16-20
บทที่ 16
‘ยังไหวอยู่ ยังดีช่วงนี้เน้นการหล่อเลี้ยงหยิน ระดับสองนี้เป็นขอบเขตสูงสุดของวิชากระเรียนหยก คนทั่วไปต้องใช้เวลาห้าปี เราหดระยะเวลาห้าปีมาสั้นขนาดนี้ ย่อมรับภาระหนักกว่าตอนเริ่มต้นเมื่อก่อนหน้า’
เขาสัมผัสสภาพร่างกายอย่างละเอียด
ถึงจะอ่อนแอ แต่ดีกว่าก่อนหน้ามาก
ดูเหมือนการดูแลในช่วงนี้ของเขาจะมีผลจริงๆ
ฟู่ว…
พ่นลมหายใจยาวๆ ออกมาคำหนึ่ง
ลู่เซิ่งรู้สึกว่าปราณภายในกลุ่มหนึ่งระหว่างทรวงอกเปลี่ยนจากกระแสปลายสายหนึ่งขนาดเท่าตะเกียบเพิ่มเป็นเก้าสาย
กระแสปราณเก้าสายมารวมกัน หยาบกว่าก่อนหน้าไม่น้อย
วิชากระเรียนหยกบรรลุระดับสอง แสดงให้เห็นว่าต่างจากความรู้สึกก่อนหน้า
ลู่เซิ่งขณะหายใจ รู้สึกมีพลังสมาธิสิบส่วน ปฏิกิริยาก็เร็วกว่ายามปกติไม่น้อย
‘ตามบันทึกของวิชากระเรียนหยกระดับสอง สมควรมีผลยืดอายุขัย สามารถหยุดเลือดได้อย่างรวดเร็ว’
‘วันพรุ่งนี้จะทดลองผลของกำลังภายในดู ติดต่อตวนมู่หว่าน ดูว่าจะได้วิชากำลังภายในใหม่มาจากมือนางหรือไม่’
ในเมื่อวิชากระเรียนหยกเป็นของแท้ เช่นนั้นวิชากำลังภายในที่เหลือชนิดอื่นก็อาจเป็นของจริงเช่นกัน เขาคิดดูว่าเมื่อฝึกฝนวิชากำลังภายในหลายวิชาพร้อมกัน จะมีการตอบสนองอย่างไร
ตามเหตุผล วิชากำลังภายในขอแค่มิใช่ประเภทที่มีคุณสมบัติขัดแย้งกัน ต่างเป็นสิ่งที่หลอมรวมได้
คิดถึงตรงนี้ ลู่เซิ่งนอนพักผ่อนอีกครั้ง
เพียงแต่เพิ่งเอนตัวลง เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแว่วมาจากด้านนอกลานบ้าน เหมือนกับมีคนกำลังออกไป
ฟังจากจังหวะ เหมือนเป็นเสียงเดินของลู่ชิงชิงมาก
ลู่เซิ่งส่ายหน้า ไม่ไปสนใจ ช่วงนี้ลู่ชิงชิงไปเตร็ดเตร่กลางดึกทุกๆ สองสามวัน
ไม่ทราบว่าตรวจเจอเงื่อนงำอันใด
ตอนเริ่มแรกเขายังติดตามอย่างระมัดระวัง แต่พบว่าวิชาตัวเบาของเขาเทียบกับลู่ชิงชิงไม่ติด ไม่ทันไรก็คลาดกัน ภายหลังจึงไม่เปลืองลมปราณแล้ว
เช้าวันที่สอง ลู่เซิ่งนำตั๋วเงินที่เตรียมไว้แล้ว ไปยังโรงเตี๊ยมหมื่นโชคที่ตวนมู่หว่านพักอยู่
อะไรนะ คืนห้องแล้วหรือ
ลู่เซิ่งมองเจ้าของโรงเตี๊ยมพลางขมวดคิ้วถาม
ตั้งแต่เมื่อใด
ราวๆ ครึ่งเดือนก่อน คุณหนูตวนมู่ได้รับคำเชิญจากคุณชายหลายคน ออกเมืองไปท่องเที่ยวที่วัดบัวแดง ภายหลังส่งคนมาบอกว่าคืนห้องแล้ว
เจ้าของโรงเตี๊ยมสนใจตวนมู่หว่านมากเช่นกัน
ถึงอย่างไรคนผู้นี้ก็งดงาม บวกกับคุณชายที่มาติดพันก็มีมาก ตัวนางใช้จ่ายเงินมือเติบ ความประทับใจที่มอบให้เขาย่อมล้ำลึก
วัดบัวแดง…
ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว
เขารู้สึกว่าตวนมู่หว่านไม่สมควรอยู่ที่วัดบัวแดง
การคืนห้องอย่างกระทันหันก็แค่ข้ออ้างเท่านั้น
ช่างเถอะ
เขาโบกพัดเดินออกจากโรงเตี๊ยม คนคุ้มกันสองคนเฝ้ารออยู่นอกประตู
คุณชาย เป็นอย่างไร เจอคุณหนูตวนมู่หรือไม่ เสี่ยวซงผิงคนคุ้มกันที่ปกติใกล้ชิดกับลู่เซิ่งยิ่ง เขาเป็นคนที่ทำความสะอาดสถานที่ให้ตอนลู่เซิ่งฝึกวรยุทธ์ บางครั้งยังได้ฝึกคู่กัน ทักษะวรยุทธ์ใช้ได้
ไม่เจอ นางไปแล้ว ลู่เซิ่งส่ายหน้า
งั้นตอนนี้พวกเราจะไปไหน
ไปไหนรึ กลับคฤหาสน์
ลู่เซิ่งไม่มีวิธีหาคัมภีร์ลับแล้ว ไม่พอใจอยู่บ้าง
ทั้งสามคนขึ้นรถม้า รุดกลับบ้านตระลู่ รอจนถึงหน้าคฤหาสน์ กลับเห็นรถม้าสีเหลืองคันหนึ่งจอดอยู่หน้าประตูใหญ่
ด้านข้างรถม้าเขียนตัวอักษรไว้ใหญ่โต
‘ตระกูลจาง’
ลู่เซิ่งมีสีหน้าสั่นไหว คนตระกูลจางถูกสังหารมานาน ในที่สุดก็มาแล้ว
เขาไม่เกรงกลัว ให้พวกเสี่ยวซงจากไป ตนเดินเข้าประตูใหญ่คนเดียว
มองไปจากประตูใหญ่ เห็นบนโถงใหญ่ ลู่เฉวียนอันมีอาจารย์สอนวรยุทธ์คนหนึ่งเป็นเพื่อน กำลังต้อนรับคนที่มาจากตระกูลจางผู้นั้น
ตระกูลจางมาแล้วหนึ่งคน
คิ้วเข้มตาเล็ก เป็นบุรุษอายุราวๆ สามสิบปี
…บุตรข้าไหนเลยทำเรื่องแบบนี้ ตระกูลจางต้องมองผิดแน่! ลู่เฉวียนอันนั่งบนที่นั่งประธาน สีหน้าสงบนิ่ง
ตอนนั้นมีคนไม่น้อยเห็นกับตา! นี่ยังมีผิดพลาดได้หรือ!
บุรุษผู้นั้นโกรธจนอกแทบไหม้
ข้าไม่สนใจว่าพวกท่านตระกูลจางจะร้ายกาจขนาดไหนในเมืองม่วงโชติ ที่นี่เมืองเก้าประสาน ไม่ใช่เมืองม่วงโชติของพวกท่าน!
ถึงตระกูลจางของท่านจะร้ายกาจ แต่ตระกูลลู่ของข้าก็มิใช่พวกยอมใครเช่นกัน! หากยังปรักปรำบุตรของข้าอีก อย่าโทษข้าลู่เฉวียนอันไม่เกรงใจ!
ลู่เฉวียนอันตวาดเสียงเย็น
บุรุษผู้นั้นโมโหจนตัวสั่น
ใช้นิ้วชี้ไปที่ลู่เฉวียนอันพูดอะไรไม่ออกอีก
ประเสริฐ ประเสริฐ ประเสริฐ! ตระกูลลู่กล้าหาญนัก ข้าจะไปถ่ายทอดบอกให้ประมุขตระกูลซงซีรู้โดยไม่ให้ขาดตกบกพร่องสักคำเดียว! ขอลา!
เขาหมุนตัวสาวเท้าเดินไปยังประตูใหญ่
ลู่เซิ่งเจอเขากลางทาง คนผู้นี้ไม่รู้จักลู่เซิ่ง ยังคงเดินไปด้านนอกด้วยความหงุดหงิด
ลู่เซิ่งไม่เหนือความคาดหมาย ปัจจุบันต้าซ่งอ่อนแอ แต่ละดินแดนแบ่งแยก อย่าว่าแต่ที่นี่เป็นแดนเหนือที่ห่างไกล เจ้าเมืองกับขุมกำลังในท้องถิ่นเป็นเหมือนราชา
ที่ดินแดนจงหยวน ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลลู่ส่วนใหญ่ต่างก็หน้าไหว้หลังหลอก ก่อเรื่องราวไม่น้อย
ตระกูลจางนี้นึกว่าตัวเองอยู่ที่เมืองเก้าโชติ ถึงกับพาคนมากล่าวโทษแล้ว
คนผู้นั้นเดินเฉียดผ่านด้านข้างลู่เซิ่ง ขึ้นรถม้าจากไปอย่างโมโห
ลู่เซิ่งเดินเข้าโถงใหญ่ เห็นบิดาลู่เฉวียนอันนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ สีหน้างุนงง
ท่านพ่อ เรื่องราวจัดการเรียบร้อยแล้ว
เขากล่าวเสียงเบา บอกใบ้ให้ผู้คุ้มกันรอบๆ จากไป เขาจะคุยกับบิดาตามลำพัง
ลู่เฉวียนอันถอนหายใจ พอเห็นลู่เซิ่ง ใบหน้าก็อดปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาไม่ได้
เสี่ยวเซิ่ง น้องสาวเจ้า เจ้าต้องดูแลให้มาก อย่าให้นางไปเพ่นพ่านในเมือง
ข้าดูแลนางไม่ไหว ลู่เซิ่งส่ายหน้ายิ้มหนักใจ ท่านพ่อ ของที่เบื้องบนต้องการให้เราหา หาเจอแล้วหรือยัง ตกลงเป็นหาของหรือหาคนกันแน่
อาจเป็นของ และอาจเป็นคน บอกไม่ได้!
