156-160

บทที่ 156
‘ก่อนหน้านี้ในเส้นลมปราณมีวิชากำลังภายในหลายชนิดโคจรอยู่ ทำให้วิชากำลังภายในไม่น้อยเกิดความขัดแย้งกัน เพิ่มความแข็งแกร่งไม่ได้ เพราะเส้นทางทับซ้อนกัน ปราณหยินหยางขวดสมบัติกลับสุดยอดมาก สร้างทางด่วนเพื่อใช้เอง…’ ลู่เซิ่งหมดคำพูด

เวลานี้สัมผัสปราณภายในด้านในเครือข่ายกระเรียนหยินอีกครั้ง ปลอดโปร่งราบรื่นอย่างที่คิดไว้ ถึงขั้นเร็วกว่าเส้นลมปราณเดิมมาก

‘ไม่แปลกหรอก ข่ายเส้นลมปราณที่สร้างใหม่ ไม่มีกายเนื้อคอยขวาง ไปตรงไหนก็สะดวก ประสิทธิภาพแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง’

เดิมทีลู่เซิ่งเกือบลืมความทรงจำในโลกใบก่อนของตัวเองแล้ว คิดไม่ถึงว่าตอนนี้วิชากำลังภายในธาตุหยินวิชานี้กลับเอาความคิดสร้างสะพานเชื่อมจากคลังความรู้ในความทรงจำของเขามาใช้กับวรยุทธ์…

‘นอกจากนี้ สภาพหยินโชติช่วงนี้ก็สำเร็จอย่างที่คาดไว้’

ลู่เซิ่งระบายลมหายใจ ปรารถนาอยากทดลองดูบ้าง

เทียบกับสภาพหยางโชติช่วง สภาพหยินโชติช่วงนี้มีความสามารถอะไรกันแน่ เขาคาดหวังต่อมันมาโดยตลอด ถึงอย่างไรกายเนื้ออันน่ากลัวที่เกิดจากสภาพหยางโชติช่วงก็ทำให้ยามที่เขาฆ่าฟันซึ่งหน้าสะดวกราบรื่น แม้แต่อานุภาพก็ยอดเยี่ยมเกินบรรยาย

‘สภาพหยางโชติช่วง เป็นสภาพร่างกายของตัวเรา ความจริงสภาพตอนใช้ชีวิตยามปกติคือสภาพหยางโชติช่วงที่ถูกควบคุมเก็บเอาไว้ การปลดสภาพหยาง ก็คือการปลดพันธนาการ แล้วสภาพหยินล่ะ’

ลู่เซิ่งนั่งไตร่ตรองอยู่ที่เดิมสักพัก

ทันใดนั้นเขาตาเป็นประกาย เหมือนในม่านตามีวัตถุบางชนิดที่ส่องแสงได้ ร่างกายเย็นลง แล้วเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงแรกสุด คือผิวหนังของเขา

ผิวหนังในตอนแรกหยาบกระด้างเพราะวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานกับวิชาแข็งกร้าว ตอนนี้ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอันน่าประหลาดบางอย่าง ผิวทั่วทั้งตัวลู่เซิ่งค่อยๆ เปล่งปลั่งเหมือนตอนแรก เหมือนกับคุณชายธรรมดาผู้ไม่เคยฝึกฝนวรยุทธ์มาก่อน

มองดูเหมือนผิวเนียนเนื้อนุ่มขึ้นส่วนหนึ่ง

จากนั้นเป็นข้อต่อ ข้อต่อที่เดิมแข็งและหยาบใหญ่เพราะวิชาแข็งกร้าว หลังจากบิดรอบหนึ่ง ก็ส่งเสียงข้อต่อหักเบาๆ แล้วซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังและกล้ามเนื้อทั้งหมดจนมองไม่เห็นอีก

กล้ามเนื้อ โครงกระดูก ผิวหนังของเขาคล้ายแน่นหนา แข็งแกร่ง และมีกำลังวังชาขึ้น

ลู่เซิ่งยื่นมือไปลูบศีรษะ ครั้งนี้มีผมสั้นๆ งอกออกมาจริงๆ หนำซ้ำเส้นผมยังต่างไปเล็กน้อย แข็งและยืดหยุ่นยิ่ง

‘นี่คือสภาพหยินโชติช่วงหรือ’ ลู่เซิ่งลุกขึ้นไปสวมเสื้อผ้า เปิดประตูหินช้าๆ ก่อนออกจากห้องลับ

ยอดฝีมืองครักษ์ใกล้ชิดของพรรควาฬแดงที่เฝ้าอยู่นอกประตูเห็นเขาออกจากด่าน ก็รีบพากันคำนับ

“คำนับประมุขพรรค!”

องครักษ์ใกล้ชิดที่ลาดตระเวนอยู่แถวประตูและตัวลาน คุกเข่าข้างหนึ่งลง มีลู่เซิ่งยืนอยู่คนเดียว

ลู่เซิ่งสังเกตเห็นว่าสายตาของผู้คนคล้ายไม่มีการเปลี่ยนแปลง แสดงว่าเขามีรูปโฉมไม่ต่างจากเดิม

“ไปเอาคันฉ่องมา”

มีพลพรรคออกไป ผ่านไปสิบกว่าอึดใจก็วิ่งกลับมา ถือคันฉ่องสำริดใบหนึ่งในมือ

ลู่เซิ่งนำคันฉ่องสำริดมาส่องอย่างตั้งใจ

ภาพของเขาที่อยู่ในคันฉ่อง นอกจากความหยาบกร้านส่วนหนึ่ง ที่เหลือไม่ต่างจากตอนที่เขายังไม่ได้ฝึกวรยุทธ์เท่าไหร่

‘แบบนี้เรียกว่าการคืนหยกสู่ความจริงใช่ไหม’ ลู่เซิ่งใจเต้น พอส่องศีรษะ เส้นผมยาวเท่าเล็บและดกดำ ดูเหมือนจะผมขึ้นแล้วจริงๆ

เขาค้นพบว่าเมื่ออยู่ในสภาพนี้ ความรู้สึกเผาไหม้ของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานต่อเส้นลมปราณก็แทบไม่เหลือแล้ว

ปราณภายในปริมาณมากหายไปอย่างต่อเนื่องเพื่อคงสภาพหยินโชติช่วงของร่างกาย ในสภาพนี้ ประสาทสัมผัสมีการยกระดับอย่างชัดเจน

ขณะที่ปราณภายในหายไปจำนวนมหาศาล ความเร็วการคืนปราณก็สูงจนน่าเหลือเชื่อ อย่างน้อยก็เป็นหลายเท่าของสภาพหยางโชติช่วงและสภาพทั่วไป!

‘ปราณหยินหยางขวดสมบัติของเราใช้รักษาอาการบาดเจ็บได้ ดูเหมือนความเร็วในการคืนปราณจะเร็วกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า การฟื้นฟูอาการบาดเจ็บหลักๆ แล้วอาศัยปราณหยินหยางขวดสมบัติ เมื่อเป็นแบบนี้ ความเร็วในการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บก็จะเป็นหลายเท่าของก่อนหน้า’

ลู่เซิ่งคำนวณการยกระดับของสภาพหยินโชติช่วงคร่าวๆ

ความเร็วคืนปราณแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง ความเร็วในการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บดีขึ้นกว่าเดิม ผลกระทบด้านลบของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานถูกลบจนหายไปแทบหมด ประสิทธิผลการสะกดหยินหยางแสดงผลถึงขีดสุด

ความสามารถที่เหลือยังไม่ค้นพบ แต่คล้ายกับร่างกายได้รับการหล่อเลี้ยง ไม่ใช่ความรุนแรงจากธาตุหยางเพียงอย่างเดียวอีก

‘ยังมีอีกอย่าง…สภาพหยินโชติช่วงเหมือนจะมีความสามารถซ่อนลมปราณเพิ่มมาด้วย’ ลู่เซิ่งยื่นมือออกมามองฝ่ามือขาวผ่องของตนที่เหมือนกับคุณชายธรรมดา เขาในปัจจุบันถึงขนาดที่สัมผัสปราณภายในของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานในตัวไม่ได้บ้างแล้ว

ลมปราณรวมๆ ไม่แตกต่างจากคนธรรมดามากนัก

‘ยังเหลือปราณหยินอีกนิดหน่อย ยกระดับวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานไม่พอแล้ว แต่ยังยกระดับปราณหยินหยางขวดสมบัติได้อีกครั้ง…’

ลู่เซิ่งลังเลอยู่บ้าง แต่พอสัมผัสวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานในตัวก็เหมือนได้ยากระตุ้น โคจรได้อย่างรวดเร็ว หลังจากสภาพหยินโชติช่วงเป็นรูปเป็นร่าง กายเนื้อคล้ายรองรับผลข้างเคียงของสภาพหยางโชติช่วงได้มากกว่าเดิม

เขาทราบจากเรื่องนี้ว่า การยกระดับสภาพหยินโชติช่วง ก็เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่สภาพหยางโชติช่วงกรายๆ เช่นกัน

‘เพิ่มระดับอีกขั้น อาจจะควบแน่นปราณภายในธาตุหยินได้… ถึงตอนนั้นหยินหยางรวมกัน จะต้องมีการยกระดับที่คาดไม่ถึงแน่!’

หลังจากใคร่ครวญ ลู่เซิ่งก็ตัดสินใจ

เขาพักผ่อนด้านนอกสักพักหนึ่ง แล้วกลับห้องลับ ยืดเส้นยืดสายด้วยวิชาฝ่ามือชุดหนึ่ง ค่อยนั่งลงทำสมาธิ

‘ดีปบลู’

ลู่เซิ่งเปิดเครื่องมือปรับเปลี่ยน จ้องมองปราณหยินหยางขวดสมบัติ

[เรียนรู้ปราณหยินหยางขวดสมบัติถึงระดับเก้า] เขากดจิตสำนึกลงบนปุ่มปรับเปลี่ยนด้านหลังอย่างแรง

เส้นรยางค์จำนวนนับไม่ถ้วนที่เย็นเยียบทะลักออกมาจากหัวใจเป็นจำนวนมากอีกรอบ แล้วยืดไปยังทั่วทุกทิศทางในร่างของลู่เซิ่ง ตามข่ายกระเรียนหยินที่เพิ่งสร้างขึ้น

ครั้งนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ตระการตาอีก มีแค่ปราณขวดสมบัติปริมาณมากไหลบ่าสู่ข่ายกระเรียนหยิน ปราณภายในยิ่งมายิ่งมาก ยิ่งมายิ่งหนาแน่น ยิ่งมายิ่งเข้มข้น

ลู่เซิ่งเริ่มรู้สึกถึงความรู้สึกขยับขยายที่ร่างกายไม่เจอมานาน เขารู้ว่านี่เป็นเส้นทางที่ต้องผ่านของการควบแน่นปราณภายใน จึงไม่ลนลาน เพ่งจิตสงบลมหายใจ สำรวจการไหลบ่าของปราณภายในธาตุหยินจำนวนมหาศาลต่อ

เวลาผ่านไปอย่างต่อเนื่อง ปราณขวดสมบัติยิ่งมายิ่งเยอะ ยิ่งมายิ่งเข้มข้น ถึงตอนท้าย ข่ายกระเรียนหยินเริ่มบวมปวด ดีที่ยาเนื้อพยัคฆ์สี่ชั้นซึ่งกินไปก่อนหน้านี้เริ่มกระจายฤทธิ์ยา กลายเป็นของบำรุงที่ดีที่สุดในการหล่อเลี้ยงและซ่อมแซมตนเองของข่ายกระเรียนหยก นอกจากลบความเจ็บปวดไม่ได้ ที่เหลือก็ไม่มีอุปสรรคใหญ่

ข่ายกะเรียนหยินเป็นรูปเป็นร่างและเชื่อมกับเส้นประสาทแต่แรก ตอนนี้ภายใต้การบีบอัดของปราณภายในปริมาณมาก เริ่มปรากฏอาการบวมปวดเหมือนจะระเบิด

ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิ ต่างไปจากความคลุ้มคลั่งตอนอยู่ในสภาพหยางโชติช่วง เขามีประสบการณ์ในการควบแน่นปราณภายในมาแล้ว มองดูปราณภายในควบแน่นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ระหว่างที่เครื่องมือปรับเปลี่ยนส่งปราณภายใน ปราณขวดสมบัติจำนวนมากบีบอัดและหดตัวที่หัวใจ ค่อยๆ รวมตัวเป็นของเหลวสีขาวเหมือนนมวัวหยดหนึ่ง

