181-185

บทที่ 181
ลู่เซิ่งเก็บคัมภีร์ประณีตเล็กจิ๋ว ก่อนหันไปมองปมร่วมใจที่เล็กๆ ปมนั้น

ปมร่วมใจสีชมพูดูเหมือนทำขึ้นอย่างหยาบๆ กระนั้นยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ รอดพ้นจากไฟและจากการระเบิดแบบนี้ได้ ช่างไม่ธรรมดา

เขาหยิบปมร่วมใจขึ้นมา ครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วยัดใส่ถุงดำ

สุดท้ายมองดูไปรอบๆ ไฟยังคงแผ่ลาม ควันหนาตลบอบอวล อีกเดี๋ยวคงจะดึงดูดตัวตนคนที่แข็งกล้าที่เหลือเข้ามา

‘ยอดฝีมือระดับอสรพิษเหล่านี้ ต่อให้จะเป็นศพก็ไม่ใช่ของธรรมดา… จะนำกลับไปทั้งหมดโดยไม่ทิ้งร่องรอยยังไงดี’ เขาย่นคิ้ว

ทันใดนั้นลู่เซิ่งก็เห็นเรือมีหลังคาที่ถูกน้ำพัดไปอยู่มุมหนึ่งของแม่น้ำ

‘ได้การล่ะ!’

เขาไม่ได้นำศพของพวกยักษ์ไปด้วย เพราะหนักเกินไป ปิดบังได้ยาก แต่ศพที่เหลือก็สะดวกสบาย

ศพของผู้คุมจัตุรัสแดงกับอิงอิง รวมถึงซากของเย่หลิงม่อถูกยัดใส่เรือมีหลังคาลำนั้น

ฝนโปรยปรายจนหนักขึ้นเรื่อยๆ ผสมกับแสงไฟ ละอองน้ำที่ยิ่งมายิ่งหนาระเหยขึ้น

ลู่เซิ่งยืนอยู่ที่หัวเรือ ไม่ทราบหาไม้ถ่อได้มาจากไหน ถ่อเรือไปตามแม่น้ำ


จวนอู๋โยว

อู๋โยวอ๋องลูบแหวนนิ้วโป้งที่ทำจากหยกแดงในมือ ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ยืนอยู่กลางสวนป่า กลับไม่สนใจทิวทัศน์บุปผาดั่งแพรพรรณ

“ยังไม่มีข่าวอีกหรือ”

“เจ้าค่ะ…ไม่ได้ตอบกลับมาสองสัปดาห์แล้ว” เจาหรงรองประมุขจวนตอบเบาๆ อยู่ด้านข้าง

“เย่หลิงม่อกำลังทำอะไรอยู่?! โจวเหอผีเกศาแดงเล่า” อู๋โยวอ๋องถามเสียงทุ้ม

“โจวเหอออกไปตรวจสอบด้านนอก ตอนนี้ยังไม่มีข่าวเจ้าค่ะ” เจาหรงตอบ

“แดนเหนืออันตรายถึงขาดนั้นเชียว?” อู๋โยวอ๋องขมวดคิ้ว “เสียมือดีไปตั้งมากมาย ตอนนี้แม้แต่เย่หลิงม่อก็หายตัวไป เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

เขารู้จักนิสัยของเย่หลิงม่อดี แม้คนผู้นี้จะมีข้อเสียและความน่ารำคาญมากมาย แต่จุดเด่นที่ดีที่สุดคือตรงเวลา อีกฝ่ายเคยบอกว่าหนึ่งสัปดาห์จะตอบจดหมายมาครั้งหนึ่ง เช่นนั้นไม่มีทางเกิดปัญหาใดๆ

ทว่าตอนนี้ผ่านไปสองสัปดาห์แล้วยังไม่ตอบจดหมายมา

“ติดต่อซั่งหยางจิ่วหลี่ ขอให้นางรวบรวมขุมกำลังในท้องที่ ช่วยข้าตรวจสอบ คำขอเล็กๆ แค่นี้ ตระกูลซั่งหยางไม่มีทางปฏิเสธ” อู๋โยวอ๋องเอ่ยเสียงทุ้ม

เจาหรงดวงตาฉายแววประหลาดใจ “ท่านอ๋อง เย่หลิงม่อก็แค่คนนอก ไม่แน่เขาอาจจะผิดสัญญาละทิ้งคุณธรรมไปแล้วก็ได้…” นางยังพูดไม่ทันจบ

“หุบปาก!” อู๋โยวอ๋องตวาดเสียงเฉียบ “ทราบหรือไม่ว่าทำไมข้าจึงใช้เขา ถ้าเจ้ามีความสามารถนอกจากเรื่องบนเตียง ข้าจะแต่งตั้งคนนอกเป็นรองประมุขจวนหรือ เจ้านึกว่าข้าไม่รู้หรือว่าเขามีความทะเยอทะยานแค่ไหน”

เจาหรงพลันแสดงสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจ

อู๋โยวอ๋องมองนาง ใจอ่อนลงบ้าง ยื่นมือไปโอบนางเข้าสู่อ้อมอก ล้วงมือบีบคลึงหน้าอกอย่างเปิดเผย

“ข้าเองก็รู้ว่า ที่แล้วมาเจ้าช่วยข้ารวบรวมของดีๆ ตั้งมากมายมาหลายปีอย่างยากลำบาก แต่เรื่องเหล่านี้เจ้าทำไม่ได้จริงๆ”

เจาหรงซบบนตัวอู๋โยวอ๋อง “ถ้าเย่หลิงม่อไม่กลับมาจริงๆ พวกเราควรทำอย่างไร”

“จะแบ่งกำลังอีกไม่ได้แล้ว ราชวงศ์รุกคืบทีละก้าว พวกเราเหลือเวลาอีกไม่มาก ตอนนี้พวกเขาแค่กลัวข้า กลัวข้าเสี่ยงชีวิตด้วย” อู๋โยวอ๋องเอ่ยอย่างวิตก “พวกเราจะจัดพิธีกฎเกณฑ์ในเขตอื่น เสียเวลาอีกไม่ได้แล้ว”

“เจาหรงทราบแล้ว”


การตายของเย่หลิงม่อก่อให้เกิดความปั่นป่วนมากมาย ทุกคนอาจนึกว่าเขาแอบหนีไป ถึงอย่างไรเดิมทีเขาก็เข้ากับจวนอู๋โยวในเวลาอันตราย ไม่นับว่ามีความซื่อสัตย์นัก นอกจากผีเกศาแดงโจวเหอที่พยายามค้นหาที่อยู่ของลูกพี่ไปทั่วแล้ว คนที่เหลือก็เป็นคนของจวนอู๋โยวที่ตามไปค้นหา

แต่การค้นหาเช่นนี้ไม่มีประสิทธิภาพที่ดีนัก เซียวหงเย่ควบคุมการเสาะหาในครั้งนี้ เขาสัมผัสได้จากปรากฏการณ์ที่หายตัวไปเหมือนก่อนหน้านี้ว่า การตามหามีผลลัพธ์ไม่มากนัก

มีแต่ผีเกศาแดงโจวเหอที่ยังคงทุ่มเทตามหาไปทั่วเหมือนกับเฒ่าเฮยเมื่อก่อนหน้า

แต่ว่าครั้งนี้เขาไม่เจอร่องรอยใดเลยจริงๆ เย่หลิงม่อไม่เหมือนกับเฒ่าเฮยในตอนนั้นซึ่งมีเป้าหมายในการเคลื่อนไหว เขานัดหมายกับผู้คุมจัตุรัสแดง โดยไม่ได้บอกใคร

ที่อยู่ของช่องแคบก็ห่างจากเมืองเลียบคีรีค่อนข้างไกล ไม่มีทิศทางให้ค้นหา

ปฏิกิริยาของจวนอู๋โยวเรียบเฉย การตายของผู้คุมจัตุรัสแดงสร้างความปั่นป่วนยิ่งกว่า

ชื่อเสียงของผู้คุมจัตุรัสแดงหยั่งรากในแดนเหนือและในใจของพวกไป๋เฟิงเหล่าเต้ามานานแล้ว

สตรีวิปลาสนางนี้เป็นตัวแทนระดับชั้นที่แข็งแกร่งที่สุดรุ่นแรกๆ ของแดนเหนือ ต่อให้เป็นซั่งหยางจิ่วหลี่ ก็มีแค่หลังจากเลื่อนระดับถึงจะงัดข้อกับนางได้

เพราะพลังแบบนี้ ตระกูลขุนนางที่มีศักยภาพด้อยกว่าจึงไม่กล้าผลีผลามลงมือกับนาง

และด้วยเหตุนี้ หลังจากวิญญาณเร่ร่อนซึ่งถูกควบคุมในหน่วยหลักจัตุรัสแดงเป็นจำนวนมากหนีกระเจิดกระเจิงในคืนเดียว กลิ่นอายของผู้คุมจัตุรัสแดงกับรอยตราทั้งหมดก็หายไป ขุมกำลังทั้งหมดค่อยทราบอย่างแท้จริงว่าผู้คุมจัตุรัสแดงตายแล้ว

นางควบคุมวิญญาณเร่ร่อนเหล่านั้นด้วยตัวเอง มีแต่หลังจากนางตาย วิญญาณเร่ร่อนเหล่านี้สัมผัสการควบคุมในวิญญาณไม่ได้ จึงค่อยหลบหนีกันอย่างจ้าล่ะหวั่น

มีคนไม่เชื่อ ส่งนักรบเดนตายไปยังที่อยู่เก่าของหน่วยหลักจัตุรัสแดง ที่นั่นว่างเปล่าไร้สิ่งใด

ขุนนางตรวจการหว่านแหไปทั่ว ถึงขั้นระดมกองทัพเฟยเหลียน ใช้การลาดตระเวนเป็นข้ออ้างเพื่อทดลองตรวจสอบ

และตอนนี้เอง ซั่งหยางจิ่วหลี่ในที่สุดก็ออกจากด่านแล้ว

ครืนๆ…

หินก้อนใหญ่ที่หนักอึ้งกลิ้งช้าๆ ไปด้านข้าง เผยให้เห็นถ้ำที่มืดสนิทอยู่ด้านหลัง

ในถ้ำรูปวงรี เงาคนปล่อยผมยาวเป็นกระเซิง สวมมงกุฎเดินเอื่อยๆ ออกมา

เงาคนเมื่อเดินใต้แสงอาทิตย์ สองตาพลันหยีลง นางไม่ได้เห็นแสงมานานแล้ว ต้องใช้เวลาปรับให้ชิน

“ยินดีกับคุณหนูที่ข้ามขีดจำกัดสำเร็จ!” เสียงหนึ่งดังด้านขึ้นนอกถ้ำ

“ผ่านไปนานขนาดไหนแล้ว” เงาคนถามเสียงทุ้มต่ำ

“เรียนคุณหนูจิ่วหลี่ ผ่านไปสองเดือนแล้ว” ลู่เซิ่งเดินออกมาจากเงามืด กล่าวอย่างเคารพขึ้นที่ด้านข้าง

เขาสวมเสื้อบัณฑิต ใบหน้ากระจ่างซีดขาว ดูเหมือนความสุภาพเรียบร้อยในตอนแรกจะกลับมาอีกแล้ว

“อ้อ เจ้ากลับมาได้พอดีนัก” ซั่งหยางจิ่วหลี่มองลู่เซิ่งอย่างประหลาดใจ

ประมุขพรรคแดนเหนือตัวเล็กๆ คนนี้กลับมองเรื่องราวได้กระจ่าง กล้าหาญละเอียดอ่อน รู้จักรุกถอย ทั้งยังเอาใจใส่

“คุณหนูจิ่วหลี่สำเร็จออกด่าน ข้าน้อยในฐานะบริวาร จะไม่มาถึงเป็นคนแรกได้อย่างไร” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ไม่เลวๆ เจ้ารู้งานใช้ได้ สมกับที่ข้าต้านแรงกดดันให้มากขนาดนั้น” ซั่งหยางจิ่วหลี่พยักหน้าอย่างพอใจ “จะว่าไปต้องขอบคุณกระถางติ่งใบเล็กที่เจ้าให้ข้าในครั้งนั้น มันช่วยข้าได้มาก ครั้งนี้การเลื่อนระดับค่อนข้างหวาดเสียวทีเดียว”

