121-125
บทที่ 121
สองมือปิดหน้า มองด้านนอกผ่านร่องนิ้ว
“ข้าจะนับถึงสิบนะ” หลิงหลิงยืนตะโกนข้างกองฟางในตอนกลางคืน
“ห้ามเอามือออก”
“ต้องเอามือปิดหน้าตลอด ห้ามโกง!”
“รีบหนีๆ ให้นางมาจับพวกเรา ฮ่าๆ!”
เด็กหลายคนวิ่งไปทั่ว ซ่อนในที่นาซึ่งตัดกองหญ้า กองฟางไว้เต็มอย่างรวดเร็ว
หลิงหลิงกลับไม่ทราบว่า ก่อนหน้านี้เด็กเหล่านี้ตกลงกันแล้วว่าจะแกล้งนาง ที่อุตส่าห์ตอบรับเล่นกับนาง ก็แค่เพื่อแกล้งนางเท่านั้น
ดึกขนาดนี้ผู้ใดยินยอมเล่นกับเด็กน้อยโง่งมที่ตาไม่ดีแต่กำเนิด
“หนึ่ง”
“สอง”
“สาม”
“สี่”
ในทุ่งฟางอันเงียบสงัด มีแค่เสียงนับเลขอันกระจ่างใสของเด็กสาวดังไม่ขาดสาย
พวกเด็กๆ ที่ซ่อนตัวก่อนหน้านี้ไม่ทราบหนีไปมุมใด ในทุ่งฟางอันกว้างใหญ่ เหลือแค่หลิงหลิงปิดหน้าหมอบอยู่บนกองฟางนับเลขเพียงคนเดียว
นางสวมเสื้อบางผืนหนึ่ง ลมกลางคืนพัดผ่านเย็นอยู่บ้าง แต่นางกลับดีใจ ที่แล้วมาไม่มีใครเล่นด้วย คิดไม่ถึงวันนี้เด็กๆ เหล่านั้นในที่สุดก็ยอมรับนางแล้ว
ถึงแม้จะให้นางเล่นเป็นผีไปจับคน แต่ขอแค่ให้มีคนเล่นด้วย นางเล่นเป็นผีก็ไม่เป็นไร
“เจ็ด…”
“แปด”
“เก้า”
“สิบ! ข้าจะจับคนแล้ว!”
หลิงหลิงสองมือปิดหน้า มองผ่านร่องแยกนิ้ว หมุนตัวมาอย่างกระตือรือร้น กวาดตามองรอบๆ
ผืนนาเงียบสงัด มีเสียงของนางคนเดียวสะท้อนไปมา
“ไหนดูซิ พวกเจ้าซ่อนอยู่ไหนเอ่ย” หลิงหลิงค่อยๆ เดินกะโผลกกะเผลก นางตาไม่ดีแต่กำเนิด ของที่อยู่ไกลๆ เห็นไม่ชัด มีแค่ความพร่ามัว
ตอนนี้ดึกแล้วมีแค่แสงจันทร์ขมุกขมัว นางปิดหน้า ได้แต่มองผ่านร่องนิ้ว เห็นไม่ชัดกว่าเดิม
เดินไปเดินมา นางมาถึงด้านหน้ากองฟางกองหนึ่ง
“ฮ่า เสี่ยวหยวน! เป็นเจ้าหรือไม่”
นางกระโดดเข้าไป มองดูหลังกองฟาง
หลังกองฟางไม่มีใคร
“อ้าว ไม่มีคน” หลิงหลิงเอ่ยเสียงดังอย่างผิดหวัง เดินไปยังกองฟางอีกกอง
อย่างลำบากยากเย็น นางเกือบหกล้ม ค่อยๆ มาถึงกองฟางกองที่สอง
“เฉินต้าหนิว! เป็นเจ้าหรือไม่!?” นางกระโดดไปถึงหลังกองฟางที่ใหญ่หน่อยอีกด้านหนึ่ง
ยังไม่มีใคร
นางตามหาไปเรื่อยๆ อย่างอดทนยิ่ง
ก่อนหน้านี้ไม่มีคนเล่นกับนาง สภาพบ้านนางก็ไม่ดี ชาติกำเนิดย่ำแย่ มักถูกดูแคลน ปกติไม่มีใครเล่นกับนาง ตอนนี้ในที่สุดก็มีคนเล่นด้วยแล้ว นางจึงดีใจมาก ดีใจมากจริงๆ
หลิงหลิงหาไปเรื่อยๆ ไม่ทราบหาอยู่นานเท่าไหร่
ฟ้าค่อยๆ มืดลงอีก
นางยังคงไม่เจอใคร
“พวกเจ้าอยู่ไหนกัน…” หลิงหลิงเหนื่อยแล้ว หยุดพักหอบหายใจ
ทันใดนั้น ในแสงจันทร์พร่ามัว อีกด้านหนึ่งของกองฟาง นางขณะเปิดหน้า ก็เห็นชายเสื้ออยู่ตรงนั้นผ่านร่องนิ้ว
ข้างกองฟางคล้ายมีคนซ่อนอยู่ด้านใน ชายเสื้อเหมือนกับเสื้อผ้าที่เด็กคนหนึ่งสวมใส่ คุ้นตายิ่ง
‘น่าจะเป็นอาจวิ้น!’ หลิงหลิงเดาในใจ เดินไปยังอีกด้านของกองฟาง
ฝีเท้านางเชื่องช้ายิ่ง เกือบสะดุดล้มหลายครั้ง พยายามไม่ส่งเสียง
จนกระทั่งเดินถึงข้างชายเสื้อผืนนั้น
หลิงหลิงสูดหายใจลึก
“จับได้แล้ว! อาจวิ้น!” นางเปิดกองหญ้าออก เผยให้เห็นคนที่ซ่อนอยู่ด้านใน
ด้านในกองหญ้า นางเห็นอย่างรางๆ ว่า เป็นเด็กผู้ชายที่หน้าขาวยิ่งคนหนึ่งยืนอยู่ด้านใน คล้ายกำลังยิ้มให้นาง
ควับ!
ต่งฉีลุกพรวดขึ้นจากเตียง เหงื่อแตกเต็มตัว มองภาพปลาหลี่ฮื้อหยอกกุ้งบนมุ้งที่ปลายเตียง
กุ้งสีดำกับปลาหลีฮื้อสีแดง มีสีสันสดใส ค่อนข้างเด่นชัด ต่อให้อยู่ในความมืดก็เห็นสีได้รางๆ
‘ฝันร้ายอีกแล้ว…’ ต่งฉีสูดหายใจลึกๆ ฝันนี้สมจริงเกินไป จนกระทั่งตอนนี้นางยังจิตใจเต้นรัว
เบือนหน้ามองไปด้านนอก นอกหน้าต่างแสงจันทร์ดุจผ้าโปร่ง จันทร์ดวงเล็กแขวนอยู่บนฟ้า
“คุณหนูใหญ่! คุณหนูใหญ่!”
เสียงฝีเท้าที่เร่งร้อนเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ถัดจากนั้นเป็นเสียงตะโกนอย่างกระสับกระส่าย
“คุณหนูใหญ่ ไม่เป็นไรกระมัง!?”
เป็นชุ่ยผิง
ต่งฉีเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ลงจากเตียงแล้วลุกไปเปิดประตู
ชุ่ยผิงเป็นเด็กหญิงรับใช้มัดจุกสองข้าง รีบเข้ามาประคองต่งฉี
“คุณหนูใหญ่ฝันร้ายอีกแล้วหรือ!?”
“อือ…ไม่เป็นไรๆ…” ต่งฉียิ้มฝาด “จริงด้วย ทูตของพรรควาฬแดงที่พวกเราเชิญไป มาถึงไหนแล้ว”
“ออกเดินทางจากแถวๆ เมืองเลียบคีรี ถึงที่นี่ใช้เวลาประมาณสองวัน น่าจะใกล้ถึงแล้วกระมัง” ชุ่ยผิงเห็นต่งฉีไม่เป็นไร ค่อยโล่งอก
“ใช่ น่าจะใกล้ถึงแล้ว…” ต่งฉีกำหมัดแน่น รู้สึกเหนื่อยล้า
…
บนภูเขาเขียวขจี ร่มไม้ริมทางแน่นขนัด
รถม้าแล่นบนเส้นทางภูเขาอย่างไม่เร็วไม่ช้า ลู่เซิ่งนั่งข้างหน้าต่างในตัวรถ รถโยกเยกไปมาพร้อมกับมุ่งไปด้านหน้า
ผู้ขับรถม้าคือสวีชุย ครั้งนี้เขาพามาแค่คนเดียว
ในฐานะยอดฝีมือของโถงอินทรีเหิน สวีชุยเป็นมือดีที่มีโอกาสเลื่อนจากระดับพลังปลอดโปร่ง เข้าสู่ระดับสำนึกปลอดโปร่งมากที่สุด ลู่เซิ่งคิดจะบ่มเพาะเขาเป็นคนสนิทของตัวเอง
ทั้งสองคนนำอาหารสำหรับม้ากับอาหารแห้งมามากพอ มุ่งหน้าไปยังพรรคชาอย่างไม่รีบร้อน
“สวีชุย อีกนานแค่ไหนจะถึงตำบลชาใส” ลู่เซิ่งหยิบขี้ผึ้งสุคนธ์ทองขวดหนึ่งออกมาจากในถุงข้างเอว ใช้นิ้วชี้ปาดก้อนเล็กๆ ส่งเข้าปาก
“เรียนใต้เท้า ข้ามภูเขาลูกข้างหน้าก็จะถึงแล้ว เมื่อไปถึงตำบลชาใส ก็เหมือนกับถึงพรรคชาแล้ว แถวๆ นี้ปลูกชาเพื่อดำรงชีพ ทุกที่เป็นภูเขาชา สมควรอยู่ไม่ไกลแล้ว” สวีชุยตอบอย่างเคารพ
ลู่เซิ่งพยักหน้า เก็บขี้ผึ้งสุคนธ์ทอง
ของสิ่งนี้บำรุงร่างกาย ทรงประสิทธิผลต่อวิชาแข็งกร้าวและวิชากำลังภายนอก เป็นยาบำรุงที่ดีเยี่ยมสำหรับรักษาสภาพในแต่ละวัน ตอนนี้เขาจะรับประทานครั้งละน้อยๆ เพื่อบำรุงร่างกาย
