141-145
บทที่ 141
“จริงด้วย ครั้งนี้ที่ข้ามา ก็เพื่อถามเจ้าเกี่ยวกับเรื่องราวของจวนอู๋โยวตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ดูจากตอนนี้ ถามหรือไม่ถามก็ไม่จำเป็นแล้ว” ซั่งหยางจิ่วหลี่เอ่ยอย่างไม่นำพา “ยังมี แม้แต่อีกาดำก็มองพิษศพบนตัวเจ้าออก ทางที่ดีเจ้าจัดการให้ดี”
“บังอาจถามใต้เท้า ทำไมเฒ่าเฮยบอกว่าข้าพูดโหกกับเขา” ลู่เซิ่งเงียบขรึม อยู่ๆ ก็ถามขึ้น
“ข้าไม่รู้ เขาอาจสัมผัสกลิ่นอะไรสักอย่างได้จากตัวเจ้า จึงมองช่องโหว่ออก ผู้ใดทราบเล่า สำหรับข้า ใช้แค่หน้าตาของตระกูลซั่งหยาง หน้าตาของตระกูลซั่งหยางยังอยู่ก็พอ” ซั่งหยางจิ่วหลี่บีบกระถางติ่งใบเล็ก พลันถาม “เจ้าวางกับดักผู้ประกอบพิธีหรือไม่”
“ใต้เท้าทำไมกล่าววาจานี้ พลังของข้ากับใต้เท้าผู้ประกอบพิธีห่างกันขนาดนี้ ท่านว่าเป็นไปได้หรือ” ลู่เซิ่งหัวเราะ
“เจ้าไม่ไหว ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆ ไม่ไหว” ซั่งหยางจิ่วหลี่กล่าวอย่างล้ำลึก “เรื่องเก็บศพ ครั้งหน้าทำให้น้อยๆ หน่อย แน่นอนว่าถ้าเหมือนครั้งนี้หมดก็ดี เอาล่ะ ข้าไปแล้ว อย่าลืมบรรณาการประจำปี” นางโบกมือ หมุนตัวไปหิ้วบุรุษวัยกลางคนที่สลบอยู่ข้างกราบเรือ กระโดดลงจากเรือ หมุนตัวกลางอากาศรอบหนึ่งเหมือนนางแอ่นทะเล แล้วหายไปอย่างฉับพลัน
ลู่เซิ่งหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ ซั่งหยางจิ่วหลี่ยึดถือเขาเป็นคนเก็บศพเสียแล้ว แต่ยังดีที่ครั้งนี้นางมาทันเวลาไม่ถูกเฒ่าเฮยโจมตี ไม่อย่างนั้นสภาพในปัจจุบันของเขา คิดต่อสู้กับเฒ่าเฮย มีความยากอยู่บ้างจริงๆ
ไร้กำลังภายในธาตุหยาง ได้แต่ปะทะตรงๆ ไม่อาจฆ่าอีกาดำ นอกจากหนีแล้ว ก็ไม่มีตัวเลือกอื่นอีก
‘กระถางติ่งที่ใช้ไม่ได้และความเป็นมาไม่แน่ชัด สะกดจวนอู๋โยวได้ชั่วคราว การค้านี้คุ้มค่านัก’ ลู่เซิ่งมองทิศทางที่ซั่งหยางจิ่วหลี่จากไป จัดคอเสื้อ สาวเท้าเดินไปยังบันไดหอ แล้วลงด้านล่าง
การประลองยังคงดำเนินอยู่ ซูเยว่รออยู่นอกโถงนางแอ่น พอเห็นลู่เซิ่งกลับมา สองตาเป็นประกาย จะรีบเข้าไปคุกเข่า
“ยังไม่ต้องรีบ ข้าต้องดูก่อน ถ้าจิตใจและคุณสมบัติของเจ้าไม่เหมาะจะฝึกฝนวรยุทธ์ของข้า เช่นนั้นข้าก็ตอบรับเจ้าไม่ได้” ลู่เซิ่งรีบหยุดนาง
“ขอบคุณประมุขพรรค จะต้องไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!” ซูเยว่เอ๋อร์พลันมีสีหน้าลิงโลด
การประลองที่อีกาดำมาขัดขวางก่อนหน้านี้ ตอนนี้ดำเนินถึงช่วงท้ายแล้ว หลังจากระดับสูงในพรรคถูกทำร้าย แล้วเฉินอิงส่งไปรักษา บรรยากาศของการประลองก็ไม่ได้คึกคักเท่าก่อนหน้า คนจำนวนมากแสดงสีหน้าจนปัญญาและหดหู่
แม้มรรคายุทธ์จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนได้ แต่เทียบกับบางคนแล้ว ยังอ่อนแอเกินไป เหตุเปลี่ยนแปลงรอบนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงถึงขีดสุด ต่อความพยายามจากการที่คนจำนวนมากลำบากลำบนฝึกฝนมรรคายุทธ์
บรรยากาศในโถงนางแอ่นอึดอัด ลู่เซิ่งพอกลับถึงบัลลังก์ หงหมิงจือก็ให้รางวัลสิบอันดับแรก การประลองนับว่าจบลงแล้ว
เวลาค่อยๆ ผ่านไป
ลู่เซิ่งสงบใจรักษาอาการบาดเจ็บ ทุกๆ วันกินวัตถุดิบยาและแช่โอสถ กินตัวยาล้ำค่าปริมาณมาก อาการบาดเจ็บดีขึ้นตามลำดับ
เขาอาศัยเวลาว่างที่ฝึกฝนไม่ได้ เริ่มจัดการเรื่องราวที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ทำมาตลอด
สิ่งที่สำคัญที่สุดในนี้ คือการหมั้นหมายกับเฉินอวิ๋นซี
ลูเซิ่งวางแผนจะไปหานาง ไม่ว่าสำเร็จหรือไม่ ถ้านางยังรอ เช่นนั้นจะมอบคำว่ากล่าวแก่นาง
…
บ้านตระกูลเฉิน
นับตั้งแต่นายน้อยหวังถูกทำร้ายจนพิการ วันเวลาของเฉินอวิ๋นซีก็เปลี่ยนแปลงไป
ในสวนดอกเหมย เฉินอวิ๋นซีกลัดกลุ้มใจ ถือหยกหรูอี้ที่สลักอย่างประณีตแท่งหนึ่ง นี่เป็นของล้ำค่าที่บิดาซื้อมาจากต่างประเทศโดยเฉพาะ
ดอกเหมยสีขาวเบ่งบานในสวน นางกลับเหม่อลอย สองตาไร้ประกาย ไม่ทราบคิดอะไร
“คุณหนู คนจากหอดอกเหมยส่งของขวัญมาอีกแล้ว” ที่ประตู เด็กสาวรับใช้ข้างกายคนหนึ่งค่อยๆ เดินเข้ามา กล่าวกับเฉินอวิ๋นซีเบาๆ
“รอบนี้เป็นอะไร” เฉินอวิ๋นซีถามเบาๆ
“เป็นผงหอม ผงหอมทั้งหมดเก้าสิบเก้าชนิดที่กลิ่นและสีต่างกัน” เด็กสาวรับใช้ตอบเบาๆ ดวงตาปรากฏความอิจฉา
ในระยะนี้ ทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่ง หอดอกเหมยจะส่งของหลากหลายมา ผงหอมแป้งชาด กระโปรงเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือของชิ้นเล็กๆ ที่แปลกใหม่
ระดับความล้ำค่าของวัตถุส่วนหนึ่งในนี้ แม้แต่เฉินเต้าเจ่าบิดาของเฉินอวิ๋นซียังถอนใจชมเชย ชื่นชมลู่เซิ่งที่ไม่เคยเห็นหน้าไม่หยุด
แม้เขาจะเคยตกใจจนสลบไปครั้งหนึ่ง แต่ในฐานะพ่อค้าวาณิช ไหนเลยจะไม่ทราบความนัยเบื้องหลังที่หอดอกเหมยกระทำเช่นนี้
เบื้องหลังหอดอกเหมยลึกล้ำสุดหยั่งคาด แต่เฉินเต้าเจ่าเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่ง สุดท้ายก็มีการข่าวฉับไว ทราบเหตุผลที่ส่งของขวัญเหล่านี้มาคร่าวๆ
แต่เฉินอวิ๋นซีกลับไม่ทราบ
“อวี้เอ๋อร์ เจ้าว่าพี่เซิ่งเป็นใครกันแน่ ทำไมจึงมีคนจำนวนมากส่งของขวัญมาให้ข้าเพื่อเขาโดยเฉพาะ”
เด็กสาวรับใช้อวี้เอ๋อร์ส่ายหน้าเล็กน้อย ใบหน้ายังคงอิจฉา
“บ่าวไม่ทราบ แต่สมควรเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ยอดเยี่ยมมากกระมัง”
เฉินอวิ๋นซีงงงัน
“บุคคลที่ยิ่งใหญ่… ยอดเยี่ยม….” นางลูบไล้นิ้วบนหยกหรูอี้อย่างไม่รู้ตัว ไม่ทราบคิดอะไรอยู่
อวี้เอ๋อร์ยืนอยู่ด้านข้างนาง ก้มหน้าด้วยความรู้สึกซับซ้อน
ขณะมองร่างกายสูงชะลูดของเฉินอวิ๋นซี โดยเฉพาะขายาวๆ ทั้งสองข้าง แทบกินสัดส่วนสองในสามของร่างกาย ก็ริษยาอยู่บ้าง
รูปร่างเช่นนี้ขี้เหร่จริงๆ ตอนนี้ทุกคนต่างชอบคนที่ตัวเล็ก เหมือนเช่นนาง
นางเคยคิดว่า สตรีรูปร่างดั่งเฉินอวิ๋นซีถึงกับหาที่พักพิงที่ดีเช่นนี้เจอ ช่างน่าเหลือเชื่อแท้ๆ
อวี้เอ๋อร์ก้มหน้าต่ำกว่าเดิม อาศัยอะไร ข้าตัวเล็กกว่านาง น่ารักกว่านาง ยังไม่เจอบุรุษสักคน
เฉินอวิ๋นซีทราบว่าคนหลายคนเดาว่า นางในเมื่อเงื่อนไขแย่ สภาพร่างกายใช้ไม่ได้ ที่บุคคลยิ่งใหญ่ผู้เป็นปริศนานั่นชมชอบนาง จะต้องเป็นเพราะทรัพย์สมบัติของตระกูลนางแน่ แต่นางทราบว่าไม่ใช่
ลู่เซิ่งที่แล้วมาไม่ใช่คนเช่นนั้น
เฉินอวิ๋นซีเด็ดดอกเหมยดอกหนึ่งมาคีบระหว่างนิ้ว มองดอกเหมยขาว ค่อยๆ นึกย้อน อวี้เอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างสวมเสื้อตัวใหญ่ให้นางเบาๆ
“คุณหนูๆ !” ทันใดนั้นเด็กสาวรับใช้คนหนึ่งพลันถลันเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้น! ตื่นตูมอันใด คุณหนูตกใจไปด้วยจะทำอย่างไร รู้จักกฎหรือไม่” อวี้เอ๋อร์รีบสั่งสอน
“ไม่ใช่… เป็นคุณชายลู่ คุณชายลู่มาแล้ว!” เด็กสาวรับใช้คนนั้นเอ่ยเสียงดังกระท่อนกระแท่น
แกร๊ง
หยกหรูอี้ของเฉินอวิ๋นซีร่วงตกพื้น นางก้าวหลายก้าวเป็นก้าวเดียวเข้าไปกดไหล่เด็กสาวรับใช้ไว้
“เจ้าพูดจริงหรือ?!”
