171-175
บทที่ 171
ครืน…ครืน…ครืน…
เสียงกึกก้องดังมาจากในร่างลู่เซิ่งไม่ขาดสาย
ท้องเขาเหมือนหลุมไร้ก้น ผักและเนื้อตุ๋นจำนวนมากถูกเขายัดเข้าปากพร้อมกับข้าว เคี้ยวสองสามคำก็กลืน
ลู่เซิ่งนั่งอยู่ในโถงอาหารตามลำพัง บริวารหลายคนเฝ้าอยู่รอบๆ แต่ตอนเห็นท่าทางกินข้าวของเขา ทุกคนกลืนน้ำลายไม่หยุด แค่ดูเขากินก็รู้สึกท้องตื้อแล้ว
“รายงาน! เจ้าสำนักแปรผันมาถึงแล้ว!” องครักษ์ที่อยู่นอกประตูรายงานเข้ามา
ลู่เซิ่งวางชามใหญ่ในมือลง ก่อนเช็ดปาก
“พาเข้ามา”
ในช่วงเวลาที่พรรควาฬแดงปกครองค่ายพรรคทั้งหมดของแดนเหนือ คำพูดของเขาคือประกาศิตของวงการใต้ดินในแดนเหนือ เมื่อถ่ายทอดคำสั่ง ไม่มีใครกล้าขัด
ฤดูสารทคิมหันต์ แสงอาทิตย์จางๆ สาดลอดเข้ามาทางประตูใหญ่ ไม่นับว่าอบอุ่น แต่ก็ขับไล่ความหนาวเย็นได้ส่วนหนึ่ง
แต่สำหรับเจ้าสำนักแปรผันที่เพิ่งเข้ามา ต่อให้แสงอาทิตย์อุ่นกว่านี้ ก็ขับไล่ความเย็นเยียบทั้งตัวเขาในตอนนี้ไม่ได้
ข่งอี่เจ้าสำนักแปรผัน เป็นเจ้าสำนักคนใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่ถึงสามเดือน เจ้าสำนักคนก่อนเกิดเจ็บป่วยเสียชีวิตที่บ้าน เขาในฐานะรองเจ้าสำนักรีบขึ้นมารับตำแหน่ง
ข่งอี่ร่างเล็กผอม เดิมเป็นหัวขโมย ตอนเข้ามาสวมเสื้อคลุมผ้าแพรตัวใหญ่ ดูเหมือวานรสวมชุดคน
“ข่งอี่คำนับประมุขพรรค” เขายืนอยู่กลางโถงอาหาร ประสานมือให้ลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งหยิบขาหมูข้างหนึ่งขึ้นมาจิ้มซีอิ๊วอย่างสบายอารมณ์ ปึด!
เขาพลันอ้าปาก ใช้ฟันแหลมคมที่ใหญ่เป็นสองเท่าของก่อนหน้า กัดขาหมูมาพร้อมกับกระดูกและเนื้อมากกว่าครึ่ง
ข่งอี่เห็นแล้วหวาดผวา ทำไมปากคนจึงใหญ่ได้ขนาดนั้น ยังมีฟัน ฟันของมนุษย์ทำไมถึงได้แหลมคมขนาดนี้
หรือว่าประมุขพรรคลู่ผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นมารปีศาจ?!
“ความพากเพียรเพื่อรักษาความสงบสุขในแดนเหนืของเจ้าสำนักข่งในช่วงนี้ ข้าได้เห็นแล้ว” ลู่เซิ่งพูดอย่างมีสำบัดสำนวน
ข่งอี่ไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร ได้แต่หัวเราะฮ่าๆ ตอบ
“ใช่แล้วๆ ทุกสิ่งเป็นเพราะประมุขพรรคลู่เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม”
ลู่เซิ่งมองคนผู้นี้ ปราณภายในพลังฝึกปรือภายในตัวอีกฝ่ายน่าจะไม่เลว แต่ดูแค่เปลือกนอกมองอะไรไม่ออก
เมื่อครู่นี้ เขาได้รับข่าวที่ผู้คุมจตุรัสแดงไปคฤหาสน์ลู่บ้านของตน ถึงจะรู้ว่าสตรีกางร่มต้องห้ามปราม กระนั้นความรู้สึกที่อาจเกิดอันตรายกับครอบครัวได้ตลอดเวลานี้ก็ทำให้ลู่เซิ่งตัดสินใจในที่สุด
ค่ายพรรคทั้งหมดของแดนเหนือถึงเวลารวมเป็นหนึ่งแล้ว
ดังนั้นเขาจึงออกคำสั่งให้ค่ายพรรคที่อยู่ใกล้ๆ มาปรึกษาตามลำพังทันที ในฐานะประมุขพรรคใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ บวกกับพลังและบารมีในปัจจุบันของลู่เซิ่งที่สูงกว่าหงหมิงจือ วาจาของเขาย่อมไม่มีใครกล้าขัด
ข่งอี่เป็นเจ้าสำนักที่มาถึงเป็นคนแรก สำนักแปรผันหลักๆ แล้วเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยนักต้มตุ๋น ขโมย ช่างฝีมือ หมอดูที่เป็นชนชั้นต่ำของสังคม ความจริงพลังยุทธ์ไม่นับว่าแข็งแกร่งมาก การตอบสนองเป็นคนแรกถือว่าปกติ
“ครั้งนี้ที่เรียกท่านมา เพราะคิดจะมอบโชคให้ท่าน” ลู่เซิ่งเงยหน้า จัดการกับอาหารตรงหน้า ทางหนึ่งรับประทานทางหนึ่งพูด
“ประมุขพรรคลู่…นี่…ขอบังอาจถามว่าเป็นโชคอันใด” ข่งอี่รู้สึกไม่ดีโดยสัญชาตญาณ
“โชคดีที่จะทำให้พลังยุทธ์ของท่านก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวง…” ลู่เซิ่งวางขาหมูลง ลุกขึ้น ค่อยๆ เดินไปถึงด้านหน้าข่งอี่
“ประมุขพรรคลู่… นี่… ข่งอี่ไร้โชค ท่านยังคง… ยังคง…” ตุบ!
ข่งอี่รู้สึกไม่ดี พูดยังไม่ทันจบ สองตาพลันเหลือก ทั่วร่างสั่นสะท้าน ค่อยๆ ก้มมองฝ่ามือขาวผ่องข้างหนึ่งที่แนบบนทรวงอกตน
“ท่าน…!?”
ซู่ ปราณภายในที่เย็นเยียบสายหนึ่งทะลักเข้าไปในร่างเขาด้วยความเร็วสูง ข่งอี่ตัวสั่นอย่างรุนแรง
ครู่ต่อมา
ประตูใหญ่ของโถงอาหารเปิดออก ข่งอี่ถอยออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย จากไปภายใต้การคุ้มครองส่งของบริวารหลายคน
ลู่เซิ่งนั่งนิ่งกับที่ กินอาหารต่อ เขาไม่ได้ดูดปราณภายในของข่งอี่ ถึงแม้อีกฝ่ายจะตรากตำฝึกฝนวิชาเมฆาดำมาเป็นเวลาสามสิบปีจนมีพลังฝึกปรือไม่อ่อนด้อย ต่อให้อยู่ในระดับผนึกจิตก็เป็นยอดฝีมือไม่กี่คน แต่นี่ไม่ใช่เป้าหมายที่เขาต้องการ
เขาต้องการคนมากกว่านี้ ต้องการบริวารมากกว่านี้ ต้องการยอดฝีมือมากกว่านี้ เพื่อปกป้องสิ่งที่ตนคิดปกป้อง
ดังนั้นเขาได้แต่เพียงปลูกฝังข่ายกระเรียนหยินให้ข่งอี่
ข่ายกระเรียนหยินเทียบได้กับการปลูกเส้นลมปราณเส้นใหม่ที่ไม่มีคอขวดไว้ในร่างของข่งอี่ หลังจากนี้ปราณภายในของเขาจะเพิ่มขึ้นจนไม่มีขีดจำกัดอีก สามารถยกระดับขึ้นโดยไร้การจำกัด ขอแค่กายเนื้อทนได้ก็พอ
การเพิ่มขึ้นของปราณภายในเดิมทีเชื่องช้าสุดขีด แต่การปรากฏขึ้นของข่ายกระเรียนหยินอย่างน้อยก็ทำให้ความเร็วในการสั่งสมของข่งอี่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว หนำซ้ำยังทำลายคอขวดเส้นลมปราณได้ วาดหวังได้ว่าในวันเวลาต่อจากนี้พลังยุทธ์ของข่งอี่จะยกระดับอย่างรวดเร็ว ถ้าหากประสานกับการใช้ยาปริมาณมาก เกรงว่าในเวลาสิบปีสามารถมีพลังยุทธ์หนึ่งร้อยปีได้
“ยกกับข้าวมาอีกโต๊ะ” ลู่เซิ่งวางชามข้าวลง เช็ดปากพลางออกคำสั่ง
ตอนนี้สมควรรอผู้นำค่ายพรรคที่จะมาเป็นรายต่อไป
หลังดูดปราณภายในของยอดฝีมือกำลังภายในทุกคนในคุก พลังฝึกปรือและปราณภายในของเขาในตอนนี้ แค่ปราณหยินหยางขวดสมบัติก็มีปราณเหลวที่น่าทึ่งเจ็ดหยดแล้ว
หากเปลี่ยนเป็นจำนวนปี เท่ากับพลังยุทธ์เจ็ดร้อยปี! นี่ยังไม่นับพลังฝึกปรือสามร้อยปีของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานอีก
ถ้ารวมด้วย ก็เท่ากับพลังยุทธ์หนึ่งพันปี!