หลังหยดที่หนึ่ง ก็มีหยดที่สอง และหยดที่สาม

เหมือนกับวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน ปราณภายในเพิ่งควบแน่นสำเร็จ ลู่เซิ่งก็มีปราณเหลวสามหยด ไม่ทราบว่าเป็นหยินหยางฉุดรั้งกันเอง หรือว่าเป็นสาเหตุอื่น

ปราณเหลวหยินกับปราณเหลวหยางมีอย่างละสามหยด

รอลู่เซิ่งลืมตาอีกครั้ง น้ำมันในตะเกียงน้ำมันบนกำแพงก็หายไปครึ่งหนึ่งแล้ว ไม่รู้ว่าผ่านไปนานขนาดไหน

‘สำเร็จแล้ว…’

ลู่เซิ่งค่อยๆ ลุกขึ้น ก้มหน้ามองร่างกายของตัวเอง เขาเหมือนกับตัวหดลงเท่าหนึ่ง เค้าโครงกล้ามเนื้อหายไปเกือบหมด

ครั้งนี้แม้แต่ตัวเองยังตกใจ รีบยกคันฉ่องสำริดขึ้นดูอย่างละเอียด

ผิวหนังของตัวเองในคันฉ่องขาวกว่าเดิม เครื่องหน้าอ่อนโยนลงมาก หล่อเหล่าขึ้นเล็กน้อย

สิ่งที่น่าประหลาดยิ่งกว่าคือเส้นผม เส้นผมสีดำงอกคลุมไหล่ แต่ละเส้นแวววาวเล็กละเอียด ลู่เซิ่งลองดึง ไม่ใช้แรงมากนักแต่ก็ดึงไม่ขาด

ถ้าหากบอกว่าก่อนหน้านี้เขาเป็นคุณชายหนุ่มที่รูปร่างกำยำ อย่างนั้นเขาในตอนนี้ก็เป็นนายน้อยอ่อนแอที่สุภาพเรียบร้อย และอ่อนโยนสง่างาม มองดูก็ทราบว่าเป็นเศษสวะด้านการต่อสู้

แม้แต่ลู่เซิ่งยังมองไม่ออกว่า ตนเองมีร่องรอยที่เคยฝึกวรยุทธ์ตรงไหน

กระนั้นความอ่อนโยนเปลือกนอกไม่ได้ทำให้พลังของเขาลดน้อยลง ลู่เซิ่งกลับรู้สึกว่า อานุภาพของสภาพหยางโชติช่วงยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเพราะการสนับสนุนของสภาพหยินโชติช่วง ร่างกายของเขากำลังให้กำเนิดการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนและแปลกประหลาดด้วยการห่อหุ้มของข่ายกระเรียนหยิน เหมือนกับสัตว์ที่กำลังจะฟักเป็นตัวจากเปลือกไข่

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่มีทางสำเร็จได้ในเวลาสั้นๆ เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงอันสมบูรณ์แบบในระยะยาว


วิ้ว…

กลางดึก

หิมะสุมอยู่บนพื้นป่าที่สีดำสนิท ลมเย็นส่งเสียงหวีดหวิว หมาป่าเห่าหอน

ในป่า เงาคนสีเทาพร่ามัวสายหนึ่งเคลื่อนที่ไปด้านหน้าอย่างแช่มช้าในป่า

เงาคนสวมเสื้อคลุมสีเทา ใส่หมวกปิดศีรษะ หดตัวอยู่ในเสื้อคลุม มองไม่เห็นหน้า ได้แต่แยกแยะว่ามีร่างสูงใหญ่

เงาสีเทาก้าวสองสามก้าวก็ปรากฏขึ้นบนที่ว่างอีกแห่งซึ่งอยู่ห่างออกไปสิบกว่าหมี่ เหมือนกับเคลื่อนย้ายในพริบตา ขณะก้าวเดินมันไม่ได้ขยับเขยื้อน เพียงมุ่งไปด้านหน้า เหมือนกับไม่ใช่คนเป็น

“เจ้าเองก็ล้มเหลวแล้วหรือ” ในป่ามีเสียงน่ายำเกรงดังขึ้น

เสียงนี้เหมือนเสียงงูหลามทำเสียงซือๆ ทั้งเหมือนวัตถุแหลมคมเสียดสีอย่างแรงกับแผ่นไม้ แหลมระคายหู แยกไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรี คนแก่หรือเด็ก

เงาสีเทาพลันหยุดลง

“ภัยพิบัติมังกรสีชาดไม่ได้อยู่นั่น ตระกูลเจินแยกเป็นหลายทาง เจ้าก็ถูกหลอกเช่นกันไม่ใช่หรือ” เงาสีเทากล่าวอย่างเย็นชา เป็นเสียงสตรีที่ทุ้มแหบ

“เจ้าเคยเป็นหนึ่งในคนที่ใกล้ชิดกับภัยพิบัติมังกรสีชาดที่สุด ผู้ใดทราบว่าเจ้าแอบซ่อนเศษอาวุธเทพคิดหนีหรือไม่” เสียงในป่าหัวเราะเหอะๆ

เงาสีเทาเงียบงัน ปลดหมวกลง เผยให้เห็นใบหน้าสตรีที่เด็ดเดี่ยวและอัปลักษณ์ ไม่มีความงามของสตรีเพศแม้แต่น้อย

มุมปากซ้ายถึงหางตาของนาง มีรอยแผลเหมือนงูหลามตัวหนึ่ง รอยแผลตกสะเก็ดมานานแล้ว เหลือเพียงรอยแผลเป็นสีแดงก่ำ

เสื้อคลุมตรงหน้าอกถูกนางฉีกทิ้งไปด้านข้าง เผยให้เห็นร่างกายสูงใหญ่ที่เข้มแข็งมีพลัง

มองดูแต่ไกล ถ้าไม่ใช่หน้าอกที่นูนขึ้น คงมองไม่ออกว่านางเป็นสตรี อาศัยแค่กล้ามเนื้อแขนที่ใหญ่เท่าขาผู้ใหญ่ก็ทำให้คนที่แค่เห็นก็ยำเกรงแล้ว

สิ่งที่น่าประหลาดที่สุดคือ ผิวหนังที่สตรีผู้นี้เผยออกมา ซีดขาวเพราะแช่น้ำมานานมาก

“หมายความว่าที่เจ้าไล่ตามมาเพราะคิดจะสู้กับข้าหรือ” สตรีเชิดคางเล็กน้อย ขมวดคิ้วมุ่น ผมสั้นสีขาวเหมือนกับเข็มเหล็กถูกลมพัดปลิวไสว

“เจ้าว่าอย่างไรเล่า ผู้คุมจัตุรัสแดง”

เงาคนสีดำสนิท ถือกระบองเขี้ยวหมาป่าขนาดยักษ์โผล่ขึ้นตรงข้ามกับนาง

……………………………………….
บทที่ 157
ในเวลาคืนเดียว หิมะปกคลุมแดนเหนือมากกว่าครึ่งอย่างเงียบเชียบ

ลู่เซิ่งเดินออกมาจากห้องลับ ด้านนอกเป็นสีขาวโพลน ลมเย็นพัดผ่าน พัดหิมะบนต้นสนในตัวลานจนตกลงสู่พื้น

เขาพ่นไอร้อนออกจากปาก ได้ยินเสียงโหวกเหวกของเด็กๆ ดังมาไกลๆ ยังมีเสียงร้องของสุนัขและไก่ ที่บ้านเลี้ยงไว้

องครักษ์ใกล้ชิดจากพรรควาฬแดงหลายคนเฝ้าประตูอยู่ หิมะบางๆ ชั้นหนึ่งคลุมตัว ยังไม่ขยับเขยื้อน

“ลำบากพวกเจ้าแล้ว” ลู่เซิ่งอารมณ์ดี มององครักษ์ใกล้ชิดที่เฝ้าอยู่อย่างชื่นชม

“ทำหน้าที่เพื่อประมุขพรรค ไม่ลำบาก!” พวกเขาตอบด้วยสีหน้าพลุ่งพล่าน ใจเหมือนได้ยากระตุ้น

ลู่เซิ่งมองความเคารพคลั่งไคล้ในดวงตาพวกเขา พอจะเข้าใจว่าตนเองมีบารมีขนาดไหนสำหรับพลพรรควาฬแดง

ตอนนี้ศิษย์พี่หงหมิงจือถอยออกจากสายตาของทุกคนโดยสมบูรณ์ ทุกๆ วันไปๆ มาๆ ระหว่างห้องโอสถและบ้าน ไม่รู้ตั้งใจศึกษาสิ่งใด

รองประมุขพรรคเฉินอิงก่อนหน้านี้ได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้กำลังรักษาตัว ระดับสูงในพรคมีแต่ผู้จัดการภารกิจภายนอกและผู้จัดการภารกิจภายในที่เพิ่งเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาส่วนหนึ่ง

‘ดูเหมือนจะใช้จิตใจคนได้…’ ปัจจุบันหยินโชติช่วงและหยางโชติช่วงสมดุลกัน ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสภาพจิตใจของตัวเองเรียบเฉย ให้ความรู้สึกควบคุมสถานการณ์ใหญ่ได้

ข่ายกระเรียนหยินของสภาพหยินโชติช่วงยังคงมีความสามารถถ่ายปราณ ความสามารถประหลาดที่เหมือนจิตเต๋าเมล็ดมารนี้ยังมองประสิทธิผลไม่ออก เขากะไว้ว่าถ้าเจอข้อดีจากตัวซ่งเจิ้นกั๋ว ก็จะเลือกนักรบเดนตายจากในพรรคหลายๆ คนมาบ่มเพาะ

“ตอนนี้อวี้เหลียนจื่ออยู่ไหน” ลู่เซิ่งถาม “เรียกมังกรเขียวทะยานมาพร้อมกันด้วย”

“ข้าน้อยจะไปแจ้ง” พลพรรคคนหนึ่งโค้งตัวถอยไป แล้วหมุนตัวพุ่งไปด้วยความเร็วสูง

ลู่เซิ่งเดินออกจากตัวลาน ไปยังสวนหย่อมที่ชั้นบนของกราบเรือ

รอจนตอนมาถึงประตูสวนหย่อม อวี้เหลียนจื่อก็รีบรุดมา พอเห็นลู่เซิ่ง เขาก็งงงันอยู่บ้าง

ทุกคนไม่รู้จักลู่เซิ่งดีพอ ดังนั้นมองการเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ออก แต่เขาไม่เหมือนกัน เพราะรับผิดชอบเรื่องหยุมหยิมน้อยใหญ่ของลู่เซิ่งมาตลอด บวกกับตัวเองความจำดีมาก ไม่มีทางลืมรายละเอียดลักษณะพิเศษของประมุขพรรคเด็ดขาด

ดังนั้นแวบแรกที่เห็นลู่เซิ่ง เขาก็ลังเลเล็กน้อย

“ประมุขพรรค…นี่ท่าน…?”

