126-130
บทที่ 126
ครั้งนี้เสียงระเบิดตัดเสียงที่สะท้อนอยู่ข้างหูลู่เซิ่งจนขาดลงโดยสมบูรณ์
“นี่เป็นความทรงจำของเจ้าหรื? ทั้งหมดถูกผนึกไว้ในคันฉ่องบานนี้” ลู่เซิ่งห้อยดาบคู่ ย่างสามขุมเข้าหาสตรีคลุ้มคลั่งที่อยู่ไกลออกไป
เฮอ!
สตรีคลุ้มคลั่งพุ่งเข้าใส่ลู่เซิ่ง
การเคลื่อนไหวของนางเร็วกว่าดรุณีคนก่อนหน้า เล็บคมกริบบนนิ้วทั้งสิบแข็งแกร่งกว่า แต่สำหรับลู่เซิ่ง ทุกอย่างไร้ประโยชน์
เขาไม่เหลือบแลเงาของอีกฝ่าย เพียงแต่เดี๋ยวหุบเดี๋ยวขยายตาข่ายโลหิตทั่วร่าง
ตูม!
ปราณภายในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่ร้อนแรงเป็นธาตุหยางแกร่ง ระเบิดสตรีคลุ้มคลั่งด้านหลังลู่เซิ่งจนกระเด็นไป
ลู่เซิ่งพลิกมือสะบัดดาบใหญ่ในมือออกไป
ตูม!
ดาบใหญ่ตรึงสตรีคลุ้มคลั่งให้อยู่กับพื้นอย่างรุนแรง ปราณภายในหยางแกร่งที่ร้อนลวกบนคมดาบเผาไหม้จนนางร้องด้วยความเจ็บปวด หมายจะถอนดาบบนตัวออก แต่ว่าไร้ผล
ลู่เซิ่งเดินถึงหน้านางอย่างสงบ ก้มมองดู
“เจ้าเคียดแค้นหรือ”
เขาถามคำถามเหมือนเสียงนั้น
สตรีคลุ้มคลั่งดิ้นรน ตะโกนอย่างปวดร้าว ไม่รับรู้อะไร คล้ายกับสัตว์ป่าที่ใกล้ตาย
ลู่เซิ่งกำด้ามดาบ
“หลิงหลิง…หลิงหลิง…” แม่อยู่นี่ ” สตรีคลุ้มคลั่งนางนั้นพลันร้องเบาๆ
ร่างนางผ่อนคลาย ดวงตาในผมเผ้าที่รุงรังค่อยๆ อ่อนโยนลง สองมือปัดป่ายไปรอบๆ คล้ายกำลังหาสิ่งใด
“… แม่อยู่นี่… ” เสียงสตรีนุ่มนวล ทวนซ้ำๆ
ลู่เซิ่งสีหน้าเยือกเย็น ถ่ายปราณภายในใส่ด้ามดาบ
ฟุ่บ!
ร่างสตรีนางนั้นลุกไหม้ กลายเป็นฝุ่นดำผืนหนึ่งโดยสมบูรณ์
พร้อมกับการหายไปของนาง นาข้าวรอบๆ เริ่มบิดเบี้ยวกลายเป็นสีดำ กลับไปเป็นตัวลานของโรงงานชาเลิศในตอนแรก
ลู่เซิ่งถือดาบยืนอยู่กลางลาน มองฝุ่นดำบนพื้น
ผู้สร้างคันฉ่องบานนี้มอบความหวังเช่นนี้ให้แก่ดรุณีนางนั้น ไม่ทราบเพราะอะไร
ลู่เซิ่งบอกไม่ถูกว่าเจตนาของอีกฝ่ายดีหรือแย่ เขาเพียงรู้สึกไม่พอใจ ฆ่าภูตผีไปมากมาย นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดความรู้สึกเช่นนี้
ประโยคนั้นที่เขาถามเป็นครั้งสุดท้าย คำตอบของสตรีนางนั้นกลับทำให้เขาคับข้องใจ
“ใต้เท้า?” สวีชุยยามนี้เดินออกมาจากในห้อง “ฐานคันฉ่องนั้นจะจัดการอย่างไร” เขาคล้ายไม่พบว่าก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอันใด
ลู่เซิ่งหันกลับไปมองเขา
“ห่อกลับไปทั้งหมด”
“นี่…เศษก็ต้องการหรือ” สวีชุยกล่าวอย่างลังเล
“ทั้งหมด”
“ขอรับ!”
ลู่เซิ่งยืนนิ่งๆ อยู่ในลานเนิ่นนาน จนกระทั่งฟ้าสางดั่งท้องปลา ต่งฉีออกมาจากห้องนอนอย่างขัดเขิน
“ท่านทูต!” ต่งฉีเดินถึงตรงหน้าเขา คำนับเขาอย่างจริงจัง “เมื่อคืนถ้าไม่ใช่ท่าน ต่งฉีคงประสบเหตุไม่คาดฝัน”
“มอบค่าตอบแทนก็พอ” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ “ไปเถอะ ไปหาหมอยาจัวชิงหยางผู้นั้น”
“ได้”
ตอนนี้สวีชุยเก็บกวาดฐานคันฉ่องแล้ว เศษกระจกถุงใหญ่นั้นสร้างความลำบากแก่เขา จึงใช้ฟูกหนังวัวมาทำเป็นห่อสัมภาระ ห่อของทั้งหมดไว้
ทั้งสามคนไปถึงห้องนอนของจัวชิงหยาง
ก๊อกๆๆ
ก๊อกๆๆ
ไม่มีใครตอบ
ลู่เซิ่งมองสวีชุย ฝ่ายหลังเข้าใจ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วถีบประตูใหญ่ให้อ้าออก
ลู่เซิ่งเดินเข้าไปก่อน เห็นจัวชิงหยางนอนอยู่บนเตียง ไม่ขยับเขยื้อน ใบหน้าเป็นสีเขียว
เขาสาวเท้าเข้าไป ยื่นมืออังลมหายใจ ไม่มีลมแล้ว
“เขาตายแล้ว” เขาหันไปมองต่งฉี พลันนึกถึงเด็กรับใช้ หญิงรับใช้ และองครักษ์ที่เคยพบเหล่านั้น
“เหตุใดช้าแล้วจึงไม่มีเสียงอะไรเลย ท่านไปดูเด็กรับใช้ของท่าน”
ต่งฉีคล้ายนึกอะไรออก พยักหน้า หน้าขาวซีด ได้ยินลู่เซิ่งสั่ง นางค่อยรีบขานรับ วิ่งเหยาะออกจากห้องไป
สวีชุยเข้าไปตรวจสอบสาเหตุการตาย “ศพเหมือนชราตายตามธรรมชาติ ไม่มีอาการบาดเจ็บภายนอกหรือเลือดออก ไม่มีร่องรอยต้องพิษ อาจเป็นฝีมือของภูตผีก็ได้”
ลู่เซิ่งพ่นลมหายใจ กำลังจะกล่าววาจา ทันใดนั้นด้านนอกแว่วเสียงกรีดร้องของต่งฉี
เขากับสวีชุยพลันหมุนตัววิ่งออกไปยังทิศทางของเสียง เจอต่งฉีที่กำลังพิงเสาหอบหายใจคำโตอยู่นอกห้องด้านข้างห้องหนึ่ง
พอเห็นทั้งสอง ต่งฉีแทบเสียสติ
“ท่านทูต…ตายแล้ว…ตายหมดแล้ว… ” นางร้องพลางสะอึกสะอื้น
ลู่เซิ่งมองด้านห้องข้างสองสามห้องที่เปิดอยู่ ก้าวเข้าไปดู หญิงรับใช้คนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง ไม่มีลมหายใจแล้ว ศพมีกลิ่นเหม็นเล็กน้อย
อีกด้านหนึ่งสวีชุยไปดูห้องอีกห้อง เสียงอุทานดังมา
ลู่เซิ่งออกจากห้อง มองสวีชุย ฝ่ายหลังพยักหน้าให้ สีหน้าเคร่งเครียด ตายแล้วจริงๆ
เขาเดินจากประตูไปดูด้านใน ศพศพหนึ่งนอนอยู่บนเตียง กลิ่นของศพที่เข้มข้นโชยออกมา ห้องน่าสะอิดสะเอียนเล็กน้อย
“ตรวจสอบห้องที่เหลือทั้งหมด” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้ม
“ขอรับ!” สวีชุยขานรับ เร่งความเร็วพังประตูเข้าไปทีละห้อง
ลู่เซิ่งแยกไปดูห้องอื่น
เวลาผ่านไป ทั้งสองคนตรวจลานหลายแห่งที่อยู่รอบๆ อย่างรวดเร็ว
โรงงานชาเลิศเงียบสงัด นอกจากหญิงรับใช้ข้างกายต่งฉี คนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นคนตาย หนำซ้ำหลายคนตายไม่รู้นานเท่าไหร่ ศพมีหนอนไชแล้ว
ต่งฉีหวาดหวั่นพรั่นพรึง พรรคชาอย่างน้อยมีระดับสูงหนึ่งส่วนในสามส่วนพักอยู่ที่โรงงานชาเลิศ คิดไม่ถึงครั้งนี้จะ…
หลังฟ้าสว่าง พลพรรคบริวารด้านนอกรุดมา ค่อยยกศพออกไปจากโรงงานชาเลิศด้วยสีหน้าซีดขาวภายใต้คำสั่งของต่งฉี
ในตำบลมีคนไม่น้อยมามุงดูเป็นกลุ่มอยู่นอกประตู มองศพมากมายถูกยกขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายจากด้านใน
หัวหน้าร่างคำร้องที่อยู่ในตำบลนี้คือขุนนางฝ่ายปกครองที่ตำแหน่งใหญ่สุด นำขบวนมาตรวจสอบสถานการณ์ หัวหน้าร่างคำร้องผู้นี้เป็นหัวหน้าทัพเฟยเหลียนที่อยู่ในป้อมแถวๆ นี้ เป็นสหายเก่ากับพรรคชา ทุกๆ ปีต้องมอบเงินให้ไม่น้อย มาถามไถ่สถานการณ์ครั้งนี้เป็นเพราะน้ำใจ
ต่งฉีสนทนากับหัวหน้าร่างคำร้องสักครู่ ส่งอีกฝ่ายจากไป ยังยัดเงินส่วนหนึ่งให้ นับว่าเป็นค่าเหนื่อย จึงค่อยไล่คนจากกองทัพกลุ่มนี้ไปได้
ลู่เซิ่งพาสวีชุ่ยไปตรวจสอบศพของตงเชิงผิงประมุขพรรค
ทั้งสองคนเจอป้ายหลุมศพป้ายหนึ่งที่ฝังอยู่บนเนินนอกตำบลอย่างรวดเร็ว ภายใต้การช่วยเหลือของต่งฉี
ต่งฉีสั่งให้คนขุดศพออกมา ตั้งศาลาเย็น พาพวกลู่เซิ่งเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด
อากาศร้อนเกินไป ในศาลาก็อบอ้าวเช่นกัน
ลู่เซิ่งยืนอยู่ข้างศพที่อยู่ใต้ผ้าขาว ยื่นมือไปยกผ้าขึ้น เผยให้เห็นส่วนหัวของศพ
ส่วนกะโหลกเห็นรอยดาบกรีดเอียงผ่านเบ้าตา สันจมูก และปากได้อย่างชัดเจน
มีความลึกมาก
“นี่สมควรส่งผลต่อชีวิต” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วกล่าว ไม่ต้องดูมาก เขาก็รู้สึกว่ามีปราณหยินที่เบาบางยิ่งลอยออกมาจากบาดแผล
ปลาณหยินเล็กน้อยนี้มีแต่บนศพที่ถูกภูตผีฆ่าเอง จึงจะสัมผัสได้ ส่วนปราณหยินนี้เป็นเพราะอ่อนแอเกินไป ลู่เซิ่งอย่างน้อยต้องดูดให้ได้มากกว่าร้อยครั้ง จึงค่อยเติมปราณหยินสำหรับยกระดับวรยุทธ์ขั้นพลังปลอดโปร่งได้ครั้งหนึ่ง
ดังนั้นเขาจึงคร้านจะสนใจ ตุ๊กตาคน เศษผ้า และฐานคันฉ่องสำริดเมื่อก่อนหน้า จึงเป็นแหล่งหลักๆ ของปราณหยิน
“ส่วนเอวมีรอยแผลอีกจุด เป็นแผลถูกแทง สมควรใช้อาวุธชนิดมีดสั้นแทงใส่” สวีชุยกล่าวเสริมอยู่ด้านข้าง
ลู่เซิ่งพยักหน้า บอกว่าตนเองทราบแล้ว มองศพ ใคร่ครวญเล็กน้อย
“คันฉ่องนั้นเป็นตัวการ ใช้ความแค้นของหลิงหลิงดรุณีตัวน้อย หลังจากฆ่านางเสร็จ ก็คล้ายกลายเป็นอุปกรณ์พิเศษ
คันฉ่องนี้ต้องมีปัญหาแน่ ไม่น่าจะฆ่าดรุณีที่น่าสงสารคนหนึ่งอย่างไร้สาเหตุ ทั้งยังฆ่าไปหลายคน มันจะต้องมีจุดมุ่งหมาย”
ตรวจสอบอีกสักพัก ลู่เซิ่งก็ทราบคร่าวๆ ว่า คนในพรรคชากับตงเชิงผิงประมุขพรรคผู้นี้ตายอย่างไร
“ประมุขพรรคตายเพราะถูกลอบทำร้าย ไม่รู้ตัวฆาตกร แต่น่าจะเป็นผีตนที่ชื่อหลิงหลิงนั่น” ลู่เซิ่งอธิบาย
“ส่วนระดับสูงในพรรคที่เหลือก็ถูกหมอยาจัวชิงหยางล่อมา ใช้คันฉ่องดูดซับพลังชีวิตจนตาย”
