161-165
บทที่ 161
“เทียบเชิญงานเลี้ยงในเมืองหรือ” ลู่เซิ่งดูเทียบเชิญที่อวี้เหลียนจื่อส่งมาให้เอง งุนงงอยู่บ้าง
ตัวเทียบเป็นสีดำปิดด้วยทอง ตัวอักษรด้านบนดั่งมังกรทะยานหงส์ระบำ ปรากฏสีเลือดจางๆ ไม่รู้ว่าทำจากวัสดุอะไร
“อือ…เป็นขุนนางนอกราชการเซียว ส่งมายังสาขาของพรรคเอง” อวี้เหลียนจื่อเอ่ยเบาๆ “ข้าน้อยเห็นว่าน่าจะเร่งด่วน จึงรีบนำมามาส่ง”
อวี้เหลียนจื่อรู้ว่าเซียวหงเย่ไม่ธรรมดา ดังนั้นเทียบเชิญที่เซียวหงเย่ส่งมาเองย่อมไม่อาจใช้หลักการทั่วไปวัดได้
ลู่เซิ่งนั่งในห้องหนังสือ ยื่นมือไปหยิบเทียบเชิญขึ้นมาเปิดออกอย่างแผ่วเบา
‘ประมุขพรรคลู่เปิดด้วยตัวเอง ไม่เจอกันนาน ผู้อาวุโสที่บ้านมา หวังว่าจะได้พบประมุขพรรค-เซียวหงเย่’
เนื้อหาด้านในเรียบง่ายมาก แต่ความหมายก็ชัดเจนมากเหมือนกัน
ลู่เซิ่งพับเทียบเชิญ
“ท่านไปทำงานเถอะ ข้ารู้เรื่องแล้ว”
“ขอรับ” อวี้เหลียนจื่อค่อยๆ ล่าถอยไป
ก่อนจากไป เขาเงยหน้ามองสตรีอาภรณ์ดำที่ยืนอยู่ด้านหลังลู่เซิ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ
สตรีผู้นี้คลุมตัวอยู่ด้านในเสื้อคลุมสีดำสนิท ไม่เห็นรูปร่าง ดูจากสองมือที่สวมถุงมืออยู่ด้านนอก รวมถึงเส้นผมที่ปักปิ่นไว้ ค่อยมองออกว่าเป็นสตรี
‘อาจเป็นยอดฝีมือที่ประมุขพรรครับสมัครมาใหม่’ เขาเดาในใจ
รอจนอวี้เหลียนจื่อออกจากห้องหนังสือ ลู่เซิ่งค่อยวางเทียบเชิญลงบนโต๊ะ
‘คนของจวนอู๋โยวมาถึงแล้ว ยังตามเราไปสอบถาม สงสัยเราหรือว่าคิดยืมขุมกำลังของพรรคเราไปช่วยตรวจสอบ’
ผู้ประกอบพิธีสองคนถูกฆ่า จวนอู๋โยวต่อให้จะใหญ่โตปานใดก็ไม่ถึงกับไม่แยแสสนใจ โดยเฉพาะผีดิบขาวเป็นผู้เข้มแข็งขั้นสุดยอดที่กำลังจะถึงระดับสัตตะลักษณ์ คนระดับนี้ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็เป็นบุคคลสำคัญ
ลู่เซิ่งมองสตรีกางร่มที่อยู่ข้างกาย ข่ายกระเรียนหยินหยั่งรากในร่างนาง และดูดซับพลังของนางอย่างต่อเนื่องเหมือนกับแมลงกาฝาก ตอนนี้แข็งแกร่งและเติบโตมากขึ้นแล้ว
ถ้าบอกว่าตอนแรกจำเป็นต้องละทิ้งร่างส่วนหนึ่ง ก็สามารถขับปราณขวดสมบัติออกไปนอกร่างกายได้ อย่างนั้นตอนนี้ต่อให้ร่างกายระเบิดโดยสิ้นเชิง ก็ยากจะหลุดจากการควบคุมของข่ายกระเรียนหยิน
กระบวนการนี้ก็คือกลืนกลาย
“เดี๋ยวตอนเย็นเจ้าไปอยู่ที่บ้าน ห้ามเพ่นพ่าน”
สตรีกางร่มห่อตัวอย่างหวาดกลัว รีบพยักหน้า
ลู่เซิ่งส่ายหน้า หลับตาเริ่มเพ่งจิตหล่อเลี้ยงปราณ ก่อนหน้านี้ตอนกลับมาเขาได้ทดลองไปแล้ว ปราณหยินได้แต่เพิ่มระดับวรยุทธ์อย่างอื่น ไม่มีส่วนช่วยต่อความรู้สึกเติบโตเปลี่ยนแปลงเชิงคุณสมบัติต่อการประสานหยินหยาง
ทุกอย่างได้แต่รอ
จัดการภารกิจส่วนหนึ่งในพรรค นั่งหล่อเลี้ยงปราณสักพัก ไม่ทันไรก็ถึงตอนเย็น
ลู่เซิ่งพาพวกสวีชุยและนิ่งซานขึ้นรถม้า ออกจากเรือวาฬแดง โดยสารไปยังเมืองเลียบคีรีอย่างเงียบเชียบ
“ช่วงนี้คุณหนูอวิ๋นซีมักจะไปเที่ยวเล่นชมภาพวาดที่ผนังภาพวาดใกล้แม่น้ำ และสืบข่าวของประมุขพรรคท่านจากเหล่าเฮยที่ผนังภาพวาดตลอด” บนรถม้า สวีชุยรายงานเบาๆ
นิ่งซานขับรถ ทำเป็นไม่ได้ยิน เขาเฉลียวฉลาด แม้ไม่เคยเรียนหนังสือ แต่ก็เชี่ยวชาญเรื่องการวางตัว
“ผนังภาพวาดใกล้แม่น้ำ เหล่าเฮยเป็นใครหรือ” ลู่เซิ่งเอ่ย
สวีชุยมองลู่เซิ่ง คล้ายไม่เห็นว่าหัวหน้าโมโห กล่าวต่อ “เหล่าเฮยเป็นบิดาของผู้จัดการภารกิจภายในที่เสียชีวิตไปแล้วคนหนึ่ง เป็นเพราะเคยทำหน้าที่ในห้องบัญชีของพรรคมาก่อน ดังนั้นหลังออกจากพรรคแล้วจึงมีอิทธิพลส่วนหนึ่ง รู้ความลับมากมาย”
“ในเมื่ออวิ๋นซีอยากสืบ ข้าก็ไม่ได้มีของที่คนเห็นไม่ได้ ให้นางสืบไป” ลู่เซิ่งกล่าว
“เข้าใจแล้ว ข้าจะให้พี่น้องโถงอินทรีเหินคอยระวังความปลอดภัยของคุณหนูอวิ๋นซี” สวีชุยพูดอย่างนอบน้อม
เขายิ่งรู้จักประมุขพรรคผู้นี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความลึกล้ำไม่อาจหยั่งคาดมากเท่านั้น
อย่าว่าแต่ตอนนี้เขาเลื่อนเป็นระดับสำนึกปลอดโปร่งได้ทุกเวลา ต่อให้เป็นระดับผนึกจิตที่อยู่เหนือระดับสำนึกปลอดโปร่ง ก็ไม่ใช่คู่มือของประมุขพรรคมานานแล้ว
คิดถึงตรงนี้ ดวงตาสวีชุยปรากฏความเร่าร้อน ได้ติดตามประมุขพรรคที่แข็งแกร่งแบบนี้ ได้กลายเป็นบริวารของเขา ถือเป็นเรื่องโชคดีจริงๆ
ลู่เซิ่งมองเขา พลันนึกถึงข่ายกระเรียนหยิน ถ้าทดลองประสิทธิภาพของข่ายกระเรียนหยินที่ซ่งเจิ้นกั๋วได้มากพอ อาจจะให้ลูกน้องที่ติดตามข้างกายตัวเองมาตลอดผู้นี้ได้อีกคน
ช่วงเวลานี้ หลายเรื่องราวประดังประเดเข้ามา
หลี่ซุ่นซีจากไป ได้แผนที่ของพันธมิตรบู๊และยาล้ำค่า สังหารผู้ประกอบพิธีคนที่สอง ทำลายหน่วยหลักจัตุรัสแดง เรื่องที่พบเจอยังเยอะกว่าเวลายาวนานที่ผ่านมารวมกันเสียอีก
เพื่อไม่ให้ตระกูลขุนนางพบความจริงที่เขาเป็นจอมยุทธ์มนุษย์ จึงจำเป็นต้องทำลายจัตุรัสแดงเพื่อปิดปาก แต่ลู่เซิ่งไม่แน่ใจใจว่าที่เมืองอินทรีคู่ในตอนนั้นมีคนกี่คนเห็นตนฆ่าผู้ประกอบพิธี
แม้จะเป็นเพราะมีตระกูลซั่งหยางคอยข่มขวัญให้ ลู่เซิ่งจึงไม่เกรงกลัวจวนอู๋โยว แต่เขารังเกียจความยุ่งยาก ยิ่งปัญหาน้อยก็ยิ่งดี
“ใต้เท้า ถึงจวนเซียวแล้ว” เสียงของนิ่งซานที่เป็นสารถีดังเข้ามา
ลู่เซิ่งเลิกม่านรถ เดินลงไป สวีชุยลงรถ ติดตามอยู่ด้านหลังเขา สองคนเดินเข้าสู่จวนเซียวท่ามกลางการประจบสอพลอที่ประตู
“ยินดีต้อนรับประมุขพรรค” เซียวหงเย่เดินออกมาด้วยรอยยิ้ม สองมือเก็บอยู่ในแขนเสื้อ ประสานกันตรงหน้า เสื้อคลุมขุนนางนอกราชการสีแดงทองมองดูภูมิฐาน ไม่มีบุคลิกของตัวแทนทูตเขตแดนของจวนอู๋โยวแม้แต่น้อย
“เหล่าเซียว ไม่พูดไร้สาระแล้ว ผู้อาวุโสบ้านท่านเล่า ข้ามีภารกิจรัดตัว พอได้จดหมายของท่านก็รีบบึ่งมาทันที” ลู่เซิ่งถามอย่างสนิทสนม
“ผู้อาวุโสอยู่ด้านใน พี่ลู่เข้าไปก็จะทราบเอง” เซียวหงเย่ยิ้มกว้าง
ลู่เซิ่งยิ้มแย้ม พยักหน้า ติดตามเซียวหงเย่เข้าโถงหลัก ทิ้งสวีชุยให้รออยู่ด้านนอก
เวลานี้บุรุษวัยกลางคนที่คล้ายกับเซียวหงเย่คนหนึ่งนั่งอยู่ในโถงหลัก แต่งกายแบบพ่อค้าร่ำรวย ดูค่อนข้างสุภาพ ทว่าแตกต่างจากความสุภาพของเซียวหงเย่ คนผู้นี้ดูล้ำลึกกว่า
แวบแรกที่เห็นเขา ลู่เซิ่งก็ตกตะลึง รู้สึกได้ว่ามีกลิ่นคาววนเวียนอยู่ในโถงหลัก คล้ายเป็นกลิ่นคาวปลา ยังมีความกดดันอยู่รางๆ ทุกๆ การเคลื่อนไหวของบุรุษผู้นี้เหมือนกับควบคุมสภาพแวดล้อมของโถงหลักไว้
“ข้าเป็นรองประมุขจวนอู๋โยว เย่หลิงม่อ” บุรุษวัยกลางคนมองลู่เซิ่งที่เดินเข้ามาอย่างราบเรียบ
สายตาของคนผู้นี้ยามอยู่บนร่างเหมือนเข็มทิ่มแทง ลู่เซิ่งสีหน้าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย รีบปั้นยิ้ม โค้งตัวคำนับเย่หลิงม่อ
“ประมุขพรรควาฬแดงของตระกูลซั่งหยาง ลู่เซิ่ง คำนับประมุขจวนเย่”
“ไม่ต้องมากมารยาท ที่ข้าเรียกเจ้ามา เพราะต้องการยืมขุมกำลังของงูเจ้าถิ่นเช่นพรรควาฬแดง เพื่อตรวจสอบเรื่องราวส่วนหนึ่ง” เย่หลิงม่อไม่อ้อมค้อม เล่าเรื่องที่ประมุขพรรคหายตัวไป “ตอนนั้นเจ้าน่าจะเป็นคนในเหตุการณ์กระมัง เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตอนนี้ท่านช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อย”
ลู่เซิ่งรีบเล่าเรื่องที่ตัวเองทราบ แน่นอนว่าไม่ใช่ความจริง แต่ว่าเป็นถ้อยคำกึ่งจริงกึ่งเท็จที่แต่งไว้แล้ว
“หมายความว่าเจ้าไม่เห็นตอนต่อสู้ เพียงได้ยินเสียงอยู่ห่างๆ ใช่หรือไม่ ขณะเดียวกันก็บาดเจ็บเพราะลูกหลงด้วยหรือ” เย่หลิงม่อไม่ได้ถามว่ายอดฝีมือระดับตรีลักษณ์รับบาดเจ็บเพราะลูกหลงได้อย่างไร เขารู้จักพลังของผีดิบขาวดี เป็นผู้เข้มแข็งขั้นสุดยอดที่พร้อมจะเลื่อนสู่ระดับสัตตะลักษณ์ยได้ทุกเวลา แค่ฝ่ามือวายุที่ใช้ออกมา ก็สร้างพลังทำลายล้างและพิษที่รุนแรงอันน่าสะพรึงได้แล้ว ระดับตรีลักษณ์สักคนถูกเล่นงานจนบาดเจ็บไม่ใช่เรื่องหายาก
“ถูกต้อง” ลู่เซิ่งก้มศีรษะขานรับ
“ภายหลังเจ้าได้ส่งคนไปตรวจสอบหรือไม่” ถึงแม้เย่หลิงม่อจะไม่ได้คาดหวังต่อการสอบถาม แต่ก็ยังคงถามอยู่ดี
“ตรวจสอบแล้ว คุณหนูจิ่วหลี่กำชับให้ตรวจสอบเป็นการเฉพาะ นอกจากร่องรอยหลังศึกใหญ่ ก็หาอะไรไม่เจออีก ไม่รู้ตัวคนร้าย และไม่ทราบสาเหตุ” ลู่เซิ่งตอบอย่างเคารพ
