146-150
บทที่ 146
ประสาทสัมผัสของลู่เซิ่งเหนือกว่าคนธรรมดา ได้ยินคำพูดขององครักษ์ใกล้ชิดผู้นั้น หญิงสาวนางนี้เป็นบุตรีของไป๋เจิ้นหมิง
เขาอดเหลือบมองหญิงสาวนางนี้ไม่ได้ การเหลือบมองนี้ทำให้ลู่เซิ่งสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แตกต่างจากคนอื่นๆ บนตัวหญิงสาว
ความรู้สึกสดใส ธรรมดา แตกต่างจากคนอื่นๆ
เอ๋…
ลู่เซิ่งหยีตาเล็กน้อย จดจำสตรีนางนี้โดยไม่แสดงท่าทาง สายตากลับมาอยู่ที่การเปรียบวรยุทธ์ใหม่
การต่อสู้ดำเนินอยู่สองชั่วยามกว่าๆ หลังการต่อสู้หลายครั้ง พรรควาฬแดงจบการแลกเปลี่ยนวรยุทธ์ครั้งนี้ด้วยผลชนะสามแพ้หนึ่ง รอการเปรียบวรยุทธ์ครั้งหน้า ต้องดูพรุ่งนี้
ฟ้ามืดแล้ว ไป๋เจิ้นหมิงมีสีหน้าบูดบึ้งอยู่บ้าง แต่ยังคงรักษาบุคลิก บอกลาลู่เซิ่ง แยกตัวไปจากโถงอินทรีผยอง
ลู่เซิ่งนำคนออกจากโถงใหญ่ ตอนทะลุระเบียงเสากลมด้านนอกหน่วยหลักพรรคแม่น้ำขาว หญิงสาวแต่งชุดล่าสัตว์สวมกระโปรงขาวคนก่อนก็กำลังถือแส้ม้าเดินมาทางเขาพอดี
“แม่นางน้อยหน้าตาน่ารัก” ลู่เซิ่งชะงักฝีเท้า ฉีกยิ้ม
สวีชุยที่อยู่ด้านข้างมองหญิงสาวนางนั้นอย่างสงสัย เขาไม่ทราบว่าทำไมประมุขพรรคจึงสนใจสตรีนางนี้
“นี่คือคุณหนูไป๋ชิวหลิงบุตรีของประมุขพรรค” เขาลดเสียงกล่าว
ยามนี้ไป๋ชิวหลิงเห็นพวกลู่เซิ่งเช่นกัน งอเข่าคารวะทุกคน แล้วหลบไปยืนอยู่ด้านข้าง รอให้พวกลู่เซิ่งไปก่อน
อย่างไรลู่เซิ่งก็มีศักดิ์ฐานะระดับเดียวกับบิดานาง ตำแหน่งสถานะไม่ใช่สิ่งที่เด็กน้อยอย่างนางจะเทียบเคียงได้
หนำซ้ำพรรควาฬแดงยังเป็นพรรคใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ พูดถึงบารมีและขนาดอาณาเขตที่ปกครอง ยังแกร่งกว่าพรรคแม่น้ำขาวมาก
แต่สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจอยู่บ้างก็คือ ตอนลู่เซิ่งกำลังนำคนผ่านด้านหน้าของนางไป กลับไม่ทราบหยุดลงด้วยเหตุใด
“เจ้าคือไป๋ชิวหลิงบุตรีของพี่ไป๋กระมัง” เสียงบุรุษทุ้มต่ำ ชวนให้คนนึกถึงความเข้มแข็งมีพลัง ดังมาจากด้านหน้า
ไป๋ชิวหลิงงงงัน รีบเงยหน้าขึ้น ประมุขพรรควาฬแดงลู่เซิ่งที่ผ่านไปก่อนหยุดอยู่ข้างหน้าตน พิจารณาตนด้วยความสนอกสนใจ
สายตานั้น…
นางอดตัวสั่นไม่ได้ เหมือนกับเห็นสิ่งของที่น่าสนใจอยู่บ้าง ความเกรี้ยวกราดที่ซุกซ่อนไว้ในส่วนลึก กับความรู้สึกที่ไม่อาจปฏิเสธ เหมือนกับผู้ล่าระดับสูงสุดจับจ้องตัวหนอนที่อ่อนแอ
กลิ่นอายดุร้ายที่แตกต่างกับบิดาโดยสิ้นเชิงครอบคลุมไป๋ชิวหลิง ทำให้นางที่เดิมขี้ขลาดอยู่บ้างอดถอยหลังก้าวหนึ่งไม่ได้ หน้างามซีดขาวเล็กน้อย
“เจ้าค่ะ ชิวหลิงคำนับท่านอาลู่” เพราะการอบรมบ่มนิสัยที่เคร่งครัด นางอดกลั้นความอึดอัด ทักทายลู่เซิ่งอย่างมีมารยาทเบาๆ
ลู่เซิ่งพินิจพิจารณานาง ความรู้สึกบอกเขาว่า หญิงสาวนางนี้แตกต่างกับคนอื่นๆ แต่สุดท้ายแตกต่างตรงไหน เขาก็บอกไม่ได้
“เจ้าไม่เลวยิ่ง…” เขาพิจารณาเล็กน้อย “ถ้าเจอปัญหา มาหาข้าได้”
นับตั้งแต่มาถึงเมืองอินทรีคู่ แต่ละวันเขารู้สึกได้ว่า บรรยากาศของที่นี่แปลกประหลาดและอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ บนตัวหญิงสาวในเมื่อมีสิ่งที่ไม่ธรรมดาซึ่งทำให้เขารู้สึกแตกต่าง ผูกมิตรไว้ก่อนก็ไม่เลว
“เอ่อ… ขอบคุณ ขอบคุณท่านอาลู่” ไป๋ชิวหลิงตะลึงงัน เกือบไม่ได้ตอบ ไม่เข้าใจเจตนาดีของลู่เซิ่ง แต่เจตนาดีก็ยังดีกว่าเจตนาร้าย ดังนั้นจึงรีบขอบคุณ
เพียงแต่นางสงสัยอยู่บ้างว่า ตนเป็นคุณหนูของพรรคแม่น้ำขาว เจอปัญหาย่อมให้บิดาจัดการ ไม่น่าจะมีปัญญาแล้วไปหาท่านผู้นี้
แต่ด้วยมารยาท นางยังคงขอบคุณลู่เซิ่งอย่างจริงจัง
ลู่เซิ่งยิ้มให้นางอย่างเป็นมิตร พายอดฝีมือจากไปช้าๆ
ไป๋ชิวหลิงยืนบนระเบียง พิงกับเสากลมใหญ่โต มองตามลู่เซิ่งจนจากไป รู้สึกเคลือบแคลงสงสัย
ปัญหาอะไร นอกจากคนชุดดำสองคนที่ท่านพ่อไปพบอย่างลับๆ ล่อๆ เมื่อหลายวันก่อนแปลกประหลาดไปบ้าง ช่วงนี้ก็ไม่มีเรื่องใดที่ควรค่าแก่การให้ความสนใจ นางจะเจอปัญหาอะไรในเมืองอินทรีคู่
ไป๋ชิวหลิงใคร่ครวญ ยังคงไม่มีเงื่อนงำ จึงละความสนใจ นางมีคำถามด้านวิทยายุทธ์ข้อหนึ่งกำลังไปให้ท่านพ่อตอบพอดี
นางออกจากระเบียง นั่งบนเกี้ยวไป กำลังไปยังห้องหนังสือของบิดา
“คุณหนูใหญ่ คนที่บอกว่าตัวเองเป็นสหายของท่านมาอีกแล้ว” องรักษ์ข้างกายมารายงานเบาๆ อีกครั้ง
‘หือ ไม่ใช่ให้เขาไปแล้วหรือ อายุน้อยเท่านี้ก็ออกมาหลอกลวงคน เหตุใดไม่หางานหาการดีๆ ทำ” ไป๋ชิวหลิงเอ่ยอย่างจนใจ ความเมตตาของนางเป็นที่เลื่องลือในเมืองอินทรีคู่
เห็นแมวหมาใกล้ตายข้างทาง ก็อดเข้าไปช่วยไม่ได้ ยิ่งอย่าว่าแต่คน
คนในเมืองที่เคยรับบุญคุณของนางมีไม่ต่ำกว่าพันคน แม้แต่ไป๋เจิ้นหมิงบิดาของนาง ชื่อเสียงก็สู้นางไม่ได้
“เขาบอกว่าไม่ต้องการเงินของท่าน ขอแค่คุยกับท่านตามลำพังสองสามคำก็พอ” องครักษ์ข้างกายกล่าวอย่างระอา
“คุยกับข้าตามลำพังสองสามคำ” ไป๋ชิวหลิงนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
คนหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสวมเสื้อผ้าซอมซ่อ ตอนมาขอทานข้างทางระหว่างที่นางออกบ้าน นางเห็นเขาน่าเวทนา จึงให้เงินเขาเล็กน้อย คิดไม่ถึงกลับถูกคนผู้นี้ตามตื๊อ
“คนผู้นี้ต้องการอะไรกันแน่” ไป๋ชิวหลิงจนใจ “หรือเห็นข้าข่มเหงได้ง่าย”
“ให้ข้าน้อยสั่งสอนเขาสักรอบดีหรือไม่” องครักษ์กล่าวเบาๆ
ไป๋ชิวหลิงลังเล เขาไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่สมควรโดนแบบนี้ “ช่างเถอะๆ ไม่ต้องสนใจเขา ข้าจะไปห้องหนังสือของบิดา ฟ้ามืดแล้ว กลางคืนต้องแช่โอสถ ท่านบอกเขาว่าถ้าอยากเจอข้าจริงๆ พรุ่งนี้ให้มาเช้าหน่อย วันนี้ยุ่งมากจริงๆ”
“คุณหนูมักใจดีเช่นนี้ คนอื่นจะเข้าใจผิดว่าท่านรังแกได้” องครักษ์กล่าวพลางยิ้มหนักใจ
“ไม่เป็นไร ไม่ใช่ว่ายังมีท่านกับท่านพ่อหรือ” ไป๋ชิวหลิงยิ้มหยอกล้อ
องครักษ์ผู้นี้เห็นนางตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ถึงขั้นที่นอกจากบิดามารดาแล้ว เขาเป็นคนที่นางสนิทที่สุด ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองเหมือนพี่น้อง ไม่ต้องระวังคำพูดมากมาย
เมื่อได้รับคำตอบของไป๋ชิวหลิง องครักษ์ก็สั่งให้พลพรรคด้านข้างคนหนึ่งไปยังประตูด้านข้างของหน่วยหลักโดยเฉพาะ
นอกประตูด้านข้าง หลี่ซุ่นซีนั่งรอข่าวอย่างเงียบๆ อยู่ข้างกำแพง พอเห็นพลพรรคออกประตูมุ่งตรงมาหา เขาก็รีบร้อนลุกขึ้น
“เป็นอย่างไร คุณหนูไป๋ชิวหลิงจะเจอข้าแล้วหรือ”
“คุณหนูใหญ่ตอนนี้ไม่มีเวลา ท่านไม่ต้องเสียเวลาแล้ว ข้าว่าท่านก็ไม่เหมือนคนเลว สมควรทราบว่า แม้คุณหนูใหญ่จะเป็นกันเอง แต่ไม่ใช่อยากเจอก็จะเจอได้” พลพรรคพอจะดูออกว่าหลี่ซุ่นซีมีรูปร่างหล่อเหลา บุคลิกอบอุ่น ท่าทีก็ไม่เลว ต่อให้เขาสวมเสื้อผ้าดั่งขอทาน แต่ก็ไม่ได้แสดงความรังเกียจขับไล่
ได้ยินคำพูดนี้จบ หลี่ซุ่นซีก็ยิ้มอย่างอับจน เขาคิดมาดีแล้ว ภัยพิบัติของเมืองอินทรีคู่จะอยู่ในสองสามวันนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าใช่วันนี้ไหม
