11-15
บทที่ 11
เป็นเช่นนี้จริงๆ ลู่เซิ่งลูบหน้ากากเสือของตัวเอง ในใจเกิดความระวังตัวกว่าเดิม หรือว่าหว่านเอ๋อร์มีวิธี
คัมภีร์ลับกำลังภายใน หว่านเอ๋อร์กลับมีลู่ทางหาส่วนหนึ่งมาให้คุณชาย เพียงไม่ทราบว่าคุณชายจะเอาอะไรมาแลกเปลี่ยน
ตวนมู่หว่านกล่าวเสียงอ่อน
วาจาใหญ่โตนัก
หาส่วนหนึ่งมาให้หรือ ต่อให้เป็นขุนนางข้าหลวงในเมืองก็ไม่กล้าพูดแบบนี้
ลู่เซิ่งจิตใจระวังกว่าเดิม
คุณหนูหว่านเอ๋อร์ต้องการของแลกเปลี่ยนอันใด แท่งเงิน ทองเหลืองได้หรือไม่
ราคาของวิชาทมิฬพิฆาตในวันนี้เป็นอย่างไร ตวนมู่หว่านยิ้มกล่าว
ถ้าคุณหนูหว่านเอ๋อร์หาคัมภีร์ลับได้จริงๆ ก็ได้
ลู่เซิ่งกล่าวอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันยังมองสตรีนางนี้อย่างล้ำลึก
ตวนมู่หว่านไม่ว่าอะไร ยิ้มเล็กน้อย
คุณชายไม่ต้องกังวล หว่านเอ๋อร์เพียงเห็นคุณชายมีความสามารถ บุคลิกท่วงท่าไม่ธรรมดา คิดเอาใจท่านไว้ก่อนเท่านั้น
ลู่เซิ่งเชื่อก็บ้าแล้ว
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนไปด้านหน้า ไม่นานนักก็เข้าเมือง จากนั้นก็ไปหยุดอยู่ที่ประตูโรงเตี๊ยมหมื่นโชคอย่างรวดเร็วยิ่ง
ตวนมู่หว่านกับบุรุษผู้คุ้มกันลงจากรถม้า เดินไปที่โรงเตี๊ยมภายใต้การต้อนรับอย่างกระตือรือร้นของเด็กรับใช้
ลู่เซิ่งนั่งบนรถม้ามองเงาหลังคนทั้งสองหายเข้าไปในโรงเตี๊ยม สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ไม่ทราบว่าคิดอันใดในใจ
ไปเถอะ กลับบ้านกันเถอะ
เขาสั่ง
สารถีค่อยเหมือนตื่นจากฝัน เช็ดน้ำลายที่มุมปาก ตั้งสติเริ่มเดินทาง
แม้แต่คนคุ้มกันสามคนนั้นยังแสดงสีหน้าผิดหวังอย่างเลือนรางตอนห่างจากตวนมู่หว่าน
…
กลับมาถึงคฤหาสน์ ในเช้าวันต่อมา เจิ้งเสี่ยนกุ้ยมาเยี่ยมด้วยตัวเอง
เห็นได้ชัดว่ามาแสดงคำขอโทษเพราะเรื่องเมื่อวาน
ทั้งสองคนนั่งในสวนดอกไม้เล็กหลังลาน บนโต๊ะวางกาสุราใบเล็ก กับแกล้มมี ถั่วลิสงจานหนึ่ง ยำหัวไชเท้าดองจานหนึ่ง
อากาศร้อน รับประทานของเหล่านี้สดชื่นยิ่ง
สุราจอกนี้ข้าต้องดื่ม!
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยประคองจอกสุรากล่าวอย่างจริงจัง
เมื่อวานเป็นข้าดูแลไม่ทั่วถึง ตอนได้ยินข่าวข้าตกใจจนตับแทบหลุดออกมา ถ้าท่านมีอันเป็นไป ข้าเจิ้งเสี่ยนกุ้ยแม้จะทิ้งกายเนื้อไป ก็ขออภัยตระกูลลู่ไม่ได้
ลู่เซิ่งส่ายหน้า
ไม่เกี่ยวกับเจ้า ข้ายืนกรานให้เจ้าจัดการเอง
เขาว่า
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยดื่มรวดเดียวหมด วางจอกสุราลงบนโต๊ะอย่างหนักหน่วง
ก๊อก
จอกกระแทกกับโต๊ะ มีเสียงเบาๆ
พี่เซิ่ง อย่างอื่นไม่พูดถึง ก่อนหน้านี้ข้ารู้สึกประหลาดใจ ไฉนอยู่ๆ ท่านจึงกล้าขนาดนี้ ถึงกับกล้าไปเสี่ยงซื้อของที่งานชุมนุมดำ
คาดว่านี่เป็นท่านเก็บงำไว้ไม่เปิดเผย แต่ว่าเรื่องต่อสู้กับคนโดยตรงเช่นนี้ ภายหลังอย่าได้ทำแล้ว ต่อให้อีกฝ่ายเป็นตระกูลจาง ตระกูลลู่ของท่านเป็นอันดับหนึ่งแห่งเมืองเก้าประสาน ตระกูลจางยังยื่นมือมาที่นี่ได้หรือ เกิดท่านมีอันใดผิดพลาด…
ลู่เซิ่งยิ้มๆ
ข้าความจริงชมชอบฝึกวรยุทธ์ตั้งแต่เด็ก เพียงแต่ก่อนหน้านี้ฝึกฝนไม่ได้ความอันใด จึงไม่เคยพูด ตอนนี้มีความสำเร็จเล็กๆ จึงอดไม่ไหว ที่งานชุมนุมดำก็แค่ลองฝึกซ้อมดูเท่านั้น
มิใช่ฝึกซ้อมกระมัง แม้แต่คนก็ล้วนฆ่าตายแล้ว ยังว่าฝึกซ้อมอีก เจิ้งเสี่ยนกุ้ยหมดคำพูด เรื่องนี้ท่านต้องบอกลุงลู่ เกิดตระกูลจางคาดโทษขึ้นมา เขาจะได้มีการเตรียมตัว
ข้อนี้ข้าทราบดี ลู่เซิ่งพยักหน้า จะว่าไปเจ้าทราบรายละเอียดของตวนมู่หว่านนั่นมากกว่านี้ไหม
ตวนมู่หว่าน…นี่ไม่แน่ใจจริงๆ ไม่อย่างนั้นข้าตรวจสอบให้ท่านดีหรือไม่
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยกล่าวอย่างลังเล ตระกูลเจิ้งเพราะคนที่คบหามีมังกรงูผสมปนเปไป ข่าวจึงรวดเร็วปลอดโปร่งกว่าตระกูลลู่ เป็นข้อได้เปรียบ
ก็ดี
ลู่เซิ่งเทสุราจอกหนึ่งให้ตัวเอง ค่อยๆ จิบ
สุราของที่นี่เจือจางยิ่ง เจือจางจนไม่ต่างจากน้ำผลไม้
เป็นไร ตวนมู่หว่านติดต่อกับท่านแล้วหรือ เจิ้งเสี่ยนกุ้ยถาม
ลู่เซิ่งกำลังจะตอบ
ทันใดนั้น ที่ซุ้มประตูสวนดอกไม้ก็แว่วเสียงฝีเท้าเร่งร้อน
ดรุณีวัยสาวสะพรั่งสวมเสื้อแขนกุดสีเหลืองคนหนึ่งเดินเร็วรี่เข้าประตูมา
ดรุณีมีใบหน้ารูปไข่ห่าน เอวอ่อนช้อยคอดกิ่ว เล็กจนเหมือนแค่ถูกมือจับเบาๆ ก็อาจหักได้
ส่วนอกอาภรณ์ของนางเป็นเสื้อติดกระดุม เผยซับในสีขาวด้านใน หุ้มส่วนหน้าอกอันอุดมสมบูรณ์ไว้แน่น
เป็นเพราะหน้าอกอุดมสมบูรณ์เกินไป ยามเดินจึงส่ายไปมา
พี่ พี่เซิ่ง พวกท่านซ่อนอยู่ที่นี่จริงๆด้วย!
นางมองเห็นลู่เซิ่งกับเจิ้งเสี่ยนกุ้ยสองคน ก็พุ่งเข้ามาอย่างโมโห มือหนึ่งดึงเจิ้งเสี่ยนกุ้ยให้ลุกขึ้น
ไปได้แล้วท่านพี่บ้า ถึงกับกล้าผิดสัญญากับข้า ให้ข้ารออยู่ในบ้านถึงสองชั่วยาม!
อวี่เอ๋อร์ ไม่เจอกันนาน ดูอารมณ์ไม่ค่อยดีนะ
ลู่เซิ่งยิ้มน้อยๆ พลางทักทาย
ยังไม่ใช่เพราะท่านพี่ บอกว่าจะพาข้าไปดูคณะงิ้วทางเหนือของเมือง ตอนบ่ายข้าจะออกเมืองแล้ว ถ้าไม่ไปอีกก็ไม่ทันแล้ว
กลายเป็นข้ารออยู่นานไม่เห็นคนมา
เจิ้งอวี่เอ๋อร์เป็นน้องสาวร่วมสายเลือดของเจิ้งเสี่ยนกุ้ย
ทั้งสองคนตั้งแต่เด็กสนิทสนมกันมาก เป็นเพราะความสัมพันธ์ของลู่เซิ่งกับเจิ้งเสี่ยนกุ้ย ดังนั้นเจิ้งอวี่เอ๋อร์กับลู่เซิ่งจึงใกล้ชิดกันด้วย
อวี่เอ๋อร์เป็นความผิดของข้าเอง…
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยทำหน้าขื่นขมพร้อมรีบกล่าวขอโทษ
ข้าจะชดเชยให้เจ้า! เจ้าอยากได้อะไร ข้าจะไปซื้อให้!
ในฐานะบุตรคนรองที่ถือครองการค้าขายส่วนหนึ่งในตระกูล เงินทุนกับเงินค่าขนมสุดที่น้องสาวจะเทียบได้
ข้าอยากได้พู่กันม่วง แท่งหมึกสามแท่ง ผงหอมจารึกจันทร์แดงสิบตลับ ห่อใส่แป้งวันละห้าห่อ ดอกพู่หมวกวันละดอก…
เจิ้งอวี่เอ๋อร์เริ่มยกเงื่อนไขอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าตอนมาคิดไว้แต่แรกแล้ว
แต่เพิ่งกล่าวได้สองสามประโยค นางก็พลันคิดได้ว่ายังมีลู่เซิ่งอยู่ใกล้ๆ ใบหน้าน้อยๆ ก้มลงอย่างขวยเขิน
จากนั้นจึงกระทืบเท้าเจิ้งเสี่ยนกุ้ยอย่างแรง
โอ๊ย
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยร้องโอยคำหนึ่ง
น้องสาวคนดีๆ! พวกเรากลับบ้าน! กลับบ้านค่อยว่ากัน!
