101-105

บทที่ 101
ดวงอาทิตย์สีแดงดั่งโลหิตค่อยๆ ลาลับ เหลือเพียงครึ่งหนึ่งโผล่พ้นขอบฟ้า

ในสิ่งก่อสร้างที่ทรุดโทรมแห่งหนึ่งบนยอดเขา

เจินสวินค่อยๆ เปิดประตูใหญ่ออก เหยียบก้อนโคลนเศษหินบนพื้น ขโยกเขยกเดินเข้าไปในโถงใหญ่ของสิ่งก่อสร้าง มองไปที่หน้าต่างด้านหน้าฝั่งขวา

แสงจากดวงอาทิตย์ที่มีสีแดงดั่งโลหิตสาดเข้ามาทางหน้าต่างโค้ง ประทับเงาคนผมยาว ร่างบางระหงผู้หนึ่งไว้ตรงหน้าต่าง

เจินสวินหยีตา พิจารณาสภาพแวดล้อมรอบๆ

ในโถงใหญ่ไม่มีสิ่งใด ไร้เครื่องเรือน ไร้เสาค้ำยัน ไร้บันไดขึ้นลง มีแต่ความราบเรียบ บนพื้นเป็นซากเศษหิน ยังมีเครื่องเรือนไม้ที่ผุพังแล้ว หากยืนที่ประตูก็เห็นหน้าต่างโค้งสี่ด้านได้

หน้าต่างทรงกลมหลายบานสูงเกือบเท่าคนสองคน ส่วนใหญ่ชำรุด บางบานยังเหลือกรอบไม้หักอยู่ เสี้ยนไม้หลายแท่งที่โผล่มาลอยโดดเดี่ยวอยู่กลางหน้าต่าง

โถงใหญ่ถูกอาทิตย์อัสดงย้อมเป็นสีเลือด ให้ความรู้สึกเสื่อมโทรมและพังพินาศที่รุนแรง

เงาของคนผมยาวยืนอยู่ด้านหน้าของหน้าต่างบานหนึ่ง มือเกาะกรอบหน้าต่างมองไปด้านนอก ลมเย็นพัดผ่าน พัดกระโปรงของนางไปด้านหลัง

เจินสวินขมวดคิ้ว จากมุมของเขา เห็นเพียงเงาดำทะมึนของคนผู้นั้น แม้แต่บนตัวนางสวมใส่กระโปรงสีอะไรก็ไม่แน่ใจ แสงอาทิตย์สีแดงเข้มเกินไป สะท้อนให้เงาดำทั้งหมดมืดมิดกว่าเดิม

แสงอาทิตย์แดงดั่งเลือด เงาคนดำทะมึน

“ข้าไม่ชอบเจอท่านในสถานที่แบบนี้ เวลาแบบนี้ รวมถึงสถานการณ์แบบนี้ พี่สาวที่รักของข้า” เจินสวิน กล่าวเสียงทุ้มต่ำ

“ถ้าไม่ใช่ต้องมา ข้าก็ไม่อยากเจอเจ้าเช่นกัน” สตรีเงาดำยังคงมองไปไกลนอกหน้าต่าง กล่าวโดยไม่หันกลับมา

เสียงของนางอ่อนโยนยิ่ง เหมือนกับหญิงสาวผู้อ่อนแอที่ไม่น่าหวาดระแวง มอบความรู้สึกอ่อนโยนไร้อันตรายอันเข้มข้นให้แก่ผู้คน

เจินสวินได้ยินเสียง คิ้วขมวดมุ่นกว่าเดิม

“บอกมาเถอะ ที่บ้านมีความคิดอันใดกันแน่ ให้ข้าออกมาจัดการเรื่องนี้ ข้าส่งคำสั่งขอความช่วยเหลือไปนานเท่าใดแล้ว ตอนนี้ยังไม่มีการตอบกลับ หรือพวกเขาต้องการให้ท่านมาช่วยข้าจัดการความยุ่งยากนี้”

“ย่อมเป็นไปไม่ได้” สตรีผู้นั้นเอ่ยกลั้วหัวเราะ “แน่นอนว่าถ้าเจ้าขอร้องข้าด้วยตัวเอง คำขอของน้องชายที่ข้ารักที่สุด ข้ากลับจะพิจารณาช่วยเจ้าก็ได้” วาจากล่าวเช่นนี้ แต่ความประชดประชันในน้ำเสียงนางชัดเจนยิ่ง

“ข้ามีเวลาไม่มาก” จวินสวินใบหน้าเคร่งขรึม

“เป็นน้องชายที่น่าเบื่อจริงๆ” นางค่อยๆ หันหน้ามา ผมยาวที่คลุมไหล่กระพือตามลม ปกปิดใบหน้ามากกว่าครึ่ง ใบหน้าในเงาดำส่วนใหญ่เป็นสีดำสนิท เห็นเพียงลูกตาสีแดงที่ส่องประกาย จ้องมองเจินสวินอย่างสงบในแสงอาทิตย์

“ทุกครั้งที่เจอเจ้า ข้าล้วนมีความคิดอยากฆ่าเจ้า…”

“บังเอิญจริงๆ ข้าก็เหมือนกัน” เจินสวินไม่ยอมแสดงความอ่อนแอ มองไปที่ดวงตาของสตรีนางนั้น

ทั้งสองคนสบตากันอย่างสงบอยู่เนิ่นนาน

“ที่บ้านเตรียมตัวเกือบเสร็จแล้ว พร้อมถอยได้ทุกเวลา เจ้าต้องเตรียมตัวเก็บกวาดให้ดี” สตรีในที่สุดก็บอกข่าวที่ตนมาส่ง

เจินสวินงุนงง หลับตาใคร่ครวญพักหนึ่ง

“เหตุใดเร็วแบบนี้”

“เป็นเพราะว่าตระกูลซั่งหยางก็มาแล้วเช่นกัน ถึงจะเป็นขุมกำลังเล็กๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ พวกเขาในฐานะตระกูลขุนนางเหมือนกันลงมือแล้ว ทั้งยังมาแดนเหนือที่ทรัพยากรขาดแคลนอย่างชัดเจน แค่นึกดูก็รู้เป้าหมาย ดังนั้นท่านตาผู้เป็นที่รักยิ่งของพวกเรา จึงตัดสินใจถอยก่อน” สตรีตอบราบเรียบ

เจินสวินหายใจลึกๆ ไม่ยินยอมอยู่บ้าง

“เช่นนั้นรากฐานของพวกเราที่อยู่ที่นี่ ขุมกำลังที่บ่มเพาะไว้ สถานการณ์…”

“ดาบมารอยู่ในมือ ผุดขึ้นใหม่ที่ใดก็เหมือนกัน นั่นจึงเป็นรากฐานของพวกเรา สถานการณ์เล็กน้อยในตอนนี้นับเป็นอะไร ส่วนขุมกำลัง ก็เพียงคนธรรมดาส่วนหนึ่งเท่านั้น เหมือนกับหญ้าป่า ตายแล้วเดี๋ยวก็โตขึ้นอีก นี่จำเป็นต้องกังวลหรือ” สตรีนั้นตัดบทเขา

เจินสวินเงียบงัน เข้าใจดีว่าหากพวกเขาจากไป รากฐานกับขุมกำลังซึ่งสูญเสียที่พึ่งพาเหล่านั้น จะเหมือนวิมานที่ล่มสลายกลางอากาศในชั่วพริบตาเพราะการจู่โจมของจัตุรัสแดงและกลุ่มอื่นๆ

รากฐานที่ลำบากบ่มเพาะมามากกว่าร้อยปี พริบตาเดียวก็กลายเป็นเถ้าธุลี

ครู่หนึ่ง เขาจึงค่อยได้สติจากข่าวที่มาอย่างกะทันหันนี้

“ให้ไปเมื่อใด”

“ข้าไม่ทราบ แต่คงไม่ช้าเกินไป ข่าวที่พวกเราครอบครองดาบมารภัยพิบัติมังกรสีชาดกระจายเร็วยิ่ง พวกขุมกำลังที่ถูกล่อไปก่อนหน้านี้เริ่มเร่งรุดมานี่อีกแล้ว ดังนั้นคงไม่ช้าเกินไป” สตรีตอบ

“ข้า…เข้าใจแล้ว…ข้ากลับไปจะเตรียมตัวไว้” เจินสวินถอนใจ


หมู่บ้านตระกูลซ่ง

ฟ้าขมุกขมัว ในเส้นแสงสีขาวเทา ด้านข้างหมู่บ้านตระกูลซ่งที่ถูกเผาราบ

หินเขียวขนาดเท่าฝ่าเท้าสามก้อนวางอยู่ใต้ต้นไม้แห้งต้นหนึ่ง ดูเหมือนวางอยู่ใต้ต้นไม้คล้ายขอไปที แต่ความจริงเป็นรูปสามเหลี่ยมที่โย้เย้รูปหนึ่ง

ต้นไม้แห้งเป็นสีดำสนิทราวถูกเผาไปแล้วรอบหนึ่ง ดูเหมือนอสุรกายแยกเขี้ยวกางกรงเล็บ อีกาหลายตัวบนง่ามกิ่งไม้ ก้มหัวสางขนสีดำของมัน ส่งเสียงร้องแกว๊กๆ ตลอดเวลา

ตุบ…ตุบ…ตุบ…

ไกลออกไปแว่วเสียงฝีเท้าเป็นจังหวะดังมาอย่างกะทันหัน เสียงรองเท้าเหยียบฝุ่นดำกับทรายบนพื้น ดังสวบสาบราวกับเหยียบบนพื้นหิมะ

บุรุษหัวล้านร่างสูงใหญ่ แข็งแรงกำยำคนหนึ่ง กำลังเดินมาทางต้นไม้แห้งอย่างเชื่องช้า

เขาแบกดาบผ่าฟืนใหญ่สองเล่มไว้บนหลัง สวมชุดรัดรูปสีดำ แขนใส่เกราะกันข้อมือ หน้าอกสวมเกราะหนังสีน้ำตาล สิ่งที่น่าประหลาดกว่าก็คือ เขาไม่เพียงไม่มีผม แม้แต่ขนคิ้ว หนวดเคราก็ไม่มี ถึงขั้นไม่มีขนตาด้วย

ความเกลี้ยงเกลานี้กลับมอบความรู้สึกอันยากบรรยายที่ทั้งอันตรายและดุร้ายให้แก่ผู้คน

บุรุษผู้นั้นเดินมาถึงใต้ต้นไม้แห้ง มองหินเขียวสามก้อนที่วางอยู่บนพื้น พลิกมือหยิบวัตถุรูปร่างทรงกระบอกยาวท่อนหนึ่งที่ห่อด้วยผ้าดำออกมา ใช้หินเหล็กไฟตีเบาๆ จุดไฟขึ้น

หย่อมไฟสีแดงเหลืองวูบไหว จากนั้นมีควันดำกระจายตัว กลิ่นเหม็นอันยากบรรยายค่อยๆ ลอยออกไป

เวลาผ่านไปนาทีต่อนาที

ไม่ทันไรอีกาบนต้นไม้แห้งพากันตกใจ ร้องแกว๊กๆ บินหนีไปยังที่ไกล

บุรุษผู้นั้นหมุนตัวหันมามองไปที่ทิศทางหนึ่งไม่ไกล เห็นสตรีร่างดำสนิท สวมหมวกและผ้าคลุมหน้า ค่อยๆ เดินมาทางนี้

“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกนอกลู่ใช่หรือไม่” สตรีถามเสียงทุ้ม

“จัว…หรือ” ลู่เซิ่งเพียงเอ่ยคำคำเดียวในชื่อออกมา

“ใช่ เป็นข้าเอง ข้านำของมาส่วนหนึ่ง รวบรวมได้ในช่วงนี้ทั้งสิ้น ทั้งหมดมีแปดชิ้น ที่เหลือข้าจำเป็นต้องใช้เวลา”

ลู่เซิ่งฉีกยิ้ม

“เจ้าให้ข้าดูก่อน ข้าจะตรวจสอบ ครั้งนี้ไม่ต้องแลกเปลี่ยนก็ได้ ข้าขอดูก่อนว่าเป็นสิ่งของที่ข้าต้องการหรือไม่”

จัวเหวินอวี่ลังเลเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า

นางหยิบเอี๊ยมที่เย็บด้วยดิ้นทองชิ้นหนึ่งออกมาจากในกระเป๋าใบเล็กที่แบกอยู่ ก่อนโยนเบาๆ ไปให้ลู่เซิ่ง

ฝ่ายหลังรับไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ยังได้กลิ่นหอมจางๆ จากมัน

“สิ่งที่ท่านต้องการ แบบนี้ใช่หรือไม่ นี่เป็นชุดข้างกายของคนอื่น ใช้ดิ้นทองเย็บ เป็นของเมื่อหลายร้อยปีก่อน”

ลู่เซิ่งพอรับมา ก็รู้สึกได้ว่ามีปราณหยินหลายสายส่งมาจากเอี๊ยม วัตถุที่มีปริมาณปราณหยินน้อยนิดนี้ เขาไม่ต้องใช้เลือดก็ดูดได้โดยตรง เหมือนกับหินสีเขียวในตอนแรกสุด

จากนั้นเขาก็แสร้งตรวจสอบเอี๊ยมโดยไม่แสดงสีหน้า ขณะตรวจสอบ ปราณหยินไหลเข้าสู่ในร่างเขาอย่างต่อเนื่อง

“ได้ นับเป็นหนึ่งชิ้น” เขายิ้ม อธิบายว่า “สิ่งที่ข้าต้องการ อันดับแรกให้ดีที่สุดเป็นของในหลุมศพ ไม่สนใจอายุ แต่ไม่อาจเร็วเกินไป

อันดับสอง ต้องเป็นของที่เจ้าของพกติดตัวตอนมีชีวิต”

“แบบนี้ก็ง่าย” จัวเหวินอวี่พยักหน้า “ของแบบนี้ ข้าจะพยายามหาให้ท่านมากๆ แต่ว่าข้าก็หวังให้ท่านช่วยข้ารวบรวมสิ่งของส่วนหนึ่งมาเป็นการแลกเปลี่ยนเช่นกัน”

“สิ่งของอันใด” ลู่เซิ่งถาม

“สุราเลือดมนุษย์ของคนหนึ่งร้อยคน ผสมเลือดคนที่แตกต่างกัน เลือดไม่ต้องมาก หนึ่งคนหนึ่งหยดก็พอ” จัวเหวินอวี่เสนอคำขอที่ประหลาด

ลู่เซิ่งใคร่ครวญ

“ได้” สถานะและตำแหน่งที่เขาเป็นอยู่ ต้องการหาสุราเลือดแบบนี้ง่ายดายยิ่ง สิ่งที่จำเป็นต้องกังวลเพียงหนึ่งเดียวคือ นางจะใช้สุราเลือดนี้ทำเรื่องไม่ดีกับคนที่ถูกเจาะเอาเลือดหรือไม่

แต่ลู่เซิ่งคิดอีกที ก็ทราบว่าความคิดนี้ของตัวเองน่าขันอยู่บ้าง ถ้านางมีขีดความสามารถน่ากลัวเช่นนี้จริงๆ ก็คงสู้คนธรรมดาที่ไม่ถึงระดับพันธนาการเช่นตนได้แล้ว

“ยังมีกระถางติ่งใบนั้นรบกวนรักษาไว้ให้ดี” จัวเหวินอวี่ให้ความสำคัญกับกระถางติ่งใบนั้นยิ่ง

“ไม่ต้องห่วง” ลู่เซิ่งใช้ผ้าดำที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว ห่อเอี๊ยมดิ้นทองไว้ “นอกจากนี้เล่า” เขาเงยหน้ามองจัวเหวินอวี่ต่อ

“ให้ข้าดูกระถางติ่งก่อนได้หรือไม่” จัวเหวินอวี่ลดเสียงกล่าวเบาๆ

“แน่นอน” ลู่เซิ่งล้วงกระถางติ่งกระทัดรัดสีดำขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากอกเสื้อ “รอเจ้าหาของให้ข้าครบสิบห้าชิ้น ข้าจะมอบของนี้ให้”

จัวเหวินอวี่กัดฟัน จดจ้องกระถางติ่ง

“ได้!” นางรีบหยิบสิ่งของเล็กๆ แต่ละอย่างออกมาจากกระเป๋าด้านหลัง มีกล่องประทินโฉม คันฉ่องสำริด หวีไม้ หมอนใบเล็ก…

มอบของเหล่านี้ให้ลู่เซิ่งทีละชิ้น เขาก็สัมผัสอย่างตั้งใจทีละชิ้นๆ มีทั้งหมดแปดอย่าง มีแค่สองอย่างที่มีปราณหยิน หนำซ้ำยังมีไม่มาก นี่ทำให้เขาผิดหวังเล็กน้อย

“มีแค่นี้หรือ นี่มีแค่สองอย่างที่ใช้ได้ บวกกับชิ้นแรกเมื่อครู่ ทั้งหมดนับเป็นสามชิ้น” เขาย่นคิ้วเอ่ย

“พึ่งนับแค่สามชิ้นหรือ?!” จัวเหวินอวี่จนใจ นางไม่ทราบว่าลู่เซิ่งคัดเลือกแบบนี้มีความประสงค์ใด แต่ว่าของเหล่านี้ไม่มีข้อแตกต่าง ทั้งหมดเป็นของฝังร่วมกับของรักของเจ้าของตอนมีชีวิต

แต่ลู่เซิ่งเลือกจากพวกมันมาสามชิ้น ที่เหลือไม่ต้องการ

“ข้าไม่หลอกลวงเจ้า ไม่มีสิ่งที่ข้าต้องการอยู่จริงๆ” ลู่เซิ่งอธิบาย “นอกจากนี้ ข้าต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง ถึงจะรู้ว่าข้าต้องการสิ่งนี้หรือไม่”

จัวเหวินอวี่ไม่อาจเข้าใจ แต่นางเคยเห็นคำขอพิลึกแบบนี้มาไม่น้อย ความประหลาดลี้ลับ มารปีศาจ และตระกูลขุนนางมากมายก็อัศจรรย์พันลึกอยู่แล้ว นางเห็นจนชินตา

เพียงแต่เมื่อเป็นแบบนี้ ของเหล่านี้จะนับกี่ชิ้น ก็ขึ้นอยู่กับลู่เซิ่ง นางไม่มีวิธีอื่น

“ก็ได้… ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ครั้งนี้นับว่าสามชิ้นก็แล้วกัน ของเหล่านี้ท่านยังต้องการหรือไม่ ถ้าไม่ข้าจะนำกลับไป”

ลู่เซิ่งส่ายหน้า

“เจ้านำกลับไปทั้งหมดเถอะ” เขามองออกว่าจัวเหวินอวี่ไม่อาจรับรู้ว่ามีปราณหยินอยู่ หรือกล่าวได้ว่า จนถึงปัจจุบันเขายังไม่เห็นใครสัมผัสการดำรงอยู่ของปราณหยินได้เหมือนตัวเอง

หากยึดตามคำพูดของตวนมู่หว่าน บนโลกนี้ไม่มีพลังงานปราณกำเนิดในอากาศ เช่นนั้นปราณหยินเป็นอะไร เหตุใดตนจึงใช้คุณสมบัติของมันได้ นี่เป็นคำถามที่จำเป็นต้องศึกษา

ปราณหยินก็เป็นเพียงชื่อที่ตนนิยามสิ่งนี้ในตอนแรกสุดเท่านั้น ความจริงพลังงานชนิดนี้เป็นอะไร เขาก็ไม่รู้เช่นกัน

ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนเวลาและสถานที่สำหรับการแลกเปลี่ยนในครั้งหน้าใต้ต้นไม้เสร็จแล้ว จัวเหวินอวี่ก็รีบจากไป ลู่เซิ่งกลับไปทางที่มาอย่างรวดเร็วเช่นกัน

เขาจำเป็นต้องไปหาประมุขพรรคเฒ่า ถามจากหงหมิงจือให้ละเอียดว่า สถานะของตระกูลเจินล่าสุดเป็นอย่างไร

ช่วงนี้่สถานการณ์ของตระกูลเจินกับจัตุรัสแดงซับซ้อนซ่อนเงื่อนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของตระกูลเจินคล้ายสงบนิ่งเกินไป ผิดปกติอยู่บ้าง

……………………………………….
บทที่ 102
บนชั้นสามของเรือวาฬแดง

“คำนับอาจารย์อา” ในสวนดอกไม้ หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีหน้าตางดงามหมดจดประสานมือก้มหัวคำนับลู่เซิ่ง สีหน้านอบน้อม

ลู่เซิ่งพยักหน้า เขารู้จักสองคนนี้ เป็นศิษย์สองคนที่หงหมิงจือเพิ่งรับมา

“อาจารย์พวกเจ้าอยู่หรือไม่”

เขาเพิ่งกลับมาจากด้านนอก อยากมาเจอศิษย์พี่ที่นี่ คิดไม่ถึงกลับพบกับเด็กน้อยสองคนที่เจอตัวยาก

คนหนุ่มสาวสองคนนี้คนหนึ่งชื่อหลินหงเหลียน อีกคนชื่อหยวนจง อายุเพียงสิบห้าสิบหกปี แต่พรสวรรค์ไม่เลว เป็นศิษย์ที่หงหมิงจือเพิ่งรับมาเมื่อไม่นานมานี้

“กำลังพักผ่อนที่ศาลาผลบุปผาด้านใน”

หลินหงเหลียนตอบเสียงใส นางในฐานะสตรีกลับผ่าเผยยิ่งกว่าศิษย์พี่มาก ตอนนี้นางกำลังพิจารณาลู่เซิ่งอย่างสนใจ ได้ยินอาจารย์เคยพูดมานานแล้วว่า อาจารย์อาในสำนักผู้นี้มีพรสวรรค์น่าทึ่ง อายุยังไม่เกินยี่สิบ ก็บรรลุขอบเขตผนึกจิตที่ทำให้ผู้คนอ้าปากตาค้าง เรียกได้ว่าเป็นคนที่มีความสามารถโดดเด่นที่สุดในรอบร้อยปีของสำนัก

นางเคยคิดถึงรูปลักษณ์บุคลิกของอาจารย์อาไม่น้อย กลับนึกไม่ถึงว่าจะเป็นแบบนี้

หัวล้าน ล่ำสัน แข็งกร้าว ดาบฟันฟืนใหญ่สองเล่มที่แบกอยู่ ซ้อนทับกันเหมือนแบกชั้นวางรูปกากบาท

ใบหน้าที่ไม่มีขนคิ้ว ขนตา ทั้งศีรษะล้านเลี่ยน มอบความรู้สึกดุร้าย เย็นชา และไร้น้ำใจกว่าเดิม สร้างความหวาดหวั่นให้แก่ผู้พบเห็น

ลู่เซิ่งเร่งฝีเท้าเดินไปยังศาลาผลบุปผาที่อยู่ด้านใน ไม่ทันไรก็หายไปตรงมุมโค้ง

ทิ้งพวกหลิงหงเหลียนยืนอยู่กับที่ ต่างถอนใจเบาๆ

“นี่เป็นอาจารย์อาลู่ที่มีพลังแข็งแกร่งมากในสำนักคนนั้นหรือ” หยวนจงที่อยู่ด้านข้างแลบลิ้น กระซิบถาม

“ใช่ ไม่ทราบอาจารย์อาลู่มีพลังแข็งแกร่งขนาดไหน ถ้ามีเวลาข้าจะขอให้เขาชี้แนะ!” หลิงหงเหลียนมีนิสัยลุ่มหลงในวรุยทธ์ จึงไม่เกรงกลัว ใบหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น

“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ” หยวนจงพูดอย่างเกินจริง “เจ้าไม่เห็นกล้ามของอาจารย์อาหรือ แขนข้างเดียวหนาเท่าแขนของเจ้าสองข้าง ดาบฟันฟืนใหญ่สองเล่มนั้นเล่มเดียวก็เอาชีวิตเจ้าได้แล้ว!” หยวนจงรู้สึกว่าความคิดนี้ของศิษย์น้องบ้าคลั่งเกินไป

“ตอนนี้สถานการณ์ไม่สู้ดียิ่ง อาจารย์ให้พวกเราเข้าหาอาจารย์อา ย่อมไม่มีผลเสีย” หลินหงเหลียนกล่าวเบาๆ

“วาจาแม้กล่าวแบบนี้…” หยวนจงพูดอย่างลังเล “แต่อาจารย์อาดูดุร้ายยิ่ง…”

“ท่านมีความกล้าหน่อยได้หรือไม่? มีความกล้าแค่นี้หากพูดออกไปว่าเป็นศิษย์พี่ของข้า ข้าหลินหงเหลียนคงอับอายขายขี้หน้า!” หลินหงเหลียนกล่าวอย่างไม่พอใจ

“ไปกัน ไปดูว่าอาจารย์กับอาจารย์อาพูดอะไรกัน” นางแอบเดินไปทางศาลาในสวนดอกไม้เล็กๆ ด้านหน้า

“นั่งสิ”

หงหมิงจือเอนตัวบนเก้าอี้ หยีตามองฟากฟ้าที่สว่างไสวไกลออกไป จากมุมของเขา เห็นฟ้าสีครามที่พระอาทิตย์ถูกบังไว้ผ่านชายคาปลาทองทรงโค้งได้

ลู่เซิ่งนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่งเลียนแบบเขา เก้าอี้ทำจากไม้ไผ่ เอนตัวลงไปเย็นสบายยิ่ง

ลมอ่อนหอบกลิ่นดอกไม้พัดเข้ามาในสวน

“ศิษย์น้องรีบมา มีเรื่องตามหาตัวข้าหรือ” หงหมิงจือทราบว่าช่วงนี้ลู่เซิ่งจัดการเรื่องราวบางอย่างไปทั่ว ฝึกวิชากับพฤติกรรมประหลาดที่รวบรวมวัตถุโบราณและของจากหลุมศพ

เขาแม้จะประหลาดใจ แต่ทุกคนมีความลับของตัวเอง จึงไม่สืบสาวราวเรื่อง เหมือนกับตัวเขา สามารถควบคุมพรรคอันดับแหนึ่งแห่งแดนเหนือมาหลายปีโดยไร้เรื่องราว ก็มีความลับของตัวเองเช่นกัน

ลู่เซิ่งพินิจพิจารณาหงหมิงจือ

สีหน้าเขาคล้ายดีกว่าก่อนหน้า ผิวแดงเรื่อขึ้นมาส่วนหนึ่ง บนใบหน้าที่มีแต่รอยย่นในตอนแรกสดใสขึ้นมาบ้าง คล้ายกับอายุลดลงมาก

“มีเรื่องคิดถามไถ่ศิษย์พี่” เขากล่าวตรงๆ

“ข้าพอจะเดาสิ่งที่เจ้าอยากถามออก” หงหมิงจือหัวเราะ เขายื่นมือไปหยิบขนมดอกสาลี่ชิ้นหนึ่งบนโต๊ะหินด้านข้าง ก่อนส่งเข้าปากเคี้ยวช้าๆ

“การเคลื่อนไหวในช่วงนี้ของผู้สนับสนุนพวกเราน้อยไปบ้าง แต่สมควรสั่งสมการโต้กลับอันใหญ่หลวงอยู่ เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง ข้าเพิ่งติดต่อกับเบื้องบน”

“เช่นนั้นที่ศิษย์พี่พูดกับข้าก่อนหน้านี้…” ลู่เซิ่งสับสนเล็กน้อย

“ข้าน่าจะเข้าใจผิดไปเอง อย่างไรตระกูลเจินก็ดูแลที่นี่มาหลายปี เหตุใดบอกว่าเกิดเรื่องก็เกิดเรื่อง ขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ไม่ได้ล้มง่ายนักหรอก” ประมุขพรรคเฒ่าไม่ทราบว่ารู้เรื่องอะไรมา เหมือนอารมณ์ดีขึ้นมาก

ลู่เซิ่งไม่รู้ว่าข่าวของเขามีที่มาจากไหน แต่ว่าศิษย์พี่ผู้เจนจัดเจ้าเล่ห์ เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้ เช่นนั้นสถานการณ์สมควรไม่มีปัญหาใหญ่โต

“เอาเถอะ ก่อนหน้านี้ข้าเพียงรู้สึกอึดอัดไปบ้างเท่านั้น พอได้ยินศิษย์พี่ท่านพูด ก็ให้ความสนใจข่าวสารด้านนี้มาตลอด”

“ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานนักก็จะมีข่าวแล้ว” หงหมิงจือหัวเราะพร้อมโบกมือ “สุดท้ายจัตุรัสแดงก็ไม่ใช่คู่มือของตระกูลเจิน ขอแค่เบื้องบน พวกเขาลงมืออย่างแท้จริง”

“แบบนี้ก็ดี” ลู่เซิ่งโล่งอก ถ้าตระกูลเจินเกิดปัญหา แดนเหนือทั้งหมดจะเดือดร้อนจริงๆ

แม้กล่าวว่าแดนเหนืออยู่ในการดูแลของราชสำนัก แต่ความจริงพรรคใหญ่ที่ตระกูลเจินซึ่งเป็นตระกูลขุนนางบัญชาการ เป็นฝ่ายความคุมสถานการณ์ตามความเป็นจริง ราชสำนักก็แค่จัดตั้งที่ทำการของคนทั่วไปเป็นฐานที่มั่น ปกครองในนาม ความจริงไม่มีพลังควบคุมในที่ลับ

และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ระดับสูงของพรรควาฬแดงนั่งในระดับเดียวกันกับขุนนางขั้นสูงในเมืองใหญ่เช่นเมืองเลียบคีรีได้

“ไม่ต้องห่วง จริงด้วย เจ้าเจอศิษย์สองคนที่ข้ารับมาใหม่แล้วกระมัง หลังจากได้ยินศิษย์น้องเจ้าเสนอมา ข้าก็รู้สึกว่าสำนักอาทิตย์ชาดของพวกเรามีคนน้อยเกินไป เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดเรื่อง ถ้าไร้การสืบทอดก็ลำบากแล้วดังนั้นข้าจึงไตร่ตรองดู แล้วคิดรับศิษย์มาเพิ่มให้มากๆ คุณสมบัติเป็นรอง ดูนิสัยใจคอเป็นอันดับแรก ผู้ที่เคารพครูบาอาจารย์ มีคุณธรรมสำคัญเป็นอับดับหนึ่ง ผู้ที่มีจิตใจไม่ท้อถอยสำคัญเป็นอันดับสอง ส่วนวิทยายุทธ พรรควาฬแดงเรามีกิจการใหญ่โต ย่อมหาระบบวรยุทธ์ที่เหมาะกับเขาได้” หงหมิงจือยิ้ม ดูเหมือนจะพอใจในตัวศิษย์สองคนนี้มาก

ลู่เซิ่งอดหัวเราะในใจไม่ได้ ศิษย์พี่อายุอานามขนาดนี้แล้ว ลูกหลานไม่ได้ความ เพียงแค่แย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ ตอนนี้ปฏิบัติกับศิษย์คนใหม่สองคนเป็นทายาทตัวเองแล้ว

“ศิษย์พี่พอใจก็ดีแล้ว จริงด้วยวิชาเดินลมปราณของสำนักอาทิตย์ชาดมีแค่วิชาลมปราณแดงฉานหรือ”

“ใช่ วิชาลมปราณแดงฉานเป็นวิทยายุทธที่กล้าแข็ง ซึ่งเจ้าสำนักรุ่นก่อนๆ ค้นคว้ามาทุกยุคสมัย ผสานวิชากำลังภายในที่แตกต่างกันสามวิชา แล้วสร้างขึ้นมา เมื่อฝึกถึงระดับเจ็ดขั้นสูงสุด อานุภาพมากพอจะก้มมองโลกหล้า สำเร็จเป็นเอกะฟ้า!” พูดถึงเรื่องนี้ บนใบหน้าหงหมิงจือมีความภาคภูมิใจเล็กน้อย “วิชากำลังภายในแบบนี้เมื่อถ่ายทอดเป็นแก่นหลัก ขอแค่ฝึกให้ดี ใต้หล้านี้จะไปไหนก็ได้”

เอกะฟ้าเป็นขอบเขตสูงสุดที่มนุษย์ปุถุชนไปถึงได้ มีน้อยยิ่งกว่าน้อย อีกทั้งตามการคาดการณ์ของลู่เซิ่ง เอกะฟ้าคนใดนอกเสียจากพบเจอโชค ไม่อย่างนั้นอย่างน้อยต้องอายุแปดเก้าสิบก่อนจึงจะไปถึง

“แม้กล่าวแบบนี้ ข้าก็อยากเห็นวิชากำลังภายในวิชาอื่นๆ เห็นมากๆ มีประโยชน์ในการเปิดโลกทัศน์ ขณะเดียวกันศิษย์พี่ท่านก็รู้ว่าข้ากำลังฝึกวิชาแข็งกร้าว ในพรรคมีวิชาแข็งกร้าวระดับค่อนข้างสูงสักวิชาหรือไม่ ข้าอยากจะศึกษาด้านนี้อย่างละเอียดดูสักหน่อย” ลู่เซิ่งเรียบเรียงคำพูด แล้วบอกความคิดของตัวเอง

“เช่นนี้ก็ได้ แต่ศิษย์น้องต้องจดจำไว้ให้ดีว่า ตะกละมากจะเคี้ยวไม่ละเอียด ศิษย์พี่ข้าครั้งกระโน้นตอนยังพื้นฐานไม่แน่น ไปฝึกฝนวิชาลมปราณหล่อเลี้ยงชีวิตวิชาอื่น อยากจะอาศัยมันชดเชยพิษร้อนส่วนเกินในวิชากำลังภายในธาตุหยาง น่าเสียดายเพราะแบ่งแยกสมาธิ ทำให้พื้นฐานไม่มั่นคง สุดท้ายหยุดอยู่ที่วิชาลมปราณแดงฉานระดับหก ไม่มีความหวังก้าวหน้าอีก” หงหมิงจือพูดเรื่องนี้ น้ำเสียงเสียดาย

ลู่เซิ่งปลอบเขา กลับไม่ได้บอกว่าตนบรรลุขั้นสูงสุดของวิชาลมปราณแดงฉานแล้ว

อีกทั้งไม่เพียงบรรลุ ยังใช้หลักการวรยุทธ์อื่นๆ ผสมผสานกันเลื่อนสู่ระดับใหม่ กลายเป็นวิชาอันแข็งแกร่งเช่นวิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน

พลังยุทธ์เกรงว่าจะไม่ต่ำกว่าการสั่งสมจากการฝึกเป็นเวลาสองร้อยปีของคนทั่วไป ความแข็งแกร่งของพลังฝึกปรือเหนือกว่าจินตนาการของคนทั่วไปแล้ว

ต่อให้บอกพลังยุทธ์ระดับนี้กับหงหมิงจือ เขาเกรงว่าจะไม่เชื่อ นอกจากลงมือแสดงให้เห็นจริงๆ แต่นั่นอาจจะเปิดเผยความลับเรื่องเครื่องมือปรับเปลี่ยนของตัวเองได้

ลู่เซิ่งออกจากสวนดอกไม้ เห็นพวกหลินหงเหลียนกับหยวนจง ศิษย์ใหม่ทั้งสองคนที่หงหมิงจือเพิ่งรับมา มาด้อมๆ มองๆ อยู่ที่ประตูสวนดอกไม้ ท่าทางคิดจะแอบฟังแต่ไม่กล้าเข้าไป

ลู่เซิ่งมองคนทั้งสอง ส่ายหน้าอย่างหมดคำพูด

“พวกเจ้าสองคนมีเรื่องอันใดหรือ”

ทั้งสองคนจึงค่อยกระเถิบเข้ามา

“อาจารย์อา…หงเหลียนลากข้ามา ข้าไม่ได้อยากแอบฟัง!” หยวนจงขายหลินหงเหลียนอย่างแน่วแน่ ทำแม่นางน้อยโกรธจนหน้าแดง อดยื่นมือไปหยิกเขาไม่ได้

“พอแล้ว” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ พลันปรามคนหนุ่มสาวทั้งสองคนที่ส่งเสียงโหวกเหวก “พวกเจ้าเรียนวิชาลมปราณแดงฉานแล้วหรือยัง”

“ยังไม่เคยฝึก ตอนนี้สิ่งที่พวกเราฝึกเป็นวิชาลมปราณวาฬแดงระดับหนึ่ง ประสานกับวิชาดาบวาฬแดง และท่าร่างวาฬแดง เป็นวิทยายุทธ์พื้นฐานชุดหนึ่งในพรรค” หลินหงเหลียนรีบตอบ

“อือ ตั้งใจฝึก ติดตรงไหน ถ้ามีเวลาก็มาให้ข้าชี้แนะได้” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ

ในเมื่อศิษย์พี่หงหมิงจือเห็นดีในตัวสองคนนี้ เขาก็จะลองดูแลให้

“ขอบพระคุณอาจารย์อา!” ทั้งสองคนรีบประสานมือคารวะ

ลู่เซิ่งบอกลาคนทั้งสอง คิดว่าไหนๆ ก็มาแล้ว จึงไปที่ศาลาประกาศยุทธ

ตอนเรียนรู้วิชาลมปราณแดงฉานเมื่อก่อนหน้า ทำให้เขาคิดถึงความเป็นไปได้หนึ่ง

ถ้ามีปราณหยินมากพอ มีการสั่งสมประสบการณ์ในหลักวิชามากพอ จะเรียนรู้วิชาลมปราณที่ระดับสูงสุดได้ในครั้งเดียวหรือไม่

‘สีท้องฟ้าเก้าเปลี่ยนแปลง ได้แค่สีคราม’

เขานึกถึงประโยคนี้ในหัว นี่เป็นคำพูดที่เจ้าสำนักรุ่นก่อนท่านหนึ่งเขียนด้วยตัวเองตอนอยู่ปลายระดับเจ็ด

ความหมายคือท้องฟ้ามีการเปลี่ยนแปลงของสีเก้าชนิด แต่เราเลือกได้แค่สีคราม สีของฟ้าคราม หมายถึงดวงอาทิตย์มีสีแดงฉาน

แดงฉาน มีที่มาเช่นนี้

พอนึกถึงคำพูดนี้ ลู่เซิ่งก็พลันคิดได้ว่าในร่างตนไม่เพียงมีวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานเท่านั้น ยังมีวิชาโซ่เก้าสินธุวิชาแข็งกร้าว รวมถึงวิชาหยินหยางกระเรียนหยก

‘คล้ายยุ่งเหยิงไปบ้าง…’ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ‘วิชาโซ่เก้าสินธุเป็นวิชาแข็งกร้าว วิชาหยินหยางกระเรียนหยกเป็นปราณภายในสำหรับเสริมส่ง แต่ความจริงทั้งหมดเป็นวิชากำลังภายใน ถ้าหากเรารวมปราณภายในทั้งหมดเข้าด้วยกัน กลายเป็นวิชากำลังภายในที่แข็งแกร่งที่สุดวิชาหนึ่ง ทั้งยังเปลี่ยนพลังยุทธ์ทั้งหมดเป็นอีกชนิดหนึ่ง ไม่ทราบอานุภาพจะไปถึงขั้นใด…’

เขาพอคิดถึงตรงนี้ กลับทราบว่าตนเพ้อเจ้อเกินไป คุณสมบัติวิชากำลังภายในไม่เหมือนกัน จะหลอมรวมกันได้อย่างไร บางทีรอฝึกฝนวรยุทธ์มากขึ้นกว่าเดิม จึงอาจจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เหมือนทะเลบรรจุร้อยลำธารได้

‘ช่างเถอะ เรามีระดับคุณูปการไม่น้อย ลองไปดูวิชาแข็งกร้าวและวิชาเดินลมปราณกำลังภายในทั้งหมด พยายามหลอมรวมสิ่งที่หลอมรวมได้’

วิชากำลังภายในพอเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ ความสิ้นเปลืองที่จำเป็นก็มีมากเหลือเกิน

ความสิ้นเปลืองในการยกระดับวิชากำลังภายในขึ้นขั้นหนึ่ง แทบเท่ากับความสิ้นเปลืองในการยกระดับวิชาแข็งกร้าวเช่นวิชาโซ่เก้าสินธุสามครั้ง

นี่เพิ่งเป็นแค่ระดับแปดเท่านั้น ถ้าหากเรียนรู้ไปถึงระดับก้าว คงจะสิ้นเปลืองกว่าเดิม

ลู่เซิ่งวางแผน ให้ดีที่สุดยกระดับวิชาแข็งกร้าวเช่นวิชาโซ่เก้าสินธุซึ่งมีผลรักษาชีวิตถึงจุดสูงสุดจนไม่อาจเพิ่มต่อได้อีกก่อน

ถ้าเงื่อนไขเป็นใจ เขาคิดจะหลอมรวมวิชาแข็งกร้าวทั้งหมดที่หาเจอให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อเรียนรู้วิชาแข็งกร้าวที่แข็งแกร่งที่สุดวิชาหนึ่ง

ขณะเดียวกันคุณสมบัติที่ขัดแย้งกันเหล่านั้น ให้ดีที่สุดคือฝึกฝนสิ่งที่ฝึกได้ทั้งหมด ถึงอย่างไรเมื่อมีเครื่องมือปรับเปลี่ยนกับตัว ของอย่างวิชาแข็งกร้าวจะทับซ้อนกันอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น

ขอแค่มีปราณหยินมากพอ เขาก็สามารถฝึกฝนวิชาแข็งกร้าวหลากหลายวิชาที่ต่างกันให้สำเร็จอย่างต่อเนื่องได้

……………………………………….
บทที่ 103
มาถึงศาลาประกาศยุทธ์อีกครั้ง ลู่เซิ่งคุ้นชินหนทาง นำป้ายคำสั่งออกมาขึ้นไปชั้นสองอย่างรวดเร็ว

วิชาแข็งกร้าวทั้งหมดของเมืองเลียบคีรีอยู่บนชั้นหนังสือที่เขาเคยดูก่อนหน้า ‘วิชาด้ายทอง’ ‘กำปั้นตัดวิญญาณ’ ‘วิชาเสาสมบัติ’ ‘วิชาโอสถกลองพลบค่ำ’

วิชาแข็งกร้าวหลายวิชาที่เขาเคยเห็นยังวางอยู่บนชั้น

‘วิชาแข็งกร้าวระดับพลังปลอดโปร่งเหล่านี้ใช้โอสถเสริมกับปราณภายในเช่นวิชาหยินหยางกระเรียนหยก สมควรฝึกจนสำเร็จได้ในเวลาสั้นๆ การเรียนรู้จำเป็นต้องใช้ปราณหยิน แต่ว่าเมื่อใช้วิชาหยินหยางกระเรียนหยกเป็นหลัก การฝึกฝนวิชาแข็งกร้าวระดับรองเหล่านี้กลับผ่อนคลายมาก ลู่เซิ่งยื่นมือไปหยิบวิชาเสาสมบัติขึ้นมา พลิกอ่านดู ตรงนี้มีแค่คำแนะนำเกี่ยวกับวิชาเสาสมบัติ

‘เคลื่อนไหวเหมือนเสา ลงมือดุจมังกร’

นี่เป็นเคล็ดหลักของวิชาแข็งกร้าวระดับพลังปลอดโปร่งวิชานี้ วิชาเสาสมบัติเน้นการยืนเสาปักหลัก มีทั้งหมดสามระดับ แยกเป็นวิชาเสาสามชนิด

ถ้าฝึกจนสำเร็จ ร่างกายจะเหมือนเสาไม้ แข็งแกร่งไม่ล้มลง กระจายพลังจู่โจมจากภายนอกให้ทั้งร่างแบกรับไว้ เป็นวิชาพลังป้องกันที่ยอดเยี่ยมสุดขีด

ลู่เซิ่งขบคิดว่าระดับคุณูปการของตนเองสมควรมากแล้ว จึงหยิบวิชาโอสถกลองพลบค่ำที่อยู่ด้านบนมาด้วย

เขานำวิชาแข็งกร้าวสองวิชาไปยังชั้นสามซึ่งอยู่สูงกว่า บนชั้นสามกลับอยู่เหนือความคาดหมาย ทั้งหมดจัดวางวรยุทธ์พื้นฐาน จำนวนไม่มาก แต่ว่าเป็นวรยุทธ์ที่แพร่หลาย เช่นหัตถ์หมีขยุ้มก็มีอยู่ด้วย แต่คล้ายเป็นฉบับปรับปรุง ทั้งหมดเป็นวรยุทธ์ที่ถ่ายทอดให้คนทั่วไปฝึกฝนได้

จากนั้นเขาขึ้นบนชั้นสี่ ที่ชั้นสี่เป็นวิชาเดินลมปราณกำลังภายใน วิชาเดินลมปราณมีอยู่หลายวิชา แต่ส่วนใหญ่เป็นวิชากำลังภายในสำหรับการเข่นฆ่าหลายแบบ หนำซ้ำวิชากำลังภายในทุกวิชามีแค่ชื่อกับการแนะนำโดยสังเขป ขณะเดียวกันยังระบุระดับคุณูปการด้วย

ลู่เซิ่งตรวจสอบอย่างละเอียด วิชากำลังภายในเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งของที่ซื้อได้จากตลาดเหมือนวิชาทมิฬพิฆาต ทั้งหมดเป็นของชั้นเลิศที่ฝึกฝนถึงระดับสำนึกปลอดโปร่งได้อยู่แล้ว บนวิชาเดินลมปราณกำลังภายในทุกเล่มมีบันทึกให้คำอธิบายไม่น้อย ทั้งหมดเป็นประสบการณ์อรรถาธิบายที่ผู้ฝึกฝนรุ่นก่อนทิ้งไว้ ทำให้คนเดินบนทางคดเคี้ยวน้อยลง ลดการทำข้อผิดพลาดได้มาก

เขาเลือกวิชาหยกโลหิตซึ่งมีความสามารถทำให้เลือดลมเดือดพล่านลงไปที่จุดแลกเปลี่ยนด้วย

“ผู้อาวุโส ข้าขอใช้ระดับคุณูปการแลกเปลี่ยนคัมภีร์ลับเหล่านี้” ลู่เซิ่งส่งวิชาที่ตนนำลงมาให้

ชายชราที่จุดแลกเปลี่ยนกวาดตามองคัมภีร์ลับบนโต๊ะ ทั้งหมดมีสามเล่ม วิชาหยกโลหิต วิชาโอสถกลองพลบค่ำ วิชาเสาสมบัติ

“ที่แท้เป็นหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ วิชาเดินลมปราณสามวิชา ตามระดับคุณูปการของท่าน แลกได้แต่วิชาเดินลมปราณหนึ่งวิชา หรือไม่ก็วิชาแข็งกร้าวสองวิชา”

ลู่เซิ่งงุนงง

“ระดับคุณูปการของข้าไม่พอหรือนี่”

“แน่นอน วิชาเดินลมปราณมีคุณค่าสูงยิ่ง เป็นเพราะมีประสบการณ์อรรถาธิบายอยู่ด้วย ดังนั้นจึงใช้บ่มเพาะบริวารข้ารับใช้ได้ วิชาแข็งกร้าวได้แต่ฝึกฝนทำความเข้าใจด้วยตัวเอง บวกกับระดับไม่เหมือนกัน ราคาย่อมไม่เหมือนกัน” ชายชรากล่าวอย่างมีเหตุผล

เขามีศักดิ์อาวุโสสูงยิ่ง เข้าพรรคนานกว่าหงหมิงจือประมุขพรรคเฒ่า ความเป็นมาลึกลับ ความสามารถไม่แน่ชัด ไม่ได้มีความเคารพนบนอบต่อหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกอย่างลู่เซิ่ง เพียงปฏิบัติตัวด้วยในระดับเดียวกัน

“แลกได้แค่วิชาเดียวหรือ วิชาแข็งกร้าวหรือวิชากำลังภายใน…” ลู่เซิ่งครุ่นคิด “เช่นนั้นเอาวิชากำลังภายในก็แล้วกัน”

ภารกิจเร่งด่วนคือพยายามยกระดับปราณภายใน เพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองก่อน วิชากำลังภายวิชาใหม่ถึงแม้เป็นแค่ระดับสำนึกปลอดโปร่ง แต่ว่าสมควรมีส่วนช่วยไม่น้อยต่อการเรียนรู้วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานระดับถัดไปของเขา

โดยเฉพาะจนถึงตอนนี้ แม้จะเพิ่มถึงระดับแปดแล้ว ก็ยังมีผลพิเศษเท่าเดิม เขาสงสัยว่าเป็นเพราะเรียนรู้วิชาน้อยเกินไป

“เช่นนั้นก็ได้ เอาวิชาหยกโลหิต วิชากำลังภายใน รวมถึงคัมภีร์ลับประสบการณ์วิชา ใช้ความดีความชอบใหญ่ในพรรคครั้งหนึ่ง” ชายชราค่อยๆ จด

คุณูปการในพรรคก่อนหน้านี้ของลู่เซิ่งก็หมดลงโดยสิ้นเชิงด้วยเหตุนี้

เขานำคัมภีร์ลับวิชาหยกโลหิตออกจากเรือวาฬแดง กลับไปที่พักแล้วเริ่มฝึกฝนทันที

แต่สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งประหลาดใจก็คือ วิชาเดินลมปราณระดับสำนึกปลอดโปร่งอย่างวิชาหยกโลหิตนี้ไม่อาจเข้าสู่ระดับเบื้องต้นได้เหมือนวิชาโซ่เก้าสินธุที่เขาฝึกไปก่อนหน้า

ตามเหตุผล วิชาหยกโลหิตเป็นประเภทเข้าสู่ระดับเบื้องต้นได้ง่าย ด้วยประสบการณ์การโคจรวิชากำลังภายในของเขาในตอนนี้ สมควรเกิดความรู้สึกถึงปราณชั่วคราวได้อย่างไม่ยาก

ทว่าในความเป็นจริง ลู่เซิ่งอยู่ในห้องสองวัน สัมผัสความรู้สึกถึงปราณไม่ได้แม้แต่น้อย

ถึงขั้นที่เขาเกิดคามรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว

เวลาพลบค่ำ

ลู่เซิ่งเดินออกจากห้อง ยืนมองท้องฟ้ายามกลางคืนในตัวลานบ้าน

ดวงจันทร์ที่เหมือนคมเคียวลอยนิ่งอยู่กลางนภา พร่ามัวไม่ชัดเจนเหมือนกับผ้าโปร่งชั้นหนึ่ง รอบๆ มืดมิด ไม่มีแสงดาวสักจุดเดียว

‘รวมปราณเป็นดาว เปลี่ยนปราณเป็นโอสถ ภาชนะใดๆ ก็มีความจุจำกัด ร่างกายเป็นภาชนะใหญ่ บรรจุปราณภายในได้ต่อเนื่องไม่ขาดสาย

หรือว่าปราณภายในในตัวเราถึงขีดจำกัดแล้ว ดังนั้นไม่อาจสร้างใหม่ได้อีก จึงมีความรู้สึกอึดอัด’ ลู่เซิ่งใคร่ครวญ

เส้นลมปราณในร่างกายมีขีดจำกัด เหมือนกับหลอดน้ำเหล็กๆ หลายหลอด ปราณภายในเล็กละเอียด ย่อมบรรจุได้เยอะ แต่หลอดน้ำในที่สุดแล้วก็มีขีดจำกัดอยู่

ลู่เซิ่งรู้ว่าเมื่อตนใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยนยกระดับปราณภายในอย่างต่อเนื่อง ไม่ช้าก็เร็วจะต้องเจอคอขวดนี้ กลับคาดไม่ถึงว่าจะมาเร็วขนาดนี้

‘นี่เป็นด่านยากที่คนธรรมดาคิดข้ามเหมือนกัน…’ เขาถอนใจเฮือกหนึ่ง

ยื่นแขนขวาออกมา ปราณภายในทั่วร่างไหลเวียนเชื่องช้า ผิวบนแขนเกิดความรู้สึกบวมพองแทบปริ ถึงขั้นที่กล้ามเนื้อและเส้นลมปราณรับรู้ถึงความเจ็บปวดอันชัดเจนได้

‘สมควรถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ วิชากำลังภายในสะสมถึงขีดจำกัดของร่างกายร่างนี้แล้ว” ลู่เซิ่งถอนใจ

‘ต่อจากนี้ คิดจะทำลายขีดจำกัด จำเป็นต้องขยายเส้นลมปราณในร่าง แต่วิธีการแบบนี้ถ้าไม่ใช่ยาดีโอสถทิพย์ วัตถุฟ้าสมบัติดิน ก็ต้องฝึกฝนวิชาเสริมสร้างกายเนื้อที่พิเศษส่วนหนึ่ง’ ความรู้ต่อวรยุทธ์ของลู่เซิ่งไม่ได้ตื้นเขินเท่าก่อนหน้า ความรู้พื้นฐานเหล่านี้ได้รับทราบจากหงหมิงจือไม่น้อย

‘วิชาเสริมสร้างกายเนื้อ…’ ถึงแม้รู้เซิ่งจะได้รับทราบความรู้ทั่วไปจากหงหมิงจือ แต่ขณะเดียวกันก็รู้ด้วยว่า วิชาเสริมสร้างกายเนื้อและเส้นลมปราณเกรงว่าจะมีแค่ในเทพนิยายที่เคยได้ฟังมา

ในตำนานพื้นบ้านมีเรื่องเล่าประหลาดไม่น้อย เคยเอ่ยถึงว่ามีเซียนแปลงเป็นมนุษย์ แล้วถ่ายทอดวิชาเซียน สร้างคุณสมบัติกายเนื้อขึ้นใหม่

เขาพ่นลมหายใจ มองดูลานบ้านที่ดำทะมึนรอบๆ

‘มาอีกตัวแล้ว…’

ซู่…

ลู่เซิ่งยืนนิ่ง ปราณภายในซัดในร่าง ความร้อนที่ไร้รูปร่างม้วนคลุมและอบอากาศรอบๆ ให้ร้อนเหมือนกับเตา

ในรัศมีหลายหมี่ อากาศถูกปราณภายในเผาจนอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว

เขายกฝ่ามือกระแทกไปทางขวา

ผัวะ!

ทั้งๆ ที่เป็นเป็นพื้นว่างบนลาน ไม่มีอะไรเลย กลับถูกฝ่ามือนี้กระแทกโดน ส่งเสียงเหมือนกระแทกใส่ไม้

เงาดำสายหนึ่งถูกกระแทกโผล่ขึ้นมา ร้องอย่างเจ็บปวด แล้วลุกไหม้

เปลวเพลิงสีแดงฉานลุกไหม้บนร่างมันหลายอึดใจ จึงค่อยดับสนิทลง

เงาดำที่กลิ้งอยู่บนพื้น ลีบฝ่อและหลอมละลายอย่างต่อเนื่อง ไม่ทันไรก็กลายเป็นน้ำหนองหย่อมหนึ่ง

ลู่เซิ่งตรวจสอบบนพื้นอย่างค่อนข้างประหลาดใจ ไม่มีของเหลืออันใดเลย

‘ครั้งนี้ไม่มีปราณหยินเลยหรือนี่…’ เขาเสียดายอยู่บ้าง นึกในใจว่ารอบนี้อาจไม่ใช่ผี แต่เป็นจำพวกปีศาจ

นับตั้งแต่ให้พี่น้องตระกูลหลิ่วมาอยู่ห้องข้างตัวเอง นี่เป็นครั้งที่สองที่เจอผู้ลอบโจมตี พลังในครั้งนี้แข็งแกร่งกว่าครั้งก่อนไม่น้อย แต่ก็ยังคงจัดการได้ด้วยฝ่ามือเดียว ใช้พลังยุทธ์ไม่ถึงสามส่วนด้วยซ้ำ

วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่เรียนรู้มาใหม่แสดงอานุภาพที่แข็งแกร่งเหี้ยมหาญในด้านสะกดภูตผี

‘ในเมื่อปราณภายในไม่มีวิธีแล้ว เช่นนั้นก็ลองจัดการเรื่องความจุเส้นลมปราณในร่างกายก่อน’ ลู่เซิ่งนึกถึงวิธีของตนก่อนหน้านี้ ฝึกฝนวิชาแข็งกร้าวหลากหลายประเภทเป็นจำนวนมากเพื่อเสริมสร้างกายเนื้อ อาจมีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงทางปริมาณจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ

คิดแล้วทำทันที ระดับคุณูปการของลู่เซิ่งถูกวิชาหยกโลหิตผลาญไปหมดแล้ว คิดจะแลกเปลี่ยนอีก ต้องลงแรงช่วยพรรค จึงจะแลกได้ นี่เป็นกฎ

เช้าตรู่วันที่สอง เขาเรียกอวี้เหลียนจื่อมาถามไถ่สถานการณ์ในช่วงนี้

“อะไรนะ อวี้เหลียนจื่อออกไปด้านนอกสองวันแล้ว ป่านนี้ยังไม่กลับมา” ลู่เซิ่งมองนิ่งซานตรงหน้าอย่างประหลาดใจเล็กน้อย

นิ่งซานมีสีหน้าละอายใจ กล่าวเสียงทุ้มต่ำ “ข้าน้อยถามทุกที่แล้ว ใต้เท้าอวี้เหลียนจื่อบอกว่าจะไปตรวจสอบคดีคนหายข้างแม่น้ำไม้สนช่วงก่อน ไปเฝ้ายามพร้อมกับมือปราบจากที่ว่าการหลายคน ภายหลังคล้ายค้นพบบางสิ่งจึงไล่ตามไป ตอนนี้ยังไม่กลับมา”

“มีวิธีติดต่อเขาหรือไม่” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วถาม

“ลองใช้ควันไฟส่งข่าวดูก็ได้ แต่ไม่อาจรับประกันว่าเขาจะเห็น” นิ่งซานตอบ

“มือปราบพวกนั้นเล่า”

“มีคนหนึ่งวรยุทธ์สูงส่ง ไล่ตามไปด้วย ตอนนี้ยังไม่กลับมาเช่นกัน” นิ่งซานสืบมาเรียบร้อย ตอบอย่างรวดเร็ว

ลู่เซิ่งนั่งไตร่ตรองบนเก้าอี้

“ช่วงนี้มีเรื่องประหลาดอันใดเกิดขึ้นรอบๆ เมืองเลียบคีรีหรือไม่” เขาซัก

นิ่งซานครุ่นคิด กล่าวว่า “เป็นเรื่องประหลาดข้างแม่น้ำไม้สนนั่นเอง ที่เหลือคลื่นลมสงบจริงๆ นอกเมืองไม่เกิดเรื่องอีก”

“ไม่มีเรื่องเลยหรือ เจ้าแน่ใจหรือไม่” ลู่เซิ่งงุนงง ต่อให้เป็นยามปกติ เมืองเลียบคีรีที่มีขนาดใหญ่ก็อาจมีคนหลายคนจมน้ำตาย หรือข้ารับใช้นักการหายตัวไปหลายคน หรือไม่ก็จวนขุนนางประกาศจับนักโทษหลบหนีเป็นครั้งคราว

แต่พอไม่มีเรื่อง กลับเป็นความผิดปกติที่สุด

“แน่ใจ หลายวันมานี้ข้าน้อยติดตามใต้เท้าอวี้เหลียนจื่อไปตรวจสอบคดีนี้ด้วยกัน จึงทราบรายละเอียดไม่น้อย” นิ่งซานตอบรวบรัด

“เรื่องที่อวี้เหลียนจื่อจัดการ เหตุใดไม่บอกข้า” ลู่เซิ่งไม่พอใจอยู่บ้าง เรื่องประหลาดทำนองนี้สุดท้ายให้เขาจัดการด้วยตัวเองถึงจะถูก อวี้เหลียนจื่อถึงอย่างไรก็เป็นมือรอง

“เอ่อ…ใต้เท้าอวี้เหลียนจื่อคิดลองจัดการดูเองก่อน ถ้าไม่ไหว ค่อยให้ใต้เท้าลงมือ” นิ่งซานตอบด้วยรอยยิ้มหนักใจ

“เจ้าเล่ารายละเอียดเรื่องนี้ให้ข้าฟังดู” ลู่เซิ่งขาดระดับคุณูปการของพรรคพอดี จึงวางแผนว่าจัดการเรื่องนี้เสร็จ ค่อยไปแลกวิชาแข็งกร้าวที่เหลือ

เมื่อเขาพยักเพยิด นิ่งซานก็เล่าคดีผีกลางคืนบนแม่น้ำไม้สน

ที่แท้ก่อนหน้านี้พักหนึ่ง ราวครึ่งเดือนก่อน ชายฝั่งข้างแม่น้ำไม้สนใกล้เมืองเลียบคีรี

มีชาวประมงลุกขึ้นมาปลดทุกข์ตอนกลางคืน เห็นข้างแม่น้ำไม้สนมีคนกำลังแบกเกี้ยวเดินอย่างเอ้อระเหยกลางดึกกลางดื่น

เป็นเพราะอยู่ห่างเกินไปจึงเห็นไม่ชัด ชาวประมงมีความสงสัย จึงเข้าไปดูใกล้ๆ คาดไม่ถึงมีคนหายไปเจ็ดแปดคนติดต่อกันเพราะสาเหตุนี้ ดึงดูดความสนใจของคหบดีท้องถิ่น หลังจากตรวจสอบแล้วไร้ผล คหบดีจึงรายงาน ส่งต่อเป็นลำดับ คนที่หายตัวไปมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเรื่องมาถึงเมืองเลียบคีรี

“ปกติธรรมชาติของคดีหายสาบสูญต้องเลวร้ายก่อนจริงๆ จึงจะส่งมาถึงเมืองเลียบคีรี คดีทั่วไปคนเบื้องล่างจัดการได้เอง มีแต่จะไร้หนทางจริงๆ จึงจะรายงานเป็นลำดับ” นิ่งซานกล่าวเบาๆ

……………………………………….
บทที่ 104
“พาข้าไปดูว่าเรื่องประหลาดนั่นเกิดขึ้นที่ใด” ลู่เซิ่งไม่กล่าววาจาไร้สาระ ตอนนี้สภาพการณ์สับสน ทั้งยังมีความประหลาดลี้ลับก่อความวุ่นวาย

ถ้าเป็นจตุรัสแดง น่าจะไม่คิดเล็กคิดน้อยแบบนี้ คนธรรมดาหายไปไม่กี่คนเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลต่อตระกูลเจิน ยังจะสร้างความรู้สึกต่อต้านแก่ราชวงศ์ด้วย ได้ไม่คุ้มเสีย

“อยู่ที่ข้างท่าเรือนอกเมือง” นิ่งซานตอบรับ

ทั้งสองคนขึ้นม้าเร็ว จากนั้นสวีชุยเมื่อได้รับข่าว ก็รีบเลือกคนตามหลังมา

เร่งรุดเดินทาง อ้อมเมืองเลียบคีรีราวครึ่งชั่วยาม นิ่งซานหยุดลงข้างท่าเรือเล็กๆ ในป่าแห่งหนึ่ง พลิกตัวลงจากหลังม้า

ลู่เซิ่งลงจากหลังม้าตาม กวาดตามองรอบๆ

แม่น้ำสงบนิ่ง ไกลออกไปมีเส้นสีขาวเคลื่อนไหว แสงอาทิตย์สาดส่อง ทำให้ผิวน้ำเปล่งประกายตลอดเวลา

เรือหาปลาขนาดยาวหลายลำแล่นอย่างเชื่องช้าบนแม่น้ำ มีชาวประมงหว่านแหและลงเบ็ดบนเรือ

ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยง อากาศร้อนเล็กน้อย บนท่าเรือยังมีกรรมกรเปลือยท่อนบนขนย้ายสินค้า ขบวนพ่อค้าสองสามขบวนรออยู่ด้านข้าง มองดูสินค้าถูกขนขึ้นเรือสินค้าอย่างต่อเนื่อง

“สถานที่เกิดเรื่องอยู่ที่ใด” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วถาม สภาพแบบนี้อย่างไรก็ไม่เหมือนกับจุดเกิดเหตุ

“อยู่ทางขวามือของท่าเรือ มีคนมักเห็นคนยกเกี้ยวเดินผ่านกลางดึก โดยไม่มีเสียง” นิ่งซานตอบ

ทั้งคู่คุยกันพร้อมเดินไปที่ฝั่งแม่น้ำทางขวามือ

จนกระทั่งถึงสถานที่ ลู่เซิ่งสัมผัสดูตลอดทาง ไม่เห็นรู้สึกว่ามีปราณหยินดำรงอยู่ ในสถานการณ์ที่ไม่มีเงื่อนงำใดๆ เขาไม่อาจค้นพบปัญหา

“คืนนี้รออยู่ที่นี่ ข้าอยากเห็นด้วยตาตัวเองว่าเกี้ยวที่ว่านี้เป็นอะไร” เขาหยีตากล่าว

ในช่วงที่จตุรัสแดงกับตระกูลเจินลงมือทำศึกใหญ่ ยังมีคนกล้ายื่นมือเข้ามาในสถานที่สำคัญของพรรควาฬแดงเช่นเมืองเลียบคีรี ไม่ว่าเป็นผู้ใด ต่างก็เป็นการยั่วยุ อย่างเปิดเผยงต่อตระกูลเจินและพรรควาฬแดง

มองดูภาพคนเคลื่อนไหวบนท่าเรือ ลู่เซิ่งไม่พูดต่ออีก เพียงยืนอยู่อย่างเงียบๆ บนฝั่ง

เขาพอไม่ขยับ นิ่งซานก็ไม่กล้าขยับ ไม่ทันไรสวีชุยก็พาคนสิบกว่าคนมาถึง ลู่เซิ่งจัดการสำรวจภูมิประเทศรอบๆ ท่าเรือ เจอเจิ้งซินจ้งมือปราบจากที่ว่าการซึ่งยังเฝ้าอยู่ที่นี่

ลู่เซิ่งเจอสถานที่พักผ่อนในหมู่บ้านชาวประมงใกล้ๆ จึงไปพบมือปราบเจิ้่งจากที่ว่าการผู้นี้

“อวี้เหลียนจื่อหรือ” มือปราบเจิ้งยืนตรงหน้าลู่เซิ่งอย่างนอบน้อบ หลังจากได้ยินคำถาม ใบหน้าฉายแววสงสัย

“หลายวันก่อนเขาเคลื่อนไหวกับมือปราบหวังในที่ทำการของพวกเรา ตรวจสอบคดีเกี้ยวผีกลางดึกของที่นี่ น่าจะยังไม่กลับมากระมัง” เขารีบตอบ

คนของที่นี่เมื่อออกไปตรวจสอบคดี เป็นเพราะไม่มีวิธีติดต่อที่เร็วพอ ออกไปสามสี่วันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

“เช่นนั้นตั้งแต่พวกเขาไป จนถึงตอนนี้เกี้ยวนั่นได้โผล่มาอีกหรือไม่” ลู่เซิ่งถามต่อ

“เมื่อคืนก็โผล่มา…” มือปราบเจิ้งตอบด้วยรอยยิ้มหนักใจ

“ดูเหมือนไม่มีประโยชน์อะไร”

“ไม่ใช่ใช่ รู้สึกว่าเวลาที่เกี้ยวนั่นโผล่มา สั้นลงมาก” มือปราบเจิ้งตอบอย่างรวดเร็ว

“เวลาที่ปรากฏสั้นลงมาก…” ลู่เซิ่งไตร่ตรอง ปล่อยมือปราบไป แล้วบอกบริวารยืมกระดาษพู่กันมา เขียนจดหมายฉบับหนึ่งด้วยตัวเอง หลังผนึกเทียนแล้ว ก็ให้คนนำไปส่งประมุขพรรคที่เรือวาฬแดง

เขาต้องการสอบถามถึงคดีนี้ ดูว่าตระกูลเจินมีปฏิกิริยาหรือไม่ ตามเหตุผล สถานที่สำคัญแบบนี้เมื่อก่อนไม่มีความขัดแย้ง ตอนนี้มีความขัดแย้งกับจตุรัสแดง ตระกูลเจินไม่มีทางยอมให้ใกล้ๆ เมืองปรากฏเรื่องราวที่ควบคุมไม่ได้เช่นนี้

ลู่เซิ่งกับนิ่งซานจ่ายเงินหาที่พักในหมู่บ้านใกล้ๆ เขาเพียงรั้งตัวนิ่งซานกับสวีชุยไว้ แล้วให้ที่เหลือกลับไป

ทั้งสามคนรออยู่ข้างแม่น้ำจนถึงตอนดึก ไม่เห็นเกี้ยวโผล่มา หากพบอวี้เหลียนจื่อที่อิดโรยกลับมา โผล่ขึ้นข้างแม่น้ำพอดี

ลู่เซิ่งนำคนไปเฝ้าที่ชายฝั่ง เห็นอวี้เหลียนจื่อมองไปรอบๆ ในความมืด คล้ายหาอะไรอยู่

“ไป เข้าไปดู” เขาพาคนเดินเข้าไป

สวีชุยกับนิ่งซานสบตากัน รีบติดตามไป

ทั้งสามคนพอเข้าใกล้ ค่อยพบว่าอวี้เหลียนจื่อมีสีหน้าเหนื่อยล้า แสดงท่าทีผิดหวังอยู่บ้าง

“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่!? ท่านเหตุใดมาแล้ว อวี้เหลียนจื่อเห็นลู่เซิ่งที่พาคนเข้ามาแล้วเช่นกัน

“เป็นอย่างไร เรื่องราวจัดการเรียบร้อยหรือไม่” ลู่เซิ่งเข้าไปถาม

“ยุ่งยากยิ่ง ข้าพลัดหลงกับมือปราบหวัง ภายหลังไม่เจอเขาอีก หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก ช่วงนี้สถานการณ์ผิดปกติอยู่บ้าง” อวี้เหลียนจื่อกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“สถานการณ์ผิดปกติหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง “ผิดปกติอย่างไร”

“กล่าวตามจริง” อวี้เหลียนจื่อพูดเบาๆ “ตอนข้าไล่ตาม เห็นคนเร็วกว่าพวกเราไล่ตามไปก่อนก้าวหนึ่ง”

“มีคนอื่นด้วยหรือ เห็นหน้าตาชัดเจนหรือไม่” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วถาม เรื่องแบบนี้คนปกติเกรงว่าจะหวาดกลัวหลีกหนี ยังมีคนกล้าไล่ตามไป หนำซ้ำเร็วกว่าอวี้เหลียนจื่อที่วรยุทธ์ไม่เลว นี่น่าสนใจบ้างแล้ว

“ไม่ใช่แค่นี้ ช่วงนี้ความถี่ของเรื่องประหลาดในอาณาเขตของเมืองเลียบคีรีที่พวกเราปกครองน้อยลงมาก เดิมทีคูเมืองขนาดใหญ่ไปถึงอาณาเขตรอบๆ มีประชากรมาก เป็นเพราะช่วงก่อน จะเกิดคดีผีปีศาจส่วนหนึ่งเป็นระยะๆ

แต่ตอนนี้ ครึ่งเดือนจึงค่อยปรากฏเหตุการณ์นี้ ข้าน้อยสงสัยว่า หลังวันนี้เกี้ยวผีนั่นจะไม่โผล่มาอีกแล้ว” อวี้เหลียนจื่อเอ่ยเบาๆ

“อ้อ? หมายความว่าอย่างไร” ลู่เซิ่งถามกลับ

“ถึงข้าน้อยไล่ตามไม่ทัน แต่ว่าระหว่างทางได้ยินเสียงร้องจากด้านหน้า คล้ายมีคนสู้กัน เมื่อเข้าไปใกล้ยังไม่ทันเห็นอะไร ร่องรอยก็หายไปหมดแล้ว” อวี้เหลียนจื่อกล่าวเสียงทุ้ม “ดังนั้นเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะมีคนจัดการเรื่องนี้ก่อนพวกเรา”

ลู่เซิ่งไม่ได้พูด เงียบขรึม

ไม่ปกติจริงๆ เขารีบมาเนื่องจากคิดจะจัดการคดีสักสองสามคดีเพื่อลงแรงสร้างระดับคุณูปการให้พรรค กลับคาดไม่ถึงว่าจะเจอสถานการณ์เช่นนี้

“ตอนเกิดเรื่องก่อนหน้า ทำไมท่านไม่บอกข้า”

“ข้าน้อยเห็นทุกอย่างราบรื่นดี จึงไม่ได้บอกหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก” อวี้เหลียนจื่อยิ้มฝาด

“ไปเถอะ กลับไปก่อนค่อยว่ากล่าว” ลู่เซิ่งมองรอบๆ ลมแม่น้ำเย็นเยียบ เปี่ยมด้วยความชื้น ไม่ใช่สถานที่พูดคุยกัน

“ขอรับ!”

ทุกคนออกจากข้างแม่น้ำ ขี่ม้ากลับห้องเพาะดอกไม้หยกทองในตอนกลางคืน

วิกาลคล้อยดึก ระหว่างทางลู่เซิ่งกลับรู้สึกได้ถึงความรู้สึกอึดอัดเหมือนเมฆดำกดทับศีรษะก่อนฝนจะตกมากขึ้น

เขาไม่รู้ว่าเกิดปัญหาตรงไหน แต่ทำให้ตนในตอนนี้เกิดความรู้สึกแบบนี้ได้ จะต้องมีบางอย่างผิดปกติแน่นอน

“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก…ถนนกลางคืนมืดมิด เหตุใดพวกเราไม่กลับไปวันพรุ่งนี้ พักผ่อนที่หมู่บ้านชาวประมงสักคืน” อวี้เหลียนจื่อไม่เข้าใจอยู่บ้าง

ทั้งสี่คนขี่ม้า เดินทางบนทางหลวงที่มืดทะมึน ได้แต่อาศัยแสงจันทร์บนศีรษะ มองเห็นทางไม่ชัด ม้าไม่ทันระวังเดินเฉออกนอกเส้นทาง ต้องปรับทิศทางตลอดเวลา กินแรงยิ่ง

“ข้าย่อมมีเหตุผลของข้า” ลู่เซิ่งกล่าวเสียงทุ้มต่ำ ไม่อาจบอกว่าตนรู้สึกผิดปกติ “จริงสิ ใกล้ๆ นี้นอกจากพวกเราแล้ว พรรคอื่นๆ มีเรื่องประหลาดอะไรหรือไม่”

พอถามเรื่องนี้ อวี้เหลียนจื่ออธิบายอย่างชัดเจนยิ่ง

“เรื่องประหลาดกลับไม่มี หัวหน้าชุมนุมล่องไพรประกาศปิดด่าน แต่ดำเนินการมานานแล้ว

ยังมีระดับสูงของสำนักแปรผันออกเดินทางไปจงหยวนด้วยกัน อื่นๆ ไม่มีเรื่องใหญ่อะไร”

“งั้นหรือ…” ลู่เซิ่งไม่แน่ใจว่าลางสังหรณ์ของตนคืออะไร ก่อนหน้าไม่เคยเกิดความรู้สึกนี้ แต่ว่าเรื่องโชคเคราะห์เช่นนี้สุดท้ายถ้าเชื่อก็มี ไม่เชื่อก็ไม่มี

ขี่ม้าได้สักพัก ลู่เซิ่งพลันหยุดม้า มองไปด้านหน้า

ไกลออกไป เป็นตำแหน่งป่าเขาแห่งหนึ่งนอกเมืองเลียบคีรี คล้ายเป็นตีนเขาบูรพา ท้องฟ้ายามราตรีมีเปลวเพลิงพุ่งสู่ฟากฟ้า

“ที่นั่นเกิดไฟไหม้ รู้หรือไม่ว่าเป็นที่ใด” ลู่เซิ่งถาม

กลับคิดไม่ถึงด้านหลังไม่มีเสียงตอบ เขาหันไปมอง กลับเห็นอวี้เหลียนจื่อใบหน้าไร้สีเลือด มองเปลวเพลิงด้วยใบหน้าตกตะลึง

“ทิศทาง…ทิศทางนั้นมีแต่หอไพศาล ที่ตั้งของสำนักแปรผันอยู่! ไฟพุ่งสูงถึงฟ้าแบบนี้ไม่ใช่อัคคีภัย หากเป็นคำสั่งควันไฟขอความช่วยเหลือจากหอไพศาล!” เสียงเขาสั่นอยู่บ้าง

“คำสั่งควันไฟขอความช่วยเหลืออันใด สถานการณ์ร้ายแรงมากหรือ เกี่ยวข้องอันใดกับพรรควาฬแดงของพวกเรา” ลู่เซิ่งงุนงงที่อวี้เหลียนจื่อตกใจขนาดนี้ ปกติเขาเป็นคนใจเย็นมาก ไม่ถึงกับตกใจเพราะเรื่องของค่ายพรรคอื่นๆ

แต่การแสดงออกของเขาในตอนนี้จะต้องมีสาเหตุล้ำลึกแน่

เป็นอย่างที่คาด อวี้เหลียนจื่อหน้าซีด จ้องมองเปลวไฟตาไม่กะพริบ ค่อยๆ เอ่ยว่า

“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก คำสั่งควันไฟขอความช่วยเหลือมีแต่สำนักแปรผันประสบภัยพิบัติล้างสำนักจึงค่อยจุด ครั้งก่อนที่จุด เป็นตอนศึกใหญ่ของค่ายพรรค หน่วยหลักสำนักแปรผันเกือบโดนล้าง จึงจุดเพื่อเรียกระดมหน่วยย่อยมาช่วย”

“นั่นก็ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราเหมือนกันกระมัง” นิ่งซานไม่เข้าใจว่าเหตุใดอวี้เหลียนจื่อจึงตกใจขนาดนี้

“ไม่…ไม่ใช่…” อวี้เหลียนจื่อกัดฟัน “ไม่ขอปิดบัง…” เขากระซิบข้างหูลู่เซิ่ง

“เจ้าสำนักแปรผัน คือหงซิ่งหรงบุตรคนโตของประมุขพรรคเฒ่า สำนักแปรผันความจริงเป็นขุมกำลังซ่อนเร้นที่แข็งแกร่งที่สุดในสังกัดของเขา

สำนักแปรผัน ก็คือพรรควาฬแดง”

ครั้งนี้ลู่เซิ่งกระจ่างแจ้งโดยสมบูรณ์ เขาประหลาดใจมาโดยตลอดว่า เหตุใดไม่เห็นทายาทของศิษย์พี่หงหมิงจือออกหน้า กลับคาดไม่ถึงยังมีความเกี่ยวข้องที่เร้นลับระดับนี้

สำนักแปรผันถูกล้าง ไหนเลยไม่ใช่หงซิ่งหรงบุตรคนโตของศิษย์พี่…

เขาสีหน้าเคร่งขรึม พลันทราบความร้ายแรงของสถานการณ์

“ไป! กลับไปตำหนักใหญ่ทันที!”

ทุกคนเร่งความเร็วไปยังเรือวาฬแดง

เบียดฝูงชนอุตลุตโดยไม่หยุดพักแม้แต่น้อย ในที่สุดก็ถึงเรือวาฬแดงอย่างยากลำบากตอนฟ้าเริ่มสาง

เรือวาฬแดงจุดไฟตะเกียงสว่างไสว กำลังยุ่งวุ่นวาย รถขนของและเกวียนจำนวนมากออกมาจากข้างเรือไม่ขาดสาย

น้ำถูกเทใส่ถังบนเกวียนเทียมวัวอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะถูกลากไปยังสำนักแปรผันอย่างรวดเร็ว ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากที่นั่นมาก เกวียนเทียมวัวไปถึงได้อย่างรวดเร็ว

ลู่เซิ่งมีภาพลักษณ์ชัดเจน จึงมีคนจำได้ เขานำคนลงจากหลังม้า มีคนเข้ามาทักทายและจูงม้าให้ทันที

“ประมุขพรรคเล่า” เขากล่าวน้ำเสียงร้อนรน

“เรียนหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก พักผ่อนอยู่ในสวนดอกไม้” พลพรรคที่มาต้อนรับตอบอย่างเคารพ

ลู่เซิ่งไม่หยุด นำอวี้เหลียนจื่อรุดไปยังสวนดอกไม้โดยให้คนที่เหลือรอที่อื่น

เขามีสีหน้าเคร่งเครียด ระหว่างทาง องครักษ์ที่เดิมคิดเข้าขวางเขาเพื่อเตือนว่าประมุขพรรคเฒ่ากำลังพักผ่อน ก็ไม่กล้าเข้ามา

ลู่เซิ่งเป็นอันดับสามในพรรค พลังเหี้ยมหาญ นิสัยแข็งกร้าว ก่อนหน้านี้กล้าฆ่าลูกสาวของรองประมุขพรรคต่อหน้าทุกคนบนเรือ ชื่อเสียงจึงขจรขจาย

เขารีบผลักประตูเหล็กของสวนดอกไม้เข้าไป เห็นหงหมิงจือที่ยืนอยู่ใต้โคมไฟสีเหลือง

ประมุขพรรควาฬแดงและเจ้าสำนักอาทิตย์ชาดในปัจจุบัน หันกลับมาสองตาซึมเซา เหมือนกับชราลงมาก

ประโยคแรกที่เขาพูดทำให้ลู่เซิ่งใบหน้าเปลี่ยนแปลงทันที

“ศิษย์น้อง ตระกูลเจิน…หนีไปแล้ว…”

……………………………………….
บทที่ 105
“หนีไปแล้ว?”

ลู่เซิ่งยืนทวนประโยคนี้เบาๆ กลางสวนดอกไม้

ตระกูลเจินมีความสำคัญขนาดไหนต่อแดนเหนือ ไม่ต้องพูดถึงบทสรุปก็เข้าใจได้

เมื่อไม่มีการสะกดจากตระกูลเจิน แดนเหนือก็ไม่ต่างจากแคว้นเมฆาที่เกิดภัยแล้งมากเท่าไหร่ ภูตผีปีศาจอาละวาด มนุษย์เกรงว่าแม้แต่การดำรงชีวิตพื้นฐานก็คงลำบาก

แน่นอนว่ามนุษย์มีประโยชน์ต่อตระกูลขุนนาง ดังนั้นจะต้องมีตระกูลขุนนางอื่นๆ สอดมือเข้ามายึดครองที่นี่ แต่ผู้ใดจะทราบว่า ก่อนที่ตระกูลขุนนางอื่นๆ จะลงมือ แดนเหนือจะเสียหายขนาดไหน

ลู่เซิ่งจิตใจเคร่งเครียดถึงขีดสุด

เขาไม่ห่วงคนแปลกหน้าคนอื่น หากห่วงตัวเองและพรรควาฬแดง

พรรควาฬแดงในฐานะขุมกำลังสายตรงของตระกูลเจิน เรียกได้ว่าเป็นขุมกำลังใกล้ชิดที่มีความสามารถที่สุด ทราบข้อมูลของตระกูลเจินมากมาย

ถ้าข่าวหลุดออกไปว่าตระกูลเจินหนี ผู้ที่จัตุรัสแดงจะจัดการเป็นอันดับแรกก็คือพรรควาฬแดง

เมื่อนึกถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ ลู่เซิ่งเดินเข้าไป อ้าปาก กลับไม่ทราบว่าควรพูดอะไรดี

“ตระกูลเจินไปแล้ว หมายความว่าทุกอย่างต่อจากนี้ต้องพึ่งพวกเราเอง” หงหมิงจือน้ำเสียงอ่อนแอและชราภาพ

“ข้าออกคำสั่งให้คนสนิทที่ซ่อนตัวอยู่รอบๆ นำคน วัสดุ และกองทุนออกไปจงหยวนแล้ว บางทีวันนั้นเขาบูรพาอาจโผล่ขึ้น[1]อีกครั้ง”

“ศิษย์พี่เหตุใดมองโลกในแง่ร้ายแบบนี้ ยังไม่ถึงที่สุด อาจมีโอกาสพลิกสถานการณ์!” ลู่เซิ่งสีหน้าแน่วแน่ กล่าวเสียงทุ้มต่ำ

ระหว่างเวลาที่ผ่านมา จากคนบ้านรวยคนหนึ่งสู่ผู้มีอำนาจแห่งค่ายพรรคในตอนนี้ ใช้เวลาแค่หนึ่งปีกว่าๆ

สำหรับคนปกติ เขาไม่แสดงออกก็แล้วกันไป พอแสดงออกก็น่าตกตะลึง ตัวอย่างเช่นการแอบฝึกวิทยายุทธ์ตั้งแต่เด็ก แล้วระเบิดในครั้งเดียว แต่มีเพียงตัวเองที่ทราบว่า ความสามารถของเขาใช้เวลาแค่หนึ่งปีจริงๆ

นี่เป็นสาเหตุที่เขาไม่กล้าบอกระดับวรยุทธ์ที่แท้จริงของตัวเองกับที่บ้าน เป็นเพราะเกินจริงเกินไป

ตั้งแต่เผชิญภูตผีตัวคนเดียว ฟาดตายด้วยหนึ่งฝ่ามือ ถึงปัจจุบัน เขาไม่ใช่คุณชายอ่อนแอเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

ไม่ถึงช่วงเวลาสุดท้าย เขาไม่มีทางยอมแพ้

“ไม่ไหวหรอก…ไม่มีตระกูลขุนนาง…พวกเราไม่อาจรับมือจัตุรัสแดงได้แล้ว…” หงหมิงจือคล้ายหมดกำลังใจ ส่ายหน้าอย่างอดไม่ได้

“ศิษย์พี่เหตุใดกล่าววาจานี้ เรื่องราวมากมายไม่ลองดูจะรู้ผลลัพธ์ได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ตาย พวกเราก็ต้องลากคนอื่นมารับเคราะห์ด้วย!” ลู่เซิ่งเลียริมฝีปาก กล่าวเสียงดุดัน

แต่หงหมิงจือกลับทำท่าเหนื่อยล้า ไม่ฮึกเหิมแม้แต่น้อย

“เจ้าไม่ทราบความร้ายกาจของความประหลาดลี้ลับ…เจ้าไม่ทราบ…คนที่ไม่เคยเห็น นึกว่าพวกมันเหมือนกับภูตผี แต่ความจริงภูตผีแตกต่างจากพวกมันมากมายนัก…” หงหมิงจือถอนใจ “ข้าจัดขบวนรถไปจงหยวนไว้แล้ว ถ้าศิษย์น้องต้องการก็เข้าร่วมได้ เจ้าเป็นระดับสูงที่เพิ่งเลื่อนระดับ จัตุรัสแดงอาจไม่จัดเจ้าเข้ารายชื่อเป้าหมาย…”

“อาจจะ แต่ข้าไม่ฝากความหวังไว้กับโชค” ลู่เซิ่งเยือกเย็น

จัตุรัสแดงเหมือนขุมกำลังยิ่งใหญ่ กดทับศีรษะเขาและกดทับจิตใจของระดับสูงทั้งหมดในพรรควาฬแดง

ถึงแม้ตอนนี้ลู่เซิ่งจะใกล้เคียงกับระดับพันธนาการ แต่พันธนาการก็เป็นเพียงสภาพและระดับพื้นฐานของตระกูลขุนนางกับความประหลาดลี้ลับ ถ้าคิดจะปกป้องตัวเองอย่างปลอดภัยในภัยพิบัติครั้งนี้ ขีดความสามารถแค่นี้ไม่พอ ยังห่างไกลยิ่ง!

“ศิษย์น้องคิดจะทำอันใด” หงหมิงจือมองลู่เซิ่ง สำหรับเขา ตอนนี้ทำอะไรก็เปล่าประโยชน์ คนธรรมดาคิดสู้กับความประหลาดลี้ลับ เหมือนกระต่ายวางแผนจะกัดเสือให้ตาย เดิมก็ไม่ใช่ระดับเดียวกัน ไม่มีความเป็นไปได้ใดๆ

“ไม่คิดทำอะไร” ลู่เซิ่งใคร่ครวญ “ศิษย์พี่ให้ข้ายืมระดับคุณูปการของพรรคบางส่วนได้หรือไม่ ข้าจะอ่านคัมภีร์ลับวรยุทธ์ ขยายโลกทัศน์”

“นี่มันเวลาอะไร เจ้ายัง…!” หงหมิงจือพลันระอา แต่ยามมองลู่เซิ่ง กลับพบว่าสายตาเขาแน่วแน่ ในใจมีแผนการ จึงไม่พูดอะไรต่อ

“ก็ได้ อย่างไรข้าก็ไม่ใช้แล้ว ให้ผลงานงานใหญ่แก่เจ้าสามผลงาน มากพอจะแลกเปลี่ยนคัมภีร์ลับวรยุทธ์หลายวิชาในศาลาประกาศยุทธ์แล้ว”

“ในเมื่อพรรคกำลังจะล่มสลาย เหตุใดยังต้องปฏิบัติตามกฎเหล่านี้อีก เปิดศาลาประกาศยุทธ์เลยไม่ดีกว่าหรือ” ลู่เซิ่งถามกลับ แค่สามผลงานใหญ่ เขาย่อมไม่พอใจ

“นี่เป็นกฎ เป็นตระกูลเจินในตอนนั้น…” กล่าวไม่ทันจบ ประมุขพรรคเฒ่าก็นิ่งอึ้ง สักครู่หนึ่งก็ค่อยๆ หลับตาลง โบกมือ “แล้วแต่เจ้า แล้วแต่เจ้า…ขอแค่เฒ่าในศาลาเห็นด้วยก็พอ…”

ลู่เซิ่งบรรลุจุดประสงค์แล้ว ปลอบหงหมิงจือหลายคำ ค่อยถอยออกมาจากสวนดอกไม้

หงหมิงจือไม่ไปสำนักแปรผัน แสดงว่าทราบเบื้องหลังแล้ว หรือควรบอกว่า เขาพิสูจน์คำตอบที่เขาต้องการเห็นด้วยตัวเองแล้ว

‘น่าเสียดาย…ระดับสูงของพรรคที่ทราบเรื่องในตอนนี้คงสิ้นหวังกันหมดแล้ว’ เขาออกจากสวนดอกไม้ ลงบันไดระเบียง ไปยังศาลาประกาศยุทธ์

‘ถ้าเราไม่มีเครื่องมือปรับเปลี่ยน ไม่มีปราณหยินในมือ ไม่มีคัมภีร์ลับมากพอจะฝึกฝนยกระดับ เกรงว่าคงจะสิ้นหวังเหมือนกับพวกเขาที่เป็นคนธรรมดา…’

เทียบกับคนเหล่านั้น พวกเขาฝึกฝนวิทยายุทธหลายสิบปีเหมือนหนึ่งวัน แต่พลังฝึกปรือจากการฝึกฝนตลอดชีวิต เมื่อเผชิญหน้ากับความประหลาดลี้ลับ กลับยังรับการโจมตีสักครั้งไม่ได้

ในสถานการณ์แบบนี้ ต่อให้ในเวลาสั้นๆ จะพยายามอย่างไร ความแตกต่างนี้ก็ไม่มีโอกาสช่วยแม้แต่น้อย

แต่เป็นข้ายังมีโอกาส!

ลู่เซิ่งจิตใจตั้งมั่น ถ้าเขายกระดับพลังฝึกปรือสุดกำลัง ใช้โอสถเสริมกับปราณหยินช่วยเหลือในระยะเวลาสั้นๆ อาจจะมีการยกระดับครั้งใหญ่สักครั้ง

‘ถ้าไม่ไหวก็พาคนที่บ้านออกจากแดนเหนือ ต่อให้ถูกไล่ตามก็คงประเมินพลังของเราผิด หาโอกาสรอดชีวิตได้

เพียงแต่…’ ลู่เซิ่งในดวงตาปรากฏความดุร้าย “เพียงแต่นี่เป็นแผนการที่แย่ที่สุด ถ้าเราอยู่ในรายชื่อของหอแดงจริงๆ คงจะไม่ถูกปล่อยไปง่ายๆ การออกจากเมืองเลียบคีรีอาจอันตรายกว่าเดิม”

ความคิดของเขาทำงานอย่างหนัก ความเป็นไปได้ต่างๆ ผุดขึ้นในใจ แต่สุดท้ายก็เหลือเพียงอย่างเดียว

‘ไม่ว่าอย่างไร การเพิ่มพลังต่อสู้ตามความเป็นจริงให้เร็วที่สุดก็เป็นทางหลัก!’ ถึงอย่างไรเขาในตอนนี้ก็มีศักยภาพมากมายให้ขุดค้น

ออกจากสวนดอกไม้ เขามาถึงศาลาประกาศยุทธ์ด้านล่าง

ตอนนี้ศาลาประกาศยุทธ์ไม่มีคน มีแค่ชายชราที่โต๊ะยาวนั่งสลึมสลือบนที่นั่ง

ประตูศาลาเปิดอยู่ ด้านในแสงตะเกียงสว่างโร่

ลู่เซิ่งค่อยๆ เดินเข้าไป

“เฒ่าเฝ้าศาลาเหตุใดยังอยู่ที่นี่อีก ตอนนี้ประสบ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ใยท่านไม่หนีไปที่จงหยวน” ลู่เซิ่งยืนอยู่หน้าโต๊ะยาว กล่าวพลางมองชายชราที่ง่วงเหงา

“หนีหรือ” เฒ่าเฝ้าศาลาลืมตาขุ่นมัวมองลู่เซิ่ง “ไม่มีประโยชน์ พวกเรากับตระกูลเจินเกาะเกี่ยวกันล้ำลึกเกินไป เจ้าเองก็น่าจะทราบ หลังเกิดเรื่องแล้วไปหลบซ่อนในเมืองเลียบคีรีดีกว่า”

“เมืองเลียบคีรี” ลู่เซิ่งงุนงง

“ใช่แล้ว…ดูว่าจัตุรัสแดงจะยอมไว้หน้าราชวงศ์ขนาดไหน…” เฒ่าเฝ้าศาลาโบกมือ “บอกเจตนาการมาของเจ้าเถอะ”

ลู่เซิ่งใคร่ครวญ “ปัจจุบันตระกูลเจินไปแล้ว กฎของศาลาประกาศยุทธ์ไม่ต้องรักษาแล้วกระมัง ข้าอยากอ่านคัมภีร์ลับตามชอบใจ เป็นอย่างไร”

เฒ่าเฝ้าศาลางงงัน กลับคาดไม่ถึงว่าลู่เซิ่งจะเสนอคำขอเช่นนี้ เดิมนึกว่าประมุขพรรคหงหมิงจือบอกให้อีกฝ่ายมาเชื้อเชิญให้ตนลงมือ กลับคิดไม่ถึงว่าลู่เซิ่งต้องการสิทธิ์นี้

“กฎก็คือกฎ แต่เจ้าเป็นระดับสูง ปัจจุบันเป็นเวลาไม่ปกติ ถ้ามีเจ้าคนเดียวก็เลือกได้หลายวิชา”

ลู่เซิ่งขอบคุณอีกฝ่าย หมุนตัวเดินไปชั้นที่สอง

“ถึงแม้ไม่ทราบว่าเจ้าเหตุใดจึงมาอ่านคัมภีร์ลับ แต่ข้าขอเตือนให้เร่งมือหน่อย ศาลาประกาศยุทธ์เป็นสถานที่สำคัญของพรรควาฬแดง ทรัพยากรคัมภีร์ลับทั้งหมดจะถูกนำออกไปด้วย อีกเดี๋ยวจะเก็บกวาดแล้ว” เฒ่าเฝ้าศาลาเตือน

“ขอบคุณที่เตือน” ลู่เซิ่งชะงักเท้า จากนั้นก็เร่งความเร็ว

เขาไปยังชั้นหนังสือบนหอหลายแห่งที่เคยดูก่อนหน้า เจอวิชาแข็งกร้าวที่ตนต้องการ

วิชาโอสถกลองพลบค่ำ วิชาด้ายทอง ยังมีวิชาแข็งกร้าวระดับพลังปลอดโปร่งที่พรรควาฬแดงเก็บซ่อนไว้อีกหลายวิชา ส่วนสำนึกปลอดโปร่งกลับไม่มี

ทั้งหมดห้าวิชา ยังเอาวิชาเดินลมปราณกำลังภายในลงมาอีกสองเล่ม

รอลงมาแลกเปลี่ยนคัมภีร์ลับเล่มจริง เฒ่าเฝ้าศาลามองดูจนตากระตุก

“เจ้าจะย้ายโกดังวรยุทธ์วาฬแดงไปหมดหรือ!” เขากล่าวอย่างหมดคำพูด

“อ่านเสร็จภายหลังจะคืน” ลู่เซิ่งตอบอย่างจริงจัง

“เช่นนั้นเจ้ายืมทีละเล่มไม่ดีกว่าหรือ”

“ไม่ได้ ครั้งหน้าข้าเกรงว่าจะไม่มีโอกาสแล้ว” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างจริงจัง

“เจ้าก็รู้ว่าเจ้าไม่มีโอกาสแล้ว” เฒ่าเฝ้าศาลาอับจนถ้อยคำ

“วิชาแข็งกร้าวเหล่านี้ยืมได้ แต่วิชากำลังภายในสองเล่มนี้ตอนนี้เป็นเวลาไม่ปกติ ได้แต่ให้เจ้ายืมฉบับคัดลอก” เขาเอ่ยอย่างขึงขัง

“ก็ได้” ลู่เซิ่งทราบว่าตอนนี้เป็นเวลาที่พรรควาฬแดงเตรียมเก็บคัมภีร์ลับ ตอนนี้คือช่วงเวลาอันตราย ยืมเล่มจริงออกไปสักเล่ม วรยุทธ์วิชาหนึ่งก็หายไปจากพรรควาฬแดง อนุญาตให้เขายืมมากขนาดนี้ก็มีน้ำใจแล้ว

บางทีอาจเป็นเพราะเห็นแก่ที่เขาเป็นคนในสำนักอาทิตย์ชาด

แต่ถึงอย่างไรตอนนี้เขามีพลังภายในเต็มเปี่ยม ถึงขีดจำกัดของเส้นลมปราณจากคุณสมบัติร่าง วิชากำลังภายในเอาไปก็ฝึกไม่ได้อยู่ดี จึงไม่เป็นอะไร

“เช่นนั้นก็ได้” เฒ่าศาลาหยิบวิชาแข็งกร้าวเล่มจริงออกมาทีละเล่ม ไม่ใช่วิชาแข็งกร้าวทั้งหมดจะต้องใช้ภาพสำนึกตรึกตรอง ดังนั้นมีวิชาแข็งกร้าวสองสามเล่มจึงเป็นฉบับคัดลอก

ลู่เซิ่งบ่นอยู่บ้าง แต่ก็ถูกเฒ่าศาลาค้อนตาใส่

“เช่นนี้ข้าขอลาก่อน” ลู่เซิ่งประสานมือ แบกคัมภีร์ลับไว้

“ไปเถอะ…” เฒ่าเฝ้าศาลายังคงนั่งหลังโต๊ะยาว สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เหมือนจะเฝ้าอยู่ที่นี่อย่างนี้ตลอดไป

ก่อนไปลู่เซิ่งมองเขาแวบหนึ่ง ไม่ทราบว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไรกันแน่

แต่เขามักรู้สึกว่าเฒ่าชราผู้นี้ลี้ลับอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกหลอนหรือไม่

ลู่เซิ่งออกจากศาลาประกาศยุทธ์ ไปยังห้องตำรับยาในเรือวาฬแดง หาตำรับผสมวัตถุดิบยาที่วิชาแข็งกร้าวจำเป็นต้องใช้ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังต้องการหลายชุด ถ้าเกิดปรุงมั่วซั่ว ภายหลังคิดจะทำให้ราบรื่นปลอดภัย อาศัยร้านยาทั่วไปในเมืองเป็นไปไม่ได้ วัตถุดิบยาหลายชนิดเป็นของจำเป็นพิเศษที่มีแต่คนที่ฝึกยุทธ์ต้องการ

ลู่เซิ่งยกของถุงใหญ่ออกจากท้องเรืออย่างรวดเร็ว ตอนยืนบนดาดฟ้าเรือก็เห็นพลพรรควาฬแดงจำนวนไม่น้อยคุ้มครองคนกลุ่มใหญ่ทยอยเข้าเรือวาฬแดง

“นี่เป็นผู้ใดกัน” เขาขมวดคิ้วถามองครักษ์ข้างตัว

“เรียนหัวหน้าภายฝ่ายภารกิจนอก คนเหล่านี้เป็นผู้รอดชีวิตของสำนักแปรผัน…ได้รับบาดเจ็บเพราะไฟใหม้ จึงส่งมารักษาที่นี่ก่อน” องครักษ์ตอบเสียงดัง ด้านนอกเอะอะ ถ้าเขาพูดเบาๆ ก็ได้ยินไม่ชัดสักคำ

“ไม่มีไฟไหม้ไม่ใช่หรือ เหตุใดมีคนถูกเผาบาดเจ็บ เห็นเจ้าสำนักแปรผันหรือไม่” ลู่เซิ่งถามอีก

“เอ่อ…ข้าน้อยก็ไม่แน่ใจ แต่เหมือนว่าหลังจุดไฟส่งคำสั่งระดมพล ไฟได้ลามไปยังอาคารหน่วยหลักโดยไม่ได้ตั้งใจ” องครักษ์ผู้นั้นพลันเว้นเล็กน้อย กระซิบ “ได้ยินว่าแม้แต่เจ้าสำนักก็ถูกเผาทั้งเป็นในกองเพลิง… แยกแยะศพไม่ได้ ศพเหล่านั้นผสมปนเปกับเถ้าคานไม้ในอาคาร น่าอนาถยิ่งนัก…” สำเนียงเขามิใช่คนของเมืองเลียบคีรี หางเสียงยกสูง

……………………………………….

[1] เขาบูรพาโผล่ขึ้น หมายถึง พลิกฟื้นกลับมาใหม่






ความคิดเห็น