‘การเปลี่ยนแปลงหยินหยางจำเป็นต้องใช้เวลาและกระบวนการ จะแปลงปราณหยินหยางขวดสมบัติเป็นวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานจำเป็นต้องใช้เวลาหลายวัน ถ้าปรับสมดุลการเปลี่ยนแปลงเสร็จ วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานของเราจะมีพลังยุทธ์ห้าร้อยปี’
ลู่เซิ่งคำนวณอย่างละเอียด อานุภาพอย่างชัดแจ้งของพลังยุทธ์ห้าร้อยปีจะต้านทานเย่หลิงม่อได้หรือไม่
คำตอบคือแทบไม่มีความเป็นไปได้…
‘ระดับของเย่หลิงม่อน่ากดดันยิ่งกว่าผีดิบขาวระดับฉลักษณ์ในตอนนั้นมากเหลือเกิน ยังไม่พอ…วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่มีปราณภายในห้าร้อยปียังไม่พอจะต่อสู้กับเขา…เราต้องมีปราณภายในที่มากกว่านี้ แข็งแกร่งกว่านี้…’
เขาไม่รู้ว่าระดับอสรพิษแข็งแกร่งขนาดไหน แต่จากรายละเอียดที่หลี่ซุ่นซีเคยพูด ระดับอสรพิษสักคน ไม่ว่าจะมีระดับพันธนาการกี่คน ก็สู้ไม่ได้
อสรพิษ เป็นพลังยุทธ์อีกระดับหนึ่ง มีแค่ประมุขจวนประมุขตระกูลถึงจะไปถึงได้
“ท่านยังกังวลอยู่หรือ ยังคงกลัวอยู่ใช่หรือไม่” หญิงรับใช้เพิ่งยกกับและถังข้าวหลายถังมา ยังไม่ทันลับจากสายตา ลู่เซิ่งก็ได้ยินเสียงแหลมนั้นอีก
“สมาคมหทัยร่อนเร่หรือ” เขาจิตใจเคร่งขรึม
“ผู้คุมจตุรัสแดงร้อนใจขึ้นเรื่อยๆ นางเริ่มกลัวแล้ว…พวกเราเตรียมลงมือแล้วเช่นกัน” เสียงนั้นเบาลง กล่าวต่อไป
ลู่เซิ่งหยีสองตา
“พวกเจ้าออกไปให้หมด” เขาสั่ง
องครักษ์ใกล้ชิดกับหญิงรับใช้ข้ารับใช้ที่เป็นลูกน้องทั้งหมดขานรับ ถอยออกจากห้องอย่างรวดเร็ว
ในโถงอาหารเหลือแค่ลู่เซิ่งคนเดียว
“ว่ามา พวกท่านมีเป้าหมายอะไรกันแน่” ลู่เซิ่งกระซิบอย่างราบเรียบ ด้วยความสามารถของอีกฝ่าย เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
“นี่เป็นความจริงใจของพวกเรา”
หลังจากเสียงดังขึ้น กล่องใบเล็กทรงกลมสีขาวก็โผล่ขึ้นด้านหน้าลู่เซิ่ง
เขาไม่เห็นเลยว่าอีกฝ่ายส่งมาอย่างไร หลังกะพริบตาครั้งหนึ่ง หางตาก็แลเห็นกล่องใบหนึ่งวางอยู่ตรงนั้นแล้ว
นี่ทำให้ลู่เซิ่งหวั่นเกรงกว่าเดิม เดิมทีหลังจากพลังเขาพัฒนา ความรู้สึกคุกคามชนิดรุกถึงขนคิ้วขนตาเมื่อก่อนหน้าก็ค่อยๆ จางหายไปแล้ว
แต่ตอนนี้เมื่อได้พบสมาคมหทัยร่อนเร่ จึงค่อยรู้ว่าความแปลกประหลาดและอันตรายของโลกใบนี้ไม่ได้เล็กน้อยดั่งที่ตนเคยคิด
“ขอแลกกับยาครั้งก่อนได้หรือไม่ ข้าขาดของชุบเลี้ยงบริวารพอดี” ลู่เซิ่งไม่ต้องเปิดดูก็รู้ว่านี่เป็นของที่ทำให้เยื่อดำเลื่อนระดับขึ้นขั้นหนึ่ง ซึ่งคนผู้นี้เคยสัญญาไว้ครั้งก่อน
แต่เขาไม่มีเยื่อดำ ดังนั้นมันจึงไม่มีประโยชน์ ยังสู้ยาในครั้งก่อนไม่ได้
“ขอแลกกับยาครั้งก่อนหรือ” เสียงนั้นงุนงงเช่นกัน คล้ายคิดไม่ถึงว่าลู่เซิ่งจะเสนอคำขอเช่นนี้ “ได้นั้นได้ แต่ว่ายาแบบนี้ใช้ได้แค่สามครั้ง ภายหลังจะหมดสรรพคุณโดยสิ้นเชิง หนำซ้ำคุณค่ายังสู้สิ่งนี้ไม่ได้… ท่านแน่ใจหรือ”
“แน่ใจ แน่นอนว่าถ้ามียาซึ่งเพิ่มปราณภายในที่ดีกว่านี้ ย่อมดีกว่า” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยยิ้ม
“นี่เป็นยาที่ดีที่สุดแล้ว ในหมู่วัตถุดิบยาที่เมื่อมีอายุจะใช้ไม่ได้ ยานี้มีสรรพคุณดีที่สุด”
กล่องค่อยๆ จางหายไป
กล่องสี่เหลียมผืนผ้าสีดำใบใหม่โผล่ขึ้นมาตรงหน้าลู่เซิ่ง
เขาจับจ้องการหายไปและการโผล่มาของกล่อง มองไม่ออกว่า เอาไปแล้วส่งมาอย่างไร
เขาเอื้อมมือไปเปิด เสียงดังแกร่กเมื่อเปิดออก เผยให้เห็นยาสองเม็ดเหมือนไข่มุกอยู่ด้านใน
เป็นโอสถหัวใจอสรพิษเมฆาเหมือนครั้งก่อน
“บอกเจตนาการมาของท่านเถอะ ไร้ผลงานไม่ขอรับรางวัล” ลู่เซิ่งปิดกล่อง กล่าวอย่างระวัง
อีกฝ่ายเป็นขุมกำลังลึกลับแข็งแกร่งที่ลงมือไล่ล่าผู้คุมจตุรัสแดง เขาต้องระวังตัวหน่อย ต่อให้เบื้องหลังจะมีบารมีของตระกูลซั่งหยาง ก็บอกไม่ได้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาดีหรือไม่
“หึๆๆ… ตรงไปตรงมาดี!” เสียงนั้นหัวเราะ “เฉาหู่รองประมุขสมาคมของพวกเราออกเดินทางมาด้วยตัวเอง จะถึงที่นี่ในครึ่งเดือน พวกเรารู้ว่าท่านมีคนอยู่ข้างตัวผู้คุมจตุรัสแดง เป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุด ดังนั้นพวกเราหวังว่าท่านจะทำให้คนผู้นั้นแอบพกของสิ่งนี้ได้”
สิ่งของที่เหมือนกับหยกประกบสีดำชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะลู่เซิ่ง
หยกประกบเดิมจะเป็นวงแหวน มีช่องช่องหนึ่งใช้แขวนไว้บนเสื้อผ้า ช่องนั้นส่วนใหญ่จะทำเป็นลวดลายหลายรูปแบบ แต่ว่าช่องของหยกประกบชิ้นนี้กลับต่างออกไป
ลู่เซิ่งหยิบหยกประกบขึ้นมา ช่องด้านบนเป็นฟันแหลมคม เหมือนกับปากของสัตว์ป่าชนิดหนึ่ง
“ขอแค่ให้ของสิ่งนี้อยู่ห่างจากผู้คุมจตุรัสแดงภายในสิบจั้งก็ใช้ได้ ของสิ่งนี้ทำให้ผู้คุมจตุรัสแดงสัมผัสไม่ได้ว่าพลังอ่อนแอและต้องพิษ” เสียงนั้นอธิบาย
ลู่เซิ่งลูบไล้หยกประกบสีดำ มองไม่ออกว่าเป็นวัสดุอะไร ตัวมันก็คล้ายไม่มีความสามารถพิเศษเช่นกัน
“ได้ บอกข้าได้หรือไม่ว่าพวกท่านจะลงมือเมื่อใด” เขาคิดเล็กน้อย ก่อนถามอย่างจริงจัง
เสียงนั้นพลันหัวเราะ
“เป็นไร ท่านอยากชมดูความร้ายกาจของรองประมุขสมาคมหรือ บอกท่านก็หาเป็นไรไม่ ตอนที่ดอกเก้ากลีบเบ่งบานหลังจากนี้ครึ่งเดือน จะเป็นเวลาที่รองประมุขสมาคมลงมือ!”
“ดอกเก้ากลีบเบ่งบานหรือ” ลู่เซิ่งทวนรอบหนึ่ง
เสียงนั้นเงียบสงัดลง หายไปแล้ว
เขาหมุนหยกประกบเล่น จากนั้นมองโอสถหัวใจอสรพิษเมฆาสองเม็ดนั้น
‘การคุกคามบีบคั้นเข้ามาทีละก้าวๆ ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ผู้คุมจตุรัสแดงไม่ปิดด่านปรับสภาพเพื่อรอรับมือศัตรู ทำไมถึงต้องค้นหาคนที่ทำลายจตุรัสแดงด้วย นี่ไม่สมเหตุสมผล’ เขาย่นคิ้ว
‘หรือว่านางไม่ได้กำลังหาคน แต่กำลังอาศัยข้ออ้างหาคนเพื่อหาของอย่างอื่น หรือว่าในจตุรัสแดงที่เราทำลายทิ้งจะมีของสำคัญบางอย่างหายไป ดังนั้นนางจึงตามหาไปทั่ว’
……………………………………….
บทที่ 172
ลู่เซิ่งคำนวณในใจ เขาพลันตระหนักได้ว่า รู้จักจตุรัสแดงเพราะพวกนางควบคุมวิญญาณเพื่อรวบรวมคนที่เกิดในปีหยินเดือนหยินเวลาหยิน ซ่งเจิ้นกั๋วเกือบจะกลายเป็นผู้เคราะห์ร้าย
‘หรือว่าเป้าหมายของผู้คุมจตุรัสแดง…’ ลู่เซิ่งดวงตาหยีเล็กกว่าเดิม
เขาหวนนึกถึงการเคลื่อนไหวทั้งหมดหลังผู้คุมจตุรัสแดงกลับมา เป็นเพราะมีสตรีกางร่มอยู่ ดังนั้นเขาจึงทราบการกระทำทั้งหมดของนางอย่างชัดเจน
นางพอกลับมา ก็เริ่มสร้างหน่วยหลักจตุรัสแดงทันที
จากนั้นก็ตรงดิ่งไปพันธมิตรบู๊ เข่นฆ่าสังหารโดยไม่เสียเวลา ไม่เหมือนกำลังหาคนไต่สวน
แล้วนางก็มาเมืองเลียบคีรี ตอนนี้ยังไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร แต่จะต้องไม่ได้มาโดยไม่มีสาเหตุแน่นอน
‘ดูเหมือนต้องไปดูที่หน่วยหลักจตุรัสแดงอีกรอบ ในหน่วยหลักที่เราทำลายไปอาจซ่อนของที่ไม่ธรรมดาบางอย่างไว้’ เขาตาเป็นประกาย สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างได้
พอแยกแยะเป็นภาพรวมแบบนี้ ก็มองออกว่าผู้คุมจตุรัสแดงดั่งคนรักสุราใจไม่อยู่ที่สุรา นางคล้ายมีการเตรียมตัวเพื่อรับมือสมาคมหทัยร่อนเร่
การเตรียมตัวนี้จำเป็นต้องสร้างจตุรัสแดงใหม่ จำเป็นต้องใช้ชีวิตคนจำนวนมาก หนำซ้ำไม่ใช่ชีวิตคนทั่วไป ไม่อย่างนั้นนางก็ทำลายหมู่บ้านได้ตามใจ ไม่ใช่หาข้ออ้างไปลงมือกับพันธมิตรบู๊
การหาข้ออ้างบ่งบอกว่านางไม่อยากให้คนค้นพบแผนการ ตอนนี้ในแดนเหนือไร้คนหยุดนางไม่ให้ทำเรื่องต่างๆ ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ นางคิดหาข้ออ้างลงมือ นั่นก็หมายความว่า สิ่งที่นางเป็นห่วงเป็นไปได้มากที่สุดว่าจะไม่ใช่ขุมกำลังในแดนเหนือ หากเป็นสมาคมหทัยร่อนเร่
‘การคาดเดานี้แม้ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็น่าจะใกล้เคียง’ ลู่เซิ่งกระจ่าง ‘ถ้าเดาไม่ผิด ครั้งนี้ผู้คุมจตุรัสแดงเข้าเมืองมาแล้ว นางจะต้องหาข้ออ้างก่อเรื่องอีกแน่’
“รายงาน!” ความคิดเพิ่งทำงาน องครักษ์ใกล้ชิดในพรรคก็มาถึงประตูด้วยความเร็วสูง “รายงานประมุขพรรค จดหมายด่วนจากสาขาในเมืองเลียบคีรี!”