“คุณหนูจิ่วหลี่พอใจก็ดีแล้ว” ลู่เซิ่งก้มน้ำเอ่ย “เพียงแต่ลู่เซิ่งไม่รู้ว่าระดับอสรพิษหลังจากระดับสัตตะลักษณ์มีความแตกต่างจากระดับพันธนาการตรงไหนกันแน่ ขนาดคนมีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมอย่างคุณหนูยังต้องใช้เวลานานกว่าจะเลื่อนระดับได้ ไม่ทราบว่าคุณหนูจิ่วหลี่ไขข้อข้องใจได้หรือไม่”

เขาไม่รู้จริงๆ สำหรับระดับพลังหลังจากเขาแปลงร่าง จะเป็นอสรพิษดำหรือไม่ เขาก็ฆ่าได้เหมือนกันหมด ต่อหน้าพลังระเบิดอันรุนแรง ทุกอย่างเหมือนกระดาษกาว

ดังนั้นเขาจึงไม่รู้จริงๆ ว่าระดับพันธนาการกับระดับอสรพิษต่างกันตรงไหน

ซั่งหยางจิ่วหลี่เพิ่งเลื่อนระดับ ตอนนี้อารมณ์ดี จึงอธิบาย

“ระดับอสรพิษกับระดับพันธนาการเป็นการบรรยายถึงเยื่อดำ การรวมเยื่อดำเป็นอสรพิษดำมีกระบวนการซับซ้อนมาก แต่บอกไว้ก่อนว่าเจ้าอาจเข้าสู่ขั้นนี้ตอนมีชีวิตอยู่ได้”

ลู่เซิ่งพลันทำท่าตั้งใจฟัง

ซั่งหยางจิ่วหลี่ออกจากถ้ำ ผมยาวสยาย แม้คิ้วขาวยังดุร้าย แต่ดูอ่อนโยนเป็นมิตรขึ้นมาก

นางเดินไปนั่งลงบนม้านั่งหินข้างโต๊ะหินด้านนอกถ้ำ

“เจ้าสนใจถือว่าสมเหตุสมผล ระดับอสรพิษที่แล้วมาเรียกว่าระดับประมุขจวน เป็นเพราะเมื่อถึงระดับนี้ ก็แทบสร้างสำนักตั้งจวน ปั้นขุมกำลังของตัวเองได้ สามารถยึดครองอาณาเขตสักแห่ง เก้าตระกูลจงหยวนจะไม่เลือกล่วงเกินเจ้าง่ายๆ แต่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีดึงเป็นพวก”

“อ้อ นี่เพราะเหตุใด” ลู่เซิ่งงงงัน ก่อนถามขึ้น

“เจ้าเหมือนจะสนใจความรู้ด้านนี้จริงนะ…” ซั่งหยางจิ่วหลี่มองเขาอย่างสงสัย “เหตุผลหรือ แน่นอนว่าถ้าฆ่าไม่ตาย คนล่วงเกินก็ตาย อสรพิษดำเป็นตัวตนระดับสูงสุดที่มีศักยภาพก้าวสู่สามขั้นบน ถ้าเข้าสู่สามขั้นบน นั่นจะเทียบได้กับศัตรูร้ายกาจคนหนึ่ง สามขั้นบนของระดับอสรพิษเป็นพลังเด็ดขาดที่สะกดตระกูลขุนนางได้”

ลู่เซิ่งสองตาเป็นประกาย ครั้งนี้เขาได้รับข่าวที่ซั่งหยางจิ่วหลี่กำลังจะออกด่าน จึงมาแสร้งทำตัวเป็นข้ารับใช้ทันที เพราะอยากดูว่าตระกูลซั่งหยางจะมีท่าทีและปฏิกิริยาอย่างไร

ถึงอย่างไรระดับอสรพิษก็ตายไปถึงสองคน แดนเหนืออันตรายกว่าเดิม ซั่งหยางจิ่วหลี่จะยังอยู่ที่นี่ได้หรือไม่ ถือเป็นคำถาม

ดังนั้นเขาจึงคิดฉวยโอกาสมาหยั่งเชิง ผลลัพธ์เหมือนที่เขาคิดไว้ ซั่งหยางจิ่วหลี่ไม่รู้ข่าวทางด้านนี้โดยสิ้นเชิง

“คุณหนูซั่งหยาง สามขั้นบนนี้มีคำอธิบายว่าอะไร” ลู่เซิ่งถาม

“เก้าขั้นคือเก้าเศียร” ซั่งหยางจิ่วหลี่มองลู่เซิ่งอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “บนกลางล่าง ทั้งหมดเก้าขั้น หมายถึงอสรพิษเก้าเศียร ทุกๆ ครั้งที่ยกระดับขึ้นขั้นหนึ่ง จะมีพลังขั้นหนึ่งของอสรพิษเก้าเศียร เมื่อบรรลุถึงขั้นเก้าซึ่งอยู่สูงสุด จะเทียบเท่ากับอสรพิษเก้าเศียรตัวจริงจุติสู่โลกมนุษย์ ระดับนี้เป็นผู้ถือครองอาวุธคนหนึ่งแบ่งไว้มานานแล้ว และใช้จนถึงทุกวันนี้”

นางสะบัดคอดังกร๊อกๆ

“เอาล่ะ เรื่องไร้สาระพอเท่านี้ ช่วงที่ข้าปิดด่าน เจ้าพยายามส่งทรัพยากรทั้งหมดที่ข้าต้องการให้ ข้าจะจดจำความดีนี้ไว้ ตอนนี้ข้าเลื่อนระดับสำเร็จ ที่บ้านสมควรส่งคนมาแจ้งให้ข้ากลับไป เจ้าอยู่แดนเหนือคนเดียวก็ดูแลให้ดีๆ ถ้าเจอปัญหา ให้เผาของสิ่งนี้” ซั่งหยางจิ่วหลี่หยิบกล่องหอมสี่เหลี่ยมผืนผ้าออกมาจากแขนเสื้อ

“ขอบพระคุณคุณหนูจิ่วหลี่”

“ครั้งนี้ข้ากลับไป อาจจะต้องเข้ายอดเขาโลหิตเพื่อฝึกฝน ถ้ามีคนถือเครื่องยืนยันของข้ามา เจ้าต้องฟังคำสั่งเขา” นางหยิบหยกแขวนรูปกิเลนที่หายไปครึ่งหนึ่งออกมาให้ลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งรับมา ก้มหน้าตอบ

“ย่อมทำตาม” เขาทำหน้าพินอบพิเนา

ทว่าซั่งหยางจิ่วหลี่ไม่เชื่อในท่าทางนี้ของเขา คนผู้นี้กล้าค้นศพผู้ประกอบพิธีระดับฉลักษณ์ ถ้าเชื่อฟังว่าง่ายอย่างเปลือกนอกจริงๆ นางคงไม่วางใจให้เขาสะกดแดนเหนือ

นางอยู่แดนเหนือมานาน จึงยึดถือเป็นอาณาเขตของตัวเอง ที่นี่ไม่มีคนรบกวน ทรัพยากรสมบูรณ์ อยากได้อะไรก็ได้ ทั้งยังอยู่ห่างจากวังวนการต่อสู้ในตระกูล สะดวกสบายมากจริงๆ

……………………………………….
บทที่ 182
“ช่างเถอะๆ เจ้าไม่ต้องฟังคำสั่งเขาทั้งหมดก็ได้ แต่ถ้ามีคนถือเครื่องยืนยันมา เจ้าต้องสนับสนุนเขาสุดกำลัง ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร กำลังคน หรือข้อมูล ไม่มีปัญหากระมัง เจ้าพูดกับข้าตามจริง” ซั่งหยางจิ่วหลี่กล่าวอย่างจริงจัง

ลู่เซิ่งเห็นดังนั้นก็หุบยิ้มใคร่ครวญ

“คุณหนูจิ่วหลี่ไม่ต้องห่วง ถ้าความต้องการของอีกฝ่ายเกี่ยวกับท่าน ข้าน้อยจะสนับสนุนสุดกำลัง”

ได้ยินเขาตอบแบบนี้ ซั่งหยางจิ่วหลี่ก็วางใจแล้ว

ความจริงแม้นางจะควบคุมแดนเหนือแต่เพียงในนาม แต่ว่าคนที่ควบคุมอย่างแท้จริงยังคงเป็นลู่เซิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ในฐานะยอดฝีมือระดับตรีลักษณ์ แม้พลังของลู่เซิ่งจะสู้นางไม่ได้ แต่ถือเป็นแม่ทัพใหญ่ในสังกัด หนำซ้ำอายุยังน้อย การพัฒนาในอนาคตผู้ใดก็บอกไม่ได้

ถ้าหากการทำแบบนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่เขา อย่างไรก็ไม่ดี

สามารถควบคุมอาณาเขตที่ยิ่งใหญ่เช่นแดนเหนือให้มั่นคงได้ แม่ทัพเก่งกาจแบบนี้ไปอยู่ที่ไหน ก็เป็นมือดีที่ตระกูลใดๆ ต่างก็ชิงตัว

ยิ่งไปกว่านั้นลู่เซิ่งอายุยังน้อยก็ก้าวสู่ระดับตรีลักษณ์แล้ว ต่อให้อยู่ในตระกูลซั่งหยาง ระดับนี้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว

นี่เป็นเหตุผลที่ซั่งหยางจิ่วหลี่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับลู่เซิ่ง

ถ้าหากว่ามีคนเก่งๆ แบบนี้โผล่มาสักหลายคน นางก็ฝึกฝนในภูเขาได้อย่างวางใจ

“เอาล่ะ ช่วงนี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง เจ้าเล่าให้ข้าฟังที แล้วน้องชายข้าเป็นอย่างไรบ้าง” ซั่งหยางจิ่วหลี่ซักไซ้

ลู่เซิ่งก็ไม่ปิดบัง เล่าเรื่องหลังจากซั่งหยางเซ่อต่อสู้ได้ชัย และขึ้นเรือออกทะเล แล้วเล่าเรื่องที่ผุ้คุมจัตุรัสแดงเข่นฆ่าคนครั้งใหญ่ จากนั้นก็หายตัวไปพร้อมเย่หลิงม่อ

ตอนแรกซั่งหยางจิ่วหลี่ยังใจเย็น แต่พอได้ยินว่าคนระดับประมุขจวนสองคนหายไป สีหน้านางก็เคร่งเครียด

“แดนเหนือนี่วุ่นวายจริงๆ เจ้าพยายามรักษาสภาพเดิม ลอบตรวจสอบว่าเป็นขุมกำลังใดก่อกวนกันแน่ ถ้าตรวจเจอ อย่าได้แหวกหญ้าให้งูตื่นเด็ดขาด เจ้ารับมือขุมกำลังที่สู้กับระดับประมุขจวนไม่ได้แน่” ซั่งหยางจิ่วหลี่กำชับ

ลู่เซิ่งในตอนนี้เป็นแม่ทัพในสังกัดของนาง ถ้าเกิดมีอันเป็นไปเพราะสาเหตุนี้ ก็ขาดทุนจริงๆ แล้ว

นางนับคนในสังกัด คนที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับลู่เซิ่งได้มีอยู่มากมาย แต่คนที่มีความสามารถในการจัดการเท่าเขา กลับไม่มีเลย

“ข้าน้อยทราบแล้ว” ลู่เซิ่งรู้แล้วว่าสถานะภายนอกของตนในปัจจุบันคือคนของซั่งหยางจิ่วหลี่ แต่เช่นนี้ก็ดี

คนอย่างซั่งหยางจิ่วหลี่ไม่สนใจสิ่งใด โหยหาระดับที่สูงกว่าเดิม ลำบากฝึกฝนมาโดยตลอด ขอแค่มอบทรัพยากรที่มากพอให้นาง ก็ใช้บารมีของนางได้ตามใจ มีส่วนช่วยอย่างมากต่อการซ่อนพลังและสถานะของเขา