ไม่นานนัก
ลู่เซิ่งมองเจิ้งเสี่ยนกุ้ยถูกเจิ้งอวี่เอ๋อร์ดึงหูกลับบ้านไป
เขานั่งบนม้าหินอ่อน มองคนรับใช้กุลีกุจอเก็บกับแกล้ม
‘วิชาทมิฬพิฆาต…สามารถเพิ่มคุณสมบัติร่างกายของตัวเอง แต่ว่าวิชาไม่ครอบคลุม…ทั้งไม่สอดคล้องกับการฝึกฝนของเราเป็นพิเศษ น่าเสียดาย…ตอนนี้เราไม่มีตัวเลือก’
เขาหลับตา เริ่มใช้ความคิดจินตนาการว่ามีลมปราณสายหนึ่งลอยจากฝ่าเท้า จากนั้นเข้าสู่ท้องน้อย กระจายไปทั่วร่างตามเส้นทางที่บันทึกในวิชาทมิฬพิฆาต
นี่เป็นขั้นตอนวิธีการเริ่มฝึกฝนระดับที่หนึ่งของวิชาทมิฬพิฆาต
ง่ายดายยิ่ง แต่ก็เป็นส่วนที่ทดสอบคุณสมบัติ ตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ จะเริ่มฝึกฝนอย่างน้อยจำเป็นต้องใช้เวลาหลายวันถึงหนึ่งเดือน จึงจะอาจรู้สึกถึงปราณ
นี่เป็นเวลาที่ไม่นับว่านานนัก
เขาต้องเริ่มฝึกฝนวิชาก่อน จากนั้นค่อยหาวิชาที่สอดคล้องกันบนเครื่องมือปรับเปลี่ยน จึงจะสามารถดำเนินการปรับเปลี่ยนได้
ดังนั้นขั้นตอนนี้ ลู่เซิ่งหลีกหนีไม่พ้น
คุณชาย
เสี่ยวเฉี่ยวเดินออกมาจากในห้อง เรียกอย่างระวัง
เรื่องอันใด
เสี่ยวเฉี่ยวมองลู่เซิ่ง มักรู้สึกว่าช่วงนี้คุณชายของตนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่บ้าง ไม่ทราบว่าทำไม
คุณชายมีเรื่องไม่พอใจอันใดหรือ เสี่ยวเฉี่ยวที่แล้วมาเข้าใจจิตใจคน ถามอย่างระมัดระวัง
อย่าได้เดามั่วซั่ว เป็นปัญหาของตัวข้าเอง
ลู่เซิ่งนั่งบนม้าหินอ่อน หลับตาสองตาโยกตัวไปมาตัวเล็กน้อย
อินเตอร์เฟสเครื่องมือปรับเปลี่ยนสีน้ำเงินเข้มโผล่ออกมาในดวงตาของเขา
ลู่เซิ่งมองจากบนลงล่าง ในตารางแถวแรกบันทึกว่า : ดาบพยัคฆ์ดำระดับสี่
วิชาทมิฬพิฆาตตอนนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงา
คิดเงียบๆ อยู่ในใจ ลู่เซิ่งเก็บเครื่องมือปรับเปลี่ยน ลุกขึ้นยืนจากม้าหินอ่อน
ในเมื่อได้วิชาทมิฬพิฆาตมาแล้ว เขาก็ตั้งใจฝึกไปแบบนี้ก่อน ขอแค่มีความเป็นไปได้เพียงน้อยนิดที่จะขึ้นระดับเบื้องต้นได้ เขาก็ยินดีลำบากแบบนี้สักเที่ยว
หลายวันต่อจากนั้น
ลู่เซิ่งไม่ไปไหน อยู่ในคฤหาสน์ลู่อย่างว่าง่าย ตั้งใจฝึกฝนวิชา
วิชาดาบพยัคฆ์ดำ เขานับว่าเปิดเผยแล้ว จึงไม่ปกปิดอีก นี่ไม่ใช่ทักษะที่สุดยอดอะไรมากนัก
ลู่เซิ่งเริ่มถามเคล็ดลับทักษะ รวมถึงประสบการณ์สู้จริงส่วนหนึ่งจากลุงจ้าว หลักๆ คือจงใจเผยว่าตนเองเรียนวิชาดาบพยัคฆ์ดำส่วนหนึ่งได้เอง
วิชาดาบของเขาแม้ฝึกฝนสำเร็จ แต่การใช้ในความเป็นจริง จะออกดาบตอนไหน เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้อย่างไหน ควรใช้กระบวนท่าอะไร เหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์ จำเป็นต้องได้รับการชี้แนะอย่างละเอียด
อาศัยโอกาสนี้ เขากระจายเรื่องที่ตนแอบเรียนวรยุทธ์ไปทั่วคฤหาสน์ลู่
…
สามวันให้หลัง
เคร้ง เคร้งเคร้งเคร้ง!
ลู่เซิ่งกับลุงจ้าวแยกกันถือดาบบนลานฝึก เคลื่อนไหวประมือกันด้วยความรวดเร็ว
ประกายดาบสองสายขณะพลิกตัวก็ปะทะกันตลอดเวลา
เหมือนกับลูกกลมเงินสองกลุ่ม
ลุงจ้าววูบไหวร่าง เอียงตัวหลบออกมาจากในประกายดาบ
เขามีสีหน้าเคร่งขรึม เคราพัดพลิ้ว พลันเบิกสองตา
พยัคฆ์สังหาร!
โฮก!
เสียงลมที่แทรกเสียงเสือคำรามดังมา ดาบยาวในมือลุงจ้าวเหมือนกับดาวตก ฟันใส่ข้อมือลู่เซิ่งอย่างดุดัน
พยัคฆ์สังหาร!
แทบจะเป็นเวลาเดียวกัน ลู่เซิ่งตวาดขึ้น ใช้ท่าพยัคฆ์สังหารลงมือพร้อมกัน
สองคนต่อสู้กันอยู่เนิ่นนาน ลู่เซิ่งจึงค่อยแสร้งตอบโต้ ‘ฝืน’ แก้ไข ใช้ท่าพยัคฆ์สังหารออกมา
จังหวะช้าลงไม่ต่ำกว่าหนึ่งขั้น
เคร้ง!
คมดาบสองเล่มปะทะกันอย่างรุนแรง
คนทั้งสองแยกออกจากกัน ต่างหายใจหอบ พลางจับจ้องอีกฝ่าย
ลู่เซิ่งก้มหน้า เห็นแขนเสื้อข้างขวาของตัวเองหายไปส่วนหนึ่ง พลันแสดงสีหน้าเลื่อมใส
สมกับเป็นลุงจ้าว!
เขาเก็บดาบยืนตัวตรงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ร้ายกาจมากแล้ว…ร้ายกาจมากแล้ว…เวลาอันสั้นแบบนี้สามารถใช้ท่าพยัคฆ์สังหารออกมา ต่อให้ก่อนหน้านี้คุณชายใหญ่แอบร่ำเรียนวรยุทธ์ แต่ท่านเพิ่งถือดาบได้นานเท่าไหร่เอง
…ให้เวลาอีกหน่อย คุณชายใหญ่จะต้องเหนือกว่าตาเฒ่าเช่นข้าได้แน่ ถึงขั้นที่อาจนั่งอยู่บนห้าอันดับแรกในเมืองเก้าประสานทั้งเมือง
ลุงจ้าวทอดถอนใจ
น่าตลกจริงก่อนหน้านี้ข้านึกว่าคุณชายใหญ่ละทิ้งการฝึกดาบแล้ว คิดไม่ถึง…
ลู่เซิ่งยิ้มๆ
ลุงจ้าวล้อเล่นแล้ว ท่านเป็นถึงหนึ่งในสี่ยอดฝีมือแห่งเมืองเก้าประสาน ไหนเลยเป็นคนที่ข้าคิดแซงหน้าก็แซงได้
มิกล้ารับๆ อายุมากแล้ว ไม่เก่งกล้าเท่าวันวานแล้ว
ลุงจ้าวโบกมือพร้อมกัน
แต่พรสวรรค์ของคุณชายใหญ่เหนือคน สามารถฝึกฝนกระบวนท่าแรกของวิชาดาบพยัคฆ์ดำได้ในระยะเวลาอันสั้น สามารถพิจารณาร่ำเรียนความสามารถหลากหลายติดตัวได้แล้ว
ร่ำเรียนความสามารถหลากหลายหรือ ความหมายของลุงจ้าวก็คือ…?
ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว
ลุงจ้าวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ข้าเหล่าจ้าวนับว่ามีชื่อเสียงเล็กน้อยในเมืองเก้าประสาน ตระกูลลู่ของคุณชายใหญ่ท่านก็ค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องทรัพย์สมบัติ สองอย่างรวมกัน สมควรโน้มน้าวพวกตาเฒ่าให้ส่งวรยุทธ์ก้นหีบของพวกเขาแก่ท่านได้
จะว่าไป วรยุทธ์ที่ว่าเหล่านี้ล้วนเป็นความสามารถที่จัดอยู่อันดับสามได้ทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่าวิชาดาบพยัคฆ์ดำ
ถ้าคุณชายใหญ่มีความต้องการ ข้ากลับแนะนำแทนได้
……………………………………….
บทที่ 12
ลู่เซิ่งได้ยิน ตาเป็นประกาย
เขาหาคัมภีร์ลับวรยุทธ์ที่สมบูรณ์ร้ายกาจอันใดไม่เจอ ในเมื่อหาของดีไม่เจอ อาจพยายามใช้ปริมาณชดเชยคุณภาพได้
ถึงอย่างไรก็มีเครื่องมือปรับเปลี่ยน ความเร็วในการฝึกฝนวรยุทธ์ของเขาน่าตระหนกสุดเปรียบปาน วิชาหนึ่งแค่แวบเดียวก็ฝึกฝนจนสำเร็จแล้ว
การฝึกฝนความสามารถหลากหลายเช่นนี้สมควรมีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้
โลกใบนี้ภูตผีปีศาจล้วนอาจโผล่มา ถ้าไม่ไขว่คว้าเวลาและโอกาสเพิ่มความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว รอจนเจอวิกฤติการณ์จริงๆ เช่นนั้นจะเอาอะไรมาป้องกันตนเอง
คิดถึงตรงนี้ลู่เซิ่งดวงตาเป็นประกาย
เขาทราบความหมายของลุงจ้าว
ในเมืองเก้าประสานมีผู้เฒ่าที่ฝึกฝนวรยุทธ์อยู่ไม่น้อย อย่างเช่นจางสวินหัวหน้ามือปราบใหญ่แห่งที่ทำการก่อนหน้า ฝ่ามือทำลายใจ ร้ายกาจไม่ธรรมดา ตอนนี้อายุมากแล้ว ทั้งไร้บุตรธิดา ไม่มีคนรับสืบทอด
ทรัพย์สมบัติที่เขาเก็บไว้ก็มีไม่มาก ใช้ชีวิตอัตคัดขัดสน ชักหน้าไม่ถึงหลัง มักให้เหล่าสหายเก่าอย่างลุงจ้าวช่วยเหลือ
ถ้าหากใช้ทรัพย์สมบัติกับน้ำใจไปผูกความสัมพันธ์ คิดว่าสามารถได้การสืบทอด วิชาฝ่ามือทำลายใจ จากเขาอย่างง่ายดายยิ่ง
พึงทราบว่าตอนจางสวินยังหนุ่ม ได้ฉายาว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งเมืองเก้าประสาน
ภายหลังแก่แล้ว จึงถูกคนหลายคนตามทัน เขาอายุมากกว่าลุงจ้าว ปีนี้แปดสิบหกปี ขาไม่ค่อยดีแล้ว
รอจนพวกลุงจ้าวมีชื่อเสียงส่วนหนึ่ง เขาก็หลบ ถอยออกไป มาหลายปีแล้ว
อดีตยอดฝีมือเช่นนี้ ในเมืองเก้าประสานมีไม่น้อย
ลู่เซิ่งกระตือรือร้นขึ้น ถ้าเขาล้วนได้ร่ำเรียนวิชาจากคนเหล่านี้ หากสั่งสมมากเข้า ต่อให้เป็นวรยุทธ์อันดับสามฝึกถึงระดับสูงสุดได้ ก็ร้ายกาจถึงขีดสุด
เป็นอย่างไร คุณชายใหญ่ถ้าท่านมีความต้องการ ข้าสามารถติดต่อสหายเก่าที่เงื่อนไขเหมาะสมหลายคนให้ท่านได้
ลุงจ้าวคงจะเพื่อช่วยดูแลสหายเก่า บางทีมิอาจทนดูความสามารถของสหายเก่าตกต่ำเมื่อวัยชราจนชีวิตลำเค็ญ
ลู่เซิ่งคิดอย่างละเอียด
ลุงจ้าวพูดถูกที่สุด เพียงไม่ทราบว่าท่านสามารถติดต่อมือดีคนไหนได้บ้าง
ท่านอย่าสนใจว่าเป็นมือดีคนไหน โลภมากมิอาจเคี้ยวละเอียด ฝ่ามือทำลายใจ แปดสิบสี่ดาบนางแอ่นถลาลม ล้วนเป็นสิ่งที่ข้ารับประกันให้ท่านได้
สหายเก่าสองคนของข้านี้ ทายาทถูกคู่แค้นทำร้ายไป ตอนนี้ไร้ที่พึ่งพา ใช้ชีวิตลำบาก มีความคิดหาศิษย์สืบทอดมานานแล้ว
เพียงแต่จนบุ๋นรวยบู๊ เรื่องอย่างการฝึกวรยุทธ์หากไม่มีการหล่อเลี้ยงที่มากพอ ต่อให้ลำบากฝึกฝนก็เป็นการลดอายุขัย พวกเขาไม่อาจทำร้ายลูกศิษย์ ถ่ายทอดออกไป
ลุงจ้าวทอดถอนใจ
พอดีข้าเห็นหนูเซิ่งท่านพรสวรรค์ไม่สามัญ คุณสมบัติเกินคน แม้พวกเราเอาวรยุทธ์ระดับหนึ่งของสำนักพรรคใหญ่มาไม่ได้ แต่ว่าความสามารถสองอย่างนี้ถ้าท่านฝึกจนเก่งกาจ ก็เป็นทักษะวิชาที่สุดยอดได้เช่นกัน
ทั้งบรรลุความต้องการของหนูเซิ่งท่าน ทั้งดูแลเหล่าสหายได้ เรื่องนี้ดีทั้งคู่
ลู่เซิ่งเห็นเขาเปิดเผยความคิด สีหน้าจึงจริงจังขึ้น
ในเมื่อลุงจ้าวรับประกัน เช่นนั้นผู้อาวุโสสองท่านก็เป็นอาจารย์ของผู้เยาว์ ทุกเดือนทางจวนจะให้แท่งเงินยี่สิบตำลึงกับพวกเขา เป็นค่าครู
