176-180
บทที่ 176
โพรงขยายขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ เผยให้เห็นสภาพด้านใน
คนกลุ่มหนึ่งกำลังดื่มสุราคุยโวพลางหัวเราะลั่น ทันใดนั้นลมเย็นหอบหนึ่งพัดเข้าไปในโพรง คนเหล่านี้พลันตัวสั่น
“ผู้ใด!?” ยอดฝีมือสภาวะไม่ธรรมดาหลายคนลุกพรวดขึ้น หันมามองทางโพรง
ผู้คุมจัตุรัสแดงเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม แล้วเดินเข้าไป
ทิ้งสตรีกางร่มยืนอยู่กลางพายุหิมะด้านนอกคนเดียว
เสียงร้องโหยหวนดังมาจากด้านในเมืองน้อย นางทราบว่าท่านพี่ดูดเลือดเนื้อพลังงานแล้ว นี่ก็เพื่อมอบพิธีกฎเกณฑ์ให้กับชิ้นส่วนภัยพิบัติมังกรสีชาด
นางเป่าปาก แต่เป็นเพราะไม่มีความอบอุ่น ลมที่เป่าออกมาพริบตาเดียวก็ผสมกับพายุหิมะ ไม่เห็นอะไรสักอย่างเดียว ต่างกับคนเป็นเหล่านั้น ยามเป่าลมยังมีหมอกสีขาว
นี่เป็นเมืองที่สี่แล้ว
อิงอิงคิดพลางกระชับชุดที่สวมอยู่อย่างไม่รู้ตัว กลางพายุหิมะ ร่มแดงบังหิมะไม่น้อยให้นางไว้
นางหมุนขอบร่ม ปมรวมใจสีชมพูดอันหนึ่งหมุนช้าๆ มาถึงด้านหน้า
อิงอิงมองปมรวมใจนี้ อดอมยิ้มไม่ได้
นี่เป็นสิ่งที่ท่านพี่มอบให้ มอบให้มานานมากแล้ว ถือเป็นเครื่องแทนตัว นางยึดถือเป็นสมบัติ แขวนไว้ในร่มกระดาษที่มีความสำคัญดุจชีวิตของตัวเอง เช่นนี้จะได้เห็นตลอดเวลา
“เจ้ายังเก็บไว้อยู่” ผู้คุมจัตุรัสแดงมุดออกมาจากในโพรง พอเห็นอิงอิงกำลังเล่นกับปมรวมใจ ก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ใช่แล้ว…ยังเก็บไว้” สตรีกางร่มอิงอิงผงกศีรษะ
“ตอนนั้นพวกเราสานด้วยกัน ใช้ด้ายเส้นหนึ่งตัดเป็นสองส่วน” ผู้คุมจัตุรัสแดงเดินมาถึงด้านข้างนาง โอบเอวของอิงอิงอย่างนุ่มนวล
“เพราะ…อิงอิง…ชอบ…” สตรีกางร่มจับปมรวมใจอย่างอ่อนโยน นางชอบของที่ท่านพี่ไปเรียนรู้มาจากคนที่มีชีวิตอยู่ชิ้นนี้มากจริงๆ โดยเฉพาะความหมายที่แฝงอยู่ด้านใน
“ถ้าเจ้าชอบ เดี๋ยวไว้ทำให้เจ้าอีกหลายๆ อัน” ผุ้คุมจัตุรัสแดงว่า
“ไม่…นี่…อันเดียวก็พอ…” สตรีกางร่มส่ายหน้า
“ก็ได้ ไปเถอะ สถานที่ต่อไป” ผู้คุมจัตุรัสแดงเลิกคิ้ว แล้วก้าวยาวๆ ไปยังที่ไกล
สตรีกางร่มตามติดอยู่ด้านหลัง ที่นี่อยู่ห่างจากเมืองเลียบคีรี นางรู้สึกเบิกบานใจ
…
หลายวันให้หลัง ลู่เซิ่งแอบไปดูดปราณภายในของยอดฝีมือด้านนอกทุกคืน เพียงลงมือกับคนที่ไม่ยอมรับพรรควาฬแดง ผ่านไปนานเข้า ก็มีคนพบแบบแผนของเหตุการณ์นี้ เดาว่าเป็นเขาเคลื่อนไหวในที่ลับ
หลายวันต่อจากนั้น เขาก็ดูดปราณภายในของยอดฝีมือในเมืองคูรวมกับเมืองผลัดหลิวทั้งหมดสามสิบกว่าคน ทั้งยังส่งคนไปรับขุมกำลังทั้งสองมาอยู่ใต้บังคับบัญชา
ส่วนปราณหยินที่ดูดมาแบ่งเป็นปราณเหลวสามหยดและหนึ่งหยด จัดสรรเป็นวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานกับปราณหยินหยางขวดสมบัติ แต่ละวิชามีปราณภายในสองร้อยปี
เมื่อเป็นแบบนี้ วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานของเขาก็มีพลังยุทธ์เก้าร้อยปีอันน่าสะพรึงกลัวแล้ว
ถ้าไม่ใช่ยอดฝีมือทางเมืองผลัดหลิวได้ข่าว จึงหนีไปก่อน เขามีความเป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าจะบรรลุระดับพลังยุทธ์พันปี
แต่ว่าหลังจากยุทธการในครั้งนี้ ยอดฝีมือไม่น้อยที่อยู่ใกล้เคียงก็ซ่อนร่องรอย คิดจะจับยอดฝีมือที่รวมกันเหมือนที่จินตนาการไว้เมื่อก่อนหน้า ก็ยากมากแล้ว
ลู่เซิ่งส่งคนไปรวบรวมตรวจสอบข้อมูล ยอดฝีมือหลายคนหนีกระจัดกระจาย ระยะทางค่อนข้างไกล ทั้งเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่่อง จึงหาตัวยาก
ในตอนนี้เอง จ้าวเจียวเจียวที่ถูกส่งไปหายาล้ำค่าก็กลับมา
“นี่เป็นยาล้ำค่าที่เจ้าเจอหรือ” ลู่เซิ่งมองตู้เหล็กสีดำที่วางอยู่ตรงหน้า หน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่ทราบว่าจ้าวเจียวเจียวเล่นอะไรอยู่
ไม่เห็นมานาน ลมปราณของจ้าวเจียวเจียวเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
นางยังรักษาพลังระดับเอกะฟ้าในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายเช่นคุกใต้น้ำไว้ได้ หลังออกมาพอร่างกายได้รับการบำรุง ก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่เจอมาพักเดียว คล้ายก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว
“เมล็ดวิชาที่ประมุขพรรคมอบให้ไม่ธรรมดาจริงๆ! เจียวเจียวใช้เวลาหลายวันค่อยบรรลุ ก้าวสู่ระดับใหม่สำเร็จ” จ้าวเจียวเจียวตอบอย่างจริงจัง
“เจ้าชอบก็ดีแล้ว” ลู่เซิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายพูดถึงข่ายกระเรียนหยิน เขาก้มหน้าจดจ้องตู้เหล็กด้านหน้า “ด้านในบรรจุสิ่งมีชีวิตกระมัง”
“ถูกต้อง ในกลุ่มยาล้ำค่าหลายชนิด ข้าเจอแค่อย่างเดียว คือบัวใบป่นพันปีต้นหนึ่ง แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ ตอนข้าน้อยไปถึง บัวใบป่นถูกสิ่งมีชีวิตในตู้กลืนกินไป ข้าน้อยจึงจับมันกลับมา” จ้าวเจียวเจียวอธิบาย
“เปิดออกดู” ลู่เซิ่งพลันสนใจ ตอนนี้เขาอยู่ในสภาพอัศจรรย์อย่างหนึ่ง พลังฝึกปรือวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานระดับเก้าร้อยปี รวมถึงปราณหยินหยางขวดสมบัติระดับเก้าร้อยปี เพราะหยินหยางเชื่อมประสาน การลอกคราบที่เกิดขึ้นยิ่งมายิ่งแกร่ง
เขาเหมือนกับยืนอยู่ด้านหน้าประตูใหญ่ที่ไขสลักออกแล้ว ขอแค่ผลักเบาๆ ก็จะเข้าสู่ระดับอีกระดับหนึ่งได้
บางทียาล้ำค่าที่จ้าวเจียวเจียวนำมา อาจมอบการผลักดันสุดท้ายให้
ได้ยินดังนั้น จ้าวเจียวเจียวก็เดินไปจับประตูตู้ที่หันหน้าหาลู่เซิ่ง ก่อนจะกระชากออก
ฟิ้ว
เงาดำสายหนึ่งพลันพุ่งออกมา
ลู่เซิ่งคว้าเงาดำดุจสายฟ้าแลบ
เงาดำถูกคว้าไว้ ดิ้นอย่างรุนแรง แต่ไม่มีผลแม้แต่น้อย ลู่เซิ่งมีพละกำลังมหาศาลขนาดไหน สิ่งมีชีวิตน้อยๆ อย่างมันไม่อาจดิ้นหลุด
“งูสี่ตีนหรือ” หลังลู่เซิ่งมองเงาดำชัด ก็งุนงง
งูสี่ตีนถูกเรียกว่าจิ้งจกหรือกิ้งก่า นึกไม่ถึงสิ่งที่กินยาล้ำค่าไปจะเป็นมัน
งูสี่ตีนตัวนี้ต่างจากจิ้งจกทั่วไป ลำตัวท่อนหน้าแวววาวเป็นสีเขียวมรกต ลำตัวท่อนหลังเป็นสีดำสนิท เหมือนกับเพิ่งคลานออกมาจากในน้ำหมึก
หนำซ้ำหัวมันยังมีตัวอักษรประหลาดติดอยู่
ตามตัวอักษรในต้าซ่งของโลกใบนี้ นี่เป็นตัวอักษรมังกร
“หรือมันจะชื่อว่ามังกรสี่ตีน” ลู่เซิ่งถามอย่างขบขัน
“ประมุขความรู้กว้างขวาง มันชื่อมังกรสี่ตีนจริงๆ ชอบกินยาล้ำค่า มังกรสี่ตีนตัวนี้เป็นตัวเต็มวัยแล้ว ไม่ทราบว่ากินวัตถุฟ้าสมบัติดินไปเท่าไหร่ สารจำเป็น ปราณ เลือดที่อยู่ในตัวมันย่อมบำรุงร่างได้ดี” จ้าวเจียวเจียวอธิบายด้วยสีหน้าขึงขัง “นอกจากนี้ มันยังมีชื่ออีกอย่างเรียกว่ามังกรโลหิต มีการบันทึกไว้ในคัมภีร์ยา”
นางพอพูดแบบนี้ ลู่เซิ่งก็นึกออกว่าในคัมภีร์ที่ตนเคยอ่านมีการบันทึกถึงมันไว้จริงๆ
เพียงแต่เขานึกว่าเป็นแค่ตำนานเล่าขาน ไม่อาจแยกแยะจริงเท็จได้หลายจุด จึงไม่ได้สนใจ ตอนนี้จ้าวเจียวเจียวพูดขึ้น จึงค่อยนึกทบทวน
“จริงด้วย เคยได้ยินมาก่อนจริงๆ…” ลู่เซิ่งพยักหน้าเล็กน้อยขณะที่กำมังกรสี่ตีนที่ขนาดเท่าฝ่ามือตัวนี้ไว้ในมือ
ทันใดนั้นเขารู้สึกเจ็บปวดแปลบๆ ฝ่ามือที่กำสิ่งมีชีวิตชนิดนี้รู้สึกเจ็บ
เขาปล่อยสิ่งมีชีวิตชนิดนี้กลับไปในตู้ แล้วแบมือดู ฝ่ามือบวมกลายเป็นสีม่วงคล้ำ ถึงกับต้องพิษ
ลู่เซิ่งตะลึงงัน ปราณหยินหยางขวดสมบัติในปัจจุบันของเขาคือระดับอะไร พลังยุทธ์เก้าร้อยปี! ถึงกับต้องพิษได้หรือ พิษนี้ซึมเข้าไปถึงผิวหนัง
“ดีมาก เจ้าลำบากแล้ว ไปพักผ่อนก่อนเถอะ แต่อย่าเพิ่งไปไหนไกลๆ” ลู่เซิ่งสั่ง
จ้าวเจียวเจียวขานรับ ล่าถอยไป
เหลือเขายืนอยู่ในห้องหนังสือ เพ่งมองตู้เหล็กสีดำใบนั้นคนเดียว พิษบนมือเขาเนื่องจากไม่ได้สัมผัสกับต้นกำเนิดโดยตรง ไม่ทันไรก็จางหายไป
หลังสำรวจสักพัก ลู่เซิ่งก็หิ้วตู้เดินไปห้องโอสถด้านในพรรค
เจอบันทึกเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนี้ในห้องโอสถอย่างรวดเร็ว เป็นอย่างที่คาด สัตว์ชนิดนี้เป็นยาล้ำค่าชนิดหนึ่ง จ้าวเจียวเจียวจับมันมาไม่ได้เสียแรงเปล่า
เขาวางมันไว้ในกรงเหล็กสำหรับเลี้ยงโดยเฉพาะ แล้ววางยาพิเศษส่วนหนึ่งกับสุราร้อนแรง เพื่อทำให้มันคายคุณสมบัติที่มีอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ออกมาตามบันทึกในคัมภีร์
หลังจัดการเสร็จ ก็เอาไปอาบในน้ำยา
ตามบันทึกในคัมภีร์ มังกรสี่ตีนนี้ต้องกินดิบๆ ถึงจะรักษาสรรพคุณยาไว้ได้มากที่สุด
ลู่เซิ่งจับมังกรสี่ตีนที่จัดการเรียบร้อยแล้ว เข้าไปในห้องสงบใจ ประกาศปิดด่าน
ปัจจุบันขาดแค่ก้าวสุดท้ายก่อนเข้าประตู ปราณภายในหยินหยางอยู่ในสภาพที่ละเอียดอ่อนชนิดหนึ่ง สมดุลที่เปราะบางนี้คล้ายทำให้การลอกคราบในตัวเขาเร่งเร็วขึ้น
ปราณภายในจำนวนมากเหมือนกับวัสดุติดไฟ ลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง ปลดปล่อยพลังงาน ผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณสมบัติของร่างกาย แต่ว่าความเร็วในการเผาไหม้ผลักดันชนิดนี้ขาดอีกเล็กน้อย จึงจะไปถึงความเร็วที่สูงกว่าเดิม จนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณสมบัติ
พึ่บ
ปราณภายในไร้รูปร่างกลุ่มหนึ่งลุกไหม้กลางฝ่ามือลู่เซิ่ง
นี่เป็นแค่เปลวเพลิงไร้รูปร่างที่เขาเห็นคนเดียว ใช้ปราณภายในธาตุหยางของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานเผาไหม้แทนเปลวเพลิง
เขานั่งขัดสมาธิบนพื้นในห้องสงบใจ ชั่วขณะหนึ่งใคร่ครวญถึงเรื่องราวต่างๆ
‘ผู้คุมจัตุรัสแดงอาจจะสัมผัสได้แล้วก็ได้ เกิดนางต่อสู้กับศัตรูอย่างสมาคมหทัยร่อนเร่จบ สักวันก็จะมาหาเรื่องเรา ดังนั้นเราจำเป็นต้องเลื่อนระดับให้เร็วที่สุด จำเป็นต้องมีพลังที่แข็งแกร่งกว่านี้!’
