151-155

บทที่ 151
“แล้วท่านเล่า” ลู่เซิ่งมีความรู้สึกซับซ้อนต่อหลี่ซุ่นซี ตอนแรกเขามีความคิดลงทุนผูกมิตรกับอีกฝ่าย ภายหลังเพราะมีศัตรูคู่แค้นร่วมกัน เกลียดชังจวนอู๋โยว จึงช่วยเหลืออีกฝ่าย

ต่อให้เป็นครั้งนี้ ก็เป็นวาสนา เป็นความบังเอิญ ถ้าไม่ใช่ชายชราผู้ประกอบพิธีของจวนอู๋โยวสังหารพลพรรคของเขาอย่างเหนือความคาดหมาย เขาก็ไม่คิดกลับไปฆ่าคน

เพราะความบังเอิญติดต่อกัน ที่อธิบายไม่ได้ จึงช่วยเหลือหลี่ซุ่นซีไว้ได้พอดี

ตอนนี้คนผู้นี้มีหยกลี้ลับ มีความสามารถทำนายเรื่องล่วงหน้า สาบานว่าจะทำลายล้างจวนอู๋โยว นี่ทำให้ลู่เซิ่งมีความรู้สึกต่อเขาแตกต่างจากคนธรรมดาเมื่อก่อนหน้า

“ข้าจะไปจงหยวน คนที่มีโลหิตวิญญาณยักษ์อีกคนซึ่งจวนอู๋โยวต้องการหาอยู่ที่นั่น” หลี่ซุ่นซีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“พี่หลี่ออกเดินทาง มีคนรู้จักอยู่ที่จงหยวนแล้วหรือ” ลู่เซิ่งถามอีก

“ไม่มี…ตอนนี้ทุกที่มีแต่คำสั่งประกาศจับข้า ไหนเลยมีคนรู้จักกล้ารับไว้” หลี่ซุ่นซียิ้มหนักใจ

ลู่เซิ่งใคร่ครวญครู่หนึ่ง

“อย่างนั้นท่านไปที่นี่ดู ถ้ามีความจำเป็นก็เข้าอยู่ได้ รอคุ้นที่แล้ว ค่อยตัดสินใจว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร” เขาพูดชื่อสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นที่ที่ก่อนหน้านี้สมาชิกโถงอินทรีเหินซึ่งเขาส่งไปจงหยวนสร้างไว้

จากนั้นเขาก็อธิบายวิธีการติดต่ออย่างละเอียด และบอกว่าต้องปรับเปลี่ยนรูปโฉม

หลี่ซุ่นซีซาบซึ้งใจ หลายวันต่อจากนั้น ลู่เซิ่งจัดให้ยอดฝีมือที่ถนัดการปลอมแปลงโฉม ชี้แนะอธิบายต่อเขาอย่างละเอียด ขณะเดียวกันก็มอบแผ่นทองถุงใหญ่ให้

เป็นเพราะเส้นทางยาวไกล โรงรับเงินของจงหยวนไม่แน่จะใช้ตั๋วเงินของทางนี้ ถึงแม้จะเป็นราชสำนักเดียวกัน แต่ตระกูลขุนนางแต่ละตระกูลก็ยังกุมอำนาจที่แท้จริงในมือ ตั๋วเงินของโรงรับเงินในภาคกลางส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้แพร่หลาย เงินทองของจริงมีประโยชน์กว่า

หลายวันให้หลัง

เรือใบสีดำสนิทจอดอยู่ข้างแม่น้ำ

ลู่เซิ่งไปส่งหลี่ซุ่นซีกับไป๋ชิวหลิงถึงท่าเรือ เขายืนอยู่ด้านหน้าเรือใบ นับว่าเป็นการส่งครั้งสุดท้าย

“พี่ลู่ บุญคุณใหญ่ไม่กล่าวขอบคุณ วันหน้าจะต้องทดแทน!” หลี่ซุ่นซีประสานมือให้ลู่เซิ่งด้วยสีหน้าจริงจัง

“พี่หลี่พูดอะไร! พวกเราพี่น้องกัน พูดเรื่องพวกนี้ก็เห็นเป็นคนอื่นไกลเกินไป!” ลู่เซิ่งทำท่าหนักแน่นมีคุณธรรม ความจริงตอนอยู่ที่เมืองอินทรีคู่เขาคิดจะไปแล้ว คาดไม่ถึงจะช่วยหลี่ซุ่นซีไว้อย่างเหนือความคาดหมาย

กล่าวตามสัตย์ ถ้าเขารู้แต่แรกแล้วว่าหลี่ซุ่นซีอยู่ที่นั่น และทราบเรื่องยุ่งยากอย่างหยกปีศาจ ก็ไม่แน่ว่าจะหันหลังกลับไปช่วย

แน่นอนว่าคำพูดนี้ไม่อาจกล่าวออกจากปาก ในเมื่อถึงขั้นนี้แล้ว ผิดพลาดก็ผิดพลาดไป

“ท่านอาลู่…บุญคุณช่วยชีวิต ชิวหลิงไม่กล้าลืม!” ตอนนี้ไป๋ชิวหลิงทรุดโทรมลงมาก สองตามืดหม่นไร้ประกาย แต่อย่างน้อยก็มีความหวังมากกว่าก่อนหน้า ความหวังในการแก้แค้น

“ชิวหลิง ข้าเชื่อว่าเจ้าจะประสบความสำเร็จ” ลู่เซิ่งพยักหน้าตบไหล่นาง

“จริงด้วย ของสิ่งนี้ข้าทำตลอดคืน หวังว่าจะมีประโยชน์กับพี่ลู่” ทันใดนั้นหลี่ซุ่นซีหยิบผ้าน้ำมันสีเหลืองอ่อนใบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ม้วนเป็นม้วนกลม ยื่นส่งให้ลู่เซิ่ง

“กลับไปก่อนค่อยเปิดดู!” เขาเอ่ยอย่างขึงขัง

เพื่อทำของสิ่งนี้ เขาเสียเลือดจากการสละชีวิตของหลิ่วฉินในหยกลี้ลับอย่างน้อยเกือบครึ่ง ตนเองก็ใช้เลือดไปไม่น้อย ปราณกำเนิดเสียหาย อายุขัยลดลง แต่สุดท้ายนับว่าตอบแทนลู่เซิ่งได้เล็กน้อยแล้ว

ลู่เซิ่งรับมาอย่างสงสัย ได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้เปิดออกดูต่อหน้า พยักหน้าให้หลี่ซุ่นซี แล้วเก็บเอาไว้

“เขาเขียวไม่เปลี่ยนแปลง ลำธารไหลยืดยาว พี่ลู่ วันหน้าค่อยเจอกัน!” หลี่ซุ่นซีประสานมือให้ลู่เซิ่งเป็นครั้งสุดท้าย

“วันหน้าเจอกัน!” ลู่เซิ่งประสานมือเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังเช่นกัน

ทั้งสองคนขึ้นเรือ เรือปลดใบ ใบเรือพองตามลม ลมแรงนำเรือแล่นไปยังที่ไกลอย่างช้าๆ

ลู่เซิ่งยืนอยู่ที่ท่าเรือ มองตามจนเรือไปไกล ทราบว่าพ้นสายตาแล้ว ก็ค่อยๆ หมุนตัวมา

ด้านหลังของเขาคือสวีชุยกับนิ่งซาน ยังมียอดฝีมือจากโถงอินทรีเหินกลุ่มหนึ่ง รอรับคำสั่งจากเขา

“ประมุขพรรค เบื้องล่างส่งจดหมายมาแจ้งเป็นการด่วน” สวีชุยเข้ามามอบจดหมายฉบับหนึ่งให้

ลู่เซิ่งฉีกเทียนผนึก เปิดจดหมายออกอ่าน

“ท้าประลองหรือ”

เนื้อหาในจดหมายเกี่ยวกับตระกูลซั่งหยาง ซั่งหยางเซ่อน้องชายของซั่งหยางจิ่วหลี่จะท้าประลองเป็นตายกับคนในแดนเหนือ

ตอนนี้จิ่วหลี่ปิดด่านไม่ออกมา เรื่องการประลองของซั่งหยางเซ่อจึงตกอยู่ที่ตัวลู่เซิ่ง

‘แต่ประมุขพรรคระดับตรีลักษณ์อย่างเรา ต่อให้คนจะนึกว่ามีสายเลือดตระกูลขุนนางอยู่เล็กน้อย ก็ตกต่ำมานานแล้ว สองปีก่อนซั่งหยางเซ่ออยู่ในระดับจตุลักษณ์ ตอนนี้น่าจะมีพลังเบญจลักษณ์แล้ว ระดับแบบนี้ สถานะของเราเข้าไปยุ่งไม่ได้ เรื่องนี้ส่งจดหมายไปให้ตระกูลซั่งหยางก็พอ’ ลู่เซิ่งตัดสินใจ

“ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ถ้าได้ยินว่าป่าเขาใกล้เมืองกึ่งบรรณมีการเคลื่อนไหว ให้ปิดล้อมห้ามคนธรรมดาเข้าไป รอหลังเทศกาลอัคคีคู่ค่อยยกเลิก” ลู่เซิ่งสั่งเสียงทุ้มต่ำ

“ขอรับ!”

สวีชุยรับคำสั่งไปถ่ายทอด

ลู่เซิ่งให้นิ่งซานจัดการเส้นทางขากลับ

ลู่เซิ่งขึ้นรถม้า ขณะรอขบวนออกเดินทาง รถม้าจอดนิ่ง จึงค่อยหยิบม้วนผ้าที่หลี่ซุ่นซีมอบให้มาวางไว้บนโต๊ะ

‘สิ่งที่ทำให้เขาจริงจังแบบนี้ได้ จะต้องไม่ธรรมดาแน่’ ลู่เซิ่งค่อยๆ จับมุมหนึ่งของม้วนผ้า แล้วคลี่ออก

ม้วนกางออกอย่างเชื่องช้า ดวงตาของลู่เซิ่งค่อยๆ เบิกกว้างขึ้น หายใจแรงเล็กน้อย

‘นี่…คือ…?’

เห็นตัวอักษรแถวหนึ่งที่เขียนไว้อย่างชัดเจนบนม้วนผ้า

‘ดอกสารพัดนึกแปดทบ รับประทานเกสร สามารถหล่อเลี้ยงห้าอวัยวะภายใน ปรับสภาพหยางโชติช่วง เสริมความบริสุทธิ์กับความหนาแน่นของปราณภายในอย่างใหญ่หลวง’

‘เถากรงเล็บมังกรพันปี ต้มแล้วรับประทานน้ำแกง มีสรรพคุณยืดอายุขัย หล่อเลี้ยงเอ็นกระดูก’

‘ราชาโสมหยกขาว รับประทานดิบพร้อมตำรับยาธาตุไฟ สามารถเสริมพลังชีวิต ยืดอายุขัย ไปถึงเส้นลมปราณ’


สถานที่อยู่อันชัดเจนของวัตถุดิบล้ำค่าถูกทำสัญลักษณ์อย่างง่ายๆ ไว้บนม้วนผ้า ม้วนผ้าเป็นแผนที่ของแดนเหนือ ด้านข้างใช้ตัวอักษรเล็กๆ เท่าเหลือบริ้นเขียนหน้าตาลักษณะพิเศษและที่อยู่อย่างเป็นรูปธรรมของวัตถุดิบยาของล้ำค่าแต่ละชนิดเอาไว้อย่างละเอียด

ลู่เซิ่งกะดู มีวัตถุดิบล้ำค่าสิบกว่าชนิด

‘ถ้าของเหล่านี้เป็นของจริง อย่างนั้นก็ยอดเยี่ยมแล้ว’

เพราะพรรควาฬแดงมีกิจการวัตถุดิบยาของตัวเอง เขาจึงมักไปห้องโอสถอยู่เสมอ เลยรู้จักวัตถุดิบยาบางส่วนในระดับหนึ่ง

วัตถุดิบยาเหล่านี้มีราคาแพง ไม่มีของในตลาด เป็นของที่หาซื้อไม่ได้ มีส่วนช่วยต่อการฝึกฝนปราณภายในของเขาอย่างมหาศาล

นี่เป็นของขวัญชิ้นใหญ่ ตำแหน่งยาสองสามตำแหน่งถึงกับเป็นโอสถล้ำค่าระดับสูงระดับผลสีชาด

ถ้าเอามารับประทาน อาจมีส่วนช่วยเหลืออย่างใหญ่หลวงต่อปราณภายใน!

