26-30

บทที่ 26

คืนที่สอง

ลู่เซิ่งเข้าไปในห้องดอกบัวอีกครั้ง

ครั้งนี้เขาเข้าไปตั้งแต่กลางวัน

ถือดาบตรวจสอบห้องทั้งห้องรอบหนึ่งโดยไม่ส่งเสียงสักคำ

หลังจากจดจำภูมิประเทศ ตำแหน่ง จุดที่สิ่งของแต่ละอย่างอยู่จนหมดแล้ว เขาก็นั่งลงในห้องอีกครั้ง

รอคอยราตรีกาลมาถึงอย่างสงบ

คฤหาสน์ลู่ถูกเขาสะกดไว้แล้ว ผู้ใดก็ไม่กล้ามีความคิดจากไปอีก

อย่างไรเมืองเก้าประสานก็ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ นอกเสียจากหนีไปถึงเมืองม่วงโชติ แต่เพราะถูกคนควบคุมเคร่งครัด ผู้ใดก็ไม่กล้ามีความคิดจากไปทันที

ทุกคนต่างกลัวว่าคนอื่นจะแอบมารายงานคุณชายใหญ่

ภายหลังลู่เซิ่งยิ่งประกาศว่า ผู้ใดรายงานความผิดผู้หลบหนี รายงานหนึ่งคน ตบรางวัลหนึ่งร้อยตำลึง!

หนึ่งร้อยตำลึงเชียว! ถ้าหากรายงานสิบคน นั่นก็คือพันตำลึง!

คนจำนวนมากชั่วชีวิตยังไม่ได้เงินมากถึงขนาดนี้

คฤหาสน์ลู่สงบเรียบร้อยชั่วขณะ

ลุงใหญ่เรียกทหารจำนวนมากมาเฝ้าประตูเข้าออกหลายแห่งในคฤหาสน์ลู่ ไม่อนุญาตให้ออกไปตามใจ

คนที่หนีไปก่อนหน้านี้ เขาก็ออกคำสั่งให้จับกุม ทั้งหมดล้วนถูกจับกลับมา

วุ่นวายเช่นนี้รอบหนึ่ง สีท้องฟ้าค่อยๆ มืดสลัวลง

วิ้ว…

กระแสอากาศไหลไปมาในห้องไม่หยุด

ลู่เซิ่งนั่งอยู่ในห้องอวี๋เจี่ย มือถือดาบยาวที่ดึงออกจากฝักแล้ว กำลังหลับตาคล้ายงีบหลับ

ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้หลับมาคืนหนึ่ง ตอนรออยู่ที่นี่ทั้งวันก็นั่งพักผ่อนเช่นนี้

วิชากระเรียนหยกร้ายกาจจริงๆ ต่อให้ไม่หลับหนึ่งคืน ตอนนี้เขายังกระปรี้กระเปร่า

แสงสว่างค่อยๆ มืดลงแล้ว

ลู่เซิ่งไม่จุดตะเกียง เขานั่งอยู่ในความมืดเช่นนี้ คิดเลียนแบบสภาพเดิมของห้องนี้ในยามปกติ

เส้นแสงยิ่งมายิ่งดำ ยิ่งมายิ่งมืด

ลู่เซิ่งเปลี่ยนไปใช้โสตประสาทและการรับรู้ต่อกระแสอากาศแทน ตรวจสอบรอบๆ อย่างแช่มช้า

เวลาไหลผ่านไปวินาทีต่อวินาที

ไม่ทันไร หลังจากอาทิตย์ลับยอดเขา ในห้องก็มืดสนิทเป็นแผ่นผืน ยื่นมือไม่เห็นห้านิ้ว

ลู่เซิ่งยังคงนั่งสงบนิ่งมั่นคง

พั่บ…

ทันใดนั้นปากประตูแว่วเสียงเสื้อผ้าเสียดสีดังมา

เป็นเสียงเบาๆ ที่เสื้อผ้าเสียดสีกับกำแพงและผิวไม้

ลู่เซิ่งลืมตาขึ้น เห็นเงาคนสีขาวรางเลือนสายหนึ่งในความมืด กำลังมุดเข้ามาจากประตูอย่างช้าๆ

เป็นเพราะมืดเกินไป เขาเห็นไม่ชัดว่าอีกฝ่ายมีรูปร่างอย่างไร ได้แต่มองเห็นว่าเป็นคน คนที่สวมอาภรณ์ขาว

คนผู้นี้เดินช้า ช้าอย่างยิ่ง

ในความมืด ลู่เซิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายคล้ายกำลังยิ้ม ทั้งๆ ที่เห็นหน้าไม่ชัด เขากลับสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายกำลังยิ้มประหลาด

“ในที่สุดเจ้าก็กล้าออกมา”

ลู่เซิ่งลุกขึ้น สองตาบังเกิดความดุร้าย

วิชาทมิฬพิฆาตพลันไหลเวียนรอบตัว

อุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วบนร่างเขา

ฟู่ว!

ทันใดนั้น เงาสีขาวนั้นพลันพุ่งเข้ามา

“ไปตายซะ!”

เงาดาบวูบไหวในมือลู่เซิ่ง

สะบัดดาบในท่าบารมีพยัคฆ์ของวิชาดาบพยัคฆ์ดำออกไปอย่างรุนแรง รับมือเงาสีขาวที่ถลันเข้ามาชั่วขณะ

พริบตาที่คมดาบปะทะกับเงาสีขาว ตรงหน้าเขาพลันพร่ามัว ข้างหูเงียบสงัดอย่างฉับพลัน ไม่ได้ยินเสียงใดอีก

ตอนนี้ด้านหน้าเขาว่างเปล่า ไม่มีอะไรสักอย่าง ดาบนี้ถึงกับฟันพลาดเป้า

‘เร็วมาก!’

ลู่เซิ่งคิดยังไม่คิด หมุนดาบยาวอีกครั้งหนึ่ง สะบัดไปรอบๆ ตัวอย่างบ้าคลั่ง

ฉัวะ!

ราวไม้ที่ขวางอยู่ถูกดาบฟันหัก ตกลงมาบนพื้น ยังมีพนักเก้าอี้ของเก้าอี้ตัวหนึ่งถูกดาบผ่าเป็นสองท่อนเช่นกัน

เขาแค่นเสียงหึ ออกมาคำหนึ่ง

กำลังจะเก็บดาบ สำรวจห้องอีกครั้ง

ทันใดนั้นหนังศีรษะด้านหลังเขาเย็นวาบ

ลู่เซิ่งหันไป เห็นคนสวมอาภรณ์ขาวผู้นั้นอยู่ด้านหลัง ใกล้เขาแค่คืบ โถมทั่วร่างเข้ามาทางเขา

“หาที่ตาย!”

เขากระตุ้นวิชาทมิฬพิฆาตด้วยพลังทั้งหมด เลือดลมพลุ่งพล่าน ดาบยาวพลันใช้ท่าพยัคฆ์คำรามกระบวนท่าที่สามของดาบพยัคฆ์ดำ

โฮก!

ภายใต้การกระตุ้นปราณทมิฬพิฆาตสุดกำลัง คมดาบถึงกับส่งเสียงเสือคำรามอันกระจ่างเสียงหนึ่ง สั่นสะเทือนจนแก้วหูแทบแตก

เสียงเสือคำรามสั่นสะเทือนจนสิ่งของในห้องกระเด้งกระดอน

เงาสีขาวนั้นพลันร้องโหยหวน ส่งเสียงกรีดร้องเหมือนเด็กผู้หนึ่ง พุ่งตัวอย่างรวดเร็วไปทางหน้าต่าง

ลู่เซิ่งไม่พูดพร่ำทำเพลง ปรับเลือดลมที่พลุ่งพล่านให้เบาลง รีบติดตามไป

เปรี้ยง!

เขาฟันหน้าต่างไม้ที่ขวางทางจนแหลก

คนเหมือนเสือออกจากถ้ำ พุ่งเข้าไปยังตรอกน้อยที่อยู่นอกหน้าต่าง

เงาสีขาวความเร็วสูงยิ่ง ครู่เดียวก็อ้อมไปอ้อมมา ทะลุผ่านสิ่งของส่วนหนึ่งที่วางกองอยู่ในตรอก

ลู่เซิ่งไล่ตามไม่ลดละ

เปรี้ยง! เปรี้ยง!

สิ่งของสองกองที่ขวางทางอยู่ ถูกเขาฟันสองดาบระเบิดออก

“ด้านในมีการเคลื่อนไหวแล้ว! เป็นคุณชายใหญ่หรือ”

มีผู้คุ้มกันตะโกนอยู่ด้านนอก

ลู่เซิ่งจิตใจตึงเครียด

เห็นที่ประตูข้างเฝ้าไว้ด้วยผู้คุ้มกันที่เฝ้ายามสองสามคน

กำลังเพ่งตามองมา กำดาบด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสน

ลู่เซิ่งไม่ทันพูดอะไร เห็นเงาสีขาวนั้นเร็วจนผิดปกติ แวบเดียวก็พุ่งเข้าไปหาผู้คุ้มกันรายหนึ่ง

“ถอยออกมาให้หมด!”

เขาตวาด ภายใต้เลือดลมพลุ่งพล่าน คมดาบในมือส่งเสียงคำรามเหมือนเสือใหญ่อีกครั้ง

โฮก!

ลู่เซิ่งถลันเข้าไป

ฟันกระบวนท่าพยัคฆ์สังหารออกไปหนึ่งดาบ!

เคร้ง!

ผู้คุ้มกันที่ถูกเงาสีขาวพุ่งเข้าใส่นั้น ผิวทั่วร่างปรากฏเส้นเลือดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขายกมือขึ้น

ถึงกับป้องกันดาบนี้ของลู่เซิ่งได้อย่างถนัดถนี่

ดาบสองเล่มปะทะกันอย่างรุนแรง ลู่เซิ่งพลันรู้สึกถึงพลังที่ไม่ด้อยกว่าตัวเขาเองขวางอยู่ตรงหน้า

มองดูคนคุ้มกันผู้นั้นอีกครั้ง บนใบหน้าสองตาเหลือกขาว ดวงตาไร้สีดำ เป็นสีขาว

‘สิงร่างหรือ’

ลู่เซิ่งฟันออกไปอีกหนึ่งดาบ มุ่งใส่ลำคอของผู้คุ้มกัน

เคร้ง!

ถูกกันไว้ได้อีก

ผู้คุ้มกันที่ถูกสิงร่างคนนั้นพลังเพิ่มขึ้นไม่น้อย ลู่เซิ่งถือดาบเข้าปะทะกับเขา

สองคนสองดาบส่งเสียงสับสน สู้กันเป็นพัลวัน เสียงโลหะปะทะกันสั่นสะเทือนแก้วหูแทบฉีก ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผู้คุ้มกันอีกสองคนที่ประตูข้างตกใจแทบตาย ปัสสาวะแทบราดเร่ง รีบหนีไปให้ห่าง

เสียงและความเคลื่อนไหวเรียกผู้คุ้มกันและข้ารับใช้จำนวนไม่น้อยมาถึง

ลู่เซิ่งภายใต้การกระตุ้นปราณทมิฬพิฆาต แรงและความเร็วเพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง ประมือกับผู้คุ้มกันที่ถูกสิงได้หลายสิบครั้ง

อย่างค่อยเป็นค่อยไป พิษของวิชาทมิฬพิฆาตค่อยๆ ซึมถึงฝ่ามือของผู้คุ้มกัน

พลังของเขาค่อยๆ เริ่มอ่อนลงแล้ว

วิชาทมิฬพิฆาตระดับสอง อานุภาพเป็นพิษร้ายถึงขีดสุดเหมือนที่ลู่เซิ่งคาดไว้จริงๆ

“พูด ใครส่งเจ้ามา!” ลู่เซิ่งโจมตีอย่างรวดเร็วหนึ่งดาบ ฟันคมดาบใส่ผู้คุ้มกัน

แรงอันมหาศาลสั่นสะเทือนจนร่างผู้คุ้มกันที่ถูกสิงสั่นระริก ร่างกายชาด้านไปชั่วพริบตาหนึ่ง การเคลื่อนไหวช้าลงครึ่งจังหวะ

เปรี้ยง!

อีกมือหนึ่งของลู่เซิ่งกระแทกฝ่ามือทำลายใจออกไป ฉวยโอกาสประทับลงบนทรวงอกของผู้คุ้มกัน

ฝ่ามือทำลายใจนี้เป็นกระบวนท่าตามหลังที่เขาวางแผนไว้แต่แรกแล้ว

อ๊าก!

ผู้คุ้มกันผู้นี้ร้องโหยหวน ถูกฝ่ามือทำลายใจกระแทกใส่ทรวงอก พ่นเลือดออกมาคำหนึ่ง ร่างปลิวไปด้านหลัง แล้วหล่นลงบนพื้น

เงาสีขาวสายหนึ่งลอยออกจากางผู้คุ้มกันอีกครั้ง พุ่งไปหาคนคนหนึ่งที่อยู่ใกล้สุด เพราะได้ยินข่าวจึงรีบวิ่งมา

ครั้งนี้คนผู้นี้ถึงกับเป็นคนรับใช้หญิง

บางทีเป็นเพราะนางอยู่ใกล้ลู่เซิ่งมาก มันไม่มีทางเลือก ได้แต่เลือกสิงเข้าไปสักคนหนึ่ง

หญิงรับใช้นางนี้เพิ่งถูกสิงร่าง ผิวปรากฏสีแดงขึ้น ถูกลู่เซิ่งพุ่งเฉียดร่าง

พลิกฝ่ามือเป็นหนึ่งดาบ!