ลู่เซิ่งมองหน้าต่างห้องสงบใจ ท่อนเหล็กปิดผนึกเหมือนกับราวลูกกรงจำนวนมาก มีแสงสว่างเจิดจ้าหลายสายสาดเข้ามา
ผนังสีดำ แสงสว่างสีขาว ลูกกรงเหล็กที่ตั้งตรงเป็นระเบียบ ด้านนอกที่เห็นจากตรงนี้คือชั้นเมฆในท้องฟ้าสีขาวราวหิมะ
บางครั้งเวลาเขาเหนื่อยล้าจริงๆ ก็จะมองภาพท้องฟ้าเพื่อผ่อนคลายจิตใจเช่นนี้
การเดินทางท่ามกลางตระกูลขุนนางและภูตผีปีศาจตามลำพัง ต่อให้ลู่เซิ่งชมชอบความตื่นเต้นแบบนี้โดยธรรมชาติ ก็ยังมีช่วงเวลาเหนื่อยล้าเสมอ
บางครั้งเขาจะนึกว่า ถ้าภูตผีปีศาจตระกูลุขนนางเหล่านั้นทราบว่าเขาเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง เพียงใช้มรรคายุทธ์ยกระดับขอบเขต ปะปนไปกับพวกเขา ไม่ทราบจะสร้างผลกระทบแบบไหน
‘อาจจะถูกขังเหมือนจ้าวเจียวเจียวก็ได้’ ลู่เซิ่งอดยิ้มไม่ได้
จ้าวเจียวเจียวถูกขังมาหลายสิบปี ถ้าไม่ใช่ตระกูลเจินเกิดความเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่ใช่ประมุขพรรคเช่นเขาอยู่ๆ ก็นึกอยากไปคุกใต้ดิน นางอาจถูกขังแบบนี้จนตายก็ได้
‘พูดให้ถูกต้องก็คือ จ้าวเจียวเจียวตอนนั้นมีความหวังในการเลื่อนจากระดับเอกะฟ้าสู่ระดับใหม่ น่าเสียดาย…เราไม่ใช่จ้าวเจียวเจียวคนที่สอง…’
ฟู่ว!
เปลวเพลิงไร้รูปร่างพลันขยายใหญ่ ลู่เซิ่งเปิดตู้เหล็กสีดำอย่างแผ่วเบา มังกรสี่ตีนหมอบอยู่ด้านในอย่างหวาดกลัว ไม่ขยับเขยื้อน
ลู่เซิ่งยื่นมือเข้าไปจับมัน แล้วยกมันมาตรงหน้า
ห่างกันไม่ถึงหนึ่งหมี่ กลิ่นประหลาดโชยออกมาจากตัวมังกรสี่ตีน เข้าสู่จมูกของเขา กลิ่่นนี้ฉุนจมูก เข้าสู่ช่วงปอดเหมือนพริกที่เผ็ดที่สุด
‘เริ่มกันเลย’
ลู่เซิ่งเงยหน้าขึ้น ยกมังกรสี่ตีนขึ้นไปด้วย
เขาจับมังกรสี่ตีนไว้กลางฝ่ามือ ก่อนบีบอย่างแรง เสียงฉูดเมื่อมันกลายเป็นเลือดเนื้อก้อนใหญ่ ของเหลวสีแดงย้อยผ่านร่องนิ้วตกใส่ปากของเขาที่อ้าไว้
เลือดจำนวนมากไหลเข้าสู่ปากลู่เซิ่งอย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิบนตัวเขาเริ่มทะยานขึ้น
……………………………………….
บทที่ 177
ความร้อนกระจายออกมาจากตัวลู่เซิ่ง
ผิวเขาเป็นสีแดง ปราณภายในในสภาพของเหลวจำนวนมากเริ่มหมุนวนในข่ายกระเรียนหยินอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าก่อนหน้าหลายเท่า หนำซ้ำพร้อมกับเวลาที่ผ่านไป ยังเร่งเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง
‘สำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ตรงนี้’
ลู่เซิ่งทราบแก่ใจว่าตอนนี้ยาสร้างผลลัพธ์แบบนี้แก่เขาได้ไม่มากแล้ว พร้อมกับจำนวนครั้งที่ใช้กับความแข็งแกร่งขึ้นของร่างกาย ขี้ผึ้งสุคนธ์ทองเริ่มกลายเป็นของบำรุงธรรมดา
ยาใดๆ จะมีผลมากที่สุดในการกินครั้งแรก
เขาข่มความรู้สึกร้อนเป็นไฟในร่างกาย แล้วยัดเลือดเนื้อเข้าไปในปาก กลืนลงไปทั้งตัว
ซู่…
ปราณภายในอันมหาศาลพุ่งออกมาจากรูขุมขนบนผิวหนัง ปราณหยินหยางขวดสมบัติที่เย็นเยียบ รวมถึงปราณภายในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่ร้อนดั่งไฟ กระจายออกมาอย่างช้าๆ ในห้องสงบใจด้วยสภาวะของตาข่ายโลหิต ปกคลุมช่องว่างทั้งหมดภายในห้อง
ลู่เซิ่งรู้สึกว่าพอเลือดเนื้อลงไปถึงลำคอ ก็เหมือนกับมีไฟกลุ่มหนึ่งเผาทรวงอกถึงกระเพาะ ไอความร้อนขนาดใหญ่มากมายแผ่กระจายอย่างบ้าคลั่งไปทั่วร่าง
ความรู้สึกลอกคราบในร่างกำลังเร่งความเร็วขึ้นทีละนิดๆ ไอความร้อนที่เกิดจากเลือดเนื้อของมังกรสี่ตีนเหมือนกับกำลังถูกย่อยเป็นปราณภายในอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เสริมวัฏจักรปราณภายในอันยิ่งใหญ่
ปราณภายในเข้มข้นและเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
ความหนาแน่นในห้องสงบใจยิ่งมายิ่งมาก ปราณภายในที่คุณสมบัติไม่เหมือนกันสองชนิดปะทะกัน พร้อมกับเวลาที่ผ่านไป ก็เริ่มปรากฏสีสันจางๆ ที่เล็กมากอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ปราณภายในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานเป็นสีแดงอ่อน
ปราณหยินหยางขวดสมบัติเป็นสีฟ้า
ตูม คล้ายมีอะไรระเบิด
ลู่เซิ่งเย็นไปทั่วร่าง ผ่านไปไม่นาน เขาก็รู้สึกถึงร่างที่ร้อนผ่าว
เดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อนอยู่เช่นนี้ สิ่งเจือปนสีดำเทาที่เล็กละเอียดค่อยๆ ซึมออกมาจากผิวหนังของเขา
ของเหลียวเหนียวหนืดสีเหลืองอ่อนส่วนหนึ่งถูกขับออกมาจากร่างกาย
‘เริ่มแล้ว…’ เขาตื่นเต้น หลับตาช้าๆ ทำให้จิตใจและร่างกายปลอดโปร่ง ปล่อยทุกสิ่งให้แก่ความรู้สึกลอกคราบอันบริสุทธิ์จัดการ
ลู่เซิ่งไม่รู้ว่ารอบนี้จะกินเวลานานเท่าไหร่ แต่เขารู้ว่า การปิดด่านในครั้งนี้จะเป็นโอกาสในการก้าวสู่ระดับใหม่อย่างแท้จริงตั้งแต่เขาฝึกวรยุทธ์
…
พริบตาเดียวเทศกาลเก้ากลีบก็มาถึง
แดนเหนือเจอภัยแล้งมาหนึ่งปี ในที่สุดก็ผ่านพ้นช่วงเวลาลำบากได้ คหบดีในชนบท เจ้าของที่ดิน เจ้าของที่นา คนทำกิจการ เริ่มมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ฉวยโอกาสที่เป็นเทศกาลเก้ากลีบ เริ่มตั้งร้านค้าและจัดกิจกรรมพวกส่งเสริมการขาย
เป็นเพราะการสะกดของลู่เซิ่ง พื้นที่ส่วนใหญ่ในแดนเหนือไม่มีภูตผีอาละวาด ที่โผล่มาเป็นครั้งคราวก็จะมียอดฝีมือไปจัดการทันที
หลังไม่ได้พบความสงบสุขมานาน สิ่งที่ตามมาคือชาวนา ชาวประมงและนายพรานกลับมาทำงานอีกครั้ง นายพรานล่าสัตว์ที่เป็นอันตรายดุร้าย ปกป้องความปลอดภัยของป่าเขารอบๆ
ชาวนาทำไร่ไถนา ชาวประมงจับปลา หยุดความรุนแรงของภัยแล้งไว้ชั่วคราว
เป็นเพราะเป้าหมายไล่ล่าของผู้คุมจัตุรัสแดงเป็นระดับยอดฝีมือทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับคนธรรมดา ดังนั้นจึงไม่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วไป บวกกับช่วงนี้นางไปล่าที่เขตอื่น เมืองใหญ่ๆ จึงค่อยๆ สงบสุขอีกครั้ง
พลพรรควาฬแดงจัดเทศกาลเก้ากลีบกันเอง พวกผู้อาวุโสกับผู้จัดการภารกิจภายในไม่ได้ห้ามปราม กลับถือโอกาสเข้าร่วมสนุก
นอกจากเรือวาฬแดง สาขาย่อยในท้องที่ต่างๆ ก็พากันทำตาม แขวนมาลัยดอกเก้ากลีบสีชมพูไว้ที่สองข้างของประตูใหญ่
ยังเชิญอาจารย์สอนนักศึกษาในสถาบันการศึกษามาเขียนกลอนคู่กับวันเทศกาล
เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ให้อวี้เหลียนจื่อกับผู้จัดการภารกิจภายในคนอื่นๆ ปรึกษากันจัดการ ทว่าครั้งนี้เพราะเป็นเทศกาลใหญ่ครั้งแรกหลังภัยแล้ง ทั่วทั้งพรรคต่างส่งเสียงเรียกร้อง หวังว่าลู่เซิ่งจะโผล่มาดำเนินงานฉลอง
เพราะกระแสเรียกร้อง อวี้เหลียนจื่อได้แต่ไปยังเรือวาฬแดง ทดลองแจ้งลู่เซิ่งดู
“ประมุขพรรคยังปิดด่านอยู่หรือ” อวี้เหลียนจื่อยืนอยู่ด้านในลานนอกห้องสงบใจ ได้ยินคำตอบขององครักษ์ใกล้ชิดที่เฝ้าอยู่ ก็เผยสีหน้าจนใจ
“ขอรับ จนถึงวันนี้ก็ปิดด่านมาหลายวันแล้ว” องครักษ์ใกล้ชิดตอบอย่างเคารพ
“หมายความว่างานเทศกาลก็โผล่หน้ามาคุมงานไม่ได้หรือ” อวี้เหลียนจื่อเสียดายอยู่บ้าง
“เอ่อ…ประมุขพรรคสั่งว่า ช่วงปิดด่านห้ามให้ใครรบกวน” องครักษ์ใกล้ชิดตอบอย่างระวัง