ลู่เฉวียนอันส่ายหน้า เบาเสียงลง
ตอนนี้สิ่งที่ข้าหลวงปวดหัวก็คือคดีตระกูลสวี กับคดีโดดบ่อของหมู่บ้านตระกูลหวังด้านนอกเมือง โดยเฉพาะคดีโดดบ่อ มือปราบมากมายต่างหาเบาะแสไม่เจอ น้องสาวของเจ้าคนเดียวจะทำอะไรได้ อีกประเดี๋ยวให้นางอยู่บ้านดีๆ
นางไปตรวจสอบคดีหมู่บ้านตระกูลหวังแล้วหรือ ลู่เซิ่งงุนงง
เจ้าไม่รู้หรือ มือปราบของที่ทำการยังเคยเห็นเจ้าเด็กโง่ชิงชิงที่หมู่บ้านตระกูลจาง นางมักจับผู้ร้ายตามประกาศจับหรือไม่ก็โจรน่าสงสัยส่งไปที่ทำการทุกๆสาม คนในที่ทำการจะรู้จักนางทุกคนแล้ว
ลู่เฉวียนอันกล่าวอย่างจนปัญญา
เช่นนี้เอง… ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว ช่วงนี้ข้ายุ่งกับการรวบรวมวรยุทธ์ จึงไม่ได้ดูแลนาง
รวบรวมวรยุทธ์…เจ้าจ่ายเงินไปเกือบห้าพันตำลึงแล้ว ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ลู่เฉวียนอันถือโอกาสถาม
รวบรวมได้หลายวิชาแล้ว คัมภีร์ที่ได้ข้าล้วนจัดระเบียบ สร้างตึกเก็บคัมภีร์แห่งหนึ่งไว้ในบ้าน แบบนี้สะดวกให้ตระกูลลู่ของพวกเราบ่มเพาะมือดีขึ้นในภายหลัง
ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างจริงจัง
ความคิดของเจ้าข้าพอจะคาดเดาออกคร่าวๆ ตอนนี้อยู่ในกลียุค พวกเราลำพังอาศัยคนหลายสิบคนในบ้านยังไม่พอ ยังต้องบ่มเพาะยอดฝีมือของตระกูลลู่เรามากกว่านี้ นี่เป็นสาเหตุที่ข้าสนับสนุนเต็มที่หลังจากได้ยินว่าเจ้าจะรวบรวมวรยุทธ์
ลู่เฉวียนอันกล่าวขึงขัง
ข้ารับใช้ผู้คุ้มกันทั้งหมดแปดสิบหกคนในตระกูลสามารถโยกย้ายได้ตลอดเวลา แต่เป็นเพราะต้องคุ้มกันคฤหาสน์ ดังนั้นที่เรียกไปด้านนอกได้อย่างแท้จริงมีแค่ราวๆ สี่สิบคน
ลู่เซิ่งคำนวณ
สี่สิบคนนี้ต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของหมู่บ้านสิบสามแห่ง ร้านขายของสิบหกแห่งของตระกูลลู่ที่อยู่ด้านนอก เดิมก็ไม่พอใช้อยู่แล้ว
ข้าย่อมรู้ เพียงแต่…คนที่เชื่อถือได้หายากมาก… ลู่เฉวียนอันถอนใจ
รับเลี้ยงเด็กกำพร้าเล่า นอกเมืองในเมืองล้วนมีเด็กข้างถนนไม่น้อยกระมัง ลู่เซิ่งเสนอ
เรื่องนี่…สุดท้ายต้องพิจารณาความคิดของตระกูลอื่นๆ ด้วย…
ลู่เฉวียนอันเอ่ยอย่างลังเล
คนของเราเดิมมีไม่พออยู่แล้ว ไฉนต้องกริ่งเกรงตระกูลอื่นอีก พัฒนาในที่ลับไม่ได้หรือ ลู่เซิ่งแยกแยะ
เรื่องนี้เป็นหัวข้อเปราะบาง ดึงขนเส้นเดียวสะเทือนทั้งร่าง เกิดถูกตระกูลอื่นพบเข้า จะต้องกล่าวโทษว่าพวกเราตระกูลลู่มีแผนการร้าย ดึงดูดสายตาเกินไป
ลู่เฉวียนอันส่ายหน้าเล็กน้อย
ลู่เซิ่งเกลี้ยกล่อมอีกสองประโยค ก็ยังไม่สำเร็จ
ในใจทราบดีว่า ลู่เฉวียนอันไม่ได้ใจร้อนเหมือนตอนยังหนุ่มอีกแล้ว ตอนนั้นเขาไม่มีอะไรสักอย่างเดียว ไร้ความกังวลเบื้องหลัง ดังนั้นกระทำเรื่องราวใดจึงแน่วแน่กล้ารับผิดชอบ สร้างทรัพย์สมบัติมหาศาลของตระกูลลู่ขึ้นมา
แต่ตอนนี้…เขาห่วงหน้าพะวงหลัง ลังเลตัดสินใจไม่ได้
ลู่เซิ่งมองออกว่า ลู่เฉวียนอันสนับสนุนเขารวบรวมวรยุทธ์ เพราะมีความคิดให้ขยับขยาย
แต่พอจะเริ่มทำจริงๆ เขาก็โลเลสองจิตสองใจอีกแล้ว
พูดอีกหลายประโยค เขาก็ไม่เกลี้ยกล่อมอีก เพียงพูดถึงเรื่องสุขภาพของคนในตระกูลเท่านั้น
ต่อมาก็บอกลา
ลู่เฉวียนอันยืนอยู่ที่โถงใหญ่คนเดียว หัวคิ้วขมวดมุ่น ยังคงลังเลอยู่
ลู่เซิ่งไม่คิดจะพึ่งพาบิดาผู้นี้อีกต่อไป
กลียุคแบบนี้ถ้าหากพลังของตัวเองไม่เพียงพอ จะช้าจะเร็วก็กลายเป็นเนื้อติดมันก้อนหนึ่งในสายตาคนอื่น
เขาออกจากโถงใหญ่ ไปฝึกวรยุทธ์ที่ลานฝึกต่อ
หลังจากเขาฝึกวิชากระเรียนหยกบรรลุจุดสูงสุดของระดับสอง แต่ละวันเขาเต็มไปด้วยกำลังวังชา ต่อให้ยุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น ก็ไม่รู้สึกเหนื่อยเกินไป
บางครั้งที่ง่วงก็จะนั่งลงพักผ่อนแค่ชั่วครู่ จากนั้นก็กลับมาคึกคักดั่งพยัคฆ์มังกร เคลื่อนไหวได้หลายชั่วยาม
ในลานฝึก เขาฝึกดาบจนถึงพลบค่ำ
ค่อยไปอาบน้ำด้วยร่างโชกเหงื่อ แล้วรุดไปกินอาหารเย็น
บนโต๊ะกินข้าว ลู่เฉวียนอัน มารดารอง ลู่เซิ่งนั่งโต๊ะหนึ่ง ญาติที่เหลือต่างแยกย้ายนั่งบนโต๊ะใหญ่อีกโต๊ะ
นี่เป็นกฎ
ลู่เฉวียนอันเป็นประมุขตระกูล ลู่เซิ่งเป็นประมุขตระกูลในอนาคต มารดารองแม้แต่ลู่เฉวียนอันที่เงียบขรึมกับลู่เซิ่งต่างมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนางยิ่ง นางคอยดูแลเหล่าสาวรับใช้ที่หลังลานยามปกติ
สามคนนี้เป็นคนสามคนที่มีตำแหน่งสูงสุดในตระกูลลู่
ต่อจากนั้นจึงเป็นคนอื่นๆ ได้แก่มารดาสาม มารดาสี่ มารดาห้า ลู่ชิงชิง ลู่อิ๋งอิ๋ง ลู่เฉินซิน
แม้ตระกูลลู่จะถือเป็นเศรษฐีใหม่รุ่นหนึ่ง แต่ก็ยังเลียนแบบกฎของตระกูลใหญ่ๆ หลายที่
เช่นกินไม่พูด หลับไม่คุย เป็นหนึ่งข้อในนี้
คนบนโต๊ะใหญ่ทั้งสองโต๊ะ ยามกินอาหาร มีแค่เสียงตะเกียบกระทบกันเป็นบางครั้ง ที่เหลือไม่มีเสียงใดๆ เลย
เสี่ยวเซิ่ง
ลู่เฉวียนอันที่พูดคุยบนโต๊ะอาหารน้อยยิ่งพลันเอ่ยปาก
เขาพอเอ่ยปาก คนทั้งตระกูลค่อยๆ หยุดนิ่ง ฟังเขาพูด นี่เป็นธรรมเนียมเช่นกัน ถึงอย่างไรนอกจากเรื่องสำคัญพิเศษแล้ว ปกติเขาไม่พูดบนโต๊ะอาหาร
ท่านพ่อ เป็นไรแล้ว
ลู่เซิ่งวางตะเกียบลง มองไปยังลู่เฉวียนอัน
เจ้าบอกว่าเมืองเก้าประสานรวบรวมวรยุทธ์ไม่ได้แล้ว ต้องการไปเมืองเลียบคีรีหรือไม่
ลู่เฉวียนอันกล่าวขึงขัง
เมืองเลียบคีรีหรือ
ลู่เซิ่งงงงวย เขาคิดไม่ถึงว่าบิดาถึงกับต้องการให้เขาออกจากเมืองเก้าประสาน
ถูกต้อง ลู่เฉวียนอันพยักหน้า ที่นั่นมีสหายเก่าของข้าคนหนึ่ง หลายวันก่อนเขาบอกในจดหมายว่า เมืองเลียบคีรีมียอดฝีมือจากจงหยวนมาเปิดสำนักถ่ายทอดวิชา ถ้าเจ้ามีความปรารถนา สามารถไปที่นั่นสักครั้ง ไม่แน่ว่าจะสามารถนำวรยุทธ์ที่ร้ายกาจของแท้จากจงหยวนกลับมาสักสองสามวิชา
………………………………………….
บทที่ 17
ลู่เซิ่งวางชามข้าวลง ไตร่ตรองดูครู่หนึ่ง
เขามีความรู้สึกว่าบิดาลู่เฉวียนอันคล้ายกำลังกังวลอันใด ดังนั้นจึงคิดให้เขาไปยังสถานที่ที่ห่างไกลออกไปเล็กน้อย เช่นนี้จะได้ปลอดภัย
เพียงแต่ถ้าตวนมู่หว่านไม่โผล่มาตลอดไปจริงๆ เมืองเก้าประสานก็ไม่มีพื้นที่ให้เขาพัฒนาได้อีกต่อไป สู้ไปยังเมืองเลียบคีรีที่เจริญกว่าเมืองเก้าประสานไม่แน่ว่าจะพัฒนาฝีมือได้
ก็ดี อย่างนั้นข้าจะรีบไปรีบกลับ ถ้าหากได้ร่ำเรียนวิชาจากยอดฝีมือที่นั่นจริงๆ จะให้คนส่งจดหมายกลับมา
ลู่เซิ่งใคร่ครวญเล็กน้อยแล้วตอบรับ
เมืองเลียบคีรีอยู่ห่างจากเมืองเก้าประสานไกลยิ่ง และยังไกลกว่าเมืองม่วงโชติอีกด้วย
เร่งม้าลงแส้ก็ต้องใช้เวลาสองวันหนึ่งคืนจึงจะถึง อย่าว่าแต่เดินทางด้วยรถม้า
ลู่เซิ่งตอบรับ
หลายวันให้หลัง ในทุกวันล้วนแอบซุ่มฝึกวรยุทธ์อยู่ในบ้าน หล่อเลี้ยงจิตใจสั่งสมความชำนาญ
ลู่ชิงชิงออกไปด้านนอกทุกวันอย่างเคยตัว มักได้ยินว่านางจับคนกลับมาอีกแล้ว
ลู่เซิ่งดูแลนางไม่ไหว ในคฤหาสน์เองก็ไม่มีคนดูแลนางได้ มารดารองตำหนินางไปหลายประโยคแต่ก็ไร้ประโยชน์ ได้แต่ปล่อยให้นางไป
หลังจากลู่เซิ่งฝึกฝนอยู่หลายวัน ก็เตรียมเริ่มยกระดับความสามารถที่ได้มาในภายหลัง
ในความสามารถเหล่านั้น ภายใต้เงื่อนไขที่เขามีพื้นฐานของวิชาดาบพยัคฆ์ดำกับวิชากระเรียนหยก ใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยนครอบครองฝ่ามือทำลายใจ ทั้งยังปรับเปลี่ยนมันถึงจุดสูงสุดของความสำเร็จระดับที่สามได้อย่างง่ายดายยิ่ง
ความสามารถที่เหลือไม่ต้องไปแตะต้องชั่วคราว วางแผนว่ารอเลือดลมฟื้นฟูโดยสมบูรณ์ก่อน แล้วจึงค่อยปรับเปลี่ยน
ยังมีแปดสิบเอ็ดดาบนางแอ่นถลาลม เขาได้แต่ค่อยๆ ฝึก ดำเนินการเปรียบเทียบด้วยตัวเอง
วนเวียนอยู่เช่นนี้ พอใกล้จะถึงตอนที่เขาต้องออกเดินทาง ในเมืองก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นอีกครั้ง
เหล่านายพรานที่อยู่ใกล้เมือง หายสาบสูญไปอย่างประหลาดในวันเทศกาลหมื่นขจี
หลายวันก่อนหน้านั้น ยังมีคนเห็นพวกเขานำของป่าอย่างเช่นขนจิ้งจอกเข้ามาขายในเมือง
ภายหลังกลับหายไปโดยไร้ร่องรอย
พวกเขาล้วนหายไปในเมืองเก้าประสาน รอจนคนในบ้านรายงานที่ว่าการ เรื่องนี้จึงค่อยเป็นที่รับรู้
ที่สำคัญคือ นายพรานรายหนึ่งในนี้ พี่ชายลูกพี่ลูกน้องของเขาเป็นมือปราบคนหนึ่งที่มีหน้าที่ในที่ว่าการ คดีนี้จึงมิได้ถูกละทิ้งส่งเดช
ไม่ตรวจสอบก็ไม่รู้ พอตรวจสอบ พลันพบจุดที่มีเลศนัย
นายพรานเหล่านั้นตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางต่างเดินบนถนนเส้นทางหนึ่ง สุดท้ายหายตัวไปบนถนนใกล้ๆ เหลาสุรามัจฉาทอง
มีคนเคยเห็นพวกเขาบนถนน
ดังนั้นพวกมือปราบจึงไปตรวจสอบที่ถนนใกล้ๆ เหลาสุรามัจฉาทองเส้นนั้น
แต่ว่าที่นั่นเพิ่งเกิดไฟไม้ จึงว่างเปล่ามีคนน้อย นายพรานเหล่านี้ไปขายของป่า ไฉนจึงไปยังสถานที่นั้น
ตอนที่ลู่เซิ่งเกิดความสงสัย เสี่ยวเฉี่ยวก็รีบวิ่งเข้ามา บอกเขาว่าลู่ชิงชิงที่ไปถนนใกล้ๆ เหลาสุรามัจฉาทองในตอนกลางดึกคนเดียว
พอถึงตอนเช้ายังไม่เห็นคนกลับมา
ลู่เซิ่งใจเต้นระทึก รู้ว่าเกิดเรื่องแล้ว
ชิงชิงไปที่นั่นตอนไหน เขารีบถาม
ไม่แน่ใจ แต่ว่า แต่ว่าสมควรเป็นตอนยามโฉ่วกลางดึก ปกติแล้วคุณหนูรองล้วนกลับมาก่อนฟ้าสาง ครั้งนี้ไม่กลับมา เสี่ยวหงหญิงรับใช้ของนางบอกข้าว่า คุณหนูให้นางรออยู่ในห้องเพื่อเตรียมน้ำร้อนไว้ให้นางอาบ
สุดท้ายนางรออยู่นานก็ไม่เห็นคุณหนูกลับมา จึงร้อนใจแล้ว! เสี่ยวเฉี่ยวตอบอย่างร้อนรน
ลู่เซิ่งกำลังพักผ่อนหย่อนใจในสวนดอกไม้ เป็นการผ่อนคลายก่อนการฝึกดาบ
ไม่คิดว่าอยู่ๆ จะเกิดเรื่องแบบนี้
เจ้ารีบไปแจ้งลุงจ้าวกับประมุขตระกูล ข้าจะไปดูก่อน!