ลู่เซิ่งยิ้มๆ “มรรคายุทธ์ของข้ามีผลสำเร็จ ไม่ต้องสนใจ แล้วก็นี่ไม่ใช่เส้นผมปลอม” เขายื่นมือไปดึงเส้นผมบนศีรษะ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม

อวี้เหลียนจื่อพยักหน้าอย่างระมัดระวัง มองผมยาวของลู่เซิ่งอย่างสงสัย ในเมื่อประมุขพรรคบอกว่าของจริง ก็ถือว่ามันเป็นของจริงก็แล้วกัน

“ไม่ทราบประมุขพรรคเรียกข้าน้อยมาเพราะเรื่องอะไร”

“มีสองเรื่อง ที่อยู่ของยาล้ำค่าซึ่งให้ท่านไปหาก่อนหน้า ให้เอาแผนที่ที่ยืนยันแล้วมาให้ข้า” เขายกนิ้วข้างหนึ่งขึ้น

“นี่ไม่มีปัญหา” อวี้เหลียนจื่อพยักหน้า

“เรื่องที่สอง เด็กกำพร้าที่ก่อนหน้านี้ข้าให้ท่านรวบรวม ได้กี่คนแล้ว” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

“อา…หนึ่งร้อยกว่าคนแล้ว การใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก มีเด็กกำพร้าเยอะ ขอแค่ให้ข้าวรับกิน ก็รวบรวมได้อย่างง่ายดายยิ่ง พวกเราคัดเลือกอย่างละเอียด ค่อยยืนยันได้หนึ่งร้อยกว่าคน อย่างไรธัญญาหารก็ไม่ค่อยพอ เลี้ยงมากไปจะเป็นภาระต่อพรรคเปล่าๆ” อวี้เหลียนจื่อเอ่ยเบาๆ

“ภัยแล้งเริ่มแล้วหรือ” ลู่เซิ่งจิตใจตึงเครียด

“อือ…เมืองเลียบคีรียังดี เมืองอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ มีไม่น้อยที่ราคาธัญญาหารพุ่งสูง เป็นเพราะว่านาข้าวก่อนหน้านี้ไม่มีคนกล้าเพาะปลูก ทำให้ตอนนี้คนจำนวนมากขายบุตรขายธิดาเพื่อหาข้าวกิน…” อวี้เหลียนจื่อจนใจ “ผู้อาวุโสไม่น้อยในพรรคเราจัดโรงเลี้ยงโจ๊กมาก่อน แต่ก็ไม่มีประโยชน์ รังแต่จะดึงดูดคนอดอยากมามากกว่าเดิม ถ้าหากประมุขพรรคตั้งใจจะบ่มเพาะนักรบเดนตาย เกรงว่าต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อน การบ่มเพาะนักรบเดนตายในสถานการณ์ของพรรคแบบนี้ น้ำมัน ธัญญาหาร ข้าว เนื้อสัตว์ ผักที่ต้องใช้ไม่มีทางน้อย”

“ข้ารู้แล้ว…” ลู่เซิ่งปวดศีรษะเช่นกัน ปัญหาภัยแล้งนี้ สำหรับเขาในฐานะหัวหน้าพรรคอันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ ก็เป็นปัญหาที่ต้องพิจารณาเช่นกัน ถึงอย่างไรทั่วทั้งพรรควาฬแดงก็มีคนมากมายต้องกินข้าว

“กิจการประมงที่พัฒนาเป็นหลักเล่า” ลู่เซิ่งนึกขึ้นได้ ถามอีกครั้ง

“ตอนนี้ใกล้ถึงช่วงห้ามจับปลาแล้ว อากาศหนาวเย็น เรือหาปลาในหลายๆ ที่ก็ออกไปไม่ได้” อวี้เหลียนจื่อตอบ “ช่วงนี้ชาวประมงบ้าคลั่งกันหมด งมจนหาอะไรในน้ำไม่ค่อยเจอแล้ว”

ลู่เซิ่งไตร่ตรองเล็กน้อย ถามอีกว่า “ทางห้องยา จัดระเบียบวัตถุดิบยาที่โตเร็วส่วนหนึ่ง เลือกยาที่หัวใหญ่ๆ อย่างหัวมัน พอจะใช้ต้านภัยแล้งได้อยู่”

“ประมุขพรรคท่านไม่ทราบ ของแบบนี้ถูกคนอดอยากกินไปหมดทั้งรากแล้ว ตอนนี้มีแต่ดินกับหินที่คนไม่กินกัน” อวี้เหลียนจื่อตอบเบาๆ

“ช่างเถอะ ท่านนำของที่ข้าต้องการมา นอกจากนี้ไปจัดการเรื่องหนึ่งให้ข้า ข้าจะออกเดินทาง” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วอย่างจนปัญญา


แดนจงหยวน ด่านศรัทธารุ่งโรจน์

ในฐานะด่านที่ต้องผ่านสู่แดนเหนือ ด่านศรัทธารุ่งโรจน์มีกำแพงเมืองสูงใหญ่ ในเมืองมีผู้คนมากมาย ทหารมากกว่าหมื่นคนอยู่ที่นี่

หอยาม ป้อมปราการหลายแห่งล้อมรอบสี่ด้าน กลายป็นเครือข่ายที่ใหญ่กว่าเดิม กั้นเส้นทางที่เชื่อมสู่แดนเหนือ

เย่หลิงม่อนั่งบนรถขบวนพ่อค้าเหมือนกับเศรษฐีทั่วไป เงยหน้ามองกำแพงเมืองสีเทาอมเขียวสูงใหญ่ท่ามกลางฝูงชน

“นายท่าน จะผ่านที่นี่ ต้องผ่านประตูเมืองอีกแห่งที่อยู่ฟากตรงข้ามไป จึงจะเข้าสู่ถนนมัจฉาอุดรได้” เฒ่าซุนโถวผู้มีประสบการณ์ไปแดนเหนือหลายครั้งกระซิบด้านข้างเย่หลิงม่อ

“เจ้าเห็นว่ายังเหลือระยะทางอีกเท่าใด” เย่หลิงม่อถามเบาๆ อาศัยจังหวะที่เข้าแถวเข้าเมือง สำราวจสภาพรอบๆ อย่างละเอียด

“เรียนนายท่าน ราวห้าวันจะถึงเมืองเลียบคีรี ถึงอย่างไรเมืองเลียบคีรีก็เป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้จงหยวนของเรา แต่ช่วงนี้ได้ยินว่าทางนั้นเกิดภัยแล้ง การเฝ้าด่านเกรงว่าจะเคร่งครัดกว่าเดิม ขบวนพ่อค้าอย่างพวกเราไม่แน่ว่าจะผ่านได้ง่ายๆ” เฒ่าซุนโถวไม่ทราบสถานะของนายตนเอง เพียงแค่วิตกไปเองเท่านั้น

“ไม่เป็นไร…ข้ามีหนังสือที่เบื้องบนส่งมาให้ พวกเราไม่กี่คน ผ่านด่านได้ไม่มีปัญหาใหญ่” ขณะมองด่านศรัทธารุ่งโรจน์ เย่หลิงม่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เขาหนีอย่างทุลักทุเลออกมาจากแดนเหนือในตอนนั้น

เขาในตอนนั้นเป็นประมุขจวนม้วนมนุษย์ บริวารพากันสู้ตาย ตกต่ำถึงขั้นโดนรุมซ้ำเติม

พอนึกถึงเรื่องราวในอดีต ดวงตาเขาล้ำลึกขึ้น ในใจมีเพลิงโทสะคุกรุ่น

“อีกห้าวันค่อยไปถึง… ไม่รู้ว่ากลับไปเที่ยวนี้ ทางนั้นกลายเป็นแบบไหนไปแล้ว…”

เฒ่าซุนโถวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นายท่านแต่งชุดแพรกลับบ้าน[1] กลับไปคราวนี้มีเงินมีตำแหน่ง ให้เจ้าคนที่ใช้ตาสุนัขเหยียดหยามผู้อื่นเหล่านั้นได้เห็นว่า ตอนนี้ท่านมีชีวิตดียิ่ง ดีมากๆ ! ชีวิตคนไม่ใช่แบบนี้ถึงจะมีความหมายหรอกหรือ” เขากลับมองได้ทะลุปรุโปร่ง

เย่หลิงม่อยิ้มจนตาหยีเป็นเส้นเดียว

“กล่าวถูกต้อง ให้คนที่เคยหาเรื่องข้า รู้ว่าข้าเย่หลิงม่อกลับมาแล้ว”

“นายท่านมีคู่แค้นอยู่ที่แดนเหนือหรือ” เฒ่าซุนโถวเอ่ยอย่างระมัดระวัง

“พอมีบ้าง เป็นคนรู้จักเก่าที่ไร้ดวงตา” เย่หลิงม่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม เขาพอยิ้มขึ้นมากลับเหมือนเซียวหงเย่มาก ให้ความรู้สึกเป็นมิตร แต่ในรอยยิ้มซ่อนใบมีด

“เช่นนั้นก็ดีๆ …” เฒ่าซุนโถวรู้สึกว่านายท่านผู้นี้คล้ายประหลาดอยู่บ้าง แต่บอกไม่ถูกว่าประหลาดตรงไหน

ตามเหตุผล ใส่ชุดแพรกลับบ้าน ร่ำรวยและมีสถานะ ยามกลับไปไม่สมควรกระตือรือร้นยินดีหรอกหรือ

ทำไมนายท่านเย่ของตนจึงมีสีหน้าแปลกพิกลนัก

เย่หลิงม่อย่อมไม่พูดกับคนธรรมดามากเกินไป อยู่บนรถขบวนพ่อค้าสักพัก ก็กลับเข้าไปพักผ่อนในรถม้าของตนเอง

ชายฉกรรจ์เคราแดงมัดผมจุกเล็กๆ หลายจุกนั่งอยู่ในรถ ชายฉกรรจ์ผู้นี้ใบหน้าหยาบกระด้าง ถือขาหมูข้างหนึ่งกัดกินอย่างมูมมาม

“พี่ใหญ่ เป็นอย่างไร ตาเฒ่าผู้นั้นส่งท่านมาที่นี่มีเจตนาอื่นหรือไม่!?”

ตาเฒ่าที่เขาว่าก็คืออู๋โยวอ๋อง ตอนนั้นจวนม้วนมนุษย์พินาศลง มีแค่พวกเขาสองคนหนีออกมาได้ ครั้นหลบเข้าจงหยวนจึงค่อยพักหายใจได้ ถึงจวนอู๋โยวจะรับไว้ แต่ไม่ได้ปฏิบัติกับคนทั้งสองดีนัก ทำความดีมากมาย กลับยัง…

คนผู้นี้เป็นบ่าซ้ายไหล่ขวาของเย่หลิงม่อ เรียกว่าผีเกศาแดงโจวเหอ พลังฝึกปรืออย่างน้อยก็เป็นระดับสัตตะลักษณ์ที่เป็นขอบเขตสูงสุด เคยรับตำแหน่งรองประมุขจวนในจวนม้วนมนุษย์ เป็นคนในจวนม้วนมนุษย์เพียงคนเดียวที่ยังติดตามเย่หลิงม่อ

“ไม่มีเจตนาใด ตอนนี้จวนอู๋โยวศีรษะเกรียมหน้าผากไหม้ สบสนอลหม่าน อู๋โยวอ๋องใกล้สิ้นอายุขัย รีบร้อนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้สนใจว่าพวกเราจะตั้งใจทำงานให้เขาจริงๆ หรือไม่อีกแล้ว” เย่หลิงม่อกล่าวอย่างราบเรียบ

“อย่างนั้นพวกเราต้องตรวจสอบคดีผู้ประกอบพิธีสูญหายให้เขาอย่างเชื่อฟังหรือ” ผีเกศาแดงโจวเหอกล่าวอย่างไม่พอใจ “พี่ใหญ่ท่านอยู่ในระดับเดียวกับเขา อาศัยอะไรให้เขาชี้นิ้วสั่งท่านได้ตามใจ ยังยืดถือท่านเป็นลูกน้อง สั่งท่านโดยไม่ต้องให้อะไรจริงๆ หรือ”

“ระวังคำพูด” เย่หลิงม่อหยีตา “อู๋โยวอ๋องไม่ใช่ระดับทั่วไป”

“หรือเขาทำลายขีดจำกัด เข้าสู่ระดับใหม่ได้สำเร็จ นี่คือจุดสูงสุดแล้ว” ผีเกศาแดงกล่าวอย่างไม่สนใจ

“ไหนเลยทำลายง่ายดายแบบนั้น… แต่ว่าต่อให้เป็นสภาพของเขาในตอนนี้ ข้าก็ไม่มีความมั่นใจ” เย่หลิงม่อมีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “เจ้าจำเป็นต้องรู้ไว้ว่า คำพูดบางคำไม่ควรพูดมาก เขาในตอนนี้ถูกบีบคั้นจนคลั่งแล้ว”

ชายฉกรรจ์แค่นเสียง

“รอข้าเลื่อนเป็นอสรพิษดำ ถึงตอนนั้นพวกเราสองพี่น้องร่วมมือกัน จะต้องทำให้เขาเห็นดีได้แน่!”

