21-25
บทที่ 21
รีบขนาดนี้เลยหรือ
ลู่เซิ่งรับห่อผ้ามา เอ่ยขึ้นเบาๆ
เรื่องราวไม่อาจชักช้า ไปเร็วหน่อยเถอะ ผ่านไปสักพักในเมืองอาจวุ่นวาย แต่อย่าได้เป็นห่วง ข้าเตรียมทุกอย่างไว้ดีแล้ว
ลู่เฉวียนอันเผยรอยยิ้ม บอกให้ลู่เซิ่งวางใจ
ลู่เซิ่งพยักหน้า ไม่พร่ำพิไร จัดเก็บเสื้อผ้าหลายชิ้น พาเสี่ยวเฉี่ยวไปด้วย แล้วนั่งรถม้าจากด้านข้างออกไป
ขณะที่นั่งอยู่ในรถม้า ลู่เซิ่งมองคฤหาสน์ตระกูลลู่ที่ค่อยๆ ออกห่างไปผ่านช่องว่างของรถม้า
ในใจมีความหนักอึ้งยากบรรยายอยู่
คุณชายใหญ่ ท่านต้องการไปเมืองเลียบคีรีจริงๆ หรือ ไปไกลถึงเพียงนั้น พวกเราจะกลับมาตอนไหน
เสี่ยวเฉี่ยวถามอย่างเป็นห่วง
ลู่เซิ่งยิ้มๆ ไม่ตอบ
รถม้าคันนี้สีดำ ไม่ได้แตกต่างจากรถม้าคันอื่นบนถนนมากนัก ดูไปแล้วยังผุเก่า
บนตัวรถไม่มีสัญลักษณ์ของตระกูลลู่เลย
ออกจากย่านกลางเมือง รถม้าควบขับไปยังประตูใหญ่ ระหว่างทางรถม้ายังถูกขบวนคุ้มกันที่กำลังลาดตระเวนรั้งถามอยู่หลายครั้ง
ลู่เซิ่งเลิกม่านรถขึ้น มองเห็นกองทัพคุ้มกันเมืองอยู่ด้านนอก แต่ละกลุ่มแยกเป็นกลุ่มย่อยมากมาย มีทหารและชาวนาที่จับกลุ่มกันชั่วคราว ลาดตระเวนไปทั่วท้องถนน
เขากวาดตามองสิ่งก่อสร้างแหลมๆ ผ่านด้านนอกหน้าต่างแห่งหนึ่ง
ตุบ
ทันใดนั้นลู่เซิ่งยกมือขึ้นแล้วเสียงดังปรบมือ
รถม้าพลันหักเลี้ยวไปทางด้านซ้าย เข้าสู่เส้นทางน้อยที่ค่อนข้างคับแคบสายหนึ่ง
ความเร็วของรถลดลงไม่น้อย แล้วหยุดลงอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งเลิกม่านรถขึ้น ฉุดเสี่ยวเฉี่ยวเดินลงจากรถไป
พี่เซิ่ง ข้ามารอท่านอยู่นานแล้ว
ใบหน้าอวบอ้วนของเจิ้งเสี่ยนกุ้ยโผล่ขึ้นด้านหน้าคนทั้งสอง
เอ๋!?
เสี่ยวเฉี่ยวพลันร้องด้วยความประหลาดใจ
ไปเถอะ ที่นี่ไม่ใช่ที่พูดคุยกัน ที่ที่ท่านต้องการ ข้าเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
เจิ้งเสียงกุ้ยลดเสียงกล่าว
รถม้าค่อยๆ ขับออกถนนสายน้อยนั้นอีกครั้ง
ลู่เซิ่งกับเสี่ยวเฉี่ยวเปลี่ยนรถม้าอีกคันบนถนนสายน้อยเส้นนี้ ค่อยๆ ขับออกไปนอกเมือง
ออกจากเมืองมา บนเส้นทางก่อนถึงเขาลมทมิฬไม่ไกล เป็นกองภูเขาหิน
มีป่าสีเขียวเล็กๆ แห่งหนึ่ง ด้านในยังมีเสียงน้ำไหล
รถม้าหยุดลงตรงด้านหน้าป่าเล็กๆ แห่งนี้
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยลงรถก่อน แล้วมองซ้ายมองขวา
ที่นี่เอง ก่อนหน้านี้ตอนข้ายังเป็นเด็ก ข้าจ่ายเงินสร้างฐานที่มั่นลับไว้แห่งหนึ่ง มอบให้ท่านใช้ไปก่อนชั่วคราว
ลู่เซิ่งพาเสี่ยวเฉี่ยวลงจากรถ
ขอบคุณมากเจ้าอ้วน
พวกเราเป็นพี่น้องกัน พูดเรื่องเหล่านี้ทำไม
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยกล่าวอย่างจริงจัง
รอบบริเวณนี้ มีหลายที่ที่ไม่มีคนอยู่ ที่ที่อยู่ใกล้สุดเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งของตระกูลเจิ้งข้า ข้าจัดการไว้แล้ว ทุกๆ วันจะส่งอาหารส่วนหนึ่งมาที่ป่าแห่งนี้ วางไว้บริเวณด้านนอกลานบ้าน พวกท่านต้องไปหยิบเอาเอง
ลู่เซิ่งพยักหน้า
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยพูดอีก
พวกท่านต้องระวังหน่อย ที่นี่อยู่ห่างจากเขาลมทมิฬไม่ไกล ถึงแม้ว่าจะมีกองทัพดูแลเส้นทาง ไม่มีปัญหาใหญ่ แต่บางครั้งอาจมีหมาป่าหรือแมวภูเขาแอบเข้ามา
วางใจเถอะ หากมีข่าวในเมือง เจ้าจำไว้ด้วยว่าให้แจ้งข้าทุกเวลา หรือจะแจ้งมาพร้อมอาหารก็ได้
ลู่เซิ่งกำชับ
ได้
ทั้งสามคนเดินเข้าไปในป่าน้อย หลังจากเดินลึกเข้าไปหลายสิบเมตร ก็เห็นลำธารเล็กๆ เหมือนแถบเงินสายหนึ่ง ไหลลงมาตามหน้าผาของภูเขาหิน
ธารน้อยมีสายน้ำงดงามที่กระจ่างเห็นก้นสายหนึ่ง อยูท่ามกลางพุ่มไม้และป่าหิน
ในป่ามีเสียงนกหลายชนิดอาศัยอยู บนต้นไม้ บนผืนหญ้า แทบไม่เห็นร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์เลย
ลู่เซิ่งข้ามธารน้อยไป ก็เป็นส่วนลึกที่ติดหน้าผา ตรงนั้นมีบ้านไม้ขนาดเล็กงดงามหลังหนึ่ง
ตัวบ้านทำจากไม้สีขาวทีละชิ้น เป็นบ้านไม้สีขาวที่เปลือกนอกเรียบง่ายเหมือนกับตัวไม้
ข้างบ้านหลังน้อยยังมีสวนเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ข้าส่งพวกท่านถึงที่นี่แล้ว
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยกล่าวเบาๆ
เขายังพาคนคุ้มกันติดตามมาด้วยสองคน เป็นพวกที่เขาชุบเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก มีความซื่อสัตย์ ไม่ต้องกังวลว่าพวกเขาจะแพร่งพรายอะไรออกไป
ครั้งนี้ลำบากเจ้าแล้ว เจ้ากลับไปทำงานต่อเถอะ
ลู่เซิ่งพยักหน้า
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยรีบพาคนจากไปอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งเริ่มบอกให้เสี่ยวเฉี่ยวเก็บกวาดบ้านไม้หลังน้อย
ในบ้านไม้ มีอารหารพวกธัญพืชและเนื้อแห้ง นอกจากนี้ยังมีผัก ผลไม้สดใหม่ วางไว้ส่วนหนึ่ง แสดงว่าเป็นสิ่งที่เพิ่งนำมา
คุณชาย พวกเราจะอยู่ที่ต่อไปใช่หรือไม่ ไม่ไปเมืองเลียบคีรีแล้วหรอ
เสี่ยวเฉี่ยวถึงตอนนี้ยังมีความสงสัยอยู่บ้าง
ไปสิ ยังต้องไป แต่ว่านั่นต้องเป็นในภายหลัง ตอนนี้อยู่ที่นี่ชั่วคราว
ลู่เซิ่งตอบสองสามประโยค
ทั้งสองคนช่วยกันจัดเก็บห้องจนถึงตอนเย็น ท้องฟ้าใกล้จะมืดแล้ว
เสี่ยวเฉี่ยวจุดตะเกียงน้ำมัน
แสงตะเกียงสีเหลืองมัวซัว ดูโดดเดี่ยวและสลัวในห้องที่ทำจากไม้สีดำ
ลู่เซิ่งยืนอยู่ในตัวลานบ้าน เงยหน้ามองท้องฟ้า
ท้องฟ้าอึมครึมมืดมิด ดวงจันทร์กับดวงดาวถูกบดบัง มองไม่เห็นแสงแม้แต่น้อย
แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันที่อยู่ในบ้านส่องแสงสีเหลืองสายหนึ่งออกมาสู่ลานบ้าน
ตัวลานบ้านกลายเป็นสถานที่ที่สว่างที่สุดในป่านี้
ลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ในลานบ้าน มองผ่านรั้วลูกกรงไม้ออกไปด้านนอก
ในป่าที่มืดสนิท มีเสียงปริศนาดังขึ้น เหมือนมีสิ่งใดเคลื่อนไหวไปมาตลอดเวลา แวบเดียวก็หายไป
ลู่เซิ่งพลิกมือกำดาบที่แขวนอยู่ข้างเอว
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยต้องการจัดหาคนคุ้มกันมาให้เขา แต่ถูกเขาปฏิเสธไปแล้ว
เรื่องที่เขาอยู่ที่นี่ คนที่ทราบยิ่งน้อยยิ่งดี
มองไปที่ป่าด้านนอกตัวลานบ้าน มืดจนยื่นมือออกไปก็ไม่เห็นนิ้วทั้งห้า ลู่เซิ่งหมุนตัวไปปิดประตูและหน้าต่างบ้าน
หน้าต่างมีสองชั้น ด้านในเป็นกระดาษกาว ด้านนอกยังมีหน้าต่างไม้ที่หนาอีกชั้นหนึ่งเป็นเครื่องป้องกัน
ลู่เซิ่งปิดหน้าต่างไม้ชั้นนอก มีแสงสว่างเฉพาะด้านใน ซึ่งมองเห็นได้จากรอยแยกแต่ละร่อง
เขาผลักประตูเข้าไปในบ้าน
เสี่ยวเฉี่ยวกำลังปูเตียงอยู่
ในห้องมีเตียงเดียว ปูแผ่นไม้กับหญ้าฟางไว้ไม่น้อย จากนั้นค่อยปูเสื่อและผ้าฝ้ายไว้ด้านบน
คุณชาย…
เสี่ยวเฉี่ยวน้ำตาคลอเบ้า แก้มแดงเรื่อ
ถ้าท่านต้องการพักผ่อน ก็ให้เสี่ยวเฉี่ยวเป็นเพื่อนอุ่นเตียงเถอะ
ลู่เซิ่งหมดคำจะพูด ด้านหลังยังมีเตียงเล็กอยู่ เจ้าก็ไปพักผ่อนเอง
เสี่ยวเฉี่ยวดูไปไม่ต่างจากเด็กสาวอายุสิบสองสิบสามปี ทำให้เขามีความรู้สึกเหมือนก่ออาชญากรรมอย่างหนึ่ง
ได้เจ้าค่ะ… เสี่ยวเฉี่ยวพลันเขินอายแทบตาย
ชานเมืองที่เปลี่ยวร้างในป่า กลับมีแค่นางกับคุณชายอยู่ด้วยกันสองคน ทั้งยังอยู่ในบ้านไม้หลังเล็กๆ เช่นนี้
ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำหรือเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้วนหลบอีกฝ่ายไม่ได้
หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นจริงๆ ก็ปกติยิ่ง
น่าเสียดายคุณชายยังไม่มีความคิดเช่นนั้น
หลังจากต่างฝ่ายต่างแยกกันไปอาบน้ำ ภายใต้การเร่งรัดของลู่เซิ่ง เสี่ยวเฉี่ยวก็เข้านอนก่อน
เตียงเล็กที่ว่าความจริงอยู่ภายในบ้านไม้ มีแผ่นไม้กั้นขวางอีกชั้นหนึ่ง ระหว่างเตียงใหญ่กับเตียงเล็กกั้นด้วยกำแพงไม้ที่หยาบเท่าฝ่ามือ ตรงกลางอาศัยม่านผ้า ขวางทางเชื่อมที่เป็นประตูน้อยบานหนึ่ง
หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นจริงๆ ก็เกิดขึ้นได้เพียงชั่วขณะใช้ความคิดเท่านั้น
แต่ความคิดของลู่เซิ่งในตอนนี้กลับไม่ได้อยู่ด้านนั้น
เขาหลับแต่เนิ่นๆ หลังจากรวบรวมสมาธิฝึกฝนวิชาทมิฬพิฆาตพักหนึ่ง
เช้าวันที่สอง เสี่ยวเฉี่ยวออกไปเอากล่องอาหารที่ประตูลานบ้าน
พอกินอาหารเช้าเสร็จ ลู่เซิ่งก็ไปฝึกฝ่ามือทำลายใจชุดหนึ่ง แล้วฝึกฝนวิชาทมิฬพิฆาตต่อ
ช่วงเวลาตอนเช้า นอกจากเสี่ยวเฉี่ยวจะออกมาเดินเล่นในลานบ้านเป็นบางครั้งบางคราว ที่เหลือล้วนเงียบสงบ ลู่เซิ่งใช้เวลาทั้หมดไปกับการฝึกฝนวิชาทมิฬพิฆาต
ตอนกลางวันหลังจากกินข้าวเสร็จ ก็ฝึกวิชาดาบพยัคฆ์ดำ
ตอนกลางคืนก่อนฟ้ามืด ลู่เซิ่งมองกระดาษที่เสียบอยู่ในกล่องอาหาร ไม่มีข่าวพิเศษจริงๆ จึงหลับเร็วยิ่ง ก่อนนอนยังฝึกฝนวิชาทมิฬพิฆาตอีกสองชั่วโมง
วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้
ลู่เซิ่งกับเสี่ยวเฉี่ยวอยู่ในป่าน้อยอย่างนี้ครึ่งเดือน
วิชาทมิฬพิฆาตกลับยังคงไม่มีความคืบหน้าแม้แต่น้อย
ตามเหตุผลและตามการบันทึกในคัมภีร์พร้อมกับสามัญสำนึกในการเรียนวรยุทธ์ ในความเป็นจริง เวลาครึ่งเดือนหากไม่มีความรู้สึกถึงลมปราณ คนทั่วไปล้วนยอมแพ้
ถ้ากำลังภายในเหมาะกับตัวเอง ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถเกิดความรู้สึกถึงลมปราณได้แล้ว
แต่ลู่เซิ่งทราบว่า วิชาทมิฬพิฆาตมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นกำลังภายในที่สาบสูญโดยไม่มีภาพโครงหลัก ตอนนั้นตวนมู่หว่านก็เคยพูดถึงเรื่องนี้
ดังนั้นเขาจึงยืนหยัดมานานขนาดนี้ คิดไม่ถึงว่ายังไร้ความคืบหน้า
ในตอนที่ลู่เซิ่งกำลังจะยอมแพ้
ความรู้สึกถึงลมปราณที่แปลกประหลาดสายหนึ่ง ในที่สุดก็โผล่ขึ้นตอนฝึกฝนวิชาทมิฬพิฆาตครั้งหนึ่ง
…
ฟ้ามืดครึ้ม
ตอนเที่ยง ในอากาศมีความเย็นสายหนึ่งแทรกอยู่
ในป่าคงยังมืดสลัว เสียงนกร้องในยามปกติหายไป มีแค่บางครั้งจึงค่อยได้ยินเสียงร้องขึ้นเพียงสองสามเสียง
ลู่เซิ่งมือถือดาบยาว กำลังฝึกฝนดาบนางแอ่นถลาลมอยู่ในลานบ้าน
ความเร็วของเขาไม่สูงพอ จึงฝึกฝนเพียงความแม่นยำของกระบวนท่า
เปลือกนอกเขาคล้ายกำลังฝึกดาบ แต่ความจริงความสนใจหลักของลู่เซิ่งยังอยู่ที่วิชาทมิฬพิฆาต
ควับควับควับ!
