186-190
บทที่ 186
“ผู้อาวุโสสวีหายตัวไปหรือ คนสิบกว่าคนที่ไปค้นหาด้วย หายไปในหุบเขาลึกทั้งหมด” เขาขยำกระดาษจดหมายเป็นก้อน เสียงพึ่บเมื่อแสงไฟกะพริบวาบ กระดาษกลายเป็นผงดำโปรยปรายผ่านร่องนิ้ว
ตอนนี้จัตุรัสแดงล่มสลาย จวนอู๋โยวถอยหนี ผีป่าวิญญาณเลวส่วนหนึ่งที่เหลืออยู่เขาก็ส่งยอดฝีมือจำนวนมากไปกวาดล้าง ความประหลาดลี้ลับที่แข็งแกร่งกว่าจะไม่ปรากฏตัวมาในเร็วๆ นี้
ส่วนภูตผีที่พลังแข็งแกร่ง มีสติปัญญา เมื่อไม่มีจัตุรัสแดงคอยหนุน ทั้งหมดรับรู้บารมีของพรรควาฬแดง พอแจ้งชื่อแล้วก็ล่าถอยไปเอง
ส่วนภูตผีที่พลังอ่อนแอกว่า พลังย่อมอ่อนด้อยกว่า ยอดฝีมือกำลังภายในของพรรคจัดการได้อย่างรวดเร็ว
จ้าวเจียวเจียวกับสวีชุยคอยกำจัดภูตผีระดับนี้
แดนเหนือบังเกิดความสงบสุขที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่วนบารมีของลู่เซิ่งก็ดุจอาทิตย์กลางหาวเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน
ในแนวโน้มที่ดีเช่นนี้ แต่กลับมียอดฝีมือระดับผู้อาวุโสหายตัวไป นี่เป็นการท้าทายอย่างร้ายแรงต่อพรรควาฬแดง
ลู่เซิ่งอธิบายข้อผิดพลาดให้หลินหงเหลียนกับหยวนจง ปล่อยให้พวกนางฝึกฝนกันเอง แล้วหมุนตัวตรงดิ่งไปยังห้องหนังสือของประมุขพรรค
เขานั่งอ่านเอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะอย่างละเอียดในห้องหนังสือ หลังจากได้รับจดหมายตอบกลับของจ้าวเจียวเจียวในครั้งก่อน สิบกว่าวันมานี้ก็ไม่ได้รับข้อมูลใดๆ อีก
ด้วยนิสัยของจ้าวเจียวเจียว ถ้าไม่เจอปัญหา ก็ฆ่าคนจนเพลินเป็นเหตุให้ลืมเรื่องหลักไป
ลู่เซิ่งครุ่นคิดสักพัก แล้วสั่งว่า “ให้นิ่งซานมาเจอข้า”
“ขอรับ” องครักษ์ใกล้ชิดรับคำสั่งแล้วจากไป
ไม่ทันไรนิ่งซานที่อยู่ในพรรควาฬแดงก็บึ่งเข้ามาในห้องหนังสือพร้อมเหงื่ออาบเต็มตัว
“นิ่งซานคำนับประมุขพรรค!” เขาคุกเข่าลงกับพื้น สีหน้าเลื่อมใส
“เป็นระดับสำนึกปลอดโปร่งแล้วหรือ” ลู่เซิ่งค่อนข้างประหลาดใจ นิ่งซานเป็นหนึ่งในคนที่เขาถ่ายทอดข่ายกระเรียนหยินให้ เมื่อมีข่ายกระเรียนหยิน เหล่ายอดฝีมือกำลังภายในจะฝึกฝนปราณภายในได้เร็วกว่าก่อนหน้ามาก กระนั้น นิ่งซานที่เดิมอยู่ในระดับพลังปลอดโปร่งกลับกลายเป็นระดับสำนึกปลอดโปร่งเร็วขนาดนี้ นี่ทำให้เขาคาดไม่ถึง ตามหลักการทั่วไป อย่างน้อยต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะมีโอกาสบรรลุระดับนี้
“เอ่อ…หลังจากโชคดีบรรลุแก่นแท้มรรคายุทธ์ ก็เข้าใจหมัดทะลวงภูผาที่ข้าน้อยฝึกอย่างปรุโปร่ง” นิ่งซานตอบอย่างเคารพ เขาไม่ใช่ระดับสำนึกปลอดโปร่งที่สั่งสมปราณภายในแล้วยกระดับขึ้นมา หากแต่อาศัยการทำความเข้าใจขอบเขตของตัวเอง
แม้ปราณภายในของระดับสำนึกปลอดโปร่งในลักษณะนี้จะสู้อีกแบบไม่ได้ ทว่ามีพื้นฐานที่มั่นคงกว่า พลังที่พวกเขาแสดงออกมาจะแข็งแกร่งกว่าเมื่อมีพลังยุทธ์เท่ากัน แต่ก็เป็นแค่ขอบเขตหนึ่ง ในความจริงพลังฝึกปรือของวิชากำลังภายในยังไม่ถึงขั้น พลังจึงยังไม่พอ เพียงแค่ไม่มีคอขวดบนขอบเขตแล้ว
ตอนแรกตัวลู่เซิ่งก็บรรลุแก่นแท้วิชาดาบพยัคฆ์ดำ ก้าวสู่ระดับสำนึกปลอดโปร่งเช่นกัน
สวีชุยที่ลู่เซิ่งคาดหวังมาโดยตลอดกลับไม่อาจบรรลุขั้นสำนึกปลอดโปร่งได้ สุดท้ายก็ต้องให้เขาถ่ายพลังยุทธ์ให้ จึงข้ามมาถึงระดับนี้ได้
“ในเมื่อเจ้าบรรลุสำนึกปลอดโปร่งแล้ว ก็ไปกับข้าได้พอดี” ลู่เซิ่งว่า นิ่งซานเป็นคนสายตากว้างไกล จัดการเรื่องราวจิปาถะได้อย่างเชี่ยวชาญทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง พาไปไหนก็สบาย
“เอ่อ…ข้าน้อยเพิ่งเลื่อนระดับ จะเร็วเกินไปหรือไม่…” นิ่งซานลังเลอยู่บ้าง
“ไม่เป็นไร” ลู่เซิ่งยิ้มๆ “ข้าจะให้พลังเจ้าไว้ ไม่ถึงที่สุดห้ามใช้”
เขายกมือขวาขึ้น เดินไปด้านหน้านิ่งซาน
ผัวะ!
ฝ่ามือที่เร็วราวกับสายฟ้า ฟาดไปที่ศีรษะของนิ่งซาน
ซู้ด…ปราณหยินหยางขวดสมบัติสายใหญ่จำนวนมากทะลักเข้าไปในร่างของนิ่งซานอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากลู่เซิ่งทำศึกใหญ่กับผู้คุมจัตุรัสแดง และจากตัวยอดฝีมือระดับเอกะฟ้าในพันธมิตรบู๊ เขาได้ดูดซับพลังยุทธ์มาร้อยปี ตอนนี้ถ่ายให้นิ่งซานอย่างบ้าคลั่งในรวดเดียว
นิ่งซานตัวสั่น ขณะปราณภายในไหลซัดเข้ามา เนื่อเยื่อและกล้ามเนื้อหลายแห่งบวมขยายและบิดกระตุก ข้อต่อกระดูกเริ่มเปลี่ยนแปลง
เหมือนกับสวีชุย ขณะรับการถ่ายทอดปราณหยินหยางขวดสมบัติ ซึ่งเป็นปราณภายในธาตุหยินปริมาณมากในเวลาสั้นๆ นิ่งซานเกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเช่นกัน
พลังยุทธ์มากกว่าร้อยปี และปราณภายในแปดสิบปีไหลบ่าเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง นิ่งซานเลือดย้อนขึ้น กระอักออกมาจากปาก ลมปราณอ่อนแอลงด้วยความเร็วสูง กำลังจะถึงขีดจำกัด
ลู่เซิ่งรีบชักมือกลับ
ปราณภายในแปดสิบปี บวกกับพื้นฐานปราณภายในที่เขาฝึกฝน โดยพื้นฐานก็ไปถึงขีดจำกัดของร่างกายร่างนี้แล้ว
รับการถ่ายทอดและกระแทกกระทั้นจากปราณภายในจำนวนมากขนาดนี้ในเวลาครู่เดียว มือซ้ายของนิ่งซานทนไม่ไหว ส่วนข้อศอกและแขนท่อนปลายนูนขึ้นมา ผิวกลายเป็นสีดำและแดง ถึงขั้นมีขนสีดำเหมือนกับหนามแหลมเล็กเรียวงอกขึ้นช้าๆ
พรึ่บ!
พละกำลังที่แขนซ้ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมายิ่งแข็งแกร่ง เริ่มกระตุก นิ่งซานทนไม่ไหว กดแขนลงกับพื้น เพื่อหยุดการสั่นไหวและการสะบัดอันรุนแรงของมัน
“ผ่อนคลาย…ผ่อนคลาย…” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ศักยภาพของเจ้าถูกเปิดแล้ว ข้าเพียงแค่ช่วยอีกแรง”
เพราะมีข่ายกระเรียนหยินควบคุม นิ่งซานจึงรู้สึกว่าแรงต้านที่แขนซ้ายลดลงช้าๆ ไม่ทันไรเขาก็ควบคุมแขนซ้ายที่เกิดใหม่ได้อย่างคล่องแคล่ว
ขนสีดำกับผิวหนังสีแดงอมดำหดกลับเป็นปกติ กลายเป็นสภาพของมนุษย์ดั่งเดิม
นิ่งซานได้ทราบจากสวีชุยมานานแล้วว่า ประมุขพรรคมีความสามารถเปิดศักยภาพ ดังนั้นแม้ตอนนี้เขาจะตกใจที่แขนของตนเกิดการเปลี่ยนแปลง ทว่าก็ไม่ได้หวาดกลัวอะไรนัก
“ขอบคุณประมุขพรรคที่ชี้แนะ!” เขาคุกเข่าลง กล่าวอย่างอย่างพลุ่งพล่านใจ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็รู้สึกว่าพลังของตนทวีขึ้นไม่ทราบกี่เท่า
ลู่เซิ่งพยักหน้า
“ไปเตรียมตัวเถอะ เดี๋ยวตามข้าไปเมืองชาใส” ยอดฝีมือกำลังภายในที่เขากางข่ายกระเรียนหยินให้คนหนึ่งหายตัวไป เท่ากับผลสำหรับเก็บเกี่ยวปราณภายในของเขาหายไปหนึ่งผล ไม่ว่าจะเพื่อความสงบของพรรควาฬแดงและแดนเหนือ หรือเพื่อการยกระดับวิชากำลังภายในต่อจากนี้ ลู่เซิ่งก็ต้องไปตรวจสอบดู
นอกจากนี้อาจได้ดูดปราณหยินส่วนหนึ่งด้วย
“ขอรับ!” นิ่งซานตอบอย่างนอบน้อม
รอจนเขาถอยออกไปอย่างพินอบพิเทา ในห้องหนังสือก็สงบเงียบอีกครั้ง เงาร่างเล็กจิ๋วก็เดินออกมาจากด้านหลังชั้นหนังสือ
“เป็นความสามารถชั่วร้ายนี้จริงๆ นอกจากจะควบคุมคนได้ ยังเปลี่ยนให้คนกลายเป็นกึ่งมารปีศาจ…” สตรีกางร่มสีหน้าเคร่งขรึม
“กึ่งมารปีศาจหรือ เจ้าตัดสินผิดแล้ว พวกเขายังคงเป็นมนุษย์” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยยิ้ม
“คนที่เหมือนมารปีศาจ เจ้านึกว่าข้าจะเชื่อหรือ กึ่งมารปีศาจก็คือกึ่งมารปีศาจ มีผู้เข้มแข็งไม่น้อยเคยทำการทดลองด้านนี้” สตรีกางร่มน้อยเอ่ยเสียงเย็น “จริงด้วย เคล็ดวิชาที่ข้าฝึกฝนต้องกลืนกินความเคียดแค้น เจ้ารับปากข้าว่าจะช่วยข้าฟื้นฟูพลังกลับมานี่!”
