111-115

บทที่ 111
“อะไรนะ ระดับสูงของชุมนุมล่องไพรหายตัวไปทุกคน?!”

ในพรรควาฬแดง หงหมิงจือลุกพรวด ตกตะลึงพรึงเพริด

ไม่เพียงเขาเท่านั้น เฉินอิงที่อยู่ด้านข้าง ยังมีผู้จัดการภารกิจภายในและผู้อาวุโสคนอื่นๆ ที่มาประชุม บรรยากาศกดดัน เงียบงันไม่พูดจา

“ชุมนุมล่องไพร…หัวหน้าชุมนุมเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดของระดับผนึกจิต เหตุใดถึงได้…” เฉินอิงเบิกตาโตกล่าวเสียงทุ้มต่ำ

ครั้งกระโน้นสมัยที่เขารุ่งโรจน์ที่สุดก็ใกล้เคียงกับหัวหน้าชุมนุมล่องไพร ตอนนี้คนผู้นี้หายไปอย่างไร้สุ้มเสียง นี่ไหนเลยไม่บ่งบอกว่า เกิดเขาเจอเรื่องแบบนี้ จะหายตัวไปอย่างกะทันหันโดยเทพไม่รู้ผีไม่เห็นเช่นกัน

ผู้จัดการภารกิจภายในคนหนึ่งหน้าซีดขาว กล่าวเบาๆ “หรือว่าหนีไปก่อนแล้ว…”

“เป็นไปไม่ได้!” หงหมิงจือส่ายหน้า “เด็กน้อยจางหยวนตงไม่ใช่คนขี้ขลาดกลัวเกิดเรื่องเช่นนี้”

“ถ้าอย่างนั้น…”

ทุกคนพากันเงียบ กลับนึกถึงเรื่องหนึ่งโดยไม่ได้นัดหมาย

สามารถจัดการชุมนุมล่องไพรที่มีขนาดใหญ่ได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ทั้งยังทำให้ยอดฝีมือระดับผนึกจิตหายตัวไปอย่างไม่ยากเย็น ระดับและพลังที่เกี่ยวข้องในนี้…นอกจากตัวตนที่อยู่ขั้วตรงข้ามกับตระกูลขุนนางแล้ว ยังมีอะไรอีก

หงหมิงจือจิตใจอ่อนล้า ถอนใจเฮือกหนึ่ง เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นติดต่อกันในหลายวันมานี้ทำให้เขารับไม่ไหว ไม่อาจดูแลพร้อมกัน

เขากวาดตามองคนทั้งสองฝั่ง ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของพรรควาฬแดงทั้งหมดอยู่ที่นี่ นอกจากผู้จัดการภารกิจภายนอกที่ออกไปปฏิบัติภารกิจสองสามคน ที่นี่ก็คือขุมกำลังที่สุดยอดที่สุดของพรรค

แบบนี้แล้วจะอย่างไรเล่า? เผชิญหน้ากับจัตุรัสแดงและภูตผีปีศาจ ทั้งหมดเป็นไก่ดินสุนัขกระเบื้อง ทนการโจมตีครั้งเดียวไม่ได้

ซ้ำร้ายถึงตอนนี้ มีแค่คนไม่กี่คนทราบถึงความผิดปกติของตระกูลเจิน คนส่วนใหญ่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

“เรื่องนี้ ต้องรายงานเบื้องบนกระมัง…” ผู้จัดการภารกิจภายในคนหนึ่งกล่าวเบาๆ

“เป็นตัวตนพวกนั้นกำลังกดดันหรือไม่ พวกเราต้องตรวจสอบ” ผู้อาวุโสโอวหยางเอ่ยเสียงทุ้ม “นอกจากนี้ เหตุใดไม่เห็นหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ ได้ยินว่าเขาปิดด่านอีกแล้วหรือ”

โอวหยางหนิงจื่อกับเฒ่าหวังนับว่าเป็นคนที่รู้จักลู่เซิ่งเป็นพวกแรก ตอนนี้เจอปัญหา นางกล่าวถึงลู่เซิ่งขึ้นมา ทุกคนต่างจิตใจเคร่งเครียด

ชื่อเสียงของลู่เซิ่งหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ ขจรขจายไปทั่วพรรควาฬแดง และพรรคอื่นๆ ในเมืองเลียบคีรี

สังหารรองประมุขพรรค เผาหมู่บ้านตระกูลซ่ง อำนาจของโถงอินทรีเหินในสังกัดต่อเมืองเลียบคีรีภายใต้การควบคุมของเขามากขึ้นเรื่อยๆ สะกดขุมกำลังอื่นๆ ให้ถอยหนี ไม่อาจไม่มอบผลประโยชน์ดั้งเดิมให้ส่วนหนึ่ง

แม้ลู่เซิ่งจะลงมือไม่มาก แต่หลายครั้งเป็นที่ยำเกรงของผู้คน ความแข็งแกร่งของความสามารถ ความเหี้ยมหาญของนิสัยใจคอ ทุกคนล้วนประจักษ์แจ้ง

“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกยังปิดด่าน ไม่ได้มาร่วมประชุม แต่ให้ข้าถ่ายทอดคำพูดแทน” อวี้เหลียนจื่อซึ่งนั่งตรงมุมที่ไม่สะดุดตากล่าวต่อ

ในฐานะผู้เข้มแข็งอันดับสามของพรรค ณ ตอนนี้ ชื่อของลู่เซิ่งมีน้ำหนักในใจคนทุกคน

“ปัญหาครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้เมืองเลียบคีรี เมืองเลียบคีรีเป็นอาณาเขตในการดูแลของหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ ไม่สู้ทุกท่านถามหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ก่อนว่ามีความเห็นใด จากนั้นค่อยวางแผน” ผู้จัดการภารกิจภายนอกคนหนึ่งเสนอ ความหมายในวาจาชัดเจน คือต้องการผลักเรื่องในครั้งนี้ให้ลู่เซิ่งตรวจสอบจัดการ

อวี้เหลียนจื่อมองคนผู้นี้ “ใต้เท้าของข้ากำลังอยู่ในช่วงปิดด่าน เกรงว่าไม่มีเวลาจัดการ เรื่องนี้เร่งด่วน ไม่สู้ทุกท่านเลือกใครสักคนไปตรวจสอบอย่างละเอียด”

“เรื่องนี้ รอรายละเอียดก่อนค่อยคุยกันเถอะ” หงหมิงจือมองทุกคนที่อยู่ด้านใน ทราบแก่ใจว่าไม่มีคนยอมรับเรื่องตึงมือนี้

ทุกคนต่างคิดว่า ขอแค่ไม่เอ่ยปากรับ เรื่องนี้ก็ได้แต่ให้ลู่เซิ่งซึ่งดูแลเมืองเลียบคีรี ไสม้าเข้าไปจัดการ

“เอาละ เรื่องต่อไป ช่วงนี้หลายๆ แห่งในแดนเหนือปรากฏปัญหาวุ่นวาย เมืองปฐมวิธานและอีกสามเมืองทางเหนือได้ส่งคำขอให้ช่วยเหลือมา เชิญคนไปจัดการปัญหาให้ พวกเจ้ามีใครยินยอมไปหรือไม่” หงหมิงจือน้ำเสียงหมดแรง

บรรยากาศที่น่าอึดอัดเล็กน้อยเมื่อครู่ตอนนี้คึกคักขึ้น คนไม่น้อยแย่งกันแจ้งชื่ออย่างกระตือรือร้น ต่างไม่คิดอยู่ในเมืองเลียบคีรีที่เหมือนปลอดภัย ความจริงยุ่งยากถึงขีดสุด

เฉินอิงเห็นดังนั้น ก็ส่ายหน้าช้าๆ


ในห้องสงบใจ

‘นี่เป็นวิชากำลังภายนอกประเภทวิชาหดกระดูกหรือหลังจากสำเร็จวิชาแข็งกร้าวถึงระดับสูงสุด ก็ควบคุมกล้ามเนื้อกระดูกทุกส่วนในร่างได้ตามใจ’

ลู่เซิ่งสัมผัสการเปลี่ยนแปลงพิเศษของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงนี้เหมือนน่าทึ่ง แต่ความจริงเพียงเป็นวิชาหดกระดูก หรือวิชาเปลี่ยนเอ็นแปลงรูปร่างฉบับร้ายกาจกว่าเดิม

เทียบได้กับการบีบร่างกายขนาดมหึมาที่เหี้ยมหาญในตอนแรกเป็นลักษณะอย่างในปัจจุบัน ถ้าระเบิดพลังสุดกำลัง พริบตาเดียวก็จะกลายเป็นสภาพก่อนหน้า

‘การสะสมวิชาแข็งกร้าวทำให้พละกำลังของเราไปถึงขั้นอมนุษย์ ขณะเดียวกันก็เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กายเนื้อ ทำให้ดาบกระบี่ยากทำร้าย การป้องกันเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ฆ่าภูตผีปีศาจได้ยังต้องพึ่งวิชากำลังภายใน’ ลู่เซิ่งยืนอยู่กับที่ ตาเป็นประกาย

‘เพียงแต่ไม่ทราบว่า กายเนื้อในตอนนี้ของเราเพิ่มระดับได้อีกขั้นหรือไม่’ เขาในตอนนี้แม้ไม่รู้ว่าตนเองแข็งแกร่งขนาดไหน แต่ต้องบรรลุระดับพันธนาการแล้วแน่นอน

ทว่าตระกูลขุนนาง ความประหลาดลี้ลับ และจัตุรัสแดงไม่ใช่ระดับพันธนาการเท่านั้น ตระกูลเจินไปแล้ว คิดจะเตรียมตัวให้พรักพร้อม ต้องพิจารณาถึงอันตรายที่เป็นไปได้ทั้งหมดก่อน

‘จัตุรัสแดง…เป็นขุมกำลังแบบไหนกันแน่ รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ดูเหมือนต้องรวบรวมข้อมูลไปด้วยแล้ว ก่อนหน้านี้ใช้ปราณหยินจนหมด ยังมีวิชาอีกสองวิชาอย่างวิชาเสาปักหลักที่ยังไม่ได้ฝึก ไปหาปราณหยินก่อน’ เขานึกถึงหยกแขวนที่อยู่ในมือเฉินเจียวหรง

ลู่เซิ่งเดินออกจากห้องสงบใจ ผลักประตูออกนอกลาน เห็นบริวารรออยู่ด้านนอก

“เรียนหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก หัวหน้าชุมนุมและรองหัวหน้าชุมนุมล่องไพรหายตัวไปในเมืองพร้อมกัน คนของที่ว่าการข้าหลวงขอให้ท่านไปประชุม นอกจากนี้พรรคยังส่งคงมาแจ้งว่ามีประชุม ใต้เท้าอวี้เหลียนจื่อไปตำหนักใหญ่แทนท่านแล้ว” บริวารที่เฝ้าอยู่เป็นกลุ่มอารักขาข้างกาย ที่ลู่เซิ่งให้นิ่งซานก่อตั้งขึ้นมา

กลุ่มอารักขานี้เขาให้สวัสดิการและทรัพยากรที่ดีที่สุด จากนั้นแจกจ่ายวิชาแข็งกร้าวหัตถ์หมีขย้ำฉบับรวบรัด ลู่เซิ่งแบ่งมันเป็นสองระดับ ก่อนจะถ่ายทอดระดับแรกให้

แม้วิชาจะเรียบง่าย แต่ประสิทธิผลไม่เลว ป้องกันการฟันแทงของอาวุธมีคม ด้านนอกสวมเกราะหนังชั้นหนึ่ง คนธรรมดาหลายคนยังทำอะไรไม่ได้

นี่เป็นกลุ่มของเขา

โดยหลักการแล้วความจริงไม่อนุญาตให้ถ่ายทอดวรยุทธ์ของพรรค แต่ขอแค่เขาไม่ทำเกินเลย และหัตถ์หมีขย้ำก็เป็นแค่ระดับหนึ่งฉบับรวบรัด แบบนี้ไม่นับเป็นปัญหา

“ที่ว่าการข้าหลวงหรือ” หลังลู่เซิ่งรับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก ยังไม่เคยพบปะกับคนของทางการอย่างแท้จริง ครั้งนี้เป็นครั้งแรก

“ที่ว่าการข้าหลวงของเมืองเลียบคีรีนับเป็นระดับอะไร” เขาถาม

“เอ่อ…” คนที่รายงานมีสีหน้างงงัน

กลับเป็นองครักษ์อีกคนที่อยู่ข้างๆ รีบตอบ

“เรียนใต้เท้า ตามระบบแล้วเมืองเลียบคีรีนับเป็นนครอันดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่นครใหญ่ ดังนั้นที่ว่าการของที่นี่จึงอยู่ระหว่างขั้นสี่ถึงขั้นห้า”

“อ้อ…” ลู่เซิ่งพยักหน้า ที่ว่าการของเมืองเก้าประสานก็แค่ขั้นเจ็ด ไม่อาจเทียบกับที่ว่าการของที่นี่

ทว่าปัจจุบัน สำหรับพรรควาฬแดงที่ตระกูลเจินยืนอยู่เบื้องหลัง ที่ว่าการขั้นสี่ขั้นห้าไม่นับเป็นอะไร คิดเรียกเขาไปประชุม ยังไม่มีคุณสมบัติ

เพียงแต่เขาคิดอีกที ถ้าจัตุรัสแดงโจมตีสุดกำลังจริงๆ เช่นนั้นเขาคนเดียวยากดูแลทั่วถึง ไปเข้าร่วมงานประชุมน่ารำคาญอะไรนี่ เพื่อดูท่าทีราชสำนักก็ไม่เลวนัก

“เรียกสวีชุยและนิ่งซานไปกับข้า” เขาสั่ง

“ขอรับ”

บริวารเรียกสวีชุยกับนิ่งซานมาอย่างรวดเร็ว ลู่เซิ่งพาคนทั้งสองขึ้นรถม้า มุ่งหน้าไปยังที่ว่าการข้าหลวง โครงสร้างอำนาจบริหารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเลียบคีรี

ระบบบริหารในส่วนภูมิภาคของต้าซ่งแบ่งออกเป็น ราชสำนัก แคว้น นคร เมือง อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน รวมเจ็ดระดับ

เมืองเลียบคีรีกับเมืองเก้าประสานเป็นเมืองใหญ่ ดูแลหลายเมืองเล็ก แต่เมืองก็แบ่งเป็นเล็ก กลาง ใหญ่เช่นกัน เมืองใหญ่ระดับนครมีเพียงเมืองเดียวในแคว้นเหนือ ส่วนเมืองระดับกลางจะเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองอย่างเมืองเลียบคีรี เมืองระดับเล็กเหมือนกับเมืองเก้าประสาน แบ่งระดับกันอย่างชัดเจน

บนรถม้า นิ่งซานแจ้งข้อมูลด้านนี้ที่ตนทราบให้ลู่เซิ่งฟัง

“เมืองเลียบคีรีเป็นเมืองใหญ่อันดับที่สามของแดนเหนือ ดังนั้นระดับสูงยิ่ง หนำซ้ำกองทัพเฟยเหลียนที่แข็งแกร่งก็อยู่ที่นี่”

“ชื่อเสียงของทัพเฟยเหลียน ข้าเองก็เคยได้ยินมาก่อน” ลู่เซิ่งพยักหน้า

“หยวนซวี่ผู้บัญชาการใหญ่ทัพเฟยเหลียน เป็นผู้อาวุโสที่มีตำแหน่งในพรรควาฬแดง เพียงแต่มีตำแหน่งเท่านั้น” นิ่งซานอธิบาย

อธิบายสักพัก ลู่เซิ่งก็เข้าในความเกี่ยวโยงภายในอย่างรวดเร็ว ทัพเฟยเหลียนนี้เชิญระดับสูงของพรรควาฬแดงไปรับหน้าที่ผู้สอนวรยุทธ์อยู่บ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายนับว่าสนิทสนมกลมกลืน

รถม้าไม่ทันไรก็ค่อยๆ แล่นถึงประตูที่ว่าการ พวกลู่เซิ่งลงจากรถ ที่ปรึกษาที่มารอต้อนรับอยู่นานเชิญเข้าไปด้านในทันที

เข้าไปในโถงภายใน ทะลุสวนป่าและตัวลาน ทั้งสามคนเจอหลี่หลงเซี่ยน ข้าหลวงเมืองเลียบคีรีซึ่งกำลังในวัยฉกรรจ์ที่โถงรับสน

หลี่หลงเซี่ยน ชื่อรองเจินอี้ ฉายาฆราวาสภูเขามังกร ขณะเดียวกันก็เป็นปรมาจารย์ด้านการเขียนอักษร เป็นผู้ตรวจการต่างพระเนตรพระกรรณขั้นสี่ของราชสำนัก ตระกูลหลี่ที่อยู่เบื้องหลังเขามีเส้นสายที่หยั่งรากลึกในนครหลวงเช่นกัน

คนผู้นี้ไว้หนวด ใบหน้าเคร่งขรึม ผิวคล้ำ นั่งเล่นตราประทับสำริดชิ้นหนึ่งในมือ

ที่นั่งข้างเขามีคนอีกสองคน คนหนึ่งคือหยวนซวี่ผู้บัญชาการใหญ่ เป็นชายฉกรรจ์ร่างใหญ่หน้าเหลี่ยมหูกาง ดวงตาเหมือนกระดิ่งทองแดง สวมเครื่องแบบขุนนางบู๊ ห้อยดาบยาวไว้ที่เอว นั่งอย่างน่าเกรงขามบนที่นั่ง

อีกคนเป็นนักพรตอาภรณ์เขียวใบหน้าดุจหยกกวน มีสง่าราศี สวมกวนหยกสีขาวบนศีรษะ แขนเสื้อปักรูปปลาสีทอง เป็นไป๋เฟิงเหล่าเต้า[1]หัวหน้าขุนนางตรวจการซึ่งที่แล้วมาเป็นมังกรเห็นหัวไม่เห็นหางแห่งเมืองเลียบคีรี

‘ไป๋เฟิงขุนนางตรวจการ…’ ลู่เซิ่งหยีตา

ขุนนางตรวจการ เป็นหน่วยงานที่กุมอำนาจหลักในแคว้นใหญ่เมืองใหญ่ที่แท้จริงของราชสำนัก และเป็นหน่วยงานตรวจสอบที่คอยรับมือเรื่องผีๆ สางๆ โดยเฉพาะ

เช่นเรื่องภูตผีปีศาจ ข้อพิพาทของตระกูลขุนนาง ในเวลาที่จำเป็นต้องจัดการ ขุนนางระดับสูงในที่ว่าการของเมืองเลียบคีรี ต้องถามไถ่ผู้มีตำแหน่งสูงอย่างขุนนางตรวจการ จึงตัดสินใจได้

ขุนนางตรวจการในเมืองเลียบคีรีที่แล้วมาไม่มีตัวตน ครั้งนี้ขึ้นเวทีด้วยตัวเอง ทำให้เขาประหลาดใจอยู่บ้าง

‘ได้รับข่าวอะไรเป็นการลับหรือ’ ลู่เซิ่งตึงเครียด ถ้าเรื่องตระกูลเจินหลุดออกไป ท่าทีของราชสำนักก็ยากจะยืนยันแล้ว

คนอื่นๆ เขาไม่เห็นอยู่ในสายตา เมินข้ามไป

“อ้อ หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่แห่งพรรควาฬแดงมาถึงแล้ว” ข้าหลวงหลี่ยิ้มอย่างจริงใจ กล่าวว่า “พวกเจ้าเอาที่นั่งมา”

ลู่เซิ่งสาวเท้าเข้าโถงใหญ่ นั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งตรงกลางที่ว่างทางซ้ายมือ

เขาเป็นตัวแทนพรรควาฬแดง และพรรควาฬแดงก็เป็นหัวมังกรของเส้นทางเทาๆ ในแดนเหนือ ดังนั้นตำแหน่งของเขาย่อมไม่ต่ำต้อย แต่ก็ไม่สูงเท่าไหร่ เพราะอย่างไรก็ไม่ใช่ขุนนาง

……………………………………….

[1] เหล่าเต้า เป็นคำเรียกนักพรต
บทที่ 112
“ในเมื่อคนมาครบแล้ว ครั้งนี้ที่เชิญทุกท่านมา เพื่อจะพูดถึงคดีที่ระดับสูงของชุมนุมล่องไพรหายตัวไปทั้งหมด” ข้าหลวงหลี่กล่าวเสียงทุ้มอย่างจริงจัง

“เรื่องนี้ข้าส่งมือดีไปรวบรวมข้อมูล และตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว” ผู้บัญชาการใหญ่หยวนซวี่เอ่ยเสียงเย็น “จะต้องจับคนร้ายมารับโทษให้จงได้!”

“กลัวว่าคนร้ายจะไม่ใช่คน” ไป๋เฟิงเต้าหยินกล่าวอย่างแช่มช้า ดวงตามองไปที่ลู่เซิ่งที่อยู่ด้านข้าง “เรื่องนี้ยังต้องขอให้หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่เล่าความยุ่งยาก ด้านในพรรควาฬแดงเป็นหัวมังกรแดนเหนือ ชุมนุมล่องไพรอยู่ในสังกัด คงจะมีเงื่อนงำ”

“เป็นคนแล้วอย่างไร ไม่ใช่คนแล้วอย่างไร” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ

“เป็นคน ก็ให้ผู้บัญชาการใหญ่จัดการ ถ้าไม่ใช่ เช่นนั้นให้ขุนนางตรวจการดูแล ช่วงนี้ขุนนางตรวจการมียอดฝีมือพลังไม่ธรรมดาเข้ามาใหม่หลายคน” ผู้บัญชาการใหญ่หัวเราะเหอะๆ

ไป๋เฟิงเหล่าเต้าไม่ได้แย้ง เพียงดูว่าลู่เซิ่งจะตอบอย่างไร

ลู่เซิ่งหยีตา นึกถึงคำสั่งที่ตระกูลเจินประกาศก่อนหน้า พลันเกิดลางสังกรณ์ส่วนหนึ่ง ขุนนางตรวจการกระโดดออกมา เป็นไปได้สุดขีดว่าตระกูลขุนนางหรือขุมกำลังอื่นๆ คิดจะหยั่งเชิงตระกูลเจิน เข้าร่วมเรื่องนี้ผ่านวิธีการนี้

“ข้าเป็นแค่จอมยุทธ์คนหนึ่ง ไม่ทราบสถานการณ์อย่างเป็นรูปธรรม ประมุขพรรคเฒ่าเป็นคนรับมือเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเอง” เขาหัวเราะฮ่าๆ

“แม้แต่หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ก็ไม่ทราบ เช่นนั้นยังจะมีใครรู้อีก” ผู้บัญชาการใหญ่หยวนซวี่มีความคิดเจาะจงอยู่บ้าง

“ถึงอย่างไรเรื่องนี้พวกเราก็ไม่ได้รับข่าวอะไร ถ้าขุนนางตรวจการคิดตรวจสอบอย่างละเอียด ข้ายินดีให้ความร่วมมือเต็มที่” ลู่เซิ่งยิ้ม “ถ้าเจออะไรจริงๆ ขอให้แจ้งพวกเราทันที จะได้เตรียมตัว”

“หรือไม่ใช่ก่อนหน้านี้ชุมนุมล่องไพรกับพรรควาฬแดงเกิดความขัดแย้งทางธุรกิจ…” ชายชราที่อยู่ตำแหน่งต่ำกว่าอดส่งเสียงเบาๆ ไม่ได้

“หือ?” ลู่เซิ่งถลึงตา ชายชราตกใจตัวสั่น รีบก้มหน้าลงไม่กล้าพูดอีก

ชื่อเสียงหัวมังกรของพรรควาฬแดง ไม่ใช่ได้มาเพราะเมตตากรุณา แต่เข่นฆ่าถึงได้มา พูดถึงอำนาจที่แท้จริง ทุกผู้ทุกคนในเมืองต้องอยู่ในการดูแลของลู่เซิ่ง พูดได้ว่าเขาพูดคำเดียว ผลกระทบเป็นรองข้าหลวงหลี่เจินอี้เท่านั้น นี่เป็นสาเหตุที่ที่ว่าการตั้งใจเชิญเขามา

“ที่ข้าให้หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่มา ข้อแรก เป็นเพราะหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งเมืองเลียบคีรี มีพลังไม่ธรรมดา” หลี่เจินอี้กล่าวคำพูดนี้ ไป๋เฟิงเหล่าเต้าที่อยู่ด้านข้างก็แสดงสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม

“ข้อสอง เพื่อเชิญหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่มาช่วยเหลือตรวจสอบคดีชุมนุมล่องไพร” หลี่เจินอี้กับคนที่เหลือแสร้งเมินสีหน้านักพรต เอ่ยต่อ

“ร่วมมือนั้นย่อมแน่นอน เพียงแต่…” ลู่เซิ่งยังไม่ทันพูดจบ

“รายงาน!”

ทันใดนั้นด้านนอกมีเจ้าหน้าที่นายหนึ่งถลันเข้ามา

“เรียนใต้เท้า คนเจ็ดสิบสองคนของสำนักตรีหลากที่อยู่ทิศใต้ของเมืองถูกฆ่าทั้งหมด ศพถูกพบในตัวลานและบ่อน้ำ!”

“อะไรนะ?!” หลี่เจินอี้สีหน้าเปลี่ยนแปลง ลุกพรวดขึ้น

ลู่เซิ่งจิตใจหนักอึ้ง สำนักตรีหลากแม้ไม่ใหญ่โต แต่ก็อยู่ในการดูแลของตระกูลเจินเหมือนพรรควาฬแดง ถนัดในการสืบหาข้อมูล ความสำคัญเป็นรองพรรควาฬแดง ตอนนี้ถึงกับ…

“ดูเหมือนพรรคท่านจะเดือดร้อนเล็กน้อย” ไป๋เฟิงเหล่าเต้ามองลู่เซิ่งพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มราบเรียบ

“เดือดร้อนหรือไม่ ท่านไม่ต้องกังวล” ลู่เซิ่งพอจะทายถึงขุมกำลังอื่นๆ ที่ยืนอยู่เบื้องหลังอีกฝ่ายออก ก่อนหน้านี้ยังมีความคาดหวังเล็กน้อยต่อราชสำนัก ตอนนี้ไม่มีแล้ว

พรรควาฬแดงเหมือนกับเรือใหญ่ที่อาจพลิกคว่ำได้ตลอดเวลา ตอนนี้สั่นไหวกลางลมฝน ไม่ว่าใครต่างคิดแบ่งชามข้าว

“สำนักตรีหลากเป็นพันธมิตรของพรรคเรา พวกเขาเกิดเรื่อง ข้าจะไปตรวจสอบดูก่อน ขอลาทุกท่าน” ในเมื่อมองออกว่าท่าทีของทางการไม่มีประโยชน์ ลู่เซิ่งก็ไม่เสียเวลาอีก ลุกขึ้นบอกลา

“ถ้าหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่มีความต้องการ ลองพิจารณาเข้าร่วมเป็นขุนนางตรวจการดู อาจจะยังมีทางถอย” ด้านหลังแว่วเสียงเกลี้ยกล่อมของไป๋เฟิงเหล่าเต้า

ลู่เซิ่งไม่สนใจ หมุนกายจากไป จากคำพูดนี้เห็นได้ว่าขุนนางตรวจการจะต้องทราบสภาพจนตรอกในปัจจุบันของพรรควาฬแดงแล้ว

ถ้าจัตุรัสแดงคิดมาจู่โจมอย่างเปิดเผยจริงๆ จะต้องไม่ละเว้นระดับสูงอย่างเขา ยิ่งไปกว่านั้นเขาฆ่าภูตผีของจัตุรัสแดงไปไม่น้อย ทั้งเผาเรือสำราญลำหนึ่ง มีความแค้นอยู่แล้ว ดังนั้นคำเชิญชวนนี้จึงพูดไปเท่านั้นเอง

‘ก่อนหน้านี้พวกเขายังไม่แน่ใจว่าตระกูลเจินจากไปจริงๆ หรือไม่ แต่พอเกิดเรื่องของสำนักตรีหลาก ก็ยืนยันได้อย่างรวดเร็ว’ ลู่เซิ่งเข้าใจแล้ว ท่าทีของราชสำนักคือนั่งบนเขาดูเสือสู้กัน ไม่ยอมเข้าร่วมศึก ยิ่งไม่ช่วยเหลือพรรควาฬแดง ไม่ถมหินลงบ่อก็นับว่าไม่เลวแล้ว

พอเขาออกจากลานด้านหลังของที่ว่าการ พวกสวีชุยก็เข้ามาหา

“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก ตอนนี้ไปที่ใด”

“พวกเจ้ากลับไปพรรค!” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างสงบ “ข้าจะไปหาคน”

“ใต้เท้า ไม่ต้องการให้พวกเราติดตามหรือ” นิ่งซานถามอย่างสงสัย

“ไม่ต้องแล้ว” ลู่เซิ่งโบกมือ ปัจจุบันสถานการณ์คับขัน จัตุรัสแดงรุกคืบทีละก้าว จำเป็นต้องแข่งกับเวลา

เขาพูดพร้อมพลิกตัวขึ้นหลังม้า ให้สวีชุยกับนิ่งซานหารถเอง ตนเองไปยังตำแหน่งที่พรรคตรีหลากอยู่เพียงคนเดียว

เพราะอยู่ในเมือง หน่วยหลักที่พรรคตรีหลากอยู่จึงเป็นลานขนาดค่อนข้างใหญ่

เจ้าหน้าที่ที่ล้อมอยู่รอบนอกกันคนที่คิดเข้าไป

ลู่เซิ่งมองอยู่ด้านนอกไกลๆ ยังไม่ได้เข้าไปใกล้ ก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าเข้มข้น ในนี้แทรกปราณหยินอยู่รางๆ

‘เป็นสิ่งเหล่านั้นลงมืออย่างที่คิดไว้…’ เขาสีหน้าเคร่งขรึม

‘ดูแล้วจัตุรัสแดงยังไม่แน่ใจว่าตระกูลเจินไปแล้ว กำลังหยั่งเชิงดู หรือเป็นเพราะว่ากลัวคนรับช่วงต่อ จึงค่อยๆ กำจัดขุมกำลังรอบนอกทีละนิดๆ

หากเป็นแบบนี้ เราก็มีเวลาไม่มากแล้ว…’ ลู่เซิ่งมองดูตัวลานในหน่วยหลักของพรรคตรีหลากครู่เดียว ก็หมุนตัวจากไป

เขาไปหาตัวเฉินเจียวหรงในเมือง ยืมหยกแขวนของอีกฝ่ายมาเล่นรอบหนึ่ง แอบหยดเลือดดูดซับปราณหยินด้านใน

จากนั้นไปยังโถงสมบัติเลิศ น่าเสียดายยังคงไม่เจอวัตถุมีปราณหยินชิ้นใหม่ สุดท้ายได้แต่ติดต่อจัวเหวินอี้

น่าเสียดายที่หลังจากลู่เซิ่งเผาเลือดเนื้อ จัวเหวินอวี่ก็ยังไม่มาตามนัด

ลู่เซิ่งรออยู่ตรงจุดนัดเกือบหนึ่งชั่วยามกว่าๆ ยังคงไม่เห็นร่องรอย จึงเดินทางกลับอย่างจนปัญญา

ปราณหยินที่ได้มาเพียงหนึ่งเดียวก็คือหยกที่แขวนในมือเฉินเจียวหรง

สิ่งที่ทำให้เขาชื่นใจเล็กน้อยก็คือ ปริมาณปราณหยินในหยกแขวนถึงแม้ไม่มากพอจะยกระดับวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน แต่ว่ายกระดับวิชาแข็งกร้าวขอบเขตพลังปลอดโปร่งได้สองระดับอย่างเหลือเฟือ

หลายวันให้หลัง ลู่เซิ่งทราบแล้วว่าพรรควาฬแดงเป็นเป้าหมายหลัก ตนเองอยากหลบหนี จึงใช้สมาธิทั้งหมดไปกับการฝึกวิชาเสาสมบัติ

ทางอวี้เหลียนจื่อก็ส่งรายงานมาไม่ขาดสาย

สาขาพรรคในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งเกิดเรื่องแล้ว คนหลายสิบคนบาดเจ็บล้มตาย มีไม่กี่คนที่รับภารกิจภายนอกโชคดีหนีรอดได้ จึงกลับมารายงาน

จากนั้นอีกไม่กี่วัน ฐานที่มั่นในเขตขุดแร่แห่งหนึ่งก็ไร้ข่าวสาร พรรคส่งคนไปตรวจสอบ ผู้จัดการภารกิจภายนอกที่นำขบวนหนึ่งคน กับมือดีสิบสามคนไปแล้วไปลับเหมือนหินจมทะเล

ลู่เซิ่งฝึกฝนในบ่อนพนันสิบกว่าวัน สภาพการณ์ก็เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

พรรควาฬแดงใช้เรือวาฬแดงเป็นศูนย์กลาง ในรัศมีหลายสิบลี้คล้ายกลายเป็นเขตหวงห้าม คนของพรรควาฬแดงทุกคนหากออกไปจากอาณาเขตนี้ จะหายตัวไปทันที

สองวันให้หลัง ลู่เซิ่งจัดหาที่อยู่ให้แก่ครอบครัว ไม่อนุญาตให้พวกเขาออกเมือง ตนเองตอบรับคำเชิญของหงหมิงจือ พาคนไปยังเรือวาฬแดง


ควันขาวบนกระถางธูปตั้งตรง

บนเตียงสลักบุปผาสีแดงก่ำ หงหมิงจือกึ่งเอนบนหมอน บนตัวโชยกลิ่นยาเข้มข้น

หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรียืนอยู่ในห้องนอน อายุราวสามสี่สิบปี ลักษณะภายนอกคล้ายกับหงหมิงจือหลายส่วน บุคลิกดั่งผู้มีอำนาจที่อยู่ในตำแหน่งสูง เป็นบุตรสองคนที่เหลืออยู่ของหงหมิงจือ

ลู่เซิ่งนั่งอยู่หน้าเตียง มองดูศิษย์พี่ที่อ่อนแอเหลือแสนอย่างสงบ รอให้เขาพูด

หงหมิงจือดื่มยาภายใต้การปรนนิบัติของบุตรี ไอหลายครั้ง หันหน้ามามองลู่เซิ่ง “ศิษย์น้อง ครั้งนี้เจ้ามาแล้ว ข้าอยาก…ฝากฝังเรื่องเล็กน้อยกับเจ้า”

“ศิษย์พี่โปรดบอก” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง หลายวันมานี้หงหมิงจือจิตใจอ่อนล้า กิจการพื้นฐานที่ทำมามากกว่าครึ่งชีวิต ล่มสลายลงไปต่อหน้าอย่างง่ายดายขนาดนี้ เขายากจะรับแรงกดดันในใจได้ บวกกับสุขภาพไม่ดี ในที่สุดก็ล้มป่วย

“ข้าชราแล้ว…สำนักอาทิตย์ชาดก็ดี พรรควาฬแดงก็ดี…ไม่มีแรงจะดูแลแล้ว…” หงหมิงจือกล่าวพลางไอ

“วันนี้ข้ามอบตำแหน่งเจ้าสำนักอาทิตย์ชาดให้เจ้า ส่วนตำแหน่งประมุขพรรค ถ้าเจ้าอยากเป็นก็จะให้เจ้า ถ้าเจ้าไม่อยากเป็นก็ช่างมัน ข้าจะให้เฉินอิง”

“ท่านพ่อ!” บุตรสองคนที่อยู่ด้านข้างพลันแสดงสีหน้าไม่เข้าใจอยู่บ้าง

“อย่าแทรก!” หงหมิงจือตำหนิ ด้วยบารมี สองคนต่างตกใจตัวสั่น ไม่กล้าส่งเสียงอีก

“ศิษย์น้อง ไม่ทราบมีความคิดอย่างไร” ตำหนิบุตรตัวเองเสร็จ เขาก็มองลู่เซิ่ง

“ตระกูลเจินไม่อยู่แล้วจริงๆ หรือ” ลู่เซิ่งใคร่ครวญ ถามอีกครั้ง

“ไม่ผิด คนจากไปหอว่างเปล่า ไม่เหลือใครเลย” หงหมิงจือยิ้มฝาดเฝื่อน

สองคนด้านข้างได้ยิน สีหน้าซีดขาวในฉับพลัน ไม่รอพวกเขาเอ่ย ลู่เซิ่งกลับพูดเสียงทุ้มต่ำอย่างเชื่องช้า

“ได้ เจ้าสำนักข้ารับ ประมุขพรรค ข้าก็รับเช่นกัน”

“ฮ่าๆๆ! ประเสริฐ ประเสริฐ ประเสริฐ!” หงหมิงจือพลันยินดี เขามองพลังของลู่เซิ่งไม่ออกอีกแล้ว ปัจจุบันต้องเหนือกว่าเขาแน่ บางทีอาจนำพรรควาฬแดงทุ่มเทหาทางรอดได้

“ข้าเตรียมขบวนไว้แล้ว ศิษย์น้องแค่ปลอมแปลงตัว พาบุตรอกตัญญูของข้าสองคนนี้ไปจงหยวน ข้าเตรียมขบวนไว้สิบสามกลุ่ม…”

“ศิษย์พี่ เรียกประชุมใหญ่เถอะ” ลู่เซิ่งพลันกล่าว “หนีตอนนี้ไม่มีประโยชน์ สภาพการณ์รังแต่จะร้ายแรงกว่าเดิม”

เสียงของหงหมิงจือชะงักลง


“นับแต่นี้ไป ตำแหน่งประมุขพรรคขอมอบให้ลู่เซิ่ง หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ ศิษย์น้องของข้า”

ในโถงใหญ่วาฬแดงอันโอ่อ่า หงหมิงจือทางหนึ่งไอ ทางหนึ่งใช้วิชากำลังภายในขยายเสียง

ลู่เซิ่งนั่งบนบัลลังก์ประมุขพรรค สีหน้าสงบ ได้ยินหงหมิงจือประมุขพรรคเฒ่าอ่านกฎในพรรคอย่างตั้งใจ

กฎแต่ละข้อ คำสาบานแต่ละคำ ต่างเป็นข้อบังคับที่กำหนดไว้ตั้งแต่ก่อตั้งพรรค

ระดับสูงที่อยู่เบื้องล่างส่งเสียงอึกทึก สุมหัวกระซิบกระซาบกัน มีคนคิดลุกขึ้นถาม แต่นึกถึงคดีปริศนาที่โผล่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ก็เริ่มลังเล

เฉินอิงอยู่ด้านข้าง สีหน้าวิตก ไม่รู้คิดอะไรอยู่

พิธีกรเดินเข้าไปมอบกระบี่สั้นหยกแดงที่เป็นตัวแทนประมุขพรรคให้หงหมิงจืออย่างอย่างระมัดระวัง ประมุขพรรคเฒ่าชักกระบี่สั้นออกมา พลิกมือหันด้ามให้ลู่เซิ่ง

เสียงในตำหนักใหญ่ตอนแรกสับสน แต่ว่าพร้อมกับที่พิธีการดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ก็เงียบสงบลง

อย่างค่อยเป็นค่อยไป สายตาของทุกคนอยู่ที่ลู่เซิ่งซึ่งอยู่บนตำแหน่งสูงสุด

“คุณธรรมแห่งวาฬแดง เพื่อวาจากล้าหาญ เพื่อความเมตา เพื่อความยุติธรรม เพื่อความสงบ ประมุขรุ่นเก้าเคยกล่าวว่า เพื่อกำจัดมารร้าย ต้องทำตามเจตจำนงฟ้าอันกระจ่าง…”

เพล้ง

ด้านนอกประตูใหญ่พลันแว่วเสียงแตกดังกังวานใส

ผู้จัดการภารกิจภายในและภายนอก เหล่าผู้อาวุโส ระดับสูงทั้งหมดพากันมองไปที่ประตูใหญ่ มีหัวหน้าองครักษ์นำคนออกไปตรวจสอบสถานการณ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

พิธีกรชะงักลง จากนั้นก็อ่านคำประกาศพิธีรับตำแหน่งต่อ

“…ทองและศิลาไม่เน่าเปื่อย ภาพนี้ไม่ดับสูญ วาฬแดงแหวกว่ายน้ำ ไร้สิ่งใดต้านทาน ร่างใหญ่ร้อยจั้ง เหมือนหยกศิลารูปหยดน้ำ…”

เพล้ง

ทันใดนั้น เสียงใสเสียดหูก็ดังขึ้นอีก

“พวกเจ้า! ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น?!” เฉินอิงสีหน้าเคร่งขรึม เขาจัดการหน้าที่ป้องกัน เกิดเรื่องนี้ก็เป็นความรับผิดชอบของเขา

“เริ่นเทาที่ออกไปเมื่อครู่เล่า?!” เขาตวาดเสียงเฉียบขาด

คนด้านล่างสบตากัน

เสียงของเฉินอิงใช้กำลังภายในถ่ายทอดออกไป ปกติองครักษ์ที่เฝ้านอกตำหนักเมื่อได้ยินชัดเจน จะรีบเข้ามาตอบกลับ

แต่ตอนนี้นอกประตูไร้เสียง

“องครักษ์! องครักษ์อยู่ไหน!” เฉินอิงตวาดเสียงดัง

ด้านนอกไร้สุ้มเสียง สงัดเงียบ

“นี่…”

สีหน้าของระดับสูงหลายคนเริ่มแปรเปลี่ยน

หลายวันมานี้ทุกคนต่างขวัญผวา คนฉลาดบางคนคาดถึงวิกฤติการณ์ยุ่งยากเบื้องหลังออกแล้ว

เพียงแต่ทุกคนคาดไม่ถึงว่า จะเกิดความผิดพลาดระหว่างพิธีรับตำแหน่งประมุขพรรคแบบนี้

“ส่งหลายๆ คนออกไปดู” เฉินอิงสั่ง ใบหน้าเหยเก

เพล้ง!

ทันใดนั้น เสียงใสดังขึ้นอีก

ตำหนักใหญ่เงียบลง ทุกคนจดจ้องประตูหิน

ผู้อาวุโสคนหนึ่งเลือดร้อนและขวัญกล้า แค่นเสียงพร้อมลุกขึ้นพาคนสามคนเดินไปที่ประตู

จากนั้น ก็ไม่มีจากนั้นแล้ว

เพิ่งออกไปไม่กี่อึดใจ ก็ไร้การเคลื่อนไหว เสียงฝีเท้าหายไปด้วย

มีคนเรียกอยู่ตรงประตูหลายครั้ง ไม่มีใครตอบกลับ

อากาศเย็นเยียบ จากนั้นตำหนักใหญ่เริ่มโกลาหล เกิดเสียงดังสับสน มีคนพากันชักดาบชักกระบี่

“เงียบๆ!” เฉินอิงตะโกน หมายจะทำให้ทุกคนใจเย็น แต่ไร้ประโยชน์ ทุกคนแสดงสีหน้าหวาดกลัวและไม่ทราบจะทำอย่างไร

“ทุกท่าน…โปรดฟังข้ากล่าวสักประโยค…” หงหมิงจือโงนเงนลุกขึ้น หมายจะปลอบทุกคน แต่ไร้ผลเช่นกัน

พิธีกรหน้าซีด เกราะป้องกันไหล่ของประมุขพรรคที่ถืออยู่ในมือสั่นอย่างรุนแรง แทบไม่มั่นคง เขาตัวสั่นไปด้วย เกราะไหล่ในมือค้างเติ่งกลางอากาศ พร้อมจะตกลงมาตลอดเวลา

ลู่เซิ่งสีหน้าไร้อารมณ์ นั่งบนที่นั่งประธานปล่อยให้พิธีกรสวมใส่ให้

เกราะไหล่อันงามประณีตสีหยกแดงวางลงบนไหล่ซ้ายเขาหลายครั้ง ไถลลงทุกครั้ง

เพล้ง!

เสียงใสครั้งที่สาม ประตูตำหนักใหญ่ในที่สุดก็ค่อยๆ เปิดออก..

ทุกคนที่อยู่ในตำหนักใหญ่เหมือนกับถูกบีบคอหอย พริบตาเดียวก็เงียบสงัดไร้เสียง

คิกๆๆ…

เสียงหัวเราะแหลมสูงแปลกประหลาดของสตรีดังผ่านร่องแยกประตูดำสนิทเข้ามา

หมับ

ลู่เซิ่งคว้าฝ่ามือพิธีกร กดเกราะไหล่สีแดงเพลิงลงบนไหล่ตัวเองอย่างมั่นคง

มองดูรองเท้าแดงข้างหนึ่งเหยียบเข้ามาตรงร่องแยก เขาค่อยๆ ลุกขึ้นจากบัลลังก์

……………………………………….
บทที่ 113
ลมแรงพัดผ่าน

ลู่เซิ่งย่างเท้าลงจากที่สูง แต่ละก้าวมั่นคงสงบนิ่ง

รองเท้าแดงค่อยๆ ก้าวเข้ามา เผยให้เห็นกระโปรงยาวสีแดง จากนั้นเป็นปมเชือกผีเสื้อแขวนหยกสีเลือด และผ้าคาดเอวเล็กๆ ที่งดงาม

ร่างครึ่งท่อนล่างของสตรีคนหนึ่งก้าวเข้ามาโดยสมบูรณ์

ทั้งสองฝ่ายเคลื่อนไหวอย่างไม่รีบไม่ร้อน แต่เข้าใกล้กันด้วยความเร็วสูง

เพล้ง!

เสียงใสดังอีกครั้ง

ส่วนเอวท่อนบนของสตรีบิดเอี้ยวอย่างประหลาด เบียดเข้ามาในร่องแยกประตู

“คนของวาฬแดง…อย่าคิดหนีแม้แต่คนเดียว…” เสียงสตรีที่แหลมสูงและแปลกประหลาดดังเสียดหู

ร่างท่อนบนของสตรีนางนั้นเข้ามาในตำหนักใหญ่โดยสมบูรณ์แล้ว ในมือถือร่มกระดาษน้ำมันสีแดงเลือดคันหนึ่ง

เพียงแต่นางเพิ่งเข้ามา ที่เห็นกลับเป็นดวงตาที่สว่างไสวทิ่มแทงนัยน์ตาเหมือนสัตว์ร้ายอยู่ใกล้ยิ่ง

ลู่เซิ่งยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ มองสตรีกระโปรงแดงที่เพิ่งเข้ามา ใบหน้าราบเรียบในตอนแรกเริ่มแสยะยิ้ม

“มีแค่เจ้ามาคนเดียวหรือ” เขาพลันส่งเสียงถาม

สตรีผู้นั้นงงงัน กลับคาดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะถามนางเช่นนี้ ถึงขั้นไม่เข้าใจว่า ความนัยในวาจานี้คืออะไร

“ท่าน…” สตรีนั้นเพิ่งส่งเสียง กลับเห็นอีกฝ่ายฉีกยิ้ม

“ตูม!”

พริบตานั้น เงาดำสายหนึ่งขยายใหญ่ขึ้นด้วยความเร็วสูง พละกำลังอันมหาศาลที่ไม่อาจต้านทาน กระแทกใส่ทรวงอกของนางพร้อมกับเสียงแหวกอากาศอันรุนแรง

แกร่ก!

เหมือนกับฟาดเปลือกต้นไม้ที่แข็งแกร่ง และเหมือนกับทุบโคลนที่ชื้นแฉะ เนื้อเยื่อกึ่งโปร่งแสงสีดำจางๆ ชั้นหนึ่งลอยขึ้นมาบนผิวนาง ป้องกันการโจมตีฝ่ามือนี้ไว้

ฟิ้วๆๆ!

สตรีอาภรณ์แดงควงร่ม ขอบที่แหลมคมเหมือนมีด ฟันใส่ศีรษะลู่เซิ่งอย่างฉับไว

“ตายซะ!”

ไม่รอให้นางฟันถึง พลังงานที่ร้อนลวก ระเบิดออกมาจากฝ่ามือลู่เซิ่ง

“ตูม!”

วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่ร้อนลวกปะทุอย่างรุนแรง กระแสความร้อนและปราณภายในเหมือนกับลูกระเบิด ระเบิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง

สตรีผู้นั้นกรีดร้องเสียงแหลม ถูกพลังกระแทกใส่ กระเด็นออกไปปะทะกำแพงด้านข้าง

ลู่เซิ่งดีดตัวขึ้น ขยายร่างขึ้นกลางอากาศอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวขนาดก็กลายเป็นสองเท่าของคนทั่วไป ฟาดหนึ่งฝ่ามือพร้อมการระเบิดกับความเร็วที่น่าสะพรึง ใส่ร่างของนาง

ตูม!

นางพึ่งตะกายขึ้นมา ก็ถูกฝ่ามือฟาดกระเด็นออกไปอีก นางกับลู่เซิ่งชนใส่ประตูใหญ่พร้อมกัน ประตูตำหนักใหญ่บิดเบี้ยว กลายเป็นหลุมยุบไปด้านนอก ก้นหลุมเป็นสีแดง ประตูเหล็กก็ถูกเผาเป็นสีแดงไปด้วยฝ่ามือเดียว

นางจ้องมองร่างกายของอีกฝ่าย จากขนาดร่างกายเท่าคนธรรมดา พริบตาเดียวก็ขยายใหญ่ถึงสองหมี่กว่าๆ เหมือนกับเติมลมเข้าไป

กล้ามเนื้อขนาดใหญ่ที่มีร่องรอยบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัวราวกับต้นไม้แห้ง กระแทกร่างนางอย่างรุนแรงด้วยพลังจู่โจมอันมหาศาล

เหมือนกับภูเขาเนื้อพุ่งชนใส่ไส้เดือนตัวเล็กๆ

นางตอบสนองไม่ทัน รู้สึกทรวงอกปลวดแปลบ

ลู่เซิ่งใช้มือข้างหนึ่งทะลวงใส่หน้าอกของหญิงสาว กระแทกใส่ประตูตำหนักใหญ่ด้านหลังอย่างรุนแรง แทบตรึงนางไว้ด้านบน

อุณหภูมิที่ร้อนแรงกระจายออกมาจากมือและตัวเขา ประตูกับจุดที่เขาสัมผัสร้อนขึ้นและกลายเป็นสีแดงด้วยความเร็วสูง

กรี๊ด!

สตรีอาภรณ์แดงค่อยตอบสนอง เริ่มกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง กรีดสองมือใส่ร่างลู่เซิ่ง

ฉัวะๆๆ!

กรงเล็บสีดำสนิทกรีดใส่ร่างลู่เซิ่ง แต่ไม่มีผลอะไร เพียงเกิดสะเก็ดไฟเหมือนกับขูดใส่เหล็ก

ตำหนักใหญ่วาฬแดงพริบตาเดียวตกอยู่ในความเงียบสงัด ดวงตาหลายคู่มองลู่เซิ่งที่ตรึงผีหญิงกับประตูใหญ่ไว้ด้วยความเหลือเชื่อ

หรือควรบอกว่าร่างขนาดมหึมาเหมือนภูเขาเนื้อก้อนนั้น

แทบไม่น่าเชื่อ ลู่เซิ่งในตอนนี้สูงเกือบสามหมี่ กล้ามเนื้อทั่วตัวเบียดอัดกัน มากกว่าครึ่งเหมือนกับก้อนเนื้อที่มีขนาดแตกต่างกันจำนวนนับไม่ถ้วน

ผิวหน้าเขาถึงขั้นเริ่มบิดตาม ถูกกล้ามเนื้อฉีกออก เหมือนกับหน้ากากใบหนึ่งที่ตอกตรึงอยู่กลางร่างกาย

ลวดลายตาข่ายสีดำกระจายอยู่ทั่วร่าง รอยเลือดสีแดงฉานสายหนึ่งโผล่ขึ้นกลางหลัง เหมือนกับห่อหุ้มกระดูกสันหลังไว้โดยสมบูรณ์

“เฮ้อ…” ลู่เซิ่งมองสตรีที่ดิ้นรนในมือตนอย่างผิดหวัง “ที่แท้มีแต่เจ้าจริงๆ…”

“ท่าน… เป็นตัวอะไรกันแน่!?” สตรีนางนั้นกรีดร้อง บาดแผลที่ทรวงอกเริ่มเกิดควันสีดำขึ้น

“ตัวอะไร?” ลู่เซิ่งเอียงศีรษะ สายเลือดกระจายเต็มนัยน์ตา

“ข้าเป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์ธรรมดา…” เขายกแขนขึ้น “นี่เจ้าดูไม่ออกหรือ เป็นมนุษย์ไงเล่า!”

เขายื่นแขนไปหาปากของสตรีนางนั้น

“พวกเจ้าไม่ใช่ชอบกินคนหรือ ข้าให้เจ้ากิน”

เขาเริ่มใช้แขนกดปากสตรีนางนั้น

แต่เป็นเพราะพละกำลังมากมายเกินไป กล้ามเนื้อที่ปลายแขนเขาแข็งแกร่งมากไป ศีรษะนางส่งเสียงแตกหักเบาๆ ออกมา

“ท่าน…ไม่…” นางดิ้นรน หมายจะสลัดให้หลุด

“กินซะๆ พวกเจ้าไม่ใช่ชอบกินคนที่สุดหรือ” ลู่เซิ่งใช้แขนกดศีรษะนางไว้ สองตาเป็นสีแดงเลือดอันแปลกประหลาด

“เหตุใดไม่กินเล่า ไม่ใช่อร่อยมากหรอกหรือ” พละกำลังของเขาเพิ่มขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

เปรี้ยง!

ในที่สุด สตรีนางนั้นก็หยุดการดิ้นรน นางพลันไม่กระดิกตัว ศีรษะถูกลู่เซิ่งใช้แขนทับจนเละ ของเหลวสีแดงสีขาวไหลย้อยจากประตูใหญ่

เสียงฟู่วดังขึ้น ศพสตรีนางนั้นลุกไหม้ ไม่กี่ลมหายใจก็กลายเป็นฝุ่นสีดำนับไม่ถ้วนโปรยปราย

ลู่เซิ่งชักมือกลับ ผิดหวังเล็กน้อย เขายังใช้พละกำลังไม่ถึงหนึ่งส่วนด้วยซ้ำ

สตรีนางนี้เป็นภูตผีตนหนึ่ง แม้จะเป็นภูตผีที่เข้าใกล้ระดับพันธนาการ แต่ขาดแค่ก้าวเดียว ก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

เผชิญหน้ากับเขาในตอนนี้ ภูตผีธรรมดาอ่อนแอเหมือนไส้เดือน ไม่อาจทดลองความสามารถที่แท้จริงซึ่งเขามีพร้อมในสภาพนี้ได้เลย

“ผู้อ่อนแอที่น่าสงสาร” ร่างกายลู่เซิ่งหดเล็กลง กลับเป็นปกติ คู่ต่อสู้แบบนี้ไม่อาจทำให้เขาเครื่องร้อนได้

อย่าว่าแต่ไม่อาจกดดันให้แสดงไพ่ตายที่เตรียมไว้ในวันนี้โดยเฉพาะ แม้แต่ทดลองขีดจำกัดความสามารถในสภาพหยางโชติช่วงที่สุดของตนในตอนนี้ ก็ยังทำไม่ได้

สภาพหยางโชติช่วง เป็นชื่อที่เขาตั้งขึ้นให้กับร่างกายที่ขยายใหญ่ของตัวเอง

เขาค้นพบว่า ในสภาพแบบนี้ ต่อมไร้ท่อสำหรับหลั่งเลือดลมในร่างตนจะแข็งแกร่งขึ้นด้วยความเร็วสูง นิสัยกับอารมณ์จะดุร้าย ก้าวร้าวถึงขีดสุด ถึงขั้นคลุ้มคลั่งเล็กน้อย

โดยเฉพาะยามโคจรวิชากำลังภายในภายและภายนอกพร้อมกัน ยิ่งแตะขีดจำกัดหนึ่ง

เพียงแต่สภาพนี้ไม่สะดวกนัก และอัปลักษณ์เกินไป ดังนั้นเขาจึงใช้ร่างคนธรรมดาเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน

เดิมทีนึกว่าสิ่งที่มาเป็นคู่ต่อสู้ระดับความประหลาดลี้ลับ น่าเสียดายที่เป็นแค่ภูตผีซึ่งใกล้เคียงเท่านั้น

‘แต่ก็ไม่เป็นไร จัตุรัสแดงไม่มีทางส่งแค่ภูตผีอย่างนี้มา นี่คงจะมาหยั่งเชิงดู’ ลู่เซิ่งเปลือยร่างหมุนตัว เพื่อปรับตัวเข้ากับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน ที่เขาใส่เดิมเป็นเสื้อผ้าที่หลวมและยืดหยุ่นมาก น่าเสียดายตอนนี้เหลือแค่กางเกง เสื้อยังคงโดนดันจนขาดไปแล้ว

ในตำหนักใหญ่ ระดับสูงทุกคนในพรรควาฬแดง มีสายตาหวาดกลัว อ้าปากตาค้างขณะมองเขา เหมือนกับกำลังมองภูตผีปีศาจ

“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่หรือ เจ้าเป็น… ลู่เซิ่งจริงๆ ใช่หรือไม่” ผู้อาวุโสหวังคือหนึ่งในสองคนที่ค้นพบลู่เซิ่งเป็นคนแรก ตอนนี้ค่อยๆ ลุกขึ้น มีความหวาดกลัวและความเหลือเชื่อที่เหลือล้น

“แน่นอน ปลอมเป็นข้ามีประโยชน์อันใด” ลู่เซิ่งยิ้มให้ผู้อาวุโสหวัง อีกฝ่ายตกใจตัวสั่น ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เกือบเป็นลม

เหตุการณ์ที่ลู่เซิ่งเปลี่ยนร่างเมื่อครู่น่าสะพรึงขวัญเกินไป ทุกคนที่เห็นไม่มีใครไม่ตกตะลึงพรึงเพริด อ้าปากตาค้าง

มีแค่หงหมิงจือที่ความรู้กว้างขวาง มองลักษณะพิเศษหลังวิชาแข็งกร้าวบนตัวลู่เซิ่งสำเร็จออก จึงค่อยระงับสติอารมณ์ แต่คนที่เหลือไม่เหมือนกัน

“ศิษย์น้อง…เจ้า…เจ้าฝึกวิชาลมปราณแดงฉานถึงระดับเจ็ดขั้นสูงสุดแล้วหรือ!?” เขาถามด้วยเสียงสั่นเครืออยู่บ้าง

“ศิษย์พี่เฉียบแหลม” ลู่เซิ่งตอบด้วยรอยยิ้ม

“หัตถ์หมีขยุ้ม…ยังมีวิชาด้ายทอง…วิชาโอสถกลองพลบค่ำ และนี่คือวิชาโซ่เก้าสินธุ!?…” หงหมิงจือมีประสบการณ์โชกโชน เห็นลักษณะพิเศษตามแบบฉบับของวิชาแข็งกร้าวจำนวนไม่น้อยจากตัวลู่เซิ่งได้ในทันที

วรยุทธ์มากมายขนาดนี้รวมอยู่บนตัวคนคนเดียว นี่มัน…เขาตกใจจนพูดไม่ออก ไม่ทราบสมควรวิจารณ์เช่นไร

พรสวรรค์มรรคายุทธ์เช่นนี้…เป็นอัจฉริยะมรรคายุทธ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน และแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์เคยมีมา!

คำพูดนี้โผล่ขึ้นในห้วงสมองหงหมิงจือทันที

เขามองเฉินอิง เป็นอย่างที่คาด เฉินอิงจดจำลักษณะพิเศษของวิชาบนตัวลู่เซิ่งได้ส่วนหนึ่ง มีสีหน้าสั่นสะท้านพูดไม่ออกเช่นกัน

ในตำหนักใหญ่ ผู้อาวุโสที่ความรู้ตื้นเขินส่วนหนึ่ง ถึงขั้นยึดถือลู่เซิ่งเป็นตัวประหลาดที่แข็งกล้าเช่นภูตผี ใบหน้าแตกตื่นหวาดหวั่น

กล้ามเนื้อกับขนาดร่างยังเป็นรูปร่างมนุษย์ แต่อลังการเกินไป

“จริงด้วย ตอนนี้ข้าเป็นประมุขพรรคแล้ว ทุกท่านยังคงเรียกข้าว่าประมุขพรรคลู่ดีกว่า” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างสงบ

“ต่อจากนี้ จัตุรัสแดงจะต้องไม่เลิกรา พวกเรามาปรึกษากันว่าสมควรรับมือเช่นไร”

“ไม่ผิด! ต่อจากนี้จะรับมือการจู่โจมในภายหลังอย่างไรเป็นเรื่องสำคัญ เมืองเลียบคีรีหรือแม้แต่แดนเหนือ ในปัจจุบัน ข่าวที่ตระกูลเจินจากไปหากแพร่หลายออกไป พวกเราพรรควาฬแดงจะกลายเป็นเป้ารวม จัตุรัสแดงเป็นแค่ขุมกำลังหนึ่งที่มาหยั่งเชิงเท่านั้น พวกเราต้องวางแผนโดยเร็ว” เฉินอิงสูดหายใจลึกๆ สงบจิตใจ ลุกขึ้นกล่าวเสียงกระจ่าง

กลิ่นอายของภูตผีเมื่อครู่ แม้แต่เขาก็นึกว่าเป็นความประหลาดลี้ลับ ผีหญิงตนนั้นแตกต่างจากความประหลาดลี้ลับเล็กน้อย แต่ด้วยฝีมือของลู่เซิ่งประมุขพรรคผู้รับตำแหน่งใหม่ ภูตผีที่เหี้ยมหาญเช่นนี้กลับสู้ได้ไม่เกินหนึ่งเพลง

ความเร็วและพละกำลังของเขาแข็งแกร่งมากเกินไป แทบชั่วพริบตาเดียว เฉินอิงเห็นสตรีกระโปรงแดงถูกตรึงกับประตูใหญ่ ถึงขั้นที่โต้ตอบก็ไร้ประโยชน์

มีความแตกต่างมากกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก บางทีครั้งนี้พรรควาฬแดงอาจมีความหวังในการข้ามผ่านอุปสรรคจริงๆ…

“มีประมุขพรรคลู่อยู่นี่ พวกเราต้องผ่านอุปสรรคได้!”

“ประมุขพรรคองอาจน่าเกรงขาม!”

เหล่าผู้อาวุโสเริ่มฝากความหวังไว้บนตัวลู่เซิ่ง สีหน้าค่อยๆ มีความคาดหวังเล็กน้อย

สายตาลู่เซิ่งข้ามผ่านทุกคน คนอื่นๆ เป็นเพียงส่วนเกิน เขามองหงหมิงจือประมุขพรรคเฒ่า

หงหมิงจือยืนโงนเงนกับที่ คนที่ประคองเขาคือเฉินอิง ทั้งสองไม่ทราบควรปฏิบัติกับลู่เซิ่งในตอนนี้ด้วยท่าทีอย่างไร

“ตอนนี้สมควรทำอย่างไร” เฉินอิงอ้าปาก มองลู่เซิ่ง ฝืนสงบสติอารมณ์ ถามเสียงทุ้ม

“ด้านนอกไม่ได้มีภูตผีแค่หนึ่งตัว” ลู่เซิ่งเคลื่อนไหวร่างกาย หมุนตัวเดินไปยังประตูใหญ่

“ไปเถอะ ออกไปดู”

เขากดสองมือบนประตู ออกแรงผลัก

ครืน…

ประตูเหล็กค่อยๆ ถูกผลักออก เผยให้เห็นดาดฟ้าเรือสีน้ำตาลหม่นที่กว้างขวางด้านนอก

……………………………………….
บทที่ 114
องครักษ์ของพรรควาฬแดงนอนระเกระกะบนดาดฟ้าเรือ เลือดสีแดงก่ำซึมออกมาจากตัวศพที่แน่นขนัด รวมตัวเป็นแอ่งเล็กๆ ไหลออกไปตามรางระบายน้ำสองฟากดาดฟ้าเรือ

ลู่เซิ่งเงยหน้าขึ้นมองหัวเรือ สายตามข้ามศพนับไม่ถ้วนที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ไปหยุดบนเงาร่างคนสีแดงเลือดสายนั้น

พริบตาที่เห็นเงาคน ม่านตาเขาก็หดตัว

คิกๆๆ…

“ทุบตีจนข้า…เจ็บเหลือเกิน…” สตรีกางร่มสีแดงยืนอยู่ขอบหัวเรือ อีกนิดเดียวก็จะตกลงไปในน้ำ ลมแรงพัดผ่าน นางกลับยืนนิ่งไม่ขยับ มีแค่กระโปรงสีเลือดที่ถูกพัดกระพือ

“คิกๆๆ…ท่านคือ…ประมุขพรรคลู่หรือ ที่แท้เป็นประมุขพรรคคนใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่งนี่เอง…”

เงาคนกางร่มแดงอีกสายโผล่ขึ้นที่ขวามือลู่เซิ่ง เหมือนกับปรากฏตัวขึ้นกลางความว่างเปล่า

ถัดจากนั้น เหมือนกับมีวิชาแยกร่าง เงาคนสีแดงหลายสายโผล่ขึ้นข้างกายลู่เซิ่งอย่างต่อเนื่อง

เสียงหัวเราะหลมสูงแปลกประหลาดดังมาจากสี่ทิศแปดทาง

“พวกเจ้า…” ลู่เซิ่งมีสีหน้าเคร่งเครียด พบว่าตนคล้ายดูถูกผีหญิงร่มแดงตนนี้

“บ่าวร่มแดง จดจำชื่อนี้ไว้…” เหล่าสตรีกางร่มพากันหมุนตัวเผชิญหน้ากับลู่เซิ่ง

พริบตานั้น

ควับๆๆๆๆ…

เงาแดงหลายสายพุ่งไปหาลู่เซิ่งดุจสายฟ้าฟาด

ย้าก!

ลู่เซิ่งเงยหน้าตะโกนก้อง ร่างกายขยายใหญ่ขึ้น ตาข่ายสีแดงจางๆ กลุ่มหนึ่งโผล่ขึ้นรอบตัว

ตูม!

เงาแดงทั้งหมดสิบกว่าสายพุ่งใส่ร่างลู่เซิ่งแทบพร้อมกัน แต่แล้วเหมือนถูกลูกระเบิด ระเบิดใส่

ตาข่ายปราณภายในสีแดงพลันระเบิดไปรอบๆ โดยมีลู่เซิ่งเป็นศูนย์กลาง

ตูม!

เงาแดงทั้งหมดถูกระเบิดกระเด็นออกไปในพริบตา กระจายออกไปเหมือนกับเศษผ้าสีแดงจำนวนนับไม่ถ้วนหมุนเคลื่อนไปด้วยความเร็วสูง พลันมารวมตัวกันกลายเป็นร่างคนขึ้นอีก

สตรีกางร่มหมุนตัวมา กุมใบหน้าเบาๆ พู่ระย้าห้อยลง

ผิวร่มหมุนช้าๆ เสียงฟิ้วดังขึ้นเมื่อนางมุดเข้าไปในร่มกระดาษ เหมือนโดนดูดเข้าไป เหลือแค่ร่มสีแดงค่อยๆ หมุน คล้ายกับมีคนถือไว้ พุ่งใส่ลู่เซิ่งอย่างฉับพลัน

“ไม่มีตระกูลเจินแล้ว ข้าไม่เชื่อว่า เจ้ามนุษย์แค่คนเดียว…!” ท่ามกลางเสียงหัวเราะแหลมสูง ขอบคมของร่มแดงหมุนอย่างรวดเร็ว ความเร็วในการบินเร็วขึ้นเรื่อยๆ

ดอกเหมยสีชมพูที่ปักบนผิวร่มหมุนตาม กลายเป็นวงแหวนสีชมพูวงหนึ่ง ควันดำลอยขี้นรางๆ

ซู้ด…

ลู่เซิ่งสูดหายใจลึก สองมือประสานกันที่หน้าอก หุบปราณภายในตาข่ายโลหิตรอบตัว ให้รวมตัวกันตรงกลางสองฝ่ามือ

ปราณภายในตาข่ายโลหิตทั้งหมดผนึกรวมกลายเป็นลูกกลมสีแดงขนาดเล็กที่กึ่งโปร่งใสกลุ่มหนึ่ง

“เจ็ดอาทิตย์เปลี่ยนฟ้า…” เส้นสีแดงเลือดสายหนึ่งพุ่งจากทรวงอกลู่เซิ่งไปถึงหน้าผาก

“อานุภาพเกรียงไกร!” เขาสองตาดุดัน รวมพลังทั่วร่างกระแทกฝ่ามือออกไป

ตูม!

ลูกกลมเล็กๆ ถูกฝ่ามือกระแทกใส่ ระเบิดในพริบตา พุ่งลิ่วไปหาร่มแดงพร้อมพลังจู่โจมอันมหาศาลและแสงสีแดง

ตูม!

ควันดำกับแสงสีแดงปะทะกันตรงๆ เกี่ยวพันกันพร้อมกับมีควันและเงาแดงขนาดเล็กกว่าเดิมหลายสายกระเด็นออกมา กระจายใส่ดาดฟ้าเรือและศพที่อยู่รอบๆ

ฟิ้วๆๆ…

ควันดำกับแสงสีแดงกระจายออก โปรยปรายไปทั่ว

ดาดฟ้าเรือทำจากไม้ติดไฟ จากนั้นควันพิษระดับพันธนาการปริมาณมากก็แผ่ลาม ประตูชั้นหนึ่งของตำหนักใหญ่ตกใส่ทะเลเพลิง

ตูม!

หอศาลาขนาดเล็กถล่มลง มันถูกพลังโจมตีอันมหาศาลเมื่อครู่ระเบิดแหลก กระแทกใส่ตัวดาดฟ้าเรืออย่างแรง ทำให้ไฟลุกโหมกว่าเดิม

ท่ามกลางเพลิงเผาผลาญ ลู่เซิ่งค่อยๆ ลุกขึ้นจากซากกองหนึ่ง มองสตรีกางร่มที่ยืนอยู่ไม่ไกล

การลงมืออย่างสุดกำลังเมื่อครู่ ทั้งสองคนคลำเห็นความสามารถที่แท้จริงของอีกฝ่ายโดยสมบูรณ์แล้ว

เป็นระดับพันธนาการเหมือนกัน ทั้งสองคนคู่คี่สูสี ลู่เซิ่งยากสังหารสตรีกางร่ม สตรีกางร่มก็ไม่อาจเจาะการป้องกันด้วยวิชาแข็งกร้าวของลู่เซิ่งเช่นกัน

เปลวเพลิงที่เผาไหม้รอบตัวลู่เซิ่ง ถูกเขาใช้ตาข่ายโลหิตของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่กระจายออกมาป้องกันไว้ บวกกับบนร่างมีความทนไฟระดับสูงสุด ต่อให้ยืนในทะเลเพลิงก็ไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย

สตรีกางร่มมองเมินเปลวเพลิง ควันสีดำจางๆ ไหลอยู่รอบตัว เป็นลมปราณพันธนาการ ป้องกันควันพิษอุณหภูมิสูงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ข้าไม่เคยเห็นมนุษย์อย่างท่านมาก่อน…” สตรีกางร่มมองลู่เซิ่งด้วยสีหน้าจริงจัง นางไพล่มือข้างหนึ่งไว้ด้านหลัง ฝ่ามือครึ่งหนึ่งของนางกำลังค่อยๆ กลายเป็นเถ้าถ่านในจุดที่ลู่เซิ่งมองไม่เห็น

“เช่นนั้นตอนนี้เจ้าก็เห็นแล้ว” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างสงบ

“บ่าว…จะมาอีก…” สตรีกางร่มกล่าวเบาๆ เป็นครั้งสุดท้าย

ฟุ่บ!

สตรีกางร่มลุกไหม้ กลายเป็นคบเพลิงกลุ่มหนึ่ง ละลายอย่างรวดเร็วราวเทียนไข

ลู่เซิ่งมองอีกฝ่ายลุกไหม้หายไป สีหน้ากลับไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสู้กับความประหลาดลี้ลับที่แท้จริง เพียงเหนือกว่าขั้นหนึ่ง ที่อีกฝ่ายลุกไหม้ เป็นเพราะวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่เขาส่งไปในร่างนางระเบิดออก

เขาแน่ใจว่าตัวเองทำลายชั้นการป้องกันของพันธนาการได้หลายครั้ง ทั้งยังใช้วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานทำลายร่างอีกฝ่ายเป็นผุยผง

ที่น่าเสียดายคือ ทำไปหลายครั้งแต่ไม่อาจทำให้นางดับสูญโดยสมบูรณ์ได้ การเผาตัวเองครั้งสุดท้ายคล้ายเหมือนวิชาหลบหนีของอีกฝ่ายมากกว่า

ความอมตะของความประหลาดลี้ลับ…ร้ายกาจอย่างที่คาด…

“ประมุขพรรค!” ตอนนี้ระดับสูงทั้งหลายในตำหนักใหญ่ด้านหลังค่อยกล้าออกมา

“รีบดับไฟ! ปล่อยร่มดูดน้ำ!”

“เร็วๆ หน่อย! ห้องโอสถไหม้แล้ว!”

เฉินอิงกับหงหมิงจือพากันกระโดดขึ้นมาอยู่ข้างลู่เซิ่ง เฉินอิงลงมืออย่างรวดเร็ว ฝ่ามือพัดไปหลายครั้ง ดับไฟที่ลุกไหม้อยู่

“ไม่เป็นไรกระมังศิษย์น้อง” หงหมิงจือกระดิกตัวเพียงเล็กน้อย ก็ไออย่างรุนแรงทันที

ก่อนหน้านี้ ที่ด้านนอกลู่เซิ่งกับสตรีกางร่มสู้กันจนฟ้าดินสะเทือน ดาดฟ้าเรือกลายเป็นทะเลพลิง ควันพิษระดับพันธนาการปริมาณมากกระจายไปรอบๆ พวกเขาไม่กล้าออกมา

ตอนนี้สตรีกางร่มลุกไหม้หายไปท่ามกลางสายตาของคนจำนวนมาก นึกว่าปลอดภัย จึงรีบออกจากประตู

“ไม่เป็นไร คิดไม่ถึงจะมีความประหลาดลี้ลับตนหนึ่งตามมา สู้กับข้าได้อย่างสูสี” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้ม

“นั่นมัน ไม่ใช่ความประหลาดลี้ลับทั่วไป” หงหมิงจือส่ายหน้ากล่าว “ศิษย์น้องยังไม่รู้ สตรีกางร่มนางนั้นเป็นรองผู้คุมจัตุรัสของจัตุรัสแดง เป็นรองเพียงผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งก็คือผู้คุมจัตุรัส เจ้าสู้กับนางได้ก็น่าเหลือเชื่อมากแล้ว”

“รองผู้คุมจัตุรัสหรือ” ลู่เซิ่งพลันกระจ่าง ก่อนหน้านี้เขาเคยสู้กับเด็กหญิงในหมู่บ้านตระกูลซ่งที่เกือบกลายเป็นความประหลาดลี้ลับ

เด็กหญิงนางนั้นต่อให้สู้กับเขาในตอนนั้นก็ต้านรับการโจมตีเดียวไม่ได้ เขาไม่เชื่อว่าเมื่อยกระดับเป็นความประหลาดลี้ลับ ระดับพันธนาการจะแข็งแกร่งขนาดนี้

“จัตุรัสแดงลงมือกับตระกูลเจิน เสียหายสาหัส ความประหลาดลี้ลับแทบถูกทำลายหมด คาดว่านี่เป็นสาเหตุที่รองผู้คุมจัตุรัสเช่นนางลงมือกับพรรควาฬแดงของเราเอง” เฉินอิงกล่าวเบาๆ

ต่อหน้าลู่เซิ่งในปัจจุบัน ท่าทีของเขากลายเป็นนอบน้อมโดยไม่รู้ตัว

นี่เป็นการยอมรับในตำแหน่งประมุขพรรค แต่มากกว่านั้นเป็นการยอมรับในขีดความสามารถของลู่เซิ่ง

“ศิษย์น้อง พวกเราต้องรีบจัดการทางถอยโดยเร็วที่สุด เรือวาฬแดงกลายเป็นเป้าส่วนรวมแล้ว ต่อให้ไม่มีจัตุรัสแดง ก็จะมีขุมกำลังอื่นๆ บุกมาอยู่ดี ไม่มีตระกูลเจินเป็นหลังฉาก พวกเราต้านไม่ไหว…แค่กๆ…” หงหมิงจือพูดคำพูดยาวๆ ด้วยน้ำเสียงเร่งร้อนรวดเดียว สุดท้ายอดไอไม่ได้

“ทราบหรือไม่ว่าหน่วยหลักของจัตุรัสแดงอยู่ไหน” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม

“ความหมายของศิษย์น้องคือ…?” หงหมิงจือตามความคิดลู่เซิ่งไม่ทันอยู่บ้าง

“ถ้าเป็นไปได้ จะไปหยั่งเชิงดู” ลู่เซิ่งเอ่ยเบาๆ

“ไม่ได้เด็ดขาด” ผู้คุมจัตุรัสแดงมีความสามารถแข็งกล้า ร้ายกาจกว่าสตรีกางร่มไม่น้อย เป็นตัวตนอันเหี้ยมหาญที่กล่าวขานเคียงคู่ประมุขตระกูลขุนนางแห่งตระกูลเจินได้” หงหมิงจือรีบเกลี้ยมกล่อม

“เช่นนั้นทำไมมันไม่ลงมือเอง” ลู่เซิ่งถามกลับ

“เพราะ…คงเป็นเพราะคิดว่าพรรควาฬแดงของเราไม่ควรค่าให้เขาลงมือด้วยตัวเองกระมัง” เฉินอิงกล่าวอย่างลังเล

“ข้ารู้สึกว่าไม่ใช่” ลู่เซิ่งส่ายหน้า “สาเหตุที่พวกเขาลงมือกับพวกเรา เพราะตระกูลเจินหนีไปแล้ว ดังนั้นพวกเขาคิดจะหาเบาะแสจากพวกเรา ถ้าข้าเดาไม่ผิด ผู้คุมจัตุรัสแดงไม่มีทางเคลื่อนไหววู่วาม ถ้าไม่ลงมือด้วยตัวเอง ก็คงไล่ล่าตระกูลเจินไปนานแล้ว”

“นี่…คำพูดของศิษย์น้องมีเหตุผล สาเหตุที่พวกเขาลงมือกับพวกเรา ถ้าไม่เหนือความคาดเดา เป้าหมายก็คือของล้ำค่าที่ตระกูลเจินครอบครองอยู่ ถ้าไม่ใช้กำลังหลัก เผชิญกับตระกูลเจินก็เป็นแค่เนื้อส่งถึงประตู ไร้ประโยชน์แม้แต่น้อย

ดังนั้นถ้าไล่ล่า ต้องลงมือสุดกำลัง” หงหมิงจือพูดรวดเดียวจบ จากนั้นค่อยส่งเสียงไอทุ้มต่ำ

“หมายความว่าขอแค่ยืนยันได้ว่ากำลังหลักของพวกเขาออกไป ก็จะรู้ว่าผู้คุมจัตุรัสไม่อยู่” เฉินอิงพยักหน้าเห็นด้วย

“คาดการณ์จากการที่รองผู้คุมจัตุรัสลงมือกับประมุขพรรคของพวกเราด้วยตัวเองได้ มีความเป็นไปได้หกส่วนขึ้นไปที่ผู้คุมจัตุรัสจะออกไปแล้ว” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างสงบ “ไม่อย่างนั้น ถ้าข้าเป็นผู้คุมจัตุรัสแดง หลังทราบว่าตระกูลเจินอาจหนี พรรควาฬแดงอาจเหลือเบาะแส เช่นนั้นสิ่งที่ข้าจะทำก็คือลงมือกับพรรควาฬแดงทันที จู่โจมสายฟ้าแลบ จับตัวคนมาไต่สวน

ไม่มีทางค่อยๆ หยั่งเชิงเหมือนต้มกบ จากนั้นค่อยลงมือจากรอบนอก สุดท้ายจึงลงมือจู่โจมอย่างแท้จริง แบบนี้เสียเวลาเกินไป ถ้าเดาผิดอย่างมากก็สู้กับตระกูลเจินรอบหนึ่ง”

“ไม่ผิด ศิษย์น้องคาดการณ์ไม่ผิด” หงหมิงจือพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“เช่นนั้นตอนนี้พวกเรา…” เฉินอิงถาม มองลู่เซิ่ง

“การหยั่งเชิงในตอนนี้มีอันตรายจริงๆ รวบรวมกิจการ จำนวนคน พวกเราหาการสนับสนุนจากภายนอก!” ลู่เซิ่งหยีตา กล่าวเสียงทุ้ม

“ศิษย์น้องกำลังบอกว่า จะสวามิภักดิ์ตระกูลขุนนางตระกูลอื่นหรือ” หงหมิงจืองุนงง “แต่พวกเขาจะยอมรับพวกเราหรือไม่”

“พรรควาฬแดงมีเครือข่ายข้อมูลในแดนเหนือที่ใหญ่ที่สุด ยังมีทรัพยากรและบุคลากรหลากหลายที่พร้อมแล้ว แม้นว่าพวกเขาจะเรียกคนมาจากสถานที่อื่น ก็สู้พวกเราที่หยั่งรากลึกในแดนเหนือมาหลายสิบปีไม่ได้ การสวามิภักดิ์อาจไม่ได้รับภารกิจสำคัญ แต่ปกป้องตัวเองได้แน่” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างสงบ “ขึ้นอยู่กับว่าสวามิภักดิ์ขุมกำลังใด”

ตอนนี้ไฟบนเรือวาฬแดงถูกถังน้ำขนาดยักษ์ที่ชักขึ้นมาจากข้างเรือดับไปแล้ว

เหล่าพลพรรคที่ยังไม่ตายพากันออกมาขนย้ายศพด้วยสีหน้าซีดขาว ศพจำนวนมากถูกเผา บางแห่งแม้แต่ดาดฟ้าเรือก็โดนเผาทะลุ เหลือหลุมขนาดไม่เท่ากันจำนวนมาก

พวกผู้จัดการภารกิจภายในแสดงความสามารถอันมีประโยชน์อย่างรวดเร็ว บัญชาการคนจัดการรอบๆ

ลู่เซิ่งมองสภาพเละเทะตรงหน้า คล้ายคิดอะไรอยู่

“ในเมื่อตระกูลเจินละทิ้งพวกเรา พวกเราก็ไม่ต้องพูดถึงคุณธรรม ความซื่อสัตย์แล้ว ศิษย์พี่ เฉินอิง รบกวนพวกท่านไปจัดการ พรุ่งนี้พวกเราไปเยี่ยมตัวแทนขุมกำลังอื่นในเมือง กรุยเส้นทางใหม่กัน”

ในเงื่อนไขที่จัตุรัสแดงไม่อาจโค่นล้มพรรควาฬแดงได้ชั่วคราว ลู่เซิ่งได้ช่วงชิงโอกาสที่อาจพลิกสถานการณ์ให้แก่พรรค

……………………………………….
บทที่ 115
เมืองเลียบคีรี จวนผู้บังคับการ

เฉิงซิ่งป้าผู้บังคับการ เป็นขุนนางขั้นสี่ที่เกษียณแล้ว ตระกูลเฉิงเป็นครอบครัวใหญ่อันดับแรกๆ ในเมืองเลียบคีรี

ลู่เซิ่ง เฉินอิง โอวหยางหนิงจื่อ และผู้อาวุโสหวังมาถึงจวนนี้ ก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว

จวนผู้บังคับการได้รับข่าวแต่แรก ไฟตะเกียงสว่างไสว ข้ารับใช้จัดขบวนยืนต้อนรับคนที่หน้าประตูใหญ่

นอกจากนี้ยังมีขุนนางตำแหน่งใหญ่ ร่างกายกลมกลิ้ง พุงยื่น มือประคองด้ามดาบที่เอว ยืนอยู่ที่ประตู รอพวกเขา

พอเห็นรถม้าของพรรควาฬแดงมาถึง ขุนนางฝ่ายบู๊พุงโตคนนี้ก็รีบออกมาต้อนรับ

“ท่านรองประมุขเฉิน หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ ยังมีผู้อาวุโสหวัง กับหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายในโอวหยางมาแล้ว” คนผู้นี้เค้นรอยยิ้ม สีหน้าแข็งทื่อ เหมือนกับไม่อยากติดต่อกับอีกฝ่าย แต่ไม่น่าแปลก คนที่มีการข่าวฉับไวต่างรู้ว่า พรรควาฬแดงในตอนนี้เกิดเรื่องใหญ่ กำลังเดือดร้อน

“ผู้บังคับการเฉิงเกรงใจแล้ว ไม่ทราบแขกทุกท่านมาถึงแล้วหรือยัง” เฉินอิงกล่าวเบาๆ “นอกจากนี้ หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกตอนนี้รับตำแหน่งประมุขพรรคของพรรควาฬแดงแล้ว ไม่ใช่หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกแล้ว”

เฉิงซิ่งป้างุนงง รีบเค้นรอยยิ้ม ประสานมือขอโทษลู่เซิ่งด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย

“ขออภัย ข้าสะเพร่า ประมุขพรรคลู่อายุยังน้อย วรยุทธ์ล้ำลึก เป็นผู้กล้าที่หมื่นคนไม่อาจสู้ รับตำแหน่งประมุขพรรคต่อก็สมเหตุสมผล” เขารีบเสริม “แขกทุกท่านต่างมาถึงแล้ว กำลังรอพวกท่านจากพรรควาฬแดงอยู่”

“อือ เช่นนั้นเข้าไปเถอะ” ลู่เซิ่งให้เครือข่ายข้อมูลในเมืองเลียบคีรีกระจายข่าวว่า พรรควาฬแดงมีความคิดหาตระกูลอื่นเพื่อสวามิภักดิ์ หลักๆ แล้วกระจายข่าวให้ขุนนางตรวจการ

เป็นอย่างที่คาด เพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน ขุนนางตรวจการก็เปิดประชุมย่อยในจวนผู้บังคับการ ขอให้คนของพรรควาฬแดงมา

นอกจากนี้ยังเชิญแขกอีกหลายคนมาด้วย ล้วนเป็นตัวแทนของขุมกำลังต่างๆ

พวกเขาทยอยกันเข้าไปในจวน เฉินอิงอยู่หน้าสุด ลู่เซิ่งสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนหน้านี้ทุกคนตกลงกันไว้แล้ว เฉินอิงเจรจาด้านหน้า ลู่เซิ่งฟังด้านหลัง เผื่อจะคลี่คลายการปะทะได้สะดวก

เข้าจวนไป ทะลุระเบียงไม้ ในศาลาหลังเล็กข้างลานหลังหนึ่ง ทุกคนเห็นเหล่าตัวแทนกำลังจิบชาคุยกัน

ในศาลาแปดเหลี่ยมหลังเล็ก ผ้าม่านสีดำห้อยลง มีแค่ด้านที่หันหาพวกลู่เซิ่งเลิกขึ้น คนสี่คนนั่งอยู่ด้านใน

ไป๋เฟิงเหล่าเต้าอยู่ในนี้ด้วย อีกสามคนแยกเป็นหนึ่งบุรุษสองสตรี

ลู่เซิ่งเดินอยู่ด้านหลังเฉินอิง ยืนอยู่นอกศาลา

“ประมุขพรรคลู่เชิญนั่ง” น้ำเสียงของไป๋เฟิงเหล่าเต้าเป็นมิตรและเกรงใจกว่าก่อนหน้ามาก ยามนี้มองลู่เซิ่ง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ประมุขพรรคลู่เอาชนะยอดฝีมือจากจัตุรัสแดง ทำศึกใหญ่ครั้งหนึ่ง เป็นบุญตาพวกเราจริงๆ”

ลู่เซิ่งหยีตา ทราบว่าปิดบังไม่ได้ ยื่นมือไปหยุดเฉินอิงที่กำลังจะเอ่ยปากอยู่ด้านข้าง บอกให้เขากับคนอื่นๆ ออกไป เขารอจนข้ารับใช้พาคนจากไปแล้ว จึงเอ่ยขึ้น

“ไป๋เฟิงเหล่าเต้ากลับมีการข่าวฉับไวนัก” เขามองที่นั่งที่ว่างอยู่ในศาลา จิตใจปลอดโปร่ง เดินเข้าไปนั่งลงดั่งม้าใหญ่ดาบทองโดยไม่ปฏิเสธ

“พรรควาฬแดงของเรามีความจริงใจ ในเมื่อทุกท่านมาถึง ในใจคงมีความคิดแล้ว?” เขากล่าวเสียงทุ้ม

ในศาลานอกจากไป๋เฟิง คนที่เหลือซึ่งนั่งอยู่เป็นตัวแทนสามคน

เป็นคนอ้วนฉุเหมือนกับขุนนางเกษียณคนหนึ่งกำพัดร้อยพับเล่มหนึ่งอยู่ในมือ สวมหมวกสีขาว บนหมวกเขียนคำว่า ‘สุข’ ตัวโตๆ คนผู้นี้สีหน้าเป็นมิตร เพียงมองก็ทำให้คนรู้สึกสนิทชิดเนื้อ

อีกสองคนเป็นสตรีคิ้วขาว สวมกวนทรงสูง แต่งกายแบบนักศึกษายุคโบราณ

รวมถึงสตรีที่ผมยาว ใบหน้าใส่หน้ากากสีเขียวมรกต

ทั้งสามคนมีท่วงทำนองแตกต่าง ทำให้คนจำได้ไม่ลืม

“ข้าขอแนะนำสักเล็กน้อย” ไป๋เฟิงเต้าหยินยิ้มพลางผายมือ ชี้ไปที่ขุนนางที่อ้วนฉุขาวผ่อง

“ท่านนี้คือเซียวหงเย่ ขุนนางนอกราชการเซียว”

เขาชี้ไปที่สตรีคิ้วขาวสวมกวนทรงสูง

“ท่านนั้นคือซั่งหยางจิ่วหลี่ ตระกูลซั่งหยาง”

สุดท้ายเขาชี้ไปที่สตรีนัยน์ตางดงามที่สวมหน้ากากหยกสีเขียวมรกต

“ท่านนี้มาจากตระกูลสวี คุณหนูสวีเฟยหง”

ลู่เซิ่งหรี่ตา นอกจากคนอ้วนผู้นั้นที่ไม่ได้แนะนำตระกูล สตรีอีกสองคนมาจากตระกูลซั่งหยางและตระกูลสวี

สองตระกูลนี้เขาไม่รู้จัก แต่ในเมื่อใช้ครอบครัวเป็นฉากหลังแนะนำ เช่นนั้นต้องเป็นตระกูลขุนนาง หนำซ้ำขุมกำลังที่กล้ากวนน้ำให้ขุ่นในเวลาแบบนี้จะต้องมีพลังไม่ธรรมดา

“คารวะทั้งสามท่าน” เขาประสานมือกล่าวเสียงกระจ่าง

“ประมุขพรรคลู่สู้กับรองผู้คุมจัตุรัสแดง พวกเราเห็นแล้ว ไม่ธรรมดาจริงๆ เพียงแต่ไม่ทราบว่า ท่านมาจากตระกูลใด” เซียวหงเย่ที่เป็นคนอ้วนยิ้มกว้างพร้อมถามเสียงเบาๆ

“ผู้แซ่ลู่เป็นแค่จอมยุทธ์คนหนึ่ง ชาติกำเนิดสะอาดสะอ้าน ทุกท่านไม่ใช่สมควรตรวจสอบมาแล้วหรือ” ลู่เซิ่งเลิกคิ้วกล่าว

“ประมุขพรรคลู่ตรงไปตรงมานัก” เซียวหงเย่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เพียงแค่คนธรรมดา ถ้าไม่มีรากฐาน เหตุใดผงาดขึ้นไวแบบนี้ แน่นอน ในเมื่อประมุขพรรคไม่อยากพูด เช่นนั้นก็แล้วไป พวกเราคุยเรื่องเข้าสังกัดของพรรควาฬแดงดีกว่า

ในเมื่อทุกท่านนั่งตรงนี้แล้ว ย่อมวางเงื่อนไขได้ ถ้าสองฝ่ายยินยอม…”

“ตระกูลซั่งหยางของข้าต้องการบรรณาการแค่เจ็ดส่วน มีคนอยู่ถาวรหนึ่งคน” ซั่งหยางจิ่วหลี่คิ้วขาวดุร้าย ตัดบทเซียวหงเย่ เอ่ยราบเรียบ

“ตระกูลสวีของข้าต้องการบรรณาการเก้าส่วน แต่ปกป้องเส้นทางการค้าไปจงหยวนสองเส้นทางได้เด็ดขาด ทว่าไม่อาจอยู่ถาวร” สวีเฟยหงกล่าวอ่อนโยน

ความหมายของการอยู่ถาวรคือ ตระกูลขุนนางส่งคนคนหนึ่งมาอาศัยในพรรค รับมือความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้น

ตระกูลสวีต้องการบรรณาการมากกว่าตระกูลซั่งหยางสองเท่า แต่ว่าสิ่งที่นำมาคือเส้นทางการค้าไปจงหยวนที่ปลอดภัยสองเส้นทาง ในความเป็นจริงผลประโยชน์นี้ดีกว่าตระกูลซั่งหยางมาก

คำว่าส่วนในที่นี้คือการเทียบทรัพย์สมบัติที่พรรควาฬแดงรวบรวมไว้ในอาณาเขตการดูแล อัตราเปรียบเทียบนี้เป็นส่วนที่มอบให้ตระกูลขุนนาง

สุดท้ายลู่เซิ่งมองเซียวหงเย่คนอ้วนผู้นั้น

เซียวหงเย่โบกมือติดต่อกัน “พวกเราไม่กล้าแย่งชิงกับตระกูลขุนนางสองตระกูล อย่าได้มองข้า น้องชายคุยกับสองท่านนี้ดีกว่า”

ลู่เซิ่งหยีตา รู้สึกว่าคนอ้วนผู้นี้ไม่ได้มีน้ำใจเหมือนเปลือกนอก คาดว่าเป็นประเภทหน้าเนื้อใจเสือ

ตัวแทนทั้งสองคนจากตระกูลซั่งหยางกับตระกูลสวีเป็นสตรี แต่ว่าบุคลิกของซั่งหยางจิ่วหลี่และสวีเฟยหงไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง ท่าทีก็คาดเดาไม่ได้

“จะว่าไปข้ายังไม่ค่อยรู้จักสองตระกูลดีนัก ไม่ทราบว่าแนะนำสักเล็กน้อยได้หรือไม่” ลู่เซิ่งครุ่นคิด ถามอย่างสงบนิ่ง

“กล่าวได้ดีๆ ข้ากลับพอรู้จักอยู่บ้าง” ไป๋เฟิงเต้าหยินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ประมุขพรรคลู่อายุยังน้อย ไม่รู้จักก็เข้าใจได้”

เขามองสตรีทั้งสองนาง เห็นพวกนางไม่มีปฏิกิริยา และไม่ปฏิเสธ ก็ยิ้มแย้ม

“ตระกูลซั่งหยางเป็นหนึ่งในเก้าตระกูลแห่งจงหยวน ความสามารถเหลือล้น เรียกขานฉายาว่าขอเหล็กเกี่ยวเงิน เน้นในขอบเขตวัตถุดิบยา การเดินเรือ และโรงรับฝากแท่งเงิน”

ซั่งหยางจิ่วหลี่ไม่มองเขา สองตาปิดเล็กน้อยเหมือนทำสมาธิ

ไป๋เฟิงเต้าหยินชี้ไปที่สวีเฟยหง

“ส่วนตระกูลสวีคือราชวงศ์แห่งรัฐมหาเกียรติ ค้าหยกศิลาเป็นหลัก ผู้คนเรียกขานฉายาว่าตระกูลขุนนางยันต์หยก มีพลังแข็งแกร่งเช่นกัน พูดถึงเรื่องพลังยุทธ์ ไม่ว่าเป็นตระกูลใด ต่างก็ไม่อ่อนแอไปกว่าตระกูลเจิน ถึงขั้นอาจจะแข็งแกร่งกว่า ดังนั้นตอนประมุขพรรคลู่พิจารณาไม่ต้องห่วงตรงจุดนี้”

ลู่เซิ่งพยักหน้า

“ขอบคุณหัวหน้าขุนนางตรวจการไป๋เฟิง” เขามองตรงไปที่ซั่งหยางจิ่วหลี่

“ขอบังอาจถามคุณหนูซั่งหยาง ถ้าข้าเลือกตระกูลซั่งหยาง เรื่องจัตุรัสแดงจะจัดการอย่างไร”

ซั่งหยางจิ่วหลี่ไม่ลืมตา เอ่ยราบเรียบ “ผู้คุมจัตุรัสแดงออกไปด้านนอก ยังไม่ต้องสนใจ รอนางกลับมา ข้าจะไปเยี่ยมเยือนด้วยตัวเอง”

ลู่เซิ่งได้ยิน ก็จิตใจเคร่งขรึม

จากนั้นมองสวีเฟยหงที่อยู่อีกด้าน

สวีเฟยหงเพียงมองดวงตา ก็ทราบว่าเป็นสตรีที่งดงามยิ่ง นางสวมเสื้อคลุมยาวสีชมพู นั่งในศาลา เหมือนกับร่างถูกฝังอยู่ในเสื้อผ้าอันงามประณีตที่หลวมกว้างอ่อนโยน แขนสีหยกขาวเดี๋ยวโผล่เดี๋ยวหายในเสื้อคลุมคล้ายรากบัว

พอเห็นลู่เซิ่งมองมา นางก็ยิ้มเล็กน้อย

“ใต้หล้ายึดน้ำใจเป็นสำคัญ ทางจัตุรัสแดง ข้าไปเกลี้ยกล่อมด้วยตัวเองได้”

ลู่เซิ่งพยักหน้า ไตร่ตรอง ยังคงพูดเบาๆ กับซั่งหยางจิ่วหลี่

“ดูเหมือนเรื่องนี้ต้องรบกวนคุณหนูจิ่วหลี่แล้ว”

ท่าทีนี้ของเขามีความหมายว่าเลือกตระกูลซั่งหยาง

สวีเฟยหงใบหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เพียงพยักหน้าไปทางคนที่เหลือ จากนั้นยิ้มให้ลู่เซิ่ง ค่อยลุกขึ้นจากไป

ซั่งหยางจิ่วหลี่เวลานี้ลืมตาขึ้น มองลู่เซิ่งอย่างประหลาดใจอยู่บ้าง

ท่าทีของนางกล่าวไม่ได้ว่าดีมากนัก ถึงขั้นครั้งนี้มาชักชวนพรรควาฬแดง ก็ไม่นำพาอยู่บ้าง ผลประโยชน์ที่ให้ความจริงไม่สู้ตระกูลสวี ถึงขั้นที่ตระกูลสวียังมีเงื่อนไขไม่ส่งคนมาจับตาอยู่ถาวร นี่บอกว่าไม่มีคนก้าวก่ายการจัดการของพรรค

แต่ต่อให้เป็นแบบนี้ ลู่เซิ่งยังคงเลือกนาง

เดิมนางนึกว่าครั้งนี้ตนคงมาแค่เดินเล่นเท่านั้น

“โฮ่ๆๆ! ยินดีกับสองท่าน พรรควาฬแดงเป็นพรรคใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ ตระกูลซั่งหยางเป็นหนึ่งในเก้าตระกูลแห่งจงหยวน พลังไม่ธรรมดา การร่วมมือนี้จะต้องทำให้แดนเหนือสงบสุขกว่าเดิม” เซียวหงเย่ส่งเสียงหัวเราะแปลกประหลาด เอ่ยโดยเอาพัดพับบังปากไว้

“อือ ท่านไม่เลว” ซั่งหยางจิ่วหลี่มองลู่เซิ่งอย่างชื่นชม ครั้งนี้นางมา เดิมคิดจะพักผ่อน ไม่คิดจะทำภารกิจแบบนี้ให้สำเร็จอยู่แล้ว กลับคาดไม่ถึงว่าจะสำเร็จโดยไม่ต้องทำอะไร

“ไม่ทราบคุณหนูจิ่วหลีจะจัดการจัตุรัสแดงตอนไหน” ลู่เซิ่งไม่สนใจพิธีรีตรอง ถามตรงๆ เขาแสดงพลังของตัวเอง จึงได้สิทธิ์เลือกตระกูลขุนนาง ไม่อย่างนั้นตามเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่ได้ยินมาจากหงหมิงจือผู้เป็นศิษย์พี่ พรรควาฬแดงไม่มีสิทธิ์เลือก มีแต่ตระกูลซั่งหยางกับตระกูลสวีแบ่งผลแพ้ชนะหลังสู้กันก่อน ค่อยรับเจ้าของโดยไม่อาจเลือก

“นี่ง่ายดายยิ่ง คืนนี้เลยก็ได้” ซั่งหยางจิ่วหลี่เด็ดเดี่ยวเฉียบขาด นางถูกชะตาลู่เซิ่ง บวกกับไม่ชมชอบเรื่องธรรมดาเหล่านี้ จึงมีท่าทีรีบจัดการให้เสร็จโดยเร็ว

“ขอบคุณคุณหนูจิ่วหลี่!” ลู่เซิ่งประสานมือ สีหน้าจริงจัง

“ในเมื่อทุกท่านตกลงใจแล้ว ไม่สู้จัดเลี้ยงสุราที่จวนผู้บังคับการแห่งนี้สักรอบ ดีหรือไม่” เซียวหงเย่เสนอ “นักวางกลยุทธ์ทั้งหมดของพวกเราในแดนเหนืออยู่ที่นี่พอดี โอกาสนี้หายากมาก” ใบหน้าอ้วนของเขาแย้มยิ้ม

“ข้าไม่ว่าง” ซั่งหยางจิ่วหลี่ไม่พูดพร่ำทำเพลง ปฏิเสธตรงๆ ลุกขึ้น แล้วโยนแผ่นหินแผ่นหนึ่งให้ลู่เซิ่ง “นี่เป็นป้ายสั่งการติดต่อสื่อสารของตระกูลซั่งหยาง สามารถส่งการโต้ตอบ ในระยะหมื่นลี้ข้าสามารถติดต่อได้”

ลู่เซิ่งรับแผ่นหินมา พลิกดูอย่างละเอียด

บนแผ่นหินสีขาวลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู เขียนข้อความด้วยตัวอักษรที่ไม่รู้จัก ดูวิธีใช้พู่กันดุจดั่งมังกรเหิน หงส์เริงระบำ หนักแน่นมีพลัง ปรมาจารย์สมควรเป็นคนเขียน

“ข้าจะไปจัตุรัสแดงก่อน!” ซั่งหยางจิ่วหลี่หมุนตัว ไม่รอคนอื่นๆ ตอบ ก็กระโดดขึ้น พริบตาเดียวก็หายไปจากนอกศาลา

ลู่เซิ่งเพิ่งเลื่อนสายตาออกจากแผ่นหิน ก็มองไม่เห็นเงาร่างของซั่งหยางจิ่วหลี่แล้ว

“ประมุขพรรคลู่ไม่ธรรมดาจริงๆ” ซั่งหยางจิ่วหลี่พอไป เซียวหงเย่ก็ยิ้มกล่าวกับลู่เซิ่ง “ถึงกับเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับพรรควาฬแดงในสถานการณ์ที่ไม่ทราบอะไรเลยได้”

“อ้อ? ขุนนางนอกราชการเซียวไฉนเอ่ยวาจาเช่นนี้” ลู่เซิ่งเลิกคิ้วถาม

……………………………………….







ความคิดเห็น