของพรรค เขาต้องการใช้ระดับคุณูปการแลกวิชาตัวเบาแบบนี้ เป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่ง
ทว่าพลังของสวีชุยบรรลุถึงขั้นสูงสุดของระดับพลังปลอดโปร่ง ปัจจุบันลู่เซิ่งยังถ่ายทอดวิชาให้ ในสภาพปกติอานุภาพของการต่อสู้เทียบได้กับระดับผนึกจิต จึงไม่สนใจคัมภีร์ลับระดับต่ำเหล่านี้
“เอาเข้ามา” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ
หลังจากเสียงเขาขาดลง ปราณภายในตาข่ายโลหิตด้านในห้องลับพลันผนึกเป็นลำ แล้วยกดานประตูโลหะที่ปิดห้องลับไว้ขึ้น
ครืนๆ…
ประตูหินเคลื่อนออก สวีชุยเดินเข้ามาอย่างพินอบพิเทา วางตู้ใบเล็กประณีตลงด้านหน้าลู่เซิ่ง จากนั้นก็โค้งตัวถอยออกไป
ประตูหินงับปิด ดาลประตูหล่นลง
ลู่เซิ่งลุกขึ้นเดินไปถึงหน้าตู้ แล้วเปิดออก คัมภีร์วิชาตัวเบาหลายเล่มวางอยู่ด้านในอย่างสงบ
จั๊กจั่นเร่งรุดแปดเก้า วิชากระโจน วารีลอยตัว วิชาจิ้งจก ย่ำหิมะไร้รอย วิชากระเรียนทะยาน วิชาล่องลอย… วิชาตัวเบามากมายวางอยู่ด้านหน้าลู่เซิ่ง
เขาหยิบขึ้นมาอ่านทีละเล่ม พอเห็นว่ามีเงื่อนไขต่อน้ำหนักตัว ก็ข้ามไป
ไม่นานเขาก็ได้คัมภีร์หลายเล่มที่ไม่สนใจขนาดร่างและน้ำหนักตัว
‘วิชาเกาทัณฑ์เมฆา’ ‘ก้าวอาชาโบยบิน’ ‘วิชาปราณหนักเบา’ ‘วิชาสามพบจรจาก’ ‘วิชาพายุปั่นป่วน’ ‘วิชาแสงมายา’
วิชาตัวเบาหกวิชานี้ ทั้งหมดเป็นแค่ระดับพลังปลอดโปร่ง ไม่มีแม้แต่แก่นแท้มรรคายุทธ์ เป็นแค่ระบบที่เกิดจากการประสานทักษะท่าเท้าอันกระจัดกระจาย
พึงทราบไว้ก่อนว่า เมื่อรวมแก่นแท้ของวรยุทธ์ที่มีแก่นแท้มรรคายุทธ์เข้าด้วยกัน จะได้ระบบรวมระบบหนึ่ง เมื่อเน้นใช้ด้านใดด้านหนึ่ง วรยุทธ์ระดับสำนึกปลอดโปร่งย่อมมีอานุภาพมากกว่าระดับพลังปลอดโปร่ง
‘เราอยากได้วิชาตัวเบาที่เร็วกว่านี้ คล่องแคล่วกว่านี้ ไม่ใช่วิชาตัวเบาที่ตรงไปตรงมา’ ลู่เซิ่งคัดเลือกอย่างละเอียด สายตาในที่สุดก็อยู่บนวิชาแสงมายา
ในวิชาระดับพลังปลอดโปร่งเหล่านี้ หลังจากฝึกฝนวิชาแสงมายาสำเร็จ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะสอดคล้องกับความต้องการของเขามากที่สุด
หลังจากวิชาแสงมายาประสบความสำเร็จ จะเคลื่อนไหวได้ทั้งในที่ลับที่แจ้ง ลวงจริงไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงทิศทางได้ตลอดเวลา ทำให้ความเร็วโดยรวมเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง มันยังบอกด้วยว่า ถ้าเป็นผู้ฝึกฝนวิชากำลังภายใน จะสามารถเพิ่มความเร็วท่าเท้าผ่านการถ่ายปราณไปยังส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างได้