“อวี้เหลียนจื่อหรือ” ทันใดนั้นในห้องสงบใจพลันแว่วเสียงทุ้มต่ำที่ชัดเจนดังมา
“ขอรับ” อวี้เหลียนจื่อฮึกเหิม รีบก้มหน้ากล่าวด้วยความเคารพ
“กิจกรรมฉลองเจ้าจัดการได้เต็มที่ ไม่ต้องมาถามข้า ข้ายังคุมงานไม่ได้” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ
อวี้เหลียนจื่อรีบก้มหัวขานรับ
“อย่างนั้น อวี้เหลียนจื่อขอลา” เขาหมุนตัวกำลังจะจากไป
“รอเดี๋ยว! ลู่เซิ่งเรียกเขา “วันนี้เป็นเทศกาลเก้ากลีบหรือ”
คำถามนี้แปลกประหลาด แต่อวี้เหลียนจื่อยังตอบอย่างว่าง่าย
“ขอรับ”
“ดอกเก้ากลีบบานวันนี้หรือ” ลู่เซิ่งถาม
“หากกล่าวให้ถูกต้อง เป็นวันพรุ่งนี้ ปกติดอกเก้ากลีบจะบานวันที่สองของเทศกาลเก้ากลีบ พรุ่งนี้จึงเป็นเวลาที่ดอกบานงดงามที่สุด” อวี้เหลียนจื่อตอบ
ลู่เซิ่งเงียบเล็กน้อย
“ดี ข้ารู้แล้ว ท่านไปเถอะ”
อวี้เหลียนจื่อเกิดความสงสัย ล่าถอยไป
ในห้องสงบใจ ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิบนเบาะกลม ควันหนาฟุ้งไปทั่วห้อง ควันสีขาวเทาจับกลุ่มปกคลุมห้องสงบใจ ครอบคลุมร่างเขาเอาไว้
‘เทศกาลเก้ากลีบ…เป็นเวลาที่คนของสมาคมหทัยร่อนเร่จะลงมือ’ เขาปิดด่านมาหลายวัน การเคลื่อนไหวด้านนอกมีสตรีกางร่มกับองครักษ์ใกล้ชิดในพรรครายงานมาโดยตลอด
เขายื่นมือไปลูบจดหมายสีดำฉบับหนึ่งที่วางอยู่บนพื้นเบื้องหน้า
เนื้อหาในจดหมายเขารับทราบแล้ว เป็นสมาคมหทัยร่อนเร่ที่ลึกลับไม่อาจหยั่งคาดนั่นส่งมา ส่งถึงห้องหนังสือประมุขพรรคของเรือวาฬแดง หลังองครักษ์ใกล้ชิดพบก็ส่งมาถึงห้องสงบใจ
เขาอ่านเนื้อหาด้านในแล้ว มีแค่ที่อยู่กับเวลา เวลานี้คือพรุ่งนี้พอดี
ลู่เซิ่งรู้ว่าพวกเขาตั้งใจทำอะไร นี่เป็นจดหมายที่จำเป็นต้องให้เขาร่วมมือ ที่อยู่และเวลาคือการแจ้งฆ่าผู้คุมจัตุรัสแดง
จากข่าวที่สตรีกางร่มส่งมา หลายวันมานี้ผู้คุมจัตุรัสแดงกับนางมุ่งหน้าไปยังทางตะวันออก จากนั้นก็ลัดเลาะสายน้ำบนที่ราบน้ำแข็งลงไป ออกห่างจากเมืองเลียบคีรี เข้าใกล้จงหยวนที่อบอุ่นกว่า
แต่ระยะห่างแค่นี้ สำหรับยอดฝีมือระดับพวกเขา เป็นระยะทางไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น
‘เปิดเผยตรงไปตรงมาแบบนี้ ดูเหมือนพรุ่งนี้จะเกิดศึกใหญ่จริงๆ’ เปลือกนอกเขาไม่ต่างจากยามปกติ แต่ว่าเทียบกับก่อนหน้า มีความเยือกเย็นสงบนิ่งเพิ่มมา ในด้านการซ่อนลมปราณ แม้แต่ร่องรอยการฝึกวรยุทธ์ก็หายไป ดูเหมือนจะไม่ต่างจากคุณชายที่โรคร้ายเพิ่งทุเลา
‘ถ้างั้นเราก็ควรเริ่มแผนการของตัวเองได้แล้ว…ปราณหยินยังมีราวสี่สิบหน่วย’
เขาเว้นเล็กน้อย
‘ดีปบลู’
ลู่เซิ่งคิดเงียบๆ กรอบสีน้ำเงินค่อยๆ ปรากฏขึ้น ลอยอยู่ด้านหน้าเขา
‘วิถีหยางโชติช่วง…บางทีอาจเรียนรู้เพิ่มได้หนึ่งระดับ…’
…
ช่องแคบขนาดมหึมากึ่งเปิดกึ่งปิดเหมือนกับดวงตาตั้งตรงคู่หนึ่ง ผาหินสองฟากข้างสูงหลายร้อยหมี่ เย็นเยียบลาดชัน
แสงอาทิตย์สีขาวสาดลง เห็นหน้าผาหินสีดำหยาบกระด้างได้ชัดกว่าเดิม
ด้านล่างหน้าผาหิน สายน้ำกระจ่างใสเหมือนกับแถบผ้า ทะลุผ่านหน้าผาและช่องแคบที่กว้างใหญ่อย่างสงบเงียบ
ผิวน้ำเรียบนิ่ง เป็นสีเขียวอ่อนดุจคันฉ่อง ไหลลดคดเคี้ยวมาจากที่ไกล ทอดไปยังที่ราบไม่มีชื่อซึ่งอยู่ห่างออกไป
ตอนนี้เรือมีหลังคาลำน้อยค่อยๆ แล่นมาบนแม่น้ำ คนสองคนบนเรือหนึ่งนั่งหนึ่งยืน เป็นสตรีสองคน
สตรีที่ยืนมีผมสั้นสีขาว กล้ามเนื้อสมส่วนกำยำ แขนขายาวทรงพลัง เหมือนกับเสือดาวที่เตรียมออกล่า แฝงพลังระเบิดอันกล้าแข็ง
สตรีที่นั่งนุ่มนวลงดงาม หมุนร่มกระดาษสีแดงชาดในมือ ขาเปลือยสองข้างอยู่ในน้ำ ตีน้ำเล่นจนเกิดละอองน้ำสีขาว
ฟู่…
ลมเอื่อยพัดมา ต้นไม้บนสองฝั่งสั่นไหว กลีบดอกเก้ากลีบเล็กๆ ถูดลมพัดตกลงในแม่น้ำ เหมือนกับฝนสีชมพู
“ท่านพี่…อยากจะอยู่…แบบนี้ตลอดไป…” สตรีกางร่มยื่นมือไปรับกลีบดอกกลีบหนึ่งที่ลอยมา บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอ่อนหวาน
“ถ้าเจ้าชอบ ข้าจะให้คนปลูกดอกเก้ากลีบทั่วทั้งจัตุรัสแดง” ผู้คุมจัตุรัสแดงตอบอย่างอ่อนโยน “เพียงแต่วันเวลาแบบนี้ ไม่รู้ว่าจะสามารถ…”
ทันใดนั้นเสียงนางขาดหายไป สองตาดุร้าย มองไปยังผิวแม่น้ำด้านหน้า
ในแม่น้ำที่กระจ่างใสด้านหน้า ไม่รู้ว่ามีหัวคนโผล่ขึ้นมาตอนไหน
หัวคนประหลาดที่มีดวงตาข้างเดียว
“คราก่อนปล่อยให้เจ้าหนีไปได้ ครั้งนี้ ข้าจะไม่ประมาทอีกแล้ว” ตัวประหลาดค่อยๆ โผล่พ้นผิวน้ำ ด้านล่างศีรษะมนุษย์ตาเดียวของเขาเป็นร่างกายสีดำอมเทาขนาดใหญ่โต
ผู้คุมจัตุรัสแดงเอียงศีรษะน้อยๆ กวาดตามองซ้ายขวาพร้อมกัน
ในแม่น้ำรอบข้าง มีหัวคนตาเดียวที่เหมือนกันอีกสองข้างปรากฏขึ้น เพียงแต่เล็กกว่าตัวที่อยู่ตรงหน้า
จากนั้นด้านหลังเป็นสตรีอาภรณ์ขาวที่นั่งขัดสมาธิบนผิวน้ำ เพียงแต่ว่านางสวมหน้ากากสีดำ มองไม่เห็นหน้าตา
“พวกเจ้าหาข้าเจอได้อย่างไร” ผู้คุมจัตุรัสแดงมีสีหน้าเคร่งเครียด
“เจ้าไม่ต้องสนใจหรอกว่าพวกเราเจอเจ้าได้อย่างไร มอบชิ้นส่วนภัยพิบัติมังกรสีชาดมา ควักตาตัวเองออกมาด้วย แล้วข้าจะให้เจ้าจากไป” ยักษ์ตาเดียวเบื้องหน้าเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
“เจ้าว่าเป็นไปได้หรือ” ผู้คุมจัตุรัสแดงทำหน้าเย้ยหยัน “สมาคมหทัยร่อนเร่ส่งพวกเจ้ามาสี่คนแค่นี้หรือ”
“เป็นไร พวกเราสี่คนยังไม่พอจะหยุดเจ้าหรือ” ยักษ์ตาเดียวยกกระบองเขี้ยวหมาป่าขึ้น กระบองเขี้ยวหมาป่าใหญ่มาก แค่ความกว้างก็เท่ากับขนาดตัวของผู้คุมจัตุรัสแดงแล้ว
“คิดจะหยุดข้าหรือ” ผู้คุมจัตุรัสแดงยื่นฝ่ามือขวาออกมา กลางฝ่ามือปรากฏคมดาบเรียวยาวกึ่งโปร่งแสงขึ้น
“ไปคิดดีกว่าว่าตัวเองจะรอดได้อย่างไร”
ตูม!
ทั้งสองคนลงมือพร้อมกัน คลื่นน้ำขนาดใหญ่ระเบิดขึ้น เงาร่างสองเงาปะทะกันกลางละอองน้ำ
ตูม!
ดาบยาวกึ่งโปร่งแสงสาดประกายสามครั้ง ปลดปล่อยความร้อนไร้รูปร่างขนาดใหญ่สายหนึ่งใส่กระบองเขี้ยวหมาป่าอย่างแม่นยำ
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
เสียงดังติดต่อกันสามครั้ง ยักษ์ตาเดียวตวาด ออกแรงสะบัด แรงอันมหาศาลฟาดผู้คุมจัตุรัสแดงออกไป แต่กระบองเขี้ยวหมาป่าของเขาส่งเสียงแกร่ก ท่อนบนหัก ถูกฟันทำลายไปในการปะทะกันเพียงครั้งเดียว
ยักษ์ตาเดียวอีกสามตนล้อมเข้าไป พวกเขาดูเหมือนร่างกายมโหฬาร ยามเคลื่อนไหวกับเร็วอย่างน่าประหลาด กระบองเขี้ยวหมาป่าเกิดเกิดเสียงแหวกลม หวดผ่านข้างตัวผู้คุมจัตุรัสแดงติดต่อกัน
คลื่นลมอันรุนแรงที่เกิดจากอาวุธ ระเบิดผิวน้ำที่เรียบนิ่งในตอนแรกจนเกิดละอองน้ำสาดกระเซ็น ทั้งสามคนคล้ายจับกลุ่มเป็นค่ายกลประหลาด ห้อมล้อมผู้คุมจัตุรัสกับสตรีกางร่มไว้ตรงกลาง เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง พร้อมพุ่งเข้าไปขัดขวางการฝ่าวงล้อมของผู้คุมจัตุรัสแดงตลอดเวลา
สตรีกางร่มมองดูอย่างกระวนกระวายอยู่ด้านข้าง แต่ก็สอดมือไม่ได้ สี่คนที่เข้าร่วมการต่อสู้ ที่อ่อนแอสุดมีพลังระดับสูงสุดขั้นสัตตะลักษณ์ นางเข้าไปยังทำลายแม้แต่เยื่อดำไม่ได้ นอกจากจะถ่วงแข้งถ่วงขา ก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ
……………………………………….