เย่หลิงม่อเพ่งมองเขา พลันขมวดคิ้ว
“กลิ่นอายของเจ้าทำไมอ่อนแอลง…” นี่ไม่ใช่กลิ่นอายของระดับตรีลักษณ์ ถึงขั้นไม่แน่ว่าจะนับเป็นระดับเอกะลักษณ์ทั่วไปได้ด้วยซ้ำ กลิ่นอายบนตัวอีกฝ่ายอ่อนแอเกินไป คล้ายกับไม่ต่างจากยอดฝีมือในยุทธภพธรรมดาๆ
ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้น พลันแสดงสีหน้าเจ็บปวดเล็กน้อย เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “อาการบาดเจ็บก่อนหน้ายังไม่หายดี…” เขากลับคิดไม่ถึงว่าผลของข่ายกระเรียนหยินจะแข็งแกร่งแบบนี้ ซ่อนลมปราณจนยอดฝีมือเช่นคนตรงหน้ายังมองไม่ออก
“เยื่อดำเสียหายหรือ เข้าใจแล้ว ลำบากเจ้าแล้ว ทักทายคุณหนูจิ่วหลี่แทนข้าด้วย” เย่หลิงม่อไม่บีบคั้นลู่เซิ่งเกินไป กล่าวให้ชัดคือ ประมุขพรรควาฬแดงเป็นคนของตระกูลซั่งหยาง ทั้งยังเป็นยอดฝีมือระดับตรีลักษณ์ อยู่ๆ ถูกผู้ประกอบพิธีของตนเล่นงาน จนถึงตอนนี้ยังไม่หายดี อย่างไรก็เป็นความผิดพลาดของจวนอู๋โยว
เห็นแก่ที่ผู้ประกอบพิธีหายตัวไป ตระกูลซั่งหยางไม่เอาความก็นับว่าดีมากแล้ว
“ข้าจะนำคำพูดของรองประมุขจวนไปบอกเอง อย่างนั้นข้าน้อยขอลาก่อน” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างเคารพ
“อือ ไปเถอะ” เย่หลิงม่อตอนแรกไม่คาดหวัง ที่ตามลู่เซิ่งมาก็แค่เป็นเป้าหมายที่ต้องถามเท่านั้น ก่อนหน้านี้เขาถามคนที่อยู่ในแดนเหนือไม่น้อย ต่อจากลู่เซิ่งยังมีคนรออยู่อีกมาก
ลู่เซิ่งถอยออกจากห้องหลักเหมือนเป็นปกติ
เย่หลิงม่อนั่งประจำตำแหน่ง รอจนคนไปแล้ว เขาค่อยมองฝั่งขวาของตนเอง
“คนต่อไปเป็นใคร”
เซียวหงเย่เดินออกมากล่าวเบาๆ “คนของโถงเมฆางาม มาจากเมืองอื่น”
“อือ” เย่หลิงม่อยกน้ำชาขึ้นจิบ เขาไม่ชอบหน้าที่เช่นนี้ แต่ก็จำเป็นต้องไต่ส่วนคนเอง
นี่ไม่เพียงแค่เพราะเขาเป็นรองประมุขจวน ยังเป็นเพราะเขามีความสามารถในการมองทะลุพลังฝึกปรือของคนอื่นๆ ด้วย
เหมือนกับลู่เซิ่งที่เพิ่งออกไป ถึงแม้จะเป็นประมุขพรรควาฬแดง ว่ากันว่าเป็นยอดฝีมือระดับตรีลักษณ์ที่เทียบเคียงได้กับสตรีกางร่ม ทว่าเมื่อครู่เพิ่งมองดู กลิ่นอายทั่วร่างคลุมเครือ ไม่เห็นเยื่อดำ ไม่ต่างจากคนของตระกูลขุนนางที่ได้รับบาดเจ็บหนัก
เย่หลิงม่อย่อมมองออกว่าพลังในตอนแรกของคนผู้นี้คล้ายไม่เลว สมควรอยู่ในระดับสูงสุดของตรีลักษณ์
“ให้คนต่อไปเข้ามาเถอะ ดูคร่าวๆ ก่อนค่อยว่ากัน” เขาประคองจอกน้ำชา พร้อมตะโกนขึ้น
…
ลู่เซิ่งถอยออกจากโถงหลัก ดวงตาบนใบหน้าที่ก้มอยู่เป็นประกายเล็กน้อย
‘จวนอู๋โยวส่งรองประมุขจวนคนหนึ่งมาเลยหรือนี่!’
เขาไม่แสดงสีหน้า แต่ในใจมีความรู้สึกถึงวิกฤติการณ์
เย่หลิงม่อผู้นี้ดูเหมือนอ่อนโยน ไม่คุกคามบีบคั้นคน แต่นี่คงเป็นเพราะเขาคือคนของตระกูลซั่งหยาง
ถ้าไม่มีซั่งหยางจิ่วหลี่ยืนอยู่เบื้องหลัง ลู่เซิ่งไม่คิดว่าเขาจะพูดกับตนอย่างเกรงใจเช่นนี้
‘ไม่รู้ว่าเราในตอนนี้สู้กับคนคนนี้ไหวไหม’ เพราะไม่ได้ต่อสู้จริงๆ เขาจึงไม่มีความมั่นใจ แต่แค่ความรู้สึกจากความแข็งแกร่งของกลิ่นอาย คนคนนี้จะต้องร้ายกาจกว่าผีดิบขาวแน่นอน หนำซ้ำยังร้ายกาจกว่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งเท่า
‘ถ้าเราในตอนนี้เจอผีดิบขาวอีก…’ ลู่เซิ่งเปรียบเทียบดู ดวงตาหยีลง ‘อย่างมากก็แข็งแกร่งกว่านิดหน่อย’ เขาเกิดความกดดัน เร่งฝีเท้าเดินไปยังประตูใหญ่ของจวนเซียว พอดีสวนกับบุรุษวัยกลางคนบุคลิกไม่ธรรมดาหลายคน
ผู้นำของคนเหล่านี้พอเห็นเขา ก็รีบประสานมือ
“ข้าน้อยหวงชิวหยวน คำนับประมุขพรรคลู่”
……………………………………….
บทที่ 162
หวงชิวหยวนหรือ
ลู่เซิ่งไม่รู้จักหวงชิวหยวน คนที่เขาคุ้นเคยคือพรรคสองสามพรรคในเมืองเลียบคีรี คนพวกนี้ดูจากการแต่งกาย ไม่เหมือนคนของเมืองเลียบคีรี
“ขุนนางนอกราชการเซียวก็เชิญพวกท่านเหมือนกันหรือ” ลู่เซิ่งถามโดยไม่คิดอะไร
“ใช่แล้ว พวกเราต่างมาพบขุนนางนอกราชการเซียว” คนเหล่านี้รีบตอบอย่างเคารพ พรรควาฬแดงมีชื่อเสียงโด่งดังในแดนเหนือ ได้รับการยกย่องเป็นพรรคอันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ ถึงแม้ขุมกำลังของพวกเขาในแต่ละอาณาเขตจะไม่เลว แต่เทียบกับพรรควาฬแดงยังห่างกันไกล ต้องปฏิบัติด้วยความเคารพ
ลู่เซิ่งได้รับการยืนยันคำตอบ ก็ขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนพยักหน้า
“ข้าไปก่อนก้าวหนึ่ง”
“ประมุขพรรคตามสบายๆ” ทุกคนรีบผงกศีรษะ
ลู่เซิ่งออกจากประตู เห็นเซียวหงเย่ยืนรอเขาอยู่ด้านนอก
“ขออภัยด้วยพี่ลู่ คำสั่งของผู้อาวุโสในจวน เรื่องราวสำคัญ…” เซียวหงเย่ยิ้มอย่างหนักใจพลางประสานมือให้ลู่เซิ่ง
“พี่เซียวพูดอะไร ผู้อาวุโสมาถึงเมืองเลียบคีรี ผู้เยาว์อย่างข้ามาเยี่ยมเยือนถือว่าสมเหตุสมผล” ลู่เซิ่งยิ้มในหน้า เขากับเซียวหงเย่เดิมมีความสัมพันธ์เป็นเพื่อนร่วมงาน ไม่ได้มีการคบหาอะไร ย่อมไม่ต้องตีสนิท
“รองประมุขจวนเย่มาเอง ข้าก็ตกใจเหมือนกัน” เซียวหงเย่กล่าวอย่างจนปัญญา “ก่อนหน้านี้เพลิงไหม้ทางด้านนั้นทำลายทุกอย่างในวันเดียว ทำให้คนอกสั่นขวัญแขวนแล้ว ตอนนั้นคนผู้นั้นกลับมา รองประมุขจวนก็มาถึง แดนเหนืออุตส่าห์สงบลง หรือจะปั่นป่วนอีกครั้ง”
“คนผู้นั้นหรือ” ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว คิ้วที่เพิ่งงอกจางมาก ทำให้เขายังคงดูดุร้ายเหมือนเดิม
“ไม่ใช่ผู้คุมจัตุรัสแดงหรอกหรือ” เซียวหงเย่ไม่รู้ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจพูดถึง “คนผู้นั้นเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด พอกลับมาพบว่าบ้านถูกรื้อทำลาย ก็โมโหจนคลั่ง จับคนจำนวนมากในคราวเดียว แม้แต่รองประมุขจวนของข้าก็จำเป็นต้องตรวจสอบด้วย มีแต่เรื่องน่าวิตกจริงๆ”
“ผู้คุมจัตุรัสแดงกลับมาแล้วหรือนี่” ลู่เซิ่งแสดงความกระวนกระวายที่เหมาะกับเวลา อย่างไรก่อนหน้านี้เขาก็เป็นขุมกำลังในสังกัดตระกูลเจิน ตระกูลเจินกับจัตุรัสแดงเป็นศัตรูกัน ถ้าผู้คุมจัตุรัสแดงเพลิงโทสะพวยพุ่ง มาระบายกับพรรควาฬแดง นั่นก็อันตรายจริงๆ แล้ว
ดังนั้นการเฉยเมยในเวลานี้ กลับเป็นการแสดงออกที่ผิดปกติ
“ประมุขพรรครีบแจ้งคุณหนูจิ่วหลี่โดยเร็วที่สุดจะดีกว่า” เซียวหงเย่เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
ลู่เซิ่งสีหน้ากลับเป็นปกติ พยักหน้าน้อยๆ
“ขอบคุณพี่เซียวที่บอก ลาก่อน” เขาผลุนผลันจากไป พาสวีชุยขึ้นรถม้า ไม่ทันไรก็หายไปในม่านวิกาล
เซียวหงเย่ยืนหน้าประตูมองตามจนเขาจากไป ค่อยกลับไปด้านหน้าประตูโถงหลัก ตอนนี้บุรุษวัยกลางคนหลายคนที่เพิ่งเข้าไป ออกมาพร้อมกับเหงื่อที่แตกเต็มศีรษะ พากันคารวะเขา แล้วรีบผละไป
เซียวหงเย่รอคนจากไป จึงเข้าไปในโถงหลัก
“รองประมุขจวน” เขามองเงาคนที่ยืนหันหลังให้ “เรื่องที่ผู้คุมจัตุรัสแดงกลับมาได้แจ้งให้ตระกูลซั่งหยางทราบแล้ว”
“อือ ดีแล้ว” เย่หลิงม่อหมุนตัวมา “ซั่งหยางจิ่วหลี่เป็นอัจฉริยะอันดับสองของตระกูลซั่งหยาง ตอนนี้กำลังปิดด่าน เกรงว่ากำลังเลื่อนจากระดับสัตตะลักษณ์ คิดก้าวสู่ระดับอสรพิษ อัจฉริยะแบบนี้ถ้าเข้าสู่ระดับอสรพิษ เกรงว่าตระกูลซั่งหยางจะมีตัวเลือกประมุขตระกูลเพิ่มมาอีกคน”
“ถูกต้อง” เซียวหงเย่พยักหน้า “เมื่อเป็นแบบนี้ ตระกูลซั่งหยางจะต้องให้ความสำคัญกับซั่งหยางจิ่วหลี่เพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง คุณหนูซั่งหยางจิ่วหลี่ผู้นี้ใจร้อนขี้โมโห ส่วนผู้คุมจัตุรัสแดงก็ไม่เกรงฟ้ากลัวดิน…” เขาไม่ได้พูดประโยคหลังต่อ
“ข้าเข้าใจความหมายของท่าน” เย่หลิงม่อยิ้มๆ “ดูการเปลี่ยนแปลงเงียบๆ ก็พอ”
…
ลู่เซิ่งพอกลับมาถึงเรือวาฬแดง ก็เข้าสู่ห้องสงบใจเพื่อปิดด่านทันที ขณะเดียวกันก็พาสตรีกางร่มมาด้วย
เขาเดินวนรอบสตรีกางร่มสองสามรอบ เหมือนกับกำลังสำรวจอีกฝ่าย และเหมือนกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง
สตรีกางร่มกลัวจนไม่กล้าขยับเขยื้อน
เวลาค่อยๆ ผ่านไป
ไม่นานนักลู่เซิ่งก็พลันเอ่ย
“พี่สาวเจ้ากลับมาแล้ว…”
สตรีกางร่มงงงัน ก่อนจะยินดี กำร่มแดงไว้แน่น
“จริง…หรือ”
“เจ้าอยากกลับไปหรือไม่” ลู่เซิ่งยิ้มพลางมองนาง
