166-170
บทที่ 166
“ก่วนเนี่ยน!?” ผู้ชราสองทั้งคนรีบลุกขึ้นไปเปิดประตู
เห็นก่วนเนี่ยนยืนอยู่ด้านนอกกับคนในกลุ่มจิตเขียวสี่คน มีมือกระบี่วัยกลางคนตัวยืดตรง บุคลิกคมกล้าคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังพวกเขา
“ท่านคือ…?” จางอู่หยาอยู่ในพันธมิตรบู๊มาสิบกว่าปี จำสมาชิกทั้งหมดที่เข้าร่วมได้สบาย แต่ว่าคนตรงหน้าเขาไม่เคยเจอมาก่อน
“ข้าน้อยสวีชุย เป็นมือขวาของใต้เท้าลู่เซิ่งประมุขพรรควาฬแดง” บุรุษผู้นั้นค่อยๆ ค้อมตัวลง กล่าวอย่างไม่ต้อยต่ำไม่สูงส่ง
ถ้าหากไม่ใช้สิ่งนั้น เขาก็ไม่ใช่คู่มือของชายชราผู้นี้ เทียบกับพลังที่พวกเขาได้มาจากการตรากตรำฝึกฝนเองแล้ว เขาที่พึ่งพาการถ่ายทอดวิชาของประมุขพรรค เดิมทีก็ด้อยมากกว่าขั้นหนึ่ง
ดังนั้นเขาจึงเคารพชายชราตรงหน้ายิ่ง
“ลู่เซิ่งประมุขพรรคลู่!?” จางอู่หยาตาเป็นประกาย “เขาให้ท่านมามีเจตนาใด”
“เข้าไปก่อนค่อยคุยกันเถอะ” สวีชุยเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
“ถูกต้องๆ!” จางอู่หยารีบพยักหน้า
หลังก่วนเนี่ยนนำคนเข้าห้อง ก็ทิ้งหนึ่งคนไว้เฝ้าระวังด้านนอก
ทุกคนเข้ามานั่งลง สวีชุยไม่ปกปิดเจตนาการมาของตัวเอง บอกความตั้งใจของลู่เซิ่งตรงๆ
พันธมิตรบู๊ในตอนนี้แตกต่างจากก่อนหน้า ผู้นำปิดด่านไม่ดูแล ในพันธมิตรโกลาหลวุ่นวาย คนไม่น้อยโดนปรักปรำ ทั้งยังฆ่าผิดตัว
คนแก่ๆ เช่นพวกจางอู่หยารอมาโดยตลอด รอผู้นำออกมาจัดการความวุ่นวาย น่าเสียดายจนถึงตอนนี้ ในพันธมิตรที่ตายก็ตาย ที่หนีก็หนี ไม่เห็นเงาผู้นำแม้แต่น้อย
นี่ทำให้พวกเขาหมดอาลัยตายอยากอยู่บ้าง
“จะอยู่ต่อทำอะไร!” ในห้องก่วนเนี่ยนอดสบถด่าเสียงดังไม่ได้ “พวกจงอวิ๋นซิ่วไม่รู้โดนดีอะไรเข้า ต้องกำจัดสายลับทั้งหมดให้จงได้ ขอแค่มีความน่าสงสัยเล็กน้อยก็ไม่ละเว้น! นี่มันยึดถือชีวิตคนเป็นผักปลา สังหารผู้บริสุทธิ์ไม่ใช่หรือ!? พันธมิตรบู๊มารดามัน ข้าอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว!”
“ดังนั้นท่านเลยพาเขามาพบพวกเราหรือ” จางอู่หยาเอ่ยเสียงทุ้ม
ก่วนเนี่ยนพลันชะงัก
“เป็นไร ไม่ได้หรืออย่างไร คนของกลุ่มข้าเกิดปัญหาเพียงแค่คนเดียว แต่พวกจงอวิ๋นซิ่วไม่พูดพร่ำทำเพลง จับคนของข้าไปสองคน! นางคิดทำอะไร จะแบ่งขั้วหรือ!?” เขาเริ่มหน้าแดงแล้ว
“ไปหลบอยู่ด้านนอกชั่วคราว ประมุขพรรคลู่ควรค่าให้การเชื่อถือ เพียงแต่ทางจวนอู๋โยว…” จางอู่หยากล่าวอย่างลังเล
“ตอนนี้จวนอู๋โยวเสียผู้ประกอบพิธีไปสองคนติดๆ กัน เอาตัวเองยังไม่รอด ไหนเลยจะมาสนใจพวกเรา” ก่วนเนี่ยนกล่าวอย่างไม่แยแส
จางอู่หยากับหญิงชราสบตากัน ต่างถอนใจในใจ
เป็นเพราะสูญเสียสาหัส เลยสงสัยพวกเรามากกว่าเดิม สภาพการณ์อาจเลวร้ายกว่านี้…
“แต่ว่าถ้าเป็นประมุขพรรคลู่ จะต้องไม่มีปัญหาแน่ พวกเราไปหลบที่พรรควาฬแดงได้” จางอู่หยาใคร่ครวญ กลับพบว่าวิธีนี้ใช้ได้
ยังไม่พูดถึงว่าลู่เซิ่งเป็นพี่น้องของหลี่ซุ่นซี ที่เขาสังหารทูตเขตแดนสี่คนของจวนอู๋โยว ก็ถือเป็นความแค้นใหญ่หลวง ไม่สามารถอยู่ร่วมกับจวนอู๋โยวได้ ศัตรูของศัตรูก็คือสหาย ทางเขาจะต้องไม่มีปัญหาแน่
“ประมุขพรรคของข้า เดิมทีเที่ยวนี้คิดมาจัดซื้อและแลกเปลี่ยนคัมภีร์ลับวิชาส่วนหนึ่ง กลับนึกไม่ถึงจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ ผู้อาวุโสกับหัวหน้าก่วนเป็นคนคุ้นเคยกับพวกเรา ออกจากที่นี่หลบเลี่ยงความวุ่นวายชั่วคราวก็ไม่เลว” สวีชุยเอ่ยเสียงทุ้ม
“พวกเราขอพิจารณาดูก่อน…” จางอู่หยาขมวดคิ้ว คนจะฉลาดเมื่อแก่ตัว เขาไม่คิดว่าที่ลู่เซิ่งส่งคนมาในครั้งนี้ เพื่อรับพวกเขาไปหลบเลี่ยงความวุ่นวาย มากกว่าครึ่งน่าจะเพื่อคัมภีร์ลับที่พวกเขาครอบครอง ยังมีทรัพยากรสมบัติล้ำค่ามากมายของพันธมิตรบู๊ แม้ไม่ใช่ธัญญาหาร แต่เขาไม่เชื่อว่าลู่เซิ่งจะไม่หวั่นไหว
“ยังพิจารณาหาอะไรอีก! รีบไปเถอะ!” ก่วนเนี่ยนหงุดหงิดจริงๆ เขาเข้าใจความวุ่นวายในพันธมิตรบู๊ดีกว่าใคร ผู้คนกำลังใจเสีย โดยเฉพาะความขัดแย้งของยอดฝีมือธรรมดาที่มีระดับเอกะฟ้าเป็นตัวแทนกับตระกูลขุนนางยิ่งมายิ่งล้ำลึก ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เกรงว่าจะเกิดเรื่อง
“พวกเราไปแล้วคนอื่นๆ จะทำอย่างไร” จางอู่หยาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ความตั้งใจของประมุขพรรคคือ พาไปได้เท่าไหร่ ก็ไปเท่านั้น” สวีชุยกล่าวอย่างจริงจังเช่นกัน “แน่นอนว่าทางตระกูลขุนนางต้องให้หัวหน้าก่วนตั้งใจเลือกสรรว่าใครน่าเชื่อถือ”
พอกล่าวคำพูดนี้ ไม่ว่าก่วนเนี่ยนหรือจางอู่หยา ต่างตกตะลึงเล็กน้อย
นี่จะ…ย้ายพันธมิตรบู๊ไปหมดเลยหรือ!
…
ลู่เซิ่งเดินเข้าห้องลับสำหรับปิดด่านอย่างแผ่วเบา
น้ำตกที่อยู่นอกหน้าต่างฝั่งตรงข้ามตกลงด้านล่าง ละอองน้ำลอยขึ้นมาตลอดเวลา
ในห้องลับมีแค่เบาะกลมสีเทาใบเดียว และโต๊ะเตี้ยเอาไว้วางกระถางธูป บนโต๊ะวางอาหารและน้ำส่วนหนึ่ง
ลู่เซิ่งมองกับข้าวที่อยู่ด้านบน ทั้งหมดบูดเน่าแล้ว ไม่ถูกแตะต้องแม้แต่น้อย แสดงว่าวางไว้ที่นี่มานาน
ห้องลับว่างเปล่าไม่มีคน ผู้นำที่สมควรปิดด่านอยู่นี่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ทราบไปที่ไหน
‘ฉินอู๋เมี่ยน?’ เขากวาดตามองไปทั่วห้องลับ หยีตาลง ในอากาศนอกจากกลิ่นเน่าเสีย ยังได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ
แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับเขา เขามาที่นี่เพราะคิดจะพบกับผู้นำพันธมิตรบู๊ เพื่อดูว่าจะร่วมมือหรือหาประโยชน์ได้หรือไม่ กลับนึกไม่ถึงสิ่งที่เห็นจะเป็นภาพนี้
‘ผู้นำพันธมิตรบู๊คนนี้ลึกลับมาก…’ ลู่เซิ่งหาดูในห้องอยู่พักหนึ่ง ไม่ได้ผลลัพธ์อะไร จึงออกจากห้องมาอย่างเงียบงัน
เขาออกมาจากห้อง รวดเร็วอย่างน่าประหลาด เคลื่อนไหวปราดเปรียวในมุมอับที่คนทั่วไปมองไม่เห็น บางครั้งที่หลบไม่พ้นจริงๆ ก็ฟาดฝ่ามือใส่ผู้มาจนสลบไป
เพราะความเร็วและพลังระเบิด ไม่ทันไรเขาก็กลับมาถึงลานเล็กเมื่อก่อนหน้า
จงอวิ๋นซิ่วกับสตรีอีกสองคนกำลังรออยู่ที่นั่น
เห็นลู่เซิ่งมาถึง ทั้งสามคนมีสีหน้ายินดี
“ประมุขพรรคลู่! สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?!” จงอวิ๋นซิ่วรีบถาม
ลู่เซิ่งส่ายหน้าให้นางเล็กน้อย “ท่านผู้นำไม่ได้อยู่ในห้องลับแต่แรก”
“ว่าแล้ว!” จงอวิ๋นซิ่วสีหน้าเย็นชา นางไม่ได้สะเพร่าเหมือนก่วนเนี่ยน หลังจากเรื่องราวของหลี่ซุ่นซี นางก็เกิดความสงสัยว่าท่านผู้นำยังอยู่ที่นี่จริงๆ หรือไม่
สาเหตุที่ชักนำคนทำตัวเป็นปรปักษ์กับก่วนเนี่ยน เป็นเพราะต้องการอำพรางเจตนาที่แท้จริงของตัวเอง
“ในเมื่อประมุขพรรคเชิญ สภาพการณ์ของพันธมิตรในตอนนี้ท่านเองก็เห็นแล้ว ไม่เหมาะจะอยู่ต่อจริงๆ เพียงแต่…การไปยังพรรควาฬแดงจะทำให้ทางจวนอู๋โยวจับตาดูท่านหรือไม่” จงอวิ๋นซิ่วละเอียดอ่อนยิ่งกว่าก่วนเนี่ยน ขมวดคิ้วถาม
“เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง ข้าเตรียมธัญญาหารไม่น้อยไว้อีกสถานที่หนึ่ง พวกท่านไปซ่อนตัวที่นั่นก่อน คอยจับตาดูการเปลี่ยนแปลงเงียบๆ ไม่ได้ให้กลับพรรควาฬแดง” ลู่เซิ่งตอบเรียบง่าย
“เช่นนี้ก็ขอรบกวนประมุขพรรคแล้ว” จงอวิ๋นซิ่วไตร่ตรอง ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ท่านคิดพาคนไปเท่าไหร่” ลู่เซิ่งถามเบาๆ
“ข้ากับพี่น้องอีกสองคน คนอื่นๆ ไม่น่าเชื่อถือ” จงอวิ๋นซิ่วพูดพลางส่ายหน้า “ตอนนี้ด้านในพรรค ข้าพบแล้วว่า นอกจากสายลับของจวนอู๋โยว ยังมีคนของขุมกำลังอีกขุมหนึ่ง พวกเราไม่มีวิธีแยกแยะแล้วว่าใครเชื่อใจได้”
“ช่วงก่อน มีคนค้นพบขี้นกของนกจดหมายแดงที่ใช้ส่งข่าวด้านนอกหุบเขา มีคนติดต่อกับคนนอกหุบเขา” สตรีอีกคนหนึ่งเอ่ยแทรก
ลู่เซิ่งความจริงกะจะไม่ปฏิเสธผู้มาอยู่แล้ว ขอแค่พลังแข็งแกร่ง เขาล้วนชมชอบ ข่ายกระเรียนหยินสามารถจัดการปัญหาได้ในครั้งเดียว
แต่ว่าตอนนี้รีบเร่ง พาคนไปมากไม่ได้ เกิดถูกผู้คุมจัตุรัสตามทันก็ยุ่งยากแล้ว ดังนั้นเขาจำเป็นต้องรีบพาคนที่รู้เรื่องไปซ่อนตัวก่อน
“เช่นนั้นก็ดี ข้าส่งคนไปติดต่อกับพวกก่วนเนี่ยนและจางอู่หยาแล้ว สักพักจะไปพร้อมกัน”
“ทั้งหมดแล้วแต่การจัดการของประมุขพรรค” จงอวิ๋นซิ่วประสานมือกล่าว
“ไม่ต้องเกรงใจ” ลู่เซิ่งยิ้ม “แต่ว่าก่อนหน้าจะไปพวกท่านจำเป็นต้องให้ข้าตรวจสอบด้วยตัวเอง ข้ามีวิธีหนึ่งที่แยกแยะได้คร่าวๆ ว่า ระหว่างพวกท่านมีสายลับและคนทรยศหรือไม่”
“อ้อ!?” พวกจงอวิ๋นซิ่วงุนงง
“เวลาบีบคั้น หนำซ้ำต้องใช้พลังยุทธ์ ดังนั้นได้แต่ระบุคนไม่กี่คน” ลู่เซิ่งเสริมหนึ่งประโยค
“ประมุขพรรคมั่นใจหรือ!?” จงอวิ๋นซิ่วสีหน้าเคร่งขรึมอย่างรวดเร็ว
“มั่นใจแปดส่วน”
“มากพอแล้ว!” จงอวิ๋นซิ่วตัดสินใจทันที “ถ้าทำได้ หวังว่าตอนนี้ท่านจะสามารถระบุตัวพวกเรา”
“ย่อมได้อยู่แล้ว” ลู่เซิ่งยิ้มอย่างเป็นมิตร ปราณหยินหยางขวดสมบัติจุดหนึ่งรวมตัวที่ปลายนิ้วของเขา
“แค่แตะก็ใช้ได้” เขายื่นนิ้วหาหน้าผากจงอวิ๋นซิ่วอย่างช้าๆ
ยอดฝีมือตระกูลขุนนางระดับทวิลักษณ์คนหนึ่ง ทดลองได้พอดีว่าปราณขวดสมบัติจะกลายเป็นข่ายกระเรียนหยินได้หรือไม่
ถ้าได้ ขอแค่จงอวิ๋นซิ่วไม่ทรยศ เขาก็จะไม่สั่งให้ทำงาน ถ้าเกิดเรื่องเหนือความคาดหมายขึ้นก็เก็บเป็นแผนสำรอง
ชึบ
เมื่อนิ้วแตะหน้าผากของจงอวิ๋นซิ่ว ปราณขวดสมบัติสายหนึ่งมุดเข้าไปในร่างนางอย่างรวดเร็ว
ซู้ด…
เยื่อดำโผล่ขึ้นมา ปราณขวดสมบัติดิ้นรนเล็กน้อย แล้วระเบิดหายไปทันที
จงอวิ๋นซิ่วถอยหลังไปหลายก้าว สีหน้าเปลี่ยนแปลง จับจ้องลู่เซิ่ง
“สิ่งนี้มีอันตรายกับข้า! ประมุขพรรคลู่ท่านคิดทำอะไร!?”
‘อ้าว…ทำลายเยื่อดำไม่ได้…’ ลู่เซิ่งดวงตาปรากฏความผิดหวัง “นี่เป็นแค่วิธีการที่ใช้ทดสอบว่าเป็นสายลับหรือไม่ ท่านคิดหรือว่าลมปราณแค่นี้จะก่อให้เกิดอันตรายกับท่านได้”
จงอวิ๋นซิ่วพลันลังเล แต่ว่าเมื่อครู่นางรู้สึกได้ถึงความรู้สึกคุกคามที่อันตรายร้ายแรงจริงๆ หลังจากเยื่อดำป้องกันโดยสัญชาตญาณ นางก็รีบถอยหลัง
“ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร ประมุขพรรคเก็บวิธีนี้ไว้เถอะ พวกเราออกเดินทางตอนไหน”
“ตอนไหนก็ได้” ลู่เซิ่งแสดงสีหน้าเสียดาย ลดมือลง
ภายใต้การปกปิดของจงอวิ๋นซิ่ว ในคืนวันนั้น พวกนางก็รวมตัวกับพวกก่วนเนี่ยนและจางอู่หยา ทั้งหมดยี่สิบกว่าคน นำเอาคัมภีร์ลับถุงเล็กถุงใหญ่ออกจากพันธมิตรบู๊อย่างเงียบเชียบ เหลือแค่สมาชิกในพันธมิตรที่น่าสงสัยส่วนหนึ่ง
…
กลางดึก
ด้านนอกพันธมิตรบู๊ค่อยๆ ปรากฏเงาร่างสูงใหญ่ขึ้น
ผู้คุมจัตุรัสแดงยืนบนชะง่อนผา เพ่งมองหอสีเงินด้านล่าง สตรีกางร่มกับวิญญาณเร่ร่อนหลายตนยืนอยู่ด้านข้าง
“นี่คือพันธมิตรบู๊ สถานที่สวยงามดี”
“พวกเรา…จะตรวจสอบ…อย่างไร” สตรีกางร่มเอ่ยเบาๆ
“เข้าไปตรงๆ ถ้าไม่พูดก็ฆ่าทิ้ง” ผุ้คุมจัตุรัสแดงไม่รอสตรีกางร่มตอบ ก็กระโจนออกไปด้านหน้า ทะยานสู่หอเบื้องล่างเหมือนกับวิหค
“ใครบังอาจบุกพันธมิตรบู๊!”
เงาสีเขียวหลายสายพุ่งสวนมา แต่ละคนถือง่ามเหล็ก ดาบ และกระบี่ เป็นลูกหลานตระกูลขุนนางที่มีตำแหน่งหน้าที่ในพันธมิตร
แต่พอลูกหลานเหล่านี้เห็นผู้คุมจัตุรัสแดงกลางอากาศ สีหน้าเปลี่ยนแปลงโดยพลัน พากันทิ้งอาวุธ แล้วหมุนตัวคิดหลบหนี แสดงให้เห็นว่าจำนางได้
เปรี้ยง!
พื้นด้านหน้าหอถูกกระแทกเป็นหลุมใหญ่กว้างหลายหมี่
ผู้คุมจัตุรัสแดงค่อยๆ ลุกขึ้นจากในหลุม
……………………………………….
บทที่ 167
ตึงๆๆ…
เสียงตีกลองอันเร่งร้อนดังขึ้นในพันธมิตรบู๊ นี่เป็นการแจ้งเตือน เสียงวิ่งของสมาชิกจำนวนมากดังออกมา
ผู้คุมจัตุรัสแดงเลียริมฝีปาก
“คนธรรมดามักดิ้นรนโดยไร้ความกลัวเกรง”
เปรี้ยง!
องครักษ์พันธมิตรบู๊ที่เมื่อครู่หนีออกไปไกลแล้ว ตอนนี้พลันตัวระเบิด ทรวงอกของพวกเขาเหมือนถูกคนใช้ดาบฟันเฉียงๆ ใส่ หนีไปไม่ไกลเท่าไหร่ ก็ล้มฮวบลงกับพื้น
“มารปีศาจ! มารปีศาจมาแล้ว!”
“รีบไปเชิญท่านผู้นำ!”
คนที่ปั่นป่วนกระจัดกระจายไปทั่ว พันธมิตรบู๊เหมือนกับนกกระจอกแตกรัง พากันหลบหนี ไม่มีคนคิดต่อสู้สักคนเดียว
ผู้คุมจัตุรัสแดงเบะปากอย่างเบื่อหน่าย เดินออกจากหลุม มุ่งตรงไปยังหอตรงกลาง
ฟิ้ว!
ในตอนนี้เอง มีชายชราหลายคนพุ่งมากลางอากาศ โจมตีจากด้านหลังของนางอย่างไร้สุ้มเสียง คิดลอบโจมตี
ฟุ่บ!
ประกายโลหิตกระจาย ผู้คุมจัตุรัสไม่ได้ทำอะไร เพียงเยื้องย่างไปด้านหน้าอย่างเงียบๆ เงาร่างหลายสายที่พุ่งมาด้านข้างนางระเบิดแหลกเหลว ปลิวกระเด็นออกไป บนร่างปรากฏรอยดาบน่ากลัวขึ้นหลายสาย
ละอองเลือดหลายกลุ่มวนเวียนอยู่รอบตัวนาง เหมือนกับพลุที่ระเบิดอย่างยิ่งใหญ่
ผู้คุมจัตุรัสแดงเดินไปตรงกลางพันธมิตรบู๊อย่างมาดมั่น ด้วยประสบการณ์ของนาง ตรงกลางสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ ปกติจะเป็นส่วนแกนหลัก
“รีบไป!” คนสิบกว่าคนพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ในมือถืออาวุธหนักเช่นลูกตุ้ม เหล็กท่อนคู่ ขวาน ระดมทุบใส่นาง
บนใบหน้าพวกเขามีความองอาจหาญกล้าขณะพุ่งเข้ามาเอง เพื่อปกป้องเหล่าสหาย
แต่ก็ไร้ประโยชน์
เปรี้ยง!
เงาร่างที่โจมตีมาเหล่านั้นระเบิดอยู่ข้างตัวนางอีกครั้ง จากนั้นก็กระเด็นออกไป บนผิวหนังมีรอยดาบขนาดใหญ่
ตูมๆๆ!
ซากศพจำนวนมากล้มลงรอบๆ บางส่วนกระแทกกับประตูไม้กับเสาหินจนพังทลาย เลือดสาดกระจายไปทั่ว
ผู้คุมจัตุรัสแดงเดินไปตรงกลางทีละก้าวๆ ในแดนเหนือไม่มีใครต้านทานนางได้
ตระกูลซั่งหยางทำไม่ได้ จวนอู๋โยวก็ทำไม่ได้!
ที่แห่งนี้นางไร้คู่ต่อกร
“รอเดี๋ยว!” ทันใดนั้นเงาดำสายหนึ่งแวบผ่าน โผล่ขึ้นมาด้านหน้านาง
เคร้ง!
พริบตานั้น เงาที่พร่ามัวของมีดสายหนึ่งวูบขึ้น เงาดำที่ด้านหน้าเหมือนถูกสายฟ้าผ่าใส่ กระเด็นออกไป ลากพื้นเป็นรอยไหม้เกรียมยาว
หมับ!
