106-110
บทที่ 106
ลู่เซิ่งส่ายหน้า ไม่ได้พูดอะไรอีก แบกของเร่งฝีเท้าลงจากเรือ เรียกพวกนิ่งซานกับสวีชุยที่รออยู่ รุดไปยังห้องเพาะดอกไม้หยกทอง
พอไปถึงห้องเพาะดอกไม้ เขาก็หาตัวอวี้เหลียนจื่อทันที ให้อีกฝ่ายเตรียมย้ายเข้าเมืองเลียบคีรี ในเมืองมีคนมากมาย มีราชสำนักอยู่ จัตุรัสแดงอาจไม่ลงมืออย่างเหิมเกริม เพื่อไม่ให้ยั่วโทสะของตระกูลขุนนางในใต้หล้า
แต่ชานเมืองรอบนอกก็ไร้ข้อกริ่งเกรงแล้ว
“พี่น้องตระกูลหลิ่วไม่อยู่หรือ หมายความว่าอย่างไร” ลู่เซิ่งมองดูบริวารที่ไปเรียกคน ก่อนกลับมา พลันงงงัน
“เรียนหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก ข้าน้อยไปเคาะประตูแล้วพบว่าไม่มีเสียงตอบ จึงให้พลพรรคหญิงพังหน้าต่างเข้าไป เห็นจดหมายฉบับนี้อยู่บนโต๊ะ ยังมีกล่องเล็กๆ ใบนี้ด้วย” บริวารส่งสิ่งของให้อย่างเคารพ
ลู่เซิ่งนั่งในห้องโถงใหญ่ รับจดหมายและกล่องใบเล็กที่ส่งมาให้
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ กล่องใบเล็กกล่องนี้เป็นกล่องหยก พอสัมผัสก็เย็นเฉียบไม่ธรรมดา ไม่ทราบว่าเป็นของดีที่พี่น้องตระกูลหลิ่วนำออกมาจากบ้านหรือไม่
“เจ้าไปเถอะ ไปเอาเงินสิบตำลึงที่ห้องบัญชี” ช่วงนี้ราคาสินค้าขึ้น หนึ่งตำลึงเงินเทียบเท่ากับแปดส่วนของยามปกติ เงินสิบตำลึงเท่ากับแปดพันหยวน เทียบกับรายรับประจำเดือนของคนธรรมดา นับว่าไม่เลวแล้ว
“ขอบคุณใต้เท้า” บริวารค่อยๆ จากไป
ลู่เซิ่งนั่งอยู่ในโถงใหญ่คนเดียว เปิดจดหมายออกดู
‘คุณชายลู่มีคุณธรรมสูงส่ง พวกเราสองพี่น้องไม่มีอะไรตอบแทน มีแค่โอสถโฉมบุปผาเม็ดหนึ่ง มีสรรพคุณผนึกรวมพลัง ช่วยให้คุณชายรุดหน้าได้ หลายวันก่อนหน้า พวกเราสังหรณ์ได้ว่ามีอันตรายถูกดึงดูดมา เพื่อไม่ให้คนอื่นๆ โดนลูกหลง จึงได้แต่ไปก่อน คุณชายอย่าได้ตามหา ภายภาคหน้าถ้ามีวันได้พบกันจะต้องทดแทนบุญคุณนี้-หลิ่วไฉ่อวิ๋น หลิ่วฉิน’
ลู่เซิ่งวางจดหมายลง ถอนใจเฮือกหนึ่ง จากไปในเวลานี้ ด้วยความสามารถของพี่น้องตระกูลหลิ่วอาจหลบพ้นภัยพิบัติได้ เช่นนี้ก็ดี
ทั้งสองคนสามารถเดินทางเป็นหมื่นลี้จากแคว้นเมฆามาถึงที่นี่ได้ ฝีมืออ่อนหัดขนาดนั้น ยังปลอดภัยไร้เรื่องราว บนตัวจะต้องมีความลับและที่พึ่งพาแน่ แต่เขาในตอนนี้ไม่มีเวลามาห่วงเรื่องนี้
‘จำเป็นต้องเริ่มยกระดับวิชาแข็งกร้าวให้เร็วที่สุด เรามีวัตถุปราณหยินที่ได้มาก่อนหน้า ยังพัฒนาได้อีกก้าว!’
ตกดึก ลู่เซิ่งกับอวี้เหลียนจื่อพาพลพรรคมากกว่าร้อยคนที่อยู่ที่ห้องเพาะดอกไม้หยกทอง รวมถึงนิ่งซาน สวีชุย และต้วนเหมิ่งอัน กลับเมืองเลียบคีรีด้วยกัน ไปพักที่บ่อนพนันร่ำรวยจรัส บ่อนที่ใหญ่ที่สุด
ลู่เซิ่งหาเวลาว่ากลับบ้าน เตือนลู่เฉวียนอันว่าช่วงนี้อย่าได้ออกนอกเมืองเด็ดขาด ภายหลังค่อยกลับไปบ่อนพนัน
ลู่เฉวียนอันก่อนหน้าได้ยินคำเตือนของเขา กักตุนเสบียงพวกธัญพืชและน้ำมันไม่น้อยไว้ในบ้าน เขาลงมือสุดกำลัง ธัญพืชและน้ำมันที่เตรียมไว้มากพอจะให้คนหลายร้อยคนกินมากกว่าหนึ่งปี นี่ยังเป็นเพราะเวลาน้อยเกินไป จึงตุนไม่ได้มากกว่านี้ แต่ก็รับประกันทางถอยได้อย่างไร้อุปสรรค
จากนั้นลู่เซิ่งสั่งบริวารในพรรคทั้งหมด รวมถึงโถงอินทรีเหินที่อยู่ในเมือง เร่งจังหวะกักตุนเสบียง ขณะเดียวกันก็ให้ความสนใจข่าวของค่ายพรรคชุมนุมสำนักอื่นๆ ที่อยู่ด้านนอกเป็นหลัก
ตัวเขามอบหน้าที่ให้อวี้เหลียนจื่อ บอกให้อีกฝ่ายอย่าออกจากเมือง จากนั้นประกาศปิดด่าน
…
ในห้องสงบใจ
ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิ อักษรคำว่า สงบใจ ตัวใหญ่ติดอยู่บนกำแพงด้านหลัง รอบๆ เป็นกำแพงหินสีดำสนิท ราคาแพง
ขี้ผึ้งสีเหลืองกระปุกเล็กๆ ใบหนึ่งวางอยู่ตรงหน้า ไอร้อนกับกลิ่นยาที่เข้มข้นกระจายจากด้านใน
“นี่เป็นยาขี้ผึ้งที่ต้มใหม่ ไม่ธรรมดาจริงๆ สมกับที่เป็นยาชุดหนึ่งมีราคาพันตำลึง” ลู่เซิ่งมองมองยาขี้ผึ้งตรงหน้า กล่าวอย่างสะท้อนใจ
ยาขี้ผึ้งที่ใช้ฝึกวิชากระปุกเล็กๆ นี้ใช้ได้เพียงสามครั้ง แต่ว่าต้องจ่ายเงินพันตำลึงอย่างน่าตกตะลึง
เปลี่ยนเป็นโลกก่อน เท่ากับมากกว่าสิบล้านหยวน ราคานี้ วัตถุดิบยาเหล่านี้ ถ้าไม่ใช่เขามีตำแหน่งสูง กุมอำนาจอยู่ มีเงินก็ไม่แน่ว่าจะซื้อวัตถุดิบยาที่มากพอได้
‘นี่เป็นขี้ผึ้งสุคนธ์ทอง ของชั้นยอดที่ใช้ฝึกวิชาแข็งกร้าว กินหนึ่งครั้งขณะฝึกฝน สามารถแปลงเป็นพลังงาน หล่อเลี้ยงหยินและบำรุงทั่วร่างได้’
ลู่เซิ่งหาในห้องโอสถพักหนึ่ง ค่อยติดบัญชีนำขี้ผึ้งสุคนธ์ทองกระปุกเดียวจากมือผู้ดูแลมาได้
เดิมทีสิ่งนี้ต้องเจือจางในน้ำหรือน้ำแกง แบ่งหนึ่งส่วนเป็นหลายร้อยส่วน ให้คนหลายร้อยคนรับประทาน
แต่ว่าเขาคนเดียวเอามาทั้งหมด
หลังเตรียมตัวเรียบร้อย ลู่เซิ่งก็ล้วงวิชาแข็งกร้าวที่จะฝึกเป็นเล่มแรกออกมาจากอกเสื้อ
‘เรามีวิชาโซ่เก้าสินธุกับหัตถ์หมีขยุ้ม ต่างเป็นขอบเขตที่สำเร็จแล้ว หัตถ์หมีขยุ้มนับว่าไม่สมบูรณ์ แต่ว่าวิชาโซ่เก้าสินธุกลับเป็นวิชาแข็งกร้าวระดับพลังปลอดโปร่ง หลังจากสำเร็จยังมีอานุภาพอยู่บ้าง ป้องการการฟาดด้วยอาวุธไร้คมของคนทั่วไปได้’
‘อย่างนั้น ต่อจากนี้ สิ่งที่เราควรฝึกคือวิชาด้ายทองที่เน้นการโจมตีด้วยอาวุธมีคม’
จากนั้นลู่เซิ่งก็ลุกขึ้นสั่นกระดิ่ง
ไม่ทันไรคนจากด้านนอกก็ยกน้ำแกงโอสถสีดำข้นถังหนึ่งเข้ามาตามคำสั่ง น้ำแกงโอสถบรรจุอยู่ในถังอาบน้ำมากกว่าครึ่ง
ลู่เซิ่งรอให้คนออกไป รีบถอดเสื้อผ้า แล้วกระโดดเข้าไปในถังอาบน้ำ
ซี่…
กระแสความร้อนไหลจากผิวเข้าสู่ในร่างกายอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่อยู่ในตัวลู่เซิ่งโคจรโดยอัตโนมัติ ป้องกันพลังความร้อน ผิวเขาแดงขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนกับกุ้งที่ถูกต้มสุก จมูกปากพ่นไอน้ำสีขาวไม่หยุด ร้อนลวกสุดเปรียบปาน
วิชาด้ายทองเป็นวิชาแข็งกร้าวระดับพลังปลอดโปร่ง มีทั้งหมดสองระดับ แยกเป็นด่านด้ายเงินกับด้ายทอง สิ่งที่ฝึกฝนเป็นหลักคือเนื้อเยื่อผิวด้านนอก หลังสำเร็จ ผิวหนังจะทนทานถึงขีดสุด ป้องกันการโจมตีและการหั่นเฉือนด้วยอาวุธมีคม แต่ไม่มีผลต่ออาวุธไร้คม
สิ่งที่ลู่เซิ่งสนใจก็คือผลต้านอาวุธมีคมของมัน
เขาแช่ตัวในน้ำโอสถ ใช้แปรงเหล็กที่แช่อยู่ในน้ำ ค่อยๆ ขัดผิวตามวิธีในวิชาด้ายทอง
ลักษณะของแปรงนี้ไม่ต่างจากแปรงอาบน้ำ แต่กลับสร้างด้วยเหล็กดำ ปลายแหลมคมสุดขีด เป็นของที่จำเป็นต่อการฝึกวิชานี้โดยเฉพาะตามที่วิชาด้ายทองพูดถึง
ลู่เซิ่งนั่งในถังอาบน้ำ ขัดแปรงเหล็กไปๆ มาๆ บนทรวงอก ท้อง และด้านหลัง
เขาเคลื่อนไหวเบามาก แต่หลังเวลาผ่านไป ก็เร่งความเร็วอย่างต่อเนื่อง ผิวแดงขึ้นเรื่อยๆ
เดิมเขามีวิชาแข็งกร้าวที่สำเร็จสองวิชา ร่างกายแข็งแกร่งถึกทน ตอนนี้มาฝึกฝนวิชาแข็งกร้าวระดับพลังปลอดโปร่งเช่นวิชาด้ายทองอีก ย่อมเบาแรงลงครึ่งหนึ่ง
อย่างรวดเร็ว หลังเวลาผ่านไป ลู่เซิ่งก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีความเย็นลอยขึ้นมาที่ท้องน้อย จากนั้นรูขุมขนทั่วร่างหดตัว กำลังเกิดปฏิกิริยาทีละนิดละน้อยโดยสัญชาตญาณ ดูดซับฤทธิ์ยาในน้ำโอสถพร้อมกับการกระตุ้นของแปรงเหล็ก
…
“ช่วยดับไฟ! ช่วยดับไฟหน่อย!”
“ไฟลามแล้ว! ถังไม้เล่า คนดับไฟจากหอดับไฟเล่า!?”
“ทางนี้ เร็วๆ!”
เฉินอวิ๋นซียืนมองดูภาพชุลมุนที่อยู่ไกลออกไปบนหอสูง คิ้วงามขมวดเล็กน้อย
ฟ้าขาวเหมือนท้องปลา สีน้ำเงินแทรกสีแดงโผล่ขึ้นมาในอากาศด้านทิศตะวันออก
เฉินอวิ๋นซีสวมกระโปรงขาว ยืนอยู่บนดาดฟ้าสักพักหนึ่งแล้ว ด้านหลังเป็นห้องหนังสือที่ปกตินางใช้ดื่มชาฝึกคัดอักษร อ่านหนังสือ
ที่นี่คือหอสะท้อนจันทร์ เป็นหอน้อยสูงห้าชั้นที่บิดาสร้างไว้ให้นางโดยเฉพาะ ทุกชั้นตั้งแต่บนถึงล่างจัดวางของตกแต่งและสิ่งของของนางหลากหลายประเภท
“ซีซี ยังมองดูไฟอยู่อีกหรือ” ขณะกำลังเหม่อ ชายชราผมขาวหนวดขาวน้ำเสียงเปี่ยมพลัง ค่อยๆ เดินเข้ามาในห้อง
“ข้าเห็นประตูไม่ได้ปิด จึงเข้ามาดู” ชายชราเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เขาสวมเสื้อคลุมผ้าแพร แขวนไข่มุกหยกลายมัจฉาที่เอว บนมือกลับสวมกำไลจากวัสดุที่ไม่ใช่ทองไม่ใช่เงิน หากเปล่งประกายแวววาว
“ท่านพ่อ…ไฟนั่นน่ากลัวยิ่ง…ไม่เห็นแสงไฟสว่างขนาดนี้ในเมืองเลียบคีรีมาหลายปีแล้ว” เฉินอวิ๋นซีหันกลับมากล่าวเสียงทุ้มต่ำ
“นั่นไม่ใช่ไฟไหม้…แต่…ตอนนี้นับว่าใช่แล้ว…ได้ยินว่าพรรคใต้ดินด้านนอกพรรคหนึ่งเกิดเรื่อง พวกใต้ดินเหล่านี้ไม่ใช่ตัวดีอันใด ข่มขู่กรรโชกดูดเลือด ตายไปหมดๆ ดีที่สุด” ชายชราผู้เป็นบิดาของเฉินอวิ๋นซี เฉินเต้าเจ่านายผู้เฒ่าเฉินเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเมืองเลียบคีรี
ประวัติของนายผู้เฒ่าคนนี้ราวกับเทพนิยาย เริ่มต้นจากศูนย์ แทบอาศัยสองมือตัวเองสร้างเนื้อสร้างตัวจนกลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเมืองเลียบคีรีในตอนนี้
เขาเดิมชื่อเฉินเต้าเจ่าตนเองเปลี่ยนคำว่าเต้าในชื่อ[1] ความหมายของชื่อเดิมคือเขามาเกิดเร็วไป
คนผู้นี้วัยเด็กยากจนข้นแค้น บิดามารดาไม่ชอบ เพราะเขาทำให้พี่ใหญ่สอบเอาบรรดาศักดิ์ลำบาก
คาดไม่ถึงว่าหลายสิบปีให้หลัง ตระกูลเฉินมีแต่เขาคนเดียวเจริญรุ่งเรือง ถึงจะเป็นพ่อค้า แต่กิจการใหญ่โต เหนือกว่าจินตนาการของบิดามารดา
สิ่งที่น่ายินดีกว่าก็คือ หลังเขามีบุตรคนโต ก็มีอวิ๋นซีบุตรีเพิ่มมาอีกคน นางกตัญญู นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว
“พรุ่งนี้คุณชายหวังผู้นั้นจะมาเป็นแขกบ้านเรา เจ้าต้องแต่งตัวสวยๆ เพราะต้องออกหน้าต้อนรับ” เฉินเต้าเจ่ากำชับ
“ข้าไม่ชอบหวังซุ่นหย่ง” เฉินอวิ๋นซีเอ่ยเบาๆ
“นั่นทำไม่ได้ พวกเราเป็นคนค้าขาย ชีวิตอยู่ในกำมือครอบครัวขุนนางเช่นพวกเขา ลูกเอ๋ย…พวกเราเกิดในกลียุคเช่นนี้ สุดท้ายร่างกายไม่ใช่ของตนเอง…” เฉินเต้าเจ่ากล่าวอย่างจนใจเช่นกัน
เขาไหนเลยจะอยากให้บุตรสาวตนแต่งเป็นอนุให้แก่บุตรของรองผู้บัญชาการเช่นหวังซุ่นหย่ง แต่มีวิธีใด ก่อนหน้านี้ยามปกติก็ว่าไปอย่าง ตอนนี้เกิดความวุ่นวายติดต่อกัน เส้นทางการค้าใกล้จะหายไป สิ่งของในเมืองขาดแคลนกว่าเดิม ตระกูลเฉินที่กักตุนของไว้มากที่สุดกลายเป็นแพะอวบอ้วนในสายตาคนบนตำแหน่งสูง
ปกติถึงแม้ติดสินบนไม่น้อย แต่เวลานี้เป็นช่วงคับขัน เส้นสายที่อาศัยเงินเพื่อให้ได้มาเหล่านั้นไหนเลยพึ่งพาได้
ดังนั้นแม้การกระทำนี้จะทำให้บุตรีได้รับความอัปยศ แต่ก็ได้แต่อดทน
ถึงเวลาหวังซุ่นหย่งมาถึง เขาเป็นบุตรคนเดียวของตระกูลหวังรองผู้บัญชาการ ขอแค่ใช้ยาเสน่ห์ส่วนหนึ่ง ข้าวดิบก็ต้มเป็นข้าวสุก… บวกกับส่งสินเดิมเป็นอาหารธัญพืชให้เป็นจำนวนมาก สถานะอนุของอวิ๋นซีก็ไม่หนีไปไหน
เฉินอวิ๋นซีจนปัญญา นางไม่ทราบแผนการของบิดา แต่ว่าที่สุดแล้วบิดาบุตรีก็เข้าใจกัน นางมองความคิดของเฉินเต้าเจ่าออกไม่มากก็น้อย
เฉินเจียวหรงพี่ชายเพิ่งหมั้นหมายกับบุตรีของขุนนางลงทัณฑ์แห่งกรมลงทัณฑ์ในเมือง
ขุนนางลงทัณฑ์เป็นขุนนางที่ดูแลคุกในที่ว่าการ ปัจจุบันนับเป็นบุคคลยิ่งใหญ่สิบอันดับแรกของที่ว่าการในเมืองเลียบคีรี สามารถผูกสัมพันธ์กับครอบครัวเช่นนี้ได้ นับว่าพวกเขาตระกูลเฉินคบหากับคนระดับสูงกว่าแล้ว
จะว่าไป ตระกูลเฉินเหมือนกิจการใหญ่โต แต่ความจริงเป็นน้ำใจที่เฉินเต้าเจ่าได้จากการสนับสนุนการเงินแก่ใต้เท้าในที่ว่าการเป็นที่พึ่ง แต่ตอนนี้น้ำใจลดลงทุกวัน ใกล้จะใช้หมดแล้ว เมืองเลียบคีรีประสบเหตุเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่หาผู้สนับสนุน เกรงว่าจะเกิดเรื่อง
“ซีซี พ่อเองก็ทำอะไรไม่ได้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเงื่อนไขที่อีกฝ่ายเสนอตอนเจียวหรงพี่ของเจ้าขอแต่งงานคืออะไร” เฉินเต้าเจ่าแสดงสีหน้าจนใจและไร้เรี่ยวแรง
“เงื่อนไขใด ไม่ใช่เงินทองหมื่นตำลึง ไข่มุกอีกสิบชุดหรือ ผลงานของคนมีชื่อเสียงอีกตั้งเท่าไหร่” เฉินอวิ๋นซีกล่าวอย่างสงสัย
เฉินเต้าเจ่ามองบุตรีที่ไร้เดียงสาผู้นี้ ยิ้มฝาดพลางส่ายหน้า
“นั่นเป็นแค่เปลือกนอก สิ่งที่ใต้เท้าขุนนางลงทัณฑ์ต้องการจริงๆ เป็นทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งของตระกูลเฉิน…”
“หา!?” เฉินอวิ๋นซีพลันตกตะลึง
ทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่ง…นี่มัน…
“ถ้าครั้งนี้เจ้าทำสำเร็จ กิจการ รากฐานที่เหลืออยู่ของพวกเราอาจรักษาไว้ได้สักสองส่วน แต่ถ้าไม่สำเร็จ…” เฉินเต้าเจ่าหัวเราะหนักใจ คนภายนอกมองเขามีสง่าราศี แต่ความขื่นขมข้างในจะมีสักกี่คนที่รู้
ดูเหมือนมีกิจการใหญ่โต แต่ความจริงเป็นแพะอวบอ้วนในสายตาคนจำนวนมาก
เฉินอวิ๋นซีเงียบงัน
นางก้มหน้า สักพักค่อยๆ เงยขึ้น
“ข้าเข้าใจแล้ว…”
“เจ้าเขาใจก็ดีแล้ว…” เฉินเต้าเจ่าพยักหน้าเอ่ยปลอบ ที่เลี้ยงบุตรีไม่ใช่เพื่อการเตรียมตัวในวันนี้หรือ
“ข้าอยากไปสถานศึกษาเป็นครั้งสุดท้าย…” เฉินอวิ๋นซีเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
“จะไปหาลู่เซิ่งนั่นอีกแล้ว ใช่หรือไม่ เขาไม่ต้องการเจ้า เจ้ายังไปหาเขาทำอะไร แค่คนไม่เอาถ่านจากตระกูลเล็กๆ คนเดียว! ร่ำเรียนวิทยายุทธ์เล็กน้อยก็ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำแล้ว!” เฉินเต้าเจ่าพลันไม่พอใจ เขาแม้ทำกิจการใหญ่โต แต่สุดท้ายไม่ใช่คนในยุทธภพ ไม่ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับสูงในพรรควาฬแดง ย่อมไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของลู่เซิ่ง หรืออาจได้ยินมา แต่นึกว่าแค่คนชื่อเดียวกัน จึงไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
ยามนี้เห็นบุตรีมีท่าทางดื้อรั้น ในที่สุดเขาก็ใจอ่อน
หวังซุ่นหยงที่จะวางยาล่อลวงเป็นบุตรคนเดียวของรองผู้บัญชาการที่ก่อนหน้าเคยปฏิเสธบุตรีของตนอย่างชัดเจน เรื่องนี้ต่อให้ราบรื่น ตระกูลหวังก็ต้องคิดบัญชี อวิ๋นซีที่แต่งไปจะต้องได้รับความอัปยศเพราะเหตุนี้ บวกกับสถานะอนุแล้ว…ชีวิตในภายหลังจะต้องลำบากยากเข็ญ
คิดถึงตรงนี้ เฉินเต้าเจ่าในที่สุดก็ถอนใจ
“ไปเถอะๆ แต่อย่าได้ใช้อารมณ์เด็ดขาด… ห้ามวู่วาม ไม่อย่างนั้นตระกูลเฉินจะ…” เขาถอนใจ หมุนตัวจากไป ไม่พูดมากอีก
เฉินอวิ๋นซีมองตามจนบิดาออกจากห้อง ในที่สุดก็ข่มกลั้นไม่ไหว ทรุดฮวบลง น้ำตาไหลอาบสองแก้ม
……………………………………….
[1] เฉินเต้าเจ่า เปลี่ยนชื่อเดิมจาก 陈到早 (เฉินผู้มาถึงเร็ว) 陈道早 (เฉินผู้สำเร็จเต๋าเร็ว)
บทที่ 107
ตกดึก แสงจันทร์กระจ่างใส
ในเสียงครืนๆ ประตูหินค่อยๆ อ้าออก ลู่เซิ่งก้าวออกมาจากด้านในห้องสงบใจ สีหน้าดูอิดโรย
ฝึกฝนติดต่อกันหลายชั่วยาม หนำซ้ำยังเพ่งสมาธิทั้งหมด ต่อให้ตอนนี้เขากระปรี้กระเปร่า ร่างกายแข็งแรง แต่ก็รับไม่ไหวอยู่บ้าง
ลู่เซิ่งเดินมาถึงในลานบ้าน พ่นลมหายใจยาวๆ จิตใจปลอดโปร่งเป็นพิเศษ
‘แช่น้ำแกงโอสถหลายครั้ง ดูดซับฤทธิ์ยากมากมาย ใกล้แล้วๆ ขาดอีกนิดเดียวก็จะถึงระดับเบื้องต้น’ สามารถเข้าสู่ระดับเบื้องต้นของวิชาด้ายทองอย่างแท้จริงได้ในเวลาอันสั้น ต่อให้เป็นลู่เซิ่งก็เหนือคาดหมายอยู่บ้าง
เดิมทีวิชาแข็งกร้าวประเภทนี้อย่างน้อยต้องใช้เวลาสิบวันครึ่งเดือนจึงค่อยฝึกฝนถึงระดับเบื้องต้นได้ แต่เป็นเพราะเขามีพื้นฐานวิชาแข็งกร้าว บวกกับน้ำแกงโอสถและขี้ผึ้งสุคนธ์ทองที่ล้ำค่า ความคืบหน้าเร็วขึ้นมากพอให้อภัยได้
‘พรุ่งนี้ปิดด่านอีกวัน คาดว่าจะเข้าสู่ระดับเบื้องต้นของวิชาด้ายทองที่แท้จริงได้ ขณะเดียวกันก็ใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยนยกระดับมันจนสำเร็จ!’ ลู่เซิ่งตาเป็นประกายในท้องฟ้ายามราตรี
‘ข้าไม่เชื่อว่าจะสู้ความประหลาดลี้ลับไม่ได้! วิชาแข็งกร้าววิชาเดียวไม่พอก็ใช้สองวิชา! สองวิชาไม่พอก็สามวิชา! สะสมไปเรื่อยๆ อยากจะเห็นนักว่าความประหลาดลี้ลับของจริงนั่นร้ายกาจขนาดไหน!’
ลู่เซิ่งจิตใจลุกโชน เขาค้นพบความปรารถนาที่ซ่อนในส่วนลึกสุดของตนมานานแล้ว
นั่นคือความกระหายต่อการต่อสู้ ความมุ่งมาดปรารถนาต่อความรู้สึกตื่นเต้น
เทียบกับชีวิตน่าเบื่อไร้รสชาติแล้ว เขาชอบความสุขจากการต่อสู้ในห้วงคับขันเป็นตายมากกว่า
‘พรุ่งนี้หลังปิดด่าน ค่อยเริ่มรวบรวมของที่มีปราณหยิน ช่วงเวลาพิเศษก็มีการปฏิบัติพิเศษ ผู้ใดไม่กล้าให้ ฟันตายในดาบเดียว!’ ลู่เซิ่งม่านตาแดงอยู่บ้าง เลียรีมฝีปาก หมุนตัวเข้าไปในห้องสงบใจ เริ่มเข้าด่านไม่หลับไม่นอนอีกรอบ
…
เช้าตรู่ของอีกวัน
ในสถานศึกษาเขาบูรพา เฉินอวิ๋นซีสวมกระโปรงขาว เผยขาขาวผ่องต่ำกว่าเข่า ผิวที่กระชับสะท้อนแสงราวหยกขาวในแสงอาทิตย์
นางมัดผ้าสีดำสนิทไว้ที่เอว ผมยาวพัดพลิ้ว ต่างหูสีเงินรูปจันทร์เสี้ยวขยับไปมาระหว่างเส้นผมตลอดเวลา บวกกับใบหน้างดงาม ร่างท่อนบนที่อุดมสมบูรณ์ สร้างความเสียดายให้แก่นักศึกษาในสถานศึกษาจำนวนไม่น้อย
ถ้าหากขาสั้นหน่อย คงจะดีมาก
นี่เป็นเสียงในใจของคนส่วนใหญ่
เฉินอวิ๋นซีเดินเข้าประตูใหญ่ของสถานศึกษา มองห้องเรียนหลักที่พวกนักเรียนเข้าๆ ออกๆ จากนั้นมองโรงอาหารที่เป็นรูปพัด นั่นเป็นที่กินอาหาร
“ซีซี เหตุใดเจ้ามาแล้ว ไม่ใช่บอกว่า จะไปเป็นครูที่บ้านนอกหรอกหรือ” นักเรียนหญิงที่รู้จักกันคนหนึ่งเห็นเฉินอวิ๋นซีแต่ไกล พลันเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น
“เยี่ยนเอ๋อร์ ลู่เซิ่งมาหรือไม่” เฉินอวิ๋นซีคว้าแขนสหายสนิท ถามเบาๆ
“ลู่เซิ่งหรือ ไม่เห็น นับตั้งแต่สอบติดเมื่อครั้งก่อน ก็ไม่ได้ยินว่าเขามาสถานศึกษานานแล้ว เขาคือคนที่จะไปสอบระดับฝู่ ไหนเลยมีเวลามาเดินเล่นที่นี่ ทำไมหรือ เขาไม่ได้ติดต่อเจ้าใช่หรือไม่” เยี่ยนเอ๋อร์ประหลาดใจอยู่บ้าง
นางเป็นหนึ่งในคนที่เห็นว่าเฉินอวิ๋นซีกับลู่เซิ่งค่อยๆ ใกล้ชิดกัน ตั้งแต่ต้นจนจบลู่เซิ่งไม่ได้รุกหนักนัก ทั้งหมดเป็นเฉินอวิ๋นซีเข้าหาด้วยตัวเอง แต่ดูจากเปลือกนอก สองคนเข้ากันได้ดียิ่ง
ต่อให้เฉินอวิ๋นซีขายาวเกินไป ร่างกายบกพร่อง แต่นางมีชาติกำเนิดดี หากลู่เซิ่งตอบรับนางจริงๆ อนาคตจะต้องดีไม่น้อย
เมืองเลียบคีรีแห่งนี้ไม่ใช่เมืองเล็กๆ ทั่วไปเหมือนเมืองเก้าประสานบ้านเกิดของลู่เซิ่ง เขตปกครองของเมืองเลียบคีรีมีหลายสิบแห่ง ตระกูลร่ำรวยจากเมืองเล็กๆ ระดับนั้นไหนเลยเทียบได้ ที่นี่เป็นเมืองใหญ่ใจกลางที่เทียบเท่าเมืองหลวง
“เขาไม่เคยมาเลยหรือ” เฉินอวิ๋นซีตาละห้อย
“อือ ไม่เห็นเขามานานแล้วจริงๆ อาจกำลังอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อสอบเอาบรรดาศักดิ์อยู่ที่บ้านก็ได้” เยี่ยนเอ๋อร์ทาย เห็นสีหน้าสหายสนิท นางเชื่อมโยงถึงสภาพไม่ดีส่วนหนึ่งได้พอประมาณ
“ไม่อย่างนั้นเจ้าไปที่อื่นดู หรือไปหาซ่งเจิ้นกั๋วสหายสนิทของเขา”
“งั้นหรือ…” เฉินอวิ๋นซียิ้มฝาด มองดูเวลาอีกครั้ง สายแล้ว อีกเดี๋ยวคุณชายหวังผู้นั้นจะมา นางสมควรกลับแล้ว
“ช่างเถอะ ข้าก็แค่มาดูเท่านั้น”
“ไปกินของอร่อยที่หอดึงสุคนธ์ด้วยกันไหม” เยี่ยนเอ๋อร์มีนิสัยร่าเริง ชอบกินอาหาร
“ไม่ล่ะ ข้าต้องกลับแล้ว ที่บ้านยังมีงานอยู่” เฉินอวิ๋นซีฝืนยิ้ม
“งั้นหรือ…น่าเสียดายจริงๆ…อาหารที่ออกใหม่ของหอดึงสุคนธ์ไม่เลวเลย” เยี่ยนเอ๋อร์กล่าวอย่างเสียดาย
เฉินอวิ๋นซีบอกลาสหาย ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ไปยังห้องเรียนที่ซ่งเจิ้นกั๋วเคยอยู่ ถามคนหลายคน ไม่เห็นพวกลู่เซิ่งโผล่มา คงจะไม่มาโรงเรียนอีกแล้วจริงๆ
ทางบ้านของลู่เซิ่ง นางเคยไปมาแล้ว ประตูบ้านปิดแน่นหนา เฉี่ยวเอ๋อร์สตรีรับใช้ก็ย้ายไปแล้ว ไม่ทราบไปไหน
ภายใต้ความจนปัญญา เฉินอวิ๋นซีได้แต่พกพาความเสียดาย สุดท้ายได้แต่นั่งรถม้ากลับบ้าน
…
“ยินดีต้อนรับคุณชายหวัง พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ” เฉินเต้าเจ่านั่งในโถงหลักกับหวังซุ่นหย่ง หญิงรับใช้ส่งสุราชั้นดีอาหารโอชะมาอย่างต่อเนื่อง
“ผู้เฒ่าเฉินเร็วหน่อยเถอะ ของประหลาดที่ท่านเล่าก่อนหน้านี้ข้ารอมาหลายวันแล้ว ตอนนี้ในที่สุดก็ขนส่งมาถึง รีบนำออกมาดู!” หวังซุ่นหย่งอายุน้อย แค่ยี่สิบปี ปกตินอกจะเขียนอักษรวาดพู่กัน แต่งกาพย์กลอน สิ่งที่สนใจมากที่สุดคือของแปลกๆ หายากหลากหลายแบบ
เขายึดถือสิ่งเหล่านี้เป็นของประหลาด กลับเป็นของน่าสนใจที่ฆ่าเวลาได้ดี
ได้ยินว่าเฉินเต้าเจ่า ผู้เฒ่าเฉินได้ของเล่นพิสดารมาชิ้นหนึ่ง พอดีที่อีกฝ่ายตั้งใจเชิญตนมาชม จึงตอบรับอย่างยินดี กินอาหารเช้าเสร็จก็รีบแจ้นมา
“คุณชายหวังไม่ต้องรีบ ของสิ่งนั้นจำเป็นต้องจัดการอย่างละเอียดรอบหนึ่งค่อยนำมาแสดงได้” เฉินเต้าเจ่าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เห็นเขาเกลี้ยกล่อม หวังซุ่นหย่งก็ไม่อาจแสดงความหงุดหงิดมากเกินไป อดกลั้นอารมณ์ไว้
สักพักหนึ่ง สาวงามคนหนึ่งก็นวยนาดเข้ามา มือประคองถาดเงินงดงาม คันฉ่องสี่เหลี่ยมสีทองแดงใบหนึ่งวางอยู่ในถาด
คันฉ่องนี้หนาอยู่บ้าง หนาเท่าฝ่ามือ
“มาๆๆ คุณชายหวัง นี่คือของประหลาดที่ข้าพูดถึง คันฉ่องเอกภพ!” เฉินเต้าเจ่ายิ้มพร้อมนำคันฉ่องสีทองแดงใบนั้นส่งให้หวังซุ่นหย่ง
“คันฉ่องเอกภพ?! ชื่อยิ่งใหญ่นัก!” หวังซุ่นหย่งงงวย รับมาตรวจสอบอย่างละเอียด “นี่มีความหมายว่าด้านในมีเอกภพอีกแห่งหรือ”
“คุณชายฉลาดยิ่ง!” เฉินเต้าเจ่าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านลองเขย่าเบาๆ”
หวังซุ่นหย่งได้ยินก็เขย่าดู
แกร่ก
ได้ยินเสียงจากด้านในคันฉ่อง คล้ายกับมีจีหวง(สปริง) หน้าคันฉ่องในตอนแรกเลื่อนไปทางขวา กลายเป็นรูปภูเขา ธารา กระเรียนเซียนมีสีเดียวกับคันฉ่องสำริด
“เอ๋?” หวังซุ่นหย่งพลันสงสัย พิจารณาภาพนี้ เห็นรายละเอียดสมจริงราวมีชีวิต วาดอย่างประณีต เหมือนกับกระเรียนเซียนที่แท้จริงก้มหัวดื่มน้ำในคันฉ่อง
เขาเขย่าอีกรอบ เสียงแกร่กดังขึ้นอีกครั้ง
หน้าคันฉ่องหมุนอีกหน เปลี่ยนภาพ ครั้งนี้เป็นภาพร้อยบุปผาเบ่งบาน บุปผามากมายหลายชนิดเบียดกัน สมจริงเป็นอย่างยิ่ง
“ความสามารถเช่นนี้… ร้ายกาจ ต้องเป็นคนมีชื่อเสียงวาดแน่!” หวังซุ่นหย่งมีพรสวรรค์ไม่ใช่ชั่วในด้านภาพวาด ย่อมมองออกว่าภาพนี้อยู่ระดับไหน
“คุณชายเนตรปัญญาดั่งคบเพลิง น่าเลื่อมใส แต่ของสิ่งนี้ไม่ใช่มีแค่นี้ ท่านดูนี่…” เฉินเต้าเจ่าเริ่มอธิบายของเล่นพิศวงให้หวังซุ่นหย่งฟังอย่างละเอียด
ด้านนอกประตู
เฉินอวิ๋นซียืนอยู่ที่มุมระเบียง สุราใสสีเขียวมรกตสองจอกวางอยู่บนถาดเงินในมือ นี่เป็นสุราหายากที่มาจากต่างประเทศ จอกหนึ่งในนี้เตรียมให้หวังซุ่นหย่งโดยเฉพาะ
นางซ่อนถุงยาสำหรับเตรียมวางยาไว้ในแขนเสื้อ มาถึงตอนนี้ จิตใจโศกเศร้า เหตุใดขยับตัวไม่ได้
“ฮ่าๆๆ คุณชายหวัง เชิญเข้าไปในลานบ้าน ข้ามีของดีอีกอย่างหนึ่งให้ท่านตัดสิน”
“ยังมีอีกหรือ ข้าอยากเห็นว่าของชิ้นที่สองที่ผู้เฒ่าหวังเตรียมไว้คืออะไร”
มุมด้านหน้าแว่วเสียงสนทนาของทั้งสอง คล้ายย้ายไปที่ลานบ้านแล้ว
ที่นี่เป็นโถงหลักของบ้านตระกูลเฉิน พวกเขาออกประตูไป สถานที่ที่จะไปก็คือสวนไพรงามที่มีบุปผาหญ้าประหลาดอยู่เนืองแน่น
เฉินอวิ๋นซีมองจอกสุราที่ประคองอยู่ตรงหน้า ขอบตาเปียกชื้นอยู่บ้าง จุกอกเพราะความอัปยศกับความทุกข์ใจจนแทบหายใจไม่ออก
“คุณหนู ถึงเวลาของท่านแล้ว” ผู้ดูแลชรายืนอยู่ด้านข้าง มองนางพร้อมเร่งอย่างจนปัญญา เขาเป็นหนึ่งในคนที่ทราบเรื่อง เป็นคนสนิทของตระกูลเฉิน เพียงแต่ขณะมองคุณหนูที่เห็นมาตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่สุดท้ายมีจุดจบเช่นนี้ รู้สึกรับไม่ได้เช่นกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้
“ทราบแล้ว…” เฉินอวิ๋นซีใช้แขนเสื้อปิดบังใบหน้า ในที่สุดก็หยิบถุงยาออกมาเทใส่จอกสุราสองจอก ผงเล็กละเอียดสีขาวเทใส่น้ำก็ละลาย พริบตาเดียวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
นางพยายามฝืนยิ้ม ปกปิดความซึมเซาในดวงตา ประคองถาดเดินไปยังลานบ้านอย่างเชื่องช้า
ในลานบ้าน เฉินเต้าเจ่ากับหวังซุ่นหย่งนั่งตรงข้ามกัน กำลังคุยกันอย่างออกรส คันฉ่องเอกภพที่เล่นเมื่อก่อนหน้านี้วางอยู่บนโต๊ะหิน
เฉินอวิ๋นซีถือถาดเดินเข้าไป
“มาๆๆ นี่เป็นสุราองุ่นหยกม่วงที่ข้าส่งคนไปซื้อจากรัฐมหาเกียรติประเทศทางตะวันออก สถานที่อื่นๆ ไม่มีสิ่งนี้ สุรานี้งดงามน่าดื่มด่ำ เป็นของชั้นเลิศ คุณชายหวังทดลองดู!”
เฉินเต้าเจ่าทำท่าให้หวังซุ่นหย่งเลือกก่อน ถึงอย่างไรทั้งสองจอกก็วางยาไว้ เขารับประทานยาแก้ไปก่อนแล้ว ไม่กลัวฤทธิ์ยา ดังนั้นเอาจอกไหนก็ได้
หวังซุ่นหย่งได้ยินว่าส่งมาจากประเทศตะวันออก สีหน้าฉายแววยินดี
“ในเมื่อเป็นของจากประเทศตะวันออก ข้าอยากรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร!” เขายิ้มพลางชูจอกสุราขึ้น
มองเขายกจอกสุราถึงริมฝีปาก เฉินเต้าเจ่ากับผู้ดูแลชราจ้องเขาอย่างกระวนกระวายอยู่ด้านข้าง
ตรงหน้าของเฉินอวิ๋นซีกลับมีใบหน้าลู่เซิ่งแวบผ่าน สายตาค่อยๆ พร่ามัว
โครม!
ทันใดนั้นเอง
ประตูลานบ้านถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรง
ชายฉกรรจ์ผมยุ่ง เปลือยร่างท่อนบนถลันเข้ามา เขาสักมังกรเขียวตัวหนึ่งบนหน้าอก เอวหยาบไหล่กลม ยามเดินเหมือนกับหมีดำเปิดทาง
ด้านหลังเขา มีชายฉกรรจ์ล่ำสันอีกสองแถวพุ่งเข้ามา แต่ละคนใส่เสื้อดำตัดผมสั้น ร่างกายกำยำ
“เป็นมัน!” ชายฉกรรจ์ตวาดพร้อมชี้ไปที่หวังซุ่นหย่งที่กำลังนิ่งอึ้ง “กล้าแย่งสตรีของนายท่าน อัดมันให้เละ! ถ้าตายข้ารับผิดชอบเอง!”
ทันใดนั้นเหล่าชายฉกรรจ์รุมกันเข้าไป กดหวังซุ่นหย่งที่แตกตื่นหน้าถอดสีให้อยู่กับพื้น แล้วทุบตี กำปั้นใหญ่ดุจหม้อกระหน่ำลงไป
อ๊ากๆๆๆ!
หวังซุ่นหย่งถูกทุบตีอยู่กับพื้น ชายฉกรรจ์ผลัดกันทุบและอัดอย่างบ้าคลั่ง
เฉินเต้าเจ่ากับเฉินอวิ๋นซีที่อยู่ใกล้ๆ ตกตะลึง ยังมีข้ารับใช้กับคนคุ้มกันคิดเข้าไปห้ามปราม แต่อีกฝ่ายแบ่งคนออกมาหลายคน สะกดยอดฝีมือของตระกูลเฉินไว้
เหล่าอาจารย์สอนวรยุทธ์ระดับพลังปลอดโปร่งเห็นท่วงท่านี้ ยิ่งไม่กล้าเงยหน้า เงียบงันไม่เปล่งเสียง
……………………………………….
บทที่ 108
เห็นคนที่เป็นผู้นำ จากนั้นมองที่พวกเขาสวมเป็นเครื่องแบบสัญลักษณ์อันใด? นั่นคือพรรควาฬแดง!
ความแค้นของพรรควาฬแดง ล้อเล่นหรือ ผู้ใดกล้ารับ ต่อให้เป็นคุณชายของรองผู้บัญชาการ อัดก็อัดไปแล้ว ผู้ใดกล้าเป็นศัตรูกับพรรควาฬแดง รังเกียจที่มีชีวิตมานานหรือ
“นี่…นี่…นี่…!” เฉินเต้าเจ่ามองคุณชายหวังถูกอัดจนไม่ส่งเสียง รีบเรียกคนไปห้ามปราม แต่เรียกอยู่สักพักไม่มีใครขยับ ก็สับสนกระวนกระวาย
พอนึกถึงปัญหาที่ตระกูลเฉินอาจเจอตอนรองผู้บัญชาการถามโทษในภายหลัง เขาจิตใจเย็นเยียบ ในที่สุดก็ตาเหลือกหงายหลัง สิ้นสติสมประดีไป
“ท่านพ่อ!” เฉินอวิ๋นซีรีบเข้าไปประคอง ตกใจหน้าถอดสีเช่นกัน
พอทุบตีหวังซุ่นหย่งจนเกือบสิ้นลม ชายฉกรรจ์สักมังกรเขียวผู้นั้นค่อยแสร้งบอกให้คนหยุดมือ
จากนั้นทำท่าเข้าไปดู
“อ้าว! นี่คุณหนูใหญ่เฉินนี่ เสียคารวะแล้วๆ คิดไม่ถึงจะจับโจรชั่วได้ที่บ้านของคุณหนูใหญ่เฉิน ขออภัยๆ! พวกเราจะไปแล้ว!”
ชายฉกรรจ์ผู้นี้ขอโทษขอโพย เทียบกับการบุกเข้ามาทุบตีคนเมื่อครู่ เขาในตอนนี้มีมารยาทจนน่ากลัว
ความแตกต่างที่มากเกินไปทำให้เฉินอวิ๋นซีไม่รู้สมควรตอบอย่างไร
อีกฝ่ายมองยังไม่มองบิดาที่อยู่ข้างกายนาง เพียงเยินยอนาง จากนั้นก็ลากขาหวังซุ่นหย่งคุณชายหวังที่เหมือนสุนัขตายวิ่งไป
ไม่รอให้นางได้สติ คนกลุ่มใหญ่ก็หายไปโดยไร้เงา เหลือเพียงความเละเทะในสวนและบิดาที่สลบไสล
ยังมีเฉินอวิ๋นซีที่สีหน้าสับสน จิตใจปั่นป่วน จนถึงตอนสุดท้าย นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ความจริงนางไม่ทราบความลับในนี้
นี่ต้องเล่าตั้งแต่โถงอินทรีเหินก่อปัญหาในพรรควาฬแดง
ยอดฝีมือทุกคนของโถงอินทรีเหินในพรรควาฬแดง เป็นเพราะก่อนหน้านี้จับกลุ่มไม่ฟังคำสั่ง คิดเสนอเงื่อนไขเอง สร้างความไม่พอใจแก่ลู่เซิ่ง ดังนั้นจึงไม่สบายใจมาตลอด ต้องการหาโอกาสปรับปรุงภาพลักษณ์
แต่ว่าลู่เซิ่งมีพลังยุทธ์น่าเกรงขาม ทั้งยังอยู่ในตำแหน่งสูง คนประจบประแจงเยอะเกินไป พวกเขาไม่มีโอกาสดีๆ ในการแสดงออก
ดังนั้นพวกเขาปรึกษากัน เริ่มให้ความสนใจสหายสนิทของลู่เซิ่ง
เฉินอวิ๋นซีเป็นเพราะอยู่ลำพังกับลู่เซิ่งหลายครั้ง มีคนหลายคนเห็น ย่อมเข้าสู่สายตาพวกเขา
บวกกับก่อนหน้านี้อวี้เหลียนจื่อกำชับเป็นการลับ ให้ปกป้องครอบครัวของลู่เซิ่งและสตรีนางนี้ พลันทำให้คนของโถงอินทรีเหินเกิดความคิด
จ้าวจื่อหยางฉายามังกรเขียวทะยาน เป็นหนึ่งในนี้ เขาที่อยู่ในระดับสูงสุดของพลังปลอดโปร่ง ไม่มีความหวังจะก้าวหน้า ไม่ได้ต้องการชิงกิจการพื้นฐานให้ครอบครัว แต่ถ้าทำให้หัวหน้าไม่พอใจเพราะสาเหตุนี้ ไม่ต้องพูดถึงกิจการพื้นฐาน ชีวิตเล็กๆ ก็ไม่อาจรักษา ถือเป็นปัญหา
ในความยุ่งเหยิง เขาย้ายเป้าหมายไปที่ตัวเฉินอวิ๋นซี หลังวางแผนการกับคนอื่น ก็วางคนอย่างถี่ถ้วน ตรวจสอบทุกรูปแบบ วางสายสอดแนม จับตาตลอดเวลา ในที่สุดเขาก็เจอโอกาสอันดีที่ทำให้พวกตนในสายตาลูกพี่เปลี่ยนภาพลักษณ์ได้
ดังนั้นจึงวางแผน คุณชายหวังจากครอบครัวรองผู้บัญชาการกลายเป็นหินรองเท้าของเขามังกรเขียวทะยาน แล้วที่ล่วงเกินรองผู้บัญชาการเล่า
ด้วยขีดความสามารถและขุมกำลังของพรรควาฬแดง ในเมืองเลียบคีรีขอแค่ไม่ใช่เรื่องราวสะเทือนขวัญเช่นทำลายที่ว่าการ เรื่องทั่วไปมีใครกล้าหือ ถึงอย่างไรเมื่อฟ้าถล่ม ก็มีระดับสูงรับไว้ กลัวอะไร?!
ดังนั้นคนไร้การศึกษาผู้นี้จึงพาคนบุกมาจับตัวคุณชายหวัง แล้วทุบตีอย่างรุนแรง
คุณชายหวังผู้น่าสงสารมาชมของประหลาดอย่างกระตือรือร้น กลับถูกทุบตีอย่างไร้เหตุผล สุดท้ายถูกหามออกไปทั้งที่สลบอยู่ ทำไมตนจึงถูกทำร้ายก็ยังไม่รู้ รับภัยพิบัติที่ไร้สาเหตุไป
เฉินเต้าเจ่าที่สลบไปหากทราบเรื่องนี้เข้า เกรงว่าเมื่อตื่นขึ้นมาจะสลบไปอีกรอบ พรรควาฬแดงไม่กลัว แต่ตระกูลเฉินของเขาต้องรับภัยพิบัติแล้ว!
…
ในห้องหนังสือของบ่อนพนัน
“หา?” อวี้เหลียนจื่อลุกพรวด มองมังกรเขียวทะยานกับชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่อีกสองคนตรงหน้า ใบหน้าสับสน
“พวกเจ้าไปทุบตีคุณชายของรองผู้บัญชาการเพราะเขาไปเป็นแขกที่บ้านคุณหนูเฉินอวิ๋นซีหรือ”
“ย่อมไม่ใช่!” มังกรเขียวทะยาน เลียริมฝีปากกระเถิบเข้าใกล้ “ใต้เท้าเหลียนจื่อ ท่านไม่ทราบ…”
“ข้าไม่ใช่เหลียนจื่อ ข้าคืออวี้เหลียนจื่อ!” อวี้เหลียนจื่อทำท่าปวดหัว แก้ไขคำเรียกด้วยน้ำเสียงโมโห
“อ้อ ใต้เท้าอวี้เหลียนจื่อ! นี่ยังไม่ใช่เหลียนจื่อหรือ ผิดแล้วๆ! ข้าน้อยผิดไปแล้ว สมควรทุบตี!” มังกรเขียวทะยานเห็นอวี้เหลียนจื่อสีหน้าผิดปกติ รีบหุบปาก ตบหน้าตัวเองเบาๆ
“ข้าเล่าก็แล้วกัน” ชายชราอีกคนจากโถงอินทรีเหินเดินขึ้นหน้ามา เขาเป็นคนที่ให้ความร่วมมือ ซึ่งความจริงสาเหตุที่มังกรเขียวทะยานกระทำเรื่องนี้ได้อย่างรัดกุม ใช้วิธีขมขู่ล่อใจจนสืบแผนการของเฉินเต้าเจ่าได้ ก็เป็นคนผู้นี้วางแผน
ชายชราเล่าต้นสายปลายเหตุอย่างละเอียดรอบหนึ่ง
หลังฟังจบ อวี้เหลียนจื่ออ้าปากตาค้าง เฉินเต้าเจ่ามีความคิดแบบนี้ ช่างไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แม้แต่บุคคลยิ่งใหญ่ที่เหี้ยมหาญเช่นหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกของตนก็ยังผลักไส ไปหาบุตรชายตระกูลหวังแทนหรือ
แค่รองผู้บัญชาการคนเดียว เมืองเลียบคีรีใหญ่โต มีรองผู้บัญชาการสามคนแบ่งอำนาจทางการทหาร ไม่ต้องพูดถึงรองผู้บัญชาการ แค่สถานะและวาจาสิทธิ์ของผู้บัญชาการใหญ่ก็ไม่ต่างจากผู้อาวุโสคนหนึ่งของพรรควาฬแดงเท่าไหร่
เทียบกับผู้มีอำนาจอันดับสามอย่างลู่เซิ่ง ไม่ใช่ระดับเดียวกัน
“ตาเฒ่าผู้นี้ช่าง…กล้าผลักไสคุณหนูอวิ๋นซีไปเป็นอนุคนอื่น” อวี้เหลียนจื่อส่ายหน้าอย่างหมดคำพูด
“เช่นนั้นใต้เท้าอวี้เหลียนจื่อ ตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไร” ชายชรากล่าวเบาๆ แอบยัดตั๋วเงินม้วนหนึ่งใส่มืออวี้เหลียนจื่ออย่างรวดเร็ว
อวี้เหลียนจื่อมองตั๋วเงินจำนวนมากอย่างคลุมเครือ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม รับไว้เงียบๆ
“ไปเถอะ ไปรอตรงลานบ้านที่หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกปิดด่านกับข้า เขาเคยบอกว่าวันนี้ตอนบ่ายน่าจะออกมาได้ รองผู้บัญชาการสุดท้ายก็เป็นตัวยุ่งยากในราชสำนัก จะจัดการต้องให้หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกออกปากเอง”
“ขอบคุณใต้เท้าอวี้เหลียนจื่อ” ยอดฝีมือโถงอินทรีเหินสามคนรีบประสานมือคำนับ
“เกรงใจแล้ว วันหน้ายังต้องได้พึ่งพาพวกท่านอีกมาก” อวี้เหลียนจื่อประสานมือคำนับตอบ แม้ถ้ายึดตามลำดับเขาจะตำแหน่งสูงกว่าอีกฝ่ายขั้นหนึ่ง แต่ว่ายอดฝีมือประจำสาขาย่อยเช่นนี้เทียบเท่ากับเจ้าผู้ครองรัฐขนาดเล็ก กุมอำนาจจริงแท้อยู่ในมือ ภายหลังจำมีส่วนที่ต้องให้พวกเขาช่วยเหลือ
พวกเขาออกจากห้องหนังสือ เดินถึงด้านนอกลานที่ลู่เซิ่งปิดด่าน รออย่างเงียบสงบ
อาทิตย์แรงกล้าสาดส่องบนศีรษะ แต่ละคนไม่มีคำตัดพ้อแม้แต่น้อย ยืนตัวตรงอยู่นอกลานเช่นนี้
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ดวงอาทิตย์ตกลงที่ประจิมทิศมากกว่าครึ่ง กำลังจะหายไปในเส้นขอบฟ้า รอจนเท้าทุกคนเริ่มชา บนตัวลานในที่สุดก็มีเสียงเสียดแทงหูดังมา คล้ายประตูห้องเปิดออก
“ไม่ใช่บอกว่าไม่มีธุระอย่ามารบกวนข้าหรือ อวี้เหลียนจื่อ ท่านพาสามคนนี้มาทำอันใด” เสียงแหบทุ้มต่ำเฉพาะตัวของลู่เซิ่งดังมาจากด้านใน
อวี้เหลียนจื่อได้ยินเสียง สีหน้าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ฟังออกว่าสภาพในตอนนี้ของลู่เซิ่งคล้ายต่างจากยามปกติ ในเสียงแฝงความรู้สึกกดข่มในระดับสูงสุด คล้ายกำลังสะสมอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง
“เรื่องเกี่ยวกับคุณหนูเฉินอวิ๋นซี” เขาเล่าเรื่องที่พวกมังกรเขียวทะยานใช้วิธีการมากมายตรวจสอบได้ทีละเรื่องๆ
พูดจบแล้ว พวกเขาก็รอที่ประตูใหญ่เงียบๆ
สักพักหนึ่ง ประตูส่งเสียงแอ๊ด ค่อยๆ เปิดออก
ชายร่างกำยำ ใบหน้าเหี้ยมเกรียมคนหนึ่งเดินออกมาอย่างเชื่องช้าพร้อมศีรษะล้านเลี่ยน
ดวงตาดั่งราชสีห์กวาดมองผู้คน พวกอวี้เหลียนจื่อสี่คนพลันขนลุกขนพอง
ต่อให้เป็นจ้าวจื่อหยางมังกรเขียวทะยาน ที่ร่างสูงใหญ่กำยำที่สุดในหมู่พวกเขา เทียบกับคนตรงหน้าผู้นี้ ยังตัวเล็กกว่ามาก ดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงเหมือนกับถั่วงอก
พลังยุทธ์ของหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แล้ว!
พวกเขาที่ถูกจ้องมอง เสียวสันหลังวาบ เหงื่อกาฬผุดซึม
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่า บิดาของเฉินอวิ๋นซีจะวางยาคนอื่น ยังจะให้นางแต่งเป็นอนุคนอื่นใช่หรือไม่” เขาเสียงทุ้มต่ำ อารมณ์ที่สะกดในน้ำเสียงให้ความรู้สึกกดข่มที่พร้อมระเบิดได้ตลอดเวลาเหมือนแม่น้ำก่อนขึ้นสูง
“เป็น…เป็นเช่นนี้…” หน้าผากมังกรเขียวทะยานมีเหงื่อผุดซึม ฝืนต้านทานแรงกดดัน พยายามตอบ
“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก ข้าน้อยคิดว่าถ้าท่านไม่ต้องการคุณหนูเฉินอวิ๋นซี เรื่องนี้ให้ดีที่สุดอย่าให้ความหวังนาง อย่าได้สอดมือเข้าไปในเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของเฉินเต้าเจ่า เรื่องแบบนี้ขอแค่เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ก็จะเกิดครั้งที่สอง ครั้งที่สาม” อวี้เหลียนจื่ออยู่กับลู่เซิ่งบ่อยๆ ชินกับความรู้สึกกดดันอันกล้าแข็งรอบๆ ตัวเขาเล็กน้อย ตอนนี้จึงออกปากเตือน
ลู่เซิ่งเงียบพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างเชื่องช้า “เรื่องนี้ท่านไปจัดการ บอกเฉินอวิ๋นซีว่าถ้าทุกอย่างเรียบร้อย และนางยินดี หนึ่งปี ให้นางรอข้าหนึ่งปี ภายหลังข้าจะไปหานาง” ถ้าข้าไม่ตาย เขาเสริมหนึ่งประโยคเงียบๆ ในใจ
อวี้เหลียนจื่อทราบเรื่องระหว่างเฉินอวิ๋นซีกับลู่เซิ่ง ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกปลาบปลื้มแทนสตรีนางนั้น เขาหันไปมองคนที่เหลือ
“เรื่องของหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก จะต้องปิดเป็นความลับ ไม่อนุญาตให้แพร่งพราย”
“ข้าน้อยจะรักษาความลับ ถ้าเล็ดลอดไปขอให้ไม่ตายดี!” ทั้งสามคนสาบานอย่างแน่วแน่ เมื่อเกี่ยวพันถึงเรื่องในบ้านของหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก แม้พวกเขาจะสาบานด้วยคำสาปแช่ง แต่จิตใจเบิกบาน ทราบว่าครั้งนี้แทงพนันถูกแล้ว
ในฐานะบริวาร ได้สร้างผลงานไม่น้อยหลังทราบเรื่องราวความลับของหัวหน้า นี่มีวี่แววว่าจะกลายเป็นคนสนิทแล้ว!
หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ขึ้นสู่ระดับสูงสุดขอบเขตผนึกจิตตั้งแต่อายุยังน้อย ขีดความสามารถเช่นนี้ บนแดนเหนือที่กว้างใหญ่แทบเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในอนาคต ถึงอย่างไรประมุขพรรคเฒ่าก็แก่ชราแล้ว กำลังวังชาถดถอยลงไปตามกาลเวลา
“เอาล่ะ ไปกันได้แล้ว” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ
“ขอรับ!” พวกอวี้เหลียนจื่อพากันล่าถอย
ลู่เซิ่งยืนอยู่ในลาน สีหน้าสงบนิ่ง เขามองออกว่า เมืองเลียบคีรีแห่งนี้ หรือแม้แต่สถานที่จำนวนไม่น้อยบนแดนเหนือ เฉินอวิ๋นซีที่ขายาวเป็นที่รังเกียจของผู้คน ฐานะเหมือนกับหญิงขี้เหร่
คนทั่วไปเห็นว่านางบกพร่องไม่สมประกอบ
แต่เขาจำได้ดีว่า ตอนอยู่เมืองเก้าประสาน ขอแค่ขาไม่ยาวเกินไปก็จะมีคนตามจีบ เหมือนกับตวนมู่หว่านในตอนนั้น การยึดถือขาสั้นๆ เป็นความงดงาม อาจจะมีแค่เมืองเลียบคีรีที่ให้ความสนใจด้านนี้มากกว่า ถึงอย่างไรตวนมู่หว่านก็ขายาวไม่เท่าเฉินอวิ๋นซี
“จริงด้วย” อวี้เหลียนจื่อไม่ทันไรก็วกกลับมาอีก “คุณชายตระกูลหวังของรองผู้บัญชาการนั่นจะจัดการอย่างไร”
“รองผู้บัญชาการหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง จากนั้นส่ายหน้า “คนผู้นี้เพียงเจอภัยพิบัติไร้สาเหตุ แต่ในเมื่อพัวพันถึงชื่อเสียงของสตรีข้า ก็ตัดขาเขาข้างหนึ่ง ถ่ายทอดไปว่าเขาหมายจะทำมิดีมิร้ายเฉินอวิ๋นซี แต่ถูกคนผ่านทางพบเห็นความอยุติธรรมทุบตีจนสลบไสล เรื่องวางยาใครกล้าพูด ให้จัดการเหมือนกัน”
อวี้เหลียนจื่อเหงื่อออกกลางหลัง
นี่ต้องเข้าข้างขนาดไหนถึงทำเรื่องแบบนี้ได้…
หวังซุ่นหย่งผู้นี้ซวยมหาซวย ถูกทุบตีโดยไร้สาเหตุ ทั้งยังโดนใส่ร้ายป้ายสี สุดท้ายได้แต่กลืนฟันหักลงท้อง ถ้ากล้าโต้ตอบ แค่รองผู้บัญชาการคนเดียว ถ้ายั่วโมโหลู่เซิ่ง ก็บุกไปฆ่าล้างตระกูล ราชสำนักอย่างมากถามไถ่รอบหนึ่ง ชดเชยให้ก็จบเรื่อง ไม่มีทางฉีกหน้าจริงๆ เหมือนกับเรือสำราญหอแดงก่อนหน้า จับคนอย่างเหิมเกริมในที่ลับบนแม่น้ำ ราชสำนักก็ลืมตาข้างปิดตาข้าง
“อย่าลืมให้การเท็จกับเขาด้วย เอาล่ะเรื่องเล็กๆ เหล่านี้ไม่ต้องมาถามข้าแล้ว ท่านจัดการเองเลย” ลู่เซิ่งโบกมือกล่าวอย่างไม่แยแส
“รับทราบ” อวี้เหลียนจื่อล่าถอยอย่างจนใจ ถึงตอนท้ายทั้งสองคนก็ไม่พูดถึงฉากหลังซึ่งเป็นผู้บัญชาการ
สำหรับพรรควาฬแดงในตอนนี้ ขุมกำลังทั่วไปอาจมีผลเล็กน้อย แต่เทียบกับจัตุรัสแดงแล้วไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง
ยอดฝีมือระดับผนึกจิตถ้าลงมือ หากไม่มีอาวุธประเภทหน้าไม้พลังทำลายสูง คนกี่คนก็ต้านไม่อยู่ ยิ่งไปกว่านั้นผู้นำในพรรควาฬแดงอย่างลู่เซิ่งมีพลพรรคในมือมากกว่าพันคน ต่างก็ฝึกฝนตามวินัยกองทัพ ฉากหลังยังมีตระกูลขุนนาง
……………………………………….
บทที่ 109
ลู่เซิ่งยืนอยู่ในลาน มองสองมือของตัวเอง
ลวดลายรูปตาข่ายโผล่ขึ้นบนฝ่ามือ ถึงจะเล็กมาก แต่เมื่อพิจารณาก็ยังเห็นลวดลายสีเทาได้
‘วิชาด้ายทองเข้าสู่ระดับเบื้องต้น…สมควรยกระดับแล้ว’
เขาไม่กลับไปห้องสงบใจ แต่ยืนอยู่ในตัวลานเช่นนี้
‘ดีปบลู’ เขานึกในใจ
กรอบสีน้ำเงินอ่อนโผล่ขึ้นด้านหน้าเขา
[ดำเนินการเรียนรู้วรยุทธ์หรือไม่?] กรอบคำถามเด้งขึ้นมา
“ใช่” ลู่เซิ่งตอบอย่างสงบนิ่ง
กรอบข้อความหายไป เผยให้เห็นวรยุทธ์แต่ละชนิดแถวหนึ่งด้านหลัง หลังจากดูดซับปราณหยินจากของหลายชิ้นที่ได้มาเมื่อก่อนหน้า วรยุทธ์ทั้งหมดในเวลานี้เห็นปุ่มสามารถเรียนรู้
เพียงแต่สายตาของลู่เซิ่ง หยุดนิ่งที่วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานเนิ่นนาน ปุ่มสามารถเรียนรู้ยังคงอยู่ แต่เขาทราบว่าหากเกิดตนกดลงไป ร่างกายจะต้านไม่ไหว มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดปัญหา
ถ้าไม่บาดเจ็บสาหัส เส้นลมปราณก็เสียหาย
กายเนื้อต้านรับไม่ไหว ปราณภายในมีมากเกินไป ไม่อาจกักเก็บได้ ไม่แก้ปัญหานี้ ก็ไม่อาจกักเก็บวิชากำลังภายในระดับสูงกว่านี้ได้
‘น่าเสียดาย…’ เขามองวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานอย่างล้ำลึก ในที่สุดก็กลับไปยังวรยุทธ์ที่โผล่ขึ้นใหม่ด้านล่างสุด
[วิชาด้ายทอง: ระดับเบื้องต้น ผลพิเศษ: ป้องกันอาวุธมีคมระดับหนึ่ง]
วิชาแข็งกร้าวที่เรียบง่ายยิ่งวิชาหนึ่ง ผลพิเศษเพียงหนึ่งเดียวคือป้องกันอาวุธมีคม ลู่เซิ่งค่อยๆ พ่นลมหายใจ
‘ใช้วิชาหยินหยางกระเรียนหยกเพิ่มระดับดูก่อน’ เขาหยีตา
[ยกระดับวิชาด้ายทองถึงขั้นที่หนึ่ง]
ความคิดทำงาน แถวของวิชาด้ายทองบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนเลือนลงในพริบตา ไม่กี่อึดใจก็ชัดขึ้นอีกครั้ง
[วิชาด้ายทอง: ระดับหนึ่ง ผลพิเศษ: ป้องกันอาวุธมีคมระดับสอง]
[เพิ่มวิชาด้ายทองถึงระดับที่สอง] ลู่เซิ่งรู้สึกว่าร่างกายไม่มีสิ่งใดผิดปกติ เพียงแต่ปราณภายในของวิชาหยินหยางกระเรียนหยกหายไปครึ่งหนึ่ง จึงยกระดับต่อ
ถึงแม้ปราณหยินจะมากพอจนยกระดับได้ แต่อย่างไรการยกระดับโดยตรงก็สิ้นเปลืองไปบ้าง การใช้การเรียนรู้วิชาที่ถึงขีดจำกัดจึงเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง
กรอบวิชาด้ายทองบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนพลันจางลง แล้วชัดขึ้นใหม่ กลายเป็นระดับสองอย่างรวดเร็ว ผลพิเศษเปลี่ยนเป็นป้องกันอาวุธมีคมระดับสองเช่นเดิม
ครั้งนี้ลู่เซิ่งรู้สึกว่าร่างกายโหวงๆ อยู่บ้าง มองผิวบนหลังมือของตัวเอง ลวดลายสีเทาชั้นนั้นชัดขึ้นเรื่อยๆ
‘ดูเหมือนต้องใช้ปราณหยินแล้ว’ เขาแลกเปลี่ยนของสามชิ้นจากจัวเหวินอวี่ ทั้งหมดเป็นของที่มีปราณหยิน แต่ว่าหลังจากดูดซับสามชิ้นรวมกัน ค่อยถึงขั้นเรียนรู้วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานได้หนึ่งครั้ง
ดังนั้นก่อนที่จะเจอแหล่งปราณหยินแหล่งอื่น เขาต้องใช้ประหยัดๆ
ใช้สำนึกกดปุ่มเรียนรู้หลังวิชาด้ายทองเบาๆ
ซู่…
กรอบวิชาด้ายทองพลันพร่ามัว จากนั้นก็โผล่ขึ้นมาในพริบตา
[วิชาด้ายทอง: ระดับสาม ผลพิเศษ: ป้องกันอาวุธมีคมระดับสี่ เพิ่มพละกำลังระดับหนึ่ง]
เครื่องมือปรับเปลี่ยนแสดงผลอย่างเป็นรูปธรรม หลังทำให้วิชาด้ายทองสำเร็จออกมาในรูปแบบของเกม เหมือนตอนเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือ
ลู่เซิ่งยกแขนขึ้น อาศัยแสงจันทร์พินิจดู รู้สึกว่าร่างกายคล้ายเกิดการเปลี่ยนแปลงที่อธิบายไม่ได้บางอย่าง บอกไม่ถูกว่าเป็นอะไร แต่คล้ายเป็นสิ่งของในชั้นละเอียดอ่อน
เขาสัมผัสการเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งในร่าง ก่อนเดินเข้าไปในห้องสงบใจ ชักอิฐก้อนหนึ่งออกมาจากมุม
กำแพงพลันถูกดึงเป็นช่องดำช่องหนึ่ง ดาบเชือดสุกรที่ทั้งยาวทั้งใหญ่สองเล่มวางอยู่ด้านใน
ลู่เซิ่งใช้มือหนึ่งหยิบด้ามดาบขึ้นมา ก่อนกรีดดาบใส่ปลายแขนตนเอง
คมดาบคมกริบส่งเสียงครืด กรีดผ่านผิวเขามีแค่รอยเล็กๆ รอยหนึ่ง
‘ระดับความคมของดาบเล่มนี้ยังมากกว่าคมดาบทั่วไป แม้แต่ตัวมันก็กรีดผิวยาก…’ ลู่เซิ่งคาดคำนวณดู พลังป้องกันของผิวตนใกล้เคียงกับการสวมเกราะหนังแข็งไม่มาก
เกราะหนักแข็งที่หนาส่วนหนึ่ง แม้ใช้แรงก็กรีดใส่ไม่ขาด
‘วิชาด้ายทองนี้มีประสิทธิภาพพอถูไถ ไม่น่าจึงเป็นแค่ระดับพลังปลอดโปร่ง ฝึกจนสำเร็จแล้วประสานกับหัตถ์หมีขยุ้มค่อยเป็นแบบนี้ นอกจากป้องกันอาวุธมีคม ก็มีการเสริมพละกำลังที่วิชาแข็งกร้าวทั้งหมดมี ยังนับว่ามีผลแล้ว’ เขาส่ายหน้า ผิดหวังอยู่บ้าง
ปราณหยินรู้สึกเพียงหายไปส่วนเล็กๆ อาจเป็นเพราะวิชานี้อ่อนแอ
‘ในเมื่อเสียไปน้อยขนาดนี้ อย่างนั้นก็เรียนรู้ต่อได้อีก!’
หลังจากออกไปกินดื่มเข้าห้องน้ำเรียบร้อย ลู่เซิ่งก็กลับมาถึงห้องอย่างรวดเร็ว ฝึกฝนวิชาแข็งกร้าววิชาใหม่ต่อ
ต่อจากวิชาด้ายทอง ก็เป็นวิชาโอสถกลองพลบค่ำ
ครั้งนี้เขาเอาวิชาแข็งกร้าวทั้งหมดห้าวิชามาจากศาลาประกาศยุทธ วิชาด้ายทองฝึกจนสำเร็จแล้ว ก็เป็นรอบของวิชาโอสถกลองพลบค่ำที่มีพลังสะท้อนกลับแข็งแกร่งสุดขีด
เงื่อนไขของวิชาแข็งกร้าววิชานี้คือฝึกฝนความแข็งแกร่งของตัวเอง จนเสริมสร้างเนื้อเยื่อผิวหนังเอ็นกระดูกทั้งร่างกลายเป็นโครงสร้างที่มีความเหนียวสูงเหมือนกับกลองหนังก่อน เมื่อเป็นแบบนี้ ถ้าคู่ต่อสู้โจมตีใส่ผิว พริบตาเดียวก็จะสัมผัสถึงแรงสะท้อนกลับสุดกำลังเหมือนตีกลอง
เรียกได้ว่าเป็นความสามารถชั้นเลิศที่ใช้การป้องกันแทนการโจมตี แน่นอนว่าความยากในการฝึกความสามารถนี้ก็สูงกว่าวิชาด้ายทองด้วย
ว่ากันว่าวิชาแข็งกร้าวนี้ยังเคยให้กำเนิดยอดฝีมือระดับสำนึกปลอดโปร่งในพรรค นับว่าเป็นคัมภีร์ลับระดับสุดยอดในขอบเขตพลังปลอดโปร่ง
ลู่เซิ่งสั่งกระดิ่ง กำชับบริวารให้เปลี่ยนน้ำแกงโอสถสำหรับแช่ตัว พร้อมทำความคุ้นเคยวิชาลมปราณเคล็ดลับของวิชาโอสถกลองพลบค่ำ
ศึกษาฝึกฝนเช่นนี้ พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามวัน
เขาอยู่ในห้องสงบใจ เหนื่อยจนล้มนอนกับพื้น เวลาหิวกระหายก็เรียกคนส่งอาหาร เครื่องดื่ม เสริมร่างกายตามวิชาเดินลมปราณและวิธีตีค้อนซึ่งใช้ค้อนใหญ่ฟาดใส่ร่างกาย
ลู่เซิ่งให้คนแขวนกระบองเขี้ยวหมาป่าทำจากเหล็กสิบกว่าท่อนในห้องสงบใจ ทุกท่อนต่างหนาเท่าเอวคนทั่วไป ขณะฝึกฝนก็ใช้มือผลักกระบองเขี้ยวหมาป่า แล้วพุ่งชนใส่
หนามแหลมกับพลังกระแทกอันมหาศาลปะทะใส่ราง แบบนี้จะบรรลุเป้าหมายสร้างความมั่นคงแก่วิชาด้ายทอง และยังบรรลุผลในการตีค้อนในวิชาโอสถกลองพลบค่ำด้วย
ฝึกฝนกลับไปกลับมาเช่นนี้สามวัน บวกกับลู่เซิ่งเดิมฝึกฝนวิชาแข็งกร้าวจำนวนมาก มีประสบการณ์ล้นเหลือ จึงมีพื้นฐานวิชากำลังภายในที่เต็มเปี่ยมถึงขีดสุด
เวลาสามวัน ในที่สุดเขาก็ได้สัญลักษณ์พิเศษในระดับเบื้องต้นของวิชาโอสถกลองพลบค่ำ
ผัวะ!
กระบองเขี้ยวหมาป่าสีดำหยาบใหญ่ท่อนหนึ่งถูกกระแทกลอยขึ้นอย่างรุนแรง
ลู่เซิ่งยืนอยู่กลางวงล้อมของกระบองเขี้ยวหมาป่า สองแขนกระแทกไปด้านหน้าดุจพายุ
ผัวะๆๆ!
พริบตานั้น กล้ามเนื้อทั่วร่างเขาระเบิด บวมพองขึ้น เกิดลวดลายเหมือนคลื่น กระจายออกมาจากผิวทั่วตัว
เขาพุ่งทะลวงเข้าไปในวงล้อมกระบองเขี้ยวหมาป่า กระแทกแต่ละฝ่ามือใส่กระบองเขี้ยวหมาป่าจนลอย กระบองเขี้ยวหมาป่าที่หนักมากกว่าร้อยชั่งพุ่งกลับมาตามน้ำหนักและแรงดีดสะท้อน ก่อนถูกเขากระแทกกระเด็นขึ้นอีกรอบ
หนามแหลมอันคมกริบปักบนผิวลู่เซิ่ง เพียงเกิดรอยยุบเล็กๆ หลายจุด
ตูม!
ทันใดนั้น ลู่เซิ่งหมุนสองแขนราวลูกข่าง
กระบองเขี้ยวหมาป่าทั้งหมดถูกกระแทกลอยออกไป
ตึงๆๆ!
โซ่ที่ยึดกระบองเขี้ยวหมาป่าถูกกระแทกจนขาด กระบองเขี้ยวหมาป่าทุกท่อนกระแทกใส่กำแพง เกิดเป็นรูใหญ่เล็กไม่เท่ากัน จากนั้นก็ตกลงบนพื้นอย่างหนักหน่วง
ฟู่ว…
ลู่เซิ่งชักสองมือกลับ ท่อนบนที่เปลือยอยู่เป็นสีแดงก่ำ แต่ไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย
‘ตัวใหญ่ขึ้นอีกแล้ว…’ เขาถอนใจ มองเส้นกล้ามเนื้อที่ยิ่งมายิ่งขยายของตนเอง
ก่อนหน้านี้ตอนเขายังไม่ฝึกวิชาแข็งกร้าว สูงแค่ราวหนึ่งหนี่งหมี่แปดสิบ ตอนนี้คาดว่าคงสองหมี่แล้ว หนำซ้ำไม่ใช่โครงกระดูกผอมสูงแบบนั้น หากเป็นกล้ามเนื้อแข็งแกร่งบนร่างที่ไม่มีส่วนใดไม่กำยำ
เขายืนอยู่ในห้องสงบใจ ไอความร้อนซัดสาด ทำให้คลื่นความร้อนกระจายไปทั่วห้อง
‘ฝึกวิชาแข็งกร้าวนี้มากไป ดูเหมือนผลข้างเคียงคือร่างกายขยายขึ้นเรื่อยๆ ’ ลู่เซิ่งหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
กางเกงตัวเก่าก็ใส่ไม่ได้แล้ว จากกางเกงสั้นหลวมกว้างกลายเป็นกางแกงแนบตัว
ลู่เซิ่งถอนใจคำหนึ่งยื่นมือไปสั่นกระดิ่ง
ไม่ทันไรนอกห้องสงบใจก็แว่วเสียงคน
“ใต้เท้า?”
“ไปเอาชุดเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดมาให้ข้า” ลู่เซิ่งสั่ง
“ขอรับ”
คนด้านนอกรีบถอยไป
ลู่เซิ่งยืนในห้องสงบใจ รู้สึกเลือดลมทั่วร่างไหลลื่น เกิดความสบายที่ไม่เคยมีขึ้นมาก่อน รู้ว่าร่างกายฟื้นฟูขึ้นมากแล้ว วิชาหยินหยางกระเรียนหยกที่ใช้ไปตอนยกระดับวิชาด้ายทองเมื่อก่อนหน้าก็ฟื้นฟูโดยสมบูรณ์เช่นกัน
‘วันนี้จะเป็นวันที่วิชาโอสถกลองพลบค่ำสำเร็จ’ เขานั่งขัดสมาธิกับพื้น ปล่อยให้เหงื่อบนร่างไหลลงตามผิว
…
เมืองเลียบคีรี สวนล่องไพร
จางหยวนตงคิ้วเข้มตาโต ร่างสูงใหญ่ สองแขนยาวถึงเข่า ในวงการคนเรียกเขาว่าราชาวานรแขนยาว
พลังฝ่ามือคว่ำฟ้าของเขายอดเยี่ยมล้ำเลิศ บรรลุถึงระดับสุดยอดของขั้นผนึกจิต ต่อให้ต่อสู้กับเฉินอิงแห่งพรรควาฬแดงในช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดก็สูสี บริวารยังมีสามมหาวัชระ แต่ละคนเป็นยอดฝีมือสำนึกปลอดโปร่งที่รับผิดชอบหน้าที่ด้านใดด้านหนึ่ง
แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ เขายังคงขมวดคิ้วกังวล นั่งในสวนดอกไม้ของชุมนุมใหญ่ อับจนหนทาง
‘ตระกูลเจิน…ละทิ้งแม้กระทั่งพรรควาฬแดงหรือ’ เขาในฐานะยอดฝีมือผนึกจิต ย่อมมีการติดต่อกับตระกูลเจิน เป็นขุมกำลังในสังกัดรองจากพรรควาฬแดง และได้ข่าวเบื้องลึกที่ผิดปกติของตระกูลเจินเพราะสาเหตุนี้
‘พรรควาฬแดงเป็นแขนขวาไหล่ซ้ายของตระกูลเจินในแดนเหนือ แม้แต่ขุมกำลังใหญ่ขนาดนี้ยังทอดทิ้ง พวกเขาคิดทำอะไรกันแน่’ จางหยวนตงสับสนไม่เข้าใจ
“พี่ตง” ด้านนอกสวนดอกไม้ บุรุษร่างเตี้ยกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ราววัชระดำ สาวเท้าเข้ามา เขาแบกขวานเหล็กสีดำเล่มหนึ่งบนหลัง สภาวะไม่ธรรมดา
คนผู้นี้คือรองหัวหน้าชุมนุมล่องไพร หลีซัน สำเร็จวิชาแข็งกร้าวเก้าบรรพตมานาน ถึงขั้นบรรลุขอบเขตสำนึกปลอดโปร่ง วิชาแข็งกร้าวระดับพลังปลอดโปร่งของคนผู้นี้ถึงขั้นเหนือกว่าคนรุ่นก่อน เป็นอันดับสองในชุมนุมล่องไพร
“อาซัน เจ้ามาแล้ว” จางหยวนตงลุกขึ้น “เรื่องที่ข้าให้เจ้าตรวจสอบ สถานการณ์เป็นอย่างไร”
หลีซันสีหน้าเคร่งขรึม มองซ้ายมองขวา เอ่ยเสียงเบาว่า
“เจ้าสำนักแปรผันถูกเผาตายแล้ว”
“จริงหรือ!?” จางหยวนตงเสียงสั่น
“พันจริงหมื่นแท้!” หลีซันกล่าวอย่างแน่ใจ
จางหยวนตงถอนใจ ไพล่มือไปด้านหลัง เดินพล่านในสวนดอกไม้
“ในนี้…ต้องมีปัญหา! เจ้าสำนักแปรผันเป็นบุตรของประมุขพรรควาฬแดง พลังก็เป็นขอบเขตผนึกจิต แม้จะยังไม่ถึงจุดสูงสุด แต่วิชากระบี่โลหิตเริงโรจน์ก็ไม่อาจดูแคลน ต่อให้เป็นข้า ไม่ถึงหลายร้อยกระบวนท่ายากตัดสินแพ้ชนะ ยอดฝีมือเช่นนี้กลับถูกไฟเผาตายไปง่ายๆ หรือ พูดออกไปผู้ใดเชื่อ”
หลีซันพยักหน้าเช่นกัน “ไฟไหม้กะทันหัน ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับพลังปลอดโปร่ง ขอแค่วิชาตัวเบาไม่ใช่ชั่ว ก็พุ่งออกไปง่ายๆ อย่าว่าแต่ระดับสำนึกปลอดโปร่งกับผนึกจิตที่แข็งแกร่งกว่า” นอกเสียจากถูกขังไว้ในห้องลับไม่อาจหนีออกไป ถูกไฟคลอกตาย”
“นั่นเป็นไปไม่ได้!” จางหยวนตงส่ายหน้า “คนอื่นอาจไม่ทราบ แต่ข้าเคยสู้กับเจ้าสำนักแปรผัน เขาซ่อนมีดสั้นที่คมกริบเล่มหนึ่งไว้บนตัว เก็บไว้ในฝักกระบี่ ตัดทองหักเหล็กได้สบายๆ มีห้องลับอะไรต้านทานอาวุธคมศัสตราเทพเช่นนี้ได้”
……………………………………….
บทที่ 110
“เรื่องนี้เป็นการกระทำของผู้ใด…ผู้ใดมีขีดความสามารถถึงขนาดทำลายสำนักแปรผันที่มีพลังแข็งแกร่งได้ในครั้งเดียว” หลีซันเอ่ยเสียงทุ้มพลางขมวดคิ้ว
เรื่องนี้มีความลึกลับ
“ช่างเถอะ ไม่ต้องคิดถึงเรื่องเหล่านี้ เราพี่น้องร่วมมือกัน บวกกับสามมหาวัชระ ต่อให้เกิดเรื่อง ใต้หล้าก็ยังมีที่ให้ไป อย่างมากพวกเราหนีออกจากเมืองเลียบคีรีไปที่จงหยวน” จางหยวนตงกล่าวพลางโบกมือ
“พี่ตงกล่าวถูกต้อง” หลี่ซันเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“เอาล่ะ พวกเจ้า นำสุรา! วันนี้พวกเราสองพี่น้องมาดื่มให้สาแก่ใจสักหลายจอก!” จางหยวนตงสั่งเสียงดัง
ที่น่าประหลาดคือ ด้านนอกสวนกลับเงียบงันไร้เสียง ไม่มีคนตอบ
“คนเล่า!?” จางหยวนตงตะโกนอีกรอบ “คนคุ้มกันไปตายที่ไหน!?” เขาย่นคิ้ว
ด้านนอกยังคงเงียบเชียบ
สีหน้าของจางหยวนตงกับหลีซันค่อยๆ เคร่งเครียด
“ข้าวางมือดีสำหรับลาดตระเวนสามคนไว้ด้านนอก ไม่มีทางไม่ได้ยินเสียงแม้แต่น้อย” จางหยวนตงเอ่ยเสียงทุ้ม
“ข้าไปดูเองพี่ใหญ่” หลีซันพลิกมือดึงขวานใหญ่ออกจากหลัง ค่อยๆ เดินเข้าใกล้ประตูลานอย่างระมัดระวัง
เวลากลางคืน โคมไฟสีเหลืองที่แขวนตรงประตูสวนดอกไม้โยกตามลม ชนใส่กำแพงเกิดเสียงตุบๆ ตลอดเวลา
หลีซันเดินออกจากประตูสวนดอกไม้ มองซ้ายมองขวา ด้านนอกกเย็นเยียบ ทางเดินสองฟากว่างเปล่า ไม่เห็นคน
“เจ้าพวกลูกกระต่ายไปไหนแล้ว!?” เขาเบาเสียง ด่าคำหนึ่ง
หันกลับไปมองพี่ใหญ่
“เอ๋?” จางหยวนตงที่เมื่อครู่อยู่ในสวนดอกไม้พริบตาเดียวก็ไม่เห็นตัวแล้ว
หลีซันใจเต้น ทราบว่าเจอปัญหาแล้ว
“พี่ใหญ่!” เขาเรียก
“พี่ตง!?”
ไม่มีคนตอบ
กลับมายังตำแหน่งที่เมื่อครู่ทั้งสองคนยืนอยู่อีกรอบ เขาค่อยๆ ก้มหน้าหารอยเท้าของจางหยวนตงบนพื้น
ดินทรายบนพื้นมีรอยเท้าที่คุ้นเคยชัดเจนอยู่คู่หนึ่ง เป็นของจางหยวนตง
หลีซันฮึกเหิม มองรอยเท้าพร้อมหมุนตัวเดินไปด้านหลัง รีบติดตามรอยเท้าไปทีละก้าวๆ
รอยเท้าแต่ละคู่ยื่นไปด้านหน้าอย่างต่อเนื่อง หลีซันติดตามทีละก้าวๆ กำขวานศึก หายใจเบาๆ เสียงฝีเท้าก็กดลงให้เบาที่สุด
เดินไปเรื่อยๆ สายตาเขาพลันชะงัก
ในสายตาของเขาพลันมีเท้าคู่หนึ่งโผล่ออดมาอย่างกะทันหัน เป็นเท้าสตรีที่งดงาม เรียวเล็ก สวมรองเท้าผ้าสีแดง
เมื่ออีกฝ่ายเผชิญหน้าเขา สองเท้าหุบเข้าหากัน คล้ายกำลังยืนมองเขาอยู่ด้านหน้า
“นี่…” หลีซันหน้าผากมีเหงื่อซึม เงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า
ฟู่ว!
มีเงาสีแดงพุ่งวาบ ด้านในสวนดอกไม้ว่างเปล่าอีกครั้ง เงาของหลีซันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
…
แฮ่ก…!
แฮ่ก…!
แฮ่ก…!
ในตัวลาน ลู่เซิ่งเปลือยร่างท่อนบน เหงื่อบนร่างไหลลงเหมือนกับด้ายขาด หายใจเหมือนที่เป่าลม เคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ทำให้ลานทั้งลานเกิดการสั่นสะเทือนเล็กน้อย
ขนาดร่างกายของเขาเทียบกับก่อนหน้า ขยายใหญ่และล่ำสันกว่าเดิม ยืนอยู่กับที่เหมือนกับภูเขาลูกย่อมๆ แค่ไอร้อนที่กระจายจากผิวก็ทำให้คนรู้สึกเหมือนยืนข้างเตาไฟแล้ว
วิชาโอสถกลองพลบค่ำเป็นระดับเบื้องต้นแล้ว ลู่เซิ่งใช้น้ำแกงโอสถปริมาณมาก รวมถึงขี้ผึ้งสุคนธ์ทองส่งเสริม บวกกับร่างกายมีพื้นฐานมั่นคง ในที่สุดก็ทำให้วิชาแข็งกร้าวชนิดพิเศษที่มีพลังสะท้อนกลับวิชานี้ถึงระดับเบื้องต้นโดยสมบูรณ์เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนหน้า
เขาในตอนนี้สูงสองหมี่กว่าๆ กล้ามเนื้อสะสมบนร่าง แค่แขนก็แทบใหญ่เท่าเอวคนอื่น กล้ามเนื้อบนไหล่และแขนสองข้างขยับยุกยิกเหมือนหนู ทั้งคล้ายตุ่มสิว ลวดลายสีเทากระจายอยู่เต็ม
ลู่เซิ่งนั่งลงกลางลาน ทั่วร่างคล้ายแผ่ความเหี้ยมโหด ลมปากที่เขาพ่นออกมาก็ร้อนลวก เหมือนกับภูเขาเนื้อลูกหนึ่ง
‘วิชาโอสถกลองพลบค่ำ…ระดับเบื้องต้นแล้ว…ต่อจากนี้สมควรเปลี่ยนแปลงยกระดับ’ ลู่เซิ่งพักผ่อนครู่หนึ่ง ปรับลมหายใจให้ช้า แล้วลุกขึ้นยืน
สาเหตุที่เขาเหนื่อยขนาดนี้ เป็นเพราะวิธีตีค้อนขั้นแรกในวิชาโอสถกลองพลบค่ำ ใช้พละกำลังของตัวเองฟาดใส่กล้ามเนื้อทุกส่วนบนร่างตามความถี่ที่กำหนดไว้ ค่อยๆ กลายเป็นการสั่นสะเทือน เพื่อให้บรรลุผลต่อกล้ามเนื้อและอวัยวะภายใน
เป็นเพราะใช้พละกำลังใช้ค้อนตีใส่ตัวเองสุดกำลัง ดังนั้นต่อให้เป็นลู่เซิ่งก็เหนื่อยแทบตาย
‘แต่อย่างไรก็เป็นระดับเบื้องต้นแล้ว’ เขาสัมผัสความรู้สึกคันที่ค่อยๆ ไหลอยู่ในร่าง ใบหน้าแสดงความผ่อนคลาย
‘วิชาแข็งกร้าวที่ทับซ้อนกันยิ่งมาก ขนาดร่างกายของเราเหมือนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ…แต่…สัมผัสได้ว่านี่ไม่ใช่ขีดจำกัด
อาทิตย์จันทราผลัดเปลี่ยน ร่างกายแบบนี้ไม่ใช่สภาพที่สมบูรณ์งดงามที่สุด ภายหลังจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแนวคิด’ ลู่เซิ่งฝึกฝนวิชาแข็งกร้าวมากมาย ตั้งแต่หัตถ์หมีขย้ำในตอนแรก ถึงวิชาโซ่เก้าสินธุ จากนั้นเป็นวิชาด้ายทอง แล้วมาถึงวิชาโอสถกลองพลบค่ำในตอนนี้ นี่เป็นวิชาแข็งกร้าววิชาที่สี่ สามวิชาก่อนหน้าถึงระดับสำเร็จแล้ว
นี่เป็นความสำเร็จอันน่ากลัวที่ไม่ว่าจอมยุทธ์คนใดก็ยากจะจินตนาการ พึงทราบว่าวิชาแข้งกร้าวจำเป็นต้องใช้ค้อนตีกายเนื้อเป็นเวลานาน จึงค่อยเลื่อนระดับและมีความสำเร็จ
ดั่งเช่นวิชาหัตถ์หมีขย้ำ ถึงแม้เป็นวิชาแข็งกร้าวระดับพลังปลอดโปร่ง แต่ประสิทธิผลต่ำยิ่ง อยู่ในระดับเดียวกับดาบถลาลม ทว่าวิชาแข็งกร้าวแบบนี้อย่างน้อยต้องใช้การฝึกฝนอย่างหนักเป็นเวลายี่สิบปี จึงอาจจะสำเร็จ
ส่วนวิชาโซ่เก้าสินธุยิ่งจำเป็นต้องใช้การฝึกฝนอย่างหนักสามสิบปี จึงจะสำเร็จได้ รอฝึกถึงขอบเขตสูงสุด คงแก่ชราแล้ว
ส่วนวิชาด้ายทองยังดีกว่าเล็กน้อย แต่ต้องใช้ความลำบากเป็นเวลายี่สิบกว่าปี
วิชาแข็งกร้าวชนิดนี้เป็นเส้นทางที่มีแต่คนที่มีน้ำอดน้ำทนจึงเลือกฝึก แต่ลู่เซิ่งสะสมวิชาแข็งกร้าวหลายวิชาไว้บนร่างอย่างง่ายดาย นี่เป็นเรื่องที่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน
ไม่มีคนรู้ว่าแบบนี้จะเกิดผลอย่างไร
‘เริ่มกันเถอะ… ดีปบลู’ ลู่เซิ่งไม่เสียเวลา กลับถึงห้องสงบใจ เรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยนออกมา
กรอบสีน้ำเงินอ่อนลอยขึ้น ด้านล่างสุดปรากฏกรอบใหม่ของวิชาโอสถกลองพลบค่ำ
[วิชาโอสถกลองพลบค่ำ: ระดับเบื้องต้น ผลพิเศษ: สะท้อนกลับเบา เพิ่มพละกำลังระดับหนึ่ง]
[เพิ่มระดับวิชาโอสถกลองพลบค่ำถึงระดับหนึ่ง] ลู่เซิ่งคิด
วิชาแข็งกร้าวมีสามขอบเขต ตามบันทึก หลังสำเร็จแล้วจะสะท้อนกลับพลังฝ่ามือ พลังหมัด อาวุธไร้คมส่วนใหญ่ในขอบเขตพลังปลอดโปร่งได้ สามารถดีดพลังห้าส่วนของอีกฝ่ายกลับไปได้ ที่กลัวเพียงอย่างเดียวคืออาวุธคมศัสตราเทพที่แหลมคมเป็นพิเศษใช้จุดทำลายพื้นที่
ไม่ทันไรลู่เซิ่งก็รู้สึกได้ว่าปราณภายในของวิชาหยินหยางกระเรียนหยกลดลงด้วยความเร็วสูง ส่วนร่างกายเขาก็ค่อยๆ ปรากฏความเจ็บปวดจากการขยายอย่างรุนแรงเหมือนกับถูกเป่าลม
กรอบจางลง จากนั้นตอนที่โผล่ขึ้น ก็กลายเป็นวิชาโอสถกลองพลบค่ำระดับหนึ่ง ผลพิเศษคือสะท้อนกลับระดับหนึ่ง เพิ่มพละกำลังระดับหนึ่ง
ความเจ็บปวดจากการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชัดเจนกว่าเดิม
‘หรือว่ากายเนื้อจะถึงขีดจำกัดแล้ว’ ลู่เซิ่งแตกตื่นสับสน แต่เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าตัวเองยังเพิ่มระดับได้อีก ไม่เหมือนกับความรู้สึกถึงขีดจำกัดอย่างชัดเจนของปราณภายใน ความเจ็บปวดจากการขยายของร่างกายนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะร่างกายไม่ชินกับการเปลี่ยนแปลงใหม่
ในลาน ร่างลู่เซิ่งค่อยๆ บวมขยายด้วยความเร็วที่ตาเนื้อเห็นได้ ร่างสูงยืดขึ้นจนสุดแล้ว แต่ว่าสิ่งที่เปลี่ยนหลักๆ เป็นกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างเขา!
กล้ามเนื้อแต่ละมัดพองขึ้นอย่างรุนแรง เหมือนเนื้องอกบนต้นไม้แก่ บิดเบี้ยวโย้เย้ เบียดอยู่ที่ทุกส่วนบนร่าง คล้ายสวมเกราะเนื้อชั้นหนึ่งให้เขา
‘ทดลองอีกรอบ!’ ลู่เซิ่งไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย การไขว่คว้าพลังไหนเลยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเล็กน้อย แค่ขนาดร่างกายเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ภายหลังมีโอกาสก็ฝึกกลับมาได้
[เพิ่มวิชาโอสถกลองพลบค่ำถึงระดับสอง!] เขานึกในใจอีกครั้ง
ซู่
เครื่องมือปรับเปลี่ยนพลันพร่ามัว วิชาโอสถกลองพลบค่ำชัดเจนขึ้นอย่างรวดเร็ว
[วิชาโอสถกลองพลบค่ำ: ระดับสอง ผลพิเศษ: สะท้อนกลับระดับสอง เพิ่มพละกำลังระดับสอง เพิ่มการป้องกันระดับหนึ่ง]
วิชาแข็งกร้าววิชานี้คล้ายจะแข็งแกร่งกว่าวิชาอื่นๆ เมื่อก่อนหน้า มีผลพิเศษโผล่มาถึงสามผล
ลู่เซิ่งยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ชัด ก็รู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่ทรวงอกขยายขึ้นด้วยความเร็วสูง ขณะเดียวกันจุดที่เปราะบางทั้งหมดทั่วทั้งร่างได้แก่ ท่อนล่าง คอ ผิวตา ใบหู ผิวและข้อต่อที่เดิมอ่อนแอต่างก็มีของที่ทำจากหนังชั้นหนึ่งหุ้มไว้
เขายกมือขึ้นคลำลำคอ มีเยื่อบางที่แข็งและทนทานชั้นหนึ่งโผล่ขึ้นบนผิวหนังตรงนั้น จากนั้นลูบตา หนังตาก็แข็งขึ้นมาก ขอแค่หลับตา ก็สัมผัสได้ว่ากระแสความร้อนสายหนึ่งไหลตามร่างเข้าสู่หนังตา เสริมความแข็งและความทนทานให้ส่วนนี้
ถึงแม้แบบนี้จะสู้การป้องกันตรงส่วนอื่นไม่ได้ แต่ก็ปลอดภัยกว่าหนังตาทั่วไปมาก
‘แบบนี้จุดอ่อนของเราก็เหลือแค่เจ็ดทวารแล้ว…การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้…เหมือนวิชาโอสถกลองพลบค่ำนำมา แต่ความจริงสมควรเกิดขึ้นเพราะวิชาแข็งกร้าวของเราทับซ้อนกันมากเกินไป การเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ’ ลู่เซิ่งรู้สึกว่าตนในปัจจุบันต้านทานการโจมตีจากพิษพันธนาการได้อย่างเด็ดขาดแล้ว
ความแข็งแกร่งของร่างกายสูงกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า!
‘วิชาหยินหยางกระเรียนหยกไม่มีปราณเหลือแล้ว ยังมีปราณหยินอยู่ เอามายกระดับได้พอดี’ ลู่เซิ่งมองแถวสุดท้ายบนเครื่องมือปรับเปลี่ยน
ความคิดให้กดลงบนปุ่มด้านหลังวิชาโอสถกลองพลบค่ำ
ซู่…
ครั้งนี้เครื่องมือปรับเปลี่ยนจางลงเกือบห้าอึดใจ แล้วค่อยๆ เป็นปกติ
วิชาโอสถกลองพลบค่ำที่โผล่มาใหม่ เทียบกับวิชาแข็งกร้าววิชาอื่น มีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก
[วิชาโอสถกลองพลบค่ำ: ระดับสาม ผลพิเศษ: สะท้อนกลับระดับสาม เพิ่มพละกำลังระดับสาม เพิ่มพลังป้องกันระดับสอง]
แต่ความรู้สึกจากทั่วร่างเหมือนกับได้ทำลายสิ่งกีดขวางที่อธิบายไม่ได้ชั้นหนึ่งในทันใด
เพล้ง!
เขาคล้ายได้ยินว่าบางอย่างในร่างแตกออก ส่งเสียงเหมือนแก้ว
เขายื่นมือออกมามองฝ่ามือที่ใหญ่กว่ามือหมี ข้อต่อกระดูกหยาบใหญ่ กล้ามเนื้อบิดเบี้ยวมีลวดลายสีเทามากมาย ไม่เหมือนมือคน คล้ายอุ้งมือของสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่ง ถึงขั้นที่เขานึกถึงมังกรน่ากลัวที่เคยเห็นในโทรทัศน์
ฝามือไม่ต่างจากอุ้งมือสิ่งมีชีวิตที่แข็งกล้าเท่าไหร่
‘นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ…’ ลู่เซิ่งหลับตา รู้สึกร่างกายเหมือนหลุดพ้นจากพันธนาการบางอย่าง เกิดความรู้สึกอยากทำอะไรตามใจ
เขายืนนิ่งๆ ในลานเนิ่นนาน
ครืด…ครืด…ครืด…
เสียงที่บิดเบี้ยวแปลกประหลาด เหมือนกับกวนโคลนเลนก็ดังจากในร่างเขา
กลางดึก ในแสงจันทร์ ร่างกายใหญ่โตของลู่เซิ่งค่อยๆ เริ่มหดเล็กลง
กล้ามเนื้อที่กำยำบิดเบี้ยว ถูกแรงมหาศาลบางอย่างบีบให้เล็กลงจนติดกับตัวเขา
ร่างที่สูงใหญ่ของเขาหดจากขนาดยักษ์ที่สูงเกือบสองหมี่ห้าสิบกลายเป็นขนาดร่างทั่วไปที่สูงเท่าผู้ใหญ่ธรรมดาๆ คนหนึ่งเหมือนใช้วิชาหดกระดูก
ถึงแม้จะยังล่ำสันอยู่บ้าง มองดูกำยำยิ่ง แต่กลับไม่ได้ให้ความรู้สึกไม่ใช่คน ราวกับภูเขาเนื้อที่น่าตื่นตระหนกเช่นก่อนหน้า
เหมือนกับก้อนเนื้อขนาดใหญ่ถูกบีบให้กลายเป็นก้อนเล็ก
ลู่เซิ่งยืนอยู่กลางลานเนิ่นนาน ลืมตามองสองมือที่เล็กลงของตน มุมปากตวัดขึ้นเล็กน้อย
เปรี้ยง!
เขากำหมัด ห้านิ้วบีบอากาศ ส่งเสียงระเบิดราวฟ้าผ่า
มองดูสองมือที่เหมือนเหล็กของตัวเอง สัมผัสถึงพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัง ที่แข็งแกร่งกว่าก่อนหน้าเหลือคณนา ในที่สุดลู่เซิ่งก็อดกลั้นไม่ไหว เงยหน้าหัวเราะเสียงดังลั่น
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น