สตรีกางร่มลังเล นางไม่รู้ว่าลู่เซิ่งกล่าวคำพูดนี้มีเจตนาใด แต่ว่าดูจากเปลือกนอกของอีกฝ่าย คล้ายไม่เหมือนคนที่จะปล่อยนางไปง่ายๆ
“พี่สาวเจ้ามีอันตายมาก ตอนนี้ข้าเองก็มีอันตรายมากเหมือนกัน ศัตรูของพี่สาวเจ้า ก็คือศัตรูที่้ข้ากำลังตามหา ดังนั้นข้ายินดีปล่อยเจ้ากลับไป แน่นอนว่าต้องมีเงื่อนไข” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม จงใจพูดกำกวม
“เงื่อนไขอะไร” แม้จะตื่นเต้นประหลาดใจ รอบนี้สตรีกางร่มกลับไม่ติดอ่างแล้ว
“ข้าจะปล่อยเจ้ากลับไปในเวลาที่เหมาะสม ของบนร่างเจ้า ข้าจะไม่ปลดไว้ ขอแค่เจ้าไม่พูดเรื่องเกี่ยวกับข้า ไม่บอกความลับกับพี่สาวเจ้า ของสิ่งนั้นก็จะไม่ทำงาน” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างผ่อนคลาย “เงื่อนไขในการปล่อยเจ้ากลับไปคือ เจ้าจำเป็นต้องอยู่ข้างกายผู้คุมจัตุรัสแดง ช่วยข้าปกปิดเรื่องจัตุรัสแดงถูกข้าทำลาย”
สตรีกางร่มเงียบงัน
ช่วงนี้นางรู้สึกได้ว่า เมล็ดพันธุ์ประหลาดเม็ดนั้นประสานกับร่างกายของตนสมบูรณ์แล้ว ตอนนี้ถ้าคิดจะเอาของสิ่งนั้นออกมา ได้แต่ดึงออกพร้อมกับกายและวิญญาณเก้าส่วน ผลลัพธ์สุดท้ายคือวิญญาณสลาย
นางไม่อยากตาย แต่ก็ไม่คิดทรยศพี่สาวเช่นกัน
“ข้า…จะไม่…ทรยศท่านพี่…ให้ตายก็ไม่ทำ” สตรีกางร่มดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว
“ข้าจะไม่ทำร้ายพี่สาวเจ้า และไม่มีความสามารถนี้เช่นกัน” ลู่เซิ่งยิ้มเอ่ย “ข้าแค่อยากปกป้องตัวเอง มีชีวิตอยู่ต่ออย่างสงบสุข แค่นี้เท่านั้น เงื่อนไขแค่นี้เจ้าคงจะให้ข้าได้กระมัง”
สตรีกางร่มใคร่ครวญ นางทดลองมาหลายวิธีแล้ว แต่ไม่อาจขับของสิ่งนั้นในร่างออกไปได้
ถ้าหากบอกว่าตระกูลขุนนางอาศัยการขุดค้นตนเองเพื่อให้ได้มาซึ่งพลัง ถ้าอย่างนั้นภูตผีเช่นพวกนางก็อาศัยการกลืนกินความกลัว เลือด และพลังงานเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเอง
ภูตผีควบคุมร่างกายของตัวเองได้ละเอียดอ่อนเหมือนกับคนจากตระกูลขุนนาง
ความละเอียดอ่อนในการควบคุมของนางที่อยู่ในฐานะรองผู้คุมจัตุรัสย่อมสูงกว่า แต่ยังคงไม่อาจกำจัดของเล่นชิ้นนั้น
สตรีกางร่มรู้ว่าท่านพี่ของนางก็ทำไม่ได้เหมือนกัน เป็นเพราะพูดถึงการควบคุมอย่างละเอียด ท่านพี่ของนางยังสู้นางไม่ได้
พลังของท่านพี่ของนางแข็งแกร่งมากถึงขั้นที่ตัวเองก็ควบคุมไม่ได้ทั้งหมด ปกติแล้วจะไม่ลงมือง่ายๆ เกิดลงมือก็จะควบคุมความแข็งแกร่งไม่ได้ ดังนั้นด้านการควบคุมอย่างละเอียด นางกลับเหนือกว่าขั้นหนึ่ง
ก่อนที่จะรู้ว่าพี่สาวรับมือกับของเล่นสภาพตาข่ายนี้ได้หรือไม่ นางเมื่อทำไม่ได้ ก็ไม่กล้าเปิดเผยเรื่องนี้
สตรีกางร่มเงยหน้ามองลู่เซิ่งที่อยู่ด้านหน้า
“ท่านรับปากว่าจะ…ปล่อยข้าไปจริงๆ หรือ”
“ข้าไม่มีความจำเป็นต้องหลอกเจ้า” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างสงบ
สตรีกางร่มทราบความลับของเขามากมาย อย่างเช่นการสังหารผู้ประกอบพิธีจวนอู๋โยว และการทำลายจัตุรัสแดง ดังนั้นไม่อาจปล่อยนางไปง่ายๆ
เมื่อลู่เซิ่งพูดแบบนี้ ย่อมมีแผนการของตัวเอง
“ย่อมไม่ใช่ตอนนี้” ลู่เซิ่งเสริมประโยคหนึ่ง ตอนนี้เขากำลังถ่วงเวลา รอการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณสมบัติหลังการประสานหยินหยางของตนลอกคราบโดยสมบูรณ์
ส่วนที่จะปล่อยสตรีกางร่ม ตกลงแล้วจะปล่อยนางจริงหรือไม่ บางทีแม้แต่สตรีกางร่มเองยังไม่เชื่อ
หลายวันมานี้ ลู่เซิ่งขุดค้นความสามารถของข่ายกระเรียนหยินจนปรุโปร่งแล้ว
ควบคุมวิญญาณ กลืนกลายวิญญาณ ทำให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของปราณขวดสมบัติโดยสิ้นเชิง สตรีกางร่มกับภูตผีที่ถูกทำเป็นตัวทดลองหลายตน เป็นตัวอย่างที่มีชีวิต
“เจ้าคิดดู พวกเรากับพวกเจ้า จัตุรัสแดงไม่ได้มีความแค้นเทียมฟ้า ไม่มีความจำเป็นต้องฆ่าฟันกับผู้คุมจัตุรัสของพวกเจ้า” ลู่เซิ่งอธิบาย “คู่แค้นคบง่ายฆ่ายาก เพียงแค่ทำลายผีป่าวิญญาณเลวส่วนหนึ่งกับบ้านเรือน อีกเดี๋ยวสร้างให้เจ้าก็ได้ เชื่อว่าเจ้าคงไม่อยากให้ผู้คุมจัตุรัส พี่สาวของเจ้าสู้กับตระกูลซั่งหยางของข้าเหมือนกัน”
สตรีกางร่มอดพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้
“แต่ว่า…”
“ไม่มีแต่” ลู่เซิ่งอ้อมไปด้านหลังนาง แสยะยิ้ม “ขอแค่เจ้าไม่ทำสิ่งที่ส่งผลเสียต่อข้า ข้าก็จะไม่สั่งให้ของในตัวเจ้าทำงาน พวกเราปรองดองกันแบบนี้ ดียิ่งไม่ใช่หรือ”
“เจ้าคิดดู เจ้าทำเพื่อพี่ของเจ้า ถ้าหากนางสังหารข้าเพราะเจ้า ตำแหน่งในตระกูลของยอดฝีมืออย่างข้า เจ้าก็พอคาดเดาได้ เมื่อเป็นแบบนี้ พวกเจ้าจะกลายเป็นศัตรูคู่แค้นของตระกูลซั่งหยาง เจ้าคิดว่าพี่สาวของเจ้าจะต้านขุมกำลังยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าตระกูลแห่งจงหยวนด้วยตัวคนเดียวไหวหรือ” ลู่เซิ่งใช้บารมีคนเบื้องหลัง
สตรีกางร่มที่น่าสงสารไม่รู้เลยว่าในสายตาของตระกูลซั่งหยาง ลู่เซิ่งเป็นแค่คนตัวเล็กๆ ที่เป็นผู้นำค่ายพรรคธรรมดา ไหนเลยมีตำแหน่งหรือความสำคัญ
“ดังนั้นถ้าเจ้าจะทำเพื่อพี่สาวของเจ้าจริงๆ เรื่องนี้สมควรช่วยข้าปกปิดไว้ ข้าเอาของคืนเจ้าได้หมด” ลู่เซิ่งพูดเสริม “ขอแค่เจ้าช่วยข้าปกปิด ก็จะดีกับพวกเราทุกฝ่าย ถึงตระกูลซั่งหยางจะแข็งแกร่ง แต่ชีวิตของข้าคนเดียวไม่คุ้มจะแลกกับพวกเจ้า”
“แต่ข้า…ควรพูดอย่างไร…” สตรีกางร่มหวั่นไหว ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ลู่เซิ่งพูดมีเหตุผล
ถ้านางกลับไปเผยความจริงตรงๆ ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือท่านพี่ผู้คุมจัตุรัสสังหารลู่เซิ่งด้วยความเดือดดาล จากนั้นโดนตระกูลซั่งหยางไล่ฆ่า มีบ้านแต่กลับไม่ได้ อย่างไรยอดฝีมือที่สูงกว่าระดับตรีลักษณ์สักคน ไม่ว่าจะเป็นตระกูลไหน ก็นับได้ว่าเป็นยอดฝีมือทั้งสิ้น ฆ่ายอดฝีมือตระกูลขุนนางที่เดิมก็มีอยู่ไม่มากแบบนี้ไป เท่ากับท้ารบอีกฝ่าย เพื่อสร้างตัวอย่าง ปกปักษ์อำนาจบารมี ตระกูลซั่งหยางจะต้องไม่ละเว้นท่านพี่
ต่อให้เปิดเผยว่าลู่เซิ่งทำลายจัตุรัสแดง ฆ่าผู้ประกอบพิธีจวนอู๋โยว อย่างมากสุดเขาก็ได้รับโทษเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถึงอย่างไรไม่ว่าจัตุรัสแดงหรือจวนอู๋โยว เมื่อเทียบขุมกำลังกับหนึ่งในเก้าตระกูลแห่งจงหยวน ก็ยังห่างกันไกลยิ่ง
สตรีกางร่มครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็ค่อยๆ อ้าปาก
“ข้า…ตอบรับท่าน…”
“ทำถูกแล้ว” ลู่เซิ่งยิ้มอย่างพอใจ ถ้าหากว่าสตรีกางร่มผิดสัญญา เขาก็ฆ่านางทิ้งได้ทันทีเช่นกัน
ประสิทธิภาพของข่ายกระเรียนหยินแข็งแกร่งกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้มาก หลังจากปราณขวดสมบัติหยั่งรากลึกแล้ว หลายๆ ครั้งถึงขั้นแสดงการควบคุมอันสมบูรณ์แบบ
ความรู้สึกนี้เหมือนกับกำลังเขียนโปรแกรม
ชาติก่อนเขาเป็นมือดีที่เขียนเครื่องมือปรับเปลี่ยนในเกมได้เอง หลังจากกลับมาได้สองสามวัน เขาก็ศึกษาความสามารถนี้มาโดยตลอด
หลังจากเข้าใจหลักการของข่ายกระเรียนหยินโดยสมบูรณ์ เขาก็เรียนรู้การใช้มันควบคุมวิญญาณให้เคลื่อนไหวตามใจ ถึงขั้นใช้พลังของตัวเองได้ในขั้นเบื้องต้น
การควบคุมนี้เห็นผลบนตัวสตรีกางร่ม นี่เป็นเงื่อนไขของเป้าหมายและแผนการต่อจากนี้ของเขาเช่นกัน
…
บนซากของจัตุรัสแดง
ผุ้คุมจัตุรัสแดงยืนกอดอก หลังพิงกำแพงที่พังบางส่วน มองอิฐกระเบื้องกองใหญ่ที่อยู่รอบๆ ลอยขึ้นมา จากนั้นก็เรียงกันเป็นรั้วแนวใหม่
กลางวันแสกๆ นางสั่งให้วิญญาณเร่ร่อนที่เพิ่งจับมา สร้างหน่วยหลักจัตุรัสแดงแห่งใหม่
ขณะขะมักเขม้นกับการบัญชาการก่อสร้าง ทันใดนั้นนางก็หมุนตัวไปมองเงาร่างสูงชะลูดที่เดินมาแต่ไกลด้วยตาเป็นประกาย
ฟ้ามืดหม่น แต่ครั้นเงาร่างนั้นค่อยๆ เข้ามาใกล้ กลับทำให้บนใบหน้าผู้คุมจัตุรัสแดงปรากฏความอ่อนโยนอย่างไม่อาจควบคุมได้
“อิงอิง เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” นางเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปใช้แขนข้างหนึ่งโอบสตรีกางร่มไว้ ไม่ขยับเขยื้อน
สตรีกางร่มตัวสั่นเทา จิตใจยินดี แต่พอนึกถึงการนัดหมายของลู่เซิ่งก่อนหน้านี้ นางก็บังเกิดความหดหู่ใจโดยไม่รู้สาเหตุ
……………………………………….