หลังจากฟันเฉียงๆ ออกไปสามดับติดต่อกัน ลู่เซิ่งก็เก็บดาบ กำลังเตรียมจะทำเหมือนวันวาน เก็บของเข้าบ้านกินอาหาร
คิดไม่ถึงดาบสุดท้ายที่เพิ่งลงมือ
มีกระแสลมปราณที่ร้อนลวกสายหนึ่งเหมือนกับเส้นด้าย ปรากฏขึ้นที่ไตทั้งสองข้างแล้วหายไป
การเคลื่อนไหวของลู่เซิ่งหยุดลง ตั้งใจสัมผัสอย่างละเอียด
เขาค่อยๆ ทบทวนเส้นทางการโคจรวิชาทมิฬพิฆาต
ทันใดนั้นความรู้สึกร้อนลวกนั้นโผล่แวบขึ้นมาอีกครั้ง ตำแหน่งยังคงเป็นไตทั้งสองข้างของเขา
‘นี่เป็น… ความรู้สึกถึงปราณ!’
ลู่เซิ่งจิตใจลิงโลด
ลำบากฝึกฝนมาหลายวัน จนเขาชักสงสัยว่าวิชาทมิฬพิฆาตที่ตัวเองได้มา สุดท้ายเป็นวิชากำลังภายในของจริงหรือไม่
คิดไม่ถึงเมื่อความขมหมดไปความหวานก็โผล่มา ครั้งนี้ปราณภายในถูกกระตุ้น ในที่สุดก็ทำให้ความกังวลในใจของเขาหายไป
‘อาศัยจังหวะความรู้สึกถึงลมปราณยังอยู่ รีบยกระดับ!’
ลู่เซิ่งไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบตีเหล็กตอนยังร้อน
‘ดีปบลู’
เขานึกในใจ
กรอบเครื่องมือปรับเปลี่ยนดีปบลูโผล่ขึ้นมาด้านหน้าเขา
กดปุ่มปรับเปลี่ยน กรอบพลันกะพริบ
ครั้งนี้กรอบแตกต่างจากก่อนหน้าจริงๆ รอบนี้มีคำว่าวิชาทมิฬพิฆาตโผล่ขึ้นด้านล่างสุดของวรยุทธ์
‘วิชาทมิฬพิฆาต: ยังไม่เริ่มต้น’
ถึงแม้เป็นตัวหนังสือสั้นๆ ไม่กี่คำ แต่ว่าพอลู่เซิ่งเห็น ความยินดีในใจก็แทบสะกดไว้ไม่อยู่
ขณะที่เขาแทบไม่เจอวิธียกระดับฝีมือที่ดีกว่านี้ วิชาทมิฬพิฆาตแทบเป็นความหวังหนึ่งเดียวของเขา
ไม่อย่างนั้นเขาไม่ทราบจริงๆ ว่า สมควรจะเผชิญความผิดปกติกับการคุกคามที่ไม่รู้จักในโลกภายนอกอย่างไร
‘ปรับเปลี่ยนวิชาทมิฬพิฆาต เพิ่มหนึ่งระดับ’
ความคิดของลู่เซิ่งเพิ่งส่งออกไป
สถานะของวิชาทมิฬพิฆาต จากระดับยังไม่เริ่มต้น พลันเด้งขึ้นมา กลายเป็นสถานะระดับเบื้องต้น
ตูม!
เกือบจะเป็นในเวลาเดียวกัน ลู่เซิ่งพบว่าในพริบตาที่สถานะเปลี่ยนแปลง อวัยวะภายใน ในร่างของเขาร้อนขึ้นมาก
ไอร้อนขนาดมหึมาสายหนึ่งอยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาในร่าง เริ่มเลื้อยไหลไปตามเส้นลมปราณหลายสิบเส้นอย่างรุนแรง
ไอร้อนที่ร้อนแรง เหมือนกับเปลวเพลิงสายหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในร่างของลู่เซิ่ง
เขายืนอยู่ที่เดิม สีหน้าแดงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผิวทั่วร่างแดงตามขึ้นมา เหมือนเปลือกกุ้งที่ถูกต้มจนสุก
เหงื่อไหลออกมาจากรูขุมขนทั่วร่างเป็นจำนวนมาก จากนั้นก็กลายเป็นควันขาวๆ ค่อยๆ ระเหยไป
………………………………………….
บทที่ 22
ไอร้อนมาเร็ว ไปเร็วเช่นกัน
หลังจากหายใจเข้าออกหลายครั้ง ไอร้อนนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในร่างลู่เซิ่งอย่างรวดเร็วหลายรอบ ร่างกายค่อยๆ คุ้นชินขึ้นบ้าง
ถึงแม้อุณหภูมิร่างกายของลู่เซิ่งจะสูงขึ้นมาก แต่ไม่ได้ร้อนลวกเท่าก่อนหน้า
ปราณภายในของวิชากระเรียนหยกในร่างเขาเริ่มโคจรด้วยความเร็วสูง กระจายเส้นสายจำนวนมากออกมา ซ่อมแซมเส้นลมปราณกับอวัยวะภายในที่ได้รับความเสียหาย
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง
สีผิวทั่วร่างของลู่เซิ่งค่อยๆ ถดถอย ฟื้นความข่าวผ่องในตอนแรกกลับมา
ฟู่ว…
ลมหายใจที่เขาพ่นออกมาก็ร้อนเช่นกัน
ทั่วทั้งร่างไม่มีจุดไหนไม่เจ็บปวด กล้ามเนื้อโครงกระดูกทั่วตัวล้วนเหมือนถูกเข็มแทง
ต่างจากสถานการณ์ตอนฝึกวิชากระเรียนหยกโดยสิ้นเชิง เขาในตอนนี้เหมือนถูกลูกตุ้มฟาดทั่วตัวครั้งแล้วครั้งเล่า
‘ดีที่ช่วงนี้วิชากระเรียนหยกสะสมลมปราณภายในไว้ไม่น้อย ตอนนี้ใช้รักษาอาการบาดเจ็บได้พอดี’
ลู่เซิ่งรู้สึกว่าวิชากระเรียนหยกในร่างเริ่มรักษาอวัยวะภายในแล้ว จึงผ่อนลมหายใจในใจ
‘คิดไม่ถึงว่าวิชาทมิฬพิฆาตเพียงระดับเบื้องต้นจะเกรี้ยวกราดถึงเพียงนี้ ถ้าภายหลังคืบหน้าถึงระดับสูง อานุภาพนั้น… สมควรจะแข็งแกร่งขนาดไหน’
เขาไม่กล้าคิดจินตนาการอยู่บ้าง
เสี่ยวเฉี่ยว
เขาตะโกนเรียกเสียงดัง
มาแล้วคุณชาย!
เสี่ยวเฉี่ยวรีบวิ่งมาจากด้านหลังบ้าน ในมือยังเปียกน้ำ คงกำลังล้างอะไรอยู่
เอาชาโอสถมาให้ข้า
ลู่เซิ่งกำชับ ตอนนี้ทั่วร่างของเขากำลังเจ็บปวด หนำซ้ำในร่างยังมีอัคคีแผดเผา ทำให้หยินพร่อง กระหายอย่างยิ่ง
เสี่ยวเฉี่ยวประคองชาโอสถที่จัดเตรียมไว้แล้วมาให้ ในชาโอสถนี้เติมยาหล่อเลี้ยงหยินไปไม่น้อย เช่นสือหูกระถางหยก กระดองเต่าหนานหมาน พุดซ้อนหิมะ เหมันต์หยิน… แต่ละอย่างเป็นยาแพงที่มีเฉพาะบนโลกใบนี้
ดื่มชาโอสถเข้าไปถ้วยหนึ่ง ลู่เซิ่งพลันรู้สึกว่าความเย็นสายหนึ่งไหลลงจากลำคอเข้าไปในกระเพาะ จากนั้นก็แผ่จากในกระเพาะไปยังทั่วร่าง
ความเย็นนี้ค่อยๆ แก้ไขอัคคีในร่าง
ลู่เซิ่งดื่มหมดทั้งกา
กาหนึ่งรินได้สี่ถ้วย
แม้แต่กากยาก็เคี้ยวกลืนลงไป ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ โดยที่ยังไม่สาแก่ใจ
นอนหงายพักผ่อนอยู่บนเตียงหลายชั่วยาม จนสีท้องฟ้ากำลังจะมืดลงแล้ว
ความเจ็บปวดทั่วร่างลู่เซึ่งค่อยๆบรรเทาลง
เสี่ยวเฉี่ยวไม่เข้าใจสาเหตุ เห็นลู่เซิ่งไม่มีความผิดปกติ นึกว่าเขาแค่อยู่ๆ ก็กระหายนึกอยากดื่มน้ำ จึงเก็บกาที่เขาดื่มหมดแล้วไป ค่อยไปซักเสื้อผ้าที่ริมลำธาร
ลู่เซิ่งพักผ่อนอีกพักหนึ่ง ตอนพลบคล่ำก็ถือดาบออกไปยังตัวลานบ้าน คิดจะทดลองอานุภาพของวิชาทมิฬพิฆาตอีกครั้ง
วิชาทมิฬพิฆาตมีปฏิกิริยารุนแรงกว่าวิชากระเรียนหยกขนาดนี้ นี่ทำให้เขาเกิดความสงสัยต่อตัวมันมากกว่าเดิมว่า วิชากำลังภายในนี้มีอานุภาพขนาดไหน
ลู่เซิ่งรู้สึกคันที่หัวใจ ความเจ็บปวดค่อยๆ ดีขึ้น จึงลงจากเตียงเตรียมฝึกฝนต่อ
ในป่าที่แสงมืดครึ้ม
ลู่เซิ่งถือดาบเดินออกจากตัวลาน ออกห่างจากบ้านไม้ หาที่ว่างเงียบสงบเล็กน้อยแห่งหนึ่ง
แล้วเริ่มทดลองปรับใช้ลมปราณภายในวิชาทมิฬพิฆาต
อาณาเขตการโคจรของลมปราณภายในวิชาทมิฬพิฆาต เริ่มตั้งแต่ไตถึงท้องน้อยเหมือนกับมัดผ้ามัดเอวไว้ระหว่างเอว แปลกประหลาดยิ่ง
ลมปราณภายในนี้เพิ่งอยู่ในระดับเบื้องต้นจึงหยาบเท่าตะเกียบ
ลู่เซิ่งใช้จิตใจควบคุม แตกต่างจากวิชากระเรียนหยกจริงๆ ยื่นมือไปเบาๆ ก็ควบคุมการเคลื่อนย้ายได้
เขาทดลองเคลื่อนลมปราณภายในสายหนึ่งจากท้องน้อยไปด้านบน ไหลถึงไหล่ขวา บ่าขวา มือขวาอย่างรวดเร็ว สุดท้ายจึงเป็นดาบยาว
พริบตาที่ลมปราณภายในสายนั้นไหลเข้าสู่คมดาบ
ลู่เซิ่งได้ยินเสียงลุกไหม้ดังซี่ๆ
แขนของเขาร้อนลวก จิตใจบังเกิดความคิดที่ควบคุมไม่ได้ สะบัดมืออย่างรุนแรง
ฉัวะ!