นี่มีให้เห็นน้อยมากในวิชากำลังภายในระดับพลังปลอดโปร่ง
‘เล่มนี้แหละ!’ ลู่เซิ่งหยิบคัมภีร์ลับมาอ่านหน้าแรกอย่างละเอียด
วิชาแสงมายามีทั้งหมดสามระดับ
หลังจากฝึกระดับแรกสำเร็จ ขณะวิ่งจะเปลี่ยนทิศทางได้อย่างเป็นธรรมชาติ ความเร็วเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
หลังฝึกระดับสองสำเร็จ ยามพุ่งตัวสุดกำลัง จะเปลี่ยนแปลงทิศทางได้อย่างเป็นธรรมชาติ ความเร็วโดยรวมสูงขึ้นบางส่วน
หลังฝึกฝนระดับสามสำเร็จ ขณะพุ่งสุดกำลัง สามารถรุกถอยและเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวได้ทุกเวลา ความเร็วโดยรวมเพิ่มมากกว่าครึ่ง
ลู่เซิ่งลุกขึ้น เริ่มก้าวเดินและออกแรงตามวิธีการฝึกฝนของวิชาแสงมายา
วิชาแสงมายานี้ส่วนใหญ่เป็นการฝึกฝนทักษะการใช้แรงของกล้ามเนื้อบางมัด กล้ามเนื้อที่ใช้เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่คนธรรมดานึกไม่ถึง และใช้ไม่ได้
ลู่เซิ่งลองฝึก รู้สึกส่วนขาชาดิก กลุ่มกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่ปกติไม่ได้ใช้ถูกกระตุ้น บวกกับเขาหนักสามร้อยกว่าชั่ง พอฝึกเป็นครั้งแรก กล้ามเนื้อจึงรับไม่ไหว
‘แต่ไม่เป็นไร’ ลู่เซิ่งสั่งความคิด กระตุ้นปราณหยินหยางขวดสมบัติให้ไหลไปทั่วกล้ามเนื้อกลุ่มเล็กที่เหนื่อยล้าและฉีกขาดอย่างรวดเร็วรอบหนึ่ง เขาใช้ปราณภายในเล็กน้อย ก่อนนั่งลงพักผ่อนหลายสิบอึดใจ เมื่อยืนขึ้นอีกครั้ง ความชาคันที่กล้ามเนื้อก็หายไปโดยสิ้นเชิง
‘มาอีก!’
เขาเริ่มฝึกฝนตามท่าเท้าของวิชาแสงมายาอีกรอบหนึ่ง
ท่าเท้านี้มีวิธีฝึกพิลึกอยู่บ้าง จึงติดๆ ขัดๆ กล้ามเนื้อส่วนขาของลู่เซิ่งชาคันไปห้าหกรอบ ใช้ปราณภายในฟื้นตัวด้วยความเร็วสูงซ้ำๆ ค่อยเริ่มจับเคล็ดได้
วิชาเดินลมปราณในวิชาแสงมายากับเคล็ดลับการออกแรงก็ติดขัดมากเช่นกัน ต้องใช้แรงในทิศทางที่ออกแรงลำบากที่สุด แค่ไม่ระวังนิดเดียวเอ็นเท้าก็จะได้รับบาดเจ็บ
……………………………………….
บทที่ 200
หลังจากลู่เซิ่งคุ้นเคย ก็รู้สึกได้ว่าตนเองจดจำท่าเท้าของวิชาแสงมายาได้ทั้งหมด ทั้งยังควบคุมวิชาเดินลมปราณได้อย่างแม่นยำ เขาจดจำอีกสองระดับที่เหลือ แล้วค่อยนั่งขัดสมาธิ
‘ดีปบลู!’
เขาเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยน
กรอบสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินปรากฏขึ้น มีกรอบของวิชาแสงมายาโผล่มาด้านล่างสุดอย่างที่คิดไว้
[วิชาแสงมายา: ยังไม่เริ่มต้น]
‘เริ่มกันเลย… ยกระดับวิชาแสงมายาถึงระดับสาม’ ลู่เซิ่งกดปุ่มเริ่มปรับเปลี่ยนบนเครื่องมือ แล้วเพ่งสมาธิทั้งหมดไว้บนกรอบวิชาแสงมายา
ขณะรวบรวมสมาธิ กรอบพลันกระเด้งจากระดับไม่เริ่มต้นเป็นเบื้องต้น ใช้ปราณหยินไปแค่หนึ่งหน่วย
‘อีกครั้ง’ ลู่เซิ่งจดจ่อสมาธิต่อ
เสียงพึ่บๆ ดังสองครั้ง วิชาแสงมายาเด้งจากระดับเบื้องต้นเป็นระดับหนึ่ง แล้วเป็นระดับสอง และระดับสาม
ลู่เซิ่งเริ่มรู้สึกได้ว่า ขา สะโพก รวมถึงเอวเกิดอาการกล้ามเนื้อชาคัน ยังมีความรู้สึกปวดตุบๆ ทว่าไม่นานก็หายไป
เขาในตอนนี้มีกล้ามเนื้อแข็งแกร่งเกินไป ทำให้ฝึกฝนวิชาตัวเบาระดับพลังปลอดโปร่งนี้สำเร็จได้ในพริบตา สำหรับเขาแล้ว เป็นแค่ภาระทั่วไป ไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย
‘สำเร็จแล้วเหรอ’ ลู่เซิ่งผุดลุกขึ้น รู้สึกว่ามีประสบการณ์การใช้วิชาแสงมายามากมายทะลักเข้ามาในห้วงสมอง
เขาทดลองพุ่งออกไปด้านหน้าสองสามก้าว
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!
ลู่เซิ่งก้าวเท้าติดกันสามก้าว พริบตาเดียวก็ถึงสุดห้องลับ ตอนกำลังจะชนกำแพง เขาเคลื่อนย้ายไปทางซ้าย
เขาเลี้ยวไปทางซ้าย พุ่งออกไปอีกหลายหมี่ จากนั้นก็ถอยหลังด้วยความเร็วสูง พุ่งไปทั่วห้องลับ เปลี่ยนแปลงทิศทางอย่างรวดเร็ว
‘คล่องแคล่วกว่าก่อนหน้ามากจริงๆ ก่อนหน้านี้อยากเปลี่ยนทิศทาง ต้องชะลอความเร็วก่อนถึงจะเปลี่ยนได้ แต่ตอนนี้ไม่ต้องชะลอ ก็เปลี่ยนทิศได้แล้ว ถึงขั้นรุกหน้าถอยหลังได้ด้วย วิชาแสงมายานี้ใช้ได้’
ลู่เซิ่งพึงพอใจ
‘จากนี้เป็นของจริงแล้ว’ เขาหยิบวิชาตัวเบาเล่มที่สองขึ้นมา ครั้งนี้เป็นวิชาเมฆาเกาทัณฑ์
วิชาเมฆาเกาทัณฑ์เป็นวิชาตัวเบาที่เน้นเร่งความเร็วแบบเป็นเส้นตรง เพิ่มประสิทธิผลของพลังระเบิด ไม่ใช้ปราณภายใน เป็นวิชากำลังภายนอก
ลู่เซิ่งฝึกฝนไปครั้งหนึ่ง จำวิชาเดินลมปราณกับท่าเท้า ก็เห็นกรอบโผล่ขึ้นบนเครื่องมือปรับเปลี่ยน
