131-135

บทที่ 131
ตูม!

ลู่เซิ่งทุบหมัดใส่พื้น หมัดกระแทกกับแผ่นเหล็กที่ปูไว้อย่างรุนแรง ลวดลายโปร่งใสที่เหมือนจับต้องได้กลุ่มหนึ่งลามไปทั่วสี่ทิศแปดทาง

พื้นยุบลงไปทันที ปรากฏรอยกำปั้นที่ชัดเจน

ครึ่กๆๆ…

ห้องสงบใจพลันสั่นสะเทือน

ก้อนกล้ามเนื้อที่เหมือนเขา งอกขึ้นตรงขมับของลู่เซิ่ง ทั่วทั้งร่างคือกล้ามเนื้อสีเทาดำที่ขยายถึงขีดจำกัด

ฮ่า…!

เขาอ้าปากพ่นไอร้อนกลุ่มหนึ่งออกมา เริ่มยกกำปั้นขึ้นทุบออกไปอย่างคลุ้มคลั่ง

เปรี้ยงๆๆ!

เขาเริ่มทุบพื้น หมัดกระแทกเป็นรอยกำปั้นขนาดไม่เท่ากันบนพื้นเหล็ก การสั่นสะเทือนอันรุนแรงขยายไปหากำแพงรอบๆ พลังถูกกำแพงสะท้อนกลับมาอย่างต่อเนื่อง ชนใส่ตัวเขาเหมือนกับคลื่นน้ำ

แรงดันในห้องสงบใจสูงขึ้นเรื่อยๆ คลื่นกระแทกที่กำปั้นสร้างขึ้นก็หนาขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

ผิวร่างลู่เซิ่งเริ่มสั่นครึ่กๆ และบิดเบี้ยวอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับในร่างกายมีบางอย่างคิดจะเบียดออกมาไม่หยุด

เปรี้ยงๆๆๆๆๆๆ!

พริบตานั้น สองหมัดลู่เซิ่งทุบใส่พื้นดุจพายุบุแคม การสั่นสะเทือนอันรุนแรงเชื่อมต่อกัน สะท้อนกลับใส่ร่างเขาอย่างต่อเนื่อง

เปรี้ยง!

ทันใดนั้น การเคลื่อนไหวของเขาพลันหยุดลง

ปราณภายในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานในที่สุดก็ทนไม่ไหว กระเพื่อมและบีบอัดในร่างกายอย่างรุนแรง หยดของเหลวปราณภายในสีแดงอ่อนที่โปร่งใสแวววาวหยดหนึ่งผนึกรวมตัวกันอย่างน่าอัศจรรย์กลางช่องอก

มีหยดที่หนึ่ง หยดที่สอง หยดที่สาม

ปราณภายในจำนวนมากเหมือนถูกแรงดึงอันมหาศาลเกี่ยวไว้ พริบตาที่หยดของเหลวหยดที่หนึ่งก่อตัวขึ้น ก็เริ่มหมุนด้วยความเร็วสูง รวมตัวกันที่ทรวงอกของลู่เซิ่งอย่างบ้าคลั่ง เริ่มผนึกรวมหยดที่สอง หยดที่สาม

ปราณภายในควบแน่นเป็นของเหลวทั้งหมดสามหยด เริ่มหมุนวนอย่างช้าๆ กลางทรวงอกของลู่เซิ่ง

“แฮ่ก… แฮ่ก… แฮ่ก…” ลู่เซิ่งหอบหายใจคำโต ไอหมอกสีขาวลอยขึ้นบนร่าง นั่นเป็นเหงื่อที่ซึมออกมาแล้วระเหยไปไม่หยุด

เขารู้สึกว่าร่างกายโหวงหวิว ปราณภายในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานทั้งหมดผนึกรวมเป็นของเหลวผลึกแวววาวสีแดงอ่อนสามหยด

หนำซ้ำสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ของเหลวจากปราณภายในสามหยดนี้ คล้ายกับอยู่ในสภาพไม่เสถียรตลอดเวลา เหมือนแตะก็อาจระเบิด

‘ของเหลวปราณภายในสามหยด คำนวณจากวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่เราฝึกฝนในตอนนี้ ถ้าไม่ใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยน ฝึกฝนอย่างหนักด้วยความเร็วปกติ อย่างน้อยต้องใช้เวลาสองร้อยกว่าปีหรือหลายร้อยปีถึงจะบรรลุวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานระดับแปด’ เขาสัมผัสปริมาณปราณภายในของตัวเอง เทียบกับระดับแปดก่อนหน้า อย่างน้อยแข็งแกร่งกว่าหนึ่งในสามส่วน

‘หมายความว่าปราณเหลวสามหยด อาจจะคำนวณหยาบๆ ได้ว่าเป็นการฝึกปรือสามร้อยปีของวิชาแดงฉานหรือ’ ลู่เซิงค่อยๆ ลุกขึ้น

สายตาเขาอยู่บนเครื่องมือปรับเปลี่ยนสีน้ำเงิน เป็นอย่างที่คาด กรอบวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานแสดงตัวอักษรระดับที่เก้าอย่างสะดุดตา

[วิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน: ระดับเก้า ผลพิเศษ: ระเบิดปราณภายใน เสริมแกร่งตาข่ายโลหิต]

‘ระเบิดปราณภายในหรือ นี่เป็นผลพิเศษอะไร’ ลู่เซิ่งประหลาดใจ ปัจจุบันเขาฝึกวิชาลมปราณมากมาย กอปรด้วยวิชาแข็งกร้าวและวิชากำลังภายใน แยกแยะไม่ออกว่าระดับเก้าของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานเรียนรู้จากระบบอะไร ตอนนี้เห็นบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนมีการระเบิดปราณภายในโผล่มา พลันเชื่อมโยงกับปราณเหลวสามหยดในทรวงอก

ปราณเหลวสามหยดนั้นอยู่ในสภาพไม่เสถียรถึงขีดสุด แค่กระตุ้นเล็กน้อย อาจก่อให้เกิดการระเบิดได้

‘ระเบิดปราณภายใน… ปัจจุบันเราอยู่ในสภาพหยางโชติช่วง บรรลุระดับอันสมบูรณ์ของวิชาแข็งกร้าวที่ประสบความสำเร็จ ในสภาพแบบนี้ ยังระเบิดปราณภายในอีก จะเป็นอย่างไร’ ลู่เซิ่งมีความคาดหวังเล็กน้อยในใจ

‘ทดลองดู…’ เขาใช้สำนึกชักนำ แตะปราณเหลวหยดหนึ่งในนี้ด้วยท่าทีทดลอง

ฟุ่บ!

พริบตานั้นสารเหลวหยดนั้นพลันระเหยหาย ลู่เซิ่งตัวสั่น ร่างกายเหมือนขยายขึ้นเท่าหนึ่ง กระดูกสันหลังนูนขึ้น เห็นสภาพเหมือนหนามบนตัวเจี่ยนหลง (สเตโกซอรัส)

‘นี่… นี่คือ…’ พลังอันแข็งกล้าที่ไม่เคยมีมาก่อนสายหนึ่งหมุนวนในร่างลู่เซิ่งไม่หยุด

เขาก้มหน้ายกมือขึ้น เห็นสีดำอมเขียวชั้นหนึ่งปกคลุมชั้นผิวหนัง และผิวชั้นนอกที่เหมือนกับเกราะเกล็ด

หรือต้องบอกว่า เป็นผิวชั้นนอกที่ปกคลุมก่อนหน้าถูกย้อมเป็นสีเทาอมดำ

ฟุ่บ!

ลู่เซิ่งเพียงโบกมือเบาๆ อากาศข้างหน้าเกิดเสียงทึบหนัก คล้ายกับมีของหนักสุดขีดบางอย่างพุ่งผ่านหน้าตนไปพร้อมอากาศ

ลู่เซิ่งยืนในห้องสงบใจ ทั่วร่างเหมือนมีเกราะอ่อนสีดำหนาชั้นหนึ่งห่อหุ้มบนพื้นฐานเดิม ด้านหลังยังมีกล้ามเนื้อคล้ายหนามกระดูกงอกขึ้น ไม่ใช่รูปร่างคนอีกต่อไป หากเหมือนสัตว์ร้ายมารปีศาจบางชนิดมากกว่า

ร่างกายขนาดมหึมาของเขาสูงเกือบสามหมี่ กว้างสองหมี่กว่าๆ มองแต่ไกลเหมือนสัตว์ประหลาดหลังมีหนามสีเทาดำที่กล้ามเนื้อพัฒนาถึงขีดสุด

‘พลัง แข็งแกร่งขึ้นแล้ว… เพียงแต่ไม่รู้ว่าแข็งแกร่งขนาดไหน คล้ายกับยังมีเวลาจำกัด ถึงจะไม่ชัดเจน แต่สัมผัสได้ว่าปราณภายในกำลังถูกใช้ไปอย่างต่อเนื่อง’

ลู่เซิ่งสัมผัสอย่างตั้งใจ รู้สึกได้ว่าในร่างกายมีแรงขยายของพลังอันมหาศาลสายหนึ่งบีบอัดกล้ามเนื้อไม่หยุด ทั้งคิดจะพุ่งออกจากร่างกายอย่างคลุ้มคลั่ง

‘ระเบิดปราณภายในหยดเดียวก็แข็งแกร่งขนาดนี้แล้ว อย่างนั้นถ้าระเบิดสามหยดพร้อมกัน อาจทำให้การต่อสู้จริงของเราแข็งแกร่งถึงขั้นไม่อาจคาดคิด’ ลู่เซิ่งอดมองสารเหลวสองหยดที่เหลืออยู่ไม่ได้

‘ถ้าไม่ระเบิดปราณภายหลัง หลังจากเลื่อนระดับสมควรแข็งแกร่งกว่าระดับตรีลักษณ์ในตอนแรกขั้นหนึ่ง อาจบรรลุระดับจตุลักษณ์ รายละเอียดยังไม่เคยต่อสู้จริง เลยไม่แน่ใจ หลังระเบิดปราณภายใน พลังเพิ่มขึ้นอย่างใหญ่หลวง แม้มีเวลาจำกัด ก็บังเกิดผลพลิกกระดานอย่างเด็ดขาดในเวลาต่อสู้ที่สำคัญ ใช้เป็นไพ่ตายใบที่สองได้’

ลู่เซิ่งความคิดทำงาน ร่างกายที่สูงเกือบสามหมี่หดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไร ก็กลับเป็นรูปลักษณ์ของชายฉกรรจ์หัวล้านทั่วไปที่สูงเท่าหนึ่งคนครึ่ง สีผิวย่อมกลับเป็นผิวตามปกติเมื่อก่อนหน้าเช่นกัน

ถึงขั้นที่ลู่เซิ่งรู้สึกอย่างรางๆ ได้ว่า ผิวหนังหลังจากกลับมาเป็นแบบเดิมขาวกว่าก่อนหน้า ดูเนียนนุ่มกว่าเดิม คล้ายกับคุณชายที่ชีวิตอยู่ดีกินดี ไม่เคยฝึกฝนวรยุทธ์มาก่อน

‘ว่ากันว่าขอบเขตสูงสุดของวิชาแข็งกร้าวคือหลังจากปีนสู่จุดสุดยอดแล้ว จะคืนหยกสู่ความจริง ทำให้คนมองพลังยุทธ์ไม่ออก บางทีอาจเป็นสถานการณ์ของเราในตอนนี้’ ลู่เซิ่งคาดเดา

‘ต่อจากนี้สมควรหาสถานที่ทดลองผลการระเบิดปราณเหลวสามหยดพร้อมกัน’


ในหุบเขาอันลึกลับ

หน้าผาลาดชันสีเทาน้ำตาล ช่องแสงขนาดใหญ่ล้อมอยู่สี่ด้าน ในช่องแสงเป็นบึงน้ำสีเขียวอ่อน

หอทั่เป็นศาลาพลับพลาสีเทาเงินหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอย่างนิ่งเงียบอยู่บนบึงน้ำ

สิ่งก่อสร้างบริเวณนี้สร้างขึ้นจากหินบางชนิดที่มีสีเทาเงิน ตั้งอยู่กลางน้ำ รอบๆ ไม่มีสะพานที่เชื่อมต่อกับแผ่นดิน

เรือท้องแบนหลายลำแล่นผ่านกลางหอและผาหินอย่างเชื่องช้า ลำเรือสั่นไหวเพราะน้ำตกที่ตกลงมาจากผาหินตลอดเวลา

บนดาดฟ้าที่มีมุมแหลมยื่นออกมา ที่ยอดสูงสุดของหอ บุรุษสตรีหลายคนที่สวมเสื้อคลุมสีเขียวยืนอยู่