ดาบยาวพลันฟันออกไป โดนต้นไม้ที่อยู่ตรงหน้าลู่เซิ่ง
ซู่ม!
ต้นไม้ขนาดหนึ่งคนโอบ สั่นอย่างรุนแรง ใบไม้จำนวนมากหล่นลงมาเหมือนฝนตก
ดาบในมือลู่เซิ่งจมลึกเข้าไปในลำต้น
ขณะเดียวกันขอบรอยฟันบนลำต้นยังมีสีดำอ่อนที่ชัดเจน
สีดำอ่อนหรือ
ลู่เซิ่งชักดาบออกมา ขมวดคิ้ว ใช้มือจับไปที่จุดที่เป็นสีดำนี้
‘เหมือนถูกไฟเผา… เกิดจากอุณหภูมิสูงหรือ หรือว่าเกิดจากผลอื่นๆ’
เขาครุ่นคิด มองไปรอบๆ ซ้ายขวา จากนั้นก็วิ่งออกไปอย่างเร็ว ยื่นมือคว้าใส่พุ่มไม้แห่งหนึ่ง
กระต๊าก
ไก่ป่าหลากสีตัวหนึ่งถูกเขาจับคอได้ มันหลบอยู่ในพุ่มไม้นึกว่าลู่เซิ่งไม่เห็น คิดไม่ถึงยังถูกจับแล้ว
‘ทดลองดู ถ้าหากว่าเหมือนอย่างที่เราคิดจริงๆ’
ลู่เซิ่งกลับมาถึงหน้าลำต้นไม้อย่างระวังตัว ยื่นมือใช้นิ้วขูดผงจากขอบรอยดาบลงมา
ผงสีดำยังไม่ทันหล่นลงกลางฝ่ามือ ก็ถูกเขาป้อนให้ไก่ป่าอย่างระมัดระวัง
หลังจากไก่ป่ากินผงนั้นเข้าไปแล้ว ลู่เซิ่งรอสักพัก ก็เห็นไก่ป่าร้องโหยหวน คล้ายอิดโรยไร้พลัง
เขาขูดผงลงมาให้ไก่ฟ้ากินอีกครั้ง
ครั้งนี้รอไม่นาน หลังจากไก่ป่าตัวนั้นถูกปล่อยไป เดินออกไปไม่กี่ก้าวก็เอียงล้มลงบนพื้น
ลู่เซิ่งเดินเข้าไปลูบดู บนตัวไก่ป่าร้อนลวกแทบแย่ ยังมีลมหายใจ แต่ทั่วร่างอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง เหมือนกับเป็นไข้สูง
‘ใช่จริงๆ! นี่เป็นวิชาพิษ! หนำซ้ำสมควรเป็นวิชาพิษที่มีคุณสมบัติพิษอัคคี’
ลู่เซิ่งยืนยันคุณสมบัติวิชาทมิฬพิฆาตขั้นต้นในใจ
เขาพลิกดูคัมภีร์ลับที่พกติดตัวอีก ตรวจสอบบันทึกด้านบนอย่างละเอียด
… วิชาทมิฬพิฆาต ความร้อนแผดเผา รุนแรงแข็งแกร่ง ทั้งเป็นพิษร้าย ผู้โดนหากไร้ลมปราณภายในขั้วตรงข้ามลบล้างกัดกร่อน สามวันให้หลังเสียชีวิต’
เกี่ยวกับอานุภาพของวิชาทมิฬพิฆาต บนบันทึกเพียงมีแค่คำพูดที่เรียบง่ายยิ่ง
แต่ว่าลู่เซิ่งเห็นเงื่อนงำของวิชาทมิฬพิฆาตจากด้านบนนี้ได้แล้ว
เป็นวิชาพิษที่เขาครอบครองในตอนนี้จริงๆ
‘ร้ายกาจ’
ลู่เซิ่งทอดถอนใจ
วิชาทมิฬพิฆาตนี้ต่างจากวิชาหล่อเลี้ยงชีวิตเช่นวิชากระเรียนหยก เป็นวิชากำลังภายในที่บัญญัติขึ้นเพื่อเข่นฆ่าต่อสู้
ความแตกต่างของอานุภาพมากเกินไปจริงๆ
เขาตั้งใจสัมผัสลมปราณภายในวิชาทมิฬพิฆาตในร่างตัวเอง
เมื่อครู่ดาบที่เพิ่งฟันออกไป ภายใต้การกระตุ้นปราณภายใน ใช้ปริมาณสายหนึ่งด้านใน จากนั้นเปรียบกับจำนวนรวมของปราณภายในที่เหลืออยู่
‘ระดับเบื้องต้น เราควรทนได้ราวๆ สิบดาบ มากกว่านี้ปราณภายในไม่เหลือแล้ว ปราณภายในของวิชาทมิฬพิฆาตคล้ายยังมีผลเพิ่มพลังระเบิด มีประโยชน์จริงๆ’
หลังจากทดลองประสิทธิผลแล้ว ลู่เซิ่งก็วกกลับ นี่จึงเป็นอานุภาพระดับเบื้องต้น รอยกระดับสูงกว่านี้ ไม่ทราบจะบรรลุถึงขั้นอันใด
เขาคาดหวังและรอคอยอย่างยิ่ง
กลับมาถึงลานบ้านไม้หลังน้อย เห็นมีผู้คุ้มกันจากตระกูลเจิ้งสองคนมาส่งอาหารพอดี
ทั้งสองคนเมื่อเห็นลู่เซิ่ง ก็รีบเข้ามาทักทาย
คุณชายเซิ่ง เรื่องส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ วางไว้ในกล่องอาหารแล้ว ท่านค่อยๆ อ่านดู
ทั้งสองคนเมื่อทักทายแล้ว ก็รีบจากออกจากป่าไป
ลู่เซิ่งรับกล่องอาหาร ยืนอยู่ตรงประตูลานน้อย เปิดดูกล่องอาหาร ด้านในวางซองจดหมายที่ผนึกด้วยไขจากเทียนไว้ฉบับหนึ่ง
เขาเดินเข้าไปในลาน ส่งกล่องอาหารให้เสี่ยวเฉี่ยวที่มารับ ฉีกซองจดหมาย หยิบกระดาษที่อยู่ด้านในออกมา
‘พี่เซิ่ง คดีตระกูลสวีในเมืองก่อนหน้าถูกไขแล้ว
เป็นยอดฝีมือที่เชิญมาจากที่ว่าการไขคดี มีการจับคนกลุ่มใหญ่ในมือง วันนี้ลงโทษตัดศีรษะสิบกว่าคนที่ตลาดผักในยามอู่’
ประโยคแรกของเจิ้งเสี่ยนกุ้ยทำให้ลู่เซิ่งงงงวย
เขาอ่านต่อไปอีก
ที่แท้คดีที่เกิดติดกันในช่วงนี้สร้างความหวาดกลัวแก่คนในเมือง หลายวันก่อนหน้าถึงขั้นปรากฏความวุ่นวาย มีพวกผู้อยู่อาศัยและชาวนารับจ้างในเมืองหนีไปด้านนอก มุ่งหน้าไปยังเมืองม่วงโชติ
ที่ว่าการขุนนางจับคนได้กลุ่มหนึ่ง หิ้วตัวพวกเขากลับมา
ภายหลังเพื่อทำให้ประชาชนใจเย็นลง ที่ว่าการจับคนหลายสิบคนรวดเดียว ทั้งหมดล้วนเป็นฆาตกรในหลายคดีก่อนหน้า
ผู้คนจึงค่อยสงบลง
อ่านจดหมายจบ มุมปากลู่เซิ่งปรากฏความเย็นชา
‘ดูเหมือนที่ทำการจะยันไว้ไม่อยู่แล้ว ฆาตกรหรือ ถ้าฆาตกรจับง่ายปานนี้ ไม่ถึงกับต้องลากถ่วงมาถึงตอนนี้
‘คงหาคนจำนวนหนึ่งมาให้ครบจำนวน’
ดีที่ในจดหมายกล่าวว่า ตอนนี้คฤหาสน์ลู่ยังเป็นเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันใด
เหล่าคุณชายเช่น ลู่เฉินซินที่เที่ยวเล่นก็เที่ยวเล่น คล้ายไม่ได้รับผลกระทบใดแม้แต่น้อย
ธุรกิจหอคณิกากับสถานเริงรมย์ในเมืองช่วงนี้เป็นที่นิยมยิ่ง
เห็นได้ชัดว่าภายใต้ความหวาดกลัวของผู้คน แรงกดดันมีมากเกินไป เกิดขึ้นเพราะไม่มีที่ระบาย
ลู่เซิ่งสูดหายใจลึกๆ คำหนึ่ง
‘วิธีนี้สามารถสร้างความสงบได้พักหนึ่ง เพียงแต่ว่า แบบนี้เหมือนดื่มยาพิษดับกระหาย คดียังไม่ถูกไขจริงๆ เกิดปรากฏคดีคล้ายๆ กันอีก…’
เขาเก็บจดหมาย สงบจิตใจ
ตอนนี้คฤหาสน์ลู่ในเมืองเก้าประสาน เมื่อเผชิญหน้ากับเรื่องประหลาดเหล่านั้น ไม่มีพลังต่อต้านอันใดเหมือนชาวบ้านร้านถิ่น
เกิดประสบเรื่องราวทำนองนี้จริงๆ ผลลัพธ์ไม่ต้องพูดก็เป็นที่เข้าใจ
ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้เพียงหนึ่งเดียวคือพยายามยกระดับตัวเอง ทำให้ตัวเองแข็งแกร่งกว่าเดิมอย่างเต็มที่
ค่อยมีความเป็นไปได้ในอนาคต ตอนที่ประสบเรื่องราวลี้ลับแบบนั้นจริงๆ จะได้มีพลังปกป้องตัวเอง!
เขาไม่ทราบว่าต้องแข็งแกร่งเท่าไร จึงจะรับมือเรื่องราวเหล่านั้นได้มากพอ ดังนั้นเขาได้แต่กระทำถึงระดับใหญ่สุดที่ตนไปถึงได้
หลังจากเก็บจดหมาย ลู่เซิ่งก็เริ่มกินตัวยาบำรุงราคาแพงที่นำออกมาด้วยจำนวนมาก
ทุกๆ วันหลังสามมื้ออาหาร ต่างให้เสี่ยวเฉี่ยวต้มน้ำแกงโอสถที่เข้มข้นให้เขา
ภายใต้การสนับสนุนจากฤทธิ์ยาที่ดี เพียงสามวัน ผลข้างเคียงจากการยกระดับวิชาทมิฬพิฆาตเป็นระดับเบื้องต้นก็หายไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว
สี่วันให้หลัง…
‘เพิ่มระดับครั้งที่สอง!’