เย่หลิงม่อยิ้ม “อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องพวกนี้ ครั้งนี้พวกเรามุ่งหน้าไปแดนเหนือ ติดต่อกับจัตุรัสแดงทำความเข้าใจสถานการณ์เสียก่อน ค่อยตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไร ผลกระทบจากภัยพิบัติมังกรสีชาดในตอนนั้นหลงเหลืออยู่หรือไม่ พวกเราไม่รู้ ถ้ารูปการณ์เป็นใจ เจ้าค่อยรวบรวมบริวารในตอนนั้นของพวกเรากลับมาใหม่ ตอนนี้สถานะของข้าไม่เหมือนเดิมแล้ว ตระกูลขุนนางเหล่านั้นไม่อาจลงมือกับข้าได้ง่ายๆ อีก ขอแค่จัดการเรื่องผู้ประกอบพิธีได้ ก็อาศัยโอกาสนี้หาทรัพยากร เป็นโอกาสที่พวกเราจะใช้ตั้งตัวใหม่”

“ร่วมมือกับจัตุรัสแดงหรือ รับทราบพี่ใหญ่!” ผีเกศาแดงโจวเหอฉีกขาหมูออกมาชิ้นใหญ่

“ตระกูลซั่งหยาง ตระกูลเจิน…จุ๊ๆ…นังเด็กน้อยซั่งหยางจิ่วหลี่ก็อยู่ที่เมืองเลียบคีรีเช่นกัน อยากกินนางจริงๆ ดูว่าตระกูลซั่งหยางจะมีปฏิกิริยาอย่างไร” เย่หลิงม่อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

ด้วยพลังของเขา เมื่อเข้าสู่แดนเหนือในตอนนี้ ตระกูลขุนนางล่าถอย อาณาเขตว่างเปล่า โดยพื้นฐานแล้วไม่มีใครต้านได้

ตอนนี้ไม่ใช่โอกาสที่ดีที่สุดในการสร้างจวนม้วนมนุษย์ขึ้นใหม่หรือ

ขอแค่จัดการภารกิจในครั้งนี้ให้เรียบร้อยจนอู๋โยวอ๋องไม่มีวาจาจะพูด ถึงตอนนั้นร้องขอสะกดแดนเหนือ ปกครองเขตแดน หาทรัพยากร ก็ถือว่าสมเหตุสมผล

……………………………………….

[1] แต่งชุดแพรกลับบ้าน หมายถึง กลับบ้านพร้อมตำแหน่งขุนนาง
บทที่ 158
จัตุรัสแดง

ในลานใหญ่กลางป่า

สตรีกางร่มนั่งอยู่ข้างบ่อ มองดูสายน้ำกลางบ่อส่องสภาพของนางในตอนนี้อย่างเงียบงัน

นางนั่งอยู่ในท่านี้มานานแล้ว

ช่วงนี้ ทุกๆ วันนางจะมานั่งรอข้างบ่อ หวังว่าผู้คุมจัตุรัสจะกลับมาอย่างกะทันหัน แม้จะทราบว่านี่เป็นแค่ความเพ้อฝัน แต่สตรีกางร่มยังคงทำเช่นนี้

ฮือ… ฮือ…

ผีป่าวิญญาณเลวด้านในห้องข้างที่อยู่รอบๆ เริ่มร่ำไห้อีกแล้ว โคมไฟสีแดงที่แขวนทั่วจวนเหลือแค่สิบกว่าใบ หนำซ้ำส่วนใหญ่ยังมืดสลัว

มีแต่โคมไฟสองสามใบที่ยังนับว่าสว่าง เจ้านายกลับยังอยู่ด้านนอก ไม่ได้กลับมา

ปัจจุบันจัตุรัสแดงเหลือแค่สตรีกางร่มคนเดียว ที่เหลือแม้แต่ติดต่อยังติดต่อไม่ได้

ฮือๆ… ฮือๆ…

เสียงภูตผีร่ำไห้ดังไม่ขาดสาย

แต่ไม่ทันไร ในเสียงร่ำไห้ก็มีเสียงฝีเท้าเบาๆ ใกล้เข้ามาอย่างแช่มช้า

ตุบ… ตุบ… ตุบ…

นั่นเป็นเสียงทึบที่รองเท้าหนังเหยียบบนดินโคลนหนา

สตรีกางร่มสะดุ้ง เอียงตัวมองประตูจวน

“เสี่ยว…ปิงหรือ” นางเอ่ยเบาๆ

เอี๊ยด

ประตูจวนถูกผลักออกช้าๆ

เงาคนสูงใหญ่สวมชุดดำ คลุมศีรษะด้วยหมวกติดเสื้อ เดินเข้ามาอย่างช้าๆ

“ที่นี่คือจัตุรัสแดงหรือ หายากจริงๆ…” คนผู้นี้มีเสียงแหบพร่า ทั้งทุ้มต่ำมีพลังของบุรุษ

“มนุษย์หรือ กล้า…บุกมา… ถึงที่เลยหรือ” สตรีกางร่มลุกพรวดอย่างโมโห “เสี่ยวปิง!” นางตะโกนเรียก นั่นคือความประหลาดลี้ลับที่คอยเฝ้าจวน แม้ไม่มีสติปัญญา แต่พลังไม่เลวเลย

“เสี่ยวปิง? เจ้ามองหานางหรือ” คนสวมชุดดำเยื้องกรายเข้ามาลานตรงกลาง โยนน่องขาของสตรีที่ขาวผ่องเรียวยาวข้างหนึ่งออกมาจากด้านหลัง

“เจ้า!” สตรีกางร่มอดถอยหลังไปก้าวหนึ่งไม่ได้ ตกใจระคนโมโห นางรู้จักพลังของเสี่ยวปิงดี แม้จะสู้นางไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ต่างกันมาก และในฐานะของความประหลาดลี้ลับที่ดูแลที่นี่ อย่างไรก็ไม่อาจถูกกำจัดทิ้งง่ายๆ โดยไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย

แต่ว่าความจริงตรงหน้าบอกนางว่า เสี่ยวปิงไม่ได้ส่งเสียงจริงๆ ถูกกำจัดในเสี้ยววินาที

“อยากจะมาจัตุรัสแดงด้วยตัวเองมานานแล้ว แต่ไม่เคยมีเวลาและโอกาส” บุรุษชุดดำเอ่ยอย่างราบเรียบ “ครั้งนี้เดินเล่นสบายๆ ได้”

“หาที่ตาย!” สตรีกางร่มในที่สุดก็อดกลั้นไม่ไหว กรีดร้องขึ้นมา

ครึ่กๆ!

เสียงกรีดร้องของนางเหมือนเป็นคลื่นน้ำ พริบตาเดียวก็กระจายไปทั่วจวน

ฟิ้วๆๆ…!

ประตูห้องข้างหลายบานถูกชนเปิด เงาผีสีขาวกึ่งโปร่งใสหลายสายลอยออกมา พุ่งเข้าหาบุรุษชุดดำเหมือนกับปลาแหวกว่าย

เงาผีเหล่านี้ทั้งหมดมีใบหน้าเป็นสตรี บนใบหน้าปรากฏความเคียดแค้น ความดุร้าย ความเจ็บปวด และความบิดเบี้ยว ทั้งหมดเป็นผีป่าวิญญาณเลวที่จัตุรัสแดงรวบรวมมาหลายปี

โคมแดงที่แขวนใต้ชายคาก็ยิงไฟสีแดงหลายสายออกมา ส่วนปลายของเปลวไฟทุกสายปรากฏใบหน้าชิงชังของสตรีเช่นกัน

กรี๊ด!

เสียงกรีดร้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผีสตรีที่กรูออกจากจัตุรัสแดงไม่ทราบมีกี่ตน ศักยภาพที่จัตุรัสแดงรวบรวมมาหลายปี ตอนนี้แสดงออกมาในทีเดียว

เงาผีสีขาวแน่นขนัดครอบคลุมฟ้าดิน ลอยวนเวียน แทบปกคลุมทั่วทั้งร่างของบุรุษชุดดำ

เปลวไฟจากโคมไฟมุดเข้าไปกลางช่องว่างของเงาผี เติมเต็มรูโหว่ อึดใจเดียวก็กลายเป็นการล้อมโจมตีอันเด็ดขาดที่ไม่อาจหลบหลีกดั่งแหฟ้าตาข่ายดิน

สตรีกางร่มถือร่มแดงยืนอยู่ด้านนอก ร่มในมือหมุนด้วยความเร็วสูง

“ไม่ว่า…เจ้าจะเป็นใคร…ก็ต้องตาย…!”

ค่ายกลร้อยภูตผีนี้แม้แต่นางก็ต้านไม่ไหว เมื่อทำงาน ถ้าไม่ตายก็ไม่เลิกรา คนผู้นี้กล้าบุกรุกจัตุรัสแดง ยังฆ่าเสี่ยวปิง อภัยให้ไม่ได้

เงาผีจำนวนมากล้อมรอบคนผู้นั้น พร้อมพุ่งโจมตีอย่างคลุ้มคลั่ง ยังมีเปลวเพลิงคอยฉวยโอกาสลอบจู่โจม

เสียงภูตผีร่ำไห้ปกคลุมจวนทั้งจวน

แต่สิ่งที่แปลกก็คือ บุรุษชุดดำผู้นั้นยังคงยืนนิ่ง คล้ายไม่ได้ถูกเงาผีจู่โจม

กระแสปราณโปร่งใสจางๆ ชั้นหนึ่งวนรอบตัวเขา มันเผาไหม้เงาผีที่พุ่งเข้าไปทั้งหมดให้ร้องโหยหวนพลางถอยหลัง

“นี่เป็นระดับของจัตุรัสแดงในตอนนี้หรือ” เสียงของบุรุษชุดดำทะลุเงาผีออกมา “ช่างน่าผิดหวังเสียจริง…”

“เจ้า…!” สตรีกางร่มแตกตื่นเดือดดาล ควงร่มแดงรุนแรงกว่าเดิม พลันร้องแหลม แล้วถูกดูดเข้าไปในร่มเหมือนกับของเหลว

ฟิ้ว!

แสงสีแดงวูบผ่าน ร่มแดงเหมือนกับอาวุธมีคมสำหรับตัดเฉือน หมุนพุ่งใส่เงาดำอย่างรวดเร็ว

ตัวร่มไม่ทันไรก็ถึงด้านหน้าบุรุษชุดดำ ปลายร่มแหลมคม สั่นไหวทีหนึ่ง แล้วกรีดเป็นประกายเย็นเยียบสามจุดใส่ทรวงอกและท่อนล่างของอีกฝ่าย

บุรุษชุดดำครั้งนี้ไม่อาจมองการโจมตีเฉยๆ อีก ขณะที่ต้านเงาผีรอบๆ ก็รับมือการจู่โจมของสตรีกางร่มไปด้วย เขาที่เจอสภาพนี้รับมือแทบไม่ทันเช่นกัน

เขาจำเป็นต้องยื่นมือข้างหนึ่งออกมาป้องกันการทิ่มแทงอย่างต่อเนื่องของร่มแดงที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง

เคร้งๆๆๆ!

บุรุษชุดดำกระแทกฝ่ามือใส่ปลายร่ม ท่ามกลางเสียงโลหะปะทะกัน กลับไม่เหมือนการปะทะของร่างกายที่มีเลือดมีเนื้อ แต่ว่ากลับปะทะเข้ากับสิ่งที่แข็งแกร่งสุดเปรียบปานเหมือนกับโลหะ

เขาป้องกันสภาวะการโจมตีของร่มแดงด้วยมือเพียงข้างเดียว ทั้งสองคนปะทะกันอย่างรุนแรงเหมือนกับรอบข้างไม่มีใคร ท่ามกลางการกลุ้มรุมของเงาผี สะเก็ดไฟสาดกระจายจากจุดที่ทั้งสองปะทะกัน

“หมอก!”

ทันใดนั้นร่มแดงกางออก ปล่อยไอหมอกสีชมพูจำนวนมากออกมาปกคลุมบุรุษชุดดำ

สตรีกางร่มปรากฏร่างจริงใต้ร่ม มือเรียวซ่อนในไอหมอกอย่างไร้สุ้มเสียง คว้าใส่ใบหน้าบุรุษชุดดำ

มือนางยามอยู่กลางหมอกกลับเร็วอย่างน่าประหลาด เร็วกว่าตอนที่สู้กันเมื่อครู่มากกว่าหนึ่งเท่า

หมับ!

บุรุษชุดดำป้องกันไม่ทัน ศีรษะถูกคว้าไว้

แต่ขณะเดียวกันฝ่ามือของเขาก็ประทับใส่ร่มสีแดงอย่างรุนแรงเช่นกัน

เปรี้ยง!