“พลังชีวิตถูกดูดได้ด้วยหรือ” สวีชุยพลันงงงัน
“พลังชีวิตเป็นพลังงานที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตอนเจ้ากินนอนพักผ่อน พลังงานนี้ทำให้หัวใจเจ้าเต้น ทำให้เจ้ามีแรง ทำให้เจ้าขยับได้ พูดได้ หัวเราะได้ นี่คือพลังชีวิต” ลู่เซิ่งอธิบาย “พูดง่ายๆ ก็คือ ปราณหยาง”
“อ้อ… ” สวีชุยกระจ่าง
ลู่เซิ่งยืนอยู่ข้างศาลาเย็น หยิบตุ๊กตาคนที่เก็บมาก่อนหน้าออกมาจากในถุงเอว บนตุ๊กตาคนมีปราณหยินเข้มข้นกระจายอยู่
ภูตผีที่จัดการในครั้งนี้ พูดถึงด้านพลัง อาจเป็นแค่ความประหลาดลี้ลับระดับเอกะลักษณ์ แต่คันฉ่องที่อยู่เบื้องหลังบานนั้นกลับมีเลศนัยเล็กน้อย มองไม่ออก
“ช่างเถอะ เรื่องพรรคชาในครั้งนี้จัดการแบบนี้ก่อน พวกเราไปกวาดล้างสถานที่อื่นๆ ต่อ” ลู่เซิ่งกำชับ
“ขอรับ นอกจากที่นี่แล้ว ใกล้ๆ นี้ยังมีจุดขอความช่วยเหลือที่ใกล้ที่สุดอีกแห่ง แต่เป็นแค่ระดับวิญญาณ ค่าตอบแทนคือเงินสามร้อยตำลึง” สวีชุยพลิกรายการที่นำมาด้วย
“ไปขออาหารแห้งกับน้ำจากต่งฉี วันนี้พวกเราจะไปแล้ว” ลู่เซิ่งมองพลพรรคของพรรคชาที่รออยู่ด้านข้างไม่ไกล
จุดมุ่งหมายที่ออกมาในครั้งนี้ หลักๆ คือกวาดล้างปราณหยิน เขาจะฝึกฝนวิชากำลังภายในธาตุหยิน ต้องใช้ธาตุหยินจำนวนมาก หนำซ้ำยังมีการควบแน่นปราณภายใน จนถึงตอนนี้ยังไม่มีเงื่อนงำ
‘อาจจะใช้ปราณหยินฝืนเรียนรู้ยกระดับวิชากำลังภายในได้ ถ้าร่างกายเราแข็งแกร่งพอ สมควรควบแน่นปราณภายใน ทำให้มันกลายเป็นของเหลวได้’ เขาพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้น
‘แต่ยังต้องจัดการ การเสียสมดุลของหยินหยางก่อนค่อยว่ากัน’ ลู่เซิ่งไตร่ตรอง ‘ขอแค่เข้าสู่ระดับเบื้องต้นได้สักวิชา และฝืนใช้ปราณหยินยกระดับวิชากำลังภายในธาตุหยินนี้ได้ อาจจะบรรลุและเร่งการทำให้ปราณภายในกลายเป็นของเหลว กับปรับสมดุลหยินหยางได้’
‘เมื่อเป็นแบบนี้ ถ้าทุกอย่างราบรื่น เราจำเป็นต้องทำให้ปราณขวดสมบัติเข้าสู่ระดับเบื้องต้น และยกระดับจนมีปริมาณมากพอ อาจจะได้รับผลน่าอัศจรรย์’ ลู่เซิ่งตื่นเต้น
สองปัญหาอย่างการเสียสมดุลของหยินหยาง และคอขวดพลังยุทธ์ที่เขาเป็นห่วงมาตลอด อาจจะจัดการได้ง่ายๆ
สวีชุยไปคุยกับคนในพรรคชาที่เฝ้าอยู่ด้านข้าง ต่งฉีรีบมา สั่งให้คนฝังศพบิดาใหม่
“ท่านทูตจะไปแล้วหรือ ไม่ทราบตรวจสอบ…สาเหตุจนกระจ่างแล้วหรือไม่” ต่งฉีแอบยัดตั๋วเงินใบหนึ่งใส่มือลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งปรายตามองโดยไม่แสดงสีหน้า เป็นตั๋วเงิน ด้านบนประทับตัวอักษรทองคำหนึ่งร้อยตำลึง
ทองคำหนึ่งร้อยตำลึง นี่เป็นค่าตอบแทนที่ต่งฉีมอบให้ลู่เซิ่งอย่างลับๆ นอกจากค่าตอบแทนที่มอบให้พรรควาฬแดง
ทองคำหนึ่งร้อยตำลึงคือเงินหนึ่งพันตำลึง เปลี่ยนเป็นชาติก่อนก็คือสิบล้านหยวน
‘คนปลูกชาต่างก็ร่ำรวยมหาศาล’ ลู่เซิ่งทราบดี ยิ่งเป็นสถานที่เล็กๆ ในชนบทแบบนี้ ฟ้าสูงฮ่องเต้อยู่ไกล ผลประโยชน์ที่เก็บเกี่ยวได้มีมากกว่าในเมืองใหญ่ๆ ที่ดูแลอย่างกวดขันมาก ค่ายพรรคที่ไม่โด่งดังแต่ร่ำรวยเช่นนี้ ในแดนเหนือมีอยู่ไม่น้อย ยิ่งอย่าว่าแต่เขตอื่นๆ
โดยเฉพาะพรรคชายังพึ่งพิงกองทัพเฟยเหลียน ในกองทัพมียอดฝีมือขุนนางตรวจการ นับว่าอยู่ในการปกครองของไป๋เฟิงเหล่าเต้า ความปลอดภัยไม่แย่กว่าเส้นทางการค้าของพรรควาฬแดง
……………………………………….
บทที่ 127
“สาเหตุและความจริงถูกไขแล้ว ต้นเหตุคือคันฉ่องปีศาจบานนั้น” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ “พรรคชาเสียหายสาหัส ต้องฟื้นฟูให้ดี แต่ข้ากลับสงสัยอยู่บ้าง ในเมื่อพวกท่านพึ่งพิงกองทัพเฟยเหลียน เหตุใดไม่ขอความช่วยเหลือกองทัพเฟยเหลียนแต่แรก”
ต่งฉีได้ยินก็ถอนใจ
“ท่านทูตยังไม่ทราบ แม้กองทัพเฟยเหลียนจะอยู่รอบนอก แต่พวกเราไม่อาจขอยืมกำลัง อย่างมากสุดก็ยัดเงินให้ตอนพวกเขาลาดตระเวน พวกเขาจะได้อนุญาตให้พวกเราทำการค้าอยู่เบื้องหลังพวกเขา แค่นี้เท่านั้น จะให้พวกเขาลงมือช่วยเหลือจริงๆ กฎกองทัพไม่อนุญาต”
ลู่เซิ่งพยักหน้า “อย่างนี้นี่เอง”
“ท่านทูตอยู่ในเมืองใหญ่ ไม่เข้าใจความยากลำบากของพวกเรา” ต่งฉีถอนใจเอ่ย “พวกเราพรรคชาแม้เป็นค่ายพรรค แต่ค่ายพรรคแบบนี้แม้มีคนมากหากไร้เรี่ยวแรงต่อต้านวิถีทางโลก หมดหนทางค่อยร่วมมือกัน ไม่อย่างนั้นอาศัยแค่ตัวเอง แม้แต่ถนนก็เดินไม่ไกล ไม่จำเป็นต้องนำทาง แค่โจรภูเขาและอันตรายลี้ลับแต่ละอย่างบนเส้นทาง ก็ทำให้คนยากจะก้าวเดินแล้ว”
“วิถีทางโลกลำบาก นอกจากจับกลุ่มกัน พวกเราไม่อาจมีตัวเลือกอันใดกระมัง” ต่งฉีเอ่ยพลางยิ้มเฝื่อน “สภาพทางบ้านดีหน่อยก็ฝึกฝนวรยุทธ์ปกป้องตัวเอง แย่หน่อยก็คอยทำงานทำการให้คนอื่น ล่าสัตว์ประทังชีวิต เพื่อเรียนรู้การปกป้องชีวิตอันน้อยนิด คนหนุ่มสาวในปัจจุบันถ้าไม่ใช่เลอะเลือนดั่งหลับฝัน ยอมแพ้โดยสิ้นเชิง ก็หาทางออกเพื่อใช้ชีวิตที่สงบมั่นคง แค่จะใช้ชีวิตให้มั่นคง ก็เป็นความปรารถนาที่ใหญ่ที่สุดแล้ว”
ลู่เซิ่งนึกไม่ถึงว่าต่งฉีผู้นี้จะมีประสบการณ์เช่นนี้ ต้องมองใหม่อีกที
“ท่านกลับมองได้ปรุโปร่ง”
“ท่านทูตชมเกินไป น่าเสียดายตอนยังเล็กข้าไม่ได้ตั้งใจเรียนวรยุทธ์ ไม่อย่างนั้นตอนนี้คงใช้ชีวิตที่ปลอดภัยกว่านี้ได้ ถ้าหากไม่กลัวภูตผี คงองอาจกล้าหาญเหมือนท่านทูตได้ บางที…บางทีบิดาข้าคงไม่ตาย…” คิดถึงตรงนี้ ต่งฉีขอบตาแดงอีกครั้ง
นางเป็นสตรีที่มีความเห็นของตัวเองและมีความสามารถ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางตัดสินใจให้คนไปขอความช่วยเหลือที่พรรควาฬแดงด้วยตัวเอง ถึงแม้จะขี้ขลาดขี้ตกใจ แต่ยังคงกลับเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว ฮึดขึ้นอีกครั้ง จัดการพรรคชาได้อย่างมีระเบียบเรียบร้อย
‘นี่เป็นผู้มีความสามารถ’ ลู่เซิ่งให้นิยามนาง
เขาพูดคุยกับต่งฉีอีกพักหนึ่ง รอรถม้าที่รักษาไว้อย่างดีมาถึง ค่อยพลิกตัวขึ้นไป
ล้อรถม้าจมเล็กน้อย ในตัวรถเป็นฐานคันฉ่องกับเศษที่สวีชุยรวบรวมมา ยังมีหนังสือสีเหลืองเข้มที่ประณีตสองเล่ม
ลู่เซิ่งนั่งบนที่นั่ง รถม้าค่อยๆ ออกตัว
เขาหยิบตุ๊กตาผ้าตัวเล็ก และเศษผ้าสีน้ำเงินผืนนั้นออกมา กัดนิ้วชี้จนเป็นแผลเล็กๆ เลือดไหลซึมออกมา ก่อนป้ายใส่ตุ๊กตาผ้าและเศษผ้า
ซู่…
ควันดำลอยขึ้น พริบตาเดียวก็หายไปในอากาศ
ลู่เซิ่งสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายเย็นฉ่ำหลายสายไหลตามนิ้วของตัวเองเข้าสู่ปลายแขน ต้นแขน และทรวงอกอย่างรวดเร็ว จากนั้นเข้าสู่หัวใจ ก็สลายไปด้วยความเร็วสูง
ลมปราณไหลเข้าไปหลายอึดใจ ก็จางหายไป
‘ดีปบลู’ เขาเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยน
กรอบสีน้ำเงินโผล่ออกมา ลอยอยู่ตรงหน้าเขา
ด้านหลังวรยุทธ์ส่วนใหญ่บนเครื่องมือปรับเปลี่ยนปรากฏปุ่มปรับเปลี่ยนได้ มีแต่ด้านหลังวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานยังคงไร้ปุ่มเรียนรู้ได้
‘หลังจากถึงระดับแปด ปริมาณปราณหยินที่วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานต้องใช้เรียนรู้กับยกระดับก็มากขึ้นเรื่อยๆ ยุ่งยากอยู่บ้างจริงๆ’ ลู่เซิ่งส่ายศีรษะ ละสายตาจากเครื่องมือปรับเปลี่ยน มองฐานคันฉ่องกับเศษกระจกที่วางบนพื้นด้านข้าง
เขาลุกขึ้นดึงคันฉ่องมา รอยเลือดยังเหลืออยู่บนแผลที่นิ้วชี้ซึ่งยังไม่ทันสมานตัวดี ป้ายเลือดใส่ฐานคันฉ่อง
ซู่…
ควันดำที่ตาเนื้อมองเห็นได้ลอยออกมา ลมปราณอันเย็นฉ่ำขนาดใหญ่หลายสายทะลักเข้าสู่กลางฝ่ามือ ลู่เซิ่งเย็นจนสะดุ้ง ลมปราณที่ทะลักเข้ามาอย่างกระทันหันมากไปบ้าง ทำให้เขาตั้งตัวไม่ทัน
ปราณหยินของฐานคันฉ่องนี้มีมากกกว่าเศษผ้าและตุ๊กตาผ้าก่อนหน้านี้มาก
ตามการคาดคะเนอย่างคร่าวๆ ของตัวลู่เซิ่ง ได้ใช้ปริมาณปราณหยินในการยกระดับวรยุทธ์ขั้นพลังปลอดโปร่งระดับหนึ่งเป็นหนึ่งหน่วย ตุ๊กตาผ้ากับเศษผ้ารวมกัน เป็นปราณหยินสองหน่วย
ส่วนปราณหยินขนาดใหญ่หลายสายจากฐานคันฉ่องที่ทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายนี้ ผ่านไปสิบกว่าอึดใจค่อยหยุดลง เขาคำนวณดู อย่างน้อยมีหกเจ็ดหน่วย!