ลู่เซิ่งพอกลับมาถึงพรรค ก็สั่งให้คนตรวจสอบสถานที่ที่บันทึกไว้บนม้วนผ้าทันที ยืนยันตำแหน่งคร่าวๆ ก่อนค่อยว่ากัน


แดนจงหยวน จวนอู๋โยวอ๋อง

กลางดึก เสียงขลุ่ยดังมาจากในจวนอ๋องที่มีกำแพงสูงสีแดง มีเสียงหัวเราะร่วนของบุรุษและสตรีอยู่ภายใน

ไฟตะเกียงส่องสว่างโถงหลักในจวน

บุรุษองอาจหน้าตาน่าเกรงขาม เครื่องหน้าไร้ตำหนิ นั่งบนตำแหน่งหลัก ชื่นชมสาวงามที่เต้นระบำอยู่ด้านล่างพร้อมกับแขกเหรื่อที่อยู่ด้านข้าง

ขุนนางใหญ่ท่าทางงุ่นง่านหลายคนแอบเอาล้วงมือเข้าในกระโปรงสตรีที่อยู่ข้างตัว แต่กลับคุยกับคนอื่นๆ โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง

อู๋โยวอ๋องอายุเจ็ดสิบปี แต่ใบหน้ายังดูหนุ่มแน่นเหมือนกับคนวัยกลางคน ชุมนุมไร้กังวลที่เขากำลังจัดในตอนนี้ เป็นหนึ่งในวิธีการที่เขาใช้ดึงขุนนางคนสำคัญคนอื่นมาเป็นพวก

ชุมนุมไร้กังวล ย่อมไม่มีความทุกข์ มีแต่ความสุข

สตรีที่เหล่าขุนนางคนสำคัญเหล่านี้กำลังหาความสุข นอกจากนางรำ ส่วนใหญ่เป็นสตรีธรรมดาที่เขาแอบนำมาจากทุกที่ทั่วประเทศ ในนี้มีคุณหนูตระกูลใหญ่ มีหยกงามตระกูลลเล็ก มีฮูหยินสูงศักดิ์ มีสาวงามจากชนบท

นอกจากนี้ยังมีพี่น้อง บุตรี หลานสาว ลูกพี่ลูกน้องของตัวขุนนางใหญ่บางคน ขุนนางใหญ่จำนวนไม่น้อยเป็นตัวกลางติดต่อในที่ของเขา ค่อยๆ ประกอบกันเป็นเครือข่ายผลประโยชน์อันมั่นคง

อู๋โยวอ๋องมองภาพตรงหน้าอย่างพึงพอใจ ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวอย่างอารมณ์ดี

เขาเลื่อนสายตาไปอยู่ที่ตัวขุนนางใหญ่วัยกลางคนอายุห้าสิบกว่าปีซึ่งอยู่อีกมุมหนึ่ง คนผู้นี้เป็นเป้าหมายใหม่ของเขา

แต่คนผู้นี้มีรสนิยมแปลกประหลาด อย่างอื่นไม่ชอบ ชอบเล่นกับเพศตรงข้ามในครอบครัวตัวเอง น้องสาวของเขาเล่นไปแล้ว จากนั้นบุตรี ลูกพี่ลูกน้อง หลานสาวก็ไม่ละเว้น คนที่มีหน้าตางดงามในตระกูลล้วนถูกเขาเล่นจนหมดแล้ว

เบื้องหลังตระกูลคนผู้นี้อาศัยเขาเป็นที่พึ่ง หลายๆ ครั้งจวนอ๋องเป็นตัวกลางให้ เปลือกนอกที่เคร่งขรึมน่าเกรงขามในตอนแรกของเขาก็หายไปโดยสิ้นเชิง เปลี่ยนครอบครัวให้กลายเป็นที่หาความสำราญของตนเอง

เป็นเพราะคนผู้นี้มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ จวนอู๋โยวยังมอบโอสถบำรุงร่างกายจำนวนมากให้เป็นการเฉพาะ เพื่อคงกำลังวังชาของเขาไว้

แน่นอนว่า สิ่งที่ได้มาย่อมมีเยอะกว่า ศัตรูทางการเมืองจำนวนไม่น้อยถูกคนผู้นี้จัดการไปทีละคนๆ

ขณะอารมณ์กำลังปลอดโปร่ง หญิงสาวสวมกระโปรงสีชมพูคนหนึ่งก็เข้ามาหาอู๋โยวอ๋องจากด้านข้างอย่างเงียบๆ แล้วกระซิบกระซาบข้างหูสองสามคำ

ใบหน้ายิ้มแย้มในตอนแรกของอู๋โยวอ๋องพลันเปลี่ยนแปลง จากนั้นก็กลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

“ทุกท่าน อ๋องน้อยมีธุระขอออกไปก่อนสักพัก ทุกท่านไม่ต้องเกรงใจ หาความเพลิดเพลินได้อย่างเต็มที่” เขาลุกขึ้นกล่าวเสียงกังวาน

“ท่านอ๋องมีธุระก็ไปเถอะ ไม่ต้องสนใจพวกเรา”

“มิผิดๆ ขอบคุณที่ท่านเชิญเรามา ท่านอ๋องอย่าได้เสียการใหญ่เพราะพวกเรา”

“ขอแค่ภายหลังส่งยาดีๆ มาก็พอ”

ทุกคนหัวเราะ

ท่ามกลางเสียงหัวเราะ อู๋โยวอ๋องยิ้มแย้มพร้อมเยื้องกรายออกจากโถงหลัก

ออกจากโถงใหญ่มาถึงระเบียงเสากลมด้านข้าง บนระเบียงมืดมิดแขวนโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่หลายใบ แสงสีแดงส่องลงมา ขับใบหน้าเขาจนดุร้ายอยู่บ้าง

บนระเบียงมีเงาคนสองสายรออยู่ แยกเป็นหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี

บุรุษแต่งกายอย่างเศรษฐี ประดับประดาเพชรพลอย เงินทองหยกศิลา อายุราวหกเจ็ดสิบ ผมเผ้าหนวดเคราขาว

สตรีร่างอ้อนแอ้น ทรวงอกกระเพื่อม เอวกิ่วขายาว ใบหน้าชวนลุ่มหลง สวมกระโปรงสีแดงแนบเนื้อ เผยเนินอกขาวผ่องมากกว่าครึ่ง นอกจากจุดสองจุดก็แทบเห็นเค้าโครงทั้งหมด ขาหยกมากกว่าครึ่งโผล่วับแวมในส่วนตัดของชายกระโปรง

“เจาหรง หลิงม่อ เล่ามาว่าเกิดอะไรขึ้น?!” อู๋โยวอ๋องมองทั้งสองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

เจาหรงสตรีกระโปรงแดงสีหน้าเคร่งขรึม ก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว เอ่ยว่า “เรียนนายท่าน ผีดิบขาวอยู่ที่แดนเหนือไม่ส่งข่าวกลับมานานแล้ว ยังมีทางหยกปีศาจ เกิดความผิดพลาด เกศาปีศาจเองก็…”

“อย่าบอกนะว่า กระดิ่งวิญญาณของผู้ประกอบพิธีสองคนหายไปแล้ว…” อู๋โยวอ๋องกล่าวเสียงเย็นชา

เจาหรงก้มหน้าเงียบๆ

เย่หลิงม่อที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเสียงทุ้ม “ท่านอ๋อง เรื่องด่วนในตอนนี้คือการหาให้เจอว่าใครต่อต้านจวนอู๋โยวของเรา ผู้ประกอบพิธีสองคนสาบสูญ ถึงขั้นเป็นไปได้ว่าจะเสียชีวิต การสูญเสียเช่นนี้สิบปีที่ผ่านมามีน้อยเต็มที ไม่มีผู้ประกอบพิธี พวกเรารับสมัครใหม่ได้ แต่ถ้าพิธีกฎเกณฑ์ล่าช้า จะเป็นปัญหาร้ายแรงแล้ว”

“ถูกต้อง ตอนนี้เป็นเวลาสำคัญ…” เจาหรงเอ่ยอย่างเห็นด้วย

……………………………………….
บทที่ 152
“ไม่มีผู้ประกอบพิธี หรือว่าพวกเจ้าจะทำพิธีกฎเกณฑ์เอง” อู๋โยวอ๋องกล่าวอย่างเย็นชา

“แดนเหนือวุ่นวายเพราะภัยพิบัติมังกรสีชาด จะหาขุมกำลังเพื่อร่วมมือก็ค่อนข้างลำบาก ทางเมืองอินทรีคู่เดิมต้องการรวบรวมสิบหอกผลึกหยกปีศาจ คิดไม่ถึงขาดอีกก้าวจะสำเร็จ ส่งผลกระทบใหญ่หลวง สมควรตรวจสอบสุดกำลัง” เย่หลิงม่อเอ่ยเสียงทุ้ม

“เจ้าจะลงมือเองหรือ” อู๋โยวอ๋องงงงัน เข้าใจความหมายของเขา

“ข้ากับเจาหรงไปก็พอแล้ว” เย่หลิงม่อตอบ

ไม่มีคนรู้ว่าในจวนอู๋โยวมีผู้เข้มแข็งระดับอสรพิษสองคน คนหนึ่งคืออู๋โยวอ๋อง อีกคนคือเขา

เย่หลิงม่อเดิมเป็นประมุขจวนม้วนมนุษย์ หลังจากจวนม้วนมนุษย์พินาศลง ก็ถูกดึงตัวเข้ามาจวนอู๋โยว เป็นรองประมุขจวนร่วมกับเจาหรง คอยช่วยเหลืออู๋โยวอ๋อง

ตอนนี้เกิดเรื่องใหญ่ อายุขัยของอู๋โยวอ๋องใกล้สิ้นสุด ใต้บังคับบัญชามีผู้ประกอบพิธีทั้งหมดห้าคน อีกสามคนมีภารกิจสำคัญติดตัว ไม่อาจเรียกตัวมา เขาเองก็ทำไม่ได้ จึงต้องออกโรงด้วยตัวเอง

อู๋โยวอ๋องจะตายไม่ได้ เกิดเขาตาย สตรีในราชวงศ์นางนั้นจะต้องบุกมากัดกระชากเลือดเนื้อของจวนอู๋โยวดุจผีร้ายแน่

เย่หลิงม่อไม่มั่นใจว่าจะสกัดนางไว้ได้ มีแค่สถานะของอู๋โยวอ๋องทำให้นางกริ่งเกรงได้บ้าง

อู๋โยวอ๋องจดจ้องเย่หลิงม่อพักหนึ่ง ในที่สุดก็ค่อยๆ พยักหน้า

“ทางจัตุรัสแดง ผู้คุมจัตุรัสมีข่าวแล้ว ได้รับบาดเจ็บสาหัส อีกไม่นานจะกลับแดนเหนือ เจ้าไปที่จัตุรัสแดง ร่วมมือกับพวกนางตรวจสอบเรื่องพิธีกฎเกณฑ์ในแดนเหนืออย่างละเอียดได้ ส่วนที่เมืองอินทรีคู่ รองผู้คุมจัตุรัสก็อยู่ด้วยเหมือนกัน ลองสอบถามดู”

“ทราบแล้ว!”

เย่หลิงม่อพยักหน้าขานรับ “ข้าจะเดินทางทันที”

“ผีดิบขาวใกล้จะเลื่อนถึงระดับสัตตะลักษณ์แล้ว เป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีความหวังบรรลุระดับของพวกเรามากที่สุดในจวน คิดไม่ถึงจะหายไปที่แดนเหนือเช่นนี้ ไม่ว่าเป็นหรือตาย ต้องหาคำตอบให้เจอ!” อู๋โยวอ๋องเอ่ยเสียงเย็น

“ถ้าเป็นซั่งหยางจิ่วหลี่ลงมือเล่า”

อู๋โยวอ๋องชะงักเล็กน้อย จากนั้นมีสีหน้าน่ากลัวขึ้น

“ต่อให้เป็นตระกูลซั่งหยาง ก็ไม่ต้องกลัว อายุขัยข้าใกล้สิ้นสุดแล้ว ยังมีสิ่งใดละทิ้งไม่ได้อีก!”