สตรีกางร่มถอยหลังไปหลายก้าว ในมือคว้าผ้าดำที่เขาใช้ปิดบังใบหน้าไว้ได้

ควันขาวหลายสายลอยออกมาจากฝ่ามือขวาของบุรุษชุดดำอย่างเชื่องช้า ทิ้งรอยฝ่ามือที่ชัดเจนไว้บนตัวร่ม

“อือ…” บุรุษชุดดำคล้ายพบว่าผ้าคลุมหน้าของตัวเองถูกฉีกออกไป เขายื่นมือไปลูบใบหน้า บนแก้มไม่มีความเสียหายแม้แต่น้อย

เงยหน้ามองสตรีกางร่มที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

“น่าสนใจ…” เขาฉีกยิ้ม เผยให้เห็นฟันแหลมสีขาว

ตอนนี้สตรีกางร่มถือผ้าดำไว้อย่างงุนงง ร่มแดงในมือสั่นไหวอย่างรุนแรงเพราะความหวาดกลัว

“เป็น…เป็นเจ้า…!?”

“ใช่แล้ว…ข้าเอง” ลู่เซิ่งยิ้ม “ไม่เจอกันที่เมืองอินทรีคู่ ข้าก็เลยตั้งใจมาหาเจ้า…”

ฟุ่บ!

สตรีกางร่มหมุนร่ม พุ่งปราดถอยไปด้านหลังด้วยความเร็วสูง

หมับ

ไม่รอให้นางหนีไปไกล มือใหญ่สีเทาอมเขียวข้างหนึ่งก็จับขาขวาของนางไว้

“อย่าไปเลย ข้าหาตั้งนานกว่าจะเจอที่นี่…”

แสงสีแดงดำบนร่างสตรีกางร่มกะพริบหลายครั้ง ดิ้นไม่หลุดจากมือใหญ่ นางหันไปมอง เห็นลู่เซิ่งซึ่งเมื่อครู่ยังคิ้วตากระจ่าง ตอนนี้ร่างกำลังขยายใหญ่ บิดเบี้ยว และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตุ่มเนื้อกับกล้ามเนื้อจำนวนมากบิดพองบนตัวเขา แขนขาเขาขยายใหญ่ขึ้นอย่างบ้าคลั่ง แม้แต่ภูตผีปีศาจที่น่าเกลียดที่สุดก็ไม่มีทางดุร้ายน่าสะพรึงกลัวแบบนี้

“กรี๊ด!” สตรีกางร่มกรีดร้อง

เงาผีนับไม่ถ้วนพุ่งมาจากเบื้องหลังนาง กรีดร้องพร้อมโถมตัวใส่ลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งในตอนนี้กลายเป็นสัตว์ประหลาดตัวใหญ่เกือบห้าหมี่ เขาวัวงอกขึ้นบนหน้าผาก ความหนั่นแน่นของกล้ามเนื้อจำนวนมากทำให้เขาดูไม่สมประกอบอยู่บ้าง ท่อนบนใหญ่โต ขาทั้งสองข้างกลับสั้นป้อม ก้อนกล้ามเนื้อเหมือนตุ่มเนื้อพองขึ้นบนหลัง ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป

ตูม!

เงาผีจำนวนมากปะทะใส่ด้านหน้าเขา เหมือนชนใส่ชั้นป้องกันกึ่งโปร่งใสชั้นหนึ่ง ถูกปราณภายในของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่ร้อนลวกและมีแรงดันสูงดีดออกไป

เงาผีที่อ่อนแอหน่อยส่วนหนึ่งถูกเผาตายกลางอากาศทันที พวกที่แข็งแกร่งหน่อยคิดพุ่งชนใส่อีกครั้ง กลับถูกลู่เซิ่งใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งระเบิดพวกมันตายไปหลายสิบตัว

เทียบกับร่างกายขนาดมโหฬารของเขา เงาผีตรงหน้าแทบเหมือนกับแมลงวัน บินวนไปวนมา ไร้ความสำคัญแม้แต่น้อย

“อ่อนแอ อ่อนแอเกินไปแล้ว!” เขาจับขาขวาของสตรีกางร่ม หิ้วนางไว้ด้านหน้าตัวเอง “บอกข้าได้หรือไม่ว่าเจ้าเห็นอะไรตอนอยู่เมืองอินทรีคู่ ”

สตรีกางร่มดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง เงาลวงกะพริบบนร่างอย่างต่อเนื่อง คิดจะแยกร่างหนี น่าเสียดาย ที่นี่เป็นหน่วยหลักของจัตุรัสแดง นางคาดไม่ถึงว่าจะมีคนทะลวงประตูเข้ามาโดยตรง เพราะประมาทไปชั่วขณะ จึงไม่ได้แยกร่างไว้ก่อน

ตอนนี้คิดขัดขืน ก็ยากราวปีนป่ายขึ้นสวรรค์แล้ว

“ปล่อย…อิงอิง!” นางดิ้นรนสุดแรง แต่สำหรับลู่เซิ่งที่ปัจจุบันหยินหยางควบแน่น ไม่มีผลแม้แต่น้อย ขอบคมกริบของร่มแดงที่กรีดผิวหนังเขา เพียงเกิดสะเก็ดไฟมากมายเท่านั้น

“อ้อ เจ้าชื่ออิงอิงหรือ เป็นชื่อที่เพราะจริงๆ” ลู่เซิ่งสะบัดสตรีกางร่ม “ร่างแยกเจ้าเล่า ทำไมครั้งนี้ไม่เห็น” เขากวาดมองรอบๆ แน่ใจว่าไม่เห็นร่างแยกของสตรีกางร่ม

เงาผีจำนวนมากพุ่งใส่เขาอย่างคลุ้มคลั่ง จากนั้นก็ถูกปราณภายในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานเผาไหม้จนกลายเป็นฝุ่นผง เหมือนแมงเม่าบินหากองไฟ

เส้นแสงในโคมไฟก็คอยวนเวียนอยู่รอบๆ พลางพุ่งใส่เขาเช่นกัน น่าเสียดายที่ถูกตาข่ายโลหิตของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานต้านไว้

“ได้โปรด…ปล่อย…อิงอิง…ฮึกๆ…” สตรีกางร่มดิ้นรนสักพักหนึ่ง ข่มกลั้นไม่ไหว ในที่สุดก็ร้องไห้ออกมา

“เสียงร้องไห้ของเจ้าเหมือนชื่อเจ้ามาก” ลู่เซิ่งยกนางขึ้นมาตรงหน้าตนอย่างสนใจ

เขาเขย่าเบาๆ สตรีกางร่มหยุดร้องไห้ เหมือนว่าเป็นเพราะติดอ่าง นางจำเป็นต้องหยุดสักพักถึงจะร้องไห้ต่อได้ จากนั้นลู่เซิ่งก็เขย่านางอีกเหมือนกับพบของน่าสนุก สตรีกางร่มถูกเขย่าอีกรอบ ก็สงบเงียบลงสักพัก

ทำซ้ำไปซ้ำมา ลู่เซิ่งหิ้วสตรีกางร่มเดินไปทั่วจัตุรัสแดง พลางเขย่านางไปด้วย

ร่างกายสูงเกือบห้าหมี่ของเขาเดินไปไม่กี่ก้าว ก็สั่นสะเทือนจวนทั้งจวนได้

คู่ต่อสู้ที่เคยสูสีกับเขาผู้นี้ ตอนนี้ไร้เรี่ยวแรงต่อต้าน นางในมือของเขาตอนนี้ถูกจับเขย่าเหมือนกับกระดิ่งไปแล้ว

“ที่นี่มีสมบัติอะไรที่ข้าใช้ได้หรือไม่” ลู่เซิ่งเดินไปถึงหน้าประตูห้องนอนตรงกลางที่ใหญ่ที่สุดในจวน ยื่นมือกระชากประตูห้องออกอย่างง่ายดาย เหมือนกับฉีกกระดาษบนกำแพง

สตรีกางร่มถูกหิ้วห้อยหัว กะโปรงตกลง ใช้ร่มปิดส่วนล่างของตัวเองไว้ ถูกถามก็ไม่ส่งเสียงตอบ

เพราะเอาร่มออก ลู่เซิ่งยามนี้ค่อยสังเกตเห็นใบหน้าจริงๆ ของนางที่ในที่สุดก็เผยออกมา

นั่นเป็นใบหน้างดงามที่น่าเวทนา และแฝงความอ่อนแอเอาไว้ ทั้งซีดขาวเล็กน้อย ดูเหมือนอายุไม่เกินยี่สิบปี ใบหน้ารูปแตง ปากดั่งอิงเถา ตาแวววาว เหมือนกับพร้อมร้องไห้ตลอดเวลา

“อย่า…อย่ากินอิงอิง… ฮึกๆ…” พอตื่นเต้น สตรีกางร่มก็ติดอ่าง พูดจาไม่รู้เรื่องอีกครั้ง

“ข้าจะกินเจ้าทำไม” ลู่เซิ่งถามอย่างสงสัย

“ผู้คุมจัตุรัส…พี่สาวผู้คุมจัตุรัส…” นางร้องไห้ต่อ

ลู่เซิ่งเขย่า เสียงร้องพลันหยุดลง

“เดิมข้าไม่คิดจะมาจัตุรัสแดงเร็วแบบนี้ ใครใช้ให้เจ้าเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเล่า”

ที่เขาปล่อยนางไว้โดยไม่ฆ่า เป็นเพราะต้องการตรวจสอบข้อมูล ขณะเดียวกันก็พิสูจน์ยืนยันการคาดเดาตอนที่ตนปิดด่าน ถึงอย่างไรพลังงานธาตุหยางที่น่ากลัวของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานก็เผาอีกฝ่ายตายได้ในพริบตาอยู่แล้ว หลังหยินหยางสมดุล ความเร็วของเขาก็เพิ่มขึ้นมา ไม่ได้งุ่มง่ามเท่าก่อนหน้า และไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะหลบหนีได้

……………………………………….
บทที่ 159
โครม!

ลู่เซิ่งถีบกำแพงล้มคว่ำ เศษหินมากมายกระจัดกระจาย ห้องหลักปรากฏกลางสายตาของเขา

ส่วนอื่นๆ ของห้องไม่แตกต่างจากห้องทั่วไป มีแต่ตรงกลางพื้นห้อง ที่มีเสาหินสีม่วงหยาบใหญ่ต้นหนึ่งตั้งอยู่ คัมภีร์เล่มหนึ่งกางอยู่บนเสา พลิกหน้าด้วยตัวเองอย่างช้าๆ

“นี่คืออะไร” ลู่เซิ่งได้กลิ่นของสมบัติ สองตาเป็นประกาย ยื่นมือเข้าหาคัมภีร์เล่มนั้น

“ฮึอๆ…” สตรีกางร่มเอาแต่ร้องไห้

ลู่เซิ่งไม่สนใจนาง ยื่นมือเข้าหาคัมภีร์

ครึ่กๆ!

ทันใดนั้น อักขระสีขาวเหมือนแถบผ้าลอยขึ้นรอบๆ คัมภีร์ นั่นเป็นแถบผ้าหลายเส้นที่เกิดจากการประกอบตัวอักษรจำนวนมากเข้าด้วยกัน พวกมันลอยวนเวียนอยู่รอบคัมภีร์ ป้องกันมือใหญ่ของลู่เซิ่งไว้

‘อ้อ น่าสนใจดี’ ลู่เซิ่งสนใจ ยิ่งเป็นของที่หามาได้ยาก ยิ่งต้องล้ำค่า

เขาชักมือกลับ จากนั้นกดฝ่ามือลงไปอย่างแรง

แรงอันมหาศาลพร้อมกับแรงดันลม พัดของอย่างอื่นในห้องนอนจนล้มคว่ำ มือใหญ่ฟาดลงบนแถบแสงสีขาวนั้น

ตูม!

จวนของจัตุรัสแดงเริ่มสั่นสะเทือน ลู่เซิ่งรู้สึกเหมือนฟาดฝ่ามือใส่ภูเขาลูกย่อมๆ ที่ตนไม่อาจขยับได้

‘นี่ดูเหมือนมันจะเชื่อมจัตุรัสแดงทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน…อือ…ไอ้นี่คือค่ายกลใช่รึเปล่า’ ลู่เซิ่งสนใจ

เขารู้สึกตัวเองเหมือนฟาดใส่เปลือกไข่ที่เกลี้ยงเกลา ก่อนจะชักมือกลับมา

โครม!