เงาดำกระอักเลือดออกมา ยกมือกุมอก
“ผู้คุมจัตุรัสแดง!” เย่หลิงม่อตั้งหลักอย่างทุลักทุเล ถูกดาบฟันใส่โดยอธิบายไม่ได้ เกือบแสดงสภาพน่าอนาถ นี่ทำให้เขาเสียหน้า ขณะเดียวกันเลือดลมในกายพลุ่งพล่าน ตระหนกในพลังของอีกฝ่าย
“…ท่านนี่เอง” ผู้คุมจัตุรัสแดงใบหน้าไร้อารมณ์ “หลีกไป ไม่อย่างนั้นจะฆ่าท่านด้วย”
“ท่านฆ่าคนหมดแบบนี้ มีประโยชน์ใดต่อการตรวจสอบสถานการณ์ของข้า!?” เย่หลิงม่อกล่าวอย่างจนใจ
“แล้วจะเป็นไร กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนตรวจสอบง่ายกว่า” ผู้คุมจัตุรัสแดงกล่าวราบเรียบ สายตาเย็นชา “ยิ่งไปกว่านั้น ข้าจะทำอะไรต้องให้ท่านมาสั่งสอนหรือ”
เย่หลิงม่อตัวสั่น ไม่กล้าพูดอีก พลังของผู้คุมจัตุรัสแดงเหนือความคาดหมายของเขา ต่อให้ข้อดีของเขาไม่ได้อยู่ที่การต่อสู้ซึ่งหน้า แต่ถูกดาบฟันปลิวในการต่อสู้ระดับเดียวกัน ก็ออกจะเสียหน้าไปแล้ว
“ไม่กล้า ผู้แซ่เย่เพียงคิดจะเตือนสติผู้คุมจัตุรัส การแหวกหญ้าให้งูตื่นเช่นนี้สุดท้ายอาจไม่ได้อะไรเลย” เขาสะกดเพลิงโทสะ กล่าวเสียงทุ้มต่ำ
ผู้คุมจัตุรัสแดงชะงักฝีเท้า
เย่หลิงม่อเห็นว่าได้ผล ก็รีบพูดต่อ
“ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คุมจัตุรัสเคลื่อนไหวโจ่งแจ้งเกินไป ต่อให้ครั้งนี้เจอเบาะแส ที่อื่นๆ ต่อจากนี้คนร้ายหลังฉากจะต้องรู้ตัวแน่ ความยากในการตรวจสอบจะเพิ่มขึ้น”
“ถ้าอย่างนั้นท่านว่าข้าควรทำอย่างไร” ผู้คุมจัตุรัสดวงตาอันตรายมากขึ้น
“ไปหาขุนนางตรวจการของแดนเหนือหลังตรวจสอบที่นี่เสร็จ พวกเราใช้ขุมกำลังทั้งหมดที่ใช้ได้” เย่หลิงม่อพูดรัวเร็ว
เขารู้ว่าผู้คุมจัตุรัสแดงรอดมาจากเรื่องภัยพิบัติมังกรสีชาด มีขุมกำลังที่แย่งชิงภัยพิบัติมังกรสีชาดมากมาย นางยังแย่งมาได้ชิ้นหนึ่ง ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่ตนคิดแน่
“ส่วนที่นี่ จวนอู๋โยวของข้าอยู่นี่ และมีสายลับบางส่วน” เย่หลิงม่อกล่าวอย่างจริงจัง “ข้าพบเบาะแสที่ไม่นับเป็นเบาะแสอย่างหนึ่งจากพวกเขา… เกรงว่าเรื่องนี้จะมีความเกี่ยวข้องที่แน่นอนกับตระกูลซั่งหยาง”
“ตระกูลซั่งหยาง…” ผู้คุมตรอกแดงสายตาเคร่งเครียด
…
บนถนนตอนกลางคืน ลู่เซิ่งขี่ม้าตัวใหญ่ ถือคัมภีร์ลับที่จางอู่หยามอบให้พลางอ่านอย่างตั้งใจ
นี่เป็นวิทยายุทธ์ระดับพลังปลอดโปร่ง แม้สำหรับเขาในตอนนี้ระดับจะต่ำเกินไป แต่สุดท้ายก็มีส่วนที่เรียนรู้ได้
เขาวางแผนว่าหลังจากรวบรวมวรยุทธ์เสร็จแล้ว จะดูว่าสามารถเร่งการลอกคราบของปราณภายในด้านในร่างกายได้หรือไม่
ผู้คุมจัตุรัสแดงกับเย่หลิงม่อมอบแรงกดดันให้เขาไม่น้อย เขารู้สึกได้ว่า เย่หลิงม่อคนเดียวตนยังรับมือไม่ได้ หากแต่นี่ยังรวมกับผู้คุมจัตุรัสแดงที่แข็งแกร่งกว่าอีกคน…
ถ้าไม่รีบลอกคราบ เกิดถูกสืบเจอ ต่อให้เป็นซั่งหยางจิ่วหลี่ก็คุ้มครองเขาไม่ได้
‘แต่ว่าด่านนี้ไม่ใช่ว่าทำไปแบบปกติก็จะเลื่อนระดับได้’ ลู่เซิ่งความคิดทำงานเร็วจี๋ ตอนที่ร่างกายยังอยู่ในช่วงลอกคราบ คิดจะต้านทานผู้คุมจัตุรัสแดงกับเย่หลิงม่อคนใดคนหนึ่ง เกรงว่าต้องพึ่งปราณภายใน
‘สิ่งที่มีความหวังมากที่สุดคือข่ายกระเรียนหยิน ส่วนปราณหยิน…’ ปราณหยินตอนนี้ใช้ไปหมดเกลี้ยงแล้ว แต่ข่ายกระเรียนหยินกลับดูดปราณภายในจากยอดฝีมือวิทยายุทธ์ที่สู้ด้วยได้
ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว
‘ถ้ายังไม่สำเร็จอีก จะยกระดับพลังเร็วๆ…’ เขาพลันนึกถึงแผนที่ของยาล้ำค่าที่หลี่ซุ่นซีทิ้งไว้
‘หลังจัดหาที่อยู่ให้คนอื่นๆ ก็เริ่มเร่งเก็บรวบรวมยาล้ำค่า ผู้คุมจัตุรัสแดงไม่ได้ตรวจสอบเร็วมากนัก แต่ก็เหลือเวลาไม่มากแล้วเหมือนกัน’
ลู่เซิ่งร้อนใจอยู่บ้าง
พั่บๆ
เสียงกระพือปีกของนกดังขึ้นเบามาก สวีชุยรุดมาจากด้านหลัง
“ประมุขพรรค จดหมายของท่าน” เขาถือม้วนกระดาษที่เป็นจดหมายกระดาษสีแดงม้วนหนึ่ง มองดูก็รู้ว่าเป็นม้วนกระดาษที่มัดติดกับขานกพิราบ
ลู่เซิ่งรับมาเปิดอ่าน แล้วกำมือ ม้วนกระดาษพลันลุกไหม้ ไม่ทันไรก็กลายเป็นผงดำหายไป
เป็นข่าวจากสตรีกางร่ม ผู้คุมจัตุรัสแดงถึงพันธมิตรบู๊แล้ว
“เร่งความเร็ว!” ลู่เซิ่งพลันพูดอย่างเร่งร้อน
จงอวิ๋นซิ่วมาจากด้านหลัง ใบหน้าฉายแววสงสัย
“ประมุขพรรค เกิดเรื่องอะไรหรือ”
ลู่เซิ่งสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด พยักหน้าอย่างจริงจัง
“พันธมิตรบู๊ถูกจู่โจม ผู้คุมจัตุรัสแดงกับยอดฝีมือของจวนอู๋โยวเข่นฆ่าเข้าไปแล้ว เกรงว่าตอนนี้…”
หน้างามของจงอวิ๋นซิ่วฉายแววตื่นตระหนก นางอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง ครู่ต่อมา นางค่อยๆ ได้สติ กำมือแน่น
นางไม่คิดว่าลู่เซิ่งจะพาคนของจวนอู๋โยวมาด้วย นับตั้งแต่เรื่องสายลับ ที่อยู่ของพันธมิตรบู๊ความจริงก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
พวกจางอู๋หยารีบมารวมตัวกัน
“พันธมิตรบู๊ถูกจู่โจม?!” พวกเขาเป็นคนที่มีประสาทสัมผัสฉับไว ตอนลู่เซิ่งเล่าก็ไม่ได้ปกปิด ย่อมได้ยิน
“กลัวอะไร! พวกเราพาคนออกมาแล้ว ที่เหลือ หากไม่ใช่สายลับก็เป็นคนโง่เขลา ตายๆ ไปก็ดี พันธมิตรบู๊ไม่ควรเป็นแบบนี้มานานแล้ว วันๆ เอาแต่หลบหนี ข้าก่วนเนี่ยนไม่ทนแล้ว!” ก่วนเนี่ยนโยนถุงน้ำลงบนพื้นอย่างเดือดดาล
“ท่านไม่เข้าใจ…ไม่เข้าใจ…” จางอู่หยาสีหน้าเหนื่อยล้าอยู่บ้าง ผู้อาวุโสระดับเอกะฟ้าที่เหลืออีกหลายคนประคองเขาพร้อมกล่าวขออภัย แล้วกลับไป
จงอวิ๋นซิ่วสีหน้าซีดขาว เงียบเสียงลง “ประมุขพรรคลู่ ไม่ทราบว่าตอนนี้พันธมิตรบู๊มีสถานการณ์เป็นอย่างไร ถูกจู่โจมเสียหายขนาดไหน..”