“แน่นอน ดังนั้นเจ้าจะไปกับข้าหรือไม่ ความแค้นที่เกิดเพราะเรื่องนี้คงมีไม่น้อยแน่” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าวางใจให้ข้าอยู่ห่างจากเจ้าหรือ” สตรีกางร่มตัวน้อยเอ่ยอย่างเย็นชา
“รู้ก็ดีแล้ว” ลู่เซิ่งเซิ่งบีบแก้มรูปไข่ของนาง
สตรีกางร่มตัวน้อยคิดหลบแต่ไม่มีประโยชน์ เพราะมีข่ายกระเรียนหยินอยู่ ร่างกายขัดความต้องการของตัวเอง ยืนอยู่กับที่ปล่อยให้ลู่เซิ่งบีบ ทั้งยังคลอเคลียมือของลู่เซิ่งอย่างน่ารัก
หนึบ
ใบหน้ารูปไข่ที่เปล่งปลั่งถูกบีบเป็นเนื้อนุ่มก้อนเล็กๆ จากนั้นก็ถูกปล่อย
ฟุ่บ
สตรีกางร่มหุบปากไม่ลง เป่าลมออกมา ส่งเสียงประหลาด
“เจ้า!” ใบหน้านางพลันแดงก่ำ “ข้าจะฆ่าเจ้า! ย๊าก!” นางยกสองมือขึ้นคว้าใส่ดวงตาลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งเมินความโกรธของอีกฝ่าย หลบมือที่โบกวุ่นวาย ลุกขึ้นแล้วพลิกคัมภีร์บนโต๊ะหนังสือ
สตรีกางร่มตัวน้อยได้แค่แผดเสียงอยู่ที่เดิม ไม่ว่าท่อนบนจะเคลื่อนไหวอย่างไร ท่อนล่างก็ยึดติดอยู่กับที่ ไม่ขยับเขยื้อน ถูกข่ายกระเรียนหยินควบคุมไว้จนทำอะไรไม่ได้
“ตามที่ข้ารู้ ความประหลาดลี้ลับสมควรเป็นปัญหาที่หายากที่สุด ไม่รู้ว่าจากมุมมองของภูตผีปีศาจอย่างพวกเจ้า ความประหลาดลี้ลับเป็นอะไร” ลู่เซิ่งถามลอยๆ
“เจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่หยามข้าอีก! ข้าถึงจะบอก!” สตรีกางร่มขัดขืนจนหมดแรง กล่าวเสียงเฉียบขาด
“ได้”
สัญญาเร็วไปแล้ว
สตรีกางร่มอ้าปาก ยังไม่ทันใช้เหตุผลและคำเกลี้ยกล่อม ก็ได้ผลลัพธ์แล้ว
ลู่เซิ่งเล่าเรื่องของเมืองชาใสคร่าวๆ
“เจ้าคิดว่าเรื่องนี้จะมีความเป็นไปได้ใด”
“เป็นความประหลาดลี้ลับอย่างชัดเจน” หงฟางไป๋สงบสติอารมณ์ แค่นเสียงกล่าวว่า “ความประหลาดลี้ลับส่วนใหญ่มีความยึดมั่นที่แรงกล้า ถ้าเติมเต็มความยึดมั่นของมันไม่ได้ ไม่ตายก็ไม่เลิกรา การควบคุมความประหลาดลี้ลับของพวกเราก็แค่ใช้วิธีพิเศษบางอย่าง ทำให้พวกมันนึกว่ามีมนุษย์ที่ระบุไว้แล้ว ล่วงล้ำเข้าสู่อาณาเขตของตนเอง ไม่ใช่การควบคุมจริงๆ”
“อย่างนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าความประหลาดลี้ลับเกิดขึ้นได้อย่างไร” ลู่เซิ่งถาม
“เรื่องนี้เจ้าต้องถามอิงอิง ข้าไม่ใช่ความประหลาดลี้ลับ จะรู้เรื่องอะไร!” หงฟางไป๋กล่าวอย่างเหยียดหยาม “จากประสบการณ์หลายปีของข้า พวกที่อยู่โดดเดี่ยวยังดี ชักนำกับควบคุมได้ง่าย แต่ถ้าเจอตัวที่ยุ่งยากที่สุด…”
ถึงจะไม่พอใจลู่เซิ่ง แต่นางก็ตอบโดยให้ความร่วมมืออย่างดี
“จะว่าไป เทียบกับความประหลาดลี้ลับชนิดนั้น ข้ารู้สึกว่าเจ้าเหมือนหัวหน้าความประหลาดลี้ลับมากกว่า! แต่ไม่รู้ว่าเมื่อเทียบกับพวกมันแล้ว ฝั่งไหนจะร้ายกาจกว่ากัน” หงฟางไป๋พูดพลางหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์
“ข้าคาดหวัง คาดหวังว่าตอนเจ้าเจอพวกมันจะทำหน้าอย่าง…”
ผัวะ!
ลู่เซิ่งตบนางล้มลงกับพื้น
“เป็นเด็กเป็นเล็กไม่ควรทำท่าแก่แดด” ลู่เซิ่งเอ่ย “นอกจากนี้ความประหลาดลี้ลับอีกชนิดที่เจ้าว่าคืออะไร”
“สามหาว!”
เปรี้ยง!
ลู่เซิ่งตบอีกรอบ
หลังยื้อยุดกันสักพัก สตรีกางร่มตัวน้อยก็กลับไปนั่งที่เดิมพร้อมแก้มที่บวมแดง จ้องลู่เซิ่งด้วยใบหน้าโกรธแค้น
“ความประหลาดลี้ลับชั่วร้ายชนิดนั้นเป็นอีกชนิดกับอิงอิง เหมือนดอกไม้สีดำแห้งเหี่ยว เหมือนน้ำครำใต้สะพาน ให้ความรู้สึกสกปรกโสมม” หงฟางไป๋หัวเราะหึๆ “ข้าเคยสู้กับพวกมันมาก่อน พวกมันคิดเอาตัวอิงอิงไป น่าเสียดายถูกข้าขัดขวาง ภายหลังข้าไล่ตามไม่ทัน”
“อ้อ? จับความประหลาดลี้ลับหรือ” ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว “มีวิธีการแยกแยะพวกมันหรือไม่”
หงฟางไป๋พยักหน้า
“มี เครื่องหมายของพวกมันคือไม่ว่าจะไปไหน ทุกคนที่อยู่รอบๆ จะถูกดูดพลังงานโดยอัตโนมัติ นอนไม่หลับ สูญพลังงานอย่างสาหัส ดูเหมือนนอนไม่พอ”
“อ้อ?” ลู่เซิ่งพลันงงงัน คล้ายกับว่าเคยเห็นลักษณะคล้ายๆ กันจากไหนสักแห่ง
ที่พรรคชา
เขานึกย้อนถึง คันฉ่องบานนั้น…
“เจ้าเคยได้ยินเรื่องคันฉ่องที่สลักรูปหงส์ จิ้งจอก กับแมวหรือไม่” ลู่เซิ่งถามเบาๆ
“หงส์ จิ้งจอก แมว? เจ้า…เจ้าไม่ได้หมายถึงคันฉ่องแก้วกระมัง” หงฟางไป๋พลันเบิกตาโต
……………………………………….
บทที่ 187
“ทำไม มันมีปัญหาอะไร” ลู่เซิ่งงงวย เห็นว่าปฏิกิริยาของหงฟางไป๋ประหลาดอยู่บ้าง
“มีปัญหามาก ข้าเคยได้ยินเรื่ององค์กรที่ประกอบขึ้นจากความประหลาดลี้ลับทั้งหมด พวกมันเร้นลับยิ่ง ถูกคนเรียกว่าสำนักไตรอริยะ” หงฟางไป๋กระซิบ “องค์กรนี้ลึกลับยิ่ง อย่าหาเรื่องจะดีกว่า ถ้าเจอ ทางที่ดีให้อ้อมหนี ข้าไม่อยากถูกพัวพันไปด้วยเพราะเจ้า”
“พลังระดับเจ้ายังกลัวสำนักไตรอริยะนี้หรือ” ลู่เซิ่งถามอย่างฉงน
“พวกมันสู้ยากยิ่ง เจ้าไม่เคยเจอจึงไม่รู้ ความสามารถลี้ลับพิสดาร ความประหลาดลี้ลับเดิมที่มีหลายประเภท นับรวมไม่ได้ ความยึดมั่นที่ก่อกำเนิดวิญญาณยิ่งมากเท่าไหร่ ความประหลาดลี้ลับที่ถือกำเนิดมาก็มีมากเท่านั้น รอเจ้าเจอก็จะเข้าใจเอง” หงฟางไป๋กล่าวรวบรัด
ลู่เซิ่งหวนนึกถึงการเจอคันฉ่องแก้วในตอนนั้น เป็นอย่างที่ว่า สุดท้ายเขาก็โดนลากเข้าไปในคันฉ่อง หนำซ้ำอีกฝ่ายยังมีสามร่าง พูดจาไม่ถูกหูก็เสี่ยงชีวิตทันที สู้ยากจริงๆ
“ช่างเถอะ นึกขึ้นได้ เจ้าอาจจะไม่เชื่อ ก่อนหน้านี้ข้าเจอมา สมควรเป็นผู้รวบรวมของพวกมัน เป็นหน่วยที่ใช้รวบรวมพลังโดยเฉพาะ ถ้าเจ้าเจอคันฉ่องแก้วสีขาวนั่น ให้ระวังไว้” หงฟางไป๋โดดลงจากโต๊ะ “เอาล่ะ ข้าจะไปอาบน้ำแล้ว ที่สมควรบอกก็บอกหมดแล้ว เจ้าหาวิธีเอง”
ลู่เซิ่งไม่ห้าม เพียงมองนางออกจากห้อง เข้าสู่ภวังค์
‘โลกใบนี้นอกจากตระกูลขุนนาง ก็มีขุมกำลังของภูตผีปีศาจอยู่มากมาย สมาคมหทัยร่อนเร่เป็นกลุ่มหนึ่ง จวนอู๋โยวกับสำนักไตรอริยะที่โผล่มาในตอนนี้อีก สุดท้ายแล้วสำนักไตรอริยะนี่ก็เป็นความประหลาดลี้ลับก่อตั้งขึ้นมา’
เขานั่งอยู่เงียบๆ
‘ยังเหลือปราณหยินอีกห้าสิบกว่าหน่วยที่ไม่ได้ใช้ อาจจะยกระดับวิถีหยางโชติช่วงได้ขั้นหนึ่ง’
‘ดีปบลู’
กรอบเครื่องมือปรับเปลี่ยนโผล่ขึ้นมา
เขามองสถานะของตนในตอนนี้
[วิถีหยางโชติช่วง: ขั้นที่สาม ผลพิเศษ: พละกำลังเพิ่มเป็นระดับสิบสาม สะท้อนกลับระดับสิบ พลังป้องกันเพิ่มเป็นระดับสิบ เผาไหม้ระดับหก…]
‘วิถีหยางโชติช่วงสำเร็จเพราะวิชาแข็งกร้าวทั้งหมดรวมตัวกัน เกิดจากวิชากำลังภายนอก กำหนดระดับความแข็งแกร่งของกายเนื้อกับความสามารถทางกายภาพ ครั้งก่อนยกระดับถึงขั้นสามในครั้งเดียว ประสานเชื่อมปราณภายในหยินหยางรวมเป็นหนึ่ง ก็เกิดสภาพผู้ทำลายล้าง ตอนนี้ ปราณหยินดูเหมือนจะไม่พอแล้ว…’
เขาไม่เห็นปุ่มเรียนรู้ด้านหลังวิถีหยางโชติช่วง ก็พลันผิดหวังเล็กน้อย ก่อนจะมองไปทางวิชากำลังภายใน
[วิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน: ระดับเก้า ผลพิเศษ: ระดับปราณภายใน เสริมแกร่งตาข่ายโลหิต]
[ปราณหยินหยางขวดสมบัติ: ระดับเก้า ผลพิเศษ: ข่ายกระเรียนหยิน สภาพหยินโชติช่วง]
ถึงแม้วิชาจะแยกกันบนเครื่องมือปรับเปลี่ยน แต่ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ปราณภายในด้านในร่างตนหลอมรวมกัน หยินหยางรวมเป็นหนึ่ง หยางนอกหยินใน
ภายนอกมีวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานเป็นหลัก ภายในอาศัยปราณหยินหยางขวดสมบัติปรับร่างกายให้มั่นคง ป้องกันการแผดเผาจากวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่เกรี้ยวกราดเกินไป
ถ้าไม่มีปราณหยินหยางขวดสมบัติ ลู่เซิ่งควบคุมและรองรับวิชากำลังภายในธาตุหยางที่แข็งแกร่งมากขนาดนี้ไม่ได้
‘หรือก็คือถ้าตอนนี้เราอยากยกระดับวิชากำลังภายในอีก จำเป็นต้องเพิ่มระดับวิชากำลังภายในหยินหยางเท่าที่ได้’ เขาครุ่นคิดถึงตรงนี้ ‘ตอนนี้เหลือปราณภายในห้าสิบกว่าหน่วย มากสุดยกระดับได้แค่วิชาเดียว…หากไม่สมดุล ก็อาจจะมีปัญหา สงวนปราณหยินไว้ก่อนดีกว่า รอสะสมอีกหน่อยค่อยยกระดับพร้อมกัน’
เขาลุกขึ้น เก็บคัมภีร์ใส่ชั้นหนังสือเดิม
“องครักษ์”
“อยู่!”