“เอามา!” ลู่เซิ่งใจเต้น กล่าวเสียงดัง
องครักษ์ใกล้ชิดผลักประตูเข้ามา วางจดหมายผนึกเทียนลงบนโต๊ะลู่เซิ่งอย่างระวัง จากนั้นคุกเข่าข้างหนึ่งรอคอยการตอบกลับ
ลู่เซิ่งรีบฉีกจดหมาย กวาดตาอ่านดู
‘ชุมนุมเขาบูรพาของเมืองเลียบภูถูกจู่โจม ผู้คุมตรอกแดงฆ่ายอดฝีมือยี่สิบแปดคน สมาคมเขาบูรพาเหลือแค่ชื่อ ยอดฝีมือตายหมดสิ้น’
‘ว่าแล้ว!’ ลู่เซิ่งเคร่งเครียด ‘ผู้คุมจตุรัสแดงกำลังเตรียมตัวรับมือการคุกคามจากสมาคมหทัยร่อนเร่ ถึงว่าเราทำลายหน่วยหลักจตุรัสแดงไป ทำไมยอดฝีมือระดับประมุขจวนอย่างผุ้คุมจตุรัสแดงจึงยังคงไม่ยอมเลิกรา ที่แท้แค่หาข้ออ้างลงมือนี่เอง แต่ก็ดี เบื้องหลังเรามีบารมีตระกูลซั่งหยาง ขอแค่ไม่ถูกพบว่าเป็นฝีมือของเราจริงๆ ก็ไม่มีปัญหา รออีกแค่ครึ่งเดือน คอยนั่งบนภูเขาดูเสือกัดกันก็พอ’
หลังเข้าใจเป้าหมายของผู้คุมจตุรัสแดงแล้ว ลู่เซิ่งก็ผ่อนคลายลงมาก ศัตรูที่แท้จริงของอีกฝ่ายเป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าจะเป็นสมาคมหทัยร่อนเร่
สิ่งที่เป็นอันตรายกับเขาจริงๆ คงจะมีแค่เย่หลิงม่อ
ทว่าปัจจุบันผู้คุมจตุรัสแดงกับรองประมุขสมาคมหทัยร่อนเร่ใกล้จะสู้กันแล้ว เย่หลิงม่อเกรงว่าจะไม่กล้าลงมือมั่วซั่วจนส่งผลต่อการศึก
ทางผุ้คุมจตุรัสแดงก็ไม่กล้าสร้างเรื่องอีก สมาคมหทัยร่อนเร่ที่เดียวก็ทำให้นางลำบากพอแล้ว ดังนั้นตอนนี้เขายังปลอดภัยอยู่
‘ช่างมัน ยกระดับตัวเองเท่าที่ทำได้ก็พอ ดูดซับปราณภายในกับกินยาล้ำค่า เมื่อทำทั้งสองอย่างแล้ว อยากจะเห็นจริงๆ ว่าเราจะพัฒนาปราณภายในไปได้สูงสุดถึงขั้นไหน! ต้องไปถึงระดับปกป้องตัวเองให้ได้โดยเร็วที่สุด’ ลู่เซิ่งวางหยกประกบลงบนโต๊ะ
เขารีบกินอาหารที่เหลืออยู่จนหมด จากนั้นลุกออกจากโถงอาหาร ขึ้นไปยังห้องโอสถของเรือวาฬแดง
หงหมิงจือกับหมอยาชราสองคนกำลังนั่งเถียงอะไรกันสักอย่างในห้องโอสถ ลู่เซิ่งไมได้ทักทายเขา พรรควาฬแดงในตอนนี้เป็นเขาคุมสถานการณ์ใหญ่ หงหมิงจือนับว่ามีความสุขกับช่วงบั้นปลาย
ลู่เซิ่งขอขี้ผึ้งสุคนธ์ทอง แล้วไปยังหน้าต่างบานหนึ่งในห้องโอสถ ผลักหน้าต่างออก ก่อนหยิบขลุ่ยกระดูกเล็กๆ เลาหนึ่งออกมาเป่า
ไม่เกิดเสียงใดๆ
ลู่เซิ่งยืนอยู่ในมุมอับที่พวกหงหมิงจือมองไม่เห็น เป่าต่ออีกหลายอึดใจ ค่อยวางลงช้าๆ
ไม่ทันไร นกพิราบส่งสารสีขาวที่มีดวงตาดำสนิทก็โผบินมาจากที่ไกล แล้วทิ้งตัวลงบนกรอบหน้าต่างอย่างแผ่วเบา
ลู่เซิ่งหยิบพู่กัน ถ่านกับกระดาษออกมาจากในตู้ข้างหน้าต่าง เขียนประโยคสองสามประโยคง่ายๆ ก่อนม้วนกระดาษ มัดกับขานกพิราบส่งสารพร้อมกับหยกประกบสีดำ
“ไป”
เขาปล่อยนกพิราบ มองมันกระพือปีกบินหายไปจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็วเหมือนกับลูกศรออกจากสาย ค่อยกลับไปห้องหนังสือที่ประมุขพรรคใช้จัดการภารกิจโดยรวม
เขาเดินเข้าห้องหนังสือ อวี้เหลียนจื่อรออยู่ที่นั่นแล้ว
“ประมุขพรรค รายชื่อทั้งหมดจัดการเรียบร้อยแล้ว ด้วยเครือข่ายข้อมูลของพรรควาฬแดง สามารถจัดลำดับยอดฝีมือมีชื่อในแดนเหนือจนกลายเป็นทำเนียบรายชื่อที่ท่านเคยพูดถึงได้” อวี้เหลียนจื่อตื่นเต้นอยู่บ้าง
บุ๋นไม่มีหนึ่งบู๊ไม่มีสอง ประวัติศาสตร์เป็นเช่นนี้ ทุกคนบอกว่าประมุขพรรควาฬแดงลู่เซิ่งเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ แต่อันดับสองเล่า อันดาบสามเล่า ไม่มีใครรู้
ไม่ว่าใคร เมื่อประสบความสำเร็จ ต่างอยากรู้ว่าความสามารถของตนเองจัดเป็นอันดับที่เท่าไหร่ในภาพรวม
ดังนั้นลู่เซิ่งจึงใช้ประโยชน์จากการที่คนธรรมดาชอบชื่อเสียง ให้อวี้เหลียนจื่อส่งคนไปจัดระเบียบรวบรวมรายชื่อยอดฝีมือที่โด่งดังในแดนเหนือ
เพื่อจัดทำเนียบยอดฝีมือของแดนเหนือ
แน่นอนว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือการลอบค้นหาเป้าหมายสำหรับลอบโจมตีดูดซับปราณภายใน
“ดีมาก ได้จัดลำดับยอดฝีมือที่สูงกว่าระดับผนึกจิตขึ้นไปแล้วหรือยัง” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างพอใจ
“จัดการเรียบร้อยแล้ว ผลการต่อสู้อย่างเป็นรูปธรรมยังต้องตรวจสอบอย่างละเอียด แต่ว่าการคำนวณจัดลำดับชื่ออย่างคร่าวๆ ไม่มีปัญหา” อวี้เหลียนจื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังมีส่วนร่วมในเรื่องยิ่งใหญ่ของยุทธภพ จัดทำรายชื่อที่ยอดเยี่ยมที่สุดให้แก่แดนเหนือ เขารู้สึกว่าตื่นเต้นจนเลือดลมในกายพลุ่งพล่าน
“เอามาให้ข้าดู” ลู่เซิ่งสั่ง
อวี้เหลียนจื่อรีบส่งม้วนกระดาษรายชื่อที่จัดเตรียมไว้ให้
ลู่เซิ่งรับมากวาดอ่านผ่านๆ สายตาอยู่ที่รายชื่อของยอดฝีมือระดับผนึกจิตทันที เขาจดจำคนส่วนใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงบนรายชื่อไว้ บนรายชื่อยังมีที่อยู่ สถานะ และความเชี่ยวชาญของยอดฝีมือเหล่านี้
“ใช้ได้ ต่อจากนี้ให้ส่งยอดฝีมือไปหยั่งเชิงอีกฝ่าย ดังนั้นยังไม่ต้องรีบ ท่านพักผ่อนก่อน” ลู่เซิ่งวางรายชื่อลง
“ขอรับ” อวี้เหลียนจื่อพยักหน้า ค้อมตัวแล้วล่าถอย
ลู่เซิ่งยืนพิจารณารายชื่อในห้องหนังสือสักพัก จดจำยอดฝีมือที่อยู่ใกล้ๆ ไว้ทีละคน
“ประมุขพรรค” เงาคนสายหนึ่งปรากฏขึ้น สวีชุยโผล่ขึ้นด้านหน้าประตู ก้มหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเคารพ “จับคนมาหมดแล้ว”
“ทั้งหมดเลยหรือ”
“ทั้งหมด!” สวีชุยตอบอย่างแน่ใจไม่มีลังเล
“ไปดูกัน” ลู่เซิ่งวางลายชื่อ พาเขาไปยังคุกใต้น้ำ
คุกใต้น้ำไม่ได้อยู่บนเรือ แต่อยู่ในป้อมปราการบนชายฝั่งด้านข้าง
ตอนลู่เซิ่งมาถึงที่นี่ ชั้นที่สามที่ใช้ขังนักโทษก็อึกทึกวุ่นวาย
พัศดีที่คอยคุมหลบอยู่ที่ประตูหลัก ใช้ปุยฝ้ายอุดหู ไม่ฟังเสียงด้านใน
“เกิดอะไรขึ้น” ลู่เซิ่งกับสวีชุยพอถึงชั้นที่สามก็นิ่วหน้า เสียงนั้นดังเกินไปจริงๆ เหมือนเสียงเคาะระฆังที่ได้ยินตอนปิดประตูบ้าน
“นักโทษที่เพิ่งเข้ามาทุบประตูเหล็กไม่หยุด พวกเราห้ามไม่ได้…” พัศดีเอ่ยอย่างจนปัญญา
พัศดีที่คอยดูแลเหล่านี้ก็แค่มือดีระดับพลังปลอดโปร่ง ย่อมเผชิญกับยอดฝีมือที่อย่างแย่สุดก็เป็นระดับสำนึกปลอดโปร่งกับผนึกจิตไม่ไหว
“คนของสำนักพยัคฆ์ภูผาหนังหยาบเนื้อหนา ฝึกฝนวิชาแข็งกร้าว” สวีชุยอธิบายเสริมอยู่ด้านข้างลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งพยักหน้า สาวเท้าเข้าไปในระเบียงคุกชั้นสาม
ในห้องขังแต่ละห้องขังบุรุษวัยกลางคนแต่งตัวเป็นนายพรานซึ่งบนตัวเปื้อนเลือดไว้หลายคน บางครั้งก็เห็นสตรีวัยกลางอีกสองสามคน แต่น้อยมาก คนไม่น้อยกำลังพยายามทุบประตูเหล็ก ใบหน้าเหี้ยมเกรียม
“ประมุขพรรคลู่ ลู่เซิ่ง!?”
ชายชราผมขาวแก่หงำเหงือก แต่เปี่ยมกำลังวังชายืนอยู่ในกรงขังคนหนึ่ง เขาพอเห็นลู่เซิ่งเข้ามา ก็ตะโกนพร้อมเดินมาเกาะลูกกรงที่หยาบเท่าท่อนแขน
“ข้าเอง ที่แท้เป็นท่านผู้เฒ่าหยางเจ้าสำนักพยัคฆ์ภูผาคนก่อนนี่เอง” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างเกรงใจ เดินถึงด้านหน้าห้องขังของอีกฝ่าย
เฒ่าหยางผู้นี้มีชื่อเต็มคือหยางซุนหลง เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งอย่างสมศักดิ์ศรีในพรรคที่ประกอบด้วยนายพรานเป็นหลักอย่างสำนักพยัคฆ์ภูผา
น่าเสียดายตอนนี้หยางซุนหลงตัวโชกเลือด บาดเจ็บสาหัส แสดงว่าตอนที่สวีชุยดำเนินการจับไม่ได้ยั้งมือ ทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บร้ายแรง
“ประมุขพรรคลู่ ท่านคิดทำอะไรกันแน่!? จู่โจมสำนักพยัคฆ์ภูผาของเราโดยไม่มีเหตุผล พวกเราเก็บเนื้อเก็บตัวเพราะยอมรับว่าพรรควาฬแดงของท่านมีความสามารถยิ่งใหญ่ พวกเราสู้ไม่ได้ ท่านยังไม่พอใจอีกหรือ พวกเราถนัดการล่าสัตว์ เก็บสมุนไพรตามป่าเขาที่สุด ท่านต้องการความช่วยเหลือ ก็ไม่เห็นต้องลงมือถึงขั้นนี้ สั่งมาคำเดียวก็พอ”
ลู่เซิ่งส่ายหน้า
“พวกท่านลอบควบคุมสาขาย่อยในเมืองเลียบคีรีของข้ามาโดยตลอด ข้อมูลไม่น้อยของยอดฝีมือในพรรคข้ารั่วไหลออกไป คิดว่าข้าไม่รู้จริงๆ หรือ”
ชายชราสีหน้าเปลี่ยนแปลง
ลู่เซิ่งไม่สนใจเขาอีก ให้พัศดีเปิดประตูเหล็ก แล้วเดินเข้าไป
คนของสำนักพยัคฆ์ภูผาที่อยู่ใกล้ๆ เงียบเสียงขณะจดจ้องลู่เซิ่ง ชายชราเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของพวกเขา ตอนนี้เผชิญหน้ากับลู่เซิ่ง นับว่าเจรจราผลประโยชน์ให้แก่ทุกคน
“ประมุขพรรคลู่!” ชายชราหยางซุนหลงถอยหลังไปสองก้าว จ้องมองลู่เซิ่งที่เข้ามาในห้องขังด้วยความระแวดระวัง
“สำนักพยัคฆ์ภูผาขังไว้ในคุกแห่งนี้ชั่วคราวก็แล้วกัน” ลู่เซิ่งยิ้มให้เขา แล้วกระแทกฝ่ามือออกมาดุจสายฟ้าแลบ
ปราณหยินหยางขวดสมบัติโคจรกลางฝ่ามือ ประทับใส่ศีรษะชายชรา
เปรี้ยง!
ปราณขวดสมบัติหลายสายมุดเข้าไปในร่างชายชราด้วยความเร็วสูง จากนั้นก็จับตัวกันกลายเป็นข่ายกระเรียนหยิน
“ท่านพ่อ!”
“ประมุขพรรค!”
“อาจารย์!”
เสียงตะโกนอย่างเดือดดาลดังมาจากห้องขังห้องอื่น แต่ก็ไร้ประโยชน์ ลู่เซิ่งยังคงสงบดั่งเขาไท่ซาน มือแนบกับทรวงอกชายชรา
สวีชุยให้พัศดีมอบกุญแจแก่เขา แล้วไล่คนที่เหลือออกไปจากชั้นสาม
ไม่ทันไรชั้นสามก็เหลือแค่พวกเขาสองคนกับนักโทษ
มือของลู่เซิ่งอยู่บนร่างชายชราสิบกว่าอึดใจ
ตึง!