เสี่ยวปาพาคนไปตรวจสอบสถานการณ์ก่อนแล้ว เป็นเขาที่ส่งข่าวว่าคุณหนูหายไปกลับมา!
เสี่ยวเฉี่ยวพูดอย่างร้อนใจ
เสี่ยวปา… ลู่เซิ่งหยีสองตา เขาจำผู้คุ้มกันในคฤหาสน์ผู้นั้นได้ ข้าทราบแล้ว
เขาสวมเสื้อนอกตัวหนึ่งอย่างรวดเร็ว นำดาบยาวมาตรฐานของตระกูลไปด้วย จูงม้าตัวหนึ่งออกมาจากคอกม้า แล้วรีบรุดไปยังเหลาสุรามัจฉาทอง
ทั่วทั้งคฤหาสน์ต่างปั่นป่วน ลู่เฉวียนอันถ่ายทอดคำสั่ง ให้ลุงจ้าวนำคนรุดไปเหลาสุรามัจฉาทอง นอกจากนี้ยังให้คนไปแจ้งมือปราบในที่ทำการข้าหลวงด้วย
คนจำนวนมากออกปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว
ต้องยืนยันให้ได้ก่อนว่า ลู่ชิงชิงหายตัวไปจริงๆ หรือไม่ มิใช่หายไปชั่วคราว
ฮ่าห์!
ลู่เซิ่งขี่ม้าควบตะบึงบนถนนที่เย็นเยียบด้วยความเร็วสูง เวลายังเช้าอยู่มาก บนถนนไม่มีคน เขาจึงเดินทางได้สะดวก
ควบขับม้าในตลาด ถ้าเป็นยามปกติ ต่อให้เป็นเขา ก็หลีกเลี่ยงชาวบ้านด่าไม่พ้น
ทว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาพิเศษ
เสี่ยวปาส่งข่าวกลับมา บอกว่าลู่ชิงชิงหายตัวไป นี่เป็นแค่ตัวกระตุ้นที่ทำให้ลู่เซิ่งเคร่งเครียดเท่านั้น สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกคับขันอย่างแท้จริง เป็นเรื่องประหลาดที่ก่อนหน้านี้เขาได้เจอบนถนนใกล้เหลาสุรามัจฉาทองเส้นนั้น
ม้าหวงเปียว[1]ไปถึงปากประตูเหลาสุรามัจฉาทองอย่างรวดเร็ว
เหลาสุราปิดประตูอย่างแน่นหนา ตอนนี้ฟ้าเพิ่งขมุกขมัว ยังไม่สว่างโดยสิ้นเชิง
บนถนนด้านข้างของเหลาสุรายังเป็นสีดำเกรียมเละเทะ
เป็นเพราะไฟไม่เผาผลาญโดยสมบูรณ์ ตึกไม้หลายหลังเพียงพังลงครึ่งหนึ่ง ที่เหลืออีกครึ่งรวมกับซากอาคารที่กองอยู่บนพื้น ดูอ้างว้างผิดปกติ
ลู่เซิ่งพลิกตัวลงจากหลังม้า เดินเข้าสู่ถนนสีดำเส้นนี้
เพล้ง…
รองเท้าหนังเหยียบลงบนพื้น ไม่รู้ย่ำโดนเศษอันใด ส่งเสียงกังวาน
ลู่เซิ่งยื่นมือมากำด้ามดาบ เขามีประสบการณ์ในการต่อสู้มาแล้วสองครั้ง จิตใจจึงสงบมั่นคงไม่น้อย
ประกายตาทั้งสองข้างสาดไปสี่ทิศ ตรวจสอบรอบๆ ไม่หยุด
ไม่ทันไรเขาก็พบเงื่อนงำ
ในถนนสีดำที่ถูกเผาจนเกรียมเส้นนี้ บนเสาไม้ที่ปากประตูของบ้านหลังหนึ่งมีรอยกระบี่ลึกอยู่
บนพื้นมีรอยเท้าสับสน ยังเห็นพื้นดำสดใหม่ในรอยเท้าได้
ลู่เซิ่งยื่นมือออกไปลูบรอยกระบี่บนเสา ในเสาไม้ที่ผื้นผิวดำเกรียมยังเป็นสีเหลืองจางๆ ไม่ได้ถูกเผาทะลุ
รอยกระบี่สายนี้พอดีฟันเข้าไปในไม้สีเหลืองจากด้านในออกมาพอดี
‘สมควรเข้าใกล้ แล้ว’
เขาค่อยๆ ชักดาบออกมา เดินเข้าไปในบ้านไม้ที่อยู่ตรงหน้า
หลังคาบ้านถูกเผาจนทะลุ พอเดินเข้าประตูไป ด้านในเละเทะสับสน เครื่องเรือนที่ถูกเผาเกรียม ผืนผ้าที่โดนเผาจนม้วน ยังมีสิ่งของที่หลอมละลายจนไม่ทราบว่าเป็นของเล่นอะไร
เข้าบ้านมาได้ไม่กี่ก้าว ลู่เซิ่งพบร่องรอยที่สอง
โต๊ะที่โดนเผาในบ้าน ล้มอยู่บนพื้น ขอบมีรอยกระบี่ลึกสองสาย ยังมีเศษโลหะเป็นจุดๆ
‘พละกำลังเยอะจริงๆ’
ลู่เซิ่งหยิบเศษโลหะขึ้นมา เดาว่านี่สมควรเป็นเศษโลหะของกระบี่ยาวที่ลู่ชิงชิงน้องรองพกติดตัว
เขาก้มมองรอยเท้าบนพื้น เพิ่มความเร็วเดินไปยังลานหลังบ้าน
ออกจากห้องน้อย เข้าสู่ลานหลังบ้านของบ้านหลังนี้
ในช่องว่างบนกำแพงหลังลาน ชายฉกรรจ์ตาเดียวคนหนึ่งสวมเกราะหนังสีน้ำตาล ผมเผ้ายุ่งเหยิง ถือดาบหลังใหญ่กำลังแนบตัวบนกำแพงเมือง พลางสบถด่าทออยู่
ผู้ใด!
ลู่เซิ่งเพิ่งเข้าสู่ลานด้านหลัง คนผู้นี้ก็รู้สึกตัวทันที จ้องมองลู่เซิ่งด้วยสายตาดุร้าย
ผู้ใด ข้าต่างหากอยากถามท่านว่าเป็นผู้ใด
ลู่เซิ่งพิจารณาอีกฝ่ายเล็กน้อย
ชายฉกรรจ์ผู้นี้สูงประมาณหนึ่งหมี่แปดสิบเก้า หรือราวๆ แปดเชียะ
กล้ามเนื้อทั่วร่างพองขึ้นทุกที่เหมือนหนูตัวน้อย ในมือถือดาบตัดฟืนใหญ่สันหนาส่องประกายแสงสีเงิน ยังเหลือรอยเลือดติดอยู่ บนตัวมีสภาวะดุร้ายราวสัตว์ป่า
ข้าหรือ ชายฉกรรจ์หัวเราะเหอะๆ โยนกระดาษในมือทิ้ง
ดูเหมือนเจ้าจะเป็นคนในครอบครัวของสาวน้อยนางนั้นแล้ว สาวน้อยนั่นถึงกับกล้าสังหารศิษย์ของข้าไปสองคน ข้ากับพี่ใหญ่จึงลงมือจับนาง น่าเสียดายเจ้ามาช้าไปก้าวหนึ่ง สาวน้อยนางนั้น พี่ใหญ่ของข้าส่งนางกลับขึ้นเขาไปก่อนแล้งจึงจะค่อยๆ เสพสุข
สาวน้อยหรือ
สายตาลู่เซิ่งค่อยๆ อึมครึมขึ้น
เห็นสภาพของท่าน สมควรมิใช่คนไร้ชื่อเสียงกระมัง ในเมืองเก้าประสานแห่งนี้คงจะเคยได้ยินชื่อเสียงของตระกูลลู่มาก่อน มิสู้ท่านบอกจำนวนมา ทุกคนมีวาจาค่อยๆ ปรึกษากัน
ผายลม ปรึกษาอะไรกัน! ตระกูลลู่มีเจ้ามาคนเดียวหรือ
ชายฉกรรจ์ยิ้มเย็นชามองลู่เซิ่ง
คนล้วนอยู่ด้านหลัง ลู่เซิ่งไม่มีอะไรต้องปิดบัง อีกฝ่ายเป็นคนมีประสบการณ์ กล่าววาจาเหลวไหลออกมาคงไม่มีประโยชน์
มิสู้พูดความจริง
มีแค่ตัวเจ้าคนเดียวถึงกับไล่ตามมา มีความกล้านัก!
ชายฉกรรจ์หัวเราะเหอะๆ
เจ้าสอง เจ้าสาม จับมันเอาไว้ อีกเดี๋ยวให้ตระกูลลู่ใช้เงินมาประกันตัวทีเดียว
เสียงเขาเพิ่งขาดลง ในช่องว่างอีกด้านของลานด้านหลังมีชายฉกรรจ์สองคนกระโดดเข้ามา ต่างเป็นชายร่างบึกบึนสวมเกราะหนังสีเกาลัด คนหนึ่งถือขวานด้ามยาว คนหนึ่งถือกระบองเสมอคิ้ว
เด็กน้อยเพียงคนเดียว ข้าคนเดียวก็จัดการได้แล้ว ท่านพ่อ ท่านเรียกพวกเราสองคนออกมาพร้อมกันทำไม คนหนึ่งบ่น
ใครจับมันได้ก่อนนับเป็นความชอบของผู้นั้น!
ชายคนนั้นหัวเราะ
ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนได้ยินต่างหัวเราะตาม สายตามองลู่เซิ่งโดยไร้เจตนาดี
แหะแหะแหะ น้องชายหน้าตาหล่อเหลาเอากลับไปเสพสุขคู่กับเด็กสาวคนนั้น กลับไม่เลว
ชายฉกรรจ์ที่ถูกเรียกว่าเจ้าสอง มองลู่เซิ่งด้วยสายตาลามก
ผายลม เสพสุขอันใดกัน ต้องให้บิดาก่อน!
เจ้าสามถ่มน้ำลายใส่กลางฝ่ามืออย่างย่ามใจ
ตัดขาทั้งสองข้างของมันก่อน อย่าให้เลือดออกมากเกินไป หากพิการแล้วจะส่งผลต่อจิตใจของมัน คนล่าสุดถูกเจ้าใช้ขวานฟันมือขวาขาดไป เลือดพุ่งไปทั่ว จนคนหมดแรงแล้ว!
เรื่องของข้า! เจ้าเองก็ไม่ใช่ใช่ฟาดกระบองใส่หลังของคนผู้นั้นหรอกหรือ ถึงรอบของข้าคนก็เกือบหมดลมหายใจแล้ว!
เจ้าสองตีฝีปาก
ทั้งสองคนนี้เป็นพี่น้องฝาแฝดกัน เกิดมาก็มีรูปร่างกำยำแล้ว ภายหลังกราบเป็นศิษย์ตระกูลหลินแห่งเขาลมทมิฬเมืองเก้าประสาน ฝึกวิชาดาบปีศาจและดาบหักเมืองเก้าประสาน
ดาบหักหลินหงสุ่ยคือชายฉกรรจ์ที่ถือดาบตัดฟืนใหญ่สันหนา
ดาบปีศาจหลินซวงหั่วกับดาบหักหลินหงสุ่ย สิบกว่าปีก่อนหน้านี้เคยก่ออาชญากรรมฆ่าคนในเมืองเก้าประสาน ตอนนั้นคนทั้งสองสังหารขบวนพ่อค้าสองขบวนในคืนเดียว ชิงแก้วแหวนเงินทองไม่น้อยหลบหนีไป
แต่ละคนมีวิชาเฉพาะตัว ใช้ดาบตัดฟืนที่น้ำหนักมากสองเล่ม กับการใช้กระบวนท่าวิชาดาบที่มีอานุภาพ เร็วราวกับลมกรดสองชุด
พี่ใหญ่ดาบปีศาจหลินซวงหั่ว เคยสร้างผลงานการต่อสู้ที่โหดเหี้ยมผ่าคนคนหนึ่งเป็นสองท่อนในหนึ่งดาบระหว่างการไล่ล่าของเหล่ามือปราบ
ลู่เซิ่งเพิ่งจะประมือกับคนซึ่งๆหน้าเป็นครั้งแรก ทั้งยังลงมือกับคนสามคนในครั้งเดียวกัน
เขายกดาบยาวขึ้น มองไปที่เจ้าสองและเจ้าสามที่ค่อยๆ เดินเข้ามา
‘ฟันหนึ่งดาบออกไปก่อน พวกมันมีคนมาก สู้ไม่ไหวค่อยหาทางหนี’
เขากังวลใจเล็กน้อย อย่างไรตอนนี้ตนมีพลังอันใดก็ยังไม่แน่ใจ ไร้ตำแหน่งเปรียบเทียบ
ด้วยความคิดเช่นนี้
ลู่เซิ่งจึงไม่ได้ใช้วิชาดาบ็พยัคฆ์ดำ และไม่ใช้ฝ่ามือทำลายใจ
แต่ว่าจะใช้แปดสิบสี่ดาบนางแอ่นถลาลมที่ปกติตนฝึกฝน เพราะไม่ต้องการถูกคนมองเบาะแสออกตั้งแต่เริ่มต่อสู้
เขาถือดาบกึ่งแน่นกึ่งหลวม สายตามองไปยังเจ้าสอง
มาเถอะ! เจ้าสองฉีกยิ้ม ควงขวานยักษ์ ชี้ไปที่ศีรษะของตัวเองพลางกล่าว
เด็กน้อย เข้าท่าเข้าทางอยู่บ้าง ฟันตรงนี้สิ! ตรงนี้!