เตือนไป๋ชิวหลิงเร็วๆ จะได้มีโอกาสทำให้นางเชื่อใจ ได้โอกาสพลิกสถานการณ์ อย่างไรทั่วทั้งเมืองอินทรีคู่ก็มีหลายหมื่นคน ชีวิตคนตั้งมากมายขนาดนี้
แต่จะสร้างความเชื่อใจอย่างไรเป็นปัญหา
“ก็ได้… พรุ่งนี้ข้าจะมาอีก” เขาคิดจะลอบเข้าพรรคแม่น้ำขาวตอนดึก เดินตามกฎดูเหมือนผ่านไม่ได้ อาศัยแค่ลมปาก ไม่มีคนเชื่อถือ ‘คำพูดไร้สาระ’ ของเขา ต่อให้พูดเรื่องหยกปีศาจ อย่างมากก็ถูกยึดถือเป็นคนบ้า ไม่มีผู้ใดเชื่อ
“รีบไปเถอะ เกิดถูกหน่วยลาดตระเวนในพรรคพบเข้า ท่านจะเดือดร้อนเอา” พลพรรคคนนั้นก็มีจิตใจดี รีบเร่งรัด
“ขอบคุณ!” หลี่ซุ่นซีคำนับคนผู้นั้นอย่างจริงจัง ก่อนหมุนตัวจากไปอย่างแน่วแน่
เดินออกมาสักระยะ เขาพลันเกิดลางสังหรณ์ หันไปมองหน่วยหลักพรรคแม่น้ำขาว
การมองนี้ทำให้จิตใจเขาเคร่งเครียด
ท้องฟ้าเหนือพรรคแม่น้ำขาวเหมือนกับมีฝุ่นควันลอยวนเวียน ฝุ่นควันนั้นเบาบางยิ่ง ถ้าไม่ใช่เขามีหยกลี้ลับ คงไม่เห็น
ฝุ่นควันล่องลอยวนเวียน ไม่ถูกลมเป่าหายไป กลับแฝงไว้ด้วยความอัปมงคล
‘ต้องรีบแล้ว…’ หลี่ซุ่นซีกังวลใจ ‘คืนนี้ถ้าไม่สำเร็จ ได้แต่หาโอกาสพาไป๋ชิวหลิงไปจากที่นี่’
เขาตัดสินใจ หมุนตัวรีบร้อนผละจากไป
…
ก๊อกๆๆ
ไป๋ชิวหลิงเคาะประตูไม้ของห้องหนังสือเบาๆ
ในอาทิตย์อัสดง รอบๆ ห้องหนังสือไร้ผู้คน พลพรรคที่เดิมเฝ้าอยู่ก็ไม่ทราบไปไหน
“จริงๆ เลย คนพวกนี้แอบอู้ รอท่านพ่อกลับมา ข้าต้องฟ้องเสียหน่อย” ไป๋ชิวหลิงแม้จะเมตตา แต่ไม่ใช่ปล่อยเลยตามเลย
เรื่องแบบนี้ทำลายกฎของพรรค ห้องหนังสือเป็นสถานที่สำคัญยิ่งของบิดา ที่แล้วมามีองครักษ์อาภรณ์ขาวที่เป็นหัวกะทิเฝ้า แต่ตอนนี้ไม่เห็นสักคนเดียว
นางบ่นสองสามคำ จากนั้นยื่นมือเคาะประตูอีกรอบ
ก๊อกๆๆ
ด้านในยังคงเงียบสงัด ดูเหมือนท่านพ่อไม่อยู่ด้านใน
‘อาจไปด้านนอกกับสหายสองคนนั้น’ ไป๋ชิวหลิงคิด ในเมื่อบิดาไม่อยู่ นางกวาดตามองรอบๆ หยิบกุญแจพวงหนึ่งออกจากเอวอย่างเงียบๆ เสียบดอกหนึ่งในนี้กับแม่กุญแจตรงประตูไม้ แล้วหมุนเบาๆ
แอ๊ด
นางออกแรงผลักประตู
‘หึๆ ท่านพ่อไม่อยู่พอดี ฉวยโอกาสไปแอบดูห้องลับที่ปกติอยากเห็นดีกว่า’ ไป๋ชิวหลิงแสดงสีหน้าเจ้าเล่ห์ นางรีบเข้าห้องหนังสือ หมุนตัวปิดประตูไม้
ในห้องหนังสือ ชั้นหนังสือแต่ละแถวจัดเรียงเรียบร้อย แสงสีแดงของอาทิตย์อัสดงสะท้อนเข้ามาอ่อนๆ ลอดผ่านหน้าต่างกระดาษสีขาว ส่องด้านในเป็นสีแดงอ่อน
ไป๋ชิวหลิงกวาดตามอง วิ่งมาถึงด้านหน้าชั้นหนังสือที่พิงกำแพงด้านในห้องหนังสืออย่างคุ้นทาง
นางคลำหาบนชั้นหนังสือ ดึงหนังสือเล่มหนึ่งออกมา ยื่นมือเข้าไปกดด้านในช่องว่างอย่างแรง
แกร่ก
เสียงหนึ่งดังเบาๆ ในกำแพง แว่วการเคลื่อนไหวของกลไก กำแพงว่างเปล่าข้างชั้นหนังสือค่อยๆ เคลื่อนออกเป็นประตูลับทรงสี่เหลี่ยมจุตรัส
ห้องลับที่ว่านี้ความจริงไม่ใช่ห้องลับ ไป๋ชิวหลิงทราบวิธีเปิดมานานแล้ว เพียงแต่สิ่งที่เก็บสะสมไว้ด้านในเป็นวัตถุล้ำค่าที่ไป๋เจิ้นหมิงทะนุถนอมยิ่ง
ภาพวาดโบราณมากมาย คัมภีร์โบราณหลายเล่ม สมบัติล้ำค่าซึ่งเป็นของฝังในสุสาน ของแปลกๆ ไป๋เจิ้นหมิงใช้ของยึดไว้กับกำแพง
ไป๋ชิวหลิงค่อยๆ เดินเข้าห้องลับ เริ่มมองซ้ายมองขวาอย่างสนใจ
เวลาค่อยๆ ผ่านไป เส้นแสงด้านนอกริบหรี่ลงอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ในห้องลับมืดกว่าเดิม
ไป๋ชิวหลิงไม่ได้สนใจเวลา รอนางเห็นของเล่นชิ้นใหม่ ฟ้าก็มืดแล้ว ดูของในห้องลับได้แค่ครึ่งเดียว โคมไฟบนกำแพงในห้องลับลุกไหม้มานานแล้วเช่นกัน
ของสะสมของไป๋เจิ้นหมิงมีมากเกินไป ส่วนใหญ่เป็นภาพวาด วัตถุโบราณ ของเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไป๋เจิ้นหมิงสนใจที่สุด
นางเพลิดเพลินกับการหาผลงานที่ตนเองชอบท่ามกลางของสะสมไม่น้อย จึงลืมเวลาไป
‘ดึกมากแล้ว… สมควรไปแล้ว…’ ด้านนอกไม่รู้มืดลงตอนไหน ไป๋ชิวหลิงไม่ทราบว่าตนเองอยู่ในห้องลับนานเท่าไหร่
แต่พอทราบว่าถ้าท่านพ่อพบว่าตนเข้าห้องลับ จะต้องเดือดดาลแน่
นางแลบลิ้น
‘สุดท้ายแล้วๆ ดูเป็นชิ้นสุดท้าย…’
นางกวาดตามองห้องลับโดยไม่อยากจากไป ม้วนภาพขนาดใหญ่มากม้วนหนึ่งดึงดูดสายตาของนางอย่างรวดเร็ว
……………………………………….
บทที่ 147
นั่นเป็นภาพสีที่แขวนไว้ด้านในสุดของห้องลับ
ไป๋ชิวหลิงเร่งฝีเท้าเดินไปพิจารณาภาพนั้น
ในภาพวาดเวทีเต้นรำที่ใหญ่มาก คนหลายคนทำการแสดงบนเวทีเต้นรำ คล้ายกับกำลังร้องเล่น ทั้งคล้ายกำลังต่อสู้
รอบๆ เวทีเต้นรำ มีคนจำนวนมากชมดูอยู่
มุมหนึ่งของภาพวาดเป็นตำแหน่งผู้ชมนอกเวทีเต้นรำ เหมือนกับผู้ดูภาพก็คือผู้ชม เมื่อเงยหน้ามองด้านหน้า ก็จะเห็นเวทีเต้นรำขนาดใหญ่ที่คึกครื้นยิ่ง
ภาพวาดละเอียดประณีตและวาดอย่างสมจริง รายละเอียดมากมายบนภาพวาดดั่งมีชีวิต ราวกับของจริง
รอบๆ เวทีเต้นรำสีขาวอมเทาเป็นแสงอาทิตย์อันอ่อนโยน ยังมีต้นไม้ใบหญ้าที่ถูกพัดไหว
ไป๋ชิวหลิงไม่เคยเห็นภาพวาดที่ละเอียดและสมจริงขนาดนี้มาก่อน เทียบแบบกันแล้ว ภาพน้ำหมึกในอดีตมีความเข้มเกินไป ไม่ได้มีความรู้สึกเหมือนตัวเองไปอยู่ด้านในที่น่าตกตะลึงพรึงเพริดแบบนี้
นางรู้สึกเหมือนกับตัวเองคล้ายยืนอยู่กลางฝูงชน ชมดูเวทีเต้นรำจริงๆ
ไป๋ชิวหลิงลูบไล้ภาพวาดอย่างเพลิดเพลิน แตะสัมผัสทุกสัดส่วน มองจากมุมมองภาพวาด ด้านหน้าเป็นศีรษะคนที่เบียดเสียดเคลื่อนไหว ทั้งหมดเป็นผู้ชมเวทีเต้นรำ รอบๆ มีคนแก่มีเด็กน้อย ยังมีเค้าโครงรถม้าที่ผ่านทางมาที่มุมหนึ่ง
อย่างช้าๆ ขณะไป๋ชิวหลิงตรวจสอบลวดลายบนม้านั่งตัวหนึ่งตรงมุมภาพวาด พลันรู้สึกผิดปกติ
นางเงยหน้าขึ้นมองดูรอบๆ
รอบห้องลับเงียบสงัด ไม่มีเสียงใด ด้านนอกไม่ได้ยินเสียงองครักษ์เคลื่อนไหว
พอไม่พบปัญหาอะไร ไป๋ชิวหลิงก็ละสายตากลับมาที่ภาพวาดใหม่
แต่รอบนี้ นางกลับพบความผิดปกติทันที
สตรีผมยาวคนหนึ่งในภาพวาดเดิมชมการแสดงบนเวทีสูงร่วมกับคนอื่นๆ ตอนนี้ไม่ทราบว่านางหันกลับมามองไป๋ชิวหลิงด้านหน้าภาพวาดตั้งแต่ตอนไหน
ดวงตาคู่นั้นเหมือนกับดวงตาของคนจริงๆ มีชีวิตชีวาและลึกล้ำ หญิงสาวตรงหน้าภาพวาดยิ้มอย่างทื่อด้าน
กรี๊ด!
ไป๋ชิวหลิงกรีดร้อง ถอยหลังไปหลายก้าว ก้นจ้ำเบ้า ตกใจจนเหงื่อกาฬไหลหลั่ง
‘อะไรกัน… เกิดอะไรขึ้นกัน!?’ แม้นนางจะเคยได้ยินเรื่องภูตผีปีศาจมาก่อน แต่เพิ่งเจอเองเป็นครั้งแรก
สตรีบนภาพวาดเหมือนกำลังมองนาง ไป๋ชิวหลิงหน้าซีดขาว
‘ข้า…ข้า…’ นางตัวสั่น จะคืบคลานขึ้นจากพื้น หากร่างสั่นระริก ผ่านไปนานยังลุกไม่ขึ้น
นางเข่าอ่อนแล้ว…
ตุบ
ทันใดนั้นศอกนางชนใส่ของบางอย่าง
ไป๋ชิวหลิงตัวสั่น แข็งทื่ออยู่กับที่
นางค่อยๆ เบือนหน้าไปมองอย่างติดๆ ขัดๆ เห็นด้านข้างตนเองไม่รู้มีขาคู่หนึ่งโผล่มาตอนไหน
เท้าสวมรองเท้าลวดลายงดงามประณีตสีแดง เหนือขึ้นไปเป็นกระโปรงสีแดง
ไป๋ชิวหลิงตัวเริ่มสั่น
“ช่วย…ช่วย…” นางอยากร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่ทราบว่าทำไมกลับส่งเสียงไม่ได้
“ไป!”