ชายชราหงายหลังล้มลง สีหน้าซีดขาว สภาพเหมือนตะเกียงสิ้นน้ำมัน
ลู่เซิ่งจิตใจหวั่นไหว ชักปราณภายในที่เข้าไปในร่างชายชรากลับมาสายหนึ่ง มันเป็นปราณภายในที่ข่ายกระเรียนหยินชำระ มีผลสั่งสมพลังเหนือกว่าพลังฝึกปรือปราณภายในของตัวเขาเองมากนัก
สิ่งที่เขาฝึกฝนก็แค่คัมภีร์ลับระดับสำนึกปลอดโปร่งเล่มหนึ่ง ชื่อหัตถ์แพรวพราวปีกดำ ปราณภายในทั้งหมดและการฝึกฝนตลอดเวลาห้าสิบปี หลังถูกลู่เซิ่งดูดซับเปลี่ยนแปลง ก็เป็นแค่ปราณหยินหยางขวดสมบัติสามสิบปี
“ตั้งใจดูแลตัวเอง ไม่นานร่างกายจะหายดีเอง ไม่ต้องคิดมาก”
ลู่เซิ่งกำชับ ก่อนไปยังห้องขังห้องต่อไป
ในห้องขังห้องที่สองเป็นชายชราเช่นกัน เขาสวมใส่อาภรณ์ขาว แขวนน้ำเต้าไว้ที่เอว แขนข้างหนึ่งห้อยตกอย่างไร้แรง แสดงว่าถูกฟาดหัก
“ประมุขพรรคลู่ มีวาจาคุยกันดีๆ! ข้าเป็นเจ้าสำนักพยัคฆ์ภูผาหลี่ฉง ท่านอยากได้สิ่งใด บอกมาเลย ข้าหลี่ฉงจะไม่พร่ำพิไร สองมือประเคนให้ทันที! ข้าจะร่วมมือสุดกำลัง!” เขาแสดงว่าตกใจเพราะชายชราคนก่อนหน้า
ถึงแม้ห้องขังตรงนี้จะแยกโดดเดี่ยว แต่ก็ห่างกันไม่ไกล ได้ยินเสียงจากห้องขังห้องอื่นได้อย่างชัดเจน
“ข้าขอให้ท่านยืนนิ่งๆ อย่าขยับ” ลู่เซิ่งยิ้มให้เขา สัมผัสปราณขวดสมบัติสามสิบปีที่เพิ่งเข้ามาในร่าง จิตใจเบิกบาน ในสถานการณ์ที่กายเนื้อแข็งแกร่งมากพอ เขาสามารถดูดปราณภายในได้อย่างไร้จำกัดเพื่อมายกระดับตัวเองได้โดยสิ้นเชิง
การได้รับโดยไม่ต้องเหนื่อยยากเช่นนี้ สะดวกสบายกว่าการตรากตรำฝึกฝนมาก
“ประมุขพรรคลู่…!” ชายชราสีหน้าเปลี่ยนแปลง ยังไม่ทันพูดจบ
เปรี้ยง!
เงาร่างดุจสายฟ้าแลบสายหนึ่งโผล่ขึ้นด้านข้างเขา แล้วฟาดฝ่ามือใส่กลางหลัง
ปราณขวดสมบัติจำนวนมากไหลเข้าไปในร่างเขา สร้างข่ายกระเรียนหยิน จากนั้นก็ดูดพลังฝึกปรือปราณภายในของเขา
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นลำดับขั้นตอน
……………………………………….
บทที่ 173
เมืองเลียบคีรี
ผู้คุมจตุรัสแดงปักดาบยาวกึ่งโปร่งแสงในมือใส่พื้นดังฉึก แล้วนั่งลงข้างบ่อน้ำในตัวลานบ้าน
อิงอิงสตรีกางร่มนั่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ข้างบ่อ
“ยังขาดอีกหน่อย…” ผู้คุมจตุรัสแดงสูดหายใจลึก ลูบด้ามดาบบนพื้นข้างตัวอย่างแผ่วเบา
ดาบเล่มนี้มีชื่อว่ารุ่งโรจน์ ติดตามนางมาหลายปี อาจถึงหนึ่งร้อยปี หรือสองร้อยปี นางจำไม่ได้แล้วว่านานขนาดไหน
เดิมทีนางไม่ถึงกับชอบดาบเล่มนี้ เพียงแต่ใช้จนชิน จึงคร้านจะเปลี่ยน บวกกับดาบนี้แข็งแกร่งมาก แทบไม่มีส่วนใดบุบสลาย จึงใช้มาถึงปัจจุบัน แต่ว่าขณะนี้นางกับรุ่งโรจน์เชื่อมกันเป็นร่างเดียวกันโดยสมบูรณ์แล้ว
ผู้คุมจตุรัสแดงถอนใจอีกครั้ง ยื่นมือไปลูบเศษสีแดงชิ้นหนึ่งที่ฝังไว้ระหว่างด้ามดาบกับตัวดาบ
เศษชิ้นนั้นเป็นเป็นประกายสีแดงขมุกขมัวใต้ท้องฟ้ามืดมิดยามพลบค่ำ
ประกายแสงนี้แฝงความยั่วยวน ความงดงาม และความอันตราย
“บนคัมภีร์…ไม่ได้พูด…อะไรเลย…” อิงอิงสตรีกางร่มวางหนังสือลง ขมวดคิ้วกล่าว
“ไม่เป็นไร…ขอแค่รู้สึกได้ถึงพลังก็เพียงพอแล้ว” ผู้คุมจตุรัสแดงเลียริมฝีปาก เอ่ยเสียงทุ้ม
“ข้ารู้สึกได้ว่ามีพลังงานที่ต่อเนื่องไม่ขาดสายกำลังไหลเข้ามา” นางถือด้ามดาบ ประกายสีแดงหลายสายแผ่จากเศษชิ้นส่วนเข้าไปในร่างนางอย่างช้าๆ เหมือนกับลานทั้งลานเหลือแค่สีแดง ไม่มีสีสันอื่นๆ ในชั่วขณะ
นี่เป็นเศษของภัยพิบัติมังกรสีชาด ของวิเศษที่นางเสี่ยงชีวิตแย่งมาจากศัตรูที่แข็งแกร่งมากมาย
ผ่านไปสักพัก แสงสีแดงบนด้ามดาบก็ริบหรี่ลง
ผุ้คุมจตุรัสแดงชักดาบรุ่งโรจน์ออกมา ดาบนี้ค่อยๆ จางหายไปบนมือนาง จนไม่เห็นโดยสมบูรณ์
นางลุกขึ้น
“เอาล่ะ ต่อจากนี้พวกเราจะไปดูพรรคอีกพรรคหนึ่งที่ชื่อว่าสำนักคูรวมอะไรนั่น”
“ใช่ แต่…จะไม่เป็นไร…หรือ” สตรีกางร่มมองนางอย่างเป็นห่วงอยู่บ้าง
นางเพิ่งรู้ว่าภัยพิบัติมังกรสีชาดมอบพลังให้ท่านพี่อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่พลังแบบนี้ไม่ใช่ไม่มีค่าตอบแทน
“ข้ายังทนได้…” ผู้คุมจตุรัสแดงหัวเราะเหอะๆ ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยวอันน่าสะพรึง ขอแค่มีดาบในมือ นางก็ไม่เคยเกรงกลัวศัตรูคนใด!
ต่อให้เป็นสมาคมหทัยร่อนเร่แล้วอย่างไร
อิงอิงกลับกังวลมากกว่าเดิม
นางทราบว่าอานุภาพของอาวุธเทพศัสตรามารเกินขอบเขตธรรมดาไปไกล สามารถบรรลุถึงขั้นที่วัดไม่ได้
ทว่า…
มันใช้พลังของพิธีกฎเกณฑ์ การทำพิธีกฎเกณฑ์ครั้งหนึ่งคงอยู่ได้สิบปี นี่เป็นการเซ่นสรวงตามความถี่ปกติ และเป็นกฎทั่วไปของพวกตระกูลขุนนาง
เหมือนกับกองไฟที่ลุกไหม้ ต้องเพิ่มฟืนทุกช่วงระยะเวลาหนึ่ง
แต่ว่าสภาพของท่านพี่ในตอนนี้ต่างออกไป นางบรรณาการสารจำเป็น ปราณ จิตแก่เศษชิ้นส่วนเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นพลัง สิ่งที่ได้มาจากการเข่นฆ่ายังไม่เพียงพอจะใช้กับพิธีกฎเกณฑ์
“ไป๋เฟิงถึงกับยั่วยุให้เราไปหาเรื่องตระกูลซั่งหยาง น่าตายจริงๆ จริงด้วย อิงอิง เจ้าตรวจสอบเจออะไรหรือไม่” นางลุกขึ้นบิดขี้เกียจ กล้ามเนื้อที่เรียกได้ว่ากำยำเบียดบิดตามการเคลื่อนไหว ดูแข็งแกร่งทรงพลัง
สตรีกางร่มแขวนหยกประกบสีดำในมือไว้บนเสื้อผ้า
“ไม่…ไม่เจอะไร…เลย…”
“ก็ดี ถ้าพบอะไร จำไว้ว่าบอกข้าได้ตลอด” ผู้คุมจตุรัสแดงเอียงคอ “อยากกลับจตุรัสแดงจริงๆ พักผ่อนข้างบ่อสบายที่สุด…อยู่ในที่ที่มีคนอยู่เยอะนานไป จนดูเหมือนจิตใจจะอึดอัดอยู่บ้าง” นางนิ่วหน้า นวดหน้าอก
“รอ…สร้างเสร็จ…พวกเราค่อยกลับไป…” สตรีกางร่มพูดต่อด้วยรอยยิ้ม
“อิงอิง เจ้าว่าถ้าพวกเราใช้ชีวิตด้วยกัน เที่ยวเล่นด้วยกัน กระทำเรื่องที่อยากทำด้วยกันได้ตลอดกาล จะดีขนาดไหน” ผู้คุมจตุรัสแดงเอ่ยเบาๆ
“ใช่แล้ว…” อิงอิงก้มหัว สีหน้าอ่อนโยน “อิงอิง…ชอบท่านพี่…ที่สุด…”
นางลูบหยกประกบอย่างไม่รู้ตัว นี่เป็นสิ่งที่ลู่เซิ่งขอให้นางพกไว้ แต่ไม่ได้บอกว่ามีประโยชน์อะไร นางเองก็ไม่กล้าถาม นำมาศึกษาอย่างละเอียด พบว่าไม่มีผลเสียต่อร่างกาย จึงเชื่อฟัง แขวนไว้บนตัว
เพียงแต่หยกประกบมีเส้นสีดำสายหนึ่งกะพริบในจุดที่นางสังเกตไม่เห็น
…
ตกดึก
ลู่เซิ่งเปลี่ยนเป็นชุดรัดรูป สวมหน้ากากแพะภูเขา เปิดหน้าต่างห้องนอนของประมุขพรรคในพรรควาฬแดงออก
แม่น้ำไม้สนตอนกลางคืนคลื่นลมสงบ คลื่นน้ำกระทบกับตัวเรืออย่างมีจังหวะจะโคน ลมเย็นพัดมาจากนอกหน้าต่าง พัดผมยาวของลู่เซิ่งไปด้านหลัง
เขาชะโงกมองบริเวณรอบๆ
ยอดฝีมือที่เป็นองครักษ์ใกล้ชิดหลายคนในพรรคยืนเฝ้ายามอยู่ พลางหาวหวอดๆ อยู่บนดาดฟ้าเรือด้านล่าง
เรือน้อยลาดตระเวนติดโคมไฟ คอยวนรอบเรือวาฬแดงเพื่อตรวจตราบนแม่น้ำอยู่ไกลๆ
เต๊ง…เต๊ง…เต๊ง
ถึงเวลาซันเกิง[1]แล้ว
ลู่เซิ่งปาดรอยยับบนชุดรัดรูปสีดำจนเรียบ มือกดบนกรอบหน้าต่าง หายใจลึกเฮือกหนึ่ง
ฟุ่บ
เขาพลันออกแรง พุ่งตัวออกไปจากกรอบหน้าต่างอย่างนิ่มนวลราวภูตพราย ไร้สุ้มไร้เสียงเหมือนค้างคาวยักษ์ตัวหนึ่งกลางท้องฟ้ายามราตรีที่มืดมิด พริบตาเดียวก็ลอยออกมาหลายสิบหมี่ แล้วทิ้งตัวลงบนแม่น้ำอย่างแผ่วเบา
เสียงจ๋อมเมื่อลู่เซิ่งสะกิดเท้ากับผิวน้ำ ยืมแรงพุ่งไปยังที่ไกลอีกครั้ง
เขาใช้วิชาตัวเบาไม่ได้ ที่นี่เหมือนไม่มีคนคิดค้นวิชาตัวเบาที่ร้ายกาจ ส่วนใหญ่เป็นทักษะเคลื่อนย้ายสำหรับใช้ตอนต่อสู้ส่วนหนึ่ง
ถึงจะใช้วิชาตัวเบาไม่เป็น แต่ด้วยสภาพหยินโชติช่วง ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่าปราณภายในหยินหยางด้านในร่างกายเสียดสีและปะทะกันต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าพิศวง
การเปลี่ยนแปลงนี้ลดแรงต้านในการเคลื่อนไหวของเขาได้ในระดับหนึ่ง ต่อให้เขาตัวหนักจนน่าเหลือเชื่อ ภายใต้การผลักดันรวมตัวของปราณภายในหยินหยาง การยืมแรงโผพุ่งด้วยความเร็วสูงแบบหยาบๆ ยังพอทำได้
นี่เหมือนกับคนกระโดดไกล ขอแค่มีแรงมากพอ ก็กระโดดได้ไกลมาก
เขากระโจนขึ้นจากผิวน้ำอีกครั้งอย่างแผ่วเบา แล้วดีดตัวไปยังที่ไกล
ถ้ามีคนเดินผ่านข้างใต้เขา จะรู้สึกได้ว่า ด้านล่างของตัวลู่เซิ่งปล่อยไอร้อนไร้รูปร่างออกมาตลอดเวลา
เป็นเพราะไอร้อนที่รุนแรงสายนี้ที่ทำให้ร่างกายอันหนักอึ้งของเขาเคลื่อนไหวอย่างไร้สุ้มเสียง แผ่วเบาดั่งสำลี
กล่าวง่ายๆ ก็คือ ลู่เซิ่งอาศัยปราณภายในที่ล้ำลึกสุดเปรียบปานเป็นอุปกรณ์ไอพ่น ผลักดันตนเองบินไปด้านหน้า สร้างปรากฏการณ์ลวงเหมือนวิชาตัวเบากลายๆ
หนำซ้ำการใช้แบบนี้ สำหรับเขาในสภาพหยินโชติช่วงแล้ว ความเร็วในการสิ้นเปลืองปราณภายในยังช้ากว่าความเร็วในการคืนปราณ จึงไม่มีผลกระทบใดๆ
พุ่งผ่านผิวน้ำไม่กี่ลมหายใจ ลู่เซิ่งก็ขึ้นบนฝั่ง จากนั้นก็ผลุบหายไปในม่านวิกาลมืดมิดอย่างเงียบเชียบ
เขาเร็วเหลือเกิน ครั้นเร่งความเร็วสุดกำลังก็เหมือนกับลมหอบหนึ่ง พริบตาเดียวก็ลอยไปหลายร้อยหมี่ หนึ่งหมี่สำหรับเขาคือสองกะพริบตา
แสงจันทร์จางๆ ปรากฏขึ้นด้านหลังชั้นเมฆ สาดส่องผืนดิน เห็นเขาเหมือนกับควันดำสายหนึ่ง แวบผ่านพื้นดินสูงต่ำอย่างต่อเนื่อง
ทิศทางที่เขามุ่งไปไม่ใช่เมืองเลียบคีรี แต่เป็นเมืองป่าบูรพาทางเหนือ
เปรี้ยง
สายฟ้าสายเล็กๆ แวบผ่านเมฆดำ สาดส่องพื้นดินเพียงพริบตาหนึ่ง
“ฮ่าๆๆ! ทุกคนดื่ม! ไม่ต้องเกรงใจ! ดื่มให้เต็มที่!”