เย่หลิงม่อดวงตาสาดประกายเย็นเยียบ ตอนนั้นเขาถูกตระกูลเจินขับไล่จากแดนเหนือเหมือนกับสุนัขไร้บ้าน ตอนนี้ถึงเวลากลับไปแล้ว…

ทั้งสองคนไม่พูดถึงพันธมิตรบู๊ด้วยซ้ำ สำหรับพวกเขาแล้ว พันธมิตรบู๊มีแค่ฉินอู๋เมี่ยนซึ่งเป็นผู้นำที่พอดูได้ คนอื่นๆ เป็นไก่ดินสุนัขกระเบื้อง ไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง

สำหรับทั้งสองที่พลังทำลายล้างอยู่ในระดับอสรพิษ พลังระดับพันธนาการต่อให้เป็นระดับสัตตะลักษณ์ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ก็ไม่อาจฉีกอิสรพิษดำคุ้มกันของพวกเขาออกได้

ลักษณะพิเศษที่เห็นชัดที่สุดของระดับอสรพิษคือเยื่อดำจะรวมตัวกันกลายเป็นอสรพิษดำคุ้มกัน อสรพิษดำนี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ถูกเรียกรวมๆ ว่าอสรพิษดำอมตะ มีความสามารคืนชีพอย่างต่อเนื่อง

ตระกูลขุนนางที่แตกต่าง อาวุธเทพศัสตรามารที่แตกต่าง ความสามารถที่นำมาย่อมแตกต่าง แต่ว่าผู้เข้มแข็งที่ก้าวย่างสู่ระดับอสรพิษทั้งหมดจะสร้างอสรพิษดำอมตะเช่นนี้ได้หลายตัว

ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดกับร่างกายจะส่งถ่ายไปที่อสรพิษดำอมตะ ขอแค่อสรพิษดำอมตะยังอยู่ กายแท้ก็เป็นอมตะตลอดกาล

หมายความว่า หลังจากถึงระดับนี้ ระดับอสรพิษจะไม่มีนิยามของจุดอ่อนอีกต่อไป แต่กลายเป็นระดับที่เทียบศักยภาพและการสั่งสมพลังแทน

บวกกับเมื่ออสรพิษดำอมตะรวมตัว พลังของระดับพันธนาการไม่ว่าอย่างไรก็โจมตีไม่เข้า

นี่แตกต่างจากคุณสมบัติของพลังพันธนาการโดยสิ้นเชิง ยกระดับกลายเป็นพลังอีกแบบหนึ่ง นี่เป็นที่พึ่งซึ่งเย่หลิงม่อใช้มองข้ามซั่งหยางจิ่วหลี่ในระดับสัตตะลักษณ์

เป็นเพราะพวกเขามีความแตกต่างกับระดับพันธนาการมากเกินไป


แดนเหนือ จัตุรัสแดง

สตรีกางร่มพุ่งเข้าลานใหญ่อย่างทุลักทุเล

สภาพร่างกายนางบาดเจ็บสาหัส ร่มแดงในมือก็เต็มไปด้วยรูโหว่ ก่อนที่หยกปีศาจจะระเบิด เพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้ถูกลู่เซิ่งพบ นางรอจนพลพรรควาฬแดงไปหมด ค่อยออกจากเมืองอินทรีคู่เป็นคนสุดท้าย ดังนั้นจึงโดนลูกหลง รับบาดเจ็บร้ายแรง

แต่ยังดีที่รอดมาได้

สตรีกางร่มนึกถึงฉากที่ผู้ประกอบพิธีเกศาปีศาจถูกจิกผมโดยไร้พลังต่อต้าน ร่างกายพลันสั่นเทา

เทียบกับพลังที่นางเคยต่อสู้ด้วย ลู่เซิ่งเหมือนกับไม่ใช่คนเดียวกับก่อนหน้า เขาแข็งแกร่งแบบนั้นอยู่แล้ว หรือว่าเลื่อนระดับในช่วงเวลานี้

สตรีกางร่มไม่ทราบ สิ่งเดียวที่นางคิดทำคือ รีบมาบอกข่าวนี้กับจวนอู๋โยวและผู้คุมจัตุรัส

นางเดินโซเซมาถึงปากบ่อ มองสภาพเละเทะในปัจจุบันของตัวเอง อดส่งเสียงสะอื้นขึ้นไม่ได้

ผู้คุมจัตุรัสไม่อยู่ บริวารส่วนใหญ่ถูกฆ่าในเมืองอินทรีคู่ จัตุรัสแดงในตอนนี้แทบเหลือแค่ชื่อ นอกจากผีป่าวิญญาณเลวส่วนหนึ่งที่ควบคุมไว้ ก็ไม่มีกองกำลังใดอีก

ผีป่าวิญญาณเลวเหล่านี้ก็ไม่มีสติปัญญา เพียงรู้จักแต่ล่าหาอาหารตามสัญชาตญาณ

สตรีกางร่มยิ่งคิดยิ่งปวดใจ อยู่ในจัตุรัสตัวคนเดียว รอบๆ เป็นสิ่งที่สติไม่สมประกอบหรือไม่ก็ไม่มีสติปัญญาอยู่แล้ว

นึกถึงภาพตอนที่ผู้คุมจัตุรัสยังอยู่ นางสะอึ้นไห้อย่างเจ็บปวดกว่าเดิม

หลังร่ำไห้อยู่พักหนึ่ง นางจึงค่อยๆ หยุดลง

‘ที่เมืองอินทรีคู่เสียหาย…หนักเกินไป จวนอู๋โยวจะต้อง…ส่งคนมา… ตรวจสอบ ลู่เซิ่งนั่น…ทำให้แผนการของพวกเราล้มเหลว…ต้อง… สังหารเขา!’

สตรีกางร่มมีความสงสัยมากมาย แต่ก็ทราบดีว่าก่อนที่ยอดฝีมือของจวนอู๋โยวซึ่งแข็งแกร่งกว่าจะมา จัตุรัสแดงในตอนนี้ สำหรับตระกูลซั่งหยางและตัวประหลาดในพรรควาฬแดง เป็นที่ที่ไร้การป้องกัน เกิดเรื่องที่นางทราบเบื้องหลังของลู่เซิ่งหลุดออกไป อาจไม่ต้องรอให้จวนอู๋โยวมาถึง นางก็ถูกกำจัดไปแล้ว

‘ตัวประหลาดนั่น…ซ่อนความสามารถไว้ล้ำลึกนัก… ต้องมีแผนการแน่!’ สตรีกางร่มคู้ตัวอยู่ข้างบ่อ มองดูบ่อโบราณอย่างสับสน

ตอนนี้นางได้แต่รอ รอยอดฝีมือจากจวนอู๋โยวมาถึง


เมืองเลียบคีรี คฤหาสน์ลู่

ลู่เซิ่งนั่งบนตำแหน่งประธาน ด้านข้างเป็นลู่เฉวียนอันกับญาติมิตรในครอบครัว

งานเลี้ยงนี้จัดขึ้นเพราะลู่อันผิง ลุงใหญ่ย้ายจากเมืองเก้าประสานมาเมืองเลียบคีรีสำเร็จ ลุงใหญ่นั่งบนตำแหน่งประธานเคียงกัน ยิ้มกว้างขณะคารวะตอบ จากจอกสุราที่ส่งมาจากรอบๆ ตลอดเวลา

ลู่เซิ่งนั่งถัดจากบิดาลู่เฉวียนอัน กับลุงใหญ่ลู่อันผิงบนโต๊ะหลัก

จนถึงตอนนี้ สถานะและตำแหน่งของเขาค่อยๆ เล่าลือไปทั่วบ้าน ลู่เฉวียนอันแม้ไม่รู้จักระดับสูงของพรรควาฬแดง แต่ก็ต้านทานการประจบของคนในสังกัดลู่เซิ่งไม่ไหว

ไปๆ มาๆ เขาก็ค่อยๆ ทราบว่าบุตรของตัวเองตอนนี้มีสถานะเป็นเช่นไร

บุคคลระดับสูงของพรรควาฬแดง

ไฟตะเกียงส่องสว่างห้องโถง หญิงรับใช้ ข้ารับใช้ส่งอาหารมาหลายจานดั่งสายน้ำ

บนโต๊ะหลัก นอกจากตำแหน่งของลู่เฉวียนอันกับลู่อันผิง ก็เป็นเจ้าหน้าที่ขุนนางน้อยใหญ่ของเมืองเลียบคีรี ทั้งหมดเป็นขุนนางระดับสูงที่คอยดูแลร้านค้าของตระกูลลู่ ได้รับเชิญมาร่วมงานเลี้ยงสุราโดยเฉพาะ

เพียงแต่ว่าเจ้าหน้าที่ขุนนางเหล่านี้มองมายังลู่เซิ่งตลอดเวลา

แสดงความกระวนกระวาย และตกตะลึงพรึงเพริด

ถ้าไม่ใช่ลู่อันผิงคารวะสุราพวกเขา บรรยากาศบนโต๊ะเกรงว่าจะประดักประเดิดมาก

ลู่เซิ่งประคองจอกสุรา ดื่มน้ำชาช้าๆ ถือจอกสุราเติมน้ำชา เป็นเรื่องที่เขาทำได้

หลังอาการบาดเจ็บหายดี เขาก็ไม่ได้ยกระดับต่อทันที เพียงสงบใจ ทุกๆ วันโคจรและเสริมความมั่นคงหยิน หยางในร่าง

ก่อนหน้านี้ระเบิดปราณเหลวไปหยดหนึ่งในเมืองอินทรีคู่ เอ็นกระดูกเสียหายไปเล็กน้อย ต้องพักฟื้น

พอดีที่ครอบครัวส่งข่าวมาว่า จะจัดงานเลี้ยงย้ายบ้าน เพื่อฉลองให้ลุงใหญ่ที่ย้ายมารับตำแหน่ง

เขาไม่ได้เจอลู่อันผิงมานาน จึงกลับมาร่วมงานฉลอง

เพียงแต่เขากลับมาอย่างกะทันหัน ทำให้บรรยากาศงานเลี้ยงพิกลอยู่บ้าง

“จริงสิ อิงอิงเล่า” ลู่เซิ่งพลันกวาดตามอง ไม่พบลู่อิงอิงที่ตั้งท้อง

พอพูดถึงลู่อิงอิง สีหน้าของลู่เฉวียนอันเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ไม่ได้ตอบ

ลุงใหญ่มองน้องชาย กล่าวด้วยรอยยิ้มฝาดเฝื่อน “อยู่ที่ลานหลัง”

ลู่เซิ่งมองดูก็รู้ว่ามีปัญหา ไม่ถามมากความ เขาอึดอัดกับบรรยากาศกระอักกระอ่วนพิลึกพิลั่นในตอนนี้พอดี จึงลุกขึ้น “ข้าจะไปดู”

อย่างไรก็เป็นหญิงสาวตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะทำเรื่องไม่ดีอันใด เด็กในท้องก็ไม่ได้ทำผิด

“พี่เซิ่ง อีอีอยู่กับนางที่ด้านหลัง” ลู่หงอิงบุตรของลุงใหญ่ส่งเสียงเบาๆ ที่โต๊ะด้านข้าง

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วถาม

“บัณฑิตคนนั้นแต่งภรรยาหลวง…” ลู่อันผิงเอ่ยเบาๆ

ลู่เซิ่งงุนงง

บัณฑิตผู้นั้นแต่งภรรยาหลวง หมายความว่า ลู่อิงอิงได้แต่เป็นอนุแล้ว

ไม่ว่าลู่อิงอิงคิดอะไร ยอมเป็นอนุหรือไม่ก็ตาม

น้องสาวของเขาลู่เซิ่งเป็นอนุให้คนอื่น ถ้าเล่าลือออกไป คนอื่นๆ จะมองตระกูลลู่ของเขาอย่างไร?! น้องสาวของประมุขพรรควาฬแดงที่น่าเกรงขามเช่นเขา ถูกคนทำให้ท้อง ยังต้องเป็นอนุคนอื่นอีกหรือ

“บัดซบ!”

เปรี้ยง!

เขาตบฝ่ามือใส่โต๊ะ โถงหลักสั่นสะเทือนดังครึ่กๆ โต๊ะเป็นรอยนิ้วห้านิ้วที่ชัดเจน

โถงหลักงานเลี้ยงที่เมื่อครู่คึกครื้น ถูกฝ่ามือนี้ของลุกเซิ่งหยุดยั้งลง ทุกคนเงียบกริบ

ลู่เซิ่งรูปร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อหนั่นแน่น ศีรษะมีผมสั้นๆ งอกออกมาแล้ว แต่ยังคงมีใบหน้าเหี้ยมเกรียม ดวงตาดุจใบมีด ไม่มีคนกล้าสบตาตรงๆ

ตอนนี้โมโห โถงหลักเงียบสงัด เจ้าหน้าที่ขุนนางหลายคนที่มาตกใจแทบตาย ขาสั่นกึกๆ นั่งหน้าซีดบนเก้าอี้ สั่นเทาทั้งตัว

ผู้เยาว์ในบ้าน สตรีตั้งแต่บ้านหลักไปถึงบ้านสองบ้านสาม ต่างตัวสั่นระริก ไม่กล้าระบายลมหายใจแรงๆ

ลู่เฉวียนอันสีหน้าดูไม่ดี แต่ก็ไม่พูด กลับเป็นลุงใหญ่ลู่อันผิงลุกขึ้นตบไหล่ลู่เซิ่ง

“เสี่ยวเซิ่ง เรื่องนี้ข้ากับบิดาเจ้าก็โมโหแทบตายเหมือนกัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ บ้านบัณฑิตคนนั้นมีอำนาจไม่น้อย…”

“ให้ข้าจัดการเอง” ลู่เซิ่งยิ้มดุดันอย่างเคยชิน “อีกเดี๋ยวข้าจะจัดการเอง อยากเห็นนักว่าบ้านไหนกล้าไม่ไว้หน้าข้า”

“เสี่ยวเซิ่ง นี่เป็นงานเลี้ยงของลุงใหญ่เจ้า…” มารดารองหลิวชุยอวี้ที่อยู่บนที่นั่งอีกด้านหนึ่งลุกขึ้นตำหนิ

ลู่เซิ่งค่อยรู้สึกตัว ขอโทษลุงใหญ่ ถูกต้องแล้ว เขามีบารมีมากเกินไป กลับกลายเป็นรื้อเวทีลุงใหญ่ ข่มเจ้าของงานไปแล้ว