“จริงๆ เจ้าค่ะ ข้าเคยเห็นคุณชายลู่ ตอนนี้รถม้าของเขาจอดอยู่ข้างประตูบ้านไม่ได้จากไป!” เด็กสาวรับใช้รีบตอบ
“ข้ารีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า!” เฉินอวิ๋นซีหมุนตัววิ่งไปยังห้องนอนอย่างแน่วแน่
อวี้เอ๋อร์ร้องเรียกด้านหลังพลางติดตามไป
…
ลู่เซิ่งนั่งที่โถงหลัก เฉินเต้าเจ่านั่งเป็นเพื่อนเขา มีโฉมสะคราญทยอยเข้ามา นักดนตรีเข้ามาบรรเลงบทเพลง สุราเลิศรสอาหารโอชะถูกนำเข้ามา
“ผู้เฒ่าเฉินรสนิยมดีจริงๆ” ลู่เซิ่งใบหน้าประดับรอยยิ้ม ยกสุราขึ้นจิบ
“ถ้าหลานชอบ ก็สามารถเลือกได้ตามใจ” เฉินเต้าเจ่าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เพียงแต่พวกเราเป็นแค่คนธรรมดา ไม่มีคุณสมบัติฝึกวรยุทธ์ ถือว่าโยนไหแตกซ้ำ[1]”
“ผู้เฒ่าเฉินถ่อมตัวแล้ว ความตั้งใจของท่านอยู่ที่กิจการ เพียงแค่ความปรารถนาแตกต่างกันเท่านั้น” ลู่เซิ่งส่ายหน้า
“ไม่ทราบที่หลานมาครั้งนี้มีเรื่องใดหรือ อวิ๋นซีช่วงนี้กลัดกลุ้มใจ ไม่อยากอาหาร ถ้าหลานไม่มีธุระ ก็ลองมาเยี่ยมนางดูได้นะ” เฉินเต้าเจ่ารุกอย่างระริกระรี้
ลู่เซิ่งรู้ว่าเขาสืบข้อมูลบางอย่างของตนมา ไม่ได้ถือสา สถานะประมุขพรรควาฬแดงไม่อาจซ่อนไว้ได้ตลอด จะต้องมีเวลาที่กระดาษห่อไฟไม่ได้
“ครั้งนี้ข้ามา เพราะอยากนัดอวิ๋นซีไปวัดประกายทองเพื่อเดินเล่นด้วยกัน พอดีที่นั่นจัดชุมุนุมกลอนประกายทอง จะไปร่วมสนุกดู เพียงแต่ไม่ทราบว่าอวิ๋นซีอยากไปหรือไม่…”
“อยากไปๆ ! ต้องอยากไปแน่!” เฉินเต้าเจ่าไม่รอเขาพูดจบก็รีบตอบรับ “อวิ๋นซีรอออกไปเที่ยวกับหลานมานานแล้ว” พูดจบ เฉินเต้าเจ่าก็รู้สึกว่าออกอาการไปเล็กน้อย จึงกล่าวเสริมว่า
“ถึงอย่างไรหญิงสาวอยู่แต่ในบ้านก็อึดอัด ข้าเดิมคิดจะส่งนางออกไปสูดอากาศ หลานมาพอดี เป็นโอกาสเหมาะทีเดียว! ฮ่าๆๆๆๆ!” เขาหัวเราะแห้ง
“นี่กลับบังเอิญ” ลู่เซิ่งย่อมทราบว่าเฉินเต้าเจ่าไฉนเป็นเช่นนี้ ด้านหนึ่งเพราะเขามีอำนาจเกินไป แรงกดดันและความรู้สึกกดขี่ที่เขานำมารุนแรงเกินไป ทำให้อีกฝ่ายไม่รู้จักบันยะบันยัง อีกด้านหนึ่ง สิ่งสำคัญคือตระกูลเฉินล่วงเกินรองผู้บัญชาการ ตอนนี้อาศัยอำนาจของลู่เซิ่ง จึงไม่ถูกแก้แค้น
เหตุผลสองสามข้อนี้รวมกัน เฉินเต้าเจ่ามีท่าทีเช่นนี้ก็สมเหุตสมผล
“บังเอิญๆ จริงๆ ” เฉินเต้าเจ่ายิ้ม“วันนี้ฟ้ามืดอยู่บ้าง หลานคิดจะไปเข้าร่วมชุมนุมกลอนตอนดึกหรือ”
“อือ เป็นเช่นนี้จริงๆ ” ลู่เซิ่งพยักหน้า
“ก็ดีๆ อีกเดี๋ยวอาจฝนตก อย่าลืมนำร่มไปด้วย ถ้าดึกเกินไป ข้าจดจำได้ว่าวัดประกายทองค้างคืนได้ หลานไปค้างคืนที่นั่นก็ได้ ไม่ต้องพาเฉินอวิ๋นซีกลับมา จะได้ปลอดภัย” เฉินเต้าเจ่าเสนอพร้อมกับยิ้มแย้ม
ลู่เซิ่งพลันหมดคำพูด
ให้เขาค้างคืนที่วัดประกายทอง ยังพาเฉินอวิ๋นซีไปด้วย นี่ไม่ได้บอกใบ้ให้เขาจัดการเฉินอวิ๋นซีที่ด้านนอกดอกหรือ
ไหนเลยมีบิดาเช่นนี้ ก่อนหน้านี้จะส่งบุตรีให้เป็นอนุคนอื่น ตอนนี้ยังมีท่าทางแทบอดรนทนไม่ไหวที่จะให้บุตรีเสียตัว
นี่ทำให้ลู่เซิ่งไม่มีคำพูดจะตอบจริงๆ
เฉินเต้าเจ่ารู้สึกว่าคำพูดนี้เปิดเผยเกินไป หน้าแหยอยู่บ้าง คิดพูดอะไรแก้เก้อ
“ท่านพ่อ!” ทันใดนั้นเฉินอวิ๋นซีเร่งฝีเท้าเข้ามาจากประตูใหญ่ ใบหน้าแดงก่ำ อายจนเงยหน้าไม่ขึ้น
“ท่านพูดอะไรของท่านกัน”
“มาแล้วๆ ! พวกเจ้าคุยกันเถอะ ข้ามีสหายเก่ามาเล่นหมากล้อมพอดี ไปก่อนก้าวหนึ่ง” เฉินเต้าเจ่าพอเห็นบุตรีมา ก็รีบลุกขึ้น ไม่รอลู่เซิ่งตอบ เขาจากไปอย่างรวดเร็วเหมือนหลบหนี
เหลือทั้งสองคนมองหน้ากันไปกันมา ไม่ทราบควรพูดอะไรไปชั่วขณะ
เฉินอวิ๋นซีคล้ายแต่งตัวอย่างตั้งใจ กระโปรงยาวถึงเข่าสีเขียวมรกต ชายกระโปรงสองข้างมีร่องเล็กๆ เห็นขายาวที่เนียนนุ่มดั่งงาช้าง เหมือนกับเสื้อสองผืนแขวนอยู่บนร่าง หนึ่งหน้าหนึ่งหลัง เพียงปกปิดส่วนสำคัญที่สุด
ด้านบนผมยาวสีดำคลุมไหล่ ปิ่นผมหยกแดง ตุ้มหูไข่มุกสีขาวนวลสั่นไหว ขับความงามหมดจดของนางมากกว่าเดิม
……………………………………….
[1] โยนไหแตกซ้ำ หมายถึง ทำเรื่องที่เลวร้ายให้เลวร้ายลง เหมือนโยนไหที่แตกอยู่แล้วลงพื้นซ้ำสอง
บทที่ 142
“อวิ๋นเซิง…ให้เจ้ารอนานแล้ว” ลู่เซิ่งลุกขึ้น มองสตรีที่ยืนหยัดมาตลอด อดเอ่ยเบาๆ ไม่ได้
เฉินอวิ๋นซีพอได้ยินคำพูดนี้ ขอบตาพลันแดง
“พี่เซิ่ง…”
“ไปเถอะ วันนี้อากาศไม่เลว วัดประกายทองจะต้องครึกครื้นแน่” ลู่เซิ่งเดินเข้าไปจับมือขวาของเฉินอวิ๋นซี
“แล้วแต่ท่านพี่…” เฉินอวิ๋นซีก้มหน้าเอ่ยแผ่วเบา
ทั้งสองคนเก็บข้าวของ เฉินอวิ๋นซีโดยสารรถม้าที่ลู่เซิ่งนำมาไปยังวัดประกายทองอย่างช้าๆ
วัดประกายทองตั้งอยู่นอกเมืองเลียบคีรี ติดเขาบูรพา เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่ชื่อเสียงเลื่องลือ นักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนจำนวนมากมากราบไหว้พระด้วยความศรัทธาตลอดเวลา
วัดประกายทองจัดงานชุมนุมกลอนมีรางวัลสามเดือนครั้ง นับว่าเป็นกิจกรรมขนาดเล็กที่ได้รับความนิยม เทียบเท่ากับการแข่งตอบคำถามมีรางวัลในโลกใบก่อน
ลู่เซิ่งพาเฉินอวิ๋นซีไปถึงตีนเขาบูรพาซึ่งเป็นเขาเล็กๆ อันเป็นที่อยู่ของวัดประกายทอง หน้าประตูที่ตีนเขามีรถจำนวนไม่น้อยจอดอยู่ ยังมีนักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนเดินขวักไขว่ไปทั่วเขา
ในนี้มีทั้งคนที่สวมชุดเรียบง่ายและคนสวมชุดผ้าแพร ไม่แยกจนรวย พระภิกษุผู้ศรัทธาจำนวนไม่น้อยกราบกรานสวดมนต์อยู่ที่ตีนเขา ขอให้พระพุทธองค์สำแดงปาฏิหาริย์
ลู่เซิ่งจูงมือเฉินอวิ๋นซีลงจากรถม้า เดินเข้าไปในประตู ด้านข้างไม่มีบริวารคอยติดตาม เพียงเห็นคนติดตามสองคนที่คุ้มครองอย่างลับๆ อยู่ไกลๆ
“ได้ยินว่าการไหว้พระที่นี่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ไม่ทราบเป็นเรื่องจริงหรือไม่?” ลู่เซิ่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เพราะหัวล้านไม่มีผม เขาจึงสวมหมวกบัณฑิตอำพรางศีรษะ เพียงแต่พอไม่มีขนคิ้วจึงดูดุร้ายยิ่ง
ดีที่เขาให้เสี่ยวเฉี่ยวแต่งตัวให้ เสื้อคลุมสีขาวตัวใหญ่บนร่างพัดพลิ้ว ปกปิดเส้นสายกล้ามเนื้ออันล่ำสันบนร่างได้พอดี ขณะเดียวก็ให้ความรู้สึกสง่างาม อำพรางความดุร้ายที่ไร้คิ้ว
“ตอนเด็กข้ามากราบไหว้บ่อยๆ ศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้างจริงๆ แต่ข้าไม่ค่อยเชื่อนัก” เฉินอวิ๋นซีส่ายหน้าเล็กน้อย เอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ไม่เป็นไร ครั้งนี้พวกเรามาชมทิวทัศน์” ลู่เซิ่งจูงเฉินอวิ๋นซีตัดเข้าประตูเขา ขึ้นเขาทีละขั้นตามบันไดหินที่มุ่งสู่ด้านบน
ด้วยกำลังกายและความอดทนของเขา ต่อให้อยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัส ก็แซงคนจำนวนนับไม่ถ้วนได้อย่างง่ายดาย ไม่ถึงครึ่งเค่อ[1]ก็มาถึงหน้าประตูวัด
หน้าประตูวัดขายเทียนธูป เฉินอวิ๋นซีเข้าไปซื้อมาสองชุด นางกับลู่เซิ่งคนละชุด จากนั้นเดินชื่นชมในตำหนักรองรอบๆ พร้อมกับเหล่านักท่องเที่ยว
สุดท้ายพอถึงตำหนักหลัก ก็จุดเทียนหอม เสียบใส่กระถางธูปด้านบนเหมือนกับศาสนิกชนจำนวนไม่น้อยซึ่งตั้งแถวอยู่
จากนั้นคุกเข่าบนเบาะกลม ประนมมือหลับตาอธิษฐาน
หง่างเหง่ง…
หง่างเหง่ง…
หง่างเหง่ง…
เสียงระฆังดังขึ้น ฟ้าค่อยๆ มืดลง ในเสียงสวดมนต์เหมือนเสียงรำพึงรำพัน ลู่เซิ่งมองเฉินอวิ๋นซีพนมมือ หลับตาอธิษฐานกราบไหว้พระพุทธรูปอย่างศรัทธา ตนหันกลับมาหลับตาอธิษฐานกราบไหว้พระพุทธรูปเช่นกัน
‘หวังว่าบิดามารดา ครอบครัว คนรัก สหายจะแข็งแรงมีความสุขตลอดชีวิต จะได้อยู่อย่างสงบสุขตลอดไป’
‘ขอให้หายเร็วๆ ถึงตอนนั้นยกระดับวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานต่อ ใครกล้าขวางล้วนฟันให้ตาย!’