บทที่ 178
ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนหน้าผา
ผมยาวของเขาถูกลมพัดกระพือ
ดาบคู่ปักซ้อนกันอยู่ทางด้านขวา รอบๆ นอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครอีก
ด้านล่างเป็นแม่น้ำในช่องแคบ เงาคนหลายสายต่อสู้กันอย่างบ้าคลั่ง เสียงอาวุธกระทบกันกับเสียงตะโกนอันกึกก้องดังมาแต่ไกล
ลู่เซิ่งรู้ว่าสมาคมหทัยร่อนเร่กำลังกลุ้มรุมผู้คุมจัตุรัสแดง แต่ดูเหมือนเฉาหู่รองประมุขสมาคมหทัยร่อนเร่คล้ายเอาไม่อยู่ เพียงแค่ปะทะซึ่งหน้าไม่กี่ครั้ง ก็ถูกผู้คุมจัตุรัสแดงสะกดอย่างรวดเร็ว
ดาบที่มีชิ้นส่วนเปล่งประกายสีแดงเล่มนั้นเหมือนกับมีอานุภาพน่าสะพรึง ทุกๆ ครั้งที่ฟาดฟันใส่ ยักษ์ตาเดียวจำเป็นต้องหลบหลีกอย่างหวาดหวั่น ไม่กล้าต้านรับตรงๆ
พร้อมกับเวลาที่ผ่านไป คนของสมาคมหทัยร่อนเร่ค่อยๆ ลดลงทีละคนๆ สุดท้ายเหลือแค่เฉาหู่สู้กับผู้คุมจัตุรัสแดงตามลำพัง
ทั้งสองสู้รบกันด้วยพลังแทบทั้งหมด แรงและความเร็วของผู้คุมจัตุรัสแดงน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ทว่ายังด้อยกว่าเฉาหู่หลายเท่า ถ้าไม่ใช่ดาบในมือขวาเล่มนั้น นางคงชิงความได้เปรียบไม่ได้
ส่วนยักษ์ตาเดียวเฉาหู่ตอนนี้กระบองเขี้ยวหมาป่าเสียหาย เริ่มบ้าคลั่ง ดวงตาข้างเดียวยิงลำแสงสีทองอ่อนหลายสายออกมาตลอดเวลา กดดันให้ผู้คุมจัตุรัสแดงหลบหลีก
ลู่เซิ่งสังเกตเห็นว่าบางครั้งผู้คุมจัตุรัสแดงจะกุมหน้าอก คล้ายกับตรงนั้นเจ็บปวดมาก
‘ดูเหมือนจะคาดหวังในตัวสมาคมหทัยร่อนเร่ไม่ได้… ศัตรูที่ลอบทำร้ายไปแล้วก็ยังจัดการไม่ไหว เป็นแค่มารปีศาจไม่มีหัวคิดเท่านั้นเอง’ ลู่เซิ่งใจเย็น ไม่ได้ประหลาดใจเพราะผลลัพธ์ในตอนนี้
สำหรับเขา ไม่ว่าผู้คุมจัตุรัสแดงจะชนะหรือแพ้ นางก็ไม่อาจรอดไปจากที่นี่
ตูม!
ในตอนนี้เอง เสียงระเบิดกัมปนาทสั่นสะเทือนแก้วหูดังมาจากด้านล่างอีกครั้ง
น้ำในแม่น้ำถูกแรงระเบิดลอยขึ้นแล้วตกลงเหมือนกับห่าฝน
ผู้คุมจัตุรัสแดงทรวงอกกระเพื่อมอย่างแรง ดาบยาวในมือต้านรับเส้นแสงสีทองอ่อนสายหนึ่งที่อีกฝ่ายยิงมาอย่างหักโหม
นั่นเป็นสิ่งที่ตาของเฉาหู่ยิงออกมา เส้นแสงสีทองอ่อนชนิดนี้ยิงกวาดไปทั่วแม่น้ำ น้ำพลันระเหยหาย เฉียดใส่หินบนฝั่ง ก้อนหินพลันมลาย เหมือนกับถูกคมอาวุธที่คมกริบแบ่งจากหนึ่งเป็นสอง
แต่ว่าครั้งนี้ต่างออกไป ลำแสงในครั้งนี้ต่อเนื่องไม่ขาดสาย ถูกยิงออกจากตาติดต่อกัน
เฉาหู่ทางหนึ่งยิงแสงสีทอง ทางหนึ่งเดินเข้าใกล้นางก้าวหนึ่ง
“เจ้าหมดโอกาสแล้ว!” เขาคาดการณ์ถึงผลลัพธ์ในตอนนี้เอาไว้แล้ว แสงสีทองนี้มีชื่อว่าแสงเนตรปีศาจ เป็นความสามารถที่เขามีตั้งแต่เกิด ผ่านการฝึกฝนมาหลายปี อานุภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นพลังพิสดารสายหนึ่ง
“ถึงกับกดดันให้ข้าใช้แสงเนตรปีศาจได้!” แสงนี้หากใช้มากจะลดอายุขัย ดังนั้นถ้าไม่ถึงที่สุด เขาก็จะไม่ใช้ง่ายๆ
กลับนึกไม่ถึงว่ารอบนี้ มากลุ้มรุมอสรพิษดำทั่วไปที่ก่อนหน้านี้ยังห่างชั้นกับตนเองมาก ปัจจุบันมีแววก้าวสู่สามขั้นบนแล้ว
“แค่ปีศาจเสือ ถึงกับกดดันข้าถึงขั้นนี้ได้…” เฉาหู่เหยียบย่ำผิวน้ำ กดดันผู้คุมจัตุรัสแดง
แสงสีทองเข้มข้นและแยงตาขึ้นเรื่อยๆ
ผู้คุมจัตุรัสแดงจัตุรัสกัดฟันฝืนทน ชิ้นส่วนภัยพิบัติมังกรสีชาดบนด้ามดาบสาดแสงสีแดงพร้อมที่จะต้านทานแสงสีทอง
ดวงตานางเป็นประกายสีแดง ร่างกายแทบถึงขีดจำกัด กล้ามเนื้อทุกชุ่น กำลังทุกส่วนในตัว ถูกบีบอัดไปอยู่บนด้ามดาบตรงหน้า ป้องกันแสงสีทองไว้
“ท่านพี่…” ด้านหลังแว่วเสียงอ่อนแอของสตรีกางร่ม
“ข้าไม่มีทางแพ้” ผู้คุมจัตุรัสแดงตาเป็นประกาย ตะโกนออกมา “ไม่มีทาง!”
“เงาลวงเปลี่ยนวิญญาณ!” มือขวาของนางและดาบพลันเปลี่ยนเป็นภาพลวงตา กลายเป็นกึ่งโปร่งแสง
มือและดาบหลังเปลี่ยนเป็นภาพลวงตาก็ทะลุแสงสีทองไปพร้อมกัน ฟันใส่ศีรษะของเฉาหู่อย่างรุนแรง
ดาบนี้เร็วเกินไป ทำให้เฉาหู่ตอบสนองไม่ทัน โซเซพร้อมร้องโหยหวน ถอยหลังตกลงไปในน้ำ
ผุ้คุมจัตุรัสแดงส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดเช่นกัน หลังเปลี่ยนเป็นวิญญาณลวง ไม่มีกายแท้จริง ย่อมไม่อาจต้านแสงสีทอง ดังนั้นทรวงอกของนางถูกแสงสีทองเจาะเป็นรูใหญ่
“ฮ่า…ฮ่าๆๆ! ตาย!” ผู้คุมจัตุรัสแดงเหมือนกับไม่ใส่ใจรูใหญ่ตรงทรวงอกแม้แต่น้อย โผทะยานพุ่งเข้าใส่เฉาหู่ในแม่น้ำ
นัยน์ตาของเฉาหู่ถูกดาบฟัน ตอนนี้เลือดไหลหลั่ง ร้องครางอย่างเจ็บปวดรวดร้าว เมื่อรู้สึกได้ว่าผู้คุมจัตุรัสแดงพุ่งเข้ามา เขาก็กระตุ้นพลังทั้งหมด ต่อยหมัดใส่อีกฝ่าย
มาถึงขั้นนี้ ไม่มีกระบวนท่าอะไรอีกแล้ว เป็นการฆ่าฟันด้วยพละกำลังและความเร็วอันดิบเถื่อน
พวกเขาไม่ใช่มนุษย์ที่มีวรยุทธ์กระบวนท่าหลากหลาย สิ่งที่พวกเขาประชันกันเป็นแค่พละกำลัง ความเร็ว การป้องกัน รวมถึงทักษะต่อสู้พื้นฐาน พวกเขามีทักษะการต่อสู้มากมาย
เงาลวงเปลี่ยนวิญญาณเป็นวิชาลับพลังพิสดารโดยกำเนิดของผู้คุมจัตุรัสแดง เหมือนกับประกายเนตรปีศาจของเฉาหู่ มารปีศาจแต่ละตนจะมีพลังพิสดารโดยกำเนิดอย่างหนึ่ง
พลังประหลาดเหล่านี้สามารถทำให้พวกเขาค่อยๆ เปลี่ยนแปลง แข็งแกร่งขึ้น พัฒนาขึ้น ถึงขั้นสร้างการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติผ่านการฝึกฝนเคล็ดวิชาลับที่แตกต่างได้
นี่เป็นประโยชน์ในวิชาของพวกมารปีศาจ
ถึงแม้ผู้คุมจัตุรัสแดงจะมีพรสวรรค์น่าทึ่ง ทว่าเคล็ดวิชาลับที่ฝึกฝนมากลับธรรมดา ดังนั้นจึงปรารถนาเคล็ดวิชาลับในระดับที่สูงกว่า
เฉาหู่ไม่มีปัญหาด้านนี้ อานุภาพแสงเนตรปีศาจแข็งแกร่ง ฝึกฝนจนได้มาจากเคล็ดวิชา ถ้าไม่ใช่เพราะชิ้นส่วนภัยพิบัติมังกรสีชาด จุดจบของศึกในครั้งนี้จะเป็นฉบับเดียวกันกับครั้งก่อน ผุ้คุมตรอกจัตุรัสแดง นอกจากหนีอย่างทุลักทุเล ก็ไม่มีวิธีอื่นอีก
หยดน้ำฝนไม่ทราบว่าเริ่มโปรยปรายตอนไหน ยิ่งมายิ่งหนัก ค่อยๆ กลายเป็นฝนตกกระหน่ำ
ไม่รู้ว่าสู้กันนานเท่าไหร่
บนฝั่งแม่น้ำ ผู้คุมจัตุรัสแดงถอนดาบออกจากร่างขนาดใหญ่ของเฉาหู่ ทรวงอกและคอของนางโดนเฉือนเป็นแผลขนาดใหญ่เช่นกัน
เลือดเนื้อของนางกำลังจะสมานตัวด้วยความเร็วสูง แต่ถูกแสงสีทองอ่อนๆ ชั้นหนึ่งกันไว้ ไม่อาจกำจัดทิ้งได้
แฮ่ก…แฮ่ก…แฮ่ก…
ผู้คุมจัตุรัสแดงหอบหายใจอย่างรุนแรง ทรุดเข่าลงกับพื้น น้ำฝนไหลจากบนตัวและบนใบหน้า
นางพลันนึกอะไรได้ หันกลับไปมองหารอบๆ
“อิงอิง! อิงอิง!”
นางลุกพรวดขึ้น โซซัดโซเซพุ่งไปหาสตรีกางร่มบนชายฝั่งแม่น้ำที่อยู่ไกลออกไป อิงอิงเหมือนบาดเจ็บสาหัสเพราะลูกหลงจากการต่อสู้
“อิงอิง เจ้าเป็นอะไรไป?!” ผู้คุมจัตุรัสแดงรีบโอบสตรีกางร่มด้วยมือข้างหนึ่ง
สวบ!