รอจนปราณหยินหยุดยั้งโดยสิ้นเชิง ลู่เซิ่งก็มองฐานคันฉ่องอย่างค่อนข้างอัศจรรย์ใจ
คันฉ่องที่เดิมทำจากสำริด ตอนนี้ขึ้นสนิมเป็นรอยกระดำกระด่างเล็กน้อย แตกต่างกับความแวววาวเมื่อก่อนหน้า ดูเก่าลงมาก
‘หลังจากปราณหยินถูกดูดไปก็มีลักษณะแบบนี้หรือ เช่นนั้นของอย่างปราณหยินคืออะไรกันแน่ คุณสมบัติของมันเป็นอะไร’ ความสงสัยนี้แวบผ่านห้วงสมองของลู่เซิ่ง แต่เขาก็หยุดคิดทันที ตอนนี้ไม่มีวิธีการและเวลาสำหรับศึกษาคุณสมบัติของปราณหยิน ยกระดับตัวเองก่อน หลังจากจัดการปัญหา รอมีเวลาว่างค่อยว่ากัน
ปราณหยินจากของสามอย่างถูกดูดจนหมดสิ้น ลู่เซิ่งค่อยมองไปที่วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานบนเครื่องมือปรับเปลี่ยน เป็นอย่างที่คาด ครั้งนี้ด้านหลังวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานปรากฏปุ่มปรับเปลี่ยนได้
ลู่เซิ่งลังเลเล็กน้อย ยังคงไม่กด แต่มองกรอบวรยุทธ์ด้านล่าง
วิชาโอสถกลองพลบค่ำ วิชาด้ายทอง วิชาโซ่เก้าสินธุ หัตถ์หมีขยุ้ม สี่วิชาแข็งกร้าวนี้รวมกัน กอปรเป็นพื้นฐานอันแข็งแกร่งของสภาพหยางโชติช่วง
นั่นเป็นการตีแบบขึ้นรูปวิชาแข็งกร้าวที่เข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบในทุกด้าน
‘หลังจากปรับสมดุลหยินหยางได้ ค่อยแก้ไขปัญหาการทำให้ปราณภายในเป็นของเหลว’ ลู่เซิ่งวางฐานคันฉ่องห่างๆ ใช้เชือกมัดไว้ ค่อยนั่งลงหลับตา ฝึกฝนปราณขวดสมบัติ
…
เมืองเลียบคีรี
เซียวหงเย่ค่อยๆ ลงจากรถม้า มองดูกำแพงและประตูที่สูงใหญ่ด้านหน้า หน้าประตูมีรูปสลักหินกิเลนสองตัว ลักษณะดุร้ายทรงอำนาจ
จวนแห่งนี้อยู่ใกล้กับทำนบ รอบๆ เย็นสดชื่น มีบ้านเรือนไม่กี่หลัง ใกล้ๆ กันยังมีโรงหมอหลังหนึ่ง คนไข้ที่ไอไม่หยุดเข้าออกตลอด ให้ความรู้สึกหม่นหมองแก่บริเวณนี้
เซียวหงเย่สีหน้าจริงจัง เดินไปเคาะประตูเบาๆ
ก๊อกๆ
ไม่ทันไร เสียงฝีเท้าเนิบช้าก็ดังมาจากด้านใน
แอ๊ด…
ประตูใหญ่สีแดงแง้มออก เผยให้เห็นชายชราอาภรณ์สีเทาหลังค่อมตาเดียว อีกฝ่ายมองเซียวหงเย่
“นายท่านเพิ่งตื่นพอดี ท่านทูตเซียวมาได้บังเอิญไปเสียทุกครั้ง”
เซียวหงเย่เค้นรอยยิ้มออกมาบนใบหน้าอวบ
“เฒ่าเฮยเกรงใจแล้ว พอดีที่บ้านได้เห็ดแดงป่าอายุห้าร้อยปีต้นหนึ่งมา นึกได้ว่าใต้เท้าผู้ประกอบพิธีเพิ่งมาถึง อาจขาดของไว้ชงชา จึงรีบนำมาให้” เขาชูถุงใบเล็กขึ้น
เฒ่าเฮยหลังค่อมตาเดียวมองของในมือเขา สีหน้าอบอุ่นเล็กน้อย
“เข้ามาเถอะ” เขาเปิดประตู
เซียวหงเย่ยิ้มให้เขา เข้าช่องประตูอย่างระมัดระวัง
ตัวลานด้านในไม่แตกต่างจากตัวลานทั่วไป ภูเขาจำลอง น้ำไหล สะพานน้อย แต่ว่าตาคมของเซียวหงเย่บังเอิญเห็นข้ารับใช้คนหนึ่งกำลังขุดหลุมดินที่มุมหนึ่ง คล้ายกำลังฝังบางอย่าง
“ตามข้ามา นายท่านกำลังอารมณ์ดี” เฒ่าเฮยนำทางเซียวหงเย่ เดินผ่านสะพานน้อย เข้าสู่โถงหลัก
ด้านในโถงหลัก ชายชราผมขาวร่างสูงใหญ่ หูซ้ายแหว่งไปข้างหนึ่ง กำลังถือกระดูกสะโพกเนื้อข้างหนึ่ง มีชามเครื่องปรุงอยู่ด้านหน้า เขากินคำโต เนื้อชิ้นใหญ่ถูกฉีกจากกระดูกสะโพก ก่อนที่เขาจะเคี้ยวแล้วกลืนลงไป
ชายชราน่าเกรงขาม ใบหน้าแดงเรื่อ สวมอาภรณ์สีขาวเรียบง่าย ยังคงเห็นเค้าโครงกล้ามเนื้อที่นูนขึ้นมาจากข้างใต้
“เซียวหงเย่คำนับใต้เท้าผู้ประกอบพิธี” เซียวหงเย่พอเข้าโถงหลัก ก็รีบประสานมือเอ่ย ชายชราด้านหน้าเป็นยอดฝีมือขั้นสุดยอดระดับฉลักษณ์มานานหลายปี แม้เขาจะไม่ใช่ลูกน้องของอีกฝ่าย แต่การให้ความเคารพเช่นนี้ก็ไม่ถือว่าเกินเลย
“แดนเหนือดูเหมือนจะไม่แย่นี่ ทูตเซียวอยู่ที่นี่นับว่าไม่เลว” ชายชราทางหนึ่งเคี้ยวเนื้อ ทางหนึ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ใต้เท้าผู้ประกอบพิธีล้อเล่นแล้ว พิธีในครั้งนี้ล้วนพึ่งใต้เท้าจัดการ ผู้แซ่เซียวเป็นมือรองก็พอแล้ว” เซียวหงเย่กล่าวอย่างนอบน้อม
“ปากท่านกล่าววาจาน่าฟัง ตระกูลซั่งหยางกับขุนนางประสานงานกันเป็นอย่างไรบ้าง” ชายชราผู้ประกอบพิธีถามด้วยรอยยิ้ม
“ทางตระกูลซั่งหยางรับค่ายพรรคของมนุษย์ที่นี่ เรียกว่าพรรควาฬแดง นับว่ามีอำนาจส่วนหนึ่งในแดนเหนือ ให้พวกเขาช่วยรวบรวมของเซ่นได้พอดี อีกฝ่ายตอบรับแล้ว ทางขุนนางก็ไม่มีปัญหา ไป๋เฟิงเหล่าเต้าให้ความร่วมมือดีมาโดยตลอด” เซียวหงเย่แนะนำคร่าวๆ
“พรรควาฬแดงหรือ… ฟังดูคล้ายเป็นขุมกำลังที่ผู้ฝึกวรยุทธ์ก่อตั้งขึ้นใช่หรือไม่” ชายชราถาม
“ถูกต้อง พรรคนี้เป็นองค์กรต่อสู้ของมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งแดนเหนือ ขนาดนับว่าใช้ได้ จะตรวจสอบข่าวอะไร ก็หาจากพวกเขาได้” เซียวหงเย่บอกเล่าพอประมาณ
“งูเจ้าถิ่นหรือ สุนัขป่าที่ส่งมาตรวจสอบหลี่ซุ่นซีครั้งล่าสุดก็คล้ายหายตัวไปในเมืองเลียบคีรีแห่งนี้ ท่านให้พวกเขาไปตรวจสอบดู ดูว่าจะได้ความหรือไม่” ชายชราผู้ประกอบพิธีกล่าวเรียบเฉย
“ขอรับ” เซียวหงเย่พยักหน้าอย่างเคารพ
“นอกจากนี้ ประสิทธิผลท่านต่ำเกินไป ให้ไป๋เฟิงกับพรรคอะไรนั่นติดต่อกับข้าโดยตรง ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่ง ให้ข้ารับผิดชอบอำนาจทั้งหมดก่อน” ผู้ประกอบพิธีเอ่ยอีก
เซียวหงเย่ใบหน้าไม่เปลี่ยนแปลง คล้ายไม่มีความไม่พอใจที่ถูกริบอำนาจ ยังคงก้มหน้ากล่าวอย่างนอบน้อม
“ใต้เท้าผู้ประกอบพิธีกล่าวถูกแล้ว”
“ทูตเซียวยังคงไม่เลว รู้จักหลักการสำคัญ สนใจสถานการณ์ใหญ่” สตรีงดงามรูปร่างยั่วยวนคนหนึ่งเยื้องกรายออกมาจากด้านข้างโถงหลัก ใส่เสื้อเกาะอกสีขาว สวมกระโปรงสั้นแนบเนื้อ ชายกระโปรงสั้นจนไม่ต้องดึงขึ้น ก็เห็นจุดที่ชวนลุ่มหลงได้
สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดของนางมิใช่การแต่งกายของนางยั่วยวน หากเป็นตะขาบตัวใหญ่สีม่วงดำตัวหนึ่งที่ไต่บนเอวนาง
“ที่แท้เป็นทูตไป๋จิ้ง” เซียวหงเย่ยิ้มกว้าง เอ่ยพลางประสานมือ
“เพื่อพิธีกรรมรอบนี้ ครั้งนี้ทางพวกเราสี่ทูตมาถึง ทั้งหมดเป็นผู้รับผิดชอบที่อยู่รอบๆ” ไป๋จิ้งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มีใต้เท้าผู้ประกอบพิธีควบคุมสถานการณ์ใหญ่ บวกกับทูตหลายคนมาถึงพร้อมเพรียง พิธีกรรมครั้งนี้จะต้องไม่เกิดปัญหาใดๆ”
“นี่ย่อมแน่นอน” เซียวหงเย่คล้อยตาม
“เอาล่ะ ทูตเซียวท่านไปเถอะ วางของไว้ ข้าทราบความต้องการของท่านแล้ว” ผู้ประกอบพิธีเอ่ยอย่างเฉยชา
“ขอบคุณผู้ประกอบพิธี” เซียวหงเย่รีบก้มหน้าค้อมเอวคารวะ จากนั้นมอบของให้เฒ่าเฮย แล้วค่อยๆ จากไป
รอจนเขาออกจากโถงหลัก ไม่ทันไรก็ผละไปด้านนอกประตูใหญ่
ไป๋จิ้งค่อยหันไปมองผู้ประกอบพิธี
“ใต้เท้า เซียวหงเย่ผู้นี้ยังคงทราบหลักการ พวกเราพอมาถึง เขาก็มอบอำนาจให้เอง”
……………………………………….