เฉินอวิ๋นซีกับลู่เซิ่งหลับตา ความคิดในใจไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง
ธูปไหม้หมดดอก ก็เป็นชุมนุมกลอนประกายทองที่บรรยากาศคึกคักไม่ธรรมดา ชุมนุมกลอนนี้แต่ละคนเข้าไปแต่งกลอนได้บทหนึ่ง แน่นอนว่าหัวข้อหลักแล้วแต่เจ้าอาวาสกำหนด
ของรางวัลวางบนเวทีสูงในลานกว้างนอกวัด คนหลายร้อยหลายพันคนชมความครึกครื้นอยู่รอบๆ ฟ้ามืดสลัว เห็นหัวคนที่แน่นขนัด
ลู่เซิ่งไม่สนใจพวกกาพย์กลอน และไม่มีเวลาร่วมชุมนุมกลอนที่น่าเบื่อ เขาให้คนจองห้องส่วนตัวบนหอที่อยู่ใกล้ลาน ก้มมองสภาพของชุมนุมกลอนในห้องส่วนตัวพร้อมกับเฉินอวิ๋นซี
“มุมนี้ดียิ่ง ได้ยินคนขับร้องกลอนด้านล่างพอดี ทั้งไม่ต้องลำบากเบียดเสียด” ลู่เซิ่งเข้ามาในห้อง ยิ้มพลางลากเฉินอวิ๋นซีไปถึงหน้าต่าง ก้มมองด้านหน้า
เวทีสูงตรงกลางลานกว้างที่ล้อมเป็นทรงกลม มีภิกษุชราสวมจีวรสีเหลืองหม่น กำลังพูดกับคนหนุ่มสาวที่ขึ้นไปร่วมชุมนุม
คนหนุ่มสาวเหล่านี้แบ่งเป็นคู่ๆ สีหน้าเชื่อมั่น แสดงว่าขึ้นไปกับคู่รักเพื่อจะทำตัวเด่น
อย่างไรถ้ากลอนที่แต่งได้รับการยอมรับ วัดจะสลักผลงานไว้บนผนังประกายทองด้านหนึ่งซึ่งวัดประกายทองสร้างขึ้นโดยเฉพาะ
“น่าเสียดายข้าไม่ถนัดกาพย์กลอน ไม่อย่างนั้นจะไปทดลองฝากชื่อบนผนังประกายทองดู” เฉินอวิ๋นซีมีท่าทีกระตือรือร้น
“ถ้าเจ้าต้องการ จะไปลองดูก็ได้” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม วัดประกายทองนี้ไม่ธรรมดา เบื้องหลังสมควรมีขุมกำลังคอยหนุน ไม่อย่างนั้นด้วยวิถีทางโลกที่อันตรายเช่นในปัจจุบัน ป้ายประกาศขนาดใหญ่แบบนี้ปักอยู่ชัดเจน จะต้องมีความยุ่งยากเล็กใหญ่ไม่เท่ากันส่วนหนึ่งมาหา
ช่องทางของพรรควาฬแดงเคยตรวจสอบวัดนี้ ข่าวที่ได้คือ มียอดฝีมือซ่อนตัวในวัด อย่างน้อยภูตผีปีศาจธรรมดาก็ไม่มีพลังต่อสู้กับวัดประกายทองแห่งนี้แม้แต่น้อย
“ข้าไม่ไหว ยังคงช่างเถอะ…” เฉินอวิ๋นซีหน้าแดงโบกมือติดต่อกัน ถอยหลังไปหนึ่งก้าว พอดีชนใส่ตัวลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ด้านหลัง ผมงามที่ระไหล่โดนสันจมูกลู่เซิ่ง คันๆ อยู่บ้าง มีกลิ่นหอมจรุงใจ
เฉินอวิ๋นซีร่างแข็งทื่อ ยืนนิ่งอยู่กับที่
ลู่เซิ่งยิ้มๆ ถือโอกาสโอบเอวนางเบาๆ เฉินอวิ๋นซีกลับมีปฏิกิริยา รีบหมุนตัวหนีออกด้านข้างก้าวหนึ่ง
“พี่เซิ่ง ดูชุมุนุมกลอนก่อนเถอะ” นางหน้าแดงเรื่อ ก้มหน้ากล่าวเสียงอ่อย “ที่นี่…ที่นี่ไม่ได้…”
ลู่เซิ่งหมดคำพูด เขาไม่คิดทำอะไร คล้ายกับการโอบเอวจะทำให้เฉินอวิ๋นซีตกใจ “ดูชุมนุมกลอนๆ ” เขาพลันกล่าวติดต่อกัน
ทั้งสองคนยืนด้วยกันอีกรอบ ก้มมองคนแต่งกลอนด้านล่างจากหน้าต่าง เพียงแต่เฉินอวิ๋นซี มีสีหน้าเขินอายอยู่บ้าง
“ประกายทองออกห้องกลางวันกลางคืน น้ำค้างแข็งตกใต้ต้นจักรพรรดิ คัมภีร์ฟ้าหนังสือล้ำค่าหาได้ทั่ว วันอื่นกลับมาเข้าใจหทัยซ่อน”
กลอนของคนผู้หนึ่งด้านล่างผ่านการเห็นชอบ พระภิกษุตะโกนขึ้น ชนะอย่างงดงาม
“หทัยซ่อนเป็นขอบเขตหทัยซ่อนในตำนานที่วัดประกายทองบันทึกไว้ ว่ากันว่าพอเข้าสู่หทัยซ่อน ฟ้าดินประสาน มีโอกาสก่อเกิดมหามรรคา เชื่อมต่อฟ้า” เฉินอวิ๋นซีส่ายหน้ากล่าวเบาๆ “กลอนนี้ตอนแรกธรรมดา แต่ประโยคสุดท้ายบ่งชี้ว่าผู้คนค้นหาสมบัติทุกแห่งหน แต่ความจริงสมบัติที่มีค่าที่สุดซ่อนอยู่กับตัวเองยังไม่ทราบ ลีลาสูงขึ้น นับว่าไม่เลว เพียงแต่วัดประกายทองนี้เป็นวัดเล็กๆ ใช้กลอนแบบนี้ ออกจะใหญ่โตเกินไป”
ลู่เซิ่งพยักหน้าเห็นด้วย กลอนนี้เป็นเพียงระดับกลาง ครั้นนึกได้ว่าชุมนุมกลอนประกายทองไม่ใช่ชุมนุมกลอนตามปกติ แต่ว่าเป็นกิจกรรมร่วมสนุกยกระดับความคึกคักเท่านั้น ไม่มีเงื่อนไขเคร่งเครัดแต่อย่างใด
“อย่าได้ดูถูก วัดประกายทองมีคนเก่งอยู่ส่วนหนึ่ง” เขาเอ่ย
“พี่เซิ่งทราบได้อย่างไร” เฉินอวิ๋นซีมองเขา
“ในเมื่อข้าพูด อย่างนั้นไม่มีมั่วแน่” ลู่เซิ่งยิ้มเอ่ย
ตอนนี้ด้านล่างขับร้องกลอนอีกครั้ง กลอนบทที่สองซึ่งถูกคัดเลือกก็ปรากฏแล้ว
“จิ๊กจั๊กนางแอ่นขับขานทำนองเสนาะหู” ประโยคที่สองค่อนข้างเพราะ
ลู่เซิ่งกลับรู้สึกว่ามือร้อนขึ้น เฉินอวิ๋นซีที่อยู่ด้านข้างกลับแอบอิงหาเขามากขึ้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
นางถกกระโปรงสั้นสีเขียวมรกตขึ้นน้อยๆ ผิวของสองขาใต้ชายกระโปรงไม่ทราบแนบกับหลังมือของลู่เซิ่งตั้งแต่เมื่อใด ตอนตำแหน่งหลังขาอ่อนชิดมือเขา รู้สึกอบอุ่นอ่อนนุ่ม
ลู่เซิ่งมองเฉินอวิ๋นซี นางหน้าแดง คล้ายไม่รู้สึกตัว แต่การสัมผัสทางผิวเช่นนี้เหตุใดจะไม่มีความรู้สึก
โดยเฉพาะส่วนที่ไวต่อความรู้สึกเช่นหลังขาอ่อน ด้านบนก็เป็นส่วนสะโพกและจุดซ่อนเร้นแล้ว การอนุญาตที่โจ่งแจ้งแบบนี้ ทำให้ลู่เวิ่งงุ่นง่าน
เขาค่อยๆ พลิกหลังมือเป็นฝ่ามือ แนบกับขาอ่อนของเฉินอวิ๋นซี
เฉินอวิ๋นซีหน้าแดงกว่าเดิม กลับแสร้งเป็นดูชุมนุมกลอนเบื้องล่างต่อ
“จันทรา บงกชที่จิ่วเจียงคลื่นลมสงบ” กลอนประโยคที่สองถ่ายทอดมา
เฉินอวิ๋นซีกลับเป็นห่วงว่าลู่เซิ่งจะโกรธที่นางหลบเมื่อก่อนหน้านี้ ตอนนี้จึงคิดจะชดเชยให้เขา
‘ก่อนหน้าเราหลบพี่เซิ่ง ข้าชดเชยให้ เขาชอบขาข้า ก็ให้เขาแตะขาข้าก็พอ’ นางยังคงละอายต่อขาของตัวเอง ทั้งมีความคิดหยั่งเชิงลู่เซิ่ง ถ้าเขาไม่รังเกียจขายาวๆ ของนางจริงๆ จะต้องไม่หลบ
แม้บุรุษสตรีไม่อาจสัมผัสกัน เฉินอวิ๋นซีก็คิดอย่างไร้เดียงสาว่า อย่างไรก็ให้พี่เซิ่งแตะเล็กน้อย เพียงเล็กน้อยไม่เป็นไร นางชอบพี่เซิ่ง ตัดสินใจแล้วว่าต้องเป็นเขา สัมผัสเล็กน้อยไม่นับว่าเกินเลย
เฉินอวิ๋นซีคิดไม่ผิด ดูจากกระแสเปิดเผยของเมืองเลียบคีรีและแดนเหนือ สัมผัสขาไม่นับเป็นอะไรจริงๆ แต่นางกลับไม่ทราบว่า บุรุษพอเกิดไฟราคะขึ้นมา ภายหลังคิดจะผลักไสเขาง่ายๆ อีก แบบนั้นก็ยากแล้ว…
ลู่เซิ่งที่ด้านหลังนางตอนนี้สองตาร้อนผ่าว อุณหภูมิบนร่างสูงขึ้น ลูบไล้หลังขาอ่อนนาง อุณหภูมิระหว่างทั้งสองคนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
มือลู่เซิ่งเริ่มขยับไปด้านหน้าช้าๆ ลูบส่วนสำคัญของเฉินอวิ๋นซี
เฉินอวิ๋นซีร่างเริ่มร้อน อ่อนระทวย คิดผลักลู่เซิ่งออก กลับพบว่าเทียบแรงของตนกับอีกฝ่าย เหมือนกับมดแดงเขย่าต้นไม้ ไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง
“คุณชาย!”
ทันใดนั้นนอกห้องส่วนตัวแว่วเสียงร้องเรียก เพลิงราคะในใจลู่เซิ่งมอดดับลง
“เรื่องอันใด” ลู่เซิ่งสูดหายใจลึก เขาทราบว่าถ้าไม่มีเรื่องใด องครักษ์ใกล้ชิดเหล่านี้จะไม่รบกวนเขา
ปราณหยินหยางขวดสมบัติโคจร สะกดเพลิงราคะในใจ ดวงตากระจ่าง ชักมือกลับจากขาอ่อนของเฉินอวิ๋นซี
“มีจดหมายด่วนส่งมา” องครักษ์ใกล้ชิดนอกประตูตอบเสียงทุ้มต่ำ
ลู่เซิ่งผละจากเฉินอวิ๋นซี เดินไปเปิดประตู รับจดหมายผนึกเทียนฉบับหนึ่งจากในมือองครักษ์ใกล้ชิด
เปิดจดหมายอ่านเนื้อหา ลู่เซิ่งสองตาเคร่งเครียด
หลี่ซุ่นซีเกิดเรื่องแล้ว
พี่น้องตระกูลหลิ่วเป็นคนส่งจดหมายมา ในพันธมิตรบู๊ตรวจสอบคนทรยศ เจอคนห้าคนมีปัญหา หลี่ซุ่นซีถูกคนใส่ร้ายโดยไม่รู้ตัวในการตรวจสอบครั้งหนึ่ง คนอื่นๆ เจอเบาะแสไม่น้อยในที่อยู่ของเขา เบาะแสเหล่านี้บ่งชี้ว่าเขาฆ่าคนเก่าแก่คนหนึ่งในพันธมิตร
ผู้นำพันธมิตรบู๊โกรธกริ้ว กักขังเขาไว้ ตอนนี้กำลังรอการตัดสิน หลิ่วฉินเขียนจดหมายมา ขอให้เขาไปเป็นพยานแทนหลี่ซุ่นซี พิสูจน์ว่าเขาไม่ใช่ฆาตกร ถ้าทำได้ ขอให้เขาช่วยเหลือเมื่อมีโอกาส สหายเพียงหนึ่งเดียวที่ควรค่าแก่การเชื่อถือ มีแต่หลี่ซุ่นซีแล้ว
แต่ลู่เซิ่งกลับได้กลิ่นผิดปกติจากในเรื่องราวนี้
เขาค่อยๆ พับจดหมาย ประกบสองมือ เร่งเร้าปราณเข็มทิ่มแทง เสียดสีจดหมายกลายเป็นผุยผงในพริบตา
……………………………………….