บทที่ 163
“อิงอิง ช่วงนี้เจ้าไปอยู่ไหนมากันแน่ เพราะเจออันตรายใช่หรือไม่ ทำไมถึงไม่บอกข้าสักคำ?! รู้ไหมว่าข้าเป็นห่วงเจ้าขนาดไหน” ผู้คุมจัตุรัสแดงถามอย่างร้อนใจ คลายกอดสตรีกางร่ม ลูบไล้ผมยาวของนางอย่างแผ่วเบา
“ข้า…ข้า…ถูกคนชุดดำ…ที่ทำลายหน่วยหลักคนนั้น…จับตัวไป ภายหลังเขา…ถามคำถามข้า…แล้วค่อยปล่อย…ข้ากลับมา” สตรีกางร่มกระซิบตอบ
“คนชุดดำหรือ รู้หรือไม่ว่าเป็นใคร” ผู้คุมจัตุรัสแดงดวงตาสาดประกายดุร้าย กล่าวเสียงเย็นชา
สตรีกางร่มส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่เป็นไร ข้าจะค่อยๆ ตรวจสอบ ไม่ช้าก็เร็วต้องเจอเบาะแส ขอแค่หาเจอ ข้าจะกินมันทั้งเป็น!” ผู้คุมจัตุรัสแดงเอ่ยเสียงดุร้าย
“พวกเรา…กลับกันเถอะ…” สตรีกางร่มลนลานอยู่บ้าง แม้จะกลับมาแล้ว แต่ก็ยังไม่กล้าพูดถึงเครือข่ายในร่างกายนาง นางกลัวว่าเกิดท่านพี่แก้ไขของสิ่งนี้ไม่ได้ แล้วนางพบว่านี่เป็นฝีมือลู่เซิ่ง…
ผู้คุมจัตุรัสแดงกอดรัดตัวนางแน่นๆ อีกครั้ง
“ภายหลังข้าจะไม่ไปจากเจ้าอีกแล้ว ข้ารับรอง!” ครั้งนี้นางไล่ล่าภัยพิบัติมังกรสีชาด แม้จะได้มาแค่เศษชิ้นเดียว แต่ว่าก็เพิ่มพลังของตัวเองได้อย่างมหาศาล บวกกับวิชาบนคัมภีร์เล่มนั้น ภายหลังหาที่ปิดด่านสักร้อยวัน ก็ไม่จำเป็นต้องออกมาตลอดแล้ว
“พวกเราหาสถานที่อยู่อย่างสงบ ไม่ต้องสนใจเรื่องราววุ่นวายภายนอก อิงอิงเจ้าว่าดีหรือไม่”
สตรีกางร่มตอบอือ ในใจกลับนึกถึงตาข่ายในร่างกายตนเอง
“จริงสิ เจ้ากลับมาพอดี เรื่องสร้างจัตุรัสแดงแห่งใหม่ข้าไม่ถนัด ให้เจ้าสั่งการดีกว่า ยังมีโคมไฟเหล่านั้น ต้องให้เจ้าช่วยทำขึ้นใหม่” ผู้คุมจัตุรัสแดงเอ่ยด้วยรอยยิ้มขัดเขิน
“ให้อิงอิง…จัดการเอง…” สตรีกางร่มพยักหน้า
“นอกจากนี้ข้าจะไปพันธมิตรบู๊ ข้าเจอที่อยู่ชั่วคราวของพันธมิตรบู๊แล้ว องค์กรนี้จะเปลี่ยนที่อยู่ทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่ง หนีเร็วมาก ต้องรีบไป ไม่อย่างนั้นพวกมันจะหนีไปอีก” ผู้คุมจัตุรัสแดงสีหน้าเคร่งขรึมลง “พอดีที่ผู้ประกอบพิธีของจวนอู๋โยวหายตัวไประหว่างตรวจสอบพันธมิตรบู๊ ถ้าข้าเดาไม่ผิด คนที่สังหารผู้ประกอบพิธี กับคนที่ทำลายหน่วยหลักของพวกเราน่าจะเป็นคนเดียวกัน ขอแค่หาตัวคนร้ายที่สังหารผู้ประกอบพิธีของจวนอู๋โยวได้ ก็น่าจะเจอตัวการที่ทำลายหน่วยหลักของพวกเรา”
“สมกับเป็น…ท่านพี่ผู้คุมจัตุรัส…” สตรีกางร่มยิ้มแย้มอย่างอ่อนหวานนุ่มนวล
“ถึงตอนนั้นเจ้าพักผ่อนที่บ้าน ไม่… เจ้าไปกับข้าดีกว่า เจ้าในตอนนี้อ่อนแอเกินไป จำเป็นต้องคุ้มครอง” ผู้คุมจัตุรัสแดงหยิกแก้มอิงอิงเบาๆ เอ่ยอย่างเอ็นดู
“อือ…อิงอิงเชื่อฟัง…ท่าน”
…
เรือวาฬแดง
“ไปพันธมิตรบู๊หรือ” ลู่เซิ่งขยำกระดาษสีดำในมือเป็นผุยผง กระดาษแผ่นนี้ไม่ทราบทำจากวัสดุอะไร เป็นสีดำสนิท ตัวอักษรกลับเป็นสีขาว
ผงกระดาษสีดำชิ้นเล็กๆ โปรยปรายผ่านร่องนิ้วของเขา ไม่ได้ตกใส่พื้น หากกลายเป็นควันดำลอยหายไป
นี่เป็นจดหมายที่สตรีกางร่มลอบส่งให้เขา
‘ยุ่งยากอยู่บ้าง…คนของพันธมิตรบู๊ที่รู้ว่าเราฆ่าทูตเขตแดนของจวนอู๋โยวมีไม่น้อย ถ้าหากคลำเบาะแส ไม่แน่จะสาวถึงตัวเรา
ถึงจะฆ่าทูตเขตแดนไปแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะฆ่าผู้ประกอบพิธีตายด้วย แต่แบบนี้จะต้องถูกตรวจสอบแน่ๆ ’
แค่ทูตเขตแดนเท่านั้น ด้วยเบื้องหลังและสถานะของเขา ต่อให้ถูกสืบจนเจอ จวนอู๋โยวอย่างมากก็ลงมือในที่ลับ ถึงขั้นไม่กล้ากล่าวโทษอย่างโจ่งแจ้ง เพราะลู่เซิ่งไม่ต้องยอมรับก็ได้ ถ้าจับไม่ได้คาหนังคาเขา เรื่องราวนี้ก็ทำอะไรไม่ได้
เขาลู่เซิ่งไม่ใช่คนไร้สังกัด ไม่มีเบื้องหลัง และไม่ใช่คนกำจัดวิญญาณที่อ่อนแอเหล่านั้น เขามีพลังไม่เลว ซั่งหยางจิ่วหลี่ให้ความสำคัญ ตระกูลซั่งหยางเบื้องหลังก็แข็งแกร่งกว่าจวนอู๋โยวมาก ต่อให้เป็นประมุขจวน ก็ไม่กล้าสร้างความไม่พอใจให้แก่ซั่งหยางจิ่วหลี่ที่ยังไม่ใช่ประมุขตระกูล แต่กลับสนทนาในระดับเดียวกัน
‘พันธมิตรบู๊ๆ…’ ลู่เซิ่งลุกขึ้นมาเดินพล่าน ‘ตอนนี้เราอยู่ในช่วงลอกคราบ พลังยังไม่ถึงระดับประมุขจวน มีความแตกต่างอย่างมากกับเย่หลิงม่อและผู้คุมจัตุรัสแดง จะลงมือซึ่งหน้าไม่ได้
ช่วงลอกคราบนี้ไม่รู้ใช้เวลานานขนาดไหน จากระดับพันธนาการถึงระดับอสรพิษ แม้แต่อัจฉริยะขั้นสุดยอดอย่างซั่งหยางจิ่วหลี่ก็ติดอยู่ในจุดนี้มาหลายปีแล้วเหมือนกัน เราไม่น่าจะเลื่อนระดับได้ในระยะเวลาอันสั้น’
‘เมื่อเป็นแบบนี้…’ ลู่เซิ่งเริ่มคำนวณ
เขามีพลังทำลายล้างของจริงต่อภูตผีปีศาจและตระกูลขุนนาง ขอแค่มีปราณภายในธาตุหยาง ก็อาจรวมกับปราณภายในธาตุหยินได้
มีแต่ปราณภายในจึงจะทำร้ายตัวตนเหนือธรรมชาติชนิดนั้นได้ วิชาแข็งกร้าวได้แต่ยกระดับกายเนื้อของตัวเองในระดับสูงสุด ต่อให้มีพลังกล้าแข็งกว่านี้ มีความเร็วมากกว่านี้ มีการระเบิดพลังที่รุนแรงกว่านี้ ประโยชน์เพียงอย่างเดียวของวิชาแข็งกร้าวก็มีแต่การป้องกันตัว
แน่นอนว่าวิชาแข็งกร้าวป้องกันการโจมตีจากสิ่งเหนือธรรมชาติ และพิษร้ายที่รุนแรงสุดเปรียบปานเหล่านั้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปราณภายในยากจะทำได้
‘ในเมื่อใช้ปราณภายในอย่างเต็มที่ไม่ได้ชั่วคราว อย่างนั้นก็รวมปราณหยินไว้ที่วิชาแข็งกร้าวก่อน กายเนื้อยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งดีต่อปราณภายในที่จะตามมา ไม่ช้าก็เร็วต้องทุ่มเทให้ปราณหยินอยู่ดี’ ลู่เซิ่งตกลงใจ
“องครักษ์” เขาลุกขึ้น
องครักษ์ใกล้ชิดที่เป็นพลพรรคสองคนรีบเข้ามา
“คำนับประมุขพรรค!”