ท่านปู่ของเจ้าจะยืนอยู่กับที่ให้เจ้าฟัน…
ควับ!
พริบตานั้นมีสายฟ้าสีเงินสายหนึ่งแวบผ่าน
ดาบยาวในมือของลู่เซิ่งกลายเป็นนกนางแอ่นที่ปราดเปรียว ข้ามระยะห่างหลายหมี่อย่างฉับพลัน ฟันขวางผ่านไปบนร่างเจ้าสอง
ฉูด!
หนึ่งศีรษะพลันลอยขึ้นมา
เลือดสาดกระจายเต็มพื้น
ในตัวลานพลันเงียบงัน
………………………………………….
[1] ม้าหวงเปียว ม้าพันธุ์หนึ่ง มีขนสีเหลืองเกาลัด
บทที่ 18
เจ้าสามถือกระบองเสมอคิ้วตาค้าง
ดาบหักหลินหงสุ่ยอ้าปากกว้าง มองศีรษะที่กลิ้งอยู่บนพื้น แล้วมองลู่เซิ่งที่ยืนนิ่งอยู่กับที่
ลมสารทพัดซู่ เศษผงบนพื้นถูกเป่าจนลอยฟุ้งเล็กน้อย
ทั้งสามคนล้วนเงียบงันไปชั่วขณะ
เป็นสิ่งที่ลู่เซิ่งคาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิง อีกฝั่งดูเก่งกาจเทียมฟ้า แต่ว่าดาบที่เขาเพียงทดลองฟันออกไปก็หลบไม่พ้น
เจ้าสามตะลึงลาน สองขาตอนนี้เริ่มสั่น
หลินหงสุ่ยคิดไม่ถึงโดยสิ้นเชิง ดาบเมื่อครู่นั้นถึงกับเป็นเด็กหนุ่มบนปากไร้หนวดเช่นลู่เซิ่งใช้ออกมา
ประเสริฐ ประเสริฐ ประเสริฐ!
เขาพลันหัวเราะ เพียงแต่รอยยิ้มนั้นแฝงความดุร้ายสายหนึ่ง
เข้ามาเถอะ…
ควับ!
ประกายดาบพุ่งผ่าน ครั้งนี้เป็นเจ้าสาม
เงาร่างของลู่เซิ่งตัดผ่านตรงหน้าเจ้าสาม เลือดสดๆ สาดกระจายลงมาอีกครั้ง
ศีรษะของเจ้าสามหายไปแล้วเช่นกัน กลิ้งอยู่บนพื้นหลายตลบ ไปชนใส่กองถ่านหินจึงหยุดลง
ลู่เซิ่งสะบัดเลือดบนดาบ
ในใจมีความรู้สึกรุ่มร้อนจากเลือดลมที่พลุ่งพล่าน
‘นี่คือการฆ่าคน นี่ก็คือมือดาบ! นี่ก็คือหนึ่งวาจาไม่ลงรอย ชักดาบเข้าห้ำหั่นกันตามที่เล่าขาน!’
เขากำดาบยาวแน่น ดาบยาวสีเงินที่ธรรมดา ดาบที่ยาวเท่าแขนในมือของเขาเล่มนี้ เหมือนกับสหายร่วมศึกที่ผูกพันธ์กันที่สุด
ความรู้สึกผิดปกติจางๆ ไหลออกมาจากส่วนลึกจิตใจของลู่เซิ่ง เขาพลันมีความรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในนิยายกำลังภายในหลายเรื่องที่เคยอ่านมาก่อน
ความพลุ่งพล่านซึ่งอธิบายไม่ถูกลุกไหม้ที่ก้นบึ้งจิตใจของเขา
เข้ามา! ถ้าสังหารข้าไม่ได้ ก็จงเหมือนสวะสองตัวบนพื้น
ลู่เซิ่งชอบความรู้สึกนี้ สองตาแดงก่ำ เลียริมฝีปากที่แห้งผาก เดินเข้าหาหลินหงสุ่ยทีละก้าว
เด็กน้อย!
หลินหงสุ่ยสีหน้ามีโทสะแล้ว
เขากำดาบตัดฟืนใหญ่สันหนาด้วยสองมือ สาวเท้าเดินเข้าหาลู่เซิ่ง
ควับ!
นางแอ่นสีเงินปรากฎขึ้นอย่างฉับพลัน ลู่เซิ่งฟันออกไปดาบหนึ่ง
ถึงแม้ดาบนางแอ่นถลาลมจะเป็นเพียงแค่ระดับเบื้องต้น แต่ว่าภายใต้การควบคุมวิถีดาบ อย่างชำนาญของวิชาดาบพยัคฆ์ดำ พลังจึงไม่ธรรมดา
เคร้ง!
แต่ว่าดาบนี้กลับถูกหลินหงสุ่ยยกดาบขึ้นรับไว้ได้
ข้าจำกระบวนท่านี้ได้… นางแอ่นจิบน้ำ ดาบนางแอ่นถลาลมนี่เอง… เขายิ้มอย่างดุร้าย ครั้งกระโน้นข้าเกือบฟันเจ้าของเดิมของวิชาดาบชุดนี้ตายไป อย่าว่าแต่เด็กน้อยผายลมอย่างเจ้า!
เขาออกแรง ปัดดาบยาวของลู่เซิ่งออกไป
ดาบตัดฟืนใหญ่พลันพลิกแพลง แฝงแรงอันแข็งแกร่งสุดขีดสายหนึ่ง เขี่ยเอียงๆ ขึ้นจากด้านล่าง
กระบวนท่าลมกรดในวิชาดาบลมกรดนี้เป็นท่าเริ่มต้นที่เขาใช้หลายครั้งไม่เคยผิดพลาด ทุกครั้งที่ออกกระบวนท่านี้ ถ้าอีกฝ่ายไม่หลบ ก็มิอาจไม่ถูกกดดันให้ปะทะตรงๆ กับเขา
ลู่เซิ่งเอียงร่างหลบดาบ ดาบยาวในมือใช้ท่าดาบนางแอ่นถลาลมต่อสู้กับอีกฝ่ายอย่างสุดกำลัง
ทั้งสองคนประมือกันอย่างรุนแรงในลานด้านหลัง
สภาวะดาบของหลินหงสุ่ยหนาหนัก ดาบใหญ่ไม่ต่างกับลูกตุ้มขนาดใหญ่ พละกำลังมากมาย พอกระทบเข้าก็รู้สึกได้ว่าแขนชา
ส่วนสภาวะดาบของลู่เซิ่งมีความเร็วสูง ทนทานมากกว่า อาศัยความเร็วของวิชาดาบนางแอ่นถลาลมปัดป่ายการโจมตีของอีกฝ่าย ขณะที่อีกฝ่ายฟันดาบเข้ามา
ความจริงทั้งสองคนล้วนมีความเร็วสูงยิ่ง สูงกว่าเจ้าสองและเจ้าสามมาก
สำหรับคนทั้งสองความเร็วดาบเช่นนี้เป็นเพียงสภาพปกติ
ลู่เซิ่งใช้ดาบถลาลมออกมาหลายสิบกระบวนท่าอย่างสมบูรณ์รอบหนึ่ง ยังคงไม่ได้เปรียบ
ส่วนทางด้านหลินหงสุ่ยคึกคักราวมังกรพยัคฆ์ พละกำลังมากจนน่าตระหนก
เคร้งๆ!
ดาบทั้งสองเล่มปะทะกันอีกครั้ง
ลู่เซิ่งไม่ระวังเท้าเหยียบใส่แผ่นไม้แผ่นหนึ่ง ร่างจึงเอียงเสียสมดุล
หลินหงสุ่ยตาเป็นประกาย ดาบตัดฟืนใหญ่พลันฟันไปด้านหน้าอย่างสุดกำลัง
ไปตายซะ!
เขาต้องการผ่าเด็กน้อยน่ารังเกียจผู้นี้ออกเป็นสองท่อน! อีกฝ่ายถึงกับกล้าสังหารเจ้าสองเจ้าสามต่อหน้าเขา
หากแค้นนี้ไม่ชำระ ภายหลังผู้ใดจะกล้ามาเป็นศิษย์!
ดาบตัดฟืนใหญ่แฝงการสั่นสะเทือนอันประหลาด ฟันใส่ศีรษะลู่เซิ่งจากบนลงล่างอย่างดุดัน
หัวใจของแก่นวิชาดาบลมกรด คือสามารถทำให้พลังดาบใหญ่ที่ฟันออกไปเพิ่มขึ้นผ่านทักษะการใช้แรงที่พิเศษ
นี่ทำให้หลินหงสุ่ยที่เดิมทีมีพละกำลังที่น่าทึ่งอยู่แล้ว วิถีดาบบนดาบยิ่งน่าตกตะลึงกว่าเดิม
ดาบใหญ่ฟันลงใส่ลู่เซิ่ง
โฮก!
ในตอนนี้เอง ลู่เซิ่งตั้งตัวตรง ยืนมั่นในพริบตา ดาบยาวในมือเร่งความเร็วจนสั่นสะเทือนส่งเสียงคำรามอย่างเลือนรางออกมา
กรรซ์!
เป็นเสียงพยัคฆ์คำราม!
ลู่เซิ่งสองตาแดงก่ำ พลันใช้ท่าพยัคฆ์สังหารในวิชาดาบพยัคฆ์ดำ
คมดาบแฝงพลังสั่นสะเทือนและพลังระเบิดอันมหาศาล ฟันลงบนแขนทั้งสองข้างที่กำดาบของหลินหงสุ่ยอย่างดุดัน ความเร็วของดาบนี้รวดเร็วและรุนแรงมากกว่าดาบตัดฟืน!
บังอาจ! ทันใดนั้นมีเสียงตะโกนอย่างเดือดดาลสายหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านนอกช่องของตัวลาน
พริบตานั้นเงาดำกลุ่มหนึ่งพุ่งมาถึง กระแทกใส่ดาบของลู่เซิ่งอย่างดุดัน
เคร้ง!
นั่นเป็นก้อนหินสีขาวอมเทาก้อนหนึ่ง
มีชายฉกรรจ์ถือดาบตัดฟืนใหญ่สันหนาคนที่สองกระโดดเข้ามาในตัวลาน
ชายฉกรรจ์คนนี้ตั้งแต่หน้าผากจรดคาง มีแผลเป็นตัดไว้สองสาย มองไปดุร้ายผิดธรรมดา
พี่ใหญ่!
หลินหงสุ่ยเพิ่งถูกเสียงคำรามที่วิชาดาบพยัคฆ์ดำทำให้เกิดขึ้น กระแทกเขาจนตอบสนองช้าไปหนึ่งจังหวะ เกือบถูกลู่เซิ่งฟันสองแขนขาด
ยามนี้เขารีบฉวยโอกาสเก็บดาบ เหงื่อกาฬเม็ดใหญ่ไหลออกมาบนใบหน้า เห็นได้ชัดว่าตกใจเกือบสำลัก
ที่เด็กน้อยนี้ใช้เป็นวิชาดาบพยัคฆ์ดำ รับมือยาก! มีคนรุดมาแล้ว รีบจัดการมันด้วยกัน!
หลินซงหั่วมองศพสองศพบนพื้น กล่าวเสียงเคร่งเครียด
ดี!
สองพี่น้องแบ่งเป็นสองทาง พุ่งเข้าหาลู่เซิ่งพร้อมกัน
ลู่เซิ่งแตกตื่นแต่ไม่หวาดกลัว ใช้กระบวนท่าบารมีพยัคฆ์ของวิชาดาบพยัคฆ์ดำ สภาวะดาบดุดัน แข็งแกร่งกว่าดาบนางแอ่นถลาลมมาก
วิชาดาบพยัคฆ์ดำที่เขาฝึกสำเร็จมีอานุภาพเหนือทั้งสองคน ทุกๆ ดาบล้ำหน้าทั้งสองคนไปก้าวหนึ่ง ฟันใส่จุดสำคัญที่ไม่อาจไม่ป้องกันของอีกฝ่าย
ชั่วเวลาสั้นๆ กระบวนท่าบารมีพยัคฆ์ถูกเขาใช้ออก ติดต่อกันสิบเจ็ดครั้ง!