ลุงจ้าวได้ยิน อดยิ้มออกมาไม่ได้
หนูเซิ่งเป็นใจบุญสุนทานแท้…
ความจริงเจ้าของที่สร้างสำนักฝึกยุทธ์ หากต้องการถ่ายทอดทักษะ ความสามารถและพรสวรรค์ที่แท้จริง ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสิบตำลึงก็มากพอแล้ว
แต่ลู่เซิ่งให้คนละยี่สิบตำลึง นี่ให้เกียรติเขาจ้าวต้าหู่แล้ว
หากพูดออกไป จ้าวต้าหู่จะมีหน้ามีตาในวงการและต่อหน้าสหายเก่าจำนวนมาก
เช่นนั้นหนูเซิ่งฝึกต่อก่อน ข้าจะไปส่งข่าวให้แก่เหล่าสหาย
ในเมื่อเรื่องราวตกลงกันแล้ว ลุงจ้าวก็ทนรอไม่ไหวอยู่บ้าง ต้องรีบไปหาจางสวินแจ้งเรื่องยินดีให้ทราบ
จางสวินก่อนหน้านี้ไม่นานต้องลมหนาว ชายฉกรรจ์ที่เดิมทีทรหด เป็นเพราะตอนหนุ่มแน่นอาการบาดเจ็บซ่อนเร้นมากเกินไป ไม่รู้จักดูแลรักษา ตอนนี้เลือดลมเหือดแห้ง ไม่มีเงินบำรุง
ยารักษาโรคก่อนหน้านี้ยังเป็นเขาที่สำรองจ่ายให้
ถ้าไม่ใช่เช่นนี้ เขาก็คงไม่คิดแนะนำอาจารย์ให้ลู่เซิ่ง
เพราะ…ทนเห็นสหายสนิทตกต่ำอย่างน่าอนาถเช่นนี้ไม่ได้จริงๆ
ลุงจ้าวตามสบาย
ลู่เซิ่งถือดาบประสานมือ
ใช้สายตาส่งลุงจ้าวจากไปแล้ว ลู่เซิ่งยืนอยู่บนลานฝึกคนเดียว
ยกดาบยาวขึ้นฝึกวิชาดาบพยัคฆ์ดำหนึ่งชุด
พยัคฆ์สังหาร บารมีพยัคฆ์ และพยัคฆ์คำราม สามกระบวนท่าพอวิเคราะห์แล้ว เป็นวิชาดาบผสมผสานสามชุดที่มีสิบกว่ากระบวนท่า
สามกระบวนท่าใหญ่ถึงแม้ล้วนเป็นการแยกใช้กระบวนท่าเดี่ยวๆ แต่ความจริงทุกกระบวนท่าล้วนครอบคลุมกระบวนดาบเดี่ยวไม่น้อย
อย่างเช่นท่าพยัคฆ์สังหาร แบ่งเป็นกระบวนดาบที่รับมือด้านหน้า กระบวนดาบที่รับมือด้านหลัง รวมถึงกระบวนดาบที่รับมือซ้ายขวา ยังมีการรับมืออาวุธลับที่ลอบจู่โจม รับมืออาวุธประเภทด้ามยาว รับมืออาวุธหนัก…
การเปลี่ยนแปลงมีมากมาย
มิใช่มีแค่หนึ่งกระบวนท่าก็ฝึกฝนได้
ขณะที่กำลังฝึกดาบ อยู่ๆ ข้างลานฝึกก็มีเด็กรับใช้คนหนึ่งวิ่งมา ยืนอยู่ด้านข้างรอให้เขาฝึกจบ คล้ายมีวาจาคิดกล่าว
ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว
เก็บดาบยืนนิ่งอย่างรวดเร็ว มองไปยังเด็กรับใช้คนนั้น
เรื่องอันใด
เรียนคุณชายใหญ่ ด้านนอกมีรถม้ามาสองคัน คุณหนูคนหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าแม่นางตวนมู่บอกว่านัดกับคุณชายใหญ่ไว้ มาเยี่ยมเยือน
เด็กรับใช้ตอบอย่างนอบน้อม
‘ตวนมู่…ตวนมู่หว่านมาแล้ว…’
ลู่เซิ่งจิตใจตึงเครียด
พอเขาได้วิชาทมิฬพิฆาตมา ก็ฝึกฝนโดยตลอด จนถึงตอนนี้ยังไม่ถึงระดับเบื้องต้น
นี่ทำให้จิตใจเขามีความสงสัยอยู่บ้างว่าวิชากำลังภายในนี้เป็นของจริงหรือไม่ ตวนมู่หว่านผู้นี้ก่อนหน้าเคยพูดว่า นางสามารถหาคัมภีร์ลับกำลังภายใน ไม่ทราบว่าเป็นจริงหรือลวง
‘ช่างเถอะ เจอกันก่อนค่อยว่ากล่าว’
ถึงแม้อีกฝ่ายเป็นตัวละครที่ร้ายกาจ แต่เขาก็ไม่ใช่คุณชายในเมืองที่ไม่เคยเห็นโลกเหล่านั้น คิดจะล่อลวงให้เขากระทำผิด แค่กระบวนท่าระดับก่อนหน้านั้น หรือความสามารถที่ยอดเยี่ยมกว่านี้ก็ไม่สำเร็จ
เชิญนางไปห้องรับแขกก่อน อีกเดี๋ยวข้าจะไป
ขอรับ
เด็กรับใช้จากไปแล้ว
ลู่เซิ่งให้หญิงรับใช้เติมมาน้ำกะละมังหนึ่ง เช็ดเหงื่อบนร่าง เปลี่ยนเป็นชุดยาวสีขาว มุ่งหน้าไปยังโถงรับแขก
ข้ามลานฝึก เดินผ่านสวนดอกไม้ จากนั้นเดินทะลุระเบียงเส้นหนึ่ง ก็ถึงโถงรับแขกที่เอาไว้ต้อนรับแขกโดยเฉพาะ
ประตูห้องรับแขกเปิดอ้าออก ขวามือด้านในนั่งด้วยสตรีสวมชุดกระโปรงยาวสีม่วงนางหนึ่ง นางมีใบหน้างามพริ้ง ผิวขาวเหมือนหิมะ สวมต่างหูจันทร์เสี้ยวที่ทำจากมุก บุคลิกเรียบร้อยสง่างาม
เป็นตวนมู่หว่านที่เคยเห็นครั้งก่อน
ในโถงรับแขกยังมีน้องสามของลู่เซิ่ง ลู่เฉินซิน กำลังสร้างความใกล้ชิดกับตวนมู่หว่านอย่างกระตือรือร้น
ลู่เฉินซินส่งสายตาที่แสดงความรู้สึกขณะจับจ้องมองทรวงอกของตวนมู่หว่าน ทรวงอกสีขาวตรงนั้นเผยร่องลึกสายหนึ่งเลือนราง แทบดึงดูดดวงตาของเขาเข้าไปจนละสายตาไม่ได้
แค่กๆ
ลู่เซิ่งกระแอมเบาๆ สองคำ
ทั้งสองคนพลันรู้สึกตัว พากันหันหน้ามามองเขา
พี่ใหญ่…
ลู่เฉินซินหน้าแดง ลุกขึ้นอย่างลำบากใจอยู่บ้าง
ในเมื่อพี่ใหญ่ท่านมาแล้ว…คุณหนูตวนมู่ท่านนี้ตั้งใจมาหาท่าน…
เขาพูดจาติดอ่างอยู่บ้าง
น้องสาม เจ้าไปเรียกห้องครัวส่งน้ำบ๊วยมาหน่อย ทางนี้ข้าต้อนรับเอง
ในตระกูล ลู่เซิ่งค่อนข้างมีไหวพริบ เคยเจอเรื่องราวไม่น้อย เขาเองก็แสดงออกอย่างมีความรับผิดชอบ พี่น้องทั้งหมดจึงเชื่อฟัง
ไม่ได้เหลาะแหละเหมือนคุณชายรุ่นเดียวกันเหล่านั้น
เขามีน้องชายน้องสาวแท้ๆ สองคน น้องรองลู่ชิงชิง เดินทางไปฝึกฝนวรยุทธ์ยังไม่กลับ น้องสามยังทนอ่านตำราปราชญ์บัณฑิตในบ้าน วางแผนว่าวันหน้าจะไปสอบสร้างชื่อเสียง
ส่วนเขาลู่เซิ่งก่อนหน้านี้ควบคุมดูแลธุรกิจส่วนหนึ่งในตระกูล ความสามารถที่แสดงออกมาทำให้ลู่เฉวียนอันแน่ใจว่าคนที่จะสืบทอดธุรกิจก็คือเขา
เป็นเพราะว่า ลู่เซิ่งในอนาคตจะต้องควบคุมดูแลอำนาจการเงินในตระกูล ดังนั้นทั้งน้องชายน้องสาวทั้งสองคนและยังมีทุกคนในตระกูล หวังจะให้เขาดูแลในอนาคต
ปกติแล้วทุกคนล้วนปฏิบัติต่อเขาอย่างเคารพยำเกรง
หนูเซิ่ง ข้าพอดีเอาน้ำบ๊วยมาให้แล้ว มอบให้พวกท่านก่อนเถอะ แช่น้ำแข็งมาแล้ว รสชาติดีมาก
ด้านนอกโถงรับแขก มารดาห้าเดินยิ้มเข้ามา ในมือประคองน้ำบ๊วยไว้ถ้วยหนึ่ง
มารดาห้าเป็นภรรยาคนที่ห้า ซึ่งลู่เฉวียนอันประมุขตระกูลแต่งเข้ามา มิใช่ภรรยาหลวงหากเป็นอนุภรรยา
แตกต่างกับอนุภรรยาสามคนก่อนหน้า มารดาห้ายังให้กำเนิด ลู่อิ๋งอิ๋ง ลูกพี่ลูกน้องของเขา ภายหลังรอนายผู้เฒ่าลู่เฉวียนอันจากไปแล้ว ต่างหวังว่าลู่เซิ่งจะดูแล
ดังนั้นต่อให้นางเป็นมารดาห้าของลู่เซิ่งแต่เพียงในนาม แต่ว่าหลายๆ ครั้งนางกับลู่อิ๋งอิ๋งก็เอาใจลู่เซิ่งเช่นกัน
หากว่าลู่เฉวียนอันจากไป ลู่เซิ่งก็ไม่มีหน้าที่เลี้ยงพวกนางที่เป็นสตรีสองคน เพื่อภายหลังจะได้ไม่ถูกขับออกจากประตูบ้าน การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประมุขตระกูลในอนาคตอย่างลู่เซิ่งเป็นสิ่งจำเป็น
มารดาห้าท่านเกรงใจไปแล้ว ลู่เซิ่งรีบรับน้ำบ๊วยมาวางลง ที่นี่ให้ข้าต้อนรับก็พอ ท่านกลับไปก่อนเถอะ
เจ้าค่ะๆๆ หนูเซิ่งท่านต้อนรับแขกก่อน มารดาห้ารีบจากไปด้วยรอยยิ้ม
ก่อนไปยังจับจ้องตวนมู่หว่านอย่างอิจฉา ปีนี้นางอายุสามสิบกว่าๆ แล้ว ถึงแม้จะบำรุงดูแลอย่างดี งดงามเกินใคร แต่ว่าเทียบกับตวนมู่หว่านกลับแตกต่างไม่น้อย
ข้าไปก่อนเช่นกัน
ลู่เฉินซินรีบฉวยโอกาสจากไป
ไม่ทันไรในโถงรับแขกก็มีแค่ลู่เซิ่งกับตวนมู่หว่านเพียงสองคน
คุณชายยังต้องการคัมภีร์ลับหรือไม่
ตวนมู่หว่านเห็นรอบๆ ไม่มีคน ก็ยิ้มอ่อนช้อยพร้อมกระซิบเบาๆ
คุณหนูตวนมู่ร้ายกาจจริงๆ ข้าปิดบังสถานะรูปโฉม ท่านยังมาหาได้
ลู่เซิ่งยังคงสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
คุณชายลู่กล่าวล้อเล่นแล้ว ทั่วทั้งเมืองเก้าประสาน คุณชายที่มีความสัมพันธ์สนิทสนมกับนายน้อยเจิ้งเสี่ยนกุ้ยแห่งตระกูลเจิ้ง และมีทรัพย์สมบัติเป็นหมื่นก้วน เพียงเทียบขนาดร่างกาย จะหาตัวคุณชายไม่นับเป็นเรื่องยาก
ตวนมู่หว่านเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
นั่นสำหรับคุณหนูตวนมู่ล้วนไม่ยาก เอาล่ะไม่ต้องกล่าววาจาไร้สาระแล้ว ไม่ทราบว่าคุณหนูตวนมู่ครั้งนี้เอาคัมภีร์ลับอันใดมาให้ผู้แซ่ลู่ ขอกล่าวก่อนสักประโยค ที่ผู้แซ่ลู่ต้องการล้วนเป็นวิชากำลังภายใน
ลู่เซิ่งพูดอย่างไม่เร็วไม่ช้า น้ำเสียงราบเรียบมั่นคง ไม่ได้สูญเสียความสงบเพราะสถานะถูกเปิดเผย
ย่อมเป็นวิชากำลังภายใน
ตวนมู่หว่านยื่นมือเรียวออกมา หยิบสมุดเล่มเล็กสามเล่มออกมาจากในแขนเสื้อ วางบนโต๊ะน้ำชาอย่างแผ่วเบา
สมุดเล่มเล็กสีเขียวอ่อนสามเล่มล้วนใช้ด้ายเย็บไว้ บนปกเขียนอักษะขนาดใหญ่ไว้อย่างชัดเจน
‘เคล็ดวิชาสนหนึ่งสำนึก’ ‘วิชากระเรียนหยก’ ‘วิชาโน้มนำหยินหยาง’
ลู่เซิ่งกวาดมอง สีหน้ายังคงเรียบเฉย
คุณหนูตวนมู่กลับมีความสามารถยอดเยี่ยม เพียงแต่คัมภีร์เหล่านี้ จริงหรือปลอมสมควรตรวจสอบอย่างไร…
นี่ง่ายดายยิ่ง
ตวนมู่หว่านหัวเราะเบาๆ
วิชากำลังภายในสามวิชานี้ ล้วนเป็นวิชากำลังภายในที่เริ่มต้นง่ายดายที่สุด ฝึกฝนเพียงหนึ่งวันก็สามารถเกิดความรู้สึกถึงปราณ สามวิชานี้ล้วนเป็นประเภทที่เริ่มต้นง่ายดาย สำเร็จยากเย็น จริงหรือปลอมทราบได้ง่าย
นางเปลี่ยนเรื่อง กล่าวอีกว่า
ส่วนจะมีจุดผิดพลาดปรับแก้หรือไม่ นี่ขึ้นอยู่กับว่าคุณชายเชื่อหว่านเอ๋อร์หรือไม่แล้ว ไม่อย่างนั้นต่อให้เป็นคัมภีร์ลับของจริง วางอยู่ด้านหน้าคุณชาย เกรงว่าจะถูกเคลือบแคลงอยู่ดี
แม่นางหว่านเอ๋อร์กล่าวไม่ผิด ลู่เซิ่งในใจยินดี ถ้าหากว่าเป็นตามที่อีกฝ่ายพูดจริงๆ คัมภีร์ลับทั้งสามเล่มเริ่มต้นง่ายสุด สามวิชานี้เหมาะกับเขายิ่งกว่าวิชาทมิฬพิฆาตเสียอีก
……………………………………….