“ไม่เป็นไรๆ เป็นครอบครัวเดียวกัน” ลุงใหญ่โบกมือพลางยิ้มหนักใจ “เสี่ยวเซิ่งถ้าเจ้ามีเวลา อีกเดี๋ยวยังมีงานเลี้ยงสุรา ไปอยู่กับลูกหลานในบ้านก็ได้ น้องชายน้องสาวเหล่านี้วันหน้าต้องให้เจ้าช่วยเหลือประคับประคอง”

“นี่ไม่มีปัญหา!” ลู่เซิ่งพยักหน้า “ข้าจะไปดูอิงอิงกับอีอีก่อน” เขาลุกจากที่นั่ง

“ข้าไปด้วย!” จางซิ่วซิ่วที่อยู่ข้างลู่เทียนหยางพลันลุกขึ้น รีบติดตามไป

นอกจากนี้ยังมีผู้เยาว์อีกหลายคนลุกขึ้น ติดตามลู่เซิ่งลุกออกจากที่นั่งไปพร้อมกัน

ลู่เซิ่งในปัจจุบันเป็นเสาหลักตระกูลลู่ ย่อมมีคนไม่น้อยคิดแอบอิง

คนแก่ๆ เข้าใกล้ลู่เฉวียนอัน ด้วยลำดับศักดิ์ของพวกเขา ไปเอาใจลู่เซิ่งย่อมไม่เหมาะสม แต่ว่าการสนิทสนมกับลู่เฉวียนอันย่อมไม่มีคนว่า เด็กย่อมเคารพผู้ใหญ่

……………………………………….
บทที่ 153
ในลานหลัง

ลู่ชิงชิงคลานสี่ขาพร้อมกับร้องโฮ่งโฮ่งเลียนแบบสุนัข กระโปรงสีน้ำเงินอ่อนถูกนางลากดึงจนยับยู่

ลู่อิงอิงนั่งอยู่หน้าประตูบ้านสีม่วงพร้อมท้องที่โต ขอบตาแดง คล้ายกับเพิ่งร้องไห้ แต่ก็ถูกหยอกล้อจนหัวเราะ

“หลังจากรู้ว่าบัณฑิตตระกูลหยางผู้นั้นแต่งภรรยาหลวงแล้ว อิงอิงก็น้ำตาอาบหน้าแบบนี้มาตลอด” ด้านนอกลานบ้านม่วง ลู่อีอีพาลู่เซิ่งมาดูภาพทั้งสองคนเล่นกันอยู่ด้านใน ถอนใจเล็กน้อย

“เป็นแบบนี้ต่อไปเกรงว่าอิงอิงจะเสียสติ นางเดิมทีก็ไร้เดียงสา อุตส่าห์เจอคนรู้จักคนหนึ่ง นึกว่าจะพึ่งพิงได้ชั่วชีวิต คิดไม่ถึง…” ลู่อีอีเดิมทีไปเรียนที่เมืองอื่น ครั้งนี้ลาพักกลับบ้าน กลับทราบสภาพของลู่อิงอิงโดยคาดไม่ถึง ปลุกปลอบตัวเองมาปลอบประโลม

ลู่เซิ่งมองท้องของลู่อิงอิงผ่านร่องแยก

“ตั้งท้องนานเท่าไหร่แล้ว”

“หกเดือนกว่าๆ แล้ว” ลู่อิงอิงตอบ

ลู่เซิ่งคำนวณเวลา เขาหมั้นกับเฉินอวิ๋นซี แม้นัดกันที่หนึ่งปี แต่ครึ่งปีก็ทำตามการนัดหมายแล้ว

รวมเวลาทั้งสองฝ่าย เป็นครึ่งปีพอดี

“ข้าจะจัดการเรื่องนี้” ลู่เซิ่งสีหน้าเคร่งขรึมบูดบึ้ง

“พี่เซิ่งคิดจะทำอย่างไร ไปหาคนผู้นั้นก็ไม่มีประโยชน์…” ลู่อีอีกล่าวอย่างจนใจ

“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่งแล้ว” ลู่เซิ่งเอ่ยราบเรียบ ก่อนหมุนตัวจากไป

ตระกูลหยางของบัณฑิตคนที่คบหากับอิงอิง ถูกบริวารพรรควาฬแดงตรวจสอบจนทะลุปรุโปร่ง รายละเอียดข้อมูลอย่างละเอียดยิบวางบนโต๊ะหนังสือของลู่เซิ่งในตอนบ่ายของวันนั้น

เขาอ่านดู ก็แค่ครอบครัวระดับกลางในเมือง สอบได้จวี่เหรินสามรุ่น เป็นเพราะรวบรวมที่นาผืนใหญ่โดยหลีกเลี่ยงภาษี จึงเป็นคหบดีในชนบท บวกกับหยั่งรากในเมืองเลียบคีรีมานาน ร่วมงานกับบัณฑิตมากมาย มีอำนาจไม่เลว ที่น่าสนใจเพียงคนเดียวก็คือตัวบัณฑิตคนนั้น

ทว่าก็เพียงเท่านี้

เนื่องจากครอบครัวแบบนี้ไม่ได้พึ่งพิงระดับสูงมากนัก ดังนั้นจึงไม่ทราบข่าวสารที่ไวต่อความรู้สึกส่วนหนึ่ง เป็นเพราะหลุดจากชนชั้นต่ำ จึงดูถูกครอบครัวระดับต่ำ และไม่เข้าใกล้แวดวงระดับสูง กลายเป็นเทียบกับด้านบนไม่พอ เทียบกับด้านล่างได้สบาย

ในห้องนอนของตนในคฤหาสน์ลู่ ลู่เซิ่งเขียนจดหมายสั้นๆ ฉบับหนึ่งให้อวี้เหลียนจื่อ ให้นกพิราบส่งไป

จะจัดการอย่างไร ด้วยตำแหน่งสถานะในปัจจุบันของเขา ย่อมไม่ต้องลงมือเอง

ไม่ทันไร ถึงเวลาพลบค่ำ ลู่เซิ่งก็รับคำเชิญจากพวกผู้เยาว์ในบ้านออกไปเที่ยวเล่น จดหมายตอบกลับจากพรรคก็มาถึงแล้ว

นายผู้เฒ่าตระกูลหยางโมโหแทบกระอักเลือด ยอมตายไม่ยอมสยบ กล่าวว่าในเมืองเลียบคีรีมีกฎหมายหรือไม่ จึงปล่อยให้เด็กน้อยเหิมเกริม

“ยอมตายไม่ยอมสยบหรือ” ลู่เซิ่งหัวเราะเย็นชา ขยำม้วนกระดาษในมือ “สมกับที่สอบได้จวี่เหรินสามรุ่น มีศักดิ์ศรีอยู่บ้าง แต่ว่าถ้าศักดิ์ศรีมีประโยชน์ โลกนี้จะต้องการวิทยายุทธ์ไปทำไม”

“นั่นอย่างไรก็เป็นบ้านสามีของคุณหนูอิงอิง… ดังนั้นพวกเราจึงไม่กล้าจัดการตามใจ ใต้เท้าอวี้เหลียนจื่อยังรอประมุขพรรคตอบกลับ” พลพรรคซึ่งเป็นองครักษ์ใกล้ชิดที่อยู่ด้านข้างกล่าวเบาๆ

“ตอบกลับอะไร ไม่ยอมสยบก็เล่นงานซะ! เล่นมันจนยอม! ศักดิ์ศรีที่ไร้ความหมายคือความโง่เขลา!” ลู่เซิ่งหัวเราะเย็นเยียบสองคำ “คำพูดของข้าลู่เซิ่งดูเหมือนใช้การในเมืองเลียบคีรีไม่ค่อยได้เท่าไหร่…”

“ประมุขพรรค ถ้าอย่างไรก็ยังไม่ยอมเล่า” องครักษ์ใกล้ชิดผู้นั้นถามอย่างระวัง “ข้าน้อยเคยได้ยินเรื่องตระกูลหยางมาก่อน เป็นคนดื้อรั้นที่ขึ้นชื่อมาก นึกว่าตัวเองซื่อสัตย์สุจริต ไม่ชอบสอพลอ…”

“ฆ่าไปสักสองสามคนเดี๋ยวก็ยอม” ลู่เซิ่งแค่นเสียง “ถ้าใช้ไม่ได้อีก ก็ฆ่าให้หมด ตระกูลเล็กๆ ในเมืองเลียบคีรีมีอยู่ถมไป ตระกูลหยางหายไปแค่ตระกูลเดียว”

องครักษ์ใกล้ชิดสะดุ้ง รีบรับค่ำสั่งไป


เปรี้ยง!

ประตูของลานใหญ่ตระกูลหยางถูกถีบเปิดออก ข้ารับใช้ที่คิดขวางทางเห็นเครื่องแบบของผู้มา ก็ขลาดกลัวไปครึ่งหนึ่ง ไม่กล้าเข้าไป

มังกรเขียวทะยานผู้มีร่างสูงใหญ่ เปลือยท่อนบน มัดลูกตุ้มเหล็กสองอันไว้เที่เอว เดินเข้าคฤหาสน์อย่างฮึกเหิม เรื่องนี้เขามีประสบการณ์ ดังนั้นอวี้เหลียนจื่อจึงส่งเขามา

“เจ้าๆๆ!” นายผู้เฒ่าตระกูลหยางอายุแปดสิบสองแล้ว

ในวิถีทางโลกเช่นนี้ อยู่รอดมาถึงขนาดนี้ได้ ถือว่าไม่ง่ายดายจริงๆ ตอนนี้นายผู้เฒ่ามองพลพรรคที่ทยอยเข้ามา โมโหจนพูดอะไรไม่ออก ร่างกายสั่นเทา

“พวกเจ้ากำลังทำอะไร!? จะกบฎหรือ?!” ไม่ทันไรบุรุษวัยกลางคนส่วนหนึ่งในคฤหาสน์ก็พุ่งออกมา ในนี้มีคนหลายคนสวมเครื่องแบบจวี่เหริน สีหน้าซื่อสัตย์หนักแน่น ตำหนิพลพรรคพรรควาฬแดงเสียงดัง

“ส่งหยางอวิ๋นตู้ออกมา อย่าโทษว่าข้าไม่เตือนพวกเจ้า เรื่องนี้ใครกระทำผู้นั้นต้องรับผิดชอบ” มังกรเขียวทะยานกล่าวอย่างเกียจคร้าน แคะไม้จิ้มฟันอย่างไม่อิหนังขังขอบ

“รายงานทางการ! รีบไปรายงานทางการ! ให้นายกองซิ่งมา อยากเห็นนักว่าผู้ใดกล้าบุกรุกที่อยู่อย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้!” บุรุษวัยกลางคนใบหน้าน่าเกรงขามพาเจ้าหน้าที่สาวเท้าออกมา ตำหนิเสียงแข็ง ไม่กลัวพลพรรควาฬแดงที่พกดาบพกกระบี่แม้แต่น้อย

“รายงานทางการหรือ” มังกรเขียวทะยานหัวเราะเหอะๆ “ในเมืองเลียบคีรีแห่งนี้ ทางการดูแลเรื่องพรรควาฬแดงของเราหรือ เจ้าออกไปสืบดูว่าคนที่หาเรื่องพรรควาฬแดงมีจุดจบเช่นไร”

เขาโบกมืออย่างหงุดหงิด

“เอาล่ะๆ รีบบอกมาว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร หยางอวิ๋นตู้ ตระกูลหยางของพวกเจ้าทำให้สตรีบุปผาเหลือง[1]บ้านใต้เท้าท้อง ตอนนี้ยังกล้าแต่งภรรยาหลวงหรือ?!”

“เจ้าขี้ข้า!” นายผู้เฒ่าหยางโมโหตัวสั่น ชี้มังกรเขียวทะยาน “ถ้าไม่ใช่นังแพศยาของพวกเจ้าล่อลวงอวิ๋นตู้บ้านข้า ไหนเลยจะมีเรื่องวันนี้! สตรีนางนั้นทำให้เขาเสียชื่อเสียง ยังกล้าบุกมาแว้งกัดอีกหรือ!?”

“หมายความว่าพวกเจ้าไม่คิดคุยดีๆ ใช่หรือไม่” มังกรเขียวทะยานสีหน้าเปลี่ยนแปลง เคร่งขรึมลงอย่างรวดเร็ว

“คุยดีๆ หรือ ให้คุยอะไร” บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นขวางนายผู้เฒ่าหยาง เดินออกมา สีหน้าเอาจริงเอาจังเช่นกัน เอ่ยเสียงกังวาน

“ให้หยางอวิ๋นตู้ไล่ภรรยาหลวงไป แล้วไปแต่งคุณหนูลู่อิงอิงอย่างผ่าเผย จากนั้นติดประกาศว่าพวกเจ้าตระกูลหยางทำผิด…” มังกรเขียวทะยานหัวเราะเหอะๆ

“เป็นไปไม่ได้! พวกเจ้าข่มเหงกันเกินไป!” บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นเดือดดาล

“ดูเหมือนพวกเจ้าคิดต่อต้าน มีความกล้า! ข้าชอบ!” มังกรเขียวทะยานถูมือ สีหน้าเปลี่ยนแปลง ตวาดขึ้น

“ทุบตีซะ! เอาให้หนัก ถ้าตายข้ารับผิดชอบเอง!”