ทันใดนั้นมีเสียงตวาดดังขึ้นข้างหู ไป๋ชิวหลิงตาลาย เบิกตาโพลง พบว่าตนเองกำลังนอนหงายนิ่งๆ บนพื้นห้องลับ พื้นเย็นเฉียบ ทุกสิ่งเมื่อครู่คล้ายกับความฝัน
แต่ไม่รู้ว่าในห้องมีคนคนหนึ่งโผล่มาตั้งแต่ตอนไหน คนผู้นี้กุมมือนางไว้
“ท่านคือไป๋ชิวหลิง ใช่หรือไม่” คนผู้นั้นเป็นบุรุษหนุ่ม กล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึม
ไป๋ชิวหลิงมองเขาอย่างซึมเซา และจดจำได้อย่างรวดเร็ว คนผู้นี้คือขอทานที่ตอนกลางวันขวางนางไว้เพราะต้องการพูดคุยเป็นการส่วนตัว
“ท่าน…ท่านคือขอทานคนนั้น ท่านเข้ามาได้อย่างไร?!” สีหน้านางสับสนและหวาดกลัว
“ด้านนอกไม่มีใครเลย! ข้าพบว่าผิดปกติจึงวิ่งเข้ามา! ฟังให้ดีไป๋ชิวหลิง ข้ามาช่วยท่าน ที่นี่ไม่อาจรั้งอยู่นาน จำเป็นต้องรีบออกไปให้เร็วที่สุด!” หลี่ซุ่นซีรีบอธิบาย จ้องมองภาพวาดยักษ์ที่เขาโปรยกระดาษยันต์กองหนึ่งใส่
เขาจูงมือของไป๋ชิวหลิงถอยไปนอกประตูด้วยความเร็วสูง ขณะถอยหลัง ก็จ้องมองภาพวาดขนาดใหญ่นั้นเขม็ง ไม่กล้าชะล่าใจแม้แต่น้อย
“ท่านมาช่วยข้าหรือ” ไป๋ชิวหลิงใจเย็นลง อยู่ๆ ก็รู้สึกตัว เมื่อครู่คนผู้นี้พูดว่าอะไร
ด้านนอกไม่มีใครเลยหรือ เป็นไปไม่ได้! ที่นี่เป็นหน่วยหลักพรรคแม่น้ำขาว ทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่งจะมีหน่วยลาดตระเวนผ่านทาง ยังมียามเคาะโมงยามตีฆ้อง หญิงรับใช้ ข้ารับใช้ทำงาน มีเสียงฝีเท้ากับเสียงซุบซิบ
คนหลายร้อยคนทั่วทั้งหน่วยหลักที่ใหญ่โตทำไมไม่มีใครเลย
หลี่ซุ่นซีเห็นนางยังมีใบหน้างุนงง จึงก้มลงอุ้มนาง แล้วพุ่งไปยังประตูไม้ที่เปิดอยู่
ไป๋ชิวหลิงถูกอุ้มขึ้น คิดขัดขืนโดยสัญชาตญาณ แต่อยู่ๆ เห็นเงาคนสวมกระโปรงแดงแวบผ่านในห้องลับที่เพิ่งวิ่งออกมา
นางคิดจะกรีดร้อง คอพลันหยุดชะงัก ไม่อาจส่งเสียง ดวงตาหวาดกลัว ปล่อยให้หลี่ซุ่นซีอุ้มนางวิ่งออกจากห้องหนังสือไป
ในลานอันกว้างขวางด้านนอกว่างเปล่า ใบไม้บนพื้นถูกลมพัดลอยกระจาย
คนลาดตระเวน คนเฝ้ายาม หญิงรับใช้ที่ผ่านทาง ข้ารับใช้ที่รีบร้อน ทุกคนอันตรธานหายไปเหมือนกับนัดแนะกันไว้
“เกิด…เกิดอะไรขึ้นกันแน่!?” ไป๋ชิวหลิงเวลานี้นึกย้อน หลังจากตนเข้าห้องหนังสือ ด้านนอกก็เงียบสงัด ไม่พูดถึงหญิงรับใช้และยาม แม้แต่คนเคาะโมงยามก็ไม่ได้ยินว่าผ่านมา
“ของอย่างหนึ่งที่บิดาท่านสะสมไว้มีปัญหา สาเหตุยุ่งยากยิ่ง พวกเราหนีออกไปก่อนค่อยว่ากัน!” หลี่ซุ่นซีทางหนึ่งอุ้มไป๋ชิวหลิงวิ่ง ทางหนึ่งตอบคำถามนางอย่างใจเย็น
แรงกายของเขาในตอนนี้ผ่านการส่งเสริมมาระยะเวลาหนึ่ง พละกำลังและความอดทนเพิ่มขึ้นมาก บวกกับความสามารถดั้งเดิม เมื่อประสานกันแล้ว แค่อุ้มคนวิ่งไม่เป็นปัญหาจริงๆ
“ท่านพ่อ…ท่านพ่อ…ไม่ได้ ท่านวางข้า ข้าจะไปหาท่านพ่อ!” ไป๋ชิวหลิงพลันรู้สึกตัว ออกแรงขัดขืน
ทั้งสองคนทะลุซุ้มประตูของลานห้องหนังสือ ด้านนอกเป็นทางระเบียงเสากลมกว้างขวาง ระเบียงไร้สิ่งใด ยังคงไม่มีคน
ไป๋ชิวหลิงตีสองเท้า สองมือข่วนหลังหลี่ซุ่นซี ร้องโวยวาย
“ท่านปล่อยข้า!” เพราะหวาดกลัว นางกัดใส่แขนของหลี่ซุ่นซีอย่างแรง
โอ๊ย!
หลี่ซุ่นซีเจ็บปวด อดคลายมือออกไม่ได้ พลันรู้สึกโมโห เขาลำบากเข้ามาช่วยคน ไป๋ชิวหลิงกลับปฏิบัติด้วยเช่นนี้ ในใจมีเพลิงโทสะบ้างแล้ว
“ท่านอยากตายหรือ!? ตอนนี้เมืองอินทรีคู่อันตรายยิ่ง ท่านหาบิดาท่านไปก็ไม่มีประโยชน์!”
“ขอบคุณที่ท่านช่วยเหลือข้า” ไป๋ชิวหลิงยืนตั้งหลัก สูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง ถอยหลังไปสองก้าวพร้อมจดจ้องหลี่ซุ่นซี “แต่ครอบครัวมีปัญหา ข้าจะต้องรีบแจ้งท่านพ่อให้เร็วที่สุด”
สุดท้ายนางก็เป็นบุตรีของประมุขพรรค ไม่ใช่ใช่ดรุณีทั่วไป ไม่ได้เสียสติไป หากในที่สุดก็ค่อยๆ เยือกเย็นลง และพบจุดน่าสงสัยมากมายบนตัวหลี่ซุ่นซี
“ท่านช่วยข้า มีบุญคุณต่อพรรคแม่น้ำขาว ไปหาท่านพ่อด้วยกันเถอะ เขาจะต้องตบรางวัลท่านแน่ ท่านต้องการอะไร ถ้าท่านพ่อให้ได้ก็สามารถทำให้ท่านพอใจได้”
หลี่ซุ่นซีจนใจ
พรรคแม่น้ำขาวเกิดเรื่อง ไป๋เจิ้นหมิงย่อมไม่รอดเช่นกัน
“ข้าไม่รู้จักท่าน และไม่ทราบว่าทำไมท่านจึงมาช่วยข้า” ไป๋ชิวหลิงค่อยๆ ใจเย็นลง แม้ยังแตกตื่นหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ความคิดก็ทำงานชัดเจนขึ้น
ขอทานตรงหน้าไม่ใช่คนร้ายแน่ อาศัยแค่เขา ยอดฝีมือจำนวนมากรอบๆ หน่วยหลักไม่มีทางไร้การเคลื่อนไหวโดยสิ้นเชิง
ถ้าเขามีความสามารถนี้จริงๆ คงเข้ามาจับตนโดยตรงแล้ว ไม่ต้องพูดจาวกไปวนมาเพื่อหลอกลวงนาง
ไป๋ชิวหลิงความคิดทำงานเร็วจี๋
“แต่ตอนนี้พานพบปัญหา สมมติว่าเมืองอินทรีคู่เกิดปัญหาอย่างที่ท่านว่าจริงๆ ถ้าบอกว่ามีคนช่วยได้ นั่นจะต้องเป็นท่านพ่อของข้า”
“บิดาท่าน…” หลี่ซุ่นซีอยากพูดก็หยุดไว้
ไป๋เจิ้นหมิงแข็งแกร่งมากจริงๆ ฝึกกำลังภายในและภายนอกคู่กัน ถือเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดของขั้นผนึกจิต ใกล้เคียงกับขั้นเอกะฟ้า
แต่สำหรับภูตผีปีศาจ พลังยุทธ์เช่นนี้ไม่มีความหมาย
ในชะตาที่เขาเห็น ไป๋เจิ้นหมิงตายอยู่ในลานเล็กของห้องนอนตนเอง ถูกภูตผีกลุ้มรุม ต้านได้แค่ไม่กี่กระบวนท่า ก็ถูกฝูงภูตผีควักหัวใจจนตาย
“ท่านไปก็ไม่เจอ…” หลี่ซุ่นซียังคิดเกลี้ยกล่อม
ไป๋ชิวหลิงกลับหมุนตัววิ่งไปยังที่ไกลๆ อย่างแน่วแน่ นางจะต้องรีบแจ้งเรื่องที่เกิดในห้องหนังสือแก่ท่านพ่อ
ยังมีภาพวาดในห้องลับที่นางเจอ แปลกพิสดารเกินไป พอทบทวนดูก็เหงื่อแตกโซมกาย
มองภาพจนหลับไหล นี่เป็นเรื่องที่นางไม่เคยประสบมาก่อน ยังมีสตรีในภาพวาดนางนั้น และเท้าคู่หนึ่งด้านข้างตัวนาง
ถ้าไม่ใช่ขอทานคนนี้ปลุกตื่น ครั้งนี้คงไม่เจอครอบครัวจริงๆ แล้ว
‘ต้องรีบหาท่านพ่อ! ในพรรคเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่!?” ไป๋ชิวหลิงมองรอบๆ ขณะวิ่งอยู่ กลับไม่เห็นเงาคน หวาดหวั่นขึ้นเรื่อยๆ
“ท่านจะตามหาบิดาของท่านให้เจอก่อนจึงค่อยไปใช่หรือไม่” หลี่ซุ่นซีรีบตามมา ถามเสียงทุ้ม
“ข้าไม่เชื่อคำพูดของท่าน” ไป๋ชิวหลิงตกใจ หยุดชะงักและถอยหลังอีกครั้ง มองหลี่ซุ่นซีอย่างระมัดระวัง “ความแข็งแกร่งด้านพลังของพรรคแม่น้ำขาว ท่านคาดคิดไม่ถึง ต่อให้เกิดเรื่องก็ไม่มีทางหายไปทุกคนพร้อมกัน!”