“ไปพาซ่งเจิ้นกั๋วมา แล้วเตรียมตัวออกเดินทางด้วย” ลู่เซิ่งสั่งการ ออกจากห้องหนังสือ ตรงดิ่งไปที่ห้องสงบใจ
‘เราจำเป็นต้องจัดการเรื่องนี้ก่อน เกิดทางพันธมิตรบู๊โดนตรวจสอบ สายตาของผู้คุมจัตุรัสแดงกับประมุขจวนจะต้องจับจ้องที่เราแน่’
เขาเข้าไปนั่งขัดสมาธิในห้องสงบใจ แล้วรีบเพ่งจิตสงบลมหายใจ
‘ดีปบลู’
เครื่องมือปรับเปลี่ยนสีน้ำเงินลอยออกมา
ลู่เซิ่งมองกรอบที่โล่งตาด้านบน ก่อนหน้านี้ตอนปล่อยสตรีกางร่มไป ถึงจะคืนของวิเศษสามชิ้นนั้นให้ แต่ปราณหยินที่อยู่ด้านในโดนเขาดูดจนเกลี้ยงไปก่อนแล้ว เป็นเพราะว่าปราณหยินที่เพิ่งได้มาเกือบยี่สิบหน่วยนี้ บวกกับที่ได้มาจากภูตผีปีศาจฝูงใหญ่ในจัตุรัสแดง
ผลรวมปราณหยินบนตัวเขาในเวลานี้ เป็นจำนวนถึงแปดสิบหน่วยโดยที่ไม่เคยมีมาก่อน!
เพิ่งจะเปิดเครื่องมือปรับเปลี่ยน กรอบสนทนาก็เด้งออกมาทันที
[ดำเนินการเรียนรู้วรยุทธ์หรือไม่]
[ใช่] ลู่เซิ่งยืนยันคำตอบ จากนั้นความคิดก็ไปอยู่บนกรอบวิถีหยางโชติช่วง
‘ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สังคมตระกูลขุนนาง หลังจากพลังของเราเพิ่มขึ้น อาจประสบอันตรายถูกเปิดเผยความลับไม่ช้าก็เร็ว จะต้องฉวยโอกาสตอนที่พวกตระกูลขุนนางยังไม่ได้สนใจเรา รีบยกระดับให้เร็วที่สุด’ เขาใช้ความคิดกดลงบนปุ่มด้านหลังวิถีหยางโชติช่วง
พริบตานั้น ปราณหยินจำนวนมากในร่างของเขาหายไปอย่างรวดเร็ว เหมือนกับถูกหลุมดำที่มองไม่เห็นกลืนกิน
แคว่ก!
ร่างกายของลู่เซิ่งพลันขยายจากสภาพหยินโชติช่วงทั่วไปจนชุดขาด ร่างกายเหมือนกับวัตถุบีบอัดที่ถูกปลดปล่อย กล้ามเนื้อกับผิวหนังสีเทาอมเขียวจำนวนมากเบียดอัดออกมา กลายเป็นยักษ์สูงเกือบห้าหมี่ด้วยความเร็วสูง
ดีที่ก่อนหน้านี้คำนึงถึงปัจจัยด้านอาวุธ ห้องสงบใจจึงสร้างค่อนข้างสูง แทนที่จะบอกว่าเป็นห้องสงบใจ ความจริงจัดเป็นห้องฝึกวรยุทธ์ขนาดเล็กได้ สามารถบรรจุร่างสูงในตอนนี้ของเขา
‘สบายจริงๆ…ร่างกายไม่ถูกพันธนาการอีกต่อไป…’ ลู่เซิ่งเคลื่อนไหวร่างกาย รูปลักษณ์ในปัจจุบันของเขาเหมือนคนอ้วนที่ท่อนบนใหญ่โตแข็งแกร่งถึงขีดสุด แต่สองขาสั้นป้อม ได้แต่ฝืนตั้งร่างกาย ดูเหมือนกับไม่อาจทนการวิ่งและการระเบิดพลังด้วยความเร็วสูงได้
ผิวหนังสีเทาแกมเขียวให้ความรู้สึกเหมือนเกราะผิว ก้อนเนื้อสองแท่งงอกบนขมับ เป็นเพราะผิวหนังไม่ใช่สีเนื้อ ดังนั้นก้อนเนื้อจึงดูเหมือนเขาวัวซึ่งเป็นของแข็ง
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือด้านหลัง ที่สะบักสองข้างมีกลุ่มกล้ามเนื้อที่แข็งสุดเปรียบปาน มองดูก็รู้ว่าเป็นส่วนที่สนับสนุนการออกแรงของแขน เพียงแต่กล้ามเนื้อส่วนนี้ของคนทั่วไปไม่ได้อลังการถึงขั้นนี้ แต่ส่วนนี้ของลู่เซิ่งกลายเป็นทรงกลมใหญ่สองกลุ่ม
ฟู่ว…
ลู่เซิ่งพ่นลมหายใจยาวๆ
‘สภาพหยางโชติช่วงความจริงเป็นร่างจริงของเรา เป็นสภาพที่กล้ามเนื้อได้รับการปลดปล่อยโดยสมบูรณ์ สภาพหยินโชติช่วงกับสภาพมนุษย์ก็แค่ใช้วิชาแข้งกร้าว วิชาหดกระดูกบีบอัดร่างกายเป็นก้อนเดียวเท่านั้น ไม่ใช่สภาพร่างกายตามปกติ’ ลู่เซิ่งเคลื่อนไหวฝ่ามือเบาๆ รู้สึกว่าเลือดลมทั่วร่างปลอดโปร่งโล่งสบาย
ปราณหยินยังคงถูกใช้ไปเป็นจำนวนมาก ตอนนี้หายไปราวสามสิบกว่าหน่วยแล้ว ลู่เซิ่งเริ่มรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึง ความเจ็บปวดทิ่มแทงที่เลือนรางตรงกลางหลัง
อือ…
เขายืดตัว ร่างกายเริ่มมีเหงื่อไหลหลั่งออกมามหาศาล
เดินสองสามก้าวไปถึงช่องลับ เอาถุงน้ำมากรอกใส่ปาก น้ำใสปริมาณมากเติมเต็มร่างกาย ทดแทนน้ำที่ไหลออกมา
เวลาผ่านไปช้าๆ ในที่สุดปราณหยินก็หยุดหายไป จนถึงตอนนี้ ใช้ไปแล้วประมาณสี่สิบกว่าหน่วย
ลู่เซิ่งรู้สึกว่ากลางหลังเจ็บและนูนขึ้นเรื่อยๆ คล้ายมีสิ่งใดกำลังจะทะลุออกมา
สวบ!
ในตอนนี้เอง หนามแหลมซึ่งเป็นกระดูกขาวแท่งหนึ่งทะลุพรวดออกมาจากด้านหลังของเขา
หนามแหลมนี้ตั้งตรงคมกริบ เป็นสีขาวแวววาวในแสงไฟ
มีหนามกระดูกแท่งที่หนึ่ง ก็มีแท่งที่สอง แท่งที่สาม…
อย่างค่อยเป็นค่อยไป หนามกระดูกสิบแท่งทะลุกออกจากหลังของลู่เซิ่ง ตั้งตรงดุจกระบี่ ผิวเป็นสีขาวและคมกริบ
หนามกระดูกสิบแท่งเพิ่งทะลุออกจากหลังของลู่เซิ่ง ก็กลายเป็นจานกลม จานกลมที่ยิงได้
ตรงกลางจานกลมเป็นกลางหลังของเขา แต่ว่าตรงนั้นถูกกระดูกสีดำที่แข็งแกร่งทนทานท่อนหนึ่งบังไว้ เป็นกระดูกท่อนนี้เองที่ที่ยืดหนามกระดูกสิบแท่งออกไปทั่วตัวลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งในตอนนี้เป็นสัตว์ประหลาดขนาดมหึมาที่มีจานกลมกระดูกขาว เค้าโครงใบหน้ากับคอของเขาไม่ชัดอีกต่อไป แต่รอบๆ แก้มไม่รู้มีของแหลมสีดำดำอันแข็งแกร่งกลุ่มหนึ่งงอกออกมาตอนไหน มันปกคลุมใบหน้าไว้เหมือนกับหมวกเกราะ
‘หยุดแล้ว…’
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ลู่เซิ่งค่อยๆ ยืดตัว ความเจ็บปวดภายในกายในที่สุดก็หายไป
เขายื่นมือไปลูบหนามกระดูกด้านหลัง หนามกระดูกมีขอบคมกริบ ยาวกว่าร่างกายเขาหนึ่งเท่า
จากนั้นมองสถานะบนเครื่องมือปรับเปลี่ยน
[วิถีหยางโชติช่วง: สำเร็จสภาพหยางโชติช่วงขั้นสอง ผลพิเศษ: พละกำลังเพิ่มเป็นระดับเก้า การป้องกันเพิ่มเป็นระดับเจ็ด สะท้อนกลับระดับหก เผาไม้ระดับสอง…]
‘ผลพิเศษทั้งหมดเพิ่มขึ้นขั้นเดียว ใช้ปราณหยินไปสี่สิบหน่วย…ไม่ค่อยคุ้มเลย…’ ลู่เซิ่งยิ่งอ่านยิ่งขมวดคิ้ว
เขาหาปราณหยินขนาดนี้มาอย่างยากลำบาก นี่ต้องกลับไปอยู่ในสภาพเก่าอีกแล้ว
แต่ไม่ทันไร ตอนเขาเห็นผลพิเศษสุดท้าย ผลพิเศษที่เพิ่มมาใหม่นี้ทำให้เขารู้สึกว่าปราณหยินสี่สิบหน่วยของตนคล้ายไม่ได้สิ้นเปลืองอะไรมาก
[ผลพิเศษ: โลหิตอัคคี]
ตอนที่ลู่เซิ่งย้ายความคิดไป ก็ได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจนของผลพิเศษนี้
[การกระตุ้นระดับสูงสุด ทำให้เซลล์และเลือดของตัวเองมีคุณสมบัติกลืนกินและคุณสมบัติรุกรานอันแข็งแกร่ง สามารถป้องกันแบคทีเรียและพิษร้ายส่วนหนึ่ง เป็นเพราะการกระตุ้นอย่างรุนแรง จึงมีผลต่อต้านพิษที่แข็งแกร่งถึงขีดสุด ถ้าส่งเข้าไปเพื่อกลืนกินสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จะกระตุ้นปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงถึงขีดสุด ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระตุ้นในระดับที่รุนแรงต่อปราณภายใน]
……………………………………….