ทั้งสองคนหนึ่งถามหนึ่งตอบ คุยกันสักพัก ไม่นานเงาแดงสายหนึ่งก็ทิ้งตัวลงจากฟ้า เป็นนกสีเลือดตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง ขานกมัดม้วนกระดาษ บินลงบนโต๊ะหินอย่างแผ่วเบา ซั่งหยางจิ่วหลี่จับนกน้อยเพื่อเอาม้วนกระดาษออกมาอ่าน

“เอาล่ะ ข้าจะต้องกลับบ้านแล้ว ถ้าเจ้าเจอเรื่องที่จัดการไม่ได้ ก็เผาเครื่องยืนยัน ข้าจะส่งคนมาช่วยเหลือ” นางเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ

“ทราบแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างขึงขัง

“หวังว่าเจอกันครั้งหน้า เจ้าจะก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นหนึ่ง” ซั่งหยางจิ่วหลี่กล่าวประโยคสุดท้ายจบ ก็สะกิดเท้า คนดั่งโผบิน พุ่งไปยังอากาศ แขนเสื้อโบกพลิ้ว กางต้านลม แล้วร่อนออกไปเหมือนค้างคาวตัวใหญ่ บินออกไปหลายร้อยหมี่อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็กระโดดอีกครั้ง ยืมแรงบินต่อไป

ลู่เซิ่งมองตามจนนางจากไป ก็เก็บกล่องหอมในมือ ยืดตัวขึ้น

‘มีนางคุ้มกันอยู่ด้านหน้า มีผลลัทธ์ใช้ได้’ เขาแสยะยิ้ม ร่างกายวูบไหว พุ่งปราดไปยังที่ไกล พริบตาเดียวก็หายไปในป่ารกชัฏ

เขาไม่หยุดเลยตลอดทางจนถึงพรรค ทางเฉินอวิ๋นซี รอยตราบนร่างนางหายไปเพราะการตายของผู้คุมจัตุรัสแดง

ขุมกำลังในแดนเหนือของจัตุรัสแดงล่มสลาย โดดกวาดล้างอย่างเงียบเชียบ

เขาเริ่มติดต่อกับขุมกำลังที่หลงเหลือของพันธมิตรบู๊อย่างเป็นทางการ กระจายข่ายกระเรียนหยินอย่างเงียบงัน เมื่อใช้ความสามารถซ่อนลมปราณของมัน ยอดฝีมือธรรมดาเหล่านี้ก็ยากสัมผัสได้

ไม่ทันไรพวกเขาก็ค้นพบอย่างประหลาดใจระคนยินดีว่า พลังยุทธ์ของตัวเองเริ่มพัฒนาแบบก้าวกระโดด ความเร็วในการยกระดับพลังฝึกปรือสูงกว่าก่อนหน้าหลายเท่าตัว ปราณภายในไม่มีคอขวด พุ่งทะยานสู่ด้านบน

แน่นอนว่าเป็นเพราะคุณสมบัติร่างกายมีขีดจำกัด ปราณภายในที่เขาบรรจุได้มีจำกัด อย่างมากสุดไม่เกินร้อยปี แต่แบบนี้ก็สุดยอดแล้ว

ลู่เซิ่งคิดจะรออีกหลายปีค่อยเก็บเกี่ยว ถ้าจำนวนคนเพิ่มขึ้น ปริมาณปราณภายในที่เก็บเกี่ยวคงน่าดูชมทีเดียว

เวลาเคลื่อนคล้อย พริบตาเดียวก็ผ่านไปครึ่งเดือนกว่าๆ

เรื่องผู้คุมจัตุรัสแดง การหายตัวไปของเย่หลิงม่อ บวกกับการหายตัวไปอย่างต่อเนื่องของยอดฝีมือจากจวนอู๋โยว ทำให้ขุมกำลังในแดนเหนือหวาดหวั่น ไม่กล้าก่อการใหญ่โตอีก

ขุมกำลังทั้งหลายหดเขี้ยวเล็บกลับไปเงียบๆ เจียมเนื้อเจียมตัว แดนเหนือต้อนรับความสงบสุขที่ไม่เคยมีมาก่อน

แต่ว่าความสงบสุขนี้สำหรับลู่เซิ่งกลับเป็นความสงบสุขชั่วคราว

“ฮ่าๆๆ! ลู่เซิ่ง นึกไม่ถึงว่าข้าจะไม่ตายกระมัง ข้าหงฟางไป๋ปีนขึ้นมาจากนรก เพื่อแก้แค้นเจ้าอีกครั้ง! ไปตายซะ! วิญญาณลวงห้าฟาดฟัน!”

ผัวะ!

ลู่เซิ่งตบเด็กหญิงที่พุ่งมาตรงหน้าตนจนล้มลงกับพื้น มองเด็กคนนี้อย่างปวดหัวเล็กน้อย

“ฮึอๆๆ…อิงอิง อิงอิงเจ็บ…” เด็กผู้หญิงสวมกระโปรงสีแดงตัวใหญ่ ถือร่มสีแดงกุมศีรษะ คลานขึ้นมานั่งลงกับพื้น แล้วเริ่มร้องไห้

วันหนึ่ง เขาออกไปด้านนอก หลังกลับมาก็พบว่าปมร่วมใจที่ผู้คุมจัตุรัสแดงกับอิงอิงทิ้งเอาไว้หายไป สิ่งที่มาแทนที่คือก้อนเนื้อสีแดงขนาดเท่าแตงโม

ตอนที่เขาเตรียมจะใช้ดาบผ่าก้อนเนื้อประหลาดเหมือนบิดานาจา[1] มันก็พลันแยกออก เด็กผู้หญิงตัวเล็กถือร่ม สวมกระโปรงแดง อายุไม่เกินสิบปีคนหนึ่งพุ่งออกมา

ดูจากเครื่องหน้าก็คืออิงอิงสตรีกางร่มในวัยเด็ก

นางถือร่มแดงคันใหญ่ที่คลุมตัวเองได้ทั้งตัว กระโปรงที่สวมใส่ก็เป็นแบบผู้ใหญ่ ลากชายกระโปรงยาวๆ ไว้ด้านหลังสองเท้า

ตอนเพิ่งออกมาก็ร่ำร้องจะแก้แค้นลู่เซิ่ง ผลคือพุ่งไปได้ครึ่งเดียวก็สะดุดชายกระโปรงล้มลงกับพื้น สลบไสลไป

ลู่เซิ่งลังเล ยังคงไม่กำจัดนาง ปลูกข่ายกระเรียนหยินในร่างนาง จากนั้นยึดถือเป็นของนำโชค เลี้ยงดูไว้ในพรรค

เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นภูตผีปีศาจหลังถูกสังหารแล้วคืนชีพได้ นี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์พันลึก คุ้มค่าให้ศึกษา

แต่ก็นึกไม่ถึงว่าผ่านไปไม่กี่วัน นางก็อาละวาดในพรรคจนไก่บินสุนัขกระโดด

เด็กหญิงสตรีกางร่มไม่มีพลังทำลายล้าง ทำได้แค่ยกร่มสีแดงขึ้นมาเคาะหัวคน แต่ไม่แรงมาก เพียงแค่หัวโน เจ็บนั้นเจ็บ แต่ไม่มีอันตราย

ทุกคนนึกว่านางเป็นหลานสาวของลู่เซิ่ง จึงไม่กล้าตอบโต้ ได้แต่วิ่งหนี

นึกไม่ถึงนี่กลับกระตุ้นความทะนงตนของสตรีกางร่ม พอคนอื่นทำท่าอดกลั้นและหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ นางก็รู้สึกว่าตัวเองโดนสบประมาท

พลังนางตกต่ำถึงขั้นนี้ ทุกอย่างเป็นฝีมือของลู่เซิ่ง จึงทุ่มเทความแค้นทั้งหมดใส่ลู่เซิ่ง

เด็กน้อยลอบโจมตีแบบเมื่อครู่ตลอดเวลาจนเป็นกิจวัตรประจำวัน

แม้ไม่มีพลังทำลายล้าง แต่ก็สร้างความรำคาญแก่ลู่เซิ่ง

“อิงอิง ครั้งหน้าอย่าไปยุ่งกับพี่สาวเจ้า กลับไปกินข้าวดีๆ เมื่อวานอาบน้ำหรือยัง” ลู่เซิ่งอุ้มสตรีกางร่มตัวน้อยขึ้น ให้อีกฝ่ายนั่งบนเก้าอี้อย่างว่าง่าย

“อาบแล้ว…” อิงอิงแอบมองลู่เซิ่งอย่างเชื่อฟังและหวาดหวั่น

“กินข้าวเถอะ” ลู่เซิ่งยกถังข้าวด้านข้างขึ้น แกะย่างครึ่งตัววางด้านบน กินเนื้อพร้อมกับข้าวคำโต

บนโต๊ะข้าวมีแค่เขากับสตรีกางร่มตัวน้อย

บนโต๊ะใหญ่เหมือนถาดกลมวางเครื่องดื่มและอาหารรสชาติดีไว้หลายอย่าง อิงอิงใช้ถ้วยใบเล็ก เป็นถ้วยไม้สำหรับเด็ก กำลังถือตะเกียบคีบกับข้าวกินทีละคำ

“เจ้าจะให้ข้าเรียกเจ้าอิงอิง หรือเรียกว่าผู้คุมจัตุรัสแดง” ลู่เซิ่งทางหนึ่งกินข้าว ทางหนึ่งถาม

“ข้า…คืออิงอิง…ท่านพี่…ชื่อ…ว่า…หงฟางไป๋…” อิงอิงตอบตะกุกตะกัก

นางรู้สึกตัวเองพูดช้าไป จึงอดเงยหน้าขึ้นแอบมองลู่เซิ่งไม่ได้ ทำท่ากลัวเขาโกรธ

“ดูเหมือนเจ้าไม่แค้นข้าเลยใช่หรือไม่” ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว

“ไม่แค้น…ท่านพี่ เหนื่อยเกินไป…แบบนี้…ก็ดี…ใช้ร่างกาย…ของอิงอิง นางสามารถ…พักผ่อนได้…” อิงอิงกระซิบตอบ

ลู่เซิ่งค่อยกระจ่างแจ้ง หลังซักไซ้อย่างละเอียด อิงอิงค่อยพูดถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างติดขัด

ที่แท้แม้อิงอิงจะเป็นผีชาง กระนั้นร่างจริงของนางเป็นความประหลาดลี้ลับ ความประหลาดลี้ลับถูกเปลี่ยนเป็นผีชาง เดิมนางไม่มีสติปัญญา เป็นผู้คุมจัตุรัสแดงคุยเป็นเพื่อนนางทุกวันเพราะรู้สึกเบื่อหน่าย ยึดถือนางเป็นน้องสาวจริงๆ จึงทำให้นางมีสติปัญญาอันมั่นคง

มาถึงช่วงสุดท้าย ความคิดอันแรงกล้าที่ไม่ยอมให้พี่สาวซึ่งเป็นผู้คุมจัตุรัสตรอกแดงตายไป ในที่สุดก็ทำให้ระหว่างนางกับผู้คุมจัตุรัสแดงเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ย้อนกลับไม่ได้

นางใช้ตัวเองดูดผู้คุมจัตุรัสแดงไว้ ทั้งสองจึงคืนชีพด้วยกัน

‘ความประหลาดลี้ลับเป็นอมตะ’ ลู่เซิ่งพลันนึกถึงคำอธิบายนี้ เดิมเขานึกว่าความประหลาดลี้ลับไม่ตาย แต่พลังไม่มากพอจะทำลายเยื่อดำเท่านั้น

ทว่าตอนนี้เยื่อดำถูกทำลาย สตรีกางร่มยังคืนชีพได้ แม้นางจะสูญเสียพลังทั้งหมดไป แต่…

เขาพลันนึกถึงความประหลาดลี้ลับแต่ละอย่างที่ปรากฏบนผืนแผ่นดินใหญ่ของแดนเหนือในอดีต