ถึงอย่างไรวิชาแข็งกร้าวของเขาก็น่าทึ่งเกินไป วิชาแข็งกร้าวที่สั่งสมมีมากเกินไป คิดจะรักษาความแข็งแกร่งของร่างกาย อาศัยแค่รับประทานข้าวยังไม่พอ ยังต้องใช้ยาจำพวกนี้คอยดูแลทุกวัน ไม่อย่างนั้นผ่านไปนานวัน อายุขัยจะลดลง กลายเป็นเพียงฝึกฝนแต่ไม่บำรุง
‘ดีที่สิ่งที่เราฝึกฝนมีวิชาหล่อเลี้ยงชีวิตเสริมส่งร่างกาย ไม่อย่างนั้นแค่บำรุงปรับปรุงสภาพร่างกาย ไม่อาจเรียบร้อยอย่างง่ายดายเช่นนี้’ ลู่เซิ่งกระจ่าง
สัมผัสปราณภายในที่โคจรอย่างต่อเนื่องในร่างกาย เขาหลับตา ค่อยๆ เคลื่อนปราณ จิตนึกถึงภาพโดยรวมในปราณขวดสมบัติ
‘ชีวิตคนมีสามสมบัติ แปลงปราณในสมบัติเป็นพลังกาย เพื่อบำรุงก่อนกำเนิด’ ภาพตรึกตรองเป็นภาพฟ้าครามอาทิตย์เจิดจ้า เพียงแต่มีลวดลายที่เหมือนสำลีในดวงอาทิตย์
ลู่เซิ่งหลับตาตรึกตรอง ปรับสภาพร่างกายให้อยู่ในสภาพพิเศษตอนฝึกฝนปราณขวดสมบัติอย่างรวดเร็ว
วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานในร่างกายกีดกันปราณภายใน ในเส้นลมปราณทั้งหมดด้วยตัวเอง ในปราณขวดสมบัติมีเส้นลมปราณหลายเส้นที่ทับซ้อนกับวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน ดังนั้นให้กำเนิดปราณได้ยากลำบากสุดขีด
ลู่เซิ่งไม่นำพา คาดไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว
ปราณภายในของเขาบรรลุขีดจำกัดเส้นลมปราณในร่างกายมานานแล้ว ตอนนี้ก็แค่วิชาแข็งกร้าวเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ ทำให้ร่างกายมีการถ่างเส้นลมปราณแบบเทียม นี่จึงก่อให้เกิดที่ว่าง ฝึกฝนปราณขวดสมบัติได้
หลังฝึกฝนไปพักหนึ่ง เขาก็ลืมตา ยิ้มหนักใจ
‘ยังคงไม่ได้…เส้นลมปราณตันเถียนเต็มมานาน ปราณขวดสมบัติไม่อาจสร้างปราณภายใน ถูกวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานสะกดไว้ ถ้าไม่คิดหาวิธี ก็ไม่อาจเพิ่มระดับพลังของปราณภายในได้อีก’
ลู่เซิ่งนั่งใคร่ครวญบนรถม้า ไม่ฝึกฝนวิชากำลังภายในธาตุหยิน ก็ไม่อาจปรับสมดุลหยินหยางในร่าง นี่เป็นภัยซ่อนเร้น แต่ตอนนี้ในร่างกายจุปราณภายในเต็มแล้ว…
‘ปราณภายใน เป็นพลังงานสารอาหารที่ร่างกายสร้างขึ้นและสั่งสมจากการโคจรด้วยเส้นลมปราณที่แตกต่าง เป็นพลังงานในกายที่เหลืออยู่ในแต่ละวัน สะสมกันกลายเป็นพลังงานทางธรรมชาติที่แตกต่าง
เช่นนั้นในเมื่อเป็นปราณ มีวิธีควบแน่นปราณภายในเพื่อเพิ่มความหนาแน่นหรือไม่ เหมือนอากาศเบาบางขนาดนี้ ยังถูกควบแน่นกลายเป็นของเหลวได้ในเงื่อนไขพิเศษ ขอแค่มีแรงดันกับอุณหภูมิที่ต่ำพอ
‘คิดเปลี่ยนปราณภายในเป็นของเหลว จำเป็นต้องทำให้เงื่อนไขอะไรสำเร็จ’ ลู่เซิ่งหลับตาตริตรอง
วิชาแข็งกร้าวเมื่อฝึกจนแข็งแกร่งเกินไป ทำให้ร่างกายพอโคจรวิชาจะกลายเป็นสภาพอีกแบบ เขาเรียกชื่อสภาพนี้ว่าหยางโชติช่วง สภาพหยางโชติช่วงคล้ายกับตีผิดชนพลาดจนทำให้ร่างกายสำเร็จเงื่อนไขควบแน่น
“จะควบแน่นอากาศเป็นของเหลว เงื่อนไขแรกที่ต้องทำให้สำเร็จคือการควบแน่นในระดับสูง คิดจะทำให้ปราณภายในเป็นรูปแบบของเหลวไหลเวียนในร่าง เห็นทีต้องทำให้ร่างกายเรามีความอดทนสูง ยึดถือเป็นภาชนะ เงื่อนไขนี้สมควรสำเร็จแล้ว จากนั้น ต้องมีวิธีควบแน่น”
ลู่เซิ่งยื่นมือออกมา กลางฝ่ามือปรากฏกลุ่มปราณภายในไร้รูปร่างที่ร้อนลวกสายหนึ่ง
เขาชูมือสูงขึ้นเล็กน้อย วางเสมอระดับสายตา มองผ่านปราณภายใน เห็นภาพด้านนอกที่บิดเบี้ยวเล็กน้อยได้อย่างชัดเจน
แสดงว่ามีอากาศธาตุที่โปร่งแสงบางชนิดหักเหเส้นแสง
‘ถ้าจะควบแน่น เราเลือกส่งถ่ายปราณภายในใส่กล่องโลหะได้…ไม่ ไม่ได้ โลหะก็โน้มนำปราณภายในได้เหมือนกัน เราต้องหาของที่ไม่อาจโน้มนำปราณภายใน ปัญหานี้ยุ่งยากยิ่ง’
ลู่เซิ่งถอนใจเงียบๆ เก็บปราณภายในของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่กลางฝ่ามือ
นอกหน้าต่างค่อยๆ เปลี่ยนจากป่าที่แทรกสวนชาเป็นภูเขาสีเขียวลูกเล็กสูงต่ำสลับกัน
บนภูเขาปลูกต้นชาสีเขียวชอุ่มผืนใหญ่ ต้นชาหลายต้นแก่ยิ่ง ยังไม่มีคนโค่น เปล่าเปลี่ยวอยู่บ้าง
รถม้าแล่นไปด้านหน้าต่อ ไม่ทันไรก็เข้าไปในตำบลเก่าแก่ที่มีแค่ถนนเจ็ดแปดเส้น
ถนนในตำบลปูแผ่นหินสีเทาที่แตกระแหง ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดประตู ริมถนนมีกองไฟ กระถางไฟ เผากระดาษเงินเป็นระยะ
คนเดินถนนมีน้อยยิ่ง บางครั้งก็เห็นเงาร่างที่รีบร้อนสองสามสาย
“ที่นี่คือตำบลชาใสหรือ” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว “แถวๆ นี้ไม่ใช่มีป้อมของทัพเฟยเหลียนตั้งอยู่หรอกหรือ ที่นี่อยู่ในอาณาเขตคุ้มครอง เหตุใดอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวปานนี้”
สวีชุยส่ายหน้า “ข้าน้อยก็ไม่ทราบ ไปหน่วยหลักพรรคชาก่อนเถอะ ที่นี่ไม่มีสาขาพรรควาฬแดงของพวกเรามานานแล้ว คิดจะหาคนทำความเข้าใจสถานการณ์ ต้องตามหาพรรคชาที่เป็นงูเจ้าถิ่น”
ลู่เซิ่งหยิบจดหมายขอความช่วยเหลือที่พรรคชามอบให้พรรควาฬแดงออกมา ที่ปิดอยู่ด้านบนเป็นตราประทับของต่งเชิงผิงประมุขพรรค แต่ว่าตัวหนังสือบนจดหมายกลับงดงามประณีตยิ่ง
“จดหมายให้คนที่ชื่อต่งฉีส่งมา ตามข้อมูล ต่งฉีสมควรเป็นบุตรีคนเดียวของประมุขพรรครุ่นปัจจุบันของพรรคชา ใช้ชื่อนางส่งจดหมายขอความช่วยเหลือ คงจะต้องมีแผนการแน่ พวกเราไปตามสถานที่ก็พอ สถานที่คือโรงงานชาเลิศบนถนนสายที่หกทางตะวันออก”
“ขอรับ” สวีชุยขานรับ ขับรถม้าพลางนับป้ายถนนบนสิ่งก่อสร้างข้างทาง
เดินทางไม่นาน ทั้งสองคนเลี้ยวผ่านถนนสองสาย ก็เห็นชายฉกรรจ์ร่างผอมมัดผ้าโพกหัวสีขาวมาต้อนรับ
“ขอบังอาจถาม เป็นท่านทูตจากพรรควาฬแดงใช่หรือไม่” ชายฉกรรจ์หน้าเหลี่ยมคนหนึ่งถามด้วยความนอบน้อม
“พวกท่านคือ?” สวีชุยถาม
“พวกเราเป็นคนที่คุณหนูใหญ่ต่งฉีส่งมาต้อนรับ ขอเชิญท่านทูตมาทางนี้” ชายฉกรรจ์ต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
……………………………………….