เมืองป่าบูรพา อยู่ในเขตเมืองใหญ่ประสานมังกร มียอดหอคอยสูงที่งดงามไม่ธรรมดา โร่วหลงประมุขพรรคดาวเขียว มือหนึ่งถือน่องวัวขนาดใหญ่ มือหนึ่งโอบเอวกิ่วของโฉมสะคราญผู้อ่อนหวาน หัวเราะลั่นพลางทักทายแขกเหรื่อในงานเลี้ยง
“แม้พรรควาฬแดงเป็นผู้ปกครองแดนเหนือ แต่ตอนนี้พวกเราหลบภัยชั่วคราว เด็กน้อยลู่นั่นแม้พลังแข็งแกร่ง แต่ก็เอื้อมมือมาไม่ถึงเมืองประสานมังกร ที่นี่คือเมืองป่าบูรพา ทุกท่านไม่ต้องห่วง! ขอแค่มีข้าโร่วหลงอยู่ จะไม่ให้พรรควาฬแดงยื่นกรงเล็บเข้ามาแน่” โร่วหลงสัญญาอย่างผ่าเผย
“ประมุขพรรคโร่วหลงเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองประสานมังกร คำพูดของท่านพวกเราย่อมเชื่อถือ เพียงแต่พรรควาฬแดงมีขุมกำลังยิ่งใหญ่ ปัจจุบันยังเรียกคนไปพบปะ ไม่แน่ว่าจะมีใจทะเยอทะยาน วางแผนการไว้…” หัวหน้าพรรคคนหนึ่งของเมืองประสานมังกรเอ่ยอย่างกังวล
พวกเขาทั้งหมดเป็นยอดฝีมือไม่กี่คนในเมืองป่าบูรพา ที่นี่หากนับกันจริงๆ ไม่ถือเป็นแดนเหนือ แม้จะอยู่ห่างจากเมืองเลียบคีรีไม่ไกล แต่ก็อยู่ทางตะวันออกติดแม่น้ำ ด้านบนเป็นธารน้ำแข็งสุดลูกหูลูกตา
หลังโดนบีบคั้นพวกเขาอย่างมากก็ขนย้ายข้าวของ ล่องเรือหนีออกจากที่นี่เพื่อเปลี่ยนสถานที่ ถึงอย่างไรเมืองประสานมังกรของพวกพวกเขาแม้มีอย่างอื่นไม่เยอะ แต่มีเรือเยอะ
พรรคดาวเขียวเป็นหนึ่งในสองพรรคใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุดของที่นี่ โร่วหลงประมุขพรรคฝึกฝนพลังไขมัน ไม่มีใครสู้ได้ คนธรรมดาปล่อยหมัดใส่เขา ก็จะถูกพลังดีดสะท้อนหักกระดูกในชั่วพริบตา
“ที่นี่อยู่ไกล พวกเราควบคุมเส้นทางเดินเรือของเกาะทางตะวันออก อย่างมากถ้าแตกหักก็เดินเรือออกทะเล จะสนใจจิตใจทะเยอทะยานของเขาไปทำไม” หัวหน้าพรรคอีกแห่งหนึ่งซดสุรากินเนื้ออย่างมูมมาม ไม่แยแสสนใจ
สามารถหาเนื้อวัวสุกมากินในถิ่นที่ฟ้าน้ำมีแต่แข็ง ดินมีแต่หิมะเช่นที่นี่ได้ แค่ใช้คำว่าฟุ่มเฟือยบรรยายไม่พอแล้ว
“พูดมากไปใย ดื่ม! เพื่อฉลองที่วันนี้ที่งมมาได้มาก ไม่ได้ของทะเลเยอะๆ แบบนี้มานานแล้ว ออกทะเลในครั้งนี้เพียงพอให้พวกเราดื่มกินได้มากกว่าครึ่งปี!” โร่วหลงยกถังสุรา ตะโกนขึ้น
“ไม่ผิด! ดื่ม!”
“เพื่อเมืองประสานมังกร!”
“หมดจอก!”
“หมดจอก!”
พวกหัวหน้าพรรคใบหน้าแดงเรื่อ ยกจอกสุรา ถ้วยสุราขึ้นดื่มรวดเดียว
แอ๊ด…
ทันใดนั้นประตูห้องงานเลี้ยงไม่ทราบเกิดอะไรขึ้น พลันแง้มเป็นร่องแยก คล้ายลมแรงเกินไป จึงถูกพัดเปิด
องครักษ์เฝ้าประตูสองคนรีบเข้าไปกดประตูใหญ่ คิดผลักกลับไปเหมือนเดิม
แต่เพิ่งจะปิดประตูใหญ่ แรงอันมหาศาลก็กระแทกใส่บานประตู
เปรี้ยง!
ทั้งสองกระเด็นกลิ้งไปชนใส่กำแพง ไม่ทราบเป็นหรือตาย
ในแสงจันทร์เย็นเยียบ บุรุษผมยาวถึงเอวคนหนึ่งถือดาบยืนอยู่ที่ประตูใหญ่
ในเงามืดของเส้นแสง มองไม่เห็นใบหน้าของเขา เพียงเห็นผมยาวสีดำที่ยุ่งเหยิงถูกลมพัดลอยไปทางซ้าย
“ครึกครื้นจริงๆ…คนมากขนาดนี้เชียว…” เสียงของบุรุษผมยาวสะกดเสียงหัวเราะของทุกคนในชั่วพริบตา ดังสู่รูหูของทุกคนอย่างชัดเจน
ฟู่…
ลมเย็นยะเยียบพัดจากประตูใหญ่ที่อ้าออกเข้าไปด้านใน คนที่เมาอยู่สร่างเมาแล้ว
“ผู้ใด!?”
เช้ง
มีคนชักดาบ ค่อยๆ ลุกขึ้น มองมาด้วยสายตาดุร้าย
ยังมีอีกหลายคนเดินออกไปจากประตูเล็ก ไม่ใช่คิดหนี ก็คิดอ้อมไปล้อมทางด้านหลัง
แก๊ง!
โร่วหลงโยนไหสุราทิ้ง ไหสุรากระแทกใส่กำแพงหิน กลิ้งลงมาส่งเสียงกึงกัง สุราที่เหลือไหลออกจากไห หกบนพื้น
เขายืดตัวขึ้น ใบหน้าที่อ้วนฉุเป็นก้อนไขมันหลายชั้นยิ้มอย่างแปลกประหลาดและโหดเหี้ยม
“มีคนบุกมาถึงที่นี่เลยหรือนี่…”
ร่างมหึมาของโร่วหลงสูงเกือบสองหมี่กว่าๆ ยามลุกขึ้นเหมือนกับภูเขาไขมันที่เคลื่อนไหวได้ ฝ่ามืออวบใหญ่สองข้างตบลงพื้นดังตึงตัง ห้องงานเลี้ยงสั่นสะเทือนน้อยๆ
เหอะๆๆ! เขาหัวเราะอย่างดุร้าย
……………………………………….
[1] ซันเกิง เป็นเวลาประมาณเที่ยงคืน
บทที่ 174
ยอดฝีมือที่ท่าเท้าไร้สุ้มเสียงส่วนหนึ่งอ้อมไปด้านหลังบุรุษผมยาว เข้าไปใกล้อย่างช้าๆ
บุรุษผมยาวเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ให้เส้นแสงส่องใบหน้าของตน เขาสวมหน้ากากแพะภูเขาปิดบังหน้าตา ลวดลายสีแดงขาวมีสีสันหยดย้อย
“ลองหยุดข้าดู…ถ้าพวกเจ้าทำได้…” เขาค่อยๆ ยกเท้าขึ้น ก้าวไปด้านหน้า
ครืน!