หลี่ซุ่นซีมองดวงตาที่แน่วแน่ของนาง ทราบว่าไม่ไปหาไป๋เจิ้นหมิงไม่ได้ คิดฟาดคนให้สลบแล้วพาไป แต่ของบางอย่างเรื่องบางเรื่อง ไม่ใช่บีบบังคับแล้วจะสำเร็จ
“ไปเถอะ ข้าจะไปกับท่านด้วย” เขาหยิบยันต์กระดาษปึกหนึ่งจากในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว
“หา” ไป๋ชิวหลิงตะลึงงัน
…
ภายในสวนด้านทิศเหนือ
ลู่เซิ่งผ่อนลมหายใจ ดื่มสุรากาหนึ่งกับสวีชุย นั่งชี้แนะวรยุทธ์ในตัวลาน
ด้วยระดับของลู่เซิ่ง ชี้แนะสวีชุยที่อยู่ในขอบเขตสูงสุดของขั้นพลังปลอดโปร่ง ย่อมไม่ต้องพูดถึง
แต่สิ่งที่เขาสนใจอย่างแท้จริงไม่ใช่อาการบาดเจ็บที่เพิ่งหายดี และไม่ใช่คำถามแต่ละข้อที่สวีชุยเอ่ยถึง หากเป็นบรรยากาศชั่วร้ายที่แฝงอยู่ในพรรคแม่น้ำขาว
“จะว่าไปพรรคแม่น้ำขาวนี้พิกลอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้ข้าน้อยเดินเล่นในเมือง สืบเรื่องราวประหลาดรอบๆ นี้ให้ใต้เท้า รู้สึกว่าคนในเมืองอินทรีคู่พิลึกเล็กน้อย” หลังสวีชุยได้รับการตอบคำถาม ก็เอ่ยขึ้น
“อ้อ? พิลึกอย่างไร” ลู่เซิ่งกลับคิดไม่ถึงว่าสวีชุยก็มองออกเช่นกัน
“คนพวกนี้รู้สึกเหมือนไม่สดชื่น คล้ายหลับพักผ่อนไม่เพียงพออย่างรุนแรง หลายๆ คนขอบตาคล้ำ ไม่รู้ว่าทำไม” สวีชุยย่นคิ้วเอ่ย
ลู่เซิ่งหยีตา พลันนึกถึงคดีคันฉ่องแก้วที่ตรวจสอบตอนอยู่ที่พรรคชา ตอนนั้นคนของพรรคชาก็เป็นเช่นนี้ ขอบตาดำ ลักษณะพักผ่อนไม่เพียงพอ
“จะว่าไปตอนนี้กี่ยามแล้ว”
สวีชุยงงงัน จากนั้นสีหน้าเปลี่ยนแปลง
“ทุกๆ วันก่อนหน้านี้เมื่อถึงเวลาที่กำหนด จะมีคนเคาะโมงยามผ่านทาง แต่ตอนนี้ไม่ได้ยินเลย”
“อาจเกิดปัญหา” ลู่เซิ่งค่อยๆ ลุกขึ้น ยืดเส้นยืดสาย “ไปเถอะ ออกไปดูกัน”
……………………………………….
บทที่ 148
สวีชุยสีหน้าสงบลง ขอแค่ประมุขพรรคอยู่ ยังมีอันตรายหรือปัญหาใดควรค่าให้สนใจอีก
เขาลุกขึ้น เดินตามลู่เซิ่งออกประตูลาน
ลมยามพลบค่ำเย็นเยียบเล็กน้อย พัดผ่านถนนด้านนอกสวนด้านทิศเหนือ ส่งเสียงหวีดหวิว
มีคนของพรรควาฬแดงในลานฝั่งตรงข้ามเดินออกจากตัวลาน พอเห็นลู่เซิ่ง ก็รีบทำความเคารพ
“ประมุขพรรค สภาพการณ์แปลกๆ อยู่บ้าง พลพรรคแม่น้ำขาวที่ตอนบ่ายยังลาดตระเวนเบื้องนอก ตอนนี้ไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
พวกเราให้คนยกสุราอาหารส่วนหนึ่งมา ตอนนี้ผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้ว หญิงรับใช้หายไปหมด พี่น้องที่ออกไปหาบอกว่าด้านนอกไม่มีใครสักคน!” ผู้อาวุโสคนหนึ่งในพรรคเข้ามาเอ่ยเสียงทุ้ม
“พวกเจ้ารออยู่ที่เดิม ข้าจะไปถามพี่ไป๋ดู” ลู่เซิ่งรู้สึกผิดปกติอยู่บ้างเช่นกัน ย่นคิ้วกล่าว
“ข้าจะติดตามประมุขพรรคไปด้วย”
“ข้าน้อยอยากตามไปด้วย”
มีหลายคนขอร่วมทาง ลู่เซิ่งกลับยกมือห้าม
“พวกเจ้าอยู่รวมกันในตัวลานดีกว่า ถ้าผ่านไปนานแล้วข้ายังไม่กลับมา ให้พวกเจ้าถอยออกจากหน่วยหลักพรรคแม่น้ำขาว หาสถานที่ปลอดภัยรอข้า”
ยอดฝีมือสำนึกปลอดโปร่งหลายคนต่างรู้จักลำดับความสำคัญ รีบพยักหน้าขานรับ
ลู่เซิ่งไม่ได้พาใครไปด้วย ให้สวีชุยรั้งอยู่ ตนเองออกจากสวนด้านทิศเหนือ มุ่งหน้าไปยังสวนกลางของหน่วยหลักพรรคแม่น้ำขาวตามลำพัง
กำแพงดำตั้งสูง ทางเชื่อมที่เย็นเยียบเงียบสงัด โคมไฟสีเหลืองอ่อนหลายแถวโยกเยกกลางสายลม เรียงต่อกันไปถึงสุดสายตา
โถงอาหาร ไม่มีคน
โถงธุรการ ไม่มีคน
โถงอาญา ไม่มีคน
แม้แต่ลานด้านหลังที่ข้ารับใช้อยู่ ก็เงียบกริบ
ลู่เซิ่งผ่านสถานที่ไม่น้อย ตอนแรกแน่ใจว่าเป็นอาณาเขตที่ต้องมีคน กระนั้นกลับไม่มีใครเลย
พรรคแม่น้ำขาวเหมือนกลายเป็นเขตร้าง
มาถึงตัวลานที่ไป๋เจิ้นหมิงอยู่ ด้านในมืดสนิท โคมไฟก็ดำไปแล้วเช่นกัน
กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยมาจากในลาน
ลู่เซิ่งชะงักฝีเท้า ยืนอยู่หน้าประตูลาน
ไม่ต้องเข้าไป เขาก็รู้คำตอบแล้ว กลิ่นเลือดนี้เป็นของไป๋เจิ้นหมิงที่เขาพบปะสมาคมมาหลายวัน หนำซ้ำยังมีกลิ่นเหม็นเน่าจางๆ
‘ต้องรีบไปจากที่นี่!’ ลู่เซิ่งหรี่ตามองดูโคมไฟหน้าประตูใหญ่อย่างล้ำลึก แล้วรีบหมุนกายกลับไป
พรรคแม่น้ำขาวไม่ใช่ญาติมิตร ในสถานการณ์แบบนี้ไม่จำเป็นต้องรับความเสี่ยงแทน ขอแค่อีกฝ่ายไม่หาเรื่อง เขาก็จะไม่ยุ่งด้วย
สามารถทำให้หน่วยหลักพรรคแม่น้ำขาวทั้งหมดตกอยู่ในสภาพนี้โดยเทพไม่ทราบภูตผีไม่รู้ได้ พลังและขุมกำลังจะต้องไม่เล็กแน่
ลู่เซิ่งไม่คิดมาก ถอยกลับอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้เขาไม่ได้มาคนเดียว แต่พายอดฝีมือบริวารของพรรควาฬแดงมาด้วยหลายสิบคน ย่อมไม่อาจเสี่ยง
เสียงฝีเท้าเร่งรีบ เขาหายไปจากมุมที่เย็นเยียบอ้างว้างอย่างรวดเร็ว เสียงลอยออกไปไกลอย่างเร่งร้อน
หลังลู่เซิ่งจากไปหลายสิบอึดใจ เงาคนหนึ่งดำหนึ่งแดงปรากฏตัวในด้านหน้าตัวลาน
“เขามาได้อย่างไร” เงาคนสีดำมองทิศทางที่ลู่เซิ่งจากไป ฉงนใจอยู่บ้าง
“คิกๆ…ลู่เซิ่ง…หรือว่า…รู้จักเรื่อง…หยกปีศาจเช่นกัน” สตรีอาภรณ์แดงอีกคนกางร่มคันหนึ่ง ซุกซ่อนใบหน้าไว้ใต้ร่มจนมองไม่ถนัด
ถ้าหากลู่เซิ่งยังอยู่ มองปราดเดียวจะต้องจดจำได้ทันทีว่า สตรีนางนี้ก็คือสตรีกางร่มแห่งจัตุรัสแดงที่เขาเคยสู้ด้วย
“เป็นไปไม่ได้ ผู้นำค่ายพรรคแดนเหนือเช่นเขาเหตุใดจึงทราบเรื่องหยกปีศาจ” เงาคนสีดำเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
“เช่นนั้น…ท่านคิดจะ…ทำอย่างไร เขาเป็นคนของตระกูลซั่งหยาง…” สตรีกางร่มกล่าวกระท่อนกระแท่น
“บริวารตระกูลซั่งหยางแค่คนเดียว หรือข้าผู้เฒ่าต้องหลบเลี่ยง” เงาคนสีดำเอ่ยอย่างเย็นชา “ในเมื่อมาโผล่ที่นี่ ก็กำจัดทิ้งไปพร้อมกันเลย”
“ใต้เท้าร้ายกาจจริงๆ…คิกๆๆ…” สตรีกางร่มหัวเราะคิกๆ
“หยกปีศาจจะแสดงผลโดยสมบูรณ์แล้ว ให้คนของพวกเราหลีกเลี่ยงใจกลาง อย่าได้ถูกลูกหลง ไอปีศาจไม่สนใจว่าเจ้าจะช่วยมันหรือสังหารมัน รีบไปเถอะ อย่าเสียเวลา ทำให้เสร็จเร็วๆ ได้ยิ่งดี” เงาคนสีดำกล่าวราบเรียบ
“ทราบแล้ว…” สตรีกางร่มขานรับ เงาร่างค่อยๆ เดินห่างออกไป ไม่ทันไรก็หายไปในเงามืด
เงาดำเอามือไพล่หลังเร่งฝีเท้าออกจากมุมถนน สาบสูญไปอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปอีกสิบกว่าอึดใจ ในที่สุดก็มีคนกลุ่มที่สามมาถึงหน้าประตูลานอีกครั้ง
หลี่ซุ่นซีกับไป๋ชิวหลิงที่หอบหายใจในที่สุดก็มาถึงหน้าลานซึ่งไป๋เจิ้นหมิงอยู่
“ท่านพ่อ!” ไป๋ชิวหลิงตะโกนเรียก สีหน้ากระวนกระวายขณะพุ่งเข้าไปผลักเปิดประตู
เอี๊ยด…!
เสียงดังเบาๆ เมื่อประตูไม้ถูกผลักเปิด เผยให้เห็นสภาพด้านในลาน
เลือด
เลือดเต็มพื้น
ในตัวลานที่มืดมิด ไป๋เจิ้นหมิงกับยอดฝีมือของพรรคแม่น้ำขาวสิบกว่าคนด้านข้าง นั่งด้วยกันเป็นวง คล้ายกำลังประชุม แต่ทุกคนมีสีหน้าซีดขาว ไม่ขยับเขยื้อน
ไป๋ชิวหลิงเห็นรูใหญ่ที่อกของไป๋เจิ้นหมิงทันที มันถูกคว้านทิ้งเลือดกำลังไหลรินจากด้านข้างรูไปตามเก้าอี้และขาลงสู่พื้น
ไม่ใช่แค่เขา คนอื่นๆ ก็เป็นเช่นนี้ เลือดของทุกคนรวมกัน กลายเป็นใบหน้าประหลาดขนาดใหญ่บนพื้น
คล้ายเป็นคน และคล้ายเป็นแมว
“ท่านพ่อ…!” ไป๋ชิวหลิงน้ำตาพรั่งพรู มือกุมปากพยายามอดกลั้นไม่ให้ตนเองร้องไห้เสียงดัง แต่ร่างกายยังคงสั่นโดยไม่รู้ตัว
หลี่ซุ่นซีเดินเข้าประตูมา ยืนข้างๆ นางพลางถอนใจเบาๆ นี่ก็คือจุดจบของไป๋เจิ้นหมิง หยกปีศาจถูกปลดผนึกแล้ว ถ้ายังไม่ไป เมื่อเกิดระเบิดขึ้น พวกเขาอยากไปก็ไปไม่ได้แล้ว
“เบื้องหลังนี้จะต้องคนมีของจวนอู๋โยวก่อกวน” หลี่ซุ่นซีกล่าวเบาๆ
แต่ว่าในสภาพแวดล้อมที่สงบเงียบที่สุดเช่นนี้ แม้เสียงของเขาจะไม่ดัง ไป๋ชิวหลิงก็ได้ยินชัดเจน
“จวนอู๋โยว?! นั่นคืออะไร” ไป๋ชิวหลิงหมุนตัวมา มองเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ “ท่านรู้ได้อย่างไร!?”