ทุกๆ ครั้งที่ตระกูลขุนนางกำจัดความประหลาดลี้ลับที่โผล่มา เวลาที่พวกมันจะโผล่มาอีกครั้งห่างกันสั้นยิ่ง เพียงแค่สองสามปี

ดังนั้นจึงต้องให้พรรคใหญ่ๆ อย่างพวกเขารวบรวมข้อมูล สะกดความประหลาดลี้ลับที่โผล่มาใหม่อย่างต่อเนื่อง

“ตระกูลขุนนางฆ่าความมประหลาดลี้ลับได้จริงๆ หรือ” ลู่เซิ่งพลันถาม

อิงอิงส่ายหน้า บอกว่าตนไม่รู้

ลู่เซิ่งมองแก้มน้อยๆ อันงดงามของสตรีกางร่ม เขาสงสัยอยู่บ้าง ต่อให้เป็นตระกูลขุนนาง ก็เกรงว่าจะได้แต่ทำให้ความประหลาดลี้ลับหายไปนานหน่อย ไม่อาจขุดรากถอนโคนพวกมันได้

“เจ้ากับผู้คุมจัตุรัสแดงใครโผล่มาตอนไหน ตกลงกันดีแล้วหรือ” ลู่เซิ่งถาม

เพราะมีร่างเดียว จึงเกิดปัญหามากมาย หนำซ้ำยังเป็นเด็กผู้หญิง

นิสัยของอิงอิงอ่อนโยนนุ่มนวล นิสัยของผู้คุมจัตุรัสแดงก้าวร้าว เป็นคนละขั้วกัน

“ขอแค่ท่านพี่ต้องการ อิงอิงตอนไหน…ก็ได้…” อิงอิงกล่าวคล่องแคล่วอย่างหาได้ยาก มองออกว่านางพูดอย่างจริงจัง

ความประหลาดลี้ลับเป็นอะไรกันแน่ ลู่เซิ่งสงสัยมาโดยตลอด แต่อิงอิงกับผู้คุมจัตุรัสแดงในฐานะภูตผีปีศาจยังอยู่ อาจจะหาคำตอบจากตัวพวกนางได้

นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่เขาไม่ได้ฆ่าพวกนางเป็นครั้งที่สอง

อีกทั้งเขายังคิดทำความเข้าใจถึงแหล่งที่มาและสัดส่วนของปราณหยินด้วย

……………………………………….

[1] นาจาเกิดจากลูกแก้ว ซึ่งหลี่เจิ้งผู้เป็นบิดาใช้ดาบผ่าออกมา
บทที่ 183
หลังกินข้าวเสร็จ ลู่เซิ่งพาสตรีกางร่มตัวน้อยไปยังห้องลับที่สร้างใหม่

เนื่องจากเขาฝึกวรยุทธ์ ห้องก่อนหน้านี้จึงเสียหายจนใช้ไม่ได้อีกแล้ว

ลู่เซิ่งเอาของที่เก็บรวบรวมมาจากคู่ต่อสู้ก่อนหน้านี้ ออกมาทีละอย่าง แล้วให้สตรีกางร่มแยกแยะ

“นี่คืออะไร” เขาหยิบคัมภีร์เล็กประณีตเล่มนั้นขึ้นมาโบกอยู่ด้านหน้าสตรีกางร่มตัวน้อย

“นี่มีแค่…ท่านพี่ ที่…รู้…” อิงอิงตอบติดอ่าง

“เจ้าแน่ใจหรือ” ลู่เซิ่งหรี่ตามองอีกฝ่าย “จงรู้ไว้ว่าแม้ข้าสังหารเจ้าไม่ได้ แต่ข้าทำให้เจ้าอยู่ในสภาพหลังการตายได้ตลอดกาล เจ้าเข้าใจความหมายของข้านี่”

สตรีกางร่มน้อยตัวสั่น ดูท่าทางหวาดกลัวความตายยิ่ง นางพินิจมองคัมภีร์น้อยเล่มนั้น

“นี่ก็คือ…เคล็ดวิชาที่…ท่านพี่ได้มาโดย…บังเอิญ…” นางกล่าวติดๆ ขัดๆ

เคล็ดวิชาหรือ

ลู่เซิ่งสนใจ ซักต่อ ไม่ทันไรก็ได้วิธีใช้เคล็ดวิชานี้มาจากปากสตรีกางร่มตัวน้อย นี่เป็นเคล็ดวิชาที่ใช้กับภูตผีปีศาจโดยเฉพาะ มนุษย์ใช้ไม่ได้

หนำซ้ำตัวอักษรที่ใช้เขียนก็ไม่ใช่ตัวอักษรที่มนุษย์ใช้ หากเป็นระบบที่เรียกว่าอักขระวิญญาณ สตรีกางร่มตัวน้อยไม่รู้จักอักขระวิญญาณเช่นกัน มีแค่ผู้คุมจัตุรัสแดงที่รู้จัก

แม้ไม่มีประโยชน์ แต่ก็ส่งเสริมปราณหยินได้ส่วนหนึ่ง

ลู่เซิ่งดูดปราณหยินบนคัมภีร์จิ๋วจนหมดแต่แรก ได้มาราวห้าสิบกว่าหน่วย ก่อนหน้านี้เขาใช้ปราณหยินจนเกลี้ยงพอดี ตอนนี้ได้มาเสริมอีกครั้ง

ปัจจุบันเขามีทั้งหมดสามสภาพ ร่างขนาดใหญ่เหมือนสัตว์ประหลาดของสภาพหยางโชติช่วง ร่างคุณชายที่เหมือนอ่อนแอของสภาพหยินโชติช่วง และสุดท้ายสภาพที่แข็งแกร่งที่สุดที่หยินหยางรวมเป็นหนึ่ง

ความจริงตัวเขาไม่มีของอ้างอิงมาตัดสินว่าสภาพที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองร้ายกาจขนาดไหน การต่อสู้ก่อนหน้าก็เปรียบเทียบแค่กับระดับอสรพิษสองคน ไม่มีของอ้างอิงอย่างอื่น

เขาตั้งชื่อสภาพที่แข็งแกร่งที่สุดว่าผู้ทำลายล้าง พลัง ความเร็ว การระเบิด การป้องกันของสภาพนี้อยู่ในขั้นสูงสุดที่แข็งแกร่งที่สุด แทบทำลายผู้เข้มแข็งทั้งหมดที่ลู่เซิ่งได้เจอจนถึงวันนี้ได้ เขาจึงตั้งชื่อมันว่าผู้ทำลายล้าง

ในสภาพนี้ เขายังเผาปราณเหลวเพื่อยกระดับพลังระเบิดและพลังทำลายล้างอย่างยิ่งใหญ่ต่อได้ ตอนนั้นจึงเป็นสภาพที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างแท้จริง

“แล้วสิ่งนี้เล่า” ลู่เซิ่งหยิบดวงตาสีทองที่ได้มาจากเฉาหู่ยักษ์ตาเดียวออกมา “สิ่งนี้มีประโยชน์ใดกับข้า”

สตรีกางร่มตัวน้อยอ้าปาก ม่านตาพลันเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนจากแดงเป็นขาวในพริบตา

“หึ!” นางเบือนหน้าหนี “คิดว่าข้าจะบอกเจ้าหรือ?! ฝันไปเถอะ!”

“อ้อ ตอนนี้เจ้าเป็นหงฟางไป๋หรือ” ลู่เซิ่งหัวเราะ จิตใจนางคล้ายกับพลอยได้รับผลกระทบ กลายเป็นเด็กไปด้วยจากร่างที่เปลี่ยนเป็นเล็กลง

“ใช่แล้วจะอย่างไร เจ้านึกว่าข้าโง่งมข่มเหงง่ายอย่างอิงอิงหรือ” สตรีกางร่มน้อยแค่นเสียง

“พวกเราทำการแลกเปลี่ยนกันเป็นอย่างไร” ลู่เซิ่งยื่นมือไปหิ้วตัวสตรีกางร่มตัวน้อยขึ้น ดึงคอเสื้อด้านหลังของนาง ยกขึ้นด้วยมือข้างหนึ่งอย่างผ่อนคลาย

“ปล่อยข้า!” สตรีกางร่มตัวน้อยดิ้นรนขัดขืน กลับขยับไม่ได้เพราะพละกำลังอันมหาศาลของลู่เซิ่ง

“ไม่ว่าจะอย่างไร เจ้าก็เป็นผู้แพ้ที่แพ้ให้แก่ข้าจริงๆ เจ้าว่าใช่หรือไม่” ลู่เซิ่งถาม

สตรีกางร่มหันหน้าหนีไม่พูดอะไร

“หรือเจ้าไม่อยากได้พลังเดิมกลับมา” ลู่เซิ่งล่อลวง

“เจ้าต้องการอะไร?!” สตรีกางร่มตัวน้อยพลันหันกลับมากล่าวเสียงดัง

“เจ้าคิดดู พวกเราไม่ได้มีความแค้นกัน พวกเจ้าต่างหากที่มาหาเรื่องข้าก่อน ภายหลังข้าค่อยตอบโต้ สุดท้ายเกิดผลลัพธ์แบบนี้ เป็นความผิดของใคร” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ความจริงข้าไม่ได้สนใจอะไรในตัวพวกเจ้า ถ้าไม่ใช่เจ้าเตรียมลงมือกับข้า ข้าก็ไม่คิดสู้กับเจ้า”

สตรีกางร่มตัวน้อยใคร่ครวญ เป็นอย่างที่ว่า ตั้งแต่ต้นจนจบ ลู่เซิ่งไม่เคยหาเรื่องพวกนาง ตอนแรกสตรีกางร่มอิงอิงบุกหน่วยหลักพรรควาฬแดงเพราะความขัดแย้งจากการต่อสู้กับตระกูลเจิน ภายหลังความขัดแย้งแต่ละอย่างเพิ่มมากขึ้น สุดท้ายก่อให้เกิดผลลัพธ์อันน่าสังเวชในช่องแคบ

“ร่วมมือกับข้า บางทีอาจคงสภาพในตอนนี้ได้” ลู่เซิ่งปล่อยนางนั่งลงกับพื้น “เจ้าเลือกเอง”

“ต่อให้ข้าฟื้นพลังกลับมาได้ เจ้ายินยอมปล่อยข้าไปหรือ” สตรีกางร่มถามเสียงเย็นชา

“พูดตรงๆ ข้าเองก็ไม่รู้ แต่ยังไงก็ดีกว่าไม่มีความหวังเลยถูกหรือไม่” ลู่เซิ่งหัวเราะ

สตรีกางร่มเงียบงันสักพัก

นางกำลังชั่งน้ำหนักผลดีผลเสีย สุดท้ายยังรู้สึกว่าการฟื้นพลังกลับมาสำคัญเป็นอันดับแรก ในที่สุดก็ตอบตกลง

“ดี ข้าตอบรับเจ้า ข้าจะร่วมมือกับเจ้าอย่างเต็มที่ ไม่ทำลายขุมกำลังและผลประโยชน์ที่เป็นของเจ้า แต่เจ้าต้องช่วยข้าฟื้นฟูพลังเมื่อเงื่อนไขเอื้ออำนวย” นางกล่าวอย่างจริงจัง

“ได้” ลู่เซิ่งพยักหน้า

เขาหยิบตาดวงเดียวนั้นขึ้นมา

“อย่างนั้นตอนนี้บอกข้า ของสิ่งนี้ใช้อย่างไรถึงจะดีที่สุด”

สตรีกางร่มตัวน้อยมองดวงตานั้น

“นี่เป็นดวงตายักษ์ ถูกเรียกว่านัยน์ตาทองแดง หรือไข่มุกคลื่นทอง ถ้าเจ้าไม่ถือสา ก็เพาะปลูกบนร่าง จะมีวิชาลับพลังพิสดารเพิ่มมาอย่างหนึ่ง”