ทันใดนั้นคมดาบที่เปื้อนเลือดก็แทงท้องน้อยของผุ้คุมจัตุรัสแดง
ผู้คุมจัตุรัสแดงพลันชะงัก คลายอิงอิงในอ้อมอกออก ก้มหน้ามองท้องน้อยของตนเองอย่างตะลึงงัน
เลือดเนื้อตรงนั้นกำลังฝ่อลีบด้วยความเร็วสูง
“เจ้า…!” นางดวงตาไร้ประกาย ซวนเซถอยหลังไปหลายก้าว “อิงอิง…”
“ท่านพี่…”
สตรีกางร่มร้องไห้อย่างเจ็บปวด ในดวงตาเป็นสีฟ้าของข่ายกระเรียนหยินรางๆ มีดสั้นที่ทาผงหยกประกบสั่นไหว นางคิดจะโยนทิ้ง แต่ว่าแรงอีกสายในร่างกายบังคับให้นางกำแน่น
นางลุกขึ้น เดินเข้าหาผู้คุมจัตุรัสแดงทีละก้าวๆ
สวบ!
มีดที่สอง ครั้งนี้แทงใส่ไหลซ้ายของผู้คุมจัตุรัสแดงอย่างแรง
เดิมทีเล็งที่ศีรษะ แต่สตรีกางร่มส่ายหน้าสุดชีวิต ใช้กำลังของตนทั้งหมดขัดขืน จึงค่อยเบี่ยงทิศทางได้
มีดเสียบลึกเข้าไปในร่าง
อ๊าก!
ผุ้คุมจัตุรัสแดงเงยหน้ากู่ร้อง ผมสั้นที่ตอนแรกสีขาว กลายเป็นสีแดงดั่งย้อมด้วยเลือด ด้วยความเร็วสูง
พลังสะท้อนอันมหาศาลดีดอิงอิงถอยหลังไป ล้มลงกับพื้น
ฝนตกหนักกว่าเดิม
เงาคนสายหนึ่งโผล่ขึ้นด้านหลังนางอย่างเงียบเชียบ เป็นลู่เซิ่งที่รอมานานแล้ว
เขากำดาบคู่ กลิ่นอายไม่ต่างอะไรกับก้อนหินก้อนหนึ่ง ยืนอยู่ด้านหลังผู้คุมจัตุรัสแดง แต่ไม่ถูกพบ
‘พอประมาณแล้ว…’ ลู่เซิ่งยกดาบขึ้นช้าๆ
ควับ!
ดาบคู่ที่คมกริบฟันใส่หลังผู้คุมจัตุรัสแดง
เคร้ง!
ในตอนนี้เอง เงาคนพร่ามัวสายหนึ่งโผล่ขึ้นตรงหน้าลู่เซิ่งอย่างกะทันหัน ต้านรับดาบคู่อย่างหักโหม
“เย่หลิงม่อหรือ” ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว
ฟุ่บ
เย่หลิงม่อถอยหลังไปหลายก้าว รู้สึกได้ว่ามีพละกำลังที่ยิ่งใหญ่จนยากจินตนาการกระเพื่อมออกมา ใบหน้าเขาฉายแววเหลือเชื่อ
“เจ้า!?” เขาอึ้ง นึกไม่ถึงว่าผู้ที่โผล่มาในตอนนี้จะเป็นลู่เซิ่ง
หัวหน้าพรรคที่เป็นมนุษย์ธรรมดาผู้นี้กล้าถือดาบลอบลงมือกับยอดฝีมือระดับประมุขจวนระดับอสรพิษ?!
ผู้คุมจัตุรัสแดงตอนนี้ค่อยรู้สึกถึงความผิดปกติ รีบหมุนตัวมา พอเห็นลู่เซิ่งที่อยู่ด้านหลัง กลับไม่มีสีหน้าประหลาดใจ นางในตอนนี้จมดิ่งอยู่ในความเจ็บปวดที่ถูกคนที่ตนรักทำร้าย
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะมาด้วย” ลู่เซิ่งมองเย่หลิงม่ออย่างค่อนข้างประหลาดใจ
“ทำไมข้าจะมาไม่ได้ นึกไม่ถึงว่าทุกอย่างจะเป็นแผนการของเจ้า ผู้ประกอบพิธีก็เป็นเจ้าสังหารกระมัง ยังมีฑูตเขตแดนอีก ก็เจ้าเหมือนกัน” เย่หลิงม่อเอ่ยเสียงเย็น “ยังมีสตรีกางร่ม ก็เป็นฝีมือของเจ้าหรือ”
“…ใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แล้วอย่างไร” ลู่เซิ่งย่างสามขุมเข้าใส่ “เจ้านึกว่าพวกเจ้าจะรอดจากที่นี่ไปได้หรือ”
“อาศัยเจ้าหรือ” เย่หลิงม่อหัวเราะเย็นชา
“ใช่แล้ว…อาศัยข้า”
ฟุ่บ!
เย่หลิงม่อพริบตาเดียวโผล่ขึ้นด้านหน้าของลู่เซิ่ง กรงเล็บแหลมคมคว้าใส่ศีรษะเขา
ในตอนที่มือของเขาใกล้จะแตะศีรษะของลู่เซิ่ง
ตูม!
เพลิงผลาญไร้รูปร่างสายหนึ่งระเบิดออกกลางอากาศ หยุดกรงเล็บไว้ในพริบตา
“การดิ้นรนไร้ความหมาย” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น
ควันขาวจำนวนมากกระจาย
เสียงหมับดังขึ้น เมื่อในหมอกควันมีแขนที่เหมือนสวมเกราะอ่อนข้างหนึ่งยื่นออกมาคว้ามือของเย่หลิงม่อไว้อย่างมั่นคง
“การโจมตีเบาๆ แบบนี้ จะฆ่าผู้ใดได้ ตัวเจ้าเองหรือ”
ลู่เซิ่งจับเย่หลิงม่อขึ้นฟาดกับพื้นด้วยมือเดียว
เปรี้ยง!
รอยแตกขนาดใหญ่ขยายไปรอบๆ ฝั่ง พริบตาเดียวบนพื้นเกิดหลุมลึกหลายหมี่
หมอกควันสลายหาย ผู้คุมจัตุรัสแดงค่อยเห็นใบหน้าในตอนนี้ของลู่เซิ่งชัดเจน
เดิมทีเป็นเพียงเขาในร่างคนธรรมดา ตอนนี้กลายเป็นสัตว์ประหลาดขนาดสองหมี่กว่าๆ เกราะเหมือนกระจกหนาชั้นหนึ่งห่อหุ้มทั่วร่าง
เขาวัว กรงเล็บ ยังมีหางที่หยาบใหญ่ด้านหลัง สะบัดคล่องแคล่วเหมือนกับแส้
สัตว์ประหลาดร่างคนสีดำเขียวตนนี้เหมือนกับมีเกราะอ่อนหนาคล้ายโลหะชั้นหนึ่งคลุมอยู่ทั่วทั้งร่าง บ่า ศอก และหลังของมันมีหนามสีดำคมกริบ ดุร้ายหมายขวัญ
ร่างกายสมส่วนโค้งเพรียว ให้ความรู้สึกไม่มีส่วนเกินแม้แต่น้อย
เขายืนอยู่ตรงนั้น ทั่วทั้งร่างแสดงความสงบ สง่างาม ดุร้าย
“ฆ่ามัน!” เย่หลิงม่อหน้าเต็มไปด้วยเลือดกระโดดขึ้น พุ่งเข้าใส่ลู่เซิ่ง
ผู้คุมจัตุรัสแดงสายตาเย็นเยียบ โถมตัวใส่ลู่เซิ่งดุจสายฟ้าแลบ
ตูมๆๆ!
ทั้งสองคนผนึกกำลังโจมตีลู่เซิ่งเหมือนกับห่าฝนพายุคลั่ง ทว่าอีกฝ่ายก็ป้องกันได้อย่างแม่นยำ
ตูม!
ผู้คุมจัตุรัสแดงถูกดาบฟาดใส่ศีรษะ กระเด็นออกไปไกล
เย่หลิงม่อป้องกันดาบของลู่เซิ่งสุดกำลังอยู่กลางอากาศ
เคร้ง!
ดาบฟันขวางออกมาดุจด้ายสีเงิน กรงเล็บสองข้างของเขาพลันแตกออก เกือบจะถูกบั่นเอว พุ่งตกลงไปในน้ำ
คลื่นยักษ์กระจาย
……………………………………….
บทที่ 179
“คนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้แต่เยื่อดำก็ถูกทำลาย คนหนึ่งก็อ่อนแอไม่เหมือนระดับอสรพิษ อาศัยพวกเจ้าสองคน จะเอาอะไรมาต้านข้า”
ลู่เซิ่งเยื้องย่างเข้าหาเย่หลิงม่อในน้ำ
เสียงซ่าดังขึ้น ละอองน้ำสาดกระเซ็น เย่หลิงม่อกระโจนออกมา อาศัยคลื่นน้ำอำพรางตัว ร่างของเขาหดกลายเป็นกลุ่ม พุ่งเข้าใส่ลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งกำดาบด้วยมือเดียว แล้วฟันขวางออกไป
ดาบนี้ฟันละอองน้ำด้านหน้าทั้งหมดออกไป เย่หลิงม่อกลับเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว หลบดาบที่เข้ามาชิดตัวได้
เย่หลิงม่อฟาดฝ่ามือใส่ทรวงอกลู่เซิ่ง แต่ว่าเปลือกเกราะที่หนาก็กันไว้ได้ทั้งหมด ยังไม่รอให้เขารู้ผลลัพธ์ ภัยคุกคามก็กดดันเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง จนเขาต้องรีบถอยหลังหลบ
ฟิ้ว! ด้ายสีเงินเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างฉบับพลัน พุ่งขวางใส่บริเวณที่เขายืนอยู่ก่อนหน้านี้วินาทีหนึ่ง
ละอองเลือดสาดกระจาย
แม้เย่หลิงม่อจะหลบพ้น แต่สุดท้ายก็ช้าไปจังหวะหนึ่ง แขนกับคอเกือบถูกดาบผ่าเป็นสองส่วน ปรากฏริ้วเลือดหลายสาย
เขามีสีหน้าซีดขาว พลางหลบไปด้านหลัง พริบตาเดียวพุ่งปราดออกไปหลายสิบหมี่ ยืนเอียงข้างอยู่ชายฝั่งแม่น้ำ หันไปมองลู่เซิ่งอีกครั้ง
สัตว์ประหลาดผู้น่าสะพรึงกลัวย่ำลงบนน้ำทีละก้าว
ปลายขาเขาจมลงน้ำ หนามด้านหลังเหมือนกับใบธง สองมือกำดาบที่เต็มไปด้วยรอยแตกพร้อมจะแหลกสลายทุกเวลา กระนั้นก็ถูกพลังงานไร้รูปร่างสายหนึ่งมัดตรึงไว้ ยังคงอยู่ในสภาพคมดาบ
“ฆ่า!” ผู้คุมจัตุรัสแดงพุ่งออกมาจากด้านข้างราวกระสุนปืนใหญ่ ดาบยาวกึ่งโปร่งแสงกะพริบแสงสีแดงอย่างรุนแรงขณะฟันใส่ลู่เซิ่ง
แสงสีแดงม้วนน้ำขึ้นมากลุ่มใหญ่ กลายเป็นสภาวะยิ่งใหญ่ดั่งกระแสคลื่น ปกคลุมอาณาเขตสิบกว่าหมี่รอบๆ
ฟู่ม!
คลื่นน้ำจำนวนมากซัดใส่ลู่เซิ่ง
ตูม!