ลู่เซิ่งยืนอยู่หน้าลำต้นของต้นไม้ใหญ่เมื่อก่อนหน้านี้ต้นนั้น
รอยดาบเมื่อหลายวันก่อนมีระดับความลึกหนึ่งในห้าส่วนของลำต้น ยังเหลือรอยอยู่บนลำต้น ขอบแห้งกรังหล่นร่วงแล้ว
ต้นนี้เป็นหนึ่งในต้นไม้ที่หยาบสุดกลางป่าแห่งนี้ ตอนนี้ดูเหี่ยวแห้งไม่แข็งแรง
ลู่เซิ่งเลือกที่นี่เป็นสถานที่เลื่อนระดับครั้งที่สองของตัวเอง
เขานั่งพิงต้นไม้ ประคองน้ำแกงโอสถในกล่องอาหารออกมา จากนั้นนั่งขัดสมาธิ
ลมปราณภายในวิชาทมิฬพิฆาตไหลตามเส้นทางระหว่างท้องน้องกับไตทั้งสองข้างอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
‘ดีปบลู’
ลู่เซิ่งนึกขึ้นในใจ
เครื่องมือปรับเปลี่ยนสีน้ำเงินโผล่ขึ้นด้านหน้าเขา ลู่เซิ่งมองกรอบของวิชาทมิฬพิฆาต
ความคิดกดปุ่มปรับเปลี่ยน
กรอบกะพริบ
ลู่เซิ่งสีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้นมา
‘เพิ่มวิชาทมิฬพิฆาตหนึ่งระดับ!’
เขานึกในใจ
ฟุ่บ
สถานะของวิชาทมิฬพิฆาตเดิมทีเป็นระดับเริ่มต้น ตอนนี้พร้อมกับที่ความคิดลู่เซิ่งเคลื่อนไหว คำว่าเบื้องต้นก็กะพริบทีหนึ่ง กลายเป็นคำว่าระดับหนึ่ง
ลู่เซิ่งยังไม่ทันมีสีหน้ายินดี ก็รู้สึกว่าไอร้อนที่เมื่อเทียบกับก่อนหน้าอ่อนลงเล็กน้อย ไหลไปทั่วร่างในพริบตา
ทั้งนอกทั้งในร่างกายของเขาเหมือนถูกเตาไฟอบ ซ้ำยังเป็นการอบระยะใกล้
เพียงแค่เวลาหายใจสั้นๆ ไม่กี่ครั้ง ลู่เซิ่งเหงื่อไหลออกมาเหมือนสายฝน ผิวทั่วตัวแดงขึ้นอีกครั้ง
ดีที่ครั้งนี้ร่างกายเคยชินขึ้นมาก ไม่ได้ลำบากเหมือนครั้งแรก
เพียงแค่ชั่วเวลาชาหายร้อยสั้นๆ หรือก็คือสิบกว่านาที
ลู่เซิ่งค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ
ถึงแม้ร่างกายยังเจ็บปวดมาก ทุกที่ล้วนปวดไปหมด เส้นลมปราณใหม่ส่วนหนึ่งถูกปราณภายในวิชาทมิฬพิฆาตพุ่งแหวกเข้าไป เริ่มเข้าไปในเส้นสายโคจร เส้นลมปราณที่ถูกพุ่งแหวกจำเป็นต้องฟื้นฟู การฟื้นฟูก็จำเป็นต้องใช้เวลา
แต่ความรู้สึกของเขาในตอนนี้
เหมือนกับทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยปราณ กำลังจะระเบิดแล้ว
‘ทดลองอีกรอบ!’
ลู่เซิ่งยืนขึ้น ชักดาบยาวจากด้านหลังเอว
………………………………………….
บทที่ 23
ลู่เซิ่งภายใต้การเร่งความคิด ปราณภายในทมิฬพิฆาตสายหนึ่งเคลื่อนย้ายออกมาอย่างรวดเร็ว
ครั้งนี้เป็นปราณทมิฬพิฆาตระดับหนึ่ง
ระดับความร้อนมากกว่าก่อนหน้ามาก ลู่เซิ่งรู้สึกว่าตอนตัวเองเคลื่อนย้ายปราณภายใน กล้ามเนื้อ โครงกระดูก ผิวหนังระหว่างที่ปราณผ่านเหมือนกับกำลังลุกไหม้
ปราณทมิฬพิฆาตไหลออกจากไตทั้งสองข้างสู่แขนขวา จากนั้นเข้าสู่ฝ่ามือขวา ทะลุสู่ดาบยาวผ่านหลังเอว
ควับ!
คมดาบแหวกอากาศ ส่งเสียงทะลวงเหมือนฉีกกระดาษ
จากนั้นก็ฟันใส่ลำต้นตรงหน้าอย่างดุดัน
ดาบนี้ฟันลึกใส่ลำต้น จนจมเข้าไปครึ่งหนึ่งของต้นไม้ใหญ่ จึงค่อยติดอยู่กับที่
‘ดี!’
ลู่เซิ่งบังเกิดความยินดีในใจ
เขารู้ว่าตนพัฒนาไปก้าวใหญ่
ลู่เซิ่งลากร่างที่เจ็บปวด กลับห้องไปพักผ่อน
หลายวันต่อจากนั้น เขาไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงเคลื่อนไหวร่างกายเล็กน้อย ใช้เวลาส่วนใหญ่นอนหลับพักผ่อน
อย่างมากสุดก็เร่งความเร็วโคจรวิชากระเรียนหยก เพื่อทำให้ฟื้นฟูร่างกายของเขาให้เร็วยิ่งขึ้น
เขาจะต้องเตรียมตัวเพื่อเลื่อนระดับอีกสองระดับต่อจากนี้
คัมภีร์ที่ไม่สมบูรณ์ของวิชาทมิฬพิฆาตมีสามระดับให้ฝึกฝน!
…
เมืองเก้าประสาน คฤหาสน์ลู่
อวี๋เจี่ยกำลังถือตะกร้า ในตะกร้าวางไข่ไก่ต้มไว้หลายใบ มีขนมถั่วเหลืองส่วนหนึ่ง และยังมีเนื้อเค็มแห้งอีกสองชิ้น
นางเดินออกมาจากทางด้านข้างของคฤหาสน์ลู่อย่างคุ้นทาง ทักทายกับคนเฝ้าประตูคำหนึ่ง จากนั้นก็เดินออกไปตามทางที่เป็นตรอกเล็กๆ สายหนึ่ง
ปากตรอกมีเด็กน้อยมัดผมแกละหลายคนวิ่งผ่านไปเพื่อแย่งถังหูลู่ไม้หนึ่งในมือของเด็กน้อยอีกคนที่อยู่ด้านหน้า
อวี๋เจี่ยเห็นดังนั้นก็ถอนใจ นางคิดขึ้นว่าตอนเด็กเสี่ยวปาน่าก็รักแบบนี้เช่นกัน มักวิ่งไปวิ่งมาด้านหน้าของนางเพื่อขอถังหูลู่
ตอนนั้นนางยังเด็ก เพิ่งสิบกว่าขวบ ทุกครั้งที่ทำงานในคฤหาสน์ลู่ บางคราวได้เงินรางวัลมาเล็กน้อย แต่ไม่ได้มอบให้บิดามารดา นับเป็นเงินค่าขนมที่เหลืออยู่ของตัวเอง
ใช้เงินนี้ซื้อขนมเล็กน้อยให้เสี่ยวปา ในตอนนั้นเสี่ยวปาเพิ่งอายุไม่กี่ขวบ
แต่ตอนนี้…
พอคิดถึงสภาพสีหน้าผิดปกติในยามนี้ของเสี่ยวปา อวี๋เจี่ยจิตใจรับไม่ได้จริงๆ
เดินไปตามทางใหญ่หน้าประตูคฤหาสน์ระยะหนึ่ง อวี๋เจี่ยกระทำเหมือนปกติ สงบจิตใจ คิดว่าจะเลือกของเล่นเล็กน้อยบนแผงลอยไปให้ลูกที่บ้าน
วันนี้เป็นเวลาหยุดงานที่หายาก เธอจึงจะกลับบ้านเพื่อพักผ่อน นางยังคิดจะมอบความประหลาดใจแก่สามีและบุตร
ลูก ลูกของข้า!
ทันใดนั้นนางเห็นที่มุมกำแพง มีสตรีผมเผ้ากระเซิงนางหนึ่งนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น บ่นพึมพำคนเดียว
ใบหน้าของสตรีนางนั้น นางรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง คล้ายเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เพียงนึกไม่ออกชั่วขณะ
นางเพียงมองดูอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกสงสารอยู่บ้าง
จึงหยิบขนมเปี๊ยะอบชิ้นหนึ่งมาจากในตะกร้า วางไว้ตรงหน้าสตรีนางนั้น
ท่านกินเถอะ โลกใบนี้… เฮ้อ
นางยืดตัวขึ้น หมุนตัวไปเลือกของที่ตัวเองต้องการต่อ
หมับ
ทันใดนั้นนางรู้สึกว่ามือขวาของตัวเองถูกมือที่เย็นเยียบและเปียกชื้นจับอย่างแรง
เจ้าเห็นลูกข้าแล้วหรือ
เสียงหนึ่งกล่าว
อวี๋เจี่ยตกใจ หันกลับไปมอง เป็นสตรีที่ตอนแรกนั่งอยู่บนพื้นนางนั้น
นางมองดวงตาที่เต็มไปด้วยสายเลือดทั้งสองข้างของนางที่จับจ้องตัวเองเขม็ง เหมือนลูกตากำลังจะถลนออกมาจากเบ้าก็ไม่ปาน
เจ้าทำอะไร ปล่อยนะ!
อวี๋เจี่ยตกใจ รีบใช้แรงสลัดหลุดออกมา ถอยหลังไปสองก้าว
เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!
สตรีนางนั้นกลับเหมือนไม่ได้ยิน ยังคงจ้องมองนาง
อวี๋เจียด่าในใจว่าโชคร้าย รีบก้มหน้าหมุนตัวจากไป ไม่คิดซื้อของแล้ว เพียงรู้สึกว่ามือข้างที่ถูกจับเมื่อครู่ปวดอยู่บ้าง
ทะลุถนนเส้นนี้ นางเลี้ยวเข้าตรอกเล็กสายหนึ่ง เป็นถนนที่จะกลับบ้าน
เดินบนถนนเส้นนี้แม้จะเย็นยะเยือกอยู่บ้าง แต่ก็ประหยัดเวลาไปไม่น้อย ไม่ต้องอ้อมทาง
ตรอกต้องเลี้ยวหลายโค้ง ระยะทางยาวยิ่ง สองข้างทางต่างเป็นบ้านที่สูงเพียงตัวคนที่มีอยู่ทั่วไป บนพื้นเต็มไปด้วยน้ำครำกับขยะที่ทิ้งเกลื่อน
อวี๋เจี่ยมองข้อมือของตัวเอง จุดที่ถูกจับเมื่อครู่แดงเล็กน้อย
โชคร้าย! โชคร้ายจริงๆ เฮ้อ… กลับไปต้องซื้อยาแล้ว
นางข้ามแอ่งน้ำครำแอ่งหนึ่ง แต่ว่ารองเท้าผ้าลายสีชมพูกลับเปื้อนน้ำไปเล็กน้อย จิตใจนางพลันย่ำแย่กว่าเดิม
ออกแรงกระทืบเท้า นางเดินไปข้างหน้าอีกหลายก้าว
โครม
ทันใดนั้นนางชนใส่ใครบางคน
เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมอง
เจ้าเห็นลูกข้าแล้วหรือ
ถึงกับเป็นสตรีที่นางเห็นเมื่อครู่นางนั้น!
นางเพียงรู้สึกสะดุ้ง หัวใจแทบกระดอนออกมาจากทรวงอก
นางถอยหลังตุบๆ ไปหลายก้าว เท้าข้างหนึ่งย่ำลงไปในแอ่งน้ำครำโดยไม่รู้ตัว
เจ้า เจ้า เจ้า!
สตรีนางนี้สองตาแดงก่ำ มองอวี๋เจี่ยเขม็ง
ลูก ลูกของข้า!
อวี๋เจี่ยหมุนตัวคิดวิ่งหนี
หมับ
มือผอมแห้งข้างหนึ่งจับแขนนางอย่างแรง
เจ้าเห็นลูกของข้าแล้วหรือ
สตรีนางนั้นยังคงมีสีหน้าแข็งกระด้าง ทวนประโยคนี้ซ้ำ
ช่วย…!