จากนั้นก็หยิบเล่มที่สาม ‘ก้าวอาชาโบยบิน’ ‘วิชาปราณหนักเบา’ ‘วิชาสามพบจรจาก’ ‘วิชาพายุปั่นป่วน’ หลังจากเวลาผ่านไป วิชาตัวเบาแต่ละเล่มก็ถูกเขาจดจำไว้ แล้วเข้าไปอยู่ในกรอบบนเครื่องมือปรับเปลี่ยน
หลังจากลู่เซิ่งจำวิชาตัวเบาทั้งหมดแล้ว ก็เพ่งสมาธิที่วิชาแสงมายาอีกครั้ง พอเห็นปุ่มเรียนรู้หลังวิชาตัวเบาวิชานี้ เขาก็สูดหายใจแผ่วเบา ดวงตาสงบนิ่ง
“เรียนรู้วิชาแสงมายาถึงระดับสี่” เสียงยังไม่ทันขาดลง ลู่เซิ่งกดปุ่มเรียนรู้ รู้สึกในร่างสั่นไหวเบาๆ
สองขาเกิดความรู้สึกชาดิกขึ้นอีกครั้ง ความรู้สึกเบาหวิวปลอดโปร่งส่งมาจากขา
เขาไม่ตื่นเต้นแม้แต่น้อย เมื่อเทียบกับระดับสาม ระดับสี่ของวิชาแสงมายาที่ไหลเข้าสู่สมอง ใช้ท่าเท้าทักษะของวิชาเมฆาเกาทัณฑ์เพิ่มความเร็วระเบิด วิชาในกรอบเปลี่ยนแปลงไป
[วิชาแสงมายา: ระดับสี่ ผลพิเศษ: ระเบิดขั้นหนึ่ง คล่องแคล่วขั้นสาม]
‘อีกรอบ! เรียนรู้วิชาแสงมายาถึงระดับห้า!’ ลู่เซิ่งมองเครื่องมือปรับเปลี่ยนด้านหน้าพร้อมกดปุ่มต่อ
กรอบเครื่องมือปรับเปลี่ยนสั่นเบาๆ จากนั้นจางลง แล้วชัดขึ้นอีกครั้ง
[วิชาแสงมายา: ระดับห้า ผลพิเศษ: ระเบิดขั้นสอง คล่องแคล่วขั้นสาม]
สีหน้าของลู่เซิ่งไม่เปลี่ยนแปลง กดปุ่มสู่ระดับต่อไป
‘เรียนรู้วิชาแสงมายาถึงระดับหก’
กรอบพร่ามัวแล้วชัดขึ้นใหม่อีกรอบ
[วิชาแสงมายา: ระดับหก ผลพิเศษ: ระเบิดขั้นสาม คล่องแคล่วขั้นสาม สั่นสะเทือนขั้นหนึ่ง]
ครั้นเห็นผลพิเศษที่โผล่มาใหม่ ลู่เซิ่งก็หยีตาสัมผัสอย่างละเอียด ก่อนพบว่าการสั่นสะเทือนนี้ดูดซับทักษะสะท้อนกลับจากวิชาแข็งกร้าวในวิถีหยางโชติช่วงที่เขาฝึกฝน
‘เอาอีก! เรียนรู้วิชาแสงมายาระดับเจ็ด’
[วิชาแสงมายา: ระดับเจ็ด ผลพิเศษ: ระเบิดขั้นสี่ คล่องแคล่วขั้นสี่ สั่นสะเทือนขั้นสอง]
เพิ่มไปทีละระดับ
การใช้ปราณหยินค่อยๆ เพิ่มขึ้น ตอนถึงระดับเก้า ในที่สุดปราณหยินก็ถูกใช้เพิ่มเป็นสองหน่วยต่อการยกระดับหนึ่งครั้ง
…
‘เรียนรู้วิชาแสงมายาระดับสิบ!’ ลู่เซิ่งมองกรอบด้วยความคาดหวัง
สองขาของเขาค่อยๆ พองขยาย กล้ามเนื้อที่เหมือนกับลวดเหล็กหลายมัดผนึกรวมกันช้าๆ ปราณหยินหยางขวดสมบัติจำนวนมากเข้าไปรวมตัวกัน เร่งการฟื้นฟูกล้ามเนื้อและโครงกระดูก
