191-195
บทที่ 191
ลู่เซิ่งปัดโคลนบนป้ายหินออกเบาๆ แล้วยกมันขึ้นมา เสียบฟุ่บเมื่อถอนป้ายหินออกจากพื้น
เศษดินโคลนจำนวนมากร่วงตกจากป้ายหินสีดำซึ่งสูงหนึ่งหมี่กว่าๆ
ด้านล่างสุดของป้ายหินยังมีตัวหนังสืออีกหลายแถว แม้พร่ามัวแต่ก็พอจะอ่านได้
‘เดินสู่ความเดียวดายของตน มุ่งสู่ความเจ็บปวดอันสิ้นหวัง ความยินดี ชีวิต ความตาย ความหวัง…’
ด้านล่างประโยคนี้เป็นเนื้อหาที่เหมือนคำอธิบายอย่างละเอียด ลู่เซิ่งหยีตากวาดอ่าน ในที่สุดก็เข้าใจว่าทำไมตนจึงหาเจ้าบ้านไม่หัวเราะที่ว่าไม่เจอ
‘นี่คืออะไร เกมประหลาดน่าเบื่อหรือไง’ เขาวางป้ายหินลง แล้วมองดูรอบๆ
“ทุกคนกลับไปเมืองชาใส การค้นหาในครั้งนี้จบลงเท่านี้”
พอกล่าวจบ พลพรรควาฬแดงต่างงุนงง ทว่าคำสั่งของประมุขพรรคไม่อาจไม่ทำตาม ไม่มีคนกล้าไต่ถาม ก้มหน้าขานรับอย่างเชื่อฟัง
สวีชุยกับนิ่งซานพิจารณาป้ายหิน พวกเขาไม่รู้จักตัวอักษรซ่งโบราณ และไม่รู้ว่าประมุขพรรคเห็นสิ่งใด ยิ่งไม่เข้าใจว่าตัวอักษรด้านบนมีความหมายว่าอะไร กระนั้นพวกเขารู้ว่า จะต้องเป็นเพราะเนื้อหาของป้ายหินนี้ที่ทำให้ประมุขพรรคเปลี่ยนความตั้งใจ
ทุกคนล่าถอย ทิ้งคนจำนวนน้อยไว้ที่นี่เพื่อคอยนำทาง
ลู่เซิ่งให้คนที่เหลือเฝ้าอยู่ที่ประตูหมู่บ้าน ย้ำว่าห้ามเข้าไปเด็ดขาด พลพรรควาฬแดงหลายคนมีประสบการณ์ปราบความประหลาดลี้ลับและภูตผีมาแล้ว โดยเฉพาะองครักษ์ใกล้ชิดที่อยู่ข้างกายลู่เซิ่งเหล่านี้ ดังนั้นพวกเขารู้ว่าสมควรทำอย่างไร นอกจากไม่วิตก ยังพกพาผงยาที่ต้านทานอาการประสานหลอนที่ห้องโอสถปรุงขึ้นอีกไม่น้อย ภาพหลอนทั่วไปไม่มีผลต่อพวกเขา
ลู่เซิ่งพาพวกเหยียนไคกลับถึงเมืองชาใสโดยไม่หยุดพัก ทั้งสามแม้เคลือบแคลงสงสัย แต่ก็ทราบว่าพรรควาฬแดงจะต้องเคลื่อนไหวโดยมีเหตุผลของพวกเขา ถึงอย่างไรพรรควาฬแดงก็มียอดฝีมือระดับผู้อาวุโสเสียท่าแก่ความประหลาดลี้ลับ ไม่ทราบเป็นหรือตาย ไม่มีทางปล่อยคดีนี้ไปง่ายๆ
“เป็นอย่างที่เฉาหลงพูด สถานที่นั่นต้องไปในเวลาที่แน่นอน จึงจะพบเห็นสิ่งที่อยากจะเห็น”
ลู่เซิ่งยืนเอามือไพล่หลังในห้องหนังสือของพรรคชา กล่าวกับพวกสวีชุยและเหยียนไคที่อยู่ด้านข้างอย่างราบเรียบ
“เวลาที่แน่นอนหรือ จะว่าไป เรื่องเล่าของเจ้าบ้านไม่หัวเราะก่อนหน้านี้ทั้งหมดเกิดขึ้นตอนกลางดึก หรือว่ามีแต่เวลานี้เจ้าบ้านไม่หัวเราะจึงจะปรากฏตัว” เหยียนไคกล่าวเบาๆ
“ท่านเหยียนไคสนใจในเรื่องเล่านี้มากหรือ” ลู่เซิ่งยิ้มพลางมองเขา
“เอ่อ…นิดหน่อย แต่ในเมื่อประมุขพรรคลู่ออกโรงเอง เรื่องนี้ย่อมไม่มีปัญหา” เหยียนไคกล่าวอย่างเกรงใจ
“แต่ว่ามังกรท่องบูรพาเฉาหลงนั่นถึงกับเดินทางไกลมาเป็นหมื่นลี้เพื่อตามหาเจ้าบ้านไม่หัวเราะในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ในนี้จะต้องซ่อนเลศนัยไว้แน่” ต้วนหรงหรงกระซิบเตือน
“ไม่เป็นไร ตอนดึกข้าจะหาไปด้วยตัวเอง สถานที่นั่นไปกี่คนก็ไม่มีความหมาย ไม่ว่าจะมีกี่คนสิ่งที่ต้องเผชิญก็เหมือนกันหมด” ลู่เซิ่งส่ายหน้าเอ่ย
“ต้องการให้ข้าร่วมทางกับเจ้าด้วยหรือไม่” สตรีกางร่มตัวน้อยไม่รู้โผล่มาจากไหน อยู่ๆ ก็เดินออกมาจากด้านหลังชั้นหนังสือของห้องหนังสือ
“ไม่ต้อง อีกไม่นานก็จัดการได้” ลู่เซิ่งยิ้มเอ่ย “เที่ยวนี้พวกเราลดจำนวนคนก่อนค่อยไป แต่ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นวันนี้”
คนที่เหลือไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร กระนั้นเมื่อลู่เซิ่งที่เป็นระดับประมุขพรรคเอ่ยเช่นนี้ คนอื่นๆ ก็ไม่กล้ากล่าวมากความ
ทุกคนพักผ่อนในพรรคชาระยะหนึ่ง พรรคชาก็ตามหาคนที่กระจายเรื่องเล่านั้นจนเจอ
ไม่เหนือความคาดหมาย คนผู้นั้นตายมาหลายวันแล้ว ศพส่งกลิ่นเหม็นในบ้านจึงค่อยถูกคนพบ ตอนคนของพรรคชาเจอ เพื่อนบ้านไม่รู้ว่าเขาตายมากี่วันแล้ว
เบาะแสขาดสะบั้น ทุกอย่างยุ่งเหยิง
เวลาเหมือนติดปีก พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายวัน
พวกเหยียนไคพบว่าลู่เซิ่งไม่คิดเคลื่อนไหวอีก และไม่เห็นร่องรอยของเฉาหลงในเมือง จึงทราบว่าเขาจะต้องอยู่ที่นั่น พากันร้อนรน
ตอนเจอหน้า เหยียนไคทดลองถามลู่เซิ่งหลายหน แต่ไม่ได้รับคำตอบว่าจะเคลื่อนไหว รออีกหลายวัน ด้วยความจนปัญญา เขาได้แต่พาศิษย์พี่ว่านเหอจื่อกับต้วนหรงหรงไปยังหมู่บ้านหินแห่งนั้นอย่างเงียบๆ
…
หมอกกระจายในป่า ทุกที่เป็นหมอกขาวขมุกขมัว
เหยียนไค ว่านเหอจื่อ กับต้วนหรงหรงกลับมาถึงหน้าหมู่บ้านหินอย่างคุ้นชินทาง
ป่าในไอหมอกเงียบสงัด รอบๆ ไม่ได้ยินเสียงคน เงียบงันจนน่าพรั่นพรึง
เหยียนไคยืนก้มมองรอบๆ อยู่ที่ประตูหมู่บ้าน
“คนอยู่ไหน คนของพรรควาฬแดงที่เฝ้าอยู่ ยังมีคนของสมาคมหทัยร่อนเร่ ไม่ใช่อยู่นี่หมดหรอกหรือ เหตุใดจึงไม่เห็นใครเลย”
คิดจะทำภารกิจตรวจสอบเฉาหลงให้สำเร็จ จะต้องติดตามขบวนของเฉาหลงทุกเวลา ก่อนหน้านี้เขาต้องการยืมแรง ติดต่อกับลู่เซิ่งสำเร็จแล้ว ทว่าทิศทางในภายหลังไม่เป็นไปตามที่ต้องการ พรรควาฬแดงพาคนส่วนใหญ่ถอนกำลังไป จากนั้นก็ไม่เคลื่อนไหวอีก
หลังจากเห็นป้ายหินแผ่นนั้น ลู่เซิ่งก็สะกดทัพไม่เคลื่อนไหวคล้ายรอสิ่งใด
พวกเหยียนไคจนใจ ประกาศรางวัลของตระกูลตู๋กูมีการจำกัดเวลา ถ้ายังไม่ทำอะไร คนที่ลำบากที่สุดคือว่านเหอจื่อ
ด้วยความจนปัญญา ทั้งสามได้แต่เคลื่อนไหวด้วยตนเอง
เหยียนไคยืนหน้าประตูหมู่บ้าน หันไปสบตากับต้วนหรงหรง
“ศิษย์พี่ ท่านอย่าได้เข้าไป รอตกดึกข้ากับหรงหรงจะเข้าไปเอง ท่านใช้ความสามารถแอบมองด้านนอก ขอแค่เจอคนก็พอ อย่างอื่นไม่ต้องห่วง” เหยียนไคกล่าวเบาๆ
“จะได้อย่างไร!” ว่านเหอจื่อส่ายหน้าอย่างจริงจัง “ข้าเป็นคนก่อเรื่อง ประกาศรางวัลก็เป็นข้ารับเอง ไม่เกี่ยวกับศิษย์น้องและหรงหรง เรื่องนี้ข้าจัดการเองก็พอ พูดถึงการเล่าเรื่องตลก ศิษย์พี่ยังมั่นใจอยู่บ้าง” เขายิ้มอย่างฝืนๆ
“ศิษย์พี่…” เหยียนไคเห็นความแน่วแน่ของว่านเหอจื่อ คนอย่างเขาบางครั้งก็เหลาะแหละยิ่ง แต่ยามจริงจัง ก็แน่วแน่และเชื่อถือได้ การตัดสินใจในเวลาที่เขาจริงจังไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้
“ไม่ต้องพูดแล้ว ข้ารู้ว่าพวกศิษย์น้องหวังดีต่อข้า แต่เรื่องนี้กล้าทำก็กล้ารับ ข้าหาเรื่องเอง ข้าต้องรับเอง” ว่านเหอจื่อกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ว่าแล้ว ก็ก้าวเข้าไปในหมู่บ้านหินอย่างไม่ลังเล พริบตาเดียวก็สาบสูญไปในหมอกหนา
“ศิษย์พี่!” พวกเหยียนไคตั้งตัวไม่ทัน รีบไล่ตามไป แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ ว่านเหอจื่อที่เพิ่งผละจากพวกเขาไปเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หายไปแล้ว
เวลานี้มืดมิดสงัดเงียบ หมอกขาวมัวซัว รอบๆ ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าแม้แต่น้อย
เหยียนไคฉุดดึงต้วนหรงหรงคลำกำแพงเดินเข้าไปด้านใน มือกดบนกำแพงหินของหมู่บ้านที่หยาบเย็นยะเยือก บางครั้งคลำเจอตะไคร่น้ำที่เรียบลื่น มือก็ไถลไปอย่างไม่ตั้งใจ
ทั้งสองคนร้อนใจอยู่บ้าง ที่นี่เป็นสถานที่ยุ่งยากซึ่งยอดฝีมือระดับผู้อาวุโสของพรรควาฬแดงเสียท่า ต่อให้พวกเขาทั้งสองคนมีประสบการณ์โชกโชน ก็ต้องก้าวเดินอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ คลำทางไปด้านหน้า การพุ่งเข้าไปเหมือนว่านเหอจื่ออันตรายเกินไป
“หรงหรง อยู่ใกล้ๆ ข้าไว้!”
