136-140

บทที่ 136
“ลำดับแปด แหลก!” ผู้ประกอบพิธีตวาด

ตูม!

ประกายไฟสีแดงขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่งระเบิดบนสองแขนของลู่เซิ่ง เหมือนกับมีสิ่งใดระเบิดบนแขนทั้งสองข้างของเขา พลังกระแทกอันมหาศาลชนเขาถอยหลังติดต่อกัน

“ลำดับเจ็ด แหลก!” ประกายสีแดงในดวงตาผู้ประกอบพิธีเข้มขึ้นเรื่อยๆ กวาดกระบองสำริดจากซ้ายไปขวา

ตูม!

ประกายไฟกลุ่มหนึ่งระเบิดบนตัวลู่เซิ่งอีกครั้ง การระเบิดมีอานุภาพรุนแรงสุดขีด ต่อให้ลู่เซิ่งมีวิชาแข็งกร้าวโดดเด่น ตอนนี้ส่วนเอวข้างซ้ายมีบาดแผลเพิ่มขึ้นมา เลือดค่อยๆ ซึมออกจากบาดแผลเป็นสีดำเกรียม ในอากาศมีกลิ่นคาว

“ลำดับหก แหลก!” กระบองสำริดในมือผู้ประกอบพิธีเริ่มปรากฏแสงสีแดงอ่อน จากหัวถึงหางเหมือนลุกไหม้จนแดงก่ำ ยิ่งมายิ่งแดง ยิ่งมายิ่งสว่าง

ตูม!

ร่างกายมหึมาของลู่เซิ่งถูกระเบิดกระเด็นไปชนใส่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ลำต้นหักโค่น ค่อยๆ ล้มลงพื้น

“ลำดับห้า…” ผู้ประกอบพิธีมองลู่เซิ่งอย่างเยาะเย้ย “แหลก!”

ตูม!

การระเบิดที่ทรงอานุภาพกว่าเดิมระเบิดบนหน้าอกลู่เซิ่ง แสงไฟที่สะดุดตาบังอกของเขาไปมากกว่าครึ่ง

“ครั้งสุดท้าย จบกันเถอะ ลำดับสี่” ผู้ประกอบพิธีชูกระบองสำริดขึ้น ชี้ไปที่ลู่เซิ่ง “แหลก…”

“ตายซะ!”

เสียงดังกึกก้อง ลู่เซิ่งโผล่ขึ้นด้านหน้าเขาราวสัตว์ป่า สองตาเป็นสีเลือด ประสานสองมือทุบใส่อกผู้ประกอบพิธีอย่างแรง

แทบจะเป็นในเวลาเดียวกัน แสงไฟที่แข็งแกร่งกว่าก่อนหน้ากลุ่มหนึ่งก็ระเบิดบนตัวลู่เซิ่งอย่างรุนแรงเช่นกัน

ตูม!

ทั้งสองคนกระเด็นออกไปพร้อมกัน

ผู้ประกอบพิธีกระอักเลือดออกมา ถูกการโจมตีที่คล้ายการลอบจู่โจมทำร้ายบาดเจ็บ สองเท้าไถลพื้นออกไป เพิ่งหยุดยั้ง ก็ปักกระบองสำริดแดงก่ำใส่พื้น กล้ามเนื้อบนร่างขยายขึ้น พริบตาเดียวก็สูงถึงสองหมี่กว่าๆ

“มังกรขนดลำดับสาม!” เขาแผดเสียง ลวดลายมังกรบนเกราะที่หน้าอกเหมือนมีชีวิต สาดแสงสีเงิน ส่องไปบนกระบองสำริด เติมมังกรขนดตัวหนึ่งบนกระบอง กระบองใหญ่ขึ้นไม่ต่ำกว่าหนึ่งเท่าจนเหมือนกระบองเขี้ยวหมาป่า ก่อนฟาดไปเบื้องหน้า

“เก้าอาทิตย์แดงฉาน! อานุภาพเกรียงไกร!” ขณะเดียวร่างกายอันใหญ่โตของลู่เซิ่งก็โผล่ขึ้นเบื้องหน้าเขา ประกบมือกลายเป็นฝ่ามือดาบ แล้วฟันลงอย่างรุนแรง

ตูม!

กระบองสำริดปะทะกับฝ่ามือ จุดที่ทั้งสองต่อสู้กัน พื้นระเบิดออก ต้นไม้กิ่งใบส่วนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ หักโค่นและกระเด็นออกไป ลวดลายที่คล้ายมีรูปร่างค่อยๆ ขยายตัว

“เจ้า…” ผู้ประกอบพิธีเอ็นหน้าผากปูดโปน ครั้งนี้จ้องมองลู่เซิ่งเป็นครั้งแรก “เจ้าซ่อนฝีมือไว้ลึกนัก ด้วยความสามารถของเจ้า เหตุใดจึงยอมเป็นแค่ผู้นำค่ายพรรคธรรมดา”

“เหอะ..” ลู่เซิ่งฉีกยิ้ม กล้ามเนื้อบนร่างขยายขึ้นมากกว่าเดิมหนึ่งขั้น “เทียบกับที่ข้าจินตนาการไว้ เจ้า… อ่อนแอกว่า…” ก่อนหน้านี้เขาระเบิดปราณเหลวภายในหนึ่งหยด เวลานี้ไอความร้อนกลุ่มหนึ่งกระจายไปรอบๆ ตัว ระเบิดโดยสมบูรณ์

“!?” ผู้ประกอบพิธียังไม่รู้ว่านี่หมายถึงอะไร รู้สึกว่าพละกำลังบนกระบองสำริดเพิ่มขึ้น

ลมร้อนแรงพัดออกมาจากร่างลู่เซิ่ง

หมับ

เขาใช้มือหนึ่งจับกระบองสำริดไว้ อีกข้างคลายออกช้าๆ ยื่นเข้าหาส่วนศีรษะของอีกฝ่าย

“เจ้า… เป็นไปได้อย่างไร!?” ผู้ประกอบพิธีม่านตาหดตัว ใบหน้าฉายแววไม่กล้าเชื่อ

“ลาก่อน” บนใบหน้าโชกเลือดของลู่เซิ่งปรากฏรอยยิ้ม

สวบ!

มือเขาเพิ่มความเร็ว เสียบเข้าไปในใบหน้าผู้ประกอบพิธี แล้วทะลุออกด้านหลัง

กรรซ์!

ผู้ประกอบพิธีศีรษะถูกแทงทะลุ ในร่างมีเสียงคำรามโกรธเกรี้ยวบ้าคลั่งแว่วออกมา

ลวดลายมังกรตรงทรวงอกของเขาระเบิดออก กลายเป็นแรงกระแทกอันมหาศาล ระเบิดสองแขนของลู่เซิ่งออกไป เขาถอยหลังอย่างรวดเร็ว ก่อนจะฟาดกระบองใส่ศีรษะของลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งหลบไม่ทัน ยกสองแขนขึ้นป้องกันกระบองนี้

เปรี้ยง!

ทั้งสองคนต่างถอยคนละหนึ่งก้าว

“ฮ่าๆๆ! สะใจ! สะใจ!” แขนขวาลู่เซิ่งห้อยต่องแต่ง แสดงว่ากระดูกหักแล้ว ปากแผลและรอยเลือดที่ลึกจนเห็นกระดูกหลายสายบนร่างเขากลายเป็นสีดำเกรียม

ผู้ประกอบพิธีศีรษะถูกแทงแหลกไปแล้ว กำลังฟื้นตัวด้วยความเร็วสูง น่าเสียดายปราณภายในที่ร้อนลวกและรุนแรงกำลังเผาไหม้และหั่นเฉือน หยุดยั้งไม่ให้เขาฟื้นฟูส่วนศีรษะ

“วันนี้ไม่ใช่เจ้าตาย ก็เป็นข้าม้วย!” เสียงตะโกนทุ้มต่ำดังจากภายในร่าง ผู้ประกอบพิธีสองมือกำกระบอง พุ่งเข้าใส่ลู่เซิ่ง

ฝ่ายหลังหัวเราะลั่น เข้าไปปะทะ

ตูมๆๆ!

ท่ามกลางการระเบิดอันรุนแรงและเสียงอันดังกึกก้อง ทั้งสองคนปะทะกัน ไม่มีผู้ใดหลบหลีก ด้วยความเร็วของการระเบิดและประสิทธิผลวิชาลับของพวกเขา หลบไปก็ไม่มีความหมาย ยังสูญเสียโอกาสบุกง่ายๆ จึงสู้กันตรงๆ

เลือดและเนื้อกระจายร่วงหล่น

จางเผิงที่ฝืนอยู่ด้านข้าง เดิมคิดจะพาร่างที่บาดเจ็บสาหัสคลานไปฟื้นตัวห่างๆ แล้วหลบหนี แต่ถูกแสงไฟจากการระเบิดที่ผู้ประกอบพิธีปล่อยออกมาเสียดสี ร่างกายที่เดิมย่ำแย่อยู่แล้วบาดเจ็บหนักอีกครั้ง ขยับเขยื้อนไม่ได้โดยสิ้นเชิง

เขามองตัวประหลาดสองตัวในป่าเข่นฆ่ากันอย่างบ้าคลั่งด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด

โหดเหี้ยม บ้าเลือด ไร้ความกลัวเกรง

การเข่นฆ่าที่โหดเหี้ยมแบบนี้ แม้แต่ลูกหลานตระกูลขุนนางที่เห็นการเข่นฆ่าผีปีศาจจนชาชินเช่นเขายังหนังศีรษะชา

ต้นไม้หลายต้นถูกกระแทกจนโค่นลง เปลือกไม้เปิด ทุกที่มีแต่หลุมดำเกรียมขนาดต่างกัน ประกายแสงเผาต้นไหม้ ค่อยๆ บังเกิดควันหนา ก่อนตลบอบอวลไปรอบๆ

การเข่นฆ่ากันของลู่เซิ่งและผู้ประกอบพิธีค่อยๆ เข้าสู่ช่วงดุเดือดแล้ว

เขาใช้พลังทั้งหมดของตัวเอง ระเบิดหยดของเหลวปราณภายในอีกหยดหนึ่ง ผลคือสูสีกับผู้ประกอบพิธีที่ระเบิดพลังเช่นกัน สองฝ่ายมีแพ้มีชนะ กลายเป็นศึกผลาญพลัง

เขาทราบว่า ครั้งนี้เมื่อถูกผู้ประกอบพิธีค้นพบ ก็ไม่อาจให้อีกฝ่ายหนีรอดจากที่นี่ ถ้าหนีไปได้ จวนอู๋โยวจะต้องไล่ล่าเขาสุดกำลัง

เขาในตอนนี้ไม่มีพลังต่อต้านจวนอู๋โยวทั้งจวน

ดังนั้น ศึกครั้งนี้ได้แต่ชนะ ไม่อาจพ่ายแพ้!

เสียงเปรี้ยงดังขึ้น ทั้งสองฝ่ายแยกกันอีกครั้ง

บาดแผลขนาดเท่าปากชามปรากฏบนน่องข้างหนึ่งของลู่เซิ่ง เลือดเนื้อด้านในสูญหาย คล้ายถูกสิ่งใดกัดไป นี่เป็นบาดแผลที่ผู้ประกอบพิธีใช้ระเบิด ระเบิดจนแหลก

ท้องน้อยของผู้ประกอบพิธีกลายเป็นรูใหญ่ที่สาหัสยิ่ง ลู่เซิ่งใช้ฝ่ามือกระแทกทะลุอย่างดุดัน

แฮ่ก… แฮ่ก… แฮ่ก…!

ลู่เซิ่งหอบหายใจคำโต จดจ้องผู้ประกอบพิธีที่กำลังฟื้นฟูด้วยความเร็วสูงอยู่อีกด้าน

สมกับเป็นยอดฝีมือระดับฉลักษณ์ อาการบาดเจ็บที่ร่อแร่ปานนี้ยังคงฟื้นฟูอย่างรวดเร็วได้ เหมือนไม่มีอุปสรรคใหญ่

‘นี่คือตระกูลขุนนาง… ระดับสูงกว่าพันธนาการ…’ ลู่เซิ่งก้มหน้ามองแขนที่หัก และปากแผลขนาดเท่าปากชามบนน่อง

ไม่มีร่องรอยจะสมานตัวอย่างรวดเร็วแม้แต่น้อย

ผู้ประกอบพิธีสังเกตเห็นจุดนี้เช่นกัน เพ่งมองลู่เซิ่งแต่ไกล สีหน้าประหลาดใจ

“ข้าไม่ได้ทำลายเยื่อดำของเจ้า… เหตุใดจึงไม่มีพลังฟื้นฟู”

ลู่เซิ่งเงยหน้ามองเขา ยิ้มแปลกประหลาด

“เจ้าลองเดาดู?”