หลี่ซุ่นซีถอนใจอย่างอับจน
“เป็นเพราะ…”
“เป็นเพราะเขาคุ้นเคยกับวิธีการของพวกเราเกินไป”
ด้านนอกลานเบื้องหลังพวกเขาทั้งสองคน พลันมีเสียงทุ้มต่ำชราภาพดังมา
ไป๋ชิวหลิงกับหลี่ซุ่นซีรีบหมุนตัว กลับเห็นด้านหลังของพวกเขา มีชายชราสวมอาภรณ์ดำคนหนึ่งโผล่มาตอนไหนไม่ทราบ
ชายชราสวมอาภรณ์ดำที่กว้างยาวอำพรางทั่วทั้งร่าง ดูผอมสูง ดวงตาที่เป็นประกายสีเขียวจ้องมองหลี่ซุ่นซีกับไป๋ชิวหลิง
“โลหิตวิญญาณยักษ์กับหยกลี้ลับมารวมตัวกัน โชคดีแท้ๆ…”
หลี่ซุ่นซีสีหน้าพลันแปรเปลี่ยน ฉุดดึงไป๋ชิวหลิงพุ่งไปทางซ้าย
ฟุ่บ!
ตำแหน่งที่เขายืนอยู่ในตอนแรกถูกเส้นผมสีดำช่อหนึ่งปักใส่พื้นดิน
…
ในสวนด้านทิศเหนือ
ลู่เซิ่งก้าวยาวๆ เข้าตัวลาน ตอนนี้ทุกคนในพรรควาฬแดงรวมตัวกันในที่เล็กๆ แห่งนี้
รอให้เขาออกคำสั่ง
“ประมุขพรรค ทุกคนเพิ่งเก็บของเสร็จ เตรียมเดินทางแล้ว” สวีชุยเข้ามารายงาน
ลู่เซิ่งมองทุกคนในลาน รอบๆ ไม่มีคนอ่อนแอ ยอดฝีมือสำนึกปลอดโปร่งหลายคน ขอบเขตสูงสุดของพลังปลอดโปร่งสิบคน
กองกำลังเช่นนี้เป็นหัวกะทิในหัวกะทิของพรรควาฬแดง โดยเฉพาะยอดฝีมือกำลังภายในที่ฝึกฝนปราณภายในธาตุหยางเหล่านั้น จัดการภูตผีทั่วไปได้ แม้จะค่อนข้างกินแรง แต่ก็นับว่าไม่เลว
“ตั้งขบวน ออกไปทันที” เขาออกคำสั่ง
ยอดฝีมือพรรควาฬแดงคุ้มครองพลพรรคทั่วไป เริ่มไปลากรถม้าและจูงม้ามา จัดเตรียมข้าวสารอาหารแห้งอย่างรวดเร็ว
ไม่ทันไรทุกอย่างก็เรียบร้อย รถม้า เกวียนเทียมวัวหลายคันเบียดกันที่ประตูลาน แม้แต่รถม้าที่งดงามซึ่งระดับสูงในพรรคแม่น้ำขาวใช้ก็นำออกมาลากสิ่งของเช่นกัน
ลู่เซิ่งออกคำสั่ง ทุกคนออกจากสวนด้านทิศเหนือของพรรคแม่น้ำขาว เข้าสู่ถนนด้านในหน่วยหลักอย่างรวดเร็ว
บนถนนว่างเปล่าไร้ผู้คน เงียบสงัดเย็นยะเยือก
พลพรรคทั่วไปกระสับกระส่ายเล็กน้อย พึงทราบว่าหน่วยหลักพรรคแม่น้ำขาวเป็นพรรคขนาดใหญ่ที่มีคนหลายร้อยคนพักอยู่ ถ้าบอกว่าจะเข่นฆ่าทำศึก กลับไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย นี่แปลกพิกลสุดขีด
ลู่เซิ่งสังเกตเห็นจุดนี้เช่นกัน ยังคงขี่ม้าอยู่หน้าสุดเหมือนเดิม
ขบวนรถมุ่งไปด้านหน้า ใกล้จะถึงประตูกำแพงสูงของหน่วยหลัก สองฟากข้างถนนก็มีเงาสีดำเทาส่วนหนึ่งค่อยๆ ปรากฏ
เงาเหล่านี้เคลื่อนไหวไร้สุ้มเสียง พอเข้ามาใกล้หน่อยค่อยมีคนเห็นชัด เงาเป็นสัตว์ประหลาดรูปร่างมนุษย์ผอมกะหร่องตัวดำหลายตัว
“เป็นเพียงทาสศพเท่านั้น” เขาได้ข้อมูลส่วนหนึ่งจากศิษย์พี่และหลี่ซุ่นซี นึกออกว่านี่คือสิ่งใด
ทาสศพเป็นตัวตนที่คล้ายกับผีดิบซึ่งเกิดจากการที่ศพมนุษย์ปนเปื้อนพลังงานบางอย่าง และคืบคลานขึ้นมา ตัวตนเช่นนี้เหมือนกับผีดิบ ถูกควบคุมโดยกำเนิด
สิ่งมีชีวิตประเภทนี้บิดเบี้ยวสุดขีด พวกมันเนื้อเน่าเป่อย กึ่งโปร่งใส ไม่มีเงา ใบหน้าเหมือนตอนยังมีชีวิต ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
สิ่งที่ทำให้คนประหลาดใจก็คือ ทาสศพจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กรูออกมาจากมุมแต่ละมุมของสิ่งก่อสร้าง ต่อให้คนที่มุงดูพวกมันมีมากกว่านี้ พวกทาสศพก็ไม่มีความคิดจะแตะต้องขบวนพรรควาฬแดงที่ผ่านทาง
ดูจากจุดน่าสงสัยมากมายก่อนหน้า ลู่เซิ่งความจริงคาดเดาไว้แล้วว่า คนร้ายเบื้องหลังเหตุเปลี่ยนแปลงของพรรคแม่น้ำขาว เป็นใครไปไม่ได้นอกจากจัตุรัสแดงกับจวนอู๋โยว
แต่เขาไม่มีอารมณ์เข้าไปยุ่งเกี่ยว โศกนาฏกรรมของพรรคแม่น้ำขาวเป็นเรื่องปกติธรรมดาในโลกแบบนี้
ความตาย ความลี้ลับ วิญญาณร้าย ความมืดมน ไม่ว่าไปถึงที่ไหน หัวข้อหลักเหล่านี้ก็เห็นได้ทุกที่ หลายๆ ครั้งขอแค่อีกฝ่ายไม่หาเรื่อง เขาก็ไม่อยากจะแส่หาเรื่องเช่นกัน
ตอนนี้ในขบวนปั่นป่วนเล็กน้อย แสดงว่าตกใจเพราะทาสศพที่จู่ๆ ก็โผล่มา ยอดฝีมือที่เคยผ่านภารกิจภายนอกส่วนหนึ่งปรับตัวได้ แต่พลพรรคทั่วไปไม่เหมือนกัน
เห็นดังนั้น ลู่เซิ่งจึงปลอบเสียงดัง
“ทุกคนวางใจ พวกมันสมควรรู้จักบันยะบันยัง ไม่ทำร้ายพวกพี่น้อง พวกเราตรงดิ่งออกไป ออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดก็จะปลอดภัย…”
อ๊าก!
เสียงร้องดังขึ้นอย่างฉับพลัน ตัดบทลู่เซิ่งที่กำลังพูดอยู่
เขามีสีหน้างงงัน มองยอดฝีมือในพรรคที่จ้องมองเขาอยู่รอบๆ
จากนั้นเห็นชายฉกรรจ์ในพรรคคนหนึ่งที่นอนหงายอยู่ห่างออกไปรอบนอก ทรวงอกเปื้อนเลือด
“หาที่ตาย!”
ลู่เซิ่งกระชากเสียง โถมตัวออกไป
ตูม!
ประตูใหญ่ทำจากไม้ที่ใช้เข้าออกระเบิดกระจายไปสี่ทิศ พริบตาเดียวเงาร่างของลู่เซิ่งก็หายไปด้านนอกประตู
“ประมุขพรรค!” พวกสวีชุยค่อยตอบสนอง รีบร้อนไล่ตามออกไปนอกประตูใหญ่ กลับหาทิศทางไม่เจอแล้ว
……………………………………….
บทที่ 149
ฟิ้วๆๆๆๆ!
เส้นผมหลายเส้นพุ่งมาราวกับหนามแหลม ปักบนพื้นและกำแพงทั่วตัวลานจนมีแต่รู
ชายชรายืนนิ่งไม่ไหวติงใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด ผมขาวด้านหลังเหมือนกับไร้ที่สิ้นสุด ไล่ตามหลี่ซุ่นซีกับไป๋ชิวหลิงอย่างบ้าคลั่ง
“เป็นหยกลี้ลับจริงๆ เจ้าทำนายตำแหน่งที่ข้าลงมือได้” ชายชราดวงตาเป็นประกายสีเขียวที่เข้มข้นแยงตาขึ้นเรื่อยๆ
เขาแสยะยิ้ม ร่างกายบวมพองบิดเบี้ยวน้อยๆ กล้ามเนื้อกระดูกค่อยๆ ขยายใหญ่ ร่างกายสูงขึ้นช้าๆ เปลือกนอกมีผิวชั้นนอกสีดำปกคลุมชั้นหนึ่ง ผมขาวจำนวนมากม้วนสยายอยู่ที่ท้ายทอยเหมือนกับสายน้ำ
ชั้นผิวสีดำชั้นหนึ่งค่อยๆ ปกคลุมใบหน้าของชายชรา
“ร่างเดิมของข้าหลบเลี่ยงการทำนายของหยกลี้ลับได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นเพราะการโจมตีของข้าไม่อาจทำนายได้อยู่แล้ว ขอแค่ข้าต้องการ ก็สามารถปิดผนึกลานแห่งนี้ได้โดยสมบูรณ์ ข้าที่อยู่ในนี้ไร้ศัตรูเด็ดขาด…”
เขากางมือออก ผมขาวจำนวนมากทะลักเข้าหาไป๋ชิวหลิงกับหลี่ซุ่นซีราวกับกระแสคลื่น เส้นแสงรอบๆ ถูกบังไปชั่วขณะ ร่างกายของเขาสูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ผมจำนวนมากเกาะกลุ่มติดบนตัวเขา ทำให้ตัวเขาขยายใหญ่ขึ้นอีกขั้น
“เห็นหรือยัง นี่คือพลังของข้า ต่อให้มีหยกลี้ลับทำนายแล้วอย่างไร เมืองอินทรีคู่ยังมีใครช่วยพวกเจ้าได้ ไม่มีกระมัง ไม่มีสักคนเดียว! ต่อให้พวกเจ้าหนีสุดชีวิต ต่อให้พวกเจ้าแหกปากร้อง ต่อให้พวกเจ้าควบคุมหยกลี้ลับได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต่อให้…”
ตูม! เสียงดังกึกก้อง
กำแพงด้านหลังชายชราพลันระเบิดออก เงาร่างมหึมาสูงสามหมี่กว่าๆ พุ่งเข้ามากระแทกด้านหลังชายชราอย่างรุนแรง
อั่ก!