บทที่ 128
“คนผู้นี้เข้าได้กับทุกคน เป็นคนอัธยาศัยดีในจวน” ชายชราผู้ประกอบพิธีวางกระดูกสะโพกในมือลง “เรื่องสุนัขป่าในจวนหายสาบสูญที่ให้ท่านตรวจสอบเมื่อก่อนหน้านี้เป็นอย่างไรแล้ว”
ไป๋จิ้งได้ยินก็แย้มยิ้ม
“ตรวจสอบได้อย่างชัดเจนแล้ว ตอนนั้นสุนัขป่าไล่ตามหลี่ซุ่นซีเข้าเหลาสุราแห่งหนึ่งในเมืองเลียบคีรี ภายหลังไม่ปรากฏตัวอีก”
“อ้อ? เหลาสุราหรือ”
“ไม่ผิด เหลาสุราชื่อซงหลาน ที่ประจวบเหมาะก็คือ เหลาสุราเหลาแห่งนี้ความจริงเป็นกิจการของพรรควาฬแดง พรรคที่ใหญ่ที่สุดแห่งแดนเหนือ” ไป๋จิ้มยิ้มกว้างกว่าเดิม
“อ้อ?” ครั้งนี้ผู้ประกอบพิธีสนใจแล้ว “เล่าต่อเถอะ”
ไป๋จิ้งเดินอ้อมหลายก้าว มานั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง
“เรื่องอื่นบ่าวยังไม่ได้ตรวจสอบจนกระจ่าง แต่เรื่องนี้ต้องเกี่ยวพันกับพรรควาฬแดงแน่ ไม่มีอะไรต้องสงสัย”
“พรรคเล็กๆ ของมนุษย์พรรคเดียวกล้าเผชิญหน้ากับจวนอู๋โยวของพวกเราโดยตรงหรือ” ผู้ประกอบพิธีกังขาเล็กน้อย
“บางทีอาจนึกว่าตัวเองกระทำโดยเทพไม่ทราบภูตผีไม่รู้กระมัง บางทีตระกูลซั่งหยางที่อยู่เบื้องหลังอาจมีเอี่ยวด้วยหรือไม่ ผู้ใดบอกได้” ไป๋จิ้งพูดด้วยรอยยิ้ม
“เรื่องนี้ให้ท่านตรวจสอบ ยืนยันว่าตัวการเป็นใคร ต่อให้ต้องลงมือสุดกำลัง พวกเราก็ต้องโจมตีแบบสายฟ้าแลบ หาหลักฐาน หลีกเลี่ยงไม่ให้ตระกูลอื่นๆ เจอจุดอ่อน” ผู้ประกอบพิธีสั่ง
“ใต้เท้าวางใจเถอะ เรื่องนี้จะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” ไป๋จิ้งประสานมือเอ่ย “ลู่เซิ่งประมุขพรรควาฬแดงเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุดในครั้งนี้”
…
ลู่เซิ่งกวาดล้างภูตผีตลอดทาง จัดการเรื่องยุ่งยากอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง รวบรวมปราณหยินได้สามหน่วย สิ้นเปลืองเวลาไปราวสิบกว่าวัน จึงค่อยคิดกลับบ้าน
กลับมาถึงเมืองเลียบคีรี ใช้เวลาสองวัน เขาก็เริ่มเตรียมของเซ่นให้กับพิธีเซ่นไหว้ของจวนอู๋โยวในครั้งนี้ทันที
ภารกิจเลือกของเซ่นไหว้ ก่อนเขาเดินทางได้มอบให้อวี้เหลียนจื่อ ภายหลังหาของเซ่นไหว้ทั่วไปได้มากกว่าร้อยคน วานไป๋เฟิงเหล่าเต้าพลิกหาจากในคุก รวมถึงจับกุมโจรตามหมู่บ้านในป่าเขาด้านนอก
เวลาที่เหลือ ลู่เซิ่งฝึกฝนปราณขวดสมบัติอย่างหนักทุกวัน เพื่อปรับสมดุลหยินหยาง
ในตอนนี้เอง คนที่ทำให้เขาคิดไม่ถึงก็มาขอความช่วยเหลือ
“พี่ลู่! ไม่เจอกันนาน สบายดีหรือ”
ในห้องหนังสือเรือวาฬแดง ลู่เซิ่งเจอคนลึกลับที่สวมหมวก คลุมผ้าดำบังใบหน้าสองคน
คนหนึ่งในนี้เปิดผ้าคลุมหน้า เผยให้เห็นเครื่องหน้าที่คุ้นเคย
“พี่หลี่?!” ลู่เซิ่งงงันเล็กน้อย “ท่านเหตุใดมาแล้ว”
ผู้มาเป็นหลี่ซุ่นซีที่หายตัวไปนาน
หลี่ซุ่นซีดูโชกโชนและใจเย็นขึ้นมาก คนที่อยู่ด้านหลังเขาเป็นสตรี ไม่มีความคิดจะปลดผ้าคลุมหน้าลง ดูท่วงท่าก้าวย่างของนาง อย่างน้อยก็เป็นมือดีระดับสูงสุดของขั้นพลังปลอดโปร่ง
“ขอไม่ปิดบัง ครั้งนี้มาพบพี่ลู่ เพราะไม่มีทางเลือก” หลี่ซุ่นซียิ้มหนักใจ
ลู่เซิ่งโบกมือ องครักษ์ที่อยู่ด้านนอกปิดประตูแน่น ป้องกันไม่ให้ความลับรั่วไหล องครักษ์ข้างกายเหล่านี้เป็นคนที่เลื่อมใสศรัทธาในตัวเขาอย่างแรงกล้า เรียกได้ว่าเป็นชนชั้นอาจหาญกล้าตาย อีกทั้งลู่เซิ่งยังเลือกคนโสดซึ่งไม่ต้องกังวลเรื่องบ้าน ดังนั้นด้านความซื่อสัตย์ไม่มีปัญหาแน่
“พี่หลี่มาพบข้าทั้งที่กุมข่าวสำคัญ เรื่องใดทำให้ท่านรับความเสี่ยงใหญ่แบบนี้กลับมากัน” ลู่เซิ่งย่นคิ้วถาม บอกใบ้ให้คนทั้งสองนั่งลงพูดคุย
หลี่ซุ่นซีมองสหายเมื่อครั้งอดีตที่มีอำนาจเพิ่มขึ้นทุกวันตรงหน้า ในใจเองก็จนปัญญา
พริบตาเดียว ลู่เซิ่งที่ตอนนั้นเป็นผู้นำในพรรค เวลานี้นั่งบัลลังก์ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ ทั้งเป็นประมุขพรรคของพรรควาฬแดง สั่งคำเดียวก็มีหมื่นคนขานรับ
ถึงแม้ลู่เซิ่งจะมีอำนาจมาก แต่เรื่องนี้มีความสำคัญใหญ่หลวง ถ้าเขาไม่หมดปัญญาจริงๆ คงไม่เลือกมาขอให้สหายที่เคยช่วยตนผู้นี้ลงมือ
เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงปัญหาการดำรงชีวิตของสหายจำนวนไม่น้อยและครอบครัวของพวกเขาด้วย เขาไม่อาจไม่มา ดังนั้นเพื่อชดเชยให้แก่ลู่เซิ่ง เขาจึงพยายามช่วยชิงผลประโยชน์ที่ดีที่สุดให้
หลี่ซุ่นซีค่อยๆ ทรุดนั่งลง เรียบเรียงคำพูด ก่อนเอ่ยอย่างแช่มช้า “ไม่ทราบพี่ลู่มีธัญญาหารกับน้ำมันพืชมากพอหรือไม่ ขอไม่ปิดบัง สหายส่วนหนึ่งของข้าอยู่ในภูเขา อยู่ๆ ก็ค้นพบว่าซื้อน้ำมันอาหารไม่ได้ ใช้ชีวิตลำบากกว่าเดิม นี่จึงไม่อาจ…”
“สหายส่วนหนึ่งของท่านหรือ” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วเข้าหากัน “หรือพี่หลี่จะเข้าร่วมกับรังโจร”
“สามหาว!” พอกล่าววาจานี้ สตรีคลุมหน้าด้านหลังหลี่ซุ่นซีพลันเดือดดาล จะชักกระบี่ออกมาฟันลู่เซิ่ง
“หือ?” ลู่เซิ่งนั่งนิ่ง เพียงมองสตรีแวบหนึ่ง ปัจจุบันอานุภาพในดวงตาเขายิ่งมายิ่งเข้มข้น เพียงแค่มอง ก็ทำให้สตรีนางนั้นกดมือบนด้ามกระบี่ ชักออกมาครึ่งเดียวก็ไม่กล้าเคลื่อนไหวต่อ
หน้าผากขาวนวลที่นางเปิดไว้มีเหงื่อซึมออกมาช้าๆ ใบหน้าแดงเถือก ต่อให้มีผ้าคลุมหน้ากั้นอยู่ก็เห็นความแตกตื่นเดือดดาลได้จากสีหน้าของนาง
นางร่างสั่นเล็กน้อย หยุดนิ่งอยู่กับที่
“ชิงเหมยเจ้าอย่าวู่วาม พี่ลู่แค่ถามเฉยๆ เขาไม่ทราบเรื่อง ไม่จำเป็นต้องรานน้ำใจกันเพราะเรื่องเท่านี้” หลี่ซุ่นซีรีบลุกขึ้นดึงสตรีนางนั้นไว้
นางมีทางลง จึงแค่นเสียง สอดกระบี่กลับ เดินไปด้านหลังหลี่ซุ่นซี
“นี่เป็นท่าทีของคนมาขอความช่วยเหลือหรือ” ลู่เซิ่งหยีตา คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“ท่าน!” ชิงเหมยสตรีนางนั้นโมโหอีกครั้ง ยังคิดชักกระบี่อีก แต่ถูกหลี่ซุ่นซีรั้งตัวไว้แน่น
“เอาล่ะๆ! ชิงเหมยเจ้าออกไปก่อน ที่นี่ให้ข้าเอง พี่ลู่ นับว่าขอร้องท่าน กล่าววาจาน้อยลงสักหน่อย” หลี่ซุ่นซีกล่อมทั้งสองฝั่ง แสดงความจนใจ
นางบ่นด้วยภาษาถิ่นอย่างไม่ยินยอม ค่อยถูกหลี่ซุ่นซีดันออกไปนอกประตู
ในห้องหนังสือเหลือคนสองคนนั่งตรงข้ามกัน ครั้งนี้บรรยากาศดีขึ้นมาแล้ว
“ขอไม่ปิดบัง พี่ลู่ ข้าเป็นตัวแทนคนอื่นๆ มาซื้อหาธัญญาหารที่นี่ อย่างน้อยขอมากกว่าสองพันชั่ง”