เสียงครึ่งหนึ่งแว่วมาจากในตรอก จากนั้นก็เงียบไป ไม่มีเสียงอีก
…
สามวันให้หลัง คฤหาสน์ตระกูลลู่
มารดารองหลิวชุ่ยอวี้ นั่งอยู่บนเตียงไม้ ขมวดคิ้ว มองดูญาติของอวี๋เจี่ยที่มารายงานข่าวอยู่ตรงหน้า
อวี๋เจี่ยยังไม่กลับไปหรือ นางขอลาหยุดกลับไปเยี่ยมญาติที่บ้านเมื่อสามวันที่แล้ว
ชายฉกรรจ์ผู้เป็นญาติคนหนึ่ง บนร่างยังมีกลิ่นโคลนที่มีเฉพาะในผืนนา ยืนอยู่ในโถงข้างที่คับแคบไปบ้าง
พี่ใหญ่ปกติจะกลับไปแต่เช้าตรงเวลา แต่ครั้งนี้คนในบ้านออกมารอซ้ายรอขวาก็ไม่เห็นคน จึงเป็นห่วงขึ้นมา พร้อมกับช่วงนี้ในเมืองเกิดเรื่องขึ้นมากมาย จึงให้ข้าน้อยมาถามดู…
หลิวชุ่ยอวี้ส่ายหน้า
นางออกไปนานแล้วจริงๆ ยังนำเนื้อแห้งกับขนมเปี๊ยะอบแห้งส่วนหนึ่งจากห้องครัวไปด้วย หลายวันขนาดนี้ นางไม่กลับไปบ้านจะยังไปที่ใดได้
เริ่มเป็นห่วงบ้างแล้ว
แย่แล้วๆ!
ทันใดนั้นมีเสียงร้องแตกตื่นที่เร่งร้อนดังมาจากด้านนอกห้อง
หญิงรับใช้คนหนึ่งตกใจหน้าถอดสีวิ่งเข้ามา
ฮูหยินสอง! แย่แล้ว! อวี๋เจี่ยเกิดเรื่องแล้ว!
เกิดอะไรขึ้น มารดารองหลิวชุ่ยอวี้พลันผุดกายลุกขึ้น สีหน้าเปลี่ยนไป
ชายฉกรรจ์คนนั้นก็หน้าซีด มองไปทางหญิงรับใช้ที่ถลันเข้ามา
ร่างของอวี๋เจี่ยถูกคนพบในตรอกเส้นหนึ่งกลางเมือง หมดลมหายใจมาหลายวันแล้ว!
คำพูดของหญิงรับใช้นางนี้ทำให้มารดารองกับชายฉกรรจ์คนนั้นตกตะลึง
หมดลมหายใจ… แล้วหรือ
หลิวชุ่ยอวี้นั่งลงอีกครั้งอย่างสับสน
…
หลายวันให้หลัง…
ลู่เซิ่งสัมผัสความรู้สึกที่คมดาบในมืออย่างละเอียด
ปราณทมิฬพิฆาตไหลจากร่างเข้าสู่ตัวดาบ เหมือนกับไอร้อนสายหนึ่งค่อยๆ ทะลักออกจากในร่าง จากนั้นเจือจางลงกระจายลงบนดาบด้วยความเร็วสูง
อาการบาดเจ็บของร่างกายฟื้นฟูขึ้นมากแล้ว
เขากะว่าจะยกระดับวิชาทมิฬพิฆาตให้ถึงระดับสองในวันนี้
ตอนนี้ร่างกายยิ่งมายิ่งคุ้นเคยกับความรุนแรงของปรานทมิฬพิฆาต อาการบาดเจ็บที่เกิดจากการยกระดับสมควรผ่อนคลายกว่าก่อนหน้าถึงจะถูก
ควับ!
เขาเริ่มฝึกฝนวิชาดาบพยัคฆ์ดำ
วิชาดาบพยัคฆ์ดำมีทั้งสิ้นสามกระบวนท่า แต่สามารถแบ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงได้หลายสิบกระบวนท่า
เขารวบรวมกระบวนท่าตามความเข้าใจของตัวเองและส่วนหนึ่งที่ลุงจ้าวถ่ายทอดให้ เปลี่ยนแปลงและผสมผสานเข้าด้วยกัน กลายเป็นวิชาดาบที่ซับซ้อนมากชุดหนึ่ง
บนที่ว่างหน้าบ้าน ลู่เซิ่งมือถือดาบ ประกายดาบวิบวับ เสียงแหวกอากาศดังไม่หยุด
ประกายดาบสีเงินพลิกหมุนเป็นกลุ่มอยู่ด้านข้างของเขา แทบห่อหุ้มตัวเขาไว้
วิชาดาบพยัคฆ์ดำเน้นสภาวะ และกระบวนท่าพลิกแพลงมากมาย ดังนั้นพอฝึกจึงเกิดสำนึกดุร้ายสายหนึ่งขึ้น
ลู่เซิ่งใช้กระบวนท่าดาบทั้งสามท่าซ้ำไปซ้ำมาหลายสิบรอบ เลือดลมทั่วร่างพลุ่งพล่าน ปราณทมิฬพิฆาตถ่ายเข้าสู่ดาบยาวตลอดเวลา เพิ่มอานุภาพให้กระบวนท่า
อาศัยจังหวะที่เลือดลมเคลื่อนตัว เขาเก็บดาบอย่างรวดเร็ว นึกในใจ
‘ดีปบลู!’
อินเตอร์เฟซเครื่องมือปรับเปลี่ยนเด้งออกมา
ลู่เซิ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว กดปุ่มปรับเปลี่ยน จากนั้นเพ่งสมาธิไปที่กรอบวิชาทมิฬพิฆาต
‘เพิ่มระดับวิชาทมิฬพิฆาตหนึ่งระดับ!’
เขายืนยันความคิด
ฟุ่บ
ทันใดนั้นสถานะวิชาทมิฬพิฆาตเด้งจากระดับหนึ่งเป็นระดับสอง
เพียงแต่ความเร็วการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ช้าไปบ้าง ไม่ได้เร็วเท่าก่อนหน้า
ลู่เซิ่งเพิ่งจะยืนยันการปรับเปลี่ยน
ก็รู้สึกว่าปราณทมิฬพิฆาตในร่างเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ปราณทมิฬพิฆาตจำนวนมากเหมือนโผล่มาจากท่ามกลางความว่างเปล่า เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็นปราณสองกลุ่มขนาดเท่ากำปั้น แยกกันอยู่ที่ไตทั้งสองข้าง
‘ครั้งนี้ร่างกายคล้ายชินแล้ว หนำซ้ำระดับสองเป็นเพียงการเพิ่มปราณทมิฬพิฆาตอย่างเดียว น่าจะไร้ปัญหา’
ลู่เซิ่งเคยอ่านคัมภีร์ลับ รู้ว่าระดับสองเป็นระดับที่ปลอดภัยที่สุด ดังนั้นจึงกล้าเลื่อนระดับตอนฝึกดาบ
หลังเลื่อนสู่ระดับที่สองแล้ว ลู่เซิ่งรู้สึกว่าคลังเก็บข้อมูลในร่างเมื่อก่อนหน้าถูกใช้ไปจนว่างเปล่าอีกครั้ง
โดยเฉพาะการสั่งสมวิชากระเรียนหยก
วิชาปราณหล่อเลี้ยงชีวิตชนิดนี้เดิมภายใต้การฝึกฝนทุกวันของเขา ปราณเริ่มผนึกเป็นก้อนแล้ว รวมเป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่ตรงกลางหน้าอก
กลุ่มปราณนั้นเป็นสิ่งบ่งบอกว่าหลังจากปราณภายในมีขนาดถึงขีดจำกัด ก็จะเริ่มทำการกักเก็บโดยอัตโนมัติ
หากแต่ว่า วิชาทมิฬพิฆาตเมื่อเลื่อนระดับครั้งหนึ่ง ก็ใช้กลุ่มปราณวิชากระเรียนหยกกลุ่มนี้จนหมดสิ้น
ไม่แค่นั้น ยังลดขนาดของปราณภายในวิชากระเรียนหยกที่ตอนแรกหยาบใหญ่ให้เล็กจนเท่าเข็ม
หลังจากเลื่อนถึงระดับสอง ลู่เซิ่งจิตใจมั่นคง คำนวณเวลา ก็ถึงเวลากินอาหารกลางวันแล้ว
คุณชาย จดหมายใหม่มาแล้ว!
เสี่ยวเฉี่ยวถือกล่องอาหารเดินเข้ามาจากประตูลาน มือหนึ่งยังถือซองจดหมายสีเหลืองที่ผนึกด้วยไขเทียนสีแดง
เอามาให้ข้าอ่าน
ลู่เซิ่งเสียบดาบเข้าไปในฝักที่แขวนไว้ด้านข้าง
รับซองจดหมายที่เสี่ยวเฉี่ยวส่งมาให้
นำจดหมายออกมาเปิดอ่าน เขาอ่านรอบหนึ่ง สีหน้าค่อยๆ เคร่งขรึมขึ้น เก็บกระดาษจดหมายไว้
เสี่ยวเฉี่ยว พวกเราควรกลับไปแล้ว
เขากล่าวเสียงราบเรียบ
กลับคฤหาสน์ลู่หรือ
เสี่ยวเฉี่ยวงงงัน จากนั้นก็ยินดี
ใช่แล้ว กลับบ้าน ลู่เซิ่งพยักหน้า
ทั้งสองคนเก็บสัมภาระข้าวของ กินอาหารอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ทิ้งกระดาษใบหนึ่งไว้ที่ประตูลาน แล้วเร่งเดินทางไปเมืองเก้าประสาน
จากป่าน้อยที่บ้านไม้อยู่ถึงเมืองเก้าประสานมีระยะทางประมาณเจ็ดแปดลี้
ลู่เซิ่งแขวนดาบยาวไว้หลังเอว ตัวดาบสร้างจากโลหะธรรมดา ไม่ใช่อาวุธมีชื่ออันใด แต่ว่ายังดีที่หนาหนัก ไม่หักง่าย
พอทั้งสองคนกลับมาถึงเมืองเก้าประสาน เสียวเฉี่ยวก็เหนื่อยแทบแย่ กลางทางเป็นลู่เซิ่งที่อุ้มนางเดินทางมาระยะหนึ่งจึงทนไหว
ลู่เซิ่งตอนนี้ฝึกฝนวิชาทมิฬพิฆาต บวกกับวิชาดาบที่ฝึกฝนทุกวัน ร่างกายแข็งแรงกว่าก่อนหน้ามาก
โดยเฉพาะการกระตุ้นให้แข็งแกร่งขึ้นของวิชาทมิฬพิฆาต
ทุกครั้งที่โคจรปราณรอบหนึ่งในร่าง ก็รู้สึกเหมือนมีไอร้อนที่ร้อนจัดกลุ่มหนึ่งหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อกระดูกในกาย
………………………………………….
บทที่ 24
แทบทุกวันที่ตื่นเช้ามา ลู่เซิ่งล้วนสัมผัสได้ว่ากล้ามเนื้อของตัวเองยิ่งมายิ่งแข็งแรง ร่างกายยิ่งมายิ่งหนัก
ราคาที่ต้องจ่ายก็คือ อาหารทุกมื้อของเขาอย่างน้อยต้องเป็นสองเท่าของก่อนหน้า หนำซ้ำยังเป็นปลาและเนื้อ และยังมีน้ำแกงโอสถที่แพงทุกๆวัน
แค่ค่าใช้จ่ายอาหารที่กินไปพวกนี้ก็มากพอจะทำให้บ้านทั่วไปล้มละลายแล้ว
ลู่เซิ่งไม่เสียเวลา พอเข้าเมือง ก็รีบมาถึงประตูคฤหาสน์ลู่อย่างคุ้นทาง
คนเฝ้าประตูที่อยู่ตรงประตูพอเห็นเขาก็รีบออกมาต้อนรับ
คุณชายใหญ่กลับมาแล้ว!
อืม ลู่เซิ่งขานรับ สาวเท้าเดินเข้าไปในคฤหาสน์
ในคฤหาสน์มีบรรยากาศที่แปลกประหลาดอยู่บ้าง
แต่ว่าเหล่าคนรับใช้ที่เดินผ่านมา พอเห็นเขากลับมาแล้ว ต่างพากันเข้ามาทักทาย
คุณชายใหญ่กลับมาแล้ว!
มีคนตะโกนขึ้น
คุณชายใหญ่! คุณชายใหญ่กลับมาแล้ว!
เป็นคุณชายใหญ่!