“เจ้าดูถูกข้าหรือ!?” ผู้ประกอบพิธีเลือดขึ้นหน้า ตวาดเสียงทุ้มต่ำ

“ดูถูกหรือ” ลู่เซิ่งยืดตัว กล้ามเนื้อทั่วร่างขยายใหญ่ขึ้นครั้งหนึ่ง

ร่างสูงสามหมี่ในตอนแรก ขณะนี้ขยายขึ้นอีกรอบ

“เราเข่นฆ่ากันถึงขั้นนี้ ดูถูกเจ้า ก็เท่ากับดูถูกตัวเอง เจ้าคิดว่าข้าจะน่าเบื่อเช่นนี้หรือ”

เขามองผู้ประกอบพิธีซึ่งมีสีหน้างุนงง พลันหัวเราะเสียงทุ้มต่ำ

“ข้าฟื้นฟูไม่ได้ สาเหตุที่แท้จริง…”

แขว่ก!

ขมับสองข้างของเขานูนขึ้นจนเหมือนกับเขาวัวหนึ่งสั้นหนึ่งยาว กล้ามเนื้อด้านหลังพองตัว กล้ามเนื้อสีเทาอมดำแทงออกมาราวกับหนามบนหลังแถวหนึ่ง

ร่างกายขยายจากเกือบสามหมี่ พริบตาเดียวก็สูงห้าหมี่

ฮ่า!

มุมปากลู่เซิ่งแยกออก เผยให้เห็นฟันแหลมสีขาวที่เปลี่ยนไป ฟันแหลมสองแถวแน่นขนัดไม่เหมือนมนุษย์โดยสิ้นเชิง คล้ายกับมังกรกินเนื้อที่ดุร้ายชนิดหนึ่ง

“สาเหตุที่แท้จริง… ย่อมเป็น…”

ร่างกายอันน่าสะพรึงกลัวของลู่เซิ่งพลันหายไปจากที่เดิม แล้วไปโผล่ขึ้นด้านหน้าผู้ประกอบพิธีอย่างฉับพลันโดยอยู่ห่างไม่ถึงครึ่งหมี่

“… ข้าไม่มีเยื่อดำ!”

ตูม!

แผ่นดินสะเทือน สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในรัศมีสิบหมี่เหมือนรู้สึกได้ถึงแผ่นดินที่ไหวอย่างรุนแรง

ภายในป่า แขนสีดำที่ใหญ่ราวสองหมี่กว่าๆ ของลู่เซิ่งกดผู้ประกอบพิธีไว้บนพื้นหญ้าด้านล่าง

พื้นปรากฏหลุมลึกขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางเจ็ดแปดหมี่

กลางก้นหลุม ร่างผู้ประกอบพิธีถูกฟาดเป็นเนื้อแหลกเหลวโดยสมบูรณ์ เหลือเพียงส่วนหัวที่เพิ่งฟื้นฟูกับเท้าสองข้างยังสมบูรณ์

กระบองสำริดในมือเขาโค้งจนไม่เป็นรูปร่าง เลือดเนื้อบนร่างผสมกับเกราะหนังสีดำที่สวม มองไม่ออกแล้วว่าอันไหนเป็นเกราะหนังอันไหนเป็นเลือดเนื้อ

“เจ้านึกว่าสังหารข้าแล้วจะจบเรื่องหรือ” ผู้ประกอบพิธีมีสีหน้าดุร้าย “ประมุขจวนจะแก้แค้นให้ข้า! เจ้าจะตายเช่นกัน! อีกไม่นาน! อีกไม่นาน! ข้าจะรอเจ้า!”

“นี่เป็นคำสั่งเสียสุดท้ายของเจ้าหรือ” ปราณภายในไร้รูปร่างกลุ่มหนึ่งระเบิดบนมือลู่เซิ่ง เผาร่างผู้ประกอบพิธี

เสียงพรึ่บดังขึ้นเมื่อแสงไฟส่องสว่าง ผู้ประกอบพิธีค่อยๆ หลอมละลายในกองเพลิงสีแดงฉาน แต่ดวงตาของเขายังคงมองลูเซิ่งอย่างมุ่งร้าย คล้ายกำลังใช้ชีวิตสาปแช่งเขา

ลู่เซิ่งสุดท้ายมองไปที่จางเผิง

โครม!

เขาหักต้นไม้ต้นหนึ่งจากด้านข้าง ท่ามกลางเศษไม้จำนวนมากเขาควงฟาดลำต้นครึ่งหนึ่งใส่จางเผิง

เยื่อดำบนตัวจางเผิงถูกฟาดจนระเบิด ลำต้นไม้หัก จางเผิงดิ้นรนอย่างรุนแรง เงยหน้ากระอักเลือดดำหลายคำออกมา ม่านตาค่อยๆ แตกซ่าน สิ้นลมในที่สุด

ลู่เซิ่งถอนใจยาว ร่างกายที่ขยายใหญ่ค่อยๆ กลับสู่สภาพหยางโชติช่วงทั่วไป จากนั้นก็กลับเป็นร่างกายอันกำยำตามปกติ

เขาเก็บชิ้นส่วนสำริดสีเหลืองเข้มก้อนหนึ่งจากหลุมลึก ด้านบนมีลวดลายประหลาดจางๆ

นี่เป็นสิ่งของที่เหลืออยู่พร้อมกับกระบองสำริดหลังจากผู้ประกอบพิธีตายไป

แตกต่างจากทูตเขตแดนหลายคนก่อนหน้า สี่คนนั้นไม่ได้ทิ้งของที่มีปราณหยินไว้ อาจเป็นเพราะปราณภายในที่แข็งแกร่งเกินไปเผาทิ้งไปแล้ว ครั้งนี้ในที่สุดก็ได้ประโยชน์

ลู่เซิ่งสุดท้ายหยิบขั้นมา เดินไปถึงด้านหน้าจางเผิง ฉีกเสื้อบนตัวเขามาคลุมร่างตัวเองไว้ ค่อยไปจากที่นี่ มุ่งหน้าไปทางเรือวาฬแดงอย่างรีบร้อน

วิ่งตะบึงตลอดทาง ใช้เวลาราวครึ่งชั่วยาม ลู่เซิ่งกลับถึงเรือวาฬแดง หลังเข้าไปในห้องสงบใจและปิดประตูใหญ่ ในที่สุดก็ทนไม่ไหว

โครม!

เขาหน้ามืด พุ่งตัวล้มกับพื้น

เขาเหนื่อยล้า

และเจ็บปวดเหลือเกิน

หลังการระเบิดปราณเหลวหนึ่งหยดแล้ว เขาระเบิดปราณเหลวอีกสองหยดที่เหลือไปด้วย ต่อให้เป็นกายเนื้อที่สำเร็จวิชาแข็งกร้าว แต่ในที่สุดก็รับไม่ไหว บวกกับการเข่นฆ่าอย่างบ้าคลั่งกับผู้ประกอบพิธี อดทนจนกลับมาได้ก็เป็นปาฏิหาริย์แล้ว

……………………………………….
บทที่ 137
ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าไร ลู่เซิ่งลืมตาขึ้นช้าๆ

ตรงหน้าเขาคือพื้นของห้องลับที่เป็นหลุมเป็นบ่อ พื้นโลหะสีดำยังมีรอยยุบที่เขาทิ้งไว้ตอนฝึกวิชาก่อนหน้านี้

“น้ำ…” เขารู้สึกกระหายโดยสัญชาตญาณ ที่ลำคอเหมือนโดนเผา

ในห้องลับเงียบสงัด น่าเสียดายมีเขาอยู่คนเดียว ไม่มีคนช่วยเหลือ

ลู่เซิ่งใช้มือยันร่าง คิดลุกขึ้น

โครม!

แขนเขาไร้เรี่ยวแรง ล้มกลับมาอีกรอบ

“น้ำ…” เขาครางเบาๆ

ไม่มีคนตอบ เขาออกแบบคุณสมบัติกั้นเสียงของห้องลับห้องนี้เอง นอกจากนี้พื้นเหล็กยังยัดสิ่งของประเภทพื้นหินและปุยฝ้าย ราคาสูงยิ่ง แต่ว่ากั้นเสียงได้ดีสุดขีด

บวกกับเขาเคยสั่งว่า ถ้าไม่มีเรื่องอะไรห้ามรบกวนการปิดด่านของเขาเด็ดขาด ไม่ว่าองครักษ์ด้านนอกจะได้ยินการเคลื่อนไหวอะไร ก็ห้ามรบกวนเขา

ดังนั้นต่อให้เขาตะโกนอยู่ด้านใน ด้านนอกก็ไม่แน่จะมีคนมา

ลู่เซิ่งดิ้นรนสักพัก ยังคงลุกไม่ขึ้น ได้แต่นอนคว่ำพักผ่อน ฟื้นฟูพลังกาย

น่อง หลัง และแขนปวดแสบปวดร้อน เขาเอียงศีรษะดูบาดแผลขนาดใหญ่บนน่อง ขนขาวชั้นหนึ่งโผล่ขึ้นบนปากแผล

‘บัดซบ! ผู้ประกอบพิธีนั่นเป็นมารปีศาจอะไรกันแน่ พิษถึงได้แรงขนาดนี้!’ ลู่เซิ่งใจเต้นรัว วิชาหยินหยางกระเรียนหยกในกายเร่งการโคจร เริ่มกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย

นอนคว่ำอยู่พักหนึ่ง เขาฟื้นฟูแรงมาได้เล็กน้อยอย่างยากเย็น ค่อยๆ ยันตัวขึ้น ย้ายไปอยู่ที่ช่องวางอาหารของห้องลับ หยิบถุงน้ำมาดื่มอึกใหญ่

ช่องลับเป็นรูที่ขุดบนกำแพง ด้านในไม่เพียงวางอาหาร ยังมีผงยา ยาขี้ผึ้งทั่วไปส่วนหนึ่ง และผ้าพันแผล

ลู่เซิ่งเลือกผงยาในถุงกระดาษสีขาวชุดหนึ่งออกมาจากด้านใน คลี่ออก ก่อนกลืนยาลงไป

‘หวังว่าจะมีผล ผงแก้พิษที่ศิษย์พี่ศึกษา’ ถึงจะทราบว่าผงยาเหล่านี้แก้ได้แค่พิษธรรมดา แทบไม่มีผลต่อพิษรุนแรงเหนือกว่าระดับพันธนาการ แต่ลู่เซิ่งยังคงยัดยาแก้พิษหลายชนิดเข้าปาก แล้วดื่มน้ำตามลงไป

กินเนื้อแห้งและขนม ในที่สุดเรี่ยวแรงก็กลับมาส่วนหนึ่ง เขาข่มความเจ็บปวด เริ่มจัดการอาการบาดเจ็บบนร่างกาย

อันดับแรกเป็นน่อง

น่องถูกคว้านออกไปพร้อมกับเอ็นและเนื้อเยื่อ เลือดเนื้อมีขนาดเท่ากำปั้น บาดเจ็บสาหัสมาก แม้แต่กระดูกก็เกือบไม่รอด

ส่วนที่น่ากลัวที่สุดคือขนสีขาวที่งอกบนเลือดเนื้อตรงปากแผลนั้น

ลู่เซิ่งข่มความเจ็บปวด หยิบมีดเล่มหนึ่งออกมาจากช่องลับ แล้วเฉือนไปที่ปากแผล

อ๊าก!