บุรุษคนหนึ่งในนี้มีผมยาวถึงเอว คิ้วตาดุจภาพวาด ผิวเนียนละเอียดแวววาวดั่งเครื่องกระเบื้อง สวมชุดคลุมสีเขียว ตะขอโค้งสองชิ้นยื่นออกมาจากไหล่ เหมือนกับเกราะไหล่

พูดถึงความงดงาม ต่อให้อวี้เหลียนจื่ออยู่นี่ ก็เทียบเคียงกับคนผู้นี้ไม่ได้ ถ้าความงามของอวี้เหลียนจื่อเพริศพริ้งราวสตรี เช่นนั้นความงามของคนผู้นี้ก็เป็นความงามระหว่างสองเพศที่ไม่แบ่งแยกชายหญิง

องคาพยพที่งดงาม ผิวหนังไร้ตำหนิ ผมยาวถึงเอวที่นุ่มสลวยเป็นระเบียบ รวมถึงบุคลิกหมดจดที่อ่อนโยนราวหยก

นี่คือรองผู้นำพันธมิตรบู๊ ฉินอู๋เมี่ยน สามารถนำมนุษย์และตระกูลขุนนางที่ตกยากมาอยู่ด้วยกันเป็นขุมกำลัง และคัดง้างกับจวนอู๋โยวมาหลายปีได้ เสน่ห์กับส่วนที่เหนือธรรมดาของฉินอู๋เมี่ยนไม่มีอะไรต้องสงสัย

หลี่ซุ่นซีสวมเสื้อคลุมเขียว ยืนอยู่ในหมู่คนด้านหลังฉินอู๋เมี่ยน มองดูบุรุษรูปงามซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำสูงสุดของพันธมิตรบู๊อันลึกลับ

“หมายความว่า ประมุขพรรควาฬแดงผู้นั้นตอบรับการแลกเปลี่ยนกับพวกเราใช่หรือไม่ อีกทั้งยังนัดแนะสถานที่และเวลาไว้แล้วด้วย” ฉินอู๋เมี่ยนหันกลับมา ถามเสียงอ่อนโยน

หลี่ซุ่นซีพยักหน้า

“ขอรับ พี่ลู่ตอบรับว่าจะสนับสนุนอาหารให้พวกเราอย่างเต็มใจยิ่ง เพียงแต่หวังว่าจะใช้วิชาระดับสำนึกปลอดโปร่งแลกเปลี่ยนได้”

“การแลกเปลี่ยนยุติธรรม สมเหตุสมผลดี” ฉินอู๋เมี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “ถึงอย่างไรพันธมิตรบู๊ของเราอย่างอื่นมีไม่เยอะ วรยุทธ์กลับมีมากพอ ในเมื่อประมุขพรรคลู่ผู้นั้นเคยคบหากับซุ่นซี ทั้งไม่ปฏิเสธที่จะติดต่อกับพวกเรา มีโอกาสได้ร่วมงานกับเขาในระยะยาวหรือไม่”

หลี่ซุ่นซีหวนนึกถึงนิสัยของลู่เซิ่ง ส่ายหน้าพลางยิ้มฝาด “เกรงว่าจะไม่ได้ สหายท่านนี้ของข้ามีนิสัยพึ่งพาตัวเอง เวลาทำอะไรส่วนใหญ่จะเกรี้ยวกราด เชื่อมั่นเพียงพลัง แม้ข้าจะคบหากับเขาไม่นาน แต่ก็มองนิสัยของเขาออก จากเรื่องไม่กี่เรื่องนี้ พี่ลู่กระทำเรื่องราวใด จะกล้าหาญละเอียดอ่อน ก้าวหน้าอย่างองอาจ เหมือนใจร้อน แต่ทุกๆ การลงมือจะต้องมีความมั่นใจค่อนข้างมาก มีแต่ตอนที่ตัดสินใจว่าใช้แข็งชนะอ่อนได้ ค่อยเคลื่อนไหวอย่างเหี้ยมหาญ ไม่อย่างนั้นส่วนใหญ่จะหยั่งเชิงอดทนเป็นหลัก”

ฉินอู๋เมี่ยนพยักหน้าอย่างชื่นชม

“เป็นผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมจริงๆ วีรบุรุษเช่นนี้เข้าร่วมพันธมิตรบู๊ของพวกเราไม่ได้ เป็นความน่าเสียดายอย่างใหญ่หลวงโดยแท้”

“ท่านผู้นำท่านยังไม่ได้ยืนยันว่าเขาเป็นสายเลือดตระกูลโลหิตหรือไม่ ก็คิดจะดึงตัวเข้าพันธมิตรแล้ว” อีกคนหนึ่งที่อยู่ข้างตัวหลี่ซุ่นซีอดเอ่ยอย่างจนใจไม่ได้ “ตามความเห็นของข้า ประมุขพรรคลู่ผู้นี้ในเมื่อเป็นสายเลือดตระกูลขุนนาง ขณะเดียวกันยังเป็นบริวารตระกูลซั่งหยาง อย่างมากสุดเพียงร่วมมือแลกเปลี่ยนกับพวกเราในทางลับ อย่าฝันว่าจะเข้าร่วมจริงๆ”

“พี่ใหญ่เฉินพูดไม่ผิด” หลี่ซุ่นซีพยักหน้าเห็นด้วย “คนของตระกูลขุนนางสำนักใบไม้ที่มีท่าทีเป็นมิตรกับปุถุชนคนทั่วไปในพันธมิตรบู๊ก็มีน้อยอยู่ดี ตระกูลขุนนางส่วนใหญ่เสพสุขกับอำนาจพิเศษที่ได้มาจากการที่สำนักโลหิตปกครองคนธรรมดา พวกเขาอยู่สูงส่งจนชิน ถ้าจะให้พวกเขาละวางอคติอยู่ร่วมกับมนุษย์ปุถุชนอย่างสันติ ไม่ใช้พลังทำลายกฎเกณฑ์ทั้งหมดทิ้ง ก็ไม่อาจกลายเป็นจริง”

“ซุ่นซีพูดมีเหตุผล เขามาจากตระกูลใหญ่ของต้าซ่ง ย่อมมองสถานการณ์มากมายออก ขุมกำลังมารปีศาจอย่างจวนอู๋โยวกุมอำนาจในตำแหน่งสูงได้อย่างเปิดเผย พวกตระกูลขุนนางฝ่ายโลหิตยังมีเรื่องใดทำไม่ได้” พี่ใหญ่เฉินผู้นั้นกำหมัดกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“โอกาสมีอยู่เสมอ” ฉินอู๋เมี่ยนส่ายหน้าเบาๆ “เที่ยวนี้ซุ่นซีเจ้าได้พบผู้อาวุโสของพันธมิตรบู๊ในพรรควาฬแดงผู้นั้นหรือไม่”

หลี่ซุ่นซีพยักหน้าเล็กน้อย “ไปพบแล้ว ผู้อาวุโสท่านนั้นไม่ได้พูดกับข้า เพียงมอบกระบอกทรงกลมอันหนึ่งให้ บอกว่ากลับมาค่อยเปิดดู”

เขาค่อยๆ หยิบกระบอกไม้ไผ่ขนาดเท่ากำปั้นออกมาจากในแขนเสื้อ แล้วส่งให้ฉินอู๋เมี่ยน

……………………………………….
บทที่ 132
“ลำบากเจ้าแล้ว พวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะ การแลกเปลี่ยนธัญญาหารต่อจากนี้ยังต้องรบกวนซุ่นซีไปด้วยตัวเอง” ฉินอู๋เมี่ยนดีดนิ้ว ปราณภายในไร้รูปร่างขนาดเล็กหลายสายพลันโผล่ขึ้นกลางอากาศ ตกใส่ไหล่ขวาของหลี่ซุ่นซีและคนที่อยู่รอบๆ อย่างแม่นยำ พริบตาเดียวก็หลอมรวมเข้าไปในผิวหนังใต้อาภรณ์ของพวกเขาเหมือนกับสายน้ำไหลสู่ทะเล

หลี่ซุ่นซีพลันรู้สึกว่าทั่วร่างสั่นสะท้าน ร่างกายอบอุ่นสุขสบาย ทราบว่าผู้นำใช้พลังยุทธ์ของตัวเองชำระกายเนื้อ รักษาอาการบาดเจ็บแฝงให้พวกเขา รีบประสานมือให้ฉินอู๋เมี่ยนอย่างซาบซึ้ง ก่อนจะหมุนตัวไปคารวะคนอื่นๆ แล้วจากไป

การรักษานี้สิ้นเปลืองพลังและเวลามากที่สุด ทำให้การนั่งสมาธิฝึกฝนมากกว่าครึ่งวันของฉินอู๋เมี่ยนสูญเปล่า การกระทำเช่นนี้เป็นปกติในพันธมิตรบู๊ หลายๆ คนเคยได้รับการช่วยเหลือจากเขาทั้งนั้น

รอพวกหลี่ซุ่นซีจากไป ฉินอู๋เมี่ยนหยิบกระบอกไม้ไผ่อันนั้นขึ้นมา ลูบเทียนผนึกที่ปากกระบอก เทียนผนึกสีแดงกลายเป็นฝุ่นอย่างไร้เสียง หล่นกระจายไปเอง

เขาเอียงกระบอกไม้ไผ่ เทม้วนกระดาษสีเหลืองอ่อนม้วนหนาออกมา แล้วคลี่ออกเบาๆ

ฉินอู๋เมี่ยนถือม้วนกระดาษ ตั้งใจอ่านอย่างสงบนิ่ง จากเนื้อหาที่อ่านเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สองตาเขาก็พลันเป็นประกาย บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มขึ้น

แกร่ก

ม้วนกระดาษถูกขยำ พริบตาเดียวก็ถูกกำลังภายในทำลายเป็นฝุ่นผงสีเหลือง จากนั้นโปรยปรายผ่านร่องนิ้วของเขา ลอยออกไปนอกดาดฟ้า สายลมพัดกระจายไปยังบึงน้ำสีเขียวอ่อน

“ส่งคนเข้ามา” ฉินอู๋เมี่ยนกล่าวเสียงกระจ่าง

“คำนับท่านผู้นำ!” เงาคนสวมชุดรัดรูปสีเขียว ใส่หน้ากากสีเขียวสายหนึ่งปรากฏบนลานกว้างของหอใต้ดาดฟ้าอย่างรวดเร็ว คุกเข่าข้างหนึ่งให้ฉินอู๋เมี่ยนที่อยู่ด้านบน

“ไปเชิญจางอู๋หยา อาจารย์ใหญ่จางมาพบข้า” ฉินอู๋เมี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อยๆ

“ขอรับ”

เงาคนสีเขียวลุกขึ้น สองเท้าแตะพื้น ทะยานขึ้นกลางอากาศติดต่อกัน แล้วลอยหายไปด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ


จางอู่หยานั่งนิ่งกลางโถงล้อมกวาง รู้สึกตื่นเต้น สีหน้าไม่ยินดียินร้าย แต่ว่าดวงตาเป็นประกาย กำข้อนิ้วแน่นจนขาว เห็นได้ว่าตอนนี้เขาพลุ่งพล่านขนาดไหน

พันธมิตรบู๊เป็นพันธมิตรผสมที่ยอดฝีมือระดับเอกะฟ้าในหมู่มนุษย์ซึ่งไม่ยอมถูกจับเป็นทาส กับสำนักใบไม้ที่มีท่าทีเป็นมิตรต่อมนุษย์ร่วมมือกันก่อตั้งขึ้น เพื่อรับมือตระกูลขุนนางสำนักโลหิตและภูตผีปีศาจ

ดังนั้นคนระดับฟากฟ้าอยู่ในตำแหน่งสูง มีความสัมพันธ์เป็นพันธมิตรกับเหล่าตระกูลขุนนางสำนักใบไม้ ไม่ใช่ข้ารับใช้

แต่เป็นเพราะความแตกต่างด้านพลังระหว่างเอกะฟ้ากับคนจากตระกูลขุนนาง พวกเขาจึงหดหู่มาโดยตลอด ไม่ว่าจะออกไปรับภารกิจหรือทำสิ่งใด ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาคนของตระกูลขุนนาง

ต่อให้พวกผู้เฒ่าไม่ยอมตายที่จางอู่หยาเป็นตัวแทนคือยอดฝีมือเอะฟ้าทั้งหมด แต่เพราะเป็นแค่จอมยุทธ์ ที่พลังไม่อาจบรรลุระดับพันธนาการ จึงได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เสมอภาค ถูกมองเป็นสมาชิกฝ่ายธุรการในแนวหลัง

ดังนั้นในแต่ละภารกิจ ที่แล้วมาพวกเขาจะได้รับการจัดให้ทำงานธุรการและงานสนับสนุนด้านข่าวสาร เวลาผ่านไปนาน ก็กลายเป็นคำแทนรวมๆ ของความอ่อนแอและการขาดความรู้