ชายชราเงยหน้ากระอักเลือด ร่างกายถูกชนเป็นมุมประหลาด เสียงแกร๊กดังขึ้น พริบตาเดียวไม่ทราบมีกระดูกหักกี่ท่อน ลอยออกไปด้านหน้าเหมือนกับจรวด แล้วกระแทกใส่พื้นด้านหน้าดังตูม
ครึ่กๆ..!
ตัวลานสั่นไหว
ชายชราฝืนลุกขึ้นจะต่อต้าน แต่เส้นผมตรงท้ายทอยถูกคนจับไว้ แรงอันมหาศาลที่ไม่อาจขัดขืนได้ส่งมาจากหนังศีรษะ
“ตอนแรกข้าจะไปแล้ว! ให้พวกเจ้าจัดการธุระเอง ผลลัพธ์เล่า ผลลัพธ์เล่า!?”
ลู่เซิ่งมีสีหน้าดุร้าย จิกผมของเขากระแทกเขาลงกับพื้นดิน
ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!
ท่ามกลางเสียงสั่นสะเทือนที่ทำให้ร่างชา ไม่ทราบกระแทกไปนานเท่าไหร่ จนกระทั่งลู่เซิ่งระบายเพลิงโทสะในใจหมด โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ค่อยพบว่าเส้นผมที่ตัวเองจับไว้ นอกจากเลือดเนื้อไม่มีสิ่งใดอีก จำเป็นต้องหยุด
ก่อนนำเส้นผมมัดกับเอว
ฟู่ว…!
เขาเป่าลม ในตัวลานมีลมพัดขึ้นมา
ตอนนี้บนพื้นระหว่างเขากับพวกหลี่ซุ่นซี มีหลุมลึกกว้างขวางเส้นผ่าศูนย์กลางสิบกว่าหมี่เพิ่มขึ้นมา นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะลู่เซิ่งกระแทกศีรษะชายชราอย่างบ้าคลั่ง
ชายชราตายแล้ว หลี่ซุ่นซีกับไป๋ชิวหลิงยืนตกตะลึงเหมือนไก่ไม้ ดวงตาแข็งทื่อขณะมองเขา
“อ้อ? พี่หลี่นี่นา ทำไมท่านมาอยู่ที่นี่” ลู่เซิ่งมองหลี่ซุ่นซีซึ่งอยู่ที่นี่อย่างประหลาดใจ ส่งเสียงถาม
“…นี่สมควรเป็นสิ่งที่ข้าสมควรถามมากกว่ากระมัง” หลี่ซุ่นซีสายตาสั่นสะท้านขณะมองเนื้อเหลวเหมือนโคลนบนพื้น ยังมีหลุมขนาดใหญ่หลายหลุมที่ถูกกระแทกยุบ ชายชราที่แข็งแกร่งจนวิปริตเมื่อครู่จบสิ้นเช่นนี้แล้ว
ลู่เซิ่งกล้าแข็งขนาดนี้เลยหรือ
เขาไม่เชื่ออยู่บ้าง แต่พอนึกถึงภาพศึกใหญ่กับทูตเขตแดนแห่งจวนอู๋โยวก่อนหน้า ก็เข้าใจทันที
หลี่ซุ่นซีละสายตาอย่างลำบากยากเย็น กลืนน้ำลายเอื๊อก มองลู่เซิ่งในเวลานี้
ร่างกายขนาดใหญ่ที่คุ้นเคยแม้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับก่อนหน้า แต่โดยรวมแล้วยังเหมือนเดิม
เพียงแต่ในโชคชะตาจากหยกลี้ลับที่เขาเห็น ไม่ได้มีลู่เซิ่งออกหน้า ที่นี่เดิมทีสมควรเป็นเขาพาไป๋ชิวหลิงหนีตายจึงจะถูก
แม้เขาจะเห็นงานแลกเปลี่ยนวรยุทธ์จากการทำนาย แต่ว่านั่นไม่ใช่พรรควาฬแดง หนำซ้ำผู้นำของพรรคนั้นยังเป็นชายชราที่แก่มาก ไม่เห็นลู่เซิ่งปรากฏตัว ถ้ารู้ว่าอีกฝ่ายอยู่แต่แรก เขาคงจะไปแจ้งข่าวทันที อาจจะอาศัยพลังของเขาพลิกโศกนาฎกรรมรอบนี้ได้…
“พวกท่าน…พวกท่านรู้จักกัน?!” ไป๋ชิวหลิงไม่รู้จักสภาพหยางโชติช่วงของลู่เซิ่ง ตอนนี้ตกใจกลัวจนหลบไปอยู่ด้านหลังหลี่ซุ่นซี สำหรับนาง ตัวประหลาดจวนอู๋โยวเพิ่งหายไป ก็มีตัวที่แข็งแกร่งกว่าเดิมมา ถ้าไม่ใช่เห็นว่าหลี่ซุ่นซีรู้จักอีกฝ่าย นางคงเลือกหมุนตัวหนีไปก่อนแล้ว
“ที่แท้เป็นหลานชิวหลิง ข้าเอง ข้าอาลู่ของเจ้าเอง” ลู่เซิ่งร่างกายหดเล็กลงด้วยความเร็วสูง กลับคืนสู่สภาพเดิม ไป๋ชิวหลิงเบิกตาโตพูดไม่ออก
“แย่แล้ว รีบไป หยกปีศาจจะระเบิดแล้ว!” หลี่ซุ่นซีพลันได้สติ ร้องขึ้น
“หยกปีศาจหรือ” ลู่เซิ่งเห็นท่าทางของเขา ก็ทราบว่าเป็นของที่อันตรายถึงขีดสุด ไม่พูดพร่ำทำเพลง ร่างกายประดุจสายฟ้า คว้าคนทั้งสอง กระโจนออกจากลาน ไล่ตามขบวนพรรควาฬแดง
ส่วนชายชราคนนั้นก็แค่ระดับจตุลักษณ์ ความสามารถต่างกันเกินไป กอปรกับป้องกันไม่ทันถูกโจมตีใส่ ร่างกายโดนบดเป็นเนื้อเหลว ย่อมไม่รอด
ทางด้านจัตุรัสแดงยังมีเวลาคิดบัญชี ตอนเห็นสัญลักษณ์บนโคมไฟ ลู่เซิ่งก็ทราบว่าจัตุรัสแดงจะต้องสอดขาเข้ามาที่นี่
เขาพาคนทั้งสองพุ่งปราดถึงขบวนพรรควาฬแดงในอึดใจเดียว ตอนนี้ผู้คนหนีถึงสถานที่ใกล้ประตูเมืองอินทรีคู่แล้ว
เมืองอินทรีคู่มืดมิด หมอกสีเขียวเข้มคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง อาคารบ้านเรือนในเมืองเลือนรางในม่านหมอก เงียบสงัดน่ากลัว
“ประมุขพรรค!”
“ประมุขพรรคกลับมาแล้ว!”
เห็นลู่เซิ่งกลับมาพร้อมกับหิ้วคนสองคนในมือ ยอดฝีมือในพรรคก็พากันเข้ามา
“ออกไปก่อนค่อยว่ากัน!” ลู่เซิ่งทิ้งตัวลงกลางขบวนรถอย่างแผ่วเบา กล่าวเสียงกังวาน
ผู้คนรับคำสั่ง ถลันไปด้านหน้า พวกทาสศพค่อยๆ เดินออกมาจากมุม เคลื่อนไหวเข้าหาขบวนเหมือนกับผีดิบที่เชื่องช้า
พลพรรคแต่ละคนถือดาบต่อสู้กับทาสศพเป็นพัลวัน ไม่สนใจความอึดอัดในตอนแรก ทาสศพจำนวนมากถูกคนของพรรควาฬแดงที่ติดอาวุธพร้อม ฟันล้มลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว ภูตผีเหล่านี้ดูน่ากลัว แต่ความจริงอ่อนแอ ได้แต่รังแกคนธรรมดา
ภายใต้การนำของยอดฝีมือสำนึกปลอดโปร่งหลายคนโดยมีลู่เซิ่งเป็นหัวหอก ทุกคนเร่งความเร็วไปด้านหน้า ทาสศพจำนวนมากติดตามมาด้านหลัง ยังคงไม่อาจทำอะไรขบวนพรรควาฬแดงได้
ลู่เซิ่งขี่ม้า ปล่อยพวกหลี่ซุ่นซีไว้บนม้าตัวหนึ่งทางด้านหลัง คุ้มครองไว้อยู่กลางขบวน
เขาฟันดาบหนึ่งลงไป กระแทกทาสศพหลายตัวที่ขวางทางเบื้องหน้าออก แล้วหันไปถามหลี่ซุ่นซี
“หยกปีศาจที่ท่านว่าคืออะไร เหตุใดจึงดึงดูดภูตผีมามากมายขนาดนี้”
หลี่ซุ่นซีในที่สุดก็ปลอดภัยชั่วคราว ผ่อนลมหายใจ มองทาสศพที่ค่อยๆ ล้อมเข้ามาอย่างระมัดระวัง
“หยกปีศาจไม่ได้ดึงดูดเจ้าพวกนี้มา เจ้าพวกนี้เป็นตัวประหลาดที่จวนอู๋โยวกับจัตุรัสแดงสร้างขึ้น พวกเขาเซ่นสรวงเมืองอินทรีคู่ทั้งเมือง!
หยกปีศาจเป็นเศษศัสตรามารที่มีชื่อว่าสิบหอกผลึกปีศาจ ในหมู่อาวุธเทพศัสตรามารอานุภาพของมันถือว่าเหี้ยมหาญสุดขีด เพียงแต่ว่ามันรวมตัวกันสักครั้งจะใช้ได้แค่สิบหอก หลังใช้จบ พริบตาเดียวก็จะระเบิด เศษชิ้นส่วนกระจัดกระจาย ถูกพลังลี้ลับชักนำหายไป คิดจะใช้งานอีกรอบจำเป็นต้องรวบรวมเศษหยกปีศาจให้ครบ” เขารีบอธิบาย
“สิบหอกผลึกหยกปีศาจหรือ” ลู่เซิ่งนึกอะไรได้ เขาบังคับม้าที่ยกเท้าขึ้นอย่างตกใจกลัว “ออกไปก่อนค่อยว่ากัน!”
โครม!
ประตูเมืองที่เปิดครึ่งหนึ่งถูกกระแทกออก ลู่เซิ่งพุ่งออกไปเป็นคนแรก พลพรรควาฬแดงด้านหลังพากันวิ่งตามออกมา
ลู่เซิ่งหันกลับไปดู เห็นกำแพงเมืองอินทรีคู่เริ่มกลายเป็นกึ่งโปร่งใส
หลี่ซุ่นซีสีหน้าเคร่งเครียด “หยกปีศาจจะระเบิดแล้ว”
“ไปจากที่นี่ก่อน!”
ลู่เซิ่งร้องเรียกพลพรรค ทั้งกลุ่มเร่งความเร็วไปตามเส้นทางภูเขา จนกระทั่งใกล้ถึงสันเขา
ครึ่กๆ!
ทิศทางของเมืองอินทรีคู่บนยอดเขาแว่วเสียงสั่นสะเทือนเลือนราง
พวกลู่เซิ่งหันไปมอง
ป้อมปราการขนาดใหญ่บนหน้าผาตอนนี้สั่นไหวอย่างรุนแรง เดี๋ยวสูญหายเดี๋ยวปรากฏ โปร่งใสขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับเงาสะท้อนในผืนน้ำ และภาพลวงตาในกระจก
ตูม!”
