6-10
บทที่ 6
ดาบนี้ทั้งเร็วทั้งดุดัน เหมือนกับว่าได้ฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วน
ลู่เซิ่งใช้สัญชาตญาณฟันออกไป
เขามองเห็นเงาดำกลุ่มหนึ่งทางด้านหลัง เงาดำที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเขาจึงโดนดาบที่ฟันออกไป
คมดาบสะท้อนความรู้สึกที่แข็งแกร่ง ดาบด้ามยาวอาศัยแรงกระแทกมหาศาล กวาดเงาดำที่ถลันเข้ามากระเด็นออกไป
เปรี้ยง!
เงาดำนั้นกระแทกกับพื้น พลิกกลิ้งหลายตลบพร้อมกับส่งเสียงร้องออกมา อาศัยแสงจากคบเพลิงมองดู ถึงกับเป็นหมาป่า! ลำตัวถูกมีดฟันเป็นรอยแผลขนาดใหญ่รอยหนึ่ง
ไม่ทันได้คิดอะไร ลู่เซิ่งก็เห็นหมาป่าอีกสองตัวอาศัยความมืดถลันเข้ามาจากสองฟาก
สัญชาตญาณร่างกายของเขาตอบสนองก่อนก้าวหนึ่ง
ยกดาบด้ามยาวกวาดไปยังด้านซ้าย ฟันหมาป่าไปตัวหนึ่ง จากนั้นหมุนตัวสะบัด กระแทกมันใส่หมาป่าอีกตัวหนึ่ง
เปรี้ยง
การใช้แรงสองครั้งนี้พลันทำให้พลังปราณของเขาไม่พอ
เพราะก่อนหน้านี้ไม่นาน เขายังเป็นคุณชายบ้านรวยผอมแห้งอ่อนแออยู่เลย
หมาป่าทั้งสองตัวได้รับบาดเจ็บพุ่งออกไป
ลู่เซิ่งหายใจหอบ ถือดาบตาแดงก่ำ ใช้ท่าพยัคฆ์สังหารฟันใส่หมาป่าตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้!
คมดาบฟันจากบนลงล่าง เฉียงเล็กน้อย ข้อมือสั่นอย่างรุนแรง สั่นสะเทือนตามความถี่ของวิชาฝึกจิต
โฮก!
ในสายลมเหมือนกับปรากฏเสียงคำรามของเสือร้ายขึ้นมา
หมาป่าทั้งสองตัวตกใจตัวสั่น เคลื่อนไหวช้าลงจังหวะหนึ่ง
ทันใดนั้นประกายดาบด้ามยาวกะพริบวูบ หมาป่าตัวหนึ่งถูกมีดฟันจนหัวขาด
อีกตัวหนึ่งถูกคมดาบเสียบคอ เลือดไหลออกมาอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งรวบรวมพลังอีกครั้ง ใช้ออกอีกดาบหนึ่ง ครั้งนี้เป็นกระบวนท่าบารมีพยัคฆ์
แขนสั่นไหวสี่ครั้ง แยกกันส่งพลังที่แตกต่างกันสี่ทาง ประสานกับพลังปราณทั่วร่าง รวมไว้บนตัวดาบ
กระบวนท่าบารมีพยัคฆ์เร็วกว่ากระบวนท่าพยัคฆ์สังหาร พละกำลังจึงอ่อนโทรมลงส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าคออันอ่อนแอของหมาป่าจะทนทานได้
หมาป่าไม่ทันหลบ ถูกดาบด้ามยาวที่ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันฟันโดนคอ
ตุบ
หัวหมาป่าร่วงตกพื้น
ลู่เซิ่งหอบหายใจเฮือกใหญ่
การเคลื่อนไหวที่ติดต่อกันนี้ ทำให้ใบหน้าของเขาซีดขาว มีเหงื่อผุดออกมาหลายสาย
กรรซ์…
ยังมีหมาป่าเหลืออีกตัวหนึ่ง เป็นตัวที่คาบเนื้อตรงหน้าไป
ตอนนี้มันอ้อมหินออกมา ตาสีเขียวสองข้างจ้องมองลู่เซิ่งอย่างดุร้าย
‘แรงกายยังอ่อนแอเกินไป…’
ลู่เซิ่งร้อนใจอยู่บ้าง
แต่ว่าสีหน้าไม่หวั่นไหว เขารู้ว่าตอนคุมเชิงกับสัตว์ป่า ไม่อาจถอยหลัง ไม่อาจแสดงความหวาดกลัวเด็ดขาด
หือ!?