ฉัวะ!

หญิงรับใช้ถูกคมดาบฟันด้วยแรงมหาศาล ลอยออกไป เลือดกระจายเต็มพื้น

“ทุกคนวิ่งไปไกลๆ! อย่าเข้ามา!”

ลู่เซิ่งตะโกน

แต่ว่ายังช้าไปก้าวหนึ่ง มีผู้คุ้มกันอีกหลายคนถือดาบเร่งรุดมา

เงาสีขาวบินออกไป หายเข้าไปในร่างคนคนหนึ่งในคนพวกนี้

“ว้าก!” ลู่เซิ่งคำรามอย่างคลุ้มคลั่ง โคจรวิชาดาบพยัคฆ์ดำถึงขีดสุดภายใต้การกระตุ้นของวิชาทมิฬพิฆาต

รอบๆ ตัวเขาปรากฏเสียงเสียงคำรามขึ้นอีกครั้ง

ดาบยาวสะบัดออกสุดแรง เหมือนกับหินยักษ์กดทับพื้น แทรกด้วยเสียงลมแรง

คนคุ้มกันที่ถูกสิงเลี้ยวไปถึงด้านนอกกำแพงประตูข้าง คล้ายกับคิดจะหนี

ตูม!

กำแพงประตูข้างถึงกับถูกลู่เซิ่งฟันถล่มในดาบเดียว

เขากำดาบพุ่งออกจากกำแพงที่ถล่ม หนึ่งดาบฟันถูกศีรษะคนคุ้มกันที่ถูกสิงเพราะป้องกันไม่ทัน

กรี๊ดๆๆ!

เสียงกรีดร้อมแหลมของสตรีดังขึ้น

ศีรษะคนคุ้มกันผู้นั้นถูกฟันเป็นสองท่อน สีขาวสีแดงกระจัดกระจาย เขาถึงกับยังยื่นมือออกมาปะทะฝ่ามือใส่ท้องน้อยของลู่เซิ่งได้

เปรี้ยง!

ลู่เซิ่งถอยหลังไปสามก้าว หายใจหอบราวกับกระทิง ทั่วร่างแผ่ความดุร้ายเข้มข้น สีแดงที่ผิดปกติแวบขึ้นบนหน้าเขา

รอยเลือดสายหนึ่งไหลออกมาจากมุมปาก

ลู่เซิ่งยกดาบขึ้นอีกครั้ง กลับได้ยินใบดาบส่งเสียงแกร่กๆ หักร่วงลงบนพื้น

เขาจึงทิ้งดาบ ถลันเข้าไปฟาดสองฝ่ามือออกไปติดต่อกัน

พริบตานั้น ฝ่ามือทะลวงใจที่เขาใช้ออกมา ภายใต้การกระตุ้นของวิชาทมิฬพิฆาต กลางฝ่ามือถึงกับปรากฏสีดำเลือนราง

ผัวะๆ!

หลังเสียงทึบๆ สองเสียง เงาสีขาวนั้นปลิวออกมาจากร่างผู้คุ้มกันใหม่

นางยังคิดหนี

แต่ถูกฝ่ามือที่ลู่เซิ่งโคจรวิชาทมิฬพิฆาตจับเสื้อผ้าไว้

ลู่เซิ่งเพียงรู้สึกว่าในมือตนเหมือนจับน้ำแข็งก้อนหนึ่ง

แต่ว่าเลือดลมที่พลุ่งพล่านทั่วร่างกับปราณทมิฬพิฆาตทำให้เขาไม่เกรงกลัวความหนาวแค่นี้โดยสิ้นเชิง

ปราณทมิฬพิฆาตระดับสองในร่างไหลผ่านเสื้อในมือไปหาเงาสีขาวด้วยความบ้าคลั่ง

“ตายซะ!”

ลู่เซิ่งใช้พลังทั้งหมดพุ่งฝ่ามือออกไปอย่างคลุ้มคลั่ง

ปราณทมิฬพิฆาตทั่วร่างคล้ายกำลังทะลักออกไปในฝ่ามือหนึ่ง

ตูม!

กรี๊ด!

เงาสีขาวสุดท้ายส่งเสียงร้องแหลมออกมาเพราะถูกกระแทกที่หน้าอก เงาร่างนางพลันบิดเบี้ยว จากนั้นก็มีเสียงแคว่กเหมือนอาภรณ์ฉีกขาว พริบตาเดียวก็ระเบิดสลายไป

ลู่เซิ่งใบหน้าเหี้ยมเกรียม ทรุดนั่งตุบลงกับพื้น

พลันกระอักเลือดสีดำออกมา

เขาสะบัดมือ เก็บดาบหักขึ้น ปักฉึกลงกับพื้น ประคองร่างตัวเองไว้

ปราณกระเรียนหยกกับปราณทมิฬพิฆาตต่างโคจรในร่างอย่างบ้าคลั่ง ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บที่ร่างกายได้รับ

แต่เป็นเพราะเมื่อครู่โดนไปหนึ่งฝ่ามือ บวกกับตนออกแรงมากเกินไป เส้นลมปราณทนไม่ได้ เกิดการฉีกขาด

อาการบาดเจ็บสองชั้นรวมกัน ลู่เซิ่งผ่อนเลือดลม ทนไม่ไหวบ้างแล้ว

รออีกสักพัก

พวกผู้คุ้มกันและข้ารับใช้ที่หนีออกไปห่างๆ เหล่านั้นจึงกล้าเข้ามาใกล้

ตอนนี้ลู่เฉวียนอันกับคนอื่นๆ มากันแล้ว

เห็นพื้นที่รอบๆ เละทะ ทุกคนก็ตกใจ

ลู่เซิ่งคุกเข่าอยู่บนพื้น มุมปากเปื้อนเลือด บนพื้นมีเลือดนอง เห็นได้ชัดว่าเพิ่งกระอักออกมา

ลู่เฉวียนอันรีบพุ่งเข้าไป

“เสี่ยวเซิ่ง! ไม่เป็นไรกระมัง รีบไปเรียกหมอมา!” เขามีสีหน้าแตกตื่นขึ้นมา ประคองลู่เซิ่งไว้ หันไปตะโกน

“มัวอึ้งทำอะไร! มาช่วยกันสิ!”

คนที่เหลือเหมือนตื่นจากฝัน รีบมาช่วยประคองลู่เซิ่ง

ลุงใหญ่ลู่อันผิงมองไปที่ดาบหักและศพบนพื้น ยังมีกำแพงที่ถูกชนจนทะลุ

ค่อยมองลู่เซิ่งที่ตอนนี้ร่างเต็มไปด้วยความดุร้าย หายใจเหมือนกระทิงคำราม จิตใจก็เย็นเยียบเล็กน้อย

สภาพนี้ไหนเลยเป็นสิ่งที่หลานชายอายุสิบกว่าปีจะกระทำออกมาได้ เทียบกับสัตว์ร้ายในป่าเขาเหล่านั้นไม่ด้อยไปกว่ากัน

เขาเคยเห็นหมีดำภูเขาตัวหนึ่งกลางป่า ตอนหมีดำตัวนั้นบุกเข้ามาในคฤหาสน์ สภาพที่ก่อขึ้นไม่ต่างอะไรจากตรงหน้า

“เรื่องราวในคืนนี้ ห้ามไม่ให้ใครแพร่งพรายออกไป! ไม่อย่างนั้น…” ลุงใหญ่ลู่อันผิงมองคนรอบๆ อย่างเย็นชารอบหนึ่ง

“ทหาร จัดการที่นี่ พยายามอย่าให้เหลือร่องรอยใดๆ ไว้”

ผู้คุ้มกันกับข้ารับใช้ที่อยู่รอบๆ ถูกเขามองจนตัวสั่น ตอนนี้ยังมีศพบนพื้นข่มขวัญอีก ชั่วขณะหนึ่งผู้ใดก็ไม่กล้าเอ่ยคำ

………………………………………….
บทที่ 27

ทุกคนช่วยกันหามลู่เซิ่งมาถึงห้อง เชิญหมอเฉพาะทางในคฤหาสน์ลู่มาตรวจ

หลังจากหมอเข้าห้องไป ไม่ทันไรก็ออกมา

“ไร้อุปสรรคใหญ่ เพียงแต่ใช้กำลังเกินตัวไป ผนวกกับท้องส่วนล่างถูกกระแทกอย่างแรง คุณชายใหญ่ร่างกายแข็งแกร่ง ไม่บาดเจ็บถึงอวัยวะภายใน ไม่นับเป็นอะไร”

ลู่เฉวียนอันค่อยโล่งอก

ลู่เซิ่งคราครั้งนี้ลงมือด้วยตัวเอง มุทะลุไปบ้างจริงๆ

เขาในฐานะคุณชายใหญ่ตระกูลลู่ หากเกิดมีอันเป็นไป ภายหลังควรทำอย่างไร

“เฉวียนอัน นี่เป็นเวลาจนปัญญา”

ลุงใหญ่ถอนใจกล่าว

“เรื่องของทางนี้ข้าวางแผนจะรายงานราชสำนักด้วยตัวเอง ข้ามข้าหลวงไปเลย ซ่งตวนฉือนั่นในฐานะขุนนางผู้ปกครองเมือง ก่อนหน้านี้บอกว่าจะรายงานต่อราชสำนัก แต่ถึงตอนนี้ยัง… ข้าในฐานะรองผู้บัญชาการ ก็ขอร้องให้ผู้บัญชาการ หยางต้วนรุ่ย รายงานหลายครั้ง ล้วนถูกเขาบอกปัด”

“มีลับลบคมในหรือไม่” ลู่เฉวียนอันถามเสียงขรึม

“ไม่แน่ใจ… ยังมีเด็กน้อยชิงชิง คนที่หายตัวไปเหล่านั้นถึงตอนนี้ยังไม่มีข่าว” ลุงใหญ่ส่ายหน้า

ทั้งสองคนที่อยู่นอกประตู รู้สึกว่าตัวเองต้องทำอะไรบางอย่าง แต่ไม่ทราบว่าจะทำอะไรได้

เรื่องแบบนี้อยู่เหนือจินตนาการของพวกเขาไปแล้ว

ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะได้ยินเรื่องทำนองนี้มาจากสถานที่อื่น แต่ว่าตอนที่ครอบครัวของตัวเอง ประสบกับเรื่องนี้ ก็ไม่ทราบว่าสมควรทำอย่างไรแล้ว

“มิสู้…” ลู่เฉวียนอันเงียบเสียงลง “พวกเราติดประกาศให้รางวัล รับสมัครคนที่สามารถจัดการเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านี้ได้”

“ใต้ทองหนัก ต้องมีผู้กล้า อาจจะใช้ได้ ถึงอย่างไรตอนนี้เรื่องเหล่านี้ก็วุ่นวายสับสน ปิดเอาไว้ก็ปิดไม่อยู่”

ลุงใหญ่พยักหน้า

ทั้งสองคนปรึกษากันอย่างละเอียด กำหนดแผนการ

สักพักหนึ่งก็มีข้ารับใช้คฤหาสน์ลู่แยกกันนำกระดาษแดงหลายปึก ไปติดบนประตูใหญ่ตระกูลลู่ กับกำแพงสาธารณะใกล้ๆ

กระดาษแดงติดบนที่สถานที่สำคัญซึ่งมีคนชุกชมหลายแห่งอย่างรวดเร็ว

ดึงดูดคนผ่านทางจำนวนไม่น้อยเข้ามาดู


หลายวันให้หลัง

ประตูเมือง

คนเดินทางไปมาบนถนนที่รถลาพลุกพล่าน

ขบวนพ่อค้าที่ลากรถขนสินค้าสีเทาขบวนหนึ่งค่อยๆ หยุดลงนอกประตู หัวหน้าขบวนพ่อค้าเริ่มบอกให้ถ่ายสินค้าลง รอคนมาเคลื่อนย้าย

ขบวนพ่อค้านี้แค่ผ่านเมืองเก้าประสาน ถ่ายสินค้าลงเพียงส่วนหนึ่ง

ขณะที่หัวหน้าสั่ง ในรถม้าคันหนึ่งของขบวน ก็มีคนหนึ่งสูงหนึ่งเตี้ยกระโดดลงมา

ทั้งสองคนสวมเสื้อคลุมนักพรต คนตัวสูงเป็นบุรุษวัยกลางคนหน้าเหลี่ยมสีแดงเรื่อผู้หนึ่ง แบกกระบี่วิเศษบนหลัง สวมรองเท้าผ้าขาวพื้นดำ

อีกคนเป็นสตรี ก็สวมเสื้อคลุมนักพรตเช่นกัน แต่หน้าตาเพริศพริ้ง ถึงจะแฝงความอิดโรยเลือนราง แต่ยังคงเห็นการอบรมสั่งสอนอันดีที่ได้รับมา ในยุคสมัยเช่นนี้ มีแต่มาจากตระกูลใหญ่ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะปรากฏภาพลักษณ์เช่นนี้

“พี่ใหญ่เหยียน ที่นี่เป็นเมืองเก้าประสานแล้ว”