บทที่ 122
สวีชุยมองลู่เซิ่ง พอได้รับการอนุญาต ก็ขับรถม้าติดตามชายฉกรรจ์สองสามคนนี้ไปตามถนนในเมืองอีกระยะหนึ่ง หอสีแดงสี่ชั้นที่ใหญ่โตหลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตา
หอมียอดสีขาวผนังสีแดง กรรไกรยักษ์สำริดเล่มหนึ่งแขวนอยู่บนประตูใหญ่ กรรไกรสูงเท่าหนึ่งคนครึ่งดูคมกริบไม่ธรรมดา พิจารณาดูจะแยกแยะออกว่านั่นเป็นแค่ของประดับ เป็นลวดลายที่ฝังอยู่บนประตู
ด้านหลังหอเป็นตัวลานที่กว้างขวางทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ
หญิงสาวผมยาวเอวคอดกิ่ว รูปร่างสมส่วนสวมเสื้อโปร่งสีเขียว แบกกระบี่ยาวรออยู่นอกประตู
พอเห็นพวกลู่เซิ่ง หญิงสาวก็ตาเป็นประกาย รีบเข้ามาต้อนรับ
“ขอบังอาจถาม เป็นท่านทูตจากพรรควาฬแดงใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว ท่านคือคุณหนูใหญ่ต่งฉีแห่งพรรคชากระมัง” สวีชุยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใต้เท้าของข้ามาจัดการเรื่องนี้เอง ได้โปรดนำทาง”
ลู่เซิ่งเวลานี้ค่อยๆ เดินออกมาจากรถม้า รูปร่างในปัจจุบันของเขาปกติกว่าก่อนหน้ามาก ไม่มีเส้นสายกล้ามเนื้อที่อลังการอีกแล้ว ศีรษะล้านก็เริ่มมีผมสั้นงอกขึ้นชั้นหนึ่ง อย่างน้อยไม่ได้ดูดุร้ายเหมือนเดิม
แต่รูปร่างหน้าตาเช่นนี้ พอต่งฉีมองไป กลับรู้สึกได้ถึงความเหี้ยมหาญ
แค่มองดาบใหญ่สองเล่มที่ซ้อนกันอยู่ซึ่งลู่เซิ่งแบกไว้ด้านหลัง ก็ทราบว่าคนผู้นี้จึงเป็นตัวหลักในการจัดการเรื่องนี้
“ขอถามท่านทูตมีคำเรียกหาว่าอะไร ข้าน้อยต่งฉี เป็นบุตรีของประมุขพรรคชา ตอนนี้ดูแลภารกิจในพรรค” นางถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความจริงจัง
“ข้าแซ่ลู่ แม่นางต่งฉีแนะนำเรื่องพรรคชาก่อนเถอะ” ลู่เซิ่งไม่ได้แนะนำตัวอย่างละเอียด สถานะประมุขพรรคของเขาย่อมไม่อาจแพร่งพรายง่ายๆ
“ที่แท้เป็นท่านทูตลู่ โปรดตามข้าน้อยมา” ต่งฉีมีสีหน้าผ่อนคลาย หลายวันมานี้นางทนทรมานมาตลอด ฝันร้ายอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ในที่สุดก็มีผู้ช่วยเหลือมาถึง พรรควาฬแดงจัดการเรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งสองครั้ง ก่อนหน้านี้พรรคชาเชิญยอดฝีมือพรรควาฬแดงมา ทั้งหมดจัดการได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นจึงมีความมั่นใจ
จากนั้นนางพาพวกลู่เซิ่งเข้าไปในโรงงานชาเลิศที่อยู่ด้านหลัง
ทะลุโถง โต๊ะใหญ่ตัวหนึ่งตั้งอยู่ในตัวลาน มีสุราอาหารวางอยู่ แสดงว่าใช้ต้อนรับคนทั้งสอง
หลังจากลู่เซิ่งกับสวีชุยนั่งลง นางจึงค่อยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นของพรรคจนชาถึงวันนี้ทีละเรื่อง
“เรื่องราวเป็นเช่นนี้” ต่งฉีนึกทบทวน สีหน้าเจ็บปวด “หนึ่งปีก่อนหน้า ช่วงต้นวสันต์ พรรคเราเกิดเรื่องเรื่องหนึ่ง และเป็นเรื่องนี้ที่ทำให้บิดาและท่านน้าของข้า ยังมีระดับสูงจำนวนไม่น้อยในพรรคทยอยเกิดปัญหาตามมา”
“เรื่องอันใด แม่นางต่งบอกกล่าวตรงๆ เถอะ” ลู่เซิ่งนั่งคนเดียวในตำแหน่งที่คนสองคนต้องนั่ง ประคองจอกสุราจิบเบาๆ
ต่งฉีพยักหน้า ใจเย็นลงเล็กน้อย เล่าต่อไป
“ตอนนั้นบิดาข้า ต่งเชิงผิงประมุขพรรคชาออกไปตรวจสอบภูเขาชา ได้รู้จักกับหมอยาที่ตอนนี้อยู่ในพรรค จัวชิงหยาง บิดาข้ากับจัวชิงหยางพบกันดุจสหายเก่า ปกติสองคนถือเทียนคุยกันยามวิกาล แต่ละคืนไม่หลับไม่นอนตอนแรก ข้ากับพวกท่านน้าก็นึกว่าทั้งสองคุยกันเรื่องสัพเพเหระ เพียงแต่มีครั้งหนึ่งข้าสะดุ้งตื่นกลางดึก ผ่านห้องบิดา ค่อยได้ยินความผิดปกติเล็กน้อย”
“ความผิดปกติใด” ลู่เซิ่งถาม ตั้งแต่เข้ามาในโรงงานชาเลิศ เขาก็รู้สึกผิดปกติอยู่บ้าง เหมือนขาดชีวิตชีวาไปเล็กน้อย
“…ข้าแอบเห็น บิดากับจัวชิงหยางผู้นั้นไม่ได้สนทนาอะไรกัน แต่กราบไหว้คันฉ่องแก้วที่สูงเท่าหนึ่งคนครึ่งในห้อง ตอนนั้นข้าหวาดกลัวยิ่ง เพราะข้าเห็นจัวชิงหยางกับบิดาข้าสวดมนต์ขณะกราบไหว้ สีหน้าเขียวเล็กน้อย จึงรีบหนีออกมาวันที่สอง ข้าไปถามบิดา เขาถึงกับ…ถึงกับ… ” ต่งฉีก้มหน้า เว้นระยะเล็กน้อย “ถึงกับจำเรื่องนี้ไม่ได้ ยังบอกว่าข้ากล่าววาจาส่งเดช”
“จำไม่ได้จริงหรือ เสแสร้งหรือว่าจำไม่ได้จริงๆ” ลู่เซิ่งหรี่ตามถาม
“ข้าสนิทกับบิดามาก เป็นเพราะเสียมารดาไปตั้งแต่ยังเด็ก บิดาเลี้ยงข้าจนเติบใหญ่ด้วยตัวคนเดียว รายละเอียดนิสัยทั้งหมดของเขาข้ารู้จักดี” ต่งฉีอธิบาย “ข้าแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่า เขาจำเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนไม่ได้จริงๆ”
“จำไม่ได้จริงๆ” ลู่เซิ่งหยีตาผ่อนลมหายใจ หางตาชำเลืองต้นหลิวหลายต้นในตัวลาน
ปลูกต้นหลิวในบ้าน ทั้งยังมีมากกว่าหนึ่งต้น ต้นหลิวเป็นหยิน ไม่ค่อยเห็นในบ้านคนทั่วไป
“ท่านเล่าต่อ” เขาบุ้ยใบ้ให้ต่งฉีพูดต่อ
ต่งฉีพยักหน้า เล่าว่า “หลังจากนั้น ทุกๆ คืนในวันต่อๆ มา ข้าไปแอบดูอยู่นอกประตูห้องบิดา ยังเรียกคนอื่นๆ ไปด้วยตลอด แต่ทุกครั้งหลังจากนั้นเห็นบิดาข้าหลับตามปกติ ไม่มีผิดปกติใด นานวันเข้า เรื่องนี้ก็ไม่ได้พูดถึงอีก”
“จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง… ” สีหน้าของต่งฉีเจ็บปวดเป็นพิเศษ ก้มหน้ากำหมัดแน่น ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุม
“ข้า…ข้าไม่อยากนึกถึงภาพในวันนั้นจริงๆ… ” นางพูดไปพูดมาก็เริ่มสะอื้น
ลู่เซิ่งไม่ส่งเสียง พยักพเยิดให้สวีชุย สวีชุยจึงเริ่มปลอบใจต่งฉี
ลู่เซิ่งค่อยฉวยโอกาสสำรวจสภาพของบ้าน
กลางตัวลานบ้านปลูกต้นหลิวไว้หกต้น กิ่งก้านย้อยลงมา เมล็ดหลิวลอยตามลม
ชายคากำแพงมีอายุอยู่บ้าง ผิวกำแพงหลายแห่งที่เป็นด่างดวง อิฐหินบนพื้นมีตะไคร่น้ำเล็กๆ เกาะอยู่ไม่น้อย
ในโรงงานสงบอย่างยิ่ง พวกหญิงรับใช้ที่อยู่ด้านข้างก็ดูเศร้าหมอง ขอบตาดำ เหมือนกับพักผ่อนไม่เพียงพออย่างรุนแรง ไม่มีความกระตือรือร้น
ในตัวลานมีระเบียงเชื่อมไปยังห้องนอนในลานด้านใน
ลู่เซิ่งมองตามระเบียงนั้นไป เห็นแค่ความมืดดำสนิทผืนหนึ่ง ลมเย็นพัดออกมา หนาวเย็นเสียดแทงกระดูก
สวียชุยปลอบสักพักหนึ่ง ต่งฉีคล้ายกับใจเย็นลง เล่าต่อ
“บิดาข้าออกไปลาดตระเวน ภายหลังที่กลับมากลายเป็นศพ…แม้แต่ศพก็ไม่สมประกอบ…ภายหลัง ข้าร้องไห้อยู่หลายวัน สาบานว่าจะตามหาตัวฆาตรกร จึงไปตามหาจัวชิงหยางหมอยาผู้นั้น แต่คนผู้นั้นมีสีหน้าประหลาด ปากแม้จะปลอบประโลมคน แต่ฟังอย่างไรก็ผิดปกติตอนนั้นข้ามีความเคลือบแคลงเล็กน้อยแล้ว ภายหลังไหว้วานให้ท่านน้าและท่านอาจับตาดูเขา แต่ที่คาดไม่ถึงก็คือ หลังจากนั้นไม่นาน ท่านน้ากับท่านอาก็หายสาบสูญติดต่อกัน… ” ต่งฉีพูดถึงตรงนี้ กลั้นน้ำตาไม่ไหว น้ำตาไหลลงดุจไข่มุกที่สายขาด
“หมอยาผู้นั้นเล่า” ลู่เซิ่งถามแทรก
“อยู่ในพรรค…เขาไม่ไปไหน และไม่มีคนกล้าให้เขาไป ระดับสูงส่วนหนึ่งในพรรคจะไปที่ห้องเขาทุกคืน ไม่ทราบไปทำอะไร เวลากลางวันทุกคนเป็นปกติยิ่ง แต่พอตกดึก…” ต่งฉีแสดงความหวาดกลัวและความกังวล “ตอนนี้ข้ากำลังวิตกว่าพรรคชาจะพินาศโดยสิ้นเชิงเหมือนบิดาข้า ดังนั้นจึงต้องเชิญท่านทูตมาตรวจสอบเรื่องนี้… ”
ลู่เซิ่งถามรายละเอียดอีกสองสามข้อ จึงเข้าใจเหตุการณ์คร่าวๆ
“จริงด้วย ท่านเห็นคันฉ่องแก้วที่บิดาท่านกับหมอยาผู้นั้นกราบไหว้หรือไม่” เขาถามเสียงทุ้ม
“เห็นแล้ว ตั้งในห้องนอนของจัวชิงหยางหมอยา เขานอกจากปลดทุกข์ จะกินหรือนอน ไม่ว่าเรื่องใดล้วนไม่ออกห่างจากคันฉ่องบานนั้น ข้าฉวยโอกาสตอนเขาไปปลดทุกข์ แอบเข้าไปดูครั้งหนึ่ง ไม่แตกต่างกับคันฉ่องแก้วทั่วไป รู้สึกว่าส่องได้ชัดยิ่ง” ต่งฉีตอบอย่างรวดเร็ว
“คันฉ่องแก้วเปราะบางกว่าคันฉ่องสำริดมาก แต่ว่าผิวคันฉ่องส่องคนได้ชัดเป็นพิเศษ คันฉ่องแบบนี้ปกติแล้วมีเส้นทางนำเข้าจากรัฐมหาเกียรติ ทั้งยังราคาแพงมาก ท่านเคยถามหมอยาผู้นั้นหรือไม่ว่าเขาได้มาอย่างไร” สวีชุยอดแทรกไม่ได้
ต่งฉีส่ายหน้า
“หมอยาท่านนั้นพิลึกยิ่ง พวกท่านไปเจอก็จะทราบ ข้าคนเดียวไม่กล้าพบเขา”
ลู่เซิ่งพยักหน้า ลุกขึ้นยืน
“เอาล่ะ ตอนนี้พาข้าไปเจอหมอยาจัวชิงหยางผู้นั้นเถอะ เรื่องราวไม่อาจชักช้า”
“ตอนนี้เลยหรือ” ต่งฉีคิดไม่ถึงว่าลู่เซิ่งจะเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด เพิ่งฟังจบ ก็จะไปตรวจสอบสถานการณ์ทันที
“ใช่ ตอนนี้”
ต่งฉีลังเล ครู่หนึ่งค่อยๆ ลุกขึ้น
“ข้าจะพาพวกท่านไป…ห้องของหมอยาอยู่ที่มุมด้านในสุดของลานด้านใน ทั้งสองท่านโปรดตามข้ามา” นางค่อยๆ ลุกขึ้น พาพวกลู่เซิ่งเดินไปตามระเบียงที่เชื่อมสู่ลานด้านใน
ลู่เซิ่งทางหนึ่งติดตาม ทางหนึ่งหันไปมองหญิงรับใช้ที่เข้าไปเก็บสุราอาหารเหล่านั้น
หญิงรับใช้เหล่านี้ดวงตาไร้ประกาย การเคลื่อนไหวดูเหนื่อยล้า เหมือนกับนอนไม่หลับอย่างรุนแรง สีหน้าดั่งตุ๊กตาไม้ที่ซึมเซา
ทั้งสามคนทะลุระเบียงสีดำสนิท เข้าไปในลานเล็กที่ดูกว้างขวางอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เดินเข้าซุ้มประตูทางซ้ายของลานเล็กแห่งนี้ ผ่านซุ้มประตูอีกสามซุ้ม ค่อยมาถึงตัวลานที่เปลี่ยวร้างอ้างว้างแห่งหนึ่ง
ชายฉกรรจ์สวมชุดรัดรูปที่ยืนหาวกลางวันแสกๆ อยู่หน้าประตู พอเห็นต่งฉีมา ก็รีบเข้ามาทักทาย
ต่งฉีสนทนากับคนสองคนที่เฝ้าประตู แล้วค่อยหันไปพูดกับลู่เซิ่ง
“ที่นี่เป็นลานที่หมอยาอยู่ ทั้งสองท่าน… ”
“เราเข้าไปกันเลย” ลู่เซิ่งปล่อยแขนลงตามสบาย เดินเข้าไปในลานดั่งอาชาใหญ่ดาบทอง
ใบไม้กองเกลื่อนพื้นลาน พลิกขึ้นตามลม ส่งเสียงแซ่กๆ เบาๆ
ใต้ชายคาแขวนตุ๊กตารูปคนตัวหนึ่ง เหมือนทำมาจากผ้าป่าน แขนขาเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือเป็นสีเทา ยังมีผมยาวยุ่งเหยิงสีดำสนิทปรกหน้ามากกว่าครึ่ง
ลู่เซิ่งเดินเข้าไปดูตุ๊กตาคนตัวนั้น
เห็นใบหน้าของมันที่ถูกคนใช้ชาดแต้มเป็นปากและดวงตาอีกสองข้างผ่านเส้นผมสีดำ ดวงตาวาดได้สมจริงสุดขีด คล้ายกำลังยิ้ม
แต่มุมปากตกลง เหมือนไม่พอใจยิ่ง
ลู่เซิ่งมองตุ๊กตาคน ไม่ได้สนใจมากนัก เดินไปถึงหน้าประตูห้อง
“ใต้เท้า ให้ข้าจัดการเถอะ” สวีชุยเข้ามาขวางเขา
ลู่เซิ่งส่ายหน้า “ข้าเอง เจ้าระวังรอบๆ”
สวีชุยค่อยพยักหน้า เดินไปด้านข้างคอยระวังรอบๆ
ก๊อกๆๆ
ลู่เซิ่งยื่นมือไปเคาะประตู ผ่านไปสักพักหนึ่งยังไม่มีการตอบกลับ
ก๊อกๆๆ
เขาเคาะอีก ยังคงไม่มีคนตอบ
“หรือว่าไปปลดทุกข์” ต่งฉีกระซิบด้านหลัง
“มีกุญแจหรือไม่” ลู่เซิ่งหันมาถาม
“ไม่…ไม่มี” ต่งฉีส่ายหน้า ตอนนี้นางหวาดกลัวแทบตาย คนส่วนใหญ่ในพรรคต่างเชื่อฟังเพียงหมอยา ตอนนี้สภาพการณ์แปลกประหลาดสุดขีด นางใช้อำนาจหน้าที่ส่งคนไปส่งจดหมายให้พรรควาฬแดงอย่างยากเย็น
ในสภาพการณ์แบบนี้ ย่อมไม่อาจมีกุญแจห้องของหมอยา
“เช่นนั้นก็รอคนผู้นั้นมา” ลู่เซิ่งย่อมไม่ฟังความด้านเดียวจากต่งฉี การตรวจสอบนี้ต้องพิสูจน์หลายด้าน ไม่อย่างนั้นเกิดต่งฉีมีปัญหาเหมือนกัน ปรักปรำทำร้ายหมอยาและคนอื่นๆ ในพรรค เขาไม่พิสูจน์ก็ลงมือ นั่นไม่เท่ากับเล่นงานผิดเป้าหมายแล้ว
……………………………………….