“หา เพาะปลูกหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง

“ใช่ หลังจากปลูกแล้ว อานุภาพจะลดลงจากเดิมห้าส่วน แต่ก็นับว่าไม่เลว ข้าจำได้ว่าเป็นเพราะมัน เผ่ายักษ์ตาเดียวจึงถูกไล่ล่าอย่างโหดร้าย เป็นเพราะนัยน์ตาทองแดงเป็นศัสตรามารชิ้นหนึ่ง จึงถูกใช้ทำเป็นของประดับข้างแท่นพิธีโดยเฉพาะ” สตรีกางร่มน้อยอธิบาย

“อานุภาพแค่ห้าส่วน ช่างมันเถอะ” ลู่เซิ่งไม่ได้ถามว่าจะเพาะปลูกอย่างไร สำหรับพวกเขาที่ควบคุมกายเนื้อได้ถึงขั้นนี้ การรับและการกีดกันร่างกายใหม่ไม่ใช่เรื่องยาก

“แล้วกระดูกเหล่านี้เล่า ใช้อย่างไรดี” ลู่เซิ่งลากศพของเย่หลิงม่อกับศพที่ผู้คุมจัตุรัสแดงกับอิงอิงกอดกันกลมออกมา

“เจ้า!” สตรีกางร่มตัวน้อยโมโห

“นี่ไม่ใช่เป็นการเอาขยะมาใช้ประโยชน์หรือ” ลู่เซิ่งไม่แยแสสนใจ

“เจ้ากำลังดูถูกข้า!?” นางกรีดร้อง กระโจนใส่ใบหน้าลู่เซิ่ง จากนั้นก็ถูกเขาจับกดลงกับพื้นอย่างง่ายดาย

“พอแล้ว อย่าอาละวาด”

“เอาศพคืนมาให้ข้า! เจ้าคนเสียสติ! ข้าจะแลกเปลี่ยนกับเจ้า! แลกเปลี่ยน!” สตรีกางร่มตัวน้อยดิ้นพลางตะโกน นางมองความเป็นจริงแล้ว สู้ไม่ได้ หนีไม่พ้น ได้แต่ยอมแพ้

“ได้ เจ้าว่ามา” ลู่เซิ่งค่อยปล่อยนาง

หงฟางไป๋ค่อยแค่นเสียงอย่างโมโห ลุกขึ้นยืน ยังหายใจแรงขณะมองศพบนพื้น

“วิชาที่เจ้าใช้ควบคุมอิงอิงสามารถใช้ควบคุมหุ่นเชิดแทนตัวได้ ข้าใช้วิชาลับหุ่นเชิดแทนตัวเป็น เจ้าต้องการหรือไม่”

“อ้อ?” ลู่เซิ่งตาเป็นประกาย เขารู้สึกมาโดยตลอดว่าแม้ตนจะมีพลังแข็งแกร่ง แต่บริวารช่วยอะไรไม่ได้ ไม่อาจรับประกันความปลอดภัยของครอบครัว แต่ว่าหุ่นเชิดแทนตัวนี้ฟังดูร้ายกาจยิ่ง บางที…

“แต่ว่าการแทนตัวนี้ เจ้าจะต้องหาวัตถุดิบทรัพยากรมากพอ อีกทั้งยังยากมาก ต่อให้เป็นข้า ก็เพิ่งเข้าสู่ระดับเบื้องต้น” สตรีกางร่มตัวน้อยกล่าว “ข้าจะถ่ายทอดวิชาระดับเบื้องต้นให้ เจ้าคืนศพมา!”

“ได้!” ลู่เซิ่งพยักหน้า

ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนกันในห้องลับอยู่หลายชั่วยาม จากนั้นก็ออกมา

เพียงแต่หลังจากออกมา ลู่เซิ่งรู้สึกว่าสายตาขององครักษ์ในบริเวณรอบๆ ที่มองมายังตัวเองแปลกพิกลอยู่บ้าง

โดยเฉพาะท่าทางเหนื่อยล้าอิดโรยตอนสตรีกางร่มตัวน้อยออกมา ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าสายตาที่อยู่รอบๆ ยิ่งมายิ่งประหลาด

ดีที่ยามอยู่ภายนอกเขาใช้ข่ายกระเรียนหยินควบคุมคำพูดและการเคลื่อนไหวของสตรีกางร่มตัวน้อยเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้นางพูดคำพูดที่ไม่สมควร

ครั้งนี้เขาได้วิชาลับวิชาหนึ่งจากสตรีกางร่มตัวน้อย ชื่อว่าวิชาควบคุมเส้นด้าย เป็นทักษะที่ใช้ของจำพวกเส้นด้ายควบคุมหุ่นเชิดในการต่อสู้หรือเคลื่อนไหว

มิน่าเขาไม่เคยเห็นผู้คุมจัตุรัสแดงใช้วิชานี้ แค่ใช้เส้นด้ายก็ทำให้วิชาลับวิชานี้กลายเป็นโครงไก่แล้ว

ไม่น่าแปลกใจที่ผู้คุมจัตุรัสแดงไม่หวง ถึงขั้นส่งบันทึกของวิชาลับฉบับดั้งเดิมให้เขา

ทั้งสองคนออกจากห้องลับ หงฟางไป๋ติดตามอยู่ด้านหลัง ต้องกระโดดค่อยตามความเร็วของลู่เซิ่งทัน

นางแอบมองคนตรงหน้า

‘ตอนนั้นเพื่อทักษะนี้ ข้าใช้เวลาไม่ต่ำกว่าร้อยปี ถึงขั้นผลาญทรัพยากรของจัตุรัสแดงในตอนนั้นจนหมด ตั้งใจศึกษาเถอะ! ให้ดีที่สุดคือโดดเข้าไปในหลุมที่ไร้ก้นบึ้งเหมือนข้าในตอนนั้น ฝึกฝนมากกว่าร้อยปีกลับไม่ก้าวหน้าแม้แต่น้อย แบบนี้ข้าค่อยมีโอกาส…’ หงฟางไป๋คิดอย่างมุ่งร้าย

ทั้งสองคนหนึ่งหน้าหนึ่งหลังมาถึงห้องหนังสือ

ลู่เซิ่งลากเก้าอี้มานั่งลง

“เมื่อครู่เจ้าพูดถึงวิชาลับกับพลังพิสดาร นั่นคืออะไร” เขาพลันถาม

หงฟางไป๋งุนงง

“พวกเราภูตผีปีศาจนอกจากกายเนื้อที่แข็งแกร่งผิดธรรมดา ต่างมีความสามารถหลากหลาย ความสามารถที่ทำให้ลมปราณแข็งแกร่งขึ้นมาอย่างฉับพลันของเจ้าก็เป็นวิชาลับวิชาหนึ่งไม่ใช่หรือ ถามไปทำไม เจ้าก็รู้อยู่แล้วนี่”

ลู่เซิ่งครุ่นคิดเล็กน้อย ค่อยเข้าใจ ทราบว่านางพูดถึงการเผาปราณเหลวของตัวเอง

“รู้อยู่” เขาคิดว่ามันเป็นอิทธิฤทธิ์พรสวรรค์ที่ภูตผีปีศาจมีเป็นของตัวเอง ตระหนักว่าแสงทองตาเดียวของเฉาหู่ รวมถึงการกลายร่างเป็นวิญญาณลวงของผู้คุมจัตุรัสแดง มีความคล้ายคลึงกัน

เขานั่งลง เริ่มอ่านข่าวด่วนที่พวกอวี้เหลียนจื่อส่งมา ปกติมีแต่เรื่องใหญ่กับเรื่องสำคัญ อวี้เหลียนจื่อจึงค่อยส่งข่าวด่วนมา

อวี้เหลียนจื่อรับผิดชอบดูแลเมืองเลียบคีรี เขตอื่นๆ ลู่เซิ่งให้ผู้อาวุโสที่เหลือรับผิดชอบ ในนี้มีโถงอินทรีเหินที่สวีชุยนำรับผิดชอบเขตของพรรคเกือบสามส่วน จ้าวเจียวเจียวก็ได้รับการมอบหมายจากเขาให้รับผิดชอบอาณาเขตสามส่วน

พอนึกถึงจ้าวเจียวเจียว ลู่เซิ่งก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางเป็นคนลุ่มหลงในวรยุทธ์คนหนึ่ง ถึงแม้จะยำเกรงตน แต่เพราะมีพลังระดับเอกะฟ้า บวกกับความเร็วในการเติบโตไร้คอขวดของข่ายกระเรียนหยิน พลังฝึกปรือเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงทุกๆ วัน

แม้นางจะเริ่มรับผิดชอบอาณาเขต แต่ว่าภูตผีเรื่องประหลาดที่ปรากฏในอาณาเขตเมืองที่นางดูแลมีน้อยที่สุด ส่วนใหญ่ข่าวเพิ่งส่งมา ก็ถูกนางกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้ว

ลู่เซิ่งพลิกข่าวด่วนที่จ้าวเจียวเจียวส่งมาอย่างไม่ตั้งใจนัก อ่านคร่าวๆ ก็เริ่มดูอาณาเขตเมืองสุดท้ายที่ผู้อาวุโสคนหนึ่งรับผิดชอบ

“หือ” ทันใดนั้นมือเขาชะงัก

หยิบกระดาษจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมา วันที่เขียนไว้บ่งบอกว่าส่งมาเมื่อหลายเดือนก่อน เนื้อหาบนกระดาษกลับทำให้เขาต้องหยีตา

เขาอ่านเนื้อหาดู แล้ววางจดหมายไว้บนโต๊ะ เคาะนิ้วกับโต๊ะอย่างไม่เร็วไม่ช้า

แสงสีขาวอันกระจ่างสาดลอดเข้ามาจากนอกหน้าต่าง พอดีตกลงบนกระดาษจดหมายสีเหลืองอ่อน ส่องตัวอักษรแถวหนึ่ง

‘เย่หงหนานหัวหน้าสาขาแห่งเมืองห่วงหยกขาดการติดต่อสิบสามวัน ไม่ทราบที่อยู่’

……………………………………….
บทที่ 184
เมืองห่วงหยก อยู่ในเขตเมืองชาใส… นี่ทำให้ลู่เซิ่งเอะใจถึงอะไรบางอย่าง

‘ข่าวนี้ส่งมาหลายเดือนก่อน หมายความว่าเรื่องนี้เกิดเมื่อหลายเดือนก่อน หรือเกิดก่อนหน้านั้น ตอนนั้นเรากำลังยุ่งกับการลอบเล่นงานผู้คุมจัตุรัสแดง…’ ลู่เซิ่งเคาะโต๊ะเบาๆ ได้กลิ่นตุๆ แล้ว

การหายสาบสูญของหัวหน้าสาขาเช่นนี้หายากมาก ต่อให้เป็นโลกที่มีปีศาจอาละวาด ภูตผีปรากฏถี่ ทว่ายอดฝีมือระดับหัวหน้าสาขาปกติต่อให้ภูตผีคิดลอบโจมตี ก็ไม่แน่จะฆ่าอีกฝ่ายได้ สู้ไม่ไหวก็ยังหนีเอาชีวิตรอดได้

ต่อให้หนีไม่รอด ก็ส่งสัญญาณควันแจ้งข่าวก็ได้ สถานที่ที่ความประหลาดลี้ลับมีอันตรายต่างมีการทำสัญลักษณ์ไว้ ไม่มีทางบุกเข้าไปโดยไม่ส่งข่าวก่อน

ลู่เซิ่งพลิกไปด้านหน้าต่อ หยิบกระดาษจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากข่าวด่วนส่วนหนึ่งของจ้าวเจียวเจียว

‘ว่ากันว่าในหุบเขาลึกมีคฤหาสน์ลึกลับ คนเก็บฟืนกับคนเก็บสมุนไพรเล่าว่าไม่เคยเห็นคนที่เข้าไปออกมาเลย สงสัยว่าจะเป็นภูตผีตนใหม่โผล่มา เตรียมไปสืบดู’

ลู่เซิ่งหลับตา เขาสังหรณ์ว่าสองเรื่องนี้มีความเป็นไปได้ที่สุดว่าจะมีการเชื่อมโยงกัน