ฟุ่บๆๆ!
เสียงตวาดดังติดต่อกันในตัวลาน สองพี่น้องร่วมมือกัน ถึงกับเพียงสู้สูสีกับลู่เซิ่ง
กระบวนท่าดาบของพวกเขาไม่มีโอกาสปะทะตรงๆ กับลู่เซิ่ง ทุกครั้งใช้ออกไปครึ่งหนึ่งก็ถูกกดดันให้กลับไปป้องกันตัว
การต่อสู้ที่ดุเดือดนี้กินเวลาครึ่งก้านธูป หลินซงหั่วทนไม่ไหวแล้ว ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง อาศัยช่องว่างที่น้องชายกันไว้ชั่วคราว ยื่นมือหยิบห่อกระดาษห่อหนึ่งออกมาจากในอกเสื้อ แล้วโยนใส่ลู่เซิ่ง
ตายซะ!
ผุ่บ!
ห่อกระดาษถูกลู่เซิ่งฟันแหลกไปในหนึ่งดาบ ผงหินจำนวนมากกระจายออกมาจากด้านใน
เขาตกใจ จึงกลั้นลมหายใจและหลับตาลง
ไม่ทันคิดมาก สุดท้ายใช้กระบวนท่าพยัคฆ์คำรามออกไปอย่างบ้าคลั่ง
โฮก!
เป็นเสียงเสือคำรามดังขึ้นอีกครั้ง
เคร้งๆ!
ครั้งนี้ดาบยาวในมือของลู่เซิ่งไม่อาจหลบเลี่ยง ปะทะตรงๆ กับดาบตัดฟืนทั้งสองเล่ม
เสียงแกร่กดังขึ้น ดาบยาวหักออก หมุนวนกระเด็นจากด้านข้างไปเสียบลงบนพื้นดิน
แต่กระบวนท่าพยัคฆ์คำรามในฐานะกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของวิชาดาบพยัคฆ์ดำ พละกำลังกับความเร็วไม่อาจดูแคลน
ดาบตัดฟืนในมือพวกหลินหงสุ่ยก็ถูกกระแทกจนวิถีพลังคลายตัว
ดูว่าครั้งนี้เจ้าจะเอาอะไรมาป้องกันตัว! ไปตายซะ! ฮ่าฮ่าฮ่า!
หลินซงหั่วหัวเราะ นักดาบที่ไร้ดาบก็เหมือนแพะรอถูกเชือด ขีดความสามารถแตกต่างกันมหาศาล
เขากำลังกำดาบจะจัดการลู่เซิ่ง
ผัวะๆ!
ในตอนนี้เอง เสียงฝ่ามือกระแทกสองเสียงพลันดังขึ้น
หลินซงหั่วลืมตาค้าง มองลู่เซิ่งที่ฉวยโอกาสเข้ามาใกล้ สองฝ่ามือสภาวะดุจสายฟ้าฟาด กระแทกเข้าที่หน้าอกของหลินหงสุ่ยน้องชายติดต่อกัน
ดาบตัดฟืนใหญ่ในมือของหลินหงสุ่ยหล่นเคร้งลงกับพื้น
เขาถอยหลังอย่างไม่กล้าเชื่อสองก้าว กุมหน้าอกพูดไม่ออก
พี่… พี่ใหญ่… รีบ… หนี!
ฟู่ว!
หลินหงสุ่ยกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง หงายหลังล้มลง
ลู่เซิ่งอยู่ในสภาพเลือดลมพลุ่งพล่านอย่างน่าประหลาด
หลังเขาฆ่าหลินหงสุ่ยแล้ว ก็วูบไหวร่าง ใช้ท่าเท้าของฝ่ามือทำลายใจ พุ่งเข้าใส่หลินซงหั่วที่อยู่ใกล้แค่คืบ
หลินซงหั่วเหมือนตื่นจากความฝัน ตะโกนอย่างเดือดดาล คิดจะใช้ดาบขวางเขาไว้
แต่ว่าสายไปเสียแล้ว
ความตายของน้องชายทำให้เขาชะงักไป พริบตาเดียวที่เสียเวลา ก็มากพอจะทำให้ลู่เซิ่งเข้าประชิดตัว
ผัวะผัวะผัวะ!
สามฝ่ามือติดต่อกัน สองมือลู่เซิ่งกระแทกใส่หน้าอกกับท้องน้อยของหลินซงหั่วเหมือนสายฟ้าฟาด
พลังอันพิสดารของฝ่ามือทำลายใจชำแรกผิวหนังกล้ามเนื้อ ทะลุถึงอวัยวะภายใน
หลินซงหั่วหน้าแดง ถอยหลังไปหลายก้าว ทรุดนั่งลงกับพื้น
เขามองลู่เซิ่งเขม็ง อ้าปากคิดกล่าวอันใด แต่ว่าปากมีเลือดที่ไหลออกมาตลอดเวลา ทำให้เขาส่งเสียงไม่ออก
ตุบ!
หลินซวงหั่วล้มหงายไปด้านหลัง ไม่มีลมหายใจอีกต่อไป
ลู่เซิ่งหัวเราะเหอะๆ สองคำ
‘สองยอดฝีมือระดับพลังปลอดโปร่งร่วมมือกัน… สมควรเป็นดาบปีศาจกับดาบหักที่ลุงจ้าวเคยไล่ล่าสมัยยังหนุ่ม คิดไม่ถึงวันนี้จะตายด้วยมือเรา’
เขามองสี่ศพบนพื้น ใจเต้นระทึก เลือดลมทั่วร่างพรั่งพรูชั่วขณะ
‘หรือว่านี่จะเป็นระดับสำนึกปลอดโปร่งของคนฝึกวรยุทธ์ที่ลุงจ้าวเคยพูดถึง และเป็นสำนึกจิตรวมเป็นหนึ่งซึ่งก่อนหน้าอาจารย์จางสวินเคยชี้แนะ’
หากบอกว่าพลังปลอดโปร่ง เป็นขอบเขตที่ควบคุมแรงทั้งหมดทั่วร่างได้
เช่นนั้นระดับสำนึกปลอดโปร่ง ก็เป็นการผสานสายตา จิตใจ เสียง ความสามารถหลากหลายในการโจมตีศัตรูจากหลายทิศทาง
ขณะเดียวกัน ในขอบเขตสำนึกปลอดโปร่ง การควบคุมพลังของตัวเองยังมากกว่าขอบเขตพลังปลอดโปร่ง
ร่างกายกล้ามเนื้อของคนไหนเลยสามารถควบคุมได้หมดอย่างง่ายดาย
ลู่เซิ่งยังจำได้ว่าที่โลกปัจจุบันเคยมีคนวิจัยมาก่อนว่า ถ้าหากรวบรวมพละกำลังทั้งหมดของกล้ามเนื้อทุกส่วนบนร่างไปที่จุดหนึ่ง
ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ธรรมดาทั่วไป ก็สามารถแสดงพลังที่น่ากลัวหลายตันได้
นี่คือขีดจำกัดทางทฤษฎี
แต่ว่ากระดูกข้อต่อของคนไม่อนุญาตให้ใช้แรงขนาดนี้ได้
ดังนั้นจึงเป็นเพียงทฤษฎี
ส่วนการหลอมรวมปราณ สมควรใกล้เคียงกับการใช้กล้ามเนื้อระดับนี้ให้ถึงขีดสุด
ลู่เซิ่งยังยืนอยู่ในลาน ค้นดูเสื้อผ้าและถุงข้างเอวของพวกพี่น้องหลินซวงหั่ว
เจอตั๋วเงินปึกหนึ่งจากถุงข้างเอวของพวกเขา ล้วนเป็นตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึง ไม่มีจำนวนย่อย เขายัดเข้าถุงเอวตัวเองอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็ได้สมุดดำเล่มเล็กเก่าขาดเล่มหนึ่ง ไม่ทราบใช้หนังอะไรทำ สมุดเล็กๆ เล่มนี้ถูกหลินซวงหั่วพกไว้กับตัว แสดงว่าสำคัญมาก
สิ่งของไร้สาระอย่างอื่น ลู่เซิ่งไม่แตะต้อง เขายืนพักผ่อนเงียบๆ ในตัวลาน รอคนในตระกูลลู่มา
ก่อนหน้านี้ประมือกับคนบรรลุขอบเขตพลังปลอดโปร่งทั้งสองคน เขาความจริงได้รับบาดเจ็บเช่นกัน
หลินซวงหั่วกับหลินหงสุ่ยต่างมีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิด บวกกับวิชาดาบลมกรดก็ยิ่งเสริมแรง นี่ทำให้สภาวะดาบของคนทั้งสองหนักสุดขีด
ตอนปะทะตรงๆ ครั้งสุดท้าย
กล้ามเนื้อแขนขวาของลู่เซิ่งถูกกระแทกจนบาดเจ็บ ส้นเท้าปวดแปลบ สมควรเป็นการระเบิดที่แข็งแกร่งทำให้เอ็นเท้าได้รับบาดเจ็บเช่นกัน
ยังมีบ่าทั้งสองข้างเพราะออกแรงใช้ดาบอย่างสุดกำลังในระยะเวลาอันสั้น บวกกับการปะทะครั้งสุดท้าย ตอนนี้ส่งความเจ็บปวดมา ไม่ทราบว่ากระดูกเสียหายหรือไม่
………………………………………….
บทที่ 19
‘ร่างกายยังอ่อนแอเกินไป… การฝึกฝนตลอดหลายเดือนยังไม่พอ’ ลู่เซิ่งพอหยุด พลันรู้สึกเจ็บปวดทั่วร่าง
ดีที่ลมปราณภายในของวิชากระเรียนหยกที่โคจรตลอด ยามนี้เหยียดยื่นออกมาหลายเส้นเหมือนกับใยแมงมุม เชื่อมกับจุดปวดทั้งหมดบนร่าง
พร้อมกับที่ลมปราณภายในที่ลำเลียงมาทำการบำรุงหล่อเลี้ยง จุดที่เดิมยังเจ็บปวดก็ส่งความคันยิบๆ ออกมา
‘ประสิทธิผลน่าทึ่งจริงๆ ความรู้สึกคันนี้สมควรเป็นความรู้สึกที่บาดแผลบนร่างสมานตัว’
ลู่เซิ่งคาดเดาในใจ
มองดูศพบนพื้น เขาเดินเข้าไปในช่องที่จ้าวซวงหั่วเข้ามา
อีกด้านหนึ่งของช่องเป็นลานหลังของบ้านอีกหลัง
เขาเดินเข้าไปในลานด้านหลัง ลู่เซิ่งกวาดมองรอยเท้าบนพื้น ตามรอยเท้าที่เดินเข้าไปในห้องของบ้านหลังนี้
เพิ่งเข้ามาในห้อง เขาก็มีสีหน้างงงัน มองสภาพในห้อง
สิ่งที่เข้าสู่คลองจักษุคือลู่ชิงชิงที่ถูกแขวนอยู่บนคานห้อง ทั่วร่างเพียงสวมเอี๊ยมสีขาวตัวเดียว
ดรุณีน้อยนางนี้สลบไสลไปแล้ว…
ถ้าไม่ใช่มีแผ่นผ้าปิดไว้ อีกนิดก็จะเห็น…
บนตัวมีเพียงแผ่นผ้าปิดไว้ มากกว่าครึ่งเปิดเปลือยต่อภายนอก
ดูท่าทางถ้าลู่เซิ่งมาช้ากว่านี้อีกหน่อย ลู่ชิงชิงคงจบสิ้นแน่แล้ว
‘ยังดีๆ…’
ลู่เซิ่งรีบถอดเสื้อนอกออก ห่อตัวลู่ชิงชิงไว้ แล้วนำนางลงมา
เรื่องนี้ไม่อาจให้คนอื่นรู้ ไม่เช่นนั้นชื่อเสียงของลู่ชิงชิงย่อยยับแน่
ลู่เซิ่งตัดสินใจปกปิดเรื่องที่ลู่ชิงชิงถูกชุดคร่า
สมัยนี้ถ้าหญิงสาวถูกคนทราบว่าเจอเรื่องแบบนี้ ผู้ใดกล้ารับประกันได้ว่าลู่ชิงชิงใช่ถูก…หรือไม่
ความบริสุทธิ์ของหญิงสาวในยุคนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด
เด็กสาวที่หมดพรหมจรรย์ก่อนแต่งงาน ต้องถูกจับใส่กรงหมูแช่น้ำในตระกูล
ขณะที่กอดชิงชิง ลู่เซิ่งตบหน้าเด็กสาวเบาๆ ไปหลายที
ถ้าหากลมปราณภายในสามารถควบคุมได้โดยอิสระ เขายังคิดว่าตนอาจจะรวบรวมออกมาช่วยรักษาอาการบาดเจ็บในร่างคนอื่นๆ เหมือนเรื่องกำลังภายในที่เคยได้ยินมา
น่าเสียดายที่กำลังภายจากวิชากระเรียนหยกของเขาแตะต้องยังมิอาจแตะต้องได้
หลังจากตบไปหลายรอบ ลู่ชิงชิงค่อยฟื้นขึ้นมาอย่างอ่อนแรง
นางยังสะลึมสะลือ เพิ่งฟื้นตื่นจึงรู้สึกสับสนอยู่บ้าง
รู้สึกทั่วร่างเย็นวาบ ค่อยคิดออกว่า ตนเองถูกคนเลวเหล่านั้นทำร้าย ภายหลังถูกจับมัด
ตอนนี้สภาพผิดปกติบนร่างทำให้นางตัวสั่น หลังได้สติ ขณะที่มองลู่เซิ่ง ขอบตากลายเป็นสีแดงแล้ว…
น้ำตาคลอหน่วย พร้อมไหลออกมาทุกเวลา
รีบๆ ใส่เสื้อผ้า! คนในตระกูลกำลังมาแล้ว
ลู่เซิ่งเร่ง พวกลุงจ้าวสมควรใกล้มาถึงที่นี่แล้ว
ตั้งแต่เขาเข้ามา จนถึงตอนสู้กับพี่น้องดาบปีศาจ ความจริงเวลาผ่านไปแค่ช่วงสั้นๆ เพราะอย่างนี้ เวลาสงบสติอารมณ์ที่เหลือให้ลู่ชิงชิงจึงมีมากพอ
ลู่ชิงชิงสีหน้ายังสับสน แต่ก็เข้าใจอย่างรวดเร็วได้ว่าเป็นอันใด นางมิใช่คนโง่ ทราบว่าพี่ใหญ่หมายความว่าอย่างไร
พอได้ยินว่ายังมีความหวังแก้ไข นางก็ยันร่างอ่อนยวบขึ้นอย่างรวดเร็ว เก็บเสื้อผ้าของตนที่ถูกฉีกทิ้งไปทั่วห้องขึ้น เพียงแต่เสื้อผ้าบางส่วนเป็นเศษชิ้นส่วนไปแล้ว มิอาจสวมใส่ได้
ยามใส่เสื้อผ้าขณะที่ร่างเปลือยเปล่า นางก็ไม่มีเวลาสนใจ
ลู่เซิ่งหันหลังให้อย่างรู้ตัว
รอจนลู่ชิงชิงสวมเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็หันหน้ามา
พอเห็นพี่ใหญ่เอาใจใส่แบบนี้ ลู่ชิงชิงก็ผ่อนลมหายใจ ใบหน้าแม้แดงอยู่บ้าง แต่ดีกว่าก่อนหน้ามากแล้ว
พี่ใหญ่ คนเลวเหล่านั้นเล่า!