เหล่าข้ารับใช้ชายหญิงแต่ละคนพากันวิ่งเข้ามา ใบหน้าปรากฏความประหลาดใจและยินดี เหมือนกับคนที่ขวัญหนีดีฝ่อพลันพานพบฟางช่วยชีวิต
ท่านพ่อเล่า
ท่านประมุขตระกูลให้ท่านรีบไปหาทันที
หญิงรับใช้นางหนึ่งที่วิ่งเข้ามารีบตอบ
อืม
ลู่เซิ่งปลดดาบมาแบกไว้บนหลัง
เดินเข้าไปยังลานด้านใน
ในลานด้านในเงียบสงบ เงียบสงบจนประหลาดอยู่บ้าง ถึงขั้นเย็นยะเยือก
หญิงรับใช้และข้ารับใช้ส่วนหนึ่งต่างมีสีหน้าไม่ดี คนที่อยู่ใกล้ก็ทักทายเขา
คนที่อยู่ไกลหน่อยมองไม่เห็น แต่ก็ยังสนทนากันโดยไม่สนใจรอบข้าง
มีเสียงลอยตามลมมาแต่ไกล
เมื่อคืนในห้องอวี๋เจี่ยมีเสียงร่ำไห้ของสตรีอีกแล้ว…
ข้าก็ได้ยินเช่นกัน เหมือนดังมาจากสถานที่ที่ไกลยิ่ง มีข้ารับใช้ผ่านมา กลับไม่เห็นคนในห้อง แม้แต่เงาก็ไม่มี…
โอ๊ยอย่าได้พูดแล้ว น่ากลัวจริงๆ
หรือว่าจะเป็นผีสาวอันใด
อย่าได้กล่าวส่งเดช! ระวังจะถูกทุบตี
ตอนลู่เซิ่งแบกดาบผ่านสะพานหิน ก็ได้ยินเสียงเหล่าข้ารับใช้ในบ้านคุยกัน
จากบทสนทนาของคนเหล่านั้น ห้องดอกบัวในลานหลังบ้านที่อวี๋เจี่ยอยู่กลายเป็นสถานที่หวงห้ามของคฤหาสน์ลู่ไปแล้ว
ไม่ต้องให้ใครเตือน ก็ไม่มีคนกล้าเข้าไปใกล้
เขาเงียบเสียงลงเล็กน้อย รวมกับเนื้อหาในจดหมาย จิตใจพลันหนักอึ้งกว่าเดิม
ในที่สุด เรื่องที่เขากังวลมาตลอดก็เกิดขึ้นแล้ว
โลกใบนี้เดิมทีเต็มไปด้วยวิกฤติการณ์ สำหรับเรื่องราวลี้ลับแต่ละอย่าง คนทั่วไปไร้พลังตอบโต้โดยสิ้นเชิง
แต่สิ่งที่เขาเป็นห่วงก็คือ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในตระกูลสวี จะมาถึงตระกูลลู่ในสักวันหนึ่ง
ถึงตอนนั้น เขาจะเอาอะไรมาป้องกัน ใช้อะไรช่วยเหลือตัวเอง
ใช้อะไรช่วยครอบครัวในชาตินี้
‘ผีสาวหรือ ข้ากลับต้องการดูว่าผีสาวตนใดสามารถป้องกันดาบของข้าได้!’ ดวงตาสาดประกายดุร้าย ลู่เซิ่งจิตใจบังเกิดความอำมหิต สาวเท้าก้าวไปยังโถงใหญ่ที่ลานด้านใน
เขาฝึกปรือมานานขนาดนี้ มิใช่เพื่อวินาทีนี้หรอกหรือ
เดินเข้าไปในโถงใหญ่ที่ลานด้านใน แวบแรกลู่เซิ่งก็เห็นลู่เฉวียนอันที่มีสีหน้าซูบโทรมบนตำแหน่งประธาน ด้านข้างของเขายังมีพวกมารดารอง มารดาสามที่เร่งรีบมา
น้องชายน้องสาว ลูกพี่ลูกน้องที่เหลือล้วนอยู่ครบ
เป็นครั้งแรกที่ครอบครัวมารวมตัวกันครบแบบนี้ทั้งที่ไม่ใช่ช่วงเทศกาล
ทุกคนเห็นลู่เซิ่งที่ร่างกำยำ แบกดาบอยู่บนไหล่ เดินเข้าประตูมา
บนใบหน้าลู่เฉียนอันปรากฏความยินดี แต่ก็ยังฉายแววกังวล
เสี่ยวเซิ่ง เจ้า… เฮ้อ เจ้าไม่สมควรกลับมา…
ท่านพ่อ บอกมาเถอะ เกิดเรื่องอะไรขึ้น อวี๋เจี่ยตายแล้วหรือ
ลู่เซิ่งไม่พูดพร่ำ ตัดตรงเข้าเรื่องหลัก
ช่วงนี้เขาฝึกดาบ บวกกับปราณทมิฬพิฆาตโคจรไหลเวียน บนร่างยังทิ้งกลิ่นอายดุร้ายสายหนึ่ง
ทุกคนเห็นดังนั้น จึงค่อยนึกออกว่าก่อนหน้านี้พี่เซิ่งสังหารผู้ร้ายตามประกาศจับที่น่ากลัวที่สุดไปสองคน นี่เป็นคนที่สามารถฆ่าโจรร้ายได้
พอคิดได้แบบนี้ จิตใจของทุกคนที่เดิมทีมีความหวาดหวั่น พลันค่อยๆ ได้รับการบรรเทาลง
ให้ข้าเล่าให้เจ้าฟังเถอะ มารดารองหลิวชุ่ยอวี้ถอนใจกล่าว
ลู่เซิ่งหาตำแหน่งนั่งลงทางด้านขวา
มารดารองโปรดเล่า
หลิวชุ่ยอวี้ใคร่ครวญ เรียบเรียงความคิด
เรื่องนี้ต้องพูดถึงก่อนหน้านี้ที่อวี๋เจี่ยตายอย่างกะทันหัน
นางถอนใจอีกรอบ
วันนั้น มีคนในบ้านอวี๋เจี่ยมาบอกข้าว่า อวี๋เจี่ยสุดท้ายไม่ได้กลับบ้านไป แต่ข้าบอกว่ากลับไปนานแล้ว
คนผู้นั้นบอกว่า ในบ้านไม่อาจรอคน จึงมาหาคนที่คฤหาสน์
ข้าเองก็สงสัย กำลังจะส่งคนไปตรวจสอบ ก็ได้รับข่าวจากที่ว่าการส่งมาว่า อวี๋เจี่ยตายในตรอกแห่งหนึ่ง ผ่านมาหลายวัน ศพแข็งไปหมดแล้ว
ภายหลัง ข้าจึงให้เงินพวกเขาไป นับเป็นเงินช่วยทำศพอวี๋เจี่ย
แต่ว่าเรื่องนี้เพิ่งผ่านไปสองวัน ในคฤหาสน์ก็มีอีกคนหายไป ข้าส่งคนออกไปค้นหา พบเป็นศพอยู่ในแม่น้ำด้านนอกเมืองอีกแห่งหนึ่ง
หลิวชุ่ยอวี้พอเล่าถึงตรงนี้ ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความทุกข์
ตั้งแต่วันนั้น ทุกวันในคฤหาสน์มีคนหายไปหนึ่งคน ตรวจสอบอย่างไรก็ตรวจสอบไม่ได้! ตอนนี้เป็นวันที่ห้าแล้ว
ทุกวันพอตกดึก ห้องที่อวี๋เจี่ยเคยอยู่จะแว่วเสียงร้องไห้ของสตรี เหมือนมีเหมือนไม่มี เข้าไปค้นหาก็ไม่เจอคน
ในบ้านนั้นเดิมมีคนอยู่ห้าคน ตอนนี้ห้าคนนี้หายไปแล้วสามคน…
ลู่เซิ่งพอฟังถึงตรงนี้ สีหน้าพลันเคร่งขรึมลง
คนของที่ว่าการว่าอย่างไร
จะว่าอย่างไรได้ พอไม่เจออะไร ก็หาข้ออ้างมาบอกปัด แล้วก็จากไป
ลู่เฉินซินอดสอดปากไม่ได้ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคับข้อง
ข้าให้ลุงใหญ่ของเจ้าส่งทหารมาเฝ้ายามแล้ว แต่ก็ยังคงไร้ประโยชน์ ตอนที่คนมากเสียงนั้นไม่โผล่มา รอจนคนน้อยแล้วจึงค่อยได้ยิน ลู่เฉวียนอันส่ายหน้ากล่าว
ชิงชิงเล่า ลู่เซิ่งพลันพบว่าลู่ชิงชิงถึงกับไม่อยู่
นางไปตระกูลเจิ้งเพียงคนเดียวแล้ว ทางตระกูลเจิ้งก็เกิดเรื่องเช่นกัน ลู่เฉวียนอันกล่าวอย่างจนปัญญา
ตระกูลเจิ้งก็เกิดเรื่องแล้วหรือ
ลู่เซิ่งจิตใจตึงเครียด
แต่ไม่ใช่เรื่องเหมือนพวกเรา พวกเขาเจอโจรปล้นชิง ปล้นขบวนพ่อค้าของพวกเขาระหว่างทาง เด็กน้อยชิงชิงไม่ทราบเอาเบาะแสมาจากไหน สงสัยว่าโจรมีความเกี่ยวข้องกับคดีตระกูลสวี เมื่อวานออกไปตรวจสอบ ถึงตอนนี้ยังไม่กลับมา
มารดารอง หลิวชุ่ยอวี้ตอบ
ลู่เซิ่งแค่นเสียง
เด็กน้อยผู้นี้ยิ่งมายิ่งไม่เชื่อฟังแล้ว
นอกจากนี้ ภายในคฤหาสน์ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ผีสาวอันใด ยอดฝีมือมีความสามารถคนหนึ่งถ้ากำลังภายในดี ก็สามารถกระทำเรื่องทำนองนี้ได้!
ลุงจ้าวเล่า เขาว่าอย่างไร
ลุงจ้าวกับท่านอาของเจ้าอีกหลายคนล้วนถูกเรียกตัวไปที่ว่าการ ไปช่วยเสริมทัพด้านนอก ตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา ลู่เฉวียนอันตอบ
นี่หมายความว่า มีคนฉวยโอกาสที่พวกลุงจ้าวไม่อยู่ กล้ามาแสร้งเป็นเทพปลอมเป็นปีศาจที่คฤหาสน์อย่างนั้นหรือ
ลู่เซิ่งพอเอ่ยปากก็มองเรื่องนี้ว่าเป็นการกระทำของมนุษย์ มิใช่ภูตผีปีศาจอันใด
ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ภูตผีปีศาจกระทำขึ้นหรือไม่ แต่ก็สามาถเป็นการกระทำของคนได้เช่นกัน!
ไม่อย่างนั้นตระกูลลู่ที่ยิ่งใหญ่เกรงว่าจะระส่ำระส่าย
ลู่เฉวียนอันเข้าใจเหตุผลนี้ทันนี้ พยักหน้าตอบรับ
พอพูดแบบนี้ ก็เหมือนการกระทำของคนจริงๆ…
ห้องของอวี๋เจี่ยในตอนกลางคนมีเสียงสตรีร้องไห้กระมัง คืนนี้ข้าจะไปอยู่ที่นั่น ดูว่าจะมีคนหายตัวอีกหรือไม่
ลู่เซิ่งเอ่ยปากกำหนดแผนการ
แต่ว่าเสี่ยวเซิ่ง…
ลู่เฉวียนอันยังคิดจะพูดอะไร แต่ก็ถูกยกมือห้ามไว้
ท่านพ่อวางใจ ในใจข้ามีแผนการ
ลู่เซิ่งกล่าวอย่างสงบ
ไม่ว่าอีกฝ่ายเป็นผีหรือเป็นคน แต่ในเมื่อมันกลัวคนจำนวนมาก เช่นนั้นก็หาวิธีแก้ไขได้
ถ้าหากว่าอุปสรรคเล็กๆ เช่นนี้ยังผ่านไปไม่ได้ เกิดว่าเจอตัวละครดุร้ายที่ล้างตระกูลได้ในหนึ่งคืนเพราะหนึ่งวาจาไม่ลงรอย ไหนเลยไม่ใช่ได้แต่ปล่อยให้คนเชือดเฉือน
เสี่ยวเซิ่ง… ต้องระวังตัวนะ…
หลิวชุ่ยอวี้เอ่ยอย่างเป็นห่วง
คนที่เหลือกลับมีสีหน้าดุจปลดภาระที่หนักอึ้ง
ในเมื่อพี่เซิ่งผู้สังหารผู้ร้ายตามประกาศจับ บอกว่าเป็นการกระทำของคน เช่นนั้นก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นการกระทำของคนจริงๆ
มีพี่เซิ่งอยู่ เชื่อว่าคนเลวนั่นจะต้องถูกจับแน่
หลังจากพวกลู่เฉินซิน ลู่เทียนหยาง ลู่อิ๋งอิ๋งแยกย้ายกันไป ก็ส่งข่าวนี้ออกไปทันที
อย่างรวดเร็วก็ถึงตอนพลบค่ำ ทั่วทั้งคฤหาสน์ลู่ล้วนทราบแล้วว่าคุณชายใหญ่ลู่เซิ่งกลับมาแล้ว เขายังบอกว่าเรื่องราวนี้เป็นการกระทำของคน!