เมืองชาใส พรรคชา

ต่งฉีประมุขพรรคนั่งอย่างกระวนกระวายในโถงใหญ่ นางถือชาใสสีเขียวป้านหนึ่ง กลับไม่ได้ดื่มลงไป

ข่าวด่วนที่รองประมุขพรรคเพิ่งส่งมา ทำให้นางวิตกมาโดยตลอด

‘ช่วงนี้ต้นชาบนเขาชาผืนใหญ่แห้งเหี่ยว การเติบโตย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ไม่เจอสาเหตุ ผลเก็บเกี่ยวในปีนี้เกรงว่าจะได้รับผลกระทบ’

นางได้ไปดูสถานการณ์อย่างเป็นรูปธรรมด้วยตัวเองแล้ว ไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นเพราะอะไร

ต่งฉีลุกขึ้น วางป้านชาลงบนโต๊ะ ก่อนเดินออกจากโถงใหญ่พร้อมความอึดอัดใจ ไปรับอากาศกลางลานด้านนอก

“ประมุขพรรค นอกประตูมีคนอ้างว่าเขาช่วยเราจัดการเรื่องต้นชาแห้งเหี่ยวได้ขอรับ!” องครักษ์ในพรรคคนหนึ่งเข้ามารายงานเบาๆ

ต่งฉีงุนงง

ต้นชาแห้งเหี่ยว นางไม่ทันได้ประกาศข่าว อีกฝ่ายรู้ได้อย่างไร ทั้งมาหาถึงที่

หรือว่าในพรรคจะมีหนอนบ่อนไส้

นางเอามือไพล่หลังลังเลสักพัก ค่อยพยักหน้า

“เชิญเขาไปโถงรับแขก ข้าจะตามไป”

“ขอรับ” บริวารจากไป

ต่งฉีสงบสติอารมณ์ ดื่มชาสองสามคำ ก็ไปยังโถงรับแขก

พอเข้าไป เงาร่างที่ยืนอยู่กลางโถงก็สะกดนางไว้

นั่นเป็นบัณฑิตวัยเยาว์รูปร่างสูงชะลูด หน้าตาหล่อเหลา คนผู้นี้แสดงความมั่นใจและความสงบนิ่ง ถือร่มสีดำคันหนึ่งยืนอยู่กลางโถง กำลังชมภาพอาทิตย์ตกทะเลที่แขวนอยู่บนผนัง

“ข้าต้วนซีเฉิน คำนับประมุขพรรคต่ง” บัณฑิตประสานมือยิ้มให้นาง “ได้ยินว่าเขาชาแห้งเหี่ยว ซีเฉินมีความมั่นใจจึงมาเสนอตัว หวังว่าประมุขพรรคจะไม่ถือสา”

“มิกล้าๆ!” ต่งฉียิ้มแย้ม “ท่านมีปัญญาดั่งคบเพลิง ถ้ามีความสามารถจริงๆ พรรคจะมอบของตอบแทนให้แน่”

“ประมุขพรรคเกรงใจแล้ว” ต้วนซีเฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ทันใดนั้นเขาก็ถามคล้ายไม่ได้ตั้งใจ “จะว่าไปหน่วยหลักพรรคชาแห่งนี้คล้ายอึมครึมอยู่บ้าง ได้ยินว่าก่อนหน้านี้มีผีอาละวาดหรือ”

ต่งฉีงงงัน ก่อนจะส่ายหน้า

“ไหนเลยมีผีอาละวาด นอกจากว่าในพรรคเกิดเรื่องไม่ดี”

“จริงหรือ” ต้วนซีเฉินแสดงความสนใจ “บอกเล่าได้หรือไม่ เรื่องของพรรคชาให้ข้าจัดการได้เต็มที่”

ต่งฉีละสายตาจากเขาไม่ได้ เพียงแค่ได้ยินคำพูดของเขา ก็รู้สึกอบอบอุ่นและปลอดโปร่ง ทำให้คนอยากทำให้คำขอของอีกฝ่ายเป็นจริง

“เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แต่ในเมื่อท่านอยากฟัง ข้าจะเล่าเอง”


ในหุบเขาลึก

เสียงสายฟ้าคำรามครืนครัน ฝนเทกระหน่ำ ป่าดำทะมึนถูกลมฝนพัดจนโยกเยก

โอย… โอย…!

ใต้เนินดำมืดกลางหุบเขา จางอู่หลางนอนครวญครางอยู่ในช่องเขา น้ำฝนผสมกับโคลนท่วมท่อนล่าง

ดินโคลนถล่มทับขาที่เต็มไปด้วยเลือดทั้งสองข้าง ตอนนี้น้ำโคลนสกปรกท่วมอยู่ ทั้งปวดทั้งบวม

ยื่นมือไปลูบคลำ ผิวหนังที่ขาไม่มีความรู้สึกบ้างแล้ว

‘แย่แล้ว ต้องรีบปีนขึ้นไป นอนที่นี่ต่อไปคงไม่รอด!’ เขาคืบคลานอย่างยากลำบาก เป็นเพราะก่อนหน้านี้ถูกกระแทกจนสลบไสล พลาดโอกาสที่ดีที่สุดในการกลับออกไป

ตอนนี้ฝนตกฟ้าร้อง ป่ามืดมิด แทบมองไม่เห็นเส้นทาง รอบๆ เป็นพุ่มไม้หยาบและต้นไม้ใหญ่

คิดจะหาเส้นทางกลับบ้านก็ลำบากแล้ว

‘อยู่นี่ต่อไปไม่ได้ ก่อนหน้านี้เสียเลือดมากไป จะดึงดูดสัตว์ป่ามาหา…’ จางอู่หลางปกติเก็บสมุนไพรล่าสัตว์ในหุบเขา มีประสบการณ์การณ์โชกโชน

เขายันตัวขึ้นอย่างช้าๆ เดินกะโผลกกะเผลกออกจากช่องเนินเขาที่ลาดเอียง กวาดตามองซ้ายขวา หมายจะอาศัยแสงสายฟ้าที่ผ่าลงมาหาเส้นทางกลับออกไป

ทว่าเขาตกลงมาในหุบเขา ไม่ได้อยู่บนเส้นทางที่ใช้ยามปกติ บวกกับพายุและสายฟ้า กลางดึกมืดสนิท ในสภาพแวดล้อมเลวร้ายแบบนี้ คิดหาทางกลับออกไป ยากราวปีนป่ายขึ้นสวรรค์

แต่เขารู้ว่าถ้าตนยอมแพ้ อยู่กลางป่าลึกแบบนี้ เกรงว่าจะไม่รอดผ่านคืนนี้ พรุ่งนี้ต้องหนาวตายทั้งเป็น

แดนเหนือเดิมก็อุณหภูมิไม่สูงอยู่แล้ว ตอนนี้เป็นฤดูสารทคิมหันต์ เย็นกว่าเดิม จางอู่หลางฟื้นขึ้นมา ก็รู้สึกหนาวจนตัวสั่น ร่างกายบางส่วนถึงขั้นขอแค่หยุดขยับ ก็จะกระตุกแข็งทื่อทันที

“มีผู้คนหรือไม่” เขาลองตะโกน

แต่ว่าเสียงพายุฝนปะปนกัน เสียงฮือๆ แทรกเสียงฟ้าร้อง เสียงเบาๆ ของเขาดังออกไปไม่ไกลเท่าไหร่

จางอู่หลางจนปัญญา ได้แต่ลากร่างกายอันเหนื่อยล้าไปตามหาสถานที่ที่มีร่มเงามากพอสำหรับซ่อนตัวอย่างสุดความสามารถ แต่หลังจากหลบฝนได้ ลมเย็นที่พัดร่างเปียกชื้น ก็ยังคงหนาวแทบขาดใจ

เขาเดินพล่านอยู่ในป่า พลันเงยหน้าขึ้นมองเห็นแสงสีขาวจุดหนึ่งอยู่ด้านหน้า

‘แสงไฟใช่หรือไม่ มีคนหรือ’ จางอู่หลางยินดี พลันเริ่มเร่งฝีเท้า รีบรุดไปยังจุดที่แสงไฟสาดมา

ครืน

สายฟ้าผ่าลง ย้อมฟ้าดินเป็นสีขาวโพลนในพริบตาหนึ่ง

จางอู่หลางลากร่างที่อิดโรยอย่างยากลำบากออกจากป่าทึบ มาถึงด้านหน้าของแสงนั้น

สิ่งที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ผุพังในหุบเขา บ้านหินหลายหลังกระจัดกระจาย ตั้งอยู่บนพื้นแข็งสีดำเหมือนกับเปลือกไม้แก่ๆ

ทอดตาดู แสงสีขาวนั้นมาจากบ้านหินหลังใหญ่ตรงประตูหมู่บ้าน

บ้านหินหลังนั้นตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างสูง สูงกว่าบ้านหินหลังอื่นช่วงหนึ่ง ประตูใหญ่เชื่อมติดกับบันใดหินที่ทอดสู่ทางซ้าย

จางอู่หลางกลืนน้ำลาย ในใจลิงโลด เร่งความเร็วเดินไปยังแสงสว่าง

ในป่าลึกแบบนี้ ยังเจอคนได้ นี่เป็นโชคดีมหาศาลแล้ว

“มีผู้คนหรือไม่!? รบกวนด้วย!” เขาตะโกนขึ้น เดินมาถึงด้านหน้าบันไดหินอย่างรวดเร็ว

บ้านหินแต่ละหลังในหมู่บ้านมืดสนิท มีแต่หลังนี้ที่จุดไฟ ทั้งยังอยู่ใกล้ประตูหมู่บ้านพอดี เขาจึงมุ่งมาทางนี้ทันที

“รบกวนด้วย! มีผู้คนหรือไม่” จางอู่หลางไม่ได้ยินคำตอบ ตะโกนขึ้นอีกครั้ง

เขาปีนขึ้นบันไดหินอย่างยากเย็น ในที่สุดก็ไปถึงด้านหน้าประตูบ้านของบ้านหิน

ก๊อกๆๆ

เขาเคาะประตู

แอ๊ด ประตูไม้ไม่ได้ปิด จึงเปิดออกเมื่อโดนเคาะ

จางอูหลางใจเต้น ในหุบเขาลึกที่อันตรายแบบนี้ ดึกดื่นค่อนคืนกลับไม่ปิดประตู นี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ!

พึงทราบว่าในหุบเขามีสัตว์ร้ายอยู่มาก ไม่ปิดประตูตอนกลางคืน เกิดล่อเสือล่อตะเข้มา นั่นเท่ากับเป็นอันตรายต่อชีวิตแล้ว

แต่ตอนนี้สายฟ้ากับลมฝนผสมกัน ความหิวกับความหนาวเหน็บกดดัน เขาไม่สนใจอะไรมาก

จางอู่หลางกัดฟันผลักประตูเดินเข้าไป

ด้านหลังประตูเป็นลานกว้างขวาง ด้านในลานตรงข้ามกับประตูคือเรือนหลักที่แสงสีขาวสว่าง สามารถมองเห็นผ่านหน้าต่างได้ว่าคล้ายมีคนนั่งอยู่ตรงนั้น

จางอู่หลางพลันมีความหวัง

‘อาจเป็นเจ้าของบ้านสะเพร่าจนลืมปิดประตู ที่ตะโกนไปก่อนหน้านี้ อาจะเป็นเพราะฟ้าฝนเสียงดังเกินไป เลยไม่ได้ยิน’

เขาพลิกมือปิดประตู กระโผลกกระเผลกเดินไปยังเรือนหลัก

“ช่วยด้วย! มีคนหรือไม่!?” เขารู้สึกว่าร่างกายปวดหนึบขึ้นเรื่อยๆ จึงรีบตะโกน

แต่เสียงสายฟ้าดังกัมปนาทขึ้น กลบเสียงร้องของเขาไว้

จางอู่หลางจนใจ ได้แต่เร่งฝีเท้าเดินไปยังเรือนหลัก

เดินถึงใต้ชายคา ลมฝนถูกบ้านหินบังไว้มากว่าครึ่ง เขาค่อยโล่งอก

“ข้าชื่อจางอู่หลาง ประมาทตกหุบเขากลางดึก สลบจนถึงตอนนี้ หวังว่าท่านเจ้าของบ้านจะให้ข้าได้ค้างสักคืน วันหน้าต้องตอบแทน!” เขาตะโกนร้องไปด้านในเรือนหลักด้วยเสียงอันดัง

เห็นคนที่นั่งอยู่ในนั้นได้อย่างชัดเจนจากด้านนอกหน้าต่างกระดาษสีขาว

ตรงกลางเรือนหลัก เงาคนคนนั้นถูกแสงสะท้อนลงบนหน้าต่าง ยังคงนั่งนิ่งเหมือนกับกำลังหลับ

“มีคนหรือไม่ ช่วยด้วย!”