“ทราบแล้ว!”
เหยียนไคได้ยินคำตอบจากทางด้านหลัง จิตใจสงบลงเล็กน้อย พวกเขาสองคนเดินไปตามทางทุกที่โดยปลอดภัยไร้อันตราย อาศัยสายเลือดในร่างตอบสนองอันตรายและการคุกคามอย่างฉับไว ตอนนี้ในร่างไม่มีปฏิกิริยา ทุกอย่างยังดีอยู่
ขณะฉุดหรงหรงไปด้วย เหยียนไคค่อยๆ คลำกำแพงเข้าไป สองตาสองหูจดจ่อกับสภาพรอบๆ อย่างระมัดระวัง
ฟุ่บ
ทันใดนั้นด้านหน้ามีเงาคนผ่านแวบไปอย่างพร่ามัว คล้ายเป็นศิษย์พี่ว่านเหอจื่อ
“ศิษย์พี่!” เหยียนไคร้องขึ้น ลากต้วนหรงหรงไล่ตามไป
เงาคนกลับไม่หยุด หมุนรอบหนึ่ง ก่อนพุ่งขึ้นบันไดหิน จากนั้นก็เลี้ยวเข้าไปในบ้านหินหลังหนึ่ง
เหยียนไคหยุดลง เพ่งมองด้านหน้า เห็นเป็นชายเสื้อของว่านเหอจื่อจริงๆ
เขาลังเลอีกรอบ กัดฟันแล้วปล่อยมือต้วนหรงหรง
“หรงหรงเจ้ารออยู่ด้านนอกประตู ข้าจะไปตามศิษย์พี่!”
“เจ้าค่ะ!”
เสียงของต้วนหรงหรงดังมาเบาๆ
เหยียนไคไม่คิดมาก ผลักประตูพุ่งตามเข้าไปในบ้านหิน
ด้านในเป็นลานว่างเปล่า ไร้เงาของว่านเหอจื่อ ไม่ทราบว่าวิ่งไปที่ไหนแล้ว
เหยียนไคชักกระบี่ออกจากด้านหลังช้าๆ จับจ้องรอบๆ อย่างระมัดระวัง เดินไปยังเรือนหลักของบ้านทีละก้าวๆ
แหมะ…
แหมะๆๆ…
ทันใดนั้นหยดฝนเท่าเม็ดถั่วตกลงมา
หมอกหนาเริ่มสลายหายไปด้วยความเร็วที่ตาเนื้อเห็นได้คล้ายถูกลมพัด ไม่กี่อึดใจ หมอกทั้งหมดก็หายไปโดยสิ้นเชิง
ครืน
สายฟ้าสายหนึ่งแลบขึ้นบนท้องฟ้า เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้อง ฝนเทกระหน่ำลงมา
เหยียนไคค่อยเห็นสภาพแวดล้อมที่ตนอยู่
เขากำลังยืนกลางลานว่างในบ้านหิน ด้านหน้าเป็นโถงหลักของบ้านหินที่มีแสงสว่าง ประตูบ้านหินปิดอยู่ เห็นคนคนหนึ่งนั่งอยู่ มองเห็นได้รางๆ ผ่านกระดาษหน้าต่าง
เขาหรี่ตาถอยหลังช้าๆ ไอหมอกหายไปเร็วเกินไป ออกจะขัดหลักธรรมชาติอยู่บ้าง
ภาพต่างๆ ที่ปรากฏตรงหน้า วิธีที่คนในเรือนหลักปรากฏคล้ายกันมากกับเจ้าบ้านไม่หัวเราะในเรื่องเล่า
เขายังไม่ได้เตรียมตัวเผชิญกับเรื่องเล่าของที่นี่ตรงๆ
…
“เฮ้ย ที่นี่มีแสงไฟ ที่นี่ๆ! รีบมา!” ท่ามกลางสายฝน เงาคนอายุน้อยสวมเสื้อคลุมสามคนรีบวิ่งมาทางบ้านหิน
บ้านหินที่สว่างไสวเป็นเหมือนกับประภาคารในสภาพอาการที่มืดครึ้มมีฝนเทกระหน่ำ บ่งบอกว่ามีที่ให้หลบฝนและมีชาร้อนๆ ให้ดื่ม
เฉินจื่อกวงกับสวีเผย เดิมจะไปพักผ่อนในตัวเมืองที่อยู่ไม่ไกล แต่ดึกเกินไปยังไปไม่ถึง ระหว่างทางก็เสียเวลาโดยไม่คาดคิด จนป่านนี้ยังไปไม่ถึงตัวเมืองก็เจอฝนเข้าเสียก่อน ได้แต่วิ่งมาหลบฝนด้วยความจนปัญญา
รอจนถึงใต้ชายคาของบ้านหิน เสื้อคลุมยาวบนตัวเขาก็เปียกชุ่มแล้ว
“หวังว่าเสื้อผ้าในตะกร้าสะพายจะไม่เปียก ใครจะไปคิดว่าเกวียนเทียมวัวจะเพลาหัก เฮ้อ ครั้งนี้โชคร้ายจริงๆ” เฉินจื่อกวงถอนใจกล่าว
“นั่นน่ะสิ ข้าสอบมาสามครั้งแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ทุลักทุเลเช่นนี้” สวีเผยกล่าวอย่างอับจนปัญญาเช่นกัน
ทั้งสองคนพาเด็กรับใช้คนหนึ่งมาด้วย เป็นบัณฑิตที่เดินทางไปสอบในเมือง เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าจะเจอฝนกลางทางอย่างประจวบเหมาะแบบนี้
“ไปขอน้ำร้อนกับเจ้าบ้านของที่นี่มาดื่มกันเถอะ” เฉินจื่อกวงเสนอ
ก๊อกๆๆ
เด็กรับใช้รีบไปเคาะประตู
เสียงแอ๊ด ประตูเปิดออก มีคนด้านในเปิดออกมา
เหยียนไคมองคนทั้งสามนอกประตูอย่างประหลาดใจ เวลานี้ยังมีคนมา
“พวกท่าน…”
“บังอาจถามท่านเป็นเจ้าบ้านใช่หรือไม่” สวีเผยรีบเข้ามาถามด้วยมารยาท
“ไม่…ข้าเพียงแค่มาหลบฝนเท่านั้น” เหยียนไคไม่ทราบที่มาของคนทั้งสาม จึงกล่าวปิดบัง
“พอดีเลย พวกเราก็มาหลบฝนเหมือนกัน” พวกเฉินจื่อกวงตาเป็นประกาย
“ผู้มาด้านนอกเป็นใคร” ทันใดนั้นในบ้านแว่วเสียงกระจ่างชัด ประตูไม้เรือนหลักของบ้านหินถูกดึงออก ชายฉกรรจ์หน้าบากร่างล่ำ แบกดาบเหล็กสาวเท้าออกมา
“พวกท่านก็มาหลบฝนเหมือนกันหรือ” เขาจ้องพวกเหยียนไคอย่างระวังตัว
“เอ่อ…” เหยียนไคคิดไม่ถึงว่าคนที่นั่งด้านในจะเป็นชายฉกรรจ์หน้าบาก พลันสับสน
“ศิษย์น้อง! ข้าอยู่ที่นี่!” เวลานี้ในบ้านมีคนคนหนึ่งเดินออกมา เป็นว่านเหอจื่อ เขาประคองเศษกระเบื้องแตกอยู่ที่ปาก คล้ายกำลังดื่มน้ำ
“เหตุใดเจ้ามาคนเดียว หรงหรงเล่า” ว่านเหอจื่อถามอย่างสงสัย “เมื่อครู่หมอกหายไปหมด ข้าเข้าประตูมาเห็นพี่ชายท่านนี้กำลังดื่มน้ำพักผ่อนอยู่ในบ้าน จึงขอเขามาหน่อยหนึ่ง จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังจากด้านนอก”
“ที่แท้ทุกคนมาหลบฝนนี่เอง” ชายฉกรรจ์กระจ่างแจ้ง “ถ้าไม่รังเกียจ ก็เข้ามาพักผ่อนเถอะ บ้านนี้แม้จะไม่เป็นระเบียบ แต่อย่างไรก็กันฝนได้”
……………………………………….
บทที่ 192
เหยียนไคอ้าปาก ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“พี่เหยียนไค” เวลานี้หรงหรงเบียดตัวเข้ามาจากประตู “นี่คือ…เกิดอะไรขึ้นหรือ” นางมองภาพนี้ด้วยสีหน้างุนงง
ฝนเทหนักลงมาเรื่อยๆ ฟ้าผ่ายิ่งมายิ่งดัง ทุกคนจนปัญญา จึงเข้าไปหลบฝนในเรือนหลัก
เรือนหลักสภาพไม่ดีนัก ผนังสกปรกและมีแต่หยากไย่ สิ่งที่สมบูรณ์เพียงหนึ่งเดียวคือเก้าอี้สองสามตัว
ชายฉกรรจ์หน้าบากนั่งบนเก้าอี้ หยิบกิ่งไม้หยาบขึ้นมาเขี่ยกองไฟบนพื้น
“ข้าเพิ่งมาถึงที่นี่ ก็เจอสภาพอากาศเลวร้ายขนาดนี้ เดิมคิดไปหาพี่ชายในเมืองที่อยู่ไม่ไกล ตอนนี้เกรงว่าจะต้องรอถึงวันมะรืนแล้ว”
พวกเฉินจื่อกวงไม่ได้พูดอะไร ยามอยู่ด้านนอกอย่าได้บอกเล่าประวัติตนเองตามใจ นี่เป็นความรู้ทั่วไป ถึงพวกเขาจะไม่รู้ว่าแค่เครื่องแบบของตนก็เผยสถานะออกมาแล้วก็ตาม
“ที่แท้ท่านก็เข้ามาหลบฝนเหมือนกัน” เหยียนไคกระจ่างแจ้ง
“ท่านพี่คิดว่าอย่างไรเล่า” ชายฉกรรจ์ทำหน้าฉงน
“เอ่อ…ไม่พูดแล้วๆ” เหยียนไคเดาว่าก่อนหน้านี้ตนอาจถูกสิ่งใดล่อลวง
เขามองต้วนหรงหรงกับว่านเหอจื่อ คนทั้งสองดียิ่ง ไม่ต่างจากยามปกติ
“จะว่าไปเมื่อครู่นี้มีหมอกหนามาก…”
“หมอกเมื่อครู่หนาจริงๆ” ชายฉกรรจ์หน้าบากพยักหน้า “แต่อยู่ๆ ก็หายไป แปลกอยู่บ้าง ในป่าเขาแบบนี้ทุกคนระวังไว้หน่อยก็ดี”
“ถูกต้อง ท่านพี่กล่าวถูกต้อง” เฉินจื่อกวงพยักหน้าเห็นด้วย
ครืน
สายฟ้าสายหนึ่งแลบขึ้น ส่องสว่างนอกบ้านเป็นสีขาวโพลน
ทุกคนอังเสื้ออยู่รอบกองไฟ ถือโอกาสสนทนากัน
เหยียนไคจึงค่อยทราบว่า ชายฉกรรจ์หน้าบากคนนั้นชื่อซุนช่านขวง มาจากพื้นที่อื่นเพื่อไปขอพึ่งพิงพี่ชายตนซึ่งเป็นคนในยุทธภพ เขาเล่าว่าเป็นคนของสำนักมหาอินทรีอะไรสักอย่าง
บัณฑิตสองคนนั้นพาเด็กรับใช้มาด้วยคนหนึ่ง กำลังไปสอบในเมืองที่อยู่ใกล้ๆ
แสงไฟอบอุ่น ด้านนอกเกิดฝนฟ้าคะนอง อุณหภูมิลดฮวบลง แดนเหนืออยู่ใกล้ธารน้ำแข็ง เดิมอุณหภูมิต่ำถึงขีดสุด บวกกับเป็นฤดูสารทคิมหันต์ จึงเหน็บหนาวกว่าเดิม ถ้าไม่มีไฟ ความเย็นตอนกลางคืนสามารถเด็ดชีวิตชายฉกรรจ์ได้
“บ้านหลังนี้ใหญ่จริงๆ มีห้องเดี่ยวเชื่อมกันสามห้อง ข้ายึดห้องหนึ่งไปแล้ว ที่เหลือทุกท่านจัดการกันเอง มืดมากแล้ว ข้าขอนอนก่อน”