เป็นแค่จวี่เหรินไม่กี่คนกล้างัดข้อกับลูกพี่ตน คงอยากตายจริงๆ

พลพรรคพุ่งเข้าไปดุจหมาป่า พยัคฆ์ร้าย พวกเขาสู้กับภูตผีปีศาจไม่ไหว แต่สู้กับคนทั่วไป ต่อให้เป็นพวกข้ารับใช้ที่สะบัดดาบ ควงหอก ก็ไม่เกินหนึ่งกระบวนท่า

ไม่ทันไรก็ทุบตีคนของตระกูลหยางจนล้มลงกับพื้น แล้วจับมัดทีละคน

คนที่ต่อต้านรุนแรงถูกทุบตีจนโชกเลือด หายใจร่อแร่ ส่วนคนที่รู้จักหน้าที่ไม่ได้บาดเจ็บมาก เพียงถูกมัดสองมือ คุกเข่ากับพื้น

“ถุย!” มังกรเขียวทะยานเดินมาถึงด้านหน้าผู้เฒ่าหยาง ถุยน้ำหลายใส่ด้านหน้าเขา

“ยังไม่ไปสืบดูว่าพรรควาฬแดงของข้าคือสิ่งใด ก็กล้าทำร้ายคุณหนูคฤหาสน์ลู่ คิดว่าตัวเองมีเก้าชีวิตหรือ”

“เจ้าๆๆ!” นายผู้เฒ่าตระกูลหยางชราแล้ว รับการกระตุ้นไม่ไหว ในที่สุดก็ตาเหลือก ล้มลงบนพื้น สิ้นสติสมประดี

“ท่านพ่อ!”

“ท่านตา!”

ลูกหลานตระกูลหยางส่วนหนึ่งกลับกตัญญู ตอนนี้ถูกมัดไว้ก็แสดงความห่วงใย คิดเข้าไปประคองนายผู้เฒ่า

มังกรเขียวทะยานไม่แยแส นำคนไปจับหยางอวิ๋นตู้ สองสามีภรรยาาที่ซ่อนอยู่ที่นี่มานานแล้ว จากด้านในชั้นใต้ดินตระกูลหยาง

พอเห็นหยางอวิ๋นตู้ มังกรเขียวทะยานก็ตะลึงงันเล็กน้อย

“สมกับที่ล่อลวงคุณหนูอิงอิงได้ ที่แท้หน้าตาไม่เลวจริงๆ ขนาดข้ายังหวั่นไหว”

หยางอวิ๋นตู้มีใบหน้าสวยงาม เพริศพริ้งนุ่มนวลดั่งสตรี ต่อให้เป็นตอนจับออกมา ก็ไม่ลนลาน เพียงแค่อับจนปัญญาและหดหู่อยู่บ้าง

“เป็นสหายของอิงอิงหรือ ข้าผิดต่ออิงอิงเอง” เขาประสานมือให้มังกรเขียวทะยาน ถอนใจ “น่าเสียดายคำสั่งบิดายากขัดขืน…”

พลพรรคที่จับเขาได้ ไม่ได้มัดเขาไว้ เพราะอีกฝ่ายมีฐานะพิเศษ อย่างไรก็เป็นเพียงบัณฑิตคนหนึ่ง จะหนีไปไหนได้

“คุณชายหยาง จะเอาอย่างไรท่านบอกมาเถอะ ข้าจะได้กลับไปรายงาน” มังกรเขียวทะยานเกรงอกเกรงใจกับเขา เกิดว่าเขายอมเล่า ภายหลังจะเป็นญาติบ้านประมุขพรรคแล้ว ไม่อาจล่วงเกิน

หยางอวิ๋นตู้เห็นคนในบ้านที่ถูกมัดไว้เต็มลาน ยังมีที่ถูกทุบตีจนหายใจรวยริน หากเวลาผ่านไปคงตายจริงๆ

นึกถึงเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะตัวเอง ก็น้ำตาไหล รู้สึกเศร้าใจ

“พอแล้วๆ อย่าได้เสแสร้งแกล้งดัด หยางอวิ๋นตู้ ก่อนหน้านี้ท่านมีนิสัยอย่างไร เสแสร้งเก่งกว่าผู้ใด อย่านึกว่าเรื่องเลวๆ ของท่านพวกเราจะตรวจสอบไม่ได้” มังกรเขียวทะยานกล่าวอย่างหงุดหงิดรำคาญ “ทำร้ายคนอื่นยังพอทำเนา พวกเราไม่สนใจ แต่ทำร้ายคุณหนูอิงอิงของพวกเรา เหอะๆ ท่านทำตามคำสั่งดีๆ เถอะ อย่าให้พวกเราลงไม้ลงมือ”

“พวกท่านพูดอะไร ข้าไม่เข้าใจ” หยางอวิ๋นตู้ดวงตาปรากฏความมุ่งร้าย

“เสแสร้งเป็นคุณชาย หลอกลวงเด็กสาวไปทั่ว เพื่อเอาเลือดสาวพรหมจารี เหอะๆ หยางอวิ๋นตู้ หมัดพิโรธเก้าลบเรือนของท่านฝึกถึงระดับไหนแล้วเล่า” มังกรเขียวทะยานกล่าวด้วยใบหน้าเยาะเย้ย

“ท่าน!?” พอเขากล่าวคำพูดนี้ สีหน้าหยางอวิ๋นตู้พลันเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นี่เป็นความลับใหญ่สุดที่เขาซ่อนไว้ในใจ คนตรงหน้านี้ทราบได้อย่างไร?!

เขาไม่สนใจสีหน้าเหลือเชื่อของคนในบ้าน ก้าวไปกดดันหนึ่งก้าว เอ่ยเสียงเฉียบขาด

“ท่านรู้ได้อย่างไร!?”

“ถึงได้บอกว่า ไม่ว่าก่อนหน้านี้ท่านเป็นโจรเด็ดบุปผาหรือไม่ เมื่อตกอยู่ในมือข้า มังกรเขียวทะยานแห่งพรรควาฬแดง ท่านจะงดงามอย่างไร ก็ต้องไปปลูกดอกไม้ที่คฤหาสน์ลู่อย่างเชื่อฟัง!”

“ฝันไปเถอะ” หยางอวิ๋นตู้เห็นว่าเรื่องราวถูกเปิดเผย ก็กระโจนร่างขึ้นจากพื้นด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง แล้ววิ่งปราดไปยังนอกกำแพงใหญ่

“อยู่!”

มังกรเขียวทะยานหัวเราะร่า กระโดดขึ้นเช่นกัน ไล่ตามอยู่ด้านหลังเขาด้วยความเร็วที่มากกว่าขั้นหนึ่ง แล้วกระแทกฝ่ามือใส่

แทบเป็นในเวลาเดียวกัน ด้านนอกกำแพงมีเงาคนสายหนึ่งพุ่งขึ้นมา เป็นชายชราร่างเตี้ยผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลน

สองคนหนึ่งหน้าหนึ่งหลังตบฝ่ามือใส่ตำแหน่งหน้าหลังของหยางอวิ๋นตู้พร้อมกัน

เปรี้ยง!

หยางอวิ๋นตู้พลิกตัว สองฝ่ามือหนึ่งหน้าหนึ่งหลังตั้งรับการขนาบโจมตีของคนทั้งสองได้พอดี จากนั้นก็พลิกตัวเหมือนว่าว จะลอยตัวหนีไปด้านนอก

ฟึ่บ!

ในตอนนั้นเอง ตาข่ายขนาดใหญ่หลายปากลอยขึ้นฟ้า ด้านนอกมีมือเกาทัณฑ์หลายสิบคนเล็งเขาอยู่ ลูกศรหน้าไม้ปกคลุมเขาไว้อย่างมืดฟ้ามัวดิน

ครั้งนี้หยางอวิ๋นตู้ไม่กล้าขยับแล้ว

เขาเพิ่งเข้าสู่ระดับสำนึกปลอดโปร่ง ไม่อยากใช้พลังฝึกปรือที่แอบฝึกฝนมาหลายปีจนหมดในครั้งเดียว

“เกือบไปแล้ว ยังดีที่ข้าเตรียมการรอบคอบ!” มังกรเขียวทะยาน หลังจากทิ้งตัวลงพื้นก็สบถด่า รุดมา “เด็กน้อยนี่เกือบหนีไปได้แล้ว”

หยางอวิ๋นตู้ตกลงพื้น สีหน้าท้อแท้ ถูกจับไว้ในตาข่ายยักษ์ ขยับเขยื้อนไม่ได้ หมดเรี่ยวหมดแรง

มังกรเขียวทะยานเดินเข้าไป อดถีบใส่ทีหนึ่งไม่ได้ “ตาข่ายนี้ทำจากเชือกชุบน้ำมันพันเส้น แม้แต่ปลาฉลามก็จับได้ ยังกลัวเจ้าดิ้นหลุดหรือ พาไป!”

คนที่อยู่รอบๆ ไม่ทราบจะตอบสนองอย่างไร มัดหยางอวิ๋นตู้ไว้หลายชั้น แล้วพาไปตระกูลลู่

……………………………………….

[1] สตรีบุปผาเหลือง หมายถึง สตรีที่ยังไม่แต่งงาน

บทที่ 154
คฤหาสน์ตระลู่

ลู่เซิ่งนั่งอยู่หน้ารูปอีกาดำสี ข้างต้นสนสีเขียวขจีดั่งอาชาใหญ่ดาบทอง มือถือน้ำชาจิบช้า กลิ่นหอมจรุงใจแผ่กระจายทั่วโถงรับแขก แสดงถึงความสงบและความหนักแน่น

“คุกเข่า!”

มังกรเขียวทะยานถีบใส่หัวเข่าหยางอวิ๋นตู้ จนอีกฝ่ายทรุดลงตรงหน้าลู่เซิ่ง

หยางอวิ๋นตู้ไม่กล่าววาจา ตะเกียกตะกายจะลุกขึ้น ก็ถูกถีบจนคุกเข่าอีกรอบ เขาจึงจำเป็นต้องเชื่อฟัง ไม่ขยับอีก

ลู่เซิ่งมองบัณฑิตหนุ่มใบหน้างดงามตรงหน้า สีหน้าไม่แยแสสนใจ

“คิดดีรึยัง”

หยางอวิ๋นตู้ยิ้มอย่างเจ็บปวดใจ

“คิดไม่ถึงข้าผู้แซ่หยาง ลำบากซุ่มซ่อนมาหลายปี กลับถูกจับได้เพราะเรื่องนี้” เขาเงยหน้ามองลู่เซิ่ง

“ถ้าข้าไม่ยอมรับ ท่านจะทำเช่นไร”

ลู่เซิ่งปรายตามองเขา

“หย่าภรรยาหลวงในตอนนี้ เอาสินสอดมาแต่งลู่อิงอิงอย่างเป็นทางการ ไม่อย่างนั้นก็ตายทั้งบ้าน เจ้า…เลือกแบบไหน”

หยางอวิ๋นตู้พลันตะลึงงัน เขาฟังออกว่าลู่เซิ่งไม่ได้ล้อเล่น แต่คิดลงมืออย่างเด็ดขาดจริงๆ

เขาได้รับคำชี้แนะจากคนแปลกหน้าตั้งแต่เด็ก ลำบากฝึกฝนอวิชชา พลังเพิ่มขึ้นทุกวัน คิดไม่ถึงมาถึงระดับในตอนนี้ ยังถูกคนจับได้

“ท่านไม่กลัวว่าข้าจะหนีไปภายหลังหรือ” หยางอวิ๋นตู้ถามอีก

“ถ้าเจ้าหนี ข้าจะฆ่าเจ้าทั้งบ้าน” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างไม่นำพา

“แต่ข้าไม่ได้คบหากับลู่อิงอิงอย่างจริงใจ ท่านไม่กลัวว่าวันหน้า ข้าจะไม่ดีต่อนางหรือ”

“ไม่ดีก็ฆ่าเจ้าทั้งบ้านเหมือนกัน” ลู่เซิ่งพูดต่อ

หยางอวิ๋นตู้รู้สึกว่าคุยกับอีกฝ่ายไม่รู้เรื่องแล้ว ยอดฝีมือสำนึกปลอดโปร่งที่น่าเกรงขาม คุณชายผู้สง่างามเช่นเขา หรือจะถูกข่มขู่ให้อยู่กับลู่อิงอิงเช่นนี้จริงๆ

เขาไม่ยินยอม

“ยังมีปัญหาไหม” ลู่เซิ่งมองเขา

“พวกท่านเชื่อข้าจริงๆ หรือ เชื่อว่าข้าจะอยู่กับลู่อิงอิงต่อไป” หยางอวิ๋นตู้ไม่ยอมเชื่ออยู่บ้าง