“ช่วยด้วย!”

“ท่านเจ้าของบ้าน ช่วยด้วย!”

จางอู่หลางร้องอยู่หลายครั้งพลางทุบประตู

ด้านในไม่มีเสียงใด

เขาพลันหวาดกลัว

‘หรือหรือว่าจะเจอผีเข้าแล้ว!?’ จางอู่หลางสีหน้าค่อยๆ ซีดขาว กระสับกระส่ายอยู่บ้าง

ทันใดนั้นเอง

แอ๊ด…

ประตูบ้านเปิดออก

จางอู่หลางยินดี รีบเดินเข้าประตูไป

ด้านในเรือนหลักไฟตะเกียงส่องสว่าง อบอุ่นดังฤดูใบไม้ผลิ ด้านในบ้านประณีตงดงาม แตกต่างจากบ้านหินหยาบๆ ภายนอกโดยสิ้นเชิง

บนโต๊ะเก้าอี้และเครื่องเรือนซึ่งทำจากไม้มีลวดลายสลักไว้ บนผนังแขวนเครื่องประดับประหลาดที่ไม่รู้จัก บุรุษวัยกลางคนนั่งอยู่กลางเรือนหลัก

เป็นบุรุษวัยกลางคนร่างท้วม ใบหน้าไร้อารมณ์

“เล่าเรื่องตลกมา” เขาพลันเอ่ยปาก

จางอู่หลางงุนงง ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู

“อะไรนะ…” เขามองอีกฝ่าย ไม่ทราบว่าเมื่อครู่ตนเองหูฝาดหรือไม่ “ข้าชื่อจางอู่หลาง เป็นคนเก็บสมุนไพรที่อยู่แถวนี้ พลาดพลั้งตกเขา สลบจนถึงตอนนี้ กลับบ้านไม่ได้ ดังนั้นจึงมาขอความช่วยเหลือ หวังว่า…”

“เล่าเรื่องตลกมา”

บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นพูดอีกครั้ง

รอบนี้จางอู่หลางได้ยินชัดแล้ว รู้สึกผิดปกติ กวาดตามองรอบๆ เรือนหลักแห่งนี้นอกจากบุรุษผู้นี้ ก็ไม่มีใครอีก

มืดค่ำขนาดนี้ บุรุษผู้นี้นั่งในเรือนหลักสำหรับรับแขกคนเดียว ไม่ขยับเขยื้อน ใบหน้าไร้อารมณ์ อย่างไรก็รู้สึกแปลกพิกลอยู่บ้าง

“ข้า…ข้า…เล่าเรื่องตลกไม่เป็น…ขออภัย…” จางอู่หลางรู้สึกใจหวิว ขาเริ่มสั่น

“เล่าเรื่องตลกมา”

เป็นครั้งที่สาม เสียงประหลาดและราบเรียบของบุรุษผู้นั้นดังขึ้นอีกครั้ง

จางอู่หลางแทบเป็นบ้าแล้ว ก้าวถอยหลัง คิดออกจากประตู

“ข้า…ข้า…” เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดซึม เขาเริ่มหายใจกระชั้นถี่

โครม!

ทันใดนั้น ประตูบ้านปิดลงอย่างแรง

แสงตะเกียงในเรือนหลักดับวูบ ทุกอย่างตกสู่ความมืดมิด

ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าไหร่

แสงสีขาวสว่างขึ้นในเรือนหลักที่มืดสนิทอีกครั้ง ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ

เงาคนที่นั่งบนตำแหน่งเจ้าบ้านถูกแสงตะเกียงส่องสะท้อนใส่กระดาษหน้าต่างอีกครั้ง ไม่ขยับเขยื้อน

นอกจากนี้ ในบ้านไม่มีคนอื่นอีก

“ช่วยด้วย…ช่วยด้วย!” ทันใดนั้นนอกบ้านหินแว่วเสียงฝีเท้าดังมา

คนที่ทั่วตัวเปื้อนโคลนโซเซพุ่งเข้ามาในตัวลาน พอเห็นเรือนหลักที่จุดตะเกียง ก็พลันยินดี รีบเข้าไป

แอ๊ด…

ประตูไม้ปิดลงอีกครั้ง

“เล่าเรื่องตลกมา” เสียงดังออกมานอกหน้าต่างอีกครั้ง

……………………………………….
บทที่ 185
เมืองชาใส

เสียงฝีเท้าม้าควบตะบึงดังอย่างต่อเนื่อง คนในเมืองพากันหลีกทาง คนหาบเร่ที่ผลักรถอยู่ก็พากันหลบเช่นกัน

บนถนนที่ไม่นับว่าใหญ่มาก บุรุษสตรีสวมชุดเข้ารูปสีดำกลุ่มหนึ่งควบม้า คนที่เป็นผู้นำคือชายชราผมขาว แบกอาวุธประหลาดไว้บนหลังทั้งสองคน

บนตัวคนเหล่านี้ปักรูปปลาสีแดงที่มีจำนวนแตกต่างกันไว้บนเสื้อผ้า น้อยสุดคือปลาสองตัว มากสุดมีปลาห้าตัว

ชายชราทั้งสองคนที่เป็นผู้นำปักรูปวาฬขาวไว้บนเสื้อผ้า

แต่ว่าสิบกว่าอึดใจ คนขี่ม้าทั้งสิบกว่าคนนี้ก็หายไปจากถนนในชั่วพริบตา ชาวบ้านและคนหาบเร่ไม่น้อยค่อยได้สติ อย่างคุ้นเคยกันดีก็พูดคุยกันเกี่ยวกับว่าคนที่ควบม้าเหล่านี้เป็นใคร

ลุงเจ้าของแผงน้ำชาที่การข่าวฉับไวมองทิศทางที่พวกเขาหายไป ก่อนถอนหายใจยาวๆ

“มีเรื่องน่าเป็นห่วงเกิดขึ้นอีกแล้ว” เขาส่ายหน้า

“ลุงโจวทำไมกล่าวเช่นนี้ พวกที่ผ่านไปเมื่อครู่ไม่ใช่คนของพรรควาฬแดงหรือ พรรควาฬแดงเป็นพรรคใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ การรักษาระเบียบและความสงบส่วนใหญ่มีพวกเขาออกหน้า ผิดปกติตรงไหนหรือ” แขกคนหนึ่งที่นั่งดื่มชาถามอย่างสงสัย

“ข้าย่อมจำได้ว่านั่นเป็นพวกใต้เท้าจากพรรควาฬแดง พวกท่านไม่รู้ สองคนที่นำหน้าเป็นบุคคลระดับวาฬขาว” ลุงเจ้าของแผงน้ำชาเอ่ยเสียงทุ้ม “ข้าอยู่ในเมืองชาใสมาเกือบสามสิบปี เพิ่งเคยเห็นยอดฝีมือที่มีสัญลักษณ์วาฬขาวมาที่นี่เป็นครั้งแรก”

“อ้อ อย่างนั้นก่อนหน้านี้ท่านเคยเห็นเมื่อไหร่ สัญลักษณ์วาฬขาวนี้แตกต่างกันตรงไหนหรือ ข้าเพียงรู้ว่าจำนวนลวดลายปลายิ่งมาก ตำแหน่งพลพรรควาฬแดงก็ยิ่งสูง” ชายฉกรรจ์ร่างกำยำอีกคนเดินเข้ามาถาม

ลุงเจ้าของแผงน้ำชาส่ายหน้า

“สัญลักษณ์วาฬขาวมีแค่ผู้อาวุโสกับผู้จัดการภารกิจภายในจึงมีคุณสมบัติใช้ สูงยิ่งกว่าหัวหน้าสาขาหนึ่งขั้น เป็นบุคคลที่ใกล้กับระดับรองประมุขพรรค บุคคลยิ่งใหญ่แบบนี้ถึงกับมาเมืองเล็กๆ ของพวกเรา นอกจากเกิดเรื่องใหญ่ ยังมีความเป็นไปได้ใดอีก”

ได้ยินเขาพูดแบบนี้ ลูกค้าร้านน้ำชาที่กำลังฟังอย่างเพลิดเพลินสีหน้าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

แต่ละคนสบตากัน ครู่หนึ่งค่อยมีคนเอ่ยขึ้น

“หรือจะเป็นเพราะเรื่องคนหายที่ลือกันบ่อยๆ ในช่วงนี้”

“เป็นเรื่องที่รายงานทางการแล้วไม่มีผลลัพธ์หรือ”

“บุคคลยิ่งใหญ่ของพรรควาฬแดงคงไม่แส่หาเรื่อง ไม่มีอะไรทำจึงมาที่นี่เอง ถึงเมืองชาใสของพวกเราจะมีดี แต่ก็เทียบกับเมืองห่วงหยกกับเมืองเลียบคีรีที่เจริญกว่าไม่ได้”

ทุกคนคุยกันไม่นานก็แยกแยะความเป็นไปได้

“มีเรื่องกังวลมากมายจริงๆ…” ลุงเจ้าของแผงน้ำชารำพึงรำพัน แล้วก้มหน้าต้อนรับลูกค้าต่อ


ในหุบเขาลึก กลางดึก

คบเพลิงหลายอันเคลื่อนตัวอยู่กลางหุบเขา ตามหาเป้าหมายไปทั่ว

แสงเพลิงสีแดงเจิดจ้าแยงตาใต้แสงจันทร์ที่เย็นเยียบ

สวีฉวนโจวสีหน้าขึงขัง ถือสามง่ามคู่หนึ่ง ตาเสือกวาดมองรอบๆ ขณะเดินอยู่กลางป่า

“หาเจอแล้ว ด้านหน้ามีแสงไฟ คล้ายเป็นแสงจากโคมไฟสีขาว!” พลพรรคคนหนึ่งพลันร้องตะโกน

“ที่ใด!?” สวีฉวนโจวก้าวยาวๆ ไปยังตำแหน่งที่พลพรรคคนนั้นอยู่

เขากับผู้อาวุโสอีกคนได้รับคำสั่งประมุขพรรคมาตรวจสอบเรื่องนี้ เดิมทีสมควรหยุดทัพไว้ไม่เคลื่อนไหว รอรับจ้าวเจียวเจียวที่ออกเดินทางมาก่อน แต่เขาทนไม่ไหว พาคนเข้าไปในหุบเขาลึกที่เกิดเรื่องเล่าลือ

ครั้งนี้เขาพายอดฝีมือสิบกว่าคนมุ่งมา ทั้งหมดเป็นคนสนิทจากหมู่บ้านโฉมแดงในสังกัดของเขา

ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการแสดงความสามารถต่อหน้าประมุขพรรค เขาคงไม่ใช้ขุมกำลังลับของตนเอง

สวีฉวนโจวทราบดีว่าตอนนี้พรรควาฬแดงปกครองแดนเหนือ สะกดขุมกำลังอื่นๆ จนโงหัวไม่ขึ้น ผู้คนเรียกประมุขพรรคว่าราชาดาบแดนเหนือ มีวรยุทธ์กล้าแข็งและพลังยิ่งใหญ่ ไม่มีใครสู้ได้ ถ้าหากว่าดึงดูดความสนใจ และเข้าสู่สายตาของประมุขพรรคลู่ในช่วงที่พรรควาฬแดงเจริญรุ่งเรืองเช่นตอนนี้ได้ จะเป็นความก้าวหน้าขั้นสูงสุดต่อรากฐานกิจการในภายภาคหน้าของเขา