ลู่เซิ่งส่ายหน้ายิ้มหนักใจ
“เย่หลิงม่อรองประมุขจวนอู๋โยว กับผู้คุมจัตุรัสแดงลงมือเอง…” คำพูดต่อจากนั้นไม่ได้พูดต่อ แต่ก็ทราบบทสรุปได้อย่างง่ายดาย
จงอวิ๋นซิ่วจากไป กลับไปถึงเกวียนเทียมวัวด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย
ก่วนเนี่ยนรั้งอยู่คนเดียว ให้พี่น้องสองสามคนกลับไปบรรเทาการกระทบกระเทือนจิตใจจากการได้รับข่าวนี้
“ฐานที่มั่นนี้พวกเราใช้กันมาเป็นสิบกว่าปี ตอนนี้เกิดเรื่องอย่างง่ายดาย” ก่วนเนี่ยนยิ้มเย็นชา “พวกหัวแข็งเหล่านั้น ขยะที่เอาแต่ใส่ร้ายว่าพวกเรามีปัญหาจบสิ้นหมดแล้ว เช่นนี้ก็ดี ครั้งนี้สบายแล้วกระมัง”
เขาเว้นเล็กน้อย เงยหน้าพิจารณาลู่เซิ่งอย่างจริงจัง
“ประมุขพรรคลู่ ข้ารู้ว่าท่านไม่ได้ช่วยพวกเราโดยไม่หวังผลตอบแทน เรื่องน้องซุ่นซีพวกเราจัดการไม่ดีจริงๆ ตอนนี้พันธมิตรบู๊ง่อนแง่นกลางลมฝน หลังจากข้ากับจงอวิ๋นซิ่วจัดการความเข้าใจผิดกันแล้ว ได้ยินนางบอกว่าท่านใช้วิธีแยกแยะว่าคนของพวกเราเป็นสายลับได้หรือ”
“ทำได้” ลู่เซิ่งพยักหน้า “แต่อีกฝ่ายต้องปลดเยื่อดำ”
“ปลดเยื่อดำ…” ก่วนเนี่ยนสีหน้าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เยื่อดำเป็นที่พึ่งใหญ่สุดซึ่งพวกเขาใช้ดำรงชีวิต การปลดออกโดยพื้นฐานแล้วคือการฝากความปลอดภัยของตัวเองไว้ในมืออีกฝ่าย
“ข้า…ขอคิดดูก่อน”
ลู่เซิ่งก็ไม่ได้บังคับ เพียงมองก่วนเนี่ยนหมุนตัวกลับเกวียนเทียมวัวของตัวเองด้วยสีหน้าเรียบเฉย ขบวนรถหมดเวลาพักผ่อนพอดี จึงรุดออกเดินทางต่อ
จนกระทั่งถึงเช้า ขบวนจึงถึงหุบเขาแห่งใหม่ในที่สุด
น้ำตกสีขาวขนาดใหญ่สายหนึ่งตกลงมา ตรงข้ามน้ำตกเป็นลำธาร ป่าเขา และหาดหินที่กว้างขวาง
หุบเขาตั้งอยู่ระหว่างหาดหินกับป่าเขา ป่าไม้ขนาดยักษ์ที่สูงใหญ่เก่าแก่ผืนหนึ่งห้อมล้อม
ลู่เซิ่งให้คนสร้างบ้านไม้อย่างง่ายๆ ส่วนหนึ่งขึ้นที่นี่ไว้แล้ว ตอนนี้หลังจากพาคนของพันธมิตรบู๊มาถึง ก็เอาธัญญาหาร เนื้อแห้ง และผักที่เก็บไว้ในถ้ำใกล้ๆ ออกมา ก่อนจะมอบหน้าที่ทั้งหมดให้จางอู่หยา
ระหว่างทาง หลังคุยกับพวกจางอู่หยาอย่างละเอียด แม้ลู่เซิ่งจะยังกล่อมให้ระดับเอกะฟ้าทั้งหมดมาอยู่ใต้การบัญชาการของตนได้ แต่ว่าในหมู่เอกะฟ้าสิบกว่าคน อย่างน้อยก็มีสามคนที่หวั่นไหว กำลังลังเล
ทั้งสามคนนี้เป็นคนรักสงบ ส่วนใหญ่ศึกษาวรยุทธ์และยาในพันธมิตรบู๊ ไม่ชอบต่อสู้
ลู่เซิ่งกำลังอยากได้คนเก่งๆ แบบนี้อยู่พอดี
หลังจัดหาที่พักให้คนจากพันธมิตรบู๊เสร็จ เขาก็ไม่ได้รีบร้อน ตอนนี้การใช้ชีวิตทั้งหมดของพันธมิตรบู๊ต่างอาศัยเขากับพรรควาฬแดง ของดีในมือพวกเขาต้องเอามาได้ทั้งหมดในสักวัน
เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้คือการย่นเวลาหรือทำให้ช่วงลอกคราบหายไป วิธีการย่นเวลาและวิธีการทำให้ช่วงลอกคราบหายไปที่ลู่เซิ่งนึกออกได้วิธีเดียว คือยา
ใช้ยาที่แข็งแกร่งประเภทเร่งการเผาผลาญของร่างกายมาเพิ่มความเร็วให้แก่ช่วงลอกคราบ ถึงแม้ยาแบบนี้มักมีผลข้างเคียง แต่ลู่เซิ่งไม่สนใจ เขาฝึกฝนปราณหยินหยางขวดสมบัติที่รวบรวมวิชาหล่อเลี้ยงชีวิต ปัจจุบันสัมผัสได้อย่างเลือนรางว่า ตนเองจะอายุยืนกว่าคนทั่วไป
ลู่เซิ่งพอกลับถึงพรรค ก็ไปยังห้องหนังสือ หยิบแผนที่ยาล้ำค่าที่หลี่ซุ่นซีมอบให้ออกจากช่องลับด้านหลังชั้นหนังสือ
……………………………………….
บทที่ 168
ฟุ่บ
เปิดแผนที่ยาล้ำค่าออกมา จุดเล็กๆ มากมายด้านบนพลันโผล่ขึ้นด้านหน้าลู่เซิ่ง
เขาจดจ้องที่อยู่ของยาชนิดหนึ่งอย่างรวดเร็ว
‘คุมตัวสตรีกางร่มไว้ได้ชั่วคราว นางช่วยปิดบังได้ แต่จะช้าจะเร็วต้องมีวันที่ความแตก…’ ลู่เซิ่งใช้นิ้วไล้แผนที่เบาๆ
‘เย่หลิงม่อ…ผู้คุมจัตุรัสแดง…ตึงมือจริงๆ…’ เขาขมวดคิ้ว พลังของผู้คุมจัตุรัสแดงเหนือกว่าความคาดหมายของเขา ด้วยพลังของเขาในตอนนี้ ไม่พูดถึงที่ต้องสู้คนเดียว ต่อให้มีสามคน ก็ไม่คณนามือผู้คุมจัตุรัสแดง
จากคำบรรยายของสตรีกางร่มต่อผู้คุมจัตุรัสแดง เย่หลิงม่อยังไม่ใช่คู่มือของนาง ผู้คุมจัตุรัสแดงมีพลังแข็งแกร่งเกินไปแล้ว
“ใช่รู้สึกตึงมือมากหรือไม่” ทันใดนั้นเสียงบุรุษแหลมคมพลันดังในห้องหนังสือ
“ผู้ใด!”
ลู่เซิ่งสายตาเคร่งเครียด ตาข่ายโลหิตทั่วร่างพลันระเบิด ควันสีเลือดหลายสายพุ่งออกไปรอบๆ คิดจะคลุมมุมทั้งหมดที่ซ่อนตัวได้ในห้องหนังสือเอาไว้
“พวกเราไม่มีเจตนาร้าย” เสียงแหลมคมนั้นพูดต่อ ไม่ได้รับผลจากตาข่ายโลหิตแม้แต่น้อย “พวกเรากับผู้คุมจัตุรัสแดงเป็นศัตรูกัน”
ลู่เซิ่งตรวจสอบรอบหนึ่ง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดคุยกับเขาอย่างไร จิตใจเต้นระทึก กล่าวอย่างช้าๆ
“อย่างนั้นพวกท่านคือใคร”
“พวกเรา…พวกเรามีชื่อว่าสมาคมหทัยร่อนเร่ ท่านอาจไม่เคยได้ยินชื่อนี้ ท่านแค่ต้องรู้ว่าพวกเรามาเพื่อฆ่าผู้คุมจัตุรัสแดงก็พอ” เสียงนั้นแหลมคมกว่าเดิม
“ฆ่าผู้คุมจัตุรัสหรือ?” ลู่เซิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เชื่อคำกล่าวอ้างของคนผู้นี้ง่ายๆ
“ท่านไม่จำเป็นต้องรู้เหตุผล ขอแค่ต้องรู้ว่าพวกเรากับนางมีความแค้นเป็นตายกันก็พอ” เสียงนั้นอธิบายอย่างรวบรัด “สาเหตุที่ข้ามาหาท่าน เป็นเพราะหวังว่าท่านจะร่วมมือกับพวกเราในการสังหารผู้คุมจัตุรัสแดง”
ลู่เซิ่งเคร่งขรึมกว่าเดิม เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องที่เขากำลังควบคุมสตรีกางร่ม ไม่อย่างนั้นคงไม่มาหาเอง
ความสามารถของอีกฝ่ายลี้ลับยากหยั่งคาด เขาถึงขั้นหาที่ซ่อนตัวของอีกฝ่ายไม่เจอ
ตาข่ายโลหิตหุบกลับไปในตัวเขาทั้งหมด
“เหตุใดข้าต้องเชื่อพวกท่าน” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้ม
“ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ พวกเราก็จะลงมืออยู่ดี” เสียงนั้นเว้นเล็กน้อย “ข้าเล่าให้ท่านฟังได้คร่าวๆ สตรีนางนั้นฆ่าธรรมราชาของพวกเราไปสองคน อัปสรสิบกว่าคน สุดท้ายรองประมุขสมาคมลงมือขัดขวางเอง นางยังคงหนีไปได้”
“นางไม่ใช่ไปชิงภัยพิบัติมังกรสีชาดหรือ” ลู่เซิ่งพลันเอ่ยแทรก
“ภัยพิบัติมังกรสีชาด! ใช่! เป็นนางเอง! เดิมทีพวกเราได้มาแล้ว!” เสียงแหลมนั้นเริ่มตะโกน คล้ายค่อยๆ มีโทสะ “แต่ในเวลาสำคัญ สตรีนางนั้นกลับแย่งชิ้นหลักของอาวุธเทพไป!”
คนผู้นี้คล้ายเสียสติ ดูเหมือนขุมกำลังที่อยู่ในการแย่งชิงภัยพิบัติมังกรสีชาดและผูกแค้นกับผู้คุมจัตุรัสแดงจะมาถึงแล้ว
ลู่เซิ่งใจเต้น สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
“ในเมื่อพวกท่านบอกว่าจะร่วมมือกับข้า ก็ต้องแสดงความจริงใจที่จะร่วมมือออกมา”
“อา… ท่านควบคุมคนสนิทข้างกายนั่งชั่วนั่น นี่ยังไม่พอ ยังไม่เพียงพอ!” เสียงแหลมนั้นกล่าว
“ท่านไม่รู้ว่านางแข็งแกร่งขนาดไหน หลังได้เศษภัยพิบัติมังกรสีชาดไป นางยังแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำจัดนังชั่วผู้นี้ให้จงได้ พวกเราจำเป็นต้องมีการเตรียมตัวส่วนหนึ่ง การเตรียมตัวเล็กๆ!”
“การเตรียมตัวอะไร ท่านยังไม่พูดถึงความจริงใจของท่าน ตระกูลซั่งหยางของพวกเรากับผู้คุมจัตุรัสแดงไม่มีแค้นตาย สามารถชดเชยแก้ไขได้” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างสงบ
“ความจริงใจ…ท่านไม่ใช่ชอบฝึกวรยุทธ์หรือ เอานี่ไป” เสียงหยุดลง
ฟิ้ว!
กล่องสีเทาประณีตใบหนึ่งพลันพุ่งเข้ามาจากหน้าต่าง
กล่องทะลุกระดาษหน้าต่างดังสวบ แล้วหล่นลงตรงหน้าลู่เซิ่งอย่างมั่นคง หมุนบนโต๊ะหนังสือสองสามรอบ จึงค่อยๆ หยุดลง
“โอสถหัวใจอสรพิษเมฆา ยาเสริมระดับสุดยอดในสายตาจอมยุทธ์มนุษย์ นับว่าเป็นของขวัญพบหน้า” เสียงนั้นหัวเราะเหอะๆ “ของขวัญใหญ่เอาเป็นโลหิตอสรพิษเมฆาทั้งตัวเป็นอย่างไร พิษร้ายด้านในทำให้ท่านชุบหลอมเยื่อดำของตัวเองได้ อีกไม่นานก็จะก้าวสู่ระดับจตุลักษณ์! ”
ลู่เซิ่งหยิบกล่องขึ้นมาเปิดเบาๆ ยาที่แวววาวขาวราวกับหยกเหมือนกับไข่มุกเม็ดหนึ่งวางอยู่ด้านใน
อีกฝ่ายให้ยาแบบนี้ ต่อให้ยาเม็ดนี้ส่งเสริม แต่ยาที่ขุมกำลังแปลกหน้าแบบนี้ให้หรือเขาจะกล้ารับประทานจริงๆ
“ท่านยังกังวลว่ายาจะมีปัญหาหรือ” เสียงนั้นหัวเราะเหอะๆ “หาคนมาลองดูก่อนก็ได้ วันนี้พอก่อนเท่านี้ หวังว่าครั้งหน้าตอนมาหาท่าน ท่านจะพิจารณาดีแล้ว”
เสียงนั้นสุดท้ายค่อยๆ ออกห่างไป
ลู่เซิ่งถึงท้ายที่สุดก็ยังสัมผัสไม่ได้ว่าอีกฝ่ายสนทนากับเขาได้อย่างไร
เขามองยาบนโต๊ะอย่างเงียบๆ การปรากฏขึ้นของสมาคมหทัยร่อนเร่นี้ปั่นป่วนแผนการของเขา
เขานั่งเงียบๆ อยู่ในห้องหนังสือพักหนึ่ง พลันส่งเสียง
“องครักษ์!”
“อยู่!”
องครักษ์ใกล้ชิดคนหนึ่งรีบเข้าประตูมาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง
“เตรียมรถม้า ข้าจะไปคุกใต้ดิน”
“ขอรับ!”