บนใบหน้านางเผยสีหน้าเคียดแค้น
ถูกข้าสังหารไปแล้ว
ลู่เซิ่งกล่าวอย่างสงบนิ่ง
เสี่ยวปาเล่า ไม่เห็นเขาเลย
ไม่แน่ใจ… ข้าก็ไม่เห็นเสี่ยวปามา
ลู่ชิงชิงตอบ อยู่ๆ ก็รู้สึกตัว พลันสงสัย งงงัน
คนจำนวนมากขนาดนั้น ยอดฝีมือตั้งหลายคน ถึงกับโดนพี่ใหญ่คนเดียวฆ่าทิ้งแล้วหรือ
นางไม่เชื่ออยู่บ้าง
ในความทรงจำของนาง ลู่เซิ่งที่แล้วมามีภาพลักษณ์เป็นคุณชายสง่างาม แม้ช่วงนี้จะเริ่มฝึกฝนวรยุทธ์ แต่วรยุทธ์ของคนเหล่านั้นสูงส่ง แม้อาจารย์นางมาถึงก็ไม่แน่ว่าจะสู้ได้…
พี่ใหญ่คนเดียวไฉนจึงได้…
อีกเดี๋ยวไปตามหาตัวเสี่ยวปา เก็บของเรียบร้อยแล้วรึ อีกสักพักบอกพวกเขาว่า ข้ากับเจ้าร่วมมือกันสังหารคนเหล่านั้น เข้าใจหรือไม่ ตอนข้ามาถึงเจ้ากำลังต่อสู้พัวพันกับลูกศิษย์พวกมันอยู่พอดี
ลู่เซิ่งเตรียมข้ออ้างไว้
อื้ม!
ลู่ชิงชิงทราบผลลัพธ์ร้ายแรงของเรื่องราว ไม่ถามมาก พยักหน้าขานรับอย่างจริงจัง
แต่พอนึกถึงว่าตัวเองคงถูกพี่ชายเห็นหมดแล้ว จิตใจนางมีความรู้สึกเขินอายแปลกๆ อยู่
รู้สึกว่ายืนอยู่ตรงหน้าพี่ใหญ่เช่นนี้ เหมือนกับตนเองไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า
คิดถึงตรงนี้นางหน้าแดงอีกแล้ว ก้มหัวอำพรางใบหน้าอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งเก็บกวาดร่องรอยสิ่งของในห้องอีกเล็กน้อย เก็บเชือกที่มัดคนม้วนนั้นขึ้นมา
รอจนเก็บเสร็จ พวกลุงจ้าวในที่สุดก็มาถึงแล้ว
เสียงฝีเท้าเร่งร้อนของฝูงชนเข้ามาในลานน้อยที่อยู่ใกล้เคียง
จากนั้นเป็นเสียงอุทาน
เป็นพี่น้องดาบหักกับดาบปีศาจ! ผู้คุ้มกันที่อายุมากหน่อยคนหนึ่งกล่าวเสียงดัง
ทุกคนปั่นป่วน จากนั้นก็เงียบเชียบ
เสียงของลุงจ้าวดังขึ้นอีก
ตามหาพวกคุณชายใหญ่กับคุณหนูรอง
พวกเราไม่เป็นไร!
ลู่เซิ่งพาลู่ชิงชิงกลับมายังลานเมื่อก่อนหน้า
ลุงจ้าวใส่ชุดรัดรูปสีดำ ในมือถือดาบคู่ ยืนอยู่กลางลาน
คนคุ้มกันที่เหลือกำลังแยกกันตรวจสอบศพกับร่องรอยในสวนน้อย
หนูเซิ่ง! ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว! ลุงจ้าวสองตาผ่อนคลาย สภาวะเหี้ยมหาญบนร่างลดลงอย่างรวดเร็ว
ที่นี่ไม่ใช่สถานที่พูดคุย กลับไปก่อนค่อยว่ากล่าวกัน
พูดจบเขามองลู่ชิงชิงทางด้านหลัง สายตาคล้ายมีความคิดใด การอำพรางของคนทั้งสองแม้ปิดบังคนทั่วไปได้ แต่ปิดบังจอมยุทธ์เก่าอย่างเขาไม่ได้
ลู่เซิ่งพยักหน้า ทราบว่าในคฤหาสน์มีคนรายงานที่ว่าการไปแล้ว ทั้งสองคนพาลู่ชิงชิงกับเหล่าผู้คุ้มกันออกไปขึ้นรถม้าคันหนึ่ง
ทั้งสามคนนั่งรถ คนที่เหลือบ้างขี่ม้าบ้างวิ่ง กลับทางเดิมอย่างรวดเร็ว
ในตัวลานเหลือคนไม่กี่คนไว้รับผิดชอบพูดคุยกับคนจากที่ว่าการเมือง
พอกลับมาถึงคฤหาสน์
จากนั้นก็ปิดประตูใหญ่อย่างแน่นหนา
ลู่เฉวียนอันกับบรรดาญาติในบ้านเช่นมารดารอง มารอที่โถงใหญ่แล้ว
หลังจากลู่ชิงชิงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ก็ถูกพาไปโถงใหญ่
ลู่เซิ่งไม่ได้ไปด้วย เขาถ่ายทอดสถานการณ์ทั้งหมดกับลุงจ้าวไปแล้วรอบหนึ่ง มีเพียงเปลี่ยนเรื่องของลู่ชิงชิง กลายเป็นตอนที่เขาไปถึง ลู่ชิงชิงยังสู้พัวพันกับศิษย์ของอีกฝ่าย
ภายหลังเขาก็อ้างว่าตนได้รับบาดเจ็บ กลับไปพักผ่อนก่อน
หมอจากห้องยาก็มาตรวจสอบอาการบาดเจ็บของเขาด้วย
กล้ามเนื้อหลายที่ฟกช้ำ กระดูกหักเล็กน้อย ยังมีเลือดออกภายในบ้าง กระดูกสะบักมีส่วนเคลื่อนอยู่บ้าง
ลู่เซิ่งรำคาญสภาพสามโถงไต่สวนแบบนี้ ท่านหนึ่งประโยคข้าหนึ่งประโยค เรื่องง่ายๆ ต้องใช้เวลาสักพักถึงจะพูดจบ
หลังจากอาบน้ำเสร็จ เสี่ยวเฉี่ยวก็ช่วยเขาถอดเสื้อนอก ขึ้นเตียงพักผ่อนด้วยน้ำตาคลอเบ้า
รอหมอไปแล้ว ลู่เซิ่งรู้สึกว่าในเวลานี้ อาการบาดเจ็บบนร่างฟื้นฟูมาไม่น้อย จิตใจคึกคัก เลือดลมเต็มเปี่ยม บนร่างไม่มีร่องรอยหลังศึกใหญ่แม้แต่จุดเดียว
หลังฝึกวิชากระเรียนหยกถึงระดับสูงสุด ความสามารถในการรักษาอาการบาดเจ็บนี้แข็งแกร่งจริงๆ
นอนหงายนอนบนเตียง ลู่เซิ่งลูบท้องที่เพิ่งดื่มน้ำแกงไก่โสมคนไปถ้วยหนึ่ง ร่างกายอบอุ่น ผ่อนคลายยิ่ง
‘ครั้งนี้ตื่นตูมไปเองแล้ว’
คิดไม่ถึงว่าเป็นน้องรองก่อเรื่องขึ้น ไม่ใช่ภูตผีปีศาจ แต่เป็นฆาตกร เป็นผู้ร้ายที่ถูกประกาศจับเมื่อหลายปีก่อน’
เขาเดิมทีกระวนกระวายใจ เป็นเพราะเขาเคยเจอเรื่องผิดปกติบนถนนเส้นนั้น
ดังนั้นทำอะไรจึงระวังเป็นพิเศษ
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับคิดไม่ถึง ไม่ใช่ภูตผี หากแต่เป็นเรื่องที่คนทำ
เขานั่งบนเตียงนึกทบทวนการประมือในวันนี้ของตนอย่างละเอียด
‘ตั้งแต่ต้นจนจบ การลงมือของเราสมควรรวบรัดได้มากกว่านี้’ ถ้าหากว่าใช้ความรู้สึกชะงักที่เกิดจากเสียงเสือคำรามจากดาบพยัคฆ์ดำของคู่ต่อสู้ ให้เกิดประโยชน์ บางทีอาจหลบเลี่ยงการปะทะตรงๆ กับสองคนนั้นได้
เขาขมวดคิ้ว เริ่มตริตรอง
‘หากเจอคู่ต่อสู้ที่พละกำลังแข็งแกร่งกว่ารับมือยากจริงๆ ในฐานะนักดาบ พละกำลังไม่สมควรเป็นข้อเสียของเรา อาจเป็นเพราะเราเจอการฝึกฝนวิชากำลังภายนอกที่เพิ่มพละกำลังส่วนหนึ่งมาแล้ว’
เขาไม่เคยทดลองวิชากำลังภายนอกที่ใช้กำลังแข็งกร้าวเหล่านั้น ไม่ทราบว่าหลังจากเครื่องมือปรับเปลี่ยนปรับเปลี่ยนพลังแล้ว ความสามารถเหล่านั้นจะมีผลแบบไหน
…
ตึกใหญ่ตระกูลลู่
ลู่ฉวียนอันนั่งบนตำแหน่งประธาน มองลู่ชิงชิงด้านล่างด้วยสีหน้าอึมครึม
ด้านข้างเขานั่งไว้ด้วยพวกมารดารองและมารดาสาม
ทั้งบ้านมาชุมนุมกันเหมือนสามโถงไต่สวน
ลู่ชิงชิงกับลุงจ้าวยืนอยู่ด้านล่าง ยังมีผู้คุ้มกันหลายคนอยู่ด้วย
… สถานการณ์คร่าวๆ เป็นเช่นนี้ ลุงจ้าวแก้ไขฉบับที่ลู่เซิ่งบอกต่อเขา เล่าออกมาให้ผู้คนฟัง
คนจากที่ทำการ ข้าได้ติดต่อแล้ว คดีนี้เป็นผลงานของหนูเซิ่ง ผู้ใดก็แย่งไปไม่ได้ ลุงจ้าวพูดเรื่องนี้ พลันกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หนูเซิ่งชมชอบฝึกวรยุทธ์ คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้ถึงกับสังหารดาบหักกับดาบปีศาจติดต่อกัน เห็นได้ว่าพลังของเขาไม่ธรรมดาแล้ว นี่เป็นพรสวรรค์เหนือคน เฉกเช่นการสร้างภาชนะใหญ่จึงเสร็จทีหลัง!