กรอบเครื่องมือปรับเปลี่ยนจางลงอีกครั้ง ครั้งนี้ตอนที่มันชัดขึ้น ใช้เวลาไปเกือบสามอึดใจ ตอนที่โผล่มาใหม่ วิชาแสงมายาก็เปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง
[วิชาแสงมายา: ระดับสิบ ผลพิเศษ: กระทืบพสุธาขั้นหนึ่ง คล่องแคล่วขั้นเจ็ด]
‘กระทืบพสุธา… โผล่มาได้ยังไงกัน!’ ลู่เซิ่งตกตะลึง ผลพิเศษนี้เป็นผลพิเศษอันแข็งแกร่งในเกมจอมยุทธ์มือถือที่เขาเล่นเมื่อชาติก่อน สามารถฉีกทำลายผืนดิน สร้างการสั่นสะเทือน นับเป็นการโจมตีวงกว้าง
คลื่นสั่นสะเทือนจากท่ากระทืบพสุธา คล้ายกับการงอกขึ้นของแผ่นดินที่ผู้ประกอบพิธีผีดิบขาวใช้ในตอนนั้น
‘วิชากำลังภายนอกเพียงอย่างเดียวเมื่อแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่ง อานุภาพจะเริ่มใกล้เคียงกับวิชาลับของมารปีศาจงั้นเหรอ’ ลู่เซิ่งหยีตา
เขาดึงขากางเกงขึ้น ผิวบนขาที่โผล่มาไม่ทราบว่ากลายเป็นสีดำตอนไหน กล้ามเนื้อหลายกลุ่มที่เหมือนเกราะฝังอยู่บนขา ระหว่างกล้ามเนื้อสีดำเป็นเส้นเลือดสีแดง กระจายบนต้นขาและขาท่อนปลายเหมือนตาข่าย ด้านในยังมีเสียงเลือดไหลเวียนอย่างรุนแรงดังซู่ๆ
ตอนนี้ขาไม่เหมือนขามนุษย์แล้ว กล้ามเนื้อ เส้นเลือด และเส้นเอ็นเมื่อแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่ง การกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นก็เหนือกว่าสภาพการรับรู้ของคนธรรมดาไปแล้ว
‘ก่อนหน้านี้ใช้ปราณหยินไปสิบกว่าหน่วย ยังไปต่อได้’ ลู่เซิ่งมองกรอบวิชาแสงมายาอย่างใจเย็น วิชาแสงมายาในตอนนี้ได้ดูดซับวิชาแข็งกร้าว วิชากำลังภายนอก วิชาตัวเบาวิชาอื่น หรือแม้แต่ของบางอย่างในวิชากำลังภายในเข้าไปแล้ว มีความรู้สึกจากนอกเข้าสู่ในก่อให้เกิดปราณภายในอย่างเลือนราง ไม่ใช่วิชาตัวเบาธรรมดาๆ อีกแล้ว
“อนุมานวิชาแสงมายาถึงระดับสิบเอ็ด” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างสงบ
ซู่…
กรอบเลือนลง แล้วแจ่มชัดอีกรอบ
[วิชาแสงมายา: ระดับสิบเอ็ด ผลพิเศษ: กระทืบพสุธาขั้นสอง คล่องแคล่วขั้นแปด] ครั้งนี้ใช้ปราณหยินสองหน่วย
ลู่เซิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เริ่มเพิ่มระดับต่อ
ระดับที่สิบสอง ระดับที่สิบสาม ระดับที่สิบสี่ ระดับที่สิบห้า ระดับที่สิบหก ระดับที่สิบเจ็ด สิบแปด สิบเก้า ยี่สิบ!