บทที่ 164
‘การกระตุ้นที่รุนแรง นี่มันปราณหยางไม่ใช่หรือไง’ ลู่เซิ่งตื่นเต้น ‘หมายความว่าปราณหยางของเราในตอนนี้แข็งแกร่งเกินไปจนของอย่างอื่นต้านทานไม่ได้แล้ว’
เขาครุ่นคิด ก่อนกัดนิ้วชี้ แล้วบีบเลือดสีแดงเหนียวๆ หยดหนึ่งออกมา
เลือดหยดลงบนพื้นดังแหมะ
ซู่…
สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งตะลึงตาค้างคือ เลือดบนพื้นขยายตัวอย่างรวดเร็วและคลุ้มคลั่ง
เดิมทีตอนตกใส่พื้นมีขนาดเท่าเล็บ
ไม่กี่อึดใจให้หลัง ก็ขยายจนใหญ่เท่าฝ่ามือ
เขารออยู่ด้านข้าง ดูเลือดหยดนี้กลืนกินเหล็กผืนใหญ่บนพื้นจนกลายเป็นหลุมขนาดเท่ากำปั้น สุดท้ายคล้ายเป็นเพราะเซลล์บ่งตัวถึงขีดจำกัด จึงค่อยๆ หยุดลง
‘กินได้กระทั่งโลหะหรือ’ ลู่เซิ่งยื่นมือไปหยิบขุยลักษณะเหมือนเนื้อจากบนพื้น ขุยเหล่านี้เหมือนองค์ประกอบที่แยกตัวออกมาหลังจากเลือดหยดนั้นกลืนกินโลหะ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นผลลัพธ์อันสุดยอดซึ่งปรากฏขึ้นเมื่อร่างกายแข็งแกร่งถึงจุดสูงสุด
ลู่เซิ่งยกนิ้วขึ้นดูปากแผลที่กัดไปเมื่อครู่ ปากแผลสมานแล้ว ของแหลมสีเทาอมเขียวปกคลุมผิวอีกครั้ง
จ๊อก…
อยู่ๆ รู้สึกก็รู้สึกถึงความหิวโหยจากท้อง
ร่างกายเขาหดลงอย่างรวดเร็ว กลับเป็นมนุษย์ในสภาพหยินโชติช่วง จากนั้นก็เทก้อนข้าวย่อส่วนสำหรับบรรเทาความหิวออกมากำหนึ่ง
ก้อนข้าวที่ใช้วัตถุดิบหลายชนิดเช่นงา ถั่วลิสง น้ำตาล เส้นข้าวทำขึ้นมานี้ รับประทานก้อนหนึ่งถือได้ว่ารับประทานไปหนึ่งมื้อ หนึ่งก้อนมีขนาดเท่าผลเหอเถา (วอลนัต) ค่อนข้างสะดวก
เขาเก็บกวาดสภาพเละเทะในห้องสงบใจ เปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนเดินออกประตูหิน
“ข้าปิดด่านนานแค่ไหน” ลู่เซิ่งสูดหายใจลึก แสงอาทิตย์ด้านหน้ากระจ่างตา เป็นยามกลางอู่แล้ว
“เรียนประมุขพรรค ผ่านไปสองชั่วยามแล้ว” องครักษ์ใกล้ชิดตอบเบาๆ
“ซ่งเจิ้นกั๋วมาถึงแล้วหรือ”
“มารออยู่นานแล้ว”
ลู่เซิ่งพยักหน้า เรียกคนมานำทาง ไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วไปพบซ่งเจิ้นกั๋วที่สวนดอกไม้
ดอกเหมยเบ่งบานในสวนดอกไม้ กลีบดอกสีขาวเกลื่อนกลาดบนต้นไม้และผืนดิน ส่งกลิ่นหอมปะทะจมูก
ซ่งเจิ้นกั๋วสวมชุดรัดรูปสีเทา นั่งกระวนกระวายอยู่หน้าโต๊ะหินตัวหนึ่งอยู่ด้านใน
อยู่ๆ เขาก็ถูกพามาถึงสถานที่อันงดงามตระการตาแบบนี้ คุณชายที่เห็นโลกมามากย่อมทราบว่าที่แบบนี้ไม่ใช่ที่ที่ขุมกำลังธรรมดาจะมีได้
แม้ผู้มาจะแสดงเทียบเชิญของอาจารย์ลู่ แต่ก่อนจะเจออาจารย์ลู่ ใจเขาก็เต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ
“เจิ้นกั๋ว” ลู่เซิ่งย่างเท้าเข้าสวนดอกไม้
“อาจารย์ลู่!” ซ่งเจิ้นกั๋วลุกขึ้น ในที่สุดใบหน้าก็ผ่อนคลาย “ข้ากังวลมาตลอดว่าใครพาข้ามาสถานที่แบบนี้ ที่แท้เป็นอาจารย์ลู่นี่เอง!” เขาเดาออกแต่แรกแล้วว่าลู่เซิ่งไม่ธรรมดา กลับนึกไม่ถึงว่าจะร้ายกาจถึงระดับนี้ ดูจากท่าทีของคนที่พาเขามาเหล่านั้น เขามองออกว่าลู่เซิ่งมีบารมีสูงมากในจิตใจของคนเหล่านี้
“ร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง” ลู่เซิ่งนั่งลง มองซั่งเจิ้นกั๋วที่กระวีกระวาดเติมสุราให้เขา
“กล่าวไปก็น่าประหลาด นับตั้งแต่อาจารย์ลู่ชี้แนะข้าครั้งล่าสุด ศิษย์พอกลับไปรู้สึกพลังยุทธ์รุดหน้าพันลี้ในวันเดียว ตอนนี้ปรับขั้นตอนเบื้องต้นของเคล็ดสนหนึ่งสำนึกให้มั่นคงได้แล้ว” ซ่งเจิ้นกั๋วมีใบหน้ายินดี
“ยื่นมือมา” ลู่เซิ่งจับชีพจรของเขา ถ่ายเทปราณภายในเข้าไปเพื่อตรวจสอบสภาพร่างกายของอีกฝ่าย
ไม่ผิดจากที่คาดไว้ ปราณภายในด้านในร่างซ่งเจิ้นกั๋ว เปลือกนอกเป็นเคล็ดสนหนึ่งสำนึก ความจริงเป็นปราณขวดสมบัติที่เขาใส่ไว้ในตอนนั้น
แต่ว่าปราณภายในนั้นคล้ายแข็งแกร่งขึ้นส่วนหนึ่ง ไม่สังเกตอย่างละเอียดก็ดูไม่ออก แต่ขอแค่เขาคิด ก็ดึงปราณภายในสายนี้ออกมาได้ตลอด ทำให้ซ่งเจิ้นกั๋วสูญเสียความสำเร็จทั้งหมดก่อนหน้า แม้แต่รากฐานปราณภายในในร่างก็พลังทลายโดยสิ้นเชิง
‘เป็นความสามารถชั่วร้ายจริงๆ…’ ลู่เซิ่งสะท้อนใจ แต่ไม่แสดงออกทางสีหน้า
“พัฒนาการใช้ได้ ต่อจากนี้ท่านฝึกวิชาที่ประสานกันได้แล้ว ข้ามีวิชาหมัดชุดหนึ่ง ไม่มีผลโจมตี ทำได้แค่หล่อเลี้ยงร่างปรับเลือดลม ชื่อหัตถ์เชื่อมชีพจร ท่านลองเรียนดู”
ลู่เซิ่งไม่คิดจะช่วยหาทางลัดให้ซ่งเจิ้นกั๋ว เดินอย่างมั่นคงไปตามลำดับขั้นตอนก็ดีแล้ว ส่วนการแก้แค้น คู่แค้นของซ่งเจิ้นกั๋วคือจัตุรัสแดง ด้วยวรยุทธ์ของเขาต่อให้ฝึกฝนชั่วชีวิต ก็ไม่ใช่คู่มือของภูตผีที่อ่อนแอที่สุดของจัตุรัสแดงอยู่ดี นี่ความจริงไม่มีความหมาย
ลู่เซิ่งคิดให้เขาตั้งใจฝึกฝนอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ไม่เร็วไม่ช้า เอาแค่หนีได้ตอนเผชิญภูตผีธรรมดาก็ใช้ได้แล้ว
สอนวิชาหมัดจบ ลู่เซิ่งยืนยันผลของปราณขวดสมบัติได้ว่า สามารถยกระดับและควบคุมพลังฝึกปรือของคนอื่นๆ ได้จริงๆ เมื่อเป็นแบบนี้ เงื่อนไขบ่มเพาะทหารเดนตายที่ใช้ได้ก็เป็นรูปเป็นร่างแล้ว
ลู่เซิ่งให้คนส่งซ่งเจิ้นกั๋วกลับเข้าเมือง แล้วเริ่มวางแผนชุบเลี้ยงคนที่ใช้การได้ส่วนหนึ่ง
ด้วยระดับชั้นของเขาในตอนนี้ หากเจอปัญหาจริงๆ คนที่จะช่วยเขาได้อีกแรงในพรรควาฬแดงที่ใหญ่โต ไม่มีสักคนเดียว
‘เราจำเป็นต้องมีขุมกำลังลับซึ่งแข็งแกร่งมากพอ มาคอยปกป้องญาติมิตร และจัดการเรื่องราวระดับพันธนาการส่วนหนึ่ง การไปพันธมิตรบู๊ในครั้งนี้ อาจเจอโอกาส ยอดฝีมือระดับเอกะฟ้าเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว’
พันธมิตรบู๊รวบรวมยอดฝีมือระดับเอกะฟ้าไว้ไม่น้อย คอยร่วมมือกับพวกเขาต่อสู้กับตระกูลขุนนาง แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือแม้จะเจอจวนอู๋โยว ก็ได้แต่หลบซ่อนไปทั่ว ใช้การไม่ค่อยได้
ลู่เซิ่งครั้งนี้ด้านหนึ่งเตรียมจัดการเรื่องราวพยานในเหตุการณ์ อีกด้านหนึ่งคือรวบรวมคัมภีร์ลับให้มากพอ สุดท้ายดึงตัวยอดฝีมือมาเป็นพวก ทดลองชุบเลี้ยงผู้เข้มแข็งมรรคายุทธ์ที่คุกคามระดับพันธนาการได้
เขาค้นพบผ่านซ่งเจิ้นกั๋วว่า ขอแค่ถ่ายปราณขวดสมบัติเข้าไป ก็จะเพิ่มพลังฝึกปรือให้แก่ยอดฝีมือเหล่านี้ได้ แต่ว่าระดับกับสัดส่วนที่เพิ่มยังไม่ชัดเจนนัก
“ไปเรียกสวีชุยมา”
ลู่เซิ่งใคร่ครวญสักพัก แล้วออกคำสั่ง
“ขอรับ!”
ไม่ทันไรสวีชุยก็มาถึงสวนดอกไม้ คุกเข่าข้างหนึ่งให้ลู่เซิ่ง
“คำนับประมุขพรรค”
“เจ้าตามข้ามา” ลู่เซิ่งนำเขาออกจากสวนดอกไม้ วิ่งไปถึงลานฝึกวรยุทธ์อีกแห่ง
ขณะเดียวกันเขาก็สั่งห้ามไม่ให้ทุกคนเข้าไปรบกวน
“อาชุย เจ้าติดอยู่ในระดับสำนึกปลอดโปร่งมานานเท่าใดแล้ว” ลู่เซิ่งยืนอยู่ด้านหน้า หน้าต่างไม้ หันหลังให้เขา มองไปยังที่ไกล
ห่างออกไป จากสายน้ำกว้างขวาง กลายเป็นสันดอนสีเขียวเข้มหลายแห่ง นักตกปลาหลายคนนั่งบนสันดอน เรือใบจอดอยู่ข้างๆ
นกสีขาวส่งเสียงร้องพร้อมโฉบผ่านสันดอน ลมพัดผิวน้ำจนเกิดระลอกคลื่นเหมือนเกล็ดหลายชั้น
บนน่านน้ำของเรือวาฬแดงที่อยู่ใกล้ๆ ยังมีพลพรรคส่วนหนึ่งใส่แค่กางเกงขาสั้น ลอยๆ จมๆ ในแม่น้ำที่เย็นเยียบ กำลังว่ายน้ำออกกำลังกาย
“สามปีแล้ว…” สวีชุยตอบอย่างเคารพ
สำหรับพรรควาฬแดงในปัจจุบัน การดำรงอยู่ของลู่เซิ่งเปรียบได้กับตระกูลเจินในตอนนั้น สะกดภูตีผีทั่วทั้งแดนเหนือไม่ให้เหิมเกริม ความปลอดภัยของคนมากกว่าหมื่นคนในพรรคฝากไว้บนร่างของคนหนุ่มสูงใหญ่ตรงหน้าผู้นี้
ดังนั้นเขาจึงเคารพนับถือลู่เซิ่งมากกว่าเดิม
“ปีนี้เจ้าอายุสามสิบหก ชั่วชีวิตของคนคนหนึ่งจะมีเวลาให้เสียอีกเท่าไหร่” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ ละสายตากลับมามองดูสวีชุย
“สวีชุยเองก็ทราบ…เพียงแต่ก้าวนี้สุดท้ายแล้ว สุดท้ายแล้ว…” สวีชุยมีสีหน้าหดหู่
“ถ้ามีโอกาสทำให้เจ้าเข้าสู่ระดับสำนึกปลอดโปร่ง ได้พลังในระดับที่เทียบเท่ากัน แต่ภายหลังต้องพึ่งพาข้า เจ้าจะเลือกอย่างไร” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
สวีชุยงุนงง เงียบงันลง
สีหน้าเขามีแววดิ้นรนเล็กน้อย มือกำด้ามดาบข้างเอวแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนข้อกระดูกเป็นสีขาว
เนิ่นนานให้หลัง…
เขาสูดหายใจช้าๆ
“อาชุย…ยินดี!”