สตรีเสียงกระจ่างยิ่ง เหมือนกับดรุณีอายุสิบเอ็ดสิบสองที่เริ่มเสียงแตก

“อืม สมควรเป็นเมืองเก้าประสานที่คนผู้นั้นพูดถึง พวกเรารีบมาตลอดทาง หรงหรงเจ้าเองก็ลำบากแล้ว”

นักพรตคนนั้นพยักหน้า มองซ้ายมองขวาดูรอบๆ

อย่างรวดเร็วเขาก็สังเกตเห็นกระดาษประกาศสีแดงใบหนึ่งที่ติดอยู่ตรงประตูเมือง

ประกาศนั้น ดึงดูดคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปมุงดู ถึงขั้นที่ทหารเฝ้าเมืองสองคน ก็ต้องเขยิบเข้าไปพูดคุยกับคนอื่น

บนใบหน้าทุกคนฉายแววประหลาดใจและอิจฉา

“ร่วมทางกับพี่เหยียนไค ไม่รู้สึกลำบากแต่อย่างไร ประกาศทางด้านนั้นเหมือนประกาศให้รางวัล พวกเราไปดูก่อน ไม่แน่ว่าจะมีคนพบเจอความยุ่งยาก ติดประกาศขอความช่วยเหลือแล้ว”

หรงหรงติดตามเหยียนไคขึ้นเหนือลงใต้ มีประสบการณ์ไม่น้อยต่อเรื่องแบบนี้

เรื่องราวมากมายที่พวกเขาพานพบก่อนหน้า ก็เจอบ้านคนที่เกิดเรื่องในทันที ผ่านใบประกาศนี้เช่นกัน

เหยียนไคพยักหน้า

“ไป ไปดูกันเถอะ”

สองคนเดินเข้าประตูเมือง เบียดผู้คนเข้าหาป้ายประกาศอย่างรวดเร็ว

“… เป็นตระกูลลู่… ช่วงนี้ในเมืองไม่สงบจริงๆ แม้แต่ตระกูลลู่ก็เกิดเรื่องแล้ว”

“ตระกูลลู่ก่อนหน้านี้มีคนหนีออกมา ข้าเห็นกับตา ดูเหมือนเคยเป็นหัวหน้าผู้คุ้มกันตระกูลลู่ก่อนหน้านี้ คนในตระกูลหวาดกลัวยิ่ง”

“ไม่เห็นอวี๋เจี่ยออกมาซื้อของหลายวันแล้ว หรือว่าเกิดเรื่องแล้วจริงๆ”

บริเวณรอบๆ ท่านหนึ่งวาจาข้าหนึ่งวจี สนทนากันไม่ขาดตอน

เหยียนไคตั้งใจฟัง ทางหนึ่งเงยหน้ามองประกาศบนป้าย

‘ให้รางวัลห้าร้อยเหรียญทอง ขอความช่วยเหลือจากผู้มีความสามารถพิเศษ

‘ช่วงนี้ในเมืองเกิดเรื่องประหลาด มักมีคนหายตัวไป

‘ก่อนหน้านี้มีคดีตระกูลสวี คดีกระโดดบ่อหมู่บ้านตระกูลหวัง ตอนนี้มีเสียงสตรีร้องไห้กลางดึกของตระกูลลู่

‘เพื่อความปลอดภัยในบ้าน ให้รางวัลพิเศษเป็นทองห้าร้อยตำลึง หรือเป็นเงินห้าพันตำลึง เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ และตามหาผู้หายสาบสูญ’

ประกาศเขียนเรียบง่ายยิ่ง ความหมายกระจ่างแจ้งเช่นกัน

ด้านล่างติดประกาศเพิ่มเติมใบหนึ่ง เป็นรายละเอียดเรื่องที่ตระกูลลู่เจอเสียงร้องไห้กลางดึก

บรรยายคดีคนหายของตระกูลลู่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกถึงตอนนี้ออกมาจนหมดสิ้น

เหยียนไคอ่านอย่างละเอียดเที่ยวหนึ่ง หัวคิ้วขมวดเล็กน้อย

“ที่นี่เอง พวกเราไปตระกูลลู่กัน”

หรงหรงที่อยู่ด้านข้างก็อ่านเนื้อหาประกาศจนจบเช่นกัน

“พวกเราก็ต้องการหาพวกปีศาจนี่พอดี ยังได้เงินค่าเดินทางนิดหน่อยอีกด้วย”

“พวกเราบำเพ็ญเต๋า ไม่ใช่ใช่เพราะเงินทอง” เหยียนไคกล่าวอย่างจริงจัง

“ถูก ถูก ถูก” หรงหรงแลบลิ้น รีบปิดปากตัวเอง นางรู้ว่าพี่เหยียนไคไม่ชอบเรื่องทวงบุญคุณที่สุด

เหยียนไคไม่พูดพร่ำทำเพลง เข้าไปฉีกประกาศลงมา

ข้ารับใช้ของตระกูลลู่ที่เฝ้าอยู่ด้านข้างตาเป็นประกาย พลันคึกคักขึ้นมา

“ทั้งสองท่าน เชิญทางนี้!”

เหยียนไคพยักหน้า

พาหรงหรงติดตามข้ารับใช้ผู้นี้ไปตระกูลลู่

ก่อนหน้านี้รอบๆ ยังเห็นกลุ่มคนที่คึกครื้น อยู่ๆ ก็มีเสียงฮือฮาขึ้นบางส่วน มีคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านจำนวนไม่น้อยติดตามไป

อยากดูว่าพวกเขาไปตระกูลลู่จริงๆ หรือไม่

ชายหญิงที่สวมชุดนักพรตสองนี้ ดูเหมือนมีความสามารถ

เหยียนไคไม่สนใจว่าด้านหลังมีคนติดตามมาหรือไม่ ยามเดินสีหน้าไม่แปรเปลี่ยนคล้ายมองไม่เห็น แสดงออกว่าชินกับการถูกคนมุงดูมานานแล้ว

หรงหรงพูดคุยกับข้ารับใช้ผู้นั้น ถามไถ่สถานการณ์ที่เกี่ยวกับคฤหาสน์ลู่ส่วนหนึ่ง

ครู่หนึ่ง สองคนก็ขึ้นรถม้าคันหนึ่งไป รถม้าพาวกซ้ายเลี้ยวขวา หลังควบขับไปสักพักก็หยุดลง

ทั้งสองคนลงจากรถ มีคนนำทาง เข้าไปในคฤหาสน์หลังหนึ่ง ด้านในมีภูเขาจำลอง ธารน้ำ สะพานน้อย สวนดอกไม้ นกร้อง บุปผาหอม การตกแต่งวิจิตรหรูหรางดงาม

เหยียนไคไม่ชำเลืองมอง นำหรงหรงเดินไปด้านหน้า พริบตาเดียวก็ถึงห้องรับแขกแห่งหนึ่ง

“ยินดีต้อนรับๆ”

บุรุษวัยกลางคนสีหน้าแฝงความกังวล ใบหน้าซีดขาวคนหนึ่งนั่งอยู่ในห้องรับแขก

เป็นบุรุษรูปร่างสมบูรณ์ สวมเสื้อคลุมสีขาวดุจดวงจันทร์ปักลายเงินสำริดขอบทอง เคราใต้คางหวีเรียบร้อยดูสะอาดสะอ้าน

เป็นลู่เฉวียนอันที่เพิ่งมาจากห้องลู่เซิ่ง

“เป็นสองท่านฉีกประกาศที่ประตูเมืองหรือ” ลู่เฉวียนอันพินิจมองสองคนตรงหน้าอย่างละเอียด

ทั้งสองคนล้วนเป็นนักพรต สีหน้าบุรุษแดงเรื่อมีประกาย หน้าผากอวบอิ่ม สายตาจริงจัง เอวตรงหลังยืด ถ้าหากเปลี่ยนไปใส่ชุดนักศึกษา ก็ดูคล้ายบัณฑิต

สตรีมีใบหน้างามพร้อม แฝงความสดใสไร้เดียงสา สายตาปราดเปรียว แอบมองไปรอบๆ เหมือนกับคุณหนูจากบ้านใดแอบปลอมตัวหนีออกมา

“ใช่แล้ว ข้าชื่อเหยียนไค เหยียนที่มาจากสีสัน ไคที่มาจากเริ่มต้น ฉายาเต๋าคือหวนหยางจื่อ”

เหยียนไคแนะนำตัวเอง

“นี่คือต้วนหรงหรงศิษย์น้องของข้า พวกเราสองคนมานี่ก็เพราะเรื่องคนหายบนประกาศของตระกูลลู่”

“ทั้งสองท่านเชิญนั่ง เชิญนั่ง”

ลู่เฉวียนอันผายมือเชื้อเชิญ

พวกเหยียนไคนั่งลง มีหญิงรับใช้เข้ามาบริการน้ำชาและของทานเล่นอย่างรวดเร็ว

“เรื่องราวที่เป็นรูปธรรม ข้าเขียนบนประกาศไว้ละเอียดยิ่งแล้ว หวนหยางจื่อเต้าจ่างถ้าหากคิดจะรับเงินรางวัลนี้ ยังต้องพบลู่เซิ่งบุตรชายของข้าก่อน

รางวัลในครั้งนี้ของตระกูลลู่ข้าให้เขาเป็นผู้ตรวจสอบ” ลู่เฉวียนอันตอบเสียงเบา “แน่นอน ถ้าหากว่าเต้าจ่างมีความสามารถจริงๆ ไม่ว่าตอนนี้สำเร็จหรือไม่ ภายหลังล้วนมีเงินหนึ่งร้อยตำลึงมอบให้”

คำพูดนี้หลังจากกล่าวออกไป เหยียนไคกับหรงหรงต่างก็เห็นด้วย

ลู่เฉวียนอันสอบถามความเป็นมาของพวกเหยียนไคต่ออีกเล็กน้อย อาทิเช่น เป็นคนที่ไหน อายุเท่าไหร่ ถิ่นเซียนอยู่ที่ใด

เหยียนไคตอบข้อซักถามทีละข้อ

หลังจากพักผ่อนสักครู่ ไม่ทันไรในห้องรับแขกก็มีคนฉีกประกาศมาอีกหลายคน

ในกลุ่มคนที่มาทีหลัง มีภิกษุจากวัดบัวแดงสองรูป อีกคนเป็นนักพรตเหมือนเหยียนไค

คนสุดท้ายเป็นจอมยุทธ์คนหนึ่ง เอวแขวนมีดอยู่คู่หนึ่ง ล้วนเป็นมีดสั้น ใบหน้าหล่อเหลา มองดูให้ดีถึงกับเป็นสตรีปลอมเป็นบุรุษ

รออีกสักพัก ลู่เฉวียนอันรอคนมาพอประมาณแล้ว ก็เชิญทุกคนลุกขึ้น เดินไปยังลานที่ลู่เซิ่งอยู่

ตระกูลลู่มีลานเยอะมาก พื้นที่ก็ใหญ่มากด้วย ตัวบ้านส่วนหนึ่งยื่นไปชิดกับกำแพงเมือง ยึดครองพื้นที่ที่รุ่งเรืองที่สุดในเมืองเก้าประสานไปถึงหนึ่งในสามส่วน แสดงให้เห็นถึงความร่ำรวย

ในตระกูลใหญ่ทั้งห้าตระกูลของเมือง ผู้ที่รวยที่สุดก็คือตระกูลลู่

ทุกคนเดินตามลู่เฉวียนอันไปยังลานกระเรียนเหลือง

ระหว่างทาง ทุกคนต่างเห็นว่าระหว่างลาน ทุกที่เฝ้าด้วยผู้คุ้มกันที่มีดาบกระบี่อยู่ในมือ

ผู้คุ้มกันเหล่านี้แต่ละคนเอวหนาบ่ากลม ร่างแกร่งแรงเยอะ ยืนตัวตรง เพียงมองก็ทราบว่าเป็นคนที่เคยรับการฝึกจากกองทัพ

เหยียนไคมองดูระหว่างทาง สีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย

“ตระกูลลู่นี้ร้ายกาจอยู่บ้าง…”

ต้วนหรงหรงไม่เข้าใจ

“มีเงินมีอำนาจแล้วอย่างไรเล่า ใกล้เคียงกับตระกูลหลายตระกูลที่พวกเราได้เจอก่อนหน้า มีอันใดร้ายกาจกัน”

เหยียนไคส่ายหน้า

“ไม่ใช่แค่สิ่งเหล่านี้ ตระกูลลู่สมควรมีกองทัพอยู่เบื้องหลังง ไม่อย่างนั้นคนคุ้มกันของที่นี่ไม่มีท่วงท่าสภาวะเช่นนี้ กฎของกองทัพเข้มงวด มีแค่คนที่ได้รับการฝึกจากกองทัพบ่อยๆ เท่านั้น จึงจะรักษาสภาพอย่างนี้ได้ตลอด

“นี่ไม่ใช่ลักษณะที่ทหารเก่าปลดเกษียณไปแล้วเหล่านั้นจะมีได้”

“มีกองทัพอยู่เบื้องหลัง! ตระกูลแบบนี้ถึงกับต้องติดประกาศขอความช่วยเหลือ ดูเหมือนเรื่องที่เจอไม่เล็กเลย”