บทที่ 123
ทั้งสามคนรอยู่หน้าประตูสักพัก ไม่ทันไรก็มีคนเข้ามาในตัวลาน
“หมอยาชิงหยางอยู่หรือไม่” ชายชราผมขาวร่างกายผอมโซกะโผลกกะเผลกเข้ามาในลาน ขอบตาดำยิ่ง ดูหม่นมองไม่มีชีวิตชีวา กระย่องกระแย่งหลายรอบค่อยมาถึงหน้าประตู ก่อนจะออกแรงทุบประตู
“ผู้อาวุโสอวี๋!?” ต่งฉีเห็นคนที่มาพลันตกใจ “ท่านเหตุใดกลายเป็นแบบนี้”
ผู้อาวุโสคนนั้นค่อยสังเกตเห็นต่งฉีที่ยืนอยู่ หันไปเห็นพกวลู่เซิ่งที่อยู่ด้านข้างด้วย
“ที่แท้เป็นหลานต่ง ไม่เจอกันนาน…ข้ามีธุระคิดปรึกษาหมอยา ไม่ทราบพวกเจ้าเห็นหมอยาชิงหยางหรือไม่”
“ไม่…ไม่เห็น พวกเราก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน…” ต่งฉีตอบเบาๆ
ทันใดนั้นชายชราถอนใจอย่างผิดหวัง ไม่ถามถึงสถานะพวกลู่เซิ่ง หมุนกายจากไปอย่างเชื่องช้า
สักพักหนึ่งก็มีคนมาหาหมอยาอีกหลายคน พอพบว่าเขาไม่อยู่ ต่างก็รู้สึกผิดหวังเป็นพิเศษ คนเหล่านี้เป็นระดับสูงของพรรคชา แต่ต่างมีลักษณะเด่นร่วมกัน ได้แก่ขอบตาดำ พักผ่อนไม่เพียงพออย่างรุนแรง
ลู่เซิ่งสังเกตเห็นว่า พวเขาเหล่านี้ส่วนใหญ่แสดงท่าทางหวาดกลัว สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ทราบว่าพบเจออะไร
ทั้งสามคนรออยู่ในตัวลานครึ่งชั่วยาม ในที่สุดชายชราผมขาว หลังงองุ้มคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในตัวลานอย่างช้าๆ
“หลานต่ง…เจ้ามาแล้ว…” ชายชราสีหน้าซึมเซา ทั้งยังแทรกสีเขียว “เจ้ามาหาคันฉ่องวิเศษของข้าเหมือนกันหรือ ไม่เป็นไร ลุงพาเจ้าเข้าไปเอง” ขณะพูดทั้งๆ ที่ควรเป็นน้ำเสียงสนิทชิดเชื้อ แต่ว่าพอเขาพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชาถึงขั้นแข็งทื่อ ก็ฟังดูแปลกพิกล
“เป็นเช่นนี้ ลุงชิงหยาง ข้ามีสหายสองท่านอยากเห็นคันฉ่องวิเศษ ไม่ทราบได้หรือไม่” ต่งฉีเค้นรอยยิ้ม กล่าวกับชายชราเบาๆ
“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” จัวชิงหยางเสแสร้งยิ้ม มองพวกลู่เซิ่ง
“มาเถอะ ข้าจะให้พวกท่านได้ดูดีๆ” เขาหยิบกุญแจออกมาไขกลอนขนาดใหญ่ที่แขวนไว้หน้าประตู ก่อนผลักเข้าไป
ต่งฉีหดตัว มองดูลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งพยักหน้าให้นาง นางจึงค่อยๆ เดินเข้าไป
ทั้งสามคนเข้าไปในห้อง ด้านในเป็นห้องนอนที่ธรรมดายิ่ง สิ่งที่แตกต่างจากห้องอื่นๆ เพียงหนึ่งเดียวคือ ที่นี่มีคันฉ่องแก้วสูงเท่าหนึ่งคนครึ่งบานหนึ่ง
คันฉ่องบานนี้ตั้งหันหน้าเข้าหาประตูใหญ่ พอผลักประตูเข้ามา ก็เห็นคันฉ่องสะท้อนตนเองทันที
ลู่เซิ่งกลับไม่ประหลาดใจอันใด สวีชุยเพิ่งเคยเห็นคันฉ่องแก้วเป็นครั้งแรก พิจารณาตัวเองในคันฉ่องอย่างใคร่รู้ ค่อนข้างสนใจ
“พวกเจ้าดูตามสบาย…ข้าเหนื่อยแล้ว ขอไปพักผ่อนก่อน…” จัวชิงหยางถอนใจ เดินเข้าไปหาเตียง ล้มตัวลงนอนหลับโดยไม่สนใจสิ่งใดอีก
ลู่เซิ่งคิดจะถาม แต่พอเห็นคนผู้นี้ก็รู้สึกผิดปกติเล็กน้อย สีหน้าเขาเหมือนกับคนอื่นๆ ไม่ค่อยมีสตินัก น้ำเสียงไร้เรี่ยวแรง เทียบกับต่งฉี ดูเหน็ดเหนื่อยเต็มที แต่ในเมื่อเขาเป็นคนนำคันฉ่องมา และอยู่ร่วมกันทั้งวันทั้งคืน จะอย่างไรก็ไม่มีทางปกติเหมือนคนอื่นๆ
ยามนี้เขาเชื่อคำพูดที่ต่งฉีเล่าให้ฟังบ้างแล้ว จัวชิงหยางหมอยาผู้นี้แปลกคนจริงๆ
“ดูคันฉ่องก่อน” ลู่เซิ่งเดินเข้าไปหาคันฉ่องแก้วสูงเท่าหนึ่งคนครึ่งบานนั้น
คันฉ่องนอกเหลี่ยมในกลม ด้านนอกเป็นกรอบสี่เหลี่ยม ด้านในเป็นกระจกสูงใหญ่ทรงรี กรอบทำจากสำริด ด้านบนสลักลวดลายสลับซับซ้อน
ลู่เซิ่งเดินมาถึงหน้าคันฉ่อง ยื่นมือไปลูบลวดลายดู
ลวดลายสัตว์สามชนิดสลักบนกรอบเหลี่ยมได้แก่ หงส์ จิ้งจอก สุนัข
รูปร่างของสิ่งมีชีวิตทั้งสามชนิดถูกยืดจนยาว ให้ความรู้สึกเก่าแก่อันแปลกประหลาด หนำซ้ำมองดูเหมือนกำลังกระโจนโบยบินอยู่รอบๆ กระจก
สวีชุยกลับมองจัวชิงหยางที่หลับอยู่บนเตียง
“เขาไม่กลัวว่าพวกเราจะทำลายคันฉ่องของเขาแม้แต่น้อย นี่เป็นคันฉ่องแก้ว เป็นของหายากที่ราคาแพงมาก”
“เขาอาจรู้ว่าพวกเราทำลายคันฉ่องไม่ได้” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ พลิกคันฉ่องด้วยมือข้างเดียว พละกำลังอันมหาศาลพลิกฐานคันฉ่องมากกว่าร้อยชั่งเหมือนไม่มีสิ่งใด
บนกรอบสำริดด้านหลังคันฉ่องมีลวดลายสัตว์ไม่น้อย นอกจากนี้ ด้านหลังคันฉ่องคล้ายหยาบอยู่บ้าง คล้ายมีคนใช้มีดกรีดด้านหลัง
“ด้านหลังนี้…เหมือนมีตัวอักษร”
สวีชุยเข้าไปพิจารณา
“ข้าเคยเห็นตัวอักษร เหมือนตัวอักษรสมัยถัง เป็นตัวอักษรทางราชการที่ใช้ในรัชสมัยก่อน ตอนนั้นผลักดันอยู่ระยะหนึ่ง แต่ว่าภายหลังเป็นเพราะไม่ได้ใช้จริง และเกิดปัญหามากมาย จึงค่อยๆ ถูกละทิ้งไป”
“ตัวอักษรสมัยถังหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าหมายถึงอะไร” ลู่เซิ่งมีความทรงจำอยู่บ้าง คล้ายกับอยู่ในบันทึกส่วนหนึ่งที่อ่านเจอในหนังสือเมื่อก่อนหน้านี้
“ไม่รู้จัก…ข้าน้อยเคยได้ยินท่านพ่อตอนยังอยู่เล่าให้ฟัง เป็นเพราะประโยคแรกในคำสั่งสอนของครอบครัวเขียนด้วยตัวอักษรสมัยถัง ดังนั้นจึงคุ้นเคยกับตัวอักษรประเภทนี้มาก แต่ไม่รู้จัก” สวีชุยส่ายหน้ากล่าว แสดงว่าความรู้ที่ครอบครัวมอบให้เขาค่อนข้างกว้างขวาง
ลู่เซิ่งลูบตัวอักษรด้านหลังคันฉ่องแก้วอย่างตั้งใจ ทั้งหมดมีแค่สามคำ แต่มีขีดเยอะมาก ทุกคำต้องใช้อย่างน้อยมากกว่าสิบห้าขีดค่อยเขียนจบ
“เช่นนั้นผู้ใดจะรู้จัก” ลู่เซิ่งพูดพลางมองจัวชิงหยางที่อยู่บนเตียงโดยไม่รู้ตัว
“ข้า…ข้าไปปลุกเขาเอง…” ต่งฉีสูดหายใจลึก ทราบว่าเวลานี้ตัวเองได้แต่เข้าไป ถึงแม้นางจะกลัว แต่ด้านหลังมีคนอยู่สองคน บวกกับยังสว่าง จึงไม่ได้หวาดผวานัก
ลู่เซิ่งกับสวีชุยพยักหน้าให้นาง บุ้ยใบ้ให้นางเข้าไปเรียกคน