บทที่ 13
เพียงแต่สิ่งที่ต้องเตือนคุณชายคือ กำลังภายในสามวิชานี้ต่างเป็นวิชาที่เน้นการหล่อเลี้ยงชีวิต ไม่มีอานุภาพในการประมือกับผู้คน ไม่เหมาะกับการต่อสู้ เหมาะกับการถ่ายทอดในตระกูล หลังจากฝึกสำเร็จสูงสุดมีแค่สองระดับ
ตวนมู่หว่านเตือน
วิชาหล่อเลี้ยงชีวิต ยังมีแค่สองระดับ…ไม่มีวิชากำลังภายในของยุทธภพที่แท้จริงหรือ
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย
มี…เพียงแต่วิชากำลังภายในแบบนั้นส่วนใหญ่มีพรรคมีสำนัก…ต่อให้มอบกับคุณชาย คุณชายท่านกล้าฝึกหรือ
ตวนมู่หว่านเลิกคิ้ว มองลู่เซิ่งด้วยรอยยิ้ม
ลู่เซิ่งเงียบงันครู่หนึ่ง ฝืนยิ้มออกมาแล้วเช่นกัน
วิชากำลังภายในแบบนั้นข้าไม่กล้าฝึกจริงๆ เกิดวิชากำลังภายในพรรคสำนักพวกนั้นรั่วไหล เช่นนั้นก็เป็นบุญคุณความแค้น ไม่ตายไม่เลิกรา
คุณชายเข้าใจก็ดีแล้ว แน่นอนว่ายังมีคัมภีร์ลับกำลังภายในที่ไม่แพร่หลายส่วนหนึ่ง แต่เทียบกับสามเล่มนี้ คัมภีร์ลับเหล่านั้นใช้เวลานานยิ่ง อานุภาพยังไม่โดดเด่น มิสู้สามเล่มนี้รวมกัน
ตวนมู่หว่านกลับประเมินการยอมรับทันทีของลู่เซิ่งสูง ต่อหน้าโฉมสะคราญเช่นนาง บุรุษแทบทั้งหมดจะเกิดความรู้สึกชอบเอาชนะขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าอย่างไรล้วนแสดงด้านแข็งแกร่งองอาจของตน
แต่ลู่เซิ่งกลับสามารถกล่าวคำว่า ‘ข้าไม่กล้า’ สามคำโดยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปทำได้
กำลังภายในสามวิชาของท่านนี้มิได้สอดคล้องกับความต้องการของข้านัก
ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้ม
คุณชายลู่อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ พึงทราบว่าคัมภีร์ลับกำลังภายในนี้ไม่ใช่ผักกาดขาว อยากให้มีตอนไหนก็มาตอนนั้น
ตวนมู่หว่านยิ้มอ่อนช้อยกล่าว
ตอนนี้ข้ามีสามเล่มนี้ได้เป็นความบังเอิญ ภายหลังผ่านไปช่วงหนึ่ง ไม่แน่ว่าจะมีได้แล้ว…
ลู่เซิ่งไม่เข้าใจความหมายของนาง
คำภีร์ลับไม่ใช่คัดลอกไว้หลายเล่มก็สามารถขายซ้ำได้หรือ
แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่ที่นี่ล้วนขายเล่มเดียวคือเล่มต้นฉบับ ตวนมู่หว่านเอ่ยอย่างมั่นใจ
วาจานี้เป็นจริงหรือ ลู่เซิ่งหวั่นไหว
แน่นอนว่าจริง วิชาทมิฬพิฆาตเล่มนั้น คุณชายลู่อย่าฝึกดีกว่า เคล็ดวิชาไม่ครบยังพอว่า ยังเป็นเล่มที่ไม่สมบูรณ์แพร่หลายมาเมื่อหลายร้อยปีก่อน ต้องการหาส่วนที่เหลือทั้งหมดมาดำเนินการต่อ แทบเป็นไปไม่ได้
ตวนมู่หว่านเกลี้ยกล่อม
ลู่เซิ่งไตร่ตรอง
ไม่ทราบว่าในมือคุณหนูหว่านเอ๋อร์ยังมีคัมภีร์ลับเล่มอื่นหรือไม่ ไม่เอาต้นฉบับ แค่ฉบับคัดลอกก็ได้ เล่มละหนึ่งร้อยตำลึงเป็นอย่างไร
ตวนมู่หว่านสีหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ
คุณชายลู่ลุ่มหลงในวรยุทธ์เช่นนี้หรือ
ใช่แล้ว ข้าความจริงเป็นคนงมงายในวรยุทธ์คนหนึ่ง ลู่เซิ่งตอบอย่างจริงจัง
ตวนมู่หว่านมองเขาอย่างสนอกสนใจ สบตากันแบบนี้อยู่พักหนึ่ง นางพลันหัวเราะพรวดออกมา
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น อย่างนั้นหนึ่งมือให้เงิน
หนึ่งมือให้ของ ข้าต้องการวิชากระเรียนหยก
ลู่เซิ่งเลือกเล่มหนึ่งตามต้องการ เขาหยิบตั๋วเงินออกมาจากอกเสื้อ นี่เป็นเงินที่เหลือก้อนสุดท้ายของเขา ใช้หมดก็ไม่มีแล้ว
ตวนมู่หว่านรับตั๋วเงินมาโดยไม่เหลือบมองมอง ยัดเข้าไปในแขนเสื้อ วางคัมภีร์วิชากระเรียนหยกลง
เช่นนั้นขออวยพรให้คุณชายสำเร็จวรยุทธ์โดยเร็ว
ขอบคุณท่านที่อวยพร
ลู่เซิ่งลุกขึ้นไปส่งนาง
ส่งตวนมู่หว่านไปถึงประตูใหญ่ ใช้สายตาส่งนางขึ้นรถม้า ค่อยๆ จากไป ลู่เซิ่งค่อยผ่อนลมหายใจเล็กน้อย
ไม่ทราบเพราะอะไร ทุกครั้งต่อหน้าตวนมู่หว่านเขาจึงมีความระแวดระวังอยู่เสมอ
ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายเป็นแค่สตรีอ่อนแอ ดูเหมือนไม่เป็นวรยุทธ์อันใด แต่เขารู้สึกว่าไม่ถูกต้อง
ขณะมองรถม้าค่อยๆ ควบขับออกไป จนกระทั่งออกจากถนนเส้นนี้ ก็ไม่มองต่ออีก
ลู่เซิ่งค่อยหันหลังกลับ
ในมือยังคงถือคัมภีร์วิชากระเรียนหยก ลู่เซิ่งลังเลเล็กน้อย ตัดสินใจอ่านวิชากำลังภายในนี้ดูก่อนค่อยว่ากัน
…
ที่ทำการข้าหลวงเมืองเก้าประสาน
ในโถงใหญ่ที่ทำการซึ่งเหมือนสี่เหลี่ยมจตุรัส ลานอยู่ตรงข้ามกับที่ทำการศาล บนพื้นปูด้วยอิฐขาวหลายก้อน แสงอาทิตย์สาดลงมาจากด้านบน แสงสะท้อนแยงตาเล็กน้อย
บนที่ทำการศาลด้านในของลาน มีเสาสีแดงชาดสิบต้นค้ำหลังคาสีแดงไว้
สองฟากด้านข้างของที่ทำการศาล วางไว้ด้วยไม้สยบโอหัง ซึ่งล้วนทาสีแดง
ซ่งตวนฉื่อ ข้าหลวงผู้เฒ่านั่งอยู่บนบัลลังก์ศาล หัวคิ้วขมวดมุ่น ด้านหลังเขาเป็นรูปอาทิตย์ขาวฟ้าครามขนาดใหญ่ กระเรียนเซียนตัวหนึ่งกระพือปีกโผบิน
สองข้างด้านล่างแต่ละฟากยืนด้วยคนสองคน ทั้งสองฟากมีทั้งหมดสี่คน
แยกเป็นประมุขตระกูลจ้าว หลี่ ลู่ เจิ้ง
สี่ตระกูลนี้เป็นตัวแทนขุมกำลังการค้าต่างๆ มากกว่าครึ่งของเมืองเก้าประสาน
ลู่เฉวียนอันเป็นหนึ่งในนี้
เขาสวมชุดขี่ม้าลายแท่งทอง ใส่หมวกเศรษฐีสีแดง ลูบเครางามใต้คางไม่หยุด ดวงตาจ้องมองข้าหลวงผู้เฒ่าที่นั่งบนบัลลังก์ศาลเขม็ง
รวมกับข้าหลวงแล้ว คนทั้งห้าล้วนไม่ส่งเสียง
ตระกูลจ้าว จ้าวชือเต๋อประมุขตระกูลเป็นชายชราหัวล้าน ตระกูลจ้าวของเขารวมกลุ่มเป็นผู้นำเหลาสุรา หอคณิกา สถานเริงรมย์ และลานพนันทั้งหมดในเมืองเก้าประสาน เป็นคนที่มีขุมกำลังแข็งแกร่งที่สุดในคนทั้งสี่
ตอนนี้เมื่อเห็นไม่มีคนส่งเสียง ใบหน้าเขากระตุก เอ่ยขึ้นก่อน
นายผู้เฒ่าซ่ง ท่านขอให้พวกเราหาคนหาสิ่งของ พวกเราก็ส่งคนไปหาแล้ว เดิมนึกว่าเป็นแค่เรื่องเล็กเรื่องหนึ่ง
แต่ตอนนี้คนของพวกเราหายตัวไปติดๆกันสิบกว่าคนแล้ว นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันกับชีวิตคน
ถ้าหากรูปการณ์เป็นแบบนี้ ท่านยังไม่เอ่ยปาก เช่นนั้นอย่าโทษพวกเราไม่ยอมร่วมมือ
ลู่เฉวียนอันตัดสินแล้วว่าจะปิดปากไม่พูดอะไร
อีกสองคนที่เหลือดูท่าทางมีความคิดเหมือนเขา
ข้าหลวง ซ่งตวนฉื่อ ขมวดคิ้วถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
ของ คน เป็นคำสั่งที่เบื้องบนส่งลงมา ข้าก็ไม่มีวิธีการเช่นกัน
มิหนำซ้ำหลายวันมานี้เกิดเรื่องประหลาดติดต่อกัน ทั้งนอกเมืองและในเมือง ข้าขอให้เจ้าอาวาสวัดบัวแดงทำพิธีแล้ว แต่ไม่มีประโยชน์
จอมยุทธ์ท่องยุทธภพที่เชิญมา ไปแล้วก็ไม่กลับมา ไม่ทราบว่าหนีแล้วหรือไม่…คดีหมู่บ้านตระกูลหวังที่นอกเมืองจนถึงตอนนี้ยังเป็นปริศนา
เราผู้เป็นขุนนางเรียกพวกท่านทั้งสี่คนมาประชุม เพราะอยากรู้ว่าพวกท่านทั้งสี่คนมีวิธีการดีๆ หรือไม่
เมืองเก้าประสานแห่งนี้สุดท้ายแล้วเป็นเมืองเก้าประสานของพวกท่านเหล่าตระกูลใหญ่
ลู่เฉวียนอันและอีกสามคนยังคงไม่กล่าววาจา
จ้าวซือเต๋อผู้นั้นกลับแค่นหัวเราะคำหนึ่งออกมา
เรื่องหาคนยังไม่พูดถึง พวกเราหยุดไว้ก่อน
ส่วนเรื่องอื่น ในเมื่อนายท่านผู้เฒ่าไม่มีวิธี ข้าจึงเชิญยอดฝีมือที่ความสามารถไม่ธรรมดาคนหนึ่งมาตรวจสอบแล้ว เพียงแต่ค่าใช้จ่ายนี้แค่ข้าตระกูลเดียวจ่าย คงไม่ถูกต้องกระมัง
ในเมื่อเป็นยอดฝีมือ ถ้าไขคดีได้จริงๆ เราผู้เป็นขุนนางจะมอบรางวัลทั้งหมดให้เขา ขุนนางข้าหลวงยืนยันขึ้นมาก่อน
ตระกูลข้าร่วมด้วยหนึ่งพันตำลึง
ข้าก็เหมือนกัน
ลู่เฉวียนอันส่งเสียงตามติดๆ
ข้าก็ด้วย ประมุขตระกูลคนสุดท้ายออกหนึ่งพันตำลึงตามคนส่วนใหญ่
เอาล่ะ คดีตระกูลสวีนี้มีคนรับผิดชอบแล้วชั่วคราว แต่คดีหมู่บ้านตระกูลหวัง… ข้าหลวงเริ่มลำบากใจอีกครั้ง