ลู่เซิ่งมือขวายกดาบขึ้นต้านคมดาบในคลื่นน้ำอย่างแม่นยำ
“เปล่าประโยชน์” ประกายดาบสาดขึ้น พลังระเบิดที่รุนแรงผลักดันพละกำลังอันมหาศาลของเขา ก่อเกิดแรงอันยิ่งใหญ่สุดจินตนาการ กระแทกใส่ผู้คุมจัตุรัสแดง
เพียงครั้งเดียว ผู้คุมจัตุรัสแดงเหมือนถูกสายฟ้าผ่าใส่ โดนแรงกระแทกอันรุนแรงฟาดจนตัวหัก หล่นตูมลงน้ำ
เย่หลิงม่อรู้ว่าตนหยุดไม่ได้ เกิดอีกฝ่ายฉวยโอกาสกำจัดผู้คุมจัตุรัสทิ้ง เวลานั้นจะเป็นเวลาตายของเขา
เห็นลูเซิ่งยกคมดาบขึ้นสูงกำลังจะฟันลง
เขาออกแรงตวาด โถมตัวเข้าหาอีกครั้ง
ผู้คุมจัตุรัสแดงผ่อนลมหายใจ ตะโกนกราดเกรี้ยวพลางพุ่งเข้าใส่ ทั้งสองรู้ว่าตอนนี้เป็นห้วงเวลาสำคัญ พวกเขาผนึกกำลังกันค่อยฝืนสู้กับอีกฝ่ายได้สูสี ถ้าคนหนึ่งถูกฉวยโอกาสโจมตีแตกพ่ายก่อน อย่างนั้นการเข่นฆ่าครั้งนี้สมควรปิดฉากแล้ว
ลู่เซิ่งก็นึกไม่ถึงว่า ผู้คุมจัตุรัสแดงที่บาดเจ็บจนพลังเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ ยังรักษาพลังต่อสู้ในระดับนี้ได้
ส่วนเย่หลิงม่อยังมีความคิดต่อสู้ที่กร้าวแกร่งขนาดนี้
ถึงแม้ทั้งสองคนจะไม่ได้ส่งผลคุกคามต่อเขามาก แต่อาศัยพลังฟื้นตัวเหนือธรรมดาของพวกเขา ขอแค่ไม่ใช่ร่างกายที่ถูกสับเป็นเจ็ดชิ้นขึ้นไป พวกเขาก็จะฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว คิดจะฆ่าพวกเขา อย่างน้อยก็ต้องทำลายกายเนื้อของพวกเขาทั้งหมดโดยสิ้นเชิง
กระนั้นแบบนี้ไม่ใช่ดีกว่าเดิมหรือ
ลู่เซิ่งตื่นเต้นและเบิกบานอย่างอธิบายไม่ได้
นานแล้วที่เขาไม่ได้เข่นฆ่าอย่างสาแก่ใจเช่นนี้ เอาแต่กลัวนั่นกลัวนี่ ต่อให้มีพลังแข็งกล้า ก็ไม่กล้าปลดปล่อยตัวเอง
โอกาสฆ่าฟันอย่างเต็มที่เช่นตอนนี้มีอยู่น้อยจริงๆ น้อยจนเขาถนอมทุกเสี้ยวนาทีตรงหน้า
เขารู้สึกว่าตนเองเกิดมาเพื่อสู้!
การเข่นฆ่าเหมือนกับเลือดของเขา ความเจ็บปวดเหมือนกับของตกแต่งบนอาหารอันโอชะ ความปรารถนาทั้งมวลของเขาจะบรรลุในการต่อสู้ถึงตาย
เคร้ง! เปรี้ยง!
ลู่เซิ่งใช้ดาบป้องกันการโจมตีของเย่หลิงม่อ สับศอกใส่ จนเขาลอยออกไป มองเห็นอีกถูกฝ่ายกระแทกเข้าไปในหน้าผาบนช่องแคบขนาดมหึมาเหมือนกระสุนปืนใหญ่
เศษหินร่วงกราว จมลงไปในน้ำ ซัดระลอกคลื่นขึ้น
“น่าเสียดาย…” ลู่เซิ่งมือหนึ่งป้องกันการฟันครั้งที่สองของผู้คุมจัตุรัสแดงที่ถลันเข้ามา กระแทกไหล่ใส่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างหักโหม จากนั้นหมุนตัวเตะใส่
ตูม!
ผู้คุมจัตุรัสแดงไม่ทราบว่าถูกกระแทกตกน้ำเป็นครั้งที่เท่าไหร่ เหมือนกับหลายๆ ครั้งก่อนหน้า นางพยายามอยู่หลายครั้ง คิดจะตะเกียกตะกายคลานขึ้นมา
แต่อาการบาดเจ็บที่สาหัสเกินไปทำให้นางขยับแม้แต่ร่างกายตัวเองไม่ได้ ทั้งหมดเป็นความเพ้อฝัน ปราณภายในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานสำแดงฤทธิ์ในร่างกายนาง สะกดพลังฟื้นตัวของนาง เผาไหม้เลือดเนื้อและอวัยวะภายในที่กำลังจะฟื้นฟูของนาง
อวัยวะภายในระเบิด เลือดบนร่างไหลออกไปแปดส่วนในการต่อสู้ กล้ามเนื้อส่วนใหญ่ฉีกขาด โครงกระดูกหลายที่หักป่นเป็นผง
ถึงขั้นที่ศีรษะมีรอยแตกสีแดงฉานรอยหนึ่ง มองเห็นไขสมองที่บิดตัวน้อยๆ อยู่ด้านในได้ผ่านรอยแตกนั่น
อาการบาดเจ็บของผู้คุมจัตุรัสแดงถ้าเป็นคนธรรมดาไม่ทราบตายไปกี่ครั้งแล้ว แต่สำหรับผู้เข้มแข็งระดับอสรพิษ นี่ก็แค่อาการบาดเจ็บน้อยๆ ที่แค่ใช้เวลาก็ฟื้นฟูได้ สิ่งที่ยุ่งยากอย่างแท้จริงคือพลังงานประหลาดดั่งเพลิงผลาญที่แสดงฤทธิ์ในร่างกายนาง
แต่ลู่เซิ่งก็ไม่ได้กำจัดนางในทันที หากเดินไปหาเย่หลิงม่อที่ตัวฝังอยู่ในหน้าผาหิน ขยับเขยื้อนไม่ได้เช่นกัน
สำหรับเขาแล้ว ประมุขจวนที่พลังค่อนข้างสมบูรณ์อย่างเย่หลิงม่อ จึงเป็นคู่ต่อสู้คนแรกที่สมควรกำจัดทิ้งทันที ส่วนผู้คุมจัตุรัสแดงที่ต้องพิษ ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งอ่อนแอ
ลู่เซิ่งเดินไปถึงด้านหน้าเย่หลิงม่อ ยื่นมือออกไป
หมับ
เขาจับคอเย่หลิงม่อ แล้วดึงออกมาจากหน้าผาหิน
“ถ้าไม่ใช่เพราะอาการบาดเจ็บของข้ายังไม่หายดี…” เย่หลิงม่อปากอมเลือด ดิ้นรนพลางกล่าวด้วยเสียงเคียดแค้น ตอนนั้นเขาถูกขับออกจากแดนเหนือ อาการบาดเจ็บที่เหลือร้ายแรงจนส่งผลต่อพลัง นี่เป็นเหตุผลที่แท้จริงซึ่งเขาอ่อนแอลงจนกลายเป็นอสรพิษทั่วไป
“ถ้าข้าพลังสมบูรณ์ คนที่แพ้ควรจะเป็นเจ้า… อ๊าก!” เย่หลิงม่อยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกปราณภายในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานแผดเผา เปลวเพลิงไร้รูปร่างหลายสายลุกไหม้บนตัวเขา
ไอน้ำและเลือดจำนวนมากระเหยกลายเป็นควัน ลอยออกจากศีรษะของเขา
ร่างกายเขาบิดงอกลางอากาศในขณะที่ดิ้นรน แต่ไม่อาจดิ้นหลุดจากมือที่เหมือนคีมเหล็กของลู่เซิ่งได้
อสรพิษดำแข็งแกร่งจริงๆ ทว่าต่อให้มีพลังฟื้นฟูแข็งแกร่งกว่านี้ ก็จำเป็นต้องใช้เวลาฟื้นตัว ในช่วงที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับคืน อสรพิษดำก็ไม่ต่างจากระดับพันธนาการทั่วไป
กระดูกหัก ไม่อาจค้ำยัน กล้ามเนื้อฉีก ก็ไม่มีแรงเช่นกัน
เวลาเพียงเล็กน้อยที่การฟื้นตัวต้องการมีมากพอจนทำให้ลู่เซิ่งฆ่าเขาได้นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
สำหรับลู่เซิ่งในตอนนี้ ร่างวิถีหยางโชติช่วงหลังแปลงร่างทำให้เขามีความเร็วและพละกำลังแข็งแกร่งกว่าเดิม ฉีกทำลายร่างกายของอีกฝ่ายได้
ส่วนวิชากำลังภายในธาตุหยางที่มีพลังทำลายล้างรุนแรงต่อภูตผีปีศาจ หลังจากฉีกการป้องกันของอีกฝ่ายออก ก็จะสร้างพลังทำลายล้างได้ในระดับสุงสุด
“ปล่อยเขา!” ผู้คุมจัตุรัสแดงคืบคลานมา นางมองออกเช่นกันว่าสถานการณ์ในตอนนี้ย่ำแย่แล้ว ดาบยาวกึ่งโปรงแสงเป็นประกายสีแดงบนมือปล่อยเส้นแสงที่เจิดจ้ากว่าเดิมออกมา
นี่เป็นเหตุผลที่ลู่เซิ่งยังไม่ทำอะไรนาง ดาบเล่มนี้คล้ายอยู่หนึ่งในชายขอบที่พร้อมระเบิดได้ทุกเวลา
ดังนั้นเขาจึงคิดว่าจะกำจัดผลพวงที่จะตามมาก่อน จึงค่อยๆ จัดการนาง
ลู่เซิ่งไม่สนใจโดยสิ้นเชิง เย่หลิงม่อในมือเขาครวญคราง เลือดทั่วร่างระเหยไปเป็นจำนวนมาก เนื้อเริ่มไหม้เกรียมเสื่อมสลายด้วยความเร็วที่ตาเห็นได้ เหมือนกับกำลังจะกลายเป็นศพที่แห้งเหี่ยว
“หือ” ทันใดนั้นเขาสัมผัสความผิดปกติได้ ยกมือขึ้น พลันพบว่าร่างกายตนเองขยับไม่ได้
“กุญแจหมึก!” เย่หลิงม่อพลันลืมตาขึ้น พ่นควันที่ดำสนิทเหมือนหมึกออกจากปาก เกี่ยวรัดเอวของลู่เซิ่งไว้
“รีบลงมือ!” เขาตะโกน
ผู้คุมจัตุรัสแดงพยายามยกดาบขึ้น แสงสีแดงบนคมดาบเจิดจ้าแยงตา
“วิญญาณลวงห้าฟาดฟัน!” นางรวมพละกำลังทั้งหมดลงบนคมดาบ โจนตัวขึ้น แสงบนคมดาบเหมือนพระอาทิตย์ดวงน้อย พริบตาเดียวข้ามผ่านระยะทางหลายสิบหมี่ แล้วทิ้งตัวลงบนร่างลู่เซิ่งที่ยืนนิ่ง
เคร้ง!
เปรี้ยงๆๆ!
แม่น้ำระเบิด กลายเป็นรูปพัดอยู่ด้านหลังลู่เซิ่ง เสาน้ำสีขาวสูงสิบกว่าหมี่ สิบต้นพวยพุ่งออกมา
น้ำจำนวนมากระเหยกลายเป็นควันขาวเพราะอุณหภูมิสูง แผ่ปกคลุมรอบบริเวณ
ควันยิ่งมายิ่งหนา แทบยื่นมือออกไป ไม่เห็นห้านิ้ว
ทันใดนั้นเอง
ตูม!
ในไอหมอก ผู้คุมจัตุรัสแดงร้องคราง กระเด็นออกไป
เงาร่างสูงใหญ่สายหนึ่งเดินออกมาจากหมอกหนา เป็นลู่เซิ่ง เย่หลิงม่อไม่ทราบว่าเป็นหรือตาย ถูกเขายกด้วยมือข้างเดียว ตัวสะบัดไปมาไร้สุ้มเสียง
“เป็นดาบที่น่าทึ่งจริงๆ” ลู่เซิ่งถอนใจชมเชย ลูบรอยแผลที่อกซ้าย เปลือกเกราะตรงนั้นมีรอยยุบเล็กๆ ที่ลึกนิ้วหนึ่ง นี่เป็นจุดที่ผู้คุมจัตุรัสแดงฟันดาบใส่ด้วยกำลังทั้งหมด
“น่าเสียดาย ตอนนี้ข้าหยินหยางรวมเป็นหนึ่ง ตาข่ายโลหิตกับข่ายกระเรียนหยินเชื่อมประสาน ในนอกไร้ช่องโหว่ ต่อให้เป็นดาบที่น่าทึ่งแบบนี้ ก็สร้างร่องรอยได้แค่นี้”
“เรื่องสนุกจบลงเท่านี้” ลู่เซิ่งโยนเย่หลิงม่อไปบนพื้นด้านหน้า “ฆ่าเขาเสร็จแล้ว ก็ถึงรอบของเจ้า”
เขาฟันดาบลง
เสียงตูมดังขึ้น เมื่อร่างของเย่หลิงม่อถูกกระแทกจนแหลก ร่างกายของเขาในตอนแรกเสียเลือดมากเกินไปอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกฟาดแหลก พลันลุกไหม้ เหมือนกับคบเพลิงร่างมนุษย์ แผ่หราบนพื้นเปียกในช่องแคบ หดตัวดำเกรียมอย่างรวดเร็ว
ประมุขจวนระดับอสรพิษตายในที่เปล่าเปลี่ยวอย่างเลอะเลือนเช่นนี้ นอกจากผู้คุมจัตุรัสแดงและสตรีกางร่ม ก็ไม่มีคนรู้อีก
ผู้คุมจัตุรัสแดงหลังจากฟันดาบนั้น ก็หมดสิ้นเรี่ยวแรง ใช้พลังเกินตัว นางลอยโคลงเคลงไปตามน้ำ ไม่ขยับเขยื้อน
ลู่เซิ่งเข้าไปใกล้ มองดูสตรีกางร่มที่เงียบสงัดซึ่งอยู่ห่างออกไป จากนั้นก็จดจ้องดาบในมือผู้คุมจัตุรัสแดง
ชิ้นส่วนส่องแสงสีแดงที่ด้ามดาบงดงามชวนลุ่มหลงจนทำให้เขายากปฏิเสธ แสงสีแดงบริสุทธิ์เหมือนกับทำให้คนหลงไหล
“นี่คือชิ้นส่วนภัยพิบัติมังกรสีชาดหรือ” ลู่เซิ่งที่มีสายลับอย่างอิงอิงย่อมทราบดีว่านี่คืออะไร ยื่นมือไปจับด้ามดาบอย่างสนใจ
“เจ้ายินดีละทิ้งทุกสิ่งเพื่อแลกกับพลังจริงๆ หรือ”
“ข้ายินดี”
ทันใดนั้นมีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างกายของเขา เขาเห็นผู้คุมจัตุรัสแดงพลันลืมตาขึ้น ในดวงตามีเปลวเพลิงสองกลุ่มที่เต้นระริกลุกไหม้
ความร้อนผ่าวที่รุนแรงไม่อาจบรรยายพุ่งมาปะทะหน้า
ตูม!