องครักษ์ใกล้ชิดคนหนึ่งผลักประตูเข้ามาคุกเข่าข้างหนึ่ง
“เตรียมรถม้าไปยังเมืองชาใส ถ่ายทอดคำสั่งข้า ให้สวีชุยไปด้วย พาคนไปกลุ่มหนึ่ง” ลู่เซิ่งสั่ง องครักษ์ใกล้ชิดเหล่านี้ต่างมีสิทธิ์รู้เรื่องมากที่สุด แต่ละคนเป็นนักรบเดนตายระดับหัวกะทิที่คัดเลือกจากในพรรค เทิดทูนหลงใหลในตัวเขา ทั้งยังปลูกข่ายกระเรียนหยินเอาไว้ ดังนั้นระดับความซื่อสัตย์จึงไม่มีอะไรต้องสงสัย
“ขอรับ!” องครักษ์ใกล้ชิดรับป้ายคำสั่งประมุขพรรค แล้วล่าถอยออกไป
ลู่เซิ่งเดิมทีคิดซ่อนสถานะเดินทางไป แต่คิดอีกที การจัดรถม้าพาคนไปมีผลดีกว่า คนมากก็มีประโยชน์ของคนมาก
เขาถ่ายทอดคำสั่งเสร็จ ก็ยืนอยู่ในห้องหนังสือ ดูท้องฟ้านอกหน้าต่างตามลำพัง ท้องฟ้ามีเมฆเบาบางลอยผ่าน บังดวงอาทิตย์ยามสารทคิมหันต์
เขายืนอยู่พักหนึ่ง ถอนใจ ก่อนเปิดประตูเดินออกจากห้องไป
…
สามวันให้หลัง เมืองชาใส
ในโรงสุราของเมือง ด้านข้างไหสุราขนาดใหญ่ นักพรตอาภรณ์เขียวคนหนึ่งหยิบเหรียญทองแดงส่วนหนึ่งจากในถุงออกมานับ
เขาเงยหน้ามองแขกที่ดื่มสุราสรวลเสเฮฮาอยู่ด้านในโรงสุรา สีหน้าเคร่งขรึม จีบนิ้วเป็นท่าทำนายโชคชะตา
นักพรตผู้นี้มีท่าทางทรงภูมิ หน้าเหลี่ยมขึงขัง เหมือนกับผู้สำเร็จธรรม ไว้เคราแพะสีดำเรียบร้อย
เขาพอคำนวณดู ใบหน้าที่ขึงขังในตอนแรกก็เคร่งเครียดลง
“เงินไม่พอแล้ว…”
เขายืนอยู่หน้าไหสุราข้างประตูใหญ่ เถ้าแก่โรงสุราย่อมสังเกตเห็นแต่แรก เดิมไม่ได้สนใจ เพียงแต่เห็นนักพรตผู้นี้ทำหน้าเครียดขึ้นเรื่อยๆ เถ้าแก่เริ่มใจไม่ดี นึกถึงเรื่องประหลาดที่ปรากฏในเมืองเมื่อไม่นานมานี้ จึงรีบมอบหมายงานให้เสี่ยวเอ้อร์ จากนั้นก็เดินไปหา
“เต้าจ่างท่านนี้ บังอาจถาม โรงสุราของข้ามีตรงไหนไม่ถูกต้องหรือ เหตุใดจึงยืนทำหน้าเครียดอยู่ที่ประตู…”
นักพรตสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง
“ข้ามีฉายาว่าว่านหอจื่อ บังเอิญผ่านมาร้านท่าน อยู่ๆ ก็เอะใจ จีบนิ้วคำนวณดู กลับพบความผิดปกติบางอย่าง…”
“บังอาจถามว่าผิดปกติตรงไหนหรือ” เถ้าแก่เป็นคนนับถือเต๋า ได้ยินดังนั้นก็เป็นกังวลอยู่บ้าง รีบตะโกนให้เสี่ยวเอ้อร์เชิญนักพรตเข้าโรงสุราไป
ว่านเหอจื่ออิดๆ ออดๆ หลังถูกเชิญเข้าโรงสุรา ก็นั่งเล่าบอกกล่าวอย่างละเอียด
“ศิษย์พี่ว่านเหอจื่อ” ทันใดนั้นแขกที่ดื่มสุราอยู่คนหนึ่งลุกขึ้น มองนักพรตด้วยความแตกตื่นสงสัย
ว่านเหอจื่อได้ยินก็หันไปมอง งุนงงเช่นกัน
“ศิษย์น้องเหยียน!?” เขาประหลาดใจ ยิ้มพลางเดินเข้าไป “ที่แท้ศิษย์น้องเหยียนก็อยู่ที่นี่ บังเอิญ! บังเอิญเกินไปจริงๆ!”
คนที่ลุกขึ้นมาคือเหยียนไคที่ท่องเที่ยวไปทั่วใต้หล้า เขาสีหน้าแดงเรื่อ หน้าเหลี่ยมเหมือนกัน แต่เทียบกับว่านเหอจื่อแล้ว เครื่องหน้าของเหยียนไคเอาจริงเอาจังกว่า
เหยียนไคมองว่านเหอจื่ออย่างหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เขารู้จักจุดอ่อนของศิษย์พี่ผู้นี้ดี ความสามารถไม่มาก แต่ชอบหลอกกินหลอกดื่ม แสร้งเป็นยอดคน ตอนนี้เห็นอีกฝ่ายทำสีหน้าขึงขัง แสดงว่าคิดเป่าหูเถ้าแก่เพื่อหลอกดื่มสุรา
“มาๆ ศิษย์พี่มานั่งนี่ พวกเราไม่เจอมานาน จะได้คุยกันด้วย หลายปีมานี้ท่านไปอยู่ไหนมา อาจารย์เล่า เหตุใดไม่เจอใครบนเขา”
ว่านเหอจื่อครั้นเห็นว่ามีคนเลี้ยง ก็ไม่สนใจเถ้าแก่โรงสุราแล้ว พูดสองสามประโยคอย่างขอไปที แล้วเข้ามานั่งกับเหยียนไค
ต้วนหรงหรงที่เดิมนั่งอยู่ข้างเหยียนไค พอถูกเบียด พลันห่อปากไม่พอใจ
“อ้าว หรงหรงก็อยู่นี่ มา ให้ศิษย์พี่กอดหน่อย!” ว่านเหอจื่อพอเห็นต้วนหรงหรง สองตาเป็นประกาย จะเข้าไปฉวยโอกาส
“ศิษย์พี่ว่านเหอจื่อไม่กลัวข้าฟ้องพี่สาวปิงหยวนหรือ” ต้วนหรงหรงกอดอกแค่นเสียง
“เอ่อ…” ว่านเหอจื่อที่เมื่อครู่ยังระริกระรี้ ทำหน้ากระอักกระอ่วนทันตา ชักมือกลับอย่างหวาดกลัว
“อีกอย่างพี่เหยียนไคเป็นศิษย์น้องท่าน หมายความว่าข้าก็เป็นศิษย์น้องท่าน มิน่าพี่สาวหยวนปิงไม่ต้องการท่าน จุ๊ๆ…” ต้วนหรงหรงนั่งห่างจากว่านเหอจื่ออย่างรังเกียจ
“เฮ้อ..อย่าพูดอย่างนั้น ศิษย์พี่ก็ลำบากเหมือนกัน…” ว่านเหอจื่อจนปัญญา
“จริงด้วย ศิษย์พี่ ครั้งนี้ท่านมาเพราะได้ยินเรื่องเล่าที่กระจายอยู่ในเมืองนี้เหมือนกันหรือ” เหยียนไคตอนนี้ถ่ายทอดกระแสเสียง
การถ่ายทอดกระแสเสียงนี้เป็นความลับในสำนักของพวกเขา มีแต่คนที่มีสายเลือดเดียวกันถึงจะใช้ได้
ว่านเหอจื่อได้ยินก็พยักหน้า สีหน้าเอาจริงเอาจัง ถ่ายทอดกระแสเสียงเช่นกัน
“พูดให้ถูกก็คือ ข้าไล่ตามบุคคลยิ่งใหญ่ร้ายกาจมากมา เจ้าเคยได้ยินชื่อเฉาหลงแห่งสมาคมหทัยร่อนเร่หรือไม่”
“เฉาหลง? สมาคมหทัยร่อนเร่หรือ” เหยียนไคเอ่ยอย่างสงสัย “ไม่เคยได้ยิน ท่านพี่โปรดเล่า”
ว่านเหอจื่อถอนใจ
“บนชายฝั่งกับหมู่เกาะทางตะวันออกของต้าซ่ง เฉาหลงผู้นี้เรียกได้ว่าเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ที่ทำให้เด็กหยุดร้องไห้ มีชื่อเสียงน่ากลัว เจ้าจินตนาการไม่ออกหรอกว่าเขาแข็งแกร่งถึงขนาดไหน ทุกการเคลื่อนไหวของคนผู้นี้ส่งผลต่อสถานการณ์ของขุมกำลังเผ่าปีศาจ เพียงแต่ไม่นานมานี้ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร อยู่ๆ คนผู้นี้ก็มุ่งสู่ตะวันตก มายังเขตแดนของแดนเหนือ ไม่ทราบเพราะอะไร”
เหยียนไคไม่ทราบว่าเฉาหลงที่อีกฝ่ายเล่าแข็งแกร่งขนาดไหน แต่เขาเดินทางมาในครั้งนี้ก็เพื่อเป้าหมายหนึ่ง
“ไม่ว่าเขาจะมาเพราะอะไรก็ไม่เกี่ยวกับพวกเรา ครั้งนี้ข้ามาตรวจสอบเรื่องเล่าของเจ้าบ้านไม่หัวเราะที่แพร่หลายในเมืองชาใส”
“เจ้าบ้านไม่หัวเราะหรือ” ว่านเหอจื่อขมวดคิ้ว “เจ้าหมายถึงบุรุษที่ให้คนเล่าเรื่องตลกในบ้านหินกลางหมู่บ้านแห่งหนึ่งในป่าลึกหรือ”
“ถูกต้อง…” เหยียนไคพูดไม่ทันจบ พลันได้เย็นเสียงฝีเท้าม้าสับสนดังมาจากนอกโรงสุรา
ชายฉกรรจ์สวมชุดเข้ารูปสีดำโขยงหนึ่งห้อมล้อมขบวนรถม้าที่ประณีตขบวนหนึ่งอยู่บนถนน คนในเมืองและพ่อค้าหาบเร่ถูกไล่ให้ไปหลบขบวนอยู่สองฟาก
ตรงกลางขบวนรถเป็นเกี้ยวงดงามสีดำขอบแดงหลังหนึ่ง บุรุษกำยำสภาวะไม่ธรรมดาแปดคนแบกบนบ่าพลางก้าวเดิน
สิ่งที่น่าตกตะลึงมากที่สุดก็คือ ด้านนอกขบวนนี้ยังมีทหารจากกองทัพเฟยเหลียนคอยอารักขา
“ขบวนนี้ใหญ่โตจริงๆ” ว่านเหอจื่อเหลือบมอง อดอุทานไม่ได้
เหยียนไคเห็นธงที่ตั้งบนขบวนรถ
“เป็นพรรควาฬแดง! พวกเขามาได้อย่างไร”
“หนำซ้ำยังเป็นประมุขพรรคมาเอง!” ต้วนหรงหรงจำธงคันนั้นได้เช่นกัน พวกเขาเคยเดินทางในแดนเหนือช่วงหนึ่ง ได้ติดต่อกับพรรควาฬแดงอยู่บ่อยๆ
พรรคนี้เป็นพรรคใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแดนเหนืออย่างแท้จริง ประมุขพรรคยิ่งเป็นคนรู้จักของพวกเขา คุณชายลู่ ลู่เซิ่งที่เคยติดต่อกันมาก่อน
“เป็นคุณชายใหญ่ตระกูลลู่…” ต้วนหรงหรงเอ่ยเสียงทุ้ม พูดยังไม่จบ เหยียนไคก็ขัดขึ้น
“ไม่…สมควรเป็นราชาดาบแดนเหนือลู่เซิ่ง” เขาเอ่ยเสียงต่ำ