วิชาแสงมายาระดับที่ยี่สิบเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณสมบัติอีกครั้ง วิชาตัวเบาวิชานี้ในขณะนี้ หากเรียกว่าวิชาแสงมายาต่อ ก็ไม่อาจครอบคลุมประสิทธิผลของมันได้อีกแล้ว
[วิชาแสงมายา: ระดับยี่สิบ ผลพิเศษ: ไม่ทราบขั้นหนึ่ง] ผลพิเศษทั้งหมดหายไป มีแค่ตัวหนังสือสีแดงแถวหนึ่งแสดงผลอยู่เงียบๆ ด้านหลังกรอบผลพิเศษ
ในที่สุดลู่เซิ่งก็หยุดการเรียนรู้
เขามองสองขาของตนเอง กล้ามเนื้อและกระดูกที่ส่วนขาไม่ได้เปลี่ยนจากก่อนหน้ามากนัก สิ่งที่แตกต่างเพียงหนึ่งเดียวคือ กำลังมีอะไรงอกขึ้นมาอย่างรวดเร็วบนเข่าและฝ่าเท้า
ลู่เซิ่งสัมผัสได้ว่าร่างกายใช้ปราณหยินหยางขวดสมบัติด้วยความเร็วสูง ปราณขวดสมบัติจำนวนมากถูกใช้ซ่อมแซมร่างกายจากการเปลี่ยนแปลงและการเพิ่มความแข็งแกร่งอย่างรุนแรง
เวลาค่อยๆ ผ่านไป การเปลี่ยนแปลงที่ขาทั้งสองข้างชัดเจนยิ่งขึ้น ในที่สุดลู่เซิ่งก็เข้าใจแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่ขาของตนแล้ว
ขาสองข้างของเขาต่อให้ไม่สวมกางเกง ก็เหมือนกับมีเกราะโลหะสีดำชั้นหนึ่งปกคลุม แวววาวแข็งแรง ฝ่าเท้าธรรมดาในตอนแรกมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด
นิ้วเท้าแหลมขึ้น เล็บเท้าคมกริบ เคลื่อนไหวได้เหมือนฝ่ามือ ฝ่าเท้ายาวขึ้น ผลึกทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนก้อนหนึ่งงอกขึ้นมาตรงกลางฝ่าเท้า เหมือนกับผลึกที่ฝังในเกราะอ่อน
รอบๆ ขาท่อนปลายยังมีกลุ่มหนามแหลมเหมือนแผ่นเกราะโผล่มา เป็นสีดำทะมึนดุร้าย ห่อหุ้มขาทั้งหมด เมื่อก้มมองดูจะเห็นว่าในร่องแยกกลางแผ่นเกราะเหล่านี้เป็นรูที่เหมือนกับลำกล้องปืนเล็กๆ นับไม่ถ้วน
ฟุ่บ
ลู่เซิ่งลุกขึ้น ท่อนล่างเหมือนสวมเกราะอ่อนสีดำที่หนาหนักน่ากลัว
‘ผลพิเศษนี้…’ เขาดูผลพิเศษปริศนาในกรอบผลพิเศษของวิชาแสงมายาอีกครั้ง ลางสังหรณ์บอกเขาว่าจะทดลองมันที่นี่ไม่ได้
‘ในเมื่อร้ายกาจกว่ากระทืบพสุธาที่สั่นสะเทือนบริเวณรอบๆ อานุภาพของผลพิเศษนี้จะต้องมีทั้งผลของวิชาตัวเบาและพลังทำลายล้างแน่นอน ต้องหาที่โล่งๆ สักแห่งทดลองดู’
ปราณหยินถูกใช้ไปพอประมาณ เหลือแค่ไม่กี่หน่วย ลู่เซิ่งไม่นำพา เขาสัมผัสผลพิเศษของวิชาแสงมายาได้แล้ว เบาหวิว ปราดเปรียว และมีพลังระเบิดที่คาดไม่ถึงอยู่เต็มเปี่ยม