“ไม่เชื่อ” ลู่เซิ่งตอบอย่างจริงจัง “แต่ข้าเชื่อดาบในมือ”

หยางอวิ๋นตู้ปวดหัว

อีกฝ่ายไม่สนใจว่าก่อนหน้านี้เขาเป็นโจรเด็ดบุปผาหรือไม่ ท่าทีของคนผู้นี้คือ ไม่สนว่าเป็นคนดีหรือไม่ จับยัดใส่กรง ถือดาบคุมไว้ เดี๋ยวก็เชื่อฟังเอง

จำเป็นต้องพูดว่า วิธีแบบนี้แม้หยาบกระด้าง แต่ก็ได้ผล

ผ่านไปไม่นาน หยางอวิ๋นตู้ก็ยินยอม พลังของเขาเมื่ออยู่ในมือลู่เซิ่งยังต้านนิ้วข้างเดียวไม่ได้ ทั้งมียอดฝีมือไม่รู้กี่คนล้อมอยู่ด้านนอก

ต่อให้คิดหนี อาณาเขตอันกว้างใหญ่ของแดนเหนือก็เป็นใต้หล้าของพรรควาฬแดง เขาจะหนีไปไหนได้

หลังจากจัดการเรื่องหยางอวิ๋นตู้แล้วเสร็จ ลู่เซิ่งก็ให้อวี้เหลียนจื่อคอยจับตาดู ส่วนตนเองกลับไปคฤหาสน์ลู่ พบปะกับผู้เยาว์ของตระกูล

ฤดูสารทเย็นเยือก ใบไม้ลอยว่อน

วันต่อมา

ในสวนเล็กๆ ของคฤหาสน์ลู่

ลู่เซิ่งกำลังสนทนาอยู่กับพวกลู่เทียนหยางและลู่อีอี คุยถึงการเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งในบ้าน อีอีอาศัยในสถานศึกษาที่อื่น ยังมีการสนทนาขอคำชี้แนะด้านการเรียน

ครั้งนี้ผู้เยาว์ในบ้านมากันครบแล้ว

ลู่หงอิงลูกผู้พี่บุตรของลุงใหญ่ เดิมฝึกฝนวรยุทธ์ด้านนอก ครั้งนี้กลับบ้านก็ตามบิดาย้ายมาเมืองเลียบคีรี

ลู่หงอิงมีความสามารถ ท่วงท่าน่าเกรงขาม อายุยังน้อยก็มีจอนเสน่ห์ บวกกับฝึกฝนวรยุทธ์จึงพร้อมด้วยกำลังวังชา นั่งท่ามกลางผู้เยาว์ให้ความรู้สึกหนักแน่นราวเขาไท่ซาน

ลู่เทียนหยางยังเป็นเหมือนเดิม ลักษณะดั่งดื่มสุรามากไป ขอบตาดำจากการนอนไม่พอ

ลู่อีอีโตขึ้นไม่น้อย ก่อนหน้านี้มีบุคลิกของสตรีตระกูลใหญ่อันบริสุทธิ์ ตอนนี้มีความสง่างามที่มาจากความมั่นใจ และความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ กอปรกับนางมีรูปร่างหน้าตาที่ดี จึงค่อนข้างสะดุดตาในกลุ่มคนรุ่นเยาว์

ถัดมาคือจางซิ่วซิ่ว สตรีนางนี้จงใจนั่งใกล้ลู่เซิ่ง สวมเสื้อคอต่ำสีดำติดกับกระโปรงสั้น กระเซ้ากระแซะตัวลู่เซิ่งตลอดเวลา ลักษณะยั่วยวนรัญจวนใจ

นางเป็นลูกผู้น้องฝั่งตาของลู่เซิ่ง ไม่สนิทกันนัก ในตระกูลลู่ก็ไม่มีตำแหน่งใด คิดเกาะลู่เซิ่งก็เข้าใจได้

คนสุดท้าย คือดรุณีที่ลู่เซิ่งไม่ได้เจอบ่อยนัก

ซุนรั่วฉิง

เป็นบุตรีของน้องชายมารดา หรือก็คือน้าของเขา เป็นลูกผู้น้องเหมือนกับลู่อีอี

ลู่อีอีเป็นซุนจื่อนิ่งน้องสาวของมารดากับลู่เตี่ยนของตระกูลลู่แต่งงานกันและให้กำเนิด ลู่เตี่ยนเป็นเพราะไม่ใช่ญาติสายตรง ดังนั้นจึงนับญาติทางซุนจื่อนิ่ง

กล่าวง่ายๆ คือ ลู่อีอีเป็นบุตรีของน้าเขา

ที่เหลือมีญาติทางไกล รวมกันสิบกว่าคน ห้อมล้อมลู่เซิ่งที่อยู่ตรงกลาง

ทุกคนพูดคุยกันสนุกสนาน นั่งในศาลากลางสวนดอกไม้ ท่านหนึ่งคำข้าหนึ่งประโยค บรรยากาศปรองดอง

ขณะคุยกันอยู่ คนชุดดำเข้ามากระซิบข้างหูลู่เซิ่งหลายคำ

ลู่เซิ่งงงงัน จากนั้นใคร่ครวญ

“ข้ามีธุระต้องไปจัดการ พวกเจ้าคุยกันไปก่อน เรื่องหงอิงกับอีอี เดี๋ยวจะจัดการให้”

“พี่ใหญ่ท่านมีงาน พวกเราเป็นคนอยู่ว่าง กินดื่มเที่ยวยามว่างยังพอว่า หากทำให้ท่านเสียการเสียงานก็ไม่ดีแล้ว” ลู่หงอิงลุกขึ้นส่ง

“อือ มีปัญหาอะไรก็ให้คนส่งจดหมายไปที่ห้องเพาะดอกไม้หยกทอง ข้าไปก่อน” ลู่เซิ่งพยักหน้า

ทุกคนพากันลุกขึ้นส่งเขาออกจากสวนดอกไม้

ลู่เซิ่งออกจากตระกูลลู่ รถม้ารออยู่ด้านนอก เขาขึ้นรถ อวี้เหลียนจื่อนั่งคอยอยู่ด้านใน

“ประมุขพรรค” อวี้เหลียนจื่อโค้งตัวคารวะ

“เจอแห่งหนึ่งแล้วใช่หรือไม่ ตรวจสอบแล้วหรือ” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม

เขาคิดไม่ถึงว่าจะเจอยาล้ำค่าที่หลี่ซุ่นซีทิ้งไว้ให้เร็วขนาดนี้

“ตรวจสอบแล้ว มั่นใจสิบส่วนว่ามีแน่ เพียงแต่สถานที่อันตรายไปบ้าง” อวี้เหลียนจื่อตอบเสียงเบา “แรกสุดยืนยันว่าเป็นหญ้าผนึกวิญญาณ ทั้งหมดสองต้น ว่ากันว่ามีนายพรานกับคนเก็บยาเคยเห็นแต่ไกล แต่เป็นเพราะซ่อนอยู่ในม่านหมอก จึงเก็บไม่ได้ คล้ายมีสัตว์ร้ายเฝ้าอยู่”

ลู่เซิ่งพยักหน้า

“ยืนยันได้ว่าเป็นของจริงก็พอแล้ว” หลังยืนยันได้ว่าลายแทงสมบัติเป็นของจริง นั่นก็หมายความว่ายาล้ำค่าชนิดอื่นๆ ที่อยู่ด้านบนเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นของจริงทั้งหมดเช่นกัน

ยาล้ำค่ามีส่วนช่วยต่อเขามาก บางชนิดถึงขั้นลดการสูญเสียปราณหยินได้อย่างใหญ่หลวง การใช้ยาล้ำค่ากับวิชาหยินหยางกระเรียนหยก สามารถยกระดับขอบเขตวรยุทธ์ส่วนหนึ่งได้ ร่างกายไม่บาดเจ็บ

นี่ยังเป็นแค่ยาล้ำค่าทั่วไป

“ข้าจะกลับไปปิดด่าน” ลู่เซิ่งครุ่นคิด เรียบเรียงคำพูด เอ่ยว่า “ห้าวันให้หลัง ท่านระดมมือดีมา ทั้งหมดต้องเป็นมือหน้าไม้”

“รับทราบ!”

“นอกจากนี้ ผู้เยาว์ในบ้านข้า ลู่หงอิงกับลู่อีอี ท่านหาตำแหน่งว่างให้ที ไม่ต้องสำคัญเกินไป เอาที่สบายๆ ให้พอเลี้ยงตัวเองได้”

“ขอรับ”

จัดการทุกอย่างแล้วเสร็จ ลู่เซิ่งก็ไปหาเฉินอวิ๋นซี เยี่ยมภรรยาที่ยังไม่ได้แต่งและไม่ได้ออกเรือน ภายหลังก็กลับเรือวาฬแดง

พรรควาฬแดงที่ใหญ่โตส่วนใหญ่เป็นเหล่าระดับสูงจัดการหน้าที่ของตัวเอง เขาไม่ต้องลงมือเอง มีแต่ตอนเจอเรื่องใหญ่และจัดการเรื่องใหญ่ ค่อยให้เขาออกโรง

ดังนั้นเขาจึงมีพื้นที่และเวลามากพอสำหรับใช้สิ่งของที่ออกไปหามาในครั้งนี้


ในห้องสงบใจ

ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิ วางขี้ผึ้งสุคนธ์ทองไว้ด้านข้างหลายไห ยังมีน้ำแกงโอสถที่ปรุงดีแล้วสองถัง

‘ดีปบลู’ เขาสูดหายใจลึก เรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยนที่ไม่ได้ตรวจสอบมานานออกมา

ในวิชาจำนวนมากที่ไม่เป็นระเบียบ สายตาเขาอยู่ที่วิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน

‘ปราณหยินที่ได้จากพรรคชาในครั้งก่อนยังใช้ไม่หมด ครั้งนี้หลอมสภาพหยินโชติช่วงที่สอดคล้องกันได้’

สภาพหยางโชติช่วงได้มาหลังจากสำเร็จวิชาแข็งกร้าว สภาพหยินโชติช่วง ลู่เซิ่งรู้สึกว่าปราณหยินหยางขวดสมบัติคล้ายมีความหวังผนึกหลอม

‘พลังฝึกปรือของเราในตอนนี้แบ่งเป็นสองส่วนง่ายๆ คือกายเนื้อกับปราณภายใน’ ลู่เซิ่งจัดระเบียบความคิด

‘กายเนื้อเมื่อแข็งแกร่งพอ ปราณภายในก็จะควบแน่นต่อได้ ยิ่งควบแน่นปราณภายในมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแข็งแกร่งเท่านั้น เวลารับมือภูตผีปีศาจจะมีพลังทำลายล้างที่แข็งแกร่งกว่าเดิม’

เขาพิจารณาวิชาแข็งกร้าวที่ไม่เป็นระเบียบซึ่งตัวเองได้เรียนรู้

‘เราฝึกวิชาแข็งกร้าวมากเกินไป แต่ว่าทั้งหมดไม่ซ้อนทับกันเอง พอประสานกันแล้ว จึงกลายเป็นสภาพที่แข็งแกร่งอย่างสภาพหยางโชติช่วง เมื่อรวมวิชาแข็งกร้าวกับวิธีฝึกฝนทั้งหมดเข้าด้วยกัน อาจจะมองวิชาแข็งกร้าวพวกนี้เป็นวรยุทธชนิดหนึ่ง แล้วดูแลแบบรวมๆ ได้’

เขาคิดในใจ ความคิดนี้เพิ่งปรากฏได้ไม่นาน

ทันใดนั้นบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนสั่นเบาๆ วิชาแข็งกร้าวทั้งหมดเริ่มจางลง จากนั้นแต่ละแถวก็เริ่มหายไป สุดท้ายรวมตัวเป็นกรอบกรอบใหม่

[วรยุทธ์ปริศนา: ขอบเขตหยางโชติช่วง ผลพิเศษ: พละกำลังเพิ่มเป็นระดับหก สะท้อนกลับระดับสาม พลังทะลวงระดับสาม พลังป้องกันเพิ่มเป็นระดับสาม…]

ผลพิเศษของวิชาปรากฏทีละอย่าง ด้านหลังวรยุทธ์รวมที่ปรากฏขึ้นใหม่กลายเป็นชื่อยาวเฟื้อย

‘ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ’ ลู่เซิ่งงุนงง พลันยินดี

จำนวนกรอบบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนมีจำกัด เขาเป็นห่วงว่าภายหลังจะฝึกฝนวรยุทธ์ใหม่ๆ ไม่ได้ คิดไม่ถึงจะรวมกันแบบนี้ได้

‘ในเมื่อวิชาแข็งกร้าวจำนวนมากแบบนี้รวมกันแล้วสามารถกระตุ้นสภาพหยางโชติช่วงได้ วรยุทธ์นี้ก็บอกได้ว่าเป็นวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดของการฝึกวิชาแข็งกร้าว งั้นก็ตั้งชื่อว่าวิถีหยางโชติช่วงก็แล้วกัน’ ลู่เซิ่งไตร่ตรอง

จากนั้นวรยุทธ์ปริศนาบนเครื่องมือปรับเปลี่ยน ก็เปลี่ยนชื่อเป็นวิถีหยางโชติช่วงโดยอัตโนมัติ

กรอบที่วิชาแข็งกร้าวยึดครองหายไปเป็นจำนวนมาก เครื่องมือปรับเปลี่ยนดูโล่งตากว่าเดิม

ลู่เซิ่งมองวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานกับปราณหยินหยางขวดสมบัติด้านใน

‘ยกระดับวิถีหยางโชติช่วง เพิ่มความแข็งแกร่งให้กายเนื้อก่อน’

ครั้งก่อนใช้ปราณหยินไปเกือบสามสิบหน่วย ไม่รู้ว่าเหลืออยู่เท่าไหร่ ลู่เซิ่งไม่มีวิธีวัดอย่างชัดเจน ได้แต่คำนวณคร่าวๆ ผ่านการไหลเวียนของปราณหยินที่เกิดขึ้นขณะถูกใช้

เขามองปุ่มกดด้านหลังวิถีหยางโชติช่วงบนเครื่องมือปรับเปลี่ยน ปราณหยินเรียนรู้ต่อได้อีกมาก

ช่วงนี้เขาตั้งใจศึกษาฝ่ามือลมปราณพันพฤกษาเผาไหม้ที่ได้มาใหม่ เป็นเพราะความเข้ากันได้กับคุณสมบัติธาตุหยางและระดับวิชาแข็งกร้าวของเขาสูงสุดขีด จึงเข้าสู่ขั้นต้นได้อย่างรวดเร็ว ตอนนี้วิชาลมปราณนี้หลอมรวมเข้าไปในวิถีหยางโชติช่วงแล้ว

[ยกระดับวิถีหยางโชติช่วงขั้นหนึ่ง] ลู่เซิ่งคิดในใจ

ครึ่กๆ!