ลู่เซิ่งหันกลับมาประจัญหน้ากับเขา
“ข้าจะทำให้เจ้าเลื่อนระดับพลังได้ผ่านวิธีการส่วนหนึ่ง ทว่า…การเลื่อนระดับนี้จะทำให้เจ้าไม่อาจใช้วรยุทธ์กับข้าได้ตลอดกาล นี่ไม่ใช่ยาพิษ และไม่จำเป็นต้องกำหนดเวลาแก้พิษ แต่นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พลังฝึกปรือของเจ้าจะขึ้นอยู่กับตัวข้าชั่วนิรันดร์” ลู่เซิ่งอธิบายอย่างละเอียด
“นี่ถือเป็นเกียรติของข้าน้อย!” สวีชุยกล่าวอย่างแน่วแน่
ลู่เซิ่งงุนงงเล็กน้อย จากนั้นคิดว่าที่นี่ไม่ใช่โลกใบก่อน
คนของที่นี่ไม่ได้คิดสลับซับซ้อน ในยุคที่ความซื่อสัตย์เป็นความดีงาม ตงฉินไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ได้รับความเคารพจากผู้คน
แม้แต่นักรบเดนตายที่แท้จริงยังมีคนยินยอมเป็น ปัญญาชนที่ขุนนางเลี้ยงไว้ยินดีชักดาบพุ่งไปตายเพื่อตอบแทนบุญคุณ
เรื่องนี้ไม่ได้ปรากฏแค่ในนิยายเท่านั้น
ลู่เซิ่งเห็นความแน่วแน่และความศรัทธาในดวงตาของสวีชุย พลันนึกถึงบารมีอันยิ่งใหญ่ในพรรคของตัวเอง ณ เวลานี้
“หวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจทีหลัง” เขาลดเสียงกล่าว
สวีชุยก้าวขึ้นมาข้างหน้า คุกเข่าลงข้างหนึ่ง
“ข้าน้อยไม่มีทางเสียใจ!”
ลู่เซิ่งจ้องมองเขา เงียบงันสักพัก
“ปราณภายในที่เจ้าฝึกฝนมาความจริงขาดอีกก้าวก็จะข้ามประตูได้ แต่เป็นเพราะขาดความคมกล้า เจ้าละล้าละหลังอยู่ที่ธรณีประตูนี้นานเกินไป จนค่อยๆ เกิดความท้อแท้ วันนี้ข้าจะช่วยเจ้าอีกแรง!”
สวีชุยเงยหน้าขึ้น งุนงงอยู่บ้าง
ตอนที่เขาเกิดความสงสัย กลับเห็นเงาร่างที่อยู่ตรงหน้าพร่ามัว เงาที่หลงเหลือพุ่งปราดเข้าหาตน
“เอกภพไร้สิ้นสุด หยินหยางกระเรียนหยก!”
ฟิ้ว!
มือที่เหมือนหยกขนาดใหญ่ข้างหนึ่งทาบลงบนหน้าผากเขาอย่างช้าๆ
พริบตานั้น ปราณภายในที่บริสุทธิ์ยิ่งใหญ่สายหนึ่งทะลักเข้าสู่ร่างเขา สวีชุยรู้สึกว่าร่างกายขยายขึ้นเหมือนถูกเป่าลม
ผิวหนัง กล้ามเนื้อ อวัยวะภายในเกิดความเจ็บปวด เขาอยากร้องออกมาอย่างอดไม่ได้ แต่ฉุกคิดได้ว่าประมุขพรรคกำลังถ่ายทอดวิชา พลันกัดฟันข่มความเจ็บปวดไว้
มือขวาของลู่เซิ่งขยายใหญ่เล็กน้อย ลมปราณสีแดงจางๆ หลายสายวนเวียนอยู่ทั่วราง นั่นเป็นตาข่ายโลหิตของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่ลอยขึ้นมาเอง
ปราณสีแดงลอยวนอย่างช้าๆ รอบคนทั้งสอง
เขาพลันยกตัวสวีชุยขึ้น ปล่อยให้ร่างกายอีกฝ่ายพลิกไปมากลางอากาศ
เปรี้ยง!
กระแทกฝ่ามือออกไป
ฝ่ามือขวาของลู่เซิ่งกระแทกใส่ทรวงอกสวีชุย
ปราณหยินหยางขวดสมบัติไหลบ่าเข้าสู่ร่างอีกฝ่ายอย่างคลุ้มคลั่ง สวีชุยกัดฟันอย่างเจ็บปวด กล้ามเนื้อทั่วร่างเริ่มบิดเบี้ยวและกระตุกอย่างแรง ผิวหนังค่อยๆ มีจุดเลือดเล็กๆ ซึมออกมา
พลังฝึกปรือหลายร้อยปีของลู่เซิ่งแม้จะถ่ายเทเข้าไปให้เขาเล็กน้อย ก็ทำให้เขายากจะรับไหว
ต่อให้เป็นลู่เซิ่ง ตอนนั้นก็ยังยกระดับทีละขั้นๆ จากนั้นรอร่างกายชินแล้ว ค่อยยกระดับครั้งต่อไป
การถ่ายปราณภายในปริมาณมากเช่นนี้รวดเดียว ไม่เคยมีมาก่อน
พร้อมกับที่ปราณภายในมหาศาลทะลักเข้าไป กล้ามเนื้อสวีชุยถึงกับปรากฏการบิดเบี้ยวคล้ายกลายพันธุ์
ตุ่มสีแดงเลือดขนาดเท่าเล็บหลายจุดค่อยๆ นูนขึ้นบนทรวงอกของเขา ตุ่มเลือดหนาแน่นปกคลุมพื้นที่ขนาดเท่ากำปั้น
จากนั้นเส้นเลือดสองเส้นก็งอกออกมาตรงตุ่มเลือด ยืดไปยังแขนสองข้างของสวีชุย
พลังสายหนึ่งซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่เขาจินตนาการไม่รู้กี่เท่า กำลังไหลเชี่ยวพลิกตัวในร่างของเขา
กลางลานฝึก ทั้งสองคนไม่ขยับเขยื้อน สวีชุยถูกลู่เซิ่งประทับฝ่ามือใส่หน้าอก ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศเหมือนกับติดอยู่บนมือของเขา
ควันสีแดงนับไม่ถ้วนหมุนวนรอบคนทั้งสอง
……………………………………….
บทที่ 165
ผุ้คุมจัตุรัสแดงขุดกระดูกขาวท่อนเล็กๆ ออกจากดินโคลนอย่างระมัดระวัง แล้วหยิบมาพิจารณา
โครงกระดูกโชยกลิ่นเหม็น มีขนสีขาวเล็กๆ งอกเต็มผิวกระดูก ยังเหลือลวดลายเลือดที่เล็กละเอียดอยู่
“นี่คือ…ซากที่ผีดิบขาวระดับฉลักษณ์เหลือไว้” นางขมวดคิ้วกล่าวขณะพลิกกระดูกท่อนนี้ไปมา
“ไม่ได้สลายไป ประหลาดจริงๆ” ผู้คุมจัตุรัสแดงรู้สึกแปลกใจ ในฐานะยอดฝีมือขั้นสูงสุดของระดับฉลักษณ์ ผีดิบขาวยังทิ้งซากเอาไว้หลังตายไปแล้ว
“ต้องบอกว่านี่เป็นเรื่องพิสดาร ผู้เข้มแข็งอย่างพวกเราถ้าเกิดตายไป วิญญาณจะสลายอย่างแท้จริง ต่อให้เขาเป็นผีดิบ ก็ไม่มีทางทิ้งซากศพไว้ ตัวตนที่สังหารเขาจะกลืนกินศพของเขา หรือต้องกลายเป็นฝุ่นผงเท่านั้น”
“แปลกประหลาด…จริงๆ…” สตรีกางร่มแสดงสีหน้างุนงงเช่นกัน
“เจ้าดูแถวๆ นี้ไปก่อน ข้าจะไปหาไกลๆ ตามกลิ่นอายของกระดูกท่อนนี้” ผู้คุมจัตุรัสแดงครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เจ้าค่ะ” สตรีกางร่มขานรับ
มองผู้คุมจัตุรัสถือกระดูกเดินไปอีกทาง พอไปถึงต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ห่างๆ นางโบกมือขึ้นข้างหนึ่ง วิญญาณเร่ร่อนสีขาวหลายตนพุ่งไปทั่วสี่ทิศ
วิญญาณเร่ร่อนเหล่านี้หาเบาะแสที่อาจจะเจอจากซากไปทั่ว ภายใต้การควบคุมอย่างละเอียดของนาง
วิธีการค้นหาของวิญญาณเร่ร่อนต่างจากคน สิ่งที่พวกมันหาไม่ใช่ร่องรอยที่เหลืออยู่ แต่เป็นกลิ่นอายที่หลงเหลือ
เส้นแสงสาดลอดร่องแยกระหว่างใบไม้ลงมาเฉียงๆ กลายเป็นลำแสงหลายลำ ส่องต้องตัวสตรีกางร่ม และบริเวณรอบๆ
นางเดินในป่าอย่างไร้สติอยู่บ้าง คล้ายกับใจลอย
ฟ้าว
ทันใดนั้นวิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่งบินมาถึงด้านหน้าของนาง พึมพำอะไรสักอย่างเบาๆ
สตรีกางร่มเงยหน้าขึ้นตั้งใจฟัง แต่พร้อมกับที่วิญญาณเร่ร่อนพึมพำออกมา สีหน้านางค่อยๆ ปรากฏความประหลาดใจ
ลู่เซิ่งสังหารทูตเขตแดนของจวนอู๋โยวที่นี่ไปนานแล้ว คิดไม่ถึงก่อนหน้านี้ไม่เจอเบาะแส ตอนนี้กลับพบปัญหา
วิญญาณเร่ร่อนตนนี้ค้นพบซากวิญญาณเหมือนกันตนหนึ่ง
ซากวิญญาณนี้แม้ไร้สติปัญญา มีแค่สัญชาตญาณเหมือนสัตว์ป่า แต่ในความทรงจำที่เหลืออยู่ของมันคล้ายมีของบางอย่าง
“พาข้า…ไปดู…” สตรีกางร่มนึกถึงลู่เซิ่ง นึกถึงพี่สาว และตาข่ายในร่างตนเอง
วิญญาณเร่ร่อนตนนั้นพานางมาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง ซากศพโครงหนึ่งนอนแผ่อยู่ในหุบเขา มีบุรุษร่างกึ่งโปร่งแสงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างโครงกระดูก คอของเขาบิดอย่างประหลาด แสดงว่าคอหักตายเพราะถูกชนอย่างแรง
วิญญาณเร่ร่อนบินวนรอบตัวเขา ไม่ให้เขาไป
สตรีกางร่มเดินเข้าไปทีละก้าว ยื่นมือไปกดบนตัววิญญาณเร่ร่อน
ภาพมากมายโผล่ขึ้นในดวงตาของนางด้วยความเร็วสูง
โฮก!
ทันใดนั้นใบหน้าดุร้ายที่คุ้นเคยแวบขึ้นมาตรงหน้านาง
อา!
นางตกใจถอยกรูด หอบหายใจอย่างแรง สีหน้าขาวซีด นางไม่จำเป็นต้องหายใจด้วยซ้ำ แต่ว่าตอนที่ใบหน้าอันน่ากลัวดุดันนั้นโผล่มา นางก็อดเคลื่อนไหวแบบนี้โดยสัญชาตญาณไม่ได้
ลู่เซิ่ง
เขานี่เอง!