“ราชาดาบแดนเหนือหรือ คุยโวนัก ไม่กลัวขากรรไกรค้างหรือ” ว่านเหอจื่อไม่เห็นด้วย “ถ้ามังกรท่องบูรพาเฉาหลงได้ยิน ราชาดาบแดนเหนือเกรงว่าจะประสบภัยแล้ว”
“นั่นกลับไม่แน่นัก” เหยียนไคส่ายหน้า “ความเร็วในการผงาดขึ้นของลู่เซิ่งประมุขพรรคลู่ผู้นี้ เรียกได้ว่าน่าอัศจรรย์ พลังเป็นหนึ่งในแดนเหนือ หนำซ้ำยังโหดเหี้ยมอำมหิต เบื้องหลังล้ำลึก พลังและขุมกำลังแบบนี้ไม่มีทางเป็นมนุษย์ธรรมดา ถ้าสู้กันจริงๆ แพ้ชนะยากตัดสิน”
“ไม่…เจ้าไม่รู้จักความน่ากลัวของมังกรท่องบูรพาเฉาหลง” ว่านเหอจื่อส่ายหน้า “รอเจ้าเห็นเขาลงมือจริงๆ จะเข้าใจเองว่าทำไมเขาจึงได้ปกครองหมู่เกาะทางตะวันออกทั้งหมด ทำไมจึงมียอดฝีมือมากมายอยู่ใต้เงามืดของเขา” ตอนนี้พอเขาหวนนึกถึงภาพนั้น ด้านในดวงตาปรากฏความพรั่นพรึง
เหยียนไคไม่เถียงกับว่านเหอะจื่อ มองออกว่าศิษย์พี่เคยถูกเฉาหลงขู่ขวัญมา แต่เขาเคยเจอลู่เซิ่ง ทราบว่าคนผู้นี้กล้าหาญชาญชัย ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด จิตใจเหี้ยมโหด บวกกับที่นี่อยู่ในอาณาเขตของแดนเหนือ ถ้าสร้างความไม่พอใจให้แก่ประมุขพรรคใหญ่ลู่ที่นี่ ผลลัพธ์ไม่ต้องพูดก็เป็นอันรู้ดี
ถ้าให้ทั้งสองคนนี้สู้กันจริงๆ เขาไม่คิดว่าลู่เซิ่งจะแพ้
“ไม่ว่าอย่างไร ทั้งสองคนนี้ก็เป็นคนที่พวกเราไม่ควรหาเรื่อง อย่าไปท้าทายก็พอ” เหยียนไคกล่าวเบาๆ
……………………………………….
บทที่ 188
“จะว่าไป ข้ากำลังไล่ตามเฉาหลงเพื่อตรวจสอบที่อยู่ของไข่มุกแดง ตระกูลตู๋กูแห่งทะเลบูรพาประกาศให้รางวัล เจ้าก็รู้ว่าศิษย์พี่เจ้าความสามารถอื่นไม่มี แต่การถ้ำมอง…เหอะๆ…” ว่านเหอจื่อหัวเราะชั่วร้าย
เหยียนไคถอนใจอย่างจนปัญญา
“ศิษย์พี่ ท่านแน่ใจว่าจะไล่ตามเฉาหลงไปได้ตลอดหรือ”
“แน่นอน! ข้าเป็นคนที่รับประกาศรางวัลของตระกูลตู๋กู…”
“อะไรนะ!? ท่านรับประกาศรางวัล?!” เหยียนไคพลันตกใจ เบิกตาลุกพรวด
แม้แต่ต้วนหรงหรงที่อยู่ด้านข้างก็ปิดปาก เห็นได้ชัดว่าตกใจ
“ท่านบ้าไปแล้ว! ว่านเหอจื่อ!” เหยียนไคร้องขึ้นอย่างอดไม่ได้ สับสนลนลาน “ท่านรู้หรือไม่ว่าถ้ารับประกาศรางวัลแล้วจะมีผลลัพธ์อย่างไร?!”
“เอ่อ…ผลลัพธ์อะไรหรือ” ว่านเหอจื่อมองทั้งสองคนอย่างงุนงง
“ถ้าทำไม่สำเร็จ กายและวิญญาณจะแยกจากกัน กลายเป็นเชื้อเพลิงอัคคีวิญญาณอันเลวร้ายให้แก่อาวุธที่ตระกูลตู๋กูสร้าง!” เหยียนไคโมโหอกแทบแตก
“หา!?” ครั้งนี้ว่านเหอจื่อทราบความยุ่งยาก ตาค้างไปแล้ว ตอนที่เขาดึงประกาศมา ยังลำพองว่าตนมือไว
ประกาศที่ตระกูลตู๋กูติดไว้ ให้รางวัลมากมาย ชนิดว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาเห็นแวบแรก ก็พุ่งเข้าไปรับไว้ด้วยความเร็วสูงสุดในชีวิตทันที
ตอนนั้นเขายังแปลกใจว่าเหตุใดสายตาที่คนรอบๆ มองมาจึงประหลาดนัก
ตอนนี้ในที่สุดก็เข้าใจแล้ว…
“จบกัน…” ว่านเหอจื่อตัวอ่อนระทวย ทั่วร่างเย็นเฉียบ ไม่มีแรงแม้แต่น้อย “จบสิ้นแล้ว…”
“ท่านนี่นะ!” เหยียนไคร้อนอกร้อนใจ ชี้นิ้วไปที่ศิษย์พี่แต่ไม่รู้จะพูดอะไร
“ศิษย์น้อง หรงหรง…ครั้งนี้จบสิ้นแล้ว…ศิษย์พี่…ชีวิตนี้… ชีวิตนี้ยังไม่เคยลิ้มรสสตรี ไม่สู้หรงหรงเจ้าพลีกาย…” ว่านเหอจื่อพึมพำด้วยสองตาหม่นหมอง
“ข้าจะฟ้องพี่สาวปิงหยวน!” ต้วนหรงหรงลุกขึ้นทันที
“อย่า! อย่า!” ว่านเหอจื่อพลันรู้สึกตัว ทำหน้าทุกข์ใจ “ข้าผิดไปแล้ว ข้ายอมรับผิดแล้ว ช่างเถอะ นี่เป็นข้ารนหาที่เอง…เดี๋ยวข้าไปตระกูลตู๋กู ดูว่าจะหาโอกาสพลิกสถานการณ์ได้หรือไม่”
“ตอนนี้ทำอย่างไรดี” ต้วนหรงหรงทั้งขำทั้งโมโห ดูออกว่าว่านเหอจื่อเพียงพูดเล่น แต่หลังจากรู้ความจริง ก็ตกใจจนขวัญหายเช่นกัน นางจึงมองเหยียนไค
นางทราบว่าพี่เหยียนไคจะไม่ทำให้นางผิดหวัง
แม้ว่านเหอจื่อจะเป็นคนทราม แต่ก็เคยช่วยพวกเขาไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง
“วิธีการในตอนนี้…ทำความเข้าใจก่อนว่าศิษย์พี่รับภารกิจอะไรมา” เหยียนไคเอ่ยอย่างจนใจ
…
เกี้ยวถูกวางหน้าประตูใหญ่พรรคชา
นิ่งซานเลิกม่านเกี้ยวออกอย่างพินอบพิเทา สตรีกางร่มตัวน้อยกระโดดออกมาเป็นคนแรก ถือร่มแดงยืนอยู่ด้านข้าง หันไปมองด้านหลัง
ลู่เซิ่งเดินออกมาจากในเกี้ยว มองต่งฉีประมุขพรรคชาที่รออยู่หน้าประตูใหญ่ ยังมีผู้บัญชาการกองทัพเฟยเหลียนที่อยู่ข้างๆ
“ต่งฉีคำนับประมุขพรรคลู่” “หลี่ฉยงกองทัพเฟยเหลียนคำนับประมุขพรรค!” ทั้งสองพากันคำนับ
ลู่เซิ่งพยักหน้า ต่งฉีเคยเจอเมื่อครั้งก่อน ส่วนหลี่ฉยงกองทัพเฟยเหลียนเป็นศิษย์ในพรรคที่เข้าร่วมกองทัพเฟยเหลียนมานาน ได้รับการเลื่อนยศ อิทธิพลที่เขาปกครองแดนเหนือมีส่วนในการเลื่อนยศที่ว่านี้
แดนเหนือของต้าซ่งในปัจจุบัน พรรควาฬแดงเป็นใหญ่เพียงผู้เดียว ตระกูลซั่งหยางแห่งเก้าตระกูลของจงหยวนยืนอยู่เบื้องหลัง ซั่งหยางจิ่วหลี่เลื่อนสู่ระดับประมุขจวน ก้าวสู่ขั้นอสรพิษ ด้วยความสามารถของนาง เมื่อเลื่อนระดับย่อมไม่ใช่แค่สามขั้นล่าง
ในฐานะแม่ทัพใต้สังกัดของซั่งหยางจิ่วหลี่ ลู่เซิ่งย่อมมีบารมีมากกว่าเดิมเหมือนเรือขึ้นตามน้ำ
“สถานการณ์เป็นอย่างไร ผู้อาวุโสที่หายตัวไปมีข่าวหรือไม่” ลู่เซิ่งเดินเข้าหน่วยหลักพรรคชาพลางถาม
“ไม่มีขอรับ…จนถึงตอนนี้ผู้อาวุโสสวียังไม่มีข่าวใดๆ ผู้จัดการภารกิจภายนอกเฉินได้รับข่าว กำลังออกตามหา ทว่ายังไม่…ประมุขพรรครอผู้จัดการภารกิจภายนอกมาถึง ค่อยถามอย่างละเอียดเถอะ” หลี่ฉยงกองทัพเฟยเหลียนตอบเบาๆ
ลู่เซิ่งเดินเอื่อยๆ ไปบนระเบียงไม้ หันไปมองสวนดอกไม้ ธารน้ำ และภูเขาจำลองที่อยู่ด้านข้าง
ในสวนดอกไม้ยังมีเด็กเล็กหลายคนเล่นกันอย่างสนุกสนาน เสียงดังมาก ยังมองมาทางนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เอ่อ…เป็นผู้เยาว์ของผู้อาวุโสในพรรค ไม่รู้จักมารยาท ข้าน้อยจะไป…” ต่งฉีตกใจเหงื่อกาฬไหล ก่อนออกมานางย้ำแล้วแท้ๆ ว่าให้กันทุกคนออกไปจากรอบๆ ตอนนี้ยังมีเด็กอยู่ เกิดว่าชนใส่ลู่เซิ่งที่ปัจจุบันเป็นประมุขพรรคเข้า นางรู้นิสัยของเขา ดูเหมือนเป็นมิตร แต่ยามลงมือไม่สนใจว่าเป็นใคร บอกฆ่าก็ฆ่าทันที
“ไม่เป็นไร” ลู่เซิ่งยกมือ กลับไม่ถือสาแม้แต่น้อย
“เมืองชาใสเล็กๆ นี้ ข้ามาเป็นครั้งที่สองแล้ว” เขากล่าวอย่างราบเรียบ มองอารมณ์ไม่ออก
“เจ้าค่ะ คราก่อน ประมุขพรรคมาจัดการเรื่องคันฉ่องแก้ว…พริบตาเดียวก็ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว” ต่งฉีรีบกล่าวอย่างเคารพ
“ไม่นานนัก” ลู่เซิ่งยิ้มแย้ม “จ้าวเจียวเจียวเล่า”
หลี่ฉยงรีบตอบ “ผู้จัดการภารกิจภายนอกเจียว ออกไปตรวจสอบสถานการณ์นานแล้ว วันนี้ยังไม่กลับมา”
“อ้อ?” ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว “น่าสนใจ แม้แต่จ้าวเจียวเจียวก็เสียท่าที่นี่ ผู้อาวุโสคนหนึ่งกับผู้จัดการภารกิจภายนอกคนหนึ่ง ของพรรควาฬแดงเสียท่าที่นี่…”
พวกต่งฉีรวมถึงนิ่งซานและสวีชุยที่อยู่ใกล้ๆ ไม่กล้าส่งเสียง ปัจจุบันลู่เซิ่งมีบารมีมากขึ้น ทุกๆ คำพูดและการกระทำมอบแรงกดดันมหาศาลให้ผู้คน พวกเขาอดประหม่าไม่ได้
“รายงาน!”