พริบตานั้น เครื่องมือปรับเปลี่ยนพลันพร่ามัว

การเรียนรู้ยกระดับในครั้งนี้ของเขาแตกต่างจากก่อนหน้า

เป็นเพราะวิถีหยางโชติช่วงหลอมรวมมรรคายุทธ์วิชาแข็งกร้าวไว้หลายวิชา ยกระดับมันขั้นหนึ่ง ก็เท่ากับยกระดับวิชาแข็งกร้าวทั้งหมดระดับหนึ่ง

การสิ้นเปลืองแบบนี้ทำให้ลู่เซิ่งนึกเสียใจแล้ว…

ปราณหยินจำนวนมากถูกใช้อย่างบ้าคลั่งเหมือนคลื่นน้ำ ผิวหนังทั่วตัวเขาเริ่มกลายเป็นสีแดง ผมนับไม่ถ้วนสั่นไหวไม่เท่ากัน ยืดยาวขึ้นบนตัวเขาอย่างต่อเนื่อง

นี่ไม่ใช่ปราณภายใน ไม่ใช่วัตถุ แต่เป็นการสั่นสะเทือนหลายครั้ง การสั่นสะเทือนที่ไม่เท่ากันของเส้นผม

การสั่นสะเทือนนี้ยกระดับและปรับกายเนื้อของลู่เซิ่งอย่างบ้าคลั่ง

ถ้าเป็นจอมยุทธ์ธรรมดา อยากบรรลุระดับนี้ จำเป็นต้องเรียนรู้วรยุทธ์เหล่านี้ทั้งหมดจนทำลายขีดจำกัด ภายหลังยังต้องหลอมรวมเข้าด้วยกัน และเลื่อนขั้นพร้อมๆ กัน จนก่อให้เกิดการกระตุ้นกายเนื้อ ถึงจะบรรลุผลเช่นนี้ได้

หากไม่มีเครื่องมือปรับเปลี่ยน ต่อให้เป็นลู่เซิ่ง อย่างน้อยต้องใช้เวลามากกว่าร้อยปีถึงจะมีโอกาสทำให้เป็นจริงได้

……………………………………….
บทที่ 155
ในห้องลับ

ลู่เซิ่งใช้ปราณหยินไปสิบกว่าหน่วย ก็ก้าวข้ามความต่างทางด้านเวลาอันมหาศาลที่คนจำนวนนับไม่ถ้วนยากจะจินตนาการไปแล้ว

การสั่นไหวอย่างรุนแรงทำให้เขารวบรวมสมาธิไม่ได้ ได้แต่พยายามนั่งข่มกลั้นความเจ็บปวดที่เหมือนอวัยวะภายในพลิกคว่ำ

เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ความหนาแน่นด้านในร่างกายของตัวเองกำลังสูงขึ้นและมีพลังมากกว่าเดิมท่ามกลางการสั่นสะเทือนและพลังงานอันมากมายที่บรรยายไม่ได้

เขาไม่ได้ปลดสภาพหยางโชติช่วง แต่คงเอาไว้ ข่มความเจ็บปวดดั่งอวัยวะภายในเผาไหม้ ความเจ็บปวดรวดร้าวคงอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม จึงค่อยทุเลาลงแล้วหายไป

ฟู่…

ลู่เซิ่งระบายลมหายใจอย่างแรง ในห้องลับเหมือนกับเกิดลมพัดขึ้น

บนพื้นตรงตำแหน่งที่เขานั่ง เต็มไปด้วยเหงื่อและผิวที่ตายแล้วแต่ยังมีสีแดงแทรกอยู่ ในเวลาสั้นๆ เท่านั้น ทั่วทั้งร่างเขาลอกคราบออกมาชั้นหนึ่ง!

‘จบแล้วเหรอ’ ลู่เซิ่งมองเครื่องมือปรับเปลี่ยนอย่างอิดโรย

บนกรอบของวิถีหยางโชติช่วงมีการเปลี่ยนแปลงใหม่อย่างที่คิดไว้

[วิถีหยางโชติช่วง: สำเร็จสภาพหยางโชติช่วงขั้นที่หนึ่ง ผลพิเศษ: พละกำลังเพิ่มเป็นระดับแปด สะท้อนกลับระดับห้า พลังป้องกันเพิ่มเป็นระดับหก เผาไหม้ระดับหนึ่ง…]

‘สำเร็จสภาพหยางโติช่วงขั้นที่หนึ่ง หรือก็คือเครื่องมือปรับเปลี่ยนยอมรับว่าวิถีหยางโชติช่วงยังมีโอกาสเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นได้อีกหรือ’ ลู่เซิ่งตื่นเต้น

นี่บ่งบอกว่าเครื่องมือปรับเปลี่ยนจะจัดระเบียบการเลื่อนระดับในภายหลังผ่านพื้นฐานวรยุทธ์ที่มีอยู่ในตอนนี้ได้

เมื่อเป็นแบบนี้ เส้นทางต่อไปของวิถีหยางโชติช่วงก็ไม่ต้องเป็นห่วงชั่วคราว

เสียงเพียะพะดังไปทั่วเมื่อลู่เซิ่งลุกขึ้นยืน ร่างกายเกิดเสียงดังเหมือนถั่วเหลืองระเบิด

เขายกมือขึ้นกำเบาๆ ความรู้สึกถึงพลังที่อธิบายไม่ถูกสะท้อนจากฝ่ามือกลับมา ทำให้คนแข็งแกร่งขึ้นเหลือคณนา

‘ถึงจะไม่รู้ว่ากายเนื้อของเราแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหน แต่มีปราณหยินเยอะแบบนี้คงจะไม่เสียเปล่า แบบนี้การควบแน่นปราณภายในของเราก็จะพัฒนาขึ้นกว่าเดิมอีกขั้นหนึ่ง’

เขาปรับตัวให้ชินกับการเปลี่ยนแปลงอีกก้าวหนึ่งของกายเนื้อ หยิบขี้ผึ้งสุคนธ์ทองกับยาลูกกลอนหลอมร่างกายที่กลั่นเอาไว้สองสามชนิดออกจากช่องลับ

หลังกินยา เขาถอดเสื้อผ้าบนร่างออก แล้วลงไปแช่น้ำโอสถในอ่างไม้

น้ำแกงโอสถเหล่านี้เอาไว้บรรเทาพวกอาการบาดเจ็บซ่อนเร้นที่หลงเหลืออยู่ หลังจากกายเนื้อเขาแข็งแกร่งขึ้นโดยเฉพาะ และสามารถลดช่วงเวลาการเพิ่มความแข็งแกร่งครั้งที่สองได้อย่างใหญ่หลวง

ไม่อย่างนั้นหลังจากเพิ่มความแข็งแกร่งติดต่อกัน สำหรับลู่เซิ่งก็ยากจะทนรับได้เช่นกัน เมื่อสิ้นเปลืองพลังมากเกินไป ต่อให้มีปราณหยินรองรับ เขาก็เป็นห่วงว่าจะไม่ได้ช่วยทั้งหมด

ซู่…

เพิ่งจะลงน้ำ ไอน้ำก็ระเหยขึ้นมาจากในถังไม้ กลิ่นยาเข้มข้นลอยกระจายทั่วห้องลับ

การเพิ่มความแข็งแกร่งและการเปลี่ยนแปลงบนตัวลู่เซิ่ง สิ้นเปลืองพลังมากเกินไป จนความร้อนหลงเหลือที่เกิดขึ้นทำให้น้ำโอสถในถังยาระเหยด้วยคามเร็วสูง

ลู่เซิ่งแช่ตัวสักพัก ก็ลุกขึ้นมาเช็ดตัว แล้วนั่งลงปรับลมหายใจสักครู่ ก่อนล้วงหยิบกล่องยาสีขาวใบเล็กๆ ที่ประณีตใบหนึ่งออกมาจากในช่องลับ

ในกล่องบรรจุยาหนังพยัคฆ์สี่ชั้น ยาลูกกลอนชั้นเลิศสำหรับหล่อเลี้ยงตำรับโบราณที่หมอยาระดับอาจารย์โอสถท่านหนึ่งผสมผสานทำขึ้นมา

ลู่เซิ่งเปิดกล่องออกดังแกร๊ก ได้กลิ่นยาอ่อนๆ โชยมา ซึมซาบสู่จิตใจ

กลิ่นยานี้เทียบกับขี้ผึ้งสุคนธ์ทองที่เขากินเป็นประจำแล้ว สดชื่นยิ่งกว่า คงอยู่เนิ่นนาน ลมพัดไม่สลาย เหมือนกับสามารถซึมผ่านปอดเข้าสู่หัวใจ หายใจไม่กี่ครั้ง ลู่เซิ่งก็มีความรู้สึกปลอดโปร่งอันเย็นฉ่ำ

เขาหยิบยาเม็ดสีขาวบริสุทธิ์ขนาดเท่าลำไยออกจากในกล่องขึ้นมาเม็ดหนึ่ง

‘เม็ดแค่นี้ใช้วัตถุดิบยาหล่อเลี้ยงหยินที่ล้ำค่าที่สุดในพรรคไปแปดส่วน ทั้งยังเป็นวัตถุดิบหลักที่หาไม่ได้ในตลาด… การสั่งสมวัตถุดิบยาของแดนเหนือในสิบปีมานี้ ก็เพื่อเม็ดแค่นี้…’

พูดถึงมูลค่า ยาหนังพยัคฆ์สี่ชั้นมีราคาแพง ไม่มีขายในตลาด เพื่อกลั่นยาเม็ดนี้ หมอยาระดับอาจารย์โอสถในพรรควาฬแดงเรียกได้ว่าทุ่มเทแรงกาย ใช้โสมคน เขากวาง ถังเช่า สือหูไปกระสอบใหญ่

ล้มเหลวไปนับครั้งไม่ถ้วน สุดท้ายก็สำเร็จได้ยาเม็ดนี้มา

ลู่เซิ่งถอนใจเบาๆ ยัดยาเข้าปาก แล้วค่อยๆ กลืน

ยาหนังพยัคฆ์สี่ชั้นมีรสชาติหวานแต่ก็แฝงรสชาติที่ซับซ้อนไว้ด้่านใน เหมือนลูกอมมินท์ที่เขาเคยกิน

ยาปนกับน้ำลาย ละลายเป็นน้ำเหนียวหนืด ไหลลงคอของลู่เซิ่ง

ความร้อนในร่างลู่เซิ่งพลันค่อยๆ ลดลง การใช้พลังไม่เร็วไม่ช้า พอดีตอนนี้ลู่เซิ่งหยิบกล่องใบใหญ่อีกใบหนึ่งออกจากช่องลับ

กล่องใบใหญ่สีดำ

เปิดฝาออก ด้านในวางเส้นผมสีขาวกลุ่มหนึ่งไว้อย่างไม่เป็นระเบียบ บนเส้นผมยังมีเศษเลือดเนื้อติดอยู่ กลิ่นเหม็นหืนลอยมาปะทะหน้า