คุกใต้ดินของพรรควาฬแดงความจริงเป็นคุกใต้น้ำ
นักโทษทั้งหมดถูกแบ่งเป็นสี่ชั้น ชั้นบนสุดคือชั้นที่หนึ่ง เป็นนักโทษธรรมดา พวกคดีฆ่าคนจะถูกขังไว้ชั้นนี้
ชั้นที่สองเอาไว้คุมขังนักรบในยุทธภพที่พลังยุทธ์ค่อนข้างแข็งแกร่งกับคนก่อคดีฆ่าคน พวกโจรสลัดก็อยู่ชั้นนี้ด้วย
ชั้นที่สามคือคนที่ก่อคดีอุกฉกรรจ์ มีวรยุทธ์กล้าแข็ง หรือไม่ก็มีอิทธิพลกว้างขวาง
ชั้นที่สี่ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายคือชั้นที่มืดมิดที่สุดและโหดร้ายที่สุดของพรรควาฬแดง ผู้ที่ถูกคุมขังในนี้คือยอดฝีมือที่ชั่วร้ายเลวทราม มีพลังแข็งแกร่งถึงขีดสุด
ตึง
ประตูเหล็กของคุกใต้น้ำถูกลากออก ด้านในเป็นประตูเหล็กที่หนักอึ้งอีกบาน
ลู่เซิ่งเอามือไพล่หลังก้าวเดินเข้าไป สองฟากข้างคือพัศดีที่เฝ้ายาม พัศดีคนหนึ่งพาเขาลงไปถึงชั้นสี่ของคุกใต้น้ำแห่งนี้
พื้นที่มืดมัวและกดดัน กลิ่นเหม็นเน่าบูดกระจายอยู่ในอากาศ
พัศดีที่เฝ้าคุกอยู่ต่างมีสีหน้าบิดเบี้ยว แสดงว่าจิตใจได้รับผลกระทบบางส่วนเพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้มานาน
“ประมุขพรรค ชั้นสี่นี้ด้านในนี้ คุมขังยอดฝีมือระดับสุดยอดส่วนหนึ่งที่ประมุขพรรคเฒ่าก็สู้ไม่ได้ ตอนนั้นเป็นคนเบื้องบนลงมือจึงค่อยจับมาขังได้ ส่วนที่ลึกไปกว่านี้ ข้าเองก็ไม่กล้าเข้าแล้ว…” ชายชราทำหน้าขื่นขมขณะยืนอยู่หน้าประตู นี่เป็นประตูเหล็กบานสุดท้าย พวกเขาผ่านประตูเหล็กมาแล้วสิบสามบาน นี่เป็นบานที่สิบสี่ เมื่อผ่านที่นี่ไป ด้านในจะเป็นคุกใต้น้ำขนาดใหญ่อันน่ากลัว ซึ่งอันตรายที่สุดและมืดมิดที่สุด มีแสงสว่างเพียงน้อยนิด
“ไม่เป็นไร ข้าเข้าไปเองได้” ลู่เซิ่งสีหน้าสงบนิ่ง กล่าวอย่างราบเรียบ
“ถ้าประมุขพรรคอยากออกมา แค่ตะโกนหน้าประตูก็พอ” ชายชรากลืนน้ำลาย เอ่ยเบาๆ
“อือ เปิดประตูเถอะ” ลู่เซิ่งพยักหน้า
ชายชรามีสีหน้าหนักใจ มือสั่นเทาอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยเปิดสลักประตูเหล็กขนาดใหญ่บานสุดท้ายออก
แอ๊ด
ตอนที่ประตูเหล็กสี่เหลี่ยมจุตรัสที่หนักอึ้งค่อยๆ ถูกเปิดออกจากกำแพงหิน ก็ส่งเสียงแหลมระคายหู
พัศดีที่อยู่สองฟากเหมือนเผชิญหน้ากับศัตรู ต่างกำดาบแน่นขณะจับจ้องด้านใน
ลู่เซิ่งมองด้านใน เห็นเพียงความมืดมิด ก้าวเข้าไปอย่างไม่ลังเล
หลังชินกับแสงแล้ว ด้านในก็เป็นระเบียงแคบสีดำสนิทเส้นหนึ่ง พื้นระเบียงก็คือคุกใต้น้ำสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีเสียงน้ำกระเพื่อมตลอด
ชั้นที่สี่เย็นเยียบเงียบสงัด ไม่ทราบว่านักโทษด้านในตายหมดแล้วหรือยัง
ลู่เซิ่งหรี่ตา เดินเอื่อยๆ บนทางระเบียง ด้านหลังแว่วเสียงปิดประตูเหล็กแล้วลงสลักดังมา
เขาไม่เหลือบมองด้านหลัง ลัดเลาะไปตามทางระเบียงพร้อมกับมองด้านล่าง
เขาค่อยๆ เดินผ่านคุกใต้น้ำทีละห้อง สิ่งที่น่าเสียดายคือด้านในว่างเปล่าไม่มีใคร น้ำครำสกปรกสีดำกินพื้นที่หนึ่งในสามส่วนของคุกใต้น้ำ ต่อให้คนด้านในยังอยู่ เวลาผ่านไปนาน เกรงว่าจะแช่น้ำจนเน่าเปื่อยแล้ว
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย ที่นี่เหม็นเกินไปจริงๆ ทั้งยังอับลม ยากจะจินตนาการว่าที่นี่ยังมีคนรอดอยู่
ดีที่ชั้นที่สี่กว้างใหญ่มาก มีห้องขังหลายสิบห้อง
เขาเดินสำรวจคุกใต้น้ำอย่างละเอียด
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ไม่ทราบนานเท่าไหร่ ในที่สุดลู่เซิ่งก็เห็นเงาคนด้านในห้องขังห้องหนึ่ง
เขาชะงักฝีเท้า พิจารณาดู จากนั้นก็ส่ายหน้าทันที ก่อนผละจากกรงนี้ไป
เงาคนในกรงบวมอืด เหมือนกับลูกโป่งลอยอยู่บนน้ำ ร่างกายข้างใต้เขาเป็นสีขาวม่วง กลิ่นเน่าของศพต่อให้กั้นด้วยความสูงหลายหมี่ ลู่เซิ่งก็ยังได้กลิ่นชัด
“เจ้าหนุ่ม เจ้ามาที่นี่คิดหาสิ่งใด”
ทันใดนั้นเสียงชราทำให้เขาหยุดฝีเท้าลง
ลู่เซิ่งมองไปตามเสียง ข้ามไปสองกรง เห็นคนผู้หนึ่ง เป็นชายชราที่อยู่ติดประตูกรง ถอยห่างจากน้ำครำ ลอยอยู่กลางอากาศ
“เจ้าเป็นใคร” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วถาม
“ข้า…เจ้าบอกข้ามาก่อนว่าเจ้ามาทำอะไรที่นี่” ชายชรายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ถามกลับ
“ข้ามาหาคนลองยา” ลู่เซิ่งไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
“คนลองยาหรือ” ชายชรางงงัน “เจ้าว่าข้าเป็นอย่างไร”
“เจ้าหรือ” ลู่เซิ่งสัมผัสชายชราอย่างละเอียด ปราณภายในบนร่างแข็งแกร่งมาก
ต่อให้เป็นจางอู่หยาก็ไม่แน่ว่าจะสู้ปริมาณปราณภายในของชายชราผู้นี้ได้ ความรู้สึกอันตรายที่พร้อมจะระเบิดออกมาทุกเวลาเหมือนกับโลหะขดเกลียวซึ่งถูกกดไว้ ลู่เซิ่งไม่เคยเจอจากผู้ใดมาก่อน
เขามองประตูเหล็กของคุกใต้น้ำ หยิบกุญแจออกมา ก่อนจะนั่งยองๆ ลงแล้วไขสลักใหญ่
แอ๊ด
ประตูเหล็กค่อยๆ จมลง สองตาของชายชราเป็นประกาย ลืมตาโตเหมือนกับนกเค้าแมวในราตรีที่มืดมิด
ฟุ่บ!
เขาพลันมุดออกมาจากร่องแยกที่เปิดออกของประตูเหมือนแมวป่า แล้วคว้ามือใส่ลู่เซิ่ง
มือนี้ไม่เร็วมาก แต่ว่าปราณภายในที่ชักนำออกมาสะกดอากาศรอบๆ ปิดตายตำแหน่งทั้งหมดที่ลู่เซิ่งจะหลบได้
“พลังฝึกปรือไม่เลว” ลู่เซิ่งหนังตากระตุก แขนขวาดีดออกราวสายฟ้าแลบ
เปรี้ยง!
มือของเขายืดตรงมีพลัง จับคอของชายชราไว้ แล้วยกอีกฝ่ายไว้กลางอากาศ
“เจ้านี่แหละ” ลู่เซิ่งยกเขาพร้อมกับหมุนตัวเดินไปยังเส้นทางขามาช้าๆ ชายชราที่ถูกยกในมือดิ้นรนสุดชีวิต แต่ไม่ว่าจะกระตุ้นพลังยุทธ์ใส่ตัวลู่เซิ่งอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
สายตาอันตื่นตระหนกมากมายมองมาจากในความมืด เดิมจดจ้องลู่เซิ่งที่เดินเข้ามาอย่างละโมบ พริบตาที่เห็นชายชราโดนจับ ก็หายไปในชั่วอึดใจเดียวเหมือนกระต่ายตื่นตูม
……………………………………….
บทที่ 169
ลู่เซิ่งยกชายชราเดินออกไปไม่ไกล ก็นั่งลงตรงข้างห้องขังที่กลิ่นค่อนข้างสะอาด
จากนั้นก็ยัดยาที่สมาคมหทัยร่อนเร่ส่งให้ ใส่เข้าปากชายชราตอนอีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
ลู่เซิ่งไม่มองใบหน้าที่กลายเป็นสีแดงเลือดหมูของชายชรา
“กินซะ ให้ข้าดูผลลัพธ์หน่อย…”
เขายื่นมือออกมาทาบบนทรวงอกของชายชรา ปราณหยินหยางขวดสมบัติที่บริสุทธิ์หลายสายซึมเข้าไปในร่างอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว เริ่มรุกรานแผ่ขยายไปทั่วทั้งตัวชายชราด้วยความเร็วสูง
ข่ายกระเรียนหยินที่เล็กละเอียดคลุมเครือก่อร่างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทั้งยังค่อยๆ ชักนำปราณภายในอันมหาศาลแต่เดิมของชายชราเข้าไปด้านใน
นี่เป็นวิธีใช้คนอื่นๆ ทดลองยาของลู่เซิ่ง ถ้าได้ผลจริงๆ เขาจะดูดซับปราณภายในที่เพิ่มมาผ่านข่ายกระเรียนหยินโดยไม่เสียอะไรเลย
หนำซ้ำในห้องขังมีนักโทษคดีอุกฉกรรจ์จำนวนมาก ทำให้ลู่เซิ่งเกิดความคิดหนึ่ง ยอดฝีมือในห้องขังเหล่านี้สามารถกลายเป็นของบำรุงสำหรับยกระดับพลังฝึกปรือและปราณภายในของเขาได้โดยสมบูรณ์
แค่คุกชั้นที่สี่ก็คุมขังนักโทษยี่สิบสามสิบคนแล้ว คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกขังมาหลายสิบปี อีกไม่นานก็จะตาย
ถึงอย่างไรนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ชั้นที่สี่ก็ต้องตายในสักวัน ลู่เซิ่งคิดใช้ข่ายกระเรียนหยินดูดซับปราณภายในของพวกเขาจนแห้งเหือดเหมือนเอาขยะมาใช้ประโยชน์
เขาคาดหวังอยู่บ้างว่าหลังจากดูดซับปราณภายในของยอดฝีมือเหล่านี้จนแห้งเหือด พลังฝึกปรือและปราณภายในของตัวเองจะบรรลุระดับใด
หลังจากยาเข้าไปในปาก ชายชราก็เริ่มตัวสั่น ไอความร้อนจำนวนมากระเหยออกมาจากศีรษะ หลอดเลือดสีแดงมากมายนูนขึ้นบนผิวหนัง
พรู่ด!