หลังสนทนากัน ชายฉกรรจ์หน้าบากซุนช่านขวงก็หาวหวอด พร้อมกับลุกขึ้นยืน
“พี่ซุนตามสบาย ห้องสามห้องมีพอสำหรับพวกเราสามกลุ่มพอดี” เฉินจื่อกวงคุยกับซุนช่านขวงอย่างเพลิดเพลิน รีบลุกขึ้นประสานมือ
“เกรงใจแล้ว ยามออกเดินทางสมควรช่วยกันไม่ใช่หรือ” ซุนช่านขวงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ดึกมากแล้ว อย่างนั้นพวกเราก็ไปพักผ่อนด้วยเถอะ” สวีเผยลุกขึ้นกล่าว
“ก็ดี อย่างนั้นพวกเราก็จะพักผ่อนเหมือนกัน” เหยียนไคลุกตาม พูดพลางยิ้มแย้ม
เขาขยิบตาให้ต้วนหรงหรงกับว่านเหอจื่อ ทั้งสองลุกตาม คนสามกลุ่มแยกกันเข้าห้องเดี่ยวสามห้องในบ้านหิน
“คืนนี้…พักผ่อนกันเถอะ เตียงนั้นใช้ไม่ได้แล้ว ได้แต่เอามาก่อไฟบนพื้น” เหยียนไคเดิมอยากถามสถานการณ์ก่อนหน้าของทั้งสอง แต่คำพูดถึงมุมปาก กลับพูดไม่ออก
“พี่เหยียนไคก่อนหน้านี้ ข้าเห็นคนที่เหมือนกับท่านวิ่งในหมอกเข้าไปส่วนลึกของหมู่บ้าน ถ้าไม่ใช่ได้ยินเสียงพูดของท่านในลานว่าง ข้าอาจถูกคนผู้นั้นล่อไปจริงๆ” ต้วนหรงหรงพลันเอ่ยเบาๆ
เหยียนไคตาเป็นประกาย พยักหน้า “ระวังตัวด้วย ดูดีๆ ก่อนตัดสินใจ อย่าได้รีบร้อน”
“ศิษย์น้อง พรุ่งนี้เจ้าพวกเจ้ากลับไปเถอะ เป็นข้าแส่หาเรื่อง สมควรให้ข้าจัดการเอง…” ว่านเหอจื่อสีหน้าจริงจัง
“ศิษย์พี่ไม่ต้องพูดแล้ว” เหยียนไคส่ายหน้า “ระวังตัวด้วย ที่นี่พิกลอยู่บ้าง ถ้าเกิดเรื่องให้ปกป้องตัวเองก่อน เห็นอะไรก็อย่ารีบร้อนตัดสินใจ”
“อือ ข้ารู้แล้ว” ว่านเหอจื่อพยักหน้า
ทั้งสามคนต่างมีเรื่องในใจ พากันพิงกำแพงพักผ่อน
…
เมืองชาใส
ลู่เซิ่งออกจากห้องนอนตั้งแต่เช้าตรู่ ฟ้ายังไม่สว่าง ยืนมองสายฟ้าแลบแปลบปลาบบนท้องฟ้าในลานว่าง
สตรีกางร่มตัวน้อย โดดออกมาจากมุมลานว่าง มองลู่เซิ่งอย่างขลาดๆ จากนั้นเดินถึงข้างบ่อกลางลาน มือน้อยๆ เริ่มใช้ถังน้ำตักน้ำทีละนิดๆ
เสียงล้อหมุนดังเอี๊ยดอ๊าด
“อิงอิงหรือ เจ้าตื่นเช้ายิ่ง” ลู่เซิ่งไม่ต้องหันหลัง ก็แยกแยะได้ว่าสตรีกางร่มตอนนี้อยู่ในร่างไหน
“ข้า…ไม่ต้อง…หลับ” สตรีกางร่มตัวน้อยตอบเบาๆ
ลู่เซิ่งอดหัวเราะไมได้
“ก็จริง ข้าลืมไป”
เขามองป่าเขาที่อยู่ห่างไกล นั่นเป็นทิศทางที่หมู่บ้านหินแห่งนั้นตั้งอยู่
“เจ้ารู้จักหมู่บ้านหินแห่งนั้นหรือไม่ จะว่าไปอายุเจ้าน่าจะเยอะกว่าหงฟางไป๋ ไม่เคยได้ยินข่าวของหมู่บ้านนั้นแม้แต่น้อยเลยหรือ”
“…ขอ…ขออภัย…” อิงอิงก้มหน้าขอโทษ
“ไม่เป็นไร ข้าถามไปเช่นนั้นเอง” ลู่เซิ่งยิ้ม “สถานที่นั้นไม่ใช่ที่ที่อยากเข้าไปแล้วจะเข้าไปได้ ข้าต้องทำความเข้าใจก่อนว่าที่นั่นมีอะไรกันแน่ จะได้รับอะไรบ้าง ทำไมเฉาหลงนั่นถึงเดินทางไกลมาที่นี่”
อิงอิงไม่เข้าใจความคิดของลู่เซิ่ง สำหรับนาง ต่อให้แข็งแกร่ง สถานที่แบบนั้นหรือว่าจะต้านทานท่านพี่ของนางในช่วงสมบูรณ์ที่สุดได้
ลู่เซิ่งเอาชนะท่านพี่ที่ร้ายกาจที่สุดมาแล้ว บนพื้นที่แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรงเรื่องใด
“เจ้าไม่เข้าใจก็ช่างเถอะ” ลู่เซิ่งส่ายหน้า สถานะของเขาล่อแหลม ต้องรีบเพิ่มระดับตัวเองโดยเร็วที่สุด มีแต่พลังของตัวเองถึงขั้นที่ไม่มีใครไปถึง ไม่มีใครคุกคามได้เท่านั้น จึงจะไม่ต้องห่วงปัญหาอย่างตระกูลขุนนางและมารปีศาจอีก
ถึงอย่างไรพลังของเขาก็มากพอจะพลิกค่ำระบอบการปกครองของโลกใบนี้ได้
ก่อนหน้านั้น การเคลื่อนไหวกับการเปิดเผยที่ไร้ความหมายล้วนอันตราย ทุกครั้งที่ลงมือจะถูกค้นพบความเป็นมาได้ง่าย
อิงอิงตักน้ำเสร็จแล้วก็กลับไป ลู่เซิ่งยืนอยู่ในลานว่างสักพัก ค่อยเดินไปยังห้องหนังสือ
ต่งฉีแห่งพรรคชารออยู่ที่นั่น
“เรียนประมุขพรรค เจ้าบ้านไม่หัวเราะปรากฏตัวขึ้นอีกแล้ว! เมื่อวานมีคนหายไปอย่างลึกลับ ดูจากร่องรอยที่เหลืออยู่ สมควรเป็นเจ้าบ้านไม่หัวเราะโผล่มา”
“อ้อ?” ลู่เซิ่งกระตือรือร้น “คนผู้นั้นหายไปได้อย่างไร”
ต่งฉีก้มหน้ากล่าวอย่างเคร่งขรึม “ในบ้านของเขาเอง ครอบครัวเขาบอกว่ากลางดึกได้ยินเสียงร้องโหยหวน จึงลุกขึ้นมาค้นดู พบว่าคนผู้นั้นหายตัวไปแล้ว ถึงบัดนี้นี่เป็นคดีที่สิบหกของเมืองนี้”
“คดีนี้แม้แต่คนที่รอดมาได้ก็ตายอยู่ดี ตึงมือยิ่ง” ลู่เซิ่งหยีตา
“ตอนนี้คนในเมืองหวาดหวั่นขวัญผวา ไม่รู้ว่าต่อจากนี้ควรรับมืออย่างไร” ต่งฉีมองลู่เซิ่งด้วยความคาดหวัง หวังว่าเขาจะมีวิธี
“ไม่ต้องรีบ…แล้วเฉาหลงเล่า” ลู่เซิ่งยิ้มถาม
“ไม่พบร่องรอย…ยังมีพวกเหยียนไคก็หายไปด้วย แปลกยิ่ง” ต่งฉีสงสัย
“ประมุขพรรค!” ต่งฉียังพูดไม่จบ สวีชุยกลับพุ่งพรวดเข้ามา สีหน้ากระสับกระส่าย
“ในพรรคมีคนหายตัวไปแล้ว!” ประโยคแรกของเขาทำให้ลู่เซิ่งกับต่งฉีสีหน้าแปรเปลี่ยน
“ใกล้เข้ามาแล้ว…ใกล้เข้ามาแล้ว…” ลู่เซิ่งดวงตาปรากฏความเย็นชา แต่ยังคงไม่เคลื่อนไหว “ระงับการเคลื่อนไหวไว้ เจ้าพาคนไปหลบซ่อนก่อน”
“ขอรับ!” สวีชุยขานรับทันที
พรรควาฬแดงไม่มีการเคลื่อนไหว มีพลพรรคหายตัวไป กระนั้นก็เหมือนไม่เคยเกิดเรื่อง เพียงแต่คนส่วนใหญ่ค่อยๆ ถอยออกจากเมืองชาใส ไปยังเมืองห่วงหยกด้วยการนำของสวีชุย
เวลาผ่านไปทีละวันๆ
เมืองชาใสสงบสุขอีกครั้ง คล้ายกับเรื่องเล่าของเจ้าบ้านไม่หัวเราะหายไปแล้ว
แต่ลู่เซิ่งทราบว่า มันไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่กำลังหลบซ่อนอยู่
เปรี้ยง!
เสียงสายฟ้าคำราม
ต่งฉีลุกขึ้นจากเตียง นางตื่นเพราะปวดปัสสาวะ ราตรีด้านนอกลมพัดฝนกระหน่ำ เสียงดังยิ่ง เสียงฟ้าผ่าเหมือนมีคนกำลังตีกลองอยู่นอกประตู
ครืน
ด้านนอกเป็นสีฟ้า
ซู้ด…ซู้ด…
นางสูดลมหายใจหลายครั้ง พลิกตัวลงจากเตียง แล้วสวมรองเท้า
ต่งฉีดึงประตูเปิด ห้องน้ำที่จะไปต้องผ่านโถงรับแขกในเรือน กลางดึก โคมไฟแขวนผนังที่เดิมจุดไว้ดับลงเพราะพายุพัด
นางยืนอยู่ที่ประตู ขยับคอเสื้อ รู้สึกเย็นวูบ
‘รีบไปรีบกลับดีกว่า’ นางคิดในใจเช่นนี้
ต่งฉีออกจากห้องนอน รีบจ้ำเข้าโถงรับแขกเพื่อไปยังห้องน้ำ
ทันใดนั้นนางค้นพบอย่างประหลาดใจว่า โคมไฟที่โถงรับแขกยังคงส่องแสง
แสงสีเหลืองมัวๆ ขับโถงรับแขกในเรือนหลักให้พร่ามัว
เอี๊ยด
ต่งฉีค่อยๆ งับประตูห้องนอนด้านหลัง สายตากวาดมองด้านในโถงรับแขก
‘ดึกขนาดนี้แล้ว…หรือคนรับใช้จะลืมดับโคมไฟ’ นางไตร่ตรอง
ทันใดนั้นหางตาของนางแลเห็นคนคนหนึ่งนั่งอยู่อย่างสงบบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับประตูในเรือนหลัก
เป็นบุรุษวัยกลางคนที่ร่างสูงใหญ่ ท้วมเล็กน้อย หลังยืดตรง
เพราะแสงมืดสลัวและต่งฉีอยู่ไกล จึงมองไม่เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
อยู่ๆ นางก็เห็นคนที่แข็งทื่อนั้นค่อยๆ หันมามองตนเองแต่ไกล
ต่งฉีที่อยู่ห่างออกมาเห็นใบหน้าอีกฝ่ายไม่ชัด แต่ในความพร่าเลือนนางคล้ายเห็นว่าดวงตาของเขาดำยิ่ง เหมือนกับเป็นรูสองรู
“ผู้ใด ผู้ใดอยู่ตรงนั้น” ต่งฉีใจเต้นระทึก จำไมได้ว่าตนรู้จักบุรุษที่มีรูปร่างเช่นนี้
มือขวาชักมีดสั้นจากในเสื้อนอนด้านหลังออกมา
“เล่าเรื่องตลกมา” เสียงดังมาจากบนร่างคนผู้นั้นอย่างฉับพลัน
“!?”