คืนนี้ยังตัดสินใจ จะไปเฝ้ายามที่ห้องดอกบัว
ข่าวนี้พอแพร่ออกไป ทั่วทั้งคฤหาสน์ต่างโล่งอก
หลายวันมานี้ทั่วทั้งคฤหาสน์ลู่เคร่งเครียดเกินไปแล้ว สายพิณที่ตึงเช่นนี้อาจจะขาดได้ตลอดเวลา
ชั่วขณะนั้นจิตใจของทุกคนรู้สึกปลอดภัยขึ้นไม่น้อย
ถึงแม้วิกฤติการณ์จะยังไม่แก้ไข แต่ว่าบรรยากาศหวาดกลัวก่อนหน้านี้ก็บรรเทาลงมาก
อย่างน้อยมีคุณชายใหญ่ลู่เซิ่งปกป้องอยู่ตรงหน้า ไปยังห้องดอกบัวด้วยตัวเอง เรื่องนี้ต้องมีคุณชายใหญ่ป้องกันอยู่ด้านหน้าก่อน
หลังจากถามไถ่ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวอย่างละเอียดจนเข้าใจดีแล้ว ลู่เซิ่งก็ให้คนไปจัดข้าวของในห้องดอกบัว เช่นจำพวกเตียงและของประดับ ตนเองจะเข้าไปตอนกลางคืน
คนที่เหลือพากันเกลี้ยมกล่อมเขา เมื่อเห็นเขาไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย ได้แต่ยอมแพ้
ลู่เซิ่งให้เสี่ยวเฉี่ยวกลับห้องเดิมของตัวเอง เขาคนเดียวถือดาบนำชาโอสถกาหนึ่งเดินเข้าไปในห้องดอกบัว
ห้องดอกบัว ห้องใบบัว ห้องรากบัวที่เบียดชิดติดกัน ทั้งสามห้องต่างเป็นสถานที่ที่ให้หญิงรับใช้ในคฤหาสน์พักอาศัย
ห้องดอกบัวตั้งอยู่ตรงกลาง
ลู่เซิ่งถือดาบมาถึงหน้าห้องดอกบัว ลานสองข้างต่างไร้ผู้คน เห็นได้ชัดว่าถูกเสียงร่ำไห้ยามกลางคืนขู่ขวัญจนหนีไปแล้ว
เขาผลักเปิดประตูเข้าไป ด้านในทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ผ้าปูเตียงถูกปูไว้อย่างดี
กล่องอาหารสำหรับกินวางอยู่บนโต๊ะหินในลานน้อย
นอกจากนี้ ด้านในไม่มีคนสักคน
โต๊ะหินสีขาวอมเทายังมีร่องรอยผงสีส่วนหนึ่งเหลือไว้คล้ายกับเป็นผงชาดที่สตรีใช้แล้วตกลงไป
ลู่เซิ่งเหลือบมองไปที่ห้องนอนห้องกับลานน้อยเหมือนกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เชื่อมติดกันสองใบ ห้องแบ่งเป็นห้องเดี่ยวห้าห้อง จัดเรียงอยู่ด้วยกัน ปากประตูเป็นระเบียง นอกระเบียงเป็นลานน้อย ในลานมีบ่อน้ำบ่อหนึ่ง โต๊ะหินม้านั่งหินวางอยู่ข้างบ่อ
ลู่เซิ่งนั่งลงข้างบ่อเหมือนยอดอาชาดาบทองคำ เปิดกล่องอาหารสีแดงก่ำ หยิบกับข้าวด้านในแล้วยกออกมาวางไว้บนโต๊ะหิน
มีกับสามอย่าง น้ำแกงหนึ่งอย่าง
บวกกับข้าวสวยที่ร้อนกรุ่น
ลู่เซิ่งถือตะเกียบคีบกินคำโต
ข้าวมื้อหนึ่งกินเกือบครึ่งชั่วยาม เขายกกับข้าวกวาดกินจนเกลี้ยง จึงค่อยหยุดลง เรอออกมาคำหนึ่ง
สีท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงแล้ว ลู่เซิ่งจุดเทียนไข จุดกรงตะเกียง ให้ส่องสว่างทั่วลานน้อยและห้องของอวี๋เจี่ย
ห้องทั้งห้าห้องจัดเรียงตัวกัน ห้องของอวี๋เจี่ยอยู่ด้านในสุด แสงมืดยิ่ง เสียงด้านนอกแว่วมาทางนี้ก็เบายิ่ง
หลังจากลู่เซิ่งกินอาหารแล้ว ก็ถือดาบเดินผ่านระเบียงเข้าไปในห้อง
ในห้องจัดวางเตียงไม้สีดำเตียงหนึ่ง โต๊ะสี่เหลี่ยมหนึ่งตัว เก้าอี้สามตัว
นอกจากนี้ก็เป็นตู้เสื้อผ้าหลังหนึ่ง โต๊ะเครื่องแป้งตัวหนึ่ง
ด้านหลังโต๊ะเครื่องแป้งเป็นหน้าต่าง ตอนนี้หน้าต่างไม้บานนั้นเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นตรอกน้อยที่มืดสลัวด้านนอก
แสงเทียนไขส่องจากโต๊ะหนังสือทางขวามือของประตูลงมา ส่องห้องมากกว่าครึ่งให้สว่าง กลับขับเน้นหน้าต่างไม้ที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่งนั้นให้มืดกว่าเดิม
ลู่เซิ่งเดินเข้าไป ยื่นหัวจากหน้าต่างออกไปมองดู
ตรอกที่อยู่นอกหน้าต่างไม้ พอดีอยู่ตรงข้ามประตูบานหนึ่งของคฤหาสน์ลู่
มองจากหน้าต่างไปด้านนอก เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีตรอกเล็กเส้นหนึ่งตรงดิ่งเชื่อมไปยังประตูสีขาวที่เปลี่ยวร้างอยู่บ้าง
………………………………………….
บทที่ 25
แอ๊ด…
ลู่เซิ่งปิดหน้าต่างไม้ หันกลับไปมองภายในห้อง
เขาถอดเสื้อนอกออก วางไว้บนราวไม้ด้านหลังประตู
จากนั้นเปิดตู้เสื้อผ้าออกดู ด้านในเป็นเสื้อสตรีสีออกเทาๆ ที่อวี๋เจี่ยสวมใส่ ปิดตู้ลง ลู่เซิ่งมองไปที่โต๊ะเครื่องแป้งอีกครั้ง
เป็นโต๊ะเครื่องแป้งที่เรียบง่ายลวดลายอันใดก็ไม่มี มีคันฉ่องสำริดใบหนึ่งวางอยู่ตรงกลาง
คันฉ่องสำริดเปื้อนผงสีชมพูเป็นจุดๆ ลู่เซิ่งยื่นมือไปแตะ แล้วเอามาดม
‘เป็นผงหอมทั่วไปที่สตรีใช้’
ลู่เซิ่งพลันขมวดคิ้ว
‘อวี๋เจี่ยจำได้ว่านางไม่ใช่คนชอบใช้ผงหอม’
ฟู่ว…
ทันใดนั้นลมเย็นหอบหนึ่งพัดมา แสงเทียนส่ายไหวขึ้น
ลู่เซิ่งกำดาบอย่างรวดเร็ว กวาดมองทั้งห้องรอบหนึ่ง
ฟุ่บ
ตรงร่องแยกประตูที่ยังไม่ปิดสนิทมีชายเสื้อสีขาวผืนหนึ่งผ่านแวบไป
ลู่เซิ่งเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว
‘จำได้ว่าหลังจากเข้ามา ปิดประตูไว้ดีแล้วนี่’
เขาลูบสลักไม้ ด้านบนยังมีกลอนแขวนที่อ้าอยู่
เขาเปิดประตูออก เดินไปถึงระเบียงด้านนอกแล้วมองดู
ระเบียงว่างเปล่า เย็นเยียบสุดเปรียบปาน
ความเย็นสายหนึ่งพัดมาทางนี้ไม่หยุด
ลู่เซิ่งกวาดมองอย่างใจเย็นรอบหนึ่ง ไม่พบปัญหาอันใด
กลับมาถึงห้อง
มีเสียงดังเอี๊ยดเมื่อประตูปิดลง
เขาเดินไปถึงข้างโต๊ะทรุดนั่งลง กดดาบลงบนผิวโต๊ะ ใช้มือกำไว้
เขานั่งอยู่เช่นนี้ รอคอยเสียงร้องไห้ของสตรีที่ว่ากันอย่างช้าๆ
แสงไฟตะเกียงดุจถั่วเหลือง
เวลาค่อยๆ ผ่านไป
ลู่เซิ่งมีวิชากระเรียนหยกช่วย จึงไม่รู้สึกง่วง นั่งอยู่ข้างโต๊ะ รอคอยเสียงร้องไห้ด้วยสติแจ่มใส
รอถึงตอนท้าย หากไม่มีเรื่องจริงๆ เขาก็ใช้ความคิดเร่งความเร็วการโคจรปราณวิชากระเรียนหยก
ตรงกันข้ามวิชาปราณหล่อเลี้ยงชีวิตนี้มั่นคงเกินไป ต่อให้เขาคิดจะสกัดกั้นปราณก็ทำไม่ได้
เวลาผ่านไปไม่น้อยอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
จนกระทั่งนอกหน้าต่างแว่วเสียงไก่ขันที่กระจ่างใสดังมา นอกหน้าต่างที่เดิมทีมืดสนิทค่อยๆ กลายเป็นสีขาวจางสายหนึ่ง
ลู่เซิ่งจึงได้รู้สึกตัวว่า ตนเองนั่งแบบนี้มาหนึ่งคืนแล้ว
‘เสียงสตรีร้องไห้เล่า ตอนกลางคืนไม่มีอะไรเลย’
เขาเห็นแสงสว่างยามฟ้าสางด้านนอกผ่านหน้าต่างเข้ามาได้แล้ว
ลู่เซิ่งถือดาบ ลุกขึ้นเคลื่อนไหวร่างกายเล็กน้อย
เปิดประตูเดินออกไป ทางระเบียงมีแสงส่วนหนึ่งลอดเข้ามา เขามาถึงลานห้องดอกบัว อาหารชามตะเกียบที่กินเมื่อวานยังวางอยู่ที่เดิม
ด้านนอกลานได้ยินเสียงคนสนทนากันเลือนราง
ลู่เซิ่งเดินไปออกแรงเปิดประตูใหญ่
บิดาลู่เฉวียนอัน ลู่อิ๋งอิ๋ง ลู่อีอี ยังมีญาติในบ้านทุกคน รอเขาอยู่ด้านนอกแต่แรกแล้ว
เมื่อเห็นประตูห้องเปิด ทุกคนพากันตกใจ ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
พอเห็นเป็นลู่เซิ่ง ลู่เฉวียนอันก็รีบเดินมาข้างหน้า
เสี่ยวเซิ่ง! ไม่เป็นไรกระมัง!
ใบหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
ลู่เซิ่งเห็นทุกคนในมือยังชูคบเพลิง ตอนที่คนคุ้มกันส่วนหนึ่งรีบรุดมาถึง ในมือยังถือดาบและกระบี่อยู่ในฝัก จิตใจเกิดความสงสัย
เป็นไรแล้ว เกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาถามเสียงกังวาน
ลู่เฉวียนอันถอนใจยาว
เมื่อคืนในบ้านหายไปอีกหนึ่งคน
หือ?
ลู่เซิ่งพลันตาโต
มารดารองหลิวชุ่ยอวี้ค่อยเข้ามา บอกเล่าเรื่องราวรอบหนึ่ง
ที่แท้ตอนที่ลู่เซิ่งเฝ้ายาม คนที่เหลือรอบๆ ไม่ได้ยินเสียงสตรีร้องไห้อันใดอีกจริงๆ
ตอนที่ทุกอย่างเพิ่งเริ่มเป็นปกติ คนคุ้มกันที่ลานตระเวนอยู่ก็ลาดตระเวนไป คนไม่น้อยอยู่ที่ห้องของตัวเองในคฤหาสน์ บอกว่าจะพักผ่อน ความจริงส่วนใหญ่นอนไม่หลับ ล้วนรอคอยผลลัพธ์
แต่ว่าภายหลังก็เกิดเรื่องขึ้นแล้ว
ปาจวิ้น เขา… เขาบอกจะไปห้องห้องน้ำ คิดไม่ถึงว่าไปแล้วก็ไม่กลับมาอีก…
สตรีร่างอวบคนหนึ่งถือผ้าเช็ดหน้ากล่าวสะอึกสะอื้น
สตรีนางนี้เป็นน้องสาวของของซุนเยี่ยนมารดาบังเกิดเกล้าของลู่เซิ่ง และเป็นน้าของเขา ซุนจื่อนิ่ง
คนที่หายไปในครั้งนี้ เป็นซุนปาจวิ้นลูกพี่ลูกน้องของลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งไม่สนิทกับซุนปาจวิ้น เด็กน้อยผู้นี้ชมชอบเล่นพนัน ทั้งเอาแต่กินเอาแต่นอน เขาทนดูไม่ได้ มักสั่งสอนตำหนิเขาหลายประโยค
เด็กน้อยนั่นจึงไม่ชอบเขาเพราะเรื่องนี้เช่นกัน ปกติเห็นหน้าล้วนเดินอ้อมหนีไป
คิดไม่ถึงคนที่หายไปในครั้งนี้ถึงกับเป็นเขา
ลู่เซิ่งหัวคิ้วขมวดมุ่น
เมื่อคืนข้าไม่ได้นอน นั่งฟังการเคลื่อนไหวอยู่ในห้อง ไม่ได้ยินเสียงสตรีร้องไห้อันใด
ทุกคนพอฟัง จิตใจเย็นเยียบอยู่บ้าง
นี่ความจริงเป็นเรื่องอะไรกันแน่!