กับเสี่ยวเซิ่ง ข้าพอใจและวางใจยิ่ง
ลู่เฉวียนอันสีหน้าอ่อนโยนลงเล็กน้อย อารมณ์โกรธขึ้งในตอนแรกผ่อนคลายลงมาก เพราะมีบุตรที่ขยันเช่นลู่เซิ่ง
ตอนนี้เขาหันมามองลู่ชิงชิงอีกครั้ง
เสี่ยวชิง เจ้าดูพี่ใหญ่เจ้า แล้วดูตัวเจ้าเอง
นอกจากก่อเรื่องให้ตระกูล ยังก่อเรื่องให้พี่ใหญ่เจ้า เจ้ากระทำเรื่องจริงจังให้ตระกูลบ้างได้หรือไม่
ลู่เฉวียนอันกล่าวเสียงขึงขัง
ข้าส่งเจ้าออกไปฝึกวรยุทธ์ ไม่ใช่ให้เจ้ากลับมาวุ่นวาย!
ท่านพ่อ…ลูกสำนึกผิดแล้ว ลู่ชิงชิงเสียใจเช่นกัน ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่พี่ใหญ่ไปถึงทันเวลา ชีวิตทั้งชีวิตของนางอาจจบสิ้นแล้ว
เจ้าสำนึกผิดแล้วรึ ครั้งไหนไม่พูดแบบนี้บ้าง ผลลัพธ์เล่า เป็นแบบนี้ทุกครั้ง
ลู่เฉวียนอันยิ่งพูดยิ่งโมโห
ครั้งนี้รักษาอาการบาดเจ็บหายดีแล้ว จะหาบ้านสามีให้เจ้า แต่งออกไปให้กำเนิดบุตรจะได้ทำให้เจ้าใจเย็นบ้าง
ไม่เอา!
ลู่ชิงชิงได้ยินคำบ้านสามี พลันเหมือนแมวถูกเหยียบหาง เกือบกระโดดผลุงขึ้น
ข้าไม่อยากแต่งงาน! ไม่อยาก! ท่านพ่อ ลูกผิดไปแล้ว ภายหลังจะช่วยจัดการเรื่องในตระกูลเอง! ไม่ไปก่อเรื่อง! ท่านโปรดวางใจ!
จริงๆ! ครั้งนี้เป็นเรื่องจริงแน่!
ลู่เฉวียนอันไม่สนใจนาง มองหมอที่เพิ่งเข้ามา
อาการบาดเจ็บของเสี่ยวเซิ่งเป็นอย่างไรบ้าง
หมอผู้นี้ความจริงเป็นญาติจากทางไกลของตระกูลลู่ เพียงแต่แยกกันทำงาน หลังจากตระกูลลู่รุ่งเรือง ก็เรียกพวกเขากลับมารวมตัวกัน
ยังดี เพียงแค่ผิวหนังส่วนหนึ่งบาดเจ็บ ดูแลสิบวันครึ่งเดือนก็หายดีแล้ว
หมอรีบตอบ
เช่นนั้นก็ดี ถึงตอนนั้นค่อยถามเขา ว่าเขาจะไปร่ำเรียนวรยุทธ์ที่เมืองเลียบคีรีหรือไม่
ลู่เฉวียนอันพอคิดถึงตรงนี้ ในใจมีความหงุดหงิดขึ้นส่วนหนึ่ง
………………………………………….
บทที่ 20
คุณชายเซิ่งแอบเรียนวรยุทธ์ด้วยตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก กระดูกยังนับว่าแข็งแรงอยู่
ลุงจ้าวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ตอนแรกข้าก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าคุณชายเซิ่งจะร้ายกาจได้ถึงขนาดนี้ คนเลวสองคนนั่นเป็นสองยอดฝีมือที่ข้าเคยไล่ล่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน คิดไม่ถึงหลายปีให้หลังกลับมาตายด้วยฝีมือคุณชายเซิ่ง
เขาได้เห็นบาดแผลแล้วแล้ว ทั้งสองคนตายด้วยฝ่ามือทำลายใจ
เพียงไม่ทราบว่าคุณชายเซิ่งฝึกฝนฝ่ามือทำลายใจสำเร็จตอนไหน และมีพลังมากขนาดไหน
สุดท้ายแล้ว ถึงอย่างไรฝีมือนี้ก็เป็นแค่เพียงพื้นผิว มองไม่เห็นเบาะแสอันใด
อย่างนี้ประเสริฐสุด ลู่เฉวียนอันพยักหน้า ไม่เป็นไร รักษาเขาให้ดี ให้เขาพักผ่อนให้มาก จะได้ไปฝึกฝนวรยุทธ์ที่เมืองเลียบคีรีต่อ
วิชาฝีมือของเสี่ยวเซิ่ง ไม่ใช่การฝึกฝนวรยุทธ์เป็นงานอดิเรกแล้ว ตอนนี้ถึงขั้นลุ่มหลง ไม่มีวิธีฝึกฝนได้เร็วและดีกว่าแล้วนี้ เช่นนี้ก็ดี เสี่ยวเซิ่งได้ยินก็คงยินดี
มารดารองกล่าวเสียงอ่อนโยน
เอาล่ะๆ ครั้งนี้ตื่นตูมไปเอง ทุกคนแยกย้ายได้แล้ว เสี่ยวชิงกลับไปสำนึกตัวให้ดี ช่วงนี้อย่าได้ออกไปเพ่นพ่าน อยู่แต่เพียงในบ้าน! ลู่เฉวียนอันสั่งห้าม
เจ้าค่ะ… ลู่ชิงชิงครั้งนี้ตกใจไม่น้อย ถ้าหากพี่ใหญ่มาช้าไปก้าวหนึ่ง นางคงจบสิ้นจริงๆ แล้ว
นางจำเป็นต้องใช้เวลาฟื้นฟูจิตใจเช่นกัน
…
เรื่องของลู่ชิงชิงแพร่สะพัดไปทั่วคฤหาสน์ลู่ ถึงขั้นกระจายไปยังตระกูลอื่นๆ ในเมืองเก้าประสานด้วย
เรื่องที่ลู่เซิ่งลุ่มหลงในการฝึกวรยุทธ์ก็แพร่กระจายไปด้วยเช่นกัน
สมัยนี้ คนที่รู้จักพี่น้องดาบปีศาจมีน้อยยิ่ง แต่ผู้คนล้วนทราบว่า ลู่เซิ่งกับน้องสาวลงมือจับผู้ร้ายที่ร้ายกาจมากตามประกาศจับ ว่ากันว่ายังสังหารไปด้วยหลายคน
เรื่องนี้พอกระจายออกไป ชื่อเสียงของลู่เซิ่งก็โด่งดังขึ้นมา
สายตาที่มองลู่เซิ่งของคนในตระกูลต่างจากก่อนหน้านี้แล้ว
นี่คือคนที่ฆ่าผู้ร้ายที่ร้ายกาจตามประกาศจับ!
ทุกครั้งที่เห็นลู่เซิ่ง ทุกคนล้วนยำเกรงในใจ
ถึงอย่างไรคนที่ถูกประกาศจับแต่จับไม่ได้ ผู้ใดก็ไม่มีความสามารถไปจัดการได้
นี่ปกติยิ่ง ลู่ชิงชิงนั่งอยู่ในห้องของลู่เซิ่ง แกว่งสองขา มือถือผิงกั่ว(แอปเปิ้ล)พลางกัดกิน
เป็นเพราะผลกระทบที่เกือบเสียตัวก่อนหน้า ตอนนี้นางไม่วิ่งไปด้านนอกทั้งวันแล้ว
แต่ว่ามักมาที่ห้องของลู่เซิ่ง พยายามโน้มน้าวให้เขาไปตรวจสอบคดีตระกูลสวีด้วยกัน
ในคฤหาสน์ลู่ตอนนี้ นอกจากพี่ใหญ่กับท่านอาจารย์สอนวรยุทธ์สองสามท่านอย่างเช่นลุงจ้าวกับผู้คุ้มกันบางคน คนอื่นๆในคฤหาสน์ช่างน่าสงสาร เกรงว่ามีน้อยคนมากที่จะเคยเห็นเลือด
คนเหล่านี้เมื่อก่อนก็มองข้าเป็นเช่นนี้
นางยึดถือเป็นเรื่องปกติแล้ว
จะว่าไป ถ้าหากว่าพวกอาจารย์กับศิษย์พี่รู้ว่าข้ามีพี่ใหญ่ที่เก่งกาจเช่นท่าน ไม่ทราบว่าจะมีสีหน้าแบบไหน คิดดูก็น่าสนุกแล้ว!
ลู่ชิงชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ลู่เซิ่งถือพู่กัน กำลังฝึกฝนการคัดลายมืออยู่
คดีของพี่ใหญ่สวีต้องตรวจสอบแน่ และจำเป็นต้องตรวจสอบ! เพียงแต่ไม่ใช่ตอนนี้
เขากล่าวเสียงทุ้ม
พี่ใหญ่สวี… ตายน่าอนาถยิ่ง! พอคิดถึงเรื่องนี้ ขอบตาของลู่ชิงชิงก็แดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย
วางใจ จะช้าหรือเร็ว ข้าจะตรวจสอบจนทำให้น้ำลดตอผุดให้ได้ ลู่เซิ่งวางพู่กัน มองอักษรคำว่าอดทนตัวใหญ่บนกระดาษ
การประมือกับยอดฝีมือระดับพลังปลอดโปร่งทั้งสองคนในครั้งนี้ ทำให้เขารู้ว่าขีดจำกัดของตนอยู่ที่ไหน
มือดีระดับพลังปลอดโปร่ง ทุกคนล้วนเป็นตัวละครที่เก่งกาจ มีทักษะความสามารถเฉพาะตัว เทียบกับผู้ฝึกฝนทั่วไปแล้วเก่งกว่าไม่น้อย
เขาแม้ว่าจะฝึกฝนวิชาดาบพยัคฆ์ดำกับฝ่ามือทำลายใจจนสำเร็จขั้นสูงสุดผ่านเครื่องมือปรับเปลี่ยนแล้ว แต่ไปสู้กับคนสองคนพร้อมกัน มิใช่การต่อสู้ที่ธรรมดา
ตอนที่ยอดฝีมือพลังปลอดโปร่งทั้งสองคนรุมโจมตีเขา สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นว่าหนึ่งบวกหนึ่งมีค่ามากกว่าสอง สมาธิต้องสิ้นเปลืองเป็นสองเท่าของการรับมือศัตรูคนเดียว
หากเพิ่มยอดฝีมือพลังปลอดโปร่งที่สอดประสานกันดีเข้ามาอีกคน เขาคงจบสิ้นแล้ว
ลู่เซิ่งคิดอ่านในใจ
ครั้งนี้เขาชนะ แต่ก็ชนะแบบหวุดหวิด สุดท้ายแม้แต่ดาบก็ถูกฟันหัก บนร่างยังได้รับบาดเจ็บหลายที่
‘ยังอ่อนแอเกินไป…ในคดีตระกูลสวี ยอดฝีมือระดับพลังปลอดโปร่งในกลุ่มผู้คุ้มกันก็มีสี่คนแล้ว! บวกกับข้ารับใช้อีกมากมายปานนั้น หากต้องสังหารคนทั้งหมดอย่างไร้สุ้มเสียงในคืนเดียว ความสามารถเช่นนี้… แค่คิดก็ทำให้คนรู้สึกหนาวแล้ว’
คิดถึงตรงนี้ ลู่เซิ่งก็รู้สึกว่าการเตรียมตัวที่ตนทำยังห่างไกล
เขาจำเป็นต้องมีพลังที่แข็งแกร่งกว่านี้ วรยุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่านี้!
พี่ใหญ่ ท่านกำลังคิดอะไรอยู่ ให้ข้าไปเดินเล่นเป็นเพื่อนไหม
ลู่ชิงชิงโบกมืออยู่หน้าลู่เซิ่ง ในดวงตามีแววคาดหวัง
นับตั้งแต่ถูกช่วยเมื่อครั้งก่อน นางก็คล้ายเปลี่ยนเป็นคนละคน ใจเย็นกว่าก่อนหน้านี้มาก อ่อนโยนลงไม่น้อย กลายเป็นกุลสตรีมากขึ้น
ชิงชิง เจ้ารู้จักกำลังภายในไหม
ลู่เซิ่งไม่ตอบนาง กลับถามแทน
กำลังภายใน… ข้าเคยได้ยินอาจารย์พูดถึง ลู่ชิงชิงพยักหน้า ยอดฝีมือกำลังภายในแตกต่างกับพวกเราที่ฝึกกำลังภายนอก ใช้เวลามากกว่า ช้ากว่า ปกติไม่ต่ำกว่าสามปีห้าปี เมื่อนำออกมาใช้ก็ไม่ต่างกับคนทั่วไป
พี่ใหญ่ท่านถามทำไม?