เขาร้องขึ้น ร่างสั่นเทา เลือดไหลหลั่งบนน่อง ขนขาวชั้นนั้นพร้อมกับเลือดเนื้อชิ้นเล็กๆ ถูกเขาตัดออกมา

ลู่เซิ่งรีบกดฝ่ามือที่แผล กั้นหลอดเลือดหลักเอาไว้ จากนั้นล้วงหยิบผ้าปุยฝ้ายสำหรับพันแผลออกมาจากในช่องลับ เทผงยาลงไปอย่างรวดเร็ว บวกกับใช้วิชาแข็งกร้าวควบคุมกล้ามเนื้อให้เกร็งตัวเพื่อหยุดเลือด ในที่สุดก็จัดการเรียบร้อย

ลู่เซิ่งจัดการบาดแผลบนน่องเช่นนี้ แล้วพันปิดบาดแผลที่เหลือบนร่างกายอย่างง่ายๆ

เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้ว เขาค่อยนั่งขัดสมาธิ เริ่มตรวจสอบสภาพร่างกาย

เพียงแค่หลับตาสักพัก เขาก็ลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ้มฝาดเฝื่อน

‘ครั้งนี้ร้ายแรงมาก สาหัสกว่าวิชาทมิฬพิฆาต อีกทั้งยังไม่มีความสามารถฟื้นตัวมากพอ แต่ยังดีที่กำจัดผู้ประกอบพิธีทิ้งแล้ว การคุกคามหายไปชั่วคราว ขอแค่ไม่มีหลักฐานที่ใช้ได้จริง ตระกูลซั่งหยางอยู่เบื้องหลัง เราเองก็แสดงความสามารถในการป้องกันตัวเองที่มากพอ อย่างไรก็ไม่มีทางถูกสละทิ้งง่ายๆ”

ในร่างเขาอาการร่อแร่ ลมปราณวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานหายไปหมด ตอนนี้เหลือลมปราณแค่ไม่กี่สายไหลเวียนช้าๆ ภายในกาย ถ้าบอกว่าก่อนหน้านี้เป็นแม่น้ำ เช่นนั้นตอนนี้ก็เป็นแค่หลอดน้ำ

วิชาหยินหยางกระเรียนหยกถูกผลาญไปมหาศาล เพิ่งสร้างปราณภายใน ก็ถูกบาดแผลใช้ไปจนหมด สะกดพิษและเร่งการฟื้นตัว ไม่ว่าจะเป็นด้านไหน ก็จำเป็นต้องใช้วิชาหยินหยางกระเรียนหยกหล่อเลี้ยงในปริมาณมาก

ข่าวดีเพียงหนึ่งเดียวคือ เพราะว่าวิชาแข็งกร้าวเหี้ยมหาญสุดขีด ดังนั้นอาการบาดเจ็บไม่มีผลข้างเคียงมากนัก มีแต่อาการบาดเจ็บภายในที่สำคัญ

หลักๆ เพราะการระเบิดปราณเหลวถึงสองครั้ง สร้างความเสียหายสาหัสแก่เส้นลมปราณภายในร่าง จนความเร็วในการฟื้นฟูเชื่องช้าถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานหรือวิชาหยินหยางกระเรียนหยก ความเร็วในการฟื้นฟูได้รับความเสียหายในระดับใหญ่หลวง มีไม่ถึงหนึ่งในสิบของตอนแรก

ลู่เซิ่งนั่งปรับลมหายใจในห้องลับ แล้วรับประทานโอสถฟื้นฟูลมปราณภายใน ปิดด่านครึ่งวัน ไม่ทันไรก็ออกจากห้อง

ครั้งนี้แม้กำจัดผู้ประกอบพิธีทิ้ง แต่เขาสังหารศัตรูหนึ่งพันฝ่ายตัวเองสูญเสียแปดร้อย ปิดด่านไปก็ไม่ช่วยอะไร จำเป็นต้องหาวิชาและยาสำหรับรักษาโดยเฉพาะ

ภายนอกห้องลับ อวี้เหลียนจื่อกับผู้อาวุโสอีกคนรอเขาอยู่อย่างเคารพ เห็นลู่เซิ่งออกมาจากด่าน สองคนรีบเดินเข้าไปก้าวหนึ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงนบน้อม

“เรียนประมุขพรรค จวนเซียวส่งคนมาเชิญท่านไปเข้าร่วมงานเลี้ยงคืนนี้”

“ไม่ไป บอกว่าข้าอยู่ระหว่างปิดด่านฝึกวิชา มีเรื่องสำคัญส่งจดหมายไปก็พอ” ลู่เซิ่งย่อมไม่ไปหาคราเคราะห์ที่จวนเซียวในเวลานี้

ทูตเขตแดนสี่คน บวกกับผู้ประกอบพิธีของจวนอู๋โยวถูกเขากำจัด หากยังไปอีกแล้วความลับแตก นั่นไม่ใช่หาที่ตายหรือ

อวี้เหลียนจื่อพยักหน้า จดจำทบทวน

“นอกจากนี้ ท่านรองประมุขเฉินอิงกลับมาจากทางเมืองทวิวาโยแล้ว นำเด็กชายคนหนึ่งมาด้วย ว่ากันว่าเป็นเด็กผู้รอดชีวิตจากครอบครัวที่ประสบภัย ดูท่าทางจะรับเข้าพรรค”

“ให้คนบันทึกไว้ก็พอ ตรวจสอบรายละเอียดของเด็กคนนั้นด้วย ขอแค่ไม่มีปัญหาก็ไม่ต้องสนใจ” ลู่เซิ่งไม่มีเวลาสนใจเรื่องหยุมหยิมเหล่านี้ “จริงด้วย ผู้จัดการภารกิจภายนอกที่ออกไปทำภารกิจเล่า ยังไม่กลับมาอีกหรือ”

“เอ่อ… กลับมาหนึ่งคนแล้ว ที่เหลือไม่มีข่าวคราว” อวี้เหลียนจื่อเอ่ยเบาๆ

หลายวันแล้วยังไม่มีข่าวคราว ลู่เซิ่งปวดหัวบ้างแล้ว ตำแหน่งผู้จัดการภารกิจภายนอกมีอัตราการตายสูงมาก ดังนั้นจึงให้ระดับสูงในพรรคสับเปลี่ยนหมุนเวียน ตอนนี้ถึงรอบผู้จัดการภารกิจภายในหวังกับผู้อาวุโสโอวหยางพอดี ตอนนี้ไม่ทราบว่าพวกเขาเป็นอย่างไร

น่าเสียดายตอนนี้เขารับบาดเจ็บสาหัส แม้แต่พลังระดับเอกะลักษณ์ทั่วไปยังไม่แน่ว่าจะเอาชนะได้ เกิดว่ามีศัตรูบุกมาในเวลานี้…

ลู่เซิ่งเปลือกในหวั่นเกรง เปลือกนอกหนักแน่น ให้พวกอวี้เหลียนจื่อออกไป แล้วไปที่ศาลาประกาศยุทธในพรรคก่อน

เฒ่าเฝ้าศาลาฟุบหลับปุ๋ยบนโต๊ะตัวยาวในหอชั้นที่หนึ่ง ในศาลาประกาศยุทธมีแค่ชั้นหนึ่งและชั้นสองที่พอมีคน ชั้นที่เหลือว่างเปล่า

ลู่เซิ่งไปชั้นที่สี่ซึ่งเป็นที่อยู่ของวิชากำลังภายในสำหรับรักษา

ไม่ทันไรก็หยิบวิชาลมปราณระดับพลังปลอดโปร่งหลายเล่มกลับมา ยังมีคัมภีร์ลับระดับสำนึกปลอดโปร่งที่เขาให้ผู้อาวุโสนำกลับมาก่อน ก็เก็บไว้บนชั้นที่สี่ด้วยเพื่อให้ระดับสูงฝึกฝน ตอนนี้ก็นำออกมาด้วย

“เฒ่าเฝ้าศาลาทราบหรือไม่ว่าวิชากำลังภายในวิชาไหนมีผลดีต่อการรักษาอาการบาดเจ็บ” ลมปราณของลู่เซิ่งในตอนนี้ไม่มั่นคง บวกกับเสียเลือดไปมาก หน้าซีดขาว เพียงมองก็ดูออกว่ารับบาดเจ็บ

เขาจึงไม่ปกปิด ฉวยโอกาสถามเฒ่าเฝ้าศาลา

เฒ่าเฝ้าศาลาตาปรือเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะยาว มองลู่เซิ่งแวบหนึ่ง แต่พอเห็น สีหน้าเขาก็พลันเปลี่ยนแปลง

“ท่านต่อสู้กับผีดิบมาหรือ!?”

ลู่เซิ่งงุนงง

“ผีดิบหรือ?!”

“ทั้งยังไม่ใช่ผีดิบทั่วไป อย่างน้อยก็เป็นระดับแม่ทัพอสุภแดง!” เฒ่าเฝ้าศาลาสีหน้าเคร่งขึมอย่างรวดเร็ว “ประมุขพรรคท่านตอนนี้หว่างคิ้วดำ เปลือกตาสองข้างมีสีแดงอมม่วง บนคอยังมีจุดสีเทาอ่อน ท่านพูดความจริง บาดแผลมีขนสีขาวงอกขึ้นชั้นหนึ่งใช่หรือไม่!?”

ลู่เซิ่งคิดไม่ถึงว่าเฒ่าเฝ้าศาลาจะรอบรู้ขนาดนี้ มองแวบเดียวก็ดูสภาพหลังได้รับบาดเจ็บของเขาออก จึงไม่ปิดบัง พยักหน้าตรงๆ “ถูกต้อง เป็นเช่นนี้จริงๆ เฒ่าเฝ้าศาลามีวิธีอะไรแก้พิษรักษาอาการบาดเจ็บได้บ้าง”

เฒ่าเฝ้าศาลาเงียบงันไปสักพัก

“วิธีเพียงหนึ่งเดียวคือใช้เม็ดบัวจิ่วเซียงแช่น้ำปริมาณมากแล้วลงไปแช่ตัว ขณะเดียวกันก็กินยาเพื่อขับไฟวันละสี่ครั้ง! อย่างน้อยหนึ่งปี ส่วนประสิทธิผลหลักๆ ขึ้นอยู่กับการฟื้นฟูของประมุขพรรค แต่ท่านทางที่ดีเตรียมใจเอาไว้ พิษของผีดิบแดงยุ่งยากยิ่ง”

นับตั้งแต่ออกมาจากศาลาประกาศยุทธ ลู่เซิ่งจิตใจตึงเครียดอยู่บ้าง เขานึกไม่ถึงว่าพิษของผู้ประกอบพิธีจะรุนแรงและเด่นชัดขนาดนี้

เขารีบให้คนหาเม็ดบัวจิ่วเซียงมา เริ่มแช่น้ำทันที พอแช่เสร็จก็รู้สึกปลอดโปร่งไปทั่วร่าง ในกายเหมือนถูกขับพิษและสิ่งสกปรกออกไปไม่น้อย

แม้เส้นลมปราณจะไม่ฟื้นฟู แต่สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าความร้อนที่ปากแผลลดน้อยลงมาก

กลับมาถึงห้องลับ เขาค่อยเอาโลหะที่ได้จากผู้ประกอบพิธีมาวางไว้ด้านหน้า ตรวจสอบอย่างละเอียด

ในแสงเทียนเหลืองมัวซัว ผิวโลหะเป็นแสงสีเหลืองเข้ม ลวดลายด้านบนเหมือนกับงูหลายตัว ที่สมจริงราวมีชีวิต ด้านในมีปราณหยินจำนวนมากที่เข้มข้นถึงระดับหนึ่ง

‘อาการบาดเจ็บของเรา คิดจะฟื้นฟู ดูเหมือนได้แต่หาปราณหยินแล้ว’ ลู่เซิ่งหยีตา เพ่งมองโลหะสีเหลืองเข้มตรงหน้า

เขาลูบรอยเลือดจากปากแผลของตัวเอง แล้วป้ายบนผิวโลหะ

ซู่… ควันสีขาวกลุ่มใหญ่ลอยขึ้นจากผิวโลหะ ปราณหยินอันมหาศาลทะลักเข้าสู่ร่างเขาอย่างบ้าคลั่งราวกับน้ำจากทำนบที่แตก

ลมปราณเย็นฉ่ำของปราณหยินทำให้ลู่เซิ่งแทบอดครางไม่ได้ แต่ยังคงฝืนไว้

‘สิ่งที่มีผลเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้คือรีบยกระดับวิชารักษาเช่นวิชาหยินหยางกระเรียนหยกมาใช้รักษา! ครั้งนี้ดีที่ได้ปราณหยินมาเยอะ ไม่อย่านั้นคงขาดทุนจริงๆ’ ลู่เซิ่งทอดถอนใจ รอคอยปราณหยินไหลบ่าจนจบ

เวลาผ่านไปนาทีต่อนาที พริบตาเดียวผ่านไปยี่สิบอึดใจ ปราณหยินยังทะลักเข้ามา ลู่เซิ่งคำนวณได้ชัดเจนว่ามีปราณหยินสิบหน่วยเข้ามาในร่างแล้ว ส่วนปราณหยินบนก้อนโลหะยังทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

นี่เป็นเหตุการณ์ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

ทันใดนั้นลู่เซิ่งนึกเชื่อมโยงถึงเศษอาวุธเทพที่จางเผิงพูด

‘หรือว่านี่จะเป็นเศษอาวุธเทพที่ว่า’ เขาตื่นเต้น

ปราณหยินยังทะลักเข้ามาต่อเนื่องไม่ขาดสาย ผ่านไปเกือบห้าสิบลมหายใจ จึงค่อยๆ อ่อนลง จากนั้นก็จางหายไป

‘อย่างน้อยก็มีห้าสิบหน่วย!’ ลู่เซิ่งตั้งใจคำนวณ จิตใจลิงโลด นี่นับว่าเป็นผลพลอยได้เหนือความคาดหมายแล้ว

‘ดีปบลู!’