องครักษ์ใกล้ชิดคนหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ผู้จัดการภารกิจภายนอกเฉินกลับมาแล้ว ขอพบประมุขพรรค!”
“พาเขาเข้ามา” ลู่เซิ่งสั่ง
อย่างรวดเร็ว ชายชราผมขาวหน้าซีด ใบหน้าอมทุกข์ก็รีบเข้ามา คุกเข่าข้างหนึ่งก้มหัวถามโทษจากลู่เซิ่ง
“ข้าน้อยเฉินจงเทา คำนับประมุขพรรค! ขอให้ประมุขพรรคลงโทษ!”
“ลุกขึ้น เจ้ามีโทษใด เล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียด” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างสงบ
เฉินจงเทาเริ่มเล่าเรื่องที่ตนเจอมาด้วยเสียงแผ่วเบา
“วันนั้นข้าน้อยกับผู้อาวุโสสวีฉวนโจวเข้าไปค้นหาเบาะแสในหุบเขาลึกด้วยกัน เป็นเพราะได้ยินว่าทุกครั้งเจ้าบ้านไม่หัวเราะจะโผล่มาตอนกลางดึก พวกเราจึงไปตอนกลางคืน หาไปหามา ข้าน้อยก็ได้ยินผู้อาวุโสสวีตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ จึงรีบเข้าไป รอจนถึงต้นตอของเสียงกลับไม่พบอะไร ไม่เพียงแต่ผู้อาวุโสสวี แม้แต่กลุ่มคนที่เขาพาไป ทั้งหมดหายไปอย่างไร้ร่องรอย”
“หมายความว่า ตั้งแต่ต้นจนจบเจ้าไม่รู้และไม่เห็นว่าผุ้อาวุโสสวีหายไปอย่างไร เพียงแค่ได้ยินเสียงตะโกนหรือ” ลู่เซิ่งถามอย่างราบเรียบ
“ขอรับ…เป็นเช่นนี้!” เฉินจงเทาก้มหน้ากล่าวอย่างผวา
ลู่เซิ่งมองเขา ไม่ได้ส่งเสียง
มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง เหงื่อเย็นเยียบกลางหลังเฉินจงเทายิ่งมายิ่งมาก แทบทำให้หลังเขาเปียกชุ่ม
เปรี้ยง!
ทันใดนั้น เฉินจงเทาถูกถีบกระเด็น กระแทกกับเสาเรือนอย่างแรง กระอักเลือดออกมา
คนอื่นๆ ตกใจตัวสั่น สวีชุยกับนิ่งซานหนังตากระตุก ต่งฉีหลับตาไม่กล้าดูต่อ
“ขอถามอีกรอบ” ลู่เซิ่งเดินถึงหน้าเฉินจงเทาอย่างสงบ “เจ้าแค่ได้ยินเสียง ไม่เห็นผู้อาวุโสสวีจริงๆหรือ”
เฉินจงเทากลิ้งตกพื้น รีบพลิกตัวคุกเข่า ปากเต็มไปด้วยเลือด
“ข้าน้อย…ข้าน้อย…”
“ตอบข้า!” ลู่เซิ่งถลึงตา ตวาดเสียงเฉียบ
เฉินจงเทาหวาดกลัวตัวสั่น ในที่สุดก็ทนไม่ไหว
“ข้าน้อยพบแล้ว…พบผุ้อาวุโสสวีแล้ว!” เสียงเขาถึงขั้นเจือสะอื้น ชายชราอายุเจ็ดสิบกว่าปีตอนนี้ร้องไห้เหมือนเด็ก
“เจ้าเห็นผู้อาวุโสวีขอความช่วยเหลือด้วยกระมัง” ลู่เซิ่งถามราบเรียบ
“ขอ ขอรับ…ข้าน้อยเห็นแล้ว…แต่ตอนนั้นข้าน้อย…หวาดกลัวเกินไป…บ้านหินหลังนั้น…” เฉินจงเทาน้ำหูน้ำตาไหล “คนมากขนาดนั้นไม่ทันไร ก็หายตัวไป…แม้แต่เงาก็มองไม่เห็น!” เขาหมอบคลานถึงข้างเท้าลู่เซิ่ง
“ประมุขพรรค ไม่ใช่ข้าน้อยรักตัวกลัวตาย แต่ไม่มีโอกาส ไม่มีโอกาสชนะจริงๆ เข้าไปก็มีแต่จะตายเปล่า! เพื่อรักษาชีวิตของพี่น้องในมือ!”
“นำไปจัดการตามกฎพรรค” ลู่เซิ่งสั่งอย่างเรียบเฉย
องครักษ์ใกล้ชิดสองสามคนรีบเข้ามา กระหนาบด้านข้างเฉินจงเทา แล้วลากตัวออกไป
เฉินจงเทาตัวสั่นเทา ไม่กล้าขยับ ถูกคนสองคนประคองออกไปเหมือนกับโคลนเหลว
ไม่มีคนร้องขอความเมตตา ลู่เซิ่งจัดการเขา ไม่ใช่เพราะเฉินจงเทาเห็นความตายไม่ช่วย หากแต่เป็นเพราะเขารู้เรื่องแต่ไม่แจ้ง
เกิดเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของสหายร่วมศึกในพรรค แต่ก็ยังไม่รายงานเพราะผลประโยชน์ส่วนตน ตามกฎพรรค ใช้มีดคู่ลงโทษ โทษไม่ถึงกับตาย ใช้มีดสองเล่มปักซี่โครง ถ้าไม่ได้รับบาดเจ็บ อย่างน้อยก็อายุสั้นลง
“ทำให้เขาพูดสิ่งที่ควรพูด จากนั้นพวกเราไปดูว่าในหุบเขาลูกนั้นมีสิ่งใดกล้าลงมือกับคนของพรรควาฬแดงของข้า” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างสงบ
“ขอรับ” สวีชุยล่าถอย ไล่ตามเฉินจงเทาไป
“ตอนนี้พวกเรามาพูดถึงเรื่องเล่านั้น ที่ช่วงนี้แพร่หลายในเมืองชาใสดีกว่า” ลู่เซิ่งมองต่งฉี
“เป็นเรื่องเล่าไม่หัวเราะ” ต่งฉีก้มหน้ากล่าวอย่างเคารพ “ช่วงนี้พรรคชาใสของพวกเราก็มีคนหายตัวไปกลางดึกเช่นกัน ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หุบเขาลึก กลับยังคงหายตัวไปโดยไม่ทราบสาเหตุ คนจำนวนมากสาบสูญในบ้าน มีเรื่องเล่ากล่าวว่า ในหุบเขาลึกมีบ้านหินหลังหนึ่ง เจ้าบ้านไม่หัวเราะอาศัยอยู่ด้านใน มีคนหลงเข้าไปในบ้าน ก่อนเตือนให้เขาออกจากหุบเขาลึก เจ้าบ้านไม่หัวเราะหลังมาถึงเมือง จำเป็นต้องมีคนเล่าเรื่องตลกที่ทำให้เขาหัวเราะ ไม่อย่างนั้นจะเข่นฆ่าคนไปทั่ว”
“เล่าเรื่องตลกหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง
“ถูกต้อง” ต่งฉีพยักหน้า “ว่ากันว่า ถ้าเจอเจ้าบ้านไม่หัวเราะ จะต้องเล่าเรื่องตลกให้เขาหัวเราะในเวลาสั้นๆ จึงจะผ่านด่านได้ ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้เห็นดวงอาทิตย์วันที่สองอีก”
ลู่เซิ่งส่ายหน้ายิ้มๆ กวาดตามองซ้ายขวา
“พวกเจ้าเชื่อหรือไม่ ยังมีเรื่องเล่าประเภทนี้อยู่อีกหรือนี่”
นิ่งซานกลับใคร่ครวญอย่างจริงจัง
“ข้าน้อยว่าอาจจะเป็นความจริง เจ้าบ้านไม่หัวเราะนี้ในเมื่อมีกฎและชื่อเสียงแบบนี้เล่าลือกัน หมายความว่าต้องมีคนรอดจากเงื้อมมือเขา ดังนั้นจึงมีเรื่องเล่านี้แพร่หลายออกมา”
“มีเหตุผล” ลู่เซิ่งพยักหน้า
คนที่เหลือต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย
……………………………………….