พริบตานั้น ท่ามกลางสายตาของทุกคน เมืองบนภูเขาระเบิดดังกึกก้อง เศษโปร่งใสนับไม่ถ้วนกระจัดกระจาย พริบตาเดียวก็หายสาบสูญ
“ไป!” ลู่เซิ่งตวาด เตือนสติคนที่ตกตะลึง
ม้าและเกวียนเทียมวัวมุ่งไปด้านหน้าอย่างทุลักทุเล เป็นเพราะวัวม้าจำนวนไม่น้อยตกใจจนขาอ่อน ปัสสาวะอุจจาระไหล ก้าวขาไม่ออก
ลู่เซิ่งต้องออกคำสั่งให้วัวม้าที่ขยับได้บรรทุกเสบียง สัมภาระส่วนหนึ่ง เร่งความเร็วมุ่งไปด้านล่างภูเขา
ขบวนออกจากเมืองอินทรีคู่มาถึงตีนเขา นายพราน ชาวนาจำนวนมากที่อยู่นอกเมืองรอดชีวิต ตอนนี้อ้าปากตาค้าง ส่วนน้อยยังคงหยุดอยู่ที่เดิมมองดูเมืองอินทรีคู่ที่หายไปบนยอดหน้าผา ส่วนใหญ่คุกเข่าร่ำไห้ อธิษฐานวิงวอน
ลู่เซิ่งขี่ม้าลงภูเขาอย่างเชื่องช้า ทันใดนั้นเขาใจเต้นเบาๆ หันกลับไปมองเมืองอินทรีคู่
แสงอันเจิดจ้าสายหนึ่งค่อยๆ ลอยขึ้นบนยอดเขา หอกยาวที่เป็นผลึกสีม่วงเล่มหนึ่งเดี๋ยวโผล่เดี๋ยวหาย
หอกยาวยิ่ง เงาคนกำยำขี่ม้าตัวใหญ่สายหนึ่งลอยขึ้นด้านหลัง
ซู่!
พริบตานั้น หอกยาวพุ่งขึ้นฟ้า กลายเป็นแสงสีทองกว้างใหญ่พุ่งสู่ท้องนภา
เมฆดำกลางท้องฟ้าถูกเจาะเป็นรูสีทอง ราตรีเหมือนกับกลายเป็นรุ่งอรุณ แสงทองบริสุทธิ์สาดลงช้าๆ เปลี่ยนอาณาเขตที่เมืองอินทรีคู่อยู่เป็นสีทองทั้งแถบ
เกิดลมกระโชกแรง นาข้าว ต้นไม้รอบๆ ภูเขาถูกพัดพุ่งเอียงไปด้านนอก ลู่เซิ่งต้องเอามือบังสองตา แสงทองเจิดจ้าสาดส่องจนลืมตาไม่ขึ้น
“เซียนสำแดงอภินิหาร!”
“องค์เทพผู้ช่วยให้พ้นทุกข์พ้นโศกมีความสุข!”
“พระพุทธองค์สำแดงปาฏิหาริย์แล้ว!”
พลพรรควาฬแดงที่อยู่รอบๆ คุกเข่า ตกใจหน้าถอดสี
แสงทองค่อยๆ มืดสลัวลง ลู่เซิ่งกวาดมองรอบๆ มีพลพรรควาฬแดงมากกว่าครึ่งคุกเข่ากับพื้นอธิษฐานด้วยความศรัทธา
“บัดซบ!” เขาโมโห ชักดาบใหญ่ออกมาฟันใส่หน้าผาด้านข้าง
ตูม!
เศษหินจำนวนมากถูกกระแทกกระเด็นออกมา พลพรรคจำนวนไม่น้อยถูกหินหล่นใส่จนหัวแตกเลือดอาบ ร้องอย่างตกใจ
“พวกสวะ! ลุกขึ้นมาซะ!” ลู่เซิ่งแผดเสียง เขาไม่เชื่อเทพเซียนพระพุทธเจ้าอันใด
พลพรรคตกใจตัวสั่นงันงกโดยไม่อาจควบคุม
……………………………………….
บทที่ 150
สวีชุยตัวสั่น ข่มใจไม่ก้มกราบลำแสงบนยอดเขา กวาดตามองรอบๆ
“พวกเจ้าคุกเข่ากราบใคร!? ลืมตัวประหลาดเมื่อครู่แล้วหรือ ถ้าไม่ไปอีกหรือจะรอความตายที่นี่”
ยอดฝีมือสำนึกปลอดโปร่งหลายคนยังดี ตาไม่ได้มืดบอดขนาดนั้น รีบรวบรวมพลพรรคพร้อมกับเขา มุ่งหน้าออกห่างจากเมืองอินทรีคู่
รีบรุดตลอดทาง ระหว่างทางมีนายพรานกับชาวนาที่อยู่ใกล้ๆ ไม่น้อยร่วมทางด้วย ส่วนมากเป็นคนอายุน้อย แต่ละคนขอบตาแดง ส่วนใหญ่ร้องไห้
ลู่เซิ่งไม่ได้ไล่พวกเขา แต่พาไปด้วย
เดินทางถึงหุบเขา มาถึงบนทุ่งหญ้า ลำแสงลำนั้นค่อยๆ จางจนหายไป
“ใช้ได้แล้ว ที่นี่นับว่าปลอดภัยแล้ว” หลี่ซุ่นซีในที่สุดแจ้งเตือนเสียงดังอย่างอิดโรย
“หยุด!” ลู่เซิ่งยกมือขึ้น ในที่สุดขบวนก็หยุดลง
เพิ่งหยุดลง คนไม่น้อยแข้งขาอ่อนระทวย ทรุดนั่งกับพื้น ชาวนาและนายพรานทางด้านหลังสะอึกสะอื้น
แต่ไม่มีคนอธิษฐานแล้ว
ลู่เซิ่งอดหันไปมองดูลำแสงสีขาวที่ค่อยๆ จางลงลำนั้นไม่ได้ ในใจนึกถึงเพลิงไม้ในเมืองเลียบคีรีเมื่อตอนนั้น
‘นี่รุนแรงกว่าเหตุเพลิงไหม้ของภัยพิบัติมังกรสีชาดมาก…นี่คือพลังของอาวุธเทพหรือ…’
เขามองลำแสง ในใจเกิดอารมณ์ซับซ้อนนับไม่ถ้วน
หลี่ซุ่นซีขี่ม้ามาถึงข้างตัวเขา มองทิศทางของลำแสงที่พุ่งสู่ฟ้าเช่นกัน โอบกอดไป๋ชิวหลิงที่ร้องไห้ฟูมฟายไว้ด้านหน้า
“นั่นคือพลังของศัสตรามาร…” เขาถอนใจกล่าว “อาวุธเทพศัสตรามารจะเลือกผู้ถืออาวุธที่ต้องการเอง
ไป๋เจิ้นหมิงได้หยกปีศาจในที่ลับมาหลายปีแล้ว ต้องการเป็นผู้ถืออาวุธมาโดยตลอด น่าเสียดายไม่ได้รับการยอมรับ ถูกคนชักนำพลังชั่วร้าย ขาดอีกก้าวเดียวก็จะสำเร็จ ถึงขั้นทำให้เมืองอินทรีคู่พินาศย่อยยับไปด้วย”
“ได้อาวุธเทพศัสตรามารมา แต่ยังไม่อาจกลายเป็นผู้ถืออาวุธหรือ” ลู่เซิ่งแปลกใจ ลองถามดู
“นี่เป็นความลับของตระกูลขุนนาง” หลี่ซุ่นซีกล่าวเบาๆ รอบๆ มีแต่สองคนอยู่ใกล้ เขายินดีบอกต่อสหายที่ช่วยเขามาหลายครั้งอย่างลู่เซิ่ง
“ข้าไม่มีอะไรต้องปิดบังท่าน คิดจะถือครองอาวุธเทพศัสตรามาร มีแค่สองเงื่อนไข พิธีกฎเกณฑ์และการถูกเลือก ถ้าอาวุธเทพศัสตรามารไม่ยอมรับ ก็ไม่มีทางเป็นผู้ถืออาวุธ และควบคุมพลังของพวกมันได้ตลอดกาล”
“ทำอย่างไรจึงจะถูกเลือก” ลู่เซิ่งถาม สีหน้าเคร่งขรึมมากขึ้น
“ง่ายดายยิ่ง หนึ่งคือเข้ากันได้ สองคือทุ่มเทกายใจต่ออาวุธเทพศัสตรามาร วางความต้องการของพวกมันไว้เป็นอันดับแรกของทุกสิ่ง” หลี่ซุ่นซีเอ่ยอย่างจนปัญญา
เงียบงัน
ลู่เซิ่งเคยอยากชิงอาวุธเทพชิ้นหนึ่งมาควบคุมพลังของมัน ดูจากตอนนี้ เป็นไปไม่ได้แล้ว
ทุ่มเทกายใจ ล้อเล่นหรือไง!?