เจ้าบ้านไม่หัวเราะหรือ
ต่งฉีร่างแข็งค้างกับที่ ส่งเสียงไม่ออก
นางค่อยๆ เบือนหน้าไปมองประตูไม้ของห้องนอนที่เพิ่งออกมา ไม่ทราบว่ามันอ้าออกตอนไหน
บุรุษที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกันกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตู ครั้งนี้อยู่ใกล้กันแล้ว นางในที่สุดก็เห็นว่าความมืดมิดในสองตาของบุรุษผู้นั้นว่าเป็นสิ่งใด
นั่นเป็นรูดำสองรู เบ้าตาไม่มีลูกตา ไม่มีอะไรเลย เพียงแต่เป็นรูเลือด ดำจนเห็นด้านในร่างกาย
ต่งฉีร่างสั่นเทา แทบกำมีดสั้นในมือไม่ไหว นางหน้าซีด ร่างเย็นเฉียบ เสื้อชั้นในเปียกชุ่มเพราะเหงื่อบนตัว
ถอยหลังอย่างเชื่องช้าไปสองก้าว
กรี๊ด!
นางกรีดร้อง หมุนตัววิ่งไปทางประตูใหญ่
กลางลานว่างนอกประตู
ลู่เซิ่งกำดาบยืนอยู่บนพื้น มองเงาร่างสูงใหญ่ที่ค่อยๆ เดินเข้าใกล้จากทางด้านหลัง
“ข้ารอเจ้ามานานแล้ว เฉาหลง…”
คนด้านหลังชะงักเล็กน้อย…
……………………………………….
บทที่ 193
“ใช้คนเป็นตัวล่อหรือ”
ครืน
ใบมีดคมแหลมเหมือนกับเกราะดีดขึ้นมาบนแขนของเฉาหลง คมมีดเป็นประกายสีเงินสะท้อนแสงระยิบระยับในแสงจันทร์
ฟิ้ว!
ทั้งสองคนแทบจะพุ่งตัวพร้อมกัน
ดาบกับแขนทั้งสองข้างกลายเป็นเส้นสีดำสองสาย ปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง
“แดงฉาน อานุภาพเกรียงไกร!”
ลู่เซิ่งพลิกมือฟันดาบลง แสงสีแดงบนคมดาบแผ่ขยาย พริบตาเดียวกลายเป็นตาข่ายดาบสีแดงหนาแน่น ปกคลุมลานว่างไว้อย่างมืดฟ้ามัวดิน พุ่งเข้าใส่เฉาหลง
“พวกเราไม่จำเป็นต้องต่อสู้ นี่ไม่มีความหมาย”
เฉาหลงรีบล่าถอย พลิกตัวกลางอากาศ กระโดดออกจากอาณาเขตคมดาบ ทว่าชายเสื้อของเขายังคงถูกประกายดาบฟันใส่ ลุกไม้เป็นไฟหย่อมหนึ่ง
เขายื่นมือออกมาดับไฟ ควันที่โชยขึ้นลอยผ่านหน้าเขา แล้วถูกลมพัดสลายไป
“เป้าหมายของเจ้าคืออะไร” ลู่เซิ่งเก็บดาบ ยืนนิ่งอยู่ในลานว่าง เหมือนเขาไม่ได้ฟันดาบเมื่อครู่ออกไป
ต่อให้เป็นสภาพหยินโชติช่วง สภาพที่พลังอ่อนแอที่สุด ทุกๆ ดาบก็มีอานุภาพเท่าตอนระเบิดพลังทั้งหมดเมื่อก่อนหน้า
“เป้าหมายหรือ” เฉาหลงงุนงง
แสงจันทร์สาดส่องผ่านหลังชั้นเมฆที่เปิดออก ส่องใบหน้าของเขา นี่เป็นบุรุษร่างกำยำที่ดูซึมเซา
มองอายุของเขาไม่ออก แต่มองเห็นกล้ามเนื้อที่บึกบึนจนแทบระเบิด ร่างกายสูงเกือบสองหมี่ กล้ามเนื้อเหมือนสร้างจากเหล็กกล้า มีเครื่องหมายเหมือนสองง่ามงอกอยู่กลางเส้นผมสั้นสีเทา กระจายเต็มหนังศีรษะ
“ในเมื่อเจ้ารู้จักความประหลาดลี้ลับของที่นี่ อย่างนั้นคงทราบกฎของสำนักไตรอริยะ ทางเชื่อมในครั้งนี้เป็นของพวกเราสมาคมหทัยร่อนเร่” เฉาหลงเอ่ยเสียงทุ้ม
“ทางเชื่อมหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก
“ถูกต้อง” เฉาหลงคล้ายนึกอะไรออก แสดงสีหน้ากระจ่างแจ้ง “ไม่น่าตอนนั้นคนคนนั้นถึงได้พูดแบบนั้น สัญญาที่เขาต้องการให้พวกเรากระทำ ที่แท้คือที่นี่…”
ทันใดนั้น สายตาที่เขามองลู่เซิ่งเปลี่ยนไปเล็กน้อย กลายเป็นเย็นชากว่าเดิม
“ขออุกอาจถามสักประโยค”
ลู่เซิ่งหรี่ตา “เจ้าจะถามอะไร”
เฉาหลงเดินขึ้นหน้ามาสองก้าว
“ที่นี่เคยปรากฏคันฉ่องไตรอริยะบานหนึ่ง เป็นเจ้าทำลายใช่หรือไม่”
ลู่เซิ่งงุนงง จากนั้นก็นึกถึงคันฉ่องแก้วที่เขาได้มาจากพรรคชาในตอนนั้น
เฉาหลงเห็นเขาทำหน้าเช่นนี้ ก็แน่ใจยิ่งกว่าเดิม
“ดูเหมือนจะเป็นเจ้านี่เอง สำนักไตรอริยะกำหนดให้เป็นที่นี่อีกครั้ง มีเหตุผลอย่างที่คิดไว้”
“ทางเชื่อมเป็นของข้า ถ้าเจ้าจะแย่ง อย่างนั้นข้าได้แต่กำจัดเจ้าทิ้งก่อน…” หนามแหลมบนแขนเขาโผล่พรวด ยาวมากขึ้นกว่าเดิมจนเกือบถึงส้นเท้า
ตอนนี้ต่งฉีโซซัดโซเซหนีออกมา พอเห็นลู่เซิ่งกับเฉาหลง พลันยินดีออกนอกหน้า วิ่งมาทางนี้อย่างบ้าคลั่ง
“ประมุขพรรคช่วยด้วย!” นางตะโกน
ด้านในเรือนด้านหลัง เจ้าบ้านไม่หัวเราะสองคนร่างวูบไหว พลันรวมกันกลายเป็นหนึ่ง จากนั้นก็พุ่งปราดมาทางประตูด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
ลู่เซิ่งมองยังไม่มอง ร่างกระโดดไปด้านหลัง กลิ้งรอบหนึ่งแล้วฟันดาบใส่เจ้าบ้านไม่หัวเราะ
“ของข้า ทางเชื่อมเป็นของข้า!” เฉาหลงตวาด
เขาสะกิดเท้า ร่างพลันระเบิดเป็นควันขาว เหมือนกับเคลื่อนร่างเปลี่ยนเงา ปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าเจ้าบ้านไม่หัวเราะ ฟันมีดคมแหลมบนแขนขวาลงด้านล่าง
ผัวะ!
ทั้งสองคนถีบใส่กันกลางอากาศ
ลูกถีบนี้โดนฝ่าเท้าอีกฝ่ายพอดี ฝุ่นสีขาวกลุ่มใหญ่กว่าเดิมระเบิดระหว่างกลางคนทั้งสอง แรงกระแทกอันรุนแรงทำให้ทั้งสองปลิวออกไปทางซ้ายทางขวาพร้อมกัน
“ข้าไม่ต้องการแย่งชิงทางเชื่อมอะไรของเจ้า” ลู่เซิ่งประหลาดใจเหลือแสน เดิมนึกว่าเฉาหลงกำลังเล่นไม่ซื่อ ทว่าตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นสำนักไตรอริยะยุแยงอยู่ด้านหลัง
“อย่างนั้นเจ้าก็ถอยไป หลังจัดการความประหลาดลี้ลับไม่หัวเราะได้ จะชดเชยให้เจ้า” เฉาหลงเอ่ยเสียงเย็น
“เจ้าลงมือตามสบาย ข้าจะไม่ลงมือ!” ลู่เซิ่งถอยหลังไปสองก้าว ดูจากปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ครั้งนี้คล้ายมีความเข้าใจผิดจริงๆ
“เจ้าเอาจริงหรือ” เฉาหลงหยีตา
“แน่นอน” ลู่เซิ่งถอยไปสองก้าวจริงๆ บังต่งฉีไว้ด้านหลังพอดี
เฉาหลงเขม้นมองเขา เดินเข้าหาเจ้าบ้านไม่หัวเราะอย่างเชื่องช้า
ฟุ่บ!
ทันใดนั้นร่างเฉาหลงวูบไหว พื้นยุบตัว เงาคนปรากฏที่ด้านข้างลู่เซิ่งในพริบตาเดียว
“แต่ข้ารู้สึกว่ากำจัดเจ้าก่อนค่อยเอาทางเชื่อมไปปลอดภัยกว่า!”
เคร้ง!
ทั้งสองคนปะทะดาบและมือกัน ส่งเสียงดังกึกก้อง
เป็นวิธีเคลื่อนย้ายที่ลี้ลับไร้สุ้มเสียงนี้อีกแล้ว ลู่เซิ่งเกือบตอบสนองไม่ทัน สุดท้ายก็ใช้ดาบผสมกับตาข่ายโลหิตป้องกันการแทงของอีกฝ่ายไว้ได้
วิธีเร้นลับที่สมาคมหทัยร่อนเร่ใช้ส่งสารให้เขาครั้งก่อนทำให้เขาสัมผัสไม่ได้โดยสิ้นเชิง ตอนนี้เฉาหลงถึงกับใช้วิธีเคลื่อนย้ายที่คล้ายกันได้
สองแขนของเฉาหลงเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงติดต่อกัน คมมีดบนแขนเหมือนกับพายุ ในหนึ่งวินาทีฟันออกหลายครั้ง ถล่มคมดาบที่ลู่เซิ่งใช้ป้องกันอย่างรุนแรงเหมือนกับห่าฝนพายุคลั่ง
สองคนหนึ่งรุกหนึ่งรับ เคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว เสียงตูมเมื่อปะทะกับกำแพงรอบๆ ลานว่าง
กำแพงปรากฏรูขนาดใหญ่ เผยให้เห็นภูเขาจำลอง สวนดอกไม้ และศาลาที่อยู่อีกฟากของกำแพง
ตูม!