แสงสายฟ้าวาบผ่าน
ในป่าไม้สูงเทียมฟ้าที่มืดสลัว
ควันขาวนับไม่ถ้วนวนรอบป่าเหมือนกับหมอก ทำให้ทั้งป่าขมุกขมัว
ตึง
เสียงฝีเท้าทุ้มหนักดังมาจากส่วนลึกของป่า สัตว์แมลงที่ซ่อนตัวอยู่ส่วนหนึ่งแตกตื่น เสียงแซ่กๆ ดังขึ้นในพุ่มไม้ใบหญ้าเพราะแมลงไต่ไปทั่วด้วยความตกใจ
ผ่านไปพักหนึ่ง ป่าไม้หนาทึบที่กำลังจะเงียบงันลงอีกครั้ง
ตึง
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังมาอีก
ตึง
ตึง
ตึง
เสียงฝีเท้าที่มีจังหวะสั่นสะเทือนพื้นดินเข้าใกล้หมอกขาวอย่างช้าๆ
ยักษ์สีเทาร่างมหึมาซึ่งแบกกระบองเขี้ยวหมาป่าหนาเท่าเอวคนเดินเข้ามากลางป่าทีละก้าวๆ
ยักษ์มีปากกว้างและตาข้างเดียว ตาข้างนั้นเล็กยิ่ง ใหญ่เท่าลูกเหอเถา รอบๆ เป็นรอยยับสีเทาที่เป็นของแหลมหลายกลุ่ม เหมือนกับแว่นสำหรับรวมศูนย์
ยักษ์เดินไปด้านหน้าทีละก้าวๆ จนระทั่งถึงต้นไม้มหึมาสองต้น จึงค่อยๆ หยุดลง
ในหมอกขาว ต้นไม้สูงเทียมฟ้าสองต้นตั้งตระหง่าน ยอดพุ่มต้นไม้ขนาดใหญ่โตปกคลุมพื้นที่หลายสิบหมี่ที่อยู่รอบๆ บังสายฟ้าสีน้ำเงินที่วาบผ่านท้องนภาตลอดเวลา
ฟุ่บ
ทันใดนั้น ดวงตาสีแดงขนาดใหญ่สองข้างเปิดขึ้นตรงหน้ายักษ์ตนนั้น
ดวงตานั้นยาวยิ่ง ดวงตาข้างหนึ่งใหญ่เกือบเท่าตัวยักษ์
ดวงตาสีแดงขนาดใหญ่ที่เรียวยาวสองข้างสาดแสงในม่านหมอกขาว ถึงขั้นย้อมไอหมอกบริเวณเล็กๆ เป็นสีแดง
“อ้อ…”
เสียงสงสัยที่ทอดยาวและทุ้มต่ำดังมาจากด้านหลังดวงตา
“เจ้านี่เองเฉาหู่”
ยักษ์วางกระบองเขี้ยวหมาป่าบนบ่าลงพื้นเสียงดังตึง ก้มหน้าน้อยๆ เพื่อแสดงความเคารพ
“ข้าล้มเหลว…ปล่อยให้สตรีนางนั้นหนีไปได้…”
ดวงตาสีเลือดกลอกเล็กน้อย จ้องมองคนตัวยักษ์สักพัก
“ชิ้นส่วน ชิ้นส่วนชิ้นใหญ่สุดถูกนางชิงไปได้ นางหนีไปไม่รอด…เจ้ายังมีโอกาส”
“ถูกต้อง ข้ายังมีโอกาส” ยักษ์เฉาหู่พยักหน้า “ข้าส่งบริวารไปปล่อยหยกอนธการสลาย ครึ่งเดือนให้หลัง ข้าจะไปหานางตามที่อยู่ ครั้งนี้ นางหนีไม่รอดแน่”
“ข้าเชื่อเจ้า” ดวงตามหึมากล่าวอย่างเชื่องช้า
“ครั้งก่อนเป็นเพราะข้าประมาท…ครั้งนี้ข้าจะไม่ชะล่าใจอีก!” เฉาหู่เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ในดวงตาเพียงข้างเดียวฉายความคลุ้มคลั่งและความโหดเหี้ยม
“จงระวัง…นางยิ่งทำลายชีวิตก็ยิ่งแข็งแกร่ง นี่คือลักษณะพิเศษของภัยพิบัติมังกรสีชาด” ดวงตามหึมาเตือน
“ข้าทราบดี”
…
ในเวลาเจ็ดวันสั้นๆ เมืองประสานมังกรในเขตเมืองป่าบูรพาเกิดเรื่องใหญ่
โร่วหลงประมุขพรรคดาวเขียวซึ่งเป็นหนึ่งในสองพรรคที่ใหญ่ที่สุดของเมืองตายอย่างลึกลับ ขณะจัดงานเลี้ยงตอนกลางคืนเพื่อต้อนรับหัวหน้าพรรคอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ตน
ไม่เพียงแค่เขา หัวหน้าพรรคมากมายในงานเลี้ยงก็พากันตกตาย เวลาแค่คืนเดียวขุมกำลังครึ่งหนึ่งในเมืองประสานมังกรไร้ผู้นำ พรรคทรายขาวพรรคใหญ่อีกแห่งหนึ่งได้โอกาส
เพียงแต่ว่าตอนพรรคทรายขาวฮุบกลืนขุมกำลังของพรรคดาวเขียว ประมุขพรรคทรายขาวก็ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้น อย่างน่าประหลาด
ว่ากันว่าประมุขพรรคถูกความเย็นในคืนนั้นเข้าแทรก ต้องพักผ่อนในห้อง ไม่สะดวกลงมือ แต่ความจริงมีคนลือว่า ในคืนเดียวกันนั้นหัวหน้าพรรคทรายขาวประกาศปิดด่านอย่างอธิบายไม่ได้ จากนั้นมอบภารกิจทั้งหมดให้มือรองและบริวารจัดการ
เมืองประสานมังกรเดิมมีกิจการประมงเป็นหลัก พรรคเหล่านี้ควบคุมเรือหาปลาที่ใหญ่ที่สุดและมากที่สุด ปัจจุบันขุมกำลังพรรคปั่นป่วน กิจการหาปลาพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
ภายหลังมีคนในยุธภพเล่าลือว่า ในเมืองมียอดฝีมือกำลังภายในจำนวนไม่น้อยเกิดเรื่องอย่างลึกลับ หากไม่ประกาศปิดด่าน ก็หายตัวไปด้านนอก ไม่ทราบเป็นหรือตาย
มีคนนึกถึงคำสั่งเรียกประชุมของพรรควาฬแดงที่ตอนนี้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด จึงคาดเดาว่าอาจเป็นเพราะเมืองประสานมังกรไม่ยอมปฏิบัติตาม พรรควาฬแดงจึงส่งคนมาคิดบัญชี ข่าวลือดูมีมูล ทำให้คนค่อนข้างเชื่อถือ
ลู่เซิ่งพับจดหมายในมือลง นี่เป็นข้อมูลที่มาจากสายในเมืองประสานมังกร กล่าวถึงเหตุเปลี่ยนแปลงของเมืองประสานมังกรในช่วงนี้
ความจริงเขาไม่มีความจำเป็นต้องอ่าน เพราะว่าเหตุเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เป็นเขากระทำเอง เขาฆ่าคน คนที่ปิดด่านเหล่านั้นทั้งหมดก็ถูกดูดปราณภายในจนหมด จำเป็นต้องปิดด่านเพื่อซ่อนความจริงที่พลังยุทธ์หายไป
ในเจ็ดวันนี้ เขาบุกตะลุยไปหลายร้อยลี้ ไปๆ มาๆ ระหว่างเรือวาฬแดงกับเมืองประสานมังกร โดยไม่มีใครพบเห็น
‘ในเจ็ดวันดูดพลังยอดฝีมือกำลังภายในไปสี่สิบสามคน คนพวกนี้ปราณภายในปะปนขุ่นมัวเกินไป พอเปลี่ยนเป็นปราณขวดสมบัติก็เหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วน พอเอามารวมกัน ก็มีปราณเหลวเพิ่มมาแค่สามหยด’ ลู่เซิ่งส่ายหน้าเล็กน้อย ‘ดูเหมือนนอกจากปราณภายในจากสุดยอดวิชาแล้ว ปราณภายในที่เหลือมีการเจือปนมากไป ดูดมาได้น้อยเหลือเกิน’
ครั้งนี้เขาไปเมืองประสานมังกรลงมือในที่ลับ แปดส่วนของปราณภายในที่ดูดมา ได้มาจากยอดฝีมือห้าอันดับแรก สองส่วนที่เหลือเป็นของยอดฝีมือสี่สิบสามคนรวมกัน
‘ปราณเหลวสามหยด…เทียบเท่ากับพลังยุทธ์สามร้อยปี’ ลู่เซิ่งสัมผัสปราณภายในที่ไหลเวียนในข่ายกระเรียนหยิน บวกกับปราณภายในจากคนของสำนักพยัคฆ์ภูผาที่ดูดมาก่อนหน้า หลังจากเปลี่ยนแปลง วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานในปัจจุบันของเขาก็มีปราณเหลวเจ็ดหยด
นี่เป็นผลลัพธ์หลังจากหยินหยางสมดุลและพัฒนาในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงช้าเล็กน้อย ปราณขวดสมบัติกับวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานมีพลังฝึกปรือเจ็ดร้อยปี
‘จัดการทางเมืองประสานมังกรเรียบร้อย ต่อจากนี้ไปเมืองคูรวม’ ลู่เซิ่งเริ่มคำนวณ
‘ถ้าเมืองคูรวมดูดปราณเหลวมาได้สามหยด เราก็จะมีพลังยุทธ์แปดร้อยปี จากนั้นไปเมืองผลัดหลิว แล้วไปเมืองธารประจิม…’ เขาหยีตาเล็กน้อย
ใช้ข่ายกระเรียนหยินดูดปราณภายใน พอเปิดช่องออก เขาก็เหมือนน้ำในทำนบ หากปล่อยก็ไม่อาจควบคุมได้
ลู่เซิ่งสัมผัสได้ว่าปราณเหลวบวมใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในร่างกาย ถึงขั้นที่ด้วยระดับความแข็งแกร่งของกายเนื้อในปัจจุบันก็ยังรู้สึกบวมเล็กน้อย
เพราะการปรับสมดุลหยินหยางของปราณขวดสมบัติ ในเวลาสั้นๆ เขาจึงมีพลังยุทธ์เพิ่มมาหลายร้อยปี ความเร็วระดับนี้ไม่ด้อยกว่าการใช้ปราณหยินเพื่อยกระดับวรยุทธ์
“เรียนประมุขพรรค ขุนนางตรวจการของราชสำนักส่งจดหมายมา” องครักษ์ใกล้ชิดคนหนึ่งกล่าวเบาๆ ด้านนอกประตู
ลู่เซิ่งรู้สึกตัว ความคิดถูกขัดจังหวะ
“เอาเข้ามา”
องครักษ์ผลักประตูเข้ามาวางจดหมายลงบนโต๊ะ จากนั้นคำนับ แล้วล่าถอยไป
ลู่เซิ่งรอประตูห้องปิดลง ค่อยหมุนตัวเดินไปหยิบจดหมายบนโต๊ะมาเปิด ดึงกระดาษออกมา
ด้านบนเป็นเทียบเชิญที่ไป๋เฟิงเหล่าเต้าเขียนมา เชิญเขาไปงานพบปะเพื่อปรึกษาการเคลื่อนไหวที่ถี่ๆ ของพรรควาฬแดงในช่วงนี้
ถ้อยคำบนจดหมายซ่อนคมในความคลุมเครือ คล้ายคิดมอบแรงกดดันให้เขา
ลู่เซิ่งอดหัวเราะไม่ได้
‘ลืมไปว่าพวกเขาคิดว่าเราเป็นแค่ระดับตรีลักษณ์’
ผลการต่อสู้จนถึงตอนนี้ของเขา ที่ผู้คนรู้จริงๆ คือการเอาชนะสตรีกางร่ม การฆ่าฑูตเขตแดนและผู้ประกอบพิธีที่เหลือ คนทราบเรื่องไม่ได้แพร่งพรายออกไป ดังนั้นความรู้ของไป๋เฟิงเหล่าเต้ากับเซียวหงเย่ต่อเขาจึงหยุดอยู่ตอนก่อนหน้า
ในความทรงจำของพวกเขา เขายังเป็นลูกหลานตระกูลขุนนางสายเลือดอ่อนแอที่เข้าร่วมตระกูลซั่งหยางคนหนึ่ง
ไป๋เฟิงเหล่าเต้าเป็นแค่ระดับตรีลักษณ์ เซียวหงเย่ก็ไม่ต่างกันนัก สำหรับลู่เซิ่งในตอนนี้ ระดับเช่นนี้ต่ำเกินไปจริงๆ
เขาวางจดหมายลงบนโต๊ะ ใคร่ครวญครู่หนึ่ง
‘ลองไปดูก่อน ในเมื่อรู้แล้วว่าเป้าหมายที่แท้จริงของผู้คุมจัตุรัสแดงไม่ใช่เรา อย่างนั้นไปสืบข่าวหาข้อมูลส่วนหนึ่งก็ไม่เลวเหมือนกัน’
ลู่เซิ่งเผาจดหมายทิ้ง จัดการภารกิจพรรคส่วนหนึ่งในห้องหนังสือ ก่อนออกมากินอาหาร
อวี้เหลียนจื่อกำลังมารายงานเรื่องสำคัญในช่วงนี้ที่เกิดขึ้นในแต่ละท้องที่พอดี
“ทางเมืองประสานมังกรปรากฏความวุ่นวาย โร่วหลงประมุขพรรคดาวเขียวกับยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งเกิดเรื่องในคืนเดียว นี่เป็นผลสรุปตามหลังที่เพิ่งส่งมา” อวี้เหลียนจื่อส่งเอกสารรายละเอียดชุดหนึ่งให้
“วางไว้ด้านข้าง มีเรื่องอะไรอีก” ลู่เซิ่งกล่าวเรียบเฉย
“อีกอย่างคือ คุณชายหยางเซ่ออกจากแดนเหนือโดยขึ้นเรือใหญ่ไปยังธารน้ำแข็งแล้ว ออกเดินทางไปตอนเช้าวันนี้” อวี้เหลียนจื่อกล่าวอย่างจริงจัง “รวมถึงคุณหนูซั่งหยางจิ่วหลี่ก็ส่งรายการวัตถุดิบยาที่ต้องการมาด้วย ในนี้มียาสองสามชนิดที่ในคลังหมดแล้ว จำเป็นต้องเก็บ…”
“รายงาน” ทันใดนั้นองครักษ์ใกล้ชิดคนหนึ่งก็วิ่งมานอกประตู “คุณหนูเฉินอวิ๋นซีเดินทางมายังหน่วยหลัก ใต้เท้านิ่งซานส่งคนไปคุ้มครองแล้ว ประมุขพรรคจะให้จัดการอย่างไร”
“อวิ๋นซีหรือ นางมาทำอะไร” ช่วงนี้ลู่เซิ่งยุ่งจนหัวฟู ไม่ได้ไปหานางนานแล้ว คนที่อยู่ข้างกายช่วยดูแลเรื่องหยุมหยิมทางเฉินอวิ๋นซีให้
ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ ผู้คุมจัตุรัสแดงกับสมาคมหทัยร่อนเร่พร้อมจะระเบิดศึกใหญ่ได้ตลอด เขาอาจจะโดนลูกหลงไปด้วย
นอกจากนี้รองประมุขจวนอู๋โยว เย่หลิงม่อก็กำลังตามสืบเรื่องการตายของผู้ประกอบพิธีอยู่ เขาเกาะเกี่ยวกับเรื่องนี้ล้ำลึก ถ้าไม่ระวัง ความลับอาจถูกเปิดเผย
ในเวลาแบบนี้ ลู่เซิ่งไม่มีเวลาพลอดรักกับเฉินอวิ๋นซี
แต่อย่างไรก็เป็นภรรยาที่ยังไม่แต่งงาน มาหาตนด้วยตัวเอง อย่างไรก็เมินเฉยไม่ได้
ลู่เซิ่งไตร่ตรอง “พานางมาสวนดอกไม้”
“ขอรับ!”