‘ใช้ได้แล้ว…’ ลู่เซิ่งปล่อยขากางเกงลงปิดขา พลังยุทธ์ของสภาพหยินโชติช่วงโคจรด้วยความเร็วสูง หนามแหลมเหมือนแผ่นเกราะสีดำที่เดิมงอกออกมา แนบชิดติดผิวหนังอย่างรวดเร็ว บนผิวมีเยื่อบางๆ คล้ายสีผิวตามปกติ ชั้นหนึ่งโผล่มา ปกคลุมสองขาเอาไว้
ไม่นาน ผลการซุกซ่อนอันแข็งแกร่งของสภาพหยินโชติช่วงก็ทำงานอย่างเต็มที่
ขาที่เหมือนสวมเกราะอ่อนของลู่เซิ่งกลับเป็นขาของคนปกติอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ไม่อาจปลอมแปลงได้ก็คือเกราะปลายนิ้วเท้าอันคมกริบกับฝ่าเท้าที่เรียวยาวคล่องแคล่ว
เขาลุกเดินไปที่หน้าประตู ยกดาลประตูขึ้น ในเสียงครืนครัน ประตูหินค่อยๆ ขยับเปิด
“ข้าจะออกไปด้านนอก” ลู่เซิ่งสั่ง
“ทราบแล้ว! ข้าน้อยจะเตรียมรถม้าทันที!” องครักษ์ใกล้ชิดรีบตอบ
“ไม่ต้อง ข้าไปผ่อนคลายจิตใจคนเดียว ไม่ต้องตามมา” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ
…
แดนเหนือ ยอดเขาวิหควิญญาณ
หิมะลอยเวียนว่อน รอบๆ ยอดเขาเป็นสีเงิน ขาวโพลนทั้งแถบ
ลู่เซิ่งเดินเอื่อยๆ ในพื้นหิมะ รอยเท้าด้านหลังที่เพิ่งเหยียบลงไป ถูกหิมะกลบอย่างรวดเร็ว
ฟิ้ว!
เงาสีขาวสายหนึ่งพุ่งผ่านท้องฟ้า ส่งเสียงกู่ร้อง
ลู่เซิ่งเงยหน้าหยีตามองนกตัวใหญ่สีขาวที่บินผ่าน ขณะกำลังปลดปล่อยการปลอมแปลงเพื่อทดลองอานุภาพของวิชาแสงมายา อยู่ๆ เงาดำทะมืนผืนใหญ่ก็เคลื่อนไหวเข้ามาบนศีรษะของเขา พริบตาเดียวก็บังเขาไว้
‘นั่นคือ…’ ม่านตาลู่เซิ่งหดตัวลงในพริบตา
สิ่งที่พุ่งผ่านศีรษะเขาไปเป็นหมาป่าสีขาวขนาดมโหฬาร
ร่างกายของหมาป่าตัวนั้นใหญ่ราวภูเขาลูกย่อมๆ ปะปนกับลมหิมะ แทบแยกไม่ออก แต่ลู่เซิ่งยังคงเห็นชัดด้วยสายตาที่ยอดเยี่ยม
หมาป่าสีขาวรวดเร็วฉับไว พุ่งผ่านลู่เซิ่งไปยังที่ไกลแทบจะในพริบตา เหมือนกับเมฆขาวก้อนใหญ่
มันเพียงผ่านมาที่นี่ ร่างกายยาวหลายสิบหมี่คล้ายกับสัตว์ยักษ์ในยุคบรรพกาล ความรู้สึกกดดันอันรุนแรงน่าพรั่นพรึงพุ่งไปที่ไกล
หมาป่ายักษ์เพียงกะพริบตาก็หายไปในพายุหิมะที่อยู่ไกลออกไป
ลู่เซิ่งมองส่งอีกฝ่ายจากไป ครุ่นคิดสักพัก
เขาพลันยกเท้าเบาๆ
ตูม!
พื้นหิมะแตกเป็นร่องแยกหลายสาย หิมะผืนใหญ่ระเบิดกระจายสู่ฟากฟ้า
รอยแตกคล้ายใยแมงมุมแผ่ออกไปสิบกว่าหมี่โดยมีลู่เซิ่งเป็นศูนย์กลาง แรงสะท้อนกลับอันยิ่งใหญ่พาเขาพุ่งสู่ท้องฟ้า ไล่ตามหมาป่าขาวตัวนั้นไปติดๆ
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น