[1] เค่อ หน่วยวัดเวลาของจีน หนึ่งเค่อเท่ากับประมาณ 15 นาที
บทที่ 143
โครม
บนหลังม้าที่วิ่งไวปานลมกรด
หลิ่วไฉ่อวิ๋นร่วงตกลงบนพื้นโคลนสีดำ นางกลิ้งสิบกว่าตลบค่อยหยุดลง จากนั้นครวญครางอย่างเจ็บปวด ไร้เรี่ยวแรงดิ้นรน
“รีบไป!” หลิ่วไฉ่อวิ๋นสุดท้ายมองพี่สาวกับหลี่ซุ่นซีที่ควบม้าอยู่ด้านหน้า กัดริมฝีปาก สายตาค่อยๆ พร่ามัว
ฟิ้ว!
เงาคนสีเทาสายหนึ่งพลันพุ่งผ่านนางจากด้านข้าง เงาที่สองและเงาที่สามตามไปติดๆ
“คนบนพื้นจะจัดการอย่างไร”
“ของของนางถูกโอนถ่ายไปแล้ว ไม่มีคุณค่าอีก ฆ่าเลย” เสียงหนึ่งตอบ
หลิ่วไฉ่อวิ๋นเบิกสองตา ไม่ทันส่งเสียง ท้ายทอยปวดแปลบ สติพลันหายไป
“ไม่!”
หลิ่วฉินบนหลังม้าด้านหน้า ตอนนี้พบว่าน้องสาวตกลงจากหลังม้า ร้องขึ้นอย่างเจ็บปวด น้ำตาไหลลง ทำให้สายตาพร่าเลือน
หลี่ซุ่นซีขอบตาแดง ยังคงจับมือหลิ่วฉินไว้
“ไป! พวกเรารอดจึงค่อยแก้แค้นให้ไฉ่อวิ๋นได้!” เขาตวาดเฉียบขาด
“ไฉ่อวิ๋น!” หลิ่วฉินกรีดร้องอย่างรวดร้าว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ดิ้นหลุดจากมือหลี่ซุ่นซี
แสงรุ้งที่พร่ามัวกลุ่มหนึ่งขยายจากบนร่างนาง ห่อหุ้มหลี่ซุ่นซีเข้าไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวสองคนหายไปในป่า ไม่เห็นโดยสิ้นเชิง
“หายไปแล้ว! เป็นหยกลี้ลับ!” เงาสีเทาหลายสายหยุดอยู่บริเวณที่พวกเขาหายไป
“หยกลี้ลับของตระกูลหลิ่วอยู่บนตัวพวกเขาจริงๆ ทั้งยังถูกกระตุ้นแล้ว!” เงาสีเทาสายหนึ่งเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
“ด้วยขุมกำลังและจำนวนคนของพวกเรา คิดจะล้อมจับพวกเขาโดยสมบูรณ์ ยากเย็นยิ่ง” อีกคนหนึ่งตอบ
“เหตุใดไม่จับสตรีคนเมื่อครู่มาข่มขู่พวกเขา” คนหนึ่งถามอย่างไม่เกรงใจ
“เปล่าประโยชน์ คนของตระกูลหลิ่วไม่รับการข่มขู่ เรื่องแบบนี้พวกเราทำไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแล้ว”
“ผู้ประกอบพิธีของที่นี่เกิดเรื่อง ไม่อาจบุกเข้าไปอย่างเปิดเผย”
“เช่นนั้นทำอย่างไร”
“หาจัตุรัสแดงเพื่อขอความร่วมมือ ผู้คุมจัตุรัสแดงยังไม่กลับมา ภูตผีในมือรองผู้คุมจัตุรัสแดงถนัดด้านความเร็วมากที่สุด ขอแค่เจอร่องรอยพวกเขาก็พอ”
…
ติ๋ง… ติ๋ง… ติ๋ง…
หยดน้ำที่เย็นเฉียบตกใส่ริมฝีปากของหลิ่วฉิน ความรู้สึกชุ่มฉ่ำทำให้นางค่อยๆ ได้สติหลังจากสลบไป
โขลกๆๆ…
หลิ่วฉินเพิ่งฟื้นตื่นขึ้นมา ก็เอียงศีรษะไอหลายครั้ง
“เป็นอย่างไร ไหวอยู่กระมัง” หลี่ซุ่นซีมองนางอย่างเป็นห่วง ประคองชามกระเบื้องสีเขียวที่แหว่งไปแล้วอยู่
สภาพแวดล้อมรอบๆ เหมือนเป็นถ้ำ กองไฟส่งเสียงดังเพียะพะ ความอบอุ่นจางๆ กระจายในถ้ำอย่างต่อเนื่อง
“ไฉ่อวิ๋น… หลิ่วฉินพอตื่นขึ้นมา ก็นึกถึงน้องสาวของตัวเอง ตระกูลหลิ่วเหลือแค่นางกับน้องสาว กลับคิดไม่ถึงว่ามารร้ายจากจวนอู๋โยวจะไล่ตามทัน สุดท้ายตายในป่าเขาเปลี่ยวร้าง แม้แต่กระดูกก็ไม่เหลือนำเข้าเนินหลุมศพของตระกูล
พอคิดถึงวันเวลาที่พึ่งพากันเอาตัวรอด หลิ่วฉินโศกเศร้า ไม่อาจข่มน้ำตา ไหลลงมาตามหางตา
“จวนอู๋โยว! ข้าหลิ่วฉินขอสาบาน จะต้องตัดรากถอนโคนพวกเจ้าให้จงได้!” หลิ่วฉินกัดฟัน ตะโกนประโยคนี้ด้วยแรงทั้งหมด
หลี่ซุ่นซีที่อยู่ด้านข้างใบหน้าหม่นหมอง
“จวนอู๋โยวทำร้ายตระกูลข้าจนคนตกตาย ถ้าแก้แค้นได้จริงๆ ข้าจะต้องไม่ยอมพลาด น่าเสียดาย… อาศัยพลังของพวกเรา จะเทียบกับขุมกำลังยิ่งใหญ่ขนาดนั้นได้อย่างไร”
“ท่านจะยอมแพ้หรือ!?” หลิ่วฉินขมวดคิ้วจ้องมองหลี่ซุ่นซี เอ่ยเสียงดุดัน
“ไม่ ข้าไม่อยากยอมแพ้ แต่ข้าเป็นแค่คนธรรมดา ทำไม่ได้อยู่แล้ว ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง…” หลี่ซุ่นซีก้มหน้ากำหมัดแน่นอย่างเจ็บใจอยู่บ้าง
“ไม่… บนตัวท่านมีของที่ไฉ๋อวิ๋นมอบให้แก่ท่าน ของที่นางรักถนอมมากที่สุด… ท่านไม่ใช่คนธรรมดามานานแล้ว” หลิ่วฉินเอ่ยอย่างเย็นชา
“สิ่งของอันใด” หลี่ซุ่นซีตะลึงงัน เงยหน้าขึ้น
“นั่นเป็นอาวุธเทพระดับสุดยอดที่ตระกูลหลิ่วเราครอบครอง หยกลี้ลับ” หลิ่วฉินค่อยๆ ใจเย็น “ข้ากับน้องมีหยกลี้ลับคนละครึ่ง ขอแค่พวกเราร่วมมือกัน ก็จะกระตุ้นความสามารถได้ เห็นสิ่งที่คนธรรมดามองไม่เห็น
ท่านคิดว่าข้ากับไฉ่อวิ๋นสองคนหนีออกจากแคว้นเมฆามาถึงที่นี่ได้อย่างไร ท่านคิดว่าทำไมจวนอู๋โยวจึงไล่ล่าพวกเรามาโดยตลอด ตอนนี้หยกครึ่งหนึ่งอยู่บนตัวท่าน ภายหลังท่านก็เหมือนกับพวกเรา ถูกไล่ล่าไม่หยุดเช่นกัน”
“จวนอู๋โยวเป็นศัตรูคู่อาฆาตของข้าแต่แรก หาเป็นไรไม่ แต่ว่าหยกลี้ลับนี้เล่า เห็นสิ่งที่คนธรรมดามองไม่เห็นหรือ” หลี่ซุ่นซีมีใบหน้าหวาดหวั่น ถามอย่างสงสัย
“ท่านคิดว่ารูหนองทั่วร่างข้ากับน้องเกิดขึ้นอย่างไร บางสิ่งเมื่อเห็นมากไป สุดท้ายต้องจ่ายค่าตอบแทน” หลิ่วฉินสีหน้าเย็นชา “ตอนนี้ท่านครอบครองอาวุธเทพ แม้ไม่ใช่ลูกหลานของผู้ถืออาวุธและเป็นเจ้าของอาวุธ แต่การยืมพลังของอาวุธเทพอย่างเหมาะสมยังคงกระทำได้”
“เช่นนั้นมีประโยชน์อะไร” หลี่ซุ่นซีกล่าวอย่างไม่เข้าใจ ถ้าหากว่าหยกลี้ลับร้ายกาจเช่นนี้จริงๆ พวกนางสองพี่น้องคงไม่ถูกไล่ล่ามาตลอดทาง หนีมาถึงที่นี่ยังไม่มีวิธีจัดการจวนอู๋โยว
“ขอแค่ใช้สักครั้ง… ท่านจะเข้าใจโดยเร็ว…” หลิ่วฉินสีหน้าค่อยๆ สงบนิ่ง
“ใช้อย่างไร” หลี่ซุ่นซีเห็นอีกฝ่ายสีหน้าเคร่งขรึม จึงเอาจริงเอาจังขึ้น
กองไฟสาดเงาทั้งสองใส่ผนังถ้ำ เต้นระริกไม่หยุด เหมือนกับมารปีศาจ
“มา… เอามือท่านให้ข้า…” หลิ่วฉินมองหวังซุ่นซีพลางเอื้อมมือออกไปช้าๆ
หวังซุ่นซีทำตาม เอื้อมมือตนออกไปวางบนฝ่ามือที่มีแต่ตุ่มหนองของหลิ่วฉิน
“อย่าลืม… แก้แค้นจวนอู๋โยวให้ข้ากับน้อง…” หลิ่วฉินพลันยิ้มอย่างเฉิดฉันให้แก่หลี่ซุ่นซี
“จงอย่าลืม”
เปรี้ยง”
ร่างนางระเบิดอย่างฉับพลัน กลายเป็นหมอกเลือดกลุ่มใหญ่หลอมละลายสู่ร่างของหลี่ซุ่นซีอย่างรวดเร็ว
“หลิ่วฉิน!” หลี่ซุ่นซีตะลึงงัน รอเขารู้สึกตัว ทุกอย่างก็สายเสียแล้ว
น้ำตาทะลักออกจากเบ้า ขณะอยู่ร่วมกันในช่วงนี้ เขาค่อยๆ ชมชอบหลิ่วฉิน เพียงแต่เป็นเพราะหลิ่วไฉ่อวิ๋นชอบเขา จึงทำให้แม้ทั้งสองมีเยื่อใยต่อกัน กลับไม่อาจเข้าใกล้กันจริงๆ