ส่วนที่น่ากลัวที่สุดก็คือ พันธมิตรบู๊ไม่ว่าจะเป็นคนของตระกูลขุนนาง หรือว่ายอดฝีมือเอกะฟ้าส่วนใหญ่เช่นพวกเขา ค่อยๆ ยอมรับว่าการแบ่งงานเช่นนี้สมเหตุสมผล มนุษย์ได้แต่ทำงานประเภทงานธุรการและข้อมูลข่าวสารเท่านั้น ไม่ว่าจะเพียรพยายามอย่างไรก็ไม่ใช่คู่มือของตระกูลขุนนาง

‘ถ้าไม่มีความหวังที่ท่านผู้นำส่งมาในครั้งนี้ เป็นอย่างนี้ต่อไป เสียงเรียกร้องแย่ๆ ต่อพวกเราในพรรคจะยิ่งมายิ่งดัง… เวลานานเข้า เกรงว่าแม้แต่เอกะฟ้าทั้งหมด ก็จะนึกว่าตัวเองได้แต่ทำงานออกแรงของคนแก่และคนป่วย เกิดฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่อาวุธเทพศัสตรามาร ความคิดแบบนี้จะต่างอะไรกับตระกูลขุนนางสำนักโลหิตเหล่านั้น วิทยายุทธ์จะต้องนำความหวังและทางออกมาให้มนุษย์’ จางอู่หยาตื่นเต้น กำคำสั่งลายมือของผู้นำไว้แน่นเปรียบประดุจของล้ำค่าหายาก

“เฒ่าจาง จัดการคนเรียบร้อยแล้วหรือไม่ เส้นทางเล่า หนังสือลับต้องเป็นต้นฉบับ นี่เป็นสิ่งที่ท่านผู้นำตั้งใจกำชับมา” บุรุษวัยกลางคนผอมสูงคนหนึ่งก้าวยาวๆ เข้ามาจากด้านในโถงล้อมกวาง คนหนุ่มหลายคนติดตามอยู่ด้านหลัง ทั้งหมดสวมเกราะหนังสีเขียวอ่อนครึ่งตัว ใส่รัดเกล้าสีขาว ฝังหยกเขียวขนาดเท่าเล็บเม็ดหนึ่งไว้ที่กลางหน้าผาก

พวกเขาเป็นยอดฝีมือที่ฉินอู๋เมี่ยนซึ่งเป็นผู้นำจัดให้ มุ่งหน้าไปคุ้มครองการแลกเปลี่ยน บุรุษวัยกลางคนที่นำกลุ่มชื่อว่าก่วนเนี่ยน ด้านหลังเขาคือกลุ่มจิตเขียว

“เรียบร้อยแล้ว เรียบร้อยนานแล้ว ครั้งนี้เกี่ยวพันกับอาหารในพรรค ผู้แซ่จางย่อมไม่กล้าชะล่าใจ!” จางอู่หยาลุกขึ้นกล่าวเสียงกระจ่าง

ปีนี้เขาอายุแปดสิบเก้าแล้ว หลังจากสำเร็จเป็นเอกะฟ้าเมื่อสิบกว่าปีก่อน ก็เข้าร่วมพันธมิตรบู๊ เป็นผู้นำกลุ่มเอกะฟ้าคนอื่นๆ ในพันธมิตรบู๊วางแผนจัดการเรื่องราวฝ่ายธุรการแก่องค์กรทั้งองค์กร ในขณะเดียวกันก็เป็นยอดฝีมือเอกะฟ้าที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุดในพันธมิตรบู๊ ไม่มีคนอื่นแล้ว

“พอแล้วๆ ไม่อย่างนั้นนายผู้เฒ่าท่านไม่ต้องไปแล้ว เที่ยวนี้มีข้าอยู่ รับรองว่าไม่เกิดเรื่อง” ก่วนเนี่ยนกอดอกเอ่ย

อย่างไรไปหรือไม่ไปก็ไม่มีผล เขาบ่นในใจ

สำหรับพวกเอกะฟ้าและจอมยุทธ์ที่จัดการงานธุรการ และมุมานะบากบั่นในพรรคเหล่านี้ ถึงแม้เขาจะขอบคุณและนับถือที่พวกเขาลงแรงและสนับสนุนให้พวกตนตอนออกศึก

แต่ลึกๆ ในใจเขาก็รู้สึกว่าคนหัวแข็งที่ไม่ยอมแพ้ จะเป็นจะตายก็ต้องใช้วิทยายุทธ์ชิงดีชิงเด่นกับตระกูลขุนนางอย่างจางอู่หยาทำไม่ถูก

‘ความสามารถแย่ก็จริง เหตุใดจึงไม่กล้ายอมรับ ความสามารถอ่อนแอก็ทำงานธุรการให้ดี ทุกคนแบ่งงานกันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ยามลงมือให้พวกเรา การส่งเสบียงให้พวกท่าน นี่ไม่ใช่ดียิ่งหรือ?’ นี่เป็นคำพูดที่เขาพูดอย่างเปิดเผยในโอกาสหนึ่ง

แต่ว่าเหล่าผู้เฒ่าหัวแข็งพวกนี้ไม่ยินยอม มักอ้างนู่นอ้างนี่ ทั้งๆ ที่ความสามารถไม่พอ ยังปากแข็งไม่ยอมรับอีก วันๆ เอาแต่โวยวายถึงคนที่เป็นตัวแทนความหวังของจอมยุทธ์

ทว่าคนในรายชื่อที่กล่าวว่าเป็นยอดฝีมือที่วรยุทธ์สุดยอดน่าอัศจรรย์ของมนุษย์เหล่านั้น พูดตามสัตย์ เขาแอบส่งคนไปทดสอบมาแล้ว แม้แต่มือข้างเดียวของน้องชายที่อ่อนแอที่สุดของเขาก็ยังรับไม่ได้…

ที่น้องชายของเขาอ่อนแอที่สุดเพราะเป็นคนที่ฝึกวิชาช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวในหมู่เอกะลักษณ์ระดับพันธนาการ แต่ยังคงไม่เหนือความคาดหมาย

ขณะมองจางอู่หยาที่อายุปูนนี้แล้ว ใบหน้ายังเปี่ยมความคาดหวังรอคอย เอาแต่สนใจดาวแห่งความหวังบนรายชื่อเหล่านั้น เขาก็อดบอกความจริงที่โหดร้ายนี้กับอีกฝ่ายทุกครั้งไม่ได้ มนุษย์ ต้องมีความเพ้อฝันและความหวังถึงจะดี

“นี่แน่ะท่านผู้เฒ่า… ครั้งนี้ท่านเจอดาวแห่งความหวังอันใดอีกแล้วกระมัง ครั้งก่อนตอนที่ท่านเจอจางซงอวี๋นั่น ก็มีท่าทางแบบนี้เหมือนกัน” กวนเนี่ยนเอ่ยอย่างหมดปัญญา

“กล่าววาจาให้น้อยหน่อย จางซงอวี๋ช่วงนี้ปิดด่าน จะต้องบรรลุอะไรสักอย่าง หลังออกด่านมีความเป็นไปได้ว่าวรยุทธ์จะรุดหน้า อาจมีความหวังทำลายเส้นแบ่งอมนุษย์!” จางอู่หยาถลึงตาเป่าเครา

ก่วนเนี่ยนจนใจ ไม่ได้บอกว่าสาเหตุที่จางซงอวี๋ปิดด่าน เพราะถูกน้องชายตนเองทุบตี ถ้าพูดแบบนี้จริงๆ นายผู้เฒ่าคนนี้จะต้องเป็นลมแน่ ไม่แน่จะลากเขาไปให้ท่านผู้นำตัดสินถูกผิด

เขาทนยืนทำศึกน้ำลายหลายชั่วยามกับตาเฒ่าคนหนึ่งไม่ไหว

“ก็ได้ๆ ท่านพูดอะไรก็ว่าตามนั้นเถอะ จะว่าไป ครั้งนี้เป้าหมายที่จะแลกเปลี่ยนกับเราเป็นผู้ใด คำสั่งที่ท่านผู้นำให้จัดการเล่า บอกว่าให้ข้ากับจงอวิ๋นซิ่วลงมือพร้อมกัน นี่เป็นเรื่องหายาก

“ครั้งนี้ ครั้งนี้…” พอพูดถึงการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ จางอู่หยาก็กระตือรือร้นขึ้นมา “ครั้งนี้คนที่จะแลกเปลี่ยนกับพวกเรา คือยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ ดาวแห่งความหวังที่แท้จริงในหมู่จอมยุทธ์ของพวกเรา! ประมุขพรรควาฬแดง ลู่เซิ่ง!”

“ลู่เซิ่ง ประมุขพรรควาฬแดงหรือ ประมุขพรรควาฬแดงไม่ใช่เฒ่าแซ่หงสำนักอาทิตย์ชาดหรือ ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้ได้ยืมแผนที่จากเขามา” ก่วนเนี่ยนกล่าวอย่างสงสัย

“ลู่เซิ่งเป็นเจ้าสำนักอาทิตย์ชาดที่รับตำแหน่งได้ไม่นาน คนผู้นี้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ฝึกฝนวิชาลมปราณแดงฉานในสำนักถึงระดับสูงสุด ขณะเดียวกันก็ว่ากันว่ายังศึกษาวิชาแข็งกร้าว วิชาดาบ…”

“พอๆๆ ท่านอย่าได้พูดวิทยายุทธ์อันใดกับข้า ข้าไม่สนใจ คุยธุระหลักเถอะ” ก่วนเนี่ยนหมดคำพูด รีบหยุดจางอู่หยาไว้ ไม่ให้ต่อความยาวสาวความยืด เขาเพียงสนใจวิชาลับอันแข็งกล้าที่ใช้เร่งพลังแห่งสายเลือด ส่วนของแบบวิทยายุทธ์ ฝึกไปชั่วชีวิตก็ต้านทานการสะกิดจากวิชาลับไม่ได้ มีความหมายหรือ

จางอู่หยาถูกก่วนเนี่ยนตัดบท โมโหจนไม่รู้จะทำอย่างไร ใบหน้าแดงก่ำ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

“ผู้แซ่จางเพียงคิดเตือนหัวหน้ากลุ่มก่วน ประมุขพรรคลู่ผู้นี้มีพลังไม่ธรรมดา อาจทดลองดึงเขาเข้าร่วม…”

“เฒ่าจาง ท่านเรียกตัวเองเหมือนกับนายผู้เฒ่าคนอื่นๆ เถอะ อายุปูนนี้ยังมาผู้แซ่จางอะไรอีก ประมุขพรรคลู่ผู้นี้แข็งแกร่งขนาดไหนก็เป็นเอกะฟ้าคนหนึ่ง ดึงมาเข้าร่วมหรือไม่ มีความเกี่ยวข้องใด”

ก่วนเนี่ยนทราบว่า ผู้เฒ่าระดับเอกะฟ้าเหล่านี้คิดมาตลอดว่า เหล่าจอมยุทธ์มีความเป็นไปได้ในการต่อสู้กับความประหลาดลี้ลับและตระกูลขุนนาง แต่ความเป็นจริงคือความเป็นจริง เรื่องราวมากมายนับไม่ถ้วนได้รับการพิสูจน์มานานแล้ว นี่ก็เพียงแค่เรื่องเพ้อเจ้อเท่านั้น

“เอาล่ะ อย่าเสียเวลาเลย เก็บข้าวของ พวกเราสมควรเดินทางแล้ว” ก่วนเนี่ยนเตือนเป็นครั้งสุดท้าย “รีบเอาคำสั่งลายมือมาให้ข้าดู จะได้ยืนยันเวลาและสถานที่”

จางอู่หยาจนปัญญา โยนคำสั่งลายมือให้

ในกลุ่มพันธมิตรก่วนเนี่ยนคือหนึ่งในยอดฝีมือหลายคน เป็นมือสังหารขั้นสุดยอดระดับทวิลักษณ์ในหมู่คนของตระกูลขุนนาง แม้เขาจะสนิทกับจางอู่หยา กล่าววาจาไม่เกรงใจ แต่เรื่องนี้เขาเหมือนกับยอดฝีมือคนอื่นๆ รู้สึกว่าความหวังต่อวิทยายุทธ์นั้นไม่มีคุณค่าให้ชายตามอง

นี่ความจริงปกติยิ่ง ทุกครั้งที่รู้ว่ามีจอมยุทธ์ผู้เก่งกาจปรากฏตัวขึ้น เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียด สุดท้ายมักพบว่าเป็นสายเลือดตระกูลขุนนาง ไปๆ มาๆ ความคาดหวังที่ทุกคนมีต่อวรยุทธ์ก็น้อยลงเรื่อยๆ