“ทำไมท่านถึงรู้เยอะขนาดนี้” ลู่เซิ่งมองเขาด้วยสายตาสงสัย เหมือนกับรู้จักหลี่ซุ่นซีที่อยู่ตรงหน้าเป็นครั้งแรก
“เป็นเพราะ…” หลี่ซุ่นซีชี้ทรวงอกตัวเอง “ถึงแม้ข้าไม่ใช่ผู้ถืออาวุธ ก็เป็นผู้ครอบครองอาวุธเทพ…” เขายิ้มฝาดเฝื่อน
ไม่รอให้ลู่เซิ่งถาม เขาก็ตอบเสียงทุ้มต่ำ
“หยกลี้ลับบนตัวข้า เป็นอาวุธเทพของตระกูลหลิ่วแห่งแคว้นเมฆาที่หลิ่วฉินกับหลิ่วไฉ่อวิ๋นรับสืบทอดมา มีความสามารถทำนาย ทราบความลับได้มากมาย”
ลู่เซิ่งเงียบเล็กน้อย “ท่านไม่กลัวจะถูกข้าแย่งหรือ”
หลี่ซุ่นซีส่ายหน้า
“ข้อแรก ข้าเชื่อถือในจริยธรรมของพี่ลู่”
“ข้อสอง”
เขาเว้นเล็กน้อย ถอนใจเฮือกหนึ่ง “หยกลี้ลับไม่มีรูปร่างที่แท้จริง จวนอู๋โยวแย่งชิงมานานขนาดนี้ นอกจากกดดันให้ผู้ถือครองโอนถ่ายเอง ไม่มีทางแย่งไปได้ หนำซ้ำค่าตอบแทนในการใช้หยกลี้ลับก็สูงเกินไป ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาคาดหวังยิ่งกว่าคือใช้หยกลี้ลับหาโลหิตวิญญาณยักษ์
“โลหิตวิญญาณยักษ์หรือ” ลู่เซิ่งได้ยินศัพท์ใหม่อีกแล้ว
ถ้าการเลือกของอาวุธเทพศัสตรามารที่หลี่ซุ่นซีพูดเป็นจริง เช่นนั้นเขาก็ไม่อาจควบคุมอาวุธเทพและศัสตรามารชิ้นใดๆ ได้ตลอดกาล
เป็นเพราะการทะลุมิติกับเครื่องมือปรับเปลี่ยนเป็นความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา ถ้าเกิดเปิดเผย ยากจินตนาการว่าอาวุธเทพศัสตรามารที่มีจิตใจเป็นของตัวเองจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
นี่ตัดความหวังในการเข้าสู่แวดวงระดับสูงตามเส้นทางปกติของเขาโดยสิ้นเชิง
เส้นทางผู้ถืออาวุธเป็นระบบหลักของโลกใบนี้ และเป็นเส้นทางการยกระดับเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติเพียงเส้นทางเดียว แต่ว่าสำหรับลู่เซิ่ง กลับขาดสะบั้นโดยสิ้นเชิงแล้ว แม้เขาจะเตรียมใจพึ่งพาแต่ตัวเองตั้งแต่แรก แต่พอได้ยินความจริงนี้ ยังคงเกิดความรู้สึกอ้างว้างเล็กน้อย
“กลับไปค่อยว่ากันเถอะ” หลี่ซุ่นซีหดหู่ ตบปลอบไป๋ชิวหลิงในอ้อมอกเบาๆ
คณะพรรควาฬแดงมุ่งหน้ากลับ ครั้งนี้เป็นเพราะมีหลี่ซุ่นซี จึงหลีกเลี่ยงความยุ่งยากได้ไม่น้อย ถึงแดนเหนืออย่างราบรื่น
ครั้งนี้ลู่เซิ่งเกือบตายเพราะคนของจวนอู๋โยว ป้อมปราการเมืองอินทรีคู่ถูกระเบิดทิ้ง เกิดเขาหนีออกมาไม่ทัน ผลลัพธ์ยากจะคาดคิด
อย่างน้อยลู่เซิ่งก็ไม่คิดว่าตัวเองมีความสามารถต้านทานอานุภาพอันน่าสะพรึงที่ใกล้เคียงกับภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้น หนำซ้ำเขายังฆ่ายอดฝีมือของจวนอู๋โยวไปอีกคน ได้ยินหลี่ซุ่นซีบอกว่า เป็นผู้ประกอบพิธี…
นี่นับว่าเพาะเป็นแค้นตายกับจวนอู๋โยวแล้ว
เขาพอกลับมาถึงแดนเหนือ ก็เขียนจดหมายฉบับหนึ่งให้ซั่งหยางจิ่วหลี เล่าเรื่องราวที่ประสบพบเจอในครั้งนี้คร่าวๆ
แน่อนว่าไม่ได้พูดถึงเรื่องหลี่ซุ่นซีและผู้ประกอบพิธี เพียงแต่สาธยายเรื่องการระเบิดของหยกปีศาจกับสิบหอกผลึกหยกปีศาจ การเคลื่อนไหวใหญ่โตขนาดนั้น ตระกูลซั่งหยางคงไม่ได้มีเขาเป็นแค่ช่องทางข่าวสารช่องเดียว เขารายงานทันที ได้คะแนนประทับใจไม่น้อย
เป็นอย่างที่คาด ซั่งหยางจิ่วหลี่ตอบกลับอย่างรวดเร็ว ด้านการปฏิบัติต่อจวนอู๋โยวให้เขาจัดการได้ตามใจ นางจะเข้าด่านฝึกฝน ไม่มีธุระไม่ต้องรบกวนนาง จากนั้นให้ลู่เซิ่งส่งวัตถุดิบยาและทรัพยากรหลายชนิดไปให้
นี่ความจริงเป็นผลลัพธ์ที่ลู่เซิ่งต้องการ
พรสวรรค์และความสามารถของซั่งหยางจิ่วหลีน่าพรั่นพรึงถึงขีดสุด อายุยังน้อย ก็ขุดสายเลือดบรรลุถึงจุดสุงสุดของระดับพันธนาการสัตตะลักษณ์แล้ว การเข้าด่านในครั้งนี้จะต้องเป็นเพราะต้องการเลื่อนระดับพันธนาการ ย่างก้าวเข้าสู่ระดับที่สูงกว่าแน่
ถึงเวลานั้น ไม่ว่าความสามารถของซั่งหยางจิ่วหลี่จะต่อสู้กับจวนอู๋โยวได้หรือไม่ กองบัญชาการของตระกูลซั่งหยางที่อยู่เบื้องหลังจะต้องเพิ่มสถานะ ทรัพยากร และตำแหน่งให้นาง
ลู่เซิ่งพอกลับถึงพรรค ก็รวบรวมวัตถุดิบยาและทรัพยากรมูลค่าหลายสิบหลายร้อยหมื่นตำลึงอย่างสุดความสามารถ ส่งให้ที่อยู่ลับของซั่งหยางจิ่วหลี่ แทบทุ่มสินทรัพย์ทั้งหมดของพรรคให้ ภายหลังค่อยเริ่มจัดการพวกหลี่ซุ่นซีที่พากลับมา
…
ในห้องลับของประมุขพรรควาฬแดง
ลู่เซิ่งกับหลี่ซุ่นซีนั่งหันหน้าเข้าหากัน ด้านข้างคือไป๋ชิวหลิงที่มีสีหน้าหม่นหมอง
ในห้องลับมีแค่สามคน ในห้องมีโต๊ะตัวหนึ่งเพิ่มมา วางน้ำชาผลไม้ที่ไอร้อนลอยกรุ่นไว้สามป้าน
โคมน้ำมันที่วางบนกำแพงส่องแสงสีเหลืองนวล เต้นระริกทุกครั้งตอนที่ไส้ตะเกียงระเบิด
“พี่ลู่ ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน เกรงว่าข้ากับชิวหลิงคงรับบาดเจ็บสาหัส หนีออกจากเมืองอินทรีคู่ตามแบบฉบับเดิม” หลี่ซุ่นซียกชาขึ้นอย่างจริงจัง กล่าวกับลู่เซิ่ง “ท่านช่วยข้าจากภัยพิบัติหลายครั้ง ข้าหลี่ซุ่นซีไม่มีอะไรจะตอบแทน ขอใช้ชาป้านนี้ต่างสุรา คารวะท่านหนึ่งจอก!” เขาดื่มรวดเดียวหมด
ลู่เซิ่งยกชาขึ้นเช่นกัน
“พี่หลี่พูดเรื่องพวกนี้ทำไม พวกเราเจอกันเหมือนสหายเก่า ตอนอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลซ่งก็คุยกันสัพเพเหระจนถูกคอกลายเป็นสหายสนิท ท่านมีเรื่องลำบาก ข้าย่อมไม่อาจนิ่งดูดาย” เขาเอ่ยอย่างขึงขัง “คำกล่าวแบบนี้วันหน้าไม่ต้องพูดถึงอีก เล่าเรื่องหยกลี้ลับกับโลหิตวิญญาณยักษ์ที่ท่านเคยพูดถึงมาดีกว่า”
หลี่ซุ่นซีพยักหน้าเล็กน้อย หลับตาครู่หนึ่ง ก่อนลืมตาขึ้น
“รอบๆ นี้นับว่าปลอดภัย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะไม่ปิดบังพี่ลู่” เขาใคร่ครวญครู่หนึ่ง “หยกลี้ลับเป็นอาวุธเทพระดับสูงแห่งตระกูลหลิ่วของพวกหลิ่วฉินและไฉ่อวิ๋น อาวุธเทพชิ้นนี้ไม่อาจแย่งชิง เป็นเพราะไม่มีรูปร่าง ต่อให้ไม่มีผู้ถืออาวุธก็แย่งไปไม่ได้ ดังนั้นคนของจวนอู๋โยวสรรหาทุกวิถีทางก็ไร้ประโยชน์ ได้แต่เปลี่ยนเป้าหมายไปที่ของอีกชิ้น โลหิตวิญญาณยักษ์”
“โลหิตวิญญาณยักษ์ ดูจากชื่อ ก็คือเลือดที่ทำให้วิญญาณของตัวเองใหญ่ขึ้น มารปีศาจก่อตั้งจวนอู๋โยว ใช้วิญญาณเป็นหลัก โลหิตวิญญาณยักษ์ทำให้พวกมันลดความผิดพลาดและเพิ่มอัตราความสำเร็จตอนพวกมันยกระดับขอบเขตความสามารถได้ ไม่มีประโยชน์กับคนธรรมดาเช่นพวกเรา ทว่าโลหิตวิญญาณยักษ์นี้มีประโยชน์ต่อมารปีศาจในระดับมากกว่าพันธนาการขึ้นไป!”
“ในระดับมากกว่าพันธนาขึ้นไป!?” ลู่เซิ่งใบหน้าแปรเปลี่ยน “ระดับขอบเขตสูงกว่าพันธนาคืออันใด…”
“คือระดับอสรพิษ” หลี่ซุ่นซีตอบ “ประมุขจวนอู๋โยวคือระดับอสรพิษ ประมุขตระกูลขุนนางทั้งหลายก็เป็นระดับนี้” มองความเคร่งเครียดบนใบหน้าลู่เซิ่ง เขาคล้ายมีวาจาคิดกล่าว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยปาก ยังคงหยุดลง รอลู่เซิ่งย่อยเนื้อหาในนี้
“ผู้เข้มแข็งที่ย่างก้าวเข้าสู่ระดับอสรพิษคือพวกประมุขตระกูล ผู้คุมจัตุรัสแดง ประมุขจวนอู๋โยว ตัวตนเช่นนี้ในแดนเหนือมีไม่เกินห้าคน จงหยวนมีประชากรมากกว่าแดนเหนือสิบกว่าเท่า ก็มีไม่เกินยี่สิบคน” หลี่ซุ่นซีเอ่ยเสียงทุ้ม
“หมายความว่าคนมีความสามารถระดับนี้โดยพื้นฐานแล้วเป็นผู้ปกครองที่เปิดสำนักก่อตั้งจวน ยึดครองที่นั่งในตระกูลขุนนางได้หรือ” ลู่เซิ่งเข้าใจพอประมาณแล้ว
“พูดแบบนี้ก็ได้ ในหมู่ตระกูลขุนนาง ยอดฝีมือระดับนี้ก็งอนิ้วนับได้เช่นกัน” หลี่ซุ่นซีอธิบาย
ในห้องลับเงียบงันอยู่ชั่วขณะ
ผ่านไปครู่หนึ่ง
“ตอนนี้ท่านมีแผนการอย่างไร” ลู่เซิ่งมองหลี่ซุ่นซี
“ตามหาผู้มีโลหิตวิญญาณยักษ์คนต่อไป อายุขัยของประมุขจวนอู๋โยวใกล้สิ้นสุดแล้ว ไม่มีโลหิตวิญญาณยักษ์คอยช่วยเลื่อนระดับ ก็จะเสื่อมถอยจนตาย นี่เป็นสาเหตุที่พวกมันคลั่งกว่าเดิม รวบรวมคนอย่างชิวหลิงไปทั่ว ดังนั้น…”
“ดังนั้นท่านคิดจะชิงรวบรวมผู้มีโลหิตวิญญาณยักษ์ก่อนใช่หรือไม่” ลู่เซิ่งเสริม
“ใช่ ข้ามีวิธีแก้ไขคุณสมบัติร่างโลหิตวิญญาณยักษ์” หลี่ซุ่นซีพยักหน้า ดวงตาฉายความเคียดแค้น “ครอบครัวข้าตายด้วยน้ำมือจวนอู๋โยว ชิวหลิงก็เหมือนกัน พวกเราไม่ขออยู่ร่วมฟ้ากับจวนอู๋โยว จะช้าจะเร็วต้องมีสักวันที่ข้าจะขุดรากถอนโคนขุมกำลังแบบนี้!”
“จริงด้วย จัตุรัสแดงความจริงก็เป็นขุมกำลังพันธมิตรของจวนอู๋โยว ท่านระวังตัวหน่อย” ลู่เซิ่งเตือน
“ข้ารู้ พี่ลู่ไม่ต้องห่วง” หลี่ซุ่นซีเอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งจากในถุงด้านหลังเอว แล้วส่งให้ลู่เซิ่ง
“ถึงจะไม่รู้ว่าท่านอยากได้คัมภีร์ลับวิชามรรคายุทธ์ไปทำอะไร แต่ว่าพันธมิตรบู๊มีของเหล่านี้มากมาย ตอนนี้พันธมิตรบู๊ระส่ำระส่าย ขาดการติดต่อกับผู้นำ พี่ลู่พาคนไปรับเอาขุมกำลังของพันธมิตรบู๊ส่วนหนึ่งได้
นอกจากนี้ท่านฆ่าผู้ประกอบพิธีจวนอู๋โยวทิ้ง ถ้าจัตุรัสแดงไม่พบก็ดี ถ้าถูกพบ…” หลี่ซุ่นซีไม่ได้พูดต่อ “ให้พี่ลู่มุ่งหน้าไปจงหยวน หาสถานที่ที่ชื่อว่าหุบเขาเขียวทะยาน”
ลู่เซิ่งพยักหน้าเล็กน้อย รับกระดาษมา เป็นแผนที่
“นี่เป็นแผนที่ของพันธมิตรบู๊ พี่ลู่หาหุบเขาที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่ได้ตามแผนที่” หลี่ซุ่นซีกล่าวเสียงทุ้ม
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น