เขามองออกว่าเดิมทีหลิ่วฉินไม่ได้มีหน้าตาเช่นนี้ สาบานในใจว่าจะต้องหาวิธีรักษาใบหน้านางให้ได้
แต่เหตุเปลี่ยนแปลงมาเร็วเกินไป
ตอนแรกในพันธมิตรบู๊ตรวจสอบคนทรยศ ทุกอย่างสับสนวุ่นวาย แต่ละคนต่างมีข้อสงสัยและมีอันตราย
จากนั้นมีคนเจอหลักฐานฆ่าคนที่เชื่อมโยงกันในที่อยู่ของเขา ถึงขั้นยังมีจดหมายที่แลกเปลี่ยนกับขุมกำลังลับด้านนอก
เขาอยากพบผู้นำทันที กลับถูกบอกว่าผู้นำปิดด่านไม่พบใคร จากนั้นกลางดึกคืนนั้น คนชุดดำกลุ่มหนึ่งทะลวงเข้ามาในที่อยู่ของเขา ทำร้ายหลิ่วไฉ่อวิ๋นสองพี่น้องจนบาดเจ็บสาหัสในชั่วพริบตา
องครักษ์ของพันธมิตรบู๊ไม่มีใครรู้สึกตัวเลย ไม่ทันครุ่นคิด พวกเขาก็ถูกกดดันออกจากพันธมิตรบู๊ หนีไปด้านนอก
ภายหลังควบม้าหนี จากนั้น ก็เป็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่…
“หลิ่วฉิน…” หลี่ซุ่นซีงอตัวอย่างเจ็บปวด คิดโอบกอดพื้นที่ว่างเปล่า ร่างกายของหลิ่วฉินเมื่อครู่ตอนนี้ไม่เหลืออยู่แม้แต่น้อย มีเพียงเศษเสื้อผ้าที่นางสวมใส่
“ข้าจะต้องแก้แค้นให้พวกเจ้า!” เขามองหมอกเลือดที่เกิดจากหลิ่วฉิน ไอหมอกสีแดงกำลังหลอมรวมบนมือเขาด้วยความเร็วสูง
ซู่…
ขณะตาลาย ทัศนวิสัยด้านหน้าก็เปลี่ยนแปลง
หลี่ซุ่นซีเบิกสองตาโต เห็นภาพมากมายที่ตนไม่เคยคิดถึงมาก่อน…
เวลาเคลื่อนคล้อยทีละนิดๆ ไม่ทันไร เหงื่อก็ผุดขึ้นบนหน้าผากของเขา
“ที่นั่นคือ… พรรคแม่น้ำขาว…” ขณะมองธงใหญ่ที่โบกสะบัดคันนั้น หวังซุ่นซีก็พึมพำตัวอักษรด้านบนออกมา
“เจอแล้ว! อยู่ใกล้ๆ นี้!” เสียงร้องมากมายดังมาจากนอกถ้ำ
…
หลังจากลู่เซิ่งกลับจากวัด ส่งเฉินอวิ๋นซีที่บ้าน ก็ไปยังหน่วยหลักพรรควาฬแดง
แล้วตามหาหงหมิงจือผู้เป็นศิษย์พี่ในคืนวันนั้น
“พันธมิตรบู๊ ศิษย์น้องจะไปหรือ” หงหมิงจือผู้เป็นศิษย์พี่แสดงว่ารู้จักพันธมิตรบู๊ สีหน้าไม่ประหลาดใจ
“ศิษย์พี่คิดว่าอย่างไร” ลู่เซิ่งถามกลับ
“เกรงว่าจะเป็นกลลวง เจ้าอยู่ในเรือวาฬแดง อยู่ในเมืองเลียบคีรี เป็นอาณาเขตของตระกูลซั่งหยาง แต่ถ้าออกจากที่นี่ ไปยังพันธมิตรบู๊ ตำแหน่งที่องค์กรลึกลับนั่นอยู่จะต้องเร้นลับสุดเปรียบปาน ต่อให้เจ้าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น คุณหนูจิ่วหลี่ก็หาเบาะแสไม่เจอ” หงหมิงจือลูบเครา กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าแนะนำให้เจ้าคอยดูการเปลี่ยนแปลงเงียบๆ เรื่องนี้ต้องมีผลพวง จดหมายขอความช่วยเหลือนั้นเผลอๆ ไม่ใช่เจ้าตัวเป็นคนเขียน ถ้าหากสหายผู้นั้นของเจ้าต้องการขอความช่วยเหลือจากเจ้าจริงๆ ต้องมาเมืองเลียบคีรีแน่”
ลู่เซิ่งนั่งในห้องหนังสือ พยักหน้าเช่นกัน
“ศิษย์พี่กล่าวถูกต้อง ข้าเองก็รู้สึกว่าจดหมายฉบับนี้ต้องมีเลศนัย ไม่ว่าจะเป็นหลี่ซุ่นซีหรือว่าพี่น้องตระกูลหลิ่ว ข้าเองก็เคยสัมผัสด้วยมาก่อน ส่วนที่น่าสงสัยที่สุดก็คือ พี่น้องตระกูลหลิ่วเดิมรู้จักข้าอยู่แล้ว ไม่มีทางใช้น้ำเสียงห่างเหินเช่นนี้ขอความช่วยเหลือข้าแทนหลี่ซุ่นซี”
“ศิษย์น้องรู้สึกตัวก็ดีแล้ว แต่เรื่องนี้กลับระดมเส้นสายที่ไปปฏิบัติภารกิจด้านนอกส่วนหนึ่งของพรรคให้จับตาตลอดเวลาได้ ถ้าพบร่องรอยของหลี่ซุ่นซี ศิษย์น้องตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไรได้เอง พันธมิตรบู๊กับจวนอู๋โยวเป็นศัตรูคู่อาฆาต แต่เบื้องหลังพวกเราคือตระกูลซั่งหยาง จุดยืนอยู่ตรงกลางโดยธรรมชาติ ไม่ว่าจัดการอย่างไร ด้วยระดับพลังของศิษย์น้อง ขอแค่ไม่ชัดแจ้งหรือบังอาจเกินไป ก็ไม่มีปัญหา” หงหมิงจือเอ่ยเสียงทุ้ม
“ขอบคุณศิษย์พี่ที่ชี้แนะ” ลู่เซิ่งพยักหน้า เรื่องนี้ยังไม่ต้องสนใจ
ทั้งสองคนคุยกันไปคุยกันมา เริ่มพูดถึงเรื่องขยายสำนักอาทิตย์ชาด
“การประลองก่อนหน้านี้ถูกคนนอกบุกเข้ามา ระดับสูงในพรรคโดนเล่นงานในกระบวนท่าเดียว ศิษย์และพลพรรคระดับล่างได้รับความกระทบกระเทือนรุนแรง” หงหมิงจือย่นคิ้วเอ่ยอย่างจนปัญญา
“นี่เป็นเรื่องจนปัญญา ความแตกต่างระหว่างคนธรรมดากับมารปีศาจ นอกจากยอดฝีมือระดับสุดยอด คนทั่วไปแม้แต่เงยหน้ามองยังทำไม่ได้” ลู่เซิ่งสีหน้าสงบนิ่ง “ศิษย์พี่มีประสบการณ์มากมาย ในอดีตคงเคยเกิดสภาพคล้ายๆ กันกระมัง ควรจัดการอย่างไรดี”
หงหมิงจือลูบเครา
“ศิษย์ในพรรคจำเป็นต้องกำหนดตำแหน่งและพลังของตัวเองใหม่ พวกเขายากจะสู้กับภูตผีปีศาจ เวลาส่วนใหญ่อาศัยในขอบเขตทั่วไป ดังนั้น ขอแค่ดึงพวกเขากลับมาในสภาพแวดล้อมสำหรับใช้ชีวิตตามปกติ มองดูสถานการณ์ให้ชัดก็พอ”
“อ้อ? ความหมายของศิษย์พี่คือ…?” ลู่เซิ่งมองหงหมิงจืออย่างค่อนข้างเหนือความคาดหมาย พึ่งพาตัวเองก็บรรลุวิชาบริหารระดับนี้ คนเมื่อชราจะหลักแหลมจริงๆ
“แลกเปลี่ยน” หงหมิงจือยิ้ม “ก่อนหน้านี้พวกเราหาพรรคหรือสำนักอื่นๆ มาแลกเปลี่ยนวรยุทธ์กัน หาหลายๆ แห่ง เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น เปรียบวรยุทธ์มากขึ้น พวกเขาจะเข้าใจเองว่า พรรควาฬแดงของพวกเราไม่ใช่ผู้อ่อนแอ ไม่เพียงไม่อ่อนแอ ทั้งยังแข็งแกร่งยิ่ง ความเชื่อมั่นย่อมมาจากความสำเร็จและชัยชนะไม่ใช่หรือ” เขาขยิบตาให้ลู่เซิ่ง
……………………………………….
บทที่ 144
ลู่เซิ่งหมดคำพูด นี่เป็นการย้ายความรู้สึกพ่ายแพ้อันอับจนไปให้คนอื่น เป็นวิธีการจัดการที่หงหมิงจือว่า
“เช่นนั้นสมควรแลกเปลี่ยนกับพรรคใด” เขาซัก
“พรรควาฬแดงเป็นพรรคใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ ตอนนี้แดนเหนือเริ่มเปลี่ยวร้าง พวกเราไปไกลหน่อยก็ได้ ใกล้อาณาเขตจงหยวน ทุ่งหญ้าที่ลุ่มต่ำกว้างใหญ่ของที่นั่นมีป้อมปราการเมืองหลายแห่งที่พรรคแม่น้ำขาวดูแล พวกเราไปแลกเปลี่ยนที่นั่นได้” หงหมิงจือกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“พรรคแม่น้ำขาวหรือ”
“ใช่ เป็นพรรคใหญ่ที่ผงาดขึ้นมาไม่เกินสามสิบกว่าปี สวีเทียนเฟิงประมุขพรรคกับข้าเคยคบหากัน ติดต่อกันได้” หงหมิงจืออธิบายต่อ
“ก็ดี อีกฝ่ายเป็นพรรคใหญ่ที่ดูแลอาณาเขตหนึ่งเช่นกัน แม้ขนาดจะเล็กกว่าพรรควาฬแดงไปบ้าง แต่ก็อยู่ในระดับเดียวกัน แลกเปลี่ยนยังนับว่าไม่เลว” ลู่เซิ่งพยักหน้าตกลง “ข้าจะหมั้นหมายทันที จากนั้นค่อยไปแลกเปลี่ยน”
“หมั้นตอนนี้?!” หงหมิงจือตะลึงงัน “ประมุขพรรคการหมั้นหมายเป็นเรื่องใหญ่!”