ร่างกายที่ใหญ่โตของลู่เซิ่งพริบตาเดียวถูกระเบิดปลิวออกไปกระแทกกับหน้าผาหินในช่องแคบดังโครม
ผาหินข้างซ้ายของช่องแคบถูกการระเบิดและการพุ่งกระแทกที่น่ากลัวจนสั่นสะเทือน หินก้อนใหญ่กลิ้งตกลงไปในน้ำ
“ข้าเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด!” ผู้คุมจัตุรัสแดงยืนขึ้นมาใหม่ เปลวเพลิงสีแดงฉานลุกไหม้รอบตัวนาง เปลวเพลิงนั้นพวยพุ่งออกมาจากในตัวนาง
“แข็งแกร่งที่สุดหรือ!?” ลู่เซิ่งดึงตัวเองออกมาจากหน้าผาหิน “ไม่ ข้าต่างหาก ข้าแข็งแกร่งที่สุด!”
ฟุ่บ!
แทบเป็นในเวลาเดียวกัน ทั้งสองคนหายไป ปะทะกันอย่างรุนแรง เหมือนกับแสงเจิดจ้าสองสาย
ไม่มีเสียงระเบิดสะเทือนฟ้าดิน มีแต่เปลวเพลิงสีแดงฉานและไร้รูปร่างเกาะเกี่ยวกัน การต่อสู้ของลู่เซิ่งกับผู้คุมจัตุรัสแดงรุนแรงกว่าก่อนหน้ามาก
……………………………………….
บทที่ 180
พลังของผู้คุมจัตุรัสแดงที่ยืนขึ้นมาใหม่แทบกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ในพริบตาเดียว ทั้งยังแข็งแกร่งกว่าเดิม
แตกต่างจากก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง ลู่เซิ่งใช้ทั้งสองมือ สองเท้า ข้อศอก และเข่าบนร่าง ต่อสู้กับนาง
ดาบระเบิดแหลกไปแล้วในทันทีที่ต่อสู้กัน
เปรี้ยง!
ลู่เซิ่งถูกดาบฟัน พุ่งลิ่วเข้าไปในหน้าผาหิน
ถึงแม้ว่าเขาจะยกมือป้องกันดาบนี้ไว้ได้ แต่ว่าพละกำลังอันมหาศาลที่ซ่อนอยู่ด้านในยังคงไม่อาจป้องกันได้หมด
หินก้อนใหญ่กว้างสิบกว่าหมี่กลิ้งตกลงมาบนศีรษะเขา
ลู่เซิ่งสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง ไม่เหลือบแลรอยแตกกระจายเต็มเปลือกเกราะบนร่าง ดึงตัวเองออกมา ย่ำเท้าบนหน้าผาหิน แล้วพุ่งทะยานไปยังยอดถ้ำบนหน้าผาหินเหมือนกับจิ้งจก
ควับ!
ดาบยาวเป็นประกายสีแดงฟันผ่านไปที่ตำแหน่งเดิมของเขา
ผู้คุมจัตุรัสแดงทั่วร่างลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีแดงฉานโผล่ขึ้นมา เงยหน้ามองลู่เซิ่ง แล้วกระโดดไล่ตามขึ้นไปด้านบน
ครึ่กๆๆ!
หินก้อนใหญ่มากมาย รอบๆ ช่องแคบตกลงมาเพราะการต่อสู้ของคนทั้งสอง
ภูเขาทั้งภูเขาเริ่มสั่นสะเทือน
“วิญญาณลวงห้าฟาดฟัน!” ผู้คุมจัตุรัสแดงใช้ท่าไม้ตายอีกครั้ง
ตอนนี้พละกำลังของนางไม่มีที่สิ้นสุด แสงสีแดงหดตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะระเบิดออกอย่างรุนแรง
ตูม!
ดาบนี้ฟันใส่ความว่างเปล่า เฉียดผ่านข้างตัวลู่เซิ่งอย่างหวุดหวิด กระแทกใส่ช่องแคบเป็นหลุมใหญ่หลุมหนึ่ง
เสียงครืนครันดังมา
ช่องแคบขนาดมหึมาในที่สุดก็รับการทำลายล้างไม่ไหว หน้าผาครึ่งหนึ่งด้านซ้ายเริ่มเอียงไหลลงช้าๆ ก่อนจะจมลงสู่แม่น้ำ แบ่งสายน้ำออกเป็นสองสาย
ไอน้ำหนาขึ้นเรื่อยๆ แทบอำพรางทัศนวิสัย
“ตายหรือยัง” ผู้คุมจัตุรัสแดงรู้สึกตัวเพราะหินก้อนใหญ่ตกลงมารบกวน ลมปราณยังลุกไหม้อย่างรุนแรงบนตัวนาง พลังแบบนี้ไม่ใช่โผล่มาจากความว่างเปล่า หากแต่นางเผาไหม้ทุกสิ่งของตัวเอง แลกเปลี่ยนเป็นพลังสุดท้ายจากในชิ้นส่วนภัยพิบัติมังกรสีชาด
“ข้าบอกแล้วว่า… ข้าเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด!”
แสงอ่อนๆ สีฟ้าแดงสองสายสาดออกมาจากฝนเศษหิน เสียงที่ทุ้มต่ำแฝงความบ้าคลั่งดังออกมาจากด้านหลัง
จากนั้นเป็นแสงสายหนึ่ง เงาแสงสีแดงสีฟ้าเกาะเกี่ยวกันสายหนึ่งกระแทกก้อนหินทั้งหมดออกไป แล้วพุ่งมาหานาง พร้อมกับสภาวะที่กวาดล้างทุกอย่าง
“หยินหยาง อานุภาพเกรียงไกร!”
“วิญญาณลวงห้าฟาดฟัน!” ผู้คุมจัตุรัสแดงรีบยกดาบขึ้น กระตุ้นพลังทั่วร่าง
เปรี้ยง!
แต่ยังคงไม่ทัน พริบตาที่พลังอันคมกล้าและยิ่งใหญ่กระแทกร่างของนาง มันก็เจาะทะลวงเป็นรูขนาดเท่ากำปั้นหลายสิบรู
ทั้งสองคนพุ่งผ่านผิวน้ำผืนใหญ่ ตกลงไปในทะเลบุปผาข้างชายฝั่งแม่น้ำอย่างรุนแรง
กลีบดอกเก้ากลีบระเบิดกระจายทั่วท้องฟ้า
ทั้งสองคนต่อสู้กันอย่างบ้าคลั่ง เนื่องจากการเสริมพลังจากภัยพิบัติมังกรสีชาด อาการบาดเจ็บที่ผู้คุมจัตุรัสแดงโดนโจมตีจึงไม่ส่งผลต่อพลังต่อสู้
นางทุ่มทุกอย่าง อุทิศทุกสิ่งเพื่อแลกเปลี่ยนพลัง จะล้มลงตรงนี้ได้อย่างไร!?
“ข้าจะไม่ตายที่นี่! ไม่มีทาง!” ใบหน้านางในเปลวเพลิงดุร้ายกว่าเดิม
“ไปตายซะ!”
ดาบยาวพลันระเบิดออก ต้านทานความร้อนที่น่ากลัวไม่ไหวอีกแล้ว ชิ้นส่วนภัยพิบัติมังกรสีชาดรวมเป็นดาบเพลิงที่ยาวและใหญ่กว่าเดิม
ดาบเพลิงยาวถึงเจ็ดแปดหมี่ฟันใส่พื้นที่ลู่เซิ่งยืนอยู่
“วิญญาณลวง ฟาดฟันไร้สิ้นสุด!”
“ฮ่าๆๆ! ใช่แล้ว ต้องแบบนี้!”
ลู่เซิ่งหัวเราะลั่น สองมือหนึ่งแดงหนึ่งฟ้า วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานกับปราณหยินหยางขวดสมบัติเผาไหม้ปราณเหลวพร้อมกัน
สีแดงสีฟ้าผสมกัน รวมเป็นทรงกลมขนาดเล็กไร้สีกลุ่มหนึ่งอยู่ด้านหน้าเขา
“หยินหยางรวมเป็นหนึ่ง มหาสังหาร!”
ตูม!
ดาบไฟกับทรงกลมขนาดเล็กไม่ได้สัมผัสกัน เพียงแต่พองขยาย ก็ระเบิดขึ้นก่อน
เปลวเพลิงผสมกับกระแสอากาศที่บิดเบี้ยว ขณะระเบิด ก็ฉีกทะเลบุปผาออกเป็นร่องลึกหลายสาย
พลังระดับอสรพิษเดิมทีก็ผนึกรวมอยู่แล้ว แต่ทั้งสองคนสู้กันถึงขั้นนี้ พลังทำลายล้างอันมหาศาลที่เกิดขึ้นทำให้เกิดพลังกระจายตัวที่มากเกินไป
นี่หมายความว่าสิ่งที่พวกเขาใช้ ไม่ใช่พลังที่ตัวเองควบคุมได้โดยสมบูรณ์อีกต่อไป หากเป็นส่วนที่ตนเองยังควบคุมได้ไม่คล่อง
เพลิงสีแดงเผาไหม้ต้นไม้และทะเลบุปผาผืนใหญ่รอบๆ ลามเลียจนเกิดเป็นควันดำหนา
แกร่ก
ด้านข้างสถานที่ที่ไฟไหม้ ลู่เซิ่งเหยียบกิ่งไม้กิ่งหนึ่งหัก ยืนอยู่ด้านหน้าผู้คุมจัตุรัสแดง
“ดูเหมือนข้าจะชนะแล้ว” ลู่เซิ่งมองด้ามดาบชิ้นส่วนภัยพิบัติมังกรสีชาดที่ดับแสงลง ค่อยๆ ยกมือขึ้น
ผู้คุมจัตุรัสแดงนั่งบนพื้นโดยไร้เรี่ยวแรง มือถือดาบหัก ทั่วตัวมีควันดำหลายสายลอยขึ้น นั่นเป็นควันที่เกิดจากการเผาไหม้ทั้งห้าอวัยวะเจ็ดทวารของนาง
“พวกเรามีความแค้นกันหรือ” นางเงยหน้ามองมือขวาที่ลู่เซิ่งยกขึ้น พลันเอ่ยถาม
ลู่เซิ่งงุนงง
“ไม่มี”
“เพราะชิ้นส่วนภัยพิบัติมังกรสีชาดหรือ” ผู้คุมจัตุรัสแดงเหมือนกับเข้าใจผิด
ลู่เซิ่งเงียบเสียง ก่อนจะยิ้ม
“ใช่ เพราะชิ้นส่วนภัยพิบัติมังกรสีชาด”
เขาฟาดฝ่ามือลงไป
“ไม่!”
เงาแดงสายหนึ่งพลันพุ่งเข้าหาเขา
เปรี้ยง!
ลู่เซิ่งฟาดฝ่ามือไปยังสตรีกางร่มที่ลอยมาอย่างแม่นยำ
ทว่าตอนนี้เขายังอยู่ในสภาพเผาปราณเหลวหยินหยางประสานรวม ต่อให้เป็นแค่ฝ่ามือ อานุภาพก็สุดที่สตรีกางร่มจะรับได้
ในตอนนี้เอง เงาร่างของผู้คุมจัตุรัสแดงพลันถลันเข้ามาบังด้านหน้าสตรีกางร่มไว้พอดี
ทั้งสองคนกอดกันอยู่ด้านหน้าลู่เซิ่ง
เปรี้ยง!