ทันใดนั้น ชายชรากระอักเลือดออกมา ปราณภายในที่ไม่อาจควบคุมได้หลายสายในร่างกระเพื่อมและระเหยอย่างรุนแรง
ลู่เซิ่งสองตาเป็นประกาย ยื่นมือไปทาบบนหน้าผากของเขา ปราณหยินหยางขวดสมบัติซึมเข้าสู่ร่างอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
ปราณภายในเพิ่งเข้าไปในร่างของชายชรา ก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกลายเป็นถังดินระเบิด พร้อมจะระเบิดทุกเวลา
ปราณภายในจำนวนมากเหมือนกับน้ำพุ พวยพุ่งออกจากส่วนกระเพาะของชายชราอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะกระจายไปยังเส้นลมปราณที่แขนขา
ถ้าหากร่างกายของเขาแข็งแกร่งมากพอ หลังกินยาแบบนี้อีกหลายสิบเม็ด ก็อาจบรรลุระดับควบแน่นปราณภายใน แต่อนิจจากายเนื้อของชายชราอ่อนแอเกินไป
แค่ยาเปลี่ยนเป็นปราณภายในร้อยกว่าปี เขาก็รับไม่ไหวแล้ว
“ช่วย…ช่วยด้วย…!” ชายชราตาถลน ริ้วเลือดกระจายเต็มนัยน์ตา
ข่ายกระเรียนหยินประกอบขึ้นในร่างของอีกฝ่าย ลู่เซิ่งรอคอยเงียบๆ ผ่านไปราวสิบอึดใจกว่าๆ
ซู้ด…!
ในเสียงดูดปราณที่ระคายหูเล็กน้อย ชายชราร่างสั่น ตาเหลือกแล้วสิ้นสติไป ปราณภายในจำนวนมากถูกข่ายกระเรียนหยินชักนำออกมาราวกับน้ำพุ ไหลตามฝ่ามือเข้าสู่ร่างลู่เซิ่ง
ปราณภายในธาตุหยางมากกว่าร้อยปีของชายชราถูกดูดซับกลืนกินจนเกือบหมดในเวลาสั้นๆ
ลู่เซิ่งปล่อยตัวชายชรา สูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง ปราณภายในจำนวนมากในร่างโคจรอย่างบ้าคลั่ง เปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วสูงในข่ายกระเรียนหยิน ปราณภายในที่ไม่สอดรับกับลมปราณของตัวเองทั้งหมดเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงด้วยการโคจรอย่างรวดเร็ว แล้วกลายเป็นปราณภายในของตัวเขา
เวลาผ่านไป ลู่เซิ่งตัวสั่น ปราณเหลวของปราณขวดสมบัติหยดใหม่หยดหนึ่งค่อยๆ รวมตัวกันที่ทรวงอก
ของเหลวหยดนี้เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาเพราะปราณภายในทั่วร่างชายชรารวมตัวกับยา
‘อัตราการเปลี่ยนแปลง…ถือว่าใช้ได้ ก่อนหน้านี้ตอนข่ายกระเรียนหยินเป็นรูปเป็นร่างน่าจะมาดูดปราณภายในที่นี่ แต่คิดได้ในตอนนี้ก็ยังไม่สาย’
ลู่เซิ่งยืนขึ้น ไม่สนใจชายชราที่หมดเรี่ยวแรงบนพื้น เดินไปยังห้องขังห้องอื่นในคุกใต้น้ำต่อ
เขาต้องหานักโทษจำนวนมากกว่านี้มาดูดปราณภายใน
ระหว่างทางก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ห้องขังแต่ละห้องส่วนใหญ่เหลือแต่ศพ ศพที่บวมอืด มีคนเป็นๆ ส่วนหนึ่ง แต่เลือดลมแห้งเหือด ใกล้จะตายแล้ว ทั้งยังคลุ้มๆ คลั่งๆ สู้ชายชราคนก่อนหน้าไม่ได้
ลู่เซิ่งเดาว่าชายชราคนนั้นน่าจะเป็นคนที่สุดท้ายที่ถูกขัง จึงรักษาพลังชีวิตส่วนหนึ่งไว้ได้
เขาวนรอบห้องขังทั้งหมดรอบหนึ่ง ในห้องขังเหลือคนแค่สิบกว่าคน มีนักโทษห้าคนที่ยังนับว่าปราณภายในเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ คนที่เหลือใกล้ตาย สารจำเป็น ปราณ จิตถูกใช้ไปพอประมาณ ปราณภายในยิ่งไม่ต้องพูดถึง
“คนที่สอง”
นักโทษในห้องขังที่เลือกเป็นคนที่สอง คือสตรีร่างผอมแห้ง แต่สองตาเป็นประกายอย่างน่าประหลาด
นางไม่สวมเสื้อผ้า คราบน้ำสีดำหนาบนตัว ทำให้คนไม่นึกถึงความยั่วยวนชวนลุ่มหลงแม้แต่น้อย
นางผมกระเซิง เงยหน้ามองลู่เซิ่ง ประตูห้องขังกั้นคนทั้งสองไว้ แต่ลู่เซิ่งยังคงรู้สึกได้ถึงสารจำเป็น ปราณ จิตที่เต็มเปี่ยมของอีกฝ่าย
“ข้าได้ยินเสียงโหยหวนของเฒ่าหัตถ์หยุดอาทิตย์แล้ว ท่านมาปล่อยพวกเราออกไป หรือคิดหาคนลองวิชา” นางเสียงแหบพร่า เหมือนกับได้รับบาดเจ็บที่ลำคอ
“นับว่าลองวิชาก็แล้วกัน” เป็นระดับเอกะฟ้าอีกคนหนึ่ง
ลู่เซิ่งแค่ยืนอยู่หน้าประตูห้องขัง ก็รู้สึกได้ถึงปราณภายในที่ยิ่งใหญ่บนร่างนาง ห้องขังของพรรคอันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือสุดที่คนธรรมดาจะจินตนาการออกจริงๆ
เขาคิดไว้แล้ว ในอาณาเขตอันกว้างใหญ่อย่างแดนเหนือ เหตุใดไม่เคยมีคนระดับเอกะฟ้าโผล่มาสักคน ที่แท้ไม่ใช่ไม่เคยโผล่มา หากแต่ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุ ก็ถูกขังคุก
เป็นฝีมือของใคร นอกจากตระกูลเจิน ย่อมไม่มีคนอื่นอีก
“ข้าได้ยิน ได้ยินว่าท่านปล่อยหัตถ์หยุดอาทิตย์ออกไป” นางกล่าวอย่างจริงจัง “ท่านจะปล่อยข้าออกไปเหมือนกับเขาหรือไม่”
“ทำไม” ลู่เซิ่งงุนงง ไม่ทราบว่านางถามคำถามนี้เพราะอะไร
“ข้ากลัวอยู่บ้าง” นางเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้ากลัวว่าถ้าออกไปจะอดใจไม่ฆ่าท่านไม่ได้ ข้าแนะนำให้ท่านหายอดฝีมือส่วนหนึ่งมาตรึงแขนขาข้าไว้ก่อน”
ลู่เซิ่งสับสน ก่อนจะหัวเราะขึ้น
“เจ้า…น่าสนใจมาก” เขายื่นมือออกมาจับลูกกรงเหล็กขนาดใหญ่เท่าแขน แล้วออกแรงดึง
แอ๊ด…
ท่ามกลางเสียงโลหะบิดเบี้ยวอันน่าสะพรึงกลัว นางตาค้าง ลูกกรงเหล็กขนาดเท่าแขนสองเส้นถูกเขาดึงออกเป็นวงกลม
พละกำลังนี้ถึงขั้นอมนุษย์แล้ว
“ออกมา” ลู่เซิ่งมองไปในกรง
สตรีผู้นั้นสองตาเป็นประกายกว่าเดิม
นางมองลู่เซิ่ง มือแนบกำแพงที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ ก่อนจะออกวิ่ง พริบตาเดียวก็พุ่งปราดจากช่องว่างของลูกกรงเหล็กออกมา ก่อนทิ้งตัวบนพื้นซึ่งอยู่ไม่ห่างจากลู่เซิ่งอย่างแผ่วเบา
ลู่เซิ่งเห็นนางตาเป็นประกาย คล้ายกับสะกดความคิดที่อธิบายไม่ได้บางอย่าง
“เจ้าชื่ออะไร” เขาถามเบาๆ
“จ้าวเจียวเจียว” นางตอบอย่างขึงขัง
“เจ้าร้ายกาจมาก” ลู่เซิ่งแสดงความชื่นชมอย่างหากได้ยาก “ร้ายกาจกว่าชายชราคนก่อนหน้าอีก”
“แน่นอนถ้าไม่ใช่ตอนนั้นข้าหาคนของตระกูลเจินมาทดสอบฝีมือจนพ่ายแพ้ถูกจับ คงไม่ตกต่ำอยู่ที่นี่” จ้าวเจียวเจียวกล่าวอย่างเปิดเผย ดูเหมือนคนธรรมดาคนหนึ่ง
“เจ้าถูกขังอยู่ที่นี่มากี่ปีแล้ว” ลู่เซิ่งถามอย่างสงสัย
“ไม่ทราบ อาจจะยี่สิบปี อาจจะห้าสิบปี ข้าเลิกนับไปแล้ว” จ้าวเจียวเจียวเอ่ยอย่างไม่แยแส “ตอนนี้ท่านปล่อยข้าออกมา คิดทำอะไร”
“ข้าเดิมคิดจะทำลายพลังฝึกปรือของเจ้า” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว”
ฟิ้ว!
ร่างของเขากะพริบ ปรากฏขึ้นด้านด้านหลังจ้าวเจียวเจียวเหมือนเคลื่อนย้ายในพริบตา แล้วฟาดฝ่ามือใส่กลางหลังนาง
พรู่ด!
จ้าวเจียวเจียวตัวสั่น ปราณภายในอันบ้าคลั่งที่น่าสะพรึงกลัวจำนวนมากไหลออกจากในตัวนาง ปราณภายในนี้ถึงขั้นรุนแรงกว่าวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน เหมือนกับลูกระเบิดที่แค่แตะก็ระเบิดหลายลูก
ตูมๆๆ!
ปราณภายในจำนวนมากระเบิดบนร่างลู่เซิ่งเหมือนกับดวงแสงขนาดเท่ากำปั้นหลายกลุ่ม สั่นสะเทือนกำแพงสี่ด้านของห้องขังไปด้วย
คลื่นเสียงขนาดมหึมากระแทกกระทั้นในคุก ถ้าหากคนธรรมดามา คงถูกทำลายเยื่อหูไปแล้ว
แต่ไม่มีผลต่อทั้งสองคนในตอนนี้โดยสิ้นเชิง
จ้าวเจียวเจียวคิดจะหมุนตัว แต่ต่อให้นางมีพลังมากกว่านี้ ก็ห่างชั้นจากลู่เซิ่งในเวลานี้อย่างใหญ่หลวง
ไม่รอให้นางหมุนตัวมา ปราณภายในที่ยิ่งใหญ่สายหนึ่งก็ทะลักเข้าสู่ร่างกายนาง ถล่มแนวป้องกันปราณภายในทั้งหมดของนาง
ข่ายกระเรียนหยินที่ละเอียดซับซ้อนเกิดเป็นรูปเป็นร่างในตัวนางด้วยความเร็วสูง
…
อีกหนึ่งชั่วยามกว่าๆ ลู่เซิ่งเดินออกจากในคุกอย่างเชื่องช้า จ้าวเจียวเจียวที่สวมเสื้อกันลมสีดำเดินตามอยู่ด้านหลัง
ปราณภายในของนักโทษทั้งหมดที่เหลืออยู่ในคุกถูกเขาดูดจนหมดสิ้น นอกจากจ้าวเจียวเจียวแล้ว นักโทษทั้งหมดที่ถูกดูดปราณภายในจนเหือดแห้งต่างก็กลายเป็นตะเกียงสิ้นน้ำมันอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่มีปราณภายในคอยส่งเสริม วินาทีที่รับวิชาจากลู่เซิ่ง ก็ถูกดูดจนตายทั้งเป็น
ถึงตอนนี้ ในคุกใต้น้ำชั้นสี่เหลือแค่จ้าวเจียวเจียวที่รอดชีวิต
“เจ้าไปอาบน้ำก่อน ภายหลังจะมีคนพาเจ้ามาหาข้าเอง อย่าได้คิดหนี เจ้าเป็นคนฉลาด รู้ว่านั่นไม่มีประโยชน์” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างสงบ
“ข้าจ้าวเจียวเจียวไม่ใช่คนโง่แบบนั้น” นางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นก็ดี” ลู่เซิ่งพยักหน้า เรียกองครักษ์ใกล้ชิดมาออกคำสั่ง มีพลพรรคสตรีมาหลายคน พาจ้าวเจียวเจียวไปพักผ่อนอาบน้ำ ส่วนเขาตรงดิ่งไปที่ห้องหนังสือ
หลังดูดปราณภายในของนักโทษทั้งหมดในคุกชั้นที่สี่ ตอนนี้บนร่างเขามีปราณขวดสมบัติเกือบสี่ร้อยปี ปราณเหลวสี่หยดหมุนวนอยู่ในอก สะกดปราณเหลวธาตุหยางของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานโดยสิ้นเชิง
‘ที่ยุ่งยากอยู่บ้างก็คือปราณภายในซึ่งเปลี่ยนมาจากข่ายกระเรียนหยินทั้งหมดเป็นปราณขวดสมบัติ มีแค่ปราณภายในธาตุหยินเพิ่มมา จำเป็นต้องหาวิธีเปลี่ยนแปลง ปรับสมดุลหยินหยาง…จริงด้วย! ปรับสมดุลหยินหยาง!’