สตรีกางร่มร่ำร้องในใจ สิ่งที่นางได้เห็น จากบนตัววิญญาณเร่ร่อนในพริบตาเมื่อครู่ เป็นใบหน้าของลู่เซิ่ง
วิญญาณเร่ร่อนตนนี้เห็นลู่เซิ่งสังหารทูตเขตแดนของจวนอู๋โยวด้วยตาตัวเอง
สตรีกางร่มยืนอยู่กับที่ เงียบขรึมสักพัก
“พวกเจ้าจงไป…ที่อื่นก่อน…หาต่อไป ที่นี่…ข้าจะไต่สวน… คนเดียว” นางสั่ง
วิญญาณเร่ร่อนไม่มีสติ รู้จักแค่กระทำตามคำสั่ง จึงแยกย้ายไปทางใครทางมัน เหลือแค่สตรีกางร่มคนเดียว
นางจ้องมองวิญญาณเร่ร่อนที่เป็นบุรุษตนนั้น ทันใดนั้นก็คว้ามือไปบีบหน้าอกของวิญญาณเร่ร่อนตนนั้นทันที
ตูม!
วิญญาณเร่ร่อนระเบิดกระจายในพริบตา ยังไม่ทันร้องโหยหวน ก็ถูกนางขยี้แหลก
สตรีกางร่มชักมือกลับมาเงียบๆ มองจุดแสงของวิญญาณเร่ร่อนที่กระจายตัวไป อีกมือหนึ่งกดร่มแดงลงปกปิดใบหน้า
‘จะให้เขาถูกท่านพี่พบไม่ได้…คนผู้นั้น…คนผู้นั้น…’ นางตัวสั่นระริก ‘อยู่อย่างสงบสุขเช่นนี้ต่อไป ดีมากมิใช่หรือ… ไม่มีปัญหาอะไร เหมือนกับเมื่อก่อน’
นางกดหน้าอกเบาๆ หลับตา ก่อนจะลืมตาขึ้นใหม่ จากนั้นค่อยหมุนตัวเดินกลับเส้นทางขามา
…
แกร่ก
รองเท้าหนังเหยียบลงบนกิ่งไม้แห้ง ส่งเสียงหักดังขึ้น
สวีชุยสวมชุดรัดรูปสีเขียวเข้ม ด้านหลังคือลู่เซิ่ง ทั้งสองคนกำลังฝ่าป่าไม้แห้งอันหนาทึบ
“ทะลุตรงนี้ไป ก็จะเป็นฐานที่มั่นของพันธมิตรบู๊แล้ว” ลู่เซิ่งยืนอยู่ด้านหน้าต้นไม้ใหญ่ขนาดหนึ่งคนโอบ เงยหน้ามองกิ่งใบที่บดบังท้องฟ้า
ลิงตาแดงฝูงหนึ่งห้อยอยู่ระหว่างคาคบ จ้องมองพวกเขาด้วยดวงตาคลุ้มคลั่ง
“ประมุขพรรค จำเป็นต้องติดต่อตรงๆ หรือไม่” สวีชุยบังอยู่ด้านหน้าเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“แน่นอน พวกเรามาในครั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเดียว” ลู่เซิ่งยิ้ม เลียริมฝีปาก
เช้ง…
สวีชุยค่อยๆ ชักดาบออกมา คมดาบที่ส่องประกายยิ่งมายิ่งยืดออก ยิ่งมายิ่งเย็นเยียบกลางผืนป่า
พริบตานั้น ลิงตาแดงฝูงใหญ่บนศีรษะทั้งสองก็โผลงมา
พวกมันมีเล็บแหลม ไม่ใช่ลิงป่าทั่วไป แต่ละตัวเคลื่อนไหวปราดเปรียว เหมือนกับยอดฝีมือในยุทธภพ
ลิงหลายสิบตัวพุ่งลงมาหาทั้งสองอย่างมืดฟ้ามัวดิน
ฟุ่บ!
พริบตานั้น ในมือสวีชุยคล้ายเกิดเงากระบี่นับไม่ถ้วน เหมือนกับการระเบิดของกลุ่มแสงสีเงิน ส่องสว่างเพียงชั่วอึดใจ
แค่เสี้ยววินาที ลิงตาแดงที่พุ่งเข้ามาก็ตกลงมาเหมือนกับหยดฝน กระแทกใส่พื้น หยุดนิ่งไม่ไหวติง
เลือดซึมออกจากร่างของลิง ชโลมพื้นดิน
สวีชุยเก็บกระบี่ช้าๆ สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
นับตั้งแต่ประมุขพรรคถ่ายทอดวิชาให้ ความเร็วกระบี่ของเขาในตอนนี้ก็ยกระดับถึงขั้นที่ตนเองไม่อาจจินตนาการออกอีกแล้ว
สามารถมีพลังแบบนี้ได้ ต่อให้ร่างกายเกิดสภาพผิดปกติ เขาก็ไม่ถือสา
“ไปเถอะ” ลู่เซิ่งไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย ระหว่างทางสวีชุยฆ่าสัตว์ป่าที่ดุร้ายแบบนี้ไปมากมาย
ตอนที่เขาถ่ายทอดปราณหยินหยางขวดสมบัติให้ ก็พบว่าร่างกายของสวีชุยรองรับคุณสมบัติของปราณหยินหยางขวดสมบัติไม่ไหว เลือดเนื้อในตัวเขาเริ่มถูกปราณขวดสมบัติที่เย็นมากเกินไปแช่แข็ง
เพราะความจำเป็น เขาจึงต้องทดลองถ่ายทอดวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานเข้าไปในปราณขวดสมบัติ เพื่อปรับสมดุลพลังยุทธ์ที่ส่งเข้าไป
คิดไม่ถึงว่าจะสำเร็จ
ปราณภายในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานถูกปราณขวดสมบัติห่อหุ้มไว้ขณะไหลเข้าไปในตัวสวีชุย จากนั้นก็วางข่ายกระเรียนหยินอันใหม่อย่างรวดเร็ว
เมื่อมีข่ายกระเรียนหยิน ปราณภายในของสวีชุยก็เคลื่อนที่เข้าไปด้านในได้โดยตรง แล้วพลังระเบิดกับความเร็วฟื้นฟูปราณภายในก็พุ่งทะยาน
ส่วนที่น่ากลัวที่สุดในผลของข่ายกระเรียนหยินคือไม่มีคอขวด ฝึกฝนจนมีปราณภายในเท่าไหร่ ก็มีปราณภายในเท่านั้น
ดังนั้นพลังในปัจจุบันของสวีชุยจึงรุดหน้าพันลี้ในวันเดียว ยิ่งมายิ่งแข็งแกร่ง ลู่เซิ่งเพียงสร้างเวทีใหม่แก่เขา หรือควรบอกว่าสร้างคุณสมบัติใหม่
ข่ายกระเรียนหยินสร้างเครือข่ายเส้นลมปราณอันใหม่ให้ แน่นอนว่าคุณสมบัตินี้พึ่งพาเครือข่ายแม่ในตัวเขา
ตัวแม่กับตัวลูกของข่ายกระเรียนหยินมีการเชื่อมต่อและการตอบสนองที่ชัดเจนถึงขีดสุด ลู่เซิ่งรู้สึกได้รางๆ ว่า ถ้าเครือข่ายแม่ของข่ายกระเรียนหยินในตัวเขาพังทลาย เครือข่ายตัวลูกทั้งหมดก็จะเกิดปัญหาเช่นกัน
เขาได้สติกลับมา มองสวีชุยที่เดินอยู่ด้านหน้า
การถ่ายทอดวิชาเช่นนี้ใช้ปราณภายในของเขาเพียงห้าสิบวัน แต่สวีชุยที่สำเร็จมีอานุภาพเหนือกว่าระดับสำนึกปลอดโปร่ง ถึงขั้นไม่ต่างจากระดับผนึกจิตแล้ว
นี่มอบการพิสูจน์ที่ไม่เลวให้แก่เขา ภายหลังเขาสามารถสร้างยอดฝีมือระดับเอกะฟ้าเช่นนี้ได้ แน่นอนว่าถึงจะหาปราณภายในได้เรื่อยๆ แต่ก็ใช้ตามใจไม่ได้ ต้องคัดเลือกหน่ออ่อนที่ดี
ส่วนปราณภายในที่ใช้ไป เอาปราณภายในของยอดฝีมือคนอื่นๆ มาชดเชยก็พอ
สองคนเดินทางอีกครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็ออกจากป่าไม้แห้ง ตรงหน้าเปิดโล่ง เป็นชะง่อนผาแห่งหนึ่ง
ลู่เซิ่งเดินถึงปลายชะง่อนผา ก้มมองด้านหน้า
ด้านล่างเป็นบึงน้ำสีเขียวมรกตเหมือนกับแดนสวรรค์ น้ำตกสีขาวสี่สายตกลงด้านล่าง หอสีเงินที่งามวิจิตรตั้งอยู่ตรงกลาง
“เป็นที่ซ่อนที่งดงามจริงๆ!” ลู่เซิ่งอดถอนใจชมเชยไม่ได้
“ถ้าใต้เท้าชอบ วันหน้าพวกเราค่อยสร้างหน่วยย่อยแบบนี้” สวีชุยพูดอย่างนอบน้อม
“ชอบนั้นชอบ แต่จะเข้าไปอยู่จริงๆ เกรงว่าเสื้อผ้าคงไม่มีวันแห้ง” ลู่เซิ่งส่ายหน้า
ในตอนนั้นเอง
เขาเห็นเงาคนมากมายใต้ชะง่อนผาที่อยู่ห่างออกไป กำลังรุดมาทางเขาอย่างรวดเร็ว เงาคนเหล่านี้สวมชุดสีเขียวอ่อนแบบเดียวกันหมด แสดงว่าเป็นคนในองค์กรหนึ่ง
“ผู้มาเป็นใคร!?” เสียงราบเรียบกระจ่างชัดเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูพวกลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งยิ้มๆ พาสวีชุยถอยไปด้านหลัง ไม่ทันไรก็ไปปรากฏตัวขึ้นอีกแห่งหนึ่งใต้ชะง่อนผานั้น
เฉียดผ่านกับผู้คนที่รุดมา เข้าพันธมิตรบู๊อย่างผ่อนคลาย
…
จางอู่หยาถือคัมภีร์เล่มหนึ่ง อ่านอย่างตั้งใจ แต่ไม่อาจสงบใจได้ ไม่ทราบเพราะอะไร หลังจากคดีหลี่ซุ่นซี ด้านในพันธมิตรบู๊ก็มีกลิ่นไม่ดีโชยมา
“เฮ้อ…”
เขาวางคัมภีร์ลง
“ท่านผู้นำปิดด่าน ในพันธมิตรสับสนอลหม่าน…” เขานึกถึงคำพูดที่หลิ่วฉินของตระกูลหลิ่วพูดขึ้นตอนช่วยหลี่ซุ่นซีออกไป
คำพูดนั้นเกี่ยวกับท่านผู้นำ
“ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร” หญิงชราผมยาวสีขาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง “ข้าสำรวจพันธมิตรมารอบหนึ่ง พวกคนจากตระกูลขุนนางต่างก็หวาดหวั่น ไม่ทราบว่ารู้อะไรมา”
จางอู่หยาส่ายหน้า “จะอย่างไรได้ หลังจากน้องซุ่นซีถูกปรักปรำ ท่านผู้นำก็ปิดด่านมาตลอด จงอวิ๋นซิ่วตั้งกลุ่มขึ้นมาคุมเชิงกับก่วนเนี่ยน วันๆ เอาแต่กระทบกระทั่งกัน บรรยากาศแบบนี้ย่อมน่าหวาดหวั่น”
“วันที่พวกท่านไปแลกเปลี่ยนธัญญาหาร เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมหลังจากกลับมาทุกคนไม่พูดอะไรสักอย่างเดียว” หญิงชราชื่อจางหมิงกู แม้จะอายุเลยแปดสิบปีแล้ว แต่หน้าเด็กผมขาว นอกจากหลังค่อมไปบ้าง ก็ไม่มีโรคของคนชราแต่อย่างไร
“พูดไม่ได้ สัญญากับคนอื่นไว้แล้ว เรื่องนี้ท่านอย่าได้ถามอีก ตั้งใจพิจารณาอนาคตของคนแก่อย่างพวกเราดีกว่ากระมัง” จางอู่หยาโบกมือ “ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เกรงว่าพันธมิตรบู๊จะแตกฉานซ่านเซ็น คนของตระกูลขุนนางเหล่านั้นหากไม่มีท่านผู้นำ ก็ไม่มีวิธีสยบ”
“กลุ่มจิตเขียวของก่วนเนี่ยนเล่า”
“หลังจากเจอคนทรยศ ก็ยุบไปแล้ว” จางอู่หยาส่ายหน้า
“ยุบหรือ จะเป็นไปได้อย่างไร!” ด้านนอกประตูแว่วเสียงที่สาม
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น