“สองพันชั่ง…” ลู่เซิ่งเซิ่งเลิกคิ้ว “นี่กลับเป็นเรื่องเล็ก เพียงแต่ว่าพี่หลี่ ไม่ใช่ข้าไม่ไว้หน้าท่าน ตอนนี้เป็นช่วงสำคัญ นาข้าวแต่ละแห่งรกร้างไร้คนหว่านไถ ท่านคงจะไปสืบข่าวในเมืองมาจนทราบแล้วว่าราคาข้าวในตอนนี้แพงยิ่ง ข้ากับพี่น้องในพรรคแต่ละวันพยายามงมหาปลาในแม่น้ำมาชดเชยส่วนที่ขาด ตัวเองยังไม่อาจหักใจกิน ช่วงเวลาคับขันแบบนี้ ท่านต้องการซื้อข้าวแทนสหาย ในใจคงมีราคาประมาณการแล้วกระมัง”
หลี่ซุ่นซีพยักหน้าอย่างจริงจัง “มีจริงๆ เงินทอง ไข่มุก โอสถ หรืออาวุธสังหาร ล้วนมี”
“อ้อ?” ลู่เซิ่งหวั่นไหว พอจะทายออกแล้วว่าผู้ที่หลี่ซุ่นซีเป็นตัวแทนคือใคร
“พี่หลี่ ท่านบอกข้าตามจริงว่าผู้ที่ท่านเป็นตัวแทนในครั้งนี้คือคนกลุ่มไหน”
หลี่ซุ่นซีไตร่ตรองเล็กน้อย ยังคงยิ้มฝาดเฝื่อน “พี่ลู่ ไม่ใช่ข้าไม่เชื่อถือท่าน แต่ข้ารับปากแล้วว่าจะไม่แพร่งพรายเด็ดขาด สิ่งที่ข้าบอกท่านได้เพียงหนึ่งเดียวก็คือ พวกเขาไม่ขาดเงินทอง ไม่ขาดวัตถุยา ยิ่งไม่ขาดอาวุธและวิชาวรยุทธ์”
“อ้อ?” ลู่เซิ่งสีหน้าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย กล้าบอกว่าไม่ขาดเงินทอง วัตถุดิบยา อาวุธและวิชาต่อหน้าประมุขพรรคของพรรคอันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ ศักยภาพของเบื้องหลังแค่คิดก็ทราบได้
“อย่างนั้นก็ได้ ธัญญาหารไม่กี่พันชั่งยังน้อย ข้าไม่ใช่ให้ไม่ได้ เพียงแต่พวกท่านคิดเอาอะไรมาแลก ถ้าข้าต้องการวรยุทธ์เล่า” ลู่เซิ่งลองถาม
“ขอแค่ไม่ใช่วิชาผนึกจิตระดับสุดยอด อย่างอื่นได้หมด เพียงแต่ว่าราคานี้…” หลี่ซุ่นซีเอ่ยเบาๆ
“อ้อ? วรยุทธ์วิทยายุทธได้หมดเลยหรือ!? ระดับสำนึกปลอดโปร่งเล่า” ลู่เซิ่งตกใจ นี่เป็นเรื่องใหญ่
พึงทราบว่าวิชาระดับสำนึกปลอดโปร่งส่วนหนึ่ง ถ้ามีขั้นตอนและข้อควรระวังในการฝึกฝนที่ละเอียดมากพอ นั่นจะเป็นมรดกล้ำค่าส่วนหนึ่ง สร้างความรุ่งเรืองให้แก่ครอบครัวหนึ่งได้
คัมภีร์ลับที่ล้ำค่าแบบนี้ ต่อให้เป็นงานประมูลก็ซื้อไม่ได้ และไม่อาจนำออกมาขาย
“สำนึกปลอดโปร่ง… มีเหมือนกัน! เพียงแต่ราคาย่อมแพงกว่าทั่วไป พี่ลู่ต้องเตรียมตัวให้ดี” หลี่ซุ่นซีพยักหน้า พูดเสียงเบา “ให้มากๆ ไม่กล้าพูด แลกเปลี่ยนสองสามส่วนยังสบายๆ”
ซู้ด…
ครั้งนี้ลู่เซิ่งสูดลมหายใจเย็นเยียบ
พึงทราบว่า ต่อให้เป็นตระกูลเจินในตอนแรก ขนาดครอบครองแดนเหนือ ก็มีแค่วิชาระดับพลังปลอดโปร่งที่สูงที่สุด วิชาสำนึกปลอดโปร่งที่เหลือทั้งหมดเป็นวรยุทธ์ของระดับสูงในพรรค เป็นวรยุทธ์ที่พวกเดียวกันต้องทำคุณูปการเพื่อให้ได้มา วิชาประเภทนี้ไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของ ล้วนไม่เผยแพร่สู่ภายนอก
อย่างเช่นวิชาลมปราณแดงฉานก็เป็นระดับสำนึกปลอดโปร่งเหมือนกัน แม้จะแพร่หลายในพรรคมานาน แต่คนของสำนักอาทิตย์ชาดก็ไม่อาจถ่ายทอดแก่นแท้
ตอนนี้กลุ่มก้อนเบื้องหลังหลี่ซุ่นซีกล้าบอกว่าจะใช้วิชาระดับสำนึกปลอดโปร่งมาซื้อธัญญาหาร…
นี่เป็นความตื่นตระหนกเหมือนคนธรรมดาได้ยินว่าจะใช้ทองคำซื้อขยะ
“มองจากตรงนี้ พวกท่านมีเงินทุนมหาศาล กลับยังเลือกเสี่ยงมาซื้อธัญญาหารกับข้า…” ลู่เซิ่งพูดไม่ทันจบ ก็เข้าใจความหมายแล้ว หมายความว่า ผู้คนเบื้องหลังหลี่ซุ่นซีจะต้องอยู่ในที่มืด ไม่อย่างนั้นเงินทุนมหาศาลขนาดนี้ใช้ในงานประมูลหรือร้านค้าก็ได้ทั้งสิ้น
หลี่ซุ่นซีหนักใจ ได้แต่พยักหน้าด้วยรอยยิ้มขื่นขม
“ถ้าเป็นคัมภีร์ลับระดับสำนึกปลอดโปร่ง ธัญญาหารห้าพันชั่ง ข้าตัดสินแลกวิชาสำนึกปลอดโปร่งวิชาหนึ่งได้” เขามองออกแล้วว่า ลู่เซิ่งไม่สนใจอย่างอื่น ยกเว้นแต่วรยุทธ์
“เลือกได้เองหรือไม่” ลู่เซิ่งถามเบาๆ
“เดี๋ยวนัดเวลาและสถานที่ ข้าจะให้เขานำต้นฉบับวรยุทธ์มา ด้านบนมีภาพตรึกตรอง ไม่อาจปลอมแปลง จะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ พี่ลู่ไม่ต้องวิตก แยกแยะได้ง่ายยิ่ง” หลี่ซุ่นซีกล่าวต่อ
“ต่อให้มีการปรับเปลี่ยน ขอแค่ส่วนใหญ่เป็นจริง ก็ไม่แย่แล้ว” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ห้าพันชั่งเล่มหนึ่ง ออกจะ…” เขาพูดไม่ออกอยู่บ้าง ราคานี้ต่ำไปแล้ว
หลี่ซุ่นซียิ้มฝาด
“พวกเขาเดาออกว่าท่านจะอยากได้คัมภีร์ลับ ดังนั้นให้ข้าเอาสมุดมาด้วยเล่มหนึ่ง ด้านบนเป็นวิชาที่ท่านเลือกได้”
เขาพูดพลางล้วงสมุดเล่มเล็กออกจากทรวงอก สมุดเย็บปกสีน้ำเงินด้วยด้าย ด้านบนว่างเปล่า ไม่มีตัวหนังสือ แสดงว่าเพิ่งคัดลอกมา
ลู่เซิ่งรับมาพลิกดูหน้าแรก ความคมกริบของตัวอักษรสีดำหลายแถวลอยมาปะทะหน้า
“ตัวอักษรที่ดี!” เขาชม พิจารณาดู
สมุดแบ่งเป็นพลังธรรมดา พลังปลอดโปร่ง และสำนึกปลอดโปร่ง ลู่เซิ่งมองวรยุทธ์ในส่วนสำนึกปลอดโปร่ง
วรยุทธ์ระดับนี้กินพื้นที่หน้าหนึ่งในห้าส่วนสุดท้ายของสมุดจด
‘สำนึกปลอดโปร่ง: ฝ่ามือลมปราณพันพฤกษาเผาไหม้ วิชาลมปราณจันทร์ชะมด วิชาแยกเงา ดาบแปดเซ็นสงบจิต’
ทั้งหมดมีสี่วิชา ด้านล่างเป็นการแนะนำคร่าวๆ
ลู่เซิ่งกวาดตามอง ไม่ทันไรก็หยุดอยู่ที่ฝ่ามือลมปราณพันพฤกษาเผาไหม้ ในวิชาสี่ชนิด มีแต่วิชานี้ที่เป็นวิชาแข็งกร้าวชนิดเสริมสร้างร่างกาย อ่านการแนะนำก็เกรี้ยวกราดสุดขีดเช่นกัน
วิชาฝ่ามือนี้เป็นทักษะที่มีชื่อเสียงของของหลู่อูเซียงยอดฝีมือระดับเอกะฟ้าที่เคยตะลุยอยู่ในจงหยวน แต่เป็นเพราะตอนหลู่อูเซียงยังเด็ก เคยกินหญ้าอสุภอัคคีต้นหนึ่ง คุณสมบัติร่างกายจึงเหมาะกับการฝึกวิชาแข็งกร้าววิชานี้ถึงขีดสุด ดังนั้นอาศัยวิชานี้เลื่อนจากขอบเขตพลังปลอดโปร่ง สำนึกปลอดโปร่ง ไปถึงผนึกจิต สุดท้ายเข้าสู่ขอบเขตเอกะฟ้า แล้วเร้นกายหายตัวไป
แต่คนทั่วไปฝึกฝน ถ้าคุณสมบัติร่างกายไม่เหมาะสม ใช้เวลาหลายสิบปีอย่างราบรื่น บรรลุขอบเขตผนึกจิตได้ก็นับว่าโชคดีแล้ว
ถึงอย่างไรหลังจากบรรลุระดับเอกะฟ้า เป็นยอดฝีมือในหมู่มนุษย์แม้ยังคงสู้ภูตผีปีศาจระดับพันธนาการไม่ได้ แต่ก็มีทุนสำหรับหนีเอาชีวิตรอดแล้ว ไม่ใช่มอบโชคชะตาให้คนอื่นเหมือนก่อนหน้า
“อย่างไรก็แค่ธัญญาหารไม่กี่พันชั่ง ข้าต้องการแลกฝ่ามือลมปราณพันพฤกษาเผาไหม้ น่าจะเข้ากับวิชาลมปราณแดงฉานของข้าได้พอดี” ลู่เซิ่งคืนสมุดให้หลี่ซุ่นซี
“ความจริงยังมีความสามารถมอบให้ได้อีก แต่ว่าวิชาเหล่านี้นับว่าถูกที่สุด ที่เหลือส่วนใหญ่ต้องมีเงื่อนไขการฝึกฝนที่เคร่งครัด” หลี่ซุ่นซีตอบ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างนั้นพวกเรานัดเวลาและสถานที่ เมื่อถึงกำหนดค่อยแลกเปลี่ยน”
“ได้!” ลู่เซิ่งพยักหน้า
……………………………………….
บทที่ 129
หลังส่งหลี่ซุ่นซีออกไป ลู่เซิ่งเพิ่งหมุนตัวจะไปห้องโอสถ ก็เห็นหงหมิงจือผู้เป็นศิษย์พี่พาบุรุษวัยกลางคนที่ไม่รู้จักเข้ามาในห้องหนังสือของประมุขพรรค
ทั้งสองคนเดินเคียงไหล่กันเข้ามา บุรุษวัยกลางคนรูปร่างสูงชะลูด อายุไม่มาก แต่เมื่อพิจารณาดู กลับพบว่าอีกฝ่ายมีจอนผมสีขาว ดวงตาโชกโชน ไม่มีทางอายุสามสิบสิบปีเด็ดขาด
ลู่เซิ่งเข้าไปต้อนรับด้วยตัวเอง
“ศิษย์พี่ เหตุใดมีเวลามาเดินเล่นที่นี่ ท่านนี้คือ…” เขามองบุรุษวัยกลางคนผู้นั้น
คนผู้นี้พอมาถึง ก็ใช้สายตาประหลาดพิจารณาเขาอย่างละเอียด เหมือนกับเห็นขุมทรัพย์หายาก
“ท่านนี้คือ ฝ่ามือกระบี่เก้าทิศหวังหยวนซาน เป็นพี่ใหญ่ที่เจ้าเคยได้ยินผู้อาวุโสหวังพูดถึง ฉบับดั้งเดิมสมบูรณ์ของฝ่ามือทำลายใจที่เจ้าฝึกเป็นวรยุทธ์ในตระกูลของพี่หวัง” หงหมิงจือแนะนำ
“หวังหยวนซานหรือ?” ลู่เซิ่งนึกทบทวน “มาๆๆ เข้ามาพูดคุย”
เขาพาทั้งสองคนเข้าไปในห้องหนังสือ ปิดประตู ก่อนให้คนส่งน้ำชาเข้ามา
รอจนทั้งสามคนนั่งลงแล้ว หวังหยวนซานค่อยส่งเสียงอย่างไม่เกรงใจ
“วันนี้ได้พบประมุขพรรคลู่ ได้ยินชื่อไม่สู้พบพานจริงๆ ประมุขพรรคลู่ฝึกกำลังภายในและกำลังภายนอกพร้อมกัน ปราณภายในวิชาแข็งกร้าวถึงขั้นอยู่ในขอบเขตรูปจิตแล้ว…พอเทียบกันแบบนี้ ข้าตาเฒ่าอายุปูนนี้ ช่างใช้ชีวิตไร้ประโยชน์สิ้นดี!” เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา คล้ายกับรู้หนังสือ แต่ใช้คำหยาบๆ ไปเล็กน้อย ให้ความรู้สึกขัดกันอันแปลกประหลาด
“ผู้อาวุโสหวังเกรงใจแล้ว ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสมา มีธุระอะไรหรือ” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ปัจจุบันผมเขาค่อยๆ ยาวแล้ว ไม่ได้หัวล้านเลี่ยนเหมือนเดิม ถึงแม้กล้ามเนื้อจะกำยำยิ่ง แต่อย่างไรก็ก็มีลักษณะตอนเป็นคุณชายไม่น้อย
“ศิษย์น้อง” หวังหยวนซานไม่ได้พูด กลับเป็นหงหมิงจือเอ่ยปาก
เขากวาดตามองรอบๆ
ลู่เซิ่งเข้าใจความหมายของเขา โบกมือให้คนใกล้ชิดออกไป ปิดประตูเฝ้าไว้เหมือนก่อนหน้า
หงหมิงจือเห็นคนใกล้ชิดออกไปแล้ว ก็ประคองจอกชาข้างมือขึ้น สีหน้าค่อยๆ จริงจัง
“ข้ามาที่นี่ ก็เพื่อถามเรื่องหนึ่งกับศิษย์น้อง ขอให้เจ้าตอบข้าตามความจริง”
ลู่เซิ่งงงงัน จากนั้นยิ้มๆ “ศิษย์พี่โปรดบอก”
หงหมิงจือดื่มชา แล้ววางจอกชาลง นิ้วมือไล้ขอบจอก
“ขอถามศิษย์น้อง มารดาเจ้ามาจากตระกูลขุนนางฝั่งไหน”
ลู่เซิ่งเบิกตาน้อยๆ กลับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้อยู่บ้าง สองคนนี้คงจะยึดถือเขาเป็นสายเลือดผู้ตกยากของลูกหลานตระกูลขุนนางแล้ว
เขาไม่ทันตอบ หงหมิงจือก็เอ่ยต่อ
“กล่าวตามจริง ก่อนหน้านี้มีภารกิจรัดตัว ไม่ทันได้ถาม แต่ตั้งแต่เห็นศิษย์น้องเอาชนะภูตผีจากจตุรัสแดงได้ ข้าก็มีการคาดเดาในใจ” หงหมิงจือเอ่ยอย่างขึงขัง “พลพรรคทั่วไปอาจไม่ทราบเคล็ดสำคัญ นึกว่าภูตผีคือภูตผี ไม่อาจเอาชนะได้ทั้งหมด แต่ว่าคนที่เคยสัมผัสตระกูลขุนนางเช่นพวกเรายังเข้าใจความแตกต่างตรงกลาง ความแตกต่างระหว่างภูตผีกับความประหลาดลี้ลับมีมากจนเกินจินตนาการ ศิษย์น้องโจมตีรองผู้คุมจตุรัสแดงอย่างซึ่งหน้าจนล่าถอยได้ พลังไม่มีอะไรต้องสงสัย”
“สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ พลังแบบนี้ถ้าเป็นของจริง…ทอดตามองทั่วแดนเหนือ ก็หาคนที่สองไม่เจอ ทางจงหยวนเองก็…” ฝ่ามือกระบี่เก้าทิศหวังหยวนซานเอ่ยแทรกเสียงทุ้ม
จุดประสงค์ที่สองคนมาที่นี่ ลู่เซิ่งทราบแล้ว มิน่าก่อนหน้านี้ท่าทีของระดับสูงรวมถึงเฉินอิงที่มีต่อเขาในพรรค จึงยำเกรงยิ่งขึ้น คงเพราะเข้าใจผิดว่าเขาเป็นคนของตระกูลขุนนาง
เหมือนกับมือกระบี่ที่เซียวหงเย่เชิญมาหยั่งเชิงเขาคนนั้น ตระกูลขุนนางที่ตกต่ำ สายเลือดหลงเหลือซึ่งร่อนเร่อยู่ด้านนอกไม่ใช่ไม่มี เพียงแต่มีน้อยเต็มทีก็เท่านั้น
ลู่เซิ่งไตร่ตรองในใจ จากนั้นเงยหน้าขึ้น
“เรื่องที่ศิษย์พี่ถามความจริงไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือ ข้าจะนำพาพรรควาฬแดงกับสำนักอาทิตย์ชาดไปในเส้นทางที่ดีกว่านี้ได้หรือไม่”
คำตอบแบบนี้ของเขาไม่ได้ยืนยันว่าใช่ หรือไม่ใช่
แต่หงหมิงจือกับหวังหยวนซานแลกสายตากัน แสดงสีหน้ากระจ่าง คล้ายเข้าใจอันใด
ลู่เซิ่งไม่ทราบเช่นกันว่าพวกเขาเข้าใจอะไร ยืนยันเรื่องใดกันแน่
“เช่นนี้ก็ดี ไม่พูดถึงประเด็นนี้อีก มีคนอย่างศิษย์น้องนำสำนักอาทิตย์ชาดของเรา เป็นโชคดีของพวกเราโดยแท้ แต่นอกจากนี้ยังมีปัญหา เป็นเรื่องเกี่ยวกับว่าจะบ่มเพาะและเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ศิษย์ในสำนักอย่างไร” หงหมิงจือถาม
ลู่เซิ่งค่อยนึกถึงซ่งเจิ้นกั๋วที่ถูกตนเองทิ้งไว้ในเมือง ไม่เคยไปสนใจเหมือนปล่อยแกะ ตอนนั้นมอบทิศทางการฝึกวรยุทธ์ และวิชาเดินลมปราณของเคล็ดสนหนึ่งสำนึกให้แก่อีกฝ่าย ก็ไม่ได้สนใจอีก ตอนนี้ไม่ทราบพัฒนาถึงไหนแล้ว
“การเสริมความแข็งแกร่งแก่สำนัก สำคัญที่รับศิษย์ เผยแพร่วิชาเดินลมปราณ” ลู่เซิ่งคิด ก่อนพูดเสียงทุ้ม
“เผยแพร่วิชาเดินลมปราณ!? นี่ไม่ได้!” หงหมิงจือสะดุ้งโหยง รีบลุกขึ้นปฏิเสธ
“ศิษย์พี่ท่านฟังข้าพูดก่อน เผยแพร่วิชาเดินลมปราณที่ข้าว่า ไม่ใช่เผยแพร่ทั้งหมด เป็นแต่เพียงเผยแพร่พื้นฐานส่วนหนึ่ง เพื่อคัดเลือกอัจฉริยะที่มีคุณสมบัติเหมาะกับวิชาของสำนักเรา เช่นนี้จะเจอลูกศิษย์ที่ดีที่สุด เหมือนเลือกทองในทราย” ลู่เซิ่งมีความคิดแบบนี้แต่แรกแล้ว
ถึงอย่างไรต่อให้โยนวิชาที่เขาฝึกฝนออกไปในสภาพเดิมทั้งหมด ก็ไม่มีใครเหนือกว่าเขาได้ ดังนั้นเขาจึงไม่นำพาต่อการประกาศวิชาต่อภายนอก
ขอแค่มีปราณหยิน เขาก็เร็วกกว่าคนอื่นหลายเท่า สำเร็จวรยุทธ์ได้ในพริบตา
“นี่ก็ไม่ได้เหมือนกัน! วิชาเป็นแก่นที่บรรพจารย์ของสำนักเราลำบากเลือดตาแทบกระเด็นค่อยบัญญัติได้ จะประกาศง่ายๆ เป็นการไม่เคารพต่อบรรพจารย์อย่างยิ่ง ศิษย์น้องคิดหาวิธีอื่นเถอะ” เรื่องนี้หงหมิงจือไม่อาจประนีประนอมได้โดยสิ้นเชิง
ลู่เซิ่งพูดอีกรอบ ยังคงไม่อาจเกลี้ยกล่อม ได้แต่ล้มเลิก ตามวิธีรับศิษย์ดั้งเดิม ต้องสังเกตนิสัยใจคอ จากนั้นค่อยทดสอบคุณสมบัติ กระบวนการแบบนี้มีประสิทธิผลต่ำ ไม่อาจเสริมความกล้าแข็งแก่สำนัก
พวกหงหมิงจือได้คำตอบที่ตนเองต้องการ ไม่นานนักก็ลุกขึ้นจากไปอย่างผิดหวัง ในเมื่อทราบแล้วว่าลู่เซิ่งเป็นสายเลือดตระกูลขุนนาง เช่นนั้นที่ต่อสู้กับรองผู้คุมจตุรัสแดงระดับพันธนาการได้ สมควรเป็นเพราะใช้พลังพันธนาการในสายเลือดสู้กับเยื่อดำของความประหลาดลี้ลับ จึงต่อสู้ในระดับเดียวกันกับอีกฝั่งได้
นี่ทำให้พวกหงหมิงจือที่พกพาความหวังมาผิดหวังยิ่ง ถึงแม้จะผิดหวังมาหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ดูเหมือนมีความหวังกับความเป็นไปได้มาก น่าเสียดายยังคง…
ลู่เซิ่งส่งสองคนไป ก็ถอนใจเงียบๆ
‘เรื่องที่เราเป็นคนธรรมดายิ่งคนรู้น้อยยิ่งดี ไม่งั้นตระกูลขุนนางไม่ทราบว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร…’
พักผ่อนสักพัก เขาก็ออกจากห้องหนังสือ ไปเอาขี้ผึ้งสุคนธ์ทองที่ห้องโอสถ
เพิ่งเข้าห้องโอสถ ก็เห็นหลินหงเหลียนกับหยวนจงศิษย์สองคนของศิษย์พี่กำลังคุยอะไรกันอยู่นอกห้องโอสถ
“อาจารย์อา!” ทั้งสองคนพอเห็นลู่เซิ่ง ก็รีบก้มตัวคารวะ ใบหน้านอบน้อม
ลู่เซิ่งพยักหน้าเล็กน้อย
“พวกเจ้ามาเอายาเหมือนกันหรือ”
“เจ้าค่ะ มาเอาโอสถซ้อนทับให้อาจารย์” หลินหงเหลียนตอบเบาๆ
“โอสถซ้อนทับหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง นี่เป็นโอสถที่ใช้รักษาอาการบาดเจ็บภายในอย่างรุนแรง แม้ร่างกายของหงหมิงจือจะย่ำแย่ แต่ก็ไม่ได้ต่อสู้กับใคร เหตุใดอยู่ๆ จึงจะใช้โอสถชนิดนี้
เขาพลันนึกถึงหวังหยวนซานที่เพิ่งเจอ ในใจมีการคาดเดา
“ดี พวกเจ้าไปเถอะ” เขาโบกมือ สาวเท้าเข้าห้องโอสถ
พวกหลินหงเหลียนแลบลิ้นด้านหลัง รีบวิ่งเหยาะๆ จากไป
ลู่เซิ่งเข้าห้องโอสถ เอาขี้ผึ้งสุคนธ์ทอง สั่งหมอยาให้จัดโอสถเสริมการฝึกฝนปราณภายในส่วนหนึ่ง แล้วอวี้เหลียนจื่อก็ส่งคนมาส่งจดหมายแก่เขา การเตรียมตัวเกี่ยวกับพิธีกรรมใกล้แล้วเสร็จ จึงส่งรายการมา
ลู่เซิ่งออกคำสั่งเปิดประชุมย่อยของพรรค จัดการเรื่องราวความร่วมมือ จากนั้นก็ให้ต้วนเหมิ่งอันนำรายการไปส่งให้จวนเซียว
ภายหลังเขากลับไปฝึกฝนปราณขวดสมบัติที่พรรค
เพียงแต่ไม่ถึงสองชั่วยาม พลพรรคซึ่งเป็นบริวารของต้วนเหมิ่งอันคนหนึ่งก็รีบร้อนกลับมาส่งข่าวว่า ต้วนเหมิ่งอันตายแล้ว
“ตายแล้วหรือ?!”
ลู่เซิ่งได้ยินข่าวจากนอกประตู เบิกสองตา ปราณภายในทะลักสู่ด้านนอกสายหนึ่ง เผามุ้งบนเตียงข้างๆ ตัวจนไหม้เกรียม
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่!?” เขากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แม้ต้วนเหมิงอันจะขี้ขลาดกลัวเกิดเรื่อง แต่ที่แล้วมาเขาทำอะไรก็ซื่อสัตย์รับผิดชอบ ลู่เซิ่งเลือกงานสบายๆ ให้เขา ครั้งนี้เพียงแค่ไปส่งจดหมาย เหตุใดจึงตายกะทันหัน
ตอนที่ลู่เซิ่งควบคุมพรรควาฬแดงได้ไม่นาน มีต้วนเหมิ่งอันเป็นคนสนิท ยามอยู่ด้านนอกเป็นหน้าเป็นตาของเขา อยู่ๆ ก็ตายโดยไร้สาเหตุ เท่ากับตบหน้าเขา ถ้าจัดการไม่ดี ภายหลังผู้ใดจะยินยอมเป็นคนสนิท จัดการเรื่องราวอย่างเต็มใจให้แก่เขา
“เรียนประมุขพรรค…ผู้อาวุโสต้วนที่ไปจัดการบอกว่าไม่อาจแก้ไขได้ เชิญท่านไปด้วยตัวเอง…” พลพรรคที่ส่งข่าวนอกประตูกล่าวเสียงชัดเจน
ลู่เซิ่งลุกขึ้นด้วยสีหน้าอึมครึม เปลี่ยนชุดแล้วเปิดประตู
“พวกเจ้า! เตรียมม้า เรียกผู้อาวุโสเฉินกับผู้อาวุโสต้วนไปพร้อมกับข้า”
“ขอรับ!”
พลพรรคที่เฝ้าอยู่ด้านนอกรีบไปแจ้งผู้อาวุโสทั้งสองคน ทั้งคู่เป็นยอดฝีมือระดับสำนึกปลอดโปร่งที่ลู่เซิ่งเพิ่งเลือกจากพรรคมาเมื่อไม่นานมานี้ คนหนึ่งถนัดอาวุธลับนางฟ้าโปรยบุปผา อีกคนถนัดลูกตุ้มคู่ เป็นยอดฝีมือที่อายุไม่มาก กล้าบุกทะลวง
ลู่เซิ่งพกพาดาบใหญ่สองเล่มไปด้วย สวมเกราะเหล็กที่เพิ่งสั่งทำ พลิกตัวขึ้นหลังม้า พาผู้อาวุโสสองคน กับองครักษ์ประมุขพรรคสิบกว่าคนไปยังเมืองเลียบคีรี
ควบม้าถึงจวนเซียวโดยไม่หยุดยั้งระหว่างทาง
ถนนในเมืองว่างเปล่า ผู้คนน้อยกว่าอดีตมาก ไม่ได้มีภาพคึกคักอย่างเดิมแล้ว
รอจนถึงจวนเซียว มีพลพรรคกลุ่มหนึ่งชุมนุมอยู่หน้าประตูจวน ห้อมล้อมจวนเซียวเอาไว้
ในฐานะงูเจ้าถิ่น กำลังคนและอำนาจของพรรควาฬแดงในเมืองเลียบคีรีย่อมไม่ใช่สิ่งที่จวนเซียวจะเทียบได้
ไม่ไกลออกไปยังมีกองทัพรักษาเมืองที่รับหน้าที่ในพรรคนำกลุ่มมา ถึงแม้ไม่ใช่กองทัพเฟยเหลียน แต่ว่าทัพรักษาเมืองเป็นกองทัพเฝ้าประตูเมือง ขีดความสามารถไม่อาจดูแคลน อาวุธสังหารเช่นหน้าไม้ก็มี อย่างไรเมืองเลียบคีรีก็เป็นเมืองใหญ่
เวลามืดค่ำ จวนเซียวถูกคนกลุ่มใหญ่ล้อมไว้อย่างหนาแน่นมิดชิด
ผู้อาวุโสต้วนยืนอยู่หน้าประตู มือถือพู่กันพิพากษาคู่หนึ่ง สีหน้าบิดเบี้ยว เห็นลู่เซิ่งรุดมาถึง เขารีบเข้าไปคารวะ ใบหน้าฮึกเหิม
“ประมุขพรรค! ก่อนหน้านี้น้องเหมิ่งอันเข้าไปส่งจดหมายได้ไม่นาน ก็มีเสียงร้องดังมา พวกเรามาถึงคิดบุกเข้าไป กลับถูกสกัดไว้”
“อ้อ?” ลู่เซิ่งเงยหน้ามองประตูใหญ่จวนเซียว
ประตูใหญ่แง้มเป็นร่องแยก เฒ่าหลังค่อมตาเดียวคนหนึ่งยืนอยู่หลังประตู
เฒ่าชราคนนี้เผชิญหน้าทัพใหญ่ สีหน้าไม่ลนลาน ยังคงยืนอยู่หน้าประตูโดยไม่เงยหน้า
ด้านนอกมีมือดีในพรรคหลายคนกุมแขนได้รับบาดเจ็บ ถือดาบยาวไม่กล้าบุกเข้าไป
“หลบไป ข้าเอง!” ลู่เซิ่งดวงตาเย็นเยียบ สาวเท้าเดินไปยังประตูใหญ่
พลพรรครีบหลีกทาง เหลือเส้นทางไว้เส้นหนึ่ง
ลู่ซื่อไพล่มือขวาไว้ด้านหลัง กลางฝ่ามือเป็นสีแดงเหมือนกับผงชาด เดินดุ่มเข้าหาชายชรา
“อ้อ? ที่แท้เป็นประมุขพรรควาฬแดงมาเอง” ชายชราหลังค่อมคล้ายสัมผัสบางอย่างได้ ดวงตาในที่สุดก็เปลี่ยนแปลง มองลู่เซิ่งอย่างจริงจัง
“ก่อนมาได้ยินว่าประมุขพรรคลู่มีวิชาลี้ลับน่าเกรงขามไร้คู่ต่อกร เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ วันนี้กลับอยากทำความรู้จัก”
“รอข้าสังหารเจ้า ก็จะไม่อยากทำความรู้จักแล้ว” ลู่เซิ่งแขนขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังของฝ่ามือทำลายใจถูกปราณภายในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานเร่งเร้า ปราณภายในร้อนแรงหลายสายลอยขึ้นมารอบๆ ด้วยความเร็วสูง
……………………………………….
บทที่ 130
ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายพร้อมลงมือตลอดเวลา ยิ่งมายิ่งเข้าใกล้
“พี่ลู่”
เสียงของเซียวหงเย่ดังมาจากประตูใหญ่
“ต่างเข้าใจผิดๆ คนผู้นี้คือผู้รับใช้ของใต้เท้าผู้ประกอบพิธี ก่อนหน้านี้ไม่ทราบความสัมพันธ์ของพวกเราทั้งสองฝั่ง ใต้เท้าผู้ประกอบพิธีเดินทางไกลมาเป็นพันลี้เพื่อควบคุมสถานการณ์ใหญ่”
เซียวหงเย่ค่อยๆ ดึงประตูออก มองกองทัพด้านนอก “ใต้เท้าผู้ประกอบพิธีเชิญท่านเข้าไปพบ”
ผู้ประกอบพิธีหรือ
ลู่เซิ่งคิดไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าจะมีผู้ประกอบพิธีคนหนึ่งโผล่มา
เขาหยีตามองเซียวหงเย่กับเฒ่าตาเดียวผู้นั้น ในเมื่อเป็นผู้ประกอบพิธีของจวนอู๋โยว ดูการแสดงออกของเซียวหงเย่ จะต้องเป็นตัวตนที่ตำแหน่งสูงกว่าเขาแน่นอน
เขาคำนวณในใจ สะกดกลั้นเพลิงโทสะไว้ ค่อยๆ เก็บปราณภายในบนมือกลับ
“ได้ ข้ามีเรื่องส่วนหนึ่งต้องการขอคำสั่งสอนพอดี ทุกคนรออยู่นอกประตู!”
หลังจากเขาสั่งพลพรรค ก็สาวเท้าเดินเข้าไปจากช่องว่างที่ทั้งสองหลีกให้
เซียวหงเย่ใบหน้าประดับรอยยิ้ม เพียงแต่ดวงตาปรากฏความฉงน คิดไม่ถึงว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว ลู่เซิ่งจะยังสะกดกลั้นได้
ลู่เซิ่งเข้าไปในลาน เห็นชายชราผมขาวนั่งถือสุราจอกจอกหนึ่งในมือ อยู่ตรงกลางลานทันที
ชายชรามีหน้าตาทรงอำนาจ แม้จอนจะขาว หากแต่ยิ่งใหญ่ราวกับราชสีห์คลั่ง กล้ามเนื้อกำยำ ร่างกายแข็งแรงเหมือนกับบุรุษวัยฉกรรจ์
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ พอลู่เซิ่งเข้าประตู ก็รู้สึกได้ว่ามีกลิ่นอายอันตรายวนเวียนอยู่ในตัวลาน…
เขาหรี่ตา นานแล้วที่ไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายแบบนี้… นับตั้งแต่เขาสำเร็จสภาพหยางโชติช่วง พลังเพิ่มขึ้นอย่างใหญ่หลวง แม้แต่สตรีกางร่มแห่งจตุรัสแดงก็มอบความรู้สึกคุกคามแบบนี้ให้เขาไม่ได้
“รายการที่ประมุขพรรคลู่ส่งมา ข้าได้รับแล้ว ไม่เลว
นอกจากนี้ ข้าเห็นคนที่ส่งจดหมายมามีกล้ามเนื้อแน่น เลยอดจับมาย่างกินไม่ได้ แค่คนธรรมดาเพียงคนเดียว ประมุขพรรคสมควรไม่ถือสากระมัง” ชายชราซึ่งเป็นผู้ประกอบพิธีจ้องลู่เซิ่งด้วยรอยยิ้ม
พริบตาที่สายตาเขาอยู่บนร่าง ลู่เซิ่งรู้สึกชาไปทั้งตัว คล้ายถูกสัตว์ร้ายจับจ้อง พลังงานในร่างสั่นไหว เริ่มเร่งการโคจรเอง คล้ายกับรู้สึกได้ถึงการคุกคามอันร้ายแรง
ความรู้สึกชาไปทั่วร่างนี้ เป็นความรู้สึกสั่นสะท้านที่เกิดขึ้นตอนเขาเจอภูตผีครั้งแรก
ลู่เซิ่งทราบแก่ใจ มีแต่ตอนที่ตนเผชิญกับตัวตนที่ตนเองสู้ไม่ไหวเท่านั้น จึงเกิดความรู้สึกแบบนี้
แข็งแกร่ง… แข็งแกร่งมาก!
เขาจิตใจพลุ่งพล่าน แต่ต้องข่มไว้ ความคิดที่อยากจะลงมือเมื่อก่อนหน้านี้ถูกสะกดไว้
‘คนผู้นี้จะต้องเป็นยอดฝีมือระดับสูงในจวนอู๋โยวมาควบคุมพิธีกรรม ความรู้สึกคุกคามเช่นนี้… เราในตอนนี้ไม่ใช่คู่มือเด็ดขาด!
ตอนนี้ด้านหลังเรามีตระกูลซั่งหยางอยู่ เขาคงไม่กล้าลงมือกับเราตามอำเภอใจ’
เขาเข้าใจแล้วว่า นี่เป็นกับดักชนิดหนึ่งที่วางไว้เล่นงานตนหรือบอกว่าเป็นการหยั่งเชิงอีกครั้งหนึ่ง ต้วนเหมิ่งอันเพียงถูกพัวพันจนประสบภัยพิบัติที่ไร้เหตุผล เป้าหมายที่แท้จริงของอีกฝ่าย คือตนเอง
เขายืนอยู่ที่เดิม ปราณภายในหมุนเร็วขึ้น ความรู้สึกร้อนลวกแผ่กระจายไปรอบๆ
หลังจากนั้นหลายอึดใจ
ลู่เซิ่งค่อยสะกดเพลิงโทสะ ก้มหน้าตอบอย่างเชื่องช้า “…แน่นอน… ก็แค่มนุษย์คนเดียว มีอันใดถือสาหรือไม่ถือสา ใต้เท้าผู้ประกอบพิธีไม่จำเป็นต้องถือสา”
เขาสีหน้าสงบนิ่ง เปลือกนอกมองสีหน้าไม่ออก แต่ในใจกลับเดือดพล่าน จิตสังหารสั่งสมอยู่ที่ก้นบึ้งจิตใจโดยไม่อาจสะกดไว้ได้
จวนอู๋โยวก่อนหน้านี้หยั่งเชิงครั้งหนึ่งยังพอว่า ตอนนี้หยั่งเชิงเป็นครั้งที่สองยังฆ่าคนสนิทของเขา ครั้งต่อไปจะล้างตระกูลลู่ของเขาหรือไม่
ผู้ประกอบพิธีพยักหน้า เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ประมุขพรรคลู่รู้จักหลักการสำคัญ ไม่เลว เอาล่ะ ถ้าไม่มีเรื่องอะไร ประมุขพรรคลู่ไม่สู้ดื่มร่วมกันสักจอกหนึ่ง เนื้อและสุรานี้เป็นฝีมือของข้า คนทั่วไปไม่มีโอกาสลิ้มลอง”
ลู่เซิ่งหางตาแลเห็นศพเลือดเนื้อเลอะเลือนศพหนึ่งซึ่งแขวนบนต้นไม้ไม่ไกล ข้ารับใช้เฒ่าผมยาวคนหนึ่งกำลังถือมีดแล่เนื้อสดๆ จากศพ
เขาจำได้ทันทีว่าศพนั้นคือต้วนเหมิ่งอัน จากนั้นมองดูท่าทางคุยถึงรสชาติของสัตว์เลี้ยงจากชายชราผู้ประกอบพิธี จิตใจเย็นเยือกกว่าเดิม
“ไม่ต้องแล้ว ครั้งนี้ในเมื่อเป็นการเข้าใจผิด ก็แล้วกันไป ข้าไม่รบกวนความสำราญของใต้เท้าผู้ประกอบพิธี ขอลาก่อน” เขาก้มหน้าเอ่ยอย่างสงบ
“ก็ดี ประมุขพรรคลู่ส่งคำพูดให้หลานจิ่วหลีแทนข้าด้วย บอกนางมีเวลาให้มาที่นี่ ภายหลังข้าจะอยู่พักอย่างถาวรในที่ของทูตเซียว” ผู้ประกอบพิธีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“จะต้องส่งให้แน่นอน” ลู่เซิ่งพยักหน้า จากนั้นถอยหลังด้วยความนอบน้อม
ตอนหมุนตัวกลับ ลู่เซิ่งกวาดมองศพนั้นเป็นครั้งสุดท้าย เลือดแดงฉานหยดจากศีรษะต้วนเหมิ่งอัน เขาถูกแขวนกลับหัวบนกิ่งไม้ สองเท้าถูกมัดเข้าด้วยกัน ใช้ตะขอเหล็กเจาะฝ่าเท้าเหมือนกับแพะ สุกร ท้องถูกแหวะ เครื่องในหายไปไม่น้อย บางทีอาจถูกทิ้ง หรือไม่ก็ถูกกินไปแล้ว
เนื้อที่ย่างและผัดด้วยไฟแรง วางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะหินหน้าผู้ประกอบพิธี อาจเป็นเนื้อของเขา
ลู่เซิ่งละสายตากลับมา จิตใจเย็นเยียบกว่าเดิม
“ประมุขพรรคโชคดี” ชายชราตาเดียวยิ้มให้เขา ก้มหน้าอย่างเคารพ
ลู่เซิ่งมองเขาแวบหนึ่ง แล้วเร่งฝีเท้าผ่านร่างอีกฝ่ายไป
พอเดินออกนอกประตูใหญ่ เขาตวาดใส่ผู้อาวุโสทั้งสามคน
“ถอย!”
ทุกคนไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เห็นประมุขพรรคเข้าไปแล้วออกมา สีหน้าสงบนิ่ง ไม่มีการอธิบาย ก็ให้ทุกคนถอยทันที
ถึงแม้ไม่เข้าใจ แต่เพราะความเชื่อมั่นที่มีต่อลู่เซิ่ง ทุกคนจึงรีบถอยทัพ แม่ทัพจากทัพรักษาเมืองเข้ามาถามไถ่ทักทาย แล้วล่าถอยตาม
หลังลู่เซิ่งจากไป ในลานจวนเซียว ผู้ประกอบพิธีลุกขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าจางลง
“คนผู้นี้มีขีดความสามารถไม่ธรรมดา ต่อให้อยู่ในตระกูลขุนนาง ก็เป็นมือดีอันดับแรกๆ ในสถานที่กันดารเช่นแดนเหนือ เรียกว่ายอดฝีมืออันดับหนึ่งได้ ไม่ถือว่าเกินจริง” จากนั้นเขามองที่ว่างอีกด้านหนึ่ง “เป็นอย่างไร ใช่เขาหรือไม่”
ไป๋จิ้งนวยนาดออกมาพร้อมกระโปรงสีดำ
“คลับคล้าย แต่ต่างกันเกินไป ไม่สอดคล้องกับเบาะแสที่ได้มา ยังไม่อาจยืนยันได้โดยสมบูรณ์”
“ไป๋จิ้งเจ้าทำอะไรมักชักช้าเช่นนี้เสมอ” ด้านในโถงหลักมีบัณฑิตหน้าขาวรูปร่างผอมสูงคนหนึ่งเดินออกมาเช่นกัน “ข้าน้อยได้รับข้อมูลไม่เลวมา”
“ทูตเฉวียนท่านว่ามา” ผู้ประกอบพิธีมองบัณฑิตผู้นี้
บัณฑิตผู้นั้นมองไป๋จิ้งอย่างลำพองใจแวบหนึ่ง
“เพิ่งได้รับข่าวว่า อีกสักพักประมุขพรรคลู่ผู้นี้จะไปพบหน้ากับหลี่ซุ่นซี ต้องการแลกเปลี่ยนสิ่งของบางอย่าง เวลาและสถานที่ยันยืนแล้ว”
“อ้อ? ข่าวเป็นจริงหรือ” ผู้ประกอบพิธีตาเป็นประกาย
“เป็นจริงแน่นอน ผู้แซ่เฉวียนเอาข่าวนี้มาจากคนข้างตัวหลี่ซุ่นซี” ทูตเฉวียนเอ่ยด้วยรอยยิ้มภูมิใจ “ในนี้ยังเกี่ยวข้องกับพันธมิตรบู๊”
“เกี่ยวข้องกับพันธมิตรบู๊หรือ เจ้าพวกมุสิกพันธมิตรบู๊ จะได้กางตาข่ายจับในครั้งเดียว!” ผู้ประกอบพิธีแสดงความสนใจ “เวลาและสถานที่คือ?”
“ตีนเขาบูรพานอกเมือง ปากหุบเขาไร้ลม” เวลาคืออีกห้าวันให้หลัง ยามกลางอู่ตอนเที่ยง”
…
เปรี้ยง!
ลู่เซิ่งฟาดฝ่ามือใส่กำแพงไม้ข้างๆ กลายเป็นช่องว่างขนาดเท่าอ่างล้างหน้า
“จวนอู๋โยว!” เขาหน้าเขียว กล่าวทีละคำ
พอกลับมาถึงพรรค เขาก็ประกาศเรื่องของต้วนเหมิ่งอันในพรรค แก้ไขว่าความตายของต้วนเหมิ่งอันไม่เกี่ยวกับจวนเซียว ส่วนสาเหตุกำลังตรวจสอบอยู่
เช่นนี้นับว่าระงับความเคลือบแคลงในใจพลพรรคได้
ถึงจะระงับความเคลือบแคลงของทุกคนได้ แต่ว่าลู่เซิ่งโมโหเดือดดาล จวนอู๋โยวบีบบังคับคน ทำสิ่งใดไร้ข้อกริ่งเกรง ถ้าไม่ใช่เบื้องหลังเขามีตระกูลซั่งหยาง เกรงว่าผู้ประกอบพิธีคนนั้นอาจจะฉีกทึ้งเขาตรงนั้นไปแล้ว มิน่าก่อนหน้าจึงเซ่นสรวงเลือดคนจำนวนมากได้อย่างเปิดเผย
ลู่เซิ่งสัมผัสถึงความแตกต่างของตนกับชายชราผู้นั้นได้อย่างชัดเจน ตอนเผชิญหน้าอีกฝ่าย ปราณภายในทั่วร่างโคจรด้วยความเร็วสูงเอง เพื่อต้านทานพิษพันธนาการที่อีกฝ่ายปล่อยออกมาตามธรรมชาติ พิษพันธนาการเมื่อเหี้ยมหาญถึงขั้นหนึ่ง อากาศในบริเวณหนึ่งรอบๆ ตัวจะได้รับผลกระทบ
‘ดูเหมือนจะยังผ่อนคลายไม่ได้…’ ดวงตาลู่เซิ่งกลายเป็นลึกล้ำ ‘ยกระดับปราณภายใน ทดลองควบแน่นดูก่อนค่อยว่ากัน รอไม่ได้แล้ว พลัง เราต้องการพลังมากกว่านี้!”
“พวกเจ้า! แจ้งอวี้เหลียนจื่อ ข้าจะปิดด่าน ภารกิจทั้งหมดในพรรคให้เขาตัดสินใจ ก่อนข้าออกด่าน ห้ามให้ใครรบกวนข้า” ลู่เซิ่งเรียกองครักษ์คนสนิทมาสั่ง
“ขอรับ!”
พลพรรคไปถ่ายทอดคำสั่งอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งเก็บกวาดข้าวของหยูกยา ไปยังห้องสงบใจสำหรับปิดด่านโดยเฉพาะบนเรือวาฬแดง นั่นเป็นห้องพิเศษที่สร้างขึ้นจากเหล็กกล้าทั้งหมด
ลู่เซิ่งเตรียมของเรียบร้อย ก็นำเข้าไป ปิดห้องสงบใจ นั่งขัดสมาธิ
‘ดีปบลู’ เขาเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยน
กรอบสีน้ำเงินพลันโผล่ออกมา สายตาของลู่เซิ่งอยู่ที่กรอบวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานซึ่งสะดุดตาที่สุดด้านใน
[ดำเนินการเรียนรู้วรยุทธ์หรือไม่] กรอบหนึ่งเด้งออกมาถาม
ลู่เซิ่งเพ่งมองสักครู่ พร้อมมองปุ่มปรับเปลี่ยนได้ที่ลอยขึ้นด้านหลัง ในที่สุดก็สูดหายใจลึก
ใช้สำนึกกดปุ่มอย่างแรง
พริบตานั้น ภายในร่างเดือดพล่าน ปราณภายในวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานพลิกตัวอย่างรุนแรง เริ่มไหลเวียนเร่งความเร็วอย่างบ้าคลั่งในเส้นลมปราณ
เสื้อผ้าบนร่างลู่เซิ่งลุกไหม้ ถูกปกคลุมในทะเลเพลิง เผาไหม้ด้วยความเร็วสูง ผมของเขาที่เพิ่งงอก พริบตาเดียวก็ถูกเผาเป็นผงดำในเปลวเพลิงเช่นกัน
“มาเลย! หากไม่ตาย ก็รอด!”
ลู่เซิ่งตะโกน ทั้งร่างเจ็บปวดรวดร้าว ขยายใหญ่ขึ้น สภาพหยางโชติช่วงทำงานโดยฉับพลัน
ตูม!”
สะเก็ดไฟนับไม่ถ้วนระเบิดออก ร่างกายของเขากลายเป็นขนาดมหึมา พริบตาเดียวก็แปลงเป็นสัตว์ประหลาดแข็งแกร่งสูงสองหมี่กว่าๆ
กล้ามเนื้อที่เหมือนกับตุ่มบวมจำนวนมากเคลื่อนย้ายและเบียดอัดใต้ผิวเขา ยิ่งมายิ่งมาก ยิ่งมายิ่งขยาย ลวดลายตาข่ายสีเทาอมเขียวปกคลุมผิวราวกับรอยสัก
หลังจากเปลี่ยนเป็นสภาพหยางโชติช่วง แขนขาแดงขึ้นเรื่อยๆ ฟองน้ำกับตุ่มสิวขนาดไม่เท่ากันเริ่มผุดขึ้นมาบนผิวทั่วทั้งตัว
ความเจ็บปวดจากการขยายอย่างรุนแรงพุ่งกระแทกไปทั่วร่าง คล้ายกับปราณภายในคลั่งจนคิดจะหาช่องที่ระบายได้ในร่าง
แต่ว่าวิชาแข็งกร้าวในสภาพหยางโชติช่วง เหี้ยมหาญสุดเปรียบปาน แทบกล้าบอกได้ว่าไม่เคยมีมาก่อน ไร้ช่องโหว่แม้แต่น้อย
ในสถานการณ์แบบนี้ ปราณภายในที่เหลือของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน ได้แต่บีบอัดในร่างของเขาอย่างต่อเนื่องจนยิ่งมายิ่งมาก ยิ่งมายิ่งหนาแน่น
แรงดันอันมหาศาลทำให้หลอดเลือดของลู่เซิ่งค่อยๆ ขยายตัว เหมือนกับเหล็กสีม่วงอมเขียวหลายเส้นม้วนอยู่บนร่าง
ความเจ็บปวดรวดร้าวทำให้ลู่เซิงเบิกสองตาโพลง ทั่วร่างสั่นสะท้าน เหงื่อไหลหลั่งออกมา ก่อนระเหยไปด้วยความเร็วสูง
กล้ามเนื้อบนขมับสองข้างของเขาพองขึ้นช้าๆ เหมือนกับเขาสองข้างที่โผล่พรวดออกมา
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น