“ไม่ ข้าไม่ต้องการเปิดเผย ยิ่งเงียบยิ่งดี” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ถึงตอนนั้นเชิญพวกท่านไม่กี่คนมารวมตัวก็พอ”
เฉินอวิ๋นซีเป็นคนธรรมดา ยิ่งใหญ่โต ยิ่งทำให้คนรู้ว่านางสำคัญกับตน นางจะมีอันตรายมากขึ้น
ตอนแรกตระกูลลู่เกือบเป็นบ่อปลาถูกไฟลาม ลู่เซิ่งไม่ต้องการให้ตนมีวันหนึ่งไปด้านนอก รอกลับมาก็พบว่าครอบครัวของเฉินอวิ๋นซีเสียชีวิตหมด
นอกจากนี้ หลังจากรับบาดเจ็บแล้วไม่มีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการรักษา คนรักและครอบครัวก็ไม่มีสถานที่ปลอดภัยสำหรับรับความคุ้มครองเช่นกัน
ตอนนี้ลู่เซิ่งคิดจะบ่มเพาะขุมกำลังของตนมากกว่าเดิม อาศัยแค่เขาคนเดียว สุดท้ายก็ไม่ใช่คู่มือของตระกูลขุนนางและภูตผีปีศาจ
วางเรื่องพลังไว้ด้านข้างก่อน คนจะต้องมีเวลาผ่อนคลาย มีวันเวลาที่คิดปล่อยวาง เวลานี้จำเป็นต้องให้ขุมกำลังอื่นๆ มาปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยของตัวเอง
“ก็ดี” หงหมิงจือเข้าใจความคิดของลู่เซิ่ง “เตรียมตัวเสร็จแล้วอย่าลืมแจ้งข้า”
“ได้”
ลู่เซิ่งพยักหน้า
หลังจากจัดการภารกิจพรรคเสร็จ เขาก็แช่โอสถกินยาตามปกติ ก่อนจะออกไปท่องเที่ยวทุกวันกับเฉินอวิ๋นซี ทางด้านหลี่ซุ่นซีได้ส่งคนไปจับตาดูตลอดเวลา ขอแค่แดนเหนือปรากฏเงาร่างของเขา จะรายงานได้ทันที
การหมั้นหมายจัดอย่างเรียบง่าย
ลู่เซิ่งจัดอยู่ที่บ้านตนเอง ขอให้บิดากับมารดารองเป็นเจ้าภาพ จัดงานเลี้ยงสุราเรียบๆ
จากนั้นจัดงานเลี้ยงสุราลับๆ ในกิจการแห่งหนึ่งของพรรควาฬแดง ให้บิดาลู่เฉวียนอันกับเฉินเต้าเจ่าเจอกัน นับว่าคนที่บ้านพบปะกันแล้ว
ญาติที่มาร่วมมีไม่มาก สหายก็มีแต่สหายสนิทที่ลู่เฉวียนอันกับลุงใหญ่ลู่ผิงอัน ตระกูลลู่คบหาใหม่ๆ
ความสัมพันธ์กับเฉินอวิ๋นซีนับว่ากำหนดแล้ว
นอกจากนี้ เขาก็ไปหาซ่งเจิ้นกั๋ว พัฒนาการของคุณชายบ้านรวยที่หลังจากได้เคล็ดสนหนึ่งสำนึกไป ก็ฝึกฝนอย่างหนักผู้นี้ ทำให้ลู่เซิ่งหมดคำพูด
นอกเมืองไม่ไกลจากป้อมทหารกองทัพเฟยเหลียน ซ่งเจิ้นกั๋วเช่าลานฝึกอยู่ที่นี่ ทุกๆ วันขี่ม้ามาฝึกฝนทักษะต่อสู้อย่างหนัก
ตอนลู่เซิ่งหาเขาเจอ เขาถือแม่กุญแจหิน เหวี่ยงขึ้นลง หมุนควงในมือ ฝึกพละกำลัง
ฤดูสารทคิมหันต์ อากาศเย็นขึ้น ซ่งเจิ้นกั๋วใส่เสื้อเพียงตัวเดียว ไอร้อนลอยโขมง เลือดลมพลุ่งพล่าน
ด้านข้างยังมีหญิงรับใช้ข้างกายคอยปรนนิบัติเขาคนหนึ่ง
“อาจารย์ลู่!”
เห็นลู่เซิ่งมาถึง ซ่งเจิ้นกั๋วงงงัน จากนั้นก็ยินดี โยนแม่กุญแจหินทิ้ง รีบเดินมาหาเขา “ในที่สุดอาจารย์ลู่ก็มาแล้ว ข้ารอไปรอมาไม่มีข่าวมาโดยตลอด ไม่ทราบว่าตนเองฝึกถูกต้องหรือไม่ ถ้าท่านไม่มาอีก ข้าได้แต่ไปหาอาจารย์สอนวรยุทธ์คนอื่นๆ ถามรายละเอียดข้อห้ามแล้ว”
ลู่เซิ่งใส่เสื้อดำหมวกดำ แต่งกายเหมือนเฮยอู๋ฉาง[1] เขาพิจารณามองซ่งเจิ้นกั๋ว
ไม่เจอกันนาน บัณฑิตอ่อนแอในตอนแรกผู้นี้ ยามนี้กล้ามเนื้อแน่น ผิวเป็นสีทองแดงอ่อนๆ ค่อนข้างแข็งแรง
“วิชากำลังภายในของท่านเป็นขั้นเบื้องต้นแล้วหรือยัง” ลู่เซิ่งถามอย่างประหลาดใจ
“ไม่ ยังทำให้รากฐานมั่นคงอยู่ แต่ว่าปริมาณอาหารกับแรงเพิ่มขึ้นไม่น้อย แข็งแรงกว่าก่อนหน้านี้มาก” ซ่งเจิ้นกั๋วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ลู่เซิ่งพยักหน้า นี่เป็นระดับมาตรฐานของคนธรรมดาที่ฝึกฝนวิชากำลังภายใน ต่อให้เป็นอัจฉริยะอย่างซ่งเจิ้นกั๋ว สัมผัสความรู้สึกถึงปราณได้ในวันเดียว ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามปี จึงจะเข้าสู่ระดับแรกได้อย่างมั่นคง
วิชากำลังภายในไม่ได้ฝึกง่ายนัก
“นับตั้งแต่ครั้งก่อนที่อาจารย์ลู่ถ่ายทอดวิชาแก่ข้า จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ข้าคลำทางดูเอง และเรียนหัตถ์พลิกคลื่นจากยอดคนคนหนึ่งที่เจอโดยบังเอิญ ขอให้อาจารย์ลู่ตัดสิน!”
ซ่งเจิ้นกั๋วคล้ายกับมีความกระตือรือร้นสนใจต่อวรยุทธ์ ยังหาเรียนวรยุทธ์จากคนอื่นเอง
“ยอดคนหรือ ท่านลองแสดงดู” ลู่เซิ่งสนใจ ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง หลีกทางให้
“ได้”
ซ่งเจิ้นกั๋วถอยหลังไปหลายก้าว สองมือตั้งท่า แสดงท่ามือก่อน เหมือนกับท่วงท่าตามแบบฉบับในเรื่องหวงเฟยหง
ลู่เซิ่งหมดคำพูด ไม่ส่งเสียง
ฮ่า!
ทันใดนั้นเสียงกึกก้องดังขึ้น ซ่งเจิ้นกั๋วกระตุ้นแรงทั่วร่าง ตะโกนออกมา หวดฝ่ามือข้างหนึ่งไปด้านหน้าบังเกิดเสียงดังเพียะๆ
ย๊ากๆๆๆ! ย่าห์ๆๆๆ!
ไม่เกินสิบลมหายใจ ซ่งเจิ้นกั๋วหอบหายใจ หยุดลงพร้อมอาการหน้าแดงหูแดง
“เพื่อวิทยายุทธ์ที่ประสานการใช้เสียงกับวิชาฝ่ามือด้วยกันนี้ ข้าจ่ายเงินสองร้อยตำลึงแลกมาจากยอดคน อาจารย์ลู่รู้สึกอย่างไร ทรงอานุภาพหรือไม่” เขาถามอย่างกระตือรือร้น
“…” ลู่เซิ่งไร้คำพูดจะโต้ตอบ
“น่าเสียดายหลังจากยอดคนผู้นั้นถ่ายทอดวิทยายุทธ์วิชานี้ให้ ก็พลิ้วกายจากไป ไม่ทราบร่องรอย…” ซ่งเจิ้นกั๋วกล่าวอย่างผิดหวัง
ถ้าเขายังไม่รีบไป หลังท่านทราบความจริง ยังไม่ถูกทุบตีตายหรือ
ลู่เซิ่งจนปัญญา ผ่อนคลายเล็กน้อย ศิษย์เพียงคนเดียวที่ตนรับกลับพัฒนากลายเป็นแบบนี้
“ชักนำวิชากำลังภายในของท่านมาบนมือ จากนั้นผลักใส่มือข้า” เขายื่นมือขวาออกมา กล่าวเสียงทุ้ม “ส่วนหัตถ์พลิกคลื่นอะไรของท่านนั่นไม่ต้องใช้แล้ว ทุบเบาๆ ก็พอ”
ซ่งเจิ้นกั๋วเองก็ไม่ใช่คนโง่ ได้ยินคำพูดนี้ พลันเข้าใจว่าตัวเองโดนหลอก เบิกตาโพลง หน้ากลายเป็นสีแดงเลือดหมูอย่างรวดเร็ว
“เร็วหน่อย” ลู่เซิ่งเร่ง
ซ่งเจิ้นกั๋วค่อยสูดหายใจลึกๆ โคจรเคล็ดสนหนึ่งสำนึก แล้วผลักใส่มือลู่เซิ่งเบาๆ
‘ยังขาดอีกส่วนหนึ่งถึงจะเป็นขั้นเบื้องต้น ปราณภายในบกพร่องไม่มั่นคง’ ลู่เซิ่งสัมผัสดู ทราบระดับของซ่งเจิ้นกั๋วในทันที
“เป็นอย่างไร” ซ่งเจิ้นกั๋วมองลู่เซิ่งอย่างคาดหวังอยู่บ้าง
ลู่เซิ่งฉุกใจนึกถึงผลพิเศษของปราณหยินหยางขวดสมบัติเมื่อก่อนหน้า: ถ่ายปราณ
เขาใช้ความคิดควบคุมปราณหยินหยางขวดสมบัติสายหนึ่ง พลิกมือจับแขนของซ่งเจิ้นกั๋ว แล้วค่อยๆ ส่งไปให้
“นี่คือ… ปราณภายในล้ำลึกจริงๆ!” เพียงแค่ลมปราณเล็กเท่าเส้นผมผ่านไป ก็ทำให้ซ่งเจิ้นกั๋วแสดงสีหน้าตื่นตะลึง ยืนนิ่งกับที่
แสดงว่าเขารู้สึกได้ว่ามีปราณภายในเล็กๆ ที่เย็นฉ่ำอ่อนโยนสายหนึ่งมุดเข้าร่าง จุดที่ปราณภายในสายนี้ผ่าน เส้นลมปราณ หลอดเลือด เอ็นกระดูก เลือดเนื้อในตัวเขาสั่นไหวและปลอดโปร่ง คล้ายกับได้รับการผ่อนคลายและความสุข
ทว่าความรู้สึกของลู่เซิ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ปราณหยินหยางขวดสมบัติเพิ่งเข้าสู่ร่างซ่งเจิ้นกั๋ว ก็ปรากฏสถานการณ์ที่ทำให้เขาตื่นตกใจ
ปราณภายในสายนี้กลืนกินปราณภายในเคล็ดสนหนึ่งสำนึกที่ซ่งเจิ้นกั๋วฝึกฝนอย่างหนักหลายเดือนโดยสมบูรณ์ จากนั้นก็เลียนแบบแปลงสภาพเป็นปราณภายในของเคล็ดสนหนึ่งสำนึกอย่างรวดเร็ว
ถ้าหากมีแค่นี้ก็แล้วไป แต่เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ปราณภายในของตนเมื่ออยู่ในร่างซ่งเจิ้นกั๋ว ยังคงควบคุมและชักกลับได้ตลอดเวลา
นี่เหมือนกับการปลูกเมล็ดพันธุ์ในตัวซ่งเจิ้นกั๋ว
‘หรือนี่จะเป็นการถ่ายปราณและการกลืนกลายที่ว่า’ ลู่เซิ่งตกตะลึง นี่หมายความว่าเขาสามารถกลืนกินปราณภายในของยอดฝีมือวิชากำลังภายในที่อ่อนแอกว่าตัวเองได้ตามใจ
ทว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องนี้ โลกใบนี้ต่อให้ยอดฝีมือกำลังภายในแข็งแกร่งกว่านี้ ก็อยู่แค่ระดับเดิมๆ
กระนั้นเขาพลันนึกถึงวิชาจิตเต๋าเมล็ดมารที่นิยายเรื่องหนึ่งซึ่งเขาเคยอ่านพูดถึง
“เจิ้นกั๋ว ท่านลองดูว่า ตอนนี้ควบคุมปราณภายในได้หรือไม่” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม
ซ่งเจิ้นกั๋วตอนนี้พบว่าปราณภายในของตนเองกลายเป็นเคล็ดสนหนึ่งสำนึกแล้ว
เขาลองใช้จิตสำนึกขยับดูสองสามรอบ ถึงกับเหมือนบังคับแขนได้ พลันยินดี
เคล็ดสนหนึ่งสำนึกหลังจากเปลี่ยนแปลง แข็งแกร่งกว่าปราณภายในอันน้อยนิดที่เขาลำบากฝึกฝนไม่รู้กี่เท่าตัว
“ควบคุมได้แล้ว!” เขารีบตอบด้วยสีหน้าดีใจ
ลู่เซิ่งสีหน้าขึงขัง คลายมือ ถอยไปด้านหลังหลายก้าว อยู่ห่างจากซ่งเจิ้นกั๋วหลายหมี่ แต่ยังสัมผัสได้ถึงปราณหยินหยางขวดสมบัติที่เหลือไว้ในร่างอีกฝ่าย เพียงแต่จางลงตามระยะห่าง ความรู้สึกถึงปราณภายในสายนั้นก็ลดลงมากเช่นกัน
แต่เขากระจ่างแจ้ง ขอแค่ยินยอม พอแตะตัว ก็จะชักนำปราณภายในทั้งหมดในตอนนี้ของซ่งเจิ้นกั๋วกลับมาได้
‘ปราณหยินหยางขวดสมบัตินี้… ชั่วร้ายอยู่บ้าง…’ ลู่เซิ่งกล่าวในใจ แต่เปลือกนอกไม่แสดงออก
“ระดับของท่านในปัจจุบัน นับว่าเป็นขั้นเบื้องต้นแล้ว ข้าจะไม่ช่วยท่านอีก กระบวนท่าที่ข้าให้ท่านกลับไปตั้งใจฝึกฝนเล่า ตอนนี้ฝึกเป็นอย่างไรบ้าง”
ตอนนั้นเขาถ่ายทอดกระบวนท่าหนึ่งที่ออกแบบเฉพาะตัวให้แก่ซ่งเจิ้นกั๋ว เพราะคิดทดลองดูว่า การฝึกแค่กระบวนท่าเดียวจะบรรลุถึงระดับไหน
“ฝึกฝนมาโดยตลอด” ซ่งเจิ้นกั๋วพยักหน้า ออกท่วงท้าช้าๆ จากนั้นก็ต่อยออกไปด้านหน้าหนึ่งหมัด
ควับ!
