116-120
บทที่ 116
เซียวหงเย่ส่ายหน้า สะท้อนใจ “ประมุขพรรคยังไม่ทราบ ตระกูลสวีกับตระกูลซั่งหยางแข็งแกร่งสุดขีด คู่คี่สูสี แค่สวีเฟยหงกับซั่งหยางจิ่วหลี่ พลังส่วนตัวของสองคนนี้ คุณหนูสวีเฟยหงเกรงว่าต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะไล่ตามพลังฝึกปรือกึ่งหนึ่งของซั่งหยางจิ่วหลี่ทัน” เขาอธิบายเบาๆ คล้ายมีน้ำใสใจจริง
“ผู้พี่เห็นว่าผู้น้องใบหน้าเย็นชาจิตใจดีงาม เหมือนกับน้องชายที่เสียไปแล้วของข้า จึงขอชี้แนะท่านสองสามประโยค วันหน้า กระชับความสัมพันธ์กับคุณหนูจิ่วหลี่ผู้นั้นให้ดี คนผู้นี้เป็นอัจฉริยะอันดับสองที่สมคำร่ำลือของตระกูลซั่งหยางในปัจจุบัน อีกไม่กี่ปีคงข้ามระดับพันธนาการ ได้รับความโปรดปรานจากท่านผู้นี้ ไม่แน่ว่าภายหลังผู้น้องจะสบายขึ้นมาก”
“อ้อ?” ไป๋เฟิงแสดงสีหน้าตกใจอยู่ด้านข้าง “หรือคุณหนูจิ่วหลีกำลังจะเลื่อนเป็นขอบเขตสัตตะลักษณ์แล้ว!?”
“ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ สิบปีก่อนหน้านี้คุณหนูซั่งหยางจิ่วหลี่ถึงระดับเบญจลักษณ์แล้ว เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลซั่งหยาง ถ้าไม่ใช่ผู้มาทีหลังแต่แซงหน้าท่านนั้น ตอนนี้คงจะไม่มีใครทำลายสถิตินี้ได้ สัตตะลักษณ์ เกรงว่าจะอยู่ไม่ไกลแล้ว…” เซียวหงเย่เอ่ยเบาๆ
“สัตตะลักษณ์ เบญจลักษณ์อะไรนี่ ไม่ทราบว่าคืออันใด…” ลู่เซิ่งจิตใจหวั่นไหว รู้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการแบ่งระดับพลังในตระกูลขุนนาง จึงรีบถาม
“ประมุขพรรคลู่ไม่ใช่เข้าสู่ขอบเขตตรีลักษณ์เป็นอย่างน้อยหรอกหรือ เหตุใดไม่รู้จัก” เซียวหงเย่พลันงุนงง
“ข้าตีผิดชนพลาดมา…” ลู่เซิ่งส่ายหน้า
“ตีผิดชนพลาดยังเข้าสู่ขอบเขตตรีลักษณ์ได้ ตระกูลที่เป็นชาติกำเนิดของประมุขพรรคลู่…ไม่ธรรมดาจริงๆ!’ ไป๋เฟิงเต้าจ่างสะท้อนใจ
“ฮ่าๆ หัวหน้าขุนนางผู้ตรวจการไป๋ล้อเล่นแล้ว” ลู่เซิ่งทราบว่าพวกเขายึดถือตนเป็นลูกหลานผู้สืบทอดของตระกูลขุนนางสักตระกูล แต่ไม่ได้เปิดเผย เขาทราบดีว่าตัวเองใช้ร่างกายของคนธรรมดาสู้เสมอกับสตรีกางร่ม ก็เหนือกว่าระดับมนุษย์แล้ว อีกฝ่ายเข้าใจผิดเช่นนี้ถือว่าปกติ
“น้องลู่ยังไม่ทราบ รูปแบบนี้คือการแบ่งระดับพันธนาการ” เซียวหงเย่อธิบาย “คำว่าพันธนาการคือพลังพันธนาการ คนในตระกูลขุนนางสืบทอดอาวุธเทพ ภายใต้แสงสว่างของอาวุธเทพ ก่อให้เกิดคุณสมบัติทางระดับชั้นที่ไม่เหมือนกันตามระดับความเข้ากันได้ที่แตกต่างกัน”
“ขุนนางนอกราชการเซียวกล่าวถูกต้อง อัจฉริยะที่มีความเข้ากันได้สูงสุดอย่างซั่งหยางจิ่วหลี่เรียกได้ว่าร้อยปียากพบพานสักคน” ไป๋เฟิงเต้าหยินกล่าวอย่างเห็นด้วย “ถึงลูกหลานตระกูลขุนนางเมื่อเกิดมาจะเป็นระดับพันธนาการทันที แต่หลังจากฝึกฝนเพิ่มขอบเขต ก็จะควบคุมโลหิตแห่งการสืบทอดได้มากกว่าเดิม หลังจากเป็นผู้ใหญ่ สามารถบรรลุถึงขอบเขตทวิลักษณ์ก็ไม่เลวแล้ว ลูกหลานตระกูลขุนนางส่วนใหญ่เป็นแค่เอกะลักษณ์ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สุด”
“หมายความว่าระดับของพันธนาการ แบ่งออกเป็นทั้งหมดเจ็ดระดับ หากระดับมากกว่าสามก็นับว่าเป็นยอดฝีมือได้หรือ” ลู่เซิ่งถาม
“นี่ย่อมแน่นอน เหมือนกับสตรีกางร่มซึ่งเป็นรองผู้คุมจัตุรัส เดิมพวกเรานึกว่าสตรีกางร่มอย่างมากสุดเป็นแค่ระดับทวิลักษณ์ อย่างไรก็แค่ภูตผีที่เป็นความประหลาดลี้ลับเลื่อนขึ้นมา กลับคาดไม่ถึง…
ถ้าประมุขพรรคลู่ไม่ได้ต่อสู้กับนาง ภายหลังพวกเราลงมือกับสตรีกางร่ม เกรงว่าจะเสียท่าครั้งใหญ่จริงๆ!” ไป๋เฟิงเต้าหยินรำพึง
“เป็นเช่นนี้จริงๆ” เซียวหงเย่เอ่ยอย่างเห็นด้วย
ทั้งสองคนขณะคุยกัน ยึดถือลู่เซิ่งเป็นลูกหลานตระกูลขุนนาง ทำให้เขาทราบข้อมูลฉากหลังเกี่ยวกับตระกูลขุนนางจำนวนมากโดยไม่ได้ตั้งใจ
พันธนาการแบ่งออกเป็นเจ็ดระดับ หลักๆ มาจากลวดลายบนเนื้อเยื่อสีดำที่โผล่ขึ้นมาบนผิวกาย หลังจากฝึกฝนถึงระดับพันธนาการแล้ว
หนำซ้ำยังแตกต่างจากตระกูลเจินที่เป็นตระกูลขุนนางของแดนเหนือ ตระกูลเจินมีรวมกันไม่เกินสิบกว่าคน เก้าตระกูลแห่งจงหยวนยึดครองสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งจงหยวนได้ ย่อมมีพลังแข็งแกร่งกว่ามาก
ไม่พูดถึงใครอื่น แค่กองกำลังในที่แจ้งของตระกูลซั่งหยาง ก็มีสมาชิกตระกูลห้าสิบกว่าคนแล้ว คนที่มีระดับตรีลักษณ์ขึ้นไป และโด่งดังมีถึงแปดคน
แปดตระกูลที่เหลือความจริงพลังไม่ต่างกันมาก
ทั้งสามคนคุยกันในศาลาสักพัก ก็พูดถึงวรยุทธ์ของคนธรรมดา
“พวกเราฝึกฝนวรยุทธ์ของมนุษย์มีประโยชน์อันใด ฝึกฝนหลายสิบหลายร้อยปี ก็เข้าสู่เยื่อดำระดับเอกะลักษณ์แห่งพันธนาการไม่ได้ หลักๆ มีแต่วิชาหล่อเลี้ยงชีวิตไว้ยืดอายุขัย จึงเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง” ไป๋เฟิงเต้าหยินส่ายหน้ากล่าว
“ไม่ใช่เช่นนั้นทั้งหมด นอกจากวิชาหล่อเลี้ยงชีวิต มนุษย์ยังมีวิชาต่อสู้ไม่น้อยที่ควรค่าแก่การร่ำเรียน อย่างเช่นตอนประมุขพรรคลู่สู้กับสตรีกางร่ม ก็ไม่ใช่อาศัยวิชาโจมตีของมนุษย์เป็นหลักหรือ เซียวหงเย่ค้าน เขายึดถือการป้องกันอันแข็งแกร่งซึ่งมาจากการทับซ้อนกันของวิชากำลังภายในกับวิชาแข็งกร้าวของลู่เซิ่ง เป็นเยื่อดำระดับพันธนาการ และยึดถือกำลังภายในที่แข็งกล้าเช่นวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน บวกกับพลังระเบิดอันน่าสะพรึงเป็นวิชาจู่โจมทั่วไป
ลู่เซิ่งไม่ได้บอกความจริง เพียงถอนใจเบาๆ
“วิชาโจมตีมีผลไม่เลวจริงๆ แต่เทียบกับพลังโดยกำเนิดของตระกูลขุนนาง ยังต่างชั้นเกินไป” เขารำพึงจากใจ เพื่อต้านทานพลังระดับพันธนาการที่ต่ำที่สุด เขาใช้ทั้งความคิดและความพยายามมากมาย เปลี่ยนเป็นคนธรรมดา หากไม่ฝึกฝนเป็นเวลาสองร้อยปีขึ้นไป แค่เจอหน้าก็ถูกสตรีกางร่มฉีกทึ้งแล้ว
พลังยุทธ์ไม่ถึง แม้แต่ระดับพันธนาการก็ไปไม่ได้
“ถูกต้อง…พูดถึงพลังโดยกำเนิด ถ้าครั้งนี้ตระกูลเจินปกป้องภัยพิบัติมังกรสีชาดไว้ เกรงว่าพลังจะเพิ่มขึ้นใหญ่หลวงอย่างแท้จริง ครอบครองอาวุธเทพสองชิ้น…จุ๊ๆ ลูกหลานตระกูลขุนนางแค่เกิดมาก็มีพลังระดับทวิลักษณ์แล้ว น่ากลัวโดยแท้” เซียวหงเย่สะท้อนใจ
“ครั้งนี้ตระกูลเจินคิดพลิกตัว ความแค้นที่ถูกขับไล่ในคราวนั้น จะต้องหาโอกาสแก้แค้น เหอะๆ เวลานั้นมีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว” ไป๋เฟิงพูดด้วยรอยยิ้ม
“ถูกต้อง ด้วยความชั่วร้ายของตระกูลเจิน อาจมีเรื่องสนุกจริงๆ” เซียวหงเย่พูดด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
ลู่เซิ่งหวั่นไหว พลังของตระกูลขุนนางหรือจะมาจากอาวุธเทพ การแย่งชิงอาวุธเทพชิ้นใหม่ยกระดับพลังโดยกำเนิดให้ลูกหลานตระกูลขุนนางที่เกิดมาใหม่ได้หรือ
เขามองเซียวหงเย่ คนผู้นี้ตั้งแต่ต้นจนจบคล้ายกับต้องการชักนำหัวข้อไปยังทิศทางที่ตนต้องการเหมือนตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจ
ใบหน้าอวบขาวของอีกฝ่ายมักมีท่าทีเป็นมิตรไร้อันตราย คล้ายกับมีเจตนาดีต่อตนจริงๆ
“จริงด้วย ยังไม่ได้ขอคำชี้แนะว่าชาติกำเนิดของขุนนางนอกราชการเซียวคือ…?” ลู่เซิ่งอดถามต่อหน้าไม่ได้
ตั้งแต่แรกเริ่ม ไป๋เฟิงเต้าหยินไม่ได้แนะนำภูมิหลังของเซียวหงเย่ แต่เขากลับทราบเบื้องหลังมากมายขนาดนี้ เห็นได้ว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
“น้องลู่อดใจไม่ไหวแล้วหรือ” เซียวหงเย่พลันกางพัดปิดปาก หัวเราะโฮ่ๆๆ