อาจารย์ของเจ้ารู้จักยอดฝีมือที่เป็นกำลังภายในหรือไม่ เมื่อหาตวนมู่หว่านไม่เจอ ลู่เซิ่งจึงวางแผนว่าจะหาจากปากของลู่ชิงชิง
รู้จักกลับรู้จักอยู่ อาจารย์มีสหายสนิทสองคน ต่างเป็นนักพรตที่ฝึกฝนวิชาปราณหล่อเลี้ยงชีวิต ลู่ชิงชิงตอบ
วิชาปราณหล่อเลี้ยงชีวิต… มียอดฝีมือที่ใช้กำลังภายในมาสู้กับศัตรูโดยเฉพาะหรือไม่
นี่… ไม่เคยได้ยินมาก่อน
คำตอบของลู่ชิงชิงทำให้ลู่เซิ่งผิดหวัง
แต่ก็อยู่ในความคาดหมาย
แม้แต่ตวนมู่หว่านที่ลึกลับก็นำวิชาปราณหล่อเลี้ยงชีวิตมาได้สองสามเล่ม อาจารย์ของลู่ชิงชิงเป็นแค่ยอดฝีมือกำลังภายนอกที่มีชื่อเสียงนิดหน่อย ความเป็นไปได้ที่จะรู้จักยอดฝีมือกำลังภายในมีไม่มากนัก
เป็นไร พี่ใหญ่คิดฝึกกำลังภายในหรือ ฟังว่าสิ่งนั้นลี้ลับยิ่ง ทั้งใช้เวลายาวนาน กระบวนการฝึกฝนยังซับซ้อนอันตราย อานุภาพไม่มาก ไหนเลยจะเห็นผลเร็วและสู้ได้ดีเท่ากับกำลังภายนอก ฝึกไปทำอะไรได้ ลู่ชิงชิงไม่เข้าใจ
ข้ามีความคิดของข้าเอง
ลู่เซิ่งคำนวณในใจ
เขาคิดไปเมืองเลียบคีรีจริงๆ เพียงแต่ตอนนี้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เขายังไม่อาจออกห่างจากเมืองเก้าประสาน
ครอบครัวในโลกนี้ดีกับเขายิ่ง ท่านพ่อ มารดารอง ลุงจ้าว ยังมีคนอื่นๆ ล้วนไม่เลว
เขาไม่อยากให้เกิดเหตุ พอตัวเองไป ที่บ้านก็เกิดเรื่องขึ้น
หนำซ้ำยุคสมัยนี้ในโลกใบนี้ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ เขาคนเดียวจะหลบไปที่ใดได้
ลู่เซิ่งสัมผัสได้ว่า ลู่เฉวียนอันผู้เป็นบิดาให้เขาไปที่เมืองเลียบคีรี เพื่อที่จะหลบเลี่ยงอะไรบางอย่าง
‘ลมฝนตั้งเค้าแล้ว…’ เขาถอนใจยาว มองลู่ชิงชิงน้องรองที่ไม่รู้เรื่องอะไร จิตใจพลันหนักอึ้ง
‘ถ้าเราไปจริงๆ อาจหลบเลี่ยงได้ชั่วคราว แต่ภายหลังไม่อาจหลบได้ทุกครั้ง สุดท้ายก็ต้องเผชิญหน้า
ฉวยโอกาสที่ตอนนี้สภาพทางบ้านยังดีอยู่ ไม่ต้องห่วงเรื่องเงินทอง รีบพัฒนาฝีมือขึ้น มีพลังป้องกันตัวจึงเป็นจุดมุ่งหมายหลัก’
มันไกลเกินไปที่จะไปเมืองเลียบคีรี ลู่เซิ่งมีความคิดอีกอย่างแล้ว
ฝึกฝนทั้งกำลังภายในและกำลังภายนอก ให้กำลังภายในและกำลังภายนอกรวมกันเป็นหนึ่ง นี่จึงเป็นทิศทางที่ร้ายกาจที่สุดซึ่งเขาคิดออกได้…
เขาพลันนึกถึงคัมภีร์วิชาทมิฬพิฆาต คัมภีร์ลับที่ก่อนหน้าตนใช้เงินจำนวนมากประมูลจนได้มา
‘ถึงจะเป็นเล่มไม่สมบูรณ์ แต่ตอนนี้ในมือมีแค่คัมภีร์ลับเล่มนี้ ที่ตอนแรกไม่สนใจแล้ว’
ทางหนึ่งฟังลู่ชิงชิงพูดพร่ำถึงเรื่องน่าสนใจตอนนางกราบอาจารย์ร่ำเรียนวิชาก่อนหน้านี้ ลู่เซิ่งทางหนึ่งเริ่มนึกย้อนเส้นทางโคจรลมปราณของของวิชาทมิฬพิฆาตอยู่เงียบๆ
ก่อนหน้านี้เขาเคยฝึกวิชาทมิฬพิฆาตมารอบหนึ่ง วิชาฝึกจิตเบื้องต้นชั้นแรกยังจดจำได้
เห็นลู่เซิ่งจิตใจไม่อยู่กับตัว ลู่ชิงชิงชิงพูดจาสักครู่ ก็จากไปอย่างผิดหวัง
เสี่ยวเฉี่ยวเข้ามาในภายหลัง เติมน้ำล้างหน้าให้แก่ลู่เซิ่ง จากนั้นจึงประคองถ้วยยาเข้ามาให้เขา
ระหว่างนี้ลู่เซิ่งไม่พูดจา ทางหนึ่งจัดการเรื่องราว ทางหนึ่งย้ายความสนใจทั้งหมดไปที่แนวทางของวิชาทมิฬพิฆาต
เขาคาดเดาว่าสาเหตุที่วิชาทมิฬพิฆาตยากที่จะฝึกสำเร็จ คงเหมือนกับวิชากระเรียนหยก สมควรต้องมีภาพการโคจรลมปราณขั้นแรกสุดภาพหนึ่งหรือไม่
ภาพโคจรลมปราณของวิชากระเรียนหยกเป็นภาพกระเรียนเซียนที่กระพือปีกเตรียมบินตัวหนึ่ง
งวิชาทมิฬพิฆาตสมควรมีภาพอย่างนี้อยู่
แต่ว่าบนคัมภีร์ลับกลับไม่มี
‘ภาพนี้เหมือนกับโครงสร้างหลักโครงหนึ่ง เป็นการปรับเปลี่ยนรวบรวมเส้นสายการโคจรของลมปราณภายในร่าง’
น่าเสียดายตำราในวิชากำลังภายใน ในมือของเขามีน้อยเกินไป ไม่อาจค้นคว้าอย่างเป็นระบบได้
จึงทำได้เพียงรวบรวมสมาธิฝึกฝนวิชาทมิฬพิฆาตเช่นนี้ พร้อมกับรักษาอาการบาดเจ็บไปด้วย
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายวัน
ในเมืองเก้าประสานปรากฏเรื่องประหลาดขึ้นอีกครั้ง
มีคนพบรอยขีดเขียนที่เด็กน้อยวาดบนกำแพงรอบลานบ้านแห่งหนึ่งในบริเวณชานเมือง
เหมือนกับใช้ถ่านวาดอย่างสะเปะสะปะบนกำแพง แต่ผู้ที่ชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้านก็ไปตั้งใจเฝ้าดูว่าเป็นเด็กบ้านใดที่มือบอนเช่นนี้
คิดไม่ถึงว่าในตอนกลางคืน บนกำแพงจะเพิ่มรอยขีดเขียนแสนประหลาดขึ้นโดยที่เทพไม่รู้ผีไม่เห็น
ไม่เห็นมีคนผ่านมาเลย
คดีล้างตระกูลของตระกูลสวี คดีโดดบ่อน้ำของหมู่บ้านตระกูลหวัง ยังมีคดีนายพรานที่หายสาบสูญ บวกกับรอยขีดเขียนที่โผล่มาอย่างน่าประหลาดนี้
เรื่องราวแบบนี้สร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้คนทั่วเมืองเก้าประสานไปชั่วขณะ
มีคนบอกว่าได้ยินเสียงร้องอันดุร้ายในตอนกลางคืนนอกเมือง มีคนที่กล้าไปดู บนพื้นเหมือนจะมีร่องรอยที่สัตว์ร้ายเหลือไว้หลังต่อสู้กัน แถมยังมีรอยเลือดหลงเหลืออยู่ด้วย
ทางที่ว่าการข้าหลวงส่งคำสั่งลงมาอีก ให้ยกเลิกคำร้องขอการช่วยเหลือตามหาคน
เช้าตรู่วันหนึ่ง ลู่เฉวียนอันกับประมุขตระกูลสามตระกูลที่เหลือถูกเรียกไปประชุมในที่ว่าการข้าหลวง
หลังจากกลับมา สีหน้าของเขาดูไม่ดียิ่ง
ลู่เซิ่งเข้าไปถาม เขาก็ไม่พูด เพียงบอกว่าเกิดความขัดแย้งกับข้าหลวง ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว
ต่อจากนั้นลู่เฉวียนอันก็เชิญลู่อันผิง ลุงใหญ่ของลู่เซิ่ง ที่เป็นทหาร รับตำแหน่งรองผู้บัญชาการรักษาการณ์มาพบ
หลายปีมานี้ ที่ตระกูลลู่ยืนหยัดมั่นคง ย่อมมิใช่มีแค่ความเกี่ยวข้องของลู่เฉวียนอันเพียงคนเดียว ลุงใหญ่ลู่อันผิงก็เป็นเสาหลักเสาหนึ่งที่คอยประคับประคองขึ้นมาเช่นกัน
ทั้งสองคนปิดประตูอยู่ในห้องหนังสือเป็นเวลานาน ค่อยเปิดประตูออกมา
ภายหลังมีคนเห็นลุงใหญ่ออกจากคฤหาสลู่อย่างเร่งรีบ
ลู่เซิ่งที่พักผ่อนรักษาตัวภายในห้องของตัวเอง ได้ทราบสถานการณ์จากที่ว่าการข้าหลวงอย่างต่อเนื่องผ่านลู่ชิงชิงกับเสี่ยวเฉี่ยว และยังมีจากพวกมารดารอง มารดาห้า และพวกลู่อิงอิง ลุงจ้าว ที่มาเยี่ยมเขาบ่อยๆ อีกด้วย
เมืองเก้าประสานเมืองเก้าประสานนอกคฤหาสน์จวนลู่ ในยามนี้ มอบความรู้สึกยิ่งมายิ่งเหมือนวิมีกฤติการณ์ล้อมรอบอยู่ทั้งสี่ด้านให้แก่ลู่เซิ่ง
ลุงจ้าวส่งคนมาบอกว่าพบร่องรอยของเสี่ยวปาแล้ว เขาสิ้นสติอยู่ในห้องบนถนนเส้นหนึ่ง รอตอนคนไปพบเขา พบว่าเขาหิวโหยจนผ่ายผอมแล้ว
เสี่ยวปาหรือ เขาได้บอกไหมว่าไปเจออะไร ไฉนคนคนหนึ่งถึงติดอยู่ในห้องนั้น
ลู่เซิ่งถาม
ผู้ที่มาถ่ายทอดคำพูดเป็นผู้คุ้มกันคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกน้องของลุงจ้าว เขาส่ายหน้าตอบ
เขาไม่ได้พูดอะไรเลย เอาแต่พูดซ้ำๆว่า วันนั้นเขาวิ่งหนีไปสุดชีวิต พอไปถึงถนนเส้นนั้น หลังจากเข้าไปได้ไม่นาน ก็พลันสลบล้มลงกับพื้น รอจนฟื้นขึ้นมา ก็เป็นตอนที่เห็นพวกเราแล้ว
ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว
คำพูดนี้เป็นความจริงหรือ
เป็นความจริง ลุงจ้าวตรวจสอบหลายด้านแล้ว เหมือนที่เสี่ยวปาบอกมา
นี่แปลกประหลาดไปแล้ว…
ลู่เซิ่งส่ายหน้า
เจ้าออกไปก่อน
ขอรับ
คนคุ้มกันออกไปอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งเดินกลับไปกลับมาในลานน้อยที่ปากประตูห้องหลายก้าว
อาการบาดเจ็บของเขาดีขึ้นมาพอประมาณแต่แรกแล้ว เพียงแต่พยายามฝึกฝนวิชาทมิฬพิฆาตอยู่ รอความรู้สึกรับรู้ถึงปราณมาโดยตลอด
ขอแค่ให้มีความรู้สึกถึงลมปราณสายหนึ่ง เขาจะเพิ่มระดับกำลังภายในได้อย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องให้วิชาทมิฬพิฆาตกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังของตัวเองอย่างแท้จริง
ในตอนนี้เอง ลู่เฉวียนอันพลันรีบร้อนพาข้ารับใช้สองคนเข้ามาในตัวลาน
เซิ่งเอ๋อร์ ใกล้ฟื้นตัวแล้ว วันนี้ออกเดินทางได้กระมัง
ลู่เฉวียนอันมีสีหน้าอ่อนโยนสงบนิ่ง ในมือถือห่อผ้าแพรสีดำใบหนึ่ง แสดงว่าเป็นค่าเดินทางที่เตรียมไว่ให้ลู่เซิ่ง
………………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น