ต่งฉีลังเลสักพัก กำลังจะเดินเข้าไป
ทันใดนั้นเห็นจัวชิงหยางยืดกายขึ้นจากเตียง ลืมตามองทั้งสามอย่างซืมกะทือ
“มีเรื่องอันใดหรือ”
ต่งฉีรีบเข้าไป แนะนำสถานะของลู่เซิ่งกับสวีชุย เห็นจัวชิงหยางยังคงไม่ยินดียินร้าย จึงพูดถึงเรื่องตัวอักษรด้านหลังคันฉ่อง
“สิ่งนั้น…ข้าก็ไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร เพียงแต่ตอนได้คันฉ่องมา ก็สลักอยู่บนกรอบแล้ว ตอนแรกข้านึกว่าเป็นแค่ลวดลาย ภายหลังจึงพบว่า เป็นคนอื่นใช้มีดกรีดไว้”
“ท่านไม่ทราบจริงๆ หรือ” ลู่เซิ่งเดินเข้าไปยืนข้างเตียง ก้มลงมองจัวชิงหยาง
เขามีใบหน้าดุร้าย กล้ามเนื้อใหญ่กว่าชายชราถึงสามเท่า รู้สึกเหมือนมือข้างเดียวก็สามารถบีบจัวชิงหยางให้ตายได้
“ข้าไม่ทราบจริงๆ…แต่ถ้าท่านทูตอยากทราบความหมาย ลองหาพจนานุกรมดู ประมุขพรรคครั้งกระโน้นเคยรวบรวมพจนานุกรมซ่งเจิ้งที่ราชวงศ์เรียบเรียงไว้ มีคุณค่าสูงยิ่ง มันอยู่ในห้องหนังสือ”
“คันฉ่องบานนั้นข้าจะนำไปด้วยก่อน หลังจากตรวจสอบแล้วค่อยคืนให้ ไม่มีปัญหากระมัง” ลู่เซิ่งจดจ้องจัวชิงหยาง กล่าวอย่างแช่มช้า
จัวชิงหยางได้ยินกลับยิ้ม
“ย่อมได้อยู่แล้ว ท่านทูตตามสบาย” เขาคล้ายไม่สนใจคันฉ่องที่ล้ำค่าดั่งชีวิตของตนแม้แต่น้อย
คนผู้นี้พิลึกจริงๆ ทั้งๆ ที่ทราบว่าลู่เซิ่งเป็นทูตจากพรรคใหญ่ ยังกล้านั่งพูดบนเตียง ไม่สนใจมารยาทโดยสิ้นเชิง แต่น้ำเสียงที่พูดกลับมีความนอบน้อมอย่างชัดเจน
ลู่เซิ่งพินิจจัวชิงหยางอย่างละเอียด ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติบนร่างเขา ไม่ว่าการหายใจ การเต้นของหัวใจ หรือการไหลเวียนเลือด อย่างมากสุดก็เป็นชายชราธรรมดาที่เคยฝึกวรยุทธ์ หากอยู่ในสภาพอ่อนแอ
“ก็ดี สวีชุยเจ้าย้ายคันฉ่องไปยังห้องหนังสือของที่นี่” ลู่เซิ่งสั่ง
“ขอรับใต้เท้า”
สวีชุยพูดกับต่งฉีหลายประโยค เรียกองครักษ์สองคนที่เฝ้าอยู่ด้านนอกมา ทั้งสามยกคันฉ่องแก้วออกจากห้อง เดินไปยังห้องหนังสืออย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งสังเกตเห็นว่า ตั้งแต่ต้นจนจบ จัวชิงหยางผู้นั้นยังนั่งอยู่บนเตียง มองพวกเขายกคันฉ่องด้วยสายตาสงบนิ่ง ไม่แสดงท่าทีแม้แต่น้อย
พวกสวีชุยออกประตูโดยต่งฉีชี้ทางไปห้องหนังสือให้ ในห้องจึงเหลือแต่ลู่เซิ่งกับจัวชิงหยาง
“หมอยาชิงหยาง ข้ามาที่นี่ท่านน่าจะทราบจุดประสงค์กระมัง” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้ม “เพื่อตรวจสอบการหายสาบสูญไปอย่างน่าประหลาดของคนจำนวนมากเมื่อก่อนหน้า รวมถึงสาเหตุการตายที่เหนือความคาดหมายของประมุขพรรตงเชิงผิง ท่านมีเบาะแสใดในเรื่องนี้บ้าง”
จัวชิงหยางลืมตา หนังตาไม่กระตุก หมุนตัวอย่างแข็งทื่อมาเผชิญหน้ากับลู่เซิ่ง
“ท่านทูตอยากทราบเบาะแสใด ประมุขพรรต่งเชิงผิงไม่ใช่ข้าเป็นคนสังหาร คนที่หายสาบสูญไปก็ไม่เกี่ยวกับข้า ท่านถามข้าไปก็ไร้ประโยชน์”
“ข้าถามท่านเพราะท่านน่าสงสัยที่สุด” ลู่เซิ่งตอบ “ถ้าท่านล้างข้อสงสัยไม่ได้ ข้าก็ได้แต่ต้องจับท่านเพื่อปิดคดี สำหรับพวกเราแล้ว แบบไหนแก้ไขได้เร็วก็แก้ไขเช่นนั้น” สีหน้าเขาแฝงการคุกคามขณะจับจ้องจัวชิงหยาง
“ข้าไม่รู้อะไรเลย…” จัวชิงหยางกล่าวอย่างเฉยชา “ท่านอยากจับก็จับ ท่านจัดการอย่างไรก็แล้วแต่”
ลู่เซิ่งอึ้ง คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะตอบเช่นนี้
มองจัวชิงหยางสักพัก เขาแค่นเสียง หมุนกายจากไป
หลังย้ายคันฉ่องแก้วไปถึงห้องหนังสือ ลู่เซิ่งก็ให้ต่งฉีไปหาพจนานุกรมซ่งเจิ้ง เพื่อตรวจดูว่าตัวอักษรหลังคันฉ่องมีความหมายว่าอะไร
ใกล้จะตรวจสอบความหมายได้แล้ว
“ใต้เท้า ได้ความแล้ว ตัวอักษรสามตัวนั้นคือ นับ ถึง สิบ”
สวีชุยพาต่งฉีที่หน้าซีดจนน่าตกใจมาถึงด้านหน้าลู่เซิ่งที่พักผ่อนดื่มชาในโถงใหญ่ เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“นับถึงสิบหรือ”
ลู่เซิ่งงุนงง นี่มีความหมายว่าอะไร จู่ๆ ก็มีคำพูดที่แปลกประหลาดฟังไม่ได้ความนัยอันใดปรากฎขึ้นมา
“ท่านทูต…ท่านยังไม่ทราบ หลายวันมานี้ ข้ามักฝัน เป็นฝันร้ายที่เกี่ยวกับดรุณีนางหนึ่งเล่นซ่อนหา และถูกสหายทิ้งไว้ในนาข้าว
ดรุณีนางนั้นชื่อหลิงหลิง กำลังเล่นการละเล่นนับถึงสิบ…” ต่งฉีสีหน้าขาวซีด
“อ้อ?” ลู่เซิ่งหยีตามองต่งฉี “ท่านช่วยเล่ารายละเอียดให้ข้าฟัง”
ต่งฉีกัดริมฝีปาก จิตใจเต้นระทึก
“ฝันนั้นเป็นเช่นนี้…” นางเล่าความฝันอย่างละเอียด
“แล้วสุดท้ายหลิงหลิงดรุณีนางนั้นไปไหน จุดจบเป็นเช่นไร” สวีชุยอดถามขึ้นจากด้านข้างไม่ได้
“ไม่ทราบ…อาจเคราะห์ร้ายมากกว่าเคราะห์ดี…” ต่งฉีหอบหายใจ พอนึกถึงเนื้อหาของความฝันนั้น ก็รู้สึกหายใจลำบาก
“ไป กลับไปดูคันฉ่องบานนั้นกัน” ลู่เซิ่งลุกขึ้น ดื่มชารวดเดียวหมด
ทั้งสามคนเดินกลับไปยังห้องหนังสือด้วยกัน
ต่งฉีจัดให้ชายฉกรรจ์สองคนเฝ้าประตูห้องหนังสือไว้ ไม่ให้ใครเข้าไปใกล้ พอเห็นพวกเขามา ทั้งสองคนก็รีบเข้ามาก้มหัวค้อมเอว
“ท่านทูต คุณหนูใหญ่ พวกท่านมาแล้ว ของอยู่ด้านใน ไม่ให้ผู้ใดเข้าไป”
……………………………………….
บทที่ 124
“เปิดประตูเถอะ” ต่งฉีสงบสติอารมณ์ แสดงท่วงท่าคุณหนูใหญ่พร้อมกล่าวสั่ง
ทั้งสองคนรีบเอากลอนใหญ่บนประตูออก พวกลู่เซิ่งทั้งสามคนทยอยเข้าไป ก่อนปิดประตูอีกรอบ
“ฟู่ว… เฝ้าของเล่นที่ล้ำค่าแบบนี้ ในที่สุดก็เสร็จงานแล้ว” คนหนึ่งในนี้อดถอนใจเบาๆ ไม่ได้
“ช่วงนี้โรงงานชาเลิศน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกๆ ครั้งที่เข้ามารู้สึกอึดอัด” อีกคนหนึ่งบ่น “ครั้งหน้าถ้าเข้ามาทำงานที่นี่อีก ให้ตายก็ไม่มาแล้ว เกิดเจอสิ่งไม่สะอาดอันใด… ”
“เฮ้ยๆๆ! เจ้าพูดน้อยๆ หน่อยได้หรือไม่ คำพูดอัปมงคลเช่นนี้จะดึงดูดของสกปรกมาจริงๆ!”