เขาจะต้องรีบเรียนรู้ยกระดับวิชาหยินหยางกระเรียนหยก รักษาอาการบาดเจ็บทันที ไม่อย่างนั้นอยู่ในสภาพนี้ เกิดถูกคนพบว่าพลังไม่พอ ไม่พูดถึงอย่างอื่น สตรีกางร่มจะต้องไม่ยอมพลาดโอกาสแน่

จตุรัสแดงเดิมสู้ตระกูลขุนนางไม่ได้ ไม่สนใจตระกูลซั่งหยาง ยิ่งไปกว่านั้นตระกูลซั่งหยางก็มาเพียงชื่อ ไม่อาจระดมพลยอดฝีมือสู่แดนเหนือ ที่อัจฉริยะตระกูลซั่งหยางรั้งอยู่ที่นี่ ก็แค่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย

เสียงชิ้งดังขึ้น กรอบสีน้ำเงินของเครื่องมือปรับเปลี่ยนโผล่ขึ้นข้างหน้าลู่เซิ่ง

สายตาเขาอยู่ที่วิชาหยินหยางกระเรียนหยกซึ่งอยู่ด้านใน

พอมองดู เขาค่อยพบว่า วิชาหยินหยางกระเรียนหยกของตนถึงแค่ระดับสี่ จนถึงตอนนี้ วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานควบแน่นปราณภายในเป็นของเหลว ถึงระดับที่เก้าแล้ว แต่ว่าองค์ประกอบรวมของวิชากำลังภายในหล่อเลี้ยงชีวิตที่ตอนแรกเขาพึ่งพาอย่างหนักวิชานี้ เพิ่งถึงระดับสี่

……………………………………….
บทที่ 138
[วิชาหยินหยางกระเรียนหยก: ระดับสี่ ผลพิเศษ: ฟื้นปราณเร็วขึ้น สมานตัวเร็วขึ้น ปรับสมดุลหยินหยาง]

‘เราปรารถนาพลังมากเกินไป…’ ลู่เซิ่งเงียบขรึม กำหมัด ‘ถ้าหากยกระดับวิชาหยินหยางกระเรียนหยกเหมือนตอนเริ่มแรก การรักษาต้านพิษของเราคงไม่มีประสิทธิผลเพียงเท่านี้ ไม่ถึงกับตกต่ำถึงขั้นบาดเจ็บสาหัสต้องพิษ เส้นลมปราณเสียหายอย่างตอนนี้’

[ดำเนินการเรียนรู้วรยุทธ์หรือไม่] กรอบสนทนาเด้งขึ้นมาบนเครื่องมือปรับเปลี่ยน

ลู่เซิ่งสูดหายใจลึก สงบจิตใจ

[ใช่] เขายืนยันคำตอบ


โคมไฟสีเหลืองอ่อนโยกตามลม

เซียวหงเย่เงยหน้ามองจันทร์เพ็ญกลางฟ้ายามราตรีอยู่ในตัวลาน

“ยังไม่กลับมาหรือ” เขาถามเบาๆ

“เฒ่าเฮยออกไปหาแล้ว เชื่อว่าอีกเดี๋ยวจะมีข่าว” ไป๋เฟิงเหล่าเต้าที่อยู่ด้านหลังขมวดคิ้วกล่าว “ออกไปนานขนาดนี้ ทูตเขตแดนสี่คนไร้ข่าวคราว ตอนนี้แม้แต่ใต้เท้าผู้ประกอบพิธีที่ตามหลังไปก็หายไปด้วย แดนเหนืออันตรายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใด”

ไป๋เฟิงส่ายหน้า “ถ้าเฒ่าเฮยหายไปด้วยเล่า” เขามองเซียวหงเย่

“ข้าจะรายงานตามจริง” เซียวหงเย่ถอนใจ

“ยอดฝีมือระดับสุดยอดคนหนึ่งอย่างผู้ประกอบพิธีหายสาบสูญ บวกกับทูตเขตแดนอีกสี่คน นี่เป็นการโจมตีครั้งใหญ่ต่อจวนอู๋โยว” ไป๋เฟิงเอ่ยเสียงเบา

เซียวหงเย่ไม่ได้พูดอันใด ความจริงด้วยสายตาและความสามารถด้านข่าวสารของพวกเขาสองคน ย่อมพบเสียงดังกึกก้องกับร่องรอยการต่อสู้ที่ส่งมาจากหุบเขาไร้ลมแต่แรก สภาพการต่อสู้ที่รุนแรงปานนั้น นอกจากผู้ประกอบพิธีกับทูตเขตแดนสี่คน ไม่มีใครกระทำได้อีก

พวกเขาออกไปลอบโจมตีพันธมิตรบู๊ กลับคาดไม่ถึงว่าจะหายสาบสูญทั้งหมด พันธมิตรบู๊เป็นศัตรูคู่อาฆาตกับจวนอู๋โยว นี่ไม่อาจไม่ทำให้คนนึกเชื่อมโยง

“บางทีผู้นำพันธมิตรบู๊อาจลงมือเอง ทว่าด่วนสรุปยังเร็วไป” เซียวหงเย่ส่ายหน้าเล็กน้อย

“ถ้าครั้งนี้เกิดเรื่องจริงๆ พิธีกฎเกณฑ์คงต้องเปลี่ยนที่ แดนเหนือวุ่นวายเกินไป” ไป๋เฟิงเอ่ยเสียงเบา

“ใช่แล้ว…” เซียวหงเย่ไม่ส่งเสียงอีก

“ภัยพิบัติมังกรสีชาด ตระกูลเจินจากไป จัตุรัสแดงซ่อนตัว ตอนนี้นอกจากพันธมิตาบู๊ ก็ไม่มีขุมกำลังใดๆ ฉุดรั้งใต้เท้าผู้ประกอบพิธีได้จริงๆ” ไป๋เฟิงเอ่ยต่อ

เปรี้ยง!

ขณะทั้งสองคนกำลังคุยกัน ทันใดนั้นประตูลานก็ถูกกระแทกเปิด เฒ่าเฮยที่ใส่ชุดดำ หลังค่อมตาเดียวจ้องมองเซียวหงเย่ที่อยู่ในตัวลานด้วยสายตาเย็นชา

เขาโยนผ้าป่านบนบ่าไปที่พื้น ด้านในมีเลือดซึมออกมา “แจ้งจวน ทูตเขตแดนสี่คนสละชีพ ใต้เท้าผู้ประกอบพิธีหายตัวไป มีความเป็นไปได้ว่าจะสู้ศึกจนตัวตาย ขอความช่วยเหลือ!”

เขาเพิ่งพูดจบ ก็หมุนตัวเดินไปด้านนอก

เซียวหงเย่กับไป๋เฟิงตกตะลึง เห็นเฒ่าเฮยเดินไปด้านนอก เซียวหงเย่ถามด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน “เฒ่าเฮยท่านจะไปไหน!”

“ไปหาคนร้าย แก้แค้นให้นายท่าน!” เฒ่าเฮยชะงักฝีเท้า พลันหันกลับมาจ้องเซียวหงเย่

“เจ้าดีใจใช่หรือไม่ ไม่มีนายท่านแย่งอำนาจ แดนเหนือแห่งนี้ก็เป็นถิ่นของเจ้าคนเดียว?!”

เซียวหงเย่ใบหน้าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

“เฒ่าเฮยท่านพูดอะไร ข้าผู้แซ่เซียวถ้าสนใจเรื่องเหล่านี้จริงๆ ตอนแรกไม่ทำตามคำสั่งของใต้เท้าผู้ประกอบพิธีก็ได้! ถ้าข้าไม่ปล่อยอำนาจ ต่อให้เป็นใต้เท้าผู้ประกอบพิธีก็ไม่อาจพูดอะไรได้!”

“กล่าววาจาน่าฟัง ในใจท่านคิดอะไร ผู้ใดล่วงรู้” เฒ่าเฮยยิ้มเยือกเย็น “ไม่แน่ที่ครั้งนี้ใต้เท้าถูกซุ่มจู่โจม เป็นท่านลอบแจ้งพันธมิตรบู๊!”

“เฒ่าเฮย!” เซียวหงเย่ใบหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย ตวาดเสียงเฉียบขาด “คำพูดบางคำไม่อาจพูดส่งเดช!”

“เรื่องจริงเป็นอย่างไร ท่านรู้อยู่แก่ใจ อย่าให้ข้าตรวจสอบได้ว่าท่านลงมือในที่ลับก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้น…” เฒ่าเฮยดวงตาสาดประกายสีแดง หมุนตัวพุ่งปราดไปด้านหน้า พริบตาเดียวก็หายไปจากนอกประตู

ตอนนี้ไป๋เฟิงเหล่าเต้าเดินเขัาไป ใช้กระบี่ที่อยู่ติดตัว กรีดไปที่ถุงผ้าป่าน เลือดเนื้อซากศพที่แขนขาขาดส่วนหนึ่งกลิ้งออกมา

“นี่คือ…!?” ไป๋เฟิงจำไม่ได้ชั่วขณะ

แต่พอเซียวหงเย่เห็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ปนอยู่ในซากศพ ในที่สุดก็สูดหายใจลึกด้วยสีหน้าเหยเก

“นี่เป็นซากศพของทูตเขตแดนไป๋จิ้งและเฉวียนฮวน! ข้าเห็นด้านในมีหยกแขวนที่พวกเขามักใช้”

เขาพอกล่าวคำพูดนี้ ไป๋เฟิงพลันมีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไป

ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนเพียงคาดเดา แต่ตอนที่เห็นซากศพที่น่าอนาถขนาดนี้ ก็รู้สึกสั่นสะท้าน

“ไม่ใช่ฝีมือของผู้นำพันธมิตรบู๊…” เซียวหงเย่เกิดข้อวินิจฉัยนี้ ผู้นำพันธมิตรบู๊มีเมตตามือไม้อ่อน ต่อให้สังหารทูตเขตแดนสี่คนจริงๆ ก็ไม่ใช้วิธีการโหดเหี้ยมแบบนี้

ไป๋เฟิงกับเขาแลกเปลี่ยนสายตากัน ทั้งสองคนเกิดความตื่นตระหนก

แดนเหนือสับสนลี้ลับกว่าเดิมแล้ว…

“รายงาน!”

นอกตัวลาน ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสวมชุดทหารสีม่วงคนหนึ่งรีบรุดมาถึง คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น สองมือส่งจดหมายที่ผนึกเทียนเรียบร้อยให้ไป๋เฟิง

“ขุนนางตรวจการมีจดหมายด่วน!”

ไป๋เฟิงเอื้อมมือไปรับ เปิดออกอ่าน ไม่ทันไรสายตาก็เคร่งเครียด

“ประมุขพรรคลู่ผู้นั้นดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บในปฏิบัติการครั้งนี้เช่นกัน ถ้าอยากรู้ความจริง ถามเขาจะต้องมีคำตอบแน่”

เขาพับจดหมายมองเซียวหงเย่

“ประมุขพรรคลู่ผู้นี้จะต้องเป็นหนึ่งในคนที่รู้ความจริง ข้าได้รับรายงานมาว่า เขาพาคนออกไปตอนกลางคืน สถานที่ไปก็คือหุบเขาไร้ลมใต้ตีนเขาบูรพา นั่นเป็นสถานที่ที่ซุ่มจู่โจมพันธมิตรบู๊ที่ผู้ประกอบพิธีเคยพูดถึง”

“ดูเหมือนประมุขพรรคลู่ผู้นี้จะไม่ธรรมดาเช่นกัน” เซียวหงเย่เอ่ยอย่างสงบนิ่ง


ในห้องลับ

ลู่เซิ่งหลับตา เพ่งสำนึกบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนตรงที่วิชาหยินหยางกระเรียนหยกอยู่

‘ปราณหยินมากพอ ยกระดับวิชาหยินหยางกระเรียนหยกเท่าที่ได้ก่อนค่อยว่ากัน ตอนนี้พลทหารสักคนก็กำจัดเราทิ้งได้ อันตรายเกินไป’

เขาใช้ความคิดกดลงบนปุ่มปรับเปลี่ยนของวิชาหยินหยางกระเรียนหยก

ฟู่…

คำว่าวิชาหยินหยางกระเรียนหยกจางลงอย่างรวดเร็ว กรอบพร่ามัวด้วยความเร็วสูง

วิชาพิสดารที่เกิดขึ้นหลังหลอมรวมวิชาหล่อเลี้ยงชีวิตจำนวนมากวิชานี้สั่นไหวในร่างลู่เซิ่ง แล้วโคจรด้วยความเร็วสูง

มันพอโคจร พลันทำให้ลู่เซิ่งค้นพบความมหัศจรรย์กว่าเดิม เส้นทางปราณภายในของวิชาหยินหยางกระเรียนหยกเหมือนมีปราณขวดสมบัติที่เขาเพิ่งได้รับมา