ครั้งนี้ฉินอู๋เมี่ยนส่งกวนเนี่ยนกับจงอวิ๋นซิ่วไป เป็นเพราะเห็นว่าพวกเขามีท่าทีเป็นมิตรต่อมนุษย์ธรรมดามากที่สุด เนื่องจากลู่เซิ่งเป็นจอมยุทธ์มนุษย์ขนานแท้ ไม่มีสายเลือดตระกูลขุนนางใดๆ บวกกับมีจางอู่หยานายผู้เฒ่าติดตามขบวน เช่นนี้จะกระชับความสัมพันธ์ได้ง่าย

หลังอ่านคำสั่งลายมือเสร็จ ก่วนเนี่ยนไม่ได้สนใจบันทึกที่สงสัยว่าลู่เซิ่งเอาชนะรองผู้คุมจัตุรัสแดงได้ซึ่งหน้าแม้แต่น้อย ยังไม่เอ่ยถึงว่าสตรีกางร่มเพิ่งสู้กับตระกูลเจินไปหยกๆ อาการบาดเจ็บยังไม่ฟื้นฟู เรื่องน่าสงสัยประเภทนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับดาวแห่งความหวังคนอื่นๆ ภายหลังสิ้นเปลืองเวลา คน และทรัพยากรตรวจสอบ สุดท้ายก็พบว่าเป็นแค่เรื่องตลก

ตัวอย่างเช่นนี้มีมากไปแล้ว


ตกดึก จันทร์เพ็ญลอยสูง

บนท่าเรือข้างเรือวาฬแดง เกวียนเทียมวัวสิบกว่าคันจอดเตรียมมานานแล้ว ธัญญาหารถุงใหญ่ถูกซ่อนไว้ด้านใต้เสื้อผ้าที่กองอยู่บนเกวียน

เปลือกนอกของเกวียนเหล่านี้ใช้ชุดเก่าๆ ทำเป็นถุงคลุมเพื่ออำพราง วางธัญญาหารไว้ด้านใต้สุด

ลู่เซิ่งนำไปทั้งหมดห้าพันชั่ง หนึ่งถุงมีห้าสิบชั่ง บนเกวียนส่งข้าวหลายสิบคันวางไว้หนึ่งร้อยถุง

“เตรียมตัวเสร็จแล้วหรือไม่” ลู่เซิ่งขี่ม้าสีดำ หันกลับไปมองคนติดตามขบวน

“เตรียมตัวเสร็จแล้ว” นิ่งซานวิ่งเหยาะๆ เข้ามาตอบ “ท่านรองประมุขเฉินกับผู้อาวุโสต้วนถามว่าจะออกเดินทางเมื่อไหร่ เกวียนเทียมวัวเชื่องช้า ถ้ายังไม่ไป เกรงว่าจะถึงตอนฟ้าสาง”

“เตรียมตัวเสร็จแล้วก็ไป” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ ครั้งนี้ถ้าติดต่อกับขุมกำลังลึกลับเบื้องหลังหลี่ซุ่นซีผ่านตัวอีกฝ่ายได้ บางทีอาจได้วรยุทธ์ใหม่ๆ ที่แข็งแกร่งและมีจำนวนมากพอ ปัจจุบันเขาขาดวิชาแข็งกร้าว วิชาแข็งกร้าวที่เก็บในพรรคไม่มีผลกับเขาแล้ว มีแต่วิชาแข็งกร้าวระดับสูง อาจก่อให้เกิดการกระตุ้นต่อสภาพหยางโชติช่วงได้

มองดูเกวียนเทียมวัวสิบกว่าคันที่ต่อแถวกัน ลู่เซิ่งหยีตา ใจลอยไปถึงวรยุทธ์ที่ตนฝึก

‘วิชาแข็งกร้าวเป็นภาชนะ กำลังภายในเป็นน้ำในภาชนะ หลังจากปราณภายในควบแน่นเป็นของเหลว มีแต่ต้องเพิ่มความแข็งแกร่งแก่ภาชนะไม่หยุดยั้ง จึงจะบรรจุปราณภายในที่มากกว่าเดิมและแข็งแกร่งว่าเดิมได้ ต้องล้อมคอกก่อนวัวหาย รวบรวมวิชาแข็งกร้าวก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ภายหลังบรรจุปราณภายในที่ควบแน่นเป็นของเหลวไม่ไหว และยกระดับร่างกายไม่ได้ เจอสภาพการฝึกฝนหยุดชะงักอีกครั้ง’

“เตรียมตัวเสร็จแล้ว”

“เตรียมตัวเสร็จแล้ว”

“เตรียมตัวเสร็จแล้ว!”

พลพรรคด้านข้างเกวียนเทียมวัวยามนี้พากันส่งเสียง ลู่เซิ่งเห็นดังนั้น ก็ชูมือขึ้น

“ออกเดินทาง!”

……………………………………….
บทที่ 133
เกวียนเทียมวัวหลายคันค่อยๆ มุ่งหน้าไปยังความมืดที่อยู่ไกลออกไป เสียงกีบเท้าวัวทุ้มต่ำดังอย่างเชื่องช้าเหมือนเสียงฝนตก

ลู่เซิ่งขี่ม้าเหยาะย่างอยู่หน้าขบวน

ลมแม่น้ำยามดึกพัดผ่าน เย็นเยียบอยู่บ้าง ได้ยินเสียงไอโขลกๆ ที่ดังมาจากพลพรรคในขบวนตลอดเวลา

ขบวนเกวียนออกจากเรือวาฬแดง มีคนห้าสิบกว่าคนคุ้มครองตลอดทาง ขณะมุ่งหน้าไปยังหุบเขาไร้ลม

ทะลุผืนทรายที่กว้างขวาง จากนั้นเป็นทางเขาในป่ารกชัฏ แม้เกวียนจะมีจำนวนมาก ตลอดทางไม่มีสัตว์ร้ายจู่โจม

ลู่เซิ่งอยู่หน้าสุด สวมเสื้อคลุมผ้าแพรลวดลายสีแดงดำ บุคลิกหนักแน่น มีท่วงท่าของประมุขพรรคใหญ่อยู่หลายส่วน

เดินทางกลางป่ารกชัฏ ลู่เซิ่งให้พลพรรคชูคบเพลิง กระจายไปรอบๆ เพื่อขับไล่สัตว์ร้ายที่อาจโผล่มา

เขากับผู้อาวุโสสามคนคุ้มครองอยู่รอบขบวน ป้องกันภูตผีที่อาจปรากฏขึ้น

เดินทางอยู่ครึ่งชั่วยามกว่าๆ ตรงหน้าในที่สุดก็เห็นแสงไฟจากคบเพลิงที่คล้ายกัน

ลู่เซิ่งเร่งความเร็ว บอกให้ขบวนเกวียนหยุดอยู่ในป่า ตนเองไปด้านหน้าระยะหนึ่ง ครู่เดียวก็ออกจากป่า เห็นพวกหลี่ซุ่นซีที่มาแลกเปลี่ยนบนพื้นทรายซึ่งเป็นเนินกว้าง

ในราตรีมืดมิด ไม่ทันไรหลี่ซุ่นซีก็เห็นลู่เซิ่งที่ขี่ม้ามา ก้าวออกมาก้าวหนึ่ง ประสานมือเอ่ยขึ้น

“พี่ลู่!”

ลู่เซิ่งประสานมือตอบ

“พี่หลี่เอาของที่ข้าต้องการมาหรือไม่”

หลี่ซุ่นซียิ้ม ก่วนเนี่ยนที่อยู่ด้านข้างชูกล่องเหล็กใบหนึ่งในมือขึ้น

ก่วนเนี่ยน จงอวิ๋นซิ่ว รวมถึงจางอู่หยาอาศัยจังหวะนี้สำรวจดูลู่เซิ่งประมุขพรรคที่ปกครองพรรควาฬแดง พรรคอันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ

เห็นอีกฝ่ายมีองคาพยพเรียบร้อย ผิวขาวเนียน สวมหมวกสี่เหลี่ยมฝังหยกแดง ใส่เสื้อคลุมผ้าแพรแขนยาว ลู่เซิ่งประมุขพรรคลู่ผู้นี้เหมือนนายน้อยในครอบครัวร่ำรวยมากกว่าประมุขพรรคใหญ่ แม้ว่าจะกำยำเล็กน้อย แต่มีบุคลิกเปิดเผยที่หนักแน่นมั่นคง

ลู่เซิ่งพิจารณาคนที่มากับหลี่ซุ่นซีทีละคนเช่นกัน หลายๆ คนในนี้มอบความรู้สึกคุ้นเคยแก่เขา คล้ายไม่เหมือนคนทั่วไป หากเป็นพิษจากระดับพันธนาการ เดาออกว่าสมควรเป็นยอดฝีมือในขุมกำลังที่หลี่ซุ่นซีเข้าร่วม

“เกวียนเทียมวัวบรรทุกธัญญาหารอยู่ด้านหลัง เกวียนเทียมวัวมอบให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พวกท่านนำคนมาพอกระมัง” ลู่เซิ่งถามเสียงกระจ่าง

“มากพอๆ !” ก่วนเนี่ยนเดินออกมา กระโดดหลายครั้ง ก็ขึ้นไปอยู่บนกิ่งไม้ ทอดตามองเกวียนเทียมวัวสิบกว่าคัน ตาเป็นประกาย ครั้งนี้ในหุบเขาขาดอาหาร ใช้คัมภีร์ลับวิทยายุทธ์ที่ไร้ความหมายวิชาเดียว แลกของได้มากมายขนาดนี้ ราคาถูกจริงๆ

เขากลัวว่าลู่เซิ่งจะเปลี่ยนใจ รีบบอกให้นายผู้เฒ่าจางอู่หยาส่งคนเข้าไปรับ

ลู่เซิ่งไม่ถือสา เพียงแต่กลับไปสั่งให้บริวารทิ้งเกวียนเทียมวัว มองดูพวกเขารับธัญญาหารด้วยรอยยิ้ม

คนเบื้องล่างสนทนากัน พวกลู่เซิ่งก็ปลีกตัวออกมา คุยเรื่องอื่นๆ

“ขอบคุณน้ำใจของประมุขพรรค ในเมื่อประมุขพรรคมีคุณธรรมสูงส่ง พวกเรายินดีเพิ่มวรยุทธ์วิชาหนึ่งเป็นค่าตอบแทน เป็นมรรคายุทธ์ระดับสำนึกปลอดโปร่งเช่นกัน” หลังจากเดินมาถึงป่าอีกมุมหนึ่ง จางอู่หยาที่อยู่หลังหลี่ซุ่นซี กลับก้าวออกมาพูดเสียงดัง

“อ้อ?” ลู่เซิ่งตาเป็นประกาย มองนายผู้เฒ่าผู้นี้ “วาจานี้เป็นจริงหรือ”

จางอู่หยาจดจ้องสองตาของลู่เซิ่ง ไม่สนใจการฉุดรั้งของก่วนเนี่ยนและจงอวิ๋นซิ่วที่อยู่ข้างกายแม้แต่น้อย

“ข้าไร้ความสามารถ แต่ว่าสะสมวรยุทธ์สำนึกปลอดโปร่งไว้ นับว่าผู้แซ่จางมอบให้เป็นการส่วนตัว เพียงแต่ผู้แซ่จางคิดถามคำถามประมุขพรรคลู่เอง ไม่ทราบว่าประมุขพรรคตอบได้หรือไม่”

“คำถามหรือ ขอแค่ไม่ใช่คำถามลักษณะพิเศษ ผู้แซ่ลู่ถ้าทราบก็จะตอบ” ลู่เซิ่งยิ้มๆ

จางอู่หยายิ้ม ขณะกำลังจะพูด

ทันใดนั้น ในความมืดไกลออกไปมีเสียงร้องกระสับกระส่ายของวัวหลายตัวกลางเกวียนเทียมวัวดังขึ้นมา พลพรรครีบเข้าไปปลอบ แต่ไม่มีประโยชน์ เสียงร้องของวัวดังขึ้นเรื่อยๆ

“เกิดอะไรขึ้น?!” ลู่เซิ่งย่นคิ้ว มองไปที่ต้นเสียง

ตูม! ตูม! ตูม!

มีแสงสีแดงสามจุดพุ่งขึ้นกลางอากาศ แล้วระเบิดออกกลางป่ารอบๆ เหมือนกับดอกไม้ไฟสามกลุ่ม สาดส่องทุกคน

ฉัวะ!