เขาต่อยหมัดออก เชี่ยวชาญช่ำชอง ดูเหมือนธรรมดาไม่มีความพิเศษ แม้จะตั้งใจฝึก แต่เวลาไม่กี่เดือนยังน้อยไป ฝึกถึงขั้นนี้ได้ก็ไม่เลวแล้ว
“ตั้งใจฝึกฝนต่อ จะมีผลลัพธ์เอง” ลู่เซิ่งให้กำลังใจ
“ทราบแล้ว!” ซ่งเจิ้นกั๋วฮึกเหิมกว่าเดิม
ลู่เซิ่งไม่ได้ดูดซับปราณหยินหยางขวดสมบัติสายนั้นกลับ แต่ว่าถ่ายทอดวิชาคว้าจับที่ใช้ได้จริงชุดหนึ่งให้ เป็นวรยุทธ์ไม่มีค่าใช้จ่ายในศาลาประกาศยุทธอยู่แล้ว
ถึงอย่างไรซ่งเจิ้นกั๋วก็เป็นศิษย์สำนักอาทิตย์ชาด เป็นคนของพรรควาฬแดง ไม่นับว่าละเมิดกฎ ยิ่งไปกว่านั้น ระดับพลังของเขาในตอนนี้เหนือกว่าอดีตมาก เขาจะทำอย่างไรก็ไม่ถึงรอบให้ยอดฝีมือในยุทธจักรคนอื่นๆ มาตำหนิสั่งสอน
ทางตระกูลขุนนางก็ไม่สนใจอยู่แล้วว่าจะถ่ายทอดวรยุทธ์หรือไม่
หลังจัดการเรื่องซ่งเจิ้นกั๋วเสร็จ อาการบาดเจ็บของลู่เซิ่งในที่สุดก็ทุเลาลงมากแล้ว
เรื่องแลกเปลี่ยนวรยุทธิ์ เขาได้เลือกยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งจากในพรรค ทั้งหมดสามสิบคน ทั้งหมดเป็นหัวกะทิในพรรค ผู้อาวุโสกับผู้จัดการภารกิจภายนอกอีกหลายคนที่เพิ่งเลื่อนระดับ ยังมีหัวหน้าและรองหัวหน้าสาขาจากแต่ละที่ ยอดฝีมือระดับเก้ามัจฉาที่เลือกออกมา อย่างแย่ที่สุดเป็นระดับสูงสุดของพลังปลอดโปร่ง จากนั้นเป็นยอดฝีมือระดับสำนึกปลอดโปร่งสี่คน
เสบียงอาหาร สัมภาระ ของขวัญ ลูกศิษย์องครักษ์ใกล้ชิด รวมกันแล้ว เป็นขบวนค้าขายขนาดย่อม ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังพรรคแม่น้ำขาว
……………………………………….
[1] เฮยอู๋ฉาง เป็นเทพที่มีหน้าที่รับวิญญาณคนตาย ใส่ชุดดำและหมวกสีดำ
บทที่ 145
แม่น้ำขาวอันกว้างใหญ่ไหลคดเคี้้ยวดั่งแถบผ้าไปตามทุ่งหญ้า ข้ามเนินเขา ทะลุเทือกเขาและป่าไม้ ไหลเข้าไปในหุบเขาใหญ่สีเขียวอมเทา
ในหุบเขาลึก วัวกระทิงอยู่รวมกันเป็นฝูง กวางกระโดดหนีไปจากข้างธารน้ำ ด้านในพุ่มไม้มีเงาร่างของเสือเลี่ยเป้า (ชีตาห์) กำลังหาอาหาร
แกว๊ก
อินทรีดำบินวนบนฟ้า สอดส่องมองหาเหยื่อด้านล่าง
ข้างต้นไม้โบราณขนาดใหญ่ต้นหนึ่งในหุบเขา บุรุษหนุ่มสวมชุดคลุมสีเทาคนหนึ่งค่อยๆ เลิกหน้ากากและหมวกที่สวมอยู่ขึ้นมองเหยี่ยวดำ สายตามองหน้าผาสีขาวกว้างใหญ่กลางหุบเขา
ป้อมปราการขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนหน้าผา ที่นั่นเป็นเมืองสีขาวอมเทาที่งดงาม
กำแพงเมืองหนาสีเทาล้อมรอบคูเมืองไว้ มีขวากหนามหยาบใหญ่ตั้งอยู่รอบๆ หลายชั้น บนเส้นทางภูเขาที่ยื่นลงมาจากประตูเมือง เห็นผู้คนรถราคราคร่ำ
“เมืองอินทรีคู่… ผู้ใดจะคาดคิดว่าร้อยปีให้หลัง ที่นี่จะกลายเป็นดินแดนอันน่ากลัวซึ่งรวบรวมภูตผีปีศาจไว้…” บุรุษหนุ่มถอนใจ เอ่ยเบาๆ
เขาคือหลี่ซุ่นซีที่เพิ่งหนีออกมาจากพันธมิตรบู๊ พันธมิตรบู๊ถูกแทรกซึม ผู้นำปิดด่านกะทันหัน เขาถูกใส่ร้ายป้ายสี โดนไล่ล่าตลอดทาง ความตายของพี่น้องตระกูลหลิ่ว เหตุเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมโยงกันนี้ทำให้คนหนุ่มที่เพิ่งอายุยี่สิบปีเติบโตอย่างรวดเร็ว
‘ในอนาคตที่เห็นจากหยกลี้ลับ ที่นี่จะเกิดภัยพิบัติใหญ่ เมืองอินทรีคู่ตั้งแต่บนถึงล่างไม่มีใครรอด กลายเป็นเมืองร้าง พรรคแม่น้ำขาวถูกทำลายในคืนเดียว เหลือแค่ไป๋ชิวหลิงผู้ครองโลหิตวิญญาณยักษ์ที่รอดชีวิต’ หลี่ซุ่นซีขมวดคิ้วเข้าหากัน “ต้องหาโลหิตวิญญาณยักษ์ แต่เราไม่อาจทนดูโศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นได้ ในนี้จะต้องมีคนของจวนอู๋โยวคอยก่อกวน… ครั้งนี้จะไม่ให้พวกมันบรรลุเป้าหมาย!’
เขานึกถึงฉากมากมายที่เกิดขึ้นในอนาคตซึ่งตนได้เห็นจากหยกลี้ลับ หยกลี้ลับ อาวุธเทพขั้นสูงสุดของตระกูลหลิ่ว อาวุธสังหารที่มีแต่คนซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษจึงจะใช้ได้ เป็นอาวุธเทพที่จวนอู๋โยวต้องการยึดครองมาโดยตลอด
หลี่ซุ่นซีได้มาอย่างสมบูรณ์ จึงค่อยทราบว่าหยกลี้ลับเป็นสิ่งใด
นั่นเป็นกลุ่มแสงไร้รูปร่างที่พร่ามัว กลุ่มหนึ่ง หมุนวนภายในกายเขาอย่างต่อเนื่อง หลิ่วฉินใช้ความตายของตัวเอง เซ่นสรวงโลหิตทั้งหมดเป็นค่าตอบแทน ให้เขาเห็นชะตาชีวิตในอนาคตของตัวเอง และเห็นตำแหน่งของผู้ถือครองโลหิตวิญญาณยักษ์หลายคน ยิ่งเห็นความเป็นไปได้ว่าควรจะเอาชนะจวนอู๋โยวอย่างไร
การหาโลหิตวิญญาณยักษ์ให้เจอ เป็นกุญแจสำคัญที่อาจคว่ำจวนอู๋โยวได้
‘เราในอนาคตจะเจอสหายที่ถูกกำหนดในชีวิต ไป๋ชิวหลิง สกุลไป๋เป็นเพราะบ้านแตกสาแหรกขาด ทำให้ไป๋ชิวหลิงเข้าสู่เส้นทางแก้แค้นเช่นกัน’ หลี่ซุ่นซีส่ายหน้าน้อยๆ ‘น่าเสียดาย อนาคตแบบนี้ข้าไม่ต้องการ!’ เขาก้าวเท้ายาวๆ เดินไปยังเมืองอินทรีคู่บนหน้าผา
ข้ามที่นาผืนใหญ่ เดินบนเส้นทางภูเขาที่มุ่งสู่เมืองอินทรีคู่ หลี่ซุ่นซีปลอมเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากภายนอก ติดตามขบวนพ่อค้า ใช้จ่ายเงินเล็กน้อย ก็เข้าเมืองอินทรีคู่ได้อย่างราบรื่น
รอบๆ ผู้คนพลุกพล่าน บนถนนมีหน่วยลาดตระเวนของพรรคกลุ่มใหญ่เดินผ่านตลอดเวลา
หลี่ซุ่นซีหาร้านน้ำชานั่งลง
“ท่านลูกค้า ต้องการดื่มอะไร” เสี่ยวเอ้อร์เดินเข้ามา
“มีอะไรบ้าง”
“มีชาหิน ชาแดง ชาเขียวอ่อน ราคาไม่เท่ากัน รสชาติไม่เหมือนกัน แต่ว่าที่ขายดีที่สุดคือชาหิน นี่เป็นชาพิเศษของทางเรา!” เสี่ยวเอ้อร์แนะนำด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ชาหินมีฤทธิ์อุ่นกะเพาะ เป็นของต้อนรับที่ดีที่สุดของทางเรา!”