หมู่บ้านตระกูลหวัง…เป็นคดีอนุน้อยนางนั้นกระโดดลงบ่อใช่หรือไม่ สรุปคดีตามกฎของต้าซ่งเลยไม่ดีกว่าหรือ
ประมุขตระกูลหลี่กล่าวราบเรียบ
ถ้าง่ายแบบนี้จริงๆ ก็ดี แต่ปัญหาคือ ตอนนี้แม้แต่ศพของอนุน้อยนางนั้นก็หาไม่เจอ ก้นบ่อไม่เห็นเลือดสักหยด
แต่ว่าในหมู่บ้านมีคนจำนวนมากต่างสบถสาบานว่าเห็นอนุน้อยนางนั้นกระโดดลงบ่อด้วยตาตัวเอง พวกเราหารอยเท้าจากทางบ่อน้ำไม่เจอจริงๆ…
ข้าหลวงส่ายหน้าเอ่ยขึ้น
‘มีแต่เรื่องน่ากังวล…’ ลู่เฉวียนอันมองฉากนี้แล้วรำพึงในใจ
พอคิดถึงใบหน้าหวาดกลัวของสหายเก่าตระกูลสวีก่อนตาย จิตใจเขาพลันบิดเบี้ยว
…
ตระกูลลู่
ด้านในห้อง
ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิบนเตียง รวบรวมสมาธิ เริ่มจินตนาการถึงกระเรียนเซียนที่กระพือปีกคิดจะบินตัวหนึ่งตรงกลางอกตามเคล็ดวิชากระเรียนหยก มันกระพือสองปีกและเพิ่มพลังอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่บินขึ้นในทันที
ลู่เซิ่งหลังจากหลับตาโคจรลมปราณไปรอบหนึ่ง ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น หยิบคัมภีร์ลับวิชากระเรียนหยกเล่มนั้นขึ้นมาพลิกอ่านดู
บนหน้าแรกที่พลิกอ่าน วาดกระเรียนเซียนที่กระพือปีกต้องการโผบินตัวหนึ่งอย่างชัดเจน ท่วงท่าที่ต้องการโบยบินสู่ท้องฟ้านั้นให้ความรู้สึกกดดันเล็กน้อยแก่ผู้คน
ลู่เซิ่งเพ่งมองภาพนี้อีกสักครู่ ปิดตาลงทันที จินตนาการถึงกระเรียนเซียนกลางอกต่อ
ทำวนเช่นนี้อยู่สามครั้ง
เส้นแสงนอกหน้าตาค่อยๆ สลัวลง
เสี่ยวเฉี่ยวมาเรียกเขาไปรับประทานข้าวแล้วหลายครั้ง ลู่เซิ่งต่างปฏิเสธ ยังคงปิดประตูห้องแน่นหนา นั่งบนตั่งเตียงต่อ
กระเรียนที่เขาจินตนาการถึงยิ่งมายิ่งสมจริง ยิ่งมายิ่งเป็นจริง
รอจนฟากฟ้าพลบค่ำฟ้าดำมืด ลู่เซิ่งที่นั่งบนเตียงพลันลืมตาขึ้น
ฟู่ว…
ลมหายใจกลุ่มหนึ่งถูกเขาพ่นออกมาอย่างรุนแรง
เขาสูดหายใจลึกๆ คำหนึ่ง สัมผัสได้อย่างแจ่มชัดว่าทรวงอกตัวเองเพิ่มเส้นเล็กๆ ที่เหมือนมดสายหนึ่ง ค่อยๆ เคลื่อนไหวที่ทรวงอกอย่างช้าๆ เป็นวงรีที่เรียบง่ายวงหนึ่ง
วงรีนี้หมุนตามเข็มนาฬิกา ความเร็วเชื่องช้ายิ่ง ถ้าไม่สัมผัสดีๆ ไม่อาจแยกแยะออก
ลู่เซิ่งผ่อนคลายอย่างเหนื่อยล้า รีบนึกในใจ
‘ดีปบลู’
ทันใดนั้นตรงหน้าเขามีอินเตอร์เฟสเครื่องมือปรับเปลี่ยนลอยขึ้นมา
ในกรอบเครื่องมือปรับเปลี่ยนสีน้ำเงินเข้ม เพิ่มตัวอักษรเล็กๆ แถวหนึ่งด้านล่างวิชาดาบพยัคฆ์ดำ
‘วิชากระเรียนหยก : ยังไม่เริ่มต้น’
‘ต้องรีบแล้ว’
ลู่เซิ่งรีบเริ่มเพ่งสมาธิ กดปุ่มปรับเปลี่ยน ป้องกันไม่ให้ความรู้สึกถึงลมปราณหายไป
พร้อมกับที่กดปุ่มลงไป เครื่องมือปรับเปลี่ยนดีปบลูกะพริบทีหนึ่ง
ลู่เซิ่งรีบเพ่งความสนใจไปที่วิชากระเรียนหยก
‘เพิ่มขึ้นหนึ่งระดับ!’ เขานึกเงียบๆ
สถานะของวิชากระเรียนหยกเด้งขึ้นอย่างฉับพลัน
จากไม่เริ่มต้น กลายเป็นระดับเบื้องต้นในชั่วพริบตา
ลู่เซิ่งหยุดนิ่ง รู้สึกว่าในร่างกายมีเส้นสายราวสายน้ำจางๆ สายหนึ่งเพิ่มขึ้นมา ค่อยๆ ไหลจากทรวงอกไปด้านล่าง
ระหว่างทรวงอกกับท้องน้อยกลายเป็นวงรีวงหนึ่ง เส้นสายลมปราณเย็นๆ หลายสายนั้นไหลระหว่างทรวงอกและท้องน้อยไม่หยุด
‘ระดับเบื้องต้นแล้ว…คล้ายว่าร่างกายจะรับภาระไม่หนักมาก’
ลู่เซิ่งครุ่นคิด เพ่งสมาธิต่อ จินตนาการว่าขอบเขตของวิชากระเรียนหยกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับ
แค่กๆ!
ทันใดนั้นเขารู้สึกว่าลำคอแห้งผาก ไอเสียงดัง
ความหงุดหงิดงุ่นง่านสายหนึ่งลอยขึ้นจากท้องน้อย พุ่งสู่จิตใจ ลู่เซิ่งพลันเปลี่ยนเป็นคอแห้งลิ้นแห้ง
‘ไม่ไหว ร่างกายสูญเสียหยินไปแล้ว! วิชากระเรียนหยกนี้เพิ่มระดับเร็วแล้วมีผลเสียต่อร่างกายเช่นกัน เพียงแต่ไม่รุนแรงเท่าวิชาดาบพยัคฆ์ดำ’
ลู่เซิ่งผ่อนคลายจิตใจ ปล่อยให้เครื่องมือปรับเปลี่ยนค่อยๆ จางหายไป
‘นี่คือกำลังภายในหรือ’
เขายื่นสองขาออกมา ลงจากเตียงอย่างช้าๆ
สัมผัสอย่างละเอียดได้ถึงลมปราณภายในของวิชากระเรียนหยกที่โคจรไหลเวียนไม่หยุดระหว่างทรวงอก รู้สึกสงสัย
‘รู้สึกเหมือนในร่างมีเส้นสายลมปราณเส้นหนึ่งเพิ่มขึ้นมา’
ลู่เซิ่งลองควบคุมเส้นสายลมปราณเส้นนี้ พบว่าของเล่นชิ้นนี้คล้ายไม่อาจไหลไปยังสถานที่อื่น ได้แต่วนเป็นวงกลางทรวงอก
ในกระบวนการขณะที่ปราณภายในสายนี้วนเป็นวง เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าการหายใจของตนผ่อนคลายลงไม่น้อย จิตใจคึกคักขึ้นส่วนหนึ่ง
‘ขอดูกำลังภายในเบื้องต้นหน่อย…’ ลู่เซิ่งพลิกคัมภีร์ลับมาอ่านการบันทึกด้านบน
……………………………………….
บทที่ 14
บนสมุดเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า
‘วิชานี้สามารถยืดอายุขัย ทำให้ตัวเบา กระตุ้นโลหิต มีผลปรับห้าอวัยวะตันให้ลมปราณราบรื่น รักษาอาการบาดเจ็บภายใน ทักษะพลังยิ่งล้ำลึก ประสิทธิผลยิ่งเลิศล้ำ’
‘รักษาอาการบาดเจ็บภายในหรือ’
ลู่เซิ่งหวั่นไหว
คุณชาย? สมควรกินข้าวแล้ว ถึงกลางจื่อแล้ว…’
เสียงของเสี่ยวเฉี่ยวดังมาจากนอกประตูห้อง
ลู่เซิ่งขยับแขนและไหล่ทั้งสองข้างของเขา
ผลักประตูออกไป เห็นเสี่ยวเฉี่ยวหาม้านั่งตัวหนึ่งมานั่งรออยู่นอกปะตู ไม่ทราบว่ารอตนมานานเท่าไรแล้ว
กลางจื่อก็คือยามจื่อ
ตามการคำนวณเวลาของต้าซ่ง ขุนนางเวลาแบ่งหนึ่งวันออกเป็นสิบสองชั่วยาม แต่ละชั่วยามแบ่งเป็นต้นกับกลาง เวลากลางจื่อก็คือช่วงกลางของยามจื่อ
เป็นช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง
‘ดึกขนาดนี้แล้วหรือ’ ลู่เซิ่งมองดูลานด้านนอก ลานแห่งอื่นที่เดิมทีส่งเสียงอึกทึกตอนนี้เงียบสงบแล้ว
ในสายลมรัตติกาลแว่วเสียงฆ้องที่ยามเคาะโมงยามตีตอนเดินผ่านมาทางด้านนอก
ตอนนี้ยังมีอะไรกินอีกหรือ
ลู่เซิ่งเดินไปยังห้องครัว
ห้องครัวของตระกูลลู่สร้างระหว่างลานหน้าและลานหลัง ต้องเดินผ่านลานหลังจึงจะไปถึง
ข้าให้ห้องครัวเก็บกับข้าวไว้ส่วนหนึ่ง แต่ละอย่างพอเหลืออยู่บ้าง อุ่นเล็กน้อยก็ได้แล้ว เสี่ยวเฉี่ยวกล่าวเบาๆ ตามติดลู่เซิ่ง
คนทั้งสองออกจากลานหลังตามทางระเบียง ไปยังลานเล็กของห้องครัว
ในลานของห้องครัววางโต๊ะเก้าอี้หลายตัวกระจัดกระจาย ให้เหล่าข้ารับใช้ที่เป็นพ่อครัวไว้กินอาหารโดยเฉพาะ
ทั้งสองคนเพิ่งเข้าลานเล็ก ก็เห็นคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างโต๊ะ กำลังกินอาหารที่เก็บไว้ให้ลู่เซิ่งบนโต๊ะคำโตๆ
พี่ใหญ่ ไฉนดึกขนาดนี้ยังไม่นอน คนที่กินข้าวเงยหน้าขึ้น ถึงกับเป็นใบหน้าของดรุณีที่บริสุทธิ์งดงาม
ชิงชิงหรือ ลู่เซิ่งเห็นดังนั้นก็งุนงง เจ้ากลับมาตอนไหน
เขานั่งลงตรงข้าม พิจารณาดูลู่ชิงชิงที่กำลังกินอย่างออกรส
น้องสาวที่มารดารองของเขาให้กำเนิดผู้นี้ เป็นพี่น้องต่างมารดากับเขา แต่มารดารองปฏิบัติกับเขาเหมือนบุตรแท้ๆ ยังดีกับเขายิ่งกว่าบุตรีของตัวเอง
ในความทรงจำเริ่มแรกของลู่เซิ่ง ความรู้สึกที่มีต่อมารดารองกับลู่ชิงชิงสุดที่พี่น้องคนอื่นจะเทียบได้
นี่มิใช่เพิ่งมาถึงบ้านหรอกหรือ ท้องหิวจึงมาที่นี่แล้ว พบว่าบนโต๊ะวางกับข้าวไว้โต๊ะใหญ่ นึกว่าเตรียมไว้ให้ข้าเสียอีก
ลู่ชิงชิงสะพายกระบี่ สวมชุดรัดรูปสีน้ำเงิน รัดทรวงอกไว้ ถ้ามิใช่ใบหน้างดงามจริงๆ คงแยกแยะไม่ออกว่านางเป็นสตรี
เจ้าไม่ควรกลับมา… ลู่เซิ่งถอนใจ
เพราะอะไร
ลู่ชิงชิงวางชามข้าวลง ใบหน้าพลันเย็นชา
พี่ใหญ่สวีตายโดยไม่ทราบสาเหตุ บ้านลุงสวีไปทำอะไรมากันแน่ ภูตผีปีศาจเป็นเรื่องไร้สาระ ข้าไม่เชื่อเรื่องพรรค์นี้!