ต้วนหรงหรงฟังจบก็ตกตะลึง

ทุกคนเดินมากว่าร้อยก้าว เข้าไปในลานกระเรียนเหลืองอย่างรวดเร็ว

ลานกระเรียนเหลืองอยู่ติดกับลานฝึก ยังได้ยินเสียงสัญญาณบนลานฝึกที่มีคนคุ้มกันฝึกฝนอยู่

คุณชายใหญ่ลู่เซิ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้เอนตัวหนึ่ง ร่างกายกึ่งเอนกึ่งนอน ใบหน้าซีดขาว ร่างห่อผ้าห่มหนา ในอากาศได้กลิ่นยาที่เข้มข้น มองไปสีหน้าไม่สู้ดีนัก

เหยียนไคพิจารณลู่เซิ่งผู้นี้อย่างละเอียด มองแวบเดียว ก็เห็นพลังกาย ปราณ และจิตในดวงตาของอีกฝ่ายอ่อนแอ เหมือนเป็นคนป่วยที่ได้รับบาดเจ็บยังไม่หายดี

“คำนับผู้กล้าทุกท่าน”

ลู่เซิ่งกระแอมสองครั้ง คำนับทุกคน

“เหมือนอย่างที่ทุกท่านเห็น ข้าน้อยร่างกายไม่ดี อาการบาดเจ็บยังไม่หาย มิอาจลุกขึ้นต้อนรับทุกคนแล้ว”

“คุณชายลู่เกรงใจแล้ว”

ภิกษุวัดบัวแดง ฉายาพระอาจารย์เจินถาน (สระสัจจะ) ออกหน้าเอ่ยคำ

“ตระกูลลู่ที่แล้วมาเป็นหนึ่งในผู้ศรัทธา เคร่งศาสนาของวัดบัวแดงเรา ครั้งนี้เกิดเรื่อง เจ้าอาวาสกำชับพวกเราให้เดินทางมาโดยเฉพาะ ดูว่ามีส่วนไหนลงมือช่วยเหลือได้หรือไม่”

“ขอบพระคุณพระอาจารย์ ฝากขอบคุณเจ้าอาวาสวัดบัวแดงแทนข้าด้วย”

ลู่เซิ่งตอบด้วยรอยยิ้ม

นักพรตอีกคนเริ่มถามไถ่รูปคดี

ลู่เซิ่งตอบทีละข้อ

พวกเหยียนไคตั้งใจฟังอยู่ด้านข้าง ทางหนึ่งพิจารณาดูลู่เซิ่งผู้นี้

‘ถูกปราณหยินคุกคาม มิหนำซ้ำเป็นการบาดเจ็บที่ได้รับมาไม่นาน’

หลังเหยียนไคสำรวจอย่างละเอียด ก็มองสภาพผิดปกติบนร่างคุณชายใหญ่ลู่ผู้นี้ออก

………………………………………….
บทที่ 28

“หมายความว่า ที่นี่เป็นต้นตอของสิ่งของที่พวกเราต้องการหาอย่างนั้นหรือ” ต้วนหรงหรงกระซิบถาม

“ปราณหยินที่ระดับนี้และเข้มข้นแบบนี้… ไม่แน่” เหยียนไคส่ายหน้าเล็กน้อย

ตอนนี้ลู่เซิ่งเริ่มเชิญให้ผู้มีความสามารถทั้งหลาย ได้แสดงทักษะที่ตัวเองถนัด

นักพรตที่ก่อนหน้านี้พูดพร้อมกับหัวเราะเหอะๆ

“ความสามารถของข้าคือสิ่งนี้”

เขายื่นมือมาออกมากวักไปวูบหนึ่ง ไม่ทราบว่าได้ก้อนหินก้อนหนึ่งมาจากไหน พลันบีบมืออย่างดุดัน

กราว…

เศษหินเล็กละเอียดพลันร่วงออกมาจากร่องนิ้วของเขา ลอยไปตามลม

คนที่เหลือรอบๆ ซึ่งมาด้วยกัน มองเขาอย่างแตกตื่นและประหลาดใจ

เห็นได้ชัดว่าความสามารถแบบนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือหลายคนที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองเก้าประสานก็ไม่แน่ว่าจะทำได้

จอมยุทธ์ที่เป็นสตรีปลอมเป็นบุรุษ ทั้งสองตาเคร่งขรึมขณะมองนักพรตผู้นี้

แม้แต่เหยียนไคเองก็ให้ความสำคัญกับนักพรตคนนี้

พละกำลังระดับนี้ สามารถบีบหินจนเป็นผุยผง จำเป็นต้องมีวิชากำลังภายในที่แข็งแกร่งจึงจะทำได้ คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอยอดฝีมือระดับนี้ที่นี่

ผู้คุ้มกันและหญิงรับใช้ที่อยู่รอบๆ มีคนอดส่งเสียงอุทานเบาๆ ออกมาไม่ได้

ลู่เซิ่งมองนักพรตคนนั้น ไม่พูดจา เพียงขมวดคิ้ว

นักพรตหัวเราะหึๆ

“เป็นอย่างไร คุณชายใหญ่ ฝีมือนี้ของข้าเข้าตาท่านหรือไม่”

ลู่เซิ่งค่อยๆ พ่นลมหายใจ

ฉับพลันประกายตาพลันกลายเป็นดุดัน

“นี่เป็นกลิ่นผงฮว่าฉือ (ฟอสซิล)! เป็นนักพรตหลอกลวงจากที่ใด กล้ามาหลอกข้า! จับมันเอาไว้!”

คนรอบๆ งงงัน

ยังไม่รอให้พวกเขาตอบสนอง ผู้คุ้มกันแข็งแกร่งสองคนก็พุ่งเข้าไปกดนักพรตผู้นั้นไว้กับพื้น

นักพรตตะโกนดิ้นรน แต่ตอนนี้ถูกคนสองคนกดไว้ ไหนเลยจะมีกำลังภายในที่แข็งกร้าว บีบหินให้เป็นผุยผงได้เหมือนเมื่อครู่

เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง

ผู้คุ้มกันร่างใหญ่ที่อยู่ด้านข้างส่งเสียงด่าอย่างหยาบคาย เมื่อคืนเขาเห็นคุณชายใหญ่สำแดงอภินิหาร กำจัดปีศาจสาวที่สิงหนึ่งในผู้คุ้มกันด้วยตาตัวเอง ตอนนี้กลายเป็นองครักษ์ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของคุณชายใหญ่ลู่เซิ่งโดยสมบูรณ์แล้ว

“คุณชายใหญ่ คนผู้นี้จัดการอย่างไร ต้องแจ้งคนของที่ว่าการหรือไม่”

ลู่เซิ่งมองนักพรตที่ดิ้นรนอยู่บนพื้นอย่างรังเกียจ

“ไม่ต้องส่งตัวให้พวกขุนนาง ลากออกไปตัดหัว”

“อย่านะ! คุณชายใหญ่ ข้าน้อยเพียงสมองเลอะเลือนไปชั่วขณะ คิดหาเงินประทังชีวิต! เพียงแค่ภูตผีดลใจเท่านั้น!”

นักพรตผู้นั้นได้ยินพลันตกใจ ร้องขอชีวิตเสียงดัง ทั่วร่างเขาสั่นเทิ้ม สีหน้าซีดขาว เหงื่อกาฬไหลหลั่งออกมา

“คุณชายใหญ่ ไว้ชีวิตด้วย!”

“ขอรับ!”

ผู้คุ้มกันร่างใหญ่ไม่สนใจ นำคนมาลากตัวนักพรตออกไปจากลาน

ด้านข้างของลานฝึกยังมีห้องลงทัณฑ์ที่เอาไว้ประหารคนโดยเฉพาะ

ตระกูลลู่ร่ำรวยมีอำนาจมาก ประหารคนไม่กี่คน ที่ว่าการจึงปิดตาข้างลืมตาข้าง

คนอื่นๆ เช่นพวกเหยียนไคจิตใจแตกตื่น มองนักพรตผู้นั้นที่ถูกลากออกไป ไม่ทันไรก็แว่วเสียงโหยหวนดังมาจากด้านนอก

“เอาล่ะ ทุกท่าน จัดการคนที่เอาตาปลามาหลอกเป็นมุกแล้ว ตอนนี้ขอให้ท่านต่อไปแสดงความสามารถของตัวเองออกมา”

ลู่เซิ่งแสดงรอยยิ้มอ่อนโยนเหมือนก่อนหน้าอีกครั้ง

คนที่เหลือเข้าใจนิสัยของคุณชายใหญ่ตระกูลลู่ผู้นี้ล้ำลึกกว่าเดิม

ดูเหมือนร่างกายอ่อนแอเป็นโรค แต่บอกพลิกหน้าก็พลิกหน้า กระทำการอย่างเด็ดขาด ลงมืออย่างอำมหิต เป็นคนร้ายกาจจริงๆ

เงียบเสียงไปครู่หนึ่ง คนที่สองก็เดินออกมา เป็นพระอาจารย์เจินถาน ภิกษุจากวัดบัวแดง พระอาจารย์ท่านนี้มือสั่นอยู่บ้าง แต่ยังคงกล้าเดินออกมา

“อาตมา… อาตมานึกขึ้นได้ว่า ในวัดยังมีเรื่องด่วนต้องจัดการ…”

ท่านออกมา ไม่ได้จะแสดงความสามารถ แต่เตรียมหนีแล้ว

พระอาจารย์เจินถานท่านนี้เผชิญหน้ากับลู่เซิ่ง ตอนพูดจา หน้าผากกลับมีเหงื่อไหลโชก

ภิกษุอายุยังน้อยที่อยู่ด้านหลังของท่าน ไม่ใช่แค่หน้าผากเหงื่อไหล สีหน้ายังซีดขาว สองขาสั่นไม่หยุด

“ในเมื่อพระอาจารย์มีเรื่องต้องจัดการ เช่นนั้นก็เชิญไปก่อนเถอะ”

ลู่เซิ่งยิ้มๆ ยังคงอบอุ่นมีมารยาท ไม่ได้สร้างความลำบากใจแก่คนทั้งสอง ให้หญิงรับใช้ส่งพวกพระอาจารย์เจินถานจากไป

ครู่เดียวจากไปแล้วสามคน

อีกสามคนที่เหลือ แบ่งเป็นจอมยุทธ์ผู้นั้น กับพวกเหยียนไคสองคน

“ต่อไป ให้ข้าแสดงก็แล้วกัน”

จอมยุทธ์ที่เป็นสตรีแต่งกายเป็นบุรุษผู้นั้นเดินออกมาด้านหน้า ชักมีดคู่ออกจากเอว

“ข้าถนัดวิชาตัวเบา การบุกจู่โจมระยะใกล้และระยะไกล สามารถสะกดรอยตรวจสอบ ต้องการหาผู้สูญหาย สมควรมีข้าคอยช่วยเหลือ”

“อ้อ? เช่นนั้น ไม่ทราบคุณหนูท่านนี้มีคำเรียกหาว่าอะไร”

ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“จวนเฟิง”

“ฉวนเฟิง?” ลู่เซิ่งงุนงง

จอมยุทธ์หญิงใช้มือขีดคำสองคำบนโต๊ะหินอย่างรวดเร็ว

ทุกคนค่อยกระจ่างว่าแซ่ของนางคือแซ่จวน

“เช่นนั้นแม่นางจวนเฟิง ไม่ทราบจะแสดงความสามารถท่านอย่างไร”

ลู่เซิ่งแสดงสีหน้าสงสัยเล็กน้อย

จวนเฟิงสูดจมูก นั่งยองๆลงตรวจสอบพื้นอย่างละเอียด จากนั้นใช้หูแนบไปกับพื้น

สักพักหนึ่งนางก็ยืนขึ้น

“ข้าตรวจสอบได้ว่า คุณชายใหญ่ลู่ กับพวกท่านหลายคนที่นี่ มาถึงลานแห่งนี้ ไม่เกินสองชั่วยาม

“ที่นี่ ด้านหน้าถึงด้านหลังมีหญิงรับใช้และคนคุ้มกันสองกลุ่มเข้าออก ทำความสะอาด จำนวนคนไม่เกินสิบคน เวลาสมควรเป็นหนึ่งชั่วยามก่อนหน้า

“จากนั้นคุณชายใหญ่ท่านค่อยมาถึง หนำซ้ำคุณชายใหญ่กับผู้คุ้มกันหลายคนรอบๆ ตัวท่าน ไม่มีสักคนเข้าไปในลาน

“แสดงให้เห็นว่าลานแห่งนี้เปิดชั่วคราวเพื่อใช้ทดสอบพวกเราโดยเฉพาะ แม้แต่พวกท่านก็ไม่ทันเข้ามา”

คำพูดนี้พอกล่าวออกไป

ลู่เซิ่งกับคนที่เหลือพลันลืมตาโต มิใช่แค่พวกเขา ผู้คุ้มกันกับหญิงรับใช้ที่เฝ้าอยู่รอบๆ ต่างมีสีหน้าเหมือนเห็นผี

เพียงแค่คลานบนพื้น มองดู ฟังเสียง ดมกลิ่น ก็ตรวจสอบเรื่องราวมากมายขนาดนี้ได้

คุณหนูจวนเฟิงผู้นี้เป็นคนมีความสามารถจริงๆ!

“ร้ายกาจ!”