พริบตานั้นเกิดเสียงดัง เฉาหลงที่เพิ่งกระแทกลู่เซิ่งออกจากลานว่าง กลับปลิวกระเด็นออกไปด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงกลัวที่สูงกว่า สองขาเหยียบบนพื้น สั่นสะเทือนทั้งลาน เกิดเสียงดังกัมปนาท
“กำจัดข้า อาศัยเจ้าหรือ” ในฝุ่นธุลีที่กระจายทั่วฟ้าตรงที่กำแพงถล่มลง เงาดำสายหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้น
เป็นลู่เซิ่งที่ถูกชนออกจากลานว่างไปเมื่อครู่
ตอนนี้ร่างเขาเริ่มกระตุกและพองขยาย ร่างกายที่สำอางอ่อนแอในตอนแรกเหมือนกับปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกมา กล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนังเริ่มพองขึ้นอย่างรวดเร็ว แข็งขึ้นและกลายเป็นสีดำ
กล้ามเนื้อจำนวนมากเบียดอัดกันจนร่างท่อนบนเขาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ก้อนเนื้อกลมขนาดมหึมาสองก้อนโผล่ขึ้นด้านหลัง
ขมับสองข้างมีเขานูนขึ้น เหมือนกับเขาวัวหนึ่งสั้นหนึ่งยาว กล้ามเนื้อด้านหลังพองตัว กล้ามเนื้อสีเทาอมดำแทงออกมาราวกับหนามบนหลังแถวหนึ่ง
ขนาดร่างกายก็ขยายจากร่างธรรมดา สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พริบตาเดียวก็มีขนาดถึงห้าหมี่
แคว่ก!
มุมปากลู่เซิ่งแยกออก เผยให้เห็นฟันแหลมสีขาวที่เปลี่ยนไป ฟันแหลมสองแถวแน่นขนัดไม่เหมือนมนุษย์โดยสิ้นเชิง คล้ายกับอสูรมังกร[1]กินเนื้อที่ดุร้ายชนิดหนึ่ง
“มาเลย ให้ข้าได้เห็นหน่อยว่าเจ้าจะกำจัดข้าอย่างไร!?”
ผัวะ! เขาถีบเท้า ฝ่าเท้าขนาดยักษ์เหยียบลานว่าง ลานทั้งลานคล้ายกำลังสั่นสะเทือน
ฟุ่บ!
เงาดำสายหนึ่งพุ่งมาจากด้านข้าง เป็นเจ้าบ้านไม่หัวเราะ เขาสีหน้าไร้อารมณ์ คว้ากรงเล็บใส่หลังลู่เซิ่ง
“ไสหัวไป!” ลู่เซิ่งใช้ฝ่ามือเหมือนพัด ตบเจ้าบ้านไม่หัวเราะกระเด็นออกไป ร่างขนาดมโหฬารของตนพุ่งเข้าหาเฉาหลง
“เข้ามา เจ้าอยากกำจัดข้าไม่ใช่หรือ?!”
ตูม!
เขาต่อยใส่พื้นที่เฉาหลงอยู่
พื้นแตกระเบิด ดินโคลนเศษหินมากมายปลิวว่อน ไม่โดนสิ่งใด เฉาหลงหายไปอย่างกะทันหันเหมือนย้ายร่างเปลี่ยนเงา โผล่ขึ้นด้านหลังลู่เซิ่ง
“หนามหทัย!” เขาตวาด สองแขนประกบกันแทงไปด้านหน้า เล็งกลางหลังลู่เซิ่ง
น่าเสียดาย ลู่เซิ่งในตอนนี้แค่สภาพหยินโชติช่วงที่อ่อนแอที่สุดก็มีพลังมากกว่าเบญจลักษณ์แล้ว นี่ทำให้การเปลี่ยนร่างขั้นแรกในตอนนี้ของเขาน่ากลัวกว่าเดิม ขึ้นสู่ระดับอสรพิษโดยตรง
ส่วนการเปลี่ยนร่างขั้นแรกนี้ไม่ได้มีความสมดุลเหมือนหยินหยางรวมเป็นหนึ่ง ส่วนที่แข็งแกร่งที่สุดของสภาพนี้ไม่ใช่ความเร็ว ไม่ใช่การตอบสนอง และไม่ใช่การระเบิด หากเป็นการป้องกันและพละกำลัง
ฉึก
เหมือนกับแทงใส่ไม้ เฉาหลงใบหน้าเปลี่ยนแปลง พลันพบว่ามือของตนแทงลึกเข้าไปในผิวหนังอีกฝ่ายแค่นิดเดียว
“โง่เง่า!”
ร่างมหึมาของลู่เซิ่งศอกกลับ
ตูม!
ศอกอันใหญ่โตกระแทกใส่ร่างเฉาหลง ศอกที่ใหญ่เกือบเท่าเอวเขาแทบถองร่างจนยุบ
พลังอันน่าพรั่นพรึงระเบิดเสียงดังก้องกลางอากาส ฝุ่นผงเหมือนระลอกน้ำกระจายออกไปหลายกลุ่ม
เฉาหลงพริบตาเดียวจมลงไปในดิน ในเสียงตูมตาม พื้นระเบิดเป็นหลุมใหญ่กว้างหลายหมี่
“เจ้าบอกว่าจะกำจัดข้าหรือ เฉาหลงแห่งสมาคมหทัยร่อนเร่” ลู่เซิ่งเดินมาถึงข้างหลุมลึก ก้มหน้ามองด้านใน
“ถ้าทำได้ ข้าก็ไม่อยากใช้ร่างนี้ เพราะร่างนี้อัปลักษณ์เกินไปจริงๆ น่าเสียดาย…เจ้าบังคับข้าเอง”
ลู่เซิ่งยื่นมือไปคลำหาในหลุม แล้วหิ้วร่างที่เละเทะไม่มีชิ้นดีร่างหนึ่งขึ้นมา
เป็นเฉาหลงที่ถูกทุบหมดสติไปแล้ว
“เทียบกับเฉาหู่ ในฐานะรองประมุขสมาคมหทัยร่อนเร่เหมือนกัน เจ้าทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ” ลู่เซิ่งนึกย้อนถึงเฉาหู่ที่เป็นยักษ์ตาเดียว เขาถึงขั้นเข่นฆ่ากับหงฟางไป๋ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดได้ ส่วนคนตรงหน้าเป็นแค่ขั้นสูงสุดของระดับสัตตะลักษณ์ ไม่ใช่ระดับอรพิษด้วยซ้ำ
“ข้าจะจัดการเจ้าอย่างไรดี” ลู่เซิ่งหิ้วเฉาหลงไว้ด้านหน้า ร่างที่สูงเกือบสองหมี่ของอีกฝ่ายเทียบกับเขาแล้ว ไม่ต่างจากผู้ใหญ่และทารก
“คราบจั๊กจั่น!”
ทันใดนั้นร่างของเฉาหลงกระตุก ร่างกายถอดผิวหนังออกชั้นหนึ่ง เฉาหลงตัวเล็กลง ไถลออกจากในมือของลู่เซิ่ง ตกลงบนพื้น
คมมีดบางเหมือนปีกจั๊กจั่นจำนวนมากพลันดีดขึ้นด้านนอกแขนของเขา คมมีดกึ่งโปร่งแสงหนาแน่นเหมือนกับแก้วผลึก
ใบหน้าของเฉาหลงกลายเป็นสีดำดุดันเหมือนแมลง โดยเฉพาะส่วนปาก เปลี่ยนเป็นหนามโง้งสีดำที่เรียวยาวแท่งหนึ่ง งอกยาวถึงส่วนอก
“เดิมข้าคิดสงวนพลังไว้ใช้ในทางเชื่อม ตอนนี้ดูเหมือนไม่มีทางเลือกแล้ว…” เฉาหลงกางแขน สองตาเป็นประกายสีเขียวอ่อน
“ปีกจั๊กจั่น มังกรทะยาน เก้าสวรรค์!”
ฟุ่บ!
ประกายสีเขียวที่รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด เฉียดผ่านทรวงอกลู่เซิ่ง
ผัวะๆๆๆ!
ร่างกายอันโอฬารของลู่เซิ่งถอยหลังไปหลายก้าว สะเก็ดไฟจำนวนมากกระจายตรงทรวงอกของเขา ผิวสีดำตรงหน้าอกมีรูเลือดจางๆ รูหนึ่ง
เขาไม่ได้ถูกทำร้ายสาหัส แต่ก็ถูกแรงกระแทกอันรุนแรงชนจนโซเซ
“ฮ่าๆๆ! น่าสนใจๆ!” ลู่เซิ่งหัวเราะลั่น ตาข่ายโลหิตที่ลุกไหม้รอบๆ ตัวหุบลงอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นรวมตัวบนผิว กลายเป็นเยื่อสีแดงกึ่งโปร่งแสงจางๆ ชั้นหนึ่ง
“มาเลย! มาฆ่าข้า! ถ้าเจ้ามีปัญญา!” เขาคว้ามือใส่แสงสีเขียวที่ตกลงบนพื้น
ฟิ้ว!
แสงสีเขียวสายหนึ่งวาดผ่านอีกรอบ ลู่เซิ่งคว้าใส่ความว่างเปล่า ค่าตอบแทนคือบาดแผลสายหนึ่งบนมือ
แต่ที่น่าประหลาดก็คือ ตอนนี้บาดแผลที่ทรวงอกของเขาสมานตัวเกือบหายแล้ว
ครั้งนี้ที่มือรับกระบวนท่า บาดแผลมีแสงเพลิงสีแดงก่ำและสีทองกระเด็นออกมาพร้อมกัน นั่นไม่ใช่แค่ความร้อนที่เกิดจากการปะทะเสียดสีด้วยความเร็วสูง ยังมีการสะท้อนกลับโดยสัญชาตญาณของปราณหยินหยางขวดสมบัติ รวมกับการเผาไหม้ที่ความร้อนจากตาข่ายโลหิตนำมา
……………………………………….
[1] อสูรมังกร หมายถึง ไดโนเสาร์
บทที่ 194
“เบาเกินไปแล้ว! เบาเกินไปๆๆ!” ลู่เซิ่งคว้าสองมือใส่แสงสีเขียวที่วูบไหวด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง
เฉาหลงหลบหลีกพร้อมโต้กลับไม่หยุด ฝากบาดแผลหลายสายบนร่างลู่เซิ่ง แต่ว่าบาดแผลแบบนี้อยู่ไม่นานความสามารถฟื้นฟูที่กล้าแข็งก็รักษาได้
กำแพงบ้านในลานว่างถูกทั้งสองกระแทกจนถล่มลงระหว่างไล่ล่ากัน
ด้านนอกมีแสงคบเพลิงรุดมา นั่นคือคนของพรรคชาที่มาตรวจสอบเพราะตื่นตัว แต่ก็มีองครักษ์ใกล้ชิดของพรรควาฬแดงไปขวางไว้ทันที
พวกเขาเคยเห็นร่างอันน่ากลัวหลังลู่เซิ่งเปลี่ยนร่าง เพื่อป้องกันไม่ให้ประมุขพรรคถูกลูกหลงและถูกเผยความลับ พวกเขาจึงเข้าไปขวางพวกที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ให้เข้าไปใกล้ทันที
ฟุ่บ!
ลู่เซิ่งใช้สองมือกอบหลังคาบ้านหินขนาดใหญ่ขึ้นมา ชายคาที่มหึมากว้างถึงสิบกว่าหมี่ถูกเขายกทุ่มใส่ลานว่างอย่างแรง
ตูม!
เศษหินเวียนว่อน แสงสีเขียวเจาะหลังคาแล้วพุ่งใส่หน้าลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งอ้าปากออก เผยให้เห็นฟันแหลมเหมือนกับเลื่อยสีขาวที่เชื่อมติดกัน
“จบแล้ว”
เขาอ้าปากออก
ตูม!