บทที่ 189
“อย่างนั้นปัญหาในตอนนี้ก็คือ จะตามหาคนที่ปล่อยข่าวลือนั้นอย่างไร ในเมื่อเขาเจอเจ้าบ้านไม่หัวเราะและไม่ตาย จะต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มากกว่านี้แน่” ลู่เซิ่งหยีตากล่าว
“เรื่องนี้เราพรรคชาใสช่วยได้อีกแรง” ต่งฉีรีบเสนอ
“ไม่ผิด พรรคชาใสหยั่งรากลึกที่นี่ เส้นสายและเครือข่ายข่าวสารย่อมดีกว่าพวกเรา มีประมุขต่งอยู่ สมควรเจอคนผู้นั้นโดยเร็ว” หลี่ฉยงกล่าวยืนยัน
“อย่างนั้นให้เจ้าจัดการ พวกเราพักผ่อนคืนหนึ่ง พรุ่งนี้ค่อยไปดูว่าเจ้าบ้านไม่หัวเราะที่ว่านี้เป็นตัวอะไรกันแน่” ลู่เซิ่งกล่าว
“ขอรับ” ทุกคนพากันขานรับ
ภายใต้การจัดการของพรรคชา ทุกคนหาที่พักผ่อนของใครของมัน ต่งฉีจัดงานเลี้ยงหรูหราสิ้นเปลือง อาหารแต่ละอย่างถูกยกมาโดยมีชาเป็นหลัก คนของพรรควาฬแดงกินอย่างเอร็ดอร่อย
ลู่เซิ่งกับสตรีกางร่มตัวน้อยไม่สนใจ กลับห้องพักผ่อนก่อน
ในห้องนอนวิจิตรเลิศหรู ลู่เซิ่งกึ่งเอนบนเตียง เล่นโลหะขนาดเท่ากำปั้นที่ไร้แบบแผนชิ้นหนึ่งในมือ โลหะนี้คล้ายกับเป็นชิ้นส่วนที่หลุดจากของบางอย่าง ทั้งยังมีลวดลายเล็กละเอียดไม่สมบูรณ์
โลหะพลิกหมุนในมือลู่เซิ่ง สะท้อนแสงสีแดงอ่อนๆ
‘แตกต่างจากเศษโลหะครั้งก่อน เศษภัยพิบัติมังกรสีชาดชิ้นนี้ไม่มีปราณหยิน…’ ลู่เซิ่งเกิดความสงสัย
ไม่มีปราณหยิน สำหรับเขาเศษโลหะชิ้นนี้ก็เป็นโครงไก่
ขณะเล่นชิ้นส่วนชิ้นนี้ เขายังจดจำพลังอันน่าพรั่นพรึงที่หงฟางไป๋ใช้มันระเบิดออกมาในตอนสุดท้ายได้
ยามกำมันไว้ในมือ ให้ความรู้สึกเหมือนกำเนื้อก้อนหนึ่ง ด้านในมีเสียงพึมพำลี้ลับมุ่งร้ายที่อธิบายไม่ได้
เสียงนั้นสะท้อนอยู่ข้างหู ลำบากมากกว่าจะฟังออก ลู่เซิ่งเล่นอยู่สักพัก ไม่ได้พบอะไร ก็ใช้เชือกแขวนมันไว้กับคอของตัวเอง
ชิ้นส่วนภัยพิบัติมังกรสีชาด เขาได้ทดลองมาหลายวิธีแล้ว แต่ว่าไม่อาจกระตุ้นพลังด้านในได้ เช่นถ่ายปราณภายในเข้าไป หรือว่าวางมันในอุณหูภูมิสูงหรือความเย็นจัด แต่ก็ไม่มีผลใดๆ
มันให้ความรู้สึกเหมือนหินธรรมดา ยามลูบคลำกลับเป็นวัสดุทำจากโลหะ
หนึ่งคืนผ่านไปไร้คำสนทนา เช้าตรู่วันที่สอง พลพรรควาฬแดงอารักขาลู่เซิ่งไปยังป่าเขาที่เฉินจงเทากับผู้อาวุโสสวีเคยไปถึง
ภูมิประเทศลาดชัน ลงจากรถม้าเปลี่ยนเป็นการเดินทางด้วยเกี้ยว ลู่เซิ่งทิ้งสตรีกางร่มไว้ที่พรรคชา ตนพาพวกสวีชุยติดตามเฉินจงเทาเข้าสู่หุบเขาลึก
พวกเขาพอออกจากเมืองชาใส ก็เจอตำแหน่งในหุบเขาที่พวกเฉินจงเทาเคยหยุดพักอย่างรวดเร็ว
แสงอาทิตย์เป็นสีขาว เงาไม้โยกไหว
คนจากพรรควาฬแดงมุ่งไปตามเนินลาดเอียงเหมือนเดินบนพื้นราบ ไม่นานก็ขึ้นไปอยู่บนพื้นหญ้าราบเรียบผืนหนึ่ง
“ตรงนี้!” พลพรรคคนหนึ่งที่เป็นบริวารของเฉินจงเทากระหืดกระหอบ ร้องเสียงดัง “ก่อนหน้านี้พวกเราทำสัญลักษณ์ไว้บนเปลือกไม้ตรงนี้เพื่อป้องกันไม่ให้หลงทางตอนกลางคืน!”
คนผู้นี้วิ่งเหยาะๆ ไปถึงหน้าต้นไม้ใหญ่ ยื่นมือไปเปิดเปลือกไม้แผ่นหนึ่งออก ด้านใต้เปลือกไม้มีรอยบากรูปปลา เป็นสัญลักษณ์ลับของพรรควาฬแดง
กร๊อบ
ใกล้ๆ พลันแว่วเสียงกิ่งไม้ถูกเหยียบหัก
“มีคน!” มีพลพรรคตะโกนขึ้นอย่างกระทันหัน “ผู้ใด!?” มือดีที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าถามเสียงดัง
สวีชุยกับนิ่งซานแยกกันคุ้มครองเกี้ยว หนึ่งซ้ายหนึ่งขวา ได้ยินดังนั้นก็ช้อนตามองทิศทางหนึ่งของป่าพร้อมกัน
พลพรรคสิบกว่าคนที่อยู่รอบนอกกระจายกันสำรวจค้นหา
ฉัวะ!
พลพรรคคนหนึ่งใช้ดาบฟันพุ่มไม้ พลันมีเงาคนโผล่พรวดออกมา
“อย่า! ไม่ต้องห่วง พวกเราเพียงแค่ผ่านทางมา เพียงผ่านทางมา!” นักพรตเครายาวหน้าตาไม่เลวคนหนึ่งรีบกระโดดออกมาจากในพุ่มหญ้าข้างเนิน
ด้านหลังเขา มีหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีที่สวมชุดนักพรตเดินออกมาด้วย
บุรุษผู้นั้นมีใบหน้าจริงจัง ท่าทางขึงขังหนักแน่น เป็นเหยียนไคที่เพิ่งมาถึงที่นี่
สตรีงามสง่า ย่อมเป็นต้วนหรงหรงที่ติดตามอยู่ข้างกายเขา
เหยียนไคมองสัญลักษณ์พรรควาฬแดงใต้เปลือกไม้ รวมถึงพลพรรคที่กระจายตัวอยู่รอบๆ
ลมปราณของคนสองคนที่อารักขาอยู่ด้านข้างเกี้ยว ถึงขั้นแม้แต่พวกเขายังสยองพองขน ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา
กล่าวในใจ สมกับเป็นพรรคใหญ่อันดับหนึ่งของแดนเหนือ แค่คนสองคนที่โผล่หน้ามาก็ทำให้ตนเกิดความกลัวเกรงแล้ว
เขาสลัดความคิด ก้าวขึ้นหน้าไปประสานมือเอ่ยว่า
“ข้าเหยียนไค เคยรู้จักกับประมุขพรรคลู่ มีเรื่องราวสำคัญ หวังว่าจะได้พบกับประมุขพรรคลู่เพื่อแจ้งข่าว”
ทั้งสามคนยืนอยู่ที่เดิม องครักษ์ใกล้ชิดในพรรคสองสามคนแลกเปลี่ยนสายตากัน เปลี่ยนย่างก้าวอย่างเงียบงัน ล้อมทั้งสามคนไว้ จากนั้นคนหนึ่งแยกตัวเดินไปทางเกี้ยว
เหยียนไคเห็นองครักษ์ใกล้ชิดคนนั้นพูดกระซิบกับคนคนหนึ่งข้างเกี้ยว คนข้างเกี้ยวใคร่ครวญครู่หนึ่ง ค่อยเดินไปถึงหน้าต่างเกี้ยว กระซิบกระซาบไปยังด้านในสองสามประโยค
จากนั้นเขาค่อยชี้มือสั่งพลพรรคสองสามคำ
“เข้ามา” พลพรรคคนหนึ่งตะโกน
ด้านหน้าพวกเหยียนไคเปิดออกเป็นช่องว่าง
ทั้งสามกวาดตามอง เห็นคนของพรรควาฬแดงตีหน้าขรึม ยืนตัวตรง เปี่ยมกำลังวังชา แค่กวาดตามองดู ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ต้านทานสมาชิกค่ายพรรคธรรมดาแห่งอื่นได้สิบกว่าคน
ตอนทั้งสามเดินผ่านช่องว่างก็รู้สึกได้ว่ามีสายตาระมัดระวังมากมายกวาดตามองมา เหมือนกับเข็มทิ่มแทงบนร่าง
‘ชนชั้นหมาป่าพยัคฆ์!’ เหยียนไควิจารณ์ในใจ อุทานกับตัวเอง ไม่ทันไรเขาก็หยุดลงด้านหน้าเกี้ยว
ม่านเกี้ยวถูกเปิดออก เผยให้เห็นเงาร่างอ่อนเยาว์ที่คุ้นเคย แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นคุณชายลู่ ลู่เซิ่งแห่งตระกูลลู่ที่เคยพบมาก่อน
ลู่เซิ่งเหมือนกับคุณชายบ้านรวยธรรมดา นั่งในเกี้ยว สีหน้าซีดอยู่บ้าง คล้ายไม่ค่อยพบแสงแดด เสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่ปกคลุมร่าง ตรงทรวงอกเป็นลายกระเรียนต้นสนที่กำลังกระพือปีกบิน
“ที่แท้เป็นท่านเหยียนไคนี่เอง” ลู่เซิ่งยิ้มพลางมองคนทั้งสาม “ตั้งแต่วันนั้น ก็คิดไม่ถึงว่าจะเจอกันอีกครั้งที่นี่ บังเอิญจริงๆ”
เหยียนไคหยีตามองลู่เซิ่งที่คล้ายคนธรรมดาเบื้องหน้า อีกฝ่ายเหมือนกับไม่มีพลังยุทธ์ดั่งตอนแรก ยังคงเป็นคุณชายอ่อนแอที่ถูกภูตผีรบกวน
ทว่าไม่ทราบเพราะเหตุใด แวบแรกที่เขาเห็นลู่เซิ่ง จิตใจพลันหนักอึ้ง เสียวสันหลังวาบ
ทั้งๆ ที่สัมผัสอะไรไม่ได้ กระนั้นตอนอยู่ต่อหน้าลู่เซิ่ง เหยียนไคยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาล แรงกดดันนี้ทำให้เขาหายใจไม่ออก ถึงขั้นร่างกายเริ่มชาดิก
เขาได้ยินเสียงหอบของต้วนหรงหรง นางมีลางสังหรณ์ต่ออันตรายดีกว่าเขา ตอนนี้ได้รับแรงกดดันมากกว่าเขา
ความกดดันที่รุนแรงและไม่อาจบรรยายนั้นทำให้ทั้งสามพูดไม่ออกชั่วขณะ แค่ยืนอยู่ตรงหน้าลู่เซิ่ง ก็ต้องการความกล้ามหาศาลแล้ว
“เป็นสัมผัสที่ยอดเยี่ยมมาก” ตอนที่พวกเหยียนไคหัวใจเริ่มเต้นรัว เหงื่อเริ่มไหลทั่วร่าง ลู่เซิ่งก็ชมเชยอย่างคาดไม่ถึง ในที่สุดความรู้สึกกดดันนั้นก็พลันสลายหายไป
ฟู่ว!
ต้วนหรงหรงเกือบทรุดฮวบลงพื้น แต่เหยียนไคลอบประคองไว้ได้
ทั้งสามคนแลกเปลี่ยนสายตากัน ในใจโล่งอก ทราบว่าครั้งนี้ตัดสินใจถูกแล้ว!