ฝ่ามือที่สองนี้ใช้พลังทั้งหมดของเขาในสภาพนี้

ตูม!

เป็นอย่างที่คาด พื้นดินของจวนจัตุรัสแดงเริ่มสั่น แถบผ้านี้จะต้องเชื่อมกับรากฐานดินของที่นี่แน่

‘เปิดไม่ได้แฮะ’ ลู่เซิ่งมองคัมภีร์เล่มนั้นอย่างเสียดาย ได้แต่เก็บของอย่างอื่น

เขาเด็ดขาดแน่วแน่ ไม่ทันไรก็พลิกค้นห้องทุกห้องของจัตุรัสแดงจนหมด บางห้องกระชากประตูเข้าไป บางห้องก็เปิดหลังคา บางห้องก็ถีบทำลายกำแพง

ภูตผีส่วนหนึ่งที่ยังซ่อนตัวอยู่แตกตื่น หลบหนีอย่างอลหม่าน

ลู่เซิ่งไม่สนใจผีป่าวิญญาณเลวไร้สมองเหล่านี้ หลังเก็บกวาดได้มาหลายอย่าง ก็กลับมาที่ลานตรงกลาง

พื้นของลานตรงกลางเป็นสีเทาขาว ทั้งหมดเป็นโครงกระดูกของภูตผีที่โดนวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานเผาตายก่อนหน้านี้ ลู่เซิ่งนั่งยองๆ เสียบมือเข้าไปในกองสีขาวเทาบนพื้น

ซู่…

ทันใดนั้น ปราณหยินจำนวนมากก็ทะลักจากฝุ่นขาวเข้าสู่ร่างเขาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายโดยไร้สุ้มเสียง ปราณหยินในฝุ่นผงสีขาวเหล่านี้อ่อนแอและกระจายตัวเกินไป เขาไม่จำเป็นต้องใช้เลือดชักนำ ก็ดึงดูดได้โดยตรง

สตรีกางร่มมองเขาเดินไปเดินมาพลางยื่นมือคลำในฝุ่นขาว ก็นึกว่าเขากำลังหาอะไรอยู่ ได้แต่กัดรีมฝีปากมองดู

ตอนแรกนางร้องไห้ จนกระทั่งเหนื่อยแล้ว จึงได้แต่ถูกเขาจับเขย่าไปเขย่ามาอย่างเงียบๆ

กว่าจะดูดปราณหยินเสร็จก็ผ่านไปครึ่งชั่วยามกว่าๆ ลู่เซิ่งทอดน่องไปรอบๆ จัตุรัสแดง จนยืนยันได้ว่าไม่มีอะไรมากกว่านี้ จึงจับสตรีกางร่มไว้ก่อนจากไป

ก่อนไปเขาจุดไฟเผาที่นี่ จัตุรัสแดงส่วนใหญ่สร้างขึ้นโดยใช้ไม้ จากหย่อมไฟจึงกลายเป็นเพลิงใหญ่เผาผลาญอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ลามไปทั่วทั้งจวน

ควันหนากับเปลวเพลิงพุ่งสู่ฟากฟ้า แสงไฟสีแดงอมเหลืองเผาไหม้ป่าส่วนหนึ่งใกล้ๆ ไม่ทันไรก็แผ่ลามออกไป

ควันดำกว้างใหญ่กระจายตัว ย้อมท้องฟ้าเป็นเมฆดำผืนใหญ่

ราตรีผันผ่านไปช้าๆ ฟ้าเริ่มสาง เมฆดำปกคลุม ฟ้าแลบแปลบปลาบ มีเสียงฟ้าร้องครืนๆ ตลอดเวลา

จัตุรัสแดงแทบถูกเผาเป็นซากในคืนเดียว ทุกที่มีรอยดำเกรียม ถ่านไม้กับหินผสมปนเป ทั้งหมดเป็นสีดำ แยกแยะสิ่งใดไม่ได้

หยดฝนขนาดเท่าเม็ดถั่วโปรยปรายอย่างรวดเร็วยิ่ง ตอนแรกยังปรอยๆ พร้อมกับที่ควันหนารวมตัวกัน หยดฝนก็ใหญ่และหนาขึ้นเรื่อยๆ

ครืน

สายฟ้าสายหนึ่งแวบผ่าน ส่องพื้นดินเป็นสีขาว

ตุบ

รองเท้ายาวสีดำลายหงส์สีแดงเหยียบอยู่หน้าประตูจัตุรัสแดงที่กลายเป็นซากปรักหักพัง

ผู้คุมจัตุรัสตัวโชกเลือด มือข้างหนึ่งจับแขนข้างหนึ่งของตัวเองไว้ เลือดเนื้อเลอะเลือน ใบหน้าหายไปครึ่งหนึ่ง

นางมองจัตุรัสแดงที่กลายเป็นซาก ดวงตามีเปลวเพลิงแห่งโทสะเต้นระริก

เดินเข้าจวนอย่างเชื่องช้า ทุกที่มีควันหลายสายลอยออกมาจากในกองเพลิง ฝนที่ตกกระหน่ำ ได้แต่ดับไฟที่อยู่ภายนอก ไฟจากถ่านที่อยู่ภายในสุดยังคงอยู่

ตูม!

นางต่อยหมัดใส่ซากกำแพงด้านข้าง กำแพงพลันระเบิดออก กลายเป็นรูใหญ่เท่าอ่างล้างหน้า

“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร!? เมื่อทำลายบ้านของข้า เจ้าต้องตาย!”

“ดูเหมือนเราจะมาผิดเวลา” ในป่ารกใกล้ๆ กัน บุรุษวัยกลางคนแต่งกายแบบเศรษฐีเยื้องย่างออกมา

“เย่หลิงม่อหรือ” ผุ้คุมจัตุรัสหันไป “รู้หรือไม่ว่าเป็นฝีมือใคร”

เย่หลิงม่อเห็นแสงเพลิง จึงรีบมาตามลำพัง คิดไม่ถึงสิ่งที่เห็นจะเป็นภาพนี้

“ข้าเพิ่งมาถึงเช่นกัน” เย่หลิงม่อส่ายหน้า เขารู้จักผู้คุมจัตุรัสแดงมานาน แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีนัก ตอนเขาเป็นประมุขจวนม้วนมนุษย์ รู้สึกหวาดกลัวอีกฝ่ายถึงขีดสุด

ทุกคนลืมชื่อเดิมของผู้คุมจัตุรัสแดงไปแล้ว เพียงแต่นอกจากเรียกว่าผู้คุมจัตุรัส ยังมีคนเรียกนางว่ามารแดง และยังมีคนเรียกนางว่าปีศาจโลหิต

นางแทบจะสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งอย่างจัตุรัสแดงด้วยตัวคนเดียว

หรือบอกว่า องค์กรอย่างจัตุรัสแดงพึ่งพาเพียงการสนับสนุนที่ข่มขวัญของนางเพียงคนเดียว ยอดฝีมือที่แท้จริงในนี้ก็คือสตรีกางร่มกับแม่ทัพผีอีกหลายตน แต่ในการต่อสู้กับตระกูลเจิน แม่ทัพผีที่ตายก็ตายไป ที่หนีได้ก็หนี ตอนนี้เหลือแค่นางกับสตรีกางร่ม ที่เหลือเป็นผีตนใหม่ที่เพิ่งรับสมัครมา จึงไร้ที่พึ่งพา

“อย่างนั้นท่านมาทำอะไร คิดจะชิงเศษภัยพิบัติมังกรสีชาดหรือ” ผู้คุมจัตุรัสแดงกล่าวอย่างเย็นชา

“เศษภัยพิบัติมังกรสีชาดหรือ” เย่หลิงม่อไม่รู้จริงๆ ถามอย่างงงงัน “อย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ใช่ศัตรูของท่าน ตรงกันข้าม ข้ามาตรวจสอบคดีผู้ประกอบพิธีหายตัวไปให้แก่จวนอู๋โยว จะว่าไป สามารถทำให้ผู้ประกอบพิธีของจวนอู๋โยวหายไปอย่างไร้ร่องรอยในแดนเหนือได้ พลังแบบนี้ ไม่แน่ว่าจะเป็นแหล่งเดียวกับพลังที่ทำลายจัตุรัสแดงของท่าน พวกเราสมควรมีศัตรูร่วมกัน”

“ท่านควรจะดีใจที่คราวนี้ไม่ใช่ท่าน” ผู้คุมจัตุรัสแดงไม่มองเขา เดินไปยังห้องใหญ่ด้านในสุดของจัตุรัสแดง

จนกระทั่งเจอเสาศิลาสีม่วงในซากกองหนึ่ง เห็นคัมภีร์ที่วางอยู่ด้านบน นางก็ผ่อนลมหายใจเล็กน้อย

เย่หลิงม่อก็ผ่อนลมหายใจเช่นกัน เดินเข้าไป ครั้นเห็นคัมภีร์เล่มนั้น เขาก็ตะลึงงัน

“นี่ไม่ใช่…ไม่ใช่สิ่งนั้นหรอกหรือ…?!” เขามีสีหน้าเปลี่ยนแปลง ตกใจจนถอยหลังหลังกรูด พูดไม่ออกขณะที่จับจ้องคัมภีร์เล่มนั้น

สาเหตุที่จวนม้วนมนุษย์ถูกทำลาย ยังไม่ใช่เพราะเขาคิดควบคุมผีสาวที่แข็งแกร่งซึ่งถูกพบอย่างกะทันหันตนนั้นหรือ สาเหตุของทุกสิ่งเป็นเพราะเขาเจอคัมภีร์เล่มนี้

คัมภีร์เล่มนี้เป็นคัมภีร์ล้ำค่าที่บันทึกวิธีฝึกฝนของภูตผี วิธีฝึกฝนที่อยู่ด้านในสูงส่งกว่าวิธีที่พวกเขาใช้มากกว่าหนึ่งเท่า ถ้าไม่ใช่เพราะมัน เขาคงไม่ทุ่มพลังทั้งหมดของจวนม้วนมนุษย์ เพื่อควบคุมสะกดผีสาวแข็งแกร่งนางนั้น ผลลัพธ์คือขาดแค่อีกก้าวเดียวก็จะสำเร็จ

“ท่านเดาไม่ผิด นี่ก็คือคัมภีร์เล่มนั้น รูปเก้าตำหนักปั่นป่วนเทพ” ผู้คุมจัตุรัสแดงเดินไปถึงข้างคัมภีร์ ยื่นมือไปลูบไล้ลวดลายตัวอักษรด้านบน ตัวอักษรเหล่านั้นบิดเบี้ยวเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ภาษาตัวอักษรชนิดใดๆ

“อย่างนั้นผีสาวตนนั้นเล่า…” เย่หลิงม่อสีหน้าเคร่งเครียด

“ของมาอยู่ในมือข้า ท่านคิดว่าจะยังมีความเป็นไปได้ที่สองหรือ” ผุ้คุมจัตุรัสแดงมองเขาอย่างเยาะเย้ย “ว่ามา มาหาข้ามีเรื่องใด ข้าไม่มีเวลาคุยเล่นกับท่าน!”