ทันใดนั้น คนคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังก่วนเนี่ยนพลันฟันกระบี่ใส่สหายร่วมขบวนคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้าง คมกระบี่เฉือนศีรษะสหายร่วมขบวนจนตกลงมาจากลำคอ

“จางเผิง เจ้า!?” รอก่วนเนี่ยนค้นพบ คนผู้นั้นก็หัวเราะพร้อมกระโจนตัวขึ้น วิ่งออกไปสิบกว่าหมี่แล้ว

เขาตกใจระคนโมโห คิดจะไล่ตาม กลับค้นพบอย่างงุนงงว่า รอบๆ ป่าปรากฏเงาที่คุ้นเคยสายหนึ่งขึ้นมา

“ไม่เจอกันนาน ก่วนเนี่ยน ครั้งนี้ไม่ให้ท่านหนีอีกแล้ว…” โฉมสะคราญรูปร่างยั่วยวน ใส่เสื้อผ้าเปิดเผย สวมกระโปรงสั้นสีดำ ใช้ปลายนิ้วม้วนผมสีดำ นวยนาดออกมาจากความมืด มองกลุ่มคนในพันธมิตรบู๊

“ไป๋จิ้ง…!” ก่วนเนี่ยนสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นทันที

“จงอวิ๋นซิ่ว ก่วนเนี่ยน วันนี้ข้ากลับกำจัดมุสิกตัวใหญ่สองตัวจากพันธมิตรบู๊ได้ ไม่เลวๆ โชคดียิ่งนัก” อีกด้านหนึ่งของขบวน บัณฑิตหน้าขาวคนหนึ่งเดินออกมาจากในความมืดอย่างเชื่องช้า

บัณฑิตที่ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม ถือพัดพับสีชมพูวาดรูปคนงามชมบุปผา ใบหน้าคล้ายเติมผงชาดที่สตรีใช้ มีกลิ่นหอมเข้มข้นโชยมา

“เฉวียนฮวน!” ก่วนเนี่ยนสีหน้าบิดเบี้ยวเหยเกแล้ว

ถ้ามีแต่ไป๋จิ้งคนเดียว เขาร่วมมือกับจงอวิ๋นซิ่วลอบโจมตีพร้อมกัน อาจมีโอกาสเอาชนะ แต่เมื่อมีเฉวียนฮวนโผล่มา คนผู้นี้ไม่ใช่มือใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ระดับตรีลักษณ์เช่นไป๋จิ้ง ชื่อเสียงของเฉวียนฮวนล่ำลือกันในหมู่ลูกหลานตระกุลขุนนางแห่งจงหยวนจำนวนไม่น้อยมายี่สิบกว่าปีแล้ว เป็นเพราะเขาไม่เพียงมีพลังไม่เลว ยังมีมันสมองใช้ได้ ถูกยอดฝีมือที่แกร่งกว่าล้อมอยู่หลายครั้ง กลับเปลี่ยนจากร้ายจนกลายเป็นดีได้

“ครั้งนี้ยุ่งยากแล้ว…” ก่วนเนี่ยนเกร็งร่าง แลกสายตากับจงอวิ๋นซิ่ว พร้อมหนีทุกเวลา ขอแค่พวกเขาหนีออกไปก่อน ล่อพวกไป๋จิ้งที่แข็งแกร่งที่สุดไปได้ อย่างนั้นพวกคนธรรมดาเช่นนายผู้เฒ่าจางอู่หยาก็มีความหวังรอดชีวิต

แต่ติดๆ กันถัดจากนั้น เงาสองสายซึ่งเยื้องกรายมาจากอีกสองทิศทางทำให้หัวใจของพวกก่วนเนี่ยนตกลงตาตุ่ม

พวกเขาจิตใจเย็นเยียบ ในขบวนด้านหลังมีคนแสดงสีหน้าสิ้นหวังบ้างแล้ว

สู้รบกับจวนอู๋โยวมาหลายปี พวกเขาส่วนใหญ่รู้จักทูตแห่งจวนอู๋โยว ทูตเหล่านี้ต่างก็เหมือนเซียวหงเย่ เป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งสุดขีดซึ่งปกครองดินแดนแห่งหนึ่ง กลับนึกไม่ถึงว่าจะเจอที่นี่ถึงสี่คน!?

ลู่เซิ่งขี่ม้ามองขบวนหลี่ซุ่นซีแต่ไกล ใบหน้าเคร่งขรึมอยู่บ้างเช่นกัน

“พี่หลี่ ดูเหมือนพวกท่านจะทำข่าวรั่วแล้ว”

หลี่ซุ่นซีหน้าซีดขาว ทราบว่าคงไม่รอดภัยพิบัตินี้แล้ว เอ่ยกับลู่เซิ่งด้วยรอยยิ้มขื่นขม “พี่ลู่…” เขาไม่ทราบว่าควรพูดอะไรอยู่ชั่วขณะ

ลู่เซิ่งกวาดตามองพวกไป๋จิ้งที่อยู่รอบๆ ดวงตาเย็นชา

“การแลกเปลี่ยนของพวกเราไม่อาจรั่วไหล ดูเหมือนปล่อยคนพวกนี้ไว้ไม่ได้แล้ว”

“?”

พวกไป๋จิ้งงงงัน ชายฉกรรจ์ผิวทองแดงที่อยู่ใกล้ลู่เซิ่งที่สุดใช้สายตามองลู่เซิ่งดั่งมองคนโง่งม

“เด็กน้อยเจ้าเป็น…” ทันใดนั้นเขาสายตาเปลี่ยนแปลง สองตาเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ ขณะมองลู่เซิ่ง ปากค่อยๆ อ้าออก

“เจ้า… เจ้าๆๆ…!?”

“อย่าโทษข้า ต้องโทษที่พวกเจ้ารู้มากเกินไป!” ลู่เซิ่งค่อยๆ ชักดาบคู่จากกลางหลัง กล้ามเนื้อบิดเบี้ยวขดตัวเหมือนกับเป่าลม ใช้เวลาหลายอึดใจ คนธรรมดาสูงหนึ่งหมี่กว่าๆ ก็ขยายใหญ่กลายเป็นกล้ามเนื้อยักษ์สูงเกือบสามหมี่!

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ กระแสปราณโปร่งสายหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวและร้อนแรงวนเวียนอยู่รอบตัวเขา ความรู้สึกจากลมปราณนั้นทำให้ชายฉกรรจ์ผิวทองแดงที่อยู่ห่างไปสิบกว่าหมี่ทั่วร่างร้อนลวก ผิวหนังปวดแสบปวดร้อน

“เก้าพิฆาตแดงฉาน… อานุภาพเกรียงไกร!”

ตูม!

ฮี้!

ม้าข้างใต้ลู่เซิ่งร้องโหยหวน ขาหักทรุดลงกับพื้น

ลู่เซิ่งกระทืบเท้าข้างหนึ่งใส่ด้านหลังของมันเพื่อยืมแรงกระโดดขึ้น ร่างกายหนักอึ้งพุ่งไปอย่างรุนแรงดุจหินก้อนใหญ่

ตำแหน่งที่พุ่งไปเป็นชายฉกรรจ์ร่างผิวทองแดงซึ่งเป็นหนึ่งในสี่คนนั้น

ชายฉกรรจ์ม่านตาหดตัว กันสองแขนไว้ด้านหน้า เท้ายันพื้น เยื่อดำทั่วร่างไหลเวียนปกคลุมผิวร่าง

ย๊าก!

เขาตะโกนขึ้น สองตาปรากฏแสงสีแดง กระตุ้นวิชาลับ เกล็ดงูหลามสีขาวโผล่ขึ้นทั่วร่างอย่างรางเลือน

ตูม!

ดาบคู่ปะทะเข้ากับแขนทั้งสองข้างของชายร่างกำยำ เหมือนกับก้อนหินยักษ์สองก้อนกระแทกใส่กันโดยตรง

หยุดนิ่งเพียงชั่วพริบตา ทุกคนได้ยินเสียงกระจ่าง แขนของชายร่างกำยำหักลง ไม่ทันได้โต้ตอบ ทรวงอกก็ถูกดาบฟันใส่

เสียงฉับดังขึ้น เมื่อศีรษะ ท่อนบน จนถึงส่วนเอวของชายร่างกำยำถูกดาบฟันเป็นสองส่วนในอึดใจเดียว

“เจ้า…!” ชายร่างกำยำดิ้นรนบนพื้น สุดท้ายพูดได้คำเดียว

ตูม!

เขายังกล่าวไม่ทันจบ ศีรษะของเขาก็ถูกลู่เซิ่งกระทืบจนระเบิดออก

ปราณภายในร้อนแรงบนคมดาบ พริบตาเดียวก็เผาชายร่างกำยำเป็นฝุ่นดำกลุ่มหนึ่ง

ลู่เซิ่งถือสองดาบในมือ มองไปที่พวกไป๋จิ้ง

“ยังมีอีกสามคน” เขาแสยะยิ้ม

ป่าทั้งป่าเงียบสงัด

“ปีศาจ…มารปีศาจ…!” ปลายจมูกและหน้าผากของก่วนเนี่ยนมีเหงื่อผุดซึม ร่างกายสั่นระริก ขณะจ้องมองลู่เซิ่งหลังจากเขาเปลี่ยนร่าง

ร่างกายสีเทาดำขนาดเกือบสามหมี่นั้นไม่ว่ามองอย่างไร ก็ไม่เหมือนคน คล้ายมารปีศาจแปลงกายจากจวนอู๋โยวมากกว่า

เพียงแต่มารปีศาจระดับนี้… สามารถฟันทูตเขตแดนจนตายในครั้งเดียวได้ เหมือนเยื่อดำไม่มีอยู่

พลังแบบนี้…!

ถ้าเจอมารปีศาจจริงๆ พวกเขาต้องตายทุกคนที่นี่

“ไม่… ไม่ใช่มารปีศาจ…” จางอู่หยาแตกต่างกับเขา สีหน้าตื่นเต้นและลุ่มหลงขณะจ้องมองลู่เซิ่งในเวลานี้

“วิชาแข็งกร้าว… นี่เป็นวิชาแข็งกร้าว! วิชากำลังภายนอกที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งรวมกันเป็นหนึ่งเดียว! พวกเราเคยประชุมกัน และเรียนรู้ร่วมกันว่า สภาพวิชาแข็งกร้าวที่แข็งแกร่งที่สุดตามทฤษฎีคือเช่นนี้… น่าเหลือเชื่อ! น่าเหลือเชื่อ! มีคนแบบนี้อยู่จริงๆ! น่าเหลือเชื่อ!” เขาพึมพำ จ้องการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่ของมนุษย์ทุกส่วนบนร่างลู่เซิ่งอย่างตั้งใจ

“ท่านหมายความว่า คนผู้นี้ใช้วิทยายุทธ์?! ใช้วิทยายุทธ์ฆ่าทูตเขตแดนคนหนึ่งหรือ?! จงอวิ๋นซิ่วที่อยู่ด้านข้างกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ

“คนผู้นี้เป็นอัจฉริยะ! อัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไม่มีคนก้าวข้ามได้! บนโลกใบนี้มีคนที่เรียนรู้วิชาแข็งกร้าวจำนวนมากจนสำเร็จได้จริงๆ หรือนี่!? ฮ่าๆๆ! มรรคายุทธ์มีความหวัง! มรรคายุทธ์มีความหวัง!” จางอู่หยาแทบกระโดดโลดเต้น ตื่นเต้นลิงโลด

……………………………………….
บทที่ 134
แตกต่างจากความตื่นเต้นตกตะลึงของพวกเขา พวกไป๋จิ้งหนังศีรษะชาวาบ ขณะจ้องมองลู่เซิ่งที่เดินเข้าหาพวกเขา

โดยไม่รู้เหนือรู้ตัว ทั้งสามคนไม่ผ่อนคลายเช่นก่อนหน้า โดยเฉพาะหลังจากชายร่างกำยำผิวทองแดงถูกลู่เซิ่งฟันตายในหนึ่งดาบ ไป๋จิ้งกับเฉวียนฮวนเป็นสองคนที่แข็งแกร่งในนี้ กลับสำนึกตัวว่าหากเจอดาบนั้น ไม่มีทางรอดได้

“ประมุขพรรคลู่… ท่านจะเปิดศึกกับจวนอู๋โยวของพวกเราเต็มกำลังหรือ ท่านเป็นตัวแทนตระกูลซั่งหยาง หรือเป็นท่าทีของพรรควาฬแดง” ไป๋จิ้งก้าวถอยหลังไปสองก้าว สีหน้าตึงเครียด ถามเสียงทุ้ม

ลู่เซิ่งเหมือนกับภูเขากล้ามเนื้อขนาดย่อม ถือดาบคู่ หนึ่งก้าวประทับหนึ่งรอยเท้า สำหรับเขาในตอนนี้ พื้นหญ้าหนาคล้ายกับบึงน้ำ ถูกน้ำหนักกดทับจนยุบลงบางส่วน

“ท่าทีหรือ ของพวกนั้นไม่สำคัญ” เขาถือดาบ ปราณภายในที่หมุนวนอยู่บนดาบเหมือนกับเปลวเพลิงไร้รูปร่างที่ลุกไหม้

“ที่สำคัญก็คือ ตอนนี้พวกเจ้าทั้งหมดต้องตาย!”