ซุนจื่อนิ่งผู้เป็นน้าร้องไห้
จื่อนิ่ง ใจเย็นก่อน ต้องมีวิธีจัดการ มารดารองงดึงนางไปปลอบ
ไปโถงใหญ่ก่อน ทุกคนไปปรึกษากันถึงมาตรการรับมือ
ลู่เฉวียนอันถอนใจกล่าว
ภายใต้ความจนปัญญา ทุกคนได้แต่ออกจากที่นี่ไปก่อน
ลู่เฉวียนอันเรียกลู่เซิ่งกับญาติสายตรงไปไม่กี่คน ยังมีลุงใหญ่ก็มาด้วย
โถงใหญ่ปิดประตูแน่น แต่ละคนนั่งบนที่นั่ง บรรยากาศอึดอัด
ลุงใหญ่ลู่อันผิงเป็นบุรุษวัยกลางคน ใบหน้าเหลี่ยม คิ้วหนาตาโต ดูเคร่งขรึม
เขาสวมเกราะเกล็ดเงินครึ่งตัวที่เห็นได้บ่อยในต้าซ่ง เอวพกดาบโค้งสำหรับประดับเล่มหนึ่ง นั่งอยู่ข้างลู่เฉวียนอัน สีหน้าเคร่งเครียด
ปัญหาในตอนนี้สมควรให้กองกำลังของที่ว่าการเข้าร่วมหรือไม่ ลุงใหญ่เอ่ยปากแช่มช้า ถ้าพวกเราหาต้นตอไม่เจอ เกรงว่าภายหลังไม่อาจไม่ยืมกำลังจากภายนอกมาช่วยเหลือแล้ว
เชิญเทพมาง่ายส่งเทพออกยาก… ลู่เฉวียนอันถอนใจ วันหนึ่งๆ ไม่ทราบว่าเขาถอนใจกี่ครั้งแล้ว
หลายวันมานี้พลังใจของเขาอ่อนล้า ชราลงอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งนั่งตำแหน่งรองประธาน เงียบขรึมไม่พูดจา
ลู่เฉวียนอันมองบุตรชายแวบหนึ่ง
เสี่ยวเซิ่ง เจ้ามีอะไรจะพูดไหม เจ้าเป็นผู้คุมหางเสือในอนาคตของตระกูลลู่ ภายหลังทรัพย์สมบัติล้วนเป็นของเจ้า สภาพจนตรอกในตอนนี้สมควรแก้ไขอย่างไร เจ้ามีแผนการในใจหรือไม่
ลู่เซิ่งหลับตาลง จากนั้นก็ลืมตาขึ้น ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากตอบคำ
แย่แล้วๆ!
อยู่ๆ นอกประตูก็แว่วเสียงร้องของเสี่ยวเฉี่ยว
คุณชายใหญ่! พี่เซิ่ง! คนในคฤหาสน์คิดหนีแล้ว!
ลู่เซิ่งลุกขึ้น ก้าวยาวๆ ไปเปิดประตู เห็นเสี่ยวเฉี่ยวรออยู่หน้าประตูด้วยใบหน้าแดงก่ำ
คุณชาย คนในคฤหาสน์หายไปอีกคน หัวหน้าผู้คุ้มกันหวังฉง ลอบพาคนหลายคนหนีแล้ว! ข้าได้ยินพี่น้องบอก จึงรีบวิ่งมาแจ้งท่าน
หนีแล้วหรือ
ลู่เซิ่งเบิกสองตา
เขาคาดว่าอาจจะเกิดปรากฏการณ์หลบหนีขึ้นเพราะความหวาดกลัวแผ่ขยาย กลับคิดไม่ถึงว่าจะเกิดเร็วปานนี้
ตอนนี้หวังฉงอยู่ไหน
ไม่ทราบ พวกเขาหนีไปแล้ว พวกเราค่อยพบ ตอนนี้พวกจ้าวฟางหู่ รวมตัวกันในลานใหญ่ ข้าเกรงว่าพวกเขาก็คิดหนีเหมือนกัน
เสี่ยวเฉี่ยวกล่าวอย่างเร่งร้อน
จ้าวฟางหู่เป็นอีกคนที่เป็นหัวหน้าคนคุ้มกันในบ้าน
พวกเขารวมตัวกันกี่คน
ลู่เฉวียนอันถามอย่างรวดเร็ว
ไม่แน่ใจ แต่ว่ามีหลายคน! เสี่ยวเฉี่ยวรีบตอบ
ข้าจะไปดู!
ลู่เซิ่งสีหน้าเคร่งขรึม ก้าวยาวๆ ไปยังลานใหญ่
ลู่เฉวียนอันกับลุงใหญ่ลู่อันผิงก็ติดตามไปติดๆ ด้วยใบหน้าอึมครึม
พวกเขามาถึงลานใหญ่อย่างรวดเร็ว
คนยี่สิบกว่าคนรวมตัวกันอยู่ในลาน ส่วนใหญ่เป็นผู้คุ้มกันและข้ารับใช้ ยังมีหญิงรับใช้ด้วยอีกสองสามคน
บนใบหน้าพวกเขามีความหวาดหวั่นแผ่กระจาย
ในมือคนส่วนหนึ่งเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว เตรียมพร้อมไปจากคฤหาสน์ลู่ทุกเวลา
พอเห็นพวกลู่เซิ่งมาถึง บรรยากาศที่เดิมวุ่นวายก็ค่อยๆ สงบลง
ผู้ใดคิดจะไป
ลู่เซิ่งเดินไปถึงตรงหน้าผู้คน ถามด้วยสีหน้าเย็นชา
พวกเราต่างคิดจะไป!
บุรุษที่เป็นผู้คุ้มกันคนหนึ่งก้าวออกมา ถึงกับเป็นจ้าวฟางหู่ บนใบหน้าของเขายังมีแววหวาดกลัวอยู่
คุณชายใหญ่ พวกเราก็เป็นคน มีชีวิตเหมือนกัน ความยุ่งยากในตอนนี้ของตระกูลลู่ไม่ใช่การกระทำของคนอันใด หากเป็นปีศาจสาว!
เขาลืมตาโพลง ในแววตาล้วนเป็นความหวาดกลัว
เหลวไหล!
ลู่เซิ่งตัดบทเขา เสียงดุดัน
ผู้ใดมอบความกล้าให้เจ้า ใช้เรื่องปีศาจมาล่อลวงคน!
แต่ข้าเห็นชัดเจน! เงาขาวนั่น! ตระกูลลู่ของพวกท่านอย่าได้คิดลากพวกเราคนส่วนใหญ่…
ฉูด!
เลือดพลันกระจายเต็มพื้น
ศีรษะของผู้คุ้มกันพลันลอยขึ้นกลางอากาศ แล้วกลิ้งตกลงบนพื้น ชนใส่เท้าหญิงรับใช้ที่ถือห่อสัมภาระอยู่
กล้าใช้วาจาปีศาจล่อลวงคน ตาย!
ลู่เซิ่งกระชากเสียง ถือดาบจ้องมองคนที่กำลังหวาดกลัวตรงหน้ากลุ่มนี้
ตุบ
ตอนนี้ศพที่ไร้ศีรษะของผู้คุ้มกันคนนั้นค่อยล้มลงกับพื้น
กรี๊ด!
หญิงรับใช้คนนั้นกรีดร้อง
หุบปาก!
ลู่เซิ่งบนร่างแผ่รังสีอำมหิตสายหนึ่งออกมา ตากวาดมองไป พลันทำให้สตรีที่กำลังกรีดร้องตกใจ ต้องปิดปาก ร้องไห้เบาๆ
เหล่าข้ารับใช้และผู้คุ้มกันไหนเลยจะเคยเห็นภาพที่โหดร้ายคาวโลหิตเช่นนี้
ทุกคนต่างตกใจตัวสั่น ใบหน้าซีดขาว แต่กลับไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย
ทั้งหมดล้วนไสหัวกลับไป หากกล้าก่อเรื่องอีก ฆ่า!
ลู่เซิ่งกล่าวเสียงดุดัน
ในดวงตาทุกคนปรากฏความหวั่นเกรงอย่างล้ำลึก
ถูกกดดันเพราะบารมีของลู่เซิ่ง พวกเขาถึงค่อยนึกออกว่า คุณชายใหญ่ผู้นี้สังหารตัวละครร้ายอย่างโจรตามประกาศจับไปหลายคนด้วยตัวคนเดียว
ทันใดนั้นผู้คนก็แยกย้ายสลายตัวไป เหมือนกับหลบหนีภัยพิบัติ
ศพผู้คุ้มกันที่ล้มอยู่บนพื้น มีผู้คุ้มกันที่ก่อนหน้าไม่ได้ก่อเรื่องมาเก็บไป
ผู้คุ้มกันและข้ารับใช้เหล่านี้ก่อนเข้าตระกูลลู่ ล้วนเขียนสัญญาขายตัว
คิดไปก็จะไป ยึดถือพวกเขาตระกูลลู่เป็นผู้ใจบุญ จิตใจมีเมตตามือไม้อ่อนหรือ
รอจนคนไปแล้ว ลู่เซิ่งหันกลับมา ลู่เฉวียนอันกับลุงใหญ่ลู่อันผิงต่างมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจและซับซ้อน
ใช้ความรุนแรงปราบความรุนแรง เป็นแค่แผนการชั่วคราว ลุงใหญ่ส่ายหน้าเอ่ย
ขอแค่สะกดไว้ได้ในระยะเวลาสั้นๆ ก็พอ ถ้าเรื่องนี้ไม่อาจจัดการได้ในระยะเวลาอันสั้น เช่นนั้นพวกเราตระกูลลู่ก็ต้องหนีเหมือนกัน
ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างสงบ
ดูเหมือนครั้งนี้ต้องไปขอความช่วยเหลือจากที่ว่าการแล้วจริงๆ… ลู่เฉวียนอันถอนใจกล่าว ยังดีที่ครั้งนี้มีเสี่ยวเซิ่งเจ้าอยู่ด้วย
การจัดการอย่างเด็ดขาดของลู่เซิ่งทำให้เขาเห็นว่าบุตรชายมีความรับผิดชอบ มีด้านวางแผนการ จึงชื่นใจขึ้นมาก
ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้ม
คืนนี้ข้าจะเฝ้ายามอีกครั้ง ข้ากลับต้องการดูว่า เป็นของเล่นอันใดถึงกล้ามาทำชั่วในบ้านข้า!
ท่านพ่อวางใจ เมื่อคืนข้าแม้ไม่พบอะไร แต่สัมผัสเงื่อนงำได้จุดหนึ่งแล้ว
วาจานี้เป็นจริงหรือ ลู่เฉวียนอันคึกคักขึ้นมา
พันจริงหมื่นแท้!
จำเป็นต้องให้ข้าเรียกทหารมาไหม
ลุงใหญ่กล่าวอย่างจริงจัง
ตอนนี้อย่าได้เคลื่อนไหววู่วาม ข้ากลัวว่า หากว่าคนมากกลับเป็นตัวถ่วง ผีสางเหล่านี้ ผู้ใดไม่รู้ว่ามีความสามารถอันใด คนมากอาจจะขวางทาง สามารถเรียกมาเฝ้านอกคฤหาสน์ได้
ลู่เซิ่งส่ายหน้า
ถูกต้อง เสี่ยวเซิ่ง ครั้งนี้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว! ลุงใหญ่พยักหน้า ยื่นมือมาตบบ่าลู่เซิ่ง
เขาแม้เป็นรองผู้บัญชาการ แต่ว่าไม่ใช่จอมยุทธ์ในยุทธภพ บวกกับขุนนางบู๊ของต้าซ่งไม่ได้สู้รบมาหลายปีแล้ว
ในความจริงกล่าวไปแล้ว ตำแหน่งขุนนางของเขาอาศัยการทดสอบกลยุทธ์ทางทหาร และทำข้อสอบได้มา ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับการต่อสู้
ต้าซ่งเน้นบุ๋นมองข้ามบู๊ เป็นธรรมเนียมที่ไม่ดีมาหลายปีแล้ว ดังนั้นตอนนี้เสาหลักของตระกูลต่างอยู่บนตัวลู่เซิ่ง
ไม่ต้องห่วง ลู่เซิ่งหวนนึกถึงชายเสื้อสีขาวที่ตนเห็น ในใจเกิดความเคลือบแคลง
ถ้าหากว่าจับเจ้าของชายเสื้อขาวนั้นได้ บางทีอาจจะจัดการคดีคนหายต่อเนื่องได้
………………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น