36-40
บทที่ 36
ในเมืองทุกแห่งหนเป็นสตรี เด็ก และคนชราที่ส่งเสียงร่ำไห้ หลายๆ ที่แขวนผ้าขาว บ้านคนยากจนไม่มีเงินซื้อผ้าขาวมาตรฐาน จึงฉีกเอาผ้าขาวผืนหนึ่งมาแขวน นับว่าเป็นงานศพ
พื้นถนนและสถานที่ไม่น้อยเป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่ทราบมีอะไรกระแทกใส่จึงเกิดสภาพเช่นนี้
ลู่เซิ่งมองดูระหว่างทางรอบหนึ่ง ตัวเมืองเก้าประสานพอผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ ก็เหลือเพียงครึ่งเดียว
หลังจากเขาดูในเมืองเสร็จ ก็ไปกราบเยี่ยมที่บ้านอาจารย์ซึ่งก่อนหน้านี้เคยฝึกวรยุทธ์ให้เขาทีละคน สิ่งที่ยังดีอยู่ก็คือ อาจารย์เหล่านี้ต่างเป็นคนมีไหวพริบ ปกป้องตัวเองได้ไม่เลว ไม่ประสบโศกนาฏกรรม หลังจากเยี่ยมอาจารย์เสร็จแล้ว เขาก็ส่งตั๋วเงินให้แต่ละคนไม่น้อย แล้วจึงไปตระกูลเจิ้ง
เพียะ
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยปรบมืออย่างหนักหน่วงครั้งหนึ่ง
“พี่เซิ่ง ข้าก็จะไปกับท่านเช่นกัน! ข้ากับอวี่เอ๋อร์ติดตามขบวนบ้านท่านไปด้วย ได้ไหม ท่านย่ามัน นี่เป็นขุนนางเดินทางทหารคุ้มครองส่ง เป็นการปฏิบัติต่อขุนนางระดับนายอำเภอเท่านั้นถึงจะมีได้!”
ลู่เซิ่งหมดคำจะพูด มองตระกูลเจิ้งที่ทั่วบริเวณอาคารมีสีดำสนิท เห็นได้ว่าที่นี่ก็เกิดความยุ่งยากขึ้นไม่น้อย
“แค่เจ้ากับอวี่เอ๋อร์หรือ” เขาถามอย่างไม่ใส่ใจ
“อืม เหมือนกับบ้านของท่าน คนอื่นๆ แยกย้ายกันไปเมืองอื่น ครั้งนี้บิดามองออกว่าเมืองเก้าประสานนี้เป็นสถานที่อันตราย ต่อให้ภายหลังไม่มีเรื่อง เกิดปรากฏเรื่องราวก่อนหน้าพรรค์นั้นอีก พวกเราอาจไม่โชคดีหลบเลี่ยงเช่นนี้ได้อีก ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่พี่เซิ่งท่านแนะนำหวนหยางจื่อเต้าจ่าง พวกเราตระกูลเจิ้งคงเสียหายสาหัส”
เขาเว้นเล็กน้อย ถอนใจคำหนึ่ง “น่าเสียดายน้องชิงชิง…”
ลู่เซิ่งไร้คำพูด
เงียบงันพักหนึ่ง เขาก็กล่าวต่ออีก “กล่าวแบบนี้ บ้านเจ้าก็ไม่เกิดอะไรเหมือนกันหรือ”
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยโดนถามจนนิ่งอึ้ง ลดเสียงมองซ้ายมองเขา กระซิบ “พี่ใหญ่ข้าตายแล้ว…”
“เอาเถอะ… นี่เป็นเรื่องดีสำหรับเจ้าจริงๆ” ลู่เซิ่งหมดคำพูด “เช่นนั้นในเมื่อพวกเจ้าต้องการไปด้วยกันกับข้า ข้าเตรียมจะออกเดินทางพรุ่งนี้ หลังจากนี้เจ้ารีบเตรียมตัว แล้วบอกอวี่เอ๋อร์ด้วย”
“ได้!” เจิ้งเสี่ยนกุ้ยพยักหน้า คนทั้งสองความจริงจิตใจต่างกระจ่างดี หลังจากเรื่องราวของเมืองเก้าประสานในครั้งนี้ ในใจคนของสองตระกูลมีแผนการย้ายที่อยู่จริงๆ ถ้าหากเปลี่ยนเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง คนในยุทธภพเหล่านั้นไม่กล้าเหิมเกริมปานนี้ เพลิงไหม้ครั้งนั้นไม่มีทางเกิดแบบนี้ได้
ออกจากตระกูลเจิ้ง ลู่เซิ่งเริ่มให้เสี่ยวเฉี่ยวเก็บข้าวของ ครั้งนี้เขาออกไปร่ำเรียน สถานศึกษาเขาบูรพาเป็นสถานศึกษาใหญ่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองเลียบคีรีและหลายๆ เมือง กฎระเบียบค่อนข้างเคร่งครัด นักเรียนทุกคนไม่อนุญาตให้นำหญิงรับใช้ไปด้วย ดังนั้นเสี่ยวเฉี่ยวได้แต่อยู่ในเมืองเก้าประสานไปก่อน
หลังจากเตรียมตัวอย่างฉุกละหุก ลู่เฉวียนอันก็ยัดตั๋วทองหนึ่งหมื่นตำลึงให้ลู่เซิ่งเก็บไว้ และให้เขากับขบวนขุนนางที่มีกองทหารคุ้มครอง ที่เตรียมออกเดินทางแล้ว ออกเมืองไปพร้อมกัน
เพียงแต่ก่อนที่ลู่เซิ่งจะไป ยังได้ยินคร่าวๆ ว่า ซ่งตวนฉื่อข้าหลวงเมืองเก้าประสานคล้ายกับเกิดโรคร้ายขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ป่วยลุกไม่ขึ้น ตอนนี้ใกล้สิ้นลมแล้ว
เขานึกเชื่อมโยงถึงก่อนหน้านี้จวนไข่มุกเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ ในใจเดาว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นบ่อปลาถูกลูกหลงของเรื่องนี้ ข้าหลวงซ่งผู้นี้ความจริงเป็นคนน่าสงสารคนหนึ่ง…
เวลาเดินทางเป็นเวลาเช้าตรู่ ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มสาง…
ลู่เซิ่งยืนอยู่ในขบวน สีหน้าซีดขาว บนตัวห่มด้วยเสื้อขนจิ้งจอกตัวหนาสีขาว อบอุ่นหรูหรายิ่ง แค่เสื้อขนจิ้งจอกผืนนี้ก็ต้องจ่ายเงินมากกว่าพันตำลึงแล้ว
เขามองเมืองเก้าประสานด้านหลังอย่างสงบ เมืองแห่งนี้ภายหลังเขาอาจไม่กลับมาแล้ว ก่อนจะไปบิดาลู่เฉวียนอันบอกเขาอย่างชัดเจนว่า ต้องการย้ายทั้งตระกูลไปยังเมืองใหญ่
“พี่เซิ่ง เป็นไรแล้ว” เจิ้งเสี่ยนกุ้ยกับเจิ้งอวี่เอ๋อร์ที่แก้มแดงเรื่อยืนอยู่ด้านข้าง
“ไม่มีใด เพียงแต่สะท้อนใจอยู่บ้าง…แค่กๆ…” ลู่เซิ่งเริ่มไออีกแล้ว ครั้งนี้เขาฝืนฝึกวิชาทมิฬพิฆาต กระทบถึงปราณหยางในปอด บวกกับกินยาธาตุเย็นบำรุงหยินมากไปแล้ว จึงทนทานไม่ไหวอยู่บ้าง
“กลับขึ้นรถม้าก่อนเถอะ พวกเขาเตรียมออกเดินทางแล้ว คุณชายเซิ่ง” เหล่าหนิวหัวหน้าทหารที่นำขบวนขุนนางในเที่ยวนี้เดินเข้ามาบอก
ลู่เซิ่งพยักหน้า มองเมืองเก้าประสานเป็นครั้งสุดท้าย แล้วหมุนตัวเดินนำขึ้นรถม้าคันหนึ่ง
“ไปเลยๆ! ทุกคนไปเลย!” เจิ้งเสี่ยนกุ้ยรีบตะโกน เขารอจนทนไม่ไหวมานานแล้ว
…
เมืองเลียบคีรี เดือนสอง
กลิ่นอายวสันต์เต็มเปี่ยม ป่าไม้ผืนใหญ่ในฤดูใบไม้ผลินอกเมืองเลียบคีรีค่อยๆ เปลี่ยนกลับกลายเป็นสีแดงราวเพลิงผลาญเมฆ ดอกไม้สีแดงนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลง ร่วงแล้วก็ผลิใหม่ กระจายตัวคลุมต้นไม้และบนพื้นให้กลายเป็นสีแดง
ริมแม่น้ำเล็กๆ แห่งหนึ่งทางเมืองทิศใต้ของเมือง ภายในศาลาแปดเหลี่ยมสีขาวแห่งหนึ่งกำลังนั่งด้วยนักศึกษาที่แต่งกายเรียบร้อยหลายคน
นักศึกษาเหล่านี้แต่ละคนสวมเสื้อคลุมสีขาวอมเทา ผมที่ยาวต่างใช้ผ้าดำมัดไว้ มือถือพัดที่มีลักษณะรูปแบบเหมือนกัน
“พี่ลู่ พี่ลู่”
เสียงกระตือรือร้นเล็กน้อยเสียงหนึ่ง ดึงให้ลู่เซิ่งกลับมาจากอาการเหม่อลอย
เขาหันหน้าไป ละสายตาที่มองดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิในป่าเขา หันมามองดูคนหลายคนในศาลาข้างๆ ตัว
คนที่เรียกเขาคนนั้นชื่อซ่งเจิ้นกั๋ว มาจากเมืองทางเหนือมาร่ำเรียนเหมือนกันกับเขา บ้านคนผู้นี้ร่ำรวย กินดื่มเล่นสนุกจนช่ำชองตั้งแต่เด็ก ขณะเดียวกันหน้าตาก็ค่อนข้างหล่อเหลา มักรวมกลุ่มกับคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันออกมาเที่ยวแถวชานเมือง
ซ่งเจิ้นกั๋วเป็นคนที่เจิ้งเสี่ยนกุ้ยแนะนำให้ลู่เซิ่งรู้จัก คนที่กำลังนั่งอยู่ ส่วนใหญ่เป็นคนบ้านเดียวกันกับเขา เป็นนักศึกษาที่ออกมาจากเมืองทางเหนือ ครั้งนี้ออกเดินทางท่องเที่ยว ย่อมชุมนุมกันเป็นกลุ่มก้อน
“พี่ซ่ง ขออภัยๆ เหม่อไปชั่วขณะ” ลู่เซิ่งยิ้มๆ
นับตั้งแต่ส่งพวกเหยียนไคไปครั้งก่อน จนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปครึ่งปีแล้ว
ในครึ่งปีนี้ เขาจากเมืองเก้าประสานมายังเมืองเลียบคีรี เร่งรุดมาตลอดทาง ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาหลายเดือนแล้ว ไม่เจอเรื่องผิดปกติใดๆ อีก
ความปลอดภัยของเมืองเลียบคีรีดียิ่งด มีกองทหารเฟยเหลียนผลัดเวรยามตรวจตราทุกสภาพอากาศ รัศมีสิบกว่าลี้ จนไม่ต้องปิดบ้านในยามวิกาล เทียบกับเมืองเก้าประสานแล้ว หนึ่งคือฟ้าหนึ่งคือดิน
ที่นี่ไม่มีเพทภัย ไม่มีผีล่อลวง แม้แต่คดีคนตายก็มีไม่มาก ในเมืองนอกเมืองประชาชนสวมใส่เสื้อผ้าสภาพสมบูรณ์ ไม่เหมือนในเมืองเก้าประสานที่ขาดรุ่งริ่ง
เขามาที่นี่ได้ไม่นาน ก็เจอสถานศึกษาเขาบูรพาพร้อมกับเจิ้งเสี่ยนกุ้ยสองพี่น้อง จัดการขั้นตอนเข้าเรียนเรียบร้อย จากนั้นเข้าเรียนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปสามเดือนแล้ว
ในสามเดือนนี้ ลู่เซิ่งฝืนฟื้นฟูอาการบาดเจ็บที่ได้รับจากการยกระดับวิชาทมิฬพิฆาตเมื่อก่อนหน้าอย่างยากลำบาก ร่างกายค่อยๆ ฟื้นฟู
ได้สติกลับมา ลู่เซิ่งมองคนหลายคนในศาลา
นักศึกษาเหล่านี้กำลังเล่นการละเล่นที่คล้ายๆ จอกสุราลอยไหล
เอาจอกสุรามาเติมสุราจนเต็ม ให้บ่าวรับใช้วางลงไปในลำธารต้นน้ำ จากนั้นนักศึกษาก็รออยู่ในศาลา มองดูจอกสุราถูกน้ำพัดมา หยุดอยู่หน้าผู้ใด ผู้นั้นจำเป็นต้องดื่มสุราจอกนี้ ทั้งต้องตอบคำถามส่วนตัวที่ทุกคนถามหนึ่งข้อ
ในศาลา นอกจากซ่งเจิ้นกั๋วแล้ว ยังมีนักศึกษาอีกห้าหกคน ต่างเป็นลูกหลานพ่อค้า อีกด้านหนึ่งมีสตรีสองนาง สวมกระโปรงขาวและกระโปรงน้ำเงิน นั่งมองทุกคนเล่นอยู่ด้านข้าง พอได้ยินสิ่งน่าสนใจ ก็ปิดปากหัวเราะเบาๆ ตลอดเวลา
ในสตรีทั้งสองมีคนหนึ่งเป็นคนบ้านเดียวกันกับพวกเขา หน้าตางามพริ้ง
สตรีอีกคนที่ลักษณะเหมือนหยกในตระกูลเล็ก ปากน้อยดั่งอิงเถาเรียกว่าเฉินอวิ๋นซี กลับเป็นคนท้องถิ่นในเมืองเลียบคีรี
เฉินอวิ๋นซีหน้าตาเรียกได้ว่าธรรมดา นางแม้ไม่มีใบหน้ารูปไข่งดงามอย่างนักศึกษาหญิงจำนวนไม่น้อยในสถานศึกษา แต่ผิวพรรณขาวผ่อง เป็นหนึ่งในสตรีที่มีรูปร่างดี ขายาวเอวคอดโดดเด่นเป็นพิเศษ
แต่เงื่อนไขเช่นนี้สำหรับคนในสังคมแบบนี้เพียงนับว่าธรรมดา มองจากมุมมองของลู่เซิ่ง โดยเฉพาะขายาวทั้งสองคู่ เรียกได้ว่ากระชับแน่น โครงสร้างสมบูรณ์แบบไม่สามัญ
น่าเสียดาย คนที่นี่ต่างไม่ชอบคนขายาว แต่ชอบประเภทร่างกายเล็กกระจุ๋มกระจิ๋ม โดยเฉพาะขาไม่อาจยาวเกินไป
ดังนั้นสตรีงามในสายตาของลู่เซิ่งอย่างเฉินอวิ๋นซี จึงกลายเป็นรูปโฉมกลางค่อนข้างต่ำ ที่คนที่นี่ไม่ได้ให้ความสนใจ
คิดถึงตรงนี้ ลู่เซิ่งสังเกตเห็นว่าสายตาของเฉินอวิ๋นซีมองอยู่บนร่างตนโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวอีกครั้ง เขาอดหัวเราะฝาดเฝื่อนในใจไม่ได้
เขาเพียงคุยเล่นกับอีกฝ่ายสองสามประโยค ยังเป็นเพราะมีการแนะนำของซ่งเจิ้นกั๋ว คิดไม่ถึงว่าเพียงคุยกัน ก็ถูกชะตากับสตรีนางนี้อย่างเหนือความคาดหมาย สองคนคุยกันหลายหัวข้อ ไม่ทันไรก็กลายเป็นสหายสนิทต่างเพศ น่าเสียดายทิวทัศน์งามอยู่ไม่นาน ไม่ทราบว่าเป็นไปได้อย่างไร สายตาที่เฉินอวิ๋นซีมองเขาค่อยๆ ไม่เหมือนเดิมแล้ว ในนี้ปรากฏรสชาติที่ไม่ถูกต้องส่วนหนึ่ง
สายตาของเฉินอวิ๋นซีอยู่บนร่างลู่เซิ่งตลอดเวลา ประกายในดวงตาของนางไม่ว่าใครล้วนมองออก
“พี่ลู่ สายตาของอวิ๋นซีอยู่บนตัวท่านตลอดเลยนา” นักศึกษาคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างหยอกล้อ
“สาวงามชมชอบ ทุกท่านว่าสมควรปรับหนึ่งจอกหรือไม่!” อีกคนหนึ่งโห่
“แม่นางอวิ๋นซีคนสง่างามจิตใจดี สมบัติตระกูลหมื่นก้วน บิดาเป็นคหบดีของเมืองเลียบคีรีไปจนถึงสิบกว่าเมืองใกล้ๆ พี่ลู่ถ้าหากไม่รีบคว้าโอกาส เกรงว่าจะเสียโอกาสอันดีแล้ว!” ซ่งเจิ้นกั๋วกระซิบข้างหูลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งส่ายหน้า ภายใต้การโห่ของทุกคน หยิบสุราจอกหนึ่งจากในน้ำขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมด
ดื่มเสร็จเขาก็แสดงก้นจอกให้ทุกคนดู
การเคลื่อนไหวของเขาสง่างาม หน้าตาไม่แย่ บวกกับแตกต่างจากนักศึกษาคนอื่นๆ ร่างกายเรียกได้ว่าแข็งแรงกำยำ เป็นเพราะวรยุทธ์แข็งแกร่ง ฝึกทั้งกำลังภายใน กำลังภายนอก ประกายในดวงตายิ่งกระจ่าง เพียงเห็นก็ทำให้คนตราตรึงในภาพทรงจำ
ดังนั้นถึงเขามาจากเมืองเล็กๆ ติดชายขอบอย่างเมืองเก้าประสาน ลำดับศักดิ์เทียบกับคหบดีในเมืองทางเหนือจำนวนมากไม่ได้ ท่วงท่าบุคลิกกลับเป็นคนหนึ่งที่โดดเด่นที่สุด
ภายใต้การโห่ร้องของทุกคน และด้วยการผลักคลื่นเสริมกระแสของซ่งเจิ้นกั๋ว ลู่เซิ่งก็ถูกจัดให้นั่งด้วยกันกับเฉินอวิ๋นซีอย่างรวดเร็ว
สตรีของสังคมแห่งนี้ส่วนใหญ่เปิดเผย ขอแค่ไม่ใช่เปิดเผยมากเกินไปเหมือนตวนมู่หว่าน ทุกคนไม่มีสายตาผิดปกติอันใด
เฉินอวิ๋นซีพูดกับสตรีที่เป็นเพื่อนสนิทเบาๆ สองสามประโยค ค่อยนั่งลงครู่หนึ่ง ไม่ทันไรก็ถูกคนยุยง โดน ‘ไล่’ ออกจากศาลาพร้อมกับลู่เซิ่ง
สองคนเดินเล่นอย่างช้าๆ บนพื้นหญ้าใกล้ๆ มีพื้นที่สำหรับอยู่ตามลำพังส่วนหนึ่ง
เวลาเช้าตรู่ วิหคร้อง บุปผาหอม ดอกไม้ต้อนรับวสันต์ทั่วป่าเขาย้อมทั้งเขาเป็นเมฆแดงงดงาม
“พวกเขา… มักชมชอบก่อกวนเช่นนี้” เฉินอวิ๋นซีใช้ตาโตทั้งสองข้างมองลู่เซิ่งโดยไม่อำพรางแม้แต่น้อย พวกเขาถูก ‘ไล่ออกมา’ เช่นนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก
ทั้งสองทอดน่องบนพื้นหญ้าเขียวขจี ผ่านเนินเขาเล็กๆ แห่งหนึ่ง ปิดบังสายตาที่มองมาตลอดเวลาของผู้คน
ลู่เซิ่งมองเฉินอวิ๋นซีที่อยู่ข้างกาย นางสวมชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ตัวหนึ่ง ชายกระโปรงเพียงปิดขาอ่อน เผยหัวเข่า ยังใช้รองเท้ายาวคู่หนึ่งอำพรางน่องขาวที่โผล่ออกมา เอวบาง หน้าอกตูม สองขาเรียวยาว ผมตกถึงเอว เพียงเห็นก็ทำให้เขานึกถึงคำศัพท์จำพวกจันทร์สารท กล้วยไม้ขาว และบริสุทธิ์
“พวกเขามีเจตนาดี” ลู่เซิ่งยิ้มๆ เขาไม่ใช่วิญญูชนจอมปลอม และไม่ใช่คนที่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว มีเด็กสาวงดงามตามจีบด้วยตัวเอง ทั้งตัวเองก็ยังไม่ได้แต่งงาน เขาเองก็ไม่ขัดจิตใจ มีความคิดปล่อยเป็นไปตามธรรมชาติ
โดยเฉพาะเด็กสาวตรงหน้าผู้นี้ทั้งๆ ที่ส่วนที่ดีที่สุดคือขายาว ในสายตาของคนที่นี่กลับกลายเป็นส่วนที่แย่ที่สุด คิดถึงตรงนี้เขาก็เสียดายอยู่บ้าง
………………………………………….
บทที่ 37
“ท่านไฉนต้องสวมรองเท้ายาว ไม่ร้อนหรือ” ลู่เซิ่งถาม “ความจริงขาของท่านจึงเป็นส่วนที่น่าดูที่สุด”
เฉินอวิ๋นซีงงงัน ก้มหน้าลงเล็กน้อย แก้มแดงอยู่บ้าง
“ท่านไม่ชอบรองเท้าหรือ… เช่นนั้นทีหลัง ทีหลังข้าจะเปิดส่วนขา… ให้ท่านดูคนเดียว…”
ลู่เซิ่งเพียงพูดไปเรื่อยเปื่อยหนึ่งประโยค นึกไม่ถึง…
ทั้งสองคนบรรยากาศแปลกพิกลอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ต่างไม่เอ่ยปากกล่าววาจาใดอีก เพียงเดินอยู่บนพื้นหญ้าอย่างช้าๆ
ลู่เซิ่งเหม่อไปครู่หนึ่ง
ครึ่งปีแล้ว
ในครึ่งปีที่รักษาอาการบาดเจ็บนี้ เขาไม่ได้พบเจอเรื่องราวที่เกี่ยวกับผีๆ สางๆ ใดๆ อีก และไม่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับตวนมู่หว่านและเหยียนไค เหมือนกับทุกสิ่งที่พานพบก่อนหน้านี้ เป็นเพียงความรู้สึกหลอน ทุกอย่างกลับคืนสู่ชีวิตประจำวันที่ราบเรียบผาสุก
ถ้าไม่ใช่ในร่างของเขายังมีปราณภายในที่ยิ่งใหญ่โคจรไม่ขาดสาย ถ้าไม่ใช่เพราะเครื่องมือปรับเปลี่ยนดีปบลูที่เขาเรียกออกมาดูได้ตลอดเวลา บางทีเขาอาจนึกจริงๆ ว่า ตัวเองใช้ชีวิตอยู่ในโลกอันสงบสุขซึ่งไม่มีภูตผีอันใด
“พี่ใหญ่ลู่…” เฉินอวิ๋นซีพลันเรียกเขาเสียงเบา ตัดความคิดของลู่เซิ่ง
“เป็นไรแล้ว” ลู่เซิ่งหยุดฝีเท้า
เฉินอวิ๋นซีก้มหน้า แก้มเป็นสีแดง ลดเสียงกล่าว “บิดาข้า.. คิดเชิญท่านไปเป็นแขกที่บ้านข้า กินอาหารด้วยกัน”
ลู่เซิ่งพลันงงงวย นี่นับว่าพบเจ้าบ้านแล้วหรือ แต่เขากับเฉินอวิ๋นซียังไม่นับว่าเป็นความสัมพันธ์ฉันคู่รัก นี่ใช่เร็วไปบ้างหรือไม่
“พี่ใหญ่ลู่ไม่ต้องการหรือ” เฉินอวิ๋นซีเห็นลู่เซิ่งไม่ตอบ บนใบหน้าปรากฏความผิดหวังเลือนราง “เพียงกินอาหารเท่านั้น บิดาข้า เขาอยากเห็นว่าท่านเป็นคนอย่างไร”
ลู่เซิ่งก็หมดคำพูด เขาเองก็มีความรู้สึกดีต่อเฉินอวิ๋นซีเช่นกัน แต่ยังไม่ถึงขั้นนั้น หนำซ้ำพัฒนาอย่างรวดเร็วกะทันหันปานนี้ ทำให้เขารับมือไม่ทันอยู่บ้าง
ใคร่ครวญครู่หนึ่ง ยังคงกล่าว “เหล่านักศึกษาก็อยากจะเห็นมากว่า นายผู้เฒ่าเฉินผู้ร่ำรวยมั่งมีเป็นคนแบบไหน”
เฉินอวิ๋นซีพอได้ยิน พลันเผยรอยยิ้ม “เช่นนั้นท่านต้องผิดหวังแล้ว บิดาข้าเป็นตาเฒ่าบ้าบอ ชอบทำหน้าบึ้ง แต่ในที่ส่วนตัวเป็นตาเฒ่าไม่รู้จักอาย!”
ลู่เซิ่งยิ้มตาม กลับมีความรู้สึกไม่เป็นจริงอย่างหนึ่ง หรือกล่าวว่า เป็นความรู้สึกเข้ากันไม่ได้อย่างหนึ่ง
ต่อจากนี้ถ้าบ้านอีกฝ่ายพอใจ อย่างนั้นเขาสมควรพาเฉินอวิ๋นซีไปพบบิดาและมารดารองของตนเช่นกัน จากนั้นก็เป็นสองตระกูลหมั้นหมาย เตรียมของขวัญวิวาห์ กำหนดฤกษ์ยามงามดี ภายหลังก็แต่งงานแล้ว
แน่นอนว่าถ้าทุกอย่างราบรื่น แต่กล่าวตามจริงในใจเขาไม่มีความคิดแต่งงานเร็วขนาดนี้
“การทดสอบประจำปีใกล้จะมาถึงแล้ว ถ้าหากว่าครั้งนี้สอบผ่าน ไม่ทราบว่าพี่ใหญ่ลู่คิดไปสถานศึกษาใดต่อ นี่เกี่ยวพันถึงทิศทางและระดับการเป็นขุนนางในภายหลังของพวกเรา
“โจทย์ของปีก่อน ทางข้าหาคนแก้ไขโดยเฉพาะแล้ว มีวิธีการแก้ไขไม่เหมือนกันห้าวิธี ถ้าหากว่าพี่ใหญ่ลู่ต้องการ อีกเดี๋ยวอวิ๋นซีให้คนส่งไปให้ท่านดีหรือไม่?” เฉินอวิ๋นซีถามเบาๆ “ทำโจทย์มากๆ ศึกษาความคิดของขุนนางที่จัดสอบปีนี้ ย่อมไม่พลาด”
“ข้า… เช่นนั้นขอบคุณอวิ๋นซีแล้ว” ลู่เซิ่งลังเลเล็กน้อย ยังคงรับไว้ ในใจกลับสับสนอยู่บ้าง
ถ้าหากว่าราบรื่นแบบนี้ ผ่านการทดสอบ ที่เป็นการทดสอบระดับฝู่ ภายหลังเป็นการสอบใหญ่ระดับฮุ่ย จากนั้นเป็นการสอบระดับเตี้ยน ถ้าหากสามารถผ่านการสอบแต่ละรอบได้ สุดท้ายจะกลายเป็นขุนนาง หนำซ้ำไม่มีทางเป็นขุนนางเล็กๆ… วันหน้ารุ่งเรืองพุ่งทยาน ไม่ต้องกล่าวถึง
แต่ว่า
แบบนั้นแล้วจะอย่างไรเล่า
เขาพลันคิดถึงเรื่องที่ตวนมู่หว่านบอกเขาเหล่านั้น ถ้าหากต่างเป็นความจริง เช่นนั้นหากเขาเข้าราชสำนักเป็นขุนนาง มีความหมายอันใด
“ถ้าผ่านการทดสอบได้ ก็มีบรรณาศักดิ์ในเมือง นับว่าเป็นบัณฑิต ไม่ต้องจ่ายภาษีอีก ต่อให้ทีหลังไม่ทำอะไรเลย ก็อาศัยที่นาพ่วงสังกัดคนนอก ใช้ชีวิตรุ่มรวย นี่เป็นเรื่องที่คนหลายคนเฝ้าฝันปรารถนา พี่ใหญ่ลู่คงจะมีไผ่สำเร็จในใจอยู่แล้ว” เฉินอวิ๋นซีกล่าวเสียงค่อย
“บางทีกระมัง…” ลู่เซิ่งยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก
ไม่มีคนทราบว่าเขายังมีอีกสถานะหนึ่ง และไม่มีคนทราบว่าเขาเป็นยอดฝีมือที่ร้ายกาจ ฝึกทั้งกำลังภายในและกำลังภายนอก วิชาดาบเหี้ยมหาญจนรับมือผีล่อลวงได้ ต่อให้เป็นมือดีในยุทธภพระดับพลังปรุโปร่ง ใต้ฝ่ามือของเขาก็ทนได้ไม่เกินสิบกระบวนท่า เกิดว่าคลั่งขึ้นมา ก็เป็นมังกรคลั่งในร่างมนุษย์
เขาในตอนนี้ พลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามปราณทมิฬพิฆาตที่ทวีขึ้นทั้งกลางวันกลางคืน
วิชาทมิฬพิฆาต วิชากระเรียนหยก สองวิชาสอดประสาน ส่งเสริมกันและกัน วิชาหนึ่งเสริมความแข็งแกร่งแก่กายเนื้อ วิชาหนึ่งรักษาฟื้นฟูกายเนื้อ กลายเป็นวัฏจักรที่สมบูรณ์แบบวัฏจักรหนึ่ง
ทว่าเขาในยามนี้ ในสายตาพวกเฉินอวิ๋นซีกับซ่งเจิ้นกั๋ว ยังคงเป็นเพียงนายน้อยใหญ่บ้านคหบดีเล็กๆ ที่ออกมาจากเมืองเก้าประสานคนหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่แตกต่างจากลูกหลานบ้านอื่นคือ บนตัวลู่เซิ่งไม่มีกลิ่นอายบ้านนอก บุคลิกเหนือกว่าคนทั่วไปขั้นหนึ่ง แต่ก็เพียงเท่านี้
‘ทว่าในสภาพการดำรงชีวิตในปัจจุบันเช่นนี้ ต่อให้เราเป็นขุนนางคนหนึ่ง แล้วมีความหมายอันอะไร เกิดว่าจวนม้วนมนุษย์ ขุมกำลังที่ควบคุมผีล่อลวงนั้นไล่ล่ามา ยังคงไร้แผนการให้ใช้เหมือนเดิม ได้แต่พึ่งตัวเอง… ในสภาพการณ์แบบนี้ หรือว่าจะต้องไปสอบทำเนียบนักบู๊เหมือนอย่างที่ท่านพ่อว่าจริงๆ’ เขารู้สึกว่าตัวเองเข้ากับคนรอบๆ ตัวไม่ได้
แว่วเสียงหัวเราะดื่มสุราที่ดังมาจากศาลาแต่ไกล ลู่เซิ่งก็มีความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ผิดแปลกอย่างหนึ่ง
“พี่ใหญ่ลู่ ฟังว่าลูกเกดอบแห้งทางถนนตะวันตกไม่เลว ที่นั่นยังมีร้านผลไม้ตากแห้งไม่น้อย ไม่อย่างนั้นพวกเราไปดูด้วยกันในคืนพรุ่งนี้” เฉินอวิ๋นซีแนะนำเบาๆ ด้านข้าง “พรุ่งนี้เป็นเทศกาลใหญ่ เทศการระบำมังกรที่ในอดีตล้วนครึกครื้น”
“ก็ได้…” ลู่เซิ่งอยู่ว่างไร้เรื่องราว กำลังรอข่าวอยู่ เขาให้คนรับใช้ไปสืบข้อมูลของพรรควาฬแดง จากนั้นก็จ่ายเงินซื้อยาราคาแพงไม่น้อย เงินจำนวนเล็กน้อยในมือเหลือไม่เท่าไหร่แต่แรกแล้ว
เมื่อไม่มีเงินทอง ความก้าวหน้าในการฝึกวรยุทธ์และดูแลร่างกายก็ช้าลง เขาจะต้องพยายามหาวิธีทำเงินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เดินเล่นกับเฉินอวิ๋นซีอีกสักพัก สตรีนางนี้พูดถึงเรื่องน่าสนใจที่ตนเจอในสถานศึกษาไม่หยุด ยังเล่าถึงสหายคนอื่นๆ ที่เล่นด้วยกัน ดูท่าทางอารมณ์ดียิ่ง
ลู่เซิ่งเดินเป็นเพื่อนนางหลายก้าว สองคนกลับไปอย่างเชื่องช้า ผู้คนที่ดื่มกินในศาลาไปหลายจอก พากันบอกลา แยกย้ายกันกลับบ้าน
บอกลาเฉินอวิ๋นซี ยังมีพวกซ่งเจิ้นกั๋ว ลู่เซิ่งค่อยๆ เดิบบนเส้นทางกลับบ้าน
ตอนทะลุคูเมือง เห็นชาวบ้านสองสามคนที่หาบตะกร้าอยู่ ทางหนึ่งเดินเข้าเมือง ทางหนึ่งพูดคุยกัน
“แม่น้ำไม้สนใกล้จะปิดแล้วกระมัง”
“คงจะเป็นเวลานี้ บ้านข้าเตรียมแหไว้เรียบร้อยแล้ว รอช่วงห้ามจับปลาผ่านไป จะแวะไปงมสักหน่อย” ชาวบ้านชราคนหนึ่งยิ้มพูดขึ้น
“ถ้าน้ำไม่ท่วม ปีนี้สมควรได้ผลตอบแทนไม่เลว อย่างไรช่วงห้ามจับปลาก็นานขนาดนี้”
“พูดถูกแล้ว”
ชาวบ้านต่างหาบของป่าและพืชผักขโยกเขยกเข้าเมือง
ลู่เซิ่งที่ฟังอยู่ด้านข้าง ก็ยิ้มขึ้นมาเช่นกัน
‘ที่นี่สงบกว่าเมืองเก้าประสานมาก…’ เขารำพึงหนึ่งประโยค
กลับถึงที่พักอย่างรวดเร็ว ที่ที่ลู่เซิ่งพักอยู่ในตอนนี้เป็นอาคารเล็กในเมืองอยู่ติดประตูเมือง ชั้นล่างเปิดเป็นเหลาสุรา ชั้นบนเป็นทรัพย์สินของเขาตระกูลลู่ เป็นบ้านสามหลังติดกัน แต่บ้านทั้งหมดสามหลังทะลุถึงกัน จึงกลายเป็นอาคารเดียว
ลู่เซิ่งเพื่อความสะดวก ไม่ได้ทำกับข้าวในบ้าน กินอาหารในเหลาสุราที่อยู่ด้านล่าง ทุกๆ วันกำหนดเวลาไปกิน
กินข้าวเสร็จ กลับไปพักผ่อน เขาไม่ได้ฝึกกำลังภายใน หากแต่กินยาบำรุงเลือดลมส่วนหนึ่ง แล้วเข้านอนแต่หัววัน
เช้าตรู่วันที่สอง เขาเรียกรถม้าคันหนึ่ง ไปยังถนนตะวันตก
นั่งในรถม้า ลู่เซิ่งรู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง คาดว่าอาจเป็นเพราะร่างกายไม่แข็งแรง ยื่นมือไปลูบถุงย่ามข้างเอวที่พกติดตัว
ควานหาในถุงย่ามข้างเอวหลายรอบ เขาหยิบยาลูกกลอนสีแดงเม็ดหนึ่งออกมา ขณะกำลังกิน พลันรู้สึกว่าร่างกายไม่ถูกต้องอยู่บ้าง
ตรวจสอบขึ้นลงอย่างละเอียด อยู่ๆ เขาก็ล้วงเข้าไปในแขนเสื้อของตัวเองเบาๆ หยิบกระดาษแผ่นเล็กสีเหลืองจางแผ่นหนึ่งออกมา
กระดาษถูกม้วนเป็นทรงกระบอก ติดซ่อนอยู่ตรงชั้นในแขนเสื้อ เพียงแต่ว่าตอนเขาลูบถุงย่ามที่เอวด้านหลัง ได้ไปชนใส่เข้า จึงรู้สึกผิดปกติ
‘เอ๋?’
ลู่เซิ่งหยิบกระดาษออกมา ค่อยๆ คลี่กาง
บนกระดาษเขียนคำพูดอย่างเรียบง่ายชัดเจนไว้หลายส่วน ‘คุณชายวางใจได้ จวนม้วนมนุษย์ทดลองควบคุมภูตผีที่น่ากลัวตัวหนึ่ง ประสบหายนะครั้งใหญ่ ขุมกำลังถูกล้าง ไม่มีเวลาสนใจบุญคุณความแค้นเล็กๆ กับคุณชาย – หว่าน’
ลู่เซิ่งสีหน้าไร้อารมณ์ ม้วนกระดาษเก็บเข้าไปในถุงย่ามข้างเอว
‘ตวนมู่หว่านเดิมทีให้ความสนใจเรามาเสมอ…’
‘จวนม้วนมนุษย์เป็นศัตรูร้ายกาจที่เราเป็นห่วงมาโดยตลอด ขุมกำลังที่แข็งแกร่งซึ่งสามารถควบคุมผีล่อลวงได้ ด้วยระดับของเราในตอนนี้ ไม่มีทางรับมือได้เด็ดขาด คิดไม่ถึงบอกว่าถูกล้างก็ถูกล้าง…’ ลู่เซิ่งรู้สึกว่าโลกใบนี้อันตรายเกินไปอีกครั้ง
เก็บม้วนกระดาษ รออีกสักพัก รถม้าค่อยๆ หยุดลงตรงหน้าหอค้นอาทิตย์ซึ่งเขานัดกับพวกซ่งเจิ้นกั๋วและเฉินอวิ๋นซีไว้
ลู่เซิ่งลงจากรถ เห็นประตูทางเข้าหอค้นอาทิตย์มีแถวคนเบียดกันเข้าๆ ออกๆ
หอค้นอาทิตย์ทาสีแดงสูงสิบสองชั้น เหมือนกับเจดีย์สารีริกธาตุ เวลานี้ในแต่ละชั้นที่ต่ำกว่าชั้นสิบต่างแออัดไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่มาชมระบำมังกร
เสียงตะโกนของคนหาบเร่ที่ฉวยโอกาสเร่ขายของดังสับสนไม่ขาดหู
ลู่เซิ่งเบียดฝูงชนเข้าไปในตัวอาคารก่อน พอขึ้นไปถึงชั้นสิบ คนค่อยๆ น้อยลง ไม่ได้เบียดเสียดอีก
“ใช่คุณชายลู่หรือไม่” เพิ่งขึ้นไปถึงชั้นสิบ ก็มีหญิงรับใช้เข้ามาถาม
“ทางนี้ ทางนี้พี่ลู่!” พวกซ่งเจิ้นกั๋วโบกมือมายังด้านนี้
เฉินอวิ๋นซีอยู่ทางนั้น สวมชุดกระโปรงแนบตัวสีเขียวที่งดงาม ขับร่างกายอันบอบบางของหญิงสาวออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ ผมยาวสยายลงอย่างนุ่มนวล ใช้สายคาดสีเขียวมัดไว้ตรงปลาย
ลู่เซิ่งยิ้มพลางเดินเข้าไปหา
“ยังต้องขอบคุณพวกท่านที่แย่งชั้นที่ดีอย่างนี้ให้ข้า!”
ซ่งเจิ้นกั๋วโบกมือติดต่อกัน “นี่เป็นพวกเราอาศัยบารมีท่าน อวิ๋นซีใช้เส้นสายจัดงานเลี้ยงแก่คุณชายใหญ่ลู่โดยเฉพาะ”
“ใช่แล้วๆ ถ้าไม่ใช่ใช่แม่นางอวิ๋นซีลงมือ พวกเราเกรงว่าอย่างมากสุด ขึ้นได้ถึงชั้นเก้า ชั้นสิบแบบนี้ พวกเราขึ้นไม่ได้หรอก” นักศึกษาอีกคนกล่าวสมทบ คนผู้นี้แซ่หวังชื่อจื่อเฉวียน เป็นคนเมืองม่วงโชติและเป็นคนหล่อเหลาที่รูปร่างหน้าตาเทียบได้กับซ่งเจิ้นกั๋ว ยังมีความสัมพันธ์พอใช้ได้กับลู่เซิ่ง
“ไม่ใช่ เพียงแค่บังเอิญ… เจอคนรู้จักพอดี…” เฉินอวิ๋นซีโดนเยินยอจนเขินอาย แก้มงามแดงขึ้น ลอบมอบลู่เซิ่งแวบหนึ่ง
ลู่เซิ่งถอนหายใจในใจ ยิ้มให้แก่เฉินอวิ๋นซี แล้วเข้าไปนั่งที่นั่งตัวเอง
ทุกคนเริ่มดื่มสุราหยอกล้อกันอย่างคึกคัก บวกกับการเอื้อนโคลงกลอนตลกขบขันที่นึกไปเองว่าเฉียบแหลมชาญฉลาด บรรยากาศกลับอบอุ่น
ลู่เซิ่งถูกจัดให้นั่งด้วยกันกับเฉินอวิ๋นซี คนที่นั่งด้วยอีกยังมีสตรีอีกสองนาง คนหนึ่งใกล้ชิดซ่งเจิ้นกั๋ว คนหนึ่งใกล้ชิดกับนักศึกษาสีหน้าเยือกเย็นอีกคนหนึ่ง ดูแล้วเหมือนล้วนเป็นคู่ๆ
ตูม!
ดอกไม้ไฟสีทองระเบิดอย่างยิ่งใหญ่นอกหอค้นอาทิตย์ในทันใด ม่านวิกาลกลายเป็นโบตั๋นยักษ์ดอกหนึ่ง
“เริ่มแล้ว! เริ่มแล้ว!” ผู้คนพากันโห่ร้อง ลุกขึ้นพุ่งไปชมดูข้างอาคาร
………………………………………….
บทที่ 38
ด้านล่างหอ โคมไฟทรงกลมที่เขียนคำว่ามังกรไว้หลายร้อยใบเปล่งแสงทองสว่างไสว เกิดเป็นจุดแสงหลายร้อยดวง ห้อมล้อมมังกรยาวสีแดงตัวหนึ่งไว้ตรงกลาง
มังกรพุ่งซ้ายป่ายขวา หมายจะพุ่งออกจากวงล้อมของโคมไฟ โคมไฟกับมังกรยาวต่อสู้กันต่อเนื่อง เกิดเป็นชุมนุมมังกรอันตระการตา ไม่ธรรมดาจริงๆ
ดอกไม้ไฟสีทอง สีแดง สีเหลือง หลายกลุ่มพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าตลอดเวลา ขับทิวทัศน์ทั้งหมดจนเป็นสีทองอร่าม
ฉวยโอกาสตอนที่ยังคึกคัก ทุกคนดูระบำมังกรรอบหนึ่ง ก็กลับมาดื่มสุรากินอาหารที่โต๊ะ บนที่นั่งล้วนเป็นลูกหลานพ่อค้า ไม่มีชาติตระกูลสักคน พลันละนิสัยที่ได้จากการฝึกอบรบ ตอนนี้สนุกสนาน ล้วนไม่มีการเสแสร้งเป็นสุภาพมีมารยาทเหมือนก่อนหน้า ต่างคนต่างกำเริบเสิบสาน หัวเราะตบโต๊ะ
“ชั้นที่สิบนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ปล่อยให้เข้ามาได้หรือ”
ทันใดนั้นเสียงหงุดหงิดเสียงหนึ่งดังมาจากโต๊ะข้างๆ
เสียงหัวเราะของทุกคนชะงัก มองไปอย่างรวดเร็ว
บนโต๊ะข้างๆ บัณฑิตอายุน้อยบุคลิกสุภาพสามคนกำลังมองมาทางนี้ด้วยสายตาเย็นชา
ผู้พูดเป็นบัณฑิตผิวขาวทรงหน้าผอมยาวคนหนึ่ง
“ที่เจริญแบบนี้ถึงกับให้คนหยาบคายเหล่านี้ขึ้นหอได้ ดูเหมือนหอค้นอาทิตย์แห่งนี้ยิ่งมายิ่งสู้ก่อนหน้าไม่ได้แล้ว” บัณฑิตผู้นั้นกล่าวเสียงเย็น
สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายคือ ซ่งเจิ้นกั๋วซึ่งที่แล้วมาหากไม่มีเหตุผลก็จะไม่ยอมให้ใคร หลังเห็นผู้พูดชัดเจนแล้ว ถึงกับไม่ส่งเสียงออกมา อย่างหาได้ยากยิ่ง เพียงก้มหน้าดื่มสุราเงียบๆ ไม่เปล่งวาจาอีก
คนที่เหลือส่วนใหญ่ต่างก้มหน้าก้มตา ไม่พูดคุย เสียงเบาลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่เฉินอวิ๋นซีก็กัดริมฝีปาก ยังไม่ส่งเสียง ในคนกลุ่มนี้มีนางที่ฐานะดีที่สุด นางยังไม่กล้าตอบโต้ เห็นได้ว่าสามคนนั้นมีความเป็นมาไม่ธรรมดา
“นี่ไม่ใช่แม่นางเฉินอวิ๋นซีหรอกหรือ สมกับเป็นบุตรีพ่อค้า แม้แต่คนที่คบหายามปกติก็เป็นคนที่ไม่รู้จักมารยาทเหล่านี้
ครั้งก่อนพี่ชายของท่านกล่าววาจาดีต่อหน้าข้าไม่น้อย ยิ้มปะเหลาะบอกว่าจะให้ท่านหมั้นหมายเป็นอนุของข้า ตอนนั้นข้าหวั่นไหวอยู่บ้าง ดูจากตอนนี้ ที่ครั้งนั้นไม่ตอบรับทำถูกแล้วจริงๆ” คุณชายอีกคน เล่นประคำสายหนึ่งในมือ ส่ายหน้ากล่าวด้วยรอยยิ้ม
เฉินอวิ๋นซีได้ยินวาจานี้ มองลู่เซิ่งอย่างรวดเร็วเหมือนถูกไฟดูด รีบก้มหน้าลง ตั้งแต่หน้าถึงคอต่างแดงไปหมด ถึงขั้นกำลังตัวสั่น
แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ คนแปดเก้าคนทั้งโต๊ะถึงกับไม่กล้าส่งเสียงโต้ตอบ
ลู่เซิ่งส่ายหน้าในใจ จากนั้นมองซ่งเจิ้นกั๋วอีก เขากำหมัดแน่น บนคอเต็มไปด้วยเอ็นเขียวปูดโปน แสดงให้เห็นว่ากำลังเดือดดาล
“พวกขี้ขลาดฝูงหนึ่ง” บัณฑิตหน้าผอมผู้นั้นแค่นเสียงเบาๆ
“มารดาท่านไม่เคยสั่งสอนว่าอะไรเรียกว่ามารยาทหรือ หรือต้องให้ข้าสั่งสอนท่านว่าอะไรเรียกว่าการอบรมบ่มเพาะ”
ทันใดนั้นเสียงราบเรียบเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้างของเฉินอวิ๋นซี
บัณฑิตหน้าผอมผู้นั้นเดิมคร้านจะสนใจคนกลุ่มนี้ กำลังจะยกจอกสุราขึ้นดื่มต่อ คิดไม่ถึงกลับได้ยินคำพูดนี้ พลันถลึงตามองไปยังเฉินอวิ๋นซี
อีกสองคนที่เหลือบนโต๊ะตัวนั้นพากันแสดงสีหน้าประหลาดใจ มองเฉินอวิ๋นซี
ซ่งเจิ้นกั๋วคว้ามือลู่เซิ่งเอาไว้ รีบขยิบตาให้กับเขา ตัวเขาค่อยๆ ลุกขึ้น ประสานมือแก่ทั้งสามคนจะขออภัย
ลู่เซิ่งยิ้มๆ ลุกขึ้น “โวยวายรบกวนคนด้านข้างเป็นพวกเราไม่ถูก แต่ใช้วาจาชั่วร้ายโจมตีหญิงสาวคนหนึ่ง ทั้งเป็นหญิงสาวที่เพิ่งปักปิ่นอีก ดูเหมือนสามท่านก็มิใช่ตัวดีอันใด”
ปักปิ่น บ่งบอกว่าถึงวัยแต่งงาน สตรีวัยแต่งงานของที่นี่คืออายุสิบหกปี เฉินอวิ๋นซีเพิ่งอายุสิบหก น้อยกว่าลู่เซิ่งสามปี
“บังอาจ!” บัณฑิตหน้าผอมผู้นั้นลุกพรวด จ้องลู่เซิ่งด้วยสายตาเย็นชา “คิดไม่ถึงเมืองเลียบคีรีแห่งนี้ถึงกับ…”
“พอแล้วซูเต๋อ” คุณชายเพียงคนเดียวที่ไม่ได้เปล่งวาจาในสามคนตอนนี้เอ่ยอย่างเชื่องช้า
เขาพอเอ่ยปาก สองคนที่เหลือต่างข่มสีหน้าโกรธแค้นเต็มอก อาการที่แสดงบนใบหน้า เห็นได้ว่าผู้พูดมีความเป็นมาใหญ่โตกว่า
“เป็นแค่เรื่องเล็กเรื่องเดียว เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ได้เวลาแล้ว พวกเราสมควรไปแล้ว” คุณชายผู้นั้นองคาพยพหมดจด บุคลิกเปิดเผยหนักแน่น ขณะพูดแสดงสีหน้าผ่าเผยมั่นคงแก่ผู้คน คล้ายกับการต่อล้อต่อเถียงของคนทั้งหลายในสายตาเขาเหมือนกับการเล่นเป็นพ่อแม่ลูกของเด็กๆ
“ก็ได้… ในเมื่อคุณชายหรงเอ่ยปาก! หึ!” บัณฑิตหน้าผอมแค่นเสียงเย็นชาคำหนึ่ง ถลึงมองลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งมีความคิดจะลงมือสั่งสอนคนทั้งสามสักครั้ง สังเกตเห็นว่าด้านข้างคนทั้งสามไม่ไกลมีสายตาดุร้ายหลายสายมองมา แต่ล้วนเป็นแค่ระดับพลังปลอดโปร่ง สำหรับเขาแตกต่างกันแค่ใช้ฝ่ามือไม่เท่ากันเท่านั้น
ระดับพลังปลอดโปร่งก็มีการแบ่งสูงต่ำ อย่างจุดสูงสุดของพลังปลอดโปร่งเช่นลุงจ้าวที่บ้าน หนึ่งคนรับมือพลังปลอดโปร่งธรรมดาได้สองคน เหมือนกับการฝึกฝนวิชาวรยุทธ์ชุดหนึ่ง แต่ละคนเมื่อฝึกฝน ระดับความสามารถก็ไม่เท่ากัน
ยิ่งไปกว่านั้นตัวเขาลู่เซิ่งปัจจุบันเป็นยอดฝีมือกำลังภายในใน การฝึกปราณทมิฬพิฆาตมีอานุภาพต่อผีล่อลวง กระแทกใส่ร่างคนธรรมดา อานุภาพน่าสะพรึงกว่า
ถึงแม้ไม่เคยสู้จริงๆ แต่ว่ายอดฝีมือระดับพลังปลอดโปร่งสามสี่คน ในสายตาของเขาไม่นับเป็นอันใด ต่อให้เป็นระดับสำนึกปลอดโปร่งที่สูงกว่า อย่างมากสุดก็เทียบได้กับพลังปลอดโปร่งสามคน ไม่น่าเกรงกลัว
คนทั้งสามลุกขึ้นค่อยๆ จากไป ความขัดแย้งรอบนี้จบลงเช่นนี้ ซ่งเจิ้นกั๋วพ่นลมหายใจหนักหน่วง
คนทั้งสามพอจากไป เฉินอวิ๋นซีก็อยู่ต่อไม่ไหว น้ำตาคลอหน่วย ลุกขึ้นบอกลา ลู่เซิ่งจะไปส่ง แต่ถูกปฏิเสธ ก่อนจะผลุนผลันออกไป
คนที่เหลือก็ไม่มีความสนใจจะชมระบำมังกรต่อ ซ่งเจิ้นกั๋วส่งคู่ตัวเองไป แล้วลากลู่เซิ่งกับหวังจื่อเฉวียนไปยังแม่น้ำ
แม่น้ำไม้สนยามค่ำคืนลมสงบคลื่นนิ่ง เรือสำราญที่มีโคมแดงสว่างไสวหลายลำแล่นเอื่อยบนแม่น้ำ
ซ่งเจิ้นกั๋วลากทั้งสองคนไปขึ้นเรือสำราญที่ค่อนข้างใหญ่ลำหนึ่งอย่างคุ้นทาง เถ้าแก่เนี้ยเรือที่ยังมีเสน่ห์เข้ามาต้อนรับด้วยตัวเอง
“คุณชายซ่ง ไม่เจอกันนาน จวินเอ๋อร์มักรำพึงถึงท่านข้างหูบ่าวประจำ”
เถ้าแก่เนี้ยเรือพูดคุยกล่าววาจาไม่ให้ความรู้สึกของนางโลม กลับทำให้ลู่เซิ่งจุ๊ปากชมเชย
“ตอนนี้จวินเอ๋อร์ว่างอยู่กระมัง” ซ่งเจิ้นกั๋วกล่าวด้วยรอยยิ้มพลางเดินนำเข้าไป
“ย่อมว่าง กำลังรอคุณชายซ่งมาอยู่ทีเดียว” เถ้าแก่เนี้ยเรือกล่าวด้วยรอยยิ้ม “คุณชายอีกสองท่านถ้าหากมีแม่นางในดวงใจ สามารถบอกบ่าวได้”
ทั้งสามคนถูกนำเข้าไปในห้องเล็กๆ เป็นส่วนตัวห้องหนึ่ง การตกแต่งประณีตไม่ธรรมดา
จากนั้นสตรีสวมเสื้อเบาบางราวสิบกว่านางแถวหนึ่งก็เดินเข้ามา ต่างมีรูปร่างอ่อนช้อย บุคลิกสง่า เหมือนคุณหนูตระกูลใหญ่ก็ไม่ปาน รูปโฉมแต่ละคนต่างมีความโดดเด่นของตัวเอง
“คำนับคุณชายทั้งสาม” เหล่าสตรีพากันคารวะ
“สหายทั้งสองท่านเลือกไปคนหนึ่งเถอะ วันนี้ข้าเลี้ยงเอง” ซ่งเจิ้นกั๋วดึงตัวสตรีที่เข้ามาด้านหลังคนหนึ่ง กล่าวประโยคหนึ่ง
หวังจื่อเฉวียนเวลานี้ตาค้าง หน้าแดงจนไม่ทราบสมควรเลือกคนไหนดี
ลู่เซิ่งกลับสีหน้าเฉื่อยชา ชี้คนที่ดูเรียบร้อยคนหนึ่ง ให้อีกฝ่ายนั่งข้างกาย
ทั้งสามคนเลือกเสร็จแล้ว ก็สั่งชาดอกไม้บำรุงที่ช่วยเสริมความคึกคักส่วนหนึ่งมา ทั้งมีหญิงสาวชุดกระโปรงยั่วยวนมาดีดบทเพลงเต้นระบำ
“เรื่องราวในวันนี้…จริงๆ เลย…” ซ่งเจิ้นกั๋วพอพูดถึงเรื่องบนหอค้นอาทิตย์ในวันนี้ก็หน้าแดง หงุดหงิดขึ้นมา
“พี่ซ่ง ทิวทัศน์งดงามมีสาวสวยอยู่ด้านข้าง กล่าววาจาน่าเบื่อเหล่านี้ทำอะไร มา ดื่มสุรา!” หวังจื่อเฉวียนเวลานี้มือเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข ลูบไล้ร่างหญิงสาวด้านข้างไปมา อดรนทนไม่ไหวบ้างแล้ว
หญิงสาวทั้งสามนางหัวเราะคิกคักพลางปลอบโยนซ่งเจิ้นกั๋ว ลู่เซิ่งก็ปลอบเขาด้วย ซ่งเจิ้นกั๋วอารามณ์ค่อยดีขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าข้ามองไม่ผิด สามคนที่เยาะเย้ยพวกเราในวันนี้ คนหนึ่งในนั้นเป็นบุตรของรองผู้บัญชาการทหารเมืองเลียบคีรี หวังซุ่นหย่ง หากเป็นคนอื่นยังพอว่า แต่ว่าหวังซุ่นหย่งผู้นี้กลับแตกต่าง…”
“ยังมีคุณชายหรงผู้นั้น… ความเป็นมาจะต้องยิ่งใหญ่กว่าแน่” หวังจื่อเฉวียนกล่าวเสริมประโยคหนึ่ง
ลู่เซิ่งส่ายหน้าไม่พูดอะไร หลังจากเห็นโลกที่ใหญ่กว่ามา บุคคลเช่นคุณชายอันใดเหล่านี้ยากจะเข้าตาเขาอีก
“กล่าวเรื่องน่าเบื่อเหล่านี้ไปใย ดื่มต่อ! คืนนี้ไม่เมาไม่กลับ!” หวังจื่อเฉวียนกล่าวเสียงดัง
ซ่งเจิ้นกั๋วสลัดความหงุดหงิดในใจ ดื่มอึกใหญ่
ลู่เซิ่งความจริงไม่ได้ชมชอบสถานที่แบบนี้มากนัก แต่เห็นซ่งเจิ้งกั๋วอารมณ์ไม่ดี จึงอยู่เป็นเพื่อนเขาดื่มถึงกลางดึก
เรือสำราญเพียงเป็นเพื่อนดื่มสุรา ขายทักษะ ไม่ขายตัว ตอนทั้งสามดื่มสุราเสร็จออกมา ก็เป็นเวลากลางโฉ่วตอนกลางคืนแล้ว หรือก็คือตีสองถึงตีสาม
ลู่เซิ่งหลังจากแยกย้ายกับพวกเขาก็รู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง คุณชายคุณหนูบ้านเศรษฐีอย่างซ่งเจิ้นกั๋ว เฉินอวิ๋นซี พอเจอลูกหลานขุนนาง แม้แต่วาจาสักประโยคก็ไม่กล้าตอบโต้ ดูเหมือนตำแหน่งพ่อค้าในโลกนี้ยังคงต่ำเตี้ย
เขาดื่มสุราไปมาก แม้ไม่เมา แต่สมองกระจ่างขึ้น ไม่มีความง่วงแม้แต่น้อย ผละจากริมแม่น้ำไม้สนไปยังที่อยู่ของตัวเอง ระหว่างถูกรถม้าขวางทางอยู่หลายครั้ง ถนนแทบไม่มีที่ว่าง
เวลาดึกเกินไป แม้แต่สารถีรถม้าก็มีไม่มาก ส่วนใหญ่กลับไปพักผ่อนแล้ว จึงได้แต่เดินกลับไป
ถนนในเมืองกลางค่ำคืนเย็นยะเยือก มีแค่ผีสุราสองสามคนกล่าววาจาไร้สาระ
บ้านสองฟากทางมืดสนิท มีแค่โคมไฟหน้าบ้านคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่บางหลังส่ายไปมาตามสายลม ส่องแสงสีแดงจางๆ
ลมพัดหวีดหวิว เย็นยะเยือกอยู่บ้าง
ลู่เซิ่งเร่งความเร็ว เดินมาถึงครึ่งทาง พลันค้นพบว่าถุงข้างเอวตัวเองไม่ทราบว่าหายไปตอนไหน
เขาลูบคลำทั่วทั้งตัว ไม่พบถุงข้างเอว
‘ต้องหล่นอยู่บนเรือสำราญแน่’ ลู่เซิ่งนึกถึงว่าในถุงย่ามข้างเอวมีกระดาษที่ตวนมู่หว่านมอบให้เขา ยังมีกุญแจบ้านอยู่ด้านใน ไม่อาจทำหาย จึงหมุนตัวกลับไปยังทิศทางของเรือสำราญ
เร่งรีบตลอดทาง ลู่เซิ่งกลับทางเดิมมาถึงริมแม่น้ำไม้สน ยามนี้เรือสำราญบนแม่น้ำส่วนใหญ่ต่างเก็บงานแล้ว ปลดแถบสีที่แขวนอยู่ สายลมริมแม่น้ำเย็นอยู่บ้าง
เขากลับมา ไม่ทันไรก็ถึงเรือสำราญที่มาถึงก่อนหน้าลำนั้น
เรือสำราญจอดชิดฝั่งแล้ว บนเรือเย็นเฉียบ ไม่เห็นใครสักคน โคมไฟสีเหลืองบนดาดฟ้าเรือส่ายตามลม
‘คงจะเลิกงานแล้ว เหล่าแม่นางต่างกลับบ้านพักผ่อน ตอนนี้สมควรเป็นเวลาทำความสะอาด’ ลู่เซิ่งคิดในใจ เดินตามท่าเรือไปขึ้นเรือสำราญ
“มีคนหรือไม่” เขาเรียกสองครั้ง เลาะดาดฟ้าเรือ เดินเข้าไปในเรือสำราญ
ในเรือสำราญว่างเปล่า พื้นสะอาดเป็นพิเศษ มีบนพื้นไม้ที่เก่าอยู่บ้าง ยังมีแสงสะท้อนน้ำมันขัดเงาเล็กๆ
ลู่เซิ่งเดินเข้าไปตามประตูทางเข้าท้องเรือ ด้านในเป็นเส้นทางคดเคี้ยวที่แคบอยู่บ้างสายหนึ่ง ออกจากเส้นทางก็เป็นโถงใหญ่ สองฟากของโถงใหญ่ล้วนเป็นห้องหลายแถวของเรือทั้งสามชั้น
ประตูห้องทุกบานต่างแขวนโคมไฟเล็กที่่ส่ายไหวใบหนึ่ง แสงสีแดงจางๆ สะท้อนออกมาจากในโคมไฟ สีของเพลิงสีแดงนี้กลางดึกยิ่งมายิ่งเย็นยะเยือก
“มีคนไหมหรือไม่” ลู่เซิ่งมองไป ถึงกับไม่เห็นใครในเรือทั้งลำ
‘จำได้ว่าตอนมาเมื่อครู่ ที่นี่ไม่มีโคมไฟแดงมากขนาดนี้…’ เขาหรี่ตา จิตใจตึงเครียดอยู่บ้าง
ในสามชั้นบนเรือ ทุกๆ ชั้นมีห้าห้อง ทั้งหมดสิบห้าห้อง ประตูแต่ละบานต่างแขวนโคมไฟแดง แสงสีแดงจางๆ ย้อมด้านในเรือทั้งลำเป็นสีแดง เงียบสงัดไปหมด
………………………………………….
บทที่ 39
ลู่เซิ่งเดินไปยังห้องที่เคยไปก่อนหน้าตามความทรงจำ
เข้าโถงใหญ่ ขึ้นด้านบนจากบันไดไม้ซ้ายมือ
เดินถึงประตูห้อง มองโคมไฟแดงด้านบน รู้สึกขนลุกเล็กน้อย
ฟิ้ว…
ทันใดนั้นลมเย็นหอบหนึ่งพัดผ่าน ลู่เซิ่งพลันหันหลังกลับ เหมือนสัมผัสได้ว่ามีอะไรบางอย่างลอยผ่านหลังตัวเองไป
‘จวนม้วนมนุษย์ในเมื่อพินาศแล้ว ตามเหตุผลไม่สมควรมีภูตผีมาตามหาเราอีก หรือว่าเป็นเราประสาทไปเอง’ ลู่เซิ่งไม่เห็นสิ่งใด จิตใจสงบลงเล็กน้อย หมุนตัวกลับมายื่นมือผลักประตูห้องด้านหน้า
เอี๊ยด
ประตูห้องค่อยๆ เปิด แสงสีแดงด้านในสว่างไสวเพราะด้านในแขวนโคมไฟแดงสองใบไว้
“มีคนหรือไม่” ลู่เซิ่งเรียกอีกครั้ง ค่อยๆ เดินเข้าไป…
“มี…”
ทันนั้นมีเสียงแหบแห้งเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังลู่เซิ่ง
เขาหมุนตัวกลับ เห็นหญิงชรานางหนึ่งถือโคมสีไฟขาวกำลังลืมตาโตยืนนิ่งอยู่ที่ประตูห้อง
รอยย่นบนใบหน้าของหญิงชราผู้นี้เหมือนกับเปลือกไม้แก่ ทับกันเป็นชั้นๆ ขณะที่ถือโคมไฟ ดวงตาชราฝ้าฟางของนางมองมาที่ลู่เซิ่ง
“น้องชาย ท่านไม่ควรขึ้นเรือมาเวลานี้”
“ข้าทำของหล่นไว้ที่นี่ เป็นถุงข้างเอว จึงกลับมาหา” ลู่เซิ่งฝืนยิ้ม
“แบบนี้เอง… งั้นท่านเข้ามาหาเถอะ หาดีๆ” หญิงชราใบหน้าไร้อารมณ์ หมุนตัวถือโคมไฟเดินไปยังห้องอื่นอย่างไร้สุ้มเสียง
ลู่เซิ่งมองส่งนางจากไป จนกระทั่งหญิงชราหายไปจากประตูห้อง ค่อยเดินไปปิดประตู
เขาหันกลับไปดูของตกแต่งภายในห้อง
โคมไฟแดงขนาดใหญ่สองใบที่ก่อนหน้านี้ไม่มี แขวนอยู่บนกำแพงด้านหนึ่งของห้อง แสงสว่างสีแดงเจิดจ้าย้อมห้องเป็นสีแดงสด
ลู่เซิ่งลองค้นหาตรงตำแหน่งที่ตนเคยนั่ง เจอถุงข้างเอวที่หล่นอยู่ตรงร่องแยกข้างเบาะนั่งจริงๆ
เขาเปิดถุงข้างเอวออกดู ในถุงหนังสีน้ำตาลเข้ม ตั๋วทอง ตั๋วเงิน และห่อกระดาษเล็กห่อผงที่ผีล่อลวงทิ้งไว้ล้วนอยู่ครบ
ปิดถุงข้างเอว มันไว้ที่เอวอีกครั้ง ก็ลุกขึ้นมามองดูในห้องอีกหน แสงในโคมไฟนั้นคล้ายแดงกว่าเดิมเล็กน้อย
ความรู้สึกที่บอกไม่ถูกอย่างหนึ่งพรั่งพรูออกมาจากส่วนลึกของจิตใจอย่างเงียบเชียบ
‘ต้องไปแล้ว’ ลู่เซิ่งสาวเท้าไปถึงประตู ยื่นมือไปดึงประตูห้องออก
แต่ประตูถึงกับไม่ขยับแม้แต่น้อย!
ลู่เซิ่งแตกตื่น เพิ่มแรงมือ ประตูห้องที่เดิมทีออกแรงเบาๆ ก็ดึงได้ ตอนนี้เหมือนมีของที่หนักมากบางอย่างขวางไว้ แม้เป็นแรงของลู่เซิ่งในตอนนี้ ได้แต่ค่อยๆ ฝืนดึงออกเป็นร่องแยกสายหนึ่ง
‘ไม่ถูกต้อง!’ กระดิ่งเตือนภัยดังขึ้นในใจของลู่เซิ่ง ภายใต้การโคจรปราณภายใน จึงออกแรงอย่างดุดัน
ปัง!
ประตูถูกดึงเปิดออกโดยแรง มือจับที่เป็นไม้ถูกดึงจนหักออก ลู่เซิ่งพุ่งออกมาดุจเกาทัณฑ์ วิ่งลงจากเรือไปตามระเบียงอย่างรวดเร็ว จากนั้นก้าวเท้าสองสามก้าวถลันออกจากทางที่คดเคี้ยว
ฟิ้ว
เขาสะกิดปลายเท้า ยืมแรงจากเชือกป่านหลายม้วนที่ร้อยผ่านเรือสำราญ พุ่งตัวลงบนริมแม่น้ำ
ถึงเขาจะไม่เคยฝึกวิชาตัวเบามาก่อน แต่ว่าดาบพยัคฆ์ดำกับดาบนางแอ่นถลาลมต่างมีท่าเท้าอันเป็นพื้นฐาน จึงเร็วกว่าคนทั่วไปไม่น้อย
ลงจากเรือแล้ว ลู่เซิ่งหันกลับไปมองเรือสำราญอีกครั้ง
เรือสำราญยังเป็นเรือสำราญลำนั้น ด้านบนยังคงไร้ผู้คน แต่ว่ากระดิ่งเตือนภัยในใจของลู่เซิ่งกลับเหมือนลดธงหยุดกลอง แสดงว่าสัมผัสถึงการคุกคามไม่ได้แล้ว
เขามองเรือสำราญอย่างล้ำลึก หมุนตัววิ่งตะบึงเข้าไปในเมือง
อึดใจเดียวก็กลับมาถึงบ้าน ลู่เซิ่งเปิดประตู พลิกมือลั่นดาล ในห้องมืดมิดเย็นเยียบ ไม่มีกลิ่นอายผู้คน
เขาค่อยๆ เดินไปถึงหน้าโต๊ะหนังสือ หยิบหินเหล็กไฟออกมาเคาะแกร่กๆ จนเกิดสะเก็ดไฟ จุดเทียนให้สว่าง
แสงเทียนเหลืองมัวซัวส่องใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาจนอึมครึมไม่ชัดเจน
‘เรือสำราญลำนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับภูตผี คิดไม่ถึงจวนม้วนมนุษย์จากไปแล้ว จะเจอเรือสำราญแดงอีกลำหนึ่ง ตอนแรกนึกว่าจะพักผ่อนให้สบายๆ สักสองวัน ค่อยเริ่มฝึกกำลังภายในใหม่ ตอนนี้ดูแล้วไม่จำเป็นต้องรออีก ต้องเตรียมตัวทุกอย่างเท่าที่ทำได้ก่อน’
ลู่เซิ่งออกห่างโต๊ะหนังสือมาถึงเตียงภายในห้อง ลากหีบเหล็กที่หนักอึ้งใบหนึ่งออกมาจากใต้เตียง หีบเหล็กถูกยึดกับพื้นด้วยรางเหล็ก คนทั่วไปยากโยกย้าย
เขาหยิบกุญแจเล็กๆ ออกมาจากถุงข้างเอว เสียบเข้าตัวหีบแล้วบิด เสียงแกร่กดังขึ้นเมื่อเปิดมันออก
ภายในหีบวางหนังสือเล่มเล็กห่อด้วยผ้าสีน้ำตาลอ่อนสองเล่ม
ลู่เซิ่งหยิบออกมาถือไว้ในมือเล่มหนึ่ง แล้วปิดหีบลงสลักไว้
‘เคล็ดสนหนึ่งสำนึก’
บนหนังสือเขียนอักษรตัวใหญ่ดั่งมังกรเหิน หงส์เริงระบำอย่างชัดเจนไว้ห้าตัว
ลู่เซิ่งพลิกเปิดหน้าแรกเบาๆ หลังจากโครงหลักท่อนนั้นที่อ่านก่อนหน้านี้ ก็เป็นภาพต้นสนงอกบนหน้าผา
เขาเพ่งมองภาพนั้นอย่างละเอียดสักพักหนึ่ง ก็ปิดหนังสือเบาๆ ขึ้นเตียงนั่งขัดสมาธิ เริ่มตั้งสมาธิ
วิชาหล่อเลี้ยงชีวิตที่ฝึกฝนติดต่อกันมานานขนาดนี้ อาจเป็นเพราะวิชากำลังภายในที่เขาฝึกก่อนหน้ามีความขัดแย้งกัน ทุกๆ ครั้งที่รู้สึกว่าจะสร้างความรู้สึกถึงปราณออกมาได้ ก็จะถูกวิชากระเรียนหยกกลืนกินไปในพริบตา
ครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ทันไรวิชากระเรียนหยกก็เร่งความเร็วการโคจรขึ้นมาทำลายสภาพของเคล็ดสนหนึ่งสำนึกทิ้งอย่างรวดเร็ว กระเรียนเซียนที่กระพือปีกกำลังบินเหมือนกับส่งเสียงร้องยาวในร่างกายเขา
“เฮ้อ…” ลู่เซิ่งลืมตาขึ้น ‘วิชากำลังภายในขัดแย้งกัน หรือว่าจะติดขัดแบบนี้ ไม่อาจมีการพัฒนาใดๆ ได้อีก’
ภายใต้ความหงุดหงิดในใจ เขาคว้าถุงข้างเอวมาบีบเบาๆ อย่างไม่รู้ตัว ตอนนิ้วบีบโดนห่อกระดาษที่ห่อผงใบนั้นก็พลันสับสนเล็กน้อย
‘ห่อกระดาษนี้… ที่ห่อไว้คือผงส่วนหนึ่งที่ผีล่อลวงตัวก่อนหน้าเหลือไว้กระมัง’
เขาเปิดห่อกระดาษใบนั้นออกเบาๆ ด้านในถึงกับเป็นผงสีดำหย่อมหนึ่ง แต่เขาคล้ายจำได้ว่าก่อนหน้านี้ไม่ใช่สีนี้
‘ตอนแรกที่เราเปิดความสามารถได้ มีความเกี่ยวข้องกับหินหรือหินไข่ห่านที่ผีน้ำเหลือไว้ก้อนนั้น ดูแล้ว หรือว่าเรา…’ ลู่เซิ่งมองผง ในใจเกิดความคิดแปลกใจสายหนึ่งเลือนราง
‘ดีปบลู!’
เขานึกเงียบๆ
ฟุ่บ!
กรอบสีน้ำเงินเข้มโผล่ขึ้นมาตรงหน้าเขาทันที
ลู่เซิ่งมองกรอบเครื่องมือปรับเปลี่ยน ด้านในยังคงไม่มีตัวเลือกเคล็ดสนหนึ่งสำนึก ลังเลเล็กน้อย แล้วมองผงนั้นอีก
เขายื่นมือเอียงห่อกระดาษ เทผงด้านในไว้กลางฝ่ามือตัวเองจนหมด
ตั้งแต่ได้ผงนี้มา เขาก็ไม่กล้าให้มันสัมผัสผิวของตัวเองมาโดยตลอด เพื่อป้องกันคุณสมบัติกัดกร่อนหรือพิษอันใด แต่ตอนนี้ในเมื่อไร้แผนการให้ใช้ ทดลองสักหน่อยก็ไม่เป็นไร อย่างมากสุดเกิดเรื่องก็รีบเอามันไปทิ้ง
จากนั้นเขาก็กัดนิ้วชี้อีกข้างหนึ่งอย่าแรง ทำให้ปลายนิ้วเป็นแผล บีบเลือดหยดหนึ่งลงบนผงนั้น
ซี่…!
เป็นอย่างที่คาด หยดเลือดนั้นเพิ่งสัมผัสผง ก็มีควันขาวหลายสายลอยขึ้นมา ไม่ทันไร ผงสีดำก็กลายเป็นผงสีขาว เหมือนกับสีลอกออก
ลู่เซิ่งรู้สึกว่ามีลมปราณเย็นๆ หลายสายเริ่มไหลจากฝ่ามือเข้าไปในร่าง
‘จะมีผลทำให้การเรียนรู้วรยุทธ์ลดลงหรือไม่’
ทันใดนั้น แทบเป็นในเวลาเดียวกัน ลมปราณเย็นเยียบสายนั้นก็ถูกอะไรบางอย่างในร่างกายดูดจนหายไปในชั่วพริบตา บนเครื่องมือปรับเปลี่ยนปรากฏกรอบข้อความขึ้นมา
‘ว่าแล้ว!’ ลู่เซิ่งยินดี ความสามารถนี้ปรากฏขึ้นจริงๆ
ตอนพบว่าวิชาดาบพยัคฆ์ดำปรากฏระดับที่สี่ก่อนหน้านี้ ก็มีความสงสัยอยู่บางส่วนแล้ว เครื่องมือปรับเปลี่ยนนี้อาจเรียนรู้วิชาผ่านคลังความรู้ในสมองของเขา ดังนั้นจึงบังเกิดระดับที่สี่ของดาบพยัคฆ์ดำ
แต่ภายหลังไม่ว่าเขาเรียนวิชาใดๆ ก็ไม่เคยปรากฏสถานการณ์อย่างดาบพยัคฆ์ดำอีก จึงเคลือบแคลงอยู่ในใจ
ตอนนี้ดูแล้ว อาจเป็นเพราะขาดของเหลือจากภูตผี เขาจึงไม่มีวิธีเรียนรู้วรยุทธ์ไประดับที่สูงกว่า
‘ตอนแรกอาศัยหินไข่ห่านที่พบครั้งตระกูลสวีถูกล้างก้อนนั้นเปิดเครื่องมือปรับเปลี่ยน ครั้งนี้อาศัยผงที่ผีล่อลวงตายแล้วเหลือทิ้งไว้ ดูเหมือนความสามารถของเราจะแยกความเกี่ยวข้องกับภูตผีไม่ได้จริงๆ’ ลู่เซิ่งหัวเราะฝาดในใจ
ขณะมองดูกรอบข้อความที่โผล่ขึ้นด้านหน้าตัวเอง ลู่เซิ่งสงบใจ
‘ดำเนินการเรียนรู้วรยุทธ์หรือไม่’
‘ใช่’
หลังจากยืนยันตัวเลือก ลู่เซิ่งก็มีความรู้สึกอัศจรรย์อย่างรวดเร็ว เหมือนกับความสามารถที่ร่ำเรียนทั้งหมดในเครื่องมือปรับเปลี่ยนล้วนดำเนินการเรียนรู้และหลอมรวมได้
ความสามารถของวรยุทธ์เหล่านี้ต่างเป็นความรู้ที่เขาครอบครองเองสัมผัสเอง เหมือนกับการจัดคลังความรู้ในห้วงสมองของตัวเองให้เป็นระบบระเบียบ จากนั้นจึงเลือกแกนกลางที่แตกต่างกันมาสร้างวรยุทธ์ใหม่
เหมือนกับการใช้ไม้ก่อสร้างบ้าน เขามีตัวเลือกแบบบ้านที่แตกต่างกันหลายแบบ
ด้านหลังรายชื่อวรยุทธ์บนเครื่องมือปรับเปลี่ยนปรากฏปุ่มกดที่เลือกได้หลายปุ่ม
วิชาไหนเรียนรู้ได้ วิชาไหนไม่ได้ ชัดเจนยิ่ง
ลู่เซิ่งมองจากบนลงล่างอย่างละเอียด
‘ถ้าหากใช้วิชาทมิฬพิฆาตเป็นหลักคอยดูดซับระบบอื่นได้ นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด… และสามารถใช้วิชากระเรียนหยกเป็นองค์ประกอบหลัก ยังใช้ดาบพยัคฆ์ดำเป็นหลักได้… ฝ่ามือทำลายใจก็ไม่เลวเช่นกัน’ ลู่เซิ่งลังเลอยู่บ้าง แต่ว่าไม่ทันไรก็จนปัญญาเล็กน้อย ‘น่าเสียดาย จำนวนผงนั่นน้อยไปแล้ว สิ่งที่เลือกได้มีแค่ไม่กี่ตัวเลือกนี้’
เขามองเครื่องมือปรับเปลี่ยน มีแค่วิชากระเรียนหยกกับวิชาดาบพยัคฆ์ดำที่เลือกปุ่มกดได้
‘ได้แต่เลือกสองวิชานี้หรือ…’
เขาใช้ความคิด กดลงบนปุ่มด้านหลังวิชากระเรียนหยก
‘วิชากำลังภายในจึงเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด’
หลังจากเลือกแล้ว ปุ่มทั้งหมดก็หายไป เครื่องมือปรับเปลี่ยนเริ่มค่อยๆ พร่ามัว ลู่เซิ่งรู้สึกว่าความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับวิชากระเรียนหยกจำนวนมากในห้วงสมองเคลื่อนไหวขึ้นมา ประสานกับเนื้อหาคัมภีร์ที่จดจำไว้ในความทรงจำ เริ่มเสียดสีกระแทกกันอย่างต่อเนื่อง พริบตาเดียวก็เกิดแรงบัลดาลใจใหม่ๆ ขึ้นมานับไม่ถ้วน
ช่วงเวลาสิบลมหายใจสั้นๆ
ลู่เซิ่งหลับตาลง แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาใหม่ สภาวะเย็นยะเยือกสายใหม่กระจายอยู่บนร่างของเขา
วิธีการใช้พลังของวิชากระเรียนหยกกับดาบพยัคฆ์ดำหลอมรวมกันโดยสมบูรณ์ เครื่องมือปรับเปลี่ยนใช้คลังความรู้ของลู่เซิ่ง กระทำการเรียนรู้วิชากระเรียนหยกในระดับที่สูงกว่า หลอมรวมทักษะการใช้พลังของดาบพยัคฆ์ดำเข้าไป กลายเป็นวิชากำลังภายในชนิดระเบิดที่แข็งแกร่งกว่าวิชากระเรียหยกในตอนแรก
วิชากำลังภายในใหม่นี้ ภายใต้การรักษาพลังความอึดและพลังฟื้นตัวอันเหี้ยมหาญในตอนแรก ยังเพิ่มพลังระเบิดที่มีพลังทำลายล้างมาด้วย
‘วิชากำลังภายในใหม่นี้เรียนรู้ทักษะการใช้พลังของดาบพยัคฆ์ดำ ถึงกับเรียนรู้วิชากำลังภายในหล่อเลี้ยงชีวิตจนกลายเป็นวิชากำลังภายในชนิดต่อสู้ที่มีคุณสมบัติทำลายล้าง…การเรียนรู้นี้ร้ายกาจจริงๆ!” ลู่เซิ่งสะท้อนใจ ‘ถ้ามีผงมากกว่านี้หน่อย หรือว่ามีหินไข่ห่านซึ่งผีน้ำเหลือไว้เหมือนครั้งก่อนมากหน่อย บางทีเรายังจะสามารถเรียนรู้วิชาที่ระดับสูงกว่าเดิมอย่างวิชาทมิฬพิฆาตได้’
สัมผัสวิชากำลังภายในใหม่ คล้ายกับความสามารถฟื้นฟูในตอนแรกของวิชากระเรียนหยกก็แข็งแกร่งมากขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของพลังระเบิด
‘นี่ไม่นับว่าเป็นวิชากระเรียนหยกอีกแล้ว ในเมื่อหลอมรวมทักษะการควบคุมพลังของดาบพยัคฆ์ดำได้ ต่อจากนี้ให้ชื่อเป็นวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกก็แล้วกัน’
เขาคิดแบบนี้ในใจ ทันใดนั้นชื่อของวิชากระเรียนหยกที่แสดงบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนก็ค่อยๆ กลายเป็นวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยก
………………………………………….
บทที่ 40
สิ่งที่วิชากำลังภายในใหม่มอบให้แก่ลู่เซิ่งไม่ใช่แค่การเลื่อนระดับกำลังภายในเท่านั้น วิชากระเรียนหยกกับวิชาทมิฬพิฆาตเดิมไม่ขัดแย้งกัน ตอนนี้ทวีความแข็งแกร่งขึ้น ลู่เซิ่งรู้สึกว่าพลังสมาธิในร่างพรั่งพรูออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย พลังกาย ปราณ จิตแข็งกล้ากว่าตอนแรกไม่น้อย
เขาลุกขึ้น อาศัยฝ่ามือต่างดาบฟันท่าพยัคฆ์สังหารออกไปด้านหน้า!
ควับ!
โฮก!
เสียงพยัคฆ์คำรามเสียงหนึ่งดังเลือนราง อากาศพลันเปลี่ยนเป็นร้อนขึ้นมา
นี่ยังเป็นผลที่ลู่เซิ่งใช้พลังไม่ถึงหนึ่งในสี่ส่วน ถ้าหากว่าพลังวิชาก่อนหน้าคิดจะบรรลุผลนี้ จำเป็นต้องใช้ปราณภายในอย่างน้อยครึ่งหนึ่งระเบิดพลัง
‘ประสิทธิผลปราณภายในอย่างน้อยก็เพิ่มขึ้นหนึ่งเท่า!’ ลู่เซิ่งฮึกเหิม นึกย้อนถึงยอดฝีมือขอบเขตยุทธภพที่ลุงจ้าวเคยเล่าให้เขาฟัง
‘บนยุทธภพว่ากันว่าขอบเขตพลังปลอดโปร่งในจงหยวนเป็นเพียงยอดฝีมือทั่วไป แต่ภายหลังยังมีสำนึกปลอดโปร่ง และผนึกจิตสองขอบเขตใหญ่ คนมีชื่อคนโด่งดังเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นระดับผนึกจิต ฝึกกำลังภายนอกและกำลังภายในพร้อมกัน จิตผนึกตัว การเคลื่อนไหวสามารถแสดงวิถีหลัก แก่นแท้ของวรยุทธ์ที่ร่ำเรียน ด้วยเหตุนี้ปราณภายในเป็นอนันต์ พลังรบทวี ไม่ทราบว่าตอนนี้เราถึงระดับอะไร’
ลู่เซิ่งคาดคะเนตัวเอง
‘สำนึกปลอดโปร่งบรรลุอย่างไม่ได้ตั้งใจตอนอยู่เมืองเก้าประสานแล้ว ดาบพยัคฆ์ดำเป็นวรยุทธ์สำนึกปลอดโปร่งเพียงวิชาเดียวของเรา ระดับความหนาแน่นของปราณภายในของเราเหนือกว่ายอดฝีมือสำนึกปลอดโปร่งทั่วไปเช่นกัน
พอเจอผนึกจิต ถ้าสู้กันจริงๆ แพ้ชนะยังไม่แน่ ดังนั้นเราตอนนี้นับว่าเป็นยอดฝีมือผนึกจิตแล้ว ระดับเดียวกันกับคนมีชื่อเสียงแห่งจงหยวนเหล่านั้น’
เขาเชื่อมั่นว่าวิชากำลังภายในสองวิชาเช่นวิชาทมิฬพิฆาตกับวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยก ต่างถึงจุดยอดสุดของระดับที่สามแล้ว นี่ถ้าเป็นคนทั่วไปฝึกฝน ใช้เวลาไม่ถึงสี่ห้าสิบปี คิดก็อย่าได้คิด นี่ยังต้องอยู่ในเงื่อนไขที่มีคุณสมบัติร่างกายดีที่สุด และต้องกินยาบำรุงพร้อมการการแช่น้ำยาตลอดเวลาไม่ขาดตอน
‘ปีนี้เราเพิ่งอายุสิบเก้าก็มีรากฐานพลังฝึกปรือที่แน่นหนาเช่นนี้แล้ว ถ้าหากไม่มีภูตผี ใต้หล้านี้ไปที่ไหนก็ได้ น่าเสียดาย’ ลู่เซิ่งพอนึกถึงผีล่อลวงที่ได้เจอก่อนหน้านี้ก็สะท้อนใจ
ขณะที่กำลังคิดอยู่ ทันใดนั้นนอกหน้าต่างพลันแว่วเสียงไก่ขันดังมา
ลู่เซิ่งมองไปนอกหน้าต่าง ฟ้าเริ่มสางขมุกขมัว หนึ่งคืนผ่านไปเช่นนี้
เขาลงจากเตียง ออกประตูไปเติมน้ำมาอาบเสร็จแล้ว ก็สวมเสื้อคลุม สาวเท้าออกจากบ้าน
ไปยังเหลาสุราด้านข้างกินมื้อเช้าก่อน เป็นซาลาเปาเนื้อกับโจ๊กข้าวฟ่าง บวกกับผัดผักกวางตุ้งอีกจานหนึ่งเหมือนอย่างเคย รูปแบบแม้เรียบง่าย แต่ปริมาณกลับทำให้ลูกค้าที่มากินอาหารเหมือนกันรอบๆ จุ๊ปากชมเชย
ซาลาเปาเนื้อขนาดเท่าฝ่ามือผิวบางไส้มาก ลู่เซิ่งทานคำละชิ้น ไม่ลวกลิ้น หลังจากฝึกวิชาทมิฬพิฆาต พลังป้องกันต่อไฟก็ยกระดับขึ้นอย่างใหญ่หลวง วางมือบนเทียนในเวลาอันสั้นต้องผ่านไปห้าหกลมหายใจจึงค่อยรู้สึกร้อน
ซาลาเปาเข่งหนึ่งมีหกชิ้น ลู่เซิ่งกินรวดเดียวห้าเข่ง ซาลาเปาเนื้อสามสิบลูก ผัดผักกวางตุ้งจานหนึ่งเป็นของแก้เลี่ยนตบท้าย ถูกเขาใช้มือยกขึ้นเทใส่ปาก เคี้ยวสองคำแล้วกลืนลงไปอย่างขอไปที
เหมือนกับคนทั่วไป พอกินมื้อใหญ่เสร็จแล้วก็ดื่มน้ำ
โจ๊กข้าวฟ่างตักใส่กะละมังขนาดเท่าอ่างล้างหน้า ปริมาณมากพอสำหรับห้าหกคน ถูกลู่เซิ่งยกขึ้นมากินเพียงสามคำ
วางกะละมังลง โจ๊กหมดแล้ว
โอ้!
ลูกค้าที่อยู่รอบๆ พลันอุทานออกมา สำหรับพวกเขาชีวิตไร้ความตื่นเต้น พบเห็นเรื่องหายากเช่นนี้ครั้งเดียวก็มากพอจะพูดคุยกันไปสามวันแล้ว
ลู่เซิ่งสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน หลังกินเสร็จ ก็ใช้ผ้าเช็ดมุมปากอย่างสุภาพ ลุกขึ้นจากไป ความแตกต่างก่อนและหลังกิน ทำให้ลูกค้ากับเสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่รอบๆ อ้าปากตาค้าง
ปราณภายในหลอมสารอาหารแปลงเป็นปราณ สารอาหารมาจากที่ใด มาจากอาหารที่กินเข้าไป
ร่างของเขารองรับวิชากำลังภายในสองวิชา วิชาทมิฬพิฆาตกับวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยก วิชาทมิฬพิฆาตความเป็นมาไม่ธรรมดา ถึงแม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ประสิทธิผลไม่รวบรัด ถึงกับทำร้ายภูตผีได้ ส่วนวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกเป็นวิชาหล่อเลี้ยงชีวิต วิชาใหม่ที่เพิ่งเรียนรู้ได้ถึงระดับสูงสุด เดิมเอาไว้ใช้ดูแลการทำงานและการพักฟื้นของร่างกายเป็นหลัก
สองวิชาประสานรวม ทำให้ลู่เซิ่งกินได้มากกว่าเดิม
กินมื้อเช้าเสร็จ ลู่เซิ่งก็เรียกรถม้ามุ่งหน้าไปยังสถานศึกษาเขาบูรพา ตลอดทางม้าไม่หยุดฝีเท้า ไปถึงสถานศึกษาก็ทันเสียงเคาะระฆังเช้าพอดี
ลู่เซิ่งลงจากรถ พุ่งเข้าสถานศึกษาอย่างรวดเร็ว วิ่งไปทางห้องเรียนที่ตัวเองอยู่
สถานศึกษาเขาบูรพากินพื้นที่กว้างขวางมาก ตั้งอยู่ที่ตีนเขาด้านตะวันออกนอกเมือง ถึงแม้อยู่ใกล้เขตเมือง แต่ความจริงมิได้อยู่ในการดูแลของเมือง มีกองทหารส่วนตัวและระบการดูแลของตัวเอง หัวหน้าสถานศึกษาถูกเรียกว่าประมุขถ้ำ เป็นขุนนางระดับผิ่นที่ได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนัก เป็นสองโครงสร้างกับเมืองเลียบคีรี
ว่ากันว่าที่นี่เป็นสถานศึกษาที่ขุนนางผู้มีปัญญาคนหนึ่งกลับบ้านเกิดมาแล้วสร้างขึ้นสมัยเป็นบัณฑิต ภายหลังค่อยๆ พัฒนาแข็งแกร่งมากขึ้น หลายปีให้หลังจึงกลายเป็นสถานศึกษาเขาบูรพาในปัจจุบัน
ลู่เซิ่งเข้าไปในห้องเรียนที่ตัวเองอยู่อย่างคุ้นทาง ผู้ที่สอนหนังสือให้พวกเขาคือผู้เฒ่าหลู หลูเหราเป็นบัณฑิตผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งระดับเมือง
ผู้เฒ่าหลูตอนนี้ยืนอยู่บนแท่นบรรยายก่อนเวลา กำลังพลิกเปิดสมุดเรียกชื่อ
ลู่เซิ่งกับนักเรียนอีกสองสามคนเข้ามา โค้งตัวให้เขาเล็กน้อย แล้วหาที่นั่งตัวเองนั่งลงอย่างรวดเร็ว
ห้องเรียนเป็นห้องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านในมีนักเรียนสิบกว่าคนนั่งกระจายกัน นี่เป็นนักเรียนทั้งหมดที่ผู้เฒ่าหลูต้องรับผิดชอบ
ลู่เซิ่งนั่งอยู่ด้านข้างซ่งเจิ้นกั๋ว หลังจากเขานั่งลงก็จัดแจงเสื้อผ้าปรับท่านั่ง เริ่มหยิบหนังสือวรรณกรรมประวัติศาสตร์ที่ต้องเรียนในคาบนี้ออกมาจากตู้หนังสือ
ในห้องเรียนก่อนที่นักเรียนทุกคนจะมา ต่างมีคนทำหน้าที่เฉพาะวางหนังสือที่จะเรียนในวันนี้ไว้ในตู้หนังสือของพวกเขา ตู้หนังสือก็คือโต๊ะหนังสือ เพียงแต่เป็นเพราะทุกคนต่างนั่งขัดสมาธิ ดังนั้นนับว่าเป็นฉบับย่อส่วนของโต๊ะหนังสือ
“ตู้เจินซวี” “นักเรียนอยู่”
“หวังเต้า” “นักเรียนอยู่”
“จ้าวป้านเยว่” “นักเรียนอยู่”
“เหยียนซง” “นักเรียนอยู่”
ผู้เฒ่าหลูสีหน้าไร้อารมณ์ เรียกชื่อแต่ละชื่อ ไม่ทันไรก็ถึงทางด้านลู่เซิ่ง
“ลู่เซิ่ง” “นักเรียนอยู่”
“ซ่งเจิ้นกั๋ว” “นักเรียนอยู่”
“หวังจื่อเฉวียน
“หวังจื่อเฉวียน?”
ผู้เฒ่าหลูเงยหน้าขึ้น กวาดมองนักเรียนทุกคนบนที่นั่งอย่างดุดัน ด้วยความจำของเขานักเรียนสิบกว่าคนย่อมจดจำใบหน้าลักษณะพิเศษกับชื่อของทุกคนได้แต่แรกแล้ว ที่กวาดมองเช่นนี้ ก็เพื่อยืนยันว่าหวังจื่อเฉวียนไม่ได้มาเข้าเรียนจริงๆ
“หวังจื่อเฉวียนไม่มาหรือ” เขาถามอีกรอบ
ซ่งเจิ้นกั๋วมองที่นั่งหวังจื่อเฉวียนอย่างประหลาดใจ ไม่มีคนจริงๆ
“ที่บ้านอาจมีเรื่องด่วนอันใด หรือว่ากลับบ้านเก่าแล้ว” เขากระซิบเบาๆ
ลู่เซิ่งมองไปเช่นกัน หวังจื่อเฉวียนไม่มาจริงๆ ไม่ทราบว่าเพราะอะไร เขาพลันนึกถึงเรือสำราญอันประหลาดที่พบเจอเมื่อคืนลำนั้น
“อาจเป็นเพราะตื่นสายหรือไม่”
เขาพอพูดแบบนี้ ซ่งเจิ้นกั๋วพลันประหลาดใจ คิดอันใดได้ บนใบหน้าเผยรอยยิ้มพิกล
สองคนไม่พูดกันอีก ผู้เฒ่าหลูเห็นคนไม่อยู่จริงๆ แค่นเสียงหึคำหนึ่ง หยิบดินสอถ่านขีดบนชื่อหวังจื่อเฉวียน
“ตอนนี้เริ่มเนื้อหาของวันนี้ ครั้งก่อนสอนถึง ‘ชาวประชารักษาธรรมจึงถูกต้อง พ่อค้ารักษาสัตย์จึงรุ่งเรือง…’ ” ผู้เฒ่าหลูไม่สนใจอย่างอื่นอีก เริ่มตั้งใจสอนความนัยเนื้อหาวรรณกรรมประวัติศาสตร์
ลู่เซิ่งฟังได้สองสามประโยคก็มองไปยังที่นั่งของหวังจื่อเฉวียนอีก มีความรู้สึกว่าที่หวังจื่อเฉวียนไม่มาอาจเกี่ยวข้องกับเรือสำราญลำนั้น
ราวๆ หนึ่งชั่วยามให้หลัง เลิกเรียนแล้ว ผู้เฒ่าหลูกอดหนังสือเร่งรีบจากไป
ลู่เซิ่งกับซ่งเจิ้นกั๋วลุกจากที่นั่ง
“ดูเหมือนคุณชายเซิ่งจะมีไผ่สำเร็จในใจสำหรับการทดสอบประจำปีแล้ว” ซ่งเจิ้นกั๋วหัวเราะเหอะๆ เอ่ยกับลู่เซิ่งด้วยรอยยิ้ม “ข้าน้อยเห็นคุณชายเรียนได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัดแม้แต่น้อย เห็นได้ว่าเข้าใจความลับของหลักการแต่แรก อันดับแรกของการทดสอบประจำปีนับวันรอคอยได้ทีเดียว!”
“พี่เจิ้นกั๋วน้อยๆ หน่อยเถอะ” ลู่เซิงหัวเราะ เขาชอบซ่งเจิ้นกั๋วคนผู้นี้ โอ่อ่าผ่าเผย แม้บ้านรวยก็ไม่ดูถูกนักเรียนที่เทียบตัวเองไม่ได้ สิ่งที่สำคัญก็คือมีน้ำใจ สหายมีเรื่องอันใดขอให้เขาช่วยเหลือ เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอแค่ตัวเองทำได้จะ รับปากทันที
“เฉินอวิ๋นซีมาแล้ว เมื่อวานท่านออกหน้าให้สาวงาม ดูเหมือนนางตอนนี้ยึดมั่นในตัวท่านแล้ว ไปเถอะๆ” ซ่งเจิ้นกั๋วมองประตูห้องเรียน ยักคิ้วหลิ่วตาแก่ลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งหันไปเห็นเฉินอวิ๋นซียืนอย่างมีเสน่ห์อยู่ที่ประตู นางเปลี่ยนไปสวมเสื้อโปร่งกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ แขนเสื้อพลิ้วโปร่งขาวคลุมลง ปิดบางอย่างที่ถืออยู่ในมือ
นางมัดผมยาวเป็นมวย ใช้ปิ่นหยกขาวปักไว้ ผมดำปอยหนึ่งตกมาที่เนินขายาวเอวคอด ผิวพรรณดั่งหยก รูปร่างสูงชะลูด หน้าอกอวบอิ่ม
มองไปบริสุทธิ์ดุจเซียน ทำให้ลู่เซิ่งหวั่นไหวชั่วขณะ
“สตรีนางนี้เป็นใคร ขายาวถึงเพียงนี้ น่าเกลียดจริงๆ!” เสียงซุบซิบของนักศึกษาคนหนึ่งด้านข้างทำลายบรรยากาศในพริบตา
“มิผิดๆ ขายาวเกินไปไม่อาจทนมองได้จริงๆ ถ้าไม่ใช่เช่นนี้ ข้าคงคิดจีบสตรีนางนี้มานานแล้ว”
“เฉินอวิ๋นซีเอ๋ย ถ้าไม่ใช่นางขายาว ตระกูลร่ำรวยโด่งดังทั่วเมืองเลียบคีรีคงมีคนตามจีบนับไม่ถ้วนแต่แรก เสียดายๆ…”
“ขายาวหน้าเกลียด!”
“ถูกต้องๆ!”
“พวกท่านล้วนกล่าวน้อยให้ลงสักหลายประโยค รูปร่างเช่นนี้ไม่ใช่นางอยากได้ ร่างกายผมผิวเป็นสวรรค์ประทานบิดามารดามอบให้ ผู้ใดยินยอมเกิดมาก็มีร่างกายแบบนี้ พวกเราต่างเป็นสหายร่วมสถานศึกษา วิพากษ์วิจารณ์เพื่อนร่วมชั้นเรียนแบบนี้ ใช่ไร้มารยาทหรือไม่” นักเรียนหญิงนางหนึ่งทนไม่ได้ ส่งเสียงตักเตือน
เฮ้อ…
นักเรียนทุกคนโวยวายเสร็จก็แยกย้ายกันไป
ลู่เซิ่งมองขางามของเฉินอวิ๋นซีที่บำรุงสายตาที่สุด แล้วมองนักเรียนในห้องที่แสดงสีหน้าไม่อาจมองตรงๆ หลายคน ในใจหมดคำพูด
“รีบไปเถอะ เฉินอวิ๋นซีตั้งใจแต่งตัวแบบนี้เพื่อท่าน” ซ่งเจิ้นกั๋วทราบเรื่องราวส่วนหนึ่งระหว่างลู่เซิ่งกับเฉินอวิ๋นซี จึงผลักดันลู่เซิ่งติดต่อกัน
ลู่เซิ่งสาวเท้าเดินเข้าไป มือหนึ่งดึงมือเฉินอวิ๋นซีออกจากห้องเรียน เดินไปยังทางแท่นบูชาของสถานศึกษา
แท่นบูชาเป็นสถานที่ที่เชิญคนมีชื่อเสียงมาสอนในทุกๆ ช่วงเวลาของโรงเรียน ปกติคนบางตา กลายเป็นสถานที่ที่นักเรียนในสถานศึกษาไปพลอดรักกัน
ในโลกใบนี้ไม่ว่าชายหญิงต่างมีคุณสมบัติรับการศึกษา และต่างมีคุณสมบัติเป็นขุนนาง ตำแหน่งชายหญิงถึงแม้ไม่เท่าเทียมกันโดยสิ้นเชิง แต่เทียบกับประเทศจีนยุคโบราณ คล้ายราชวงศ์ถังในสายตาลู่เซิ่งอยู่บ้าง
ทั้งสองคนวิ่งเหยาะๆ ไปถึงกลางป่าแห่งหนึ่งข้างแท่นบูชา ป่าอยู่ใกล้ภูเขา เส้นแสงอึมครึม เย็นยะเยือกเล็กน้อย
ลู่เซิ่งค่อยหยุดฝีเท้า หมุนตัวไปมองเฉินอวิ๋นซี
“ท่านไฉนมาแล้ว เรื่องเมื่อวานนั้นไม่เป็นไรกระมัง”
เฉินอวิ๋นซียิ้มๆ ยื่นมืออีกข้างหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ ในมือถึงกับถือดอกโบตั๋นแดงที่งดงามหยดย้อยออกมาดอกหนึ่ง
“มอบให้ท่าน”
ลู่เซิ่งงงงัน รับดอกไม้มา ถึงแม้สังคมในโลกนี้สตรีจะเปิดเผยมาก แต่ว่าสตรีที่เป็นฝ่ายรุกด้วยตัวเองเหมือนเฉินอวิ๋นซียังมีน้อยยิ่ง
เฉินอวิ๋นซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าก่อนหน้านี้ที่บ้านต้องการจัดการหมั้นหมายกับคนเมื่อวาน จึงให้พี่ใหญ่ไปขอร้องประจบประแจง ผลลัพธ์สุดท้ายยังคงไม่สำเร็จ เขาแม้แต่ให้ข้าเป็นอนุยังไม่ต้องการ”
ในรอยยิ้มนางมีความโศกเศร้ารางๆ
“ข้ารู้ว่าตัวเองรูปร่างไม่ดี ขายาวเกินไป… เขาไม่ชอบข้าก็ปกติยิ่ง ทุกครั้งได้ยินคนอื่นว่าข้าขายาว ข้าล้วนเสียใจ อดกลั้นไม่ไหวก็ก้มหน้าไม่อาจทนฟังอีก”
ลู่เซิ่งมุมปากกระตุก รู้สึกว่าคำพูดนี้มีตรงไหนสักแห่งไม่ถูกต้อง ความรู้สึกตะหงิดๆ เข้มข้นเกิดขึ้นในใจ ไม่ยอมสลายหายไป
“แต่ข้าทำอะไรไม่ได้ ใครให้ข้าขายาวมาแต่เกิดเล่า” เฉินอวิ๋นซีเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความเวทนา “ข้ารู้ว่าท่านอาจไม่ชมชอบข้า แต่ข้าชอบท่านมากจริงๆ…”
นางกัดฟันหยิบกระดาษที่มีตราสำริดม้วนหนึ่งออกมากางเบาๆ
“บิดาข้าบอกว่า ฟังว่าที่บ้านของพี่ใหญ่ลู่ท่านต้องการย้ายไปเมืองใหญ่ มิสู้ย้ายมาที่นี่ ขอแค่ท่านต้องการ นี่เป็นสัญญาการค้าของเหลาสุราสิบห้าแห่งในเมืองเลียบคีรี ล้วนเป็นของท่านทั้งหมด มากพอให้ตระกูลลู่ลงหลักปักฐาน”
………………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น