41-45

บทที่ 41

เมืองเลียบคีรีเทียบกับเมืองเก้าประสานไม่ได้ เหลาสุราแห่งหนึ่งของเมืองเลียบคีรีไปอยู่ที่เมืองเก้าประสาน มูลค่าอย่างน้อยเท่ากับมีสิบแห่ง!

ที่นี่ถึงกับมีเหลาสุราสิบห้าแห่ง! นี่มิใช่จำนวนมากธรรมดา! แค่เหลาสุราสิบห้าแห่งนี้ ขนาดใช้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตระกูลลู่ซื้อ ก็ไม่แน่จะซื้อได้

เป็นเพราะนอกจากเงินทองเปลือกนอกแล้ว คิดจะเปิดเหลาสุราในสถานที่เหล่านี้ เบื้องหลังจำเป็นต้องออกแรงติดสินบนมากเกินไป บนๆ ล่างๆ อย่างน้อยต้องมีตั๋วเงินร้อยหมื่นตำลึง นี่ก็มากกว่าทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของตระกูลลู่แล้ว

อันใดคือเศรษฐี! นี่เอง!

ลู่เซิ่งยามนี้เข้าใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า อะไรคือเอาเงินฟาดหัว อะไรคือขว้างทองหมื่นแท่ง! อะไรคือถูกเลี้ยงดู…

หนำซ้ำยังไม่พูดถึงเงินทอง แค่จำนวนเส้นสายเบื้องหลังนายผู้เฒ่าเฉิน เกิดเขารับปาก มิพักเอ่ยถึงเรื่องวัตถุดิบยาของบำรุงจะแก้ไขได้โดยสิ้นเชิง ยังมีการเสาะหาวรยุทธ์อีก คงจะง่ายดายเหลือเกิน

เมืองเลียบคีรีเทียบกับเมืองเก้าประสานไม่ได้ ที่นี่เป็นเมืองยุทธศาสตร์ส่วนกลาง ตั้งอยู่ที่จุดคอขวดระหว่างแดนเหนือกับจงหยวน การป้องกันเมืองกับระดับบนของราชสำนักล้วนมีความเกี่ยวข้องโดยตรง

สามารถลงหลักปักฐานที่นี่ กลายเป็นคหบดีอันดับหนึ่งได้ พื้นฐานของนายผู้เฒ่าเฉินจะต้องเหนือกว่าจินตนาการของลู่เซิ่งมากแน่ ย่อมไม่ใช่ทานทนไม่ได้ดั่งคำวิจารณ์ของคุณชายที่เจอเมื่อวาน

เฉินอวิ๋นซีที่อยู่ตรงข้ามสารภาพรัก ลู่เซิ่งรู้ว่าถ้าสตรีสารภาพ ต่อให้ที่นี่มีกระแสนิยมเปิดเผย ก็จำเป็นต้องใช้ความกล้ามากมาย เฉินอวิ๋นซีทำแบบนี้แล้ว

เขาสูดหายใจลึกๆ คำหนึ่ง มองเด็กสาวที่อยู่ใกล้แค่คืบตรงหน้า

“ท่านเก็บของไว้ก่อน”

เฉินอวิ๋นซีได้ยิน พินิจมองลู่เซิ่ง ค่อยมองสัญญาการค้าบนมือของตัวเอง กัดริมฝีปากเบาๆ พร้อมเก็บสัญญาการค้าไว้

“พี่ใหญ่ลู่ ท่าน…”

“ข้าไม่ใช่ไม่มีความรู้สึกดีต่อท่าน… สำหรับคนอื่น ขายาวๆ ของท่านเป็นข้อด้อย เป็นความพิการแต่กำเนิด แต่สำหรับข้า ขาท่านกลับเป็นส่วนที่งดงามที่สุดของท่าน” ลู่เซิ่งอดกล่าวคำพูดนี้ออกมาไม่ได้ เป็นไม่พูดอยู่ไม่สุขโดยแท้

เฉินอวิ๋นซีได้ยิน ยังนึกว่าลู่เซิ่งปลอบนาง แต่พินิดูลู่เซิ่งแล้ว นางเพียงเห็นความจริงใจจากด้านใน ทันใดนั้นนางรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดความจริง ลู่เซิ่งชอบขายาวๆ จริงๆ ไม่ใช่ชอบเด็กสาวตัวเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มเหล่านั้น

“แต่ว่า” ลู่เซิ่งเปลี่ยนน้ำเสียง “เฉินอวิ๋นซี ท่านแน่ใจหรือว่าท่านรู้จักข้าจริงๆ รู้ว่าข้าเป็นคนแบบไหนจริงๆ พวกเราพึ่งรู้จักกันได้ไม่กี่เดือน ส่วนที่ท่านเห็นข้าก็คือด้านที่อยู่ในสถานศึกษายามปกติ ท่านยังไม่ได้รู้จักข้าโดยสมบูรณ์จริงๆ ข้าก็ไม่ได้รู้จักด้านอื่นๆ ของท่านอย่างสมบูรณ์จริงๆ ข้าไม่หวังให้อีกครึ่งหนึ่งในอนาคตของท่านเสียใจเพราะการตัดสินใจที่ได้ทำลงไปตอนพบด้านอื่นๆ ของข้า”

เขากล่าวคำพูดนี้ ความจริงส่วนใหญ่คือไม่ต้องการดึงเฉินอวิ๋นซีเข้ามาในชีวิตตัวเอง

เขาที่มีเครื่องมือปรับเปลี่ยน เคยพบเจอการดำรงอยู่เช่นภูตผีปีศาจ ไม่เหมือนคนทั่วไปที่ยอมเป็นคนธรรมดา เขาคิดเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเอง ไม่ต้องการเหมือนคนทั่วไป เพียงอาศัยโชคกับความประมาทเลินเล่อของคนอื่นเพื่อให้อยู่รอด เขาต้องการควบคุมชะตาชีวิตของตัวเองในโลกที่ดำมืดอันตรายใบนี้!

นี่จึงเป็นสิ่งที่เขาต้องการ ชีวิตและการแสวงหาเช่นนี้เต็มไปด้วยอันตราย การสร้างครอบครัวเร็วเกินไป สำหรับเขารังแต่จะกลายเป็นจุดอ่อนที่คนอื่นคว้าไว้

เฉินอวิ๋นซีฟังคำพูดนี้ของลู่เซิ่งจบ กลับไม่เพียงไม่มีความผิดหวังอย่างผิดวิสัย พานสองตาสว่างไสวกว่าเดิม

“พี่ใหญ่ลู่มองเงินทองเหมือนปุ๋ยดิน อวิ๋นซีทราบว่าตัวเองไม่ได้มองคนผิด!” นางจ้องมองลู่เซิ่งด้วยดวงตาเป็นประกายแวววาว

“ในเมื่อพี่ลู่ยังไม่ยินดี อวิ๋นซีจะเชื่อฟังท่าน ภายหลังจะตั้งใจทำความรู้จักท่าน ทำความรู้จักทุกอย่างของท่าน รับทุกอย่างของท่าน!” นางพูดจบ สองมือกุมใบหน้าแดงก่ำ หมุนตัวหนีไปแล้ว

ลู่เซิ่งมองเงาหลังที่ห่างออกไปของนาง ในใจหมดคำพูด

‘นี่นับว่าให้ผลตรงกันข้ามหรือ?’

เขาส่ายหน้า กลับไปเรียนต่อที่ห้องเรียน

ไม่รู้เนื้อรู้ตัว เวลาหนึ่งวันผ่านไป ในวันนี้หวังจื่อเฉวียนยังไม่ปรากฏตัว ซ่งเจิ้นกั๋วหาเวลาว่างไปที่ห้องเช่าที่เขาอยู่ชั่วคราว ไม่มีคน ในใจกังวลอยู่บ้าง จึงนัดแนะกับลู่เซิ่งว่าถ้าวันที่สองหวังจื่อเฉซียนยังไม่มา จะไปตามหาเขาด้วยกัน

ผ่านไปอีกหนึ่งคืน วันที่สอง ลู่เซิ่งเข้าห้องเรียนทันเวลาตามเดิม ตอนผู้เฒ่าหลูเริ่มสอน หวังจื่อเฉวียนยังไม่มาอีก

ผู้เฒ่าหลูเรียกชื่อ ถามสถานการณ์ในบ้านของเขาหลายประโยค

“ห้องเช่าของข้าอยู่ใกล้กับหวังจื่อเฉวียน เมื่อวานไม่เห็นในห้องเขาจุดไฟ คล้ายกับออกไปด้านนอกแล้ว” นักศึกษาที่ร่างกายดูอ่อนแอมากคนหนึ่งลุกขึ้นตอบ

“กลับบ้านเก่าไปหรือไม่” ผู้เฒ่าหลูขมวดคิ้ว “กลับบ้านก็สมควรขอลาหยุดกับสถานศึกษาสิ ใช้ไม่ได้! เขาไม่อยากได้การแนะนำการทดสอบประจำปีของปีนี้แล้วกระมัง”

การทดสอบประจำปีจำเป็นต้องให้สถานศึกษาร่วมกันลงนามแนะนำขึ้นไป ต้องส่งรายชื่อขึ้นไป ไม่อย่างนั้นก็เข้าสอบไม่ได้ ถ้าหากว่าความประพฤติในสถานศึกษาย่ำแย่เกินไป ก็จะไม่ได้รับการแนะนำ แม้แต่คุณสมบัติเข้าร่วมการทดสอบประจำปีก็ไม่มี

“การทดสอบประจำปีกำลังจะมาถึง หวังจื่อเฉวียนไฉนจึงได้กระทำเลอะเลือนเช่นนี้” ซิ่งเจิ้นกั๋วกล่าวเบาๆ รีบลุกขึ้น “อาจารย์หลู อาจเป็นเพราะหวังจื่อเฉวียนประสบเรื่องด่วนอะไรชั่วคราว ข้ารู้จักลูกผู้น้องในเมืองของเขา อีกเดี๋ยวข้าจะไปถามสถานการณ์ดู”

“อืมไปเถอะ ระหว่างเพื่อนนักเรียนสมควรช่วยเหลือกันและกัน” ผู้เฒ่าหลูดวงตาฉายความชื่นชม

จากนั้นเรื่องนี้ก็ผ่านไป เริ่มสอนเนื้อหาต่อ

ลู่เซิ่งมองซ่งเจิ้นกั๋ว เห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้ว คล้ายกำลังเป็นห่วงหวังจื่อเฉวียน เขาตั้งสมาธิ นึกถึงเรือสำราญกลางดึกที่เคยไปมาลำนั้น บางทีถ้าถามซ่งเจิ้นกั๋วอาจมีเบาะแสบางส่วน

จนกระทั่งเลิกเรียน เนื้อหาที่เรียนสำหรับลู่เซิ่งแล้วไม่มีความยากอันใด ใช้ความสามารถในการเรียนของอดีตนักศึกษาวิจัยมารับมือสิ่งเหล่านี้ การสอบผ่านง่ายดายเพียงยกมือ จึงไม่มีความลำบาก

แต่สำหรับซ่งเจิ้นกั๋วแล้ว สิ่งเหล่านี้เกิดว่าแบ่งสมาธิก็เรียนได้ลำบากแล้ว เรียนเสร็จเขายังต้องนั่งหมอบจัดเนื้อหาการบรรยายที่อาจารย์หลูสอนเมื่อก่อนหน้า จดมันใส่บันทึก

“พี่เจิ้นกั๋ว” ลู่เซิ่งเดินไป กล่าวเบาๆ “ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้องอยู่บ้าง จื่อเฉวียนปกติระมัดระวังตัวยิ่ง กับงานของสถานศึกษาก็ให้ความสำคัญยิ่งกว่าพวกเราคนไหนๆ ไฉนจึงไม่มาเรียนติดกันสองวัน”

ซ่งเจิ้นกั๋วค่อยๆ ยกพู่กันขึ้น แสดงสีหน้าเคลือบแคลงเหมือนกัน

“ข้ากำลังคิดถึงตรงนี้พอดี ดังนั้นวางแผนไปจะถามสถานการณ์ดู”

“ไปด้วยกันเถอะ ข้าเป็นห่วงอยู่บ้างเหมือนกัน” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างจริงจัง

ซ่งเจิ้นกั๋วมองลู่เซิ่งอย่างประหลาดใจ ความจริงก่อนหน้านี้ระหว่างคาบเรียนเขาได้ถามเพื่อนนักเรียนที่ปกติเล่นด้วยกัน คนที่ทุกครั้งดูเหมือนสนิทกันยิ่ง ไม่ว่าหญิงชาย ต่างไม่มีใครยินยอมหาความยุ่งยากใส่ตัว ไปหาคนถามไถ่ พอฟังเรื่องนี้ ก็พากันหาข้ออ้างแต่ละอย่างมาบอกปัด นี่ทำให้เขาเห็นอย่างชัดเจนว่าสหายที่เรียกกันเหล่านี้สุดท้ายเป็นคนยังไง จึงไม่พอใจยิ่ง

กลับคิดไม่ถึงว่าลู่เซิ่งจะมาบอกด้วยตัวเองว่าจะไปกับเขา

“ก็ได้ พี่ลู่โปรดรอสักประเดี๋ยว ข้าขอเก็บของก่อน”

“ได้”

รอซ่งเจิ้นกั๋วเก็บของแล้ว คนทั้งสองก็ออกจากสถานศึกษาอย่างรวดเร็ว ขึ้นนั่งบนรถม้าที่จองไว้ก่อนหน้านี้ที่ประตู ตรงเข้าไปในเมือง

ระหว่างทางสองคนต่างเป็นกังวลเล็กน้อย นิสัยของหวังจื่อเฉวียนเห็นการทดสอบประจำปีของสถานศึกษาสำคัญกว่าสิ่งใด ไฉนอยู่ๆ ถึงกลายเป็นไม่มีข่าวคราว

ในร้านผงหอมร้านหนึ่งบนถนนกำเนิดทองเมืองเลียบคีรี ทั้งสองคนเดินหาเฉินหง ลูกผู้น้องของหวังจื่อเฉวียนเจออย่างรวดเร็ว เขาเป็นเถ้าแก่ของร้านนี้ อายุน้อยก็ควบคุมกิจการด้วยตัวเองแล้ว

“พี่จื่อเฉวียนหรือ ไม่มีนะ ถ้าจะกลับบ้าน ปกติเขาจะมาถามข้าทุกครั้ง ให้ข้าช่วยเขาย้ายของนำกลับไป พวกหนังสือเอย เสื้อผ้าเอย หีบเอย จะว่าไปข้าก็ไม่เห็นเขามาหลายวันแล้วเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ท่านพี่มิใช่ว่าไปอยู่กับพวกพี่ใหญ่ซ่งท่านหรือ” เฉินหงลูกผู้น้องของหวังจื่อเฉวียนถามอย่างสงสัย

ซ่งเจิ้นกั๋วได้ยิน สีหน้ายิ่งเป็นกังวลกว่าเดิม ประสานสายตากับลู่เซิ่ง

“ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้อยู่ด้วยกันกับพวกข้าจริงๆ เพียงแต่สองวันนี้ไม่เจอตัวเขา จึงมาถามดู”

“อ้อ… จะว่าไปกลางดึกวันก่อนท่านพี่ก็มาที่นี่ครั้งหนึ่ง ขอถุงหอมกับแป้งน้ำชั้นดีหลายชิ้น” เฉินหงหัวเราะขึ้นมา “ข้าว่าสิบส่วนมีแปดส่วนคือมีความรักแล้ว! เหอะๆ ถุงหอมกับแป้งน้ำที่เอาไปล้วนเป็นแบบของเด็กสาววัยรุ่น จุ๊ๆๆ…”

“กลางดึกวันก่อนหรือ ยามไหน?” ลู่เซิ่งพลันเอ่ยถาม สีหน้าเปลี่ยนเป็นพิกลเล็กน้อย

“ราวๆ ยามโฉ่วกระมัง… ถึงอย่างไรก็ดึกมากแล้ว ข้าหลับไปแล้ว ถูกท่านพี่ปลุกให้ตื่น ให้ข้าลงมาเอาของให้เขา เฮ้อ เป็นเพราะถูกปลุกกลางดึก ตอนนี้ความทรงจำยังชัดเจน” เฉินหงลูบคางกล่าว “จะว่าไป มาเอาถุงหอมกับแป้งน้ำดึกปานนั้น… จุ๊ๆ…” บนใบหน้าเขาเผยรอยยิ้มที่บุรุษล้วนเข้าใจออกมา

ซ่งเจิ้นกั๋วสับสนอยู่บ้าง หัวคิ้วขมวดมุ่น ไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องใด

แต่ลู่เซิ่งกลับมีการคาดเดาบางส่วนในใจแล้ว จิตใจหนักอึ้งขึ้นมา

ซ่งเจิ้นกั๋วเห็นสีหน้าลู่เซิ่ง ก็ทราบว่าเขามีการคาดการณ์อันใดแล้ว รีบบอกลาเฉินหง

ออกจากร้าน เขาลากลู่เซิ่งเข้าไปในมุมหนึ่งข้างทาง

“เยวี่ยเซิง ท่านว่ามา นึกถึงเบาะแสอันใดออกแล้วใช่หรือไม่! จื่อเฉวียนแม้แต่ลูกผู้น้องตัวเองก็ไม่บอก ทั้งยังออกไปกลางดึกคืนวันก่อน แต่ว่าคืนวันก่อนเขาไม่ใช่ไปดื่มสุรากับเราที่เรือสำราญหรือ” เขามีสีหน้าเคร่งขรึม

ลู่เซิ่งจ้องซ่งเจิ้นกั๋วอย่างจริงจัง

“เจิ้นกั๋ว ความจริงในคืนวันนั้น หลังข้าไปแล้ว ก็กลับไปเรือสำราญลำนั้นอีกรอบหนึ่ง”

ซิ่งเจิ้นกั๋วงุนงง “เยวี่ยเซิงท่านกลับไปทำอะไร ดึกขนาดนั้นแล้ว เรือสำราญคงจะหยุดการค้าแล้วใช่หรือไม่”

“หยุดการค้าแล้ว” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าไปเพราะลืมถุงเงินไว้บนเรือ จึงกลับไปหา คิดไม่ถึง…’

“คิดไม่ถึงอะไร” ซ่งเจิ้นกั๋วสีหน้าเคร่งเครียดตาม ได้รับผลกระทบจากน้ำเสียงในคำพูดของลู่เซิ่ง

“คิดไม่ถึง ในเรือสำราญไม่มีใครสักคน แขวนโคมไฟแดงเต็มไปหมด” ลู่เซิ่งหยีตา เล่าต่อ “ข้ารีบเข้าไปในห้องที่พวกเราอยู่ก่อนหน้า ด้านในยังแขวนโคมไฟใหญ่สองใบ แต่ก็ยังไม่มีใครเหมือนเดิม แม้แต่คนทำความสะอาดก็ไม่เห็น ภายหลังข้าเจอถุงเงิน จึงรีบวิ่งออกมาแล้ว”

“ไม่มีสักคนเดียว… หรือว่า…” ทันใดนั้นซ่งเจิ้นกั๋วคล้ายนึกอันใดได้แล้ว “หรือหมายถึง จื่อเฉวียนเพื่อส่งแป้งน้ำกับถุงหอมให้เด็กสาวบนเรือสำราญ จึงตั้งใจไปหาลูกผู้น้องกลางดึก แต่ในเมื่อท่านกลับไปเช่นกัน ไฉน…”

“มีความเป็นไปได้สูงยิ่ง!” ลู่เซิ่งนึกออกแล้ว “หยุดเดาเถอะ พวกเราไปถามที่เรือสำราญกัน”

ซ่งเจิ้นกั๋วได้ยินก็พยักหน้า

สองคนไม่พูดพร่ำทำเพลง เรียกรถม้าอีกครั้ง มุ่งหน้าไปยังริมแม่น้ำไม้สน ยามนี้สีท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง เป็นเวลาเที่ยวเล่น ดื่มสุราบุปผชาติตอนเย็นพอดี

ซ่งเจิ้นกั๋วพาลู่เซิ่งไปถึงเรือสำราญที่พวกเขาเคยขึ้นก่อนหน้านี้ลำนั้นอย่างคุ้นชินทาง เรือลำนี้มีชื่อว่าเรือสำราญอิงอิง

………………………………………….
บทที่ 42
เรือใหญ่จอดอยู่ในตำแหน่งที่ปกติมักเทียบท่า ทั้งสองติดตามอยู่ด้านหลังแขกเหรื่อหลายคนที่ขึ้นเรือเหมือนกัน ขึ้นไปบนดาดฟ้าเรืออย่างรวดเร็ว

“คุณชายซ่ง ไม่เจอกันหลายวัน ใบหน้าท่านแดงเรื่อขึ้นมากแล้ว” เถ้าแก่เนี้ยเรือเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม “จวินเอ๋อร์กำลังแต่งหน้าแต่งตัวอยู่ ท่านจะนั่งฟังเพลงแก้อึดอัดก่อนหรือไม่ ทางเรามีนักร้องหญิงสองสามคนมาใหม่ พื้นฐานความชำนาญล้วนยอดเยี่ยม”

ซ่งเจิ้นกั๋วสีหน้าเคร่งขรึม ไม่มีใบหน้ายิ้มแย้มให้นาง

“ข้าอยากถามว่าสหายคนหนึ่งที่ข้าพามาคืนวันก่อน คุณชายที่ชื่อหวังจื่อเฉวียนผู้นั้น ฟังว่าภายหลังมาที่เรือสำราญอีกรอบ รบกวนท่านเรียกแม่นางที่เป็นเพื่อนเขาในคืนวันก่อนมา ข้ามีเรื่องสอบถาม” เขายัดเศษเงินสองสามตำลึงให้แก่เถ้าแก่เนี้ยเรือ

การให้อย่างนี้เท่ากลับโยนเงินทิ้งไปหลายพันหยวน ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลร่ำรวย ยังไม่กล้าใช้จ่ายมั่วซั่วเช่นนี้จริงๆ

“คนที่ท่านว่าคือเตี๋ยเอ๋อร์ อืม ข้าจะไปเรียกเตี๋ยเอ๋อร์มา คุณชายพักผ่อนรออยู่ที่ห้องด้านข้างก่อน” เถ้าแก่เนี้ยเรือเห็นซ่งเจิ้นกั๋วมีสีหน้าจริงจังก็ไม่กล้าเสียเวลา ในกลุ่มคุณชายเหล่านี้ แขกที่ใจกว้างเท่าซ่งเจิ้นกั๋วมีไม่มาก ลูกหลานขุนนางเหล่านั้นแม้มีฉากหลังใหญ่ เบื้องหลังแข็งแกร่ง แต่ลงมือยังไม่ใจป้ำเท่าซ่งเจิ้นกั๋ว

พวกลู่เซิ่งถูกชักนำไปถึงห้องห้องหนึ่ง พักผ่อนรอคอย ไม่ทันไรเตี๋ยเอ๋อร์ก็ถูกเรียกเข้ามา

เตี๋ยเอ๋อร์มองดูเหมือนอ่อนแอว่าง่าย น่าสงสาร สวมกระโปรงยาวเอวเล็กสีเขียวอ่อน มือถือขลุ่ยเลาหนึ่ง คล้ายกับเตรียมแสดงเป่าขลุ่ยให้แขกเหรื่อ เวลานี้ถูกเรียกมา มีสีหน้างุนงงเช่นกัน

“คุณชายซ่ง ขอเรียนถาม ท่านเรียกเตี๋ยเอ๋อร์มามีอะไรถามไถ่หรือ” นางถามขึ้นเบาๆ

“ข้าถามเจ้า เจ้าอาจทราบ ในคืนวันก่อน คุณชายหวังจื่อเฉวียนที่เจ้าเป็นเพื่อนผู้นั้นตอนนี้อยู่ที่ไหน” ซ่งเจิ้นกั๋วกล่าวเสียงทุ้ม

เตี๋ยเอ๋อร์ใบหน้าสับสน

“คุณชายหวังจื่อเฉวียนหรือ อ้อ… ข้านึกออกแล้ว ไม่ใช่กลับไปพร้อมกับพวกคุณชายท่านแล้วหรือ เตี๋ยเอ๋อร์ตอนนั้นเหนื่อยยิ่ง พอพวกคุณชายท่านไปก็ลงเรือกลับบ้านพักผ่อนแล้ว”

“กลับบ้านพักผ่อนแล้วหรือ” ซ่งเจิ้นกั๋วงงงวย

“ใช่แล้ว ตอนนั้นเตี๋ยเอ๋อร์รับแขกติดต่อกันสามครั้ง เหนื่อยแทบขาดใจ พอแสดงจบก็บอกกับเถ้าแก่เนี้ย ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ลงเรือเร็วที่สุด” เตี๋ยเอ๋อร์ตอบเสียงเบา “เป็นไรแล้ว หรือว่าคุณชายจื่อเฉวียน… เกิดเรื่องอันใด” นางหวาดหวั่นกระวนกระวายอยู่บ้าง

ลู่เซิ่งจ้องนางเขม็ง สองตาดุดัน แต่อย่างไรก็มองร่องรอยที่เตี๋ยเอ๋อร์โกหกไม่ออก

“ข้าถามเจ้า เรือของพวกเจ้าเลิกการค้าหลังจากพวกเราไปเลยหรือไม่”

เตี๋ยเอ๋อร์รีบพยักหน้า ถูกลู่เซิ่งจ้องจนหวาดหวั่นอยู่บ้าง

“ใช่แล้วๆ พอคุณชายทั้งสามท่านไป เถ้าแก่เนี้ยเรือก็เลิกการค้าแล้ว”

“เช่นนั้นข้าขอถามเจ้าอีกครั้ง! หลังเลิกการค้าแล้ว เรือลำนี้ปกติแขวนโคมไฟแดงหรือไม่” ลู่เซิ่งถามอีก

“โคมไฟแดงหรือ” เตี๋ยเอ๋อร์งุนงงแล้ว “โคมไฟแดงอันใด ทุกๆ วันหลังปิดร้าน เรือของพวกเราล้วนแล่นเข้าอู่ใกล้ๆ เพื่อตรวจสอบซ่อมแซม ตอนตรวจสอบซ่อมแซมไม่อนุญาตให้จุดไฟตะเกียงบนเรือ ได้แต่ให้คนที่ซ่อมเรือจุดตะเกียง เมื่อวานก็เหมือนกัน”

“เข้าเทียบอู่หรือ ไม่ใช่จอดที่นี่หรือ” ลู่เซิ่งจิตใจสั่นสะท้าน

“ไม่ใช่ พวกเรามีแค่ตอนทำการค้าค่อยออกเรือมาก่อนเวลา ที่นี่บางครั้งลมคลื่นก็แรงมาก จอดไว้ที่นี่ไม่ใช่ถูกลมพัดไปได้ง่ายมากหรอกหรือ” เตี๋ยเอ๋อร์มองลู่เซิ่งอย่างแปลกประหลาด

ลู่เซิ่งบังเกิดความกังวลส่วนหนึ่งในใจเลือนลาง หวังจื่อเฉวียนเกรงว่าเหมือนกับเขา ขึ้นเรือสำราญที่แขวนโคมไฟแดงเต็มไปหมดลำนั้นแล้ว

“พี่ลู่…” ซ่งเจิ้นกั๋วยิ่งฟังยิ่งแปลกใจอยู่ด้านข้าง ไม่ทราบว่าลู่เซิ่งถามคำถามเหล่านี้มีความหมายอันใด สำหรับเขาแล้ว เรือโคมไฟแดงลำนั้นสมควรเป็นลู่เซิ่งขึ้นผิดลำแล้ว แต่ตอนนี้ยังอดทนฟังอยู่

“หรือทางพวกเจ้าไม่มีเรือใหญ่ที่แขวนโคมไฟแดงจนเต็ม และบนเรือไม่มีใครสักคนหรือ รูปแบบเหมือนเรือของพวกเจ้าไม่มีผิด” ลู่เซิ่งไม่ยินยอม ไต่ถามต่ออีก

เตี๋ยเอ๋อร์กะพริบตา

“คุณชายท่านนี้ ท่านได้ยินว่ามีเรือใหญ่ที่แขวนโคมไฟแดงเต็มไปหมดมาจากที่ไหน ท่านทราบหรือไม่ว่าทางพวกเรามีแค่ในสถานการณ์แบบไหน ถึงค่อยแขวนโคมไฟแดง

“มีแต่แม่นางบนเรือลาจากโลกไปแล้ว จึงค่อยแขวนโคมไฟแดงสามใบไว้ตรงประตูและด้านในห้องของนาง

“หนึ่งใบที่ประตู หมายถึงนำทาง สองใบอยู่ในห้อง หมายถึงเซ่นไหว้และสู่สุขติ”

ลู่เซิ่งได้ยิน พลันสั่นสะท้านไปทั่วทั้งตัว

เขานึกถึงเรือสำราญที่ลี้ลับลำนั้น เรือที่ล้วนเป็นโคมไฟแดง ในห้องทุกห้อง หน้าห้องทุกห้อง ล้วนแขวนโคมไฟแดง!

วิธีการแขวนเป็นไปตามที่เตี๋ยเอ๋อร์พูด หน้าประตูแขวนหนึ่งใบ ในห้องแขวนสองใบ!

“โอย น่ากลัวจัง คุณชายท่านได้ยินเรื่องผีสางจากที่อื่น แล้วมาขู่ขวัญเตี๋ยเอ๋อร์กระมัง” เตี๋ยเอ๋อร์รู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างเช่นกัน ขนลุกขนชันไปทั้งตัว

“เยวี่ยเซิง… เกรงว่าท่านไม่ได้ฝันไปจริงๆ แล้วกระมัง” ซ่งเจิ้นกั๋วมองลู่เซิ่งอย่างเป็นห่วงเล็กน้อย คำว่าเซิ่งของลู่เซิ่ง แบ่งคำว่าเซิ่งออกมา เขาจึงเรียกอีกฝ่ายว่าเยวี่ยเซิง

ตอนอยู่ที่เมืองเก้าประสาน ลู่เซิ่งใช้คำนี้น้อยยิ่ง ทุกคนที่อยู่ที่นั่นล้วนเรียกเขาว่าคุณชายเซิ่ง พี่เซิ่ง แต่ว่าออกมาเรียนที่นี่ การใช้คำบ่งบอกความใกล้ชิด และเป็นทางการกว่าเล็กน้อย

“ไม่เป็นไร… ข้าก็เพียง…” ลู่เซิ่งลังเลเล็กน้อย ยังคงไม่เล่าเรื่องที่ตนโดนลั่นดาลประตูในเรือแดง ต่อให้เล่าออกมา ซ่งเจิ้นกั๋วก็ไม่แน่ว่าจะเชื่อ ต่อให้เชื่อ ความจริงก็ไม่มีประโยชน์

“ในเมื่อจื่อเฉวียนไม่ได้มาเรือสำราญลำนี้ แล้วจะไปยังที่ใด” ซ่งเจิ้นกั๋วเอ่ยอย่างเป็นห่วง “นี่ใกล้จะถึงการทดสอบประจำปีแล้ว เกิดว่าทำผิดกฎสถานศึกษา ไม่ได้รับการรายงานชื่อ เช่นนั้นก็เป็นการทำลายอนาคตของตัวเองจริงๆ แล้ว!”

“ถ้าคุณชายทั้งสองท่านไม่มีเรื่องอันใด เตี๋ยเอ๋อร์จะไปบรรเลงเพลงขลุ่ยให้กับแขกแล้ว” เตี๋ยเอ๋อร์เอ่ยเสียงเบา

“ไม่มีแล้ว ขอบคุณเตี๋ยเอ๋อร์มาก นี่มอบแก่เจ้า” ซ่งเจิ้นกั๋วนำเศษเงินสองสามชิ้นออกมาให้นาง

เตี๋ยเอ๋อร์พลันยินดี นี่เป็นรายรับของตัวเองคนเดียวโดยแยกกับเรือสำราญ ใส่เศษเงินเข้าไปในถุงข้างเอวที่เป็นห่อใยบัวอย่างระวัง หมุนตัวเดินไปยังประตูอย่างแผ่วเบา เดินไปถึงครึ่งทาง นางพลันนึกอะไรได้ หันกลับมากล่าวว่า

“จริงด้วย คุณชายท่านนี้ เตี๋ยเอ๋อร์กลับได้ยินเรื่องผีสางเรื่องหนึ่ง เล่าลือกันระหว่างพวกแม่นางบนเรือ

“บอกว่าบนแม่น้ำไม้สนก่อนหน้านี้มีเรือแดงลำหนึ่งชื่อหอแดง ภายหลังเกิดเพลิงไหม้ แม่นางทุกคนบนเรือไม่เหลือสักคนเดียว ต่างหนีไม่รอด จากนั้นเรื่องเล่าของเรือแดงก็เล่าลือกันบนแม่น้ำไม้สนแห่งนี้… ว่ากันว่าเรือลำนั้นแขวนโคมไฟแดงไว้เต็มลำ คนที่ขึ้นเรือแดงไม่เคยมีใครลงมาได้สักคนเดียว”

ลู่เซิ่งกระตือรือร้นขึ้น รีบเรียกเตี๋ยเอ๋อร์

“แม่นางหยุดก่อน สามารถเล่าเรื่องเรือสำราญหอแดงนี้ให้พวกเราฟังได้หรือไม่”

“เอ่อ… เตี๋ยเอ๋อร์มาทำงานนี้ได้ไม่นาน ทราบไม่มาก แต่คุณชายซ่งไม่ใช่สนิทกับแม่นางจวินเอ๋อร์หรือ พี่จวินเอ๋อร์คิดถึงคุณชายซ่งทุกวัน นางอยู่บนเรือมานานมาก หากถามนาง นางสมควรทราบ” เตี๋ยเอ๋อร์บอกเสียงเบา

“เข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า “เจ้าไปเถอะ”

เตี๋ยเอ๋อร์ออกจากห้องไป ลู่เซิ่งกับซ่งเจิ้นกั๋วล้วนไม่กล่าววาจา เพียงเงียบงัน ต่างฝ่ายต่างนึกถึงเรื่องของตัวเอง

สักพักหนึ่ง จวินเอ๋อร์ที่สวมกระโปรงสั้นสีขาวก็เดินเข้ามา พอเห็นซ่งเจิ้นกั๋ว ตางามพลันเปล่งประกาย

“คุณชายซ่ง!” ในดวงตานางปรากฏความผูกพันมากมายอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

“จวินเอ๋อร์!” ซ่งเจิ้นกั๋วเดินเข้าไปโอบจวินเอ๋อร์เบาๆ “ไม่เจอกันหลายวัน เจ้าสบายดีหรือ เงินที่ข้าให้หัวหน้าเรือมากพอ นอกจากข้า ไม่มีใครเลือกเจ้าได้”

จวินเอ๋อร์พยักหน้าเบาๆ ใบหน้ามีความสุข “จวินเอ๋อร์ทราบว่าคุณชายดีกับจวินเอ๋อร์…”

“ข้ารอมาตลอด รอว่าเมื่อไหร่จวินเอ๋อร์จะให้ข้าไถ่ตัว” ซ่งเจิ้นกั๋วเอ่ยเสียงอ่อนโยน “เอาล่ะ ครั้งนี้ที่มาเพราะอยากถามถึงเรื่องของคุณชายหวังจื่อเฉวียนที่มากับพวกเราวันก่อน

จวินเอ๋อร์รู้ไหมว่าคุณชายหวังผู้นั้น ในคืนนั้นหลังจากพวกเรากลับไป ได้กลับมาบนเรือลำนี้อีกหรือไม่”

“คุณชายหวังจื่อเฉวียนหรือ” จวินเอ๋อร์ทบทวนครู่หนึ่ง “คืนนั้นดึกมากแล้ว คุณชายหวังผู้นั้นไม่ใช่ลงเรือพร้อมกับพวกท่านหรอกหรือ เขาจะกลับมาทำไม”

“เจ้าแน่ใจหรือว่าเขาไม่ได้กลับมา” ลู่เซิ่งสอบถาม

จวินเอ๋อร์พยักหน้า “แน่ใจ เป็นเพราะว่าในคืนนั้นข้าต่อเวลาชั่วคราว พอดึกมากแล้วจึงค่อยลงเรือ คำนวณดู เป็นเวลาหนึ่งก้านธูปหลังจากพวกคุณชายท่านกลับไปแล้ว”

“งั้นหรือ… นี่แปลกประหลาดแล้ว…” ลู่เซิ่งไตร่ตรอง

ซ่งเจิ้นกั๋วถามต่ออีกหลายประโยค จวินเอ๋อร์ตอบทีละข้อๆ ไม่แตกต่างกับสิ่งที่เตี๋ยเอ๋อร์พูด ทั้งสองคนไม่เจอเบาะแส จึงลงจากเรือภายใต้ความจนปัญญา

“แผนการในวันนี้เกรงว่าได้แต่แจ้งทางการแล้ว” ซ่งเจิ้นกั๋วถอนใจกล่าว

ลู่เซิ่งส่ายหน้า “กลัวแต่ว่าแจ้งทางการก็ไม่มีประโยชน์…”

ซ่งเจิ้นกั๋วมองหน้าลู่เซิ่งแวบหนึ่ง ไม่เข้าใจสาเหตุ

“พี่ซ่งท่านกลับไปก่อนเถอะ วันนี้ถึงตรงนี้ ท้องฟ้ามืดแล้ว” ลู่เซิ่งเตือน “พรุ่งนี้ยังต้องเข้าร่วมการทดสอบย่อยอีก”

“งั้นก็ได้ ข้ากลับก่อน เยวี่ยเซิงท่านมีเบาะแสอันใดแล้วจะต้องบอกข้าด้วย” ซ่งเจิ้นกั๋วถอนใจอีกครั้ง แยกกับลู่เซิ่ง

มองซ่งเจิ้นกั๋วขึ้นรถม้า ค่อยๆ ห่างออกไป นึกถึงตอนที่สนทนากับเตี๋ยเอ๋อร์และจวินเอ๋อร์ การตอบโต้ของอีกฝ่ายล้วนไม่มีช่องโหว่แม้แต่น้อย

‘ดูเหมือนพวกนางไม่ได้โกหก แต่ถ้าหากเรือแดงลำนั้นไม่ใช่ลำที่พวกเรานั่งก่อนหน้า แล้วถุงเงินของเราตกไปอยู่ด้านบนได้ยังไง’ ลู่เซิ่งสงสัย

เขาสังหรณ์ว่าตัวเองถูกม้วนเข้ามาอยู่ในความยุ่งยากใหม่แล้ว


ซ่งเจิ้นกั๋วนั่งในรถม้า ถอนหายใจสั้นยาว

เขาเป็นคนให้ความสำคัญกับน้ำใจ หวังจื่อเฉวียนเกิดเรื่องหลังจากอยู่กับเขา จนถึงตอนนี้ยังไม่มีข่าวคราว ไม่ว่าอย่างไร เขาต้องมอบคำว่ากล่าวให้กับตระกูลหวัง

ยิ่งไปกว่านั้น จื่อเฉวียนก็เป็นพี่น้อง เป็นสหายสนิทกับเขา บอกไม่เจอก็ไม่เจอแล้วหรือ คนเป็นๆ ตัวโตแบบนี้จะหายไปแถวแม่น้ำไม้สนได้อย่างไร

‘หรือว่าจะ…’ เขาพลันนึกถึงความเป็นไปได้หนึ่ง ‘หรือว่าจะก้าวพลาดพลัดตกน้ำ!’ พอคิดถึงตรงนี้ เขาก็หนาวสั่นไปทั้งร่าง

‘ไม่ได้! อยู่ต้องเห็นคน ตายต้องเห็นศพ! จื่อเฉวียนเป็นเราพาไป ถ้าหากเกิดเรื่องจริงๆ ก็เป็นความรับผิดชอบของเราซ่งเจิ้นกั๋ว!’ ซ่งเจิ้นกั๋วจิตใจพลันแน่วแน่ สงบสติ ‘ถ้าจื่อเฉวียนเกิดเรื่องจริงๆ เราจะไปแจ้งทางการ!’

เขาตัดสินใจแล้ว

‘แต่แบบนี้ จวินเอ๋อร์จะทำอย่างไร’ เขานึกอีกที คิดถึงจวินเอ๋อร์ที่ตนรักถนอม เดือนเดียวเขาใช้จ่ายตั๋วเงินกับเรื่องนี้ไปมากกว่าพันตำลึง ก็เพื่อปกป้องจวินเอ๋อร์อย่างสมบูรณ์ ไม่ให้คนอื่นเลือกนาง เพื่อเรื่องนี้ บิดาเฒ่าในตระกูลทะเลาะกับเขาไม่ต่ำกว่าสิบรอบ

พอคิดถึงเรื่องนี้ ซ่งเจิ้นกั๋วก็ปวดหัวขึ้นมาอีก

พอถึงบ้านแล้ว เขาลงจากรถจ่ายเงิน เข้าไปในลานบ้าน เดินผ่านไปยังห้องของตัวเอง ไม่อยากจะเจอใครในบ้านชั่วขณะ

ข้ารับใช้หลายคนมองเห็นเขา ขณะกำลังจะทักทายถามไถ่ พริบตาเดียวก็ไม่เห็นเงาเขาแล้ว

………………………………………….
บทที่ 43
แกร่ก

ปิดประตู ซ่งเจิ้นกั๋วเดินไปถึงริมหน้าต่าง พอดีเห็นนกพิราบดำตาสีชมพูตัวหนึ่งกำลังหมอบอยู่บนรั้วหน้าต่าง ไซ้ขนอยู่ไม่สนใจสิ่งใด

เขาเห็นดังนั้นก็กระตือรือร้นขึ้น เดินเข้าไปจับนกพิราบอย่างรวดเร็ว แล้วปลดม้วนกระดาษเล็กๆ ม้วนหนึ่งลงมาจากเท้ามันอย่างแผ่วเบา

คลี่ม้วนกระดาษออก ด้านบนเขียนตัวหนังสือเล็กๆ สวยงามแถวหนึ่ง ‘พี่ใหญ่ซ่ง เรื่องของคุณชายหวังผู้นั้น จวินเอ๋อร์จะช่วยท่านถามให้

นอกจากนี้ ผ่านไปสักพักจะเป็นเทศกาลภูษาควัน พี่ใหญ่ซ่งรับปากจวินเอ๋อร์ได้หรือไม่ เวลานั้นอย่าได้มาเรือสำราญเด็ดขาด อย่ามาเด็ดขาด!’

ซ่งเจิ้นกั๋วงงงัน อ่านต่อไป

‘วันนั้นพวกเถ้าแก่เนี้ยเรือจะใช้ชื่อของเหล่าแม่นางหลอกลวงผู้คนไปทั่ว ยังมีแผนการไม่ดีต่อพี่ใหญ่ซ่งด้วยส่วนหนึ่ง รับปากข้า หลังจวินเอ๋อร์จัดการทุกสิ่งเรียบร้อย เทศกาลภูษาควันครั้งนี้ผ่านพ้นไปแล้ว จวินเอ๋อร์รับปากพี่ใหญ่ซ่งจะกลับบ้าน…’

อ่านเนื้อหาหลังจากคลี่กางม้วนกระดาษเสร็จ ซ่งเจิ้นกั๋วใบหน้าปรากฏความยินดีอย่างเข้มข้น

‘พี่ใหญ่ซ่งรับปากเจ้า จะไม่มอบโอกาสให้แก่พวกเขา!’ เขาแม้กังขาเล็กน้อย อย่างไรเหตุผลตรงนี้ก็เหลือเชื่ออยู่บ้าง แต่เพราะความเชื่อมั่นที่มีต่อจวินเอ๋อร์ จึงไม่เคลือบแคลงอันใด

ซ่งเจิ้นกั๋วหากระดาษออกมาอย่างรวดเร็ว เขียนคำพูดที่ตัวเองคิดกล่าว จากนั้นก็ม้วนกระดาษเป็นทรงกระบอก มัดติดกับเท้านกพิราบดำ สองมือประคองนกพิราบดำขึ้นโยนไปด้านนอก ทันใดนั้นนกพิราบดำก็โผบินออกไป

นกพิราบกระพือปีก ออกจากลานใหญ่ตระกูลซ่ง บินเลียบผ่านระหว่างกระเบื้องหลังคาสีแดงชาดอย่างแผ่วเบา พุ่งผ่านถนนที่เหมือนก้อนเต้าหูหลายสาย ข้ามผ่านหลังคาสีดำของตึกที่สูงต่ำไม่เท่ากัน ไปถึงแม่น้ำไม้สนอย่างรวดเร็ว มุ่งไปยังเรือสำราญสีแดงลำหนึ่ง

นกพิราบดำกระพือปีก หยุดลงตรงหน้าต่างห้องห้องหนึ่งบนเรือสำราญ ถูกมือขาวเรียวยาวข้างหนึ่งประคองไว้

จวินเอ๋อร์ปลดม้วนกระดาษที่มัดบนเท้านกพิราบดำลงมาอย่างรวดเร็ว มองซ้ายมองขวา แล้วรีบปล่อยมันบินไป

“ไปเถอะ กลับรังไป” นางกล่าวเบาๆ

นกพิราบดำกระพือปีกบินออกไป ไม่ทันไรก็หายไปจากขอบหน้าต่าง

จวินเอ๋อร์ปิดหน้าต่าง คลี่ม้วนกระดาษออกอ่านอย่างแผ่วเบา บนใบหน้ามีความอ่อนโยนสายหนึ่ง ก่อนจะรีบเอากระดาษเผาบนไฟเทียน

นางถือไว้จนม้วนกระดาษโดนเผาเหลือแค่มุมมุมหนึ่ง จึงค่อยๆ แง้มร่องหน้าต่าง แล้วโยนออกไป ปล่อยให้มันลอยลงสู่แม่น้ำไม้สน

แกร่ก…

อยู่ๆ ประตูห้องก็เปิดออกเอง เหมือนกับมีคนผลักประตูจากด้านนอก จวินเอ๋อร์สะดุ้งหมุนตัวกลับไป กุมหน้าอกที่สะท้อนขึ้นลงด้วยความหวาดหวั่นพลางจ้องมองประตู

สงบสติอารมณ์สักครู่ นางเดินไป มองซ้ายมองขวา ไม่พบการเคลื่อนไหวของคนใดๆ จึงชะเง้อออกไปยังระเบียงด้านนอกเพื่อมองดู

ตรงนี้เป็นห้องแต่งหน้าด้านล่างของเรือ เป็นเพราะว่าซ่งเจิ้นกั๋ว ตอนนี้นางมีห้องแต่งหน้าส่วนตัวของตัวเอง รอบๆ ไม่มีคน พี่น้องคนอื่นๆ ต่างไปต้อนรับแขกแล้ว

บนระเวียงว่างเปล่า ไม่มีใครสักคนเดียว

จวินเอ๋อร์ระบายลมหายใจเบาๆ หันหน้ากลับเข้าห้อง ปิดงับประตู แล้วลงสลักเพิ่ม

นางนั่งลงตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบหวีขึ้นมาสางผมเบาๆ ทุกๆ ครั้งที่นางหวั่นไหว หวีมักทำให้นางค่อยๆ สงบลงได้

คิดไม่ถึงเพิ่งหยิบหวีขึ้นมา สีหน้าพลันเปลี่ยนแปลง

เห็นบนโต๊ะไม้ด้านล่างถึงกับถูกดินสอเขียนคิ้วสีดำเขียนเป็นตัวหนังสือแถวหนึ่ง

‘เทศกาลภูษาควันต้องลงมือ อย่าลืมสถานะของเจ้า’

จวินเอ๋อร์กัดริมฝีปาก ในดวงตาปรากฏแววดิ้นรน ลังเลสักพัก ค่อยใช้ดินสอเขียนคิ้วเขียนว่า ‘เจ้าค่ะ’ เบาๆ จากนั้นยื่นมือไปลบรอยตัวหนังสือนั้นทิ้งไป เหลือเพียงรอยเปื้อนสีดำกลุ่มหนึ่ง

เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าพร่ามัวของตัวเองในกระจก ซึมเซาอยู่ชั่วขณะ

นางรู้ว่านั่นเป็นคำเตือน เตือนว่านางอย่าได้ก่อเรื่องราวเพิ่มเติมอันใด แต่ยังดีที่เนื้อหาในม้วนกระดาษไม่ถูกพบ

‘น่าเสียดาย… ไม่อาจอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่ากับพี่ใหญ่ซ่งได้…’ ในดวงตางามนางปรากฏความเสียดายและความแน่วแน่

เจ้านายต้องการรวบรวมคนที่เกิดในยามเฉินหยิน ทั้งยังต้องเป็นคนปีหยินเดือนหยินยามหยิน ซ่งเจิ้นกั๋วเป็นหนึ่งในเป้าหมาย เพื่อจับคน การเตรียมการณ์สำหรับเรื่องเหนือความคาดหมายทุกอย่างล้วนจัดการไว้หมดแล้ว รอนางนัดเขามาในเทศกาลภูษาควัน

แต่ว่านางกลับค่อยๆ ชมชอบซ่งเจิ้นกั๋วที่เปิดเผยตรงไปตรงมาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เทิดทูน รักชอบ คิดจะพึ่งพาอาศัย

‘พี่ใหญ่ซ่ง… จวินเอ๋อร์เหนื่อยเหลือเกิน… เหนื่อยเหลือเกิน…’ จวินเอ๋อร์ลูบแก้มตัวเองเบาๆ น้ำตาหยดหนึ่งไหลอย่างไร้เสียงลงตามหางตา

..

ในหุบเขาเล็กๆ แห่งหนึ่งนอกเมือง

เปรี้ยง!

ลู่เซิ่งหมุนตัวกระแทกหนึ่งฝ่ามือใส่หินหยาบใหญ่ด้านหลังจนกลายเป็นก้อนกรวด หินยาวเท่าแขนข้างหนึ่งถูกกระแทกแตกสลาย กระจัดกระจายบนพื้น

ผัวะผัวะผัวะ!

ลู่เซิ่งหมุนตัวอย่างรวดเร็ว ออกฝ่ามือติดต่อกัน กระแทกก้อนหินหลายก้อนที่แขวนอยู่รอบตัวจนกลายเป็นก้อนกรวด

ผงหินสีขาวอมเทาค่อยๆ ฟุ้งกระจาย ทำคนสำลักอยู่บ้าง

ลู่เซิ่งเก็บมือลงอย่างเชื่องช้า สองมือประสานห่าง ยืนนิ่งรวบรวมปราณสู่จุดตันเทียน

‘วิชาดาบและวิชาฝ่ามือของเราใช้ได้มากพอ สิ่งที่ขาดคือท่าเท้าวิชาตัวเบา ยังมีอาวุธลับระยะไกลจำเป็นต้องเสริม ไม่อย่างนั้นระยะทางเกิดห่างขึ้นมา เจอคู่ต่อสู้ประเภทลอยตัวได้เหมือนว่าวก็ลำบากแล้ว’ ลู่เซิ่งฟื้นฟูกำลังภายในอย่างเชื่องช้า พร้อมขบคิดในใจ

‘นอกจากนี้ วิชากระเรียนหยกดูดซับวิธีใช้พลังของดาบพยัคฆ์ดำ ได้รับการยกระดับและการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ แต่สิ่งที่การยกระดับนี้พึ่งพาคือผงที่ภูตผีตัวนั้นเหลือไว้

‘กระบวนการและรายละเอียการหลอมรวมด้านใน หากแค่อาศัยตัวเรา ประสบการณ์และการคลำทางที่จำเป็นมีมากเกินไปจริงๆ นี่เป็นระดับความยากที่คล้ายการสร้างวรยุทธ์ ไม่อาจทำสำเร็จด้วยตัวคนเดียว’

ตัวเขาภายหลังทดลองเลื่อนระดับวิชากำลังภายใน และกำลังภายนอกวิชาอื่น เสียดายที่ทำไม่ได้ หลายๆ ครั้งเข้าล้วนทำให้ร่างกายเส้นลมปราณได้รับบาดเจ็บตอนจบ หนำซ้ำในการทดลองหลายครั้ง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแตกต่างกับการคาดการณ์ของเขาโดยสิ้นเชิง

‘ไม่มีประสบการณ์วรยุทธ์ที่มากพอ คิดจะทะลวงการจำกัดวิชาด้วยตัวเองเหมือนเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้’ ลู่เซิ่งกระจ่างแจ้งในใจ ‘วิชากระเรียนหยกสามารถดูดซับทักษะการใช้พลังของดาบพยัคฆ์ดำ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติที่ดี ดูเหมือนเรียบง่าย แต่ความจริงสมควรเป็นผลลัพธ์ที่จำลองมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนจนได้มาตอนสุดท้าย ถ้าเราคิดยกระดับวรยุทธ์ต่อ จำเป็นต้องตามหาของภูติผีที่เหลือไว้มากกว่านี้’

หลังจากหยุดฝึก ลู่เซิ่งเดินมาถึงด้านข้างลำต้นของต้นไม้ใหญ่ หยิบสิ่งของต่างๆ เช่นเสื้อนอกและผ้าขนหนูที่ตนแขวนไว้ลงมา ใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อบนร่าง

‘สมควรทดลองว่าอานุภาพของวิชาทมิฬพิฆาตระดับสามเป็นอย่างไร’ ที่แล้วมาเขาไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดทดลองดูว่าวิชาทมิฬพิฆาตระดับสามแข็งแกร่งขนาดไหน ตอนนี้ร่างกายฟื้นฟูแล้ว ลองดูได้พอดี

มองต้นไม้ใหญ่ด้านหน้า ลู่เซิ่งคึกคักขึ้น กระตุ้นปราณภายในสุดกำลัง เคลื่อนเข้าแขนขวา กระแทกหนึ่งฝ่ามือออกไปอย่างดุดัน

เปรี้ยง!

เสียงเหมือนกับก่อนหน้า พลังไม่ได้เยอะขึ้นเท่าไหร่ อย่างไรส่วนที่เพิ่มขึ้นมาของวิชาทมิฬพิฆาตไม่ใช่อยู่ที่พลังระเบิดเป็นหลัก

ลู่เซิ่งค่อยๆ ชักมือกลับ มองรอยฝ่ามือที่ดำสนิทราวหมึกรอยหนึ่งที่ประทับอย่างแจ่มชัดตรงกลางลำต้น

รอยมือลึกสิบกว่าหลีหมี่ ปรากฏกลิ่นอายเผ็ดร้อนแสบจมูกหลายสาย

ลู่เซิ่งยื่นมือไปแตะขอบรอยฝ่ามือสีดำ เปลือกไม้ชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งพลันร่วงหล่นลงมา ในเปลือกไม้เต็มไปด้วยลวดลายสีดำจำนวนมากเหมือนกับรอยเหี่ยวย่น

‘นี่เป็นแผลลวกเหมือนไฟเผา วิชาทมิฬพิฆาตดูเหมือนเมื่ออยู่ในวิชากำลังภายในธาตุหยางก็สมควรมีระดับไม่เลว น่าเสียดาย มีเพียงระดับชั้นไม่สมบูรณ์ หากเรียนรู้เสริมความแข็งแกร่งแก่วิชาทมิฬพิฆาตได้ บางทีการพัฒนากับการยกระดับในภายหลังจะยิ่งใหญ่กว่าเดิม!’

ตอนนี้เขามีพลังยุทธ์ล้ำลึกเท่ากับคนธรรมดาฝึกฝนสี่ห้าสิบปีแล้ว นี่ยังไม่นับคำนวณเวลาฝึกฝนวิชาดาบพยัคฆ์ดำกับวรยุทธ์อย่างอื่น

‘ต่อจากนี้สมควรฝึกท่าเท้าโดยเฉพาะวิชาหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นดาบพยัคฆ์ดำหรือวรยุทธ์อย่างอื่นต่างมีท้าเท่าประกอบการโจมตี ท่าเท้าที่ใช้เดินทาง ไล่ล่า วิ่งหนีอย่างแท้จริง เราไม่มีระบบที่สมบูรณ์สักท่า’

ลู่เซิ่งเริ่มพลิกหาท่าเท้าที่ตัวเองรวบรวมไว้ จนถึงปัจจุบัน เขาเพียงรวบรวมได้วิชาเดียว นั่นก็คือท่าเท้าแปดสมบัติที่ได้มาจากเมืองเก้าประสาน แต่ว่านี่เพียงเอาไว้ใช้หลบหลีกในการต่อสู้โดยเฉพาะเท่านั้น

‘ดีปบลู’ เขานึกในใจ

กรอบเครื่องมือปรับเปลี่ยนโผล่ออกมา ลอยอยู่ตรงหน้าเขา

ลู่เซิ่งนึกย้อนถึงท่าเท้าแปดสมบัติที่ตัวเองจดจำไว้ก่อนหน้า ระดับท่าเท้านี้ยังต่ำกว่าดาบถลาลมหนึ่งขั้น แม้แต่ภาพที่ชัดเจนก็ไม่มี เขาจึงจดจำมันเอาไว้

ทบทวนขั้นตอนแต่ละขั้นอย่างละเอียด ลู่เซิ่งค่อยๆ ก้าวเท้าซ้ายออก จากนั้นใช้กล้ามเนื้อขาออกแรงหมุนไปทางซ้าย ขาขวาแตะบนลำต้นไม้ด้านข้าง คนยืมแรงกระโจนไปด้านหน้า นี่เป็นก้าวแรกของท่าเท้าแปดสมบัติ ท่าเท้าท่านี้มีทั้งหมดแปดก้าว รวมสามระดับ ว่ากันว่าเป็นท่าเท้าที่เลียนแบบจั๊กจั่นพุ่งแปดก้าวที่เคยโด่งดังในจงหยวน

ลู่เซิ่งศึกษาสักพัก บวกกับบนร่างมีพื้นฐานท่าเท้า ไม่ทันไรก็คุ้นเคยการเคลื่อนไหวใช้แรง มองเห็นตัวเลือกท่าเท้าแปดสมบัติบนเครื่องมือปรับเปลี่ยน

เขาหยุดการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ใช้ความคิดกดปุ่มปรับเปลี่ยน

ทันใดนั้นกรอบเครื่องมือปรับเปลี่ยนพลันกะพริบ

“เพิ่มท่าเท้าแปดสมบัติหนึ่งระดับ” ลู่เซิ่งพูดต่อ

สถานะท่าเท้าแปดสมบัติในตัวเลือกบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนพลันเปลี่ยนจากยังไม่เริ่มต้นกลายเป็นเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว

ลู่เซิ่งตรวจสภาพร่างกายของตัวเอง นอกจากสองขาที่รู้สึกชาและคันอยู่บ้าง ปราณภายในของวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกน้อยลงนิดหน่อย อย่างอื่นไม่มีปฏิกิริยาใดๆ

‘สั่งสมถึงขั้นนี้โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวแล้ว… วรยุทธ์ชนิดนี้ ที่ไม่แพร่หลายบนยุทธภพ ไม่อาจทำให้เรารู้สึกรับภาระได้อีกแล้ว’ ลู่เซิ่งสะท้อนใจ มองกรอบเครื่องมือปรับเปลี่ยนต่อ

‘ท่าเท้าแปดสมบัติ: เบื้องต้น’

‘เพิ่มท่าเท้าแปดสมบัติถึงระดับสามสูงสุด’ ลู่เซิ่งใช้ความคิดต่อ

ฟุ่บ!

ท่าเท้าแปดสมบัติกะพริบ เปลี่ยนจากเบื้องต้นเป็นระดับหนึ่ง ลู่เซิ่งเหมือนไม่รู้สึกอะไร

ฟุ่บ!

ระดับที่สอง ลู่เซิ่งรู้สึกว่าสองขาคันกว่าเดิมเล็กน้อย

เสียงฟุ่บสุดท้าย ท่าเท้าแปดสมบัติเด้งถึงระดับสาม ปราณภายในวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกสิ้นเปลืองถึงสี่ในห้าส่วน จำนวนนี้จำเป็นต้องให้เขาใช้เวลาอย่างน้อยสองวันถึงจะฟื้นฟูกลับมาได้

แต่ว่าท่าเท้านี้ ลู่เซิ่งรู้สึกถึงประสบการณ์ วิธีเดิน วิธีใช้ของท่าเท้าแปดสมบัตินับไม่ถ้วนในห้วงสมอง ทั้งหมดต่างหลอมรวมปรุโปร่ง สองขาเห็นได้ชัดเจนว่าปราดเปรียวมีพลังกว่าก่อนหน้าเล็กน้อย

‘ทดลองดู!’

ลู่เซิ่งมองเห็นนกกระจอกตัวหนึ่งด้านหน้า กำลังจะโผบินขึ้นจากพื้นหญ้า พุ่งไปที่ห่างไกล

เขาออกแรงที่เท้า พุ่งไปด้านหน้าอย่างฉับพลัน

ตุบๆๆ…

แปดก้าวตามติด นกน้อยตัวนั้นยังไม่ทันตอบสนองการหักเลี้ยว ก็ถูกลู่เซิ่งคว้าไว้ในมือได้

‘พลังระเบิดของเราแข็งแกร่ง ปราณภายในวิชาทมิฬพิฆาตกับวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกต่างก็ทวีความแข็งแกร่งแก่การระเบิด ทั้งยังเสริมสร้างกายเนื้อ ใช้ท่าเท้าแปดสมบัติออกภายใต้พื้นฐานนี้กลับมีผลไม่เลว นี่ควรมีผลของจั๊กจั่นพุ่งแปดก้าวกระมัง’ ลู่เซิ่งคลายมือออกอย่างพอใจ สิ่งที่เห็นกลับเป็นนกกระจอกน้อยที่ถูกเขาบีบกลายเป็นเลือดเนื้อเลอะเลือน

เขาพลันจนปัญญา

‘ท่าเท้าได้รับการแก้ไข สมควรไปหาวิชาแข็งกร้าวทดลองดู’ ลู่เซิ่งครุ่นคิด มาถึงเมืองเลียบคีรีได้สองสามเดือน เขาตรวจสอบในที่ลับถามไถ่สถานการณ์ในเมืองแห่งนี้อย่างเข้าใจ

เมืองเลียบคีรีมียอดฝีมือไม่มาก เป็นเพราะที่ทำว่าเมืองมีขุมกำลังที่แข็งแกร่ง มีจำนวนคนควบคุมคนในยุทธภพค่อนข้างมาก ดังนั้นยอดฝีมือของที่นี่กลับเป็นคนในที่ว่าการกับแม่ทัพนำทหารเป็นส่วนใหญ่

คนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในนี้ คือหนึ่งปราณกระบี่คมขจีหลู่เฉิงจง เทียบกับคนผู้นี้แล้ว คนอื่นๆ เป็นเพียงตัวประกอบ แต่ว่าหลู่เฉิงจงอายุแปดสิบเจ็ดแล้ว บุตรทั้งสามต่างเป็นขุนนางใหญ่ในเมือง ไม่อาจเข้าใกล้ขอคำชี้แนะได้

คนผู้นี้ถูกลู่เซิ่งตัดทิ้งไปก่อน

………………………………………….
บทที่ 44
‘เช่นนั้นก็เป็นสำนักฝึกยุทธ์ที่เปิดรับศิษย์ของจริงแล้ว ตัวเลือกที่สองก็คือยอดฝีมือดังๆ ที่มาจากจงหยวน ฝ่ามือสะบั้นวิญญาณหลี่หร่าน ลู่เซิ่งสืบข่าวคนผู้นี้อย่างละเอียด ถูกคู่แค้นทำลายเส้นลมปราณในจงหยวน โดนกดดันไร้หนทาง จึงนำภรรยามาเมืองเลียบคีรี นับว่าซ่อนแซ่ฝังชื่อหนีจากมาแล้ว

‘ถึงจะถูกทำร้ายบาดเจ็บมา ยังสร้างชื่อในเมืองเลียบคีรีได้ ความสามารถต้องไม่ธรรมดาแน่ หนำซ้ำวิชาฝ่ามือก็คล้ายกับเรา ลองไปดูได้’

‘นอกจากนี้ ในด้านวิชาแข็งกร้าวก็มีคนสองคน เฒ่าไม่ล้มเฉินเจีย กับเสาสำริดหยางฝูรุ่ย’ ลู่เซิ่งไปดูสำนักฝึกยุทธ์ที่สองคนนี้เปิดด้วยตัวเอง เฒ่าไม่ล้มอายุเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว สิ่งที่สอนเป็นเพียงความสามารถทั่วไป ส่วนเสาสำริดหยางฝูรุ่ยใจกว้างกว่ามาก ขอแค่จ่ายค่าเล่าเรียน ก็สามารถเรียนวิชาชุบเหล็กที่แข็งกร้าวอันเป็นพื้นฐานได้ ภายหลังดูการแสดงออก มีโอกาสถูกคัดเลือกเป็นนักเรียนข้างกายที่ได้รับการถ่ายทอดโดยตรง รับการถ่ายทอดวิชาเสาศิลา

‘เข้าสำนักฝึกยุทธ์เพื่อร่ำเรียนสำหรับเราช้าเกินไปแล้ว เราแค่ต้องการคัมภีร์ลับเท่านั้น ขอแค่เรียนรู้ได้ถึงระดับเบื้องต้นกับได้คัมภีร์ลับ…’ เขาครุ่นคิด ตัดสินใจหางานที่จัดประมูลในเมืองดูก่อน บางทีอาจเจอความสามารถอันร้ายกาจอย่างวิชาทมิฬพิฆาต

คิดถึงงานประมูล ลู่เซิ่งพลันลูบถุงเอว นิ้วแตะโดนตั๋วเงินกับทองใบบางๆ ไม่กี่แผ่นด้านใน ถอนใจยาวคำหนึ่ง

‘ต้องคิดวิธีหาเงินแล้ว’

ถ้าไม่ใช่เรื่องหวังจื่อเฉวียน ถ้าไม่ใช่เจอเรือสำราญหอแดง เขาคงไม่รีบเร่งยกระดับพลังขนาดนี้’

เก็บข้าวของและเสื้อผ้า ลู่เซิ่งวิ่งกลับเส้นทางหลักของเมืองเลียบคีรี เข้าเมืองตามถนนใหญ่ ตัดสินใจไปทำความรู้จักฝ่ามือสะบั้นวิญญาณหลี่หร่าน คนดังแห่งจงหยวนผู้นั้นเสียก่อน

เขาเรียกรถม้า ลู่เซิ่งให้รถม้าพาวนในเมืองชั่วหนึ่งถ้วยน้ำชา ก็ถึงถนนเปลี่ยวแห่งหนึ่ง

สุดปลายถนนตั้งด้วยคฤหาสน์โบราณ แขวนป้ายไม้ท้อแห่งหนึ่ง นี่เป็นสำนักไม้เขียวที่เลื่องชื่อ และเป็นสำนักฝึกยุทธ์ของฝ่ามือสะบั้นวิญญาณหลี่หร่าน

พอดีประตูใหญ่เปิดอยู่ เป็นเวลาที่ปล่อยให้ผู้คนมาเยี่ยมชมสำนักในทุกวัน

ฝูงชนร้องตะโกน ลู่เซิ่งเบียดอยู่ตรงกลางตามเข้าไปในคฤหาสน์ เห็นด้านในจัดวางเวทีประลองสี่เหลี่ยมมีเสาสีแดงขนาดใหญ่แท่นหนึ่ง

บนเวทีมีบุรุษวัยกลางคนเคราขาวคนหนึ่งกำลังแสดงฝ่ามือห่วงสัมพันธ์ชุดหนึ่ง เกิดเสียงลมดังฟุ่บฟั่บ แว่วเสียงแหวกลมเลือนรางมาตลอดเวลา

“ยอดเยี่ยม!”

พอแสดงถึงส่วนน่าตื่นตาตื่นใจ ศีรษะคนเบียดเสียดเบื้องล่างพลันเคลื่อนไหว พากันส่งเสียงชื่นชม

ลู่เซิ่งเพ่งตามองไปบนแท่น

‘นี่คือระดับของผู้มีชื่อเสียงแห่งจงหยวนหรือ’

เขาไม่เชื่อตาตัวเองอยู่บ้าง วิชาฝ่ามือของบุรุษผู้นี้ยังไม่เลว ความเร็วความแม่นยำพอใช้ได้ จุดเชื่อมต่อกลับมีการชะงักมากมาย หนำซ้ำแสดงให้เห็นว่าพลังไม่พอ อ่อนแอไร้เรี่ยวแรง เสียงแหวกลมนั้นก็เป็นลูกไม้ที่อาศัยทักษะเสริมขึ้น

สิ่งที่ทำให้เขาอึ้งก็คือ ลู่เซิ่งได้ยินด้านข้างมีคนพูดว่า

“เมื่อวานปรมาจารย์หลี่ตั้งเวทีประลอง ขอให้สหายร่วมเส้นทางบนยุทธภพทุกคนในเมืองเลียบคีรีขึ้นเวทีตัดสินแพ้ชนะ แม้แต่ผู้บัญชาการที่สองแห่งทัพเฟยเหลียนก็สนใจ มาประลองกับปรมาจารย์หลี่หลายกระบวนท่า พวกท่านทราบหรือไม่ว่า!

ไม่ถึงสามสิบกระบวนท่า ผู้บัญชาการที่สองคนนั้นก็ถูกหนึ่งฝ่ามือกระแทกใส่อก ถอยหลังติดกันไปหลายก้าว ประสานมือยอมแพ้ไป!”

“ร้ายกาจ! สมกับเป็นคนดังในจงหยวน! ไม่ธรรมดาจริงๆ!”

“นี่นับเป็นอันใด ก่อนหน้านี้ปรมาจารย์หลี่ยังเอาชนะเจ้าสำนึกเสาสำริด เจ้าสำนักวานรคลั่ง เจ้าสำนักวารีเมฆา เจ้าสำนักเฉียนคุนเก้าทบ…” อีกคนอดโอ้อวดไม่ได้ “ข้าชมการต่อสู้ทุกรอบ ไม่มีใครต้านทานปรมาจารย์หลี่ได้เกินห้าสิบกระบวนท่า!”

ทันใดนั้นรอบๆ เป็นเสียงถอนใจชมเชย

ลู่เซิ่งฟังออกว่ามิใช่การยกยอแบบขอไปที หากเป็นการทอดถอนใจชมเชยอย่างเลื่อมใสที่แท้จริง

เขาพิจารณาหลี่หร่านที่กำลังฝึกซ้อมบนเวทีอีกครั้ง รอบนี้มีคนขึ้นเวทีท้าประลองแล้ว อาจไม่สมควรเรียกการท้าประลอง แต่ควรเรียกว่าความพยายาม

เด็กน้อยบนเวทีผู้นั้นร่างกายกำยำ แต่ว่าเคารพหลี่หร่านยิ่ง พูดขึ้นว่าขอให้ปรมาจารย์หลี่ชี้แนะ

ทั้งสองคนประลองกันเกิดเสียงลมดังฟุ่บฟั่บ

ชมอยู่สักพัก ลู่เซิ่งก็เข้าใจว่าไฉนหลี่หร่านผู้นี้จึงได้รับความเคารพขนาดนี้

‘ที่แท้พลังกับความเร็วของหลี่หร่าน สำหรับคนทั่วไปก็ถือว่าสุดยอดแล้ว…’ พอเห็นท่าทางของเด็กน้อยที่มาทีหลังผู้นั้น ลู่เซิ่งตอนนี้ค่อยเข้าใจ เป็นเพราะเขาไม่ได้เข้าร่วมประลอง และไม่ได้ต่อสู้กับยอดฝีมือคนอื่นๆ เก็บงำความสามารถฝึกฝนเงียบๆ มาโดยตลอด จนแม้แต่พลังของตัวเองบรรลุถึงระดับอันใด ก็ได้แต่พึ่งพาการคาดเดา

‘ตอนนี้ดูเหมือน…หลี่หร่านผู้นี้ เราสามารถจัดการได้ภายในสามกระบวนท่า’ ลู่เซิ่งส่ายหน้าเล็กน้อย หมุนตัวเบียดฝูงชนออกไป ไม่ดูต่ออีก

‘ฝ่ามือสะบั้นวิญญาณนั้นแข็งแกร่งกว่าอานุภาพความสำเร็จของฝ่ามือทำลายใจ หากไม่ใช้ปราณภายในขับเคลื่อน บางทีเขาอาจต่อสู้กับเราได้ แต่ถ้าเกิดว่าใช้ปราณภายใน…’ ลู่เซิ่งใคร่ครวญ บางทีสามกระบวนท่านับว่าประเมินอีกฝ่ายไว้สูงเกินแล้ว

เขาสามารถจัดการคนผู้นี้ได้ภายในกระบวนท่าเดียว

การใช้ปราณภายในกับไม่ใช้ปราณภายใน ความแตกต่างนี้มีอานุภาพห่างกันหลายเท่าตัว

‘สิ่งที่เราต้องการหาไม่ใช่ยอดฝีมือแบบนี้’ ลู่เซิ่งออกจากสำนักไม้เขียว เดิมเขายังคิดจะไปสำนักเสาสำริด แต่ท้องฟ้ามืดแล้ว จึงกลับบ้านไปพักผ่อนก่อน

วันที่สอง ลู่เซิ่งไปสำนักเสาสำริด รวมถึงอีกสองสามสำนักด้วย

เขาเห็นการฝึกซ้อมวิชาแข็งกร้าวแล้ว สำนักเสาสำริดในข่าวลือ สามารถอาศัยคอทำให้ปลายหอกโค้งขึ้นได้ ดูเหมือนไม่เลวจริงๆ แต่ก่อนหน้านี้ลู่เซิ่งก็เคยเห็นวิชาแข็งกร้าวเช่นนี้ เป็นเพียงวิชาเกร็งปราณเท่านั้น ฝึกง่ายดายยิ่ง จำเป็นต้องทนลำบากและอดกลั้น

หนำซ้ำการฝึกฝนวิชาแข็งกร้าวเช่นสำนักเสาสำริด จำเป็นต้องใช้การอาบน้ำยาจำนวนมหาศาล ไม่อย่างนั้นจะเหลือผลคงค้างและอาการบาดเจ็บซ่อนเร้นมากมาย สำนักวิชาแข็งกร้าวหลายแห่งใจกว้างกับวิชายุทธ์ยิ่ง เผยแพร่โดยตรง แต่ตำรับยาที่เอาไว้อาบกลับไม่พูดถึงเลยสักคำเดียว

ลู่เซิ่งใคร่ครวญ มีแต่เข้าร่วมสำนักจึงค่อยได้อาบน้ำยา

เขาผิดหวัง ที่ไม่มีตำรับยาสำหรับอาบ ต่อให้ฝึกไปก็รังแต่จะบาดเจ็บ ถึงแม้วิธีการฝึกของเครื่องมือปรับเปลี่ยนไม่แน่ว่าจะเหมือนกับวิธีฝึกของคนทั่วไป แต่เขาไม่อยากเสียเวลาทดลอง การเลื่อนเป็นระดับสามของวิชาทมิฬพิฆาต ทำให้เขาต้องรักษาอาการบาดเจ็บภายในครึ่งปี ถ้าเจออีกครั้ง เช่นนั้นเขาไม่ใช่ลงมือไม่ได้อีกหลายปีหรอกหรือ

ออกจากสำนักเหล่านั้น เวลาหนึ่งวันก็หายไปแล้วมากกว่าครึ่ง

ลู่เซิ่งไม่ได้ผลลัพธ์อันใด ภายใต้ความจนปัญญา จึงถือโอกาสไปยังถนนตลาดผีที่โด่งดังในเมือง

ตลาดผีของเมืองเลียบคีรีเป็นสถานที่ที่เอาไว้ขายของใส่หลุมศพ ของมือสองอ ของโจร หรือว่าของกลางและของยุ่งยากส่วนหนึ่ง

ลู่เซิ่งตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมดบนตัว ยังมีตั๋วเงินกับทองทั้งหมดมูลค่าสองพันตำลึง และส่วนแบ่งกำไรจากร้านค้าที่ขายสี่สมบัติห้องหนังสือในนามเขาร้านนั้น เดือนหนึ่งได้เพียงไม่กี่สิบตำลึง สำหรับเขาเหมือนกับน้ำที่ค่อย ๆ หยดลงถัง

‘คงได้มาเดินเล่นเป็นครั้งสุดท้าย ดูว่าจะหาของดีๆ อันใดเจอหรือไม่’ สาเหตุที่เขามาที่นี่ ก็คือมักได้ยินเจิ้งเสี่ยนกุ้ยบอกว่า ของดีๆ จำนวนไม่น้อยที่พวกเขาประมูลได้ ต่างก็มาจากตลาดผี

หลังจากนั้น เขาจึงมักจะมาเดินเล่นในตลาดผีของเมืองเลียบคีรีบ่อยๆ คิดแสวงโชค

ตลาดผีมีคนไม่มาก มีแผงลอยสิบกว่าแผง เบียดกันในตรอกแคบเล็กเส้นหนึ่ง

ลู่เซิ่งเดินไปตามตรอก นั่งยองๆ ลง ยื่นมือไปหยิบจับและลูบของบนแผงลอยอยู่บ่อยๆ

หลังจากเดินเล่นสักพัก เขายังคงไม่ได้ผลลัพธ์อันใด จึงคิดจะหมุนตัวกลับไปฝึกฝนปราณภายใน ทันใดนั้นอีกด้านหนึ่งของตรอกก็แว่วเสียงบุุรษที่ลังเลเล็กน้อยดังมา

“ท่านคือ… ลู่เซิ่ง… ลู่เยวี่ยเซิงใช่หรือไม่”

ลู่เซิ่งเงยหน้าขึ้นมอง คนตรงข้ามผู้นั้นเป็นคุณชายอายุเยาว์ สวมชุดเหลือง เอวพกหยกเหลือง ร่างกายสูงชะลูด ถึงแม้ไม่รู้จักอีกฝ่าย มองปราดเดียวกลับคาดเดาสถานะของคนผู้นี้ได้

“ท่านอ… พี่ชายของเฉินอวิ๋นซีใช่หรือไม่ เฉินเจียวหรงหรือ”

ใบหน้าหล่อเหลาของเฉินเจียวหรงนิ่งอึ้ง จากนั้นก็ยิ้มขึ้น

“พี่ลู่เนตรปัญญาดุจคบเพลิงจริงๆ”

“ไม่ใช่ข้าเนตรปัญญาดุจคบเพลิง แต่เป็นท่านกับน้องสาวของท่านหน้าตาเหมือนกันเกินไปแล้ว…” ลู่เซิ่งส่ายหน้าเอ่ย

หน้าตาของเฉินเจียวหรงเทียบกับเฉินอวิ๋นซีแล้ว เพียงออกไปทางบุรุษเล็กน้อยเท่านั้น มองไปเหมือนกันมากจริงๆ

“ในเมื่อเจอพี่ลู่ที่นี่ มิสู้ไปนั่งด้วยกันดีหรือไม่ เจิ้นกั๋วมักพูดถึงพี่ลู่เป็นประจำ” เฉินเจียวหรงยิ้มเสนอ

ลู่เซิ่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ค่อยพยักหน้าตอบรับ

ทั้งสองคนออกจากตลาดผี หาเหลาสุราแห่งหนึ่งใกล้ๆ นั่งลงดื่มสุรากัน

ในโถงใหญ่คนขวักไขว่ เสียงเสี่ยวเอ้อร์ยกสุรา เสียงแขกเหรื่อพูดคุยหัวเราะดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย แต่ทั้งสองคนไม่ได้รับผลกระทบ เพียงนิ่งเงียบ

“ข้าได้ยินอวิ๋นซีเล่าแล้ว พี่ลู่จริยธรรมสูงส่งบริสุทธิ์ ก่อนหน้านี้ข้าดูถูกพี่ลู่ไปแล้ว” หลังจากเงียบเสียง เฉินเจียวหรงก็เอ่ยปากก่อน

เขาเว้นครู่หนึ่งก็กล่าวต่อ “เรื่องของหวังจื่อเฉวียน ที่ว่าการเข้าร่วมแล้ว ไม่ใช่เป็นคดีที่พี่เจิ้นกั๋วไปแจ้งหากแต่เป็นลูกผู้น้องกับครอบครัวของเขา”

ลู่เซิ่งประคองจอกสุรา จิบเล็กน้อย ปล่อยให้สุราบริสุทธิ์เผ็ดร้อนเล็กน้อยไหลช้าๆ ลงในช่องปาก

“เรื่องอวิ๋นซี ยังไม่ต้องพูดถึง ที่ว่าการว่าอย่างไรบ้าง”

เฉินเจียวหรงส่ายหน้า “เจิ้นกั๋ววานข้าไปสอบถามให้ พวกเขาสรุปว่าพลัดตกน้ำหายสาบสูญ เป็นบทสรุปที่มือปราบที่ไปตรวจสอบทุกที่ เห็นเป็นแบบนี้เช่นเดียวกัน ว่ากันว่ายังมีคนเห็นเขาตกแม่น้ำไม้สนกับตา พยานคนพยานวัตถุมีพร้อม”

ลู่เซิ่งไม่ส่งเสียง เงยหน้าดื่มสุราจนหมด

“เช่นนั้นเรื่องนี้ ก็สรุปเช่นนี้แล้วใช่หรือไม่”

“ใช่แล้ว จะทำอย่างไรได้” เฉินเจียวหรงกล่าวอย่างจนปัญญา “ความจริงคนที่หายตัวไปบนแม่น้ำไม้สนในแต่ละปีมีไม่น้อย คนอย่างหวังจื่อเฉวียนมีมากนัก ที่ว่าการต่างก็จัดการเหมือนๆ กัน หนำซ้ำยังไม่อนุญาตให้ป่าวประกาศออกไป ไม่อย่างนั้นจะถูกตัดสินให้เข้าคุก”

ยามนี้ลู่เซิ่งก็กระจ่างเช่นกันว่าชื่อเสียงการรักษาความปลอดภัยของเมืองเลียบคีรีได้มาอย่างไร

“น้องสาวของข้าบอกว่าสาเหตุที่ท่านไม่ยอมรับนาง เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกันดีพอ” เฉินเจียวหรงเปลี่ยนหัวข้อ

“เช่นนั้นเรื่องของหวังจื่อเฉวียนก็จบลงเช่นนี้แล้วหรือ” ลู่เซิ่งถามต่อ

“ใช่แล้ว จบลงเช่นนี้” เฉินเจียวหรงตอบ “แม่น้ำไม้สนกว้างใหญ่ หรือท่านยังต้องการให้คนดำน้ำตามหาศพที่อาจถูกปลากินหมดไปแล้วหรือ”

ลู่เซิ่งพ่นลมหายใจ นั่งตัวตรง ไม่พอใจอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นที่ว่าการของเมืองเก้าประสาน หรือว่าที่ว่าการของเมืองเลียบคีรี ต่างก็จงใจไม่สนใจเหมือนกัน นี่ทำให้เขาหงุดหงิด

“เช่นนั้นที่ว่าการนี้มีประโยชน์อันใด” เขาโพล่งออกหนึ่งประโยค

เฉินเจียวหรงพลันงงงวย ยื่นมือไปบีบหยกเหลืองตรงเอวโดยสัญชาตญาณ

“ใช่แล้ว… ที่ว่าการนี้มีประโยชน์ใดกันแน่”

ทั้งสองคนต่างก็หงุดหงิดกันอยู่ชั่วขณะ ต่างก็พากันคิดถึงเรื่องอื่น

เงียบงันกันอยู่สักพัก

สายตาของลู่เซิ่งอยู่บนหยกเหลืองในมือเฉินเจียวหรงโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เอะใจเล็กน้อย

“พี่เฉิน เอาหยกของท่านให้ข้าดูได้หรือไม่”

เฉินเจียวหรงพยักหน้า ส่งหยกเหลืองให้ลู่เซิ่ง “นี่เป็นของขวัญที่สหายคนหนึ่งมอบให้ข้าเมื่อก่อนหน้านี้ เป็นหยกศิลาปรโลกคุณภาพดี”

ลู่เซิ่งรับมา เพิ่งแตะถูก ก็รู้สึกได้ว่าความเย็นสายหนึ่งในหยกศิลาไหลตามฝ่ามือเขาเข้ามาในร่าง

ลมปราณเย็นยะเยือกสายนั้นถึงกับให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่เขาดูดผงภูตนั้นก่อนหน้านี้

‘ปราณหยินเข้มข้นนัก!’ ลู่เซิ่งตกใจ เขาตั้งชื่อลมปราณนี้ว่าปราณหยิน และความเข้มข้นของปราณหยินในหยกศิลาก้อนนี้ ก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าผงภูตที่เขาดูดไปก่อนหน้า จนเขาไม่ต้องใช้เลือดก็ดูดโดยอาศัยผิวสัมผัสได้เยอะยิ่ง

………………………………………….
บทที่ 45
“ขอถามพี่เฉิน สิ่งนี้เกรงว่าเป็นสิ่งที่ขุดมาจากหลุมศพกระมัง” ลู่เซิ่งแสร้งถามแบบไม่สนใจ

เฉินเจียวหรงพยักหน้า “เป็นของที่ขุดมาจากหลุมศพ ท่านยังไม่ได้ตอบข้า ตามที่น้องสาวข้าบอก ระดับไหนจึงนับว่ารู้จักกันและกัน” เขาเปลี่ยนหัวข้อมาอยู่ที่เรื่องแต่งงานของน้องสาวตัวเองอีกครั้ง

ลู่เซิ่งก่อนหน้านี้เลี่ยงไปรอบหนึ่ง ตอนนี้ถูกถามอีก พลันถอนใจ

“เรื่องแบบนี้มิอาจรีบ พี่เฉินภายหลังจะทราบเอง หนำซ้ำข้าเพิ่งรู้จักกับอวิ๋นซี เวลาสั้นขนาดนี้ บ้านท่านก็วางใจข้าเพียงนี้แล้วหรือ”

“ตอนที่ท่านกล่าวคำพูดอย่างนี้ออกมา เดิมทีข้าก็ไม่วางใจ ตอนนี้ค่อยวางใจจริงๆ แล้ว” เฉินเจียวหรงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ถ้าท่านตอบรับ พวกเราเพิ่มสินเดิมได้อีกหนึ่งเท่า!”

ลู่เซิ่งยิ้มอย่างหนักใจ

เขาทราบว่าด้านนี้เป็นเฉินอวิ๋นซีชมชอบตนจริงๆ อีกด้านความจริงตระกูลเฉินลำบากมาตลอดที่บุตรีของตนแต่งไม่ออก อุตส่าห์ได้เจอคนที่เหมาะสม เป็นตายก็ไม่ยอมปล่อยมือแล้ว

“เรื่องนี้ภายหน้าค่อยว่ากันเถอะ อย่างน้อยก็รอข้าสอบผ่านได้บรรดาศักดิ์ก่อนค่อยว่ากัน” ลู่เซิ่งยกการสอบมาเป็นโล่ห์บังเกาทัณฑ์

เฉินเจียวหรงได้ยิน ฉับพลันนั้นดวงตาของเขาฉายความนับถือกว่าเดิม นี่เป็นความยั่วยวนที่ขอเพียงตอบรับก็มีสมบัติหมื่นก้วนในพริบตา ถ้าเปลี่ยนเป็นเขาที่อยู่ในสถานะเดียวกัน เจอสถานการณ์แบบนี้ เขาจะต้องรับปากแน่ ถึงอย่างไรหลังจากแต่งงาน ก็สามารถตบแต่งอนุ หาบ้านสามบ้านสี่บ้านห้าได้ แม้น้องสาวของเขาเฉินอวิ๋นซีจะมีขายาวเล็กน้อย ไม่แตกต่างจากคนที่ใบหน้าเสียโฉม ต่างมีจุดบกพร่องมาแต่กำเนิด แต่สุดท้ายก็มีด้านอื่นๆ ส่งเสริม

“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ รอหลังจากการทดสอบประจำปีของพี่ลู่ ค่อยตัดสินใจอีกครั้ง อวิ๋นซีเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่เด็ก สมควรถึงวัยแต่งงานแล้ว หวังว่าพี่ลู่จะไม่ผัดผ่อน”

ลู่เซิ่งจนปัญญา ได้แต่พยักหน้า คนทั้งสองออกจากเหลาสุราก็แยกย้าย ลู่เซิ่งเห็นท้องฟ้ามืดแล้วก็หมุนตัวกลับบ้าน

พักผ่อนคืนหนึ่ง วันต่อมาเขาไปสถานศึกษา เพิ่งนั่งลงบนที่นั่ง ก็ได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากด้านนอก

“ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นหรือ” ลู่เซิ่งมองซ่งเจิ้นกั๋วที่กำลังจัดม้วนหนังสือ

ซ่งเจิ้นกั๋วสีหน้าอึมครึม ตอบอย่างเคร่งขรึม “คนที่บ้านหวังจื่อเฉวียนมาแล้ว”

ลู่เซิ่งเห็นคนไม่น้อยในห้องเรียนลุกขึ้นเดินไปมองที่หน้าต่างกับประตู ด้านนอกแว่วเสียงร้องไห้ของสตรีและเด็กเลือนราง

เขาลุกขึ้น ได้ยินเพื่อนนักเรียนหลายคนถอนใจ

“จื่อเฉวียนเหมือนหายสาบสูญไป ที่บ้านมีสตรีนางหนึ่งนำเด็กสองคนมา ฟังว่าบิดาของเขาเพื่อรายงานทางการให้ตามหาคน กลับถูกทำร้ายในที่ว่าการจวนขุนนางจนสาหัส กลับบ้านไปก็ป่วยจนลุกไม่ขึ้น เฮ้อ…”

“ที่ว่าการจวนขุนนางไฉนทุบตีคน”

“บิดาของเขาไม่เชื่อว่าบุตรชายของตัวเองจมน้ำตาย คุกเข่าที่ปากประตูที่ว่าการไม่ยอมลุก ผลก็คือข้าหลวงที่รับตำแหน่งใหม่เกิดโทสะ คนปลิ้นปล้อนเช่นนี้น่ารังเกียจนัก…”

“น่าสงสารบุตรกำพร้าหญิงม่ายนี้…”

“ใช่แล้ว น่าสงสาร… บิดาของเขาตอนนี้ก็ไม่ไหวแล้วเช่นกัน…”

ลู่เซิ่งยิ่งฟังยิ่งเอือมระอา หวังจื่อเฉวียนก่อนหน้านี้ที่บ้านเป็นพ่อค้า กิจการถึงแม้ไม่ใหญ่โต แต่ก็มีทรัพย์สมบัติบ้าง แต่ตอนนี้เกิดเรื่องจนบ้านแตกคนตาย

ซ่งเจิ้นกั๋วได้ยินเสียงสนทนารอบๆ ก็เบียดคนเดินออกมายืนกับลู่เซิ่ง

“เป็นความผิดของข้า ถ้าไม่ใช่วันนั้นข้าเรียกเขาออกไป…”

“อย่าคิดมากไป ไม่เกี่ยวข้องกับท่าน” ลู่เซิ่งตบบ่าเขา แต่ซ่งเจิ้นกั๋วยังคงมีสีหน้าเคร่งขรึม ไม่ได้ตอบ

สองคนหนึ่งหน้าหนึ่งหลังออกจากห้องเรียน เห็นสตรีงดงามผู้หนึ่ง อายุอานามราวสิบแปดสิบเก้าปี ก้มหน้านำเด็กน้อยอายุหนึ่งสองขวบคนหนึ่งคุกเข่าบนทางหลัก ซึ่งเป็นเส้นทางที่ต้องผ่านของสถานศึกษา สวมผ้าป่านไว้ทุกข์สีขาว

คนที่ชมดูรอบๆ มีหลายสิบคน ยังมีแนวโน้มยิ่งมายิ่งคึกครื้น

“ไปเถอะ ไปดูกัน” ลู่เซิ่งดึงซ่งเจิ้นกั๋ว เดินนำออกไปก่อน

“ไม่ต้อง! ข้าไปคนเดียวก็พอ นี่เป็นความผิดของข้า! ข้าไปเอง!” ซ่งเจิ้นกั๋วยื่นมือข้างหนึ่งมารั้งตัวเขาไว้ กล่าวเสียงทุ้ม

ลู่เซิ่งสับสน ยังไม่ทันได้สติ ก็เห็นซ่งเจิ้นกั๋วเดินออกไปสองสามก้าว ไปยืนอยู่ตรงหน้าหญิงสาวนางนั้น แล้วพูดกระซิบกับนาง

ในกลุ่มนักศึกษาที่อยู่รอบๆ มีอาจารย์สองคนเบียดเข้ามาถามไถ่สถานการณ์ ไม่ทันไรซ่งเจิ้นกั๋วก็ประคองสตรีกับเด็กขึ้นมา ออกจากสถานศึกษาไปอย่างรวดเร็ว

ลู่เซิ่งติดตามพวกเขาออกจากสถานศึกษาไปติดๆ

ไล่ตามไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เห็นขุนนางของที่ว่าการมุ่งหน้ามา กล่าวาจากับซ่งเจิ้นกั๋วรวมถึงหญิงสาวนางนั้น จากนั้นพวกเขาก็ขึ้นรถม้าคันหนึ่งจากไปอย่างรวดเร็ว

ก่อนไป ซ่งเจิ้นกั๋วทำสัญญาณมือให้ลู่เซิ่งไม่ต้องตามไป บอกให้เขากลับไปเรียน

“อย่าได้ทำให้การทดสอบประจำปีเสียการ กลับไปเถอะ! เรื่องนี้ข้าจัดการเอง!” ซ่งเจิ้นกั๋วตะโกนบอกลู่เซิ่งอยู่ไกลๆ แล้วขึ้นรถจากไป

ลู่เซิ่งมองตามรถม้าสีดำลายแดงคันนั้นจากไป ดูออกว่านั่นเป็นรูปแบบรถม้าที่ที่ว่าการจวนขุนนางใช้โดยเฉพาะ

เขายืนอยู่ตรงประตูสถานศึกษาสักพัก ก็หมุนตัวกลับไปเรียนต่อ

เรื่องครอบครัวของหวังจื่อเฉวียนกระจายไปทั่วสถานศึกษาอยู่พักหนึ่ง ก็ถูกหยุดไว้อย่างรวดเร็วยิ่ง ลู่เซิ่งเห็นคนของจวนขุนนางมาพูดคุยกับนักศึกษาในสถานศึกษาสองสามคนหลายครั้ง บางทีที่ข่าวถูกปรามไว้เป็นพวกเขากระทำ ส่วนครอบครัวของหวังจื่อเฉวียนก็ไม่ได้มาก่อเรื่องอีกแล้ว

หลังจากซ่งเจิ้นกั๋วไปด้วยในวันนั้น ใบหน้าผ่อนคลายสบายใจขึ้นหลายส่วน คาดว่าชดเชยอันใดให้ครอบครัวของหวังจื่อเฉวียนแล้ว

คดีคนหายสาบสูญนี้วุ่นวายอยู่พักหนึ่ง ก็สงบลงอย่างรวดเร็วยิ่ง หลังคลื่นลม สถานศึกษาก็ค่อยๆ กลับกลายเป็นเหมือนเดิม คล้ายเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ตระกูลซ่ง

ซ่งเจิ้นกั๋วกินอาหารที่สตรีรับใช้ส่งมาให้อยู่เงียบๆ ไก่ เป็ด ปลา ห่าน วางอยู่เต็มโต๊ะ แต่เขาไม่อยากอาหาร มีบางอย่างติดค้างในใจ

ด้านนอกแว่วเสียงฝีเท้ากับเสียงสนทนาของบิดาที่เดินผ่านมาเลือนราง เขาไม่ได้ออกไปคำนับ เพียงนั่งระบายลมหายใจยาวๆ อยู่ในห้อง

พวกเขาก็เป็นผู้อพยพที่โยกย้ายมาถึงเมืองเลียบคีรีเช่นกัน กิจการของบิดาอยู่ในช่วงเริ่มต้น ยุ่งเป็นพิเศษ อารมณ์เดิมทีก็ไม่ดีอยู่แล้ว บวกกับเรื่องของเขาอีก ยิ่งน่าอึดอัดกว่าเดิม

‘แต่ทำไมท่านพ่อจึงไม่เข้าใจข้อดีของจวินเอ๋อร์ ถ้าเราแต่งนางเข้าบ้าน ภายหลังในบ้านปรองดอง กิจการสำเร็จ มีจวินเอ๋อร์คอยช่วยเหลือ ในบ้านสงบ การทดสอบประจำปีเราจะต้องมีส่วนสำเร็จแน่…’ ซ่งเจิ้นกั๋วโอดครวญ

พั่บๆ

ขณะกำลังทานขาว หน้าต่างพลันมีนกพิราบสีดำตัวหนึ่งบินมา เบิ่งตาสีชมพูจ้องเขา

คู คู

นกพิราบร้อง

ซ่งเจิ้นกั๋วพอเห็น บนใบหน้าฉายแววยินดี

เขาเดินไปสองสามก้าว รีบคว้านกพิราบไว้ ปลดม้วนกระดาษม้วนหนึ่งจากเท้าของมัน แล้วคลี่ออกอย่างรวดเร็ว

‘คำพูดของจวินเอ๋อร์ก่อนหน้านี้ไม่ต้องกังวลแล้ว จวินเอ๋อร์ใช้ความตายขมขู่ หัวหน้าเรือในที่สุดก็ตอบรับ คืนพรุ่งนี้อาศัยวันเทศกาล ขอแค่พี่ใหญ่ซ่งนำเงินหนึ่งหมื่นตำลึงมา ก็ไถ่ตัวจวินเอ๋อร์ได้ พี่ใหญ่ซ่งไม่ต้องกังวล หนึ่งหมื่นตำลึงแม้ว่ามาก แต่หลายปีมานี้จวินเอ๋อร์ก็สะสมเงินไว้ไม่น้อย อย่างน้อยก็สมทบได้มากกว่าครึ่ง

คืนพรุ่งนี้ พี่ใหญ่ซ่งต้องมาคนเดียว จวินเอ๋อร์จะมอบร่างกายตัวเองให้แก่พี่ใหญ่อย่างสมบูรณ์ ขอท่าน… สงสารเถิด…’

ซ่งเจิ้นกั๋วอ่านจบ เพียงรู้สึกลิงโลดยินดี ลุกขึ้นยืน ใบหน้าแดงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถือม้วนกระดาษเดินพล่านอยู่ในห้อง

‘จวินเอ๋อร์… จวินเอ๋อร์… เจ้าเป็นของข้า! ข้าจะต้องนำเจ้าออกจากเรือสำราญ พาเจ้าออกจากสถานที่ผีสางนั่น มอบสถานะแก่เจ้าให้ได้!’ เขากำหมัดแน่น พึมพำอย่างเคร่งขรึม กลับลืมคำเตือนที่เสี่ยวจวินบอกว่า อย่าได้ไปเรือสำราญในเทศกาลภูษาควันจนหมดสิ้น

หลังจากตื่นเต้นยินดีอยู่ในห้องสักพัก ซ่งเจิ้นกั๋วก็ค่อยๆ ใจเย็นลง

‘แต่ก่อนหน้านี้จวินเอ๋อร์บอกว่าอย่าได้ไปเรือสำราญในเทศกาลภูษาควันไม่ใช่หรือ กลัวว่าเราจะถูกหลอกหรือนี่’

เขาครุ่นคิด สีหน้าค่อยๆ เยือกเย็นลง ยืนลังเลอยู่ที่เดิมพักหนึ่ง

‘รอให้เจอจวินเอ๋อร์ ค่อยถามว่าก่อนหน้านี้ทำไมไม่ให้เราไปเรือสำราญในเทศกาลภูษาควัน บางทีนางมีเหตุผลพิเศษอันใด’

ซ่งเจิ้นกั๋วเริ่มเตรียมตั๋วเงินอย่างดีอกดีใจ หนึ่งหมื่นตำลึง สำหรับเขาเป็นจำนวนมหาศาล สมบัติส่วนหนึ่งที่เขาสั่งสมไว้ในหลายปีมานี้ ได้ใช้จ่ายกับจวินเอ๋อร์ในช่วงเวลานี้ ต้องรวบรวมหนึ่งหมื่นตำลึงอย่างฉุกละหุก มีความยากอยู่บ้าง ถึงแม้จวินเอ๋อร์บอกว่านางจะสมทบเพิ่มมากกว่าครึ่ง แต่เขาไหนเลยเป็นคนที่ให้สตรีของตัวเองรับผิดชอบเรื่องเหล่านี้

‘ไม่สนแล้ว ไปขอพี่สาวมาหมุนเวียนส่วนหนึ่งก่อน’ เขากินก็ไม่กินแล้ว รีบร้อนวิ่งไปถึงประตูกำลังจะออกไป ทันใดนั้นก็นึกอันใดได้ หยุดกึก

‘เรื่องดีแบบนี้ ถึงแม้จวินเอ๋อร์จะเขินอาย บอกให้เราไปคนเดียว แต่ว่าเรื่องน่ายินดีแบบนี้ อย่างไรก็ต้องให้สหายสนิทสองคนช่วยฉลองถึงจะถูก’ ซ่งเจิ้นกั๋วกลับไปนั่งหน้าโต๊ะหนังสืออย่างรวดเร็ว เทน้ำฝนหมึก เริ่มยกพู่กันขึ้น จะเขียนจดหมายส่งให้สหายสนิทสองคนที่ตนมีอยู่ในตอนนี้

แต่ขณะเริ่มเตรียมหมึกพู่กัน เขาก็ลังเลอีก วางพู่กันลง

‘ช่างเถอะ ยังคงไปคนเดียวดีกว่า หลีกเรื่องไม่ให้เกิดเหตุแทรกซ้อน เพิ่มตัวแปรเข้าไป รอเรื่องราวจบลงแล้ว ค่อยบอกคนอื่นๆ ก็ได้’

เขารีบไปหาพี่สาวตัวเอง ยืมตั๋วเงินหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงจากที่นั่น บอกว่าจะใช้เงินทำธุรกิจ เตรียมทุกอย่างไว้อย่างรวดเร็ว


การทดสอบประจำปีใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทางครอบครัวของลู่เซิ่งก็ส่งเฉี่ยวเอ๋อร์มา ทั้งส่งตั๋วเงินมาหนึ่งพันตำลึง นับว่าเสริมค่าใช้จ่ายในช่วงนี้ของเขา

แต่ลู่เซิ่งก็เข้าใจว่า ในบ้านกำลังขายอาคารร้านค้าแปลงเป็นเงิน เตรียมจะเคลื่อนย้าย เป็นเพราะว่าการระเบิดในครั้งนั้นของเมืองเก้าประสาน คนที่ย้ายออกมีมากมาย ราคาในการขายอาคารร้านค้าต่ำค่าลงมาก ภายหลังในบ้านหากต้องการซื้อทรัพย์สินใหม่ จะต้องเก็บเงินไว้เป็นจำนวนมาก

ดังนั้นสามารถให้เงินเขาหนึ่งพันตำลึงได้ ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่เจียดออกมาแล้ว ถึงอย่างไรตอนนี้ตระกูลลู่ก็ยังอยู่ในช่วงโอนเอนกลางลมฝน

ลมฝนสงบลงอย่างช้าๆ ลู่เซิ่งค่อยๆ สลัดเรื่องหวังจื่อเฉวียนทิ้ง เริ่มรวมรวมสมาธิยกระดับตัวเอง อีกทั้งยังเริ่มหาวิธีทำเงิน

“ในภูเขาทางเหนือมีน้ำพุใส! ในคูแดงไซร้มีสีเหลืองงาม! นอกเมืองนกกระจอกกองบนทรายขาว! ขมิ้นไหลบนแม่น้ำซินจาว”

“เมืองเลียบคีรีเอ๋ย! บ้านเกิดของเรา เมืองเลียบคีรีเอ๋ย! บ้านเกิดของเรา ลาล้าลาลา ลาล้าลาลา…”

“ลาล้าลา! ลาล้าลาลา!”

“ลาล้าลา! ลาล้าลาลา!”

ลู่เซิ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่างด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ฟังเสียงบุรุษร้องเพลง ที่แหลมน่าหนวกหูดังมา

เขาสะดุ้งตื่นตอนตีสาม หรือก็คือโดนก่อกวนจนตื่นขึ้นในยามเหยี่ยน จากนั้นก็เห็นขบวนคนด้านนอกเหล่านี้ต่อแถวกันเรื่อยๆ บ้างเสียงแหลม บางเสียงหยาบ ผ่านไปบนถนนอย่างต่อเนื่อง

ตอนนี้ขบวนคนแถวยาว เป่าปี่ปากใหญ่ ร้องเพลงเสียงดัง สวมเสื้อสีแดงแซมน้ำเงิน ส่วนใหญ่เป็นคนมีอายุ ตีกลอง เคาะฆ้อง กำลังร้องเพลงพื้นบ้านอุ่นเครื่องก่อนเทศกาลภูษาควัน ค่อยๆ เดินไปยังใจกลางเมือง

สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งหมดคำพูดยิ่งกว่าก็คือ คนที่ออกมาชมดูความคึกครื้นบนถนนรอบๆ ถึงกับไม่รู้สึกหนวกหูแม้แต่น้อย ติดตามขบวนคนด้วยความสนุกสนาน บางคนยังร้องเพลงตามไปด้วย ยังมีเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการ รักษาความเป็นระเบียบด้วย

………………………………………….






ความคิดเห็น