‘หรือว่าจะต้องการดูดซับจุดเด่นของปราณขวดสมบัติ เพื่อปรับปรุงอีกขั้น’ ลู่เซิ่งหวั่นไหว รู้สึกว่าปราณหยินหายไปอย่างต่อเนื่อง

อย่างรวดเร็ว หลายอึดใจต่อมา วิชาหยินหยางกระเรียนหยกก็แจ่มชัดขึ้น

[วิชาปริศนา: ระดับห้า ผลพิเศษ: ต้านพิษ คืนปราณเร็วขึ้น สมานตัวเร็วขึ้น ปรับสมดุลหยินหยาง ถ่ายปราณ]

‘หือ? ถ่ายปราณคือผลพิเศษอะไร’ ลู่เซิ่งงุนงง จากนั้นนึกถึงบันทึกเกี่ยวกับการถ่ายปราณในเกมมือถือที่ตนเคยเล่น

‘จำได้ว่าการถ่ายปราณในเกมมือถือเกมนั้น คือสามารถชักนำปราณภายในเข้าสู่ร่างคนอื่น อย่างนั้นการถ่ายปราณในองค์ประกอบรวมของวิชาหล่อเลี้ยงชีวิตนี้หรือจะเป็นการรักษาคนอื่น’

เขานั่งขัดสมาธิ โคจรปราณภายในวิชากระเรียนหยกที่ใหญ่กว่าเดิมเบาๆ ปราณภายในที่เย็นฉ่ำอ่อนโยนนี้นุ่มนวลกว่าก่อนหน้านี้มาก ตอนไหลถึงหน้าอก ก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าอาการบาดเจ็บมีความชาและคัน

เพียงแต่ทิวทัศน์งามอยู่ไม่นาน ปราณภายในของวิชาหยินหยางกระเรียนหยกที่เพิ่งยกระดับฟื้นฟู ไม่ทันไรก็ถูกอาการบาดเจ็บในร่างผลาญจนหมด ที่เหลืออยู่พอสร้างปราณภายใน ก็ถูกส่งไปยังจุดบาดเจ็บทันที

‘มาอีก!’ ลู่เซิ่งรู้สึกว่าครั้งนี้ใช้ปราณหยินแค่ห้าหกหน่วย จึงมองปุ่มกดปรับเปลี่ยนของวิชาหยินหยางกระเรียนหยกทันที

ตุบ

เขาใช้สำนึกกดอีกรอบ

กรอบตรงที่วิชาหยินหยางกระเรียนหยกอยู่จางลงอีกครั้ง

ครั้งนี้ผ่านไปราวสิบกว่าอึดใจ กรอบค่อยชัดเจน

[วิชาปริศนา: ระดับหก ผลพิเศษ: คืนปราณเร็วขึ้น ต้านพิษดีขึ้น ฟื้นตัวด้วยความเร็วสูง สะกดหยินหยาง ถ่ายปราณ]

หลังการเรียนรู้ยกระดับในครั้งนี้ ลู่เซิ่งรู้สึกถึงความแตกต่างของคุณสมบัติในวิชาได้ทันที

เพิ่งเรียนรู้จบ ปราณภายในวิชาหยินหยางกระเรียนหยกก็รวมตัวที่ตำแหน่งระหว่างหน้าอกและท้องของเขาอย่างรวดเร็ว กลายเป็นกลุ่มปราณขนาดเท่าไข่ห่านกลุ่มหนึ่ง หมุนอย่างช้าๆ

สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งโล่งใจก็คือ ความรู้สึกแสบร้อนจากบาดแผลบนตัวหายไปอย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่าพิษอัคคีแดงที่ผู้ประกอบพิธีทิ้งไว้ถูกขับออกไปนอกร่างกายด้วยความเร็วสูง

การเรียนรู้ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าวิชาหยินหยางกระเรียนหยกดูดซับจุดเด่นของปราณขวดสมบัติ ขณะเดียวกันก็ทำให้ประสิทธิผลของตัวเองดีขึ้น

รู้สึกว่าทั่วร่างเย็นๆ ความเจ็บปวดลดลงมาก ลู่เซิ่งมองกรอบวิชาหยินหยางกระเรียนหยกอีกครั้ง

‘ตอนนี้ไม่ควรเรียกว่าวิชาหยินหยางกระเรียนหยกแล้ว เมื่อดูดซับจุดเด่นของปราณขวดสมบัติไป อือ… ต่อจากนี้เรียก…’

‘ปราณขวดสมบัติหยินหยางกระเรียนหยก!’

ลู่เซิ่งตกลงใจ ในกรอบนั้นก็มีชื่อปราณหยินหยางขวดสมบัติค่อยๆ โผล่ขึ้น

เขารู้สึกว่าบนร่างส่งความรู้สึกเย็นสดชื่นและชาคันมาตลอด แง้มผ้าพันแผลออกดูปากแผลบนน่อง พิษสีแดงม่วงบนผิวบริเวณบาดแผลจางลงไปมากกว่าครึ่ง

บาดแผลนี้เมื่อครู่ยังมีสัญญาณพิษอัคคีแดงปนเปื้อนอยู่ ตอนนี้เหลือแค่พิษเล็กๆ น้อยๆ แล้ว

‘ร้ายกาจ!’ ลู่เซิ่งถอนใจชมเชย

ปราณหยินหยางขวดสมบัติแม้ไม่ใช่วิชากำลังภายในธาตุหยาง ไม่มีพลังทำลายต่อภูตผีปีศาจ แต่ไม่ว่าจะเป็นปราณเข็มทิ่มแทง หรือว่าผลพิเศษด้านการรักษาและขับพิษ ต่างแสดงให้เห็นว่าวิชากำลังภายในวิชานี้เป็นวิชากำลังภายในชนิดรักษาที่สมบูรณ์แบบที่สุด

‘การถ่ายปราณนี้อาจเป็นการรักษาคนอื่น อีกเดี๋ยวหาคนมาทดลองดู’ ลู่เซิ่งคาดคำนวณ ‘ถ้าหากฟื้นฟูด้วยความเร็วนี้ได้ตลอด ราวสองเดือนบาดแผลคงหายดี’

ความกังวลในใจเขาสุดท้ายก็หายไป

ถ้าครั้งนี้อาการบาดเจ็บไม่อาจฟื้นฟูโดยเร็ว การคุกคามและอันตรายที่ต้องเผชิญในตำแหน่งของเขา ยากจะจินตนาการได้

ดีที่ตอนนี้มีความหวังฟื้นฟูอย่างรวดเร็วแล้ว

‘ไม่รู้ว่าเร็วกว่านี้ได้หรือไม่!’ ลู่เซิ่งนึกถึงพลังฟื้นฟูอันน่าสะพรึงกลัวระดับพันธนาการ ในใจมีความคาดหวังส่วนหนึ่ง มองปราณหยินหยางขวดสมบัติต่อ

ครั้งนี้เขาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากมาย ปราณหยินมีมากกว่าห้าสิบหน่วย เมื่อครู่ยกระดับสองครั้ง ใช้ไปแค่สิบกว่าหน่วย

‘ยกระดับอีกรอบดู ในเมื่อดูดซับจุดเด่นของปราณขวดสมบัติ อาจจะปรับสมดุลสภาพหยางโชติช่วงได้เช่นกัน!’ คิดแล้วทำทันที ลู่เซิ่งนั่งลงกินอาหาร ก่อนจะทำสมาธิต่อ

อาศัยตอนที่ยังไม่ปิดอินเตอร์เฟซเครื่องมือปรับเปลี่ยน เขาใช้สำนึกกดปุ่มด้านหลังปราณหยินหยางขวดสมบัติอีกครั้ง

ซู่…

เครื่องมือปรับเปลี่ยนพลันสั่นอย่างรุนแรง กรอบจางลง

เวลาเคลื่อนคล้อย สิบอึดใจผ่านไป ยี่สิบอึดใจผ่านไป สามสิบอึดใจ สี่สิบอึดใจ! จนกระทั่งหกสิบกว่าลมหายใจ กรอบของปราณหยินหยางขวดสมบัติค่อยๆ ชัดขึ้น

[ปราณหยินหยางขวดสมบัติ: ระดับเจ็ด ผลพิเศษ: คืนปราณเร็วขึ้น ต้านพิษดีขึ้น ฟื้นตัวด้วยความเร็วสูง สะกดหยินหยาง ถ่ายปราณ กลืนกลาย]

‘กลืนกลายหรือ นี่เป็นผลพิเศษอะไรกัน’ ลู่เซิ่งรู้สึกขาดทุน การยกระดับในครั้งนี้นอกจากปราณภายในเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่า ก็ไม่รู้สึกถึงอย่างอื่นอีก เพียงแต่มีผลพิเศษกลืนกลายเพิ่มมา

กระนั้นลางสังหรณ์ในความมืดมัวบอกเขาว่า ผลพิเศษกลืนกลายนี้คล้ายไม่ธรรมดา

ดีที่เป็นเพาะปริมาณรวมของปราณภายในเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่า ความรู้สึกร้อนรุ่มในร่างที่สภาพหยางโชติช่วงทิ้งไว้ก่อนหน้าสลายไปอย่างรวดเร็ว ทั่วร่างอบอุ่น ไม่มีความอึดอัดใดๆ

‘ช่างเถอะ ต่อจากนี้ตั้งใจรักษาตัว อย่าเพิ่งเคลื่อนไหว รออาการบาดเจ็บหายดีแล้ว ค่อยใช้ปราณหยินที่เหลืออยู่เพิ่มระดับ ดูท่าข้อเสียที่ปราณหยางหนักเกินไปจะได้รับการบรรเทาแล้ว ภายหลังขอแค่ยกระดับปราณหยินหยางขวดสมบัติพร้อมกันก็ใช้ได้’ ลู่เซิ่งยังไม่ไปคิดมาก ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บก่อนสำคัญกว่า เขาไม่เชื่อว่าจวนอู๋โยวเสียกำลังหลักไปมากมาย จะไร้การเคลื่อนไหว

อีกไม่นานจะคงจะมีคนพบว่าเขามุ่งหน้าไปยังตีนเขาบูรพาตอนดึก แล้วส่งคนมาถามไถ่

……………………………………….
บทที่ 139
ลู่เซิ่งรักษาอาการบาดเจ็บอยู่หลายวัน ฟื้นฟูความสามารถเดินเหินอย่างอิสระกลับมาได้ ก่อนหน้านี้แค่เดินนานยังลำบาก ได้แต่เคลื่อนไหวในอาณาเขตเล็กๆ พิษบนร่างลุกลาม เสียเลือดเกินไป สิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียวคือซ่อนตัวในห้องลับ รักษาตัวเงียบๆ

ดีที่ปราณหยินหยางขวดสมบัติร้ายกาจมาก ผลพิเศษคืนปราณเร็วขึ้นถึงระดับเจ็ด เพิ่มความเร็วฟื้นฟูของลู่เซิ่งอย่างใหญ่หลวง บวกกับอาหารและยาหล่อเลี้ยงปริมาณมากที่ถูกเขากินเข้าไปกลายเป็นปราณหยิน บำรุงไปทั่วร่าง

แค่สี่วัน ลู่เซิ่งก็กินยาไปแล้วหมื่นตำลึง แทบกินโสมภูเขา โป่งรากสนอายุหลายร้อยปีแทนอาหาร ร่างกายฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานกลับมา

เขาในฐานะประมุขพรรควาฬแดงมีกำลังทรัพย์และช่องทาง สามารถหาวัตถุดิบยาที่ล้ำค่าแบบนี้มาได้ คนอื่นๆ ต่อให้เป็นเศรษฐีทั่วไปมีเงินก็หาซื้อของดีๆ พวกนี้ไม่ได้ในเวลาสั้นๆ

อาการบาดเจ็บทุเลาลงเล็กน้อย ลู่เซิ่งค่อยออกด่าน ไปรักษาตัวบนเรือวาฬแดง

เปลือกนอกคนอื่นๆ มองไม่ออกว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส คล้ายกับเป็นปกติ เรียกประชุมพรรค ไปห้องโอสถและศาลาประกาศยุทธ บางครั้งก็ไปฝึกฝนวิชาดาบที่ลานฝึกบนฝั่ง

พริบตาเดียวผ่านไปหลายวัน

ครืนๆ…!