เจ้าหมายความว่าอะไร
ลู่เซิ่งจ้องมองนาง
ข้าครั้งนี้กลับมาก่อน ก็เพื่อจะตรวจสอบสาเหตุการตายที่แท้จริงของพี่ใหญ่สวี จับฆาตกรรับโทษตามกฎหมาย!
ลู่ชิงชิงกล่าวอย่างจริงจัง รังสีสังหารสายหนึ่งแวบขึ้นในดวงตา
ลู่เซิ่งมองน้องรองผู้นี้ แล้วก็เงียบอยู่นาน
บนใบหน้าลู่ชิงชิงปรากฏความขุ่นเคืองขึ้น
พี่ใหญ่ พี่ใหญ่สวีตายแล้ว ท่านหรือว่าไม่เคยคิดตรวจสอบความจริงแม้แต่น้อย!
ข้าตรวจสอบแล้ว ไม่มีเงื่อนงำ… ลู่เซิ่งส่ายหน้า ไม่เจอเบาะแสของฆาตกรใดๆ ร่องรอยอันใดก็ไม่มี คนหลายสิบคน ทั้งบนล่างของตระกูล ตายอย่างอนาถในคืนเดียว แม้แต่ข้อมูลสักเล็กน้อยก็ไม่มี
ข้าไม่เชื่อ!
ลู่ชิงชิงลุกขึ้น
ข้ากินอิ่มแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มตรวจสอบ พี่ใหญ่ข้าไปพักผ่อนแล้ว
นางพูดจบก็สาวเท้ายาวๆ ไปยังด้านนอกของลานเล็ก
เสี่ยวเฉี่ยว เจ้าต้องการไปห้องข้าหรือไม่
นางถือโอกาสทักทายเสี่ยวเฉี่ยว
เสี่ยวเฉี่ยวส่ายศีรษะด้วยสีหน้าอึมครึม เห็นได้ชัดว่าพอพูดถึงเรื่องของพี่ใหญ่สวีก็รู้สึกเศร้าสร้อย
สวีเต้าหรานที่แล้วมาดีกับพวกนางยิ่ง ทั้งอ่อนโยนมีมารยาท ไม่ว่าอย่างไรนางก็คิดไม่ถึงว่าคนดีๆ แบบนั้นอยู่ๆ ก็จากไปแล้ว
ลู่ชิงชิงจากไปแล้ว
ลู่เซิ่งนั่งลง ให้เสี่ยวเฉี่ยวอุ่นกับข้าวให้ กินของที่เหลือจนหมด
‘ชิงชิงออกไปกราบอาจารย์ร่ำเรียนวิชามาห้าปีแล้ว เถี่ยซังเต้าหยินเป็นยอดฝีมือเชิงกระบี่ที่โด่งดังใกล้ๆ เมืองเก้าโชติ แต่ตอนนี้ดูเหมือนนางก็ไม่ได้ฝึกกำลังภายในเช่นกัน’
คนที่ฝึกฝนกำลังภายใน ตามบันทึกในวิชากระเรียนหยก ต่างมีจุดเด่นที่สายตาคุกคามคน
กำลังภายในยิ่งล้ำลึก ประกายในดวงตายิ่งสว่างไสว
แต่ว่าน้องรองลู่ชิงชิง สายตามืดมัว ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดา เห็นได้ชัดว่ามิใช่ผู้ฝึกกำลังภายใน
‘จะว่าไปก็ถูกอยู่ คนที่มีกำลังภายในได้ ไฉนจะมีอยู่ทุกที่เหมือนผักกาดขาว เพียงแต่แบบนี้ดูเหมือนตวนมู่หว่านนั่นไม่ธรรมดาถึงขีดสุดแล้ว…’
ลู่เซิ่งใคร่ครวญเล็กน้อย สงบจิตใจเริ่มตั้งสมาธิกินข้าวต่อ
…
เช้าตรู่ของอีกวัน
ลู่เซิ่งไปบ้านจางสวินหัวหน้ามือปราบจางกับลุงจ้าวแต่เช้า
ฝ่ามือทำลายใจของหัวหน้ามือปราบจางแม้เป็นวิชากำลังภายนอก แต่ว่ากันว่าสามารถเทียบเคียงกับฝ่ามือทรายเหล็กในตำนานได้
ฝึกการทะลวงพลังเป็นหลัก สามารถแยกภูเขาสู้กระทิง โจมตีอวัยวะภายในของศัตรูได้โดยตรง ร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง
ระหว่างทาง ลุงจ้าวกับลู่เซิ่งหนึ่งคนหนึ่งม้าขี่ไปยังบ้านจางสวินอย่างไม่รีบร้อน
บ้านของจางสวินอยู่ในย่านร้านตีเหล็กใกล้กำแพงเมืองเก้าประสาน
แถบนี่หลักๆ มีแต่คนยากจน ช่างฝีมือ ร้านตัดไม้ ร้านตีเหล็กอยู่
ลู่เซิ่งขณะมุ่งหน้ามา บริเวณรอบๆ ที่เห็นเป็นคนยากจนมีสีหน้าเหลืองตอบทั้งสิ้น คนเดินถนนส่วนใหญ่ใส่อาภรณ์เป็นรอยปุปะ
ชื่อเสียงของฝ่ามือทำลายใจ ตอนเด็กบางครั้งข้าก็เคยได้ยิน เพียงแต่หัวหน้ามือปราบจางไฉนตกต่ำถึงขั้นนี้ ไม่ว่าเส้นสายหรือขีดความสามารถหรือประสบการณ์ ท่านผู้เฒ่าสามารถรับตำแหน่งขุนนางสอนวรยุทธ์ในที่ทำการได้ถมเถ
ลู่เซิ่งถาม
ลุงจ้าวส่ายหน้า
เพราะอะไรนะหรือ เป็นเพราะคดีสะเทือนขวัญคดีหนึ่งในอดีต เขาเพื่อแก้แค้น แม้สุดท้ายจะสังหารอีกฝ่ายด้วยตัวเองได้ ตนเองก็ตกสู่ขั้นอาการบาดเจ็บซ่อนเร้น รอเวลากำเริบ แค่ยาบำรุงแต่ละอย่างก็สิ้นเปลืองสมบัติของตระกูลแล้ว
ขณะพูดคุยกัน คนทั้งสองก็มาถึงหน้าลานเล็กผุผังแห่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ลุงจ้าวลงจากม้าไปเคาะปะตู
ผู้ใด
ไม่ทันไรคนหนุ่มผ่ายผอมคนหนึ่งก็มาเปิดประตู
ลุงจ้าวรึ เขามองจ้าวต้าหู่ตรงหน้าประตูอย่างแตกตื่นยินดี เชิญเข้ามาๆ!
ลู่เซิ่งเข้าประตูตามไป แวบแรกก็เห็นชายชราผมขาวที่นั่งตากแดดอยู่ในลาน
คุณชายใหญ่ลู่หรือ
ชายชรากล่าวเสียงดัง เหมือนคนขวานผ่าซาก
ใช่แล้ว
ลู่เซิ่งประสานมือ
แท่งเงินที่ก่อนหน้าท่านส่งมาให้ ข้าผู้เฒ่าได้รับแล้ว วิธีการฝึกฝ่ามือทำลายใจ ข้าสามารถถ่ายทอดให้ท่านา เพียงแต่ข้าผู้เฒ่ามีคำขอร้องที่ไร้เหตุผลข้อหนึ่ง
หัวหน้ามือปราบจางสวินเป็นชายชราที่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่
อาจารย์จางโปรดบอก
ลู่เซิ่งสีหน้าเรียบเฉย
ข้าผู้เฒ่า หวังว่าคุณชายใหญ่ลู่ จะหาคนสักหลายคนรับถ่ายทอดความสามารถนี้ ไม่ให้สิ่งที่ข้าพยายามสร้างขึ้นมาชั่วชีวิตเสียเปล่า เสียงของจางสวินเต็มไปด้วยพลัง ยังคงมีสภาวะที่ยิ่งใหญ่
อาจารย์จางวางใจ! ผู้เยาว์รับปาก!
ลู่เซิ่งกล่าวอย่างแน่วแน่
ดี! ใช้ดาบ ใช้ฝ่ามือ ต้องมีสภาวะพกดาบเดียวไปตามนัด ไม่มีสิ่งใดต้านทาน! หากไม่มีจิตวิญญาณ เช่นนี้ดาบที่ใช้ออกมาแกร่งอย่างไรก็เป็นแค่โครงเปราะบาง!
จางสวินเสียงพลันขึงขัง
ฝ่ามือทำลายใจกับวิชาดาบของข้ามีจุดร่วมกัน ออกฝ่ามือ ออกดาบจะต้องทุบหม้อทำลายเรือ จินตนาการว่าตัวเองอยู่ในสภาพจนตรอก แบบนี้จึงจะระเบิดพลังกับความเร็วที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาได้!
ใจมีความลังเล! พลังไม่อาจบรรลุ!
ลู่เซิ่งจิตใจสั่นไหว พลันคล้ายเข้าใจอันใด
พลังกาย ปราณ จิต ล้วนประสานกัน รวมอยู่ที่จุดหนึ่ง นี่เป็นเคล็ดลับวิชาดาบกับฝ่ามือทำลายใจของข้า!
จางสวินเอ่ยเสียงจริงจัง
ลู่เซิ่งหลับตายืนตรง คล้ายเข้าใจอันใด มือกำดาบยาวที่หว่างเอว
เขาเพิ่งมาถึงลาน ก็ถูกอดีตยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองเก้าประสานผู้นี้สั่งสอนทันที
‘ใจมีความลังเล พลังไม่บรรลุ’
ประโยคนี้เหมือนสายฟ้าฟาด สะท้อนในใจเขาไม่หยุด
ตลอดมาเขามิใช่เพราะคิดมากเกินไปหรอกหรือ ดังนั้นวิชาดาบจึงรู้สึกติดชะงักเล็กน้อย
ตอนนี้คิดดูแล้ว สมควรขาดสภาวะจิตใจเล็กน้อยนั้น!
ขอบเขตของเขายังแข็งแกร่งกว่าลุงจ้าว แต่พอต่อสู้ในความเป็นจริง ก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะลุงจ้าวได้ เดิมนึกว่าตัวเองขาดประสบการณ์
ตอนนี้ดูแล้วขาดจิตใจเช่นนี้เอง
สักพักหนึ่ง
ลู่เซิ่งประสานมือคำนับจางสวิน
ขอบคุณอาจารย์จาง!
ไม่เป็นไร ตอนนี้คนอื่นๆ ล้วนออกไป ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดลับฝ่ามือทำลายใจให้แก่ท่าน!