ลู่เซิ่งพลันนึกถึงหนึ่งในประโยชน์ของปราณหยินหยางขวดสมบัติ ปรับสมดุลหยินหยาง หลักการของวิชานี้คืออาศัยหยินหล่อเลี้ยงหยาง เพื่อให้บรรลุสภาพหยินหยางสมดุล
‘ในเมื่อก่อนหน้านี้ปราณขวดสมบัติเปลี่ยนแปลงปราณภายในธาตุหยางชนิดอื่นๆ ได้ อย่างนั้นก็น่าจะเปลี่ยนกลับได้เหมือนกัน’
ลู่เซิ่งดูดปราณภายในสี่ร้อยปีในรวดเดียว ตอนนี้ร่างกายบวมเล็กน้อย
เขาเข้าห้องหนังสือ หลับตาฝึกฝน ศึกษาว่าจะเปลี่ยนแปลงปราณภายในให้กลายเป็นธาตุหยางอย่างไร
“สวีชุยคำนับประมุขพรรค” เพิ่งนั่งลงไม่นาน สวีชุยที่พลังเพิ่งก้าวสู่ระดับสำนึกปลอดโปร่งหรือผนึกจิตก็เดินเข้ามาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง
“ขอมอบภารกิจหนึ่งให้เจ้า” ลู่เซิ่งไม่ลืมตา เอ่ยอย่างราบเรียบ
“ประมุขพรรคโปรดบอก” สวีชุยก้มหน้าเอ่ยอย่างเคารพ
“เจ้าพาคนไปจับตัวยอดฝีมือในสำนักพยัคฆ์ภูผาที่ลอบต่อต้านพรรควาฬแดงของพวกเรา แล้วส่งตัวไปที่คุก จำไว้ จับแค่ยอดฝีมือ ยอดฝีมือกำลังภายใน” ลู่เซิ่งกำชับ
“ขอรับ!” สวีชุยขานรับเสียงทุ้ม
หลังเขากลับมาในครั้งล่าสุด ก็ควบคุมโถงอินทรีเหินได้โดยสมบูรณ์ ด้วยพลังสภาพปกติของเขา ต่อสู้กับยอดฝีมือของสำนักพยัคฆ์ภูผาถือว่าเพียงพอแล้ว ยิ่งอย่าว่าแต่ซ่อนไพ่ตายเอาไว้
สวีชุยในตอนนี้สามารถถือเป็นเอกะฟ้าคนหนึ่งได้แล้ว
……………………………………….
บทที่ 170
หลังจากลู่เซิ่งเห็นคนออกไปแล้ว ก็หลับตาลงเริ่มทดลองย้อนกลับการโคจรของปราณขวดสมบัติในข่ายกระเรียนหยินอีกครั้ง เป็นอย่างที่คาด สามารถเปลี่ยนปราณขวดสมบัติธาตุหยินเป็นปราณภายในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานบริสุทธิ์ได้อย่างสบายๆ
นี่เป็นผลมหัศจรรย์ของการปรับสมดุลหยินหยาง
“จ้าวเจียวเจียวคำนับประมุขพรรค” ทันใดนั้น ในห้องมีเสียงสตรีที่แหบพร่าดังขึ้น
ลู่เซิ่งลืมตาพิจารณาจ้าวเจียวเจียวในตอนนี้
สุกงอมยิ่ง
ดั่งลูกท้อแดงอวบอั๋นหอมหวน
จ้าวเจียวเจียวสวมชุดกระโปรงเผยไหล่สีชมพู ผมยาวรวบไว้ ปักปิ่นไม้สีแดงเรียบง่ายแท่งหนึ่ง ร่างกายส่วนที่ควรนูนก็นูน ส่วนที่ควรงอนก็งอน มองไม่ออกเลยว่านางอายุมากกว่าสี่สิบปีแล้ว
ผิวนุ่มนิ่มที่ขาวนวลอมชมพูเหมือนกับดรุณีอายุสิบหกปี ใบหน้างดงามชวนให้ผู้พบเห็นนึกถึงกุหลาบเลือดสีแดงฉาน
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ นางจงใจฉีกชายกระโปรงออก เผยขาจนเกือบถึงต้นขาให้เห็นวับแวม ลักษณะคล้ายชุดกี่เพ้า
“เป็นอะไร ประมุขพรรคจำเจียวเจียวไม่ได้หรือ” จ้าวเจียวเจียวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“แต่งตัวได้ดี” ลู่เซิ่งชมอย่างเรียบง่าย “ข้าต้องการให้เจ้าช่วยข้ารวบรวมยาล้ำค่าในแผนที่ฉบับนี้” เขาหยิบแผนที่แผ่นหนึ่งซึ่งตัดแบ่งไว้ออกมาจากลิ้นชัก ด้านบนทำสัญลักษณ์ที่อยู่ของยาล้ำค่าไว้สามแห่ง
โยนแผนที่ออกไปเบาๆ จ้าวเจียวเจียวคว้าไว้อย่างแม่นยำ ก่อนคลี่ออกดู
“มีบ้านเกิดของเจียวเจียวอยู่พอดี” นางยิ้ม ต่างจากตอนพูดคุยอย่างจริงจังในคุกเมื่อก่อนหน้าอย่างกับคนละคน
“งั้นก็ดีแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า “ไปเถอะ ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งเดือน หาไม่เจอค่อยรีบกลับมา”
“ทราบแล้ว” จ้าวเจียวเจียวเลิกคิ้ว ก่อนหมุนกายนวยนาดออกไป
องครักษ์เฝ้าประตูหลายคนตาค้าง
เห็นจ้าวเจียวเจียวจากไปแล้ว ลู่เซิ่งก็หลับตาลงอีกครั้ง ทางผู้คุมจัตุรัสแดงกับจวนอู๋โยวเข้าใกล้มาเรื่อยๆ เขาจำเป็นต้องมีพลังมากกว่านี้และแข็งแกร่งกว่านี้
การจับยอดฝีมือกำลังภายในที่เป็นอริทั้งหมดกลับมาเพื่อดูดปราณภายในพลังฝึกปรือเป็นแค่ก้าวแรก
ขอแค่มีพลังมากพอ ถึงเวลานั้นไม่ว่าจะเป็นจวนอู๋โยวหรือผู้คุมจัตุรัสแดง ล้วนต้องตาย!
หลังแปลงปราณภายในหยินหยาง เขาก็รู้สึกได้ว่าการลอกคราบด้านในเหมือนกับเริ่มเร็วขึ้นอย่างช้าๆ…
‘ถูกต้อง…ถูกต้อง…เป็นแบบนี้…เร็วกว่าเดิม…’ ลู่เซิ่งตั้งใจเปลี่ยนแปลงมากขึ้น แสยะยิ้มดุดัน
…
“ตาย!”
ตูม!
ผู้คุมจัตุรัสแดงแผดเสียงพลางต่อยหมัดใส่หน้าผาหินสีเทาดำ หน้าผาระเบิด เงาดำสายหนึ่งบินออกมาอย่างแตกตื่นหวาดกลัว
“พวกสวะสมาคมหทัยร่อนเร่!” ผู้คุมจัตุรัสแดงออกวิ่ง พริบตาเดียวก็มาถึงด้านหลังเงาร่างสีดำนั้น สองมือจับสองแขนของอีกฝ่ายไว้
แคว่ก!