สายฟ้าหลายสายแลบขึ้นกลางท้องฟ้าที่มืดสลัว สายฟ้าสีม่วงน้ำเงินปรากฏแวบเดียวก็หายไป เริงระบำอยู่ระหว่างชั้นเมฆ

น้ำบนแม่น้ำไม้สนกระเพื่อม คลื่นหลายชั้นกระทบข้างเรือวาฬแดงอย่างต่อเนื่อง ส่งเสียงครึ่กๆ

ในโถงนางแอ่น ลู่เซิ่ง หงหมิงจือ และเฉินอิงนั่งด้วยกัน ไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศภายนอกแม้แต่น้อย มองดูศิษย์พรรควาฬแดงประกระบวนท่ากันอย่างตั้งใจ

หลินหงเหลียนกับหยวนจงศิษย์ทั้งสองคนของหงหมิงจือ มีศิษย์อีกสามคนของเฉินอิง ยังมีศิษย์อายุเยาว์กลุ่มใหญ่ กำลังดำเนินการประลองในพรรค ผู้ประลองเหล่านี้คัดกรองมาแค่คนอายุไม่เกินยี่สิบปี

ระดับสูงในพรรคจำนวนไม่น้อยนั่งในโถงใหญ่

นี่คือการประลองจัดอันดับพลังทุกๆ สามปีจะมีหนึ่งครั้งตามปกติขอพรรควาฬแดง ขอแค่อายุไม่ถึงยี่สิบก็เข้าร่วมได้ หากติดสิบอันดับแรก จะได้รับของรางวัลเช่นสมบัติ วิชา และการชี้แนะตามความเป็นจริง ทั้งยังเข้าสู่สายตาของระดับสูงสุดในพรรค เพิ่มระดับภารกิจในพรรคได้

ลู่เซิ่งนั่งบนตำแหน่งประมุขพรรค มองการประลองของศิษย์เบื้องล่าง เหม่อลอยอยู่บ้าง

สำหรับเขาในตอนนี้ ระดับเช่นนี้อ่อนแอเหลือเกิน ภายนอกเขาเหมือนกำลังชมการต่อสู้ ความจริงกระตุ้นปราณภายใน เร่งความเร็วฟื้นฟูของปราณหยินหยางขวดสมบัติ หวังว่าวันหน้าจะฟื้นตัวได้เร็วอีกหน่อย

เคร้งๆๆ!

เบื้องล่างศิษย์สตรีสองคนปะทะดาบกันอยู่พอดี ต่อสู้กันอย่างสูสี แม้พละกำลังไม่พอ แต่ความเร็วและจังหวะไม่เลว บวกกับศิษย์สตรีสองคนนี้เป็นโฉมสะคราญที่โด่งดังในพรรค ยามนี้หนึ่งคนอาภรณ์ม่วง อีกคนสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงิน เสื้อผ้าพลิ้ว สู้กันอย่างเจริญหูเจริญตา

“แม้วิชาดาบหงส์ทองของซูเยว่เอ๋อร์จะไม่นับว่าคล่องแคล่วมาก แต่คว้าโอกาสได้ไม่เลว ซั่งก่วนหรงเร็วกว่าเล็กน้อย วิชาลมปราณม่วงปรารถนาที่ทั้งสองคนฝึกฝน ซั่งก่วนหรงต้องเน้นอีกหน่อย จึงจะชดเชยความแตกต่างในการคว้าจังหวะของทั้งสองคนได้พอดี ผลแพ้ชนะนี้เกรงว่าจะตัดสินรายชื่ออันดับที่สิบแล้ว” เฉินอิงพยักหน้ากล่าววิจารณ์

“เฉินอิงกล่าวถูกต้อง ระดับสูงสุดของขั้นพลังปลอดโปร่งในพรรควาฬแดง ทั้งสองคนนี้นับว่ามีพรสวรรค์เกินคน พลังเหนือล้ำ โดยเฉพาะซูเยว่เอ๋อร์ การคบค้าสมาคมก็ไม่เลว ทางเมืองประสานมังกรกำลังต้องการอัจฉริยะเช่นนี้พอดี” หงหมิงจือเสนอด้วยรอยยิ้ม “ศิษย์น้องเจ้าเห็นว่าอย่างไร”

ลู่เซิ่งขานรับอืออย่างใจลอย

“ได้ คำแนะนำของศิษย์พี่ไม่เลวยิ่ง ภายหลังให้ซูเยว่เอ๋อร์รับหน้าที่เป็นรองหัวหน้าสาขาในเมืองประสานมังกร”

“ศิษย์น้อง…?” หงหมิงจือมองออกว่าลู่เซิ่งเหม่อลอย ถามอย่างสงสัยอยู่บ้าง นับตั้งแต่เขาออกไปกลางดึกเมื่อช่วงก่อน จนถึงตอนนี้จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ตอนนี้เป็นการประลองภายในพรรค ด้านล่างมีศิษย์และระดับสูงกลุ่มใหญ่เฝ้ามองอยู่

ในโถงนางแอ่นมีคนนั่งอยู่ไม่ต่ำกว่าสามสิบคน เป็นหัวหน้าสาขาหรือไม่ก็รองหัวหน้าสาขาจากแต่ละที่ ท่ามกลางสายตาจำนวนมาก คนเป็นประมุขยังใจลอย สุดท้ายจะส่งผลต่อขวัญกำลังใจของคนเบื้องล่างอย่างใหญ่หลวง

“อือ ถ้าเป็นซั่งก่วนหรง รับหน้าที่หัวหน้าสาขาในเมืองดาราได้ ที่นั่นติดกับรัฐมหาเกียรติ จำเป็นต้องมีอัจฉริยะที่รู้จักเจรจาประเภทนี้พอดี” ลู่เซิ่งรู้สึกตัว คิดตอบคำถาม

เขาพูดเสียงไม่ดังมาก แต่ระดับสูงที่นั่งอยู่ทั้งหมดเป็นยอดฝีมือ ต่อให้อ่อนแอที่สุดก็คือระดับพลังปลอดโปร่ง ไหนเลยจะไม่ได้ยินเนื้อหาที่เขาพูด

ทุกคนความจริงมองออกว่าลู่เซิ่งใจลอย แต่นับตั้งแต่ศึกใหญ่สกับสตรีกางร่มเมื่อก่อนหน้า พรรคเสียหายสาหัส ยอดฝีมือและระดับสูงที่เหลืออยู่เคารพลู่เซิ่งที่พลิกสถานการณ์กลับมาประดุจเทพเจ้า ทั้งยังเลื่อมใสศรัทธา ดังนั้นต่อให้เขาเหม่อลอย ก็ไม่ได้มีผลกระทบไม่ดีเหมือนที่หงหมิงจือจินตนาการ

ตอนนี้ศิษย์สตรีทั้งสองคนที่สู้กับนลานในที่สุดก็หมดแรง ถอยหลังไปคนละก้าว ประสานมือตัดสินผลเสมอกัน ทั้งสองคนสู้ต่อไปไม่ไหว ไม่ใช้กระบวนท่าสังหาร เพียงคู่คี่สูสี ถึงตอนท้ายได้แต่เปลี่ยนเป็นการประลองแรงกายและความอดทน อย่างนั้นก็ไร้ความหมายแล้ว

“ขอบคุณประมุขพรรคที่เลื่อนตำแหน่ง!” ซั่งก่วนหรงได้ยินคำตอบของลู่เซิ่ง บนใบหน้างามปรากฏรอยยิ้มอ่อนหวาน ประสานมือโน้มตัวคำนับ ครั้งนี้ในที่สุดก็เข้าสู่ระดับบริหารในพรรคสำเร็จ นี่เป็นเป้าหมายที่นางพยายามมาตลอด

พรรควาฬแดงมีสตรีเพศไม่น้อย หลายคนมีสถานะเบื้องหลังเป็นสาวงามในตระกูล ในนี้มีคนฝึกฝนวรยุทธ์อย่างนางอยู่ไม่น้อย พอนางใช้เวลาไปกับการแต่งเนื้อแต่งตัวมากหน่อย จึงค่อยๆ มีชื่อเสียงในพรรค

ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากระดับสูง นับว่าความพยายามก่อนหน้าได้รับการตอบแทน รู้สึกพึงพอใจ

ซูเยว่เอ๋อร์แตกต่างจากซั่งก่วนหรง สีหน้าประหม่า เดินขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าว ใบหน้าไม่มีความยินดีแม้แต่น้อย

“เรียนประมุขพรรค ซูเยว่ไม่อยากเป็นหัวหน้าสาขา”

“ไม่อยากเป็นหัวหน้าสาขาหรือ” พวกลู่เซิ่งกับหงหมิงจืองุนงง นี่เป็นความปรารถนาที่ใหญ่ที่สุดในใจพลพรรคมากกว่าหมื่นคน กลายเป็นผู้ดูแล เทียบเท่ากับเป็นผู้ครองรัฐ ตอนนี้มีคนไม่อยากเป็น

ลู่เซิ่งดวงตาปรากฏความฉงนขณะมองซูเยว่ เขาจำดรุณีนางนี้ได้ นางเป็นหลานสาวของผู้อาวุโสคนหนึ่งในพรรค

นับตั้งแต่ผู้อาวุโสท่านนั้นลาโลก สตรีนางนี้จำเป็นต้องสนับสนุนครอบครัว ยังดีที่นางมีพรสวรรค์เหนือคน ทั้งยังโชคดี หลบเลี่ยงภัยพิบัติสตรีกางร่มจู่โจมหน่วยหลักเมื่อก่อนหน้าได้ ตอนนี้จึงเปล่งประกายขึ้นมา

“เช่นนั้นเจ้าอยากทำอะไร เมื่อเข้าร่วมการประลอง ในใจคงมีความปรารถนากระมัง” เฉินอิงก็ส่งเสียงถามอย่างใคร่รู้เช่นกัน

ซูเยว่เม้มปาก ก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว มองลู่เซิ่งตรงๆ

“ซูเยว่คิดกราบประมุขพรรคเป็นอาจารย์ ขอให้ประมุขพรรคตอบรับด้วย!” นางคุกเข่ากับพื้น โขกหน้าผากกับพื้นดังโป๊กๆ

ทันใดนั้นรอบๆ เงียบสงัด ยอดฝีมือและระดับสูงหลายคนคาดไม่ถึงว่าซูเยว่จะทำเช่นนี้

ทุกคนเคยเห็นพลังของลู่เซิ่งประมุขพรรคลู่ ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือที่ผู้คนยอมรับ วิชาดาบ วิชาฝ่ามือ กำลังภายในเป็นหมายเลขหนึ่ง ไม่มีใครสู้ได้

ต่อให้นำไปเปรียบเทียบกับจงหยวน ก็ต้องเป็นกลุ่มคนที่สุดยอดที่สุด

ถึงขั้นที่คนจำนวนมากซึ่งไม่รู้เรื่องเดาว่าประมุขพรรคเป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าจะบรรลุระดับเอกะฟ้าแล้ว

พวกหงหมิงจือคิดว่า ลู่เซิ่งไม่ใช่คนธรรมดา เป็นผู้อยู่รอดจากสายเลือดตระกูลขุนนาง ดังนั้นจึงหักล้างพิษร้ายและการป้องกันระดับพันธนาการได้

พลังเช่นนี้ทำซ้ำไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาไม่มีความคิดขอให้ลู่เซิ่งสั่งสอน ถึงขั้นหวั่นเกรงเขาอยู่บ้าง

ตอนนี้ซูเยว่กราบอาจารย์ พวกหงหมิงจือนิ่งอึ้ง ก่อนจะรู้สึกว่าไม่อาจเป็นจริงได้ พลังของลู่เซิ่งไม่อาจทำซ้ำ กราบอาจารย์ไปก็ไม่มีความหมาย

“คำขอของเจ้า… ข้า…” ลู่เซิ่งส่งเสียง มองซูเยว่อย่างสงบ

เขาแม้ฟื้นฟูเร็วยิ่ง แต่เป็นเพราะเส้นลมปราณยังไม่ได้รักษาจนหายดี อย่างน้อยจำเป็นต้องใช้เวลาสักเดือนจึงทุเลา ดังนั้นในเดือนนี้มีเวลามาก สามารถ…

เปรี้ยง!

ทันใดนั้นประตูโถงนางแอ่นถูกแรงมหาศาลกระแทกเปิด ประตูไม้ขนาดใหญ่ที่หนักอึ้ง ถูกดีดไปชนกับผนังทั้งสองด้านราวกับเป็นแผ่นไม้บางๆ สองแผ่น

“ผู้ใด!?” ชายฉกรรจ์หัวล้านร่างล่ำสันคนหนึ่งลุกขึ้น ถือวัชระปราบมารพุ่งไปยังประตูใหญ่

“หลีกไป!”

ผัวะ!

ชายฉกรรจ์หัวล้านกระเด็นกลับมาด้วยความเร็วที่สูงกว่าเดิม ไถลไปบนพื้นสิบกว่าหมี่ ชนเก้าอี้ โต๊ะและม้านั่งล้มลง

“บังอาจ! ที่นี่คือหน่วยหลักพรรควาฬแดง ยังกล้าบุกมาถึงที่!” เฉินอิงทะลึ่งตัว เขาจดจำชายฉกรรจ์หัวล้านได้ เป็นระดับสูงขอบเขตสำนึกปลอดโปร่งที่ขึ้นชื่อเรื่องพละกำลังในพรรค ถึงกับถูกชนกลับมาเช่นนี้

อีกฝ่ายมีพลังลึกล้ำไม่อาจหยั่งคาด เฉินอิงปากตวาด จิตใจกลับให้ความสำคัญอย่างไม่เคยมีมาก่อน รวมพลังยุทธ์ทั่วร่างไว้บนสองฝ่ามือ คนพลิ้วร่างลงไปฟันฝ่ามือใส่เงาดำที่เข้ามา

เปรี้ยง!