“ผู้พี่เป็นเพียงผู้ดูแลเล็กๆ แห่งจวนอู๋โยว เทียบกับอัจฉริยะตระกูลขุนนางดุจดั่งดวงอาทิตย์สองนางนั้นไม่ได้”
“จวนอู๋โยวหรือ” ลู่เซิ่งงงงัน
เขานึกถึงชื่อชื่อหนึ่งแทบจะในพริบตา อู๋โยวอ๋อง
พี่น้องตระกูลหลิ่ว ยังมีหลี่ซุ่นซี ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับอู๋โยวอ๋อง พี่น้องตระกูลหลิ่วถูกไล่ล่า หลี่ซุ่นซีถูกล้างตระกูล ทั้งหมดเป็นฝีมือของอู๋โยวอ๋อง
ขณะนี้อู๋โยวอ๋องผู้นี้ยังเกี่ยวข้องกับตระกูลขุนนาง ลู่เซิ่งมีความเข้าใจต่อระดับความหมายในนี้แล้ว
หลังจากกินอาหาร สนทนากันเสร็จแล้วก็เป็นเวลากลางไฮ่ (สี่ทุ่มถึงห้าทุ่ม) ลู่เซิ่งถึงพาคนออกจากจวนผู้บังคับการ
คนของจวนผู้บังคับการเตรียมเกวียนเทียมวัวไว้ ส่งพวกลู่เซิ่งกลับเรือวาฬแดง
บนเกวียนเงียบงันตลอดทาง จนกระทั่งถึงเรือวาฬแดง หงหมิงจือค่อยออกมาต้อนรับ
ระดับสูงในพรรคหายไปมากกว่าครึ่ง ซากที่ถูกเผาบนเรือวาฬแดงได้รับการเก็บกวาดไปมาก ยังมีคนกำลังขนสิ่งของขึ้นไปบนหอ
บนดาดฟ้าเรือแว่วเสียงร่ำไห้เลือนราง นั่นเป็นครอบครัวของสมาชิกที่สละชีพในพรรค
ตอนลู่เซิ่งลงจากเกวียน ทอดตามองไปไกล ควันขาวหลายสายลอยขึ้นจากดาดฟ้าเรือไม่หยุด ทั้งหมดเป็นควันจากกระดาษเงินในกระถางไฟที่เผาเซ่นไหว้แด่ผู้วายชนม์
“เป็นอย่างไรบ้างศิษย์น้อง” หงหมิงจือเข้ามาถามไถ่
“เลือกตระกูลซั่งหยาง ยืนยันแล้ว ซั่งหยางจิ่วหลี่ที่เป็นตัวแทนไปจัตุรัสแดงเอง พวกเรารอแค่ข่าวก็พอ” ลู่เซิ่งตอบ
“เช่นนั้นก็ดี…เช่นนั้นก็ดี!” หงหมิงจือถอนใจอย่างแรง พวกผู้อาวุโสที่อยู่ข้างเขาก็มีสีหน้าผ่อนคลาย แสดงว่าก่อนหน้านี้ตึงเครียดมาตลอด
“ประมุขพรรค เกรงว่าพวกเรายังผ่อนคลายไม่ได้ ก่อนหน้านี้ในพรรคมีคนตายมากเกินไป ไม่ต่ำกว่าร้อยคน ครั้งนี้ใช้เงินบำรุงขวัญไปมากกว่า…” ผู้อาวุโสคนหนึ่งเดินเข้ามารายงาน
“ทุกบ้านให้หนึ่งร้อยตำลึงเป็นค่าบำรุงขวัญ ถ้าลำบากเกินไปจริงๆ ภายหลังให้จดบันทึกเพื่อดูแลเพิ่มเติม” ลู่เซิ่งเอ่ย
“ขอรับ” ผู้อาวุโสพยักหน้า
ลู่เซิ่งกำชับอีกประโยค “จงอย่าขาดตกบกพร่องต่อเหล่าพี่น้องที่ตายไปเพื่อพรรค”
การจัดการแบบนี้ของเขาในสภาพแวดล้อม ณ ตอนนี้ นับว่าใจกว้างมากแล้ว
ปกติถ้าในพรรคมีคนตาย ชดเชยเงินแก่ครอบครัวสิบกว่าตำลึงนับว่าดีมากแล้ว ไหนเลยโยนตั๋วเงินออกไปหลายสิบหมื่นเหมือนอย่างเขา
“เอาล่ะ ศิษย์พี่ พวกเรากลับไปคุยกันบนเรือเถอะ” ลู่เซิ่งเสนอ
คนอื่นๆ ติดตามเขาเข้าไปในห้องหนังสือบนชั้นที่สี่ของหอบนเรือวาฬแดง
ลู่เซิ่งเล่าถึงผลลัพธ์ที่ได้ในครั้งนี้ให้หงหมิงจือฟังคร่าวๆ
“ตอนนี้สภาพของพวกเราย่ำแย่ยิ่ง ต่อให้ซั่งหยางจิ่วหลี่ไม่มีความคิด แต่ในฐานะกองกำลังที่เคยติดตามขุมกำลังอื่นๆ ไม่ช้าก็เร็วจะถูกเปลี่ยนเป็นค่ายพรรคในครอบครองของพวกเขา” หงหมิงจือขมวดคิ้วกล่าว
“ในเวลาสั้นๆ นี่ยังไม่ต้องเป็นห่วง บวกกับตระกูลซั่งหยางน่าจะมาแค่ลองเชิงในแดนเหนือดู คงไม่ได้แบ่งแยกกองกำลังมามากนัก” ลู่เซิ่งตอบ ที่เขาเลือกตระกูลซั่งหยาง หลักๆ ก็เพราะซั่งหยางจิ่วหลี่แข็งแกร่งกว่า สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในระยะเวลาสั้นๆ มิฉะนั้นยังไม่ทันรับมือ ทางจัตุรัสแดงยังก็ลอบลงมือกับสมาชิกทั่วไป เขาไม่มีปัญญาป้องกันจริงๆ ความจริงสำหรับพรรควาฬแดงแล้ว จะเลือกตระกูลขุนนางตระกูลใดก็ต่างกันไม่มาก
“หมายความว่าแดนเหนือจะอยู่ในภาวะสุญญากาศเป็นเวลาสั้นๆ หรือ” หงหมิงจือเอ่ยเสียงทุ้ม
“อาจจะ ตระกูลเจินนำของวิเศษหนีไป ต่อจากนี้พวกเราต้องดูว่าตระกูลซั่งหยางจะมีท่าทีอย่างไร ต่อให้เปลี่ยนนาย หลายสิ่งหลายอย่างก็ต้องระวังตัวไว้บ้าง จะได้ไม่ทำผิดข้อห้าม” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างสงบ
“สมควรเป็นเช่นนี้” หงหมิงจือพยักหน้า เขาก้มหน้าไอหลายครั้ง “แต่ข้าว่าทางจัตุรัสแดงไม่น่าเลิกราง่ายๆ เช่นนี้”
“เรื่องนี้ปล่อยให้ตระกูลซั่งหยางจัดการ” ลู่เซิ่งตอบ เขาหยิบแผ่นหินของตระกูลซั่งหยางออกมาให้หงหมิงจือดู
ทั้งสองคนคุยรายละเอียด วิเคราะห์สภาพการณ์ส่วนหนึ่งไว้พอประมาณ จากนั้นก็ไปตำหนักใหญ่ ประกาศข่าวนี้ให้แก่ระดับสูงคนอื่นๆ ฟัง
“หมายความว่าเรื่องของจัตุรัสแดงจบลงแล้วใช่หรือไม่ เรียบร้อยเช่นนี้หรือ” เฉินอิงถามเป็นคนแรก
“พรรควาฬแดงพบพานเหตุการณ์นี้ เสียหายร้ายแรง จะต้องพักฟื้น รอจนฟ้าสว่าง สมควรไม่เกิดเรื่องแล้ว” ลู่เซิ่งนั่งบนเก้าอี้ ถอนใจยาวเฮือกหนึ่ง
“ประโยชน์ที่ตระกูลซั่งหยางมีหลักๆ คือการป้องกันปัญหาจากจัตุรัสแดง ที่เหลือขึ้นอยู่กับว่าพวกเราจะจัดการอย่างไร ส่วนการดูแล คงจะผ่อนคลายกว่าตอนตระกูลเจินอยู่เมื่อก่อนหน้านี้มาก”
“จัดการงานศพของพี่้น้องในพรรคก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ” หงหมิงจือถอนใจกล่าว ถึงเขาไม่รับตำแหน่งประมุขพรรคแล้ว แต่ยังคงเป็นศิษย์พี่ของลู่เซิ่ง และเป็นยอดฝีมือสำนักอาทิตย์ชาด คำพูดยังคงมีอิทธิพลมาก
“ศิษย์พี่กล่าวถูกแล้ว สมควรจัดการสถานการณ์ในพรรคก่อน” ลู่เซิ่งพยักหน้า
รอเพียงซั่งหยางจิ่วหลี่ยืนยันสถานการณ์ทางจัตุรัสแดง เขาก็จะควบคุมพรรควาฬแดงเพื่อจัดการเรื่องเก็บกวาด ครั้งนี้แม้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสายเลือดลูกหลานตระกูลขุนนาง แต่กลับทราบข้อมูลลับๆ ไม่น้อย จำเป็นต้องย่อยสลายให้ดี
สิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือ ได้กำหนดพลังของตัวเองในหมู่ลูกหลานตระกูลขุนนาง
……………………………………….
บทที่ 117
“ฮ่า!”
กีบเท้าม้าเหยียบกรวดหินดินทรายจนฟุ้งขึ้นบนเส้นทางภูเขาสีเหลืองหม่น ม้าหวงเปียวกำยำตัวหนึ่งควบไปบนเส้นทางบนภูเขานั้น ลมที่พัดขึ้นกดหญ้าสองฟากทางให้ลู่ลง
ผู้ขี่สวมชุดรัดรูปสีดำปิดหน้าที่เหงื่อโชก เส้นเอ็นสีดำเล็กๆ โปดปูนบนหน้าผาก กลางหลังเปียกเหงื่อชุ่ม
“โดน!” เสียงตวาดดังขึ้น
ก้อนหินสีดำก้อนหนึ่งพุ่งมาจากด้านข้าง รุนแรงอย่างน่าประหลาด กระแทกใส่ไหล่ซ้ายของผู้ขี่ม้า
เขาตกลงจากหลังม้าดังโครม
ฮี้ๆ!
ม้าหวงเปียวร้องขึ้นอย่างตื่นตระหนก วิ่งหนีไปอย่างหวาดกลัวด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม เหลือเพียงผู้ขี่ม้าชุดดำที่ตกจากม้า กำลังฝืนคลานขึ้นมาจากพื้น
ตูม!
เท้าใหญ่สวมรองเท้าขี่ม้าข้างหนึ่งกระทืบลงบนไหล่คนผู้นี้จนติดพื้นอีกครั้ง
“ทหารของจวนอู๋โยว โอ้ ยังเป็นองครักษ์ชุดดำส่งข่าวเสียด้วย!” พระภิกษุหัวล้านสวมจีวรสกปรกเหม็นสาบกระโดดออกมาจากพุ่มหญ้าข้างทาง
ท่านยกมือของผู้ขี่ม้าชุดดำขึ้นมาอย่างคุ้นเคย เล็บที่แหลมคมประดุจมีดกรีดท่อนแขนของอีกฝ่าย แขนเสื้อกับผิวหนังฉีกขาดออก ชักแผ่นหนังสีเหลืองเล็กๆ ที่ชุ่มไปด้วยเลือดใบหนึ่งออกมา
“พวกเจ้า… เป็นใครกันแน่!?” ผู้ขี่ม้าชุดดำถูกกระแทกตกม้าที่วิ่งด้วยความเร็ว ร่างกายชนใส่ก้อนหินหลายก้อน บาดเจ็บสาหัส ตอนนี้เริ่มกระอักเลือด กำลังจะไม่ไหว แต่เขาไม่ยอมแพ้ ถลึงตาถามเสียงเฉียบขาด
“พวกเรา…เจอกันมาตั้งหลายครั้งแล้ว ยังไม่รู้อีกหรือ” พระภิกษุรูปนั้นที่หัวโตหูใหญ่ จีวรสกปรกเป็นคราบสีดำเทา พอได้ยินก็พลันหัวเราะ ท่านไม่สนใจผู้ขี่ม้าชุดดำ มองแผ่นหนังที่พลิกออกมาในมือ
“ให้อาตมาดูหน่อยว่าเป็นข่าวอะไร ตระกูลเจินหลบหนี…แดนเหนือปั่นป่วน…ตระกูลซั่งหยางเคลื่อนพลเข้ามา…”
“เจ้าเป็นกากเดนแคว้นเมฆา…!” ผู้ขี่ม้าชุดดำพลันนึกอะไรได้ เบิกตาโต
เปรี้ยง!
อกของเขาถูกพระภิกษุอ้วนกระทืบจนยุบ สิ้นใจตายไปทันใด
“พระอาจารย์?” มีคนอีกสองสามคนโผล่ออกมาจากหน้าผาที่อยู่ไม่ไกล เห็นบนพื้นมีคนนอนอยู่ก็รีบวิ่งเข้ามา
คนที่อยู่ด้านหน้าสุดคิ้วกระจ่างตางาม ใบหน้าหล่อเหลว ผิวขาวเนียนละเอียด มองดูก็รู้ว่าเป็นคุณชายที่ชีวิตอยู่ดีกินดี สวมชุดผ้าป่านซึ่งไม่เข้ากับเขา
“คุณชายหลี่มาแล้วหรือ นั่น ข้าจับทหารของจวนอู๋โยวได้คนหนึ่งพอดี นึกว่าจะได้ข่าวที่มีค่าอันใด คาดไม่ถึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่เกี่ยวกับพวกเรา” พระภิกษุอ้วนโยนแผ่นหนังในมือให้ผู้มาอย่างไร้ความสนใจ
คุณชายหลี่ผู้นี้ก็คือหลี่ซุ่นซีที่ออกมาจากเมืองเลียบคีรี รอนแรมในเขตระหว่างจงหยวนกับแดนเหนืออยู่นาน ที่ติดตามด้านหลังเขาคือพี่น้องตระกูลหลิ่วที่หน้าตาอัปลักษณ์
ภูมิประเทศระหว่างแดนเหนือกับจงหยวนซับซ้อนยิ่ง มีแต่ป่าเขาลำเนาไพร หลี่ซุ่นซีโชคดี ประสบสภาพอับจนหลายครั้ง เจอพวกภูตผีปีศาจ โชคดีอาศัยทักษะตัวเองเอาตัวรอดได้ ก่อนพบเจอพี่น้องตระกูลหลิ่วที่โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งเหมือนกัน
เป็นเพราะมีอู๋โยวอ๋องเป็นศัตรูร่วมกัน ทั้งสามคนจึงร่วมทาง ระหว่างทาง ตอนที่ขอค้างแรมในวัดร้างแห่งหนึ่ง ได้พบพระภิกษุหัวโตหูใหญ่ที่เรียกตัวเองว่าพระอาจารย์ชิงฉุ่ย
“พระอาจารย์ชิงฉุ่ยฆ่าคนเร็วเกินไปแล้ว ถ้าหากละเว้นชีวิตพยานผู้นี้ พวกเราอาจทราบการเคลื่อนไหวต่อไปของอู๋โยวอ๋องจากปากของเขา” หลี่ซุ่นซีเอ่ยด้วยรอยยิ้มฝาดเฝื่อน
“พวกเราสู้กับจวนอู๋โยวมานาน ที่สมควรทราบก็ทราบทั้งหมดแล้ว โยมกับแม่นางน้อยตระกูลหลิ่วตามอาตมาอย่างเชื่อฟังก็พอ พอถึงสถานที่ก็จะทราบเอง อู๋โยวอ๋องทำกระทำผิดหลักทำนองคลองธรรม ขัดหลักการฟ้ามากมาย ผู้ที่มีจิตปณิธานร่วมกันที่คิดปราบเขามีจำนวนไม่น้อย” พระอาจารย์ชิงฉุ่ยภิกษุอ้วนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เพียงแต่พวกเราอ่อนแอ ต่อให้รวมพระอาจารย์ด้วย จะมีประโยชน์ใด” หลี่ซุ่นซีจนใจ
“นั่นไม่แน่นัก แม่นางน้อยตระกูลหลิ่วเชื่อใจโยมมาก… ของบางอย่างตอนนี้โยมไม่รู้ แต่ภายหลังจะค่อยๆ กระจ่างเอง” พระอาจารย์ชิงฉุ่ยมองพี่น้องตระกูลหลิ่วด้านหลังหลี่ซุ่นซีอย่างลึกล้ำ
ผู้เป็นน้องสาวก้มหน้าอย่างเขินอายอยู่บ้าง ผู้เป็นพี่สาวกลับแค่นเสียง จ้องน้องสาวคล้ายไม่พอใจยิ่ง
ถ้ามิใช่เพราะเด็กสาวนางนี้หลงหลี่ซุ่นซีหัวปักหัวปำ พวกนางไหนเลยจะแบ่งของที่ล้ำค่าที่สุดของครอบครัวออกมาครึ่งหนึ่ง เพื่อหลอมกับร่างหลี่ซุ่นซี รอจนพบก็สายไปเสียแล้ว
“เอาล่ะไปกันเถอะ ยอดฝีมือของจวนอู๋โยวอีกเดี๋ยวน่าจะไล่ตามมาถึงแล้ว พวกเราต้องรีบไปให้ถึงที่หมาย” พระภิกษุอ้วนเร่ง
“ก็ดี ถ้ามีสักวันข้าแก้แค้นได้จริงๆ จะต้องไม่ลืมบุญคุณพระอาจารย์ที่ชี้แนะหนทางในวันนี้” หลี่ซุ่นซีคำนับพระอาจารย์ชิงฉุ่ยอย่างนอบน้อม
“ไปเถอะๆ อย่าโอ้เอ้!” พระอาจารย์ชิงฉุ่ยกลับไม่รับการคารวะจากเขา หลังหลบการคารวะเสร็จ ก็สะบัดแขนเสื้อเดินไปไกล
หลี่ซุ่นซีหัวเราะหนักใจ หันไปมองพี่น้องตระกูลหลิ่ว
“แม่นางทั้งสองไปด้วยกันหรือไม่”
“อือ” หลิ่วไฉ่อวิ๋นรีบขานรับอย่างเขินอาย
หลิ่วไฉ่อวิ๋นกอดอกด้วยความโมโห สาวเท้าแซงหลี่ซุ่นซีไล่ตามพระภิกษุไป
…
ต้าซ่ง ถังจงศกปีที่เก้า ความปั่นป่วนของตระกูลเจินแห่งแดนเหนือสงบลง ตระกูลขุนนางไม่อยู่ ภูตผีค่อยๆ กำเริบเสิบสาน
แดนเหนือที่ไม่มีอาวุธเทพคอยสะกดไว้ ไร้กำลังรักษาความปลอดภัยตามปกติของเส้นทางการค้า ไม่ทันไรก็มีสัญญาณซบเซา ผลผลิตพิเศษเช่นขนและหนังจำนวนมากกองสะสม ไม่อาจขนส่งได้ จำนวนการนำเข้าธัญญาหารลดลง แดนเหนือค่อยๆ เริ่มเกิดวิกฤติธัญญาหาร ราคาสิ่งของในชีวิตประจำวันแต่ละอย่างพุ่งสูงขึ้น คนธรรมดาลำบากยากเข็ญ
เมืองเลียบคีรี หอคอยประกายทอง
ยอดหอคอยประกายทองที่สูงถึงเก้าชั้น ลู่เซิ่งสวมชุดขาว แขนเสื้อหลวมพัดพลิ้ว ทอดตามองไกลบนแท่นชมทิวทัศน์
ภายใต้ความสูงเช่นนี้ เมืองเลียบคีรีขนาดใหญ่อยู่ในสายตา เหมือนกับถาดทรายจำลองยักษ์ บ้านเรือนยอดหลังคาสีแดงกว้างไกลยึดครองทัศนวิสัยส่วนใหญ่ มีแค่ตึกอาคารโผล่ขึ้นมาอย่างโดดเด่น ส่วนใหญ่เป็นตึกสูงหอสูง ของประดับเช่นป้ายหิน
“ถ้ายังไม่เพิ่มการควบคุมภัยแล้งนี้ เกรงว่าจะร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ…” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงทุ้ม
ในห้องเล็กๆ บนยอดหอคอยด้านหลังของเขา หงหมิงจือถือตะเกียบกำลังค่อยๆ คีบอาหารบนโต๊ะ เคี้ยวอย่างละเอียดและกลืนลงช้าๆ
“ตอนนี้ปรากฏผู้อพยพแล้ว เรื่องแย่งชิงสิ่งของยิ่งมายิ่งมาก แต่ว่านี่สมควรเป็นเรื่องที่จวนขุนนางที่ว่าการกังวล พวกเราทำหน้าที่ของพวกเราไปก็พอ”
ลู่เซิ่งพยักหน้า หมุนตัวมา “ตระกูลซั่งหยางไม่ได้ใส่ใจแดนเหนือมากนัก ระยะเวลาที่คุณหนูซั่งหยางจิ่วหลี่พักอยู่ที่นี่ ตั้งแต่จัตุรัสแดงถอยไปเมื่อสองเดือนก่อนจนถึงตอนนี้ นางกับข้าไม่เคยเจอกันแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งหมดปิดด่านฝึกฝนวิชา”
เขาเอ่ยต่อ “นี่มีทั้งดีทั้งแย่ ดีคือไม่ต้องกังวลว่าจะถูกริบอำนาจ แย่คือมีเรื่องราวใด นอกจากที่คับขันสำคัญเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นตระกูลขุนนางที่พำนักอยู่ก็ไม่มีความแตกต่างอันใด”
“แบบนี้ไม่ใช่ดีกว่าหรือ” หงหมิงจือเอ่ย “พรรควาฬแดงของเรายึดครองแดนเหนือโดยสมบูรณ์ได้”
“เส้นทางการค้าหดเล็กลง ยึดครองผลประโยชน์ได้ไม่เท่าเมื่อก่อน มีประโยชน์อันใด ลู่เซิ่งส่ายหน้า “ศิษย์พี่ท่านพอไม่อยู่ในตำแหน่ง กลับไม่ยอมทำอะไรแล้ว”
“ไม่ใช่ไม่ทำอะไรแล้ว แต่ตอนนี้ข้ามีพลังไม่พอจริงๆ เมื่อไม่มีครอบครัวท้องถิ่นอย่างตระกูลเจินคอยจัดการ อย่างมากสุดตระกูลซั่งหยางก็รับประกันได้ว่าพรรควาฬแดงของพวกเราจะทำงานได้ตามปกติ แม้ว่าเรื่องภูตผีปีศาจที่เคยเกิดขึ้นในแต่ละวัน จะไม่มีแล้วก็ตาม พวกเราสุดท้ายก็เป็นคนธรรมดา ยังไร้ความสามารถ” หงหมิงจือประคองจอกสุราขึ้นจิบ
“ใช่แล้ว…ตระกูลซั่งหยางสุดท้ายก็เป็นแค่ตระกูลขุนนางจงหยวน…” ลู่เซิ่งพยักหน้า หลังจัตุรัสแดงถอยออกไป ผู้คุมจัตุรัสแดงยังไม่กลับมา คู่ต่อสู้ที่ใหญ่ที่สุดในแดนเหนือของเขาก็มีแต่สตรีกางร่ม
หนึ่งเดือนก่อนหลังจากซั่งหยางจิ่วหลี่ไปจัตุรัสแดง เขาก็ออกตามหาจัวเหวินอวี่เพื่อติดต่อรวบรวมวัตถุมีปราณหยินอีกครั้ง แต่อีกฝ่ายเหมือนหายตัวไป แสดงว่าถ้าไม่ถูกจัตุรัสแดงค้นพบ ก็เป็นตัวเขาไม่เหมือนในอดีต ตำแหน่งสถานะและระดับการเปิดเผยสูงเกินไป จัวเหวินอวี่จึงยอมแพ้แล้ว
กระถางใบเล็กนั้นอยู่ในมือลู่เซิ่งมาโดยตลอด เขาลองศึกษาดู ไม่มีการค้นพบอันใด จึงโยนใส่กล่องไม่ไปสนใจอีก
เพียงแต่เมื่อเป็นแบบนี้ แหล่งปราณหยินจึงขาดสะบั้น
“จริงด้วยศิษย์พี่ ของที่ข้าต้องการให้ท่านช่วยหามีเบาะแสแล้วหรือยัง” ลู่เซิ่งพลันถาม
“รวบรวมวัตถุโบราณหรือ…ข้าเจอหลายร้าน แต่ไม่ต่างจากที่ที่เจ้าเคยไปมากนัก ข้ากลัวว่าเจ้าจะยังไม่เจอที่ชอบ” หงหมิงจือส่ายหน้า
ลู่เซิ่งประกาศว่าตนชอบเก็บสะสมวัตถุโบราณ ก่อนหน้านี้จัดงานชุมนุมชมวัตถุโบราณ ยังคงไม่พบสิ่งใด
“งั้นหรือ…” เขารู้สึกว่าการตามหาโดยการหว่านแหเช่นนี้มีประสิทธิภาพต่ำเกินไป
“รายงาน!” ทันใดนั้นตรงประตูบันได พลพรรคสวมชุดรัดรูปคนหนึ่งพุ่งเข้ามาคุกเข่าข้างหนึ่ง
“เรียนประมุขพรรค เซียวหงเย่ ขุนนางนอกราชการเซียวจัดงานเลี้ยงสุรา ส่งเทียบเชิญมา”
“เซียวหงเย่หรือ” ลู่เซิ่งมีสีหน้างุนงง
ผู้ดูแลใหญ่แห่งจวนอู๋โยวผู้นี้อยู่ๆ จัดงานเลี้ยงสุรา ไม่ทราบคิดทำอะไร
“เอาเทียบเชิญมาดู” เขากล่าวราบเรียบ
พลพรรคคนนั้นเข้ามาส่งเทียบเชิญให้ลู่เซิ่งอย่างเคารพทันที
ลู่เซิ่งรับเทียบเชิญมาคลี่ดู เพียงเห็นด้านบนเขียนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องส่วนหนึ่งไว้อย่างคร่าวๆ ต้องการเชิญเขาไปปรึกษาหารือ
เขาพับเทียบ ไตร่ตรอง
“คืนนี้ข้าจะไปพบคนผู้นี้ จวนอู๋โยว ขุมกำลังที่อยู่ระหว่างภูตผีปีศาจกับมนุษย์ค่อนข้างลึกลับ ก่อนหน้านี้ทั้งหมดเป็นการประชุมย่อยที่ต้องพูดตรงๆ ว่ามีเรื่องก่อนจึงค่อยปรึกษา งานเลี้ยงสุรานี้เป็นครั้งแรก กลับอยากเห็นว่าผู้ดูแลเซียวหงเย่คนนี้มีแผนการอะไร”
ตอนนี้เขาควบคุมพรรควาฬแดง มีอำนาจค่อนข้างมาก สนทนาปรึกษากับไป๋เฟิงเต้าหยิน รวมถึงเซียวหงเย่อยู่บ่อยๆ ปัญหาที่ตึงมือส่วนหนึ่ง ต่างเป็นพวกเขาผนึกกำลังจัดการ นี่ก็คือการประชุมย่อย
“ศิษย์น้องมีแผนการในใจก็ดีแล้ว” หงหมิงจือพยักหน้า
ลู่เซิ่งพยักหน้า
ทั้งสองคนพักผ่อนบนยอดหอคอยพักหนึ่ง ลู่เซิ่งจัดการภารกิจของพรรคที่เกี่ยวข้อง ใกล้ยามกลางอู่ ก็นั่งรถไปที่บ้าน
อาทิตย์ร้อนแรงลอยอยู่กลางท้องฟ้า อากาศเข้าสู่ฤดูร้อนโดยสมบูรณ์
ตระกูลลู่ปักหลักอย่างมั่นคงในเมืองเลียบคีรี หลังจากลู่เฉวียนอันได้ยินคำแนะนำของลู่เซิ่ง ก็ตุนธัญญาหารไว้ไม่น้อย ตอนนี้กลับกลายเป็นทองถังแรกสำหรับสร้างกิจการ อาศัยเงินจำนวนมหาศาลนี้เปิดร้านจำนวนมาก เป็นกิจการวัตถุดิบยา
ในแดนเหนือสินค้าวัตถุดิบยาไม่น้อยถูกตุนไว้ ที่ขนส่งมาได้มีน้อยนิด ราคาพุ่งสูง ตระกูลลู่ซื้อไว้เป็นจำนวนมหาศาล พรรควาฬแดงขาดแคลนวัตถุดิบยาที่จำเป็น ลู่เซิ่งแบ่งกิจการส่วนหนึ่งให้ตระกูลลู่ นับว่าพัฒนาได้ไม่เลว
ลู่เซิ่งโดยสารรถม้าในเมืองพักหนึ่ง ไม่ทันไรก็มาถึงคฤหาสน์ลู่
มีเด็กรับใช้มาต้อนรับทันที
“คุณชายใหญ่กลับมาแล้วหรือ!”
“ประมุขตระกูลเล่า” ลู่เซิ่งลงจากรถ ก่อนไถ่ถาม
……………………………………….
บทที่ 118
“ประมุขตระกูลกำลังพักผ่อนในสวน” เด็กรับใช้รีบตอบ
ลู่เซิ่งพยักหน้า เดินเข้าไปในคฤ กลับงงงันไปในทันที
บนพื้นตรงกลางด้านหลังประตูใหญ่
ลู่อิงอิงซึ่งที่แล้วมาคุยกันน้อยยิ่ง ตอนนี้กำลังคุกเข่าบนพื้นโล่งกลางคฤหาสน์ อาทิตย์แผดเผาสาดส่อง กัดริมฝีปากอยู่เงียบๆ
รูปลักษณะขาวสะอาดของนาง ตอนนี้ถูกแดดส่องจนเหงื่อแตกเต็มตัว เสื้อผ้ารัดร่าง ด้านหลังเสื้อนอกสีน้ำเงินยังมีเกลือสีขาวขึ้นชั้นหนึ่ง นั่นเป็นผลจากที่เหงื่อถูกส่องจนแห้ง
“นี่คือ…?” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว เรียกผู้คุ้มกันคนหนึ่งด้านข้างมา “คุณหนูห้ากำลังทำอะไร”
ผู้คุ้มกันตอบอย่างจนปัญญา “คุณหนูห้าคบกับบัณฑิตคนหนึ่งในสถานศึกษา…เฮ้อ…” เขาชี้ที่ท้องอย่างคลุมเครือ
“พอตั้งท้อง บัณฑิตผู้นั้นก็หายตัวไป ได้ยินมาว่าถูกขังอยู่ในบ้าน ทางนั้นอย่างไรก็ไม่เห็นด้วย ยังด่าคุณหนูห้าสาดเสียเทเสีย…นายผู้เฒ่าทราบเรื่องก็โมโหดเดือดดาล ทะเลาะกันรอบหนึ่ง ยังบอกว่าไม่รู้จักบุตรีเช่นนาง ให้นางไสหัวไป…”
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วมุ่นกว่าเดิม ก่อนหน้านี้เขาได้ยินมาว่าลู่อิงอิงคบกับบัณฑิตคนหนึ่ง คล้ายกับมีชาติกำเนิดดียิ่ง เดิมนึกว่าทุกอย่างราบรื่น อย่างไรก็พบเจอวาสนาดีๆ กลับนึกไม่ถึงว่าจะมีสภาพเช่นนี้
“พอแล้ว เจ้าไปทำงานต่อเถอะ” ลู่เซิ่งทราบเหตุการณ์คร่าวๆ แล้ว ก็สาวเท้าเข้าห้องโถง เดินออกไปจากข้างโถงใหญ่ที่แขวนป้ายร่ำรวยเต็มโถง ก็เป็นสวนของตระกูลลู่
ลู่เฉวียนอันนั่งหน้าเขียวอยู่ตรงมุมหนึ่งของสวนดอกไม้ กำลูกกลมทองแดงสองก้อนเอาไว้ คลึงเล่นโดยไม่ขยับตัว
“ท่านพ่อ” ลู่เซิ่งก้าวยาวๆ เข้าไปนั่งลงบนม้านั่งหินตัวหนึ่งข้างๆ ลู่เฉวียนอัน “เรื่องของน้องห้าเป็นอย่างไร”
“เจ้ามาพอดี! เสี่ยวเซิ่ง น้องห้าของเจ้าคบหากับครอบครัวใหญ่ในเมือง ยังตั้งท้องให้เขา! เจ้าจะว่าอย่างไร! ว่าอย่างไร! สตรีบุปผาเหลือง[1]เป็นโสดยังไม่ทันออกเรือนก็ตั้งครรภ์ ท้องใหญ่ขึ้นทุกวันๆ ข้าจึงค่อยค้นพบ เมื่อวานตอนกลางวันแสกๆ อยู่ๆ ก็อาเจียนตอนไปเดินบนถนน ทั้งยังเป็นลม พอตรวจสอบจึงค่อยเจอว่าตั้งครรภ์ เรื่องนี้ตอนนี้กระจายไปทั่วแล้ว คนพูดกันว่าตระกูลลู่ของพวกเราเป็นตระกูลชั้นต่ำ ไม่อบรบส่งสอน ไม่มีกฎเกณฑ์ ลูกผู้หญิงในบ้านใจแตกใจง่าย!” ลู่เฉวียนอันพอพูดถึงเรื่องนี้ก็โกรธกริ้ว
“บัณฑิตผู้นั้นเล่า” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว “รู้ไหมว่าเป็นตระกูลใด”
“ตระกูลใดกลับรู้ ไม่รู้ว่าเป็นใคร! นางไม่พูด เป็นตายก็ไม่พูด บอกว่ากลัวจะทำให้อีกฝ่ายเสียชื่อเสียง!” ลู่เฉวียนอันโมโหตรงจุดนี้ที่สุด ชื่อเสียงของคนอื่นเป็นชื่อเสียง แล้วชื่อเสียงของตระกูลลู่ไม่ใช่หรือ ยังไม่ทันออกเรือนก็เข้าข้างแต่อีกฝ่ายแล้ว
“แต่ว่าสตรีนางหนึ่งอุ้มท้อง ให้นางคุกเข่าใต้ดวงอาทิตย์ ไม่ค่อยดีกระมัง?” ลู่เซิ่งถามเบาๆ
“เสี่ยวเซิ่งตอนนี้เจ้าน่าจะเป็นคนมีความสามารถมาก ในเมืองเลียบคีรีแห่งนี้ข้าไม่ทราบว่าเจ้ามีความสามารถขนาดไหน แต่ว่าก่อนหน้านี้ที่ให้ข้าตุนธัญญาหาร สายตาแบบนี้จะต้องไม่แย่แน่ เจ้าจงช่วยข้าตรวจสอบ ดูว่าคนชั่วคนไหนทำร้ายบุตรีของข้าลู่เฉวียนอัน! ถึงตระกูลลู่จะเล็ก แต่ไม่ใช่ข่มเหงได้ง่าย!” ลู่เฉวียนอันเดือดดาลแล้ว
“ให้ข้าจัดการเถอะ” ลู่เซิ่งพยักหน้า
ในบ้านก็วุ่นวาย ที่แล้วมาดรุณีเช่นลู่อิงอิงไร้น้ำใจ เห็นแก่ตัว กลับคิดไม่ถึงว่าถูกคนเอาเปรียบจนตั้งท้อง ได้ง่ายดายปานนี้
หลังกินอาหารเที่ยง เขากลับห้องนอนของตัวเองทำสมาธิฝึกฝน กินผงยาและยาลูกกลอนที่พรรคบรรณาการให้ ฝึกฝนวิชากำลังภายในต่อ
เป็นเพราะใช้ปราณหยินไปจนหมดสิ้น เขาได้แต่ฝึกฝนวิชากำลังภายใน นับว่าทำให้พลังยุทธ์มั่นคง
ทางด้านวิชาแข็งกร้าว หลังจากเขาฝึกฝนวิชาแข็งกร้าวสี่วิชา เช่นวิชาด้ายทองจนสำเร็จ ภายหลังก็ฝึกวิชาแข็งกร้าววิชาอื่นต่อ วิชาเสาสมบัติกลับไม่มีประสิทธิผลแล้ว
เขาศึกษาอย่างละเอียด แล้วพบว่า หลังจากฝึกวิชานี้ถึงระดับหนึ่ง การกระตุ้นที่จำเป็นในกระบวนการฝึกฝนวิชาแข็งกร้าววิชาอื่นไม่มีประโยชน์ต่อตัวเองโดยสิ้นเชิงแล้ว
วิชาแข็งกร้าววิชาหนึ่งในนี้คิดฝึกถึงขอบเขตสูงสุด จำเป็นต้องใช้แส้เหล็กเฆี่ยนตีตัวเอง แต่สำหรับลู่เซิ่งในตอนนี้ เฆี่ยนจนแซ่ขาดก็ไม่มีอันตรายแม้แต่น้อย
ยังมีหัตถ์เมฆาทิ่มแทง หลังสำเร็จแล้วเมื่อฟาดฝ่ามือใส่แผ่นเหล็กที่มีแต่หนามแหลม สามารถหักหนามเหล็กได้
แต่ลู่เซิ่งตอนนี้แค่ประทับหนึ่งฝ่ามือ ไม่ต้องพูดถึงหนามเหล็ก แผ่นเหล็กก็ถูกกระแทกเป็นรอยมือ
ขอบเขตที่วิชาแข็งกร้าวนี้บรรลุถึงได้ไร้ประโยชน์ต่อเขาแล้ว
ตอนนี้เขาฝึกฝนวิชาก็เพื่อทำความเข้าใจและเสริมความมั่นคง ความจริงวิทยายุทธ์ทั่วไปเขาฝึกจนไม่มีอะไรจะฝึกแล้ว
เมื่อวิชาแข็งกร้าวหมดประโยชน์ ลู่เซิ่งก็เริ่มทดลองศึกษาวิชาเดินลมปราณกำลังภายในที่สะสมในพรรค เพื่อจะได้เลื่อนระดับวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานระดับเก้าได้สะดวก
น่าเสียดาย เมื่อบรรลุถึงระดับพลังยุทธ์ของเขา คิดจะเข้าสู่ระดับถัดไป เขารู้สึกว่าปราณหยินที่จำเป็นต้องใช้มีมากเกินไปจริงๆ วัตถุมีปราณหยินทั่วไปสองชิ้นไม่พอแล้ว นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่เขาทดลองตามหาวัตถุมีปราณหยินอย่างต่อเนื่อง
หลังจากทำภารกิจและดำเนินการฝึกฝนในแต่ละวันเสร็จสมบูรณ์ ลู่เซิ่งก็ค่อยๆ ลุกขึ้น
เฉี่ยวเอ่อร์ทำน้ำแกงเหมยเปรี้ยวแช่น้ำแข็งมาให้เขาโดยเฉพาะ
“คุณหนูห้ายังคุกเข่าอยู่หรือ” เขาถามอย่างขอไปที
“ยังคุกเข่าอยู่…” เฉี่ยวเอ๋อร์มีสีหน้าไม่อาจอดกลั้น “นายผู้เฒ่าสั่งคำสั่งเด็ดขาด ไม่ให้ผู้ใดเข้าไปช่วย นางอยากคุกเข่าก็ให้นางคุกเข่าจนตายอยู่ตรงนั้น”
ลู่เซิ่งส่ายหน้า “เจ้าเอาน้ำไปให้คุณหนูห้า บอกว่าเป็นความประสงค์ของข้า”
เฉี่ยวเอ๋อร์พลันยินดี
“เจ้าค่ะ!” นางทนดูไม่ได้แต่แรกแล้ว สตรีอุ้มท้องนางหนึ่งคุกเข่ากลางแดดจ้า นี่จะทำให้นางคุกเข่าจนแท้งเลยหรือ
ทว่าในเมื่อลู่เซิ่งกล่าววาจาแล้ว ประมุขตระกูลคงไว้หน้าเขาบ้าง อย่างไรก็เป็นคุณชายใหญ่ที่มีอำนาจบารมีตามความเป็นจริงมากที่สุดของตระกูลลู่
เฉี่ยวเอ๋อร์วางน้ำแกงเหมยเปรี้ยว รีบวิ่งออกไป ลู่เซิ่งส่ายหน้าอย่างหมดคำพูด ประคองถ้วยขึ้นซดรวดเดียวหมด
เขาพักผ่อนเล็กน้อย ก่อนออกจากคฤหาสน์ โดยสารรถไปยังจวนเซียวที่เซียวหงเย่พักอยู่
เขาอยู่ในฐานะตัวแทนของตระกูลซั่งหยาง เซียวหงเย่เป็นตัวแทนของจวนอู๋โยว ส่วนไป๋เฟิงเต้าหยินเป็นหัวหน้าขุนนางตรวจสอบของราชวงศ์แห่งราชสำนัก
ทั้งสามคนกำหนดความมั่นคงส่วนใหญ่ของแดนเหนือได้ ดังนั้นงานประชุมเช่นนี้มีไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย
ลู่เซิ่งยังไม่ทันถึงจวนเซียว ก็ได้ยินเสียงบรรเลงขลุ่ยดังมา รอจนถึงหน้าจวน เซียวหงเย่พาอนุของตนมาต้อนรับด้วยตัวเอง
“น้องลู่รีบเข้ามา! ข้ากับไป๋เฟิงเหล่าเต้ารอท่านจนกับข้าวเย็นหมดแล้ว” คนอ้วนแซ่เซียวตัดพ้อด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ขุนนางนอกราชการเซียวล้อเล่นแล้ว เหตุใดข้าจะกล้าให้ท่านกับไป๋เฟิงเหล่าเต้ารอนาน” ลู่เซิ่งตอบด้วยรอยยิ้มเช่นกัน “เข้าไปก่อนค่อยว่ากัน”
ทั้งคู่เข้าประตูจวน ทะลุระเบียง เข้าไปในห้องเล็กๆ ที่อยู่ในสุด ภายใต้การคุ้มครองของข้ารับใช้พร้อมกัน
ไป๋เฟิงเหล่าเต้ารออยู่ในห้องเล็กมานานแล้ว นอกจากเขา มีบุรุษวัยเยาว์ผมยาวที่คิ้วดุจกระบี่ตาดุจดวงดาวนั่งบนที่นั่งคนหนึ่ง คนผู้นี้มองดูลู่เซิ่งเข้าประตูมา สีหน้าลำพอง ต่อให้อยู่ต่อหน้าเซียวหงเย่ ก็ยังไม่สนใจ เหมือนไม่เห็นคนทั้งสองอยู่ในสายตา
“รีบนั่งๆ!” ไป๋เฟิงรีบลุกขึ้นเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ท่านผู้นี้คือ” ลู่เซิ่งมองบุรุษหนุ่มผู้นั้น งานประชุมย่อยของพวกเขาสามคนให้คนนอกเข้ามาร่วม จะต้องมีเหตุผล
“ท่านนี้คือยอดฝีมือมรรคากระบี่ที่เดินทางไปทั่วแว่นแคว้น หลิงเฟิง คุณชายหลิง” ไป๋เฟิงเหล่าเต้าแนะนำ “แม้คุณชายหลิงจะมาจากตระกูลหลิงที่ขึ้นชื่อด้านวิชาดาบ แต่ว่าวิชากระบี่ด้ายเงินมีอานุภาพไม่ธรรมดา กำลังท้าสู้ปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงทั่วทิศ ได้ยินว่าพี่ลู่มีวิชาดาบเหนือคน เอาชนะประมุขพรรคหงหมิงจือยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือในอดีตได้ ดังนั้นจึงตั้งใจมาขอคำชี้แนะ”
ในใบหน้ายิ้มแย้มของไป๋เฟิงเหล่าเต้าคล้ายซ่อนบางสิ่งที่ไม่ชัดเจนเอาไว้
ลู่เซิ่งจิตใจตึงเครียด เขาความจริงไม่ใช่สายเลือดตระกูลขุนนาง หากแต่เป็นคนธรรมดาที่ไต่เต้าขึ้นมาทีละก้าวๆ
ที่แล้วมาเขาเป็นห่วงอยู่บ้างว่าจะถูกคนพบความลับ เกิดมีคนพบว่าเขาเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดที่ฝึกอย่างหนักจากคนธรรมดา ทั้งต่อสู้กับคนของตระกูลขุนนางได้ ผลลัพธ์และปฏิกิริยาที่จะตามมาแทบไม่อาจคาดเดา
ตอนนี้ไป๋เฟิงหาคนมาคนหนึ่ง บอกว่าต้องการท้าสู้กับเขา นี่ไม่อาจไม่ทำให้เขาเดาว่าไป๋เฟิงค้นพบสิ่งใดแล้วหรือไม่
“ประมุขพรรคลู่” หลิงเฟิงผู้นั้นค่อยๆ ลุกขึ้น มือกำด้ามกระบี่ด้านหลัง “ได้ยินชื่อราชากระบี่แดนเหนือมานาน แม้จะเป็นแค่คนธรรมดา แต่ก็คงมีจุดที่น่าชื่นชมบ้าง คิดไม่ถึงพริบตาเดียวจะมีท่านมาแทนที่ แต่ก็พอดีที่เราสองเป็นสายเลือดตระกูลขุนนาง จะได้ตัดสินอย่างยุติธรรม ไม่ทราบท่านมีความเห็นอย่างไร”
ลู่เซิ่งมองคนผู้นี้ แม้มีใบหน้าดูถูกดูแคลน แต่การเคลื่อนไหวกลับมีกลิ่นอายระแวดระวัง ไม่ได้ทะนงตนอย่างที่แสดงออกภายใน ยิ่งแน่ใจกว่าเดิม
“คุณชายหลิงมีวิชากระบี่เลิศล้ำ น่าเสียดายข้าไม่ใช้กระบี่” เขากล่าวราบเรียบ
“ประมุขพรรคลู่เหตุใดต้องบอกปัด ข้าเดินทางมา ท้าสู้คนดังไม่ต่ำกว่าร้อยคน ได้ยินว่าเยื่อดำของประมุขพรรคลู่เป็นสีสันที่หายากยิ่ง จึงมาขอให้ชี้แนะ หรือว่าท่านไม่คิดสู้ นี่ไม่ใช่ลักษณะที่ประมุขของพรรคควรมี” หลิงเฟิงเอ่ยเสียงทุ้ม กลิ่นอายบนร่างคมกริบกว่าเดิม เหมือนกับกระบี่ออกจากฝัก ความคมกล้าอันลุ่มลึกเข้มข้นคุกคามคนอยู่บ้าง
“เพียงแค่ประกระบวนท่าเท่านั้น น้องลู่ให้พวกเราได้เห็นท่วงท่าสง่างามของศึกใหญ่ในตอนนั้นหน่อย” เซียวหงเย่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“มิผิดๆ ได้ยินมานานแล้วว่าวิชาดาบเปลี่ยนอาทิตย์ของน้องลู่เกรี้ยวกราด อานุภาพกล้าแข็ง ครั้งนั้นได้แต่ชมศึกอยู่ไกลๆ ไม่มีโอกาสที่สองได้ชมดูดีๆ” นักพรตไป๋เฟิงกล่าวตาม
“ประมุขพรรคลู่มีความเห็นใด” หลิงเฟิงมองลู่เซิ่งด้วยสองตาที่ดุดัน
ลู่เซิ่งมองเซียวหงเย่และไป๋เฟิง จากนั้นมองมือที่กำกระบี่ของหลิงเฟิง ไตร่ตรองเล็กน้อย
“เอาเถอะ ในเมื่อท่านพี่ทั้งสองอยากเห็นวิชาดาบที่ข้าถนัด ผู้แซ่ลู่จะประกระบวนท่ากับพี่หลิงสักหน่อยก็ได้”
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ พวกเราไปลานฝึกด้านล่างกัน ด้านล่างจวนของผู้แซ่เซียวขุดลานฝึกใหญ่ไว้ลานหนึ่งสำหรับใช้ฝึกวิทยายุทธ์โดยเฉพาะ วันนี้ได้ใช้งานพอดี” เซียวหงเย่เสนอทันที
“ไม่ต้องแล้ว” ลู่เซิ่งหมุนตัว มองหลิงเฟิงพร้อมยิ้มเล็กน้อย “อย่างไรก็ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งกระบวนท่า เอาตรงนี้นี่แหละ”
“!” หลิงเฟิงงุนงง ขนลุกชูชันทันที เหมือนกับโดนสัตว์ร้ายที่น่ากลัวจดจ้อง เขาแตกตื่น กระทืบพื้นหลบไปทางซ้าย
ตูม!
เงามือสีดำขนาดมหึมากดลงบนศีรษะของเขา
จบสิ้นแล้ว!
ความคิดนี้แวบผ่านในใจเขาเป็นครั้งสุดท้าย
ตูม!
กำแพงห้องเล็กกลายเป็นรูใหญ่ ลู่เซิ่งจับศีรษะหลิงเฟิงด้วยมือข้างเดียว แล้วทุบอีกฝ่ายกับกำแพงหินที่แข็งแกร่ง ไขสมองกับเลือดระเบิดออก สาดกระจายเต็มพื้น
ฟู่ว…
มือขวาของเขาขยายจนเป็นสองเท่าของคนธรรมดา ไม่เหมือนกับมนุษย์ กระฉากหลิงเฟิงออกมาจากกำแพง
“ดูสิ จบเสียแล้ว” ลู่เซิ่งยิ้มพร้อมมองไป๋เฟิงเหล่าเต้า แลบลิ้นออกมาเลียเลือดที่กระเซ็นใส่ริมฝีปาก
ไป๋เฟิงนั่งบนที่นั่ง กำที่รองแขนแน่น รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ แข็งทื่อ
หลิงเฟิงตายแล้ว
รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าเซียวหงเย่เช่นกัน แม้เป็นแค่ลูกหลานตระกูลขุนนางที่ตกต่ำซึ่งท้าสู้ไปทั่ว แต่สุดท้ายก็เป็นคนของตระกูลขุนนาง ลู่เซิ่งคิดสังหารก็สังหาร ไม่มีความกริ่งเกรงแม้แต่น้อย
เยื่อดำของหลิงเฟิงถึงขั้นไม่อาจถ่วงเวลา ราวกับไม่คงอยู่ ถูกลู่เซิ่งใช้พละกำลังอันมหาศาลทำลาย เมื่อไม่มีเยื่อดำ ก็ไม่มีร่างอมตะ
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ หลิงเฟิงตายไปแล้ว แต่ตายเร็วเกิน ถึงขั้นที่พวกเขาไม่ทันเห็นเส้นสนกลในของลู่เซิ่งก็จบเห่แล้ว
“ประมุขพรรคลู่…สมกับเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ โฮ่ๆๆ…” เซียวหงเย่หัวเราะเสียงประหลาด ทำลายความกระอักกระอ่วน
“วาจานี้พูดเฉยๆ ได้อยู่ แต่ถ้าแพร่หลายออกไปคงโดนหัวเราะจนฟันหัก” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างถ่อมตัว ชักมือกลับ เช็ดของสกปรกกับเสื้อผ้าของหลิงเฟิง
……………………………………….
[1] สตรีบุปผาเหลือง หมายถึง ผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน
บทที่ 119
บอกว่าเขาลู่เซิ่งเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในหมู่คนธรรมดาอาจยังได้ แต่ว่าในสถานการณ์ที่มีซั่งหยางจิ่วหลี่คอยสะกดอยู่ ยังมีคนหน้าเนื้อใจเสือที่ไม่ทราบเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่ตรงหน้าสองคน แล้วเขานึกว่าตัวเองเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนเหนืออันใด คงเสียสติไปแล้วจริงๆ
“พวกเราเปลี่ยนสถานที่พูดคุยเถอะ” เซียวหงเย่เสนอ
ทั้งสามคนเปลี่ยนห้องอย่างรวดเร็ว หลิงเฟิงที่ตายไปไม่มีใครพูดถึงอีก รอจนพวกเขาจากไป พริบตาเดียวก็กลายเป็นฝุ่นดำลุกไหม้หมดสิ้น
หลิงเฟิงอย่างน้อยมีพลังระดับทวิลักษณ์ ตอนที่ลู่เซิ่งคว้ามือเขา รู้สึกว่าเหมือนจับสิ่งมีชีวิตคล้ายปลาที่ลื่นไหลสุดขีด เขาพอออกแรง วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานก็พุ่งเข้าไปในตัวอีกฝ่าย ผลพิเศษได้แก่การกระแทกกับตาข่ายโลหิตที่ทำงานพร้อมกัน ตรึงหลิงเฟิงให้อยู่กับที่
หมายความว่า ถ้าเกิดยอดฝีมือทั่วไปถูกเขาจับได้ เมื่อผลพิเศษสองอย่างปะทุ ก็หนีไม่รอดแล้ว
หลิงเฟิงเป็นเช่นนี้ ยังไม่ได้แสดงพลังออกมา ก็ถูกลู่เซิ่งฉวยโอกาสฆ่าตายในฝ่ามือเดียว
เขาดูเหมือนโดนขยี้กะโหลกตาย แต่ความจริงแล้วตาข่ายปราณภายในจำนวนมากของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานกระจายในร่างกายแต่แรก ไม่มีปราณภายใน อาศัยเพียงพละกำลังอันมหาศาลของวิชาแข็งกร้าว ไม่อาจฆ่าการดำรงอยู่ของระดับพันธนาการ จำเป็นต้องประสานทั้งสองสิ่ง มีแต่วิชากำลังภายในธาตุหยางจึงบังเกิดผลสังหารอีกฝ่ายได้
ทั้งสามคนเปลี่ยนเป็นสถานที่ที่คล้ายห้องเก็บสะสม รูปสลักบุปผา วิหค แมลง มัจฉา หลากหลายรูปวางเต็มห้อง ทั้งหมดเป็นรากไม้แกะสลัก รูปร่างพิลึกกึกกือ สมจริงราวมีชีวิต
“โฮ่ๆๆ ข้ามีความสนใจสะสมของเหล่านี้ ทั้งสองท่านอย่าได้หัวเราะเยาะ” เซียวหงเย่ใช้พัดพับบังปากไว้ กล่าวพลางหัวเราะ
“หามิได้ ขุนนางนอกราชการเซียวมีงานอดิเรกเฉพาะตัว คิดไม่ถึงยังเป็นยอดฝีมือด้านรากไม้แกะสลัก” ลู่เซิ่งยิ้มพลางชมเชยหลายประโยค เขาดูลักษณะจำเพาะอันแปลกประหลาดของเซียวหงเย่ออกจากรากไม้แกะสลักเหล่านี้ บวกกับดูออกจากรายละเอียดว่า เพิ่งแกะสลักได้ไม่นาน ซ้ำยังเป็นฝีมือคนคนเดียวกัน จึงเดาออกได้ไม่ยากว่าเซียวหงเย่แกะสลักด้วยตัวเอง
“ประมุขพรรคลู่ชมเกินไปแล้ว” เซียวหงเย่หยีตา จากนั้นก็โบกมือให้หญิงรับใช้ ข้ารับใช้ที่อยู่รอบๆ ถอยไป
รอจนทุกคนออกไปแล้ว ในห้องสะสมก็เหลือแค่พวกเขาสามคน เขาปิดประตูหน้าต่าง ค่อยบอกให้ทั้งสองคนนั่งลงพูดคุยกัน
“จะว่าไป ครั้งนี้ที่เชิญทั้งสองท่านมา ก็เพื่อปรึกษาเรื่องพิธีกรรมต่อจากนี้” เขายิ้มกว้างเอ่ยเสียงเบา
“พิธีกรรม” ไป๋เฟิงเหล่าเต้าขมวดคิ้ว “ใกล้จะเริ่มแล้วสินะ ไม่ใช่สิบปีมีครั้งหนึ่งหรอกหรือ”
“นี่ไม่ใช่กำลังปรึกษากันล่วงหน้าหรอกหรือ” เซียวหงเย่พูดด้วยรอยยิ้ม มองดูลู่เซิ่ง “ประมุขพรรคลู่ เรื่องนี้ต้องให้ท่านร่วมมือเต็มที่ ท่านเตรียมตัวเป็นคนแรก มีแผนการอะไรบ้าง”
พิธีกรรมอันใด
ลู่เซิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง จิตใจกลับสับสน ไม่ทราบว่าเป็นพิธีกรรมอันใด คล้ายกับเป็นความรู้ทั่วไปที่คนทุกคนซึ่งเป็นลูกหลานตระกูลขุนนางต่างทราบ ดูจากคำพูดของคนทั้งสอง คล้ายยังเป็นความรู้ทั่วไปที่ปกติธรรมดาที่สุด
“ข้ามีแผนการอะไร ยังไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความคิดของท่านทั้งสองดอกหรือ” เขาจิตใจหวั่นไหว กล่าววาจากำกวม
“อีกหกเดือนจะเป็นพิธีกรรมของจวนอู๋โยว หากไม่เร่งรีบ ก่อนหน้านี้สิ้นเปลืองกับการเซ่นสรวงเลือดให้ภัยพิบัติมังกรสีชาดไปมาก ประมุขตระกูลของข้าเผยตัวแล้ว ดังนั้นเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสองท่าน ไม่อาจก่อคลื่นลมใหญ่เกินไป” เซียวหงเย่ยิ้มกว้าง “พวกเราจวนอู๋โยว ยินดีใช้เม็ดเงินปลอมหนึ่งร้อยเม็ดเป็นค่าใช้จ่าย สำหรับค่าตอบแทนรวมในครั้งนี้”
“เม็ดเงินปลอม!” ไป๋เฟิงพลันอุทาน สีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย “ทั้งยังมีจำนวนมาก ประมุขจวนอู๋โยวกลับใจกว้างนัก”
ลู่เซิ่งไม่รู้ว่าเป็นเม็ดเงินปลอมอันใด แต่ไม่เป็นอุปสรรคให้เขาแสร้งทำท่าทางหวั่นไหว
เซียวหงเย่คล้ายพอใจกับสีหน้าที่ทั้งสองแสดง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ครั้งนี้จำเป็นต้องใช้คนที่มีสิบนิ้วไร้เล็บแต่กำเนิดอย่างน้อยสิบคน ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก สิ่งมีชีวิตทั่วไปหนึ่งร้อย หลักๆ แล้วไม่อาจก่อการรุนแรงเกินไป”
“นี่นับเป็นจำนวนมาตรฐานแล้ว ข้าไม่มีความเห็น” ไป๋เฟิงแสดงท่าที นี่บ่งบอกว่าราชสำนักที่อยู่เหนือขุนนางไม่มีข้อโต้แย้ง
เซียวหงเย่ย้ายสายตาไปที่ตัวลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งคาดเดาไว้แล้ว เขาเรียบเรียงคำพูด ถามเนื้อหาที่คล้ายไม่มีความเกี่ยวข้องมากนัก
“คนที่ต้องการ ไม่ว่าใหญ่เล็ก หมายความว่าอย่างไร”
เซียวหงเย่ยิ้ม
“อ้อ นี่เป็นคนแก่หรือเด็กก็ได้ ใช้แค่เลือดหัวใจหนึ่งหยด ดังนั้นจำนวนไม่สำคัญ”
ลู่เซิ่งเข้าใจแล้ว
จวนอู๋โยวกำลังหาคนมาเซ่นสรวง! นี่เป็นเรื่องฆ่าคน! เลือดจากหัวใจ เอาเลือดจากหัวใจ นั่นไม่ใช่ฆ่าคนแล้วเป็นอะไร
เขาพิจารณาสีหน้าของเซียวหงเย่กับไป๋เฟิงเหล่าเต้า เห็นทั้งสองทำท่าเหมือนมีเหตุมีผล คล้ายกับสนทนาว่าวันนี้ตอนเที่ยงจะกินอะไร คล้ายกับชีวิตคนในคำพูดไม่ใช่คน หากแต่เป็นสัตว์ที่รอถูกเชือด
เซียวหงเย่อธิบาย “ก่อนหน้านี้ข้านำคนจากแคว้นเมฆามาร้อยคน แต่ว่าระหว่างทางถูกหนอนตัวน้อยส่วนหนึ่งสกัดไว้ ไม่อย่างนั้นครั้งนี้ไม่ต้องหาที่นี่แล้ว ดังนั้นเรื่องนี้ต้องให้ประมุขพรรคลู่ใช้ความคิดมากๆ…”
“นักโทษประหารชีวิตกับอาชญากรได้หรือไม่” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม
“แน่นอนว่าได้ นี่ดีที่สุด ไม่เกิดปัญหาง่ายๆ แต่ว่าคนที่มีสิบนิ้วไร้เล็บไม่ได้หาง่ายนัก” ไป๋เฟิงเสริมด้วยรอยยิ้ม
“เอาล่ะประมุขพรรคลู่ กล่าวตรงๆ เถอะ ท่านเป็นหัวหน้า เม็ดเงินปลอมเจ็ดสิบเม็ดเป็นอย่างไร” เซียวหงเย่เร่ง
ลู่เซิ่งถอนใจเงียบๆ เขาที่แล้วมาไม่ใช่คนใจอ่อน แต่ว่าจะให้เขาไปทำลายชีวิตคนโดยไร้สาเหตุเพื่อพิธีกรรมหรือ เขาสำนึกตัวว่าไม่ได้เลวถึงขั้นนั้น
แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าปฏิเสธ ก็จะเป็นการล่วงเกินจวนอู๋โยว หนำซ้ำดูจากการแสดงออกของไป๋เฟิง คล้ายกับนี่ยังเป็นเรื่องที่ตระกูลขุนนางทั้งหมดรู้สึกธรรมดายิ่ง สุดท้ายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
ตอนนี้เขาสังเกตเห็นว่า เซียวหงเย่กับไป๋เฟิงเริ่มแสดงสีหน้าประหลาดใจ ทราบว่าเขาลังเลนานเกินไป ทำให้ทั้งสองคนสงสัยบ้างแล้ว จึงกล่าว
“คนที่มีสิบนิ้วไร้เล็บข้าไม่กล้ารับประกัน แต่จำนวนคนร้อยคนข้ามอบให้ได้” เขาวางแผนลงมือกับโจรในคุก หรือไม่ก็ไปหาคนที่ทำเรื่องชั่วขัดหลักกฎหมาย จำนวนมีมากขนาดนี้สุดท้ายสามารถรวบรวมได้ร้อยคนแน่
“เช่นนี้ก็ได้” เซียวหงเย่ค่อยละสายตาจากตัวลู่เซิ่ง “เช่นนั้นทุกๆ สิบปีหลังจากนี้ให้กำหนดตามนี้หรือ”
“ทางข้าไม่มีความเห็น ขอแค่สิ่งที่จวนอู๋โยวสมควรมอบให้ไม่บกพร่องก็พอ” ไป๋เฟิงพูดด้วยรอยยิ้ม
ลู่เซิ่งยิ้มเล็กน้อย
“ได้ แต่ด้านค่าตอบแทนย่อมไม่แน่นอน”
“นี่ย่อมแน่นอน” เซียวหงเย่พลันหัวเราะโฮ่ๆ “ไม่ทราบประมุขพรรคลู่ใช้ต้องใช้เวลากี่วัน อีกสองเดือนจวนข้าค่อยจัดพิธี”
“ข้าจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้ม “ขุนนางนอกราชการเซียวเตรียมเม็ดเงินปลอมไว้ก็พอ”
“วางใจๆ”
หลังจากตกลงเรื่องนี้ ทั้งสามคนคุยกันต่อพักหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นเซียวหงเย่กับไป๋เฟิงคุยกัน ลู่เซิ่งเพียงรับฟัง บางครั้งถูกถามค่อยแสดงความเห็นของตัวเอง
หลังจากสนทนาอย่างเจาะลึก เขาก็พอฟังเข้าใจแล้ว
พิธีกรรมที่ว่าก็คือพิธีกรรมที่พวกตระกูลขุนนางจำเป็นต้องทำทุกๆ สิบปี ใช้ชีวิตคนเซ่นสรวงอาวุธเทพที่ตัวเองบูชา ถ้าไม่เซ่นสรวง จะทำให้พลังของลูกหลานตระกูลขุนนางอ่อนแอ ความสามารถของตนเองก็ลดลง
ลู่เซิ่งคอยหลอกถาม จนได้ความว่าขอแค่บูชาอาวุธเทพ ศัสตรามาร ก็จำเป็นต้องจัดพิธีกรรม ไม่มีข้อยกเว้น
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นตระกูลขุนนางหรือขุมกำลังมารปีศาจ ต่างก็รักษาความรุ่งเรืองสงบสุขของดินแดนในการปกครองของตนเอง เพื่อที่ประชากรจะได้เพิ่มมากกว่าเดิม สามารถหาคนสำหรับพิธีกรรมได้ตลอดเวลา
ถึงอย่างไรเงื่อนไขพิเศษที่พิธีกรรมต้องใช้ก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ตอนทราบคำตอบ ลู่เซิ่งก็เข้าใจโดยสมบูรณ์แล้ว
ตระกูลขุนนางเดิมเป็นภูตผีปีศาจที่ห่มหนังมนุษย์ พวกเขาเห็นคนธรรมดาเหมือนกับสุกร แพะ หรือไม่ก็ดีกว่าปศุสัตว์เช่นสุกร แพะเล็กน้อย
ทั้งสามคนคุยกันพักหนึ่ง ไป๋เฟิงเหล่าเต้าก็บอกลาจากไปก่อน เหลือลู่เซิ่งกับเซียวหงเย่
เซียวหงเย่เรียกหญิงงามมาอยู่ด้วย ยื่นมือหนึ่งเข้าไปลูบใต้กระโปรงของหญิงสาวอย่างไร้ข้อกริ่งเกรง นั่งเคียงไหล่กับลู่เซิ่งในห้องเล็ก รับชมหญิงรับใช้เต้นระบำ
เสียงเพลงไพเราะเสนาะหู ไม่ทราบว่าเป็นเครื่องดนตรีอะไรบรรเลง ลู่เซิ่งรู้สึกเหมือนดรุณีขับขานอย่างอ่อนละมุน เหมือนกับเสียงขณะน้ำฝนหรือน้ำค้างกระทบพื้น
เขานั่งอยู่บนที่นั่ง สตรีร่างสะโอดสะองที่หน้าอกหน้าใจอวบอิ่มนั่งพิงอยู่ข้างตัว แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะน่ารัญจวน แต่เขากลับไม่มีกะใจหาความสำราญแม้แต่น้อย มีแต่ความเย็นเยียบในใจ
“น้องลู่ สาวงามหญิงรับใช้ของที่นี่ต่างเป็นสิ่งของที่ถูกจัดการมาก่อน ถ้าน้องลู่ถูกใจคนไหนก็เลือกได้เลยตามใจชอบ” เซียวหงเย่โบกมือ เอ่ยอย่างใจกว้าง
“ท่านพี่ล้อเล่นแล้ว ผู้แซ่ลู่ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ มรรคายุทธ์จึงเป็นความปรารถนาชั่วชีวิตของข้า เรื่องหยุมหยิมอื่นๆ เรื่องไร้สาระ” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ
ถึงแม้เขาไม่เข้าใจว่าเคยจัดการมาก่อนหมายถึงอะไร แต่มองสตรีในนี้ ต่างสองตาไร้ประกาย พูดอะไรก็เชื่อฟัง เหมือนกับตุ๊กตาที่ขยับได้เอง ก็พอเข้าใจคร่าวๆ ว่าคืออะไร
“ปัจจุบันบุคคลที่บริสุทธ์ผุดผ่องเช่นน้องลู่หายากแล้ว ไม่น่าอายุน้อยขนาดนี้ก็ก้าวสู่ระดับตรีลักษณ์ได้แล้ว” เซียวหงเย่ถอนใจเอ่ย เขาประคองสุราเลิศรส คารวะลู่เซิ่งจอกหนึ่ง
“ท่านพี่ชมเกินไปแล้ว” ลู่เซิ่งยกจอกคารวะตอบ
“จะว่าไปที่ครั้งนี้รั้งตัวน้องลู่ไว้โดยเฉพาะ ความจริงมีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งอยากสนทนากับน้องลู่” เซียวหงเย่กล่าว สีหน้าจริงจัง
“โปรดบอก” ลู่เซิ่งเดาออกแต่แรกว่าเซียวหงเย่ยังมีธุระ
เซียวหงเย่โบกมือ บอกให้องครักษ์ที่อยู่รอบๆ ถอยออกไป เหลือแต่สาวงามที่เริงระบำและเล่นสนุกอยู่ข้างกาย
“น้องลู่ยังไม่ทราบ โจรน้อยคนหนึ่งที่จวนอู๋โยว ข้าประกาศจับไว้เพิ่งมาถึงแดนเหนือ ยังมีโจรประกาศจับส่วนหนึ่งจากแคว้นเมฆามารวมตัวกัน กำลังเรืองอำนาจแล้ว”
“อ้อ? ด้วยพลังของจวนท่าน หรือว่าไม่อาจจัดการปัญหาได้” ลู่เซิ่งยิ้ม
“โจรน้อยผู้นั้นกลอกกลิ้งเกินไป ไม่สู้ด้วยตรงๆ หลบขวาหนีซ้าย จัดการยากจริงๆ ดังนั้นข้าผู้พี่จึงอยากให้น้องลู่ช่วยตรวจสอบดูแล ถ้าเจอร่องรอย ขอให้แจ้งผู้พี่ทันที” เซียวหงเย่เอ่ยอย่างจริงใจ “หลังจากสำเร็จ จะให้ดอกไร้กังวลของจวนอู๋โยวเป็นค่าตอบแทนหนึ่งดอก”
“ดอกไร้กังวลหรือ” ลู่เซิ่งไม่ทราบว่ามันคืออะไร แต่คงจะไม่แย่แน่
“ขอแค่ร่างกายได้รับบาดเจ็บไม่เกินระดับห้า กินหนึ่งครั้งสามารถหายดีได้โดยสิ้นเชิง น้องลู่ไม่เคยใช้กระมัง” เซียวหงเย่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ของสิ่งนี้ในแต่ละปี พวกเรามอบให้คนอื่นจำกัด ปกติแล้วไม่ให้ใคร แต่น้องลู่ย่อมไม่เหมือนกับคนอื่นๆ พวกเราพบกันดั่งวาสนา ของแค่นี้ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง”
“เช่นนั้นขอบคุณท่านพี่แล้ว” ลู่เซิ่งประสานมือเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เขาหวนนึกถึงเจินอี้ที่เห็นเมื่อตอนนั้น ศีรษะถูกจามเป็นสองส่วน แต่ยังไม่ตาย ทั้งฟื้นฟูได้ด้วย แล้วนึกถึงสตรีกางร่มและหลิงเฟิงที่ได้เห็นเมื่อก่อนหน้า
คู่ต่อสู้ระดับพันธนาการที่เขาเคยต่อสู้ด้วยมีแค่สามคน สองคนแรกใกล้เคียงกับความเป็นอมตะ หลิงเฟิงกลับถูกกำจัดในฝ่ามือเดียว เขาไม่เข้าใจกฎเกณฑ์อยู่บ้าง
……………………………………….
บทที่ 120
ได้สติกลับมา ลู่เซิ่งถามว่า “เช่นนั้นไม่ทราบว่านักโทษที่ท่านพี่ประกาศจับมีลักษณะพิเศษคืออย่างไร”
เซียวหงเย่แสดงว่าเตรียมตัวแต่แรก ตบมืออวบทีหนึ่ง มีดรุณีเข้ามาส่งกระดาษวาดรูปปึกหนึ่งให้
เขาส่งกระดาษวาดรูปให้ลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งรับมาคลี่ดู สีหน้าพลันแปลกประหลาดเล็กน้อย
บนกระดาษวาดรูปแผ่นแรกคือรูปร่างหน้าตาของหลี่ซุ่นซี ถึงแม้ภาพเหมือนจะเสียความสมจริงไปบ้าง แต่ยังคงมองออกได้ทันทีว่าเป็นหลี่ซุ่นซี
เขาพลิกกระดาษใบที่เหลือ ใบหนึ่งในนี้คือพระภิกษุหัวใหญ่หูโต อีกสองใบเป็นพี่น้องตระกูลหลิ่วที่เพิ่งไปจากเขาเมื่อก่อนหน้า
ลู่เซิ่งเก็บกระดาษวาดรูป สีหน้าสงบนิ่ง
“จะว่าไปคนเหล่านี้เคยพบกับผู้แซ่ลู่ครั้งหนึ่ง” เขาไม่คิดจะปกปิดความสัมพันธ์นี้ เซียวหงเย่มองดูก็รู้ว่าเป็นคนประเภทน้ำกลิ้งบนใบบอน การข่าวฉับไว คิดปกปิดข่าวที่เห็นชัด กลับเป็นไปไม่ได้
ครั้งกระโน้นหลี่ซุนซีกับเขาเข้าออกพรรคด้วยกันไม่รู้กี่ครั้ง คนที่เห็นมีมากมาย คิดปิดบังไม่มีประโยชน์
ยังมีพี่น้องตระกูลหลิ่ว เพราะรูปร่างหน้าตาโดดเด่นเป็นพิเศษ ยังเคยอยู่ห้องเพาะดอกไม้หยกทองระยะหนึ่ง คนหลายคนในพรรครู้จัก
“ฮ่าๆๆ น้องลู่จริงใจนัก แต่ว่านี่เป็นเรื่องจนปัญญา พวกเขาล่วงละเมิดประมุขจวน ข้าผู้พี่ทำอะไรไม่ได้” เซียวหงเย่ไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย หัวเราะตอบกลับ
“อีกเดี๋ยวข้าจะคอยจับตาดู ถ้าพบคนจะบอกให้ท่านพี่ทราบ” ลู่เซิ่งแสดงท่าที
จะว่าไป เขากับเซียวหงเย่ก็แค่เป็นตัวแทนของขุมกำลังที่อยู่เบื้องหลัง เรื่องนี้ตัดสินใจเองไม่ได้
“เช่นนี้ก็ดี เรื่องของน้องลู่ผู้แซ่เซียวก็ทราบมาบ้าง วางใจเถอะ เชื่อว่าไม่มีทางซ่อนโจรหลบหนีแน่” เซียวหงเย่กล่าวด้วยรอยยิ้มเป็นครั้งสุดท้าย “ดื่มสุราๆ…”
เขายกจอกขึ้นคารวะลู่เซิ่ง
พลบค่ำ ลู่เซิ่งออกจากจวนเซียว ขณะนั่งบนรถม้าที่กำลังกลับ จิตใจหนักอึ้งอยู่บ้าง
เขาฉวยโอกาสตอนเซียวหงเย่ดื่มสุราได้ที่ ถามคำถามทั่วไปสองสามข้อ เข้าใจความสำคัญของระดับพันธนาการพอประมาณ
ต่อให้เป็นระดับพันธนาการ มีระดับเดียวกันแต่ลวดลายไม่เท่ากัน ความเป็นอมตะก็แตกต่างกัน ความเป็นอมตะของทวิลักษณ์และเอกะลักษณ์สู้ตรีลักษณ์ไม่ได้ หรือก็คือร่างกายถูกทำลายสามส่วน จะไม่ตาย ทั้งยังไม่มีจุดอ่อน เช่นศีรษะและหัวใจ
แต่ถ้าถึงระดับตรีลักษณ์ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ ไม่ทำลายร่างกายมากกว่าแปดส่วนโดยสิ้นเชิง ไม่อาจสังหารได้
ต่อจากนั้นคือสัตตะลักษณ์ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพครั้งที่สองของระดับพันธนาการ ว่ากันว่าผู้เข้มแข็งสัตตะลักษณ์ต่อให้ร่างกายแหลกเหลวโดยสมบูรณ์ ก็จะฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งเป็นเพราะบรรลุถึงขอบเขตสูงสุดของระดับพันธนาการ ต้องใช้ความสามารถที่ทรงประสิทธิภาพฆ่าติดต่อกันเจ็ดครั้ง ค่อยทำลายลวดลายเยื่อดำทั้งเจ็ดสาย สังหารผู้เข้มแข็งสัตตะลักษณ์ได้โดยสมบูรณ์
‘เจ็ดครั้ง…’ ลู่เซิ่งจิตใจเคร่งเครียดเป็นครั้งแรก นี่เป็นจำนวนที่น่าสะพรึงกลัว บวกกับผู้เข้มแข็งสัตตะลักษณ์เดิมก็แข็งแกร่งสุดขีดอยู่แล้ว หมายความว่า นอกเสียจากพลังที่ร้ายกาจกว่าผู้เข้มแข็งระดับนี้ขั้นหนึ่ง ยังต้องใช้ความสามารถที่ทำให้อีกฝ่ายหนีไม่ได้ ไม่อย่างนั้นพานพบกับผู้เข้มแข็งเช่นนี้ ต้องคิดทันทีว่าจะหนีอย่างไรดี
‘เดิมทีนึกว่ามาถึงขอบเขตนี้ ในที่สุดก็มีพลังปกป้องตัวเองเล็กน้อยแล้ว ตอนนี้ดูเหมือนยังอ่อนแอเกินไป…” ลู่เซิ่งนั่งในรถม้าสีดำสนิท ในดวงตาปรากฏความเหนื่อยล้าเป็นครั้งแรก
แต่พอผ่อนคลายเล็กน้อย เขาก็กลับมาเป็นปกติ โลกใบนี้ไม่ต้องการความอ่อนแอ ในฐานะคนธรรมดา ความอ่อนแอเท่ากับปล่อยให้ผู้คนเชือดเฉือน
‘จากศึกใหญ่เมื่อก่อนหน้า อาวุธเทพแย่งชิงมาไว้ในมือได้ ถ้าเรามีพลังมากพอ จะแย่งชิงอาวุธเทพชิ้นหนึ่งมาทำให้ตัวเองกลายเป็นตระกูลขุนนางได้หรือไม่’ ลู่เซิ่งพลันนึกถึงเรื่องนี้
แต่นึกอีกที เขาก็ปฏิเสธความคิดนี้
‘ทุกๆ สิบปีต้องเซ่นสรวงมากกว่าร้อยคน ตระกูลขุนนางเช่นนี้มีความหมายใด!?’ เขานึกถึงตระกูลสวีที่ถูกล้างตระกูลในตอนนั้น ศพแต่ละแถวจนถึงวันนี้ยังหยุดยั้งในส่วนลึกของหัวใจ
‘ถ้ากลายเป็นตระกูลขุนนางแบบนี้จริงๆ เราในตอนนั้นมีความแตกต่างอะไรกับอมนุษย์’ เขาไม่พอใจ ไม่คิดมากอีก
‘มีเครื่องมือปรับเปลี่ยนในมือ ต่อให้เป็นตระกูลขุนนางแล้วจะอย่างไร ขอแค่รอเรารวบรวมวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งได้มากพอ เจอปราณหยินมากกว่านี้ จะต้องยกระดับวรยุทธ์ถึงขอบเขตที่คนธรรมดาไม่อาจจินตนาการได้แน่นอน! ถึงเวลานั้น ตระกูลขุนนางอาวุธเทพอันใด ทั้งหมดจะฟันให้ตาย!’
เพลิงโทสะลุกไหม้ในใจลู่เซิ่ง เขารังเกียจโลกแบบนี้ รังเกียจตระกูลขุนนางกับมารปีศาจที่ไต่บนตัวคนคอยสูบเลือดเหมือนกับแมลงกาฝาก
‘โลกที่มันไม่สมประกอบเช่นนี้ ข้าจะแก้ไขเอง!’ เขาบังเกิดความเหี้ยมโหดในจิตใจ
ความคิดที่อยากทำลายเรื่องราวอยุติธรรมทั้งหมดในโลก ไหลซัดเข้ามาในใจ
‘ฆ่าๆๆๆๆ!’ ความคิดสังหารอันคลุ้มคลั่งไร้สิ้นสุดยิ่งมายิ่งขยายใหญ่ขึ้น ‘ให้โลกใบนี้กลับไปสู่ครรลองที่ควรมี! สิ่งที่ไม่ถูกต้อง ต้องตายให้หมด!’
ลู่เซิ่งนั่งในรถม้า ตาค่อยๆ กลายเป็นสีแดง ส่วนของตาขาวมีเส้นเลือดที่ตรงดิ่งเหมือนเส้นด้ายไต่ขึ้นมาเส้นหนึ่ง
เส้นเลือดนี้เชื่อมกับหางตาและม่านตา แดงฉานสุดเปรียบปาน มองไปเหมือนความคับข้องระเบิดออกมา มีกลิ่นอายกระสับกระส่ายกระจายออกไปทั่ว
‘หือ? แย่แล้ว!’ อยู่ๆ ลู่เซิ่งก็ได้สติ รู้สึกว่าปราณภายในของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานโคจรด้วยความเร็วสูงจนเกินขีดจำกัดที่ร่างกายจะรับได้ ผิวหนังทั่วร่างกลายเป็นสีแดงก่ำ คล้ายพร้อมลุกไหม้ตลอดเวลา
‘นี่เป็นเค้าลางถูกธาตุไฟเข้าแทรก!’ เขาแตกตื่น รีบสงบจิตใจ ทำสมาธิปรับปราณภายในให้เบาลง
ยังดีที่วิทยายุทธ์ของเขาเป็นเครื่องมือปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงโดยตรง พื้นฐานมั่นคง ควบคุมได้อย่างอิสระ ทำให้สงบลงง่ายดายยิ่ง
สักพักหนึ่ง เขาค่อยๆ ออกจากสมาธิ ถอนใจยาวเฮือกหนึ่ง
ด้านนอกแว่วเสียงร้องถามอย่างสงสัย
“นายท่าน? นายท่าน?”
“ไม่เป็นไร ถึงแล้วหรือ” ลู่เซิ่งสีหน้าอิดโรย ถามเบาๆ
“อือ ถึงแล้ว” เสียงของสารถีกระวนกระวายเล็กน้อย ได้ยินลู่เซิ่งตอบกลับ ค่อยโล่งใจ “ถึงประตูใหญ่ตระกูลลู่แล้ว”
ลู่เซิ่งนั่งในรถม้า ไม่ขยับเนิ่นนานท่ามกลางความมืด
‘น่าจะเป็นเพราะฝึกฝนวิชาแข็งกร้าวมากไป บวกกับที่ฝึกฝนเป็นวิชาธาตุหยางเช่นวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน ทำให้เลือดลมมีปราณหยางหนักไป ร่างกายเสียสมดุลไป…จำเป็นต้องใช้วิชาธาตุหยินปรับสมดุลคืนมา…’
มีเครื่องมือปรับเปลี่ยนกับตัว การฝึกฝนวิชาธาตุหยางไม่มีปัญหา ขอแค่รู้สึกได้ก็ปรับแต่งง่ายยิ่ง เพียงแต่ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาเห็นทิศทางการพัฒนาในอนาคต
‘ในเมื่อฝึกฝนวิชาแข็งกร้าวมากเกินไปก่อให้เกิดสภาพหยางโชติช่วง เช่นนั้นต้องมีสภาพหยินโชติช่วงที่สอดคล้องกัน อีกเดี๋ยวไปตรวจสอบที่คลังวรยุทธ์ในพรรค’ ลู่เซิ่งกำหนดแผนการในใจ คล้ายกับเข้าใจเส้นทางในภายหลังของตัวเองเล็กน้อย
คิดจะเดินบนขอบเขตวิชากำลังภายในที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ถ้าไม่มีเครื่องมือปรับเปลี่ยน บางทีขอบเขตหยางบรุสทธิ์หลังหยินหยางสมดุลจึงเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง
สภาพหยางโชติช่วงมีพลังระเบิดอันเด็ดขาดแข็งแกร่ง เกิดจากการสั่งสมวิชาแข็งกร้าวและการประสานวิชากำลังภายในธาตุหยาง สภาพหยินโชติช่วงมีประสิทธิผลแข็งแกร่งถึงขีดสุดได้เช่นกัน ลู่เซิ่งบังเกิดความคาดหวัง
หลังกลับคฤหาสน์พักผ่อน เช้าตรู่วันที่สอง เขาก็ไปยังเรือวาฬแดง มาถึงศาลาประกาศยุทธ
เฒ่าเฝ้าศาลายังคงนั่งตาปรืออยู่หลังโต๊ะยาว
“ที่แท้เป็นประมุขพรรคคนใหม่มา” เขาเงยหน้ามองลู่เซิ่ง ท่าทีไม่เปลี่ยนไปจากก่อนหน้า คล้ายกับแค่เปลี่ยนคำเรียกเท่านั้น
พลพรรคจำนวนมากที่มาอ่านคัมภีร์ลับซึ่งอยู่รอบๆ พากันคำนับทักทายลู่เซิ่ง ท่าทีนอบน้อม มีแต่เฒ่าเฝ้าศาลาผู้นี้ยังคงแสดงท่าที สิ่งที่อยากเห็นไม่เห็นสิ่งที่อยากให้มาไม่มา
“ดูจากสภาพของประมุขพรรค คงมาหาเคล็ดวิชากำลังภายในธาตุหยินกระมัง นี่เป็นรายการวิชากำลังภายในธาตุหยินทั้งหมดในศาลาประกาศยุทธ” เขาดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาโยนให้ลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งงงงัน เขายังไม่ได้เอ่ยปาก อีกฝ่ายก็ทราบเป้าหมายของตนแล้ว หรือว่าสภาพของตนจะเด่นชัดถึงขั้นนี้
เขามองเฒ่าเฝ้าศาลาอย่างเคลือบแคลง ยื่นมือรับกระดาษแผ่นนั้นมาดู
‘วิชาน้ำพุหยก เคล็ดสามหยิน ปราณขวดสมบัติ วิชาเหมยเย็นสี่ทิศ วิชาโอสถเหยียบวิญญาณ เคล็ดน้ำค้างแข็งโบยบิน’
ทั้งหมดหกวิชา ล้วนเป็นระดับพลังปลอดโปร่ง ด้านล่างยังมีการแนะนำรายละเอียดของแต่ละวิชา
ตอนนี้ไม่มีตระกูลเจิน กฎที่พวกเขากำหนดย่อมไม่ต้องใช้ระดับคุณูปการอันใด เขาในฐานะประมุขพรรค อำนาจพิเศษเล็กน้อยนี้ยังมีอยู่
ลู่เซิ่งวางรายการลง
“เฒ่าเฝ้าศาลามองออกได้อย่างไรว่าผู้แซ่ลู่ต้องใช้วิชากำลังภายในธาตุหยิน” เขารู้สึกมาโดยตลอดว่าเฒ่าเฝ้าศาลาผู้นี้ไม่ธรรมดา พรรคประสบอุปสรรคยังเฝ้าศาลาประกาศยุทธด้วยอารมณ์สงบผ่อนคลาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ศาลาประกาศยุทธที่ใหญ่โตเก็บคัมภีร์สำคัญไว้มากมาย จนถึงปัจจุบันไม่เคยเกิดเรื่องสักครั้งเดียว
นี่ไม่ธรรมดาแล้ว
“ข้าเพียงมองออกว่าประมุขพรรค หยินหยางเสียสมดุล พรสวรรค์ของประมุขพรรคยอดเยี่ยมสุดขีด แต่เส้นทางสุดโต่งเกินไปบ้าง โอสถทิพย์ยาวิเศษบางส่วนแม้ว่าจะเพิ่มพลังยุทธ์ได้ แต่กินให้น้อยจะดีกว่า” เฒ่าเฝ้าศาลากล่าวราบเรียบ
“ขอบคุณเฒ่าเฝ้าศาลาที่กล่าวเตือน” ลู่เซิ่งพยักหน้า อีกฝ่ายนึกว่าพลังยุทธ์ของเขาได้มาเพราะกินยา เขาเองก็ไม่เปิดเผย เบื้องหลังของเขาแข็งแกร่งกว่าไหยาสำหรับกินไม่รู้เท่าไหร่ ทั้งมีความเป็นไปได้ในการยกระดับไร้สิ้นสุด ไหนเลยเทียบกับยาเหล่านั้นได้
พิจารณาวิชากำลังภายในบนรายการ ลู่เซิ่งต้องการนำปราณขวดสมบัติกลับไปตั้งใจฝึก ตอนนี้เขามีผลสำเร็จในสภาพหยางโชติช่วง บางทีเส้นลมปราณในร่างอาจมีการเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ เขาสมควรออกไปด้านนอกเพื่อรวบรวมปราณหยินด้วยตัวเอง ในเมื่อหาวัตถุโบราณไม่ได้ ทางจั่วเหวินอวี่ก็ไม่มีเบาะแส ยังคงจัดการภูตผีส่วนหนึ่งเพื่อรวบรวมปราณหยิน มีประสิทธิภาพกว่า
ทางจตุรัสแดงไม่อาจเจอ ตอนนี้อีกฝ่ายถอยไปแล้ว เป็นน้ำบ่อไม่ก้าวก่ายน้ำคลองกับพรรควาฬแดงชั่วคราว ขอแค่เขาไม่ไปหาเอง จตุรัสแดงก็จะไม่ลงมือ
กลับเป็นภูตผีปีศาจในสถานที่อื่นที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ต้องจัดการแล้ว
ลู่เซิ่งออกจากศาลาประกาศยุทธ กลับห้องหนังสือประมุขพรรค อวี้เหลียนจื่อกำลังก้มหน้าจัดระเบียบภารกิจในพรรคอย่างลำบาก เมื่อเห็นเขา ก็รีบลุกขึ้นมอบที่นั่งให้เหมือนได้รับการนิรโทษกรรม
“ประมุขพรรคในที่สุดท่านก็มาแล้ว! คดีที่ยังไม่แก้ไขในแต่ละท้องที่ซึ่งส่งมาในช่วงนี้ แค่ระดับธรรมดาก็มีสิบกว่าคดี ยังมีระดับวิญญาณหกคดี! มือไม้ปั่นป่วนจริงๆ” อวี้เหลียนจื่อรีบร้องทุกข์ บนใบหน้าที่งามดุจสตรีของเขามีถุงใต้ตาที่เห็นได้ชัด แสดงว่าช่วงนี้ยุ่งมาก ทำให้เขานอนไม่หลับ
หลังจากลู่เซิ่งรับตำแหน่ง เรื่องแรกที่ทำคือแบ่งคดีที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นระดับธรรมดา ระดับวิญญาณ และระดับพันธนาการ ระดับพันธนาการขึ้นไปนั้น สำหรับพลพรรคทั่วไปไม่มีความแตกต่าง ทั้งหมดจึงแบ่งเป็นแค่ระดับพันธนาการ
เมื่อเป็นแบบนี้ คดีทั้งหมดก็แก้ไขอย่างเฉพาะเจาะจงได้มากกว่าเดิม
“รองประมุขพรรคเฉินอิงเล่า” ลู่เซิ่งนั่งลง ก่อนถาม
“พาคนไปจัดการคดีระดับวิญญาณในนี้แล้ว” อวี้เหลียนจื่อตอบ
“ระดับพันธนาการมีกี่คดี” ลู่เซิ่งถาม
“ระดับพันธนาการมีหนึ่งคดี แต่ยังไม่ยืนยันว่าใช่หรือไม่” อวี้เหลียนจื่อขมวดคิ้วเอ่ย “ความหมายของประมุขพรรคท่านคือ…”
“ข้าคิดจะลงมือเอง” ลู่เซิ่งพยักหน้า ยืนยันการคาดเดาของอวี้เหลียนจื่อ เขาคิดรวบรวมปราณหยิน เพื่อประหยัดเวลาย่อมได้แต่ฆ่าภูตผีถึงค่อยได้มาง่ายๆ ภูตผีที่ปราณหยินมากหน่อยย่อมคุ้มค่ากว่า
พลังในปัจจุบันของเขาคือระดับตรีลักษณ์ มากกว่าสตรีกางร่ม รองผู้คุมจตุรัสแดงขั้นหนึ่ง รับมือความประหลาดลี้ลับทั่วไปสามารถจับกลับมาได้ ยิ่งอย่าว่าแต่ภูตผีธรรมดา ระมัดระวังเล็กน้อย เคลื่อนไหวในแดนเหนือสมควรไม่มีปัญหา
“ในเมื่อประมุขพรรคจะลงมือเอง ต้องสำเร็จแน่นอน” อวี้เหลียนจื่อ โล่งอก “คดีนี้ ตอนข้าเห็นก็ลังเลอยู่บ้าง ไม่ทราบสมควรแบ่งเป็นระดับใด”
“ให้ข้าดูหน่อย” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ
อวี้เหลียนจื่อเข้าไป เจอกระดาษสีเหลืองที่พับไว้อย่างดีแผ่นหนึ่งจากบนโต๊ะคดีอย่างรวดเร็ว กางออกเบาๆ
ลู่เซิ่งรับมาอ่าน พลันเห็นสามคำที่จั่วบนหัวกระดาษ
‘พรรคชา ผู้ปรุงยา คันฉ่องแก้ว’
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น