ปราณภายในหยินหยางทะลักเข้าไปในร่างสตรีทั้งสองอย่างบ้าคลั่ง
ตูม!
ทั้งสองคนกลิ้งตกลงบนพื้น
“ท่านพี่!” อิงอิงรีบตะกายขึ้นมา พุ่งไปด้านข้างผู้คุมจัตุรัสแดง ร้องไห้น้ำตานอง
ผู้คุมจัตุรัสแดงเงยหน้ากระอักเลือดสีดำออกมา นางฝืนมองสตรีกางร่มที่อยู่ข้างตัว ยิ้มอย่างอ่อนแรง
“…นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้า…อิงอิง…” ควันดำบนร่างสตรีกางร่มหนาขึ้นเรื่อยๆ
หยินหยางปราณภายในรวมเป็นหนึ่ง ทั้งยังเป็นพลังทะลุทะลวงอันน่าสะพรึงกลัว
ไม่ใช่แค่นาง แม้แต่บนร่างอิงอิงก็มีรูขนาดเท่ากำปั้นหลายแห่ง ปราณภายในธาตุหยางระเบิดอย่างน่ากลัว กระตุ้นปราณภายในธาตุหยินให้กลายเป็นเส้นสายปราณภายในที่จับตัวในระดับสูง ผลที่เกิดขึ้นจึงเป็นเช่นนี้
“ตอนนั้นข้าไม่น่าเปลี่ยนเจ้าเป็น…ผีชาง[1]…” ผู้คุมจัตุรัสแดงสายตาเริ่มแตกซ่าน ควันดำหนาแน่นค่อยๆ ลอยออกมาจากทั่วทั้งตัว มือเท้าค่อยๆ กลับเป็นลักษณะเดิม เป็นอุ้งเท้าเสือที่มีขนสีขาวงอกอยู่เต็ม
ลู่เซิ่งมองดูภาพนี้ ความตื่นเต้นและความสนใจค่อยๆ ลดลง ถึงแม้จะเกิดความสะท้อนใจต่ออิงอิงกับผู้คุมจัตุรัสแดง แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เขาจะปล่อยคนทั้งสอง
อิงอิงฆ่าพลพรรควาฬแดงมากมาย ผู้คุมจัตุรัสแดงก็ถึงขั้นเตรียมจะลงมือกับเฉินอวิ๋นซี ความแค้นระหว่างพวกเขาไม่อาจแก้ไขได้
ทว่าตอนนี้ไม่ต้องให้เขาลงมือ สตรีกางร่มแม้มีผู้คุมจัตุรัสแดงกันไว้ แต่นางยังคงถูกพลังทะลุทะลวง ระดับตรีลักษณ์เช่นนาง ป้องกันพลังของลู่เซิ่งไม่ได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ไฟค่อยๆ ลามมาถึงที่นี่ ลู่เซิ่งมองทั้งสองโอบกอดกัน สตรีกางร่มสะอึกสะอื้นฮึกๆ กอดผู้คุมจัตุรัสแดงที่ไม่ขยับอีกแล้ว พลางคลานไปยังทิศทางที่ห่างจากเขาทีละนิดๆ
นางคิดจะอยู่ให้ห่างจากลู่เซิ่ง ถึงนางจะไม่รู้ว่าตัวนางเองก็ไม่รอดแล้ว
ลู่เซิ่งไม่สนใจนาง ถอนดาบชิ้นส่วนภัยพิบัติมังกรสีชาดจากบนพื้น มองทิศทางของศึกใหญ่เมื่อก่อนหน้า
เป้าหมายแรกสุดของศึกใหญ่ในครั้งนี้ ถึงแม้จะเป็นการกำจัดคนที่รู้เรื่อง ทว่าปัจจุบันสมควรถึงเวลาเก็บกวาดแล้ว
‘ยักษ์ตาเดียวจากสมาคมหทัยร่อนเร่ ไปดูว่าจะเอาอะไรมาได้บ้าง ยังเหลือศพของเย่หลิงม่อกับผู้คุมจัตุรัสแดง พวกเขาเป็นระดับอสรพิษ’
ลู่เซิ่งผ่อนคลายร่างกาย กลับเป็นคนปกติในสภาพหยินโชติช่วงซึ่งสูงหนึ่งหมี่กว่าๆ อีกครั้ง
พลังฟื้นฟูของสภาพนี้เหนือกว่าสภาพอื่น เป็นสภาพการฟื้นฟูที่ดีที่สุด ก่อนหน้านี้เขาฆ่าฟันกับผู้คุมจัตุรัสแดง ไม่ใช่ไม่ได้รับบาดเจ็บ
อานุภาพของชิ้นส่วนภัยพิบัติมังกรสีชาด เหนือกว่าการคาดการณ์ของเขา ผู้คุมจัตุรัสแดงได้รับบาดเจ็บ กอปรกับต้องพิษ ก่อนหน้านี้ยังถูกลอบเล่นงาน ตอนต่อสู้กับเฉาหู่ยักษ์ตาเดียว เยื่อดำอสรพิษดำบนร่างถูกทำลายทั้งหมด
ร่างกายที่พิการแบบนี้ถึงกับเผาไหม้ตนเอง แสดงพลังที่น่ากลัวชนิดนั้นออกมาได้ ด้วยการสนับสนุนของเศษชิ้นส่วนภัยพิบัติมังกรสีชาด
เขาทราบอยู่บ้างว่าทำไมตระกูลขุนนางกับมารปีศาจจึงได้ไล่ตามหาชิ้นส่วนอาวุธเทพศัสตรามารอย่างรีบเร่งขนาดนี้
หลังจากขนาดร่างกลับมาเป็นแบบเดิม ลู่เซิ่งก้าวเท้าก้าวหนึ่ง แล้วพุ่งไปยังที่ที่เฉาหู่ถูกฆ่าอย่างแผ่วเบา
ศพของยักษ์ตาเดียวขนาดใหญ่ลอยอยู่บนแม่น้ำ เลือดไหลจากร่างเข้าไปในน้ำไม่หยุด ทั่วร่างของเขามีแค่ดวงตาดวงเดียวที่ยังเป็นสีทองอ่อนๆ
ลู่เซิ่งสัมผัสอย่างตั้งใจ ขณะเดียวกันก็ค้นตัวเฉาหู่ ไม่ทันไรก็ได้ถุงสีดำเล็กๆ มาถุงหนึ่ง ยักษ์ตนนี้ซ่อนมันเอาไว้ที่เอวด้านหลัง สิ่งที่ทำให้เขาเสียดายคือ ไม่พบปราณหยินบนศพ
เขาตรวจสอบเฉาหู่ตั้งแต่หัวจรดหางรอบหนึ่ง สุดท้ายได้แต่มองดูดวงตาข้างเดียวบนศีรษะอีกฝ่าย
‘ตาข้างนี้ปล่อยแสงสีทองออกมาได้ อานุภาพไม่เบา น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดบนร่างยักษ์ตนนี้’
มือขวาของลู่เซิ่งกลายเป็นสีดำ ห้านิ้วแหลมและแข็งขึ้น ปลายนิ้วมีของแหลมสีดำที่คมกริบงอกออกมาหลายแท่ง
เขายกนิ้วชี้และนิ้วโป้งขึ้น แทงเข้าไปในดวงตาข้างเดียวของเฉาหู่เบาๆ
ฉูด!
เลือดซึ่งผสมกับของเหลวบางอย่างที่เหนียวมีสีเหลืองอ่อนๆ ซึมออกมา
ลู่เซิ่งควักดวงตากลมเกลี้ยงออกมา ด้านหลังยังเชื่อมติดกับเส้นประสาทสีแดงส่วนหนึ่ง ก้อนผลึกทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนลอยอยู่ด้านในดวงตา
‘นี่คงเรียกว่าเนตรยักษ์ อาจเป็นของดีก็ได้’ นับตั้งแต่วิชาแข็งกร้าวมีผลสำเร็จ แล้วกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณสมบัติของร่างกายอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในปัจจุบันของลู่เซิ่งคือ เขาสามารถสัมผัสสิ่งที่มีผลดีกับตัวเองได้มากมาย
เหมือนกับมนุษย์คิดกินอาหารแต่ละชนิดตลอดเวลา อากาศร้อนก็คิดกินของเย็นเพื่อลดอุณหภูมิ อากาศหนาวก็คิดกินของอุ่นเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น เค็มก็อยากดื่มน้ำ หิวก็อยากกินข้าว
ลู่เซิ่งเก็บดวงตา ใช้ผ้าห่อไว้อย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เปิดถุงดำใบนั้น
เขย่าเบาๆ ผลไม้สีเทาอ่อนที่แห้งแล้วสามผลเหมือนกับผลแปะก๊วยก็หล่นออกมา ไม่รู้ว่าเป็นอะไร
ลู่เซิ่งวางดวงตากับผลไม้ไว้ด้วยกัน แล้วเก็บใส่ถุงดำ จากนั้นก็ลุกขึ้นไปตรวจสอบศพที่เหลือ
ศพที่เหลืออีกสามศพก็ไม่มีปราณหยินเช่นกัน หนำซ้ำยักษ์เหล่านี้คล้ายไม่พึ่งพาวัตถุภายนอก ไม่เจอของบนตัวมากนัก
ลู่เซิ่งควักดวงตาของพวกเขาออกมาเก็บไว้ในถุงดำ
ยังมีสตรีที่สวมหน้ากากอีกคน หลังจากปลดหน้ากากออกแม้จะมีแค่ตาเดียว แต่ความสูงของนางต่างจากตนที่เหลือ เหมือนกับเป็นมนุษย์ธรรมดา
‘นี่เป็นเผ่าพันธุ์ที่สมบูรณ์’ ลู่เซิ่งสรุปในใจ
เขาที่ได้อะไรมาไม่มากนัก เดินมาถึงด้านหน้าเย่หลิงม่อ
เขาลากศพของเย่หลิงม่อไปด้านข้างฝั่งแม่น้ำ ศพที่่เดิมถูกเผาจนเกรียมคืนร่างเดิมแล้ว กลายเป็นวานรขนดำหน้าแดงตัวหนึ่ง
ลู่เซิ่งค้นเจอคัมภีร์ที่ใช้โลหะพิเศษบางอย่างเย็บเข้าด้วยกันบนตัวเขา มันบันทึกวิชาประหลาดเอาไว้
เขาอ่านไม่ออก แต่ก็ทราบว่านี่เป็นวิชาของมารปีศาจ พวกเขาสร้างขึ้นมาเพื่อพัฒนาขีดจำกัดความสามารถของตัวเอง ตนเป็นมนุษย์ ฝึกไปก็ไร้ประโยชน์
โครงสร้างร่างกายไม่เหมือนกัน ต่อให้เป็นวิชาที่ดีกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์
‘มารปีศาจแตกต่างจากมนุษย์ วรยุทธ์ของมนุษย์ก็พัฒนาขีดจำกัดของตัวเอง และยกระดับวิชาของตัวเองเหมือนกัน’ ลู่เซิ่งสะท้อนใจ เก็บของ สัมผัสปราณหยินไม่ได้เช่นกัน
เขาตัดหูข้างหนึ่งของเย่หลิงม่อมาเป็นที่ระลึก
เขาโยนศพของเย่หลิงม่อไปกองรวมกับยักษ์ตาเดียว หลังจากเผาทิ้ง ก็บ่ายหน้ากลับไปหาสตรีกางร่มกับผู้คุมจัตุรัสแดง
ศพของสตรีทั้งสองนอนอยู่ในกองขี้เถ้าข้างฝั่งแม่น้ำ บนพื้นเหลือกระดูกติดหนังสีดำส่วนหนึ่ง กับปมรวมใจสีชมพู
ดูจากสภาพ ยังพอมองออกว่า ผู้คุมจัตุรัสแดงเป็นเสือขาวที่ร่างไม่ใหญ่มาก ส่วนอิงอิงสตรีกางร่มเป็นเผ่าพันธุ์คล้ายมนุษย์
ลู่เซิ่งค้นหาของเหมือนก่อนหน้า ได้คัมภีร์เล่มหนึ่งจากตัวผู้คุมจัตุรัสแดง
คัมภีร์สีดำที่เล่มเล็กและประณีต มีขนาดแค่เท่าเล็บ
‘สิ่งนี้…’ ลู่เซิ่งหยีตา แล้วยัดเก็บมันไว้ในถุงดำ
บนคัมภีร์เล่มนี้มีปราณหยินแล้ว ทั้งยังเข้มข้นเป็นพิเศษ
……………………………………….
[1] ผีชาง เป็นภูตผีชนิดหนึ่ง ถูกเสือฆ่าตาย จึงกลายเป็นวิญญาณหาเหยื่อให้เสือต่อ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น