เขาเบิกสองตา จ้องหมาป่าอย่างดุดัน
หมาป่าเพ่งตามองเขาสักพัก สุดท้ายจึงค่อยๆ ถอยไปด้านหลัง
จนกระทั่งหมาป่าตัวนั้นถอยเข้าไปในความมืดโดยสิ้นเชิง
ลู่เซิ่งจึงระบายลมหายใจออกมาโดยแรง
ความจริงกำลังของเขาหมดไปแล้ว สองแขนอ่อนล้า แม้แต่มือที่กำดาบยังสั่นอยู่บ้าง
ถ้าหากว่าหมาป่าตัวนั้นพุ่งเข้ามาจริงๆ ถึงเขาจะเชื่อมั่นว่าสามารถเอาตัวรอดได้ แต่ก็ต้องได้รับบาดเจ็บแน่
รอจนแน่ใจว่าหมาป่าจากไปแล้ว
ลู่เซิ่งจึงถอนคบเพลิงออกมา เร่งรุดเดินไปยังทิศทางเข้าเมืองเก้าประสาน
ครั้งนี้เขารู้ความสามารถของตัวเองแล้ว
หมาป่านอกเมืองเหมือนกับที่ลุงจ้าวเคยเล่าวีรกรรมของตัวเองให้ฟัง
ตอนที่เขายังเยาว์วัย เพิ่งสำเร็จวิชาดาบ หนึ่งคนหนึ่งดาบภายใต้การรุมล้อมของหมาป่าสามตัว ใช้แขนที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเป็นค่าตอบแทน ฟันหมาป่า สังหารไปทั้งสามตัวหมดสิ้น
นี่เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมแล้ว
หมาป่าที่อยู่ที่นี่ อยู่บนโลกใบนี้ แตกต่างจากที่ลู่เซิ่งทราบ
พวกมันตัวใหญ่กว่า ทุกตัวล้วนตัวโตกว่าหมาป่าบนโลกมาก ทั้งยังแข็งแรงกว่า
แทบไม่ต่างจากสุนัขพันธุ์จินเหมาขนาดใหญ่ที่เลี้ยงในบ้าน
สิ่งที่หมาป่าของที่นี่แตกต่างจากหมาป่าบนโลกคือ พวกมันอยู่รวมกันสามถึงห้าตัว มีกลุ่มใหญ่อยู่น้อย
ลู่เซิ่งวิ่งเหยาะๆ กลับประตูเมือง
ตอนที่เห็นแสงคบเพลิงบนกำแพงเมือง เขาผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ม้วนเสื้อบนตัวขึ้น ซ่อนส่วนที่เปื้อนรอยเลือด จากนั้นเก็บดาบด้ามยาว หยิบหนังสือผ่านทาง สาวเท้าเดินเข้าไปยังกำแพงเมือง
…
พี่เซิ่งๆ ท่านฟังข้าพูด เรื่องราวของวัตถุนี้มิใช่ธรรมดา เพิ่งมาถึงเมืองม่วงโชติ ข้าก็ให้คนนำมันกลับมา
ว่ากันว่านี่เป็นหินประหลาดก้อนแรกบนจงหยวน พ่อค้า คนมั่งมี ผู้มีอำนาจ ต่างแย่งกันซื้อ สุดท้ายเกิดอุบัติเหตุตกลงไปในแม่น้ำ ถูกคลื่นพัดไปถึงแม่น้ำม่วงโชติ จากนั้นก็ถูกชาวประมงในเมืองม่วงโชติเก็บขึ้นมาได้
เรื่องราวพิสดารนี้ คำพูดเดียวยากกล่าวจนหมด ถ้ามิใช่…
เจ้ามองข้าเหมือนคนโง่หรือ? ลู่เซิ่งส่ายพัดเบาๆ มองคนอ้วนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มจางๆ
คนอ้วนผู้นี้ชื่อเจิ้งเสี่ยนกุ้ย เป็นบุตรคนรองของเจ้าของร้านประมูลหมิงกุ้ยในเมืองเก้าประสาน
ขณะเดียวกันก็เป็นสหายสนิทของลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งกับเขาใส่กางเกงตัวเดียวกันตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่ ต่างฝ่ายเหมือนกลิ่นเหม็นที่ไปกันได้ดี มีเรื่องอันใดช่วยกันแบกรับ สนิทสนมกันมาก
เพียงแต่เจิ้งเสี่ยนกุ้ยผู้นี้มีข้อเสียที่ใหญ่ที่สุด
นั่นคือโลภมาก
ตามคำพูดของเขาก็คือ ถึงเป็นพี่น้องกันจริงๆ ก็ต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน มิฉะนั้นไม่ช้าก็เร็วจะทำลายความผูกพันรักใคร่
ทั้งสองคนกำลังนั่งอยู่ในห้องโบตั๋นบนเหลาสุรามัจฉาทอง ข้างกายคนอ้วนโอบรัดดรุณีสวมกระโปรงร่างสะโอดสะองผู้หนึ่ง
เด็กน้อยผู้นี้