เย่หลิงม่อหัวใจเต้นโครมคราม ถึงแม้ตอนนั้นเขาจะประเมินพลังของผุ้คุมจัตุรัสแดงไว้สูงมากแล้ว แต่ตอนนี้พอเห็นฉากนี้ ยังคงรู้สึกสะท้านสะเทือน

ผีสาวที่ทำลายจวนม้วนมนุษย์ในตอนนั้น เขาใคร่ครวญครุ่นคิด พยามสุดกำลัง ก็ยังไม่เจอวิธีปราบอีกฝ่าย สุดท้ายนางเข่นฆ่าสังหารถึงหน่วยหลัก ทำลายรากฐานของจวนม้วนมนุษย์จนสิ้น

ตอนนี้พอเห็นคัมภีร์ เขาก็เกิดความกริ่งเกรงต่อผู้คุมจัตุรัสแดงมากขึ้น ดีที่ตอนนี้ไม่ได้เป็นศัตรูกัน

“ข้าเป็นตัวแทนจวนอู๋โยวมาร่วมมือกับท่านจริงๆ พวกเรามีจุดติดต่อที่มั่นคงอยู่ทุกเมือง มีส่วนช่วยต่อการตามหาคนร้ายของท่านมาก”

“หวังว่าท่านจะไม่หลอกข้า” ผู้คุมจัตุรัสแดงหยิบคัมภีร์ขึ้นมาตบเบาๆ ระเบิดคัมภีร์จนกลายเป็นจุดแสงสีม่วง ก่อนจะหายไปไม่เห็นร่องรอยอีก

“ปัจจุบันผู้ที่มีพลังพอจะโค่นล้มจัตุรัสแดงในแดนเหนือได้มีอยู่ไม่กี่คน พวกเราตรวจสอบแบบเจาะจงทีละคนได้” เย่หลิงม่อกล่าวอย่างระวังตัว แม้ผู้คุมจัตุรัสแดงจะสังหารผีสาวที่ทำลายจวนม้วนมนุษย์ไปแล้ว เขาก็รู้จักความน่าพรั่นพรึงของผีสาวตนนั้นดี ตอนนี้จึงหวาดเกรงผู้คุมจัตุรัสแดงมากกว่าเดิม

“ท่านหมายถึงซั่งหยางจิ่วหลี่กับผู้นำพันธมิตรบู๊ใช่หรือไม่”

“ใช่” เย่หลิงม่อเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ผู้ประกอบพิธีของจวนอู่โยวไปข้องเกี่ยวกับพันธมิตรบู๊ ค่อยหายสาบสูญอย่างกะทันหัน เรื่องนี้จะต้องเชื่อมโยงกันแน่”

“ข้ารู้สึกได้ว่าอิงอิงยังไม่ตาย ถ้าเจออิงอิง ก็อาจหาคนร้ายเจอ” ผู้คุมจัตุรัสแดงเอ่ยเสียงเย็น

“ขอแค่มีเบาะแสเถอะ!” เย่หลิงม่อฮึกเหิม เดิมนึกว่าการมาตรวจสอบคดีในแดนเหนือจะเป็นภารกิจง่ายๆ ดูจากตอนนี้ คนร้ายถึงกับกล้าทำลายจัตุรัสแดง มีเลศนัยล้ำลึกยิ่ง เขาเกิดข้อกริ่งเกรงกว่าเดิม


ถ้ำในเขาบูรพาที่ห่างจากเมืองเลียบคีรีหลายสิบลี้

ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิพลางหิ้วสตรีกางร่มอยู่ในถ้ำ ด้านนอกดวงอาทิตย์กระจ่างใส หิมะโปรยปราย กองสุมอุดปากถ้ำ

‘ข่ายกระเรียนหยินเป็นปราณภายในธาตุหยิน ปราณภายในธาตุหยินแม้มีคัมภีร์ลับ แต่ไม่เคยมีใครฝึกฝน’ ลู่เซิ่งมีความคาดหวังอยู่บ้าง

‘เพราะภูตผีปีศาจ ยอดฝีมือในยุทธภพแทบทุกคนจึงฝึกวิชาธาตุหยาง วิชาธาตุหยางทำร้ายภูตผีได้เล็กน้อย ถ้าพลังยุทธ์แข็งแกร่งมาก ก็พอจะสังหารภูตผีได้ อย่างนั้นปราณภายในธาตุหยินล่ะ มันมีผลแบบไหนต่อภูตผี’

สตรีกางร่มโอบกอดร่ม ขดตัวอยู่ในมือของเขาอย่างหวาดผวา ไม่กล้าขยับเขยื้อน

ปราณภายในของลู่เซิ่งกลายเป็นตาข่ายโลหิตขังนางไว้ด้านใน หากมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติเล็กน้อยก็สามารถเผานางเป็นฝุ่นได้ในพริบตา

ลู่เซิ่งนั่งอยู่ด้านใน เริ่มจัดระเบียบสิ่งของที่ได้มา

กระดิ่งเล็กๆ ใบหนึ่ง กล่องยาวไม้จันทร์สีดำใบหนึ่ง และม้วนกระดาษเก่าแก่ที่เหมือนลายแทงสมบัติม้วนหนึ่ง

ของทั้งสามอย่างมีปราณหยินทุกชิ้น ลู่เซิ่งใช้พวกมันเป็นมาตรฐานในการเก็บของ จัตุรัสแดงมีของสามชิ้นนี้ที่มีปราณหยินเข้มข้น ที่เหลืออยู่เพราะรีบเกินไปไม่ได้ตรวจละเอียด อาจจะมีอีก แต่ไม่สะดุดตาเท่าสามชิ้นนี้

ลู่เซิ่งหยิบกระดิ่งใบเล็กชิ้นแรกขึ้นมา “เจ้าบอกข้ามา ว่านี่คืออะไร” เขามองสตรีกางร่ม

……………………………………….

บทที่ 160
“…กระ…กระ…กระดิ่งหงส์ทอง…” สตรีกางร่มกล่าวติดอ่าง หลุบตาไม่กล้ามองลู่เซิ่ง

“มีประโยชน์อะไร”

“เรียก…เรียกบริวารภูตผี…”

“ดี อันนี้เล่า” ลู่เซิ่งหยิบกล่องไม้จันทร์ที่เรียวยาวชิ้นที่สองขึ้นมา

“หญ้า…อนธการ…”

“ประโยชน์ล่ะ”

“แกนกลาง…ค่ายกลของท่านพี่…”

เป็นของใช้ไม่ได้อีกแล้ว ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว วางของลง หยิบชิ้นที่สาม

ครั้งนี้ไม่รอเขาถาม สตรีกางร่มก็ตอบตะกุกตะกัก

“นี่…เป็นลายแทงสมบัติ…ที่ราชาผีไร้เศียร… ทิ้งเอาไว้”

“ราชาผีไร้เศียรหรือ” ลู่เซิ่งไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน คาดว่าคงโด่งดังมากในหมู่ภูตผี แต่คนธรรมดาไม่มีใครเคยได้ยิน

เขาซักไซ้สตรีกางร่ม ผ่านไปนานโขจึงค่อยเข้าใจว่า ราชาผีไร้หัวเป็นสิ่งใด

ว่ากันว่าเมื่อพันปีก่อน แดนเหนือรกร้างมีแต่หิมะ มีแค่ชาวประมงกับนายพรานไม่กี่คนอาศัยอยู่ที่นี่

พวกเขาเจอชนเผ่าดึกดำบรรพ์ที่ลี้ลับพิศวงเผ่าหนึ่ง เผ่านี้หาปลาล่าสัตว์เพื่อดำรงชีวิตเช่นกัน

ในการติดต่อพูดคุยกัน พวกเขาพบว่าคนของเผ่านี้บูชารูปปั้นสีที่แปลกประหลาดซึ่งไม่มีศีรษะ คนของเผ่าเรียกมันว่าตงเหลียน กราบไว้และจุดธูปบูชา

อย่างค่อยเป็นค่อยไป ผู้ที่ย้ายมาใหม่ก็เริ่มเผยแผ่และนับถือเทพตงเหลียน

จนกระทั่งมีคนของตระกูลขุนนางมาถึง และพบว่าแดนเหนือนับถือเทพตงเหลียน จึงลอบตรวจสอบ ว่ากันว่าเกิดความขัดแย้งใหญ่โต

สุดท้ายทุกอย่างสงบลง สาวกของเทพตงเหลียนถูกฆ่าทิ้งทั้งหมด มีลายแทงสมบัติถูกส่งต่อมายังภายนอก

ไม่มีใครทราบสถานการณ์อย่างแท้จริง

“ฟังดูเหมือนเป็นเทพชั่วร้าย” ลู่เซิ่งวางลายแทงลง สิ่งที่เขาไม่ชอบก็คือของที่มีราคาแต่ใช้ไม่ได้แบบนี้ เก็บไว้ก่อน ภายหลังใครอยากได้ก็ให้คนนั้น

ของทั้งสามอย่างใช้ประโยชน์ไม่ได้ เขาไม่สนใจ ครั้งนี้แค่ปราณหยินที่ดูดมาได้ ก็คืนทุนเขาได้แล้ว

หลังฆ่าวิญญาณอย่างน้อยมากกว่าร้อยตน ปราณหยินของเขาในตอนนี้อย่างน้อยก็มีมากกว่าห้าสิบกว่าหน่วยเหมือนตอนดูดซับก้อนโลหะประหลาดเมื่อครั้งก่อน นี่เป็นผลประโยชน์ที่ดีที่สุด

รองลงมาคือจับตัวทดลองอย่างสตรีกางร่มได้ เขารู้สึกสนใจในตัวภูตผีเหล่านี้พอดี ได้ตัวที่สื่อสารและข่มขู่ได้มาอย่างนี้ สามารถซักถามลักษณะนิสัยของพวกมันอย่างละเอียดได้

ภายใต้การคุกคามหลอกล่อของลู่เซิ่ง สตรีกางร่มสะอึกสะอื้นพลางตอบคำถามทีละข้อๆ อย่างติดๆ ขัดๆ

ใช้เวลาไปสองชั่วยามกว่าๆ ลู่เซิ่งค่อยเข้าใจว่า ภูตผีเกิดขึ้นได้อย่างไร

ความเคียดแค้น

ความเคียดแค้นของมนุษย์คือเมล็ดพันธุ์ที่เกิดเป็นภูตผี

ก่อนตายหากมีความเคียดแค้นรุนแรง ก็มีโอกาสมากที่จะกลายเป็นวิญญาณที่อ่อนแอ วิญญาณเติบโตด้วยการดูดซับความหวาดกลัวของคน ยิ่งกลัว พวกมันก็ยิ่งแข็งแกร่ง สุดท้ายเมื่อแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่ง ก็จะกลายเป็นผี

เมื่อกลายเป็นผี ก็จะมีร่างจริง สัมผัสวัตถุได้ เวลานี้สามารถกลืนกินกันเอง และกลืนกินเลือดของมนุษย์ รวมทั้งดูดซับความกลัวที่มากกว่าเดิม ผีจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุขัย สุดท้ายมีโอกาสกลายเป็นความประหลาดลี้ลับ

ทว่านี่เป็นแค่การเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของภูตผีที่ตัวสตรีกางร่มเคยเห็น ความจริงยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่กระตุ้นการกลายพันธุ์ของภูตผี ความประหลาดลี้ลับหลายชนิดก็เกิดขึ้นเพราะแบบนี้เช่นกัน

ส่วนการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ สตรีกางร่มบอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะอะไร นางเป็นความประหลาดลี้ลับ แต่ไม่เข้าใจว่าตนเองกลายเป็นความประหลาดลี้ลับได้อย่างไร

จากนั้นลู่เซิ่งก็ถามถึงข้อมูลของผู้คุมจัตุรัสพี่สาวของนาง พอพูดถึงผู้คุมจัตุรัส สตรีกางร่มก็ปิดปากสนิท ไม่ยอมพูดสักคำ มีความหยิ่งในศักดิ์ศรีกว่าก่อนหน้านี้

ลู่เซิ่งก็ไม่บีบบังคับ หลังถามสิ่งที่อยากถามเสร็จ เขาก็ยื่นมือหนึ่งออกมาทาบบนหน้าผากของสตรีกางร่ม

“มีความรู้สึกแบบไหน ให้บอกข้าตามจริง” หลังจากกำชับแล้ว เขาก็ชักนำปราณหยินหยางขวดสมบัติสายหนึ่งอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ ส่งถ่ายไปให้สตรีกางร่ม

สตรีกางร่มเหมือนไม่รู้สึกถึงสิ่งใด ยังคงลืมตามองเขา เหมือนไม่เข้าใจ

สำนึกของลู่เซิ่งมุดเข้าไปในตัวสตรีกางร่มอย่างรวดเร็วพร้อมกับปราณขวดสมบัติสายนั้น ก่อนจะรวมตัวกลายเป็นแกนกลางเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่ทรวงอกของนาง

“รู้สึก…ดียิ่ง…” สตรีกางร่มตอบติดอ่าง

“รู้สึกดีหรือ” ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่าปราณภายในธาตุหยางสายหนึ่งแผ่กระจายออกอย่างรวดเร็ว แล้วค่อยๆ กลืนกลายเกาะเกี่ยวสิ่งของที่เย็นเยียบส่วนหนึ่งในตัวสตรีกางร่ม

เหมือนกับเมล็ดที่หยั่งรากสู่ดิน

เปรี้ยง!