ตูม!

พริบตานั้น ลู่เซิ่งหายไปจากที่เดิม ร่างกายหนักอึ้งใหญ่โตของเขาระเบิดขึ้นในพริบตา เร็วจนสุดเปรียบปาน

ทำให้คนทั้งสามคนที่จ้องมองเขาตอบสนองไม่ทัน

เปรี้ยงๆ!

เฉวียนฮวนกับทูตเขตแดนอีกคนโดนกระบวนท่าโจมตีแทบพร้อมกัน ถูกดาบใหญ่สองเล่มฟันกระเด็นออกไป คอหักดังกร๊อบ กลิ้งไปกับพื้น ลุกขึ้นไม่ได้

เลือดสาดกระจาย ย้อมพื้นป่าเป็นสีแดง

เงาร่างลู่เซิ่งโผล่ขึ้นเหนือร่างของไป๋จิ้ง ร่างกายมหึมาเกือบสามหมี่ของเขากระโดดขึ้นกลางอากาศ ตบสองมือใส่ศีรษะของไป๋จิ้ง เงามืดที่สาดลงมาถึงขั้นปกคลุมไป๋จิ้งไว้ด้านใน

ถ้าครั้งนี้ตบโดน ศีรษะไป๋จิ้งจะระเบิด ดับดิ้นในพริบตาเหมือนแตงกวาที่ถูกบดจนแตก

ต่อให้นางฟื้นฟูได้เร็ว แต่เยื่อดำเมื่อถูกทำลาย จะสูญเสียพลังป้องกัน โดนปราณภายในของลู่เซิ่งแผดเผา สุดท้ายได้แต่กลายเป็นฝุ่นผง

“นางแอ่น!” ไม่ทันให้ได้คิด ไป๋จิ้งกรีดร้อง บิดร่างกลายเป็นนกสีขาวสูงเท่าครึ่งคน หลบรอดฝ่ามือของลู่เซิ่งอย่างหวุดหวิด

ตูม!

พื้นที่ที่นางยืนอยู่ตอนแรกระเบิดเป็นหลุมใหญ่ในทันที หญ้าและดินโคลนกระเด็น ไม่ทันไรก็ดำเกรียม เพราะถูกปราณภายในอุณหภูมิสูงแผดเผา

“ไม่! ท่านสังหารข้าไม่ได้!” ไป๋จิ้งกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว รีบบินสูงขึ้นไปในอากาศ

บินไปได้ไม่กี่หมี่ ก็ถูกลู่เซิ่งที่ไล่ตามมาด้านหลังคว้าขาหลังไว้ได้ แล้วฟาดลงกับพื้นอย่างรุนแรง

ตูม!

เสียงดังกึกก้อง

บนมือลู่เซิ่งเหลือแต่ขานกครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือถูกกระแทกเป็นเนื้อเหลว ในหลุมใหญ่บนพื้นเป็นของผสมระหว่างเลือดเนื้อกับดินโคลน

ลู่เซิ่งโยนขาทิ้งไป เดินไปหาทูตเขตแดนอีกสองคนที่ดิ้นรนฟื้นฟูตัวเองบนพื้น

เป็นเฉวียนฮวนกับสตรีวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง

“ประมุขพรรคลู่! ประมุขพรรคลู่! มีคำกล่าวพูดกันดีๆ พูดกันดีๆ!” เฉวียนฮวนเดิมทีใบหน้าไม่มีสีเลือด ตอนนี้ซีดขาวราวหิมะ สภาพอเนจอนาถ

“จวนอู๋โยวของเราไม่มีความแค้นกับท่าน ท่านไม่มีเหตุผลให้ฆ่าพวกเราจนหมดสิ้นเช่นกัน ถ้าท่านยินยอม ข้าเฉวียนฮวนสะสมไข่มุกเงินทอง สมบัติของหายากส่วนหนึ่ง ยกให้ทั้งหมด ทั้งหมด…”

ยังไม่ทันพูดจบ เฉวียนฮวนก็กลายเป็นเงาดำ พุ่งออกไปที่ไกลเหมือนสายฟ้าแลบ

เปรี้ยง!

น่าเสียดายที่ยังพุ่งออกไปได้ไม่ไกล ก็ถูกลู่เซิ่งที่ไล่ตามไปทัน กระทืบจนแหลกคาเท้า แม้แต่ร่างคนยังไม่ทันเปลี่ยนกลับ ก็หายไปโดยสิ้นเชิง

สุดท้ายสตรีวัยกลางคนนางนั้นสายตาปรากฏความสิ้นหวัง แทงมีดใส่หว่างคิ้วของตัวเอง กลายเป็นน้ำหนองหย่อมหนึ่ง

“ใช้ลูกเล่นหรือ” ลู่เซิ่งเหยียบใส่ด้วยสีหน้าพิลึก ปราณภายในระเบิด เผาน้ำหนองเป็นฝุ่นดำ ได้ยินเสียงโหยหวนของสตรีเลือนราง

นางเดิมทีจะแกล้งตาย กลับคิดไม่ถึงว่าจะถูกมองออก โดนเผาทั้งเป็นโดยไร้พลังโต้ตอบ

จัดการทั้งสี่คนเสร็จ ลู่เซิ่งค่อยมีเวลาว่างหันกลับมา ร่างกายคืนสภาพเดิมอย่างรวดเร็ว มองไปที่พวกหลี่ซุ่นซี

“ให้พวกท่านรอนานแล้ว พวกเรามาจัดการธุระต่อกันเถอะ เมื่อครู่กล่าวถึงไหนนะ” เขามองนายผู้เฒ่าจางอู่หยาที่นิ่งอึ้ง

แตกต่างกันเกินไปแล้ว ความเร็วระเบิดของลู่เซิ่ง ในระยะห่างสั้นๆ แทบหลบไม่ได้ จับใครได้ ผู้นั้นก็ตาย

ความแตกต่างของพลังทำให้ทูตเขตแดนสี่คนใช้กระบวนท่าได้ไม่กี่ท่า ก็ถูกกระแทกตายทั้งเป็น ในห้วงเวลาสำคัญที่เกิดขึ้นด้วยความเร็วสูง คนที่สามารถตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว ใช้กระบวนท่ารักษาชีวิตได้เหมือนไป๋จิ้ง มีน้อยเกินไปจริงๆ

ร่างกายที่ใหญ่โตของลู่เซิ่งกลับมีความเร็วระเบิดที่ฉับไวและน่าสะพรึงกลัวปานนั้น นี่ทำให้ทุกคนต่างตกตะลึงพรึงเพริด ความสับสนนี้คงอยู่แค่พริบตาเดียว ไม่ทันได้ตอบสนอง สำหรับพลังของลู่เซิ่ง ทุกอย่างก็จบแล้ว

ก่วนเนี่ยนมองลู่เซิ่งที่เปลือยท่อนบน เยื้องย่างเข้ามา กลืนน้ำลายเอื๊อก ในใจสบถด่าคนจากแผนกข้อมูลว่าพวกสวะ!

ในข้อมูลลู่เซิ่งผู้นี้เป็นจอมยุทธ์ธรรมดา แต่มองดูในตอนนี้ มีจอมยุทธ์ธรรมดาที่ไหนกระทืบทูตเขตแดนของจวนอู๋โยวที่มีพลังทวิลักษณ์ตายในเท้าเดียวได้บ้าง

ทว่าเขานึกอีกที ดีที่ลู่เซิ่งระเบิดพลังอย่างกะทันหัน แก้ไขวงล้อมของจวนอู๋โยว ไม่อย่างนั้นครั้งนี้พวกเขาที่ถูกจับก็ถูกจับ ที่ถูกฆ่าก็ถูกฆ่า

“ขอบคุณประมุขพรรคลู่ที่มีน้ำใจ…” ก่วนเนี่ยนรีบประสานมือกล่าว

หลี่ซุ่นซีก็ประสานมือขอบคุณด้วยสีหน้าพิลึกเช่นกัน

“…พี่ลู่” เขาคล้ายรู้สึกว่าคำเรียกแบบนี้ไม่เหมาะสมแล้ว พลังของลู่เซิ่งแข็งแกร่งเกินไป ภัยคุกคามถึงชีวิตสำหรับพวกเขา สำหรับลู่เซิ่ง เพียงใช้สามกำปั้นสองเท้าก็จัดการได้แล้ว

พลังนี้แตกต่างกันเกินไปจริงๆ จนทำให้เขาที่คิดจะคบหากับลู่เซิ่งเหมือนก่อนหน้า รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย

“พวกเราแลกเปลี่ยนในสิ่งที่ตนมี ไม่ต้องคิดมาก” ลู่เซิ่งโบกมือ เมื่อครู่เขาเพียงทดลองระดับพลังของตัวเองดูเท่านั้น หลังจากเลื่อนระดับ พลังแข็งแกร่งขึ้นอย่างที่คิดไว้ พลังระเบิดและพลังทำลายล้างรุนแรงกว่าก่อนหน้ามาก

เขาใช้แค่สภาพหยางโชติช่วงเท่านั้น ไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด ก็จัดการทูตเขตแดนของจวนอู๋โยวสี่คนได้แล้ว ความแตกต่างของพลังในระดับพันธนาการเด่นชัดเกินไป ห่างกันระดับเดียวก็เหมือนฟ้ากับเหวจริงๆ

ไป๋จิ้งที่อยู่ในนี้ใกล้เคียงกับระดับของสตรีกางร่มที่เขาเพิ่งสู้ด้วยมาไม่นาน นางยังไม่ได้แสดงพลังที่แท้จริงออกมา ก็ถูกกดดันให้ต้องใช้วิชาลับหนีเอาชีวิตรอด สุดท้ายตายอย่างคับข้องใจ

“พี่ลู่ ท่านแตกต่างจากพวกเรา ท่านเป็นตัวแทนตระกูลซั่งหยาง ไม่ใช่เคยคบหากับจวนอู๋โยวมาก่อนหรือ กับพวกเราเหตุใดท่านยัง…” หลี่ซุ่นซีถามความสงสัยในใจ

พวกก่วนเนี่ยนได้ยิน ก็พยักหน้า

ลู่เซิ่งเป็นคนของตระกูลซั่งหยาง แตกต่างจากพวกเขา มีการร่วมมือกับจวนอู๋โยว ต่อให้การร่วมมือแลกเปลี่ยนกับพวกเขาพันธมิตรบู๊จะถูกเปิดเผย ก็ไม่ถึงกับต้องสังหารทูตเขตแดนสี่คนในคราวเดียว ลู่เซิ่งใช้เบื้องหลังและสถานะของตัวเองไกล่เกลี่ยได้โดยสิ้นเชิง

ลู่เซิ่งตอนแรกคิดแบบนี้จริงๆ แต่ตอนจิตสังหารสี่สายนั้นรวมอยู่บนร่างเขา เขาก็เข้าใจแล้วว่าคนเหล่านี้ไม่เพียงมาเพราะหลี่ซุ่นซี ความจริงมาหาเขาด้วย

ดังนั้นเมื่อลงมือแล้วก็ต้องกำจัดให้สิ้นซาก เขาจึงลงมืออย่างเด็ดขาด ฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายยังไม่ชินกับความเร็วและพละกำลังในสภาพหยางโชติช่วงของเขา จัดการทุกคนไม่ให้เหลือแม้แต่ซาก

การหยั่งเชิงก่อนหน้า บวกกับจวนอู๋โยวกินคนสนิทในสังกัดของเขา ยังกล้าถามเขาต่อหน้าว่าถือสาหรือไม่

นี่เป็นการดูหมิ่นกันชัดๆ!

ไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องลากผู้ประกอบพิธีนั่นมาฟันให้เป็นเนื้อสับ!