เงาคนสายนั้นฟันฝ่ามือออกมา ปัดเฉินอิงออกไปด้านข้างเหมือนปัดใบไม้

นอกจากนี้ยังมีหลายคนโถมตัวเข้าไป จู่โจมดาบ ฝ่ามือ กระบี่ มีดสั้นใส่ตัวเขา

เคร้งๆๆๆ!

เสียงก้องกังวานดังติดต่อกัน อาวุธทั้งหมดถูกสะท้อนออกมา เงาดำไม่บาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย ยังคงเร่งฝีเท้าก้าวมาถึงกลางโถงใหญ่

“ลู่เซิ่ง! ข้ามาถามท่าน! คืนนั้นที่ใต้ตีนภูเขาบูรพาเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ใต้เท้าของข้าหายตัวไปได้อย่างไร”

ยามนี้เงาดำค่อยเผยร่าง เป็นเฒ่าเฮย ชายชราหลังค่อม ตาเดียวแห่งจวนอู๋โยวที่ติดตามเฒ่าผู้ประกอบพิธี

ลู่เซิ่งนั่งอยู่ด้านบนบัลลังก์ประมุขพรรค มองเฒ่าเฮยที่อยู่เบื้องล่าง จิตใจเคร่งเครียด

ตอนนี้เขาขาดปราณภายในอย่างรุนแรง ไม่มีวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน อาศัยแค่วิชาแข็งกร้าว ต่อให้ฝืนใช้สภาพหยางโชติช่วง ก็ไม่อาจสังหารเฒ่าเฮยที่เป็นมารปีศาจได้

เขาอยู่ในช่วงพลังตกต่ำซึ่งไม่เคยมีมาก่อน เดิมคิดจะเร้นกายรักษาตัวสักระยะ รอให้ฟื้นฟู คิดไม่ถึงคนในจวนอู๋โยวจะบุกมาเร็วขนาดนี้

ตอนนี้ถ้าเขาลงมือจริงๆ เกรงว่าแม้แต่ลูกหลานตระกูลขุนนางระดับเอกะลักษณ์สักคนยังสู้ไม่ได้ ยิ่งอย่าว่าแต่ยอดฝีมืออย่างเฒ่าเฮย

“คืนนั้นข้าเพียงแค่ไปแลกเปลี่ยนสินค้ากับคนลึกลับคนหนึ่ง ใต้เท้าของท่านหายตัวไปหรือ ท่านคิดว่าด้วยสถานะของใต้เท้าของท่าน ข้าจะไปรู้อะไรเล่า” ลู่เซิ่งสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน กล่าวราบเรียบ

“ยังมี ข้าไม่ชมชอบให้คนอื่นใช้วิธีการและน้ำเสียงแบบนี้กล่าววาจากับข้า ที่นี่เป็นพรรควาฬแดง ไม่ใช่จวนเซียวของใต้เท้าท่าน”

เฒ่าเฮยจับจ้องลู่เซิ่งอย่างเงียบขรึม ก่อนหน้านี้เขาเคยห็นพลังของอีกฝ่าย ระดับของตนถ้าสู้จริงๆ ไม่แน่จะเอาชนะได้ อย่างมากก็ก้ำกึ่งสูสี

แต่ว่าลู่เซิ่งจะต้องทราบเรื่องราวในคืนนั้นแน่

เฒ่าเฮยยืนนิ่ง จ้องลู่เซิ่งเขม็ง จิตสังหารค่อยๆ กระจายบนร่าง

“ประมุขพรรคลู่ ท่านไม่อยากพูด หรือว่าไม่รู้จริงๆ ”

ลู่เซิ่งเห็นดวงตาเฒ่าเฮยปรากฏความมุ่งร้าย แสดงว่าถ้าเขาไม่พูดอะไร อีกฝ่ายก็จะลงมือจริงๆ แล้ว

แต่เขาในตอนนี้ไม่อาจเผยความลับ เกิดโดนจับได้ว่าว่าเขาบาดเจ็บสาหัสไม่อาจลงมือ ตอนนั้นความยุ่งยากที่เผชิญจะมากกว่าเดิม!

ลู่เซิ่งกวาดตามองรอบๆ หากลงมือที่นี่ ด้วยนิสัยของอีกฝ่าย เกรงว่าจะเปิดฉากฆ่าฟัน ถึงตอนนั้นพรรควาฬแดงคงถูกทำลายล้างสิ้น พลังของเขาในตอนนี้ต้านทานคนผู้นี้ไม่ได้

“ข้าไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ แต่ที่นี่ไม่ใช่สถานที่พูดคุย พวกเราเปลี่ยนสถานที่คุยกันให้ละเอียด” ลู่เซิ่งกล่าวเสียงทุ้มต่ำ เฒ่าเฮยเข้าประตูมาเพียงทำร้ายคนไม่ได้สังหาร แสดงว่าไม่คิดจะฉีกหน้ากับตระกูลซั่งหยางโดยสิ้นเชิง

“ได้”

……………………………………….
บทที่ 140
ลู่เซิ่งลุกขึ้น เดินออกจากโถงใหญ่ ออกไปตามเส้นทางด้านข้าง มีเฒ่าเฮยตามติดอยู่ด้านหลัง

คนที่เหลือไม่ได้ติดตามไป เขาบุ้ยใบ้ลอบบอกให้รั้งอยู่ที่นี่ หงหมิงจือที่อยู่ด้านหลังกระแอมสองสามคำ ยืนขึ้นควบคุมสถานการณ์แทนลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งพาเฒ่าเฮยมาถึงดาดฟ้าที่กว้างขวางบนชั้นสูงสุดของพรรควาฬแดงอย่างรวดเร็ว

ลมแม่น้ำพัดชายเสื้อของทั้งสองให้กระพือดังพึ่บพั่บ

ลู่เซิ่งให้พลพรรคออกไป ตนอยู่บนดาดฟ้าตามลำพังกับเฒ่าเฮย

“ก่อนหน้านี้ไม่นานข้าได้เจอใต้เท้าผู้ประกอบพิธีของจวนอู๋โยวแล้ว คำพูดเมื่อครู่ของเฒ่าเฮยมีความหมายว่าอย่างไร ใต้เท้าผู้ประกอบพิธีหายตัวไปหรือ” ลู่เซิ่งแสร้งทำท่าตกใจเล็กน้อย ขมวดคิ้วมองเฒ่าเฮย

“คืนที่ท่านออกไปหุบเขาไร้ลมที่เขาบูรพาก่อนหน้านี้ ใต้เท้าของข้าหายสาบสูญไปตอนนั้น ลู่เซิ่ง ข้าขอเตือนท่านว่าอย่าเสแสร้งจะดีกว่า ตระกูลซั่งหยางปกป้องท่านไม่ได้ เรื่องนี้วุ่นวายใหญ่โตแล้ว ต่อให้เป็นซั่งหยางจิ่วหลี่ก็รับมือไม่ไหว” เฒ่าเฮยตอนนี้ใจเย็นลงบ้าง มองลู่เซิ่งด้วยสีหน้าที่น่ากลัว

“เฒ่าเฮยหมายความว่าอย่างไร ใต้เท้าผู้ประกอบพิธีมีพลังสูงล้ำ หรือท่านคิดว่าการหายตัวไปของท่านผู้เฒ่าเกี่ยวข้องกับข้า” ลู่เซิ่งเอ่ยถามกลับเสียงขรึม

“ข้าไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านั้น ท่านเพียงจำเป็นต้องบอกมาว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ข้าจะวินิจฉัยเอง!” เฒ่าเฮยซัก

ลู่เซิ่งใคร่ครวญ บอกเล่าเรื่องราวในคืนนั้นอย่างละเอียด แน่นอนว่าไม่ใช่ฉบับจริง หากแต่เป็นมุมมองจากพลพรรคทั่วไปคนหนึ่ง ได้ยินเสียงดังกึกก้องไกลๆ อยู่ในป่า แถมยังเกิดหลุมบ่อขนาดไม่เท่ากัน เขาหวาดกลัวเพราะเสียง จึงไม่กล้าเข้าไปใกล้ ได้แต่รีบแลกเปลี่ยนสินค้า แล้วรีบจากมา ภายหลังคลื่นลมสงบไม่ได้เกิดอะไรตามมา

“หมายความว่า ท่านเองก็ไม่ทราบ ไม่เห็นว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงมีเสียงดังขนาดนั้น” เฒ่าเฮยฟังจบ คิ้วขมวดเข้าหากัน

“เป็นเช่นนี้จริงๆ” ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างจริงจัง “ถ้าใต้เท้าผู้ประกอบพิธีหายตัวไปจริงๆ จะเกี่ยวข้องกับเสียงดังในคืนนั้นหรือไม่”

“คนอื่นๆ เล่า คนลึกลับที่แลกเปลี่ยนสินค้ากับพวกท่าน ติดต่อกันที่ใด” เฒ่าเฮยถามเบาๆ

“เป็นสหายเก่าของข้า อยู่ๆ ก็มาติดต่อกับข้าเพื่อขอธัญญาหาร ข้าเห็นกำไรสูงดี จึงตกปากรับคำ

ครั้งนี้แลกเปลี่ยนสินค้าเป็นครั้งแรก จึงสำคัญยิ่ง เดิมนึกว่าเป็นการแลกเปลี่ยนในระยะยาว ข้าไปดูสถานการณ์เอง คาดไม่ถึง…” ลู่เซิ่งส่ายศีรษะเบาๆ สีหน้าจนใจ

“เช่นนั้นท่านได้ยินเสียงร้องของนกใหญ่ หรือเสียงคำรามเหมือนหมีหรือไม่” เฒ่าเฮยถามอย่างละเอียด

“เสียงนกกับเสียงหมีคำรามหรือ” ลู่เซิ่งตั้งใจทบทวน “ไม่มี ไม่มีจริงๆ” เขาส่ายหน้าช้าๆ

“แต่ข้าแนะนำให้ท่านไปดูสถานที่ดีกว่า อาจเหลือร่องรอยไม่น้อย คนลึกลับเหล่านั้นเป็นได้ถึงขีดสุดว่าจะเกี่ยวข้องกับเสียงดัง การหายตัวไปของใต้เท้าผู้ประกอบพิธีต้องมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่นนั้นเป็นไปได้ยิ่งว่าจะเกี่ยวข้องกับคนลึกลับเหล่านั้น” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

“ท่านคิดแบบนี้เหมือนกันหรือ” เฒ่าเฮยสีหน้าเป็นมิตรขึ้น รู้สึกว่าลู่เซิ่งกำลังช่วยเขานึกถึงรายละเอียดอย่างจริงจัง

“ถ้าหากเกี่ยวกับเรื่องนี้จริงๆ เช่นนั้นได้แต่เริ่มจากตรงนี้” ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างขึงขัง

“ก็ได้ ข้าจะไปสำรวจสถานที่อีกรอบ” เฒ่าเฮยเห็นดังนั้น ได้แต่พยักหน้า ถูกต้องแล้ว ด้วยพลังของลู่เซิ่งไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจสร้างการคุกคามต่อผู้เป็นนาย ทั้งสองฝ่ายมีความแตกต่างกันหลายระดับ ผู้เป็นนายต่อให้ยืนนิ่งๆ ให้เขาทุบตี ก็ทำลายเยื่อดำไม่ได้

“ไม่ถูกต้อง! เจ้ากำลังโกหก!” ทันใดนั้น เฒ่าเฮยสีหน้าพลันแปรเปลี่ยน หมุนตัวพุ่งใส่ลู่เซิ่ง

“ข้าจะฆ่าเจ้า!”

เขามีสีหน้าคลุ้มคลั่ง ฝ่ามือเหมือนจะงอยปากนกอินทรี พุ่งใส่ทรวงอกลู่เซิ่งเหมือนสายฟ้าแลบ

ฟู่ม…!