ทันใดนั้น เมล็ดเม็ดนั้นระเบิดออก ปราณขวดสมบัติที่บริสุทธิ์พุ่งออกมาจากทรวงอกของสตรีกางร่ม

เสียงสวบดังขึ้น สตรีกางร่มก้มลงเห็นทรวงอกของตนมีรูเลือดขนาดเท่ากำปั้นเพิ่มขึ้นมา

กรี๊ด!

นางกรีดร้อง ลุกพรวดขึ้น ก่อนจะหนีไปยังนอกถ้ำ

ลู่เซิ่งไม่ทันส่งเสียง ก็คว้ามือจับโดยสัญชาตญาณ วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานขนาดมหึมาโคจรด้วยตัวเอง

สตรีกางร่มหนีออกไปได้ไม่กี่หมี่ ก็ถูกตาข่ายโลหิตขวางไว้ จากนั้นถูกลู่เซิ่งคว้ามือจับไว้ได้ ร่างกายบิดอย่างรุนแรง

นางคล้ายเจ็บปวดยิ่ง วิญญาณได้รับความเสียหายสาหัส สองตาเบิกโพลง ทั่วร่างกระตุกอย่างแรง ต่อให้ร่างกายโดนตาข่ายโลหิตขัดขวางเผาไหม้กลายเป็นรอยแผลลักษณะตาข่าย ก็ยังคิดจะหนีออกนอกถ้ำเพื่อออกห่างจากลู่เซิ่งอย่างบ้าคลั่ง

‘ปราณภายในธาตุหยินน่าจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้วิญญาณไม่ใช่หรือไง’ ลู่เซิ่งสงสัยอยู่บ้าง นึกทบทวนการเปลี่ยนแปลงก่อนหน้าอย่างละเอียด

ตอนแรกเริ่ม ปราณขวดสมบัติของเขาเข้าไปในร่างสตรีกางร่ม คล้ายคลื่นลมสงบ ไม่มีปฏิกิริยาอะไร แสดงให้เห็นชัดว่าความแตกต่างจากการกดข่มกันเองของปราณภายในธาตุหยางและปราณภายในธาตุหยินอยู่ร่วมกับวิญญาณได้

เพียงแต่หลังจากเริ่มหยั่งรากเกาะเกี่ยว ทุกอย่างก็บังเกิดการเปลี่ยนแปลงในพริบตา

ลู่เซิ่งชักมือกลับ จับสตรีกางร่มไว้พร้อมเขย่า

สตรีกางร่มหายใจรวยริน ร่างวิญญาณบางเกือบเป็นกึ่งโปร่งใส ใกล้จะไม่ไหวแล้ว

‘หรือจะเป็นปฏิกิริยาต่อต้านอย่างหนึ่ง’ ลู่เซิ่งพลันนึกถึงปฏิกิริยาต่อต้านที่คล้ายกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

‘ถ้าวิญญาณเกิดจากความเคียดแค้นและความหวาดกลัวอย่างเดียวจริงๆ อย่างนั้นปราณภายในของเราก็มีความทรงจำของมนุษย์ที่รุนแรงสุดๆ ในฐานะปราณภายในที่ได้มาจากการตรึกตรองและย่อยอาหาร ย่อมซ่อนจิตสำนึกของตัวเราไว้ จิตสำนึกสองชนิดอาจเกิดความขัดแย้งกัน…’

เขาใคร่ครวญ ตบแก้มสตรีกางร่ม

เพียะๆ

“ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่”

สตรีกางร่มศีรษะเอียงไปมา ถูกตบจนฟื้นขึ้นมา พอเห็นลู่เซิ่งพลันร้องไห้ฮือๆ อย่างไม่อาจควบคุมได้ นางหนีไปขดตัวโอบกอดร่มด้วยร่างสั่นระริกอยู่ที่มุมหนึ่งของถ้ำ

ลู่เซิ่งจับนางลากกลับมา

“มาๆๆ พวกเรามาลองแบบนี้อีกรอบ”

“ไม่!…ไม่เอา!”

“อย่าขยับ!”

“อย่าเข้ามา!”

เปรี้ยง!

ลู่เซิ่งฟาดฝ่ามือใส่ศีรษะสตรีกางร่ม จากนั้นเห็นนางตาเหลือก สลบไปแล้ว

‘ความประหลาดลี้ลับก็สลบเป็นเหรอเนี่ย’

เขามองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ ไม่สนใจอะไรอีก ถึงอย่างไรความประหลาดลี้ลับก็ไม่ได้ตายง่ายๆ การทดลองก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ยืนยัน เขาจะต้องลองดูอีกหลายรอบ

ปราณขวดสมบัติสายที่สองซึมเข้าไปในร่างสตรีกางร่มอย่างแผ่วเบาผ่านฝ่ามือของเขา ปริมาณปราณขวดสมบัติในครั้งนี้มากกว่าก่อนหน้านี้อย่างน้อยสองเท่า

การเพิ่มปริมาณทำให้ลู่เซิ่งสัมผัสได้ชัดว่า ปราณขวดสมบัติกำลังเกาะเกี่ยวกลืนกินพลังอันเย็นเยียบบางชนิดในร่างสตรีกางร่ม กลืนกลายซึ่งกันและกันอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

การกลืนกลายครั้งนี้ เป็นเพราะมีจำนวนปราณขวดสมบัติมากพอ ไม่ทันไรก็จับกลุ่มเป็นทรงกลมแข็งในร่างกายอีกฝ่าย

ทรงกลมนี้ยื่นรยางค์หนาแน่นไปยังทั่วทุกส่วนของร่างสตรีกางร่ม พลังงานเย็นเยียบที่ต่อต้านก่อนหน้านี้ ขณะที่ปะทะกันหลายครั้ง ก็เห็นได้ชัดว่าอ่อนแอลงเรื่อยๆ สุดท้ายก็มลายหายไป

‘ความรู้สึกนี้…เหมือนข่ายกระเรียนหยินเลย!?’ ทันใดนั้นลู่เซิ่งฉุกใจนึกได้ ทุกสิ่งกระจ่างแล้ว

เขารีบเปรียบเทียบเครือข่ายปราณขวดสมบัติในร่างนางและสัมผัสเครือข่ายในร่างของตนเองอย่างละเอียด

เหมือนกันอย่างที่คิดไว้!

นอกจากนี้…

เขาใช้จิตใจบังคับข่ายกระเรียนหยินที่แขน

แขนของสตรีกางร่มขยับเหมือนกัน ทั้งๆ ที่นางสิ้นสติไปแล้ว แต่แขนก็ขยับตาม

‘ประโยชน์ที่แท้จริงของข่ายกระเรียนหยินอยู่ตรงนี้นี่เอง!’ นี่เป็นหุ่นเชิดฉบับใช้ได้จริง

ลู่เซิ่งจิตใจลิงโลด

การระเบิดก่อนหน้านี้ สมควรเป็นการต่อต้านขัดขืนโดยสัญชาตญาณของสตรีกางร่ม แต่ครั้งที่สองเป็นเพราะร่างวิญญาณอ่อนแอลงมาก ไม่มีพลังดิ้นรน ได้แต่ถูกบังคับให้ตอบรับ

ลู่เซิ่งปล่อยนาง ต่อให้อยู่ห่างจากเขาหลายหมี่ ก็ยังรู้สึกถึงข่ายกระเรียนหยินในตัวนางได้ โดยพื้นฐานแล้วสามารถบังคับระยะไกลได้

สักพักหนึ่ง สตรีกางร่มก็ฟื้นตื่นขึ้นมา จ้องมองเขาอย่างหวาดผวา

“มานี่” ลู่เซิ่งสั่ง

สตรีกางร่มส่ายศีรษะ น้ำหูน้ำตาไหลพรากขณะคลานไปด้านหลัง คิดจะไปจากที่นี่

แต่เพิ่งคลานไปได้ไม่ไกล ความเจ็บปวดรวดร้าวก็ขยายออกมาจากในตัวนาง นางสัมผัสร่างกายของตัวเองอย่างหวาดกลัว ยืนขึ้นโดยควบคุมไม่ได้ แล้วกลับมายังข้างกายลู่เซิ่งอีกครั้ง

“เชื่อฟังจริงๆ” ลู่เซิ่งยื่นมือไปลูบศีรษะนาง

สตรีกางร่มข่มกลั้นไม่ไหว ร้องไห้อีกรอบ

“พวกเราออกไปทดลองกับภูตผีตัวอื่นสักหน่อย”

ลู่เซิ่งยินดี จับนางเดินไปนอกถ้ำ

เมื่อมีสตรีกางร่มเป็นเครื่องมือสัมผัสวิญญาณ ไม่ทันไรเขาก็ลากผีน้ำเย็นเยือกที่ทั่วตัวเป็นตะไคร่น้ำตัวหนึ่งออกมาจากในธารน้ำแข็งใกล้ๆ

ผีน้ำตนนี้คล้ายๆ กับสาหร่ายกองใหญ่ คืบคลานไปทั่วพื้นถ้ำ

ลู่เซิ่งใช้วิธีการเหมือนสตรีกางร่ม ยื่นฝ่ามือตัวเองเข้าไปทาบกับกลางตัวผีน้ำ แล้วถ่ายปราณขวดสมบัติให้สายหนึ่ง

ข่ายกระเรียนหยินขนาดเล็กก่อตัวอย่างรวดเร็ว แล้วหยั่งรากลึกในตัวผีน้ำ

“ไปเถอะ อยากหนีก็หนี” ลู่เซิ่งมองผีน้ำพลางยิ้มกว้าง

ผีน้ำสีเขียวขี้ม้าคลานหนีไปยังนอกถ้ำอย่างรวดเร็ว ยังหนีไปได้ไม่ไกล ลู่เซิ่งสั่งความคิด

เปรี้ยง!

เสียงทึบดังขึ้น ร่างผีน้ำระเบิดเหมือนลูกระเบิด กลายเป็นของเหลวโปร่งใสสีเขียวขี้ม้ากลุ่มใหญ่ ระเหยหายไปในแสงอาทิตย์อย่างไร้ร่องรอย

ตายไปเช่นนี้

สตรีกางร่มชมดูอยู่ด้านข้าง สีหน้าหวาดหวั่น ดวงตาที่มองลู่เซิ่งเหมือนกำลังมองราชามารล้างโลก

‘ข่ายกระเรียนหยินควบคุมความเป็นความตายของภูตผีได้ด้วยความคิด แต่ไม่รู้ว่ามีผลกับความประหลาดลี้ลับไหม ความสามารถทั่วไปฆ่าความประหลาดลี้ลับไม่ตาย’ สายตาลู่เซิ่งอยู่บนตัวสตรีกางร่ม

‘ช่างเถอะ เก็บนางไว้ก่อน เกิดฆ่าไปแล้วคืนชีพไม่ได้ ก็ไม่มีตัวทดลองแล้ว จะหาความประหลาดลี้ลับที่เชื่อฟังสักตัวไม่ใช่เรื่องง่าย’

หยุดสนใจความสามารถของข่ายกระเรียนหยินก่อน ในเมื่อควบคุมร่างกายสตรีกางร่มได้ตามใจ เขาก็ไม่กลัวว่านางจะหนี บวกกับมีตาข่ายโลหิตผนึกปากถ้ำ ทุกอย่างมั่นคงดุจเขาไท่ซาน

ลู่เซิ่งฟาดมือใส่สตรีกางร่มจนสลบ แล้วเก็บกวาดสิ่งของ เตรียมกลับพรรค ครั้งนี้ได้ของมามากพอ กลับไปยกระดับพลังได้พอดี

มาถึงขั้นนี้ เขารู้สึกได้รางๆ ว่า หยินหยางของปราณสอดประสานกัน กายเนื้อกำลังถูกเปลี่ยนแปลงพัฒนาอย่างเชื่องช้า ถ้าเปลี่ยนแปลงเสร็จ จะต้องยกระดับพลังโดยรวมขึ้นขั้นหนึ่งแน่

เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงนี้ช้าเกินไป ก่อนหน้านี้พลังทั้งหมดของเขายังคงไม่ต่างจากก่อนหน้ามาก หลังจากยกระดับวิถีหยางโชติช่วงแล้ว วิชาแข็งกร้าวแข็งแกร่งกว่าเดิม ร่างกายรองรับได้ดีกว่าเดิม

ไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะนานขนาดไหน แต่ถึงอย่างไรก็มีปราณหยินมากพอ ทดลองดูว่าจะใช้ปราณหยินเร่งการพัฒนาได้หรือไม่ได้

……………………………………….


ความคิดเห็น