ลู่เซิ่งกลั้นลมหายใจ กัดนิ้วอย่างแรง ก่อนจะกดลงบนเส้นผมกลุ่มนั้น

นี่เป็นเส้นผมของผู้ประกอบพิธีจากจวนอู๋โยวที่เขาฆ่าไปในครั้งนี้ ผู้ประกอบพิธีเพียงมองก็รู้ว่าใช้เส้นผมเป็นที่พึ่ง หลังลู่เซิ่งจัดการอีกฝ่าย พบว่าเส้นผมเหลืออยู่ ด้านบนมีปราณหยินเข้มข้น จึงมัดไว้กับเอว แล้วนำกลับมาที่พรรค

ซู่…

ไม่มีควัน มีแค่เสียงที่ของบางอย่างถูกกัดกร่อน

ลู่เซิ่งรู้สึกว่านิ้วชี้ที่ตนกดไว้บนเส้นผมมีปราณหยินปริมาณมากทะลักเข้ามา

ความรู้สึกนี้คงอยู่สิบกว่าอึดใจ แล้วหายไปอย่างรวดเร็ว ปราณหยินไม่ทันไรก็จางลง จนกระทั่งหายไปจนหมด

ลู่เซิ่งชักนิ้วกลับ ค่อนข้างเสียดาย

‘จะให้เหมือนกับก้อนโลหะก่อนหน้าคงจะไม่ได้แล้ว ปริมาณปราณหยินแบบนั้นสิ่งของทั่วไปไม่น่าจะมี’ ก่อนหน้านี้เขาสงสัยว่าโลหะก้อนนั้นเป็นเศษอาวุธเทพ แต่เป็นเพราะไม่มีวิธีวินิจฉัย และไม่กล้าเอาไปให้คนอื่นแยกแยะ จึงวางทิ้งไว้ในห้องลับ

‘ถ้าปราณหยินเก่าหายไปจนหมด ต่อให้เหลือ ก็มีน้อยเต็มที บนเส้นผมในรอบนี้มีราวยี่สิบกว่าหน่วย ถือว่าใช้ได้แล้ว’

ลู่เซิ่งสัมผัสปริมาณปราณหยินที่ทะลักเข้ามาในตัว หาผ้ามาเช็ดนิ้วจนแห้ง สายตากลับไปที่เครื่องมือปรับเปลี่ยนอีกครั้ง

ในกรอบสีน้ำเงินอ่อน เขามองกรอบวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน

‘อาศัยจังหวะที่ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ยกระดับวิชาธาตุหยางก่อน เพิ่งฆ่าผู้ประกอบพิธีในเมืองอินทรีคู่ไป ไม่เห็นคนของจัตุรัสแดง เกิดจัตุรัสแดงพบว่าเป็นฝีมือของเรา สภาพการณ์จะยุ่งยากแล้ว’ ลู่เซิ่งมีความกังวลที่บอกไม่ถูกส่วนหนึ่ง

‘ถึงซั่งหยางจิ่วหลี่จะไม่สนใจจวนอู๋โยว แต่ก็ไม่มีทางรับความแค้นใหญ่แบบนี้แทนเราโดยไม่มีเหตุผล ผู้ประกอบพิธีสองคน ยังมีฑูตเขตแดนอีกหลายคน บัญชีนี้กลายเป็นบัญชีเลือดแล้ว จะต้องเตรียมตัวรับมือให้ดี รีบพัฒนาให้เร็วที่สุด ถึงจะทำให้จวนอู๋โยวประเมินพลังผิด ต่อให้ถูกพบ ก็รับมือได้ง่ายๆ’

เขาอยากจะยกระดับปราณหยินหยางขวดสมบัติมาก แต่สถานการณ์ในตอนนี้บีบให้เขาต้องรีบยกระดับพลังก่อน

‘ดีที่เพิ่งปรับสมดุลหยินหยางในร่างกายไป ขอแค่เจอปราณหยินมากกว่าเดิม ก็จะยกระดับปราณหยินหยางขวดสมบัติ ปรับสมดุลวิชาและปราณภายในได้อย่างรวดเร็ว’

เขาปลอบตัวเอง จากนั้นค่อยๆ มองกรอบวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน

ปราณเหลวสามหยดในร่างกายหมุนอย่างช้าๆ ดูดซับและปล่อยปราณภายในเบาบางปริมาณมาก คล้ายกับมีผลทำให้พลังยุทธ์บริสุทธิ์

‘ปราณเหลวสามหยด…ถ้ามีเพิ่มขึ้นอีก พลังตอนที่ระเบิดจะคงอยู่ได้นานขึ้น’ ลู่เซิ่งใคร่ครวญ

เมื่อเขาระเบิดปราณเหลวในสภาพหยางโชติช่วง จะคงสภาพเป็นระยะเวลาหนึ่งก้านธูป ปราณเหลวหนึ่งหยดเพิ่มพลังได้สองระดับ หากระเบิดปราณเหลวพร้อมกัน จะมีพลังระดับฉลักษณ์และสัตตะลักษณ์ได้สบายๆ

ตอนที่ฆ่าผู้ประกอบพิธีก็เป็นเช่นนี้ แต่หลังจากระเบิดไปสองหยด กายเนื้อของตนก็ทนไม่ไหว เส้นลมปราณเสียหาย อาการบาดเจ็บสาหัส

หลังจากเพิ่มความแข็งแกร่งให้กายเนื้อในรอบนี้ ลู่เซิ่งรู้สึกได้อย่างเลือนรางว่า การระเบิดปราณเหลวสองหยดไม่แน่จะทำให้ร่างกายตัวเองบาดเจ็บอีก

‘ปราณเหลวสามหยดความจริงมากพอแล้ว… ตอนนี้ร่างกายของเรายังเป็นจุดอ่อน รองรับปราณเหลวภายในที่มีความเข้มข้นสูงเกินไปไม่ได้’ เขาลังเลอยู่บ้าง ถ้ายกระดับวิชากำลังภายในธาตุหยางแบบนี้ต่อไป เกรงว่ากายเนื้อจะรองรับไม่ไหวอีก

ลู่เซิ่งมีลางสังหรณ์แปลกๆ ซึ่งทำให้เขารู้สึกว่า การยกระดับวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานในตอนนี้ไม่แน่จะเป็นเรื่องดี

‘หยินหยางต้องปรับสมดุล ปราณหยินยี่สิบกว่าหน่วยอย่างมากสุดก็ยกระดับวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานได้ขั้นหนึ่ง ส่วนปราณหยินหยางขวดสมบัติอาจยกระดับได้สองขั้น และอาจสร้างสภาพหยินโชติช่วงได้ด้วย…’

หลังลังเลสักพัก ลู่เซิ่งก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ สุดท้ายความคิดก็อยู่บนกรอบของปราณหยินหยางขวดสมบัติ

[ปราณหยินหยางขวดสมบัติ: ระดับเจ็ด ผลพิเศษ: คืนปราณเร็วขึ้น ต้านพิษดีขึ้น ฟื้นตัวด้วยความเร็วสูง สะกดหยินหยาง ถ่ายปราณ กลืนกลาย]

สายตาเขาอยู่บนปุ่มปรับเปลี่ยนด้านหลังปราณขวดสมบัติ ก่อนกดเบาๆ

เครื่องมือปรับเปลี่ยนค่อยๆ จางลง จากนั้นรยางค์ที่เย็นเยียบหลายเส้นซึ่งคล้ายเส้นด้าย ก็ยื่นออกมาจากหัวใจของลู่เซิ่งอย่างช้าๆ แล้วเริ่มขยายไปทุกทิศทางในร่างกาย

ขณะเดียวกันฤทธิ์ของยาหนังพยัคฆ์สี่ชั้นที่กินไปก่อนหน้าก็ถูกกระตุ้น ความรู้สึกเย็นฉ่ำสองสายม้วนไปทั่วร่างลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว

ซู่

ผิวหนังของเขาอุ่นขึ้นด้วยความเร็วสูง วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานปะทะกับความเย็นสายนี้ด้วยตัวเอง

ปราณหยินหยางขวดสมบัติไม่ได้สนใจวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน แต่ว่าขยายรยางค์ไปยังกล้ามเนื้อและผิวทุกส่วนในตัวลู่เซิ่งด้วยตัวมันเอง

ความเย็นกับความร้อนผสมผสานและต่อต้านกัน เวลาผ่านไป ก็เริ่มปรับสมดุล

ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าไหร่ ลู่เซิ่งหลับตาทำสมาธิ รู้สึกรางๆ ได้ว่า การเลื่อนระดับนี้คล้ายกับมีความสำคัญถึงขีดสุดต่อปราณหยินหยางขวดสมบัติ อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติและการยกระดับครั้งหนึ่ง

เขายิ่งไม่กล้าประมาท เพ่งสมาธิกลั้นลมหายใจ รอและเฝ้าสังเกตอย่างสงบ

อย่างค่อยเป็นค่อยไป เขาค้นพบความผิดปกติบางส่วน

รยางค์ของปราณหยินหยางขวดสมบัติผนึกตัวและแข็งแกร่งมากขึ้น

เหมือนก่อสร้างเครือข่ายปราณภายในขึ้นใหม่เอี่ยม

‘ไม่…ไม่ใช่แค่เครือข่ายปราณภายใน นี่เหมือนกับ…เส้นลมปราณเส้นใหม่!’ พอลู่เซิ่งคิดถึงตรงนี้ ร่างกายก็สั่นไหวน้อยๆ

ปราณหยินหยางขวดสมบัติเป็นวรยุทธ์กลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นจากการประสานวิชาหล่อเลี้ยงชีวิตและวิชากำลังภายในธาตุหยางเข้าด้วยกัน ประสิทธิภาพหลักๆ อยู่ที่การซ่อมแซมร่างกาย ทว่าสิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งคาดคิดไม่ถึงก็คือ หลังวิชานี้ยกระดับขึ้นก็ค่อยๆ มีความชั่วร้ายอยู่บ้าง

ผลพิเศษสองผลลัพธ์อย่างการกลืนกลายและการถ่ายปราณที่ปรากฏขึ้นใหม่ ทำให้เขาสงสัยอยู่บ้าง และการสร้างเครือข่ายที่คล้ายเส้นลมปราณขึ้นใหม่ของปราณภายใน ณ ตอนนี้ ก็ยิ่งทำให้เขาแปลกใจกว่าเดิม

หลังจากเส้นลมปราณของปราณภายในธาตุหยินเป็นรูปเป็นร่างและมั่นคงขึ้น ลู่เซิ่งก็รู้สึกว่าในร่างกายมีเครือข่ายเส้นลมปราณใหม่เพิ่มมา เครือข่ายนี้สอดประสานกับกายเนื้อถึงขีดสุด คล้ายกับเป็นของดั้งเดิม ไม่มีการติดขัดแม้แต่น้อย

ปราณหยินหยางขวดสมบัติที่เย็นเยือกจำนวนมากทะลักสู่เครือข่ายเส้นลมปราณใหม่นี้อย่างต่อเนื่อง เริ่มเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงให้แก่ปราการภายในเส้นลมปราณด้วยความเร็วสูง ฤทธิ์ยาของยาหนังพยัคฆ์สี่ชั้นก็ซึมซาบอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นสารอาหารที่ส่งเสริมและถูกใช้สำหรับปราณภายใน

ในที่สุด การพร่ามัวบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนก็หายไป กรอบของปราณหยินหยางขวดสมบัติชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

ลู่เซิ่งรีบมองกรอบ

[ปราณหยินหยางขวดสมบัติ: ระดับแปด ผลพิเศษ: ข่ายกระเรียนหยิน สภาพหยินโชติช่วง]

ผลพิเศษทั้งหมดก่อนหน้านี้ ทั้งหมดเหลือแค่สองอย่าง

ผลพิเศษคืนปราณเร็วขึ้น ต้านพิษดีขึ้น ฟื้นตัวด้วยความเร็วสูง สะกดหยินหยางก่อนหน้านี้ เหลือแค่ผลสองอย่างซึ่งคล้ายว่าเป็นองค์ประกอบรวม

ลู่เซิ่งสัมผัสดู อย่างไรก็เป็นขอบเขตใหม่ที่เรียนรู้ได้จากระบบความรู้ของเขา ไม่ทันไรก็รู้ว่าข่ายกระเรียนหยินคืออะไร

นี่เป็นเครือข่ายเส้นลมปราณที่รวมตัวกันจากปราณภายในธาตุหยิน ผลพิเศษต่างๆ เช่นต้านพิษดีขึ้น ฟื้นตัวด้วยความเร็วสูง ถ่ายปราณ กลืนกลาย และการสะกดหยินหยางที่สำคัญที่สุดก่อนหน้า ต่างก็รวมตัวอยู่ในผลพิเศษนี้

“นี่เป็นการหลีกเลี่ยงเส้นทางที่เบียดเสียดในตอนแรก สร้างสะพานเชื่อมขึ้นมาเอง!”

หลังจากเข้าใจความสามารถของมัน ลู่เซิ่งก็อุทานขึ้น

เครื่องมือปรับเปลี่ยนนี้ถึงกับใช้ความคิดก่อสร้างสะพานเชื่อมกับการโคจรปราณภายใน

……………………………………….





ความคิดเห็น