ส่วนการไล่ล่าอันเป็นภัยแฝงของจวนอู๋โยว เขาคิดหาวิธีรับมือไว้แล้ว พวกเขามาหาถึงที่ เตรียมลงมือกับเขาอยู่แล้ว เขายังไม่กล้าลงมืออีก เช่นนั้นก็โง่เง่าจริงๆ

“เรื่องนี้ย่อมมีเหตุผลของข้าเอง ในเมื่อสถานที่นี้ถูกพบ ก็ไม่อาจรั้งอยู่นาน ถอยก่อนค่อยว่ากัน” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างไม่นำพา

“เช่นนั้นนี่เป็นต้นฉบับคัมภีร์ลับในครั้งนี้” จางอู่หยารีบเข้าไปมอบกล่องเหล็กให้ลู่เซิ่ง จากนั้นล้วงเอาสมุดเล่มเล็กที่เหลืองกรอบเล่มหนึ่งออกมาจากในอกเสื้อ ยัดให้อีกฝ่ายไปด้วย

“นี่เป็นคัมภีร์ฉบับจริงที่ข้าเก็บไว้มาหลายปี เอาให้ประมุขพรรคพร้อมกัน ตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตในวันนี้”

ลู่เซิ่งพยักหน้า รับมาถือพร้อมกัน จากนั้นทุกคนก็เข้าไปตรวจสอบการแลกเปลี่ยนธัญญาหารด้วยกัน

อีกด้านหนึ่งของป่าไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ภายใต้การปลอบประโลมของผู้อาวุโสทั้งสามคนของพรรควาฬแดง การแลกเปลี่ยนจบลงด้วยดี

คนหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกหัวหน้าถูกลอบโจมตี ต่อสู้กันมารอบหนึ่งแล้วด้วย เพียงแต่ได้ยินเสียงดังกึกก้องจากไกลๆ ตลอด อลหม่านเล็กน้อยก็ไม่มีอะไรแล้ว

“พี่หลี่ เกี่ยวกับเรื่องของคนจากจวนอู๋โยว ขอให้ปิดเป็นความลับด้วย” ลู่เซิ่งกำชับหลี่ซุ่นซี

“นี่ย่อมแน่นอน!” หลี่ซุ่นซีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

พวกก่วนเนี่ยนสีหน้าขึงขัง ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่ในขบวนของพวกเขามีคนทรยศ เปิดเผยร่องรอย ล่อจวนอู๋โยวมา ลู่เซิ่งก็ไม่จำเป็นต้องลงมือ

เขาลงมือเพื่อช่วยพวกตน ถ้าถูกจวนอู๋โยวจับตาและไล่ล่าเพราะสาเหตุนี้ เช่นนั้นก็มีบุญคุณต้องทดแทนมีแค้นต้องชำระจริงๆ แล้ว

“ประมุขพรรคลู่วางใจ เรื่องนี้จะไม่ให้ใครที่ไม่อยู่ที่นี่ทราบแน่นอน! ข้าก่วนเนี่ยนขอรับรองด้วยชีวิต!” ก่วนเนี่ยนตบอกตัวเอง กล่าวอย่างดุดัน

ลู่เซิ่งพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรมาก

“เช่นนั้นขอบอกลาเท่านี้ ทุกท่านมีโอกาสค่อยร่วมมือกันอีก”

“ประมุขพรรคลู่โชคดี!” พวกก่วนเนี่ยนพากันประสานมือ

ลู่เซิ่งหาเสื้อนอกมาคลุม แล้วพาคนกลับไปยังทิศทางของเรือวาฬแดงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาแปลกประหลาดและอธิบายไม่ถูกของพวกหลี่ซุ่นซี

หลี่ซุ่นซีรู้สึกว่าเรื่องในคืนนี้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนกับฝันไป

ตอนแรกในขบวนมีคนทรยศปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน สังหารฝ่ายตนเองแล้วหลบหนีไป ต่อมาทูตเขตแดนสี่คนของจวนอู๋โยวล้อมจู่โจม

เดิมนึกว่าตายแน่ กลับคิดไม่ถึงว่า ลู่เซิ่งบุคคลประหลาดและลึกลับตัวจริงจะระเบิดพลัง สังหารทูตเขตแดนที่เกรียงไกรแห่งจวนอู๋โยวสี่คนจนราบคาบ

นั่นเป็นหัวกะทิระดับพันธนาการ หนำซ้ำอย่างน้อยก็เป็นระดับทวิลักษณ์ ถึงกับถูกลู่เซิ่งจัดการได้ง่ายๆ เหมือนกับผักกาดขาว หัวไชเท้า ไม่เห็นความร้ายกาจของทูตเขตแดนโดยสิ้นเชิง

แต่หลี่ซุ่นซีทราบว่า ความจริงเป็นเพียงความรู้สึกหลอน เพราะลู่เซิ่งเก่งกาจเกินไป พอเทียบกันแล้ว ทูตเขตแดนจึงอ่อนแอมาก

ความจริงก่อนการแลกเปลี่ยนเขาเคยเจอทูตเขตแดนคนหนึ่ง ไม่ว่าจะฆ่าอย่างไรก็ฆ่าไม่ตาย ศีรษะถูกฟัน ยังเก็บมาประกอบใหม่ได้ ร่างกายถูกบดขยี้ ไม่กี่ลมหายใจก็กลับมาสมบูรณ์ดั่งเดิม ขอแค่ไม่ใช่ทำลายร่างส่วนใหญ่ในคราวเดียว ล้วนไม่มีประโยชน์

หนำซ้ำทูตเขตแดนของจวนอู๋โยวแต่ละคนก็แปลงกายมาจากปีศาจ มีความสามารถจำเพาะของตัวเอง

ป้องกันไม่หวาดไม่ไหว ยากจะสังหาร

ขอแค่คุณสมบติพลังไม่เพิ่มขึ้นถึงระดับทำลายเยื่อดำได้ ไม่ว่าจะทำลายกายเนื้อของพวกเขาอย่างไร ก็จะฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

ส่วนการทำลายเยื่อดำ นอกจากใช้เยื่อดำที่แข็งแกร่งกว่าหักล้าง ก็ไม่มีวิธีอื่นอีก

เยื่อดำ ไม่ใช่ชั้นพิษป้องกันบนผิวเพียงอย่างเดียว หลักๆ แล้วมันเป็นพลังไร้รูปร่างชนิดหนึ่งที่เชื่อมกับทุกส่วนของร่างกาย ไม่ทำลายพลังนี้ทิ้ง ไม่ว่าจะฆ่าอย่างไร ก็เป็นการทำลายแค่ชั้นผิว แกนกลางยังคงอยู่

……………………………………….
บทที่ 135
“ไปเถอะ รวบรวมข้อมูลของประมุขพรรคลู่ผู้นี้ให้ท่านผู้นำ พลังทำลายล้างที่น่ากลัวแบบนี้ ไม่มีทางเป็นคนธรรมดา ในร่างกายจะต้องมีเลือดตระกูลขุนนางอยู่แน่” จงอวิ๋นซิ่วที่ไม่ได้พูดอะไรมาโดยตลอดเอ่ยอย่างแช่มช้า

“เหตุใดเป็นไปไม่ได้!?” จางอู่หยาโต้ตอบ “มรรคายุทธ์เดิมก็เป็นการฝึกฝนที่ยกระดับความสามารถของตัวเอง จนถึงขีดจำกัดร่างกาย ถึงขั้นเหนือกว่าขีดจำกัดร่างกายอยู่แล้ว คนอ่อนแอที่กลายเป็นคนแข็งแกร่งสุดเปรียบปานเพราะมรรคายุทธ์ได้ก็เคยมีมา คนแข็งแกร่งทำไมจึงเก่งกาจกว่าเดิมผ่านมรรคายุทธ์ไม่ได้เล่า”

“แข็งแกร่งขนาดไหนก็ไม่อาจบรรลุถึงขั้นนี้” ก่วนเนี่ยนส่ายหน้า “ประมุขพรรคลู่มีพลังล้ำลึกไม่อาจหยั่งคาด สำหรับพวกเราเป็นทูตเขตแดนที่ร้ายกาจ เขาใช้เพียงความสามารถเล็กน้อย คนผู้นี้เกรงว่าจะเป็นบุคคลระดับเดียวกันกับท่านผู้นำแล้ว ไม่ใช่คนที่พวกเราจะคาดเดานินทาได้ ไปเถอะ กลับได้แล้ว”

“พวกเจ้านี่นะ! โง่เง่า!” จางอู่หยาโกรธจนเนื้อเต้น ไม่ว่าจะทบทวนอย่างไร ความสามารถที่ลู่เซิ่งแสดงออกมาก่อนหน้านี้ ก็เป็นสภาพหลังจากที่ยอดฝีมือระดับสูงสุดซึ่งฝึกฝนกำลังภายในและภายนอกพร้อมกันปล่อยออกมาโดยสมบูรณ์ ถ้าหากเป็นปรมาจารย์เอกะฟ้าที่รู้จักมรรคายุทธ์ดีมาเห็น ก็จะมองออกเช่นกันว่าลู่เซิ่งใช้วิชาแข็งกร้าวปราณภายในเพียงอย่างดียว ไม่มีพลังของอาวุธเทพศัสตรามาร หรือว่าพลังของภูตผีปีศาจแต่อย่างใด

สิ่งที่เขาใช้ คือพลังมรรคายุทธ์ที่แท้จริง!

“ข้าจะนำข่าวนี้กลับไป พวกตาเฒ่าในพันธมิตรจะต้องตกใจจนหุบปากไม่ได้แน่ ฮ่าๆๆๆ!” เขาหน้าแดง หัวเราะลั่น “นี่เป็นความหวังของมรรคายุทธ์! ข้ารู้อยู่แล้ว รู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีคนแบบนี้! คนที่รวบรวมมรรคายุทธ์เป็นหนึ่งเดียวได้!”

“ไม่ว่าอย่างไร ครั้งนี้ได้รับบุญคุณช่วยชีวิตครั้งหนึ่งของประมุขพรรคลู่ เรื่องในครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยให้รั่วไหล!” ก่วนเนี่ยนจับจ้องจงอวิ๋นซิ่วและคนอื่นๆ ในขบวน

“พี่ใหญ่วางใจ ครั้งนี้ความลับไม่หลุดแน่!”

“พวกเรากับจวนอู๋โยวเดิมมีแค้นถึงตาย ไม่อาจปล่อยให้รั่วไหลเด็ดขาด”

คนอื่นๆ พากันแสดงท่าที

“นอกจากนี้ ยังมีเรื่องคนทรยศผู้นั้น… เรื่องนี้ต้องรายงานท่านผู้นำ ในพรรคมีคนอย่าจางเผิงอยู่อีกหรือไม่ยังไม่แน่ ต้องตรวจสอบครั้งใหญ่!” ก่วนเนี่ยเอ่ยอย่างเคร่งขรึม


จางเผิงรีบวิ่ง ต้นไม้และพุ่มหญ้าสีเขียวเข้มผ่านด้านข้างเขาด้วยความเร็วสูง แสงอาทิตย์รุ่งอรุณสาดลอดผ่านช่องว่างใบไม้ลงมา ส่องสว่างทั่วผืนป่า

เขาหอบหายใจ ใบหน้าแดงก่ำเพราะความพลุ่งพล่านใจ

“เจ้าเหมือนจะยินดียิ่ง ใช่หรือไม่”

อยู่ๆ เสียงที่สงบนิ่งก็ดังมาจากในป่าข้างทางด้านหน้าเขา

จางเผิงสีหน้าเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เกือบชนใส่ต้นไม้ รีบพลิกตัวเหยียบพื้นหญ้าหลายก้าว ค่อยทรงตัวได้

“ผู้ใด!?” เขาตวาดเสียงเฉียบขาด ดวงตาสอดส่องรอบๆ เคร่งเครียดอยู่บ้าง

เห็นกิ่งใบของพุ่มไม้เตี้ยบริเวณหนึ่งด้านหน้าถูกคนดึงออก เงาคนสองสายเดินออกมา

ด้านหน้าเป็นชายชราผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลน ใบหน้าซูบตอบ ดั่งนักศึกษา บนหน้าผากมีเหงื่อเกาะพราว หายใจแรงอยู่บ้าง

เขากวาดตามอง ก่อนเบี่ยงตัว เผยให้เห็นคนด้านหลัง

จางเผิงพอเห็นคนที่สองโผล่มา สีหน้าพลันแตกตื่นหวาดกลัว

“ท่าน… ท่านไล่ตามข้าทันหรือนี่!?”