“นางมาคนเดียวหรือ ยังมีคนอื่นหรือไม่”
“เรียนประมุขพรรค ไม่มีคนอื่น คุณหนูอวิ๋นซีปลอมตัวออกจากบ้านมา” องครักษ์ใกล้ชิดรีบตอบ
ลู่เซิ่งพลันสีหน้าเคร่งเครียด
อวี้เหลียนจื่อแอบยิ้มอยู่ด้านข้าง
“ประมุขพรรคช่วงนี้ยุ่งกับภารกิจ คงจะไม่ทราบว่าคุณหนูอวิ๋นซีมักไปจุดธูปไหว้พระที่วัด ทุกๆ ครั้งจะจุดธูปขอความปลอดภัยให้ประมุขพรรคเล่มหนึ่ง”
ลู่เซิ่งได้ยิน สีหน้าค่อยๆ อ่อนโยนลง
“นางกังวลเกินไป ท่านไปเถอะ เรื่องอื่นๆ ท่านจัดการเอง นอกจากนี้อย่าลืมดูแลรองประมุขพรรคเฉินอิงด้วย เตรียมยารักษาสำหรับบำรุงไว้เยอะๆ ให้ความสำคัญกับโภชนาการในแต่ละวันด้วย”
“ทราบแล้ว ประมุขพรรควางใจ ข้าจะตั้งใจดูแล” อวี้เหลียนจื่อกล่าวอย่างเคารพ
ลู่เซิ่งพยักหน้า เขาวางใจในตัวอวี้เหลียนจื่อ หลังกำชับหลายคำ ก็ลุกขึ้นเดินไปยังสวนดอกไม้
อากาศทึมทึบอยู่บ้าง ลู่เซิ่งรอในสวนดอกไม้ครึ่งชั่วยาม เฉินอวิ๋นซีที่แต่งชุดบุรุษก็เดินเข้ามาสวนดอกไม้ด้วยย่างก้าวเร่งรีบ
“ลู่เซิ่ง! ท่านไม่ไปหาข้าเลย”
นางมีสีหน้าไร้เดียงสา รอยยิ้มเจิดจ้าประดับบนใบหน้า
“คืนนี้ข้าไม่กลับไปแล้ว จะอยู่กับเจ้า ดีหรือไม่”
ลู่เซิ่งมองนางด้วยรอยยิ้ม มองจนเฉินอวิ๋นซีก้มหน้าอย่างเขินอาย เขาค่อยหัวเราะ กล่าวว่า “ข้ารู้ว่าแบบนี้ไม่ดีต่อเจ้าเหมือนกัน” เขายื่นมือไปกุมแก้มเฉินอวิ๋นซีอย่างแผ่วเบา
ปราณหยินหยางขวดสมบัติสายหนึ่งซึมเข้าไปในร่างของเฉินอวิ๋นซีตามแก้มของนาง
ปราณขวดสมบัติเป็นวิชาหล่อเลี้ยงชีวิต ดังนั้นขอแค่เพิ่มการควบคุม ก็จะไม่จับตัวเป็นข่ายกระเรียนหยิน เกิดผลหล่อเลี้ยงพลังชีวิตเพียงอย่างเดียว ปราณภายในหล่อเลี้ยงชีวิตชนิดนี้มีผลยืดอายุขัย
ดังนั้นเขาจึงคิดจะทดลองจัดการโรคซ่อนเร้นให้แก่ภรรยาที่ยังไม่แต่งงาน อีกเดี๋ยวค่อยกลับไปจัดการให้พวกลู่เฉวียนอัน
แต่ว่าพอปราณภายในเพิ่งเข้าสู่ร่างกายของเฉินอวิ๋นซี ดวงตาที่เบิกบานในตอนแรกของเขาก็เปลี่ยนแปลงในพริบตา
มีกลิ่นอายประหลาดสายหนึ่ง!
เขาสัมผัสกลิ่นอายที่ลึกลับซ่อนเร้นสายหนึ่งที่เหมือนกับผู้คุมจัตุรัสแดงได้ในร่างกายของเฉินอวิ๋นซี
……………………………………….
บทที่ 175
“ท่านเป็นอะไรไป” เฉินอวิ๋นซีกุมมือของลู่เซิ่งที่แนบอยู่กับตนอย่างสงสัย “ทำไมทำหน้าเครียดขนาดนี้”
ลู่เซิ่งรู้สึกตัว
“ไม่…ไม่มีอะไร” เขาเค้นยิ้ม “ช่วงนี้น่าจะยุ่งเกินไป เลยเหนื่อยไปหน่อย”
เฉินอวิ๋นซียิ้ม “ท่านก็ทุ่มเทเกินไป เก่งกาจถึงขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงไม่หยุดพักบ้าง ชั่วชีวิตของคนเราไม่อาจเอาแต่ทำเพื่อวัตถุภายนอก จะมากจะน้อยก็ต้องใช้ชีวิตเพื่อตัวเองบ้าง”
ลู่เซิ่งยิ้มๆ
“พูดมีเหตุผล น่าเสียดาย…โลกก็เป็นอย่างนี้… เจ้าไม่พัฒนา คนอื่นๆ ก็จะแซงเจ้า เจ้าหยุดนิ่งไม่ไปต่อ ตอนที่ประสบปัญหา ตอนที่ขาดพลังอีกเล็กน้อย จึงค่อยรู้สึกสำนึกเสียใจ”
“ข้าไม่ชอบฟังหลักการยิ่งใหญ่” เฉินอวิ๋นซีเบือนหน้าหนี “ก่อนหน้านี้ข้าเพิ่งทราบว่าท่านเป็นถึงประมุขพรรควาฬแดง ท่านไม่รู้ ตอนข้าได้ยินข่าวนี้ ถึงกับอึ้งไปเลย” นางอดปิดปากหัวเราะไม่ได้ “กว่าจะได้สติก็หมดวันแล้ว”
“ขนาดนั้นเชียวหรือ” ลู่เซิ่งบีบจมูกเล็กๆ ของนาง
“ขนาดนั้นเชียวล่ะ!” เฉินอวิ๋นซีห่อปาก “ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ ฉายานี้น่าเกรงขามขนาดไหน องอาจขนาดไหน ท่านยังไม่เห็นท่านพ่อข้า ยิ้มไม่หุบทั้งวัน”
“จริงด้วย ช่วงนี้เจ้าพบคนแปลกหน้าประหลาดๆ บ้างหรือไม่” ลู่เซิ่งพลันถาม
“ไม่มีนี่” เฉินอวิ๋นซีพอได้ยินก็ระวังตัวขึ้น “เกิดอะไรขึ้นหรือ”
“ไม่มีอะไร ตอนนี้ร่างกายเจ้ามีตรงไหนไม่สบายหรือไม่” ลู่เซิ่งถามอีก ขณะเดียวปราณขวดสมบัติสายนั้นก็กำลังเคลื่อนไหวตรวจสอบในร่างกายของเฉินอวิ๋นซี
“ไม่มี ทุกอย่างดีหมด ดูเหมือนช่วงนี้…ช่วงนี้จะอ้วนขึ้นเล็กน้อย…” พูดถึงตรงนี้ นางก็ก้มหน้าอย่างอายๆ
เด็กสาวให้ความสำคัญกับน้ำหนักตัวเองเป็นพิเศษจริงๆ
ลู่เซิ่งตรวจสอบสักพัก ในที่สุดก็เจอลมปราณประหลาดที่อ่อนแอสุดขีดสายหนึ่งบนผิวตรงแขนด้านขวาของเฉินอวิ๋นซี
สมควรเป็นรอยตราที่ผู้คุมจัตุรัสแดงทิ้งไว้
เขาโล่งอก
รอยตรานี้คล้ายเป็นแค่ตราสัญลักษณ์ แม้ไม่เข้าใจว่ามีประโยชน์อะไร แต่อ่อนแอแบบนี้ทั้งไม่รู้สึกถึงความเป็นอันตราย น่าจะไม่มีปัญหา
‘ผู้คุมจัตุรัสแดงน่าจะแค่สงสัย จึงทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้เพื่อหาเบาะแส ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรา…ยังไม่ถึงขั้นใช้อวิ๋นซีข่มขู่เรา’
ลู่เซิ่งนิ่วหน้าเล็กน้อย
‘แต่ทำไมอยู่ๆ ผู้คุมจัตุรัสแดงถึงทิ้งรอยตราไว้บนตัวอวิ๋นซี หรือนางจะพบอะไร พบการติดต่อกันของเรากับสตรีกางร่มเหรอ’
เขาครุ่นคิด ทางหนึ่งพูดคุยกับเฉินอวิ๋นซี ทางหนึ่งใช้ปราณขวดสมบัติหุ้มรอยตรานั้นไว้
สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทำลายรอยตรานั้นทิ้ง เหมือนกับผู้คุมจัตุรัสแดงจะแค่สงสัย ไม่ได้ตัดสินใจลงมือจริงๆ
เพื่อไม่แหวกหญ้าให้งูตื่น เขาลังเลเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ทำลายรอยตรานั้น
“อีกสักพักจะถึงเทศกาลเก้ากลีบแล้ว พวกเราไปดูดอกเก้ากลีบบานด้วยกันดีหรือไม่ ในหุบเขาหมื่นบุปผาที่ชานเมืองมีทะเลดอกเก้ากลีบผืนใหญ่ งดงามมาก รอบๆ มีกองทัพเฟยเหลียนลาดตระเวน ปลอดภัยยิ่ง” เฉินอวิ๋นซีเสนอ มองลู่เซิ่งด้วยแววตาคาดหวัง
“เทศกาลเก้ากลีบ…” ลู่เซิ่งแสดงสีหน้าจนปัญญา “ขออภัย วันนั้นข้ามีธุระจริงๆ” การบานของดอกเก้ากลีบเป็นเส้นตายที่สมาคมหทัยร่อนเร่กำหนดจะลงมือกับผู้คุมจัตุรัสแดง
เฉินอวิ๋นซีได้ยินพลันผิดหวัง
“ก็ได้ เช่นนั้นข้าจะนัดพี่น้องไปเอง เกิดมีคุณชายคนไหนเข้ามา ท่านอย่าได้หึงหวง”
“ไม่ต้องห่วง ข้าเหมือนคนใจแคบแบบนั้นหรือ” ลู่เซิ่งหัวเราะ ทุกๆ วันเพศตรงข้ามที่พบปะกับเฉินอวิ๋นซีได้ผ่านการคัดเลือกอย่างตั้งใจของพวกยอดฝีมือที่เป็นบริวารเขามาแล้ว ทุกๆ วินาทีมียอดฝีมือไม่ต่ำกว่าห้าคนคุ้มครองเป็นการลับอยู่รอบๆ
บวกกับชื่อเสียงในแดนเหนือของเขาลู่เซิ่ง ความเป็นไปได้ที่จะเกิดเรื่องเกือบเท่ากับศูนย์
“ก็ได้ จริงสิ ครั้งนี้ท่านพ่อข้าหาคนมารับกิจการใหญ่…ประวัติของอีกฝ่ายคลุมเครืออยู่บ้าง…”
“อือ อีกเดี๋ยวข้าจะส่งคนไปตรวจสอบให้” ลู่เซิ่งยิ้มเอ่ย
ทั้งสองคนเอาใจกันในสวนดอกไม้พักหนึ่ง ลู่เซิ่งค่อยให้คนส่งเฉินอวิ๋นซีกลับไป
เขาไม่ได้ให้ยอดฝีมือไปคุ้มครองมากกว่าเดิม เพราะเขาทราบว่าการทำไปก็ไร้ความหมาย ในมือไม่มียอดฝีมือที่คุ้มครองเฉินอวิ๋นซีจากผู้คุมจัตุรัสแดงได้
การกระทำของผู้คุมจัตุรัสแดงที่ลงมือกับคนใกล้ชิดของเขาแบบนี้ ทำให้ลู่เซิ่งยึดมั่นในการตัดสินใจก่อนหน้านี้มากกว่าเดิม ผู้คุมจัตุรัสแดงเป็นปัจจัยอันตรายที่ไม่แน่นอน
เวลาพลบค่ำ เขาไปยังเมืองเลียบคีรี เจอไป๋เฟิงเหล่าเต้าที่มาต้อนรับด้วยตัวเองตามลำพังในลานด้านในของที่ทำการจวนขุนนาง
“ประมุขพรรคลู่สบายดี! ไม่เจอมานาน ดูหมือนพลังพัฒนาขึ้นอีกแล้ว!” ไป๋เฟิงไม่เหมือนกับนักพรต กลับคล้ายพ่อค้ามากกว่า
“ท่านพี่ไป๋เฟิงกล่าวอะไร เมื่อมาถึงระดับของพวกเรา คิดจะก้าวหน้าอีกก้าวไหนเลยง่ายดาย” ลู่เซิ่งถอนใจ
ทั้งสองคนเดินเคียงบ่ากันเข้าไปยังโถงใหญ่ด้านใน
เซียวหงเย่มาถึงตั้งแต่แรก การประชุมยังคงเป็นพวกเขาสามคน พวกเขาสามคนควบคุมสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในแดนเหนือมาโดยตลอด
โต๊ะสุราถูกจัดไว้เรียบร้อย หญิงรับใช้โดนไล่ออกไป ที่นี่ไม่ใช่จวนเซียวของเซียวหงเย่ จึงไม่ได้หรูหรานัก เป็นกับข้าวธรรมดา
“มาๆๆ” ไป๋เฟิงเหล่าเต้าเรียกลู่เซิ่งให้นั่งลง “พวกเรากินไปคุยไป”
เซียวหงเย่ลุกขึ้นทักทายลู่เซิ่งเช่นกัน
“พี่ลู่มาช้านัก ปรับสุราสามจอก!”