หลังจากรู้ว่าว่านเหอจื่อผู้เป็นศิษย์พี่รับประกาศรางวัลของตระกูลตู๋กู เหยียนไคก็ไตร่ตรองว่าควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร
ตระกูลตู๋กูเป็นขุมกำลังที่ไม่ควรท้าทาย เทียบกับพลังของผู้กำจัดวิญญาณเช่นพวกเขา อีกฝ่ายใช้เวลาครู่เดียวก็ทำลายคนระดับพวกเขาได้หลายสิบหลายร้อย
หรือก็คือ ศิษย์พี่ว่านเหอจื่อในเมื่อรับประกาศรางวัล จะต้องทำการตรวจสอบให้สำเร็จ
เนื้อหาของประกาศรางวัลมีเพียงหนึ่งเดียวคือการตรวจสอบเป้าหมายของเฉาหลง รองประมุขสมาคมหทัยร่อนเร่
ตระกูลตู๋กูกับสมาคมหทัยร่อนเร่คือขุมกำลังใหญ่สองขุมที่เป็นศัตรูกัน มีประกาศรางวัลนี้ก็ถือว่าปกติ เดิมความคิดของว่านเหอจื่อคือใช้ความสามารถทางสายเลือดของตนติดตามเฉาหลง จากนั้นแอบมองในเวลาที่เหมาะสม หลังทราบสถานการณ์สมควรรับมือได้พอประมาณ
แต่เหยียนไคปฏิเสธความคิดนี้ ตระกูลตู๋กูให้รางวัลมากมายปานนั้น ย่อมไม่สำเร็จง่ายๆ
เขาให้ว่านเหอจื่อเล่าเนื้อหาของประกาศรางวัล เป็นอย่างที่คาด สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่แค่การทราบเป้าหมายของเฉาหลงเท่านั้น ยังมีรายละเอียดจำนวนคนที่เขาพามาในการเดินทางครั้งนี้ สภาพของเขาในตอนนี้ รวมถึงเป้าหมายและแผนการของเขา
เมื่อเป็นแบบนี้ความยากจึงสูงถึงขีดสุด ถ้าหากคิดจะลวงประกาศรางวัล ผลลัพธ์เพียงหนึ่งเดียวคือศิษย์พี่ว่านเหอจื่อถูกนำไปโยนใส่เตาไฟกลายเป็นเชื้อเพลิง
เหยียนไคใคร่ครวญแผนการ ไตร่ตรองอย่างหนัก ในที่สุดก็คิดได้วิธีหนึ่งซึ่งตรวจสอบข้อมูลที่ชัดเจนได้มากพอ
วิธีการนี้คือการยืมพลัง!
เวลานี้ขุมกำลังเพียงหนึ่งเดียวที่เทียบเคียงได้กับเฉาหลงในเมืองชาใส มีแค่พรรควาฬแดง
พรรควาฬแดงกางธงวางกองกำลังอย่างชัดเจน แตกต่างจากการลอบเข้ามาของเฉาหลง ว่านเหอจื่อติดตามมาตลอดทาง ทราบแค่ว่าเฉาหลงมาเพราะเรื่องเล่าของเจ้าบ้านไม่หัวเราะ
พรรควาฬแดงมียอดฝีมือหายตัวไปเพราะเรื่องเล่านี้ ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสเจอกัน และมีพื้นที่ให้พลิกสถานการณ์
“ไม่ทราบท่านเหยียนไคมากลางป่ากลางเขาเพราะเรื่องใดหรือ” ลู่เซิ่งพิจารณาเหยียนไคกับต้วนหรงหรงในตอนนี้
เทียบกับตอนอยู่ในเมืองเก้าประสาน สองคนในตอนนี้สุกงอมกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก ส่วนอีกคนหนึ่งถูกเขาเมินไปแล้ว
“คุณชายเซิ่งมาเพราะอะไร พวกเราก็เหมือนกัน” เหยียนไคเอ่ยเสียงกระจ่าง “ทว่าพวกเรามาถึงที่นี่ก่อนคุณชายเซิ่งเล็กน้อย” เขาจงใจใช้คำเรียกลู่เซิ่งก่อนหน้า คิดจะกระชับระยะห่าง ถึงอย่างไรตอนนั้นเขาก็เคยช่วยลู่เซิ่งไม่น้อย ถ้าหากไม่ใช่เขาเหยียนไค ไม่แน่ว่าจะหาลู่ชิงชิงน้องสาวของลู่เซิ่งเจอ แล้วช่วยชีวิตไว้ได้
“อ้อ?” ลู่เซิ่งงงงัน “หรือว่าท่านเหยียนไคก็มีเบาะแสอย่างอื่น ถ้าบอกผู้แซ่ลู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งใด ท่านเสนอได้เต็มที่”
เหยียนไคส่ายหน้า มองต้วนหรงหรงกับว่านเหอจื่อ สองคนนี้เป็นเพราะมีการรับรู้ยอดเยี่ยมเกินไป ตอนนี้จึงซ่อนอยู่ด้านหลังเขาไม่กล้าขยับ นอกจากนี้ยังร่างสั่นตัวเย็น จิตใจขลาดกลัว พึ่งพาไม่ได้ เขาต้องจัดการเองแล้ว
เขามองออกว่าลู่เซิ่งยังปฏิบัติกับเขาอย่างเป็นมิตร นึกถึงน้ำใจเก่า อย่างนั้นเรื่องนี้มีโอกาสพลิกสถานการณ์แล้ว
“ไม่ปิดบังคุณชายลู่ พวกเรามาถึงที่นี่เพราะติดตามคนอันตรายคนหนึ่งที่เดินทางจากภายนอกมาที่แห่งนี้” เหยียนไคเอ่ยอย่างจริงจัง “ว่านเหอจื่อศิษย์พี่ของข้ารับรางวัลตรวจสอบคนผู้นี้ ติดตามมาจากทางตะวันออก กลับนึกไม่ถึงว่าพวกเราก็ตั้งใจมายังเมืองเล็กๆ แห่งนี้เพราะเรื่องไม่หัวเราะนั่นเช่นกัน”
……………………………………….
บทที่ 190
เทียบกับการแต่งคำโกหก เหยียนไคยังคงตัดสินใจพูดความจริง ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ให้คนรู้ไม่ได้
พอเขาเห็นลู่เซิ่งมีสีหน้าฉงน ก็พูดต่อ “พวกเราเพิ่งมาถึงที่นี่ ได้เจอคุณชายเซิ่งโดยบังเอิญ จึงรีบมาเตือน คนผู้นั้นน่ากลัวและอันตรายมาก ถ้าเจอเข้า อย่าได้ขัดแย้งกับเขา ต้องระวังให้ดี”
“อ้อ?” ลู่เซิ่งมองเขาอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
คำพูดนี้แม้ว่ากำลังเตือนเขาถึงอันตราย แต่ในฐานะประมุขพรรคอันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ ทั้งยังเป็นราชาดาบแดนเหนือผู้เป็นประมุขพรรควาฬแดง การกล่าวคำพูดเหล่านี้ต่อหน้าคนแบบนี้ไม่เหมือนคำเตือน แต่เป็นคำยั่วยุมากกว่า
เหยียนไคไม่สนว่าเขาจะฟังความหมายออกหรือไม่ กล่าวอีกว่า “คนผู้นั้นคือรองประมุขสมาคมหทัยร่อนเร่ ขุมกำลังของตะวันออก ผู้คนเรียกว่ามังกรท่องบูรพา เฉาหลง”
“เฉาหลงหรือ” ลู่เซิ่งเอะใจ สมาคมหทัยร่อนเร่ เฉาหลง เฉาหู่ สามชื่อนี้พอเชื่อมโยงกัน พลันกระจ่างแจ้ง
“น่าสนใจ” เขาแสยะยิ้ม ลู่เซิ่งมองความคิดของคนทั้งสามออก พวกเขาคงจะอาศัยการคุ้มครองของตัวเองเพื่อรับมือเฉาหลง
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ท่านทั้งสามหากสะดวกจะร่วมทางกับข้าก็ได้ พรรควาฬแดงพอมีอิทธพลในแดนเหนืออยู่บ้าง” เขาไม่เปิดโปง เพียงเออออตามอีกฝ่าย
เหยียนไคพลันโล่งอก ทราบว่าก้าวแรกสำเร็จแล้ว
การตรวจสอบเฉาหลง โดยเฉพาะการสะกดรอยตามในสถานที่ที่มีคนน้อยๆ แบบนี้ มีโอกาสถูกพบมากเกินไป ถ้าพวกเขาเซ่อซ่าติดตามว่านเหอจื่อเข้าไปในหุบเขา ผลลัพธ์สุดท้ายแน่นอนว่าต้องถูกเฉาหลงจับได้ เป็นตายแล้วแต่เขา
ตอนนี้ปะปนไปในขบวนพรรควาฬแดงได้ ก็ปลอดภัยมากขึ้นแล้ว
คุยกันสักพัก ขบวนก็เดินทางอีกครั้ง ลู่เซิ่งได้ทราบจากปากของพวกเหยียนไคว่า เฉาหลงมาเพราะเจ้าบ้านไม่หัวเราะเช่นกัน
นี่ประหลาดอยู่บ้าง เดินทางเป็นหมื่นลี้จากทางตะวันออกมาเพื่อเจ้าบ้านไม่หัวเราะหรือ หรือว่าในนี้จะซุกซ่อนความลับบางอย่างที่เขาไม่รู้
ขบวนเดินทางช้าๆ กลางป่าเขา ฟันพุ่มไม้ใบหญ้าเพื่อเปิดเส้นทางให้เกี้ยว
ไม่ทันไร การเคลื่อนไหวของพลพรรคที่เบิกทางพลันหยุดชะงัก
ด้านหน้าพลพรรควาฬแดงปรากฏคนกลุ่มหนึ่งอยู่ไกลๆ
คนกลุ่มนี้สวมชุดเข้ารูปสีฟ้า มัดผ้าขาวไว้ที่ศอกข้างขวา ดวงตาเป็นประกาย คึกคักฮึกเหิม สิ่งที่บังเอิญก็คือ ขบวนของพวกเขาก็แบกเกี้ยวหลังหนึ่งเช่นกัน แต่เป็นสีขาวต่างจากเกี้ยวสีดำของพรรควาฬแดง
สวีชุยวางมือบนด้ามกระบี่ที่เอว มองอีกฝ่ายเงียบๆ
ชายฉกรรจ์เปลือยอกคนหนึ่งในขบวนฝั่งตรงข้ามก็มองเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์เช่นกัน
ขบวนทั้งสองขบวนไม่ใช่ผู้อ่อนแอ เพียงแต่พริบตาที่พบกันก็สัมผัสจุดที่ดูถูกไม่ได้ของอีกฝ่าย พรรควาฬแดงเหนือกว่าที่จำนวนคน อีกฝ่ายมีคนน้อยกว่า ทว่าสภาวะเหนือกว่า
ทั้งสองขบวนไม่มีความคิดจะสร้างความขัดแย้ง กริ่งเกรงกันเอง ต่างคนต่างถอย แยกไปคนละทาง
“ประมุขสมาคม เป็นคนของพรรควาฬแดง” ชายฉกรรจ์ข้างเกี้ยวสีขาวรายงานเบาๆ
“อย่าให้เกิดเหตุแทรกซ้อน หาเจ้าไม่หัวเราะนั่นให้ได้เร็วที่สุด จากนั้นค่อยกลับ พวกเราไม่มีเวลามาอยู่ที่นี่” เสียงบุรุษทุ้มต่ำดังออกมาจากเกี้ยว
“ขอรับ” ชายฉกรรจ์ก้มหน้าขานรับ
ลู่เซิ่งมองเกี้ยวสีขาวที่ตัดผ่านกัน ผ่านรอยแยกของม่านภายในเกี้ยว แม้ทั้งสองฝ่ายจะห่างกันค่อนข้างไกล แต่สำหรับผู้เข้มแข็งระดับเขาต่อให้อยู่ห่างเป็นหลายร้อยหมี่ก็ใช้เวลาไม่กี่พริบตา เขาได้กลิ่นที่คุ้นเคยจากในเกี้ยว