เสียงแหวกอากาศดังกึกก้อง ในฝ่ามือชายชราปรากฏเยื่อดำชั้นหนึ่ง รอบๆ มีเงาลวงของขนนกปีกสีดำโผล่ขึ้นมา กระแทกฝ่ามือไปทางทรวงอกลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งไม่ทันครุ่นคิดว่าเกิดความผิดพลาดอะไร ตอนนี้เขาไม่อาจใช้ปราณภายในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน มีแค่ปราณหยินหยางขวดสมบัติซึ่งเป็นปราณเข็มทิ่มแทงฝืนปรับการเคลื่อนไหวเล็กน้อย ไม่อาจต้านทานการโจมตีอย่างกะทันหันของเฒ่าเฮยได้

ด้วยพลังระดับตรีลักษณ์เป็นอย่างน้อยของอีกฝ่าย หากเกิดโดนกระแทก ไม่ตายก็บาดเจ็บสาหัส!

หัวสมองของเขาขาวโพลน ร่างถอยหลังด้วยความเร็วสูง แต่อีกฝ่ายเร็วเกินไป เขาในตอนนี้ไม่มีปราณภายในที่แข็งแกร่ง หลบไม่พ้น ได้แต่มองดูฝ่ามือสีดำเข้าใกล้ทรวงอกตนอย่างรวดเร็ว

ยิ่งมายิ่งใกล้ ยิ่งมายิ่งเร็ว

ครืด!

ชั่วพริบตานั้น เสียงเสียดสีรุนแรงที่แหลมคมสุดขีดพลันดัง

เงาคนสีเขียวพร่ามัวสายหนึ่งแวบขึ้นด้านหลังเฒ่าเฮย มือข้างหนึ่งคว้าไหล่เขาไว้

“อีกาดำ (เฮยยา) เจ้าช่างบังอาจนัก!”

ร่างกายที่พุ่งโถมเข้ามาของเฒ่าเฮยพลันหยุดชะงัก เหมือนถูกอะไรเกี่ยวไว้ มือของเขาห่างจากเสื้อผ้าตรงหน้าอกลู่เซิ่งไม่ถึงนิ้ว แต่ว่าระยะห่างไม่ถึงหนึ่งนิ้วนี้กลับกลายเป็นร่องแยกที่ไม่อาจก้าวข้าม

“ซั่งหยาง…!” เฒ่าเฮยค่อยๆ ก้มหน้า มองหน้าอกของตนเองด้วยสายตาแข็งทื่อ

ตรงนั้นซึ่งเดิมทีด้านในไม่มีสิ่งใด ตอนนี้มีตะขอสีเงินขนาดใหญ่ส่งแสงแวววาวอยู่

ซู่… รอยเลือดเล็กๆ ปรากฏขึ้นรอบๆ ตะขอนั้น

“ไว้… ไว้ชีวิต…” เฒ่าเฮยเบิกตาโต เหมือนกับกำลังกายทั่วร่างหดหายไปอย่างรวดเร็ว

ตูม!”

พริบตาเดียวร่างกายเขาเหมือนโดนลูกระเบิด ระเบิดแหลกออกไป

ไม่มีเศษเลือดเนื้อ ไม่มีเศษกระดูก มีแค่ขนสีดำกลุ่มใหญ่กระจายออกมา จากนั้นพุ่งไปยังที่ไกล

แต่ออกห่างไปได้ไม่เท่าไหร่ ท่ามกลางขนสีดำทั้งหมดก็มีตะขอสีเงินปรากฏขึ้นพร้อมกัน ตูมๆๆ!

ขนสีดำทั้งหมดระเบิด แตกกระจาย กลายเป็นจุดดำเต็มฟ้า

ซั่งหยางจิ่วหลี่ยืนอยู่บนดาดฟ้า สีหน้าเย็นชา แฝงความดูแคลน ที่ปรากฏตัวพร้อมกับเขา ยังมีบุรุษวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง

บุรุษผู้นั้นใบหน้าเฉยชา สวมเสื้อคลุมสีขาว ถือพู่กันเหล็กยาวครึ่งหมี่เล่มหนึ่ง

“แม้จวนอู๋โยวเทียบกับพวกเราไม่ได้ แต่อีกาดำเป็นข้ารับใช้ของผู้ประกอบพิธี เจ้าไม่ควรฆ่าเขา พวกเรากับจวนอู๋โยวเพาะความแค้นกันเช่นนี้ไม่มีความหมาย”

ซั่งหยางจิ่วหลี่กลอกตามองบุรุษผู้นั้น ไม่ได้พูดอะไร

บุรุษผู้นั้นมองลู่เซิ่ง ดวงตาปรากฏความมุ่งร้าย เอ่ยว่า

“เพื่อค่ายพรรคของคนธรรมดา เจ้าควบคุมสถานการณ์ใหญ่ได้หรือไม่ได้กันแน่ หรือเหตุผลเหล่านี้มารดาของเจ้าไม่ได้สั่งสอนหรือ”

“ข้าซั่งหยางจิ่วหลี่กระทำเรื่องใด ท่านนับเป็นตัวอะไร กล้ามาสั่งสอนข้า!?” ซั่งหยางถลึงตา บนตัวแผ่ความดุร้าย “ยังปากมากอีกจะฆ่าท่านไปด้วย!”

“เจ้า!?” ชายวัยกลางคนคับข้องใจ เขานึกไว้แล้วว่าถ้าตนมา อีกฝ่ายจะต้องไม่พอใจแน่ กลับคิดไม่ถึงว่าท่าทีของจิ่วหลีจะเลวร้ายถึงขั้นนี้ เขาเป็นน้าแท้ๆ ของนางนะ!

“คำนับใต้เท้าจิ่วหลี่” ลู่เซิ่งค่อยเข้าไปกล่าวด้วยความเคารพ

ซั่งหยางจิ่วหลี่เป็นอัจฉริยะอันดับสองแห่งตระกูลซั่งหยาง ความน่าสะพรึงของพลัง แข็งแกร่งกว่าผู้ประกอบพิธีไม่น้อย กล้าไปหาตัวผู้คุมจัตุรัสแดงเพื่อพูดคุยต่อหน้า ระดับชั้นเช่นนี้ ระดับพันธนาการไม่อาจวัดได้อีกแล้ว

ต้องเป็นระดับสัตตะลักษณ์ จนถึงขั้นสูงสุดของระดับสัตตะลักษณ์

ดังนั้นพอลู่เซิ่งพบว่าตนเองได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องการเวลารักษา จึงให้คนเขียนจดหมายไปมอบแก่ซั่งหยางจิ่วหลี่ทันที

ในจดหมายพูดถึงความยุ่งยากที่อาจเจอในครั้งนี้ นับว่าดูท่าทีของตระกูลซั่งหยาง

คิดไม่ถึงอัจฉริยะระดับสุดยอดผู้นี้จะมาเอง หนำซ้ำยังสังหารเฒ่าเฮยที่อยู่ข้างผู้ประกอบพิธีด้วยกระบวนท่าเดียว

ตระกูลขุนนางและมารปีศาจต่างจากเขา ระหว่างพวกเขาเข่นฆ่าเป็นตาย ถ้าไม่ใช่มีความแตกต่างด้านพลังมากไป เช่นนั้นในเวลาสั้นๆ ไม่อาจฆ่าอีกฝ่าย ได้แต่เข้าสู้ศึกระยะยาว

ซั่งหยางจิ่วหลี่กำจัดเฒ่าเฮยระดับตรีลักษณ์ด้วยกระบวนท่าเดียว เห็นได้ชัดว่า พลังของนางบรรลุขั้นแข็งแกร่งกว่ามากแล้ว

“ลู่เซิ่ง สิ่งที่เจ้าพูดล้วนเป็นความจริงหรือ” ซั่งหยางจิ่วหลี่ถามด้วยใบหน้าจริงจัง

ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างขึงขัง

“ไม่มีคำโกหกแน่นอน!” ตอนนี้เขาแสร้างกล่าวอย่างชอบธรรม “ความจริงตอนนั้นข้าน้อยบาดเจ็บเพราะต้นไม้กับหินก้อนใหญ่ที่ลอยมา พอกลับมาก็รู้สึกผิดปกติ เสียงดังระดับนั้นจะต้องมีคนทำศึกใหญ่แน่ จึงเขียนจดหมายให้บริวารมอบแก่ทางท่าน เฒ่า… เฒ่าเฮยผู้นี้ถูกท่านฆ่าแล้ว จะมีปัญหาอะไรหรือไม่”

“แค่ทาสสวะเฒ่าของจวนอู๋โยวคนเดียว สังหารก็สังหาร มีปัญหาก็ให้ประมุขจวนของพวกเขามาหาข้าเอง!” ซั่งหยางจิ่วหลี่เอ่ยอย่างหงุดหงิด “เจ้าว่าผู้ประกอบพิธีแซ่ไป๋ทำศึกใหญ่กับคนอื่น นอกจากข้าแล้ว แดนเหนือยังมีใครลงมือกับเขาได้ ผู้นำอะไรนั่นของพันธมิตรบู๊หรือ”

“ข้าน้อยไม่ทราบ” ลู่เซิ่งส่ายหน้า

“ไม่ทราบก็แล้วไป จวนอู๋โยวกล้าคุกคามคนของข้าซั่งหยางจิ่วหลี่ ไม่รู้จักที่ตาย! เรื่องนี้พวกเขาไม่ถามก็แล้วไป ถ้ากล้าบุกมาจริงๆ ช่วงนี้ข้ากำลังขาดเนื้อมาขัดฟันพอดี!” สีหน้าซั่งหยางจิ่วหลี่ค่อยๆ เย็นเยียบ “ใครมาผู้นั้นตาย!”

จิตสังหารยิ่งใหญ่นัก

ลู่เซิ่งตื่นตระหนก ตอนแรกเขาเห็นความดุร้ายหมายขวัญของซั่งหยางจิ่วหลี่ ครั้งนี้ส่งจดหมายไป เพียงคิดรายงานนาง อย่างไรก็เป็นหัวหน้า เรื่องใหญ่แบบนี้ต้องแจ้งก่อน

คาดไม่ถึงนางจะลงมือด้วยตัวเอง

“จิ่วหลี ที่เจ้าเป็นตัวแทนคือตระกูลซั่งหยาง ไม่ใช่ตัวเจ้าเอง! เจ้าไม่ได้อยู่ที่รัฐมหาเกียรตินะ!” ชายวัยกลางคนผู้นั้นสุดท้ายอดส่งเสียงไม่ได้

“ไสหัวไป!”

ซั่งหยางจิ่วหลี่หมุนตัวไปประทับฝ่ามือใส่หน้าอกเขา

ตูม!

ตะขอสีเงินขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นกลางหน้าอกชายวัยกลางคน แสงเงินระเบิดออกทันที

ชายวัยกลางคนกระเด็นออกไปเหมือนกระสุนปืนใหญ่ กระแทกกับกราบเรือโลหะบนดาดฟ้า กราบเรือยุบเป็นเส้นโค้งที่สะดุดตา

ซั่งหยางจิ่วหลี่ชักฝ่ามือขวากลับมา คิ้วขาวดุร้าย “ไปเถอะ ของที่เจ้าว่าอยู่ใด” นางมองลู่เซิ่ง

“ข้าน้อยนำติดตัวมาด้วย” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างเคารพ ล้วงหยิบสิ่งของสีดำเล็กๆ ชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “นี่เป็นของที่ข้าน้อยเก็บได้จากสนามรบในหมู่บ้าน”

นั่นเป็นกระถางติ่งทรงกลมสีดำสนิทที่ขนาดเล็กยิ่ง ผิวสลักลวดลายถี่หยิบเหมือนตัวหนังสือ รอบๆ มีหกหู ขนาดเท่าไข่ไก่ ผิววัสดุไม่ใช่ทองไม่ใช่หยก เป็นกระถางติ่งใบเล็กที่จัวเหวินอวี่คิดจะแลกเปลี่ยนกับลู่เซิ่งในตอนแรก

ของสิ่งนี้ได้มาจากปากศพของความประหลาดลี้ลับ ว่ากันว่าภายในแฝงปราณศพระดับสูงสุดขีด

“คือสิ่งนี้หรือ!?” ซั่งหยางจิ่วหลี่พอเห็นของสิ่งนี้ สองตาเป็นประกาย รีบชิงไปจากมือลู่เซิ่ง

“ไม่เลวๆ เจ้าทำได้ดีมาก! ภายหลังถ้ามีของแบบนี้อีก จงจำไว้ว่าให้ส่งมาทันที!”

“ใต้เท้ายินดีก็ประเสริฐ!” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ทางจวนอู๋โยว…”

“ข้าใกล้จะเลื่อนระดับแล้ว แค่จวนอู๋โยว มอบความกล้าให้เขาสิบเท่า พวกเขากล้าหรือ” ซั่งหยางจิ่วหลี่โบกมืออย่างไม่แยแส ท่าทีไม่สนใจสถานการณ์ใหญ่ของตระกูลซั่งหยางแม้แต่น้อย

แต่ลู่เซิ่งชมชอบท่าท่การไม่สนใจสถานการณ์ใหญ่แบบนี้

……………………………………….






ความคิดเห็น