“เอามาให้ข้ากาหนึ่ง” หลี่ซุ่นซีไม่สนใจเรื่องเงินทอง แม้หนีตายช่วงหนึ่ง แต่ยังไม่เปลี่ยนโรคใช้จ่ายมือเติบ
น้ำชาถูกยกมาอย่างรวดเร็ว สีแดงอ่อนใส มีใบชาสองสามใบลอยอยู่บนผิว ดูค่อนข้างไม่เลว
หลี่ซุ่นซีดื่มไปสองสามคำ ในความขมมีความหวาน กลิ่นหอมแตะจมูก แสดงสีหน้าพึงพอใจ
“เมื่อวานกำปั้นงูเขียวหลี่จงฮ่าวได้ชัย วันนี้เกรงว่าประมุขพรรคจะส่งหนึ่งในเจ็ดเส้นด้ายกระมัง” ชายฉกรรจ์ร่างกำยำผู้หนึ่งขณะกำลังดื่มชา มือข้างหนึ่งก็หยิบเนื้อเคี่ยวขึ้นกินอย่างมูมมาม
“นั่นยังไม่แน่ เจ็ดเส้นด้ายเป็นเจ็ดคนที่แกร่งที่สุดของพรรคแม่น้ำขาว ถ้าหากพวกเขาแพ้ไปด้วย ก็ออกจะเสียหน้าเกินไป ประมุขพรรคไม่แน่จะทำเช่นนี้ ถึงอย่างไรก็เป็นแค่งานแลกเปลี่ยนวรยุทธิ์เท่านั้น” อีกคนหนึ่งว่า
“ข้าว่าประมุขพรรคจะแต่งคุณหนูชิวหลิงให้แก่ผู้มีอำนาจของพรรควาฬแดง ขุมกำลังใหญ่สองกลุ่มดองกัน ดั่งพยัคฆ์ติดปีก ยังแลกเปลี่ยนวรยุทธิ์อันใด อย่างไรก็กลายเป็นครอบครัวเดียวกัน”
“ผายลม เจ้าเข้าใจอันใด อยู่ไกลกันขนาดนี้ แต่งงานกันก็ไม่มีประโยชน์ อาศัยอะไรแต่งคุณหนูชิวหลิงออกไปรับความลำบาก”
“ดูเจ้าพูดเข้า…”
หลี่ซุ่นซีตั้งใจฟัง สีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
‘พรรควาฬแดงหรือ? อีกหลายวันพรรคแม่น้ำขาวจะมีภัยถูกล้างพรรค ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ อนาคตที่เราเห็นไม่มีพรรควาฬแดงนี่’
เขาเชื่อมั่นอนาคตที่เห็นจากหยกลี้ลับอย่างแรงกล้ามาโดยตลอด เป็นเพราะเผชิญกับการล้อมสังหารของจวนอู๋โยวและจัตุรัสแดงตลอดทาง อาศัยหยกลี้ลับทำนายอย่างต่อเนื่อง เขาจึงเจอทางรอด หลบหนีสำเร็จ
ทว่าปัจจุบัน อยู่ๆ พรรควาฬแดงก็จะมาแลกเปลี่ยนวรยุทธิ์กับพรรคแม่น้ำขาวที่เดิมทีจะถูกล้างพรรคในอีกสองสามวัน
ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกนี้ ทำให้เขารู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
‘อุปสรรคใหญ่กำลังปะทุ สิ่งที่เร้นลับแบบนั้นใกล้จะถูกปลดผนึก ไม่มีทางขัดขวาง ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ คนของพรรควาฬแดงมาทำอะไรที่นี่’ หลี่ซุ่นซีคิดจะแอบฟังเบาะแสจากการสนทนาของทั้งสองคนนั้น แต่ทั้งสองคนนั้นคุยเรื่องพรรคนิดเดียว ก็เปลี่ยนไปพูดถึงโจรสลัดหลายคนที่ช่วงนี้จวนขุนนางประกาศจับ
หลี่ซุ่นซีเพียงดื่มน้ำชากาใหญ่ไม่ถึงครึ่ง ก็ลุกขึ้นผละจากไป
เขาแยกแยะทิศทาง เดินตรงดิ่งตามเส้นทางไปยังส่วนในสุดของป้อมปราการ
ทะลุถนนหลายสาย ไม่ทันไรคนเดินถนนที่อยู่รอบๆ ก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ ร้านค้าเหลือน้อยลง ทำเนียบและบ้านพักอาศัยของระดับสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เห็นรถม้าระหว่างทางของจวนขุนนางและที่ว่าการบริหารส่วนหนึ่งเป็นทางการมากขึ้น มีลักษณะของขุนนางแห่งราชสำนัก
เดินไปได้สักพัก หลี่ซุ่นซีก็หยุดลง
ด้านหน้าเป็นซุ้มประตูสีขาวสูงใหญ่ที่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าอยู่ ด้านในเป็นกลุ่มสิ่งก่อสร้างใจกลางป้อมปราการที่กว้างขวาง
หน่วยหลักของพรรคแม่น้ำขาว รวมถึงที่ว่าการจวนขุนนางทั้งหมดอยู่ด้านใน
หลี่ซุ่นซียืนอยู่หน้าซุ้มประตู แสร้งทำเป็นคนบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นโลกมาก่อน
เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่สองนายเดิมเตรียมมาไล่เขาออกไป พอเห็นท่าทางของเขาก็คร้านจะเปลืองแรง คาดว่าเป็นเด็กน้อยจากบ้านนอกที่เพิ่งเข้ามา เดินเล่นไปเรื่อยๆ ทุกๆ ปีเจอคนแบบนี้ไม่น้อย พวกเขาเห็นจนชินแล้ว
‘จวนอู๋โยวเปิดผนึกหยกปีศาจที่ประมุขพรรคแม่น้ำขาวซ่อนไว้ในที่ลับ นี่ทำให้อันตรายที่ซ่อนในหยกปีศาจปะทุขึ้น ทำลายล้างเมืองอินทรีคู่ในคืนเดียว เราจะต้องหาวิธีปะปนเข้าไป จวนอู๋โยวจะเปิดผนึกหยกปีศาจอย่างไร เรื่องนี้ต้องแจ้งเตือนประมุขพรรค อาจจะเจอโอกาส”
แม้หลี่ซุ่นซีจะทราบว่าความหวังมีน้อยนิด แต่ไม่ลองดูจะรู้ได้อย่างไร
หยกปีศาจ เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พรรคแม่น้ำขาวกับเมืองอินทรีคู่ถูกทำลายล้าง
หลี่ซุ่นซีแสร้งทำเป็นมองดูอยู่พักหนึ่ง ก็ค่อยๆ หมุนตัวจากไป ท่ามกลางสายตาของยามซึ่งเริ่มสงสัย
..
พรรคแม่น้ำขาว โถงอินทรีผยอง
ไป๋เจิ้นหมิงนั่งบนตำแหน่งประธาน บุรุษหัวล้านร่างกำยำคนหนึ่งนั่งบนตำแหน่งด้านข้างในระดับเดียวกัน
บุรุษผู้นี้คือลู่เซิ่งที่มาจากเมืองเลียบคีรีเพื่อแลกเปลี่ยนวรยุทธิ์
ยอดฝีมือแยกกันยืนอยู่ด้านล่างเป็นสองแถว พรรคแม่น้ำขาวอยู่ทางซ้าย พรรควาฬแดงอยู่ทางขวา ชุดสีขาวสีแดงตัดกันชัดเจน แต่ละฝั่งมองกันไปมา ประจัญหน้ากัน
สาวรับใช้กับข้ารับใช้หลายคนพากันประคองผลไม้และน้ำชาเข้ามา นักดนตรีค่อยๆ บรรเลงเสียงเพลงคลอเคล้า
“เมื่อวานเป็นพรรคแม่น้ำขาวพ่ายแพ้ วันนี้เจ็ดเส้นด้ายของข้าออกโรง จะต้องพลิกสถานการณ์ได้แน่!” ไป๋เจิ้นหมิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
นี่เป็นบุรุษวัยกลางคนที่มีบุคลิกเป็นมิตร ให้กลิ่นอายม้วนหนังสือ มองไปเหมือนกับซินแส ไม่ใช่ประมุขพรรคของพรรคใหญ่
เทียบกันแล้ว ภาพลักษณ์ของลู่เซิ่งที่นั่งอยู่ด้านข้างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เค้าโครงกล้ามเนื้ออันล่ำสันของเขาต่อให้เป็นเสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่ก็ปกปิดไม่ได้ บวกกับหัวล้าน ไม่มีคิ้ว ดวงตาดุร้าย ร่างกายสูงใหญ่ มือเท้าหนา นั่งบนที่นั่ง ตำแหน่งรองรับไม่พอดีตัวอยู่บ้าง
ด้านหลังยังมีพลพรรคสองคนถือดาบใหญ่สูงเท่าหนึ่งคนครึ่งไว้สองเล่ม นี่เป็นดาบใหญ่ที่ลู่เซิ่งสร้างใหม่ สองเล่มก่อนหน้านี้พังไปในการต่อสู้เมื่อก่อนหน้าเรียบร้อยแล้ว
เทียบกับเขาแล้ว ไป๋เจิ้นหมิงที่อยู่ด้านข้างมีลักษณะอ่อนแอเป็นพิเศษ
“ประมุขพรรคไป๋ใจร้อน แต่ว่าหลายวันก่อนผู้แซ่ลู่เห็นแขกใหม่มาถึง พี่ไป๋ไม่แนะนำสักหน่อยหรือ” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“สองคนนั้นเป็นพี่น้องคนสนิทที่ข้าคบหามานาน แต่พวกเขาไม่ชอบคุยกับคนอื่นๆ ขออภัยพี่ลู่แล้ว” ไป๋เจิ้นหมิงปฏิเสธอย่างเกรงใจ
ลู่เซิ่งเห็นดังนั้นก็ไม่พูดมาก “ช่างเถอะ เริ่มการแลกเปลี่ยนวรยุทธ์ในครั้งนี้กันเลย”
ไป๋เจิ้นหมิงพยักหน้า โบกมือ ผู้คนด้านล่างเริ่มเตรียมราวกั้น อาวุธที่ใช้เป็นดาบจริง หอกจริง ไม่ใช่เล่นพ่อแม่ลูก ในการแลกเปลี่ยนวรยุทธิ์สองสามครั้งก่อนหน้านี้ มียอดฝีมือของพรรคแม่น้ำขาวถูกเล่นงานสาหัส ทำให้ทั่วทั้งพรรคแม่น้ำขาวอึดอัดคับข้องใจ
ทั้งสองฝั่งแยกกันส่งคนหนึ่งคนออกมา เดินมาถึงเวทีเรียบตรงกลางโถง ต่างฝ่ายต่างคำนับและคุมเชิงกัน
“ข้าจางเซิ่ง คนบนเส้นทางเรียกราชาบาทาสามเงา ขอให้สหายชี้แนะ” ชายชราคนหนึ่งของพรรควาฬแดงน้ำเสียงกังวานดุจระฆัง ผู้อาวุโสคนนี้ชอบต่อสู้ พอได้ยินว่าลู่เซิ่งนำคณะมาแลกเปลี่ยนวรยุทธ์ ก็อาสาติดตามมาด้วย
ยอดฝีมือพรรคแม่น้ำขาวที่อยู่อีกด้านเป็นนักพรตหญิงวัยกลางคน ถือไม้ปัดฝุ่น
“ข้าซวนเถิง อาวุธที่ใช้บ่อยๆ คือไม้ปัดฝุ่นเหล็ก เป็นหนึ่งในเจ็ดเส้นด้ายแห่งพรรคแม่น้ำขาว ขอให้สหายร่วมเส้นทางโปรดชี้แนะ”
ตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งสองฝั่งก็ส่งบุคคลสำคัญออกมา เป็นยอดฝีมือระดับสุดยอดขั้นสำนึกปลอดโปร่ง
ทั้งสองฝ่ายเป็นยอดฝีมือที่โด่งดังมาหลายปีจากแต่ละแห่ง ครั้งนี้เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงด้านการต่อสู้ ยิ่งไม่อาจพ่ายแพ้
เพียงแต่ขณะที่ด้านล่างค่อยๆ คุมเชิงต่อสู้ ลู่เซิ่งที่นั่งอยู่ด้านบนกลับเหม่อลอย
ไม่ทราบว่าทำไม เขาถึงรู้สึกว่าทุกคนในพรรคแม่น้ำขาวมีความผิดปกติอยู่เลือนราง
โดยเฉพาะไป๋เจิ้นหมิง บนตัวเหมือนซุกซ่อนสิ่งของบางอย่างเอาไว้ ให้ความรู้สึกแปลกประหลาด
ลู่เซิ่งอาศัยจังหวะที่สมาธิของทุกคนรวมอยู่ที่การประลองเบื้องล่าง กวาดตามองบนตัวคนทุกคนอย่างคลุมเครือ
เขาพบว่าทุกๆ คนในพรรคแม่น้ำขาวแตกต่างจากคนของพรรควาฬแดงจริงๆ ดูเหมือนปกติ แต่บนตัวแผ่ซ่านกลิ่นอายประหลาด
กลิ่นอายนี้ ลู่เซิ่งบอกไม่ถูกว่าเป็นอะไร แต่ทำให้เขาอึดอัดอยู่บ้าง
ขณะกำลังสำรวจคนอื่นๆ อย่างละเอียด ทันใดนั้นลู่เซิ่งก็เห็นหญิงสวมชุดล่าสัตว์แนบเนื้อ สวมกระโปรงสั้นสีขาวคนหนึ่ง วิ่งออกมาจากประตูข้าง คิดจะมาทางไป๋เจิ้นหมิง กลับถูกองครักษ์ใกล้ชิดด้านข้างขวางไว้
องครักษ์ใกล้ชิดยิ้มฝาด พูดบางอย่างกับหญิงสาว จากนั้นก็มากระซิบกะซาบข้างหูไป๋เจิ้นหมิง
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น