คนที่สองซึ่งเดินออกมา คือลู่เซิ่งที่เพิ่งแยกทางกับพวกกวนเนี่ยนและหลี่ซุ่นซี

เขายืนไพล่มือไว้ด้านหลัง พิจารณาจางเผิงผู้นี้ด้วยความสนอกสนใจ

“จะว่าไปก็บังเอิญ ผู้อาวุโสท่านนี้ในพรรคข้าถนัดวิชาสะกดรอยที่สุดพอดี แม้เจ้าจะเร็ว แต่เหลือร่องรอยไว้มากเกินไปแล้ว คิดไล่ตามไม่ยากเย็นนัก”

จางเผิงรู้สึกว่ามีเหงื่อผุดซึมทั่วร่าง ก่อนหน้านี้เขาแอบเห็นพลังของลู่เซิ่งแล้ว เพียงแค่หยุดนิ่งเตรียมชมละคร กลับนึกไม่ถึงว่าจะเห็นภาพที่น่าสะพรึงแบบนั้น

คนผู้นี้เป็นอสุรกายยักษ์ไร้สติห่มหนังมนุษย์ ฆ่าทูตเขตแดนเหมือนกับเหยียบขยี้มดสองสามตัว เหี้ยมหาญน่ากลัว

เขาใจเต้นโครมคราม ตอนนี้ไม่อาจไม่เค้นรอยยิ้ม

“ประมุขพรรคลู่ ท่านไล่ตามมาคิดทำอะไร ถ้าท่านอยากจะรู้ข้อมูลของจวนอู๋โยว ข้าจางเผิงแม้เป็นแค่พลทหาร แต่ก็ทราบเบื้องหลังส่วนหนึ่ง…”

ลู่เซิ่งยิ้มๆ บอกใบ้ให้ผู้อาวุโสเฉินไปก่อน ก่อนย่างเท้าเข้าหาจางเผิง

เขาช้ายิ่ง แต่ละก้าวมั่นคงไม่รีบร้อน แต่จางเผิงกลับไม่กล้ากระดิกตัว ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นความเร็วของลู่เซิ่ง นั่นเป็นระดับชั้นที่เขาไม่อาจต่อต้าน ดังนั้นทางรอดเพียงหนึ่งเดียวก็คือยืนรออย่างเชื่อฟังอยู่ที่เดิม

ผู้อาวุโสเฉินมุดเข้าป่า หายไปอย่างรวดเร็ว ในป่าเหลือแค่ลู่เซิ่งกับจางเผิงสองคน

“เจ้าลองว่ามา เจ้ารู้ข้อมูลอะไรบ้าง ถ้าน่าพอใจ ข้าพิจารณาละเว้นเจ้าได้” ลู่เซิ่งเดินไปหยุดห่างจากด้านหน้าจางเผิงหลายหมี่ ใช้สายตาเหมือนมองสัตว์ตัวน้อยพิจารณาอีกฝ่ายอย่างสนใจ

จางเผิงขนลุกทั้งตัว รู้สึกว่าตนเหมือนหนอนที่พร้อมถูกบีบตายทุกเวลา ไม่กล้าขยับเขยื้อน เหงื่อค่อยๆ ผุดซึม ไหลตามแก้มถึงคาง แล้วหยดลงไป รู้สึกคันๆ แต่กลับไม่กล้าเกา

“ข้า… ข้าๆ… ข้ารู้ว่า… จวนอู๋โยวมีสายลับหลายคนที่ซ่อนอยู่ในพันธมิตรบู๊ ข้าเป็นแค่หนึ่งในนั้น!” เสียงจางเผิงสั่นอยู่บ้าง สองตาจับจ้องลู่เซิ่ง หวาดกลัวจนเหมือนกับมีเถาวัลย์ไต่ขึ้นตามเท้าเขา มัดเขาไปทั่วทั้งร่าง ถึงขั้นพูดจาอึกอัก

“อ้อ? เล่าให้ข้าฟังซิ” ลู่เซิ่งตาเป็นประกาย นี่กลับเป็นของที่เขาจะเอาไว้ใช้แลกทรัพยากรคัมภีร์ลับกับคนของพันธมิตรบู๊ได้

จางเผิงกล่าวชื่อหลายชื่ออย่างตะกุกตะกัก ลู่เซิ่งไม่เคยได้ยินมาก่อนทั้งสิ้น

ลู่เซิ่งตั้งใจจำ เดินวนรอบจางเผิงหนึ่งรอบ “มีแค่นี้หรือ”

“ข้า… ข้ายังรู้ว่า จวนอู๋โยวตอบรับข้าว่า หลังจากเรื่องราวจบลง จะให้เศษอาวุธเทพแก่ข้าชิ้นหนึ่ง! ข้า…”

“เศษอาวุธเทพหรือ” ลู่เซิ่งฉงน “นี่มันเป็นอะไร” เขาไม่ปกปิดว่าเขาไม่รู้จักของสิ่งนี้ ถามตรงๆ

“นั่นเป็นชิ้นส่วนของอาวุธเทพซึ่งเหลืออยู่หลังจากถูกทำลาย ผู้นำพันธมิตรบู๊ฉินอู๋เมี่ยนเป็นเพราะในร่างมีเศษอาวุธเทพชิ้นหนึ่งที่ใหญ่มาก ดังนั้นจึงรักษาพลังไม่ให้เสื่อมโทรมได้ตลอดเวลา ที่ท่านผู้เฒ่าฝึกฝนปราณภายในก็เพื่อหาเส้นทางการหลอมรวมที่ดีกว่าเดิม หาความเป็นไปได้ที่จะมาแทนที่พิธีกฎเกณฑ์!” จางเผิงรีบอธิบาย พอนึกถึงผู้นำฉินอู๋เมี่ยน ดวงตาเขาปรากฏความละอาย ต่อให้เป็นคนทรยศ ก็ยังคงเคารพในตัวอีกฝ่าย

“ข้าน้อยไม่หวังจะได้ชิ้นใหญ่ ขอแค่เศษเล็กๆ รักษาสายเลือดโลหิตของตัวเองไม่ให้เสื่อมโทรมก็พอ…” จางเผิงก้มหน้าเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ถึงจะไม่ทราบว่าทำไมลู่เซิ่งถามเรื่องทั่วไปแบบนี้ แต่เขาก็พูดสิ่งที่รู้ทุกอย่าง

“นอกจากนี้เล่า” ลู่เซิ่งรู้สึกสนใจ ถามต่อ

จางเผิงสีหน้าสับสน กัดฟันส่ายหน้า

“ที่ข้ารู้มีแค่เท่านี้…”

เปรี้ยง!

ฝ่ามือข้างหนึ่งกระแทกใส่หน้าเขาด้วยกำลังอันมหาศาล

จางเผิงลอยหวือออกไป แผ่นหลังปะทะเข้ากับต้นไม้ใหญ่ กระดูกสันหลักส่งเสียงแตกหัก กลิ้งไปบนพื้นลุกไม่ขึ้น

อัก

เขาอ้าปากกระอักเลือด เยื่อดำบนร่างเพียงพริบตาเดียวก็ถูกฝ่ามือข้างนั้นฉีกออก หญ้าบนพื้นถูกเลือดที่มีพิษพันธนาการชโลม แห้งเหี่ยวอย่างรวดเร็ว

ลู่เซิ่งชักมือกลับช้าๆ รอยยิ้มหายไปจากใบหน้า

“สวะ! ข้าอุตส่าห์ไล่ตามเจ้ามานาน ให้ข้อมูลข้าแค่นี้หรือ”

“ข้าน้อย… ข้าน้อย…” จางเผิงพยายามพูด แต่เป็นเพราะถูกตบหนักไป จึงกัดลิ้นขาดไปแล้ว เลือดเต็มปาก ฟังดูอู้อี้

“คิดอีกสิ คิดให้ดีๆ ข้าชอบฟังเรื่องใหม่ๆ ไม่ซ้ำเดิม” ลู่เซิ่งมองภาพนี้ พลันหัวเราะขึ้น “อย่าทำให้ข้าผิดหวัง” เขาย่างสามขุมเข้าหาจางเผิง

“ข้า… ข้า…” จางเผิงแสดงสีหน้าหวาดกลัว ขณะมองรองเท้าหนังกวางที่ค่อยๆ เข้าใกล้ของลู่เซิ่ง ทั่วร่างเขาสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุม

“ลู่เซิ่ง เจ้าบังอาจนัก!”

ทันใดนั้นเสียงทุ้มต่ำเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังเขา

ลู่เซิ่งชะงัก จากนั้นค่อยๆ หันไปมองผู้มาด้วยรอยยิ้มประหลาด

“ก็นึกว่าใคร ที่แท้เป็นใต้เท้าผู้ประกอบพิธีที่น่านับถือของพวกเรานี่เอง”

เขามองไปที่ส่วนลึกกลางป่าอย่างสงบมั่นคง ที่นั่นไม่รู้มีเงาคนสายหนึ่งโผล่มาตอนไหน

เป็นชายชราผมขาวหูซ้ายแหว่ง จดจ้องเขาด้วยสีหน้าบูดเบี้ยว

“ถ้าไม่ใช่ข้าไม่วางใจ ตามมาเอง คิดไม่ถึงว่าการล้อมสังหารในครั้งนี้จะล้มเหลว เจ้าเป็นคนขัดขวาง!” เสียงผู้ประกอบพิธีดุจระฆัง สภาวะน่าเกรงขาม ถือกระบองสำริด สวมเกราะครึ่งตัวสีดำสนิท ปิดเพียงส่วนอก ลวดลายมังกรบนเกราะสมจริงราวมีชีวิต สะท้อนประกายเงินในแสงอาทิตย์

“ใต้เท้าผู้ประกอบพิธีทำไมพูดแบบนี้ ข้าน้อยก็แค่อยู่ว่างไร้เรื่องราว จึงมาพักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น” ลู่เซิ่งยิ้มแย้ม

“พักผ่อนหรือ?” ผู้ประกอบพิธีมองจางเผิงที่หายใจรวยริน ดวงตาเคร่งขรึม “ข้าเดิมนึกว่าเป็นตระกูลซั่งหยางลอบขัดขวาง คิดไม่ถึงจะเป็นเจ้า”

เขาควงกระบองสำริดในมือช้าๆ รอบหนึ่ง ชี้ปลายไปที่ลู่เซิ่ง

“กระบองลายมังกรทองม่วงของข้าไม่ได้เห็นแสงมานานพอดี ใช้เจ้าเป็นธงเซ่นไหว้ก็แล้วกัน” กล้ามเนื้อทั่วร่างเขาค่อยๆ ขยับและขยายใหญ่ ขนสีขาวเส้นเล็กๆ ชั้นหนึ่งโผล่ขึ้นทั่วร่าง ร่างคล้ายกับใหญ่ขึ้นหนึ่งเท่า กระแสปราณขนาดหนาหลายสายวนเวียนรอบๆ พัดพุ่มหญ้าใบไม้ที่อยู่ใกล้ๆ จนสั่นไหว

“ใต้เท้าผู้ประกอบพิธีเข้าใจข้าน้อยผิดแล้ว ขัดขวางอะไรกัน ข้าน้อยงง” ลู่เซิ่งถามเบาๆ

“ยังเสแสร้งอีกหรือ” ผู้ประกอบพิธีสองมือกำกระบอง ผมขาวเริ่มยาวขึ้นด้วยความเร็วสูง พริบตาเดียวก็ยืดถึงระดับเอว ดวงตาเขาเป็นสีแดงฉานอ่อนๆ ร่างกายโค้งงอ กระบองสำริดที่ควงจนเป็นเงาหยุดลง ปลายข้างหนึ่งหยุดอยู่ข้างแก้ม อีกข้างชี้ไปมี่พื้นช้าๆ

“แต่ ไม่สำคัญแล้ว ไม่ว่าจะใช่เจ้าหรือไม่…”

ปลายกระบองสาดแสงสีแดงขึ้นจุดหนึ่ง

“มังกรขนด เก้าทบ!” ผู้ประกอบพิธีตวาด ประกายสีแดงที่ปลายกระบองแยงตา ปักใส่พื้นอย่างแรง

เปรี้ยง!

พื้นดินนูนขึ้นเป็นมังกรดินขนาดใหญ่ พุ่งเข้าใส่ลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว

เงาต้นไม้สั่นไหว เศษหญ้าลอยว่อน ลู่เซิ่งไม่ทันโต้ตอบ ถูกมังกรดินสูงหนึ่งหมี่กว่าๆ กระแทกใส่แล้ว

ตูม!

ดินโคลนมากมายระเบิดตาม ห่อหุ้มลู่เซิ่งเอาไว้

ผู้ประกอบพิธีพุ่งร่าง ติดตามมาราวภูตพราย หวดฟาดกระบองใส่มังกรดิน

ตูม!

กรวดดินที่กระจายอึดใจเดียวถูกฉีกออก มือใหญ่สีเทาอมเขียวคู่หนึ่งป้องกันกระบองไว้ ฝุ่นขาวจางๆ ชั้นหนึ่งระเบิดขึ้นตรงจุดที่มือกับกระบองสัมผัสกัน กระแทกกรวดดินรอบๆ ออกไป

“พอดีเลย ข้าก็เหม็นขี้หน้าเจ้ามานานแล้วเหมือนกัน… มาเถอะ เข่นฆ่ากันสักรอบ!” ร่างกายในสภาพหยางโชติช่วงที่ดุร้ายใหญ่โตของลู่เซิ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้น เขาที่สูงเกือบสามหมี่ ยืนประจัญหน้ากับพวกผู้ประกอบพิธี ลักษณะปกติของมนุษย์ปลาสนาการไป

……………………………………….






ความคิดเห็น