“ขออภัยท่านพี่ทั้งสองท่าน ช่วงนี้งานยุ่งจริงๆ” ลู่เซิ่งประสานมือเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เขาหาที่นั่งนั่งลง ปรับตัวเองสามจอกอย่างผ่าเผย ทั้งสามคนนั่งกินอาหารพลางกล่าวหยั่งเชิงเกรงอกเกรงใจที่ไร้คุณค่า
ไป๋เฟิงชวนยกจอกตลอด หลังดื่มไปสามรอบ เขาก็วางจอกสุราลง แล้วมองลู่เซิ่ง
“พี่ลู่ ช่วงนี้ท่านเคลื่อนไหวใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ไม่ทราบว่าในพรรคกำลังวางแผนเปลี่ยนแปลงปรับปรุงอันใด”
ลู่เซิ่งส่ายหน้า
“ข้าเดาออกแต่แรกว่าพวกท่านนัดมาเพราะเรื่องนี้” เขาคิดคำพูดไว้แล้ว เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พูดถึงเรื่องพวกนี้ ไม่นานมานี้ขุมกำลังมากมายเช่นสำนักคูรวมถูกลอบโจมตี ไม่รู้ว่าพวกท่านได้ยินมาหรือไม่”
ไป๋เฟิงมองไปที่เซียวหงเย่ นี่เป็นเรื่องที่จวนอู๋โยวกับผู้คุมจัตุรัสกระทำ
เซียวหงเย่กระแอมสองคำ “ดูเหมือนพวกเราไม่อาจเป็นตัวเอง…” เขาเข้าในความหมายของลู่เซิ่งผิด นึกว่าเป็นคำสั่งของเบื้องบน ตระกูลซั่งหยางเป็นหนึ่งในเก้าตระกูลแห่งจงหยวน ขุมกำลังยิ่งใหญ่กล้าแข็ง ไม่พูดถึงคนอื่น จวนอู๋โยวทั้งจวนก็ยังเทียบไม่ได้
เรื่องนี้ย่อมไม่พูดถึงชั่วคราว ขอแค่คนธรรมดาไม่ได้เกิดเรื่องใหญ่โต ก็ไม่มีอะไรมาก
“ความจริงครั้งนี้ที่นัดทั้งสองท่านมา ก็เพราะเรื่องของผู้คุมจัตุรัสแดง ข้าอยากรู้ความต้องการของสองฝั่งเบื้องหลังพวกท่าน” ไป๋เฟิงวางจอกสุราลง กล่าวอย่างขึงขัง “ช่วงนี้ผู้คุมจัตุรัสแดงลงมือติดต่อกัน ทั้งยังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ข้าเกรงว่านางจะคลั่งขึ้นกะทันหัน เกิดว่าลงมือทำลายล้างเมือง…เรื่องนี้ข้ารายงานราชสำนักแล้ว อีกไม่นานจะมียอดฝีมือขุนนางใหญ่มา แต่พวกเราล้วนทราบดีว่า ระดับของผู้คุมจัตุรัสแดงไม่ใช่จะเอาอยู่ง่ายๆ”
เซียวหงเย่ถอนใจเช่นกัน
“พี่ไป๋เฟิงกล่าวถูกต้อง พวกเราจวนอู๋โยวเองก็จนปัญญา ตอนนี้รองประมุขจวน เย่หลิงม่อก็ปวดหัวกับเรื่องนี้เหมือนกัน ผุ้คุมจัตุรัสแดงกระทำรุนแรงเกินไป ที่พันธมิตรบู๊ก็ฆ่าคนไปอย่างน้อยหลายร้อย จากนั้นก็ฆ่าที่เมืองเลียบคีรีไปอย่างน้อยมากกว่าร้อย นี่ยังเป็นแค่จำนวนที่พวกเรารู้ ภายหลังข้ายังได้ข่าวว่า นางคนได้ทำลายหมู่บ้านบนเขาไปสามแห่ง คนมากกว่าพันถูกฆ่าจนหมดสิ้น ถึงแม้คนพวกนี้จะเป็นโจร แต่จำนวนก็มากเกินไป”
ลู่เซิ่งพยักหน้า “อย่างนั้นท่านพี่ทั้งสองมีมาตรการใด”
“แผนการในปัจจุบันคือทำความเข้าใจว่าผู้คุมจัตุรัสแดงต้องการอะไรกันแน่ แล้วคิดวิธีหามาให้นาง” ไป๋เฟิงเอ่ยอย่างจนใจ
เซียวหงเย่เองก็จนปัญญา หลังจากถึงระดับอสรพิษ โดยพื้นฐานแล้วสามารถสร้างขุมกำลังตระกูลขุนนางของตัวเอง และยืนหยัดบนลำแข้งตัวเองในโลกที่ลำบากแบบนี้ได้
ระดับเช่นนี้ไม่ใช่ระดับที่ตรีลักษณ์เช่นพวกเขามีปัญญารับมือ
ลู่เซิ่งผิดหวังเล็กน้อย ยังนึกว่าสองคนนี้จะมีวิธีการใหม่ๆ คิดไม่ถึงจะมีแค่นี้
ทั้งสามคนแลกเปลี่ยนข่าวสารกันสักพัก ไป๋เฟิงก็พูดถึงเรื่องหนึ่งโดยไม่รู้ตัว กระตุ้นความสนใจของลู่เซิ่ง
“พูดถึงหลี่ซุ่นซี หลังจากเขาออกจากแดนเหนือไปทางนั้น ไม่ทันไรทางจงหยวนก็มีข่าวเกี่ยวกับสลักสะกดวิญญาณส่งมา ว่ากันว่าถูกตระกูลหวงในเก้าตระกูลจงหยวนประกาศจับ ไม่เพียงทำลายสลักสะกดวิญญาณ ยังกินผลไร้ใจที่พวกเขาตั้งใจเพาะปลูกมาหลายร้อยปี ตอนนี้ไม่รู้อยู่ไหน เพื่อชิงแก่นของผลไร้ใจ ไม่ทราบว่ามีคนกี่คนคิดหามัน”
“เขาเป็นเพียงยอดฝีมือในยุทธภพทั่วไปไม่ใช่หรือ” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างสงสัย
“ไม่ใช่มานานแล้ว” ไป๋เฟิงส่ายหน้า “สถานะอีรุงตุงนังเหมือนกับน้องลู่”
“อ้อ? สถานะขอข้ามีตรงไหนผิดปกติหรือ” ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว
“น้องชาย!” ไป๋เฟิงชี้ไปที่ลู่เซิ่ง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มารดาท่านเดิมก็ไม่ใช่ตระกูลซุนให้กำเนิด สถานะของนางซับซ้อน เรื่องนี้แม้ลึกลับ แต่ขุนนางตรวจการเช่นข้ายังตรวจสอบได้”
ลู่เซิ่งนึกว่าเขาจะพูดเรื่องอื่น เช่นพลังของเขา แต่กลับคาดไม่ถึง เรื่องนี้จะเกี่ยวกับซุนยี่ยนมารดาที่ตายไปนานแล้ว
เรื่องนี้ตัวเขาไม่รู้ แอบจดจำไว้ คุยกับทั้งสองอีกพักหนึ่ง ก็ยืนยันแผนการที่เกี่ยวกับว่าจะรับมือการเคลื่อนไหวอย่างฉับพลันของผุ้คุมจัตุรัสแดงอย่างไร จนกระทั่งกลางดึก จึงค่อยบอกลาจากไป
…
ที่ราบน้ำแข็งแดนเหนือ
ที่ราบน้ำแข็งขนาดมหึมาที่เปราะบาง เรียกว่าที่ราบน้ำแข็งหญ้าขาว
เป็นเพราะมีสภาพอากาศเลวร้ายถึงขีดสุด ทุ่งราบน้ำแข็งเกิดพายุหิมะพัดกระหน่ำตลอดเวลา ดังนั้นผู้อยู่อาศัยส่วนหนึ่งจึงรวมตัวกันสร้างเมืองเล็กๆ ขึ้นมา ทั้งยังใช้ฝาทรงกรวยขนาดใหญ่คลุมด้านบนเมืองเอาไว้ ทำให้ละอองหิมะที่พัดตกลงมาไม่ถึงกับกองสุมกันด้านบน
เมืองเล็กๆ หลายแห่งเหมือนกับกระโจมสามเหลี่ยม อยู่ชิดเนินส่วนหนึ่ง เมืองเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่มีขนาดใหญ่บรรจุคนได้มากกว่าร้อยคน เหมือนกับเมืองกลางภูเขาบนที่ราบน้ำแข็ง มีกระท่อมน้ำแข็งที่มีขนาดเล็กบรรจุคนได้สิบกว่าคน
พวกเขาขุดหลุมใหญ่บนพื้น เมื่อปรับฐานดินดีแล้ว ค่อยวางผนัง สุดท้ายหลอมฝาทรงกรวยทีละน้อยๆ ส่วนใหญ่สร้างไม่ง่ายนัก
พายุหิมะสีขาวทั่วท้องฟ้าส่งเสียงหวีดหวิว
ผู้คุมจัตุรัสแดงห่อตัวอยู่ในเสื้อคลุมไหล่สีขาว ใกล้ๆ คืออิงอิงสตรีกางร่มที่ติดตามทุกย่างก้าว เดินอยู่ด้านหลัง นางสวมเสื้อคลุมไหล่สีขาวตัวหนาแบบเดียวกัน
สองคนมาถึงหน้าเมืองน้อยที่สูงสิบกว่าหมี่แห่งหนึ่ง สิ่งก่อสร้างประหลาดแบบนี้ยิ่งใหญ่และตระการตามาก
ตั้งอยู่บนพื้นเหมือนกับเจดีย์แหลม เพียงแต่ตัวมันอยู่ใต้ดินทั้งหมด
“เป็นที่นี่” ผู้คุมจัตุรัสแดงเลียริมฝีปาก ดวงตาปรากฏความหิวกระหาย
“ท่านพี่…ระวังด้วย…” สตรีกางร่มย้ำเบาๆ
“ไม่ต้องห่วง นอกจากคนเหล่านั้น แดนเหนือกว้างใหญ่ผู้ใดคุกคามข้าได้ เจ้าปกป้องตัวเองให้ดีก็พอ!” ผู้คุมจัตุรัสแดงยื่นมือออกไปแนบบนกำแพงเมืองน้อยที่หยาบกระด้างและเย็นเยียบ
อย่างไร้สุ้มไร้เสียง กำแพงเมืองน้อยละลายกลายเป็นโพรงขนาดใหญ่ กำแพงเหล่านี้ความจริงทำจากชั้นน้ำแข็ง
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น