ลมปราณสีแดงสายหนึ่งพุ่งออกจากปากลู่เซิ่งเหมือนลำแสง นั่นเป็นปราณภายในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่จับตัวในระดับสูง
อุณหภูมิของแท่งปราณภายในที่หนาแน่นแบบนี้พุ่งสูงมากกว่าพันองศาในพริบตาเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพลังเผาผลาญธาตุหยางอันมหาศาลที่อยู่ด้านใน
แสงสีเขียวปะทะกับแท่งปราณสีแดงตรงๆ รับมือไม่ทันจึงหลบไม่พ้น
มันกระโจนไปด้านบน พุ่งไปถึงครึ่งหนึ่ง ก็ถูกแรงกระแทกอันมหาศาลชนลงไปถึงพื้น
เสียงตูมดังขึ้น เมื่อพื้นปรากฏหลุมลึกสองหลุม นั่นเป็นร่องรอยที่สองขาของเฉาหลงปักลงไปในดิน
พริบตาเดียวเขาก็หายสาบสูญ ตอนปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ก็ถลันหลบเข้าไปหลังกำแพงถล่มแนวหนึ่งแล้ว
ตอนนี้ผิวเขากลายเป็นเกราะสีเขียวอ่อน มีคมมีดปีกจักจั่นบนสองแขน การเปลี่ยนแปลงประหลาดของใบหน้าเขา ทำให้เขาเป็นมนุษย์แมลงที่มีร่างประหลาดตนหนึ่ง
เพียงแต่ตอนนี้มนุษย์แมลงกำลังหายใจกระหืดกระหอบ
เขาโค้งเอวลง ปลายคมมีดบนสองแขนมีร่องรอยหลอมละลายเล็กน้อย เกราะบนตัวเป็นแผลไฟไหม้สีดำเกรียมหลายส่วน เกราะส่วนหนึ่งถึงขั้นแหลกสลาย เลือดสีเขียวอ่อนซึมออกมา
เหนื่อยล้า
นี่เป็นความรู้สึกหนึ่งเดียวในตอนนี้ของเฉาหลง หันไปมองตัวประหลาดสูงห้าหมี่เหมือนกับสัตว์ยักษ์ที่มุมกำแพง
หลายปีแล้วที่เขาไม่เคยเจอคู่ต่อสู้ที่สู้ยากแบบนี้
ต่อให้ใช้วิชาลับตั้งแต่กำเนิด จนได้รับสุดยอดความเร็วและน้ำหนักที่เบาถึงขีดสุด ก็ยังคงทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ เฉาหลงรู้สึกแสบร้อนที่ปอด เป็นเพราะว่าฟันใส่วัตถุที่แข็งเกินไป สองแขนจึงอ่อนนุ่มสุดเปรียบปาน เขารู้ว่าร่างนี้อยู่ได้ไม่นาน ไม่อย่างนั้นไม่ต้องเข่นฆ่ากันร่างกายก็จะพังทลายไปก่อน
‘ร่างเก้าสวรรค์…เป็นถึงระดับอสรพิษแล้ว ต่อให้เฉาหู่ก็ไม่อาจมองข้ามพลังของข้าในตอนนี้ ทำไม…ทำไม…’
เขาเงยหน้ามองตัวประหลาดที่กำลังถล่มบริเวณรอบๆ
เสียงกึกป้องดังสับสน เสียงคำรามทุ้มต่ำดังข้างหูมาพร้อมฝุ่นและกรวด
“อยู่ไหนเอ่ย” เสียงโหดเหี้ยมแทรกความบ้าคลั่งของลู่เซิ่งดังอย่างต่อเนื่อง “อยู่ไหนเอ่ย เจ้าแมลงตัวน้อยน่ารัก”
เฉาหลงหอบหายใจ พยายามควบคุมหัวใจที่รับแรงกดดันมากจนเกือบหลุดออกมาจากอก
ทันใดนั้นเขาลืมตา พุ่งปราดไปยังฝั่งขวา
ตูม!
กำแพงที่เขาซ่อนอยู่ ถูกฝ่ามือยักษ์ข้างหนึ่งทุบจนแหลก
ด้านหลังกำแพงถล่มไม่มีสิ่งใด
ลู่เซิ่งมือข้างหนึ่งบีบคอเจ้าบ้านไม่หัวเราะ มือข้างหนึ่งยกขึ้นจากในเศษหินช้าๆ ดวงตาขนาดเท่าโคมไฟสอดส่ายไปทั่ว
“อ้อ…ไม่อยู่นี่หรือ…” เขากล่าวอย่างผิดหวัง
อั่ก
ด้านหลังซากอีกซากหนึ่งของกำแพง เฉาหลงกระอักเลือดสีเขียวออกมา ควักเศษหินชิ้นหนึ่งที่ฝังในแขนขวาออกอย่างแผ่วเบา
สีหน้าเปลี่ยนเป็นหม่นหมอง แม้นั่นจะเป็นแค่เศษหินธรรมดา แต่ด้วยพละกำลังอันน่าสะพรึงของลู่เซิ่ง บวกกับเมื่อครู่ถูกแท่งปราณพุ่งใส่ เยื่อดำบนตัวถูกหลอมละลายมากกว่าครึ่ง อานุภาพของเศษหินจึงเพิ่มขึ้น
‘ทางเชื่อม…เป็นของข้า…ทางเชื่อมของข้า!’ เขากัดฟัน ดวงตาแน่วแน่อีกครั้ง
“จับได้แล้ว!”
ทันใดนั้นเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างหลังเขา
มือข้างหนึ่งคลุมฟ้าดิน ไม่รอให้เฉาหลงโต้ตอบ ก็ฟาดลงใส่ศีรษะเขา
ตูม!
พละกำลังมหาศาลทำให้พื้นของเมืองชาใสทั้งหมดสั่นสะเทือนน้อยๆ
แขนขวาของลู่เซิ่งจมลึกลงไปในดินจนถึงหัวไหล่
เขายกมือขึ้นมา
จับมนุษย์สีเขียวที่ทั่วร่างแหลกลาญคนหนึ่งขึ้นมาจากด้านล่าง
“ครั้งนี้จบแล้วจริงๆ” เขายกเฉาหลงที่หายใจรวยรินมาตรงหน้าในลักษณะกลับหัว
“ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร…” เฉาหลงฝืนเปิดตาข้างเดียวที่เหลืออยู่ และยังสมบูรณ์ เอ่ยอย่างอ่อนแอ “เจ้าชนะแล้ว…ทางเชื่อม…เป็นของเจ้าแล้ว…”
“ทางเชื่อมอะไร ไม่เข้าใจว่าเจ้าพูดอะไรอยู่” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างประหลาดใจ
ทันใดนั้นเขาฉุกใจนึกอะไรได้ ค้นหาในซากปรักหักพังรอบๆ เจอต่งฉีที่สลบล้มลงบนพื้นในมุมหนึ่งอย่างรวดเร็ว ประมุขพรรคชาผู้นี้นอนอยู่ในกองหิน
ลู่เซิ่งหดร่างลงจนมีขนาดเท่าเดิม อยู่ในสภาพหยินโชติช่วง
เขาพอใจกับระดับพลังในปัจจุบันมาก
ถ้าหากบอกว่าสภาพหยินโชติช่วงมีพลังต่อสู้เท่ากับสิบ อย่างนั้นสภาพหยางโชติช่วงหรือการเปลี่ยนร่างขั้นแรกก็มีค่าเท่ากับสองร้อย สภาพหยินหยางรวมเป็นหนึ่งอยู่ระหว่างสามร้อยถึงสี่ร้อย ถ้าหากเผาไหม้ปราณเหลวปราณภายในในสภาพหยินหยางรวมเป็นหนึ่ง ถึงขั้นทะยานเกือบหนึ่งพัน
เลขหนึ่งพันเป็นพลังขั้นสูงสุดของหงฟางไป๋ผู้คุมจตุรัสแดงในสภาพคลุ้มคลั่งหลังจากได้เศษภัยพิบัติมังกรสีชาดมาเสริมพลัง
น่าเสียดายสภาพนั้นคงอยู่ไม่นาน เป็นเพราะไม่ใช่พลังที่แท้จริงของตน ดังนั้นจึงถูกลู่เซิ่งเอาชนะไปได้
ลู่เซิ่งจับเฉาหลงไว้ ลังเลเล็กน้อย ยังคงไม่ลงมือฆ่า อีกฝ่ายคล้ายรู้เรื่องหลายๆ อย่าง ถึงขั้นยังมีความเกี่ยวข้องกับสำนักไตรอริยะ
เขาทราบอย่างชัดเจนว่า ทางเชื่อมอะไรนั่นมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าบ้านไม่หัวเราะ
เทียบกับเขาแล้ว ลู่เซิ่งรู้สึกว่าตนเองบริหารพรรควาฬแดงล้มเหลวอยู่บ้าง คล้ายไม่รู้อะไรเลย
“เหตุใดไม่สังหารข้า” เฉาหลงปลดสภาพเกราะสีเขียว กลับเป็นร่างคน
“สังหารเจ้าไปมีประโยชน์ใดกับข้า นอกจากผูกแค้นกับสมาคมหทัยร่อนเร่แล้ว ก็ไม่มีความหมายอื่นอีก” ลู่เซิ่งชักนำปราณหยินหยางขวดสมบัติมาถ่ายทอดใส่ร่างกายที่แหลกเละของเฉาหลงหลายสาย
พรู่ด!
เลือดหลายสายพุ่งออกจากในร่างเฉาหลง
เขาอ้าปาก แสดงสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว
ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่าปราณหยินหยางขวดสมบัติในครั้งนี้เจอแรงต้านมหาศาลในการวางข่ายกระเรียนหยิน แต่ละชุ่นที่ปราณภายในเคลื่อนไป ใช้พลังเป็นสิบเท่าของยามปกติ คล้ายกับบึงน้ำที่เต็มไปด้วยโคลนตม
‘ควบคุมไม่ได้หรือ หรือว่าปราณภายในไม่พอ’ ลู่เซิ่งสงสัย เพิ่มปริมาณปราณภายในช้าๆ
อั่ก!
เฉาหลงเงยหน้ากระอักเลือดคำโต จากนั้นร่างอ่อนยวบ ศีรษะเอียงไปอีกข้าง บาดแผลเล็กๆ เปิดออก เลือดสีเขียวจำนวนมากไหลออกมา
ลมปราณชีวิตของเขาเสื่อมโทรมด้วยความเร็วสูง ลู่เซิ่งมองเห็นเขาเสียเลือดมาก ตนเองก็ไม่มีวิธีรับมือ
แค่ครู่เดียว ประกายตาของเฉาหลงก็มืดหม่นลงโดยสมบูรณ์
เขาตายแล้ว
ฟุ่บ!