จางสวินพูดเสียงดังกังวาน
ลุงจ้าวกับคนหนุ่มผู้นั้นยิ้มหนักใจเล็กน้อย ต่างล่าถอยออกจากลาน
ตลอดทั้งวัน
ลู่เซิ่งอยู่กับจางสวิน จดจำเคล็ดลับและกระบวนท่าของฝ่ามือทำลายใจ
วิชาฝึกจิตกระบวนท่าผสานรวม จางสวินถ่ายทอดประสบการณ์สู้กับศัตรูในอดีตของตัวเองทีละอย่างๆ โดยไม่ปกปิดแม้แต่น้อย
กำลังภายในของลู่เซิ่งอยู่ในระดับเบื้องต้น พลังสมาธิคึกคัก ทั้งวันพักผ่อนสองครั้ง ระหว่างนี้ร่ำเรียนฝึกฝนตลอด
พอพลบคล่ำ เขาก็จดจำเคล็ดลับของฝ่ามือทำลายใจได้ทั้งหมด จากนั้นค่อยบอกลาจากไป
กลับมาถึงบ้าน เขากลับห้องตัวเองทันที นั่งขัดสมาธิลง
‘ดีปบลู!’
ใช้ความคิดในใจ อินเตอร์เฟซของเครื่องมือปรับเปลี่ยนโผล่ออกมาอีกครั้ง
หลังจากกดปุ่มปรับเปลี่ยน เครื่องมือปรับเปลี่ยนทั้งหมดก็กะพริบอย่างรุนแรง
ลู่เซิ่งเพ่งความสนใจไปที่วิชากระเรียนหยกเมื่อก่อนหน้า
‘ครั้งนี้สมควรไม่มีปัญหาแล้ว’
การปรับเปลี่ยนวรยุทธ์ชนิดหนึ่ง แบ่งเป็นการพัฒนาหลายครั้ง แบบนี้ไม่รุนแรงเกินไป ร่างกายรับภาระน้อยเช่นกัน
‘เพิ่มหนึ่งระดับ!’
ลู่เซิ่งมองวิชากระเรียนหยกเขม็ง
ไม่ทันไร ขอบเขตสถานะของวิชากระเรียนหยกก็เด้งจากเบื้องต้นไปสู่ระดับหนึ่ง
ลู่เซิ่งพลันรู้สึกว่าอวัยวะภายในล้วนเหมือนติดไฟ ปากคอแห้งผาก ใบหน้าแดงขึ้น
เขาอ่านคัมภีร์ลับมา ทราบว่านี่เป็นอาการปราณภายในมากเกินไป โน้มนำให้อัคคีใจโชติช่วงเกินควร
ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว หยิบชาสือหูกระถางหยกที่เตรียมไว้ดีแล้ว เริ่มจิบคำเล็กๆ
ชาสือหูถูกเรียกว่าเป็นหญ้าเซียนบำรุงหยิน ความสามารถในการบำรุงยอดเยี่ยม ในโลกปัจจุบันมีชาสือหูผิวเหล็กเป็นสุดยอดของชา แต่ที่นี่มีชาสือหูกระถางหยกเป็นสุดยอดของชา
เป็นของบำรุงล้ำค่าที่นำเข้ามาจากจงหยวน
ห้องยาในบ้านเก็บไว้ส่วนหนึ่ง พอดีเขาได้ใช้
ดื่มชาสือหูเข้มสามถ้วยติดกัน ลู่เซิ่งค่อยรู้สึกว่าทรวงอกเริ่มคลายร้อนรุ่ม
‘ถ้ายึดตามการบันทึกบนคัมภีร์ลับ วิชากระเรียนหยกนี้มีทั้งหมดสองระดับ ความรู้สึกถึงลมปราณหนึ่งวันก็เกิดได้
‘ส่วนระดับเบื้องต้นกลับใช้เวลาหนึ่งร้อยวัน ต้องเป็นคนมีคุณสมบัติถึงจะทำได้
‘ฝึกฝนระดับหนึ่งเสร็จ จำเป็นต้องใช้เวลาสองถึงสามปี ระดับที่สองนี้จำเป็นต้องใช้เวลาห้าถึงสิบปี
เขาวางถ้วยชาลง เทชาสือหูจากในกาชาออกมาโยนเข้าปากเคี้ยวแล้วกลืนลงไป
‘เราใช้เวลาพริบตาเดียว เท่ากับการฝึกฝนอย่างหนักของคนอื่นเป็นเวลาสองถึงสามปี กลับไม่เลว’
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าลมปราณที่ทรวงอกของตัวเอง มีขนาดใหญ่กว่าก่อนหน้าไม่น้อย
หากก่อนหน้าเป็นแค่เส้นผม เช่นนั้นตอนนี้ก็มีขนาดเท่าตะเกียบแล้ว
ลู่เซิ่งมองไปที่วิชาอีกวิชา ฝ่ามือทำลายใจ
วิชานี้แสดงผลว่ายังไม่เริ่มต้น กำลังภายนอกกับกำลังภายในไม่เหมือนกัน ขอแค่จำกระบวนท่าวิชาฝึกจิต ก็จะแสดงผลบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนได้
ส่วนกำลังภายในจำเป็นต้องเกิดความรู้สึกถึงลมปราณถึงจะปรับเปลี่ยนได้
ลู่เซิ่งคิดจะเร่งเพิ่มระดับวิชากระเรียนหยก ยกระดับของพลังกาย ปราณ และจิตก่อน ค่อยปรับเปลี่ยนวิชาอื่นๆ เมื่อเป็นแบบนี้ ร่างกายจะรับภาระได้ ทำให้ผ่อนคลายลงมาก
……………………………………….
บทที่ 15
ลู่เซิ่งเรียนกับหัวหน้ามือปราบจางสวินได้สามวัน ก็จดจำฝ่ามือทำลายใจได้โดยสมบูรณ์
จากนั้นก็ไปหาอาจารย์คนที่สอง
อาจารย์คนที่สองที่ลุงจ้าวแนะนำแซ่ตู้ชื่อเจิ้น เคยเป็นยอดฝีมือระดับสุดยอดในที่ทำการข้าหลวง เป็นคนรุ่นเดียวกันกับหัวหน้ามือปราบจางสวิน
เก้าเก้าแปดสิบเอ็ดท่า ดาบนางแอ่นถลาลมเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ
น่าเสียดาย…ภายหลังมือของเขาถูกแทงโดนเส้นเอ็น คนพิการแล้ว ไร้บุตรไร้ธิดาเหมือนกัน แต่เป็นเพราะเขาไม่ได้แต่งงาน เก็บตัวเงียบขรึม จึงไม่มีทายาท
ลู่เซิ่งเรียนกับคนผู้นี้สี่วัน
เก้าเก้าแปดสิบเอ็ดท่าดาบนางแอ่นถลาลม ตามความเป็นจริงในสายตาของเขายังอ่อนด้อยกว่าวิชาดาบพยัคฆ์ดำขั้นหนึ่ง แต่มีทักษะวิชาวรยุทธ์เพิ่มขึ้นอย่างหนึ่งย่อมเป็นเรื่องดี
จากนั้นเขาขอให้ลุงจ้าวพาเขาไปหายอดฝีมือที่มีชื่อเสียงคนอื่นๆ ในเมืองเก้าประสาน โดยเฉพาะยอดฝีมือรุ่นอาวุโส
หลังจากได้รับอนุญาตจากลู่เฉวียนอันผู้เป็นบิดา จึงใช้เงินเบิกทางทีละแห่งๆ เขาได้เรียนท่าเท้าแปดสมบัติ กับดาบสองปลายจากยอดฝีมืออีกสองคน
ล้วนเป็นวรยุทธ์ที่ต่ำกว่าวิชาดาบพยัคฆ์ดำขั้นหนึ่ง
เขาเข้าใจแล้วว่า วิชาดาบพยัคฆ์ดำนั้น ลุงจ้าวนับได้ว่าเป็นยอดฝีมือระดับสุดยอดของเมืองเก้าประสานแล้ว คนอื่นๆ ไหนเลยจะบรรลุระดับเขาได้ง่ายดายขนาดนั้น
ใช้เวลาติดต่อกันสองเดือน ลู่เซิ่งฝึกฝนวรยุทธ์แต่ละชนิดอย่างมุ่งมั่น
ขณะเดียวกันก็บำรุงร่างกายอย่างต่อเนื่อง กินกินกินยาบำรุงหยิน เสริมโลหิตไปมากมาย
ค่าใช้จ่ายในตระกูลที่ใช้จ่ายไปในยาบำรุงก็ หลังจากเขาเริ่มฝึกวรยุทธ์เพิ่มขึ้น เดือนหนึ่งใช้มากกว่าพันตำลึง นี่เป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลสำหรับครอบครัวทั่วไป
ยังดีที่ได้รับการยอมรับจากลู่เฉวียนอันผู้เป็นบิดา ไม่อย่างนั้นการใช้เงินแบบเขา ต่อให้เป็นลูกหลานบ้านรวยอย่างไรก็ไม่อาจล้างผลาญได้ขนาดนี้
พริบตาเดียว หน้าร้อนผ่านไป ฤดูสารทเดือนเก้ามาเยือน
ลู่เซิ่งมาถึงโลกนี้ได้เกือบสามเดือนแล้ว
คุณชายเซิ่งช่วงนี้ขยันจริงๆ
ลุงจ้าวลูบเคราขณะมองดูลู่เซิ่งที่ตั้งใจฝึกฝนดาบนางแอ่นถลาลมบนลานฝึก
วิชาดาบชุดนี้ลู่เซิ่งไม่ได้ใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยน ช่วงนี้เขาไม่ได้แตะต้องเครื่องมือปรับเปลี่ยนอีกเลย เพียงลองคลำทางด้วยตัวเอง
ที่ใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเป็นวิชากำลังภายใน เขาคิดจะทดลองดูว่า ระหว่างวรยุทธ์ที่ตนตั้งใจฝึกฝนกับวรยุทธ์ที่ปรับเปลี่ยนมามีข้อแตกต่างกันยังไง
พอดีที่วิชาดาบนางแอ่นถลาลมเรียนไม่ยาก กระบวนท่าเรียบง่าย เหมาะให้เขาค่อยๆ ฝึกฝน
ฉัวะ!
ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ!
เสียงกังวานดังติดต่อกันหลายครั้ง ต้นหญ้าตอไม้ที่อยู่รอไปบๆ ลู่เซิ่งถูกฟันทิ้งไป
ลู่เซิ่งมือถือดาบยาวกว่าหนึ่งหมี่ไว้ในมือ ค่อยๆ พลิกตัวดาบแนบกับแผ่นหลัง นับว่าจบกระบวนท่า
เพราะฝึกยุทธ์ช้าเกินไป ไม่ขยันแล้วจะตามคนอื่นทันได้อย่างไร
ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ช่วงนี้ต้องขอบคุณลุงจ้าวท่านอย่างยิ่ง
ลุงจ้าวโบกมือ
ข้าทราบว่าคุณชายเซิ่งท่านมีความคิดรวบรวมคัมภีร์ลับวรยุทธ์ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตระกูล เพียงแต่ว่าคนที่สามารถมอบวรยุทธ์ให้ได้ในเมืองเก้าประสานนี้มีไม่กี่คน ที่เหลือความเป็นไปได้ต่ำยิ่ง ต่อจากนี้ท่านมีแผนการอะไร
ลู่เซิ่งไตร่ตรองเล็กน้อย ปล่อยให้เสี่ยวเฉี่ยวที่วิ่งเหยาะๆ เข้ามา นำผ้าขนหนูชุบน้ำมาให้ตัวเองเช็ดเหงื่อ
ในเมื่อในเมืองเก้าประสาน…
แย่แล้ว! แย่แล้ว! ทันใดนั้นคนรับใช้คนหนึ่งพลันวิ่งเข้ามาในลานฝึกอย่างเร่งรีบ สีหน้าซีดขาว ปากร้องตะโกนขึ้นมา
เกิดอะไรขึ้น เอะอะโวยวายอะไรกัน!
ผู้คุ้มกันในจวนคนหนึ่งเข้าไปตำหนิ ลากคนรับใช้ที่ร้องโวยวายคนนั้นไปอีกทาง สอบถามอย่างละเอียด
รอถามไถ่จนเข้าใจ ผู้คุ้มกันคนนั้นมีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยเช่นกัน รีบวิ่งมาทางพวกลู่เซิ่ง
คุณชายใหญ่ คุณหนูสองมีเรื่องกับคนอื่นแล้ว ซ้ำตอนนี้ยังหาคนไม่เจอ! ผู้คุ้มกันรายนี้รีบกล่าวรายงานเสียงดัง
อะไรนะ!