‘สมาคมหทัยร่อนเร่…’ คนของสมาคมหทัยร่อนเร่เคยติดต่อกับเขา อีกฝ่ายมีความสามารถซ่อนเร้นที่ร้ายกาจสุดขีด แต่ก็เพียงเท่านี้ เฉาหู่เป็นรองประมุขสมาคมแต่ก็ถูกหงฟางไป๋สังหารซึ่งหน้า หนำซ้ำยังใช้คนมากกลุ้มรุมอีก
“พวกเขาก็มาตรวจสอบเรื่องเจ้าบ้านไม่หัวเราะเช่นกัน” เหยียนไคเดินอยู่ข้างเกี้ยว พลันกล่าวเบาๆ
“ปล่อยพวกเขาไป ถ้าเป็นเช่นนี้จริงๆ ภายหลังคงได้เจอกันอีก” ลู่เซิ่งกล่าวเสียงราบเรียบ
ไม่นาน ก่อนที่ขบวนทั้งสองจะสวนกัน ต่างฝ่ายต่างหยุด
ทั้งสองฝ่ายหยุดอยู่ครู่หนึ่ง ต่างก็จ้องมองคนของอีกฝ่ายอย่างระแวดระวังและกดดัน ก่อนถ่ายทอดคำสั่งลับหลัง ทั้งสองขบวนเฉียดผ่านกัน น้ำบ่อไม่ก้าวก่ายน้ำคลอง หายเข้าไปในป่า
เวลาผ่านไป พลพรรควาฬแดงวนอ้อมอยู่ในป่าอยู่หลายรอบ สุดท้ายก็มาถึงด้านหน้าหมู่บ้านที่คล้ายเป็นซากแล้ว
“ตรงนี้นี่เอง!” พลพรรคที่นำทางกล่าวเสียงดัง “รายงานผู้อาวุโส ตอนนั้นพวกเราเห็นผู้อาวุโสสวีพาคนเข้ามาที่นี่ ภายหลังไม่ออกมาอีก”
สวีชุยเขม้นมองหมู่บ้านแห่งนั้น โดยเฉพาะบ้านหินหลังน้อยตรงประตูหมู่บ้าน ปรากฏกลิ่นอายที่ทำให้เขาอึดอัด
เขาหันกลับไปมองลู่เซิ่งในเกี้ยว
ลู่เซิ่งเลิกม่านเกี้ยวออก กลับไม่ได้มองเขา แต่สายตาข้ามผ่านทุกคนไปยังที่ว่างฝั่งขวาของขบวน
สวีชุยมองตามสายตาลู่เซิ่ง พบคบเพลิงที่ถูกทิ้งไว้ส่วนหนึ่งบนพื้นตรงนั้น
พลพรรคคนหนึ่งเดินเข้าไปเก็บคบเพลิงอันหนึ่งขึ้นมาดูด้ามจับ เป็นตราสัญลักษณ์ของพรรควาฬแดงอย่างที่คิดไว้
“เป็นที่นี่” สวีชุยแน่ใจ หันไปมองลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งพยักหน้าเล็กน้อย
“ค้นหา!” คนของพรรควาฬแดงกระจายกำลังเข้าสู่หมู่บ้าน เริ่มไล่ค้นเบาะแสทีละหลัง
พวกเหยียนไคสบตากัน เดินถึงประตูหมู่บ้าน นั่งยองๆ ลงเริ่มตรวจสอบร่องรอยบนพื้นและกำแพง
ลู่เซิ่งลงจากเกี้ยว เงยหน้ามองขึ้นไป ในหมู่บ้านปรากฏขบวนที่หลีกทางให้กันเมื่อก่อนหน้า
เกี้ยวสีขาวกลางขบวนถูกวางลงบนพื้นอย่างช้าๆ
“ไม่มีประโยชน์ เจ้าบ้านไม่หัวเราะไม่เคยโผล่มาตอนกลางวัน มีแต่ตอนกลางคืนถึงอาจจะเจอ” เสียงทุ้มต่ำดังมาจากในเกี้ยวสีขาว
“มีแต่ตอนกลางคืนค่อยโผล่มาหรือ ท่านเป็นใคร” ลู่เซิ่งเลิกคิ้วพลางถาม
“พวกเราไม่มีเจตนาร้าย” เสียงในเกี้ยวพูดต่อ “เมื่อเจอสถานที่แล้ว ตอนกลางคืนพวกเราค่อยมาอีกรอบ”
เกี้ยวสีขาวถูกยกขึ้นช้าๆ แล้วผละไปยังที่ไกล
ไม่ทราบว่าคิดไปเองหรือไม่ ว่านเหอจื่อที่อยู่ไม่ไกลพลันรู้สึกว่าร่างเย็นเฉียบ เงยหน้าเห็นชายฉกรรจ์ข้างเกี้ยวสีขาวจ้องตนอยู่ไกลๆ ดวงตาคมกริบเย็นเยียบเหมือนกับคมมีด
สิ่งที่มาพร้อมกับสายตายังมีแรงกดดันที่ล้ำลึกและยิ่งใหญ่ เหมือนกับมือยักษ์ฉุดดึงหัวใจของเขาไว้
ว่านเหอจื่อตัวสั่นสะท้าน เหงื่อเริ่มหลั่งไหล ใบหน้าซีดขาว หายใจกระชั้น สองตาไร้ประกาย มือจับคอตนโดยไม่รู้ตัว แล้วออกแรง
เช้ง
เสียงหนึ่งดังเบาๆ
สวีชุยขวางด้านหน้าของเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ มองชายฉกรรจ์ผู้นั้น ด้ามดาบในมือเขาค่อยๆ ถูกชักออกมาเป็นรอยแยกจากฝัก
ว่านเหอจื่อค่อยเหมือนคนจมน้ำได้รับการช่วยเหลือ อ้าปากหายใจ เหยียนไคกับต้วนหรงหรงเวลานี้ค่อยพบความผิดปกติของเขา
“ศิษย์พี่!”
“ว่านเหอจื่อ ท่านไม่เป็นไรกระมัง!?”
“หึ!”
เสียงเย็นชาดังมาแต่ไกล ว่านเหอจื่อรู้ว่านี่เป็นการเตือนตนว่า ถ้ากล้าสะกดรอยอีก จะฆ่าเขาทิ้ง
เขาโชคดีเหลือแสนเพราะการตัดสินใจของศิษย์น้อง ถ้าไม่ได้เข้าร่วมขบวนพรรควาฬแดง เมื่อครู่นี้อาจถูกอีกฝ่ายใช้จิตสังหารข่มขู่จนตายไปแล้ว
ความรู้สึกนั้นไม่อาจหลบหลีก ไม่อาจซ่อนตัว ร่างกายไม่ฟังคำสั่ง แม้แต่วิ่งหนียังทำไม่ได้
“เป็นจิตสังหารที่รุนแรงยิ่ง” นิ่งซานเข้ามา สีหน้าเคร่งขรึม
ลู่เซิ่งถ่ายทอดปราณภายในแปดสิบปีให้กับเขา ตอนนี้พลังเทียบเคียงได้กับขั้นผนึกจิต ขอบเขตแม้ยังเป็นแค่สำนึกปลอดโปร่ง แต่พลังที่แสดงออกมากลับแข็งแกร่งกว่าสวีชุย
ถึงอย่างไรสวีชุยก็แค่จุดสูงสุดของพลังปลอดโปร่ง
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงพลังในสภาพปกติของทั้งสอง ถ้าลงมือสุดกำลังจริงๆ สภาพเหมือนกึ่งมารปีศาจนั้นจึงเป็นไพ่ตายที่แท้จริง นั่นเป็นไพ่ตายที่ต้องถึงที่สุดจริงๆ ค่อยเลือกเปิดเผย
ลู่เซิ่งมองว่านเหอจื่อ คนผู้นี้ไม่น่าเป็นศิษย์พี่ของเหยียนไค เทียบกับศิษย์น้องของเขาแล้ว พลังอ่อนแอเกินไปกระมัง
เกี้ยวสีขาวออกไปไกลแล้ว ไม่ทันไรก็หายไปในส่วนลึกของป่า
ลู่เซิ่งละสายตากลับมา พยักเพยิดให้สวีชุยกับนิ่งซาน พวกเขาเดินเข้าไปค้นหาร่องรอยในหมู่บ้านพร้อมกับพลพรรควาฬแดงเหล่านั้น
ลู่เซิ่งเดินเอื่อยๆ เข้าหมู่บ้าน เข้าไปในบ้านหินที่ถูกพังประตูไปแล้วหลังหนึ่ง หยากไย่หนาเกาะเต็มอยู่ด้านใน เต็มไปด้วยไถเสี่ยน(มอสส์)ที่เปียกชื้นและคราบแมลงกึ่งโปร่งแสง ใบไม้แห้งที่ลอยเข้ามากองสุมอยู่บนหน้าต่างที่ผุพัง บางส่วนก็เน่าแล้ว คล้ายกลายเป็นราเพราะเปียกฝน
ลู่เซิ่งเดินไปถึงหน้าเตียงของบ้านหิน แล้วกดลงเบาๆ
โครม
เตียงหลังนี้ถึงกับถล่มลงมุมหนึ่ง
“ไม้ผุแล้ว ที่นี่ไม่มีร่องรอยผู้คน” นิ่งซานติดตามอยู่ด้านหลัง เอ่ยเบาๆ “ข้าน้อยเคยศึกษาของแบบนี้มาก่อน ปกติไม้ที่ใช้ทำขาเตียงจะเป็นไม้หงส์แขวน ไม้ชนิดนี้ป้องกันความชื้นและการผุได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ผุถึงขั้นนี้ได้ อย่างน้อยก็มีอายุมากกว่าสิบปีขึ้น”
“เจ้าแน่ใจหรือ” ลู่เซิ่งลูบหัวเตียง ไม้ยังแข็งแรงอยู่
“ข้าน้อยเคยศึกษาจากอาจารย์ช่างไม้ คำตอบที่ได้ใกล้เคียงกัน” นิ่งซานกล่าวเบาๆ
“ออกไปเถอะ” ลู่เซิ่งกล่าวเสียงราบเรียบ ตอนนี้เขาเชื่อคำพูดของคนในเกี้ยวสีขาวบ้างแล้ว
ค้นหาสักพัก พลพรรควาฬแดงไม่ได้รับข้อมูลใด บ้านหินทั้งหมดต่างก็พังถล่ม ไม่เหมือนมีคนเข้าออก
ร่องรอยที่พวกผู้อาวุโสสวีทิ้งไว้ก็หาไม่เจอเช่นกัน
ลู่เซิ่งหยีตามองหมู่บ้านในหุบเขาแห่งนี้อยู่หน้าประตูหมู่บ้าน
“ประมุขพรรค ที่นี่มีตัวหนังสือ!” ทันใดนั้นมีพลพรรคตะโกนขึ้น
ลู่เซิ่งรีบรุดไป พลพรรคคนหนึ่งชี้บอก ที่ประตูหมู่บ้านค้นพบป้ายหินที่โผล่มาด้านนอกส่วนเล็กๆ ในพื้นโคลน
พวกเขาขุดเอาป้ายหินออกมา ด้านบนเขียนตัวหนังสือไว้อย่างชัดเจนหลายแถว
‘หมู่บ้านสุขสม ทุกๆ คนต่างหาความสุขของตนได้…’ ตัวหนังสือด้านล่างถูกของบางอย่างขัดทิ้งจนอ่านไม่ออก
ลู่เซิ่งนั่งลงลูบตัวหนังสือด้านบน
“อักษรซ่งโบราณ” เขาลดเสียงกล่าว
“ประมุขพรรค ด้านบนนี้เขียนสิ่งใดไว้หรือ” สวีชุยถามเบาๆ
นิ่งซานก็มองลู่เซิ่งอย่างใคร่รู้เช่นกัน เขารู้ว่าก่อนหน้านี้ประมุขพรรคเป็นบัณฑิตในสถานศึกษาตัวจริง บวกกับเห็นท่าทางของเขาเมื่อครู่ สมควรรู้จักตัวอักษรนี้
“นี่คือ…ตัวอักษรโบราณของต้าซ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในยุครุ่งเรืองเมื่อพันปีก่อน” ลู่เซิ่งลุกขึ้นกล่าวอย่างราบเรียบ “แต่ตัวโบราณนี้ ใช้ตัวเต็ม… มีแต่ตอนทำพิธีจึงจะใช้ตัวเต็ม ปกติไม่ควรใช้ตัวอักษรแบบนี้…” เขาแสดงสีหน้าสงสัย
หมู่บ้านสุขสมนี้คล้ายไม่ได้มีแค่เจ้าบ้านไม่หัวเราะเป็นความประหลาดลี้ลับตัวเดียว
“หรือหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้มีไว้ให้คนอยู่” นิ่งซานพึมพำ
ลู่เซิ่งพอได้ยิน ความเป็นไปได้หนึ่งก็แวบโผล่ขึ้นมาในห้วงสมอง
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น