เหมือนนักล่ากัดฉีกเหยื่อ สองแขนของเงาคนสีดำถูกฉีกออกไปสองส่วนพร้อมกับร่างกายอีกครึ่งหนึ่ง
ครึ่งหนึ่งเห็นกระดูกขาวโพลน เลือดจำนวนมากสาดกระจาย เสียงโหยหวนคร่ำครวญดังระงม
ที่นี่เป็นลานกว้างตรงกลางของพันธมิตรบู๊
คนของพันธมิตรบู๊ที่หนีได้ก็หนีไปแล้ว ที่ตายก็ตายไปแล้ว ตอนผู้คุมจัตุรัสแดงไต่สวนวิญญาณเร่ร่อน กลับเจอยอดฝีมือของสมาคมหทัยร่อนเร่ลอบจู่โจม
สิ่งที่น่าเสียดายคือ ธรรมราชาของสมาคมหทัยร่อนเร่ที่สังหารสัตตะลักษณ์ได้ และขึ้นเป็นผู้นำกลุ่ม ยังคงโดนเชือดทิ้งอย่างง่ายดาย สมาคมหทันร่อนเร่เสียยอดฝีมือที่แข็งแกร่งไปอีกคน เกรงว่าจะตื่นตระหนกเดือดดาลกว่าเดิม
“ประมุขสมาคม…ไม่ละเว้นเจ้าแน่!” เงาคนสีดำที่เหลือแค่ครึ่งตัวดิ้นรนพลางกล่าวประโยคสุดท้าย เสียงเปรี้ยงเมื่อถูกผู้คุมจัตุรัสแดงขย้ำศีรษะ
“คำพูดนี้ข้าฟังจนเอียนแล้ว” แสงสีดำสาดขึ้นบนร่างผู้คุมจัตุรัสแดง รอยเลือดทั้งหมดหายไป เหมือนถูกสายน้ำดูดซับ
นางกวาดตามองรอบๆ
บ้านเรือนหอห้องของพันธมิตรบู๊ เพลิงไหม้ยังคงลุกลามไปทั่ว ใต้ควันหนามีศพความประหลาดลี้ลับจำนวนไม่น้อยนอนระเกระกะ ในนี้บ้างมีศีรษะเป็นวัวตัวเป็นมนุษย์ บ้างมีร่างเป็นงูหัวเป็นคน
พวกนี้เป็นนักฆ่าที่สมาคมหทัยร่อนเร่ส่งมา
ขณะกลับจากเส้นทางเข่นฆ่าตระกูลเจิน นางก็ต่อสู้กับนักฆ่าของสมาคมหทัยร่อนเร่มาตลอดทาง
นี่เป็นขุมกำลังกล้าแข็งที่ไม่ขึ้นกับจงหยวนและไม่ขึ้นกับแดนเหนือ ความสามารถในศัสตรามารของพวกเขาเข้ากันได้ดีกับภัยพิบัติมังกรสีชาดถึงขีดสุด จึงเป็นกลุ่มที่บ้าคลั่งที่สุดในกลุ่มไล่ล่า
“ท่านพี่…” ยามนี้สตรีกางร่มลอยมาจากที่ไกล
“หามาสองวัน เจออะไรบ้าง” ผู้คุมจัตุรัสแดงถามเสียงทุ้ม
สตรีกางร่มส่ายหน้า ไม่ได้พูดอะไร
ผู้คุมจัตุรัสแดงพลันรู้สึกหงุดหงิดบ้างแล้ว
“ช่างเถอะ ที่นี่ไม่มีเบาะแสแล้ว พวกเราไปหาไป๋เฟิงเหล่าเต้าที่เมืองเลียบคีรี”
“อือ…” สตรีกางร่มกดร่มลง ปิดบังดวงตากระสับกระส่าย
“ท่านพี่…ช่างมัน…เถอะ ไม่ต้องหา…แล้ว” นางพลันเอ่ย
“นั่นจะได้อย่างไร!?” ผู้คุมจัตุรัสแดงตัดบทนาง “อีกนิดเดียวเคล็ดวิชาสุดยอดจะถูกชิงไปแล้ว! นั่นเป็นที่พึ่งซึ่งพวกเราใช้พัฒนาตัวเองได้อย่างใหญ่หลวง! ถ้าไม่มีมัน การคืนชีพในภายหลังของพวกเราก็หมดหวังแล้ว! ยังมีวิญญาณอีกมากมาย ทั้งหมดถูกคนผู้นั้นฆ่าทิ้ง”
“แต่…สมาคมหทัยร่อนเร่นั่น…มาอีกแล้ว…” สตรีกางร่มกล่าวอย่างเป็นห่วง
“ให้พวกมันมา” ผู้คุมจัตุรัสแดงไม่นำพาแม้แต่น้อย “ข้ากลับอยากเห็นว่าพวกมันมีกี่คนให้ข้าสังหารทิ้ง”
“ท่านพี่…” สตรีกางร่มคิดพูดอะไรอีก แต่ผู้คุมจัตุรัสแดงยกมือขึ้น คร้านจะฟังอีก
ทั้งสองคนเก็บกวาด ก่อนพาวิญญาณเร่ร่อนออกมา มุ่งหน้าสู่เมืองเลียบคีรี
ความเร็วของคนทั้งสองเหนือกว่าคนธรรมดา ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วยามก็เข้าคูเมือง เดินบนถนนอย่างเนิบนาบเหมือนสตรีทั่วไป
คนของขุนนางตรวจการพบคนทั้งสองอย่างรดเร็ว ทั้งหมดตื่นตระหนก หลังจากตรวจสอบครั้งแล้วครั้งเล่า ก็รีบรายงานเบื้องบน
รอไป๋เฟิงเหล่าเต้ารุดมาถึง ทั้งสองก็นั่งอยู่ในร้านน่ำชาร้านหนึ่ง
“ข้าไป๋เฟิง คำนับผู้คุมจัตุรัสแดง” ไป๋เฟิงท่าทีอ่อนน้อมยิ่ง เหงื่อผุดซึมออกมาบนร่างทีละหยดๆ กล้ามเนื้อเกร็งจนเป็นตะคริว
เขามีชีวิตมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่เจอภูตผีเดินอาดๆ เข้าเมืองมา โดยเฉพาะผู้คุมจัตุรัสแดงตรงหน้ายังนับเป็นหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดไม่กี่คนในแดนเหนือ ณ เวลานี้อีกด้วย
ผู้คุมจัตุรัสแดงกวาดตามองไป๋เฟิงอย่างเรียบเฉย
“เย่หลิงม่อเล่าให้เจ้าฟังแล้วกระมัง เรื่องคำขอของข้า”
“ขอ…ขอรับ…เล่าแล้ว ประมุขจวนเย่บอกชัดเจนยิ่ง ข้าได้สืบข่าวไปแล้ว” ไป๋เฟิงเนื้อตัวแข็ง กลัวว่าจะทำผิด เกิดหาเรื่องให้อีกฝ่ายลงมือ เมืองเลียบคีรีไม่มีคนหยุดยั้งได้ ถ้าทำให้ผู้คุมจัตุรัสแดงคลั่ง ถึงขั้นมีความเป็นไปได้ว่าจะถูกทำลายเมือง
“เช่นนั้นเจ้าเจอเบาะแสอะไรบ้าง บอกมาให้ข้าฟังดู” ผู้คุมจัตุรัสแดงยกน้ำชาขึ้นดื่มอย่างเกียจคร้าน
นางในตอนนี้เหมือนกับสตรีสูงใหญ่ผมขาวที่ร่างกายกำยำ แม้บนตัวจะมีกลิ่นอายดุร้ายจางๆ แต่ก็เหมือนกับยอดฝีมือในยุทธภพทั่วไป
ไป๋เฟิงก้มหัวเช็ดเหงื่อ มองไปรอบๆ ริมฝีปากสั่นไหว ไม่ได้ส่งเสียง
พร้อมกับที่เขาขยับริมฝีปาก ดวงตาของผู้คุมจัตุรัสแดงก็เปล่งประกายเล็กน้อย
นางใคร่ครวญคู่หนึ่ง ลุกพรวดขึ้น
“อย่างนั้นก็ไปดู”
นางทิ้งคำพูดไว้ แล้วสาวเท้าฉุดสตรีกางร่มเดินไปตามถนน
ไป๋เฟิงเหล่าเต้างุนงง ก่อนจะรีบตามไป
“แต่แบบนี้จะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น เกิดยั่วโมโหตระกูลนั้นเข้า…” เขาคิดเกลี้ยกล่อมผู้คุมจัตุรัสแดง
“ให้พวกมันมาหาข้า ช่างตระกูลมันปะไร ข้าต้องการคำอธิบาย ไม่ว่าเป็นใคร” ผู้คุมจัตุรัสแดงไม่แยแสสนใจ
ไป๋เฟิงโอดครวญในใจ ถ้ามีคนรู้ว่าเป็นข้อมูลที่เขาเปิดเผย อย่างนั้นหัวหน้าขุนนางตรวจการอย่างเขาจะเจอปัญหาจริงๆ แล้ว ความรู้สึกที่ถูกหนีบไว้ตรงกลางนี้ไม่น่าสบายใจยิ่ง
เขาวิ่งเหยาะๆ ติดตามพวกผู้คุมจัตุรัสแดงไป รู้ว่าพวกนางจะไปไหน คิดจะเตือนให้หยุดก็ทำไม่ได้
พวกนางเร็วอย่างน่าประหลาด ลัดเลาะตามถนนสักพัก ไม่ทันไรก็ถึงเขตหลักของเมืองเลียบคีรี
ผู้คุมจัตุรัสแดงหยุดลงตรงหน้าคฤหาสน์กว้างใหญ่แห่งหนึ่ง เงยหน้ามองป้ายที่แขวนด้านบน
“คฤหาสน์ลู่หรือ”
“ตามรายงานของสาย ลู่เซิ่งประมุขพรรคลู่กับพันธมิตรบู๊มีความเกี่ยวข้องกันไม่น้อย เพียงแต่ไม่เคยมีหลักฐาน” ไป๋เฟิงเหล่าเต้ารีบติดตามมาพูดกระซิบ “แต่ว่าเขาไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเผาหน่วยหลักเมื่อช่วงก่อน”
พวกนางยืนหน้าประตูคฤหาสน์ลู่ ดูไม่สะดุดตา คล้ายนักท่องเที่ยวที่บังเอิญผ่านทางมา แล้วประทับใจเพราะการตกแต่งของคฤหาสน์ จึงหยุดลงชมดู
ผู้คุมจัตุรัสแดงมองป้ายของคฤหาสน์ลู่อย่างเย็นชา พลันหันไปมองจ้องไป๋เฟิงเหล่าเต้า เอ่ยว่า
“พวกเจ้ากลับดีดลูกคิดรางแก้วไว้ดีนัก”
นางไม่พูดพร่ำทำเพลง หมุนตัวจากไป
สตรีกางร่มระบายลมหายใจอย่างแรง
ว่ากันว่าประมุขพรรควาฬแดงสนิทสนมกับซั่งหยางจิ่วหลี่ คฤหาสน์ลู่ตรงหน้าเป็นบ้านของประมุขพรรควาฬแดงลู่เซิ่ง ถ้าท่านพี่ถูกไป๋เฟิงเหล่าเต้ายั่วยุ ลงมือกับครอบครัวของลู่เซิ่งจริงๆ เช่นนั้นสถานการณ์ก็จะยุ่งยากอย่างแท้จริงแล้ว
ตระกูลซั่งหยางจะคิดว่านี่เป็นการท้าทายพวกเขา
ด้วยนิสัยไม่กลัวฟ้ากลัวดินของท่านพี่ จะต้องไม่ยอมสยบแน่
“ท่านพี่…พวกเรา…ออกจากแดนเหนือเถอะ…” คำพูดนี้ของสตรีกางร่มไม่ได้ตะกุกตะกักอย่างหาได้ยาก นางรีบติดตามผู้คุมจัตุรัสแดง สีหน้าหม่นหมองอยู่บ้าง
“ไม่เป็นไร! ข้าใกล้จะแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ถึงตอนนั้นพวกเราสร้างจัตุรัสแดงแห่งใหม่ จะไม่มีใครทำร้ายเจ้ากับข้าได้อีก ไม่ต้องห่วงนะอิงอิง ข้าอยู่ ข้าจะดูแลทุกอย่างเอง!” ผู้คุมจัตุรัสแดงกำมือนางแน่น กล่าวอย่างจริงจัง
สตรีกางร่มมองนางอย่างงุนงง ท่านพี่เคยพูดแบบนี้มานานมากแล้ว
เพียงแต่ขณะที่นางมองท่านพี่ที่พยายามดิ้นรน กลับตึงมือตึงเท้า ทั้งๆ ที่พลังร้ายกาจกว่าคนอื่นๆ กลับยังคงกริ่งเกรงหวาดกลัว ไม่กล้าลงมืออย่างเปิดเผย
นางประคับประคองจัตุรัสแดง บ้านที่เหลือแค่พวกนางสองคนอย่างยากลำบาก
เผชิญกับตระกูลซั่งหยาง เผชิญกับสมาคมหทัยร่อนเร่ เผชิญกับขุมกำลังเบื้องหลังที่ใหญ่โต ก็ไม่เคยยอมแพ้
นางแค่ยืนมองด้านข้าง ก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว
“วางใจเถอะ ข้าเลื่อนระดับอีกนิดเดียว ทุกอย่างก็จะดีเอง” ผู้คุมจัตุรัสแดงแสดงสีหน้าเชื่อมั่นไม่เหนื่อยล้าตลอดกาล กล่าวกับนางด้วยรอยยิ้ม
แต่ยิ่งอีกฝ่ายทำเช่นนี้ สตรีกางร่มยิ่งทุกข์ใจ สภาพที่ท่านพี่ฝึกฝนอย่างเจ็บปวดเหมือนอดกลั้นต่อการถลกหนังทุกเมื่อเชื่อวันแวบผ่านด้านหน้านางไม่หยุด
นางมองเห็นความไม่สบายใจ ความอิดโรย ความเลื่อนลอยในดวงตาของท่านพี่ได้ นางรู้จักท่านพี่ดีเกินไป
เป็นเพราะสมาคมหทัยร่อนเร่หรือ
ขุมกำลังที่บีบคั้นอยู่ตลอดเวลานั้น ก่อนหน้านี้ท่านพี่ประคองแขนที่หักของตนกลับมาพร้อมกับร่างอาบเลือด สภาพนั้นจนถึงตอนนี้สตรีกางร่มยังไม่ลืมเลือน
ไม่ได้เห็นท่านพี่ทุลักทุเลแบบนี้มานานขนาดไหนแล้ว
อิงอิงหลุบศีรษะ ในใจเกิดความคิดจากไปอีกครั้ง
นางไม่อยากให้ท่านพี่ลำบากแบบนี้ ขุมกำลังของสมาคมหทัยร่อนเร่กำลังไล่ล่ามาทางนี้อย่างช้าๆ พวกนางซ่อนตัวได้อีกไม่นาน ต่อให้สร้างจัตุรัสแดงขึ้นมาอีก ใช้คัมภีร์ลับเคล็ดวิชาเล่มนั้นสร้างค่ายกลซ่อนตัว พวกนางก็ยังคงหลบสมาคมหทัยร่อนเร่ไม่พ้น
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น