ศพเฉาหลงกลายเป็นสีดำ แข็งขึ้น จากนั้นก็แห้งกลายเป็นกรวดสีดำในมือลู่เซิ่ง กรวดกลายเป็นผงสีดำ โปรยปรายลงพื้น
‘อือ…’ ลู่เซิ่งชักมือกลับ หน้านิ่วคิ้วขมวด ‘ทำไมถึงเจอการต่อต้านรุนแรงแบบนี้ การต่อต้านนี้เหมือนไม่ใช่ความต้องการของเฉาหลง’
เขาเดิมไม่คิดฆ่าอีกฝ่าย แค่อยากควบคุม ถ้าหากว่ามีบริวารระดับอสรพิษสักคน หลายๆ เรื่องจะง่ายดายกว่าเดิม
แต่ผลลัพธ์กลับเป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึง
‘น่าเสียดาย…แล้วนี่ล่ะ’ ลู่เซิ่งมองเจ้าบ้านไม่หัวเราะที่อยู่ในมืออีกข้างหนึ่ง
เป็นเพราะร่างกายเขาหดเล็กลงกลับเป็นปกติ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้คนผู้นี้ดิ้นหลุด จึงหักกระดูกทั้งหมดของอีกฝ่ายจนกลายเป็นผัก ไม่อาจขยับเขยื้อนได้
แต่ตอนนี้สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งประหลาดใจก็คือ แม้เจ้าบ้านไม่หัวเราะจะไร้กระดูก แต่ยังคงขัดขืนสุดชีวิต ช่องท้องในตัวเขามีแสงสีดำกลุ่มหนึ่งสว่างรางๆ
นั่นเป็นรังสีแสงสีเงินอ่อนที่มีวงนอกเป็นสีดำ
‘ทางเชื่อม…’ ลู่เซิ่งพลันนึกออก ยื่นมือไปคว้านท้องของเจ้าบ้านไม่หัวเราะ
เล็บของเขากลายเป็นเล็บคมกริบด้วยความเร็วสูง ก่อนควักเนื้อก้อนหนึ่งที่ท้องของเจ้าบ้านไม่หัวเราะออกมา
เนื้อมีกลิ่นเหม็นเน่าและแห้งเหี่ยว ไม่ต่างจากศพที่ตายมานาน
ลู่เซิ่งควักเนื้อออก ปรากฏแสงสีดำที่อยู่ตรงกลาง
สิ่งที่เป็นประกายสีดำเป็นผลึกมุกกึ่งโปร่งแสงก้อนหนึ่งมีขนาดเท่าไข่ไก่
ทันใดนั้นลู่เซิ่งรู้สึกว่าในมุกคล้ายมีอะไรซ่อนอยู่ ความตื่นเต้นอันน่าประหลาดทำให้เขาหยิบมุกขึ้นมาถึงระดับสายตา
เขาเห็นทางเชื่อมสายหนึ่งด้านในไข่มุกผ่านพื้นผิวกึ่งโปร่งแสง
ทางเชื่อมกลางไอหมอกสีเทามัวซัวด้านในไข่มุกคดเคี้ยวเหมือนงู ทอดยาวถึงส่วนลึกที่เป็นหมอกขมุกขมัวไปสู่ปลายทางที่มองไม่เห็น
ให้ความรู้สึกพิศวงยิ่ง
ลู่เซิ่งวางไข่มุกลง ด้านหน้ากลับเป็นแบบเดิม
เมื่อยกไข่มุกในระดับสายตา ด้านในก็ปรากฏทางเชื่อมเส้นนั้นอีกครั้ง คล้ายกับไข่มุกชิ้นนี้เชื่อมกับสถานที่ลับแล
‘ทางเล็กจัง ถ้าเข้าไปในไข่มุกนี้ได้ แล้วเดินตามเส้นทางนี้ไป ไม่รู้ว่าจะเป็นทางเชื่อมที่เฉาหลงพูดถึงรึเปล่า’ ลู่เซิ่งเข้าใจแล้ว
ทางเชื่อมที่ซ่อนในไข่มุกทอดไปยังสถานที่ปริศนาในไอหมอก
นี่ทำให้รู้สึกได้ว่า ด้านในจะต้องซ่อนความลับยิ่งใหญ่ไว้แน่ ไม่อย่างนั้นรองประมุขสมาคมหทัยร่อนเร่คงไม่เดินทางไกลเป็นหมื่นลี้มาที่นี่ เพื่อความประหลาดลี้ลับไม่หัวเราะที่สำนักไตรอริยะปล่อยออกมา
‘เงื่อนไขการเปิดทางเชื่อมคงไม่ใช่เรื่องเล่าตลกมั้ง’ ลู่เซิ่งพลันนึกถึงเรื่องเล่าของเจ้าบ้านไม่หัวเราะ
“ไม่…คนที่เล่าเรื่องตลกแม้จะหนีรอดปลอดภัยชั่วคราว แต่จากนั้นก็ตายอยู่ดี’ เขามองเจ้าบ้านไม่หัวเราะที่ถูกควักไข่มุก ตอนนี้ร่างของอีกฝ่ายเน่าเปื่อยแห้งกรัง กำลังจะกลายเป็นผงธุลี
แสดงว่าไข่มุกเม็ดนั้นเป็นความลับหลักที่แท้จริง
‘ครั้งนี้มีความแค้นกับสมาคมหทัยร่อนเร่แล้ว แต่เราต่างจากจตุรัสแดง เบื้องหลังมีตระกูลซั่งหยางที่เป็นขุมกำลังแข็งแกร่งให้แอบอ้าง ต่อให้เป็นสมาคมหทัยร่อนเร่ก็ไม่แน่ว่าจะทำอะไรเราได้ หนำซ้ำพลังที่เราแสดงออกมาก็เป็นแค่ระดับตรีลักษณ์ ขอแค่ไม่พูด ต่งฉีไม่พูด ก็ไม่มีคนรู้ว่าเราฆ่าเฉาหลง’ แม้ไม่กลัว แต่ยิ่งปัญหาน้อยก็ยิ่งดี
ลู่เซิ่งเดินไปถึงข้างกายต่งฉี สตรีนางนี้ถูกกองหินทับในซากอาคาร หายใจรวยรินแล้ว คล้ายกับอวัยวะภายในมีเลือดออก
เขาใคร่ครวญ ยังคงไม่ปล่อยให้นางตาย สตรีนางนี้เป็นอัจฉริยะ สามารถบริหารพรรคชาจนร่ำรวยด้วยตัวคนเดียว ตายไปอย่างนี้ก็น่าเสียดาย
เขายื่นมือไปทาบบนหน้าผากต่งฉี ปราณหยินหยางขวดสมบัติหลายสายไหลสู่ด้านในร่างนางอย่างรวดเร็ว ดูว่าจะช่วยได้หรือไม่
……………………………………….
บทที่ 195
ปราณหยินหยางขวดสมบัติมีความสามารถฟื้นฟูที่แข็งแกร่งสุดขีด แต่ว่านั่นส่งผลแค่กับลู่เซิ่งคนเดียว เขาไม่เคยถ่ายปราณรักษาคนอื่นมาก่อน
‘แต่ตอนนี้ดูเหมือนมีประสิทธิภาพไม่เลว’ ลู่เซิ่งมองสีหน้าที่ค่อยๆ กลายเป็นสีแดงเรื่อของต่งฉี วินิจฉัยในใจ
ราวหนึ่งก้านธูป ลมหายใจต่งฉีค่อยๆ สงบลง
ลู่เซิ่งชักมือกลับ รู้สึกว่าปราณภายในของข่ายกระเรียนหยินกางออกเป็นตาข่ายโดยอัตโนมัติในร่างต่งฉีตอนไหนก็ไม่ทราบ ขอแค่ภายหลังนางพยายามฝึกฝนวิชากำลังภายใน จะต้องมีผลสำเร็จแน่นอน
ปราณหยินหยางขวดสมบัติที่น้อยสุดขีดไม่ได้ทำให้ต่งฉีกลายพันธุ์ ยังคงอยู่ในสภาพคนธรรมดา
“ประมุขพรรค!”
พอไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว พวกสวีชุยก็รีบรุดมาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เห็นพื้นเป็นหลุมเป็นบ่อ ก็ตื่นตระหนกกับสถานการณ์ต่อสู้ที่รุนแรงเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าประมุขพรรคสู้กับเจ้าบ้านไม่หัวเราะอย่างไร แม้แต่อาคารยังถูกรื้อไปมากกว่าครึ่ง
“เก็บกวาดสถานที่ เจ้าบ้านไม่หัวเราะของที่นี่นับว่าจัดการแล้ว นอกจากนี้ให้หามต่งฉีไปพักผ่อน” ลู่เซิ่งสั่งทีละข้อ “พวกเรายังจำเป็นต้องไปหมู่บ้านหินแห่งนั้น”
“หมู่บ้านนั้นหรือ” พวกนิ่งซานงุนงง
“บังอาจถามประมุขพรรค หมู่บ้านนั้นไม่ใช่จัดการแล้วหรือ” สวีชุยถามเบาๆ
“จัดการอันใด แน่นอนว่าไม่ สิ่งที่พวกเราจัดการมีแค่ความประหลาดลี้ลับที่เป็นเจ้าบ้านไม่หัวเราะ แต่ต้นตอที่แท้จริงยังอยู่ที่นั่น ยังไม่ได้ถูกแตะต้อง” ลู่เซิ่งเผยรอยยิ้ม นึกถึงเนื้อหาบนป้ายหิน เนื้อหาส่วนหนึ่งบอกใบ้ถึงต้นกำเนิดที่แท้จริงของเจ้าบ้านไม่หัวเราะ ขณะเดียวกันก็ใบ้ว่าสถานที่ ที่ทางเชื่อมนั้นทอดไปถึงคือที่ไหนกันแน่
ผู้คนเก็บกวาดสถานที่อย่างรวดเร็ว ความจริงไม่ได้อะไรดีๆ มา เจ้าบ้านไม่หัวเราะกลายเป็นผงสีดำ เฉาหลงพัดไปตามลม เก็บได้แต่เถ้ากระดูกเล็กน้อย นอกจากเศษหินและกองซากมากมาย ก็มีแค่ต่งฉีกับลู่เซิ่งสองคนที่เป็นมนุษย์
จากนั้นก็เป็นตัวลานของพรรคชาที่เสียหาย ภายหลังค่อยซ่อมแซมก็พอ เงินแค่นี้สำหรับพรรคชาที่ร่ำรวยไม่นับเป็นอะไร
ลู่เซิ่งมอบหมายงานคร่าวๆ แล้วพาพวกสวีชุยไปยังหมู่บ้านในหุบเขา ตลอดทางควบม้าไม่หยุด รอจนถึงหุบเขาที่ตั้งหมู่บ้านก็เป็นเวลารุ่งสางแล้ว
ในหมู่บ้านว่างเปล่า สงบเงียบ ไม่มีเงาคนแม้แต่น้อย
ลู่เซิ่งยืนอยู่ที่ประตูหมู่บ้าน หยีดตากวาดมองด้านใน ประสาทสัมผัสของเขาสัมผัสความผิดปกติไม่ได้
นิ่งซานเดินไปถึงหน้าบ้านหิน นั่งยองๆ กอบดินดำกระหยิบหนึ่งจากพื้นขึ้นมาดม
“ที่นี่เคยมีคนมา จำนวนคน…สามคน แล้วแยกกันผ่านไป”
“หาร่องรอยของพวกเขาได้หรือไม่ ทิศทางที่มุ่งหน้าไปด้วย” ลู่เซิ่งถามเบาๆ
“ไม่ไหวขอรับ…ถ้าผู้อาวุโสเฉินอยู่นี่อาจทำได้ แต่ข้าแค่เรียนจากท่านผู้เฒ่ามาแค่กระผีก…” นิ่งซานเป็นคนใฝ่รู้ ดังนั้นถึงเขาจะไม่ได้ไปโรงเรียนสถานศึกษา แต่เป็นเพราะเล่าเรียนไปทั่ว ความสามารถที่ได้มาจึงมีไม่น้อย
ผู้อาวุโสเฉินมีความดีความชอบตอนที่ลู่เซิ่งสะกดรอยคนทรยศที่หนีออกมาจากพันธมูตรบู๊ ในระหว่างที่ลู่เซิ่งฆ่าผู้ประกอบพิธีผีดิบขาว มีความสามารถสะกดรอยที่น่าทึ่ง ดังนั้นหลังจากนิ่งซานทราบ จึงเข้าไปหาเพื่อร่ำเรียนทักษะด้านนี้
“สามคน…” ลู่เซิ่งใคร่ครวญ “หรือจะเป็นพวกเหยียนไค”
“เข้าไปค้นดู” เขาโบกมือพลางกล่าว
พลพรรควาฬแดงรับคำสั่ง พุ่งเข้าไปในหมู่บ้าน หมู่บ้านไม่ใหญ่ มีบ้านหินเจ็ดแปดหลัง ไม่ทันไรก็ค้นเสร็จ
“เรียนประมุขพรรค ด้านในไม่มีเงาคน” องครักษ์ใกล้ชิดคนหนึ่งกล่าวเสียงดัง
“ไม่มีคนจริงหรือ” ลู่เซิ่งย่นคิ้ว
“ไม่มีใครจริงๆ ขอรับ” องครักษ์ใกล้ชิดตอบเสียงทุ้มต่ำ
ลู่เซิ่งมองบ้านหลังหนึ่งบนเนินลาดเอียงตรงประตูหมู่บ้าน สัมผัสได้รางๆ ว่าบ้านหลังนั้นคล้ายมีปัญหาอยู่บ้าง ทว่าความรู้สึกนั้นเบาบางยิ่ง เขาบอกไม่ถูก
‘คันฉ่องไตรอริยะ…จนถึงตอนนี้พวกจ้าวเจียวเจียวยังคงหายสาบสูญ หรือว่าจะเป็นฝีมือของสำนักไตรอริยะ’ เขาหยีตาลง
“เหลือคนไว้ในเมืองชาใส เฝ้าที่นี่ไว้ อย่าให้ใครเข้าไป” ลู่เซิ่งสั่ง
“ขอรับ!” สวีชุยขานรับ
“ไป กลับกัน” ลู่เซิ่งมองฟ้า ทราบว่าตอนนี้ไม่มีเบาะแสแล้ว เมื่อไม่มีวิธีการพิเศษ ก็ไม่มีทางหาคันฉ่องไตรอริยะเจอ ยิ่งอย่าว่าแต่พวกจ้าวเจียวเจียวเป็นไปได้ว่าอาจถูกลากเข้าไปในพื้นที่เล็กๆ ด้านในคันฉ่องไตรอริยะแล้ว
เขายังจดจำได้ว่าตนเคยถูกลากเข้าไปด้านในนาข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วผืนนั้นเหมือนกัน
เวลานี้แม้หาจ้าวเจียวเจียวไม่เจอ แต่ลู่เซิ่งสัมผัสได้ว่า ความรู้สึกถึงระยะห่างที่ข่ายกระเรียนหยินส่งมาบอกเขาว่า จ้าวเจียวเจียวยังไม่ตาย
หลังค้นหาสักพักแล้วไม่พบสิ่งใด พรรควาฬแดงก็ได้แต่ทิ้งคนไว้ แล้วติดต่อกับพรรคชา เริ่มจ้างคนสร้างฐานที่มั่นชั่วคราวขึ้น
ลู่เซิ่งพาคนกลับหน่วยหลัก เขาไม่ได้หยุดระหว่างทาง ขณะถือไข่มุกเม็ดนั้นไว้ รู้สึกว่าด้านในเหมือนมีบางอย่างกำลังสูญหายตามเวลาที่ผ่านไป
พอกลับไปถึงเรือวาฬแดง เขาก็ขังตัวเองในห้องลับ
ฟุ่บ!