ดังนั้นหลังจากเขาชั่งผลดีผลเสีย ก็พากองกำลังลับของตัวเองมา คิดจัดการความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่นี่อย่างรวดเร็วและยอดเยี่ยม

จัดการได้เร็วยิ่งดี ไม่แน่จะดึงดูดความสนใจของประมุขพรรค

เขากระโจนหลายครั้ง ไปถึงด้านข้างพลพรรคซึ่งส่งเสียงผู้นั้นอย่างรวดเร็ว

“อยู่ตรงนั้น!” พลพรรคคนนั้นชี้ไปที่ส่วนลึกของป่าทึบ

สวีฉวนโจวมองดู เห็นแสงสีขาววับแวมอย่างที่คิด

“ทุกคนตามข้ามา!” เขาตวาดเสียงเฉียบขาด

ยอดฝีมือที่อ่อนแอที่สุดเป็นระดับปลาคู่ อยู่ด้านนอกถือเป็นมือดีที่ดูแลเขตถนนสายหนึ่ง ตอนนี้คิดฉวยโอกาสสร้างผลงาน

ตอนนี้เรื่องประหลาดทั่วทั้งแดนเหนือถูกกวาดล้างจนแทบไม่เหลือ อุตส่าห์พบสถานที่ที่สร้างผลงาน พลพรรคเหล่านี้ต่างกระเหี้ยนกระหือรือ

คนสิบกว่าคน คบไฟสิบกว่าอันต่อแถวกันเป็นงู ไม่ทันไรก็ถึงด้านหน้าหมู่บ้านน้อยแห่งหนึ่ง

หมู่บ้านสร้างบนพื้นหินสีดำเหมือนเปลือกไม้แก่ๆ บ้านหินแต่ละหลังกระจายอยู่บนเนินที่สูงต่ำไม่ราบเรียบ

แสงสีขาวส่องลอดออกมาจากในบ้านหินหลังใหญ่บนเนินแห่งหนึ่ง

สวีฉวนโจวเพ่งดู ประตูของบ้านหินหลังนั้นมีบันใดหิน แสงสีขาวกับแสงไฟส่ายวูบ เห็นได้ว่าบันไดหินมีอายุอยู่บ้าง ด้านบนยังเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ

“ไป เข้าไปดู” เขาสั่ง “แบ่งคนครึ่งหนึ่งเฝ้าอยู่ด้านนอก หงจื่อ เสี่ยวอี เสี่ยวเฉิน พวกเจ้าพาคนตามข้าเข้าไป!”

“ขอรับ!” เหล่าคนสนิทพากันขานรับ

พวกเขาเป็นยอดฝีมือของพรรควาฬแดง ผู้อาวุโสสวีมีพลังยุทธ์วิชาเร่งนางแอ่นล้ำลึก โดยเฉพาะหลังผ่านการสั่งสอนอย่างลับๆ ของประมุขพรรค พอกลับมาก็หยั่งคาดไม่ได้ยิ่งกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้ตรวจสอบเรื่องประหลาดสองสามครั้งได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นตอนนี้เขาจึงค่อนข้างมั่นใจ

สวีฉวนโจวพาคนกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นบันใดหิน มาถึงหน้าบ้านหินที่มีแสงสีขาวส่องสว่าง แล้วเคาะประตูเบาๆ

เอี๊ยด

ประตูไม้ไม่ได้ปิด เปิดออกเอง

ด้านในเป็นลานกว้างขวาง

สวีฉวนโจวหรี่ตา พลิกมือชักสามง่ามเล่มหนึ่งออกมา ก่อนสาวเท้าเดินเข้าไป

กลุ่มคนด้านหลังเขาชูคบเพลิงขึ้น ชักดาบยาวบนหลังพลางเดินเข้าลานอย่างระมัดระวัง

“ในบ้านมีคน!” พลพรรคคนหนึ่งตาดี เห็นเงาคนที่นั่งในโถงหลักทันที

สวีฉวนโจวเยื้องย่างไปถึงกลางลาน มองไปรอบๆ สังเกตเห็นว่าบนพื้นไม่มีรอยเท้าแม้แต่น้อย ถึงขั้นที่ตรงประตูบ้านก็ไม่มีเช่นกัน ทั้งหมดเป็นตะไคร่น้ำหนา เหมือนไม่มีคนเดินผ่าน

รอบๆ เงียบสงัด มีแค่เสียงเปรี๊ยะๆ จากคบเพลิงดังอยู่ชั่วขณะ

สวีฉวนโจวใคร่ครวญครู่หนึ่ง

“ข้าคือสวีฉวนโจวผู้อาวุโสพรรควาฬแดงแห่งแดนเหนือ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นขุมกำลังใดหรือฝ่ายไหน ก่อกรรมทำชั่วใกล้เมืองห่วงหยก ก็ออกจะไม่เห็นพรรควาฬแดงอยู่ในสายตาเกินไปหน่อยกระมัง” เขากล่าวเสียงดังฟังชัด

ในโถงหลักเงียบสงบ ไม่มีการตอบสนองใดๆ เงาคนที่สะท้อนบนกระดาษหน้าต่างไม่ขยับเขยื้อน คล้ายไม่ได้ยิน

สวีฉวนโจวเห็นดังนั้น ในใจเกิดโทสะ

“พังประตู!” เขาโบกมือ

บริวารคนหนึ่งเร่งฝีเท้ามาถึงหน้าประตู

ฮ่า!

เขาตวาด ชนใส่ประตู คาดไม่ถึงว่าประตูไม่ได้ปิด

คนผู้นี้ไม่ระวังถลันเข้าไป ชนประตูเปิดออกอย่างง่ายดาย พริบตาเดียวก็เข้าไปในเรือนหลัก เกือบตั้งหลักไม่อยู่

สิ่งที่แปลกประหลาดคือ หลังจากประตูเปิดออก ด้านในเรือนหลักไร้ผู้คน เงาคนที่สะท้อนอยู่บนกระดาษหน้าต่างตอนนี้ไร้ร่องรอย

“ค้นให้ทั่ว!” สวีฉวนโจวโบกมือพลางกล่าวเสียงเย็นชา

หลังจากความวุ่นวายสงบลง เวลานี้พรรควาฬแดงก็ไร้ความกริ่งเกรงในแดนเหนือ ก่อนหน้านี้หวาดกลัวจัตุรัสแดงกับขุมกำลังส่วนหนึ่ง ตอนนี้คล้ายกับขุมกำลังอื่นๆ ต่างหลบเลี่ยงพวกเขา

เรื่องราวมากมายไม่ทันเจอความยุ่งยาก ก็หายไปเอง เรื่องประหลาดที่เขาเจอครั้งก่อนก็เป็นเช่นนี้

‘ครั้งนี้อาจไม่ต่างกันมากนัก’ สวีฉวนโจวกล่าวในใจ ถือสามง่ามเดินเข้าไปในโถงหลัก บริวารหลายคนเริ่มกระจายกันค้นหาร่องรอยคน

โถงหลักสว่างโร่ วางโคมไฟสีขาวจนเต็ม แสงไฟสว่างไสว บนผนังแขวนเครื่องประดับรูปร่างพิลึกกึกกือเป็นจำนวนมาก

ตรงข้ามกับประตูใหญ่มีคันฉ่องโบราณขนาดใหญ่บานหนึ่งตั้งอยู่

‘นี่คืออันใด…’ สวีฉวนโจวย่นหัวคิ้วเดินเข้าไปพิจารณาคันฉ่องบานนี้

คันฉ่องเป็นคันฉ่องแก้วที่หายากยิ่ง มีราคาแพงมาก คันฉ่องบานใหญ่แบบนี้หากวางขายในตลาด แทบกล่าวได้ว่าเป็นสมบัติประเมินค่าไม่ได้ มีค่าควรเมือง

“เรียนผู้อาวุโส ในบ้านหลังนี้ไม่มีใครเลย” ผู้นำที่เป็นบริวารหลายคนรีบกลับมารายงาน

สวีฉวนโจวหันกลับมากวาดตามองทุกคนด้านหน้าตน

อยู่ๆ เขาก็นิ่วหน้า

“เสี่ยวเฉินเล่า”

ทุกคนสบตากัน

“ไม่เห็นเจ้าค่ะ เมื่อครู่เขาบอกว่าจะไปดูลานด้านนอกบ้าน” ศิษย์สตรีคนหนึ่งเอ่ยเบาๆ

“นอกบ้านหรือ” สวีฉวนโจวทำหน้านิ่วคิ้วขมวด

“พวกเราออกไปดูก่อน” เขารู้สึกไม่ดี ตั้งแต่เข้ามาที่นี่จนถึงตอนนี้ คล้ายมีบางอย่างกำลังแอบซุ่มอยู่ในที่ลับ จับจ้องพวกเขาอย่างเงียบงัน

ขณะทุกคนกำลังจะถอยออกจากโถงหลัก

โครม!

โครมๆๆ!

ทันใดนั้น ประตูหน้าต่างด้านในบ้านก็ปิดลง เหมือนกับมีคนปิดงับอย่างแรงจากด้านนอก

ตึง!

ดาลบนประตูใหญ่ตกลง พวกเขาถูกขังอยู่ในบ้าน

“ถอย!” สวีฉวนโจวตวาด นำหน้าพุ่งไปยังประตูใหญ่ก่อน

ฟิ้ว

เหมือนกับใครเป่าไฟตะเกียงจนดับ

แสงไฟทั้งหมดในโถงหลักและบนคบเพลิงดับพรึ่บ

ในบ้านเงียบงัน คล้ายไม่มีใครสักคนเดียว

เวลาค่อยๆ ผ่านไป ในลานสงบเงียบ พวกผู้อาวุโสสวีที่พาคนเข้าไปไม่มีการเคลื่อนไหว

เปรี้ยง!

ทันใดนั้นประตูไม้ถูกกระแทกเปิด เงาคนท่อนบนที่ทั่วตัวอาบเลือด พุ่งออกมา แต่ว่าด้านหลังคล้ายถูกบางสิ่งจับลากกลับเข้าไปในบ้าน

“เจ้ารอดูเถอะ พรรควาฬแดงไม่มีทางปล่อยเจ้า! ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร! ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร!” เงาที่ตะโกน ถึงกับเป็นสวีฉวนโจว ทั่วทั้งตัวโชกเลือด เล็บมือสองข้างขูดกับพื้นเป็นรอยเลือดยาวๆ สองสาย จากนั้นก็ถูกลากเข้าไปในบ้าน

เปรี้ยง!

ประตูบ้านปิดแน่น ในบ้านไร้สรรพเสียง


“คนไม่น้อยหายตัวไปติดต่อกันหรือ” ลู่เซิ่งทางหนึ่งมองศิษย์ของศิษย์พี่หลายคนที่ฝึกวรยุทธ์ในลานฝึก ทางหนึ่งฟังองครักษ์ใกล้ชิดรายงานเบาๆ

“ผู้อาวุโสสวีกับผู้อาวุโสเฉินไปทางนั้น แต่ตอนนี้ไม่มีข่าวคราว” องครักษ์ใกล้ชิดกระซิบ

ลู่เซิ่งหรี่ตา

ผู้จัดการภารกิจภายนอกเฉินกับผู้อาวุโสสวีเป็นสมาชิกระดับสูงที่เขาเพิ่งคัดเลือกเข้ามา ก่อนหน้านี้เมืองห่วงหยกปรากฏปัญหา เขาจึงส่งสองคนนี้ไปช่วยจัดการ

คาดไม่ถึงว่าตอนนี้ผ่านไปสิบกว่าวัน แต่ข่าวสารขาดหายไป

“รายงาน” องครักษ์ใกล้ชิดอีกคนรีบรุดมาถึง สองมือประคองจดหมายฉบับหนึ่ง “เรื่องด่วนจากเมืองห่วงหยก!”

ลู่เซิ่งรับจดหมายมาคลี่อ่านดู เพิ่งอ่านเนื้อหาจบ สีหน้าเขาก็เคร่งเครียดทันที

……………………………………….






ความคิดเห็น