ลู่เซิ่งงุนงง
เขารู้ว่าลู่ชิงชิงกลับมาจะต้องเกิดเรื่อง แต่คิดไม่ถึงว่าจะก่อเรื่องไวขนาดนี้
นางอยู่ที่ไหน มีเรื่องกับใคร
ลุงจ้าวถามอย่างรวดเร็วจริงจัง
ที่ถนนดอกหลิว กับผู้คุ้มกันคณะพ่อค้าที่ผ่านทางมาสองสามคน!
เรื่องนี้นายท่านผู้เฒ่าทราบไหม
ไม่แน่ใจ แต่ว่าเด็กรับใช้ผู้นั้นเพิ่งได้รับรายงานข่าว เป็นหญิงรับใช้ที่ติดตามคุณหนูสองมาแจ้ง เขาจึงมาหาคุณชายใหญ่ท่านเป็นคนแรก
ผู้คุ้มกันกล่าวอย่างเร่งรีบ
พวกเขาล้วนเป็นลูกกำพร้าที่ลู่เฉวียนอันรับมาเลี้ยงตั้งแต่เด็ก ดูแลจนเติบใหญ่ มีความซื่อสัตย์ต่อตระกูลลู่สูงยิ่ง
ทำได้ดี เรื่องนี้ยังไม่ต้องรีบรายงานท่านพ่อ ข้าจะไปดูก่อน
ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้ม
คุณหนูสองกำลังตรวจสอบคดีของตระกูลสวี ไฉนจึงไปมีเรื่องกับผู้คุ้มกันของคณะพ่อค้าได้ ลุงจ้าวกล่าวอย่างสงสัย
ไปดูก็รู้แล้ว
ลู่เซิ่งมีสีหน้าเคร่งขรึม
เขารวบรวมคนรับใช้ในตระกูลอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ครบสิบคนแล้ว ก็มุ่งหน้าไปถนนกิ่งหลิว
ถนนกิ่งหลิวเป็นย่านหอคณิกาที่ขึ้นชื่อของเมืองเก้าประสาน ไม่ทราบว่าลู่ชิงชิงตรวจสอบมาถึงที่นี่ได้อย่างไร
เร่งรุดไปถึงโดยที่ไม่หยุดม้าเลย
พอลู่เซิ่งไปถึง บนถนนก็เละเทะระเนะระนาด คนตระกูลลู่ สองคนกับเจ้าของร้านค้าแถวนั้นกำลังนำคนเข้าไปช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่รอบๆ
ที่ควรชดเชยเงินทองก็ให้ชดเชยเงินทอง ที่ควรขอโทษก็ให้ขอโทษ อย่าให้คนอื่นดูถูกพวกเราตระกูลลู่ได้
ลู่เซิ่งกำชับ
ขอรับ!
กำลังคนทั้งสิบคนที่ออกมาจากตระกูลลู่รีบตอบรับ
ทุกคนกระจายกันออกไปแก้ไขปัญหา
ลู่เซิ่งกับลุงจ้าวมาถึงบนขอบถนน มองสถานที่ที่มีร่องรอยการต่อสู้เหลืออยู่
เพิ่งไปได้ไม่นาน ชิงชิงมีนิสัยใจร้อนมาแต่ไหนแต่ไร ถูกอันธพาลยั่วยุในที่แบบนี้ จะลงมือก็เป็นเรื่องปกติ ลู่เซิ่งตรวจสอบคราบเลือดบนพื้นอย่างละเอียด
เลือดมีจำนวนไม่มาก เขาไม่กังวลว่าจะเป็นเลือดของชิงชิง ด้วยความสามารถของนางไม่ต้องพูดถึง รับมือกับผู้คุ้มกันคณะพ่อค้าสองสามคนได้
บนแผ่นหินสีขาวอมเทาเปื้อนรอยเลือดสีแดงคล้ำหย่อมหนึ่ง ค่อนข้างสะดุดตาภายใต้แสงอาทิตย์
ลู่เซิ่งย่อตัวลง ใช้มือแตะรอยเลือดเบาๆ จากนั้นยกขึ้นมาดม หัวคิ้วขมวดขึ้นมา
เป็นไรแล้ว ค้นพบอันใด ลุงจ้าวเดินเข้ามาใช้นิ้วแตะรอยเลือดมาดมดูเหมือนเขา
เป็นเลือดคนทั่วไป ไม่มีความผิดปกติ
ที่ข้าสงสัยไม่ใช่เรื่องนี้…
ลู่เซิ่งส่ายหน้า
ที่ข้าสงสัยคือ มีปริมาณเลือดออกมากเกินไป ชิงชิงแม้ว่าจะใจร้อน แต่ลงมือก็รู้จักหนักเบา
ลงมือมือหนักอย่างนี้ ปกตินางไม่บุ่มบางขนาดนี้
ตอนนี้ผู้คุ้มกันที่ไปจัดการเรื่องราวรอบๆ กลับมาแล้ว
คุณชายใหญ่มีข่าวแล้ว มีคนเห็นคุณหนูสองถือกระบี่สู้กับคนสองคน ไล่ตามออกไปนอกเมืองแล้ว! มีคนบอกว่าสองคนที่ถูกไล่ล่านั้นยังเป็นมือสังหารที่ที่ว่าการเมืองประกาศจับ ไม่ใช่ผู้คุ้มกันคณะพ่อค้าอันใด!
ที่แท้เป็นเช่นนี้
ลู่เซิ่งพยักหน้า
ไป ไปดูที่กำแพงเมือง ประตูเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดเป็นประตูตะวันตก พวกเขาสมควรออกไปด้านนั้น
ขบวนคนมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองตะวันตกพร้อมกับลุงจ้าว
หลังจากนั้นราวๆ สิบกว่านาที ทุกคนก็มาถึงประตูตะวันตก ทหารเฝ้าเมืองเข้ามาทักทายกับผู้คุ้มกันคนหนึ่งในตระกูล เห็นได้ชัดว่ารู้จักกัน
คุณหนูสองลู่ไล่ตามไป มุ่งหน้าไปยังเขาลมทมิฬแล้ว
ทหารให้ข้อมูลสำคัญ
ลู่เซิ่งกำลังจะพาคนไปตามหา เพิ่งออกจากประตูเมืองเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เห็นชิงชิงขี่ม้าลากคนสองคนที่ถูกมัดติดกันมายังประตูเมือง
พอเห็นลู่เซิ่ง ใบหน้าลู่ชิงชิงปรากฏความภาคภูมิใจ
พี่ใหญ่ท่านรีบร้อนมาทำอะไร ก็แค่โจรกระจอกสองคนมิใช่หรือ หรือยังไม่เชื่อมั่นในความสามารถของข้า
นางเปลี่ยนไปสวมชุดจอมยุทธ์หญิงสีขาว มือถือกระบี่ยาวฝักกระบี่สีเงิน รัดผ้ารัดเอวแถบเงินเส้นหนึ่งไว้บนเอว ผมยาวตั้งสูง ดูองอาจสง่างาม
ลู่เซิ่งยืนอยู่ตรงประตูเมือง รอชิงชิงขี่ม้ามาถึงเบื้องหน้า เห็นนางพลิกตัวลงจากหลังม้า เขาค่อยระบายลมหายใจออกมา
ภายหลังอย่าได้วู่วามเช่นนี้
ถึงแม้เขาไม่ใช่ลู่เซิ่งคนเดิมแล้ว แต่การดูแลของมารดารองต่อเขาในช่วงเวลานี้ก็ออกมาจากใจจริง เขามิใช่คนไร้น้ำใจ ย่อมมองออกว่าคนไหนเป็นคนจริงใจซื่อสัตย์ คนไหนเป็นคนหลอกลวงไร้น้ำใจ
เป็นเพราะมารดารอง เขาจึงมีความคิดอยากดูแลลู่ชิงชิงอยู่บ้าง
วางใจเถอะ โจรกระจอกของเมืองเก้าประสานเหล่านี้ ข้ายังไม่เห็นอยู่ในสายตา!
ลู่ชิงชิงเอ่ยอย่างไม่สนใจ
ลู่เซิ่งมองโจรสองคนที่ถูกเชือกมัดบนพื้น ทั้งสองคนมีสีหน้าซีดขาวอยู่บ้าง คล้ายกับเสียเลือดมากไป ตอนนี้สลบไปยังไม่ฟื้น ไม่ทราบว่าตายแล้วหรืออย่างไร
เพียงแต่สิ่งที่่ทำให้คนประหลาดใจคือ มุมปากของพวกเขาโค้งเล็กน้อย เหมือนกับ…กำลังยิ้ม
ลู่เซิ่งลอบจดจำไว้
เมื่อเห็นลู่ชิงชิงไม่เป็นไร เขาก็ไม่พูดอะไรมาก อาจบางทีเป็นตนเองตื่นตูมไปเอง
หลังจากตำหนิลู่ชิงชิงไปหลายประโยค เขากับลุงจ้าวก็พาคนกลับคฤหาสน์
วันเวลากลับคืนสู่ปกติเหมือนก่อนหน้านี้
ทุกวันเขาจะตื่นแต่เช้าตรู่ ใช้เวลาสามชั่วโมงฝึกวิชาดาบ ตอนบ่ายกินกินอาหาร แล้วเริ่มฝึกวิชาเท้าและฝ่ามือทำลายใจ
ตอนเย็นกลับห้องฝึกฝนวิชากระเรียนหยก
ส่วนวิชาทมิฬพิฆาตนั้น เขาหยุดไว้
วนเวียนอยู่เช่นนี้ ลุงจ้าวเห็นดังนั้น ก็เตือนให้เขามีสมาธิฝึกอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน แต่ลู่เซิ่งมีแผนการของตัวเอง
หลังจากบันทึกวรยุทธ์ทั้งหมดไว้เป็นตัวเลือกบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนแล้ว
เขาก็เริ่มยกระดับของวิชากระเรียนหยกอีกครั้ง
กลางดึก
ลู่เซิ่งนอนหงายบนเตียง สองตาค่อยๆ ลืมขึ้น
เขาลุกขึ้นนั่งตัวตรง มองออกไปนอกหน้าต่างกระดาษ
แสงจันทร์จางๆ สะท้อนเข้ามาจากนอกหน้าต่าง เหลือรอยขาวกระจ่างกลุ่มหนึ่งไว้บนพื้นห้อง
ได้ยินเสียงผู้คุ้มกันที่เฝ้ายามกะกลางคืนอยู่ข้างนอกส่งเสียงกรน
ลมพัดแรง จนต้นไม้ในลานส่งเสียงดังซู่ซ่า
ลู่เซิ่งนั่งทำสมาธิอยู่บนเตียง
‘เวลานี้ใกล้เคียงแล้ว’
เขาฟังการเคลื่อนไหวรอบๆ อย่างละเอียด ไม่พบการรบกวนที่อาจมี
‘ฝึกหล่อเลี้ยงนานขนาดนี้ ร่างกาย ลมปราณ และจิตในร่างต่างถึงจุดสูงสุด เป็นเวลายกระดับวิชากระเรียนหยกขึ้นแล้ว’
หลายวันมานี้ ลู่ชิงชิงกลายเป็นจอมยุทธ์ผดุงคุณธรรมไปทั่ว ถ้าไม่ใช่ไปจับโจรฆ่าคน ก็ไปเล่นงานพวกโจรลักขโมย โจรวิตถาร ก่อการเคลื่อนไหวไปไม่น้อย
เพียงแต่ลู่เซิ่งที่เห็น ในใจมักเกิดความรู้สึกกังวลที่ไม่อาจบรรยาย โดยเฉพาะหลายวันก่อนหน้านี้ เขาได้ทราบจากอาจารย์จางสวินว่า ตอนเขาเป็นมือปราบ ได้เจอคดีประหลาดจำนวนหนึ่ง ภายหลังแม้จะเงียบไปโดยไม่มีคำตอบ แต่ว่าคดีเหล่านี้ต่างทำให้เขาสลักลึกในภาพความทรงจำ
สลัดความคิดอื่นออกไป ลู่เซิ่งนึกเงียบๆ ในใจ
‘ดีปบลู’
อินเตอร์เฟซสีน้ำเงินเข้มโผล่ขึ้นตรงหน้าเขาทันที
เขากดปุ่มปรับเปลี่ยนอย่างคุ้นเคย จากนั้นก็เพ่งสมาธิไปที่ตัวเลือกบนวิชากระเรียนหยก
‘เพิ่มหนึ่งระดับ!’
สถานะบนตัวเลือกพลันเด้งขึ้นมา เพิ่มจากระดับหนึ่งไปถึงระดับสองอย่างผ่อนคลาย
ความรู้สึกเบาโหวงชนิดหนึ่งพลันพรั่งพรู เหมือนกับได้ปลดปล่อยความต้องการหลายครั้งในเวลาที่สั้นที่สุด
รู้สึกตาลายหัวหมุนอยู่บ้าง ความรู้สึกร้อนรุ่มก่อนหน้านี้ทะลักออกมาแล้ว
………………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น