เปลวเพลิงไร้สีกลุ่มหนึ่งลุกไหม้กลางมือลู่เซิ่ง จากนั้นเขาวางไข่มุกสีดำลง เผามันด้วยความร้อนสูง
ไอหมอกในไข่มุกเริ่มพลิกตัวอย่างรุนแรง ความพิศวงนั้นชวนให้รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างกำลังสูญสลายมากกว่าเดิม
เวลาผ่านไปดั่งติดปีก
พริบตาเดียว ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิจ้องไข่มุกอยู่บนพื้นในห้องสงบใจโดยไม่ขยับมาแล้วสองวัน
ในสองวันนี้ เขาสัมผัสการเปลี่ยนแปลงในไข่มุกอย่างตั้งใจ กล่าวให้ถูกต้อง กำลังสัมผัสกลิ่นอายที่กระจายออกมาจากในไข่มุก
หลังกลับมาจากเมืองชาใส ถึงวันนี้ก็ผ่านไปสองวันแล้ว เขาคล้ายจับแบบแผนอย่างหนึ่งได้
‘ทุกๆ ยามจื่อตอนกลางคืน…ใกล้แล้ว… ใกล้ถึงแล้ว…’ ลู่เซิ่งคำนวณเงียบๆ
ทุกๆ ยามจื่อ ไข่มุกเม็ดนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ โดยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนผ่านการเผาไหม้ด้วยปราณภายใน นี่เป็นสิ่งที่ลู่เซิ่งค้นพบในช่วงเวลานี้
และตอนนี้ก็เป็นเวลาที่เขาควรพิสูจน์การเปลี่ยนแปลงนี้แล้ว
เวลาค่อยๆ ผ่านไป แสงจันทร์นอกห้องลับเย็นกระจ่างกว่าเดิม
ลู่เซิ่งจ้องมองไข่มุกโดยไม่ขยับ คล้ายกลายเป็นรูปสลักไปแล้ว
ฟู่ว…
ทันใดนั้นมีลมหอบหนึ่งไม่ทราบว่าพัดออกมาจากทิศทางใด
ลู่เซิ่งงุนงง กวาดตามองซ้ายขวา ไม่ทราบทิศทางที่ลมพัดมา หยีตาสอดส่ายค้นหา แล้วพบอย่างรวดเร็วว่าสิ่งใดก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสอากาศ
เป็นไข่มุกเม็ดนั้น
ไข่มุกใหญ่ขึ้นกว่าเดิมขณะปราณภายในกำลังเผาผลาญ
จากขนาดเท่าไข่ไก่ ค่อยๆ ลอยขึ้นมา ยิ่งขยายยิ่งใหญ่ ไม่ทันไรก็สูงเท่าหนึ่งคนครึ่ง
ทางเชื่อมในไข่มุกขยายใหญ่ตาม ไม่นานก็ปรากฏขึ้นด้านหน้าลู่เซิ่ง
กระแสอากาศซัดดังซ่าๆ พัดมาจากด้านในไข่มุก นั่นคือลมที่ลู่เซิ่งสัมผัสได้เมื่อครู่ เป็นกระแสอากาศในทางเชื่อมด้านในไข่มุก
‘น่าอัศจรรย์จริงๆ…’ ลู่เซิ่งยื่นมือไปลูบไข่มุก
เสียงผลุบเมื่อมือของเขาเหมือนกับทะลุเข้าไปในฟองสบู่ชั้นหนึ่ง ทะลุเข้าไปด้านในไข่มุกอย่างเป็นธรรมชาติยิ่ง
‘จะเข้าไปไหม นี่เป็นทางเชื่อมที่เฉาหลงไขว่คว้า’ ลู่เซิ่งถามตัวเองในใจ
เขาพิจารณาทางเชื่อมในไข่มุกอย่างละเอียด ทางเชื่อมเส้นนั้นซ่อนอยู่ในไอหมอก ทอดยาวอย่างขมุกขมัวไปจนถึงส่วนลึกของปลายทางที่มองไม่เห็น
ลุ่เซิ่งตื่นเต้น ก้าวออกไปด้านหน้าก้าวหนึ่ง
พลุบ
เขาหายเข้าไปในไข่มุก ยืนอยู่ในไอหมอกด้านหน้าทางเชื่อม
เขาหันหลังกลับไปมอง
ด้านหลังเป็นห้องลับ เพียงแต่เหมือนมีแก้วชั้นหนึ่งกั้นอยู่
ป้ายหินสองแผ่นตั้งอยู่ด้านหน้า ข้างซ้ายและข้างขวาของทางเชื่อม เมื่อครู่หมอกกั้นไว้จึงมองไม่เห็น ตอนนี้เมื่ออยู่ใกล้กลับเห็นชัดเจน
ป้ายหินเป็นหินสีขาวอมเทาธรรมดา สลักตัวอักษรส่วนหนึ่ง
ด้านซ้ายคือ ‘ความกลัดกลุ้ม ความโศกเศร้า ความเหงา ความเจ็บปวด ความลำบาก’
ด้านขวาคือ “ความทุกข์ ความริษยา ความว่างเปล่า ความโกรธ ความอยาก”
ตัวอักษรที่สลักบนป้ายหินสองแผ่นเป็นตัวอักษรซ่งโบราณ ไม่ทราบว่ามีอายุเท่าไหร่แล้ว รอยสลักไม่ค่อยเรียบนัก
ลู่เซิ่งยืนอยู่หน้าป้ายหิน มองทางเชื่อมผ่านหมอกหนา แล้วหันกลับไปมองห้องลับด้านหลัง
ตอนนี้ห้องลับเหมือนกับประตูบานหนึ่ง ประตูที่กลับสู่ความจริง ส่วนทางเชื่อมเส้นนี้เหมือนเชื่อมสู่โลกที่ตนเองไม่รู้จัก
ลู่เซิ่งลังเล
เขาอยากเข้าไปดูมาก แต่แค่ท่าทางกระเหี้ยนกระหือรือของเฉาหลง ก็ทราบว่าสถานที่ ที่ทางเชื่อมนี้ทอดไปถึงจะต้องไม่ธรรมดาแน่ ถ้าหากว่าเขาเป็นสายเลือดมารปีศาจหรือตระกูลขุนนางจริงๆ เที่ยวนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเข้าไปดู
แต่เขาไม่ใช่ เขาเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ
สำหรับเขาแล้ว สิ่งที่มีผลดีต่อภูตผีปีศาจไม่แน่จะเป็นข้อเสียสำหรับเขา หนำซ้ำแค่เขายืนอยู่หน้าทางเชื่อม ก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่ลี้ลับซับซ้อนแล้ว
กลิ่นอายนี้เหมือนกับไอน้ำที่ลอยมาเพราะน้ำตกกระทบเบื้องล่าง เหนียวเหนอะหนะ คิดจะเกาะเขา คล้ายมีชีวิตของตัวเอง
มันกำลังบ่งบอกเป็นนัยๆ ว่า สถานที่ ที่ทางเชื่อมนี้ทอดไปถึง ไม่แน่จะมีประโยชน์สำหรับเขา
ลู่เซิ่งยืนลังเลหน้าป้ายหินอยู่นาน ในที่สุดเขายังคงคิดจะถอยหลังกลับไปสู่ประตูทางเข้าห้องสงบใจ
‘ในเมื่อสำนักไตรอริยะครอบครองทางเชื่อมแบบนี้ ภายหลังต้องมีโอกาสแน่ จะบุ่มบ่ามเข้าไปไม่ได้ การเข้าไปในสถานการณ์ที่ไม่รู้จัก มีโอกาสเกิดเรื่องมากที่สุด’ เขาไม่เคยต่อสู้ทั้งที่ไม่มีความเชื่อมั่น นอกจากการต่อสู้ครั้งแรกที่จนปัญญา ที่เหลือแทบทุกครั้งเป็นเขาครองความได้เปรียบ จึงค่อยลงมือ
นี่เป็นหลักการของเขา และเป็นกฎการรับมือของเขา
สุดท้ายลู่เซิ่งมองทางเชื่อมอันลึกลับเส้นนั้น กัดฟันหันหน้ากลับ ก้าวเดินออกจากไข่มุก กลับสู่ห้องสงบใจ
ซู่…
พริบตาที่เขาก้าวออกจากไข่มุก แท่งสีดำกับเส้นทางเชื่อมก็บิดเบี้ยว เหมือนกับวังวนสีดำกลุ่มหนึ่งในน้ำ เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจก็หดเล็ก จางลง โปร่งแสง แล้วหายไป
ฟึ่บ!
พริบตาเดียวในห้องลับก็ไม่เหลืออะไร ไข่มุกสีดำหายไปแล้ว ไม่มีเหลือแม้แต่เศษซาก
ลู่เซิ่งยืนอยู่กับที่ หวนนึกถึงความรู้สึกเมื่อครู่ ความรู้สึกที่ลี้ลับ พิศวง และอันตรายนั้นทำให้เขาจดจำไปอีกนาน
‘เรายังไม่ได้เตรียมตัว ยังไปไม่ถึงสภาพแข็งแกร่งที่สุด หนำซ้ำทางเชื่อมนี้ไม่รู้ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ หากผลีผลามเข้าไป ด้วยอายุขัยของภูตผีปีศาจเหล่านี้ พลั้งเผลอนิดเดียวก็ใช้เวลาหลายสิบปี อย่างนั้นทุกสิ่งที่อยู่ในแดนเหนือของเราคงพินาศหมด…ยิ่งไปกว่านั้น ด้านในยังมีอันตรายที่ยังไม่รู้ซุกซ่อนอยู่ จะเสี่ยงไม่ได้’
ลู่เซิ่งไม่สำนึกเสียใจ
แดนเหนือยังมีเรื่องราวมากมายต้องจัดการ เขาคิดจะสร้างรังที่ปลอดภัยอย่างเด็ดขาดให้แก่ตนเอง เป็นบ้านที่แข็งแกร่ง เป็นฐานที่มั่นใหญ่ที่พักฟื้นซ่อนตัวได้ ตอนที่ตนได้รับบาดเจ็บสาหัส
ในโลกที่สับสนวุ่นวายเช่นนี้ คิดจะสร้างของแบบนี้ จะต้องใช้พลังยุทธ์และขุมกำลังที่แข็งแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย
‘ครั้งหน้าก่อน รอให้ศึกษาสำนักไตรอริยะอะไรนั่นจนเข้าใจ เดี๋ยวก็มีโอกาสเข้าไปเอง’ ลู่เซิ่งมองห้องลับที่ว่างเปล่า สีหน้าเยือกเย็น
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น