“ใช่แล้วๆ” อีกคนหนึ่งรีบตบปากตัวเอง
พวกลู่เซิ่งเข้าห้อง เดินไปถึงด้านหลังฐานสำริดของคันฉ่องแก้วอย่างรวดเร็ว
สวีชุยหยิบกระดาษสีเหลืองแผ่นหนึ่งออกมา ด้านบนเป็นตัวอักษรมาตรฐานของตัวอักษรสามตัวที่พวกเขาเขียนตามตัวอย่าง ลู่เซิ่งนำมาเทียบดู
เขาลูบไล้ร่องรอยด้านหลังคันฉ่องอย่างตั้งใจ พร้อมแยกแยะอย่างละเอียด
ตัวอักษรสามตัวที่เป็นตัวอักษรตามมาตรฐานสมส่วนเรียบร้อย ตัวอักษรสามตัวด้านหลังถึงแม้จะมองออกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นตัวอักษรตัวเดียวกัน แต่ว่ากลับเขียนเอียงๆ คล้ายไม่คุ้นชิน เหมือนเป็นลายมือที่เด็กจับพู่กันไม่เป็นเขียนไว้
“นับถึงสิบ… ” ลู่เซิ่งลูบรอยอย่างตั้งใจ รอยมีดลึกยิ่ง ดุร้ายยิ่ง “ถ้าเป็นเด็กกรีดจริงๆ รอยกรีดที่ลึกขนาดนี้…เด็กสักคนต้องอยู่ในสถานการณ์แบบไหน ถึงจะใช้มีดกรีดเป็นรอยลึกขนาดนี้ได้”
เขาพึมพำเบาๆ กับตัวเอง คล้ายกับกำลังสอบถามอีกสองคน
สวีชุยลังเล
“สำริดไม่นับว่าแข็งเกินไป ถ้าเด็กใช้มีดคมๆ ต้องดูว่าเป็นเด็กอายุเท่าใด… ”
“ดรุณีเจ็ดแปดขวบเล่า” ต่งฉีพลันถามแทรก
“ถ้าเป็นดรุณีเจ็ดแปดขวบ… เกรงว่าต้องใช้แรงทั้งหมดจึงจะกรีดตัวอักษรแบบนี้ได้… ” สวีชุยส่ายหน้า มองดูต่งฉีอีกครั้ง สตรีนางนี้หน้าผากมีเหงื่อผุดซึม ใบหน้าเหยเก แสดงว่าตกใจกลัว
ลู่เซิ่งลุกขึ้น รู้สึกว่าวันนี้ไม่เจอเงื่อนงำอะไร มองดูท้องฟ้า ดึกแล้ว จากนั้นมองสภาพต่งฉีที่ดูไม่สบายใจอย่างผิดปกติ ค่อยกล่าวว่า
“วันนี้พอเท่านี้ พักผ่อนแต่หัววัน พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะไปตรวจสอบกระดูกของประมุขพรรค ดูว่าจะเจอปัญหาใดหรือไม่ นอกจากนี้ถ้าระดับสูงของพรรคชาเหล่านี้ยังมาดูคันฉ่องตอนกลางคืน แม่นางต่งฉีถ้าท่านพบ จะต้องเรียกพวกเรา”
“ทราบแล้ว! ขอบคุณท่านทูตยิ่ง!” ต่งฉีรีบพยักหน้าโดยเร็ว
“ไปพักผ่อนเถอะ สีหน้าท่านแย่แล้ว” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ “ถ้าตอนกลางคืนพบความผิดปกติ ให้มาหาพวกเราทันที”
“รับทราบ ขอบคุณ ขอบคุณท่านทูต ห้องรับแขกของทั้งสองท่านจัดเตรียมไว้แล้ว ข้าจะให้คนพาท่านไป” ต่งฉีกล่าวอย่างซาบซึ้ง
จากนั้นก็แยกย้ายกลับห้องไปพักผ่อน ลู่เซิ่งกินอาหาร หลังจากฝึกฝนวิชากำลังภายในอยู่ด้านในห้อง ก็รู้สึกง่วงโดยไม่รู้ตัว จึงนอนห่มผ้า ค่อยๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา
ตอนเขานอนหลับไม่เหมือนคนอื่นๆ ต่อให้หลับอยู่ ขอแค่มีลมพัดหญ้าไหวเล็กน้อย ก็จะสะดุ้งตื่นได้ทันที
เดิมทีเขาไม่คิดจะหลับ ถึงแม้จะมีวิชาแข็งกร้าวติดตัว บวกกับปราณภายในคุ้มครองร่างโดยอัตโนมัติ ไม่มีทางเกิดปัญหาอันใด แต่สุดท้ายก็สูญเสียความระมัดระวังได้ง่าย ดังนั้นพอออกมาจัดการเรื่องราว ส่วนใหญ่เขาจะนั่งสมาธิแทนนอนหลับ
แต่ทว่าครั้งนี้เขากลับง่วง ข่มกลั้นไม่ไหว ล้มตัวลงนอนลงอย่างช้าๆ
…
เวลากลางดึก ลู่เซิ่งสติเลอะเลือน คล้ายได้ยินเสียงบางอย่าง
เขาค่อยๆ ลืมตาบนเตียง ง่วงนอนยิ่ง กลับได้ยินเสียงเบาๆ ดังมาจากหน้าต่างอย่างต่อเนื่อง
ลู่เซิ่งพ่นลมหายใจ แหงนมองหน้าต่าง
บนกรอบหน้าต่าง ผ้าม่านห้อยลง แสงจันทร์สาดเข้ามาจากด้านนอก
ตรงหน้าต่างมีศีรษะเล็กๆ กำลังผลุบๆ โผล่ๆ หมายจะมองเข้ามาจากนอกผ้าม่าน
‘เป็นสิ่งของอันใด’ ลู่เซิ่งลุกขึ้นตั้งใจมองหน้าต่าง
ผ้าม่านสะท้อนเงาดำของดรุณีนางหนึ่งอย่างชัดเจน กระโดดเป็นพักๆ คล้ายยืนอยู่นอกหน้าต่าง คิดจะกระโดดดูของด้านใน
“ผู้ใด” ลู่เซิ่งถาม
ดรุณีนางนั้นหยุดขยับ ยืนอยู่นอกหน้าต่างมองมาทางลู่เซิ่งอย่างสงบ ไม่เคลื่อนไหว
“ถ้าจะเข้ามาเคาะประตูก็ได้” ลู่เซิ่งลงจากเตียง ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง
เงาร่างเด็กที่ม่านหน้าต่างยังคงไม่ขยับ
ฟุ่บ!
เขาดึงม่านออก นอกกรอบหน้าต่างไม่มีใคร ในลานด้านนอกก็ไม่มีคนเช่นกัน องครักษ์ที่เฝ้ายามอยู่ก็หายไปด้วย บรรยากาศว่างเปล่าอ้างว้าง
ลู่เซิ่งหยีตา กวาดตามองดู แค่นเสียงคำหนึ่ง แล้วดึงม่านกลับมาใหม่
…
ต่งฉีจำคำกำชับของลู่เซิ่งขึ้นใจ สวมชุดนอนอยู่บนเตียง คิดว่ากลางดึกจะลุกไปดูว่าคนเหล่านั้นมาอีกหรือไม่ กระนั้นนางค่อยๆ หลับอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
กล่าวไปก็ประหลาด นางยังกระปรี้กระเปร่าอยู่ แต่พอแตะเตียง ความง่วงก็ประดังประเดมาเหมือนกับกินยานอนหลับ สักพักหนึ่งก็หลับไหล
“ข้านับถึงสิบนะ”
“หนึ่ง… ”
“สอง… ”
“สาม… ”
“สี่… ”
ขณะสติรางเลือน ต่งฉีคล้ายได้ยินว่ามีคนมาพูดใกล้ๆ
เป็นดรุณีนางหนึ่ง อายุน้อยยิ่ง
นางฝืนลืมตามองข้างเตียง เห็นดรุณีชุดน้ำเงินคนหนึ่งยืนมองตนอยู่
นางหน้าซีดขาวยิ่ง เบ้าตาดำมาก ผมยาวก็ดำมากเช่นกัน
“ห้า… ”
“หก… ”
ควับ!
ต่งฉีลุกพรวดขึ้นจากเตียง หอบหายใจเฮือกใหญ่ เหงื่อกาฬไหลหลั่ง
นางมองไปที่ข้างเตียง ไม่มีใครและไม่มีอะไรเลย
‘ข้า…ข้า…!’ นางจิตใจเต้นรัวเหมือนกับกลอง สีหน้าก็ซีดขาวยิ่ง
ตุบ
ทันใดนั้นมีเสียงดังเข้ามาจากหน้าต่าง
ต่งฉีรีบมองดู รู้สึกตกใจ
‘ก่อนหลับปิดหน้าต่างไว้แล้วแท้ๆ เหตุใดจึง… ’
หน้าต่างไม่ทราบถูกเปิดตอนไหน แสงจันทร์จางๆ สาดเข้ามาจากนอกผ้าม่านด้านหน้าหน้าต่าง เย็นเยือกอ้างว้าง
ตุบ
เสียงดังมาอีก
ต่งฉีงงงัน ตั้งใจมองที่หน้าต่าง
กลับคล้ายเห็นดรุณีผมยาวตัวเตี้ยคนหนึ่งยืนอยู่นอกหน้าต่าง เงาร่างของดรุณีนางนั้นถูกแสงจันทร์ส่องลงบนผ้าม่าน
นางยืนอยู่นอกหน้าต่าง กระโดดไปกระโดดมา เหมือนอยากกระโดดดูสิ่งของในห้องนอน
“ผู้ใด…?!” ต่งฉีรู้สึกตนเองเสียงสั่น
ตุบ
เงาร่างดรุณีนางนั้นกระโดดอีกครั้ง คล้ายกับไม่ได้ยินเสียงของนาง
ต่งฉีกขนลุกชูชัน เริ่มสั่นเทิ้ม หดตัวในผ้าห่มไม่ขยับ เงาเด็กนอกหน้าต่างกระโดดอย่างต่อเนื่อง
ตุบ
ตุบ
ตุบ
พร้อมกับการกระโดดแต่ละครั้ง ดรุณีคล้ายยิ่งกระโดดยิ่งสูง ตอนแรกเห็นศีรษะเพียงครึ่งเดียว จากนั้นค่อยๆ กระโดดขึ้นจนเห็นศีรษะมากกว่าครึ่ง จากนั้นศีรษะก็โผล่มา สะท้อนบนผ้าม่าน
ต่งฉีใช้ผ้าห่มอุดปาก ขดตัวที่ปลายเตียง หน้าซีดขาว ร่างกายสั่นไหว ไม่กล้าไปดูการเคลื่อนไหวที่หน้าต่าง
ตุบ
ตุบ
ตุบ
ตุบ…
ทันใดนั้นเสียงก็หยุดลง
ต่งฉีหลับตา กลัวจนขนลุกขนพอง อยู่ๆ เสียงก็หายไป รีบเอียงหูฟัง กลับไม่ได้ยินสิ่งใด
นางลืมตาเงียบๆ ก่อนมองไปที่หน้าต่าง
การมองครั้งนี้ทำให้นางขวัญกระเจิง ผ้าม่านถูกดึงออก ตรงนั้นว่างเปล่า หน้าต่างเองก็ถูกเปิด คล้ายกับมีสิ่งใดเข้ามา
เข้ามาแล้ว! สิ่งนั้น…เข้ามาแล้ว!
ต่งฉีหน้าพลันไร้สีเลือด หัวใจเหมือนกับมีก้อนหินกดทับ หายใจไม่ออกอยู่บ้าง พยายามหายใจ คิดกรีดร้อง คอกลับเหมือนถูกบีบ ส่งเสียงไม่ออก
ทันใดนั้นนางเห็นชายเสื้อสีน้ำเงินโผล่ออกมาตรงมุ้งข้างเตียง
“ช่วย…ช่วยด้วย…!” นางดิ้นรนส่งเสียงได้เล็กน้อย
“ไสหัวออกมา!”
เสียงตวาดดังขึ้น
ตูม!”
ประตูห้องระเบิดกลายเป็นเศษไม้นับไม่ถ้วนกระจัดกระจาย เงาคนสีแดงจางๆ ถลันเข้ามา กลับเป็นลู่เซิ่ง
เขาถือดาบ ปราณภายในร้อนลวกกระจายทั่วตัว ก้าวใหญ่ๆ พุ่งเข้าห้องมา
ฟันดาบใส่ปลายเตียง
ฟุ่บ!
ประกายดาบสีเงินกลับโดนความว่างเปล่า เกิดเสียงแหวกอากาศที่คมกริบ
ลู่เซิ่งสองตาดุร้าย หยุดกระบวนท่าดาบไว้ เปลือยท่อนบน ลวดลายลักษณะตาข่ายสีแดงจางๆ กับสีดำกระจายเต็มกล้ามเนื้อที่บิดขดอย่างน่าสะพรึงกลัว เหมือนกับสักลาย
หลังจากดรุณีนางนั้นออกจากห้องเขา เขาก็ไล่ตาม คาดไม่ถึงว่าจะมาถึงห้องต่งฉี
พอเห็นดรุณีกระโดดเข้าห้อง เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ฟันดาบใส่ประตูทันที
ภูตผีในคราวนี้กลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ จับตัวยาก ถ้าไม่รีบไล่ตาม เกรงว่าอีกฝ่ายจะหนีพ้น
“เจ้าไม่ใช่อยากเล่นการละเล่นหรือ มา ให้พี่ชายเล่นกับเจ้า” ลู่เซิ่งพยายามเค้นรอยยิ้มเป็นมิตร แต่ยังคงดุร้ายเป็นพิเศษ
พอเข้ามาดู เขาก็มองรอบๆ คิดจะหาเงาร่างของดรุณีคนก่อนหน้านี้
หน้าเตียงว่างเปล่า ไม่มีเงาคน ลู่เซิ่งไม่ประหลาดใจ ไม่เหลือบแลต่งฉีที่หอบหายใจหลังได้รับการช่วยเหลือ กวาดตามองห้องรอบหนึ่ง แล้วหมุนตัววิ่งไปทางห้องหนังสือที่คันฉ่องแก้วตั้งอยู่
เขาถีบประตูห้องหนังสือดังโครม
ในห้องมืดมิด เงาคนสีน้ำเงินเข้มสายหนึ่งยืนอยู่ด้านในคันฉ่องแก้วสูงเท่าขนาดหนึ่งคนครึ่ง
ลู่เซิ่งเดินเข้าห้อง สาวเท้าโถมไปยังคันฉ่องแก้ว
ฟุ่บ
ฟุ่บ
ฟุ่บ
เขาก้าวเร็วขึ้นเรื่อยๆ ไม่กี่ก้าวก็ถึงหน้าคันฉ่อง
“รับดาบข้าได้ ข้าจะเล่นการละเล่นน่าที่น่าเบื่อกับเจ้า!”
เหอะ!
เขาตวาด สองมือกำดาบ พริบตานั้นประกายดาบสีเงินสายหนึ่งสว่างขึ้นในความมืด คล้ายกับสายลม คล้ายกับแสงจันทร์ และกลับยังคล้ายดาวตก
ดาบที่ใหญ่ราวบานประตูทำให้เกิดลมขึ้นในห้องหนังสือ
เปรี้ยง!
ผิวกระจกมีมือข้างหนึ่งยื่นออกมาป้องกันดาบขนาดใหญ่ที่ฟันออกไป
ลู่เซิ่งเบิกตากว้าง เส้นเลือดสายหนึ่งยื่นจากท้องน้อยไปถึงคิ้ว กล้ามเนื้อทั่วตัวเขาพลันขยายใหญ่ เหมือนกับเป่าลม กล้ามเนื้อก้อนใหญ่มากมายราวตุ่มสิว พองขึ้นขยายเบียดเสียดกันออกมา กลายเป็นยักษ์สูงสองหมี่กว่าๆ
ลู่เซิ่งสองมือกำดาบ กดดันใส่คันฉ่องอย่างรุนแรง ดาบใหญ่ในมือเขา ณ เวลานี้ไม่ต่างจากดาบทั่วไปนัก หากแต่ระดับความหนักอึ้งเมื่อง้างขึ้นเหมือนกับง้างลูกตุ้มใหญ่
ความดันของแรงลมกับพละกำลังมหาศาลพัดกระดาษหนังสือในห้องหนังสือจนปลิวว่อน
“เจ็ดอาทิตย์เปลี่ยนฟ้า พิฆาตวิญญาณ!”
ตูม!
คมดาบกระแทกใส่มือข้างนั้นในกระจกอีกครั้ง ส่งเสียงดังกึกก้อง แขนหักดังกร๊อบ ผิวกระจกแตกทะลุ ฐานคันฉ่องมากกว่าร้อยชั่งกระเด็นขึ้นไปกลางอากาศ กระแทกใส่กำแพงด้านหลัง
ปราณภายในอันร้อนลวกจำนวนมากส่งเข้าสู่ฐานคันฉ่อง เงาสีน้ำเงินเข้มสายหนึ่งถูกกระแทกลอยออกมาในทันที ส่งเสียงโหยหวนกลางอากาศ คิดหนีออกไปด้านนอก
แต่ก็ถูกลู่เซิ่งฟันดาบใส่ทันที
ตูม!
เงาระเบิดออกโดยสมบูรณ์ หายไปอย่างไร้ร่องรอย
……………………………………….
บทที่ 125
ลู่เซิ่งถือดาบ เร่งฝีเท้าไล่ตามไปตรวจสอบ เห็นตุ๊กตาผ้าขนาดเล็กตัวหนึ่งนอนนิ่งบนพื้น เป็นตัวที่แขวนอยู่บนชายคาเมื่อก่อนหน้า
เขาเอื้อมมือไปเก็บตุ๊กตาผ้า เห็นบนผิวของมันมีรอยมีดลึกเพิ่มมาหนึ่งสาย ยังมีรอยเลือดซึมออกมา
‘นี่เป็นแหล่งที่มาหรือ’ ลู่เซิ่งกวาดตามอง ไม่มีการค้นพบอันใดอีก
เสียงแกร่กดังขึ้น ด้านหลังสวีชุยถือกระบี่ยาวรีบไล่ตามเข้ามา
“ใต้เท้า?” เขาถามเบาๆ
ลู่เซิ่งลุกขึ้น บีบตุ๊กตาผ้าในมือ รู้สึกว่ามีปราณหยินหลายสายกระจายอยู่ด้านบน เขาเดินมาถึงหน้าฐานคันฉ่องที่แตกเป็นเสี่ยงๆ และล้มลงแล้ว เหยียบเศษกระจกที่กระจัดกระจาย ก้มลงมองฐานคันฉ่องที่ทำจากสำริด
เขาหยิบฐานคันฉ่องขึ้นมา สังเกตเห็นว่า สุนัขในรูปสัตว์สามตัวด้านหลังฐานคันฉ่องหายไปแล้ว
‘สัตว์สามชนิด หรือเป็นตัวแทนภูตผีสามชนิด’
“ใต้เท้า แปลกๆ อยู่บ้าง” สวีชุยที่อยู่ด้านข้างมีสีหน้าเคร่งขรึม ตรวจสอบรอบๆ อย่างระมัดระวัง
“อึกทึกกันขนาดนี้ โรงงานชาเลิศกลับไม่มีใครรุดมา ตามปกติ สมควรมีคนไม่น้อยลุกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้ด้านนอกกลับเงียบกริบ!”
ลู่เซิ่งหยีตา หมุนตัวพุ่งออกจากห้องไป
ฟู่ว…
ลมพัดมาปะทะหน้า
ด้านนอกไม่ใช่ตัวลาน หากเป็นนาข้าวอันกว้างใหญ่
บนนาข้าวมีหญ้าฟางที่เก็บเกี่ยวไว้จนแห้ง ก้านฟางที่มัดไว้อย่างดีหลายช่อวางกองจนเต็ม สถานที่ส่วนหนึ่งมีร่องรอยถูกไฟเผา
แสงจันทร์เย็นเยียบ ไกลออกไปปรากฏภูเขาสูงต่ำเลือนราง
“ที่นี่คือ…” ลู่เซิ่งหันกลับ ห้องหนังสือที่ตนเดินออกมาหายไปแล้ว ไม่เห็นสวีชุยเช่นกัน แสดงว่ามีแค่เขาเข้ามาที่นี่คนเดียว
“นับถึงสิบนะ”
“ห้ามแอบมอง!”
“รีบหนีล่ะ! ฮ่าๆๆ!”
ลู่เซิ่งได้ยินเสียงพูดคุยของเด็ก มองไปยังต้นเสียง เห็นเงาดำหลายสายกำลังวิ่งเหยาะไปยังที่ไกล
“เด็กโง่นั่นเชื่อจริงๆ ว่าพวกเราจะเล่นกับนาง”
“ได้ยินว่ามารดานางขายตัวอยู่บนเรือ น่าสะอิดสะเอียนจริงๆ”
“ใช่แล้วๆ ใครอยากจะเล่นกับเด็กพรรค์นั้น เล่าออกไปจะถูกคนดูถูกเอา”
“แต่พวกเราทิ้งนางไว้ที่นี่คนเดียว แบบนี้ไม่ดีอยู่บ้างนะ”
“มารดานางจะมาหานางเอง กังวลไปใย”
“ก็ใช่อยู่”
ลู่เซิ่งมองเงาดำเหล่านั้นค่อยๆ หายไปในความมืดอย่างไร้ร่องรอย ในใจเกิดการคาดเดา
เขาหันไปมองกองฟางหลายกองอีกรอบ
“หนึ่ง”
“สอง”
“สาม”
เสียงดังแว่วมาเบาๆ สะท้อนในผืนนา
ลู่เซิ่งสูดหายใจลึก พลิกมือชักดาบอีกเล่มหนึ่งบนหลังลงมาถือ ก้าวใหญ่ๆ ไปยังต้นเสียง
ดินโคลนและรวงข้าวที่แห้งกรังกระจายไปทั่วผืนนา พอเหยียบลงไปให้ความรู้สึกเหมือนพุ่มหญ้าหนา
ลู่เซิ่งข้ามกองาฟางไปหลายกอง ไม่ทันไรก็มาถึงหน้ากองฟางที่ใหญ่ที่สุด
ดรุณีเสื้อน้ำเงินคนหนึ่งหันหลังให้เขา ฟุบนิ่งกับกองฟางพร้อมนับเลข
“สี่”
“ห้า”
“หก”
ดรุณีเปียผมหยาบๆ สองเปีย สองมือปิดหน้า คล้ายกำลังเล่นกับคนอื่น
ลู่เซิ่งถือดาบ หยุดห่างจากนางหลายหมี่
“เจ็ด”
“แปด”
“เก้า”
“สิบ”
นับถึงสิบแล้ว
ลู่เซิ่งเกร็งกล้ามเนื้อเล็กน้อย เตรียมพร้อมส่งแรงตลอดเวลา
“ข้าจะหาแล้วนะ ท่านเตรียมตัวแล้วหรือไม่”
ในตอนนี้เอง ดรุณีนางนั้นพลันกล่าววาจา
เสียงนางทอดไกลและสงบนิ่งยิ่ง ยังแฝงความน่ากลัวและความแปลกประหลาดอยู่บ้าง
ลู่เซิ่งไม่ตอบ ทั้งๆ ที่ดรุณีนางนี้สมควรพูดกับเด็กคนอื่นๆ แต่เขากลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายคล้ายกำลังพูดกับตน
“ที่นี่คือที่ไหน” ลู่เซิ่งถามเบาๆ
ดรุณีหันหลังให้เขา ไม่ตอบ เพียงยืนอยู่เช่นนั้น
“หรือเจ้าคิดว่าเจ้าจะเอาชนะข้าได?” ลู่เซิ่งโบกดาบใหญ่สองเล่มไปมา เขากำลังหยั่งเชิง หยั่งเชิงดูว่าอีกฝ่ายเป็นภูตผีประเภทไหน
“ข้าจะเริ่มหาแล้วนะ” ทันใดนั้นดรุณีนางนั้นเอ่ยอย่างสงบนิ่ง
“เริ่มหรือ” ลู่เซิ่งกวาดมองกองฟางรอบๆ พลันยิ้มขึ้น
ผัวะ!
เขาถีบแกนกองฟางกองหนึ่งที่อยู่ด้านข้างจนล้มลง
“มาเลย จะสังหารข้า หรือถูกข้าสังหาร!” เขาหงุดหงิดบ้างแล้ว ซ้อนดาบคู่ไว้ด้านหน้าดังเช้ง โคจรวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานทั่วร่าง ตาข่ายโลหิตคุ้มครองกายกระจายออก ถ้าสามารถมองเห็นปราณภายในที่โปร่งใสไร้รูปร่างได้ เช่นนั้นเขาในตอนนี้ก็เหมือนกับเตาไฟในร่างคน ลุกไหม้อย่างรุนแรง
ดรุณีนางนั้นค่อยๆ หมุนตัวมา สองมือปิดหน้า ยังไม่เห็นเครื่องหน้า เพียงเห็นผิวหนังสีน้ำเงินแกมเขียว แข็งทื่อและซีดเซียว
ฟุ่บ!
พริบตานั้น นางหายไปจากที่เดิม
ลู่เซิ่งยกสองดาบขึ้น ฟันไปด้านหน้า
เคร้ง!
ท่ามกลางเสียงปะทะที่สะเทือนแก้วหู เงาร่างเล็กสายหนึ่งถูกกระแทกออกไปอย่างรุนแรง แล้วหายไปกลางอากาศอีกครั้ง
ตอนที่ปรากฏตัวอีกรอบ นางก็อยู่ด้านหลังของลู่เซิ่ง กรีดฝ่ามือสีน้ำเงินข้างหนึ่งใส่ตัวเขา
เคร้ง!
เหมือนกับกรีดใส่เหล็กกล้า สะเก็ดไฟสีเหลืองกระเด็นจากคอของลู่เซิ่ง
เขาตวาด พุ่งไปด้านหลัง ปราณภายในทั่วร่างดันตาข่ายโลหิตให้เกี่ยวไปด้านหลัง มือพลิกดาบคู่ ฟันขวางใส่ด้านหลังติดต่อกัน
ตูมๆ! เสียงทึบดังติดกันสองครั้ง
คมดาบฟันใส่แกนกองฟางที่อยู่ด้านข้าง ไม่โดนสิ่งใด
เคร้งๆๆๆ!
ในผืนนา พริบตานั้น บนตัวลู่เซิ่งมีสะเก็ดไฟสีเหลืองหลายกลุ่มระเบิดออกอย่างต่อเนื่อง เงาคนสีน้ำเงินเข้มสายหนึ่งโผล่ขึ้นมาข้างตัวลู่เซิ่งด้วยความเร็วสูง กรงเล็บที่มีพิษรุนแรงกรดข่วนเขาอย่างบ้าคลั่ง
ลู่เซิ่งเมื่อฟันดาบออกไปแล้วสองครั้ง ก็ยังไล่ไม่ทัน ก็คร้านจะขยับ หลับตายืดตัวให้นางกรีดข่วน
สะเก็ดไฟจำนวนมากกระเซ็นจากร่างเขาอย่างต่อเนื่อง ถ้าเป็นคนธรรมดาคงถูกกรีกเป็นเนื้อสับไปนานแล้ว สำหรับตัวเขา กลับไม่ต่างจากการนวด
ลู่เซิ่งยืนอยู่กับที่หลายอึดใจ บางครั้งจึงค่อยป้องหูบังตา ปล่อยให้สะเก็ดไฟจำนวนมากกระเด็นออกจากร่าง
ทันใดนั้น เขาลืมตาขึ้น พุ่งตัวไปด้านหน้าอย่างรุนแรง
เปรี้ยง!
เงาคนสีน้ำเงินสายหนึ่งกำลังคว้าใส่หน้าผากเขา พลันถูกเขาชนใส่ศีรษะ กระเด็นหวือออกไป ยังไม่ทันลอยห่าง ก็ถูกลู่เซิ่งใช้วงแขนชักกลับมา ก่อนชนศีรษะใส่อย่างแรงอีกครั้ง
ตูม!
ดรุณีถูกกระแทกจนมึนงง ลู่เซิ่งรัดนางไว้ในอก เล่นงานศีรษะครั้งแล้วครั้งเล่า
ตูมๆๆๆๆ!
ลู่เซิ่งใช้ศีรษะของเขากระแทกใส่ศีรษะของดรุณีนางนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านไปแค่ไม่กี่ครั้ง ศีรษะของนางก็ถูกกระแทกแหลก เลือดหลายกลุ่มผสมกับของสกปรกมากมาย แม้แต่กะโหลกและเยื่อคอก็ตกลงมาจากคอนาง เหลือแค่ศพไร้หัวถูกลู่เซิ่งจับไว้ในมือ ชูขึ้นสูง
ดาบขนาดใหญ่พลันพุ่งใส่ศพนั้น
ผัวะ!
ลู่เซิ่งกลับคาดไม่ถึง สองเท้าของศพจะถีบใส่ทรวงอกเขา แล้วกระโดดออกจากสองมือเขาไป
เขาเดิมจับส่วนเอวของดรุณีไว้ ตอนนี้บนมือเหลือแค่เลือดเนื้อ เนื้อก้อนใหญ่หายไปจากด้านข้างเอวของอีกฝ่าย คือส่วนที่เขายังบีบไว้ในมือ
“อ้อ?” ลู่เซิ่งประหลาดใจอยู่บ้าง มองศพไร้หัวโซซัดโซเซหนีไปยังที่ไกล
ฟุ่บ!
เขาซัดดาบออกไปดุจสายฟ้าแลบ
ดาบใหญ่ลอยออกไปตัดสองขาของศพ บนคมดาบมีปราณภายในร้อนแรง พลันทำให้ศพเจ็บปวดจนกลิ้งไปมากับพื้น
“นี่คือจบแล้วหรือ” ลู่เซิ่งมองอีกฝ่ายอย่างเบื่อหน่าย “ถ้าข้าเดาไม่ผิด นี่สมควรเป็นตัวแทนจิ้งจอกกระมัง”
ศพไร้หัวนั้นดิ้นรนสักพักหนึ่ง ไม่ทันไรก็จางหายไปอย่างช้าๆ
ในนาข้าวสงบลงตามเดิม
“เช่นนั้นยังคงเหลือหงส์เป็นตัวสุดท้าย สัตว์สามชนิดทั้งหมดคือเจ้า” ลู่เซิ่งมองรอบทิศ เดินไปยังจุดที่ศพหายไปอย่างเชื่องช้า
ชายเสื้อขาดสีน้ำเงินตกอยู่บนพื้น เขาหยิบขึ้นมา รู้สึกถึงปราณหยิน จึงยัดใส่กระเป๋ากางเกง
ทันใดนั้นเขารู้สึกชาที่กลางหลัง คล้ายกับมีเข็มแทงใส่
“ผู้ใด!”
ลู่เซิ่งหมุนตัว
ด้านหลังไกลออกไป สตรีที่มีผมเผ้ารุงรัง เนื้อตัวมอมแมม ยืนมองเขานิ่งๆ อยู่ในผืนนา
สตรีนางนี้สวมใส่เสื้อผ้าไม่เป็นระเบียบ เหมือนกับสวมเสื้อผ้าหลายตัวจากหลายๆ ฤดู ตรงอกกับท่อนร่างถูกรั้งจนกว้าง เผยให้เห็นขาอ่อนขาว ระหว่างขาอ่อนยังมีเลือดเกรอะกรังอยู่
“มารดานางเป็นคนบ้า!”
“คนบ้า! หญิงวิกลจริต!”
“นังบ้าผู้นี้เหตุใดจึงรอดมาได้ นางไม่กินอาหาร ทั้งยังมีลูก ที่ไม่ทราบเป็นเมล็ดพันธุ์ของใคร”
“ใช้ชีวิตอย่างไรได้ ไม่ใช่บุรุษในหมู่บ้านช่วยเหลือ ทุกๆ วันเข้าแถวไป…”
“ฉู่ว…เบาเสียงหน่อย”
“ครั้งกระโน้นผู้ใหญ่บ้านเก็บนางกลับมา ไม่ใช่หมายตาสิ่งนี้หรอกหรือ มีอันใดต้องปิดบัง””
“ทุบนางให้ตาย! ทุบนังวิกลจริตนี่ให้ตาย!”
“ยัดนางใส่กรงหมู! กล้าล่อลวงบุรุษของข้า!”
เสียงพูดจา เสียงตะโกน และเสียงด่าโหวกเหวกโวยวาย ดังขึ้นข้างหูลู่เซิ่งไม่หยุด
“เด็กคนนั้นน่าจะไม่ทราบว่ามารดาตนตายแล้วกระมัง ทุกๆ วันที่กลับไปยังได้ยินนางร้องเรียกหามารดา น่าเวทนานัก”
“แต่ละวันบ้าบอเสียสติ สันดานเหมือนมารดานาง เมื่อคืนได้ยินว่ามีคนเห็นบุรุษตระกูลเฉินไปห้องนั้นอีกแล้ว…”
“ยังเด็กแต่ก็รู้จักล่อลวงบุรุษแล้ว น่ารังเกียจ!”
“โตมาได้ขนาดนี้ ไม่แน่ว่าเป็นบุรุษในหมู่บ้านสงเคราะห์”
ลู่เซิ่งฟังไปฟังมา มองดูสตรีบ้าคลั่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากตน หรี่ตาอีกครั้ง
“เจ้าเคียดแค้นหรือ”
เสียงทุ้มต่ำเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู
“มารดาเจ้าตายไปเมื่อสองปีก่อนแล้ว แต่แม้นางจะวิปลาสกลับยังคงทิ้งเจ้าไม่ได้ คอยดูแลเจ้าทุกวัน”
“ใครทำร้ายเจ้าจนเป็นแบบนี้”
“เป็นใครทำร้ายมารดาเจ้าจนตาย”
“เป็นใครละทิ้งเจ้าในทุ่งนาอันหนาวเหน็บ”
เสียงทุ้มต่ำนั้นถามหลายครั้ง
“ข้า…ข้าแค่อยากมีคนเล่นด้วย…” เสียงดรุณีที่เหนียมอาย น่าเวทนาค่อยๆ ดังขึ้น
“เข้าไปเถอะ… เข้าไปในคันฉ่องบานนี้ ก็จะมีคนเล่นกับเจ้าตลอดกาล” เสียงนั้นทุ้มต่ำและมีความยั่วยวน
ตูม!
พริบตานั้นประกายสีแดงกลุ่มใหญ่ระเบิดออก ในรัศมีสิบกว่าหมี่รอบตัวลู่เซิ่งกลายเป็นทะเลเพลิงโดยสมบูรณ์ กองฟางจำนวนมากถูกเผา เปลวไฟส่งเสียงเปรี๊ยะๆ ควันหนาตลบอบอวล เถ้าธุลีปลิวว่อน
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น