ลู่เซิ่งปรบมือเบาๆ

“คุณหนูจวนเฟิง ไม่ว่าท่านตรวจสอบออกมาได้อย่างไร ท่านผ่านด่านแล้ว ต่อมา เป็นสองท่านนี้…”

เขามองไปยังพวกเหยียนไค

เหยียนไคยังดีอยู่ ต้วนหรงหรงกลับถูกคุณชายใหญ่ลู่ผู้นี้มองจนขนลุกไปทั้งตัว

คนที่เมื่อครู่ยังยิ้มแฉ่ง กล่าวพลิกหน้าก็พลิกหน้า ลากตัวนักพรตคนนั้นไปฟันศีรษะทิ้งทันที

คนแบบนี้ต่อให้เขายิ้มให้ท่าน ท่านล้วนไม่ทราบว่าเขาจะสังหารท่านในวินาทีถัดไปหรือไม่

ต้วนหรงหรงนิยามคุณชายลู่ผู้นี้เป็นบุคคลอันตรายในใจแล้ว

เหยียนไคกลับมีสีหน้าสงบนิ่ง เดินหน้าขึ้นมาหนึ่งก้าว

“ถ้าข้าทายไม่ผิดล่ะก็”

เขามองลู่เซิ่งดวงตาเป็นประกาย

“อาการบาดเจ็บของคุณชายลู่ ได้รับบาดเจ็บเพราะถูกปราณหยินเล่นงานกระมัง”

“อ้อ?”

ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว ครั้งนี้เขาสนใจจริงๆ แล้ว

คนตรงหน้าผู้นี้ถึงกับมองอันใดออกบ้างจริงๆ

“อาการบาดเจ็บสมควรอยู่ที่ท้องน้อย แต่ยังดีไม่บาดเจ็บถึงอวัยวะภายใน เพียงแต่ปราณหยินเข้าร่าง ไม่ดำเนินการขับไล่ สุดท้ายจะกระทบถึงปราณหยาง

“นี่เป็นน้ำคืนอาทิตย์เพียงเล็กน้อยที่ข้าทำขึ้นเอง ถ้าคุณชายใหญ่มีความกล้า โปรดทดลองกินดูได้”

เขาหยิบขวดกระเบื้องสีดำเล็กๆ ขวดหนึ่งจากในแขนเสื้อออกมา แล้วส่งไป

หญิงรับใช้ที่อยู่ด้านข้างรีบเข้ามารับ วางไว้บนถาดรอง ประคองถึงหน้าลู่เซิ่ง

“ดื่มเสร็จแล้ว คืนขวดให้ข้าด้วย” เหยียนไคพูดเสริมหนึ่งประโยค

ลู่เซิ่งมองขวดกระเบื้อง ถือมาถอดจุกไม้ออก ยื่นถึงจมูกดมๆ ดู

เพียงแค่ดมเช่นนี้ เขาก็รู้สึกว่าปราณหยินในร่างถูกขับให้สลายไปไม่น้อย กลิ่นเผ็ดฉุนสายหนึ่งลอยจากขวดมุดเข้าสู่รูจมูก ทำให้ทั่วร่างของเขาร้อนขึ้น

เป็นเพราะก่อนหน้านี้ท้องน้อยของเขาถูกกระแทกหนึ่งฝ่ามือ หลังกลับห้องมาพักผ่อน ทั่วร่างก็เย็นขึ้นจริงๆ อาการบาดเจ็บบนร่างของเขาเป็นเรื่องรอง เรื่องหลักคือความเย็นสายนี้พัวพันอยู่ในร่างตลอด ไม่ว่าจะกินยาเสริมหยาง หรือว่าออกกำลังใต้แสงอาทิตย์ก็ไม่มีประโยชน์

หลังจากกินยาเสริมหยางหรือว่าหลังจากออกกำลังกาย มีผลให้ทั่วร่างอบอุ่นอยู่บ้าง แต่พอพักผ่อน ความรู้สึกเย็นเยือกในร่างก็จะกลับมาใหม่

ขณะมองขวดกระเบื้องตรงหน้า ลู่เซิ่งยิ้มเล็กน้อย ไม่มีลังเล ยกขึ้นแล้วเทเข้าปาก

รสชาติฝาดเฝื่อนจางๆ สายหนึ่งแผ่ไปทั่วปาก จากนั้นตามมาด้วยรสเผ็ดร้อน กระแสความร้อนสายหนึ่งไหลจากปากเข้าสู่ลำคอ

ลู่เซิ่งพ่นลมหายใจออกยาวๆ ทั่วร่างรู้สึกอบอุ่น เหมือนกับดวงอาทิตย์ตอนเก้าโมงสิบโมงในหน้าร้อนอาบอยู่บนร่าง รู้สึกอุ่นสบาย

ความเย็นเยือกก่อนหน้าเหมือนกับหิมะฤดูวสันต์หลอมละลายอย่างรวดเร็วภายใต้แสงอาทิตย์ ไม่ทันไรก็สัมผัสไม่ได้

“เต้าจ่างร้ายกาจจริงๆ” ครั้งนี้ลู่เซิ่งรู้ว่าตนได้พานพบยอดฝีมือแล้ว “น้ำคืนอาทิตย์ขวดนี้ ข้าน้อยจะคิดคำนวณเพิ่มไว้ในเงินรางวัล”

“เช่นนั้นนับว่าข้าผ่านด่านแล้วใช่หรือไม่”

เหยียนไคถาม

“แน่นอน! ทั้งสามท่านตามข้ามา”

ลู่เซิ่งค่อยๆ ยืนขึ้น ให้ผู้คุ้มกันประคอง นำทั้งสามคนเข้าไปในห้องด้านในลานกระเรียนเหลือง

เหล่าหญิงรับใช้พากันจากไป ผู้คุ้มกันเองก็ออกไปจนหมดสิ้น มีแต่ชายฉกรรจ์ร่างกำยำก่อนหน้าผู้นั้นรั้งอยู่ เฝ้าอยู่ข้างกายลู่เซิ่ง

แกร่ก

ประตูห้องปิดลง

ในห้องมีคนแค่ห้าคน

“เหตุการณ์ที่เป็นจริง คืออย่างนี้…”

ลู่เซิ่งเริ่มเล่าตั้งแต่เกิดเรื่องคนหายตัวเป็นครั้งแรกก่อนหน้า

พวกเหยียนไคทั้งสามต่างตั้งใจฟัง ถามไถ่รายละเอียดปัญหาส่วนหนึ่งตลอดเวลา

สิ่งที่ทราบลู่เซิ่งตอบทีละข้อๆ สิ่งที่ไม่ทราบ ยังมีชายฉกรรจ์ร่างกำยำด้านข้างเสริม

การสนทนาใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยาม

หลังจากเหยียนไคเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว ก็ก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง

สักพักเขาก็เงยหน้าขึ้น

“ปีศาจที่คุณชายเจอ ข้าเรียกมันว่าปีศาจล่อลวง”

“ปีศาจล่อลวงหรือ” นี่เป็นสิ่งใด”

ลู่เซิ่งถามกลับ เขานับว่าได้สัมผัสด้านลี้ลับของโลกใบนี้เป็นครั้งแรกอย่างแท้จริงแล้ว

“มันเดิมทีไม่ใช่เกิดขึ้นหลังจากคนตายแล้ว แต่เป็นปีศาจที่อารมณ์ต่างๆ เช่นความแค้น ความริษยา ความชิงชัง ความอัปยศ ดึงดูดพลังงานลี้ลับส่วนหนึ่งในสภาพแวดล้อมรอบๆ ผนึกตัวออกมา” เหยียนไคกล่าวอย่างเคร่งขรึม

“ปีศาจล่อลวงเพียงหนึ่งตัวหรือสองตัวยังจัดการได้ เกิดว่าเวลานานไป ปล่อยไว้ไม่จัดการ มันจะแผ่ขยายกระจายเชื้ออย่างต่อเนื่อง ทำร้ายคนจนตายมากกว่าเดิม จากนั้นคนที่ตายก็จะเปลี่ยนเป็นปีศาจล่อลวงด้วย

ดูจากระดับความเข้มข้นของปราณหยินบนร่างของคุณชายใหญ่ ปีศาจล่อลวงตัวที่ท่านสัมผัส สมควรถูกปล่อยออกมาเป็นเวลาไม่น้อยแล้ว”

“ปล่อยออกมาระยะหนึ่งแล้วหรือ กล่าวแบบนี้ ในเมืองเก้าประสานไม่ทราบว่าจะมีปีศาจล่อลวงกี่ตัวกัน”

ลู่เซิ่งสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยเอ่ยขึ้น

“มีความเป็นไปได้ที่สุด” เหยียนไคพยักหน้า “เอาล่ะ เรื่องนี้ปล่อยให้ข้าจัดการ คุณชายรักษาอาการบาดเจ็บดีๆ ที่บ้านก็พอ ทว่าข้าเพียงรับผิดชอบจัดการปีศาจล่อลวง ส่วนเรื่องหาคน…”

“เรื่องหาคนให้ข้าจัดการเอง” จวนเฟิงส่งเสียง “เรื่องภูตผีเช่นนี้ ข้าเคยเจออยู่สองสามครั้ง มีประสบการณ์อยู่บ้าง”

ลู่เซิ่งพยักหน้าตอบรับ

“เช่นนั้นเต้าจ่าง ไม่ทราบว่าข้าทำอะไรให้พวกท่านได้บ้าง”

ตอนนี้เขาเชื่อแล้วว่าเหยียนไคเต้าจ่างตรงหน้าผู้นี้สมควรเป็นมืออาชีพในเรื่องเล่าขาน

“ภูตผีเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกท่านจะรับมือได้ ภารกิจเร่งด่วนคือเมื่อพวกท่านเจอเข้าแล้ว ทางที่ดีให้ย้ายออกจากเมืองเก้าประสาน หลีกเลี่ยงไม่ให้กลายเป็นอาหารหล่อเลี้ยงภูตผี”

เหยียนไคกล่าวเรียบๆ

“นอกจากนี้ที่พวกเรามาที่นี่ ยังต้องตรวจสอบต้นสายปลายเหตุเกี่ยวกับคดีล้างตระกูลสวีด้วย”

“ข้าน้อยอยากจะใช้ความสามารถอันน้อยนิดช่วยด้วยเหมือนกัน”

ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างจริงจัง

“ข้าบอกว่าไม่ต้องคือไม่ต้อง คนทั่วไปมีมากก็ไร้ประโยชน์ ต่อให้ท่านฝึกฝนวรยุทธ์มาเล็กน้อย มีแต่จะกลายเป็นตัวถ่วงพวกเรา

เก่งวรยุทธ์ไม่มีประโยชน์กับการปราบปีศาจ!”

เหยียนไคไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ขมวดคิ้วกล่าวตามตรง

ต้วนหรงหรงที่อยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินพลันเหงื่อกาฬไหลหลั่ง เกิดทำให้คุณชายใหญ่ลู่ตรงหน้าผู้นี้มีโทสะล่ะก็…

ลู่เซิ่งยังคิดจะพูดต่อ แต่ก็ถูกเหยียนไคตัดบท

“เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกท่านคนธรรมดาจะเข้ามายุ่งได้”

บทที่ 29
บทที่ 29
ได้ยินคำพูดเหล่านี้ของเหยียนไค ลู่เซิ่งไม่โกรธ เพียงแค่ยิ้ม

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างนั้นข้าน้อยจะแจ้งสามลัทธิเก้ากระแสในเมืองให้กับเต้าจ่างทั้งสอง ตอนต้องการความช่วยเหลือ สามารถไปยังร้ายขายเสื้อ ร้านยา ร้านตีเหล็กทั้งหมดในเมืองได้ ล้วนสามารถเสนอความสะดวกสบายแก่ทั้งสามท่าน”

“เช่นนี้ก็ได้” เหยียนไคพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “อย่างนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราขอบอกลาก่อน ไปดูห้องดอกบัวอย่างละเอียดค่อยว่ากัน”

“เต้าจ่างตามสบาย” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ข้าจะไปด้วย”

จวนเฟิงจอมยุทธ์หญิงผู้นั้นร่วมทาง

สายตาส่งพวกเหยียนไคจากไป ลู่เซิ่งออกคำสั่ง ให้พวกเขาเคลื่อนไหวในสกุลลู่ได้อิสระ ทุกคนล้วนไม่อาจขัดขวาง

“เสี่ยวเซิ่ง รู้สึกว่าสามคนนั้นมีประโยชน์ไหม” ลู่เฉวียนอันเดินเข้ามาจากนอกประตู บทสนทนาก่อนหน้านี้เขาก็ได้ยินแล้วเช่นกัน

“อย่าสนใจเลยว่ามีประโยชน์หรือไม่ สามารถมองออกว่าข้าได้รับบาดเจ็บ หนำซ้ำยังใช้น้ำโอสถขวดหนึ่งรักษาข้าได้ แค่ข้อนี้เงินที่พวกเราจ่ายก็คุ้มค่าแล้ว” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ

“เรื่องนี้ให้เจ้าจัดการด้วยอำนาจทั้งหมด ทุกคนในจวนรวมถึงข้า ฟังการจัดการจากเจ้า เจ้าจัดการได้เต็มที่!” ลู่เฉวียนอันกล่าวขึงขัง

“ขอบคุณท่านพ่อ” ลู่เซิ่งยิ้มเอ่ย

รอจนลู่เฉวียนอันจากไป ลู่เซิ่งกลับถึงห้องตัวเอง ให้เสี่ยวเฉี่ยวป้อนรังนกบำรุงให้ตนทีละช้อน

หลังจากเขาได้รับบาดเจ็บครั้งก่อน ก็ไม่ได้ยกระดับวรยุทธ์ในร่างตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ มาโดยตลอด

ถึงอย่างไรร่างกายได้รับบาดเจ็บ ยังสิ้นเปลืองสารจำเป็น ปราณ จิตยกระดับวรยุทธ์ นั่นมิใช่แข็งแกร่งขึ้นหากแต่หาที่ตาย

แต่ครั้งนี้ปราณหยินในร่างถูกขับไล่ เขาเริ่มใคร่ครวญว่าสมควรกดหนดเส้นทางพัฒนาต่อจากนี้ของตนอย่างไร

ทางหนึ่งดื่มรังนก ลู่เซิ่งทางหนึ่งนั่งบนเก้าอี้หวายในลานเล็ก สองตาหยีเล็กน้อย เกียจคร้านไม่ขยับตัว

“คุณชาย คุณหนูชิงชิงไม่ได้กลับมาหลายวันแล้ว หรือว่าจะ…?” เสี่ยวเฉี่ยวใบหน้ามีความกังวล กระซิบถาม

“ไม่ต้องกังวล กังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องราวเฉพาะทางมอบให้มืออาชีพจัดการก็พอ พวกเราไปกลับไม่ช่วยอะไร” ลู่เซิ่งส่ายหน้า

“บ่าวทราบ เพียงแต่เห็นฮูหยินรองร้องไห้ตาบวมแดงทุกวัน เจ็บปวดใจแทนนาง”

เสี่ยวเฉี่ยวลดเสียงกล่าว

“คุณชาย ท่านว่าพวกเขาทำได้ไหม?”

“สมควรตรวจสอบอันใดได้ ส่วนจะมากหรือน้อย ไม่แน่ใจแล้ว” ลู่เซิ่งตอบขอไปที ในใจกลับกำลังคิดว่าสิ่งที่เหยียนไคพูดเป็นจริงหรือไม่

ตั้งใจอนุมาน อีกฝ่ายไม่มีความจำเป็นต้องหลอกเขา ถ้าหากว่าต้องการเงินจริงๆ น้ำคืนอาทิตย์ขวดเล็กก่อนหน้านี้ขวดนั้นก็มากพอจะทำให้อีกฝ่ายได้เงินเป็นถุงเป็นถังแล้ว

เรื่องนี้มีคนสามคนนั้นแบกรับชั่วคราว กลับไม่ต้องกังวล

ผีล่อลวงในจวนลู่ตัวนั้นจัดการไปแล้ว ในเวลาอันสั้นปลอดภัยแล้ว

เพียงแต่ฟังเหยียนไคพูด ในเมืองเก้าประสานคงมีผีล่อลวงไม่น้อย

ลู่เซิ่งใจเกิดความรู้สึกถึงวิกฤติการณ์ที่เข้มข้นสายหนึ่ง

ผีล่อลวงตัวก่อนหน้านี้ทำให้เขาทุ่มสุดกำลังถึงจะจัดการได้ ถ้ามาเพิ่มอีกหลายตัว…

“เจ้าออกไปก่อน ข้าขออยู่เงียบๆ พักผ่อนสักหน่อย” ลู่เซิ่งพลันเอ่ยปาก

เสี่ยวเฉี่ยวอื้มคำหนึ่ง ประคองเขาขึ้นเตียง ห่มผ้าแล้วถอยออกห้องด้วยตัวเอง

ตามด้วยเสียงปิดประตูแกร๊ก

ลู่เซิ่งค่อยๆ ผุดลุกจากเตียง ลงจากเตียง นำห่อกระดาษเล็กๆ สีดำใบหนึ่งออกมาจากในลิ้นชักชั้นหนังสือ

เปิดห่อผ้าออกเบาๆ ด้านในเป็นผงเล็กๆ สีขาวอมเทาส่วนหนึ่ง

นี่เป็นสิ่งที่เหลืออยู่หลังจากผีล่อลวงตัวนั้นตายแล้วทิ้งเอาไว้

ลู่เซิ่งไม่ทราบว่ามีประโยชน์หรือไม่ แต่ว่าสิ่งของเหนือธรรมชาติอย่างนี้ ของที่ทิ้งไว้ย่อมอาจมีประโยชน์ส่วนหนึ่ง เขาไม่ได้ทิ้งผงนี้ แต่เก็บอย่างระมัดระวัง

ถือผงกระจายไปบนพื้นโต๊ะ

‘ดูเหมือนถ้าต้องการรู้ประโยชน์ของของสิ่งนี้ ยังต้องหาจากตัวพวกเหยียนไคนั่น’

เขาคล้ายมีความคิดใด

เก็บผง ครั้งนี้เข้านอนบนเตียงอย่างสงบมั่นคง

พอตื่นขึ้นมา เป็นฟ้ามืดแล้ว

เสี่ยวเฉี่ยวกำลังจุดตะเกียง อายุสิบสองปี สะโพกน้อยที่สวมกระโปรงตัวเล็กสีขาวกระดกๆ อยู่ตรงข้ามลู่เซิ่ง มัวเมาคนยิ่ง

ชายกระโปรงเป็นกระโปรงใบบัวที่ปิดถึงเข่าประเภทนั้น หันกระดกขึ้นเช่นนี้ พอดีสะโพกเล็กๆ ที่งามงอนกลมละมุนนูนออกมา

“แฮ่มๆ…” ลู่เซิ่งกระแอมเบาๆ รู้สึกพอตื่นขึ้นมาแล้วทั่วร่างกระปรี้กระเปร่า

เสี่ยวเฉี่ยวพลันรู้สึกตัว รีบหันมา

“คุณชายท่านตื่นแล้ว! ในครัวยังมีน้ำแกงเห็ดหูหนูหม้อใหญ่ คุณชายต้องการสักชามไหม?”

“ตอนนี้เวลาใดแล้ว?”

“ใกล้ถึงยามไฮ่แล้ว” เสี่ยวเฉี่ยวรีบตอบ

ลู่เซิ่งคำนวณ ยามไฮ่เป็นช่วงสามทุ่มถึงสี่ทุ่ม

“ดึกขนาดนี้แล้ว สามคนที่ออกไปตอนเช้ามีข่าวส่งกลับมาไหม?”

“ท่านหมายถึงพวกเต้าจ่าง?” เสี่ยวเฉี่ยวถาม

“ถูกต้อง”

“พี่ใหญ่อวี๋ฮั่นรออยู่ด้านนอกมานแล้ว สมควรมีข่าว” เสี่ยวเฉี่ยวตอบ

“ให้อวี๋ฮั่นเข้ามาเถอะ”

ลู่เซิ่งนวดขมับ เริ่มลงเตียงใส่เสื้อ

รอจนเขาสวมชุดนอกเรียบร้อย อวี๋ฮั่นชายฉกรรจ์ร่างกำยำก่อนหน้าผู้นั้นก็เดินเข้ามา

“คุณชายใหญ่” เขาประสานมือคำนับ

“เหยียนไคเต้าจ่างผู้นั้นมีข่าวแล้ว?”

“ขอรับ เหยียนไคเต้าจ่างไปสกุลเจิ้ง ก่อนหน้านี้ครึ่งชั่วยาม จัดการคดีคนหายตัวคล้ายๆ กันก่อนหน้านี้ของสกุลเจิ้งแล้ว ตอนนี้ไปที่อยู่เดิมของสกุลสวี” พูดถึงเหยียนไค อวี๋ฮั่นบนใบหน้าฉายแววเลื่อมใส

คนผู้นี้ถึงกับแก้ไขเรื่องลี้ลับนั่นได้เร็วขนาดนี้

พึงทราบว่าเขาเป็นคนที่เคยเห็นลักษณะของผีล่อลวงมก่อน สิงร่างได้ บินได้ ความเร็วสูง บนร่างปรากฏควันพิษที่เข้มข้นสุดขีด แม้แต่คุณชายใหญ่ก็สัมผัสไม่ได้ถูกกระบวนท่าเข้า

ตัวประหลาดเช่นนี้ เต้าจ่างผู้นี้ถึงกับจัดการได้อย่างผ่อนคลาย สมกับเป็นยอดฝีมือ

ลู่เซิ่งกลับไม่ประหลาดใจ

“เช่นนั้นทางคุณหนูจวนเฟิงเล่า?”

“ตรวจเจอเงื่อนงำส่วนหนึ่งแล้ว ข้าน้อยให้คนหลายคนติดตามคุณหนูจวนเฟิงออกเมืองแล้ว สมควรมีข่าวส่งกลับมาอย่างรวดเร็ว”

อวี๋ฮั่นตอบ

“สมเป็นมือาชีพ เรื่องเหล่านี้อยู่ในมือพวกเขา ไม่เกินวันก็มีเบาะแสเงื่อนงำแล้ว” ลู่เซิ่งทอดถอนใจคำหนึ่ง “ไปเถอะ เป็นเพื่อนข้ากินอาหาร หวังว่าน้องข้าจะไม่เป็นไร”

อวี๋ฮั่นกับเสี่ยวเฉี่ยวไม่กล้าขานรับ เรื่องแบบนี้ พวกเขาในฐานะข้ารับใช้ไม่ว่าตอบอย่างไร ล้วนเป็นเรื่องยุ่งยาก

ลู่เซิ่งพาคนสองคนออกจากห้อง ประตูยังเฝ้าด้วยผู้คุ้มกันสองคน ด้านนอกจัดเตรียมผักสุราอาหารโอชาโต๊ะหนึ่ง

หญิงรับใช้หลายคนเช็ดชามตะเกียบจอกสุราด้วยการเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว

ลู่เซิ่งนั่งลง หยิบตะเกียงขึ้นมาคีบกับคำหนึ่ง ยัดเข้าปากค่อยเริ่มกิน

“มีข่าวแล้ว! คุณชายใหญ่! มีข่าวแล้ว!”

ทันใดนั้นนอกตัวลานแว่วเสียงเรียกเร่งร้อน

ลู่เซิ่งยืนขึ้น เห็นที่ประตูลาน ข้ารับใช้ขโยกเขยถลันเข้ามา ทางหนึ่งหอบหายใจทางหนึ่งกล่าวเสียงดัง

“คุณหนูสอง มีข่าวของคุณหนูสองแล้ว! อยู่ที่อารามร้างนอกเมือง!”

นอกเมืองเก้าประสานมีอารามสามแห่ง แต่หากบอกว่าเป็นอารามร้าง ก็มีแค่แห่งเดียว

อยู่ที่ทางเหนือของเมืองเก้าประสาน ใกล้กับทะเลน้ำแข็งสีขาว เป็นเขาร้างทอดยาวลูกหนึ่ง บนเขามีอารามแห่งหนึ่ง ไม่ทราบว่าบูชาเทพเจ้าองค์ไหน ยิ่งไม่รู้ว่าสร้างขึ้นตอนไหน

ลู่เซิ่งรู้จักที่แห่งนั้น ยังเป็นตอนเดินเล่นวัยเด็ก ไปมาหลายครั้ง

เมื่อด้านนอกฝนตก พวกเขาไปหลบที่อารามร้างนั่น

“อารามที่ใกล้ทะเลสาบน้ำแข็งสีขาวนั่น?” ลู่เซิ่งสอบถาม

“เป็นที่นั่นจริงๆ” ข้ารับใช้ผู้นี้รีบตอบ “คุณหนูจวนเฟิงบอกว่า คนที่หายตัวเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะอยู่รวมในอารามแห่งนั้น ให้พวกเราไปตรวจสอบดูด้วยตัวเองได้”

“พวกเหยียนไคเต้าจ่างเล่า?”

“พวกเขามุ่งหน้าไปก่อนแล้ว!”

ลู่เซิ่งหยีตา ร่างกายเขาเพิ่งดี เดิมไม่สมควรรีบไปร่วมความคึกครื้นเช่นนี้

แต่ว่าโอกาสหายาก

เหยียนไคเต้าหยินผู้นี้ถ้าหากรั้งอยู่นี่นานยังดี แต่ว่าดูจากข้อมูลของอีกฝ่าย พวกเหยียนไคไม่เหมือนต้องการรั้งอยู่นี่นาน ยิ่งเหมือนกำลังตามตรวจสอบเบาะแสอันใด ผ่านทางมาที่นี่

‘ดูเหมือนถ้าต้องการลอกเลียนวิชาลับขับไล่ผีหรือวิชาลึกล้ำอันใดจากนักพรตผู้นี้ ยังต้องคิดหาวิธีดีๆ’

แผนการในตอนแรกของลู่เซิ่งก็คือ เอาวิชาหทัยที่พวกผู้ฝึกฝนปราณผู้บำเพ็ญเป็นเซียนในตำนานส่วนหนึ่งใช้มาจากตัวเหยียนไค

ในเมื่อสิ่งของอย่างภูติผีมีแล้ว เช่นนั้นวิชาของผู้บำเพ็ญเป็นเซียนชนิดนั้นอาจจะมีเหมือนกัน

“เรียกคนสิบกว่าคนไปดูด้วยกัน”

คิดถึงตรงนี้ ลู่เซิ่งออกคำสั่ง

“ขอรับ!” อวี๋ฮั่นรีบขานรับ


ลมวิกาลส่งเสียงหวีดหวิว ความหนาวผิดปกติทิ่มแทงกระดูก

ระหว่างกลุ่มเขา เส้นสายยาวเหยียดที่เกิดเพราะคบเพลิงสีแดงรวมตัวกันเส้นหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วระหว่างเขา

คนที่นำหน้าเป็นลู่เซิ่งที่ขี่ม้า ทั่วร่างห่อเสื้อหนาตัวใหญ่หนา

ด้านหลังเขาเป็นอวี๋ฮั่น จากนั้นเป็นผู้คุ้มกันสิบกว่าคนที่เหลือ

กลุ่มคนเดินทางในราตรีหนึ่่งก้านธูป อย่างรวดเร็วก็ถึงเส้นทางที่เชื่อมไปยังอารามร้างที่ซึ่งจวนเฟิงบอก

ขบวนคนถือคบเพลิง บนร่างพกพาอาวุธจำพวกดาบกระบี่เกาทัณฑ์ สวมเสื้อหนังหมวกเกราะ ดูเหมือนไม่แตกต่างกับทหารตัวจริงเท่าไหร่นัก

ทุกคนเดินหน้าท่ามกลางลมหนาวหลายร้อยก้าว ในที่สุด ระหว่างป่าเขาแห่งหนึ่งตรงหน้าปรากฏอารามเก่าสีเหลืองเทาที่ผุพังเละเทะอารามหนึ่ง

ในอารามที่ตอนแรกมืดมิดสงบนิ่ง ตอนนี้ส่องแสงไฟกะพริบๆ ยังมีเสียงตะโกนของเงาคนที่เห็นรางๆ

ลมหนาวแรงเกินไป ลู่เซิ่งตั้งใจฟัง ข้างหูเพียงได้ยินเสียงลม กลบเสียงในอารามร้าง

ตอนห่างจากอารามยังมีอีกร้อยกว่า เขายกมือขึ้น บอกให้ขบวนคนหยุดลง

ขณะนี้อยู่ใกล้แล้ว ทุกคนต่างได้ยินเสียงตะโกนแว่วจากด้านในอาราม สมควรเป็นเหยียนไคเต้าจ่าง

“คุณชายใหญ่ พวกเราควรทำอย่างไร”

อวี๋ฮั่นตึงเครียดอยู่บ้าง หน้าผากมีเหงื่อผุดขึ้น

“ไม่รีบ” ลู่เซิ่งกระชับเสื้อขนจิ้งจอกบนร่าง ขนจิ้งจอกสีขาวหิมะนุ่มนิ่มห่อคอเขาไว้แน่น ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นยิ่ง

“พวกเราไปตอนนี้ ได้แต่เป็นตัวถ่วงเต้าจ่าง ดังนั้นไม่อาจรีบ”

ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้ม

ทุกคนรออีกสักพัก แสงไฟในอารามค่อยๆ ยิ่งมายิ่งเจิดจ้า เสียงตะโกนของเหยียนไคเต้าจ่างชัดเจนกระจ่างมากขึ้น

ลู่เซิ่งรออย่างสงบอยู่ด้านนอกพักหนึ่ง จนกระทั่งในอารามค่อยๆ ไม่มีเสียงตวาด เขาค่อยบอกให้ผู้คุ้มกันคนหนึ่งเอาคบเพลิงแท่งหนึ่งให้ตัวเอง

ตนถือคบเพลิงเข้าใกล้อาราม

อวี๋ฮั่นคิดห้ามปราม แต่พอนึกอีกครั้ง ก็กัดฟัน

“ติดตาม!” เขากล่าวเสียงดัง เดินตามลู่เซิ่งไปเป็นคนที่สอง

ข้ารับใช้ผู้คุ้มกันที่เหลือต่างก็ขนลุกอยู่บ้าง แต่ว่ากฎในจวนดุจภูผา มิอาจไม่ตามอวี๋ฮั่นไปด้านหน้า

ถึงแม้มีเหยียนไคขวางอยู่ด้านหน้า ยังมีคุณชายใหญ่อยู่ด้านหน้า แต่ว่าผู้คุ้มกันข้ารับใช้เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นลูกเจี๊ยบ ไม่เคยเห็นเลือด ทนอยู่ในสภาพเช่นนี้โดยไม่หลบหนีก็ไม่เลวมากแล้ว

………………………………………….
บทที่ 30
ลู่เซิ่งเดินเข้าใกล้อารามอย่างช้าๆ อยู่ห่างยี่สิบก้าวก็หยุดนิ่ง

มองไปยังทิศทางอารามอย่างละเอียด

มองผ่านประตูที่ถล่มเข้าไปด้านใน เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เหยียนไคกำลังถือกระบี่เหล็ก กดดันเงาสีขาวที่พร่ามัวไม่ชัดเจนกลุ่มหนึ่งให้ถอยหลังไปติดต่อกัน

แค่เพียงไม่นาน เงาสีขาวนั้นก็ถูกแทงหนึ่งกระบี่อย่างดุดัน ส่งเสียงร้องโหยหวน เสียงนั้นเหมือนเสียงเด็กผู้หญิง

จากนั้นก็ล้มลงกับพื้น หายไปทันที

เหยียนไคมีสีหน้าอึมครึม ค่อยๆ เก็บดาบ ไอร้อนสีขาวค่อยๆ ระเหยขึ้นบนศีรษะ

บริเวณนี้อยู่ใกล้ทะเลน้ำแข็งทางเหนือ อีกทั้งยังอยู่ในส่วนลึกของภูเขา อากาศหนาวเย็นจนเป็นน้ำแข็ง แค่พ่นลมเล็กน้อยก็มีไอขาวออกมา ยิ่งอย่าว่าแต่หลังการต่อสู้ที่รุนแรงเช่นนี้

เหยียนไคเก็บกระบี่ มองเห็นพวกลู่เซิ่งที่รุดมา

“เป็นคุณชายตระกูลลู่นำคนมาแล้ว”

ต้วนหรงหรงก่อนหน้านี้หลบอยู่ในมุมหนึ่งมาโดยตลอด ตอนนี้เห็นปีศาจล่อลวงถูกจัดการทิ้งแล้ว ก็มุดออกมาอย่างเงียบๆ

“อันตรายจริงๆ ปีศาจล่อลวงที่แล้วมาไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นกลุ่ม คิดไม่ถึงที่นี่ถึงกับเจอปีศาจล่อลวงตั้งสามตัว พวกเราเองก็โชคร้ายเกินไป”

นางนึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า ตอนนี้อกสั่นขวัญแขวนอยู่บ้าง

“ไม่เป็นไร ต่างจัดการทิ้งแล้ว” เหยียนไคเอ่ยอย่างสงบนิ่ง “ไปทักทายคุณชายเซิ่งกันเถอะ ทางใต้ดินของอารามแห่งนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับคนที่หายตัวไป”

“เรื่องนี้เมื่อจัดการเสร็จ คงมีค่าเดินทางไว้ใช้ในระยะยาวมากแล้ว” ต้วนหรงหรงพลันอุทานอย่างยินดีคำหนึ่ง ตบๆ ฝุ่นบนตัว เดินไปหาพวกลู่เซิ่ง

เหยียนไคส่ายหน้า ใบหน้าฉายแววระอา ติดตามไปอย่างจนปัญญา

ลู่เซิ่งบนใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม เดินเข้าไปหาด้วยตัวเอง

“เต้าจ่าง…”

เขาเพิ่งกล่าววาจา ก็ได้ยินเสียงเหมือนผ้าฉีกขาดเสียงหนึ่ง

แคว่ก!

เงาสีขาวสายหนึ่งพุ่งมาจากมุมมืดด้านข้าง โถมเข้าใส่ลู่เซิ่งและพวกผู้คุ้มกันด้านหลัง

“แย่แล้ว! มันจะสิงร่าง!”

เหยียนไครู้ว่า ปีศาจล่อลวงนั้นรับมือยาก แตกต่างจากปีศาจตัวอื่น มันเข้าสิงร่างได้ หากเกิดมันสิงร่างได้แล้ว ความสามารถมากมายที่เขาเอาไว้สะกดปีศาจก็จะสิ้นประสิทธิภาพ ได้แต่อาศัยการจัดการแบบเผชิญหน้าเท่านั้น

และหลังจากปีศาจล่อลวงสิงร่างแล้ว จะยกระดับคุณสมบัติแต่ละด้านของคนที่ถูกสิงร่างขึ้นอย่างใหญ่หลวงในระยะเวลาสั้นๆ กระบวนท่านี้โหดเหี้ยมถึงขีดสุด

ถ้าเขาสภาพสมบูรณ์ดี ไม่เคยกลัว แต่ตอนนี้ลู่เซิ่งพาคนจำนวนมากขนาดนี้มา สำหรับปีศาจล่อลวง คนเหล่านี้เป็นเป้าหมายสิงร่างที่ดีที่สุด

ชายฉกรรจ์เลือดลมแข็งแกร่งเหล่านี้ พอดีมอบโอกาสสิงร่างอันสมบูรณ์แบบให้แก่ปีศาจล่อลวง

ตอนนี้เขาหมดแรง พลังทรุดโทรม ยันไม่ไหวอยู่บ้าง เกิดถูกปีศาจล่อลวงสิงร่างสำเร็จ เช่นนั้นสภาพการณ์จะอันตรายถึงขีดสุดแล้ว

“รีบหลบเร็ว!” เหยียนไคภายใต้เลือดลมที่พลุ่งพล่าน เร่งพุ่งตามเข้าไป

แต่ว่าต่อให้เขาเร็วกว่านี้ สุดท้ายก็ไม่ใช่คู่มือของปีศาจล่อลวง

ได้ยินเสียงดังฟิ้ว เงาสีขาวสายนั้นพุ่งเข้าหาลู่เซิ่งที่เลือดลมแข็งกล้าที่สุดเป็นอันดับแรก

เหยียนไคตื่นตระหนก คนอื่นๆ ยังดี ถ้าหากว่าลู่เซิ่งเกิดเรื่อง เช่นนั้นพวกเขาอยู่ในเมืองเก้าประสานแห่งนี้ คงมีความลำบากมากจริงๆ แล้ว

ถึงจะเป็นแค่เวลาหนึ่งวัน แต่ในหนึ่งวันสั้นๆ พวกเขาสัมผัสกับคนหลายระดับตั้งแต่บนถึงล่าง เข้าใจอย่างล้ำลึกว่า ตระกูลลู่มีตำแหน่งอะไรในเมืองเก้าประสานแห่งนี้

เท้าเขาขยับ ก้าวเท้าท่าประหลาด ความเร็วเพิ่มขึ้น หมายจะขัดขวางเงาสีขาวก่อนที่มันจะพุ่งไปถึงร่างของลู่เซิ่ง

เคร้ง!

พริบตานั้นเกิดประกายสีขาวสายหนึ่ง

ลู่เซิ่งเบิกสองตา

กระแสอากาศรอบๆ ตัวสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงเสือคำรามสะท้านหู

เขาชักดาบยาวออกมาจากด้านหลังดุจสายฟ้าแลบ ฟันลงไปด้านหน้าเป็นเส้นตรง

ประกายดาบวูบวาบ พร้อมกับแว่วเสียงคำรามของเสือร้ายที่เหี้ยมหาญ

โฮก!

ฉูด!

เงาสีขาวนั้นถูกฟันไปดาบหนึ่ง กระเด็นออกไปเหมือนผ้าขาด พลิกกลิ้งกลางอากาศหลายตลบ จึงค่อยส่งเสียงซ่าแล้วหายไป

รอบๆ สงบลง ลู่เซิ่งค่อยๆ เก็บดาบ

กล้ามเนื้อทั่วร่างของเขาอยู่ในสภาพเส้นเลือดฝอยพองตัว ทั่วร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายดุร้ายหลายสาย เหมือนกับสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง

เหยียนไคหยุดเท้าลงกะทันหัน ลืมตาโต มองไปบริเวณที่ปีศาจล่อลวงหายไป จากนั้นมองเลือดลมที่เต็มเปี่ยมพลุ่งพล่านทั่วร่างของลู่เซิ่ง กล่าววาจาไม่ออกชั่วขณะ

ต้วนหรงหรงจุ๊ปาก สองตาเป็นประกาย เดินไปถึงข้างกายเขา

“พี่เหยียนไค คุณชายเซิ่งผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย…”

ต้วนหรงหรงเพิ่งเข้าสู่วิถีนี้ ไม่เข้าใจความนัยที่แท้จริงของดาบเมื่อครู่

แต่เหยียนไคกลับไม่เหมือนกัน เขามองลู่เซิ่งอย่างงุนงง จนกระทั่งอีกฝ่ายเดินมาถึงตรงหน้าของเขา ก็ยังคงกล่าววาจาไม่ออก

“เต้าจ่างลำบากแล้ว ถ้าหากไม่ใช่ปีศาจล่อลวงตัวเมื่อครู่ถูกเต้าจ่างเล่นงานสาหัสก่อนหน้า ข้าน้อยไม่อาจจัดการได้ด้วยดาบเดียวเช่นกัน” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“… คุณชายเซิ่ง… เกรงใจแล้ว”

เหยียนไคส่ายหน้ารู้สึกตัวขึ้น

“กล่าววาจาจากใจจริง ข้าเคยเห็นคนกำจัดวิญญาณเหมือนอย่างข้า และเคยเห็นความสามารถอื่นๆ จัดการปัญหาอย่างปีศาจล่อลวงมาก่อน

แต่อย่างคุณชาย ใช้ปราณภายในอันเหี้ยมหาญอย่างเดียว สามารถจัดการปีศาจล่อลวงได้ นี่ยังเป็นครั้งแรก…”

เขาพูดไปพูดมา นึกถึงคำพูดที่ตนกล่าวก่อนหน้า เป็นวาจาทำนองว่าวรยุทธ์ไม่มีผลต่อปีศาจล่อลวง

ตอนนี้อดยิ้มอย่างขื่นขมไม่ได้แล้ว

“อ้อ?” ลู่เซิ่งประหลาดใจอยู่บ้าง

เหยียนไคกล่าวด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้ไร้ความหงุดหงิดเล็กน้อยก่อนหน้าไปแล้ว จึงอธิบายอย่างละเอียด

“วรยุทธ์ความจริงไม่ใช่ไม่มีผล หากแต่ต้องมีแค่ปราณภายในที่เป็นหยางแกร่งสุดขีดหรือมีคุณสมบัติพิเศษเท่านั้นจึงจะสร้างความเสียหายส่วนหนึ่งต่อปีศาจได้

“แต่ความเสียหายอย่างนี้… ยกตัวอย่าง ถ้าใช้ความสามารถของเราออกแรงหนึ่งส่วน สามารถสังหารปีศาจล่อลวงได้หนึ่งตัว อย่างนั้นปราณภายในธาตุหยางจำเป็นต้องใช้ห้าสิบส่วน!”

พอพูดแบบนี้ ลู่เซิ่งก็กระจ่างแล้ว

และก็กระจ่างว่าทำไมเหยียนไคถึงดูถูกยอดฝีมือวรยุทธ์ที่ว่ากัน ความแตกต่างด้านประสิทธิภาพมากเกินไปแล้วจริงๆ

“แต่ดาบเมื่อครู่นั้น ด้านหนึ่งเป็นปีศาจล่อลวงถูกข้าทำร้ายไปก่อน อีกด้านหนึ่งเป็นปราณภายในที่คุณชายเซิ่งท่านใช้ออกมา มีธาตุที่กดข่มปีศาจล่อลวงอยู่บ้าง จึงเกิดผลหนึ่งดาบคร่าชีวิต”

เหยียนไคอธิบาย

อวี๋ฮั่นที่ติดตามลู่เซิ่งมา ยังมีผู้คุ้มกันในคฤหาสน์ที่เหลือ ต่างเห็นลู่เซิ่งฟันหนึ่งดาบโดนเงาสีขาวที่ล่องลอยนั้นด้วยตาตัวเอง

ฉับพลันพวกเขาที่ตอนแรกยังมีความหวาดกลัวอยู่บ้าง กลับมีความกล้าเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย

อีกทั้งแต่ละคนยังใช้สายที่ยำเกรงมองไปยังลู่เซิ่ง

ถึงแม้นักพรตผู้นั้นจะร้ายกาจ สามารถฆ่าเงาสีขาวที่เหมือนวิญญาณเหล่านั้นได้ง่ายดาย แต่คุณชายใหญ่ของตนก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน

อวี๋ฮั่นก่อนหน้านี้ยังมีความเกรงกลัวอยู่บ้าง โดยเฉพาะตอนที่ปีศาจตัวนั้นพุ่งเข้ามา เขาตกใจจนเหงื่อกาฬไหลออกมาจากกลางหลัง

ยังดีที่ตอนนั้นไม่ได้สติ ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ได้ทำตัวเสียอาการ

แต่ว่าผู้คุ้มกันไม่น้อยด้านหลังเขา ตอนนั้นมีคนมากกว่าครึ่งหมุนตัวหนีกลับไป คบเพลิงกับดาบกระบี่ที่ได้รับความเสียหายล้วนโยนลงกับพื้น

ลู่เซิ่งหันกลับไปมองพวกผู้คุ้มกันด้านหลัง แล้วหันไปกล่าวกับอวี๋ฮั่น

“เจ้าจัดการที่นี่ ค้นหารอบๆ ดูว่ามีคนอื่นอีกหรือไม่ เต้าจ่างตอนนี้ที่นี่ปลอดภัยแล้วกระมัง”

เขาหันกลับมาถามเหยียนไค

ใบหน้าชราของเหยียนไคแดงก่ำ นึกถึงความประมาทของตนเมื่อครู่ พยักหน้าโดยแรง

“วางใจ ปลอดภัยแล้ว เมื่อครู่เป็นเพียงปลาหลุดลอดแห”

ต้วนหรงหรงลืมตาโตมองลู่เซิ่งอย่างฉงนอยู่ด้านข้าง

เหยียนไคกล่าวต่อ

“ด้านในมีทางใต้ดิน ตอนคุณหนูจวนเฟิงพบที่นี่ คิดว่าด้านในอาจซ่อนคนเป็นๆ อยู่”

“คุณหนูจวนเฟิงเล่า” ขณะลู่เซิ่งกำลังถาม ก็เห็นจวนเฟิงเดินออกมาจากด้านในอาราม

“ไปเถอะ เข้าไปดูกัน”

ลู่เซิ่งกำด้ามดาบแน่น เดินไปยังประตูอาราม

เหยียนไคกับต้วนหรงหรงติดตามไป เดินแซงหน้าลู่เซิ่งสองสามก้าว นำทางเข้าไปในประตูใหญ่

อารามเป็นสีเทาอมเหลือง มีทั้งหมดสามห้องด้วยกัน

โถงใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง ประตูใหญ่หายไปแล้ว เพดานก็รั่วเป็นรูใหญ่รูหนึ่ง เผยให้เห็นเศษหญ้าและกองหินกระจัดกระจายอยู่ด้านใน

ลู่เซิ่งตามพวกเหยียนไคเข้าไปในโถงใหญ่ บนบานประตูที่อยู่ตรงข้ามวาดรูปไท่จี๋สีดำขาวรูปหนึ่ง

ด้านหน้ารูปไท่จี๋ตั้งด้วยเทวรูปหินองค์หนึ่ง เพียงแต่ส่วนหัวถูกคนฟันไปครึ่งหนึ่ง แยกแยะไม่ออกว่าเป็นเทพเจ้าองค์ใด

เหยียนไคเดินไปถึงด้านหน้าเทวรูป ใช้เท้าเขี่ยกองหญ้าบนพื้นรอบหนึ่ง

ตึง

มีเสียงกังวานดังขึ้นเสียงหนึ่ง พื้นถูกเปิดเป็นช่อง ด้านล่างมีทางใต้ดินรูปสี่เหลี่ยมจุตรัสที่กว้างเท่าคนหนึ่งคนเข้าไปได้

ในช่องยังได้ยินเสียงลมหวีดหวิว ยืนที่ช่องทางเข้า เหมือนกับได้ยินเสียงคนร้องไห้อยู่ด้านใน น่ากลัวยิ่ง

จวนเฟิงที่ยืนอยู่ทางเข้าใต้ดินกล่าวว่า

“ทางใต้ดินนี้ ก่อนหน้านี้ข้าเคยเข้าไปแล้วรอบหนึ่ง ด้านใน… มีศพคนตายอยู่ส่วนหนึ่ง และมีคนเป็นอยู่ส่วนหนึ่ง…”

นางพูดถึงตรงนี้ ใบหน้าฉายแววไม่น่าดู คล้ายไม่ทราบว่าจะบรรยายสภาพด้านในอย่างไร

ลู่เซิ่งมองไปยังเหยียนไคอีก

เต้าจ่างผู้นี้กลับส่ายหน้ายิ้มหนักใจ

“สถานที่แห่งนี้ข้าได้ยินคุณหนูจวนเฟิงบรรยายให้ฟังแล้ว ท่านได้แต่เข้าไปดูด้วยตังเองแล้ว ท่านวางใจ ด้านในไม่มีวิญญาณร้ายแล้ว ไม่มีอันตราย”

ลู่เซิ่งจิตใจเกิดมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีชนิดหนึ่ง เขากำด้ามดาบแน่น ข่มความกระสับกระส่ายในใจลง ค่อยๆ เดินเข้าไปตามบันไดหินลงไปใต้ดิน

จวนเฟิงก็ตามเข้าไปด้วย

นอกจากทั้งสองคน คนที่เหลือต่างไม่ได้เข้าไป

ในทางใต้ดินตอนเพิ่งเริ่มแคบไปบ้าง เดินไปได้สิบกว่าก้าวเลี้ยวโค้งรอบหนึ่ง ก็เป็นประตูเหล็กสีดำบานหนึ่ง

ประตูอ้าอยู่ครึ่งหนึ่ง ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวเบาๆ จากด้านใน

ลู่เซิ่งเหลือบมองจวนเฟิงแวบหนึ่ง

“เป็นที่นี่ คนที่หายตัวไปสมควรอยู่ที่นี่หมด”

จวนเฟิงกล่าวอย่างจริงจัง

ลู่เซิ่งค่อนข้างสนใจในตัวจวนเฟิงผู้นี้

มีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ ถึงได้เปลี่ยนหญิงสาววัยแรกแย้มคนหนึ่งเป็นยอดฝีมือที่เรียบเฉย เหมือนกับพรานมืออาชีพเช่นนี้ได้

เหมือนกับการปรากฏของปีศาจล่อลวงก่อนหน้า หลังจากจวนเฟิงผู้นี้โผล่มา คล้ายมิได้แตกตื่นหวาดกลัว บางทีก่อนหน้าอาจเคยเห็นเหตุการณ์คล้ายๆ กัน

เขาเพ่งมองจวนเฟิงอย่างตั้งใจ

“คุณหนูจวนเฟิงสนใจเข้าร่วมตระกูลลู่ของข้า เพื่อให้กลายเป็นที่นับถือของผู้คนหรือไม่”

“ไม่” จวนเฟิงตอบอย่างเรียบง่าย

“เอาเถอะ” ลู่เซิ่งทราบว่าด้านตนนอกจากเงินแล้ว ก็ไม่มีทรัพยากรอันใดที่จะใช้ดึงดูดคนมีความสามารถเช่นนี้ได้ จึงไม่เอ่ยปากอีก

เขายื่นมือออกไปผลักประตูเหล็ก

จากนั้นมีเสียงเอี๊ยดๆ ดังขึ้นตอนประตูเหล็กถูกับพื้น ลู่เซิ่งก็ค่อยๆ มองเห็นภาพด้านหลังประตูชัดเจน

ในห้องศิลาที่กว้างยาวไม่เกินสิบก้าวห้องหนึ่ง มุมกำแพงกองเต็มไปด้วยศพคนตายที่เปล่าเปลือยกระจัดกระจายไปทั่ว

ในนี้มีทั้งบุรุษ สตรี มีทั้งชราและเด็ก

นอกจากศพคนตายแล้ว ในห้องลับยังเหลือคนเป็นอีกสามคน

ทั้งหมดเป็นสตรีสองคนบุรุษหนึ่งคน ดูเหมือนร่างกายเรียกได้ว่ากำยำแข็งแรง แสดงว่าเป็นประเภทที่ยามปกติมักออกกำลัง

สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งจิตใจหนักอึ้งคือ สตรีคนหนึ่งในนี้คือลู่ชิงชิง

ลู่ชิงชิงร่างกายไร้เสื้อผ้า คุกเข่าหมอบอยู่บนพื้น ผมยาวสยายลงมา ใบหน้าออกขาวอมฟ้า

ได้ยินการเคลื่อนไหว นางเงยหน้าขึ้นอย่างซึมเซา ตาโตที่เดิมปราดเปรียว ตอนนี้เปลี่ยนเป็นมืดสลัวไร้ประกาย

น้ำลายไหลลงมาตามมุมปากของนาง เป็นลักษณะคนเสียสติโดยสิ้นเชิง

“ชิงชิง!” ลู่เซิ่งขึ้นหน้าไปสองก้าว ถอดเสื้อตัวนอกออกไปคลุมนางไว้ “ชิงชิง ตื่นสิ! ตื่นสิ!”

เขายื่นมือตบหน้าลู่ชิงชิงสองรอบ

แต่ไร้ผล

ดวงตาของลู่ชิงชิงยังเป็นเหมือนเดิม

จวนเฟิงเห็นดังนั้น ดวงตาปรากฏความเศร้าสร้อยแวบหนึ่ง

“ไม่มีประโยชน์ นางฟั่นเฟือนแล้ว… ปราณหยินเข้าสู่สมอง ไม่มีปราณหยางสนับสนุน สมองอย่างน้อยมีครึ่งหนึ่งไร้พลังชีวิต ที่อยู่รอดมาได้ก็เป็นปาฏิหาริย์แล้ว นี่เป็นคำพูดที่เต้าจ่างท่านนั้นเอ่ย”

ลู่เซิ่งจิตใจร่วงหล่นสู่ก้นเหว

อุ้มลู่ชิงชิงลุกขึ้นยืน มองสองคนที่เหลือ

หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีต่างหน้าตาหล่อเหลาสง่างาม ร่างกายเรียกได้ว่างดงาม แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่ปีศาจล่อลวงที่อยู่ที่นี่ปล่อยไว้ไม่ทราบว่ามีประโยชน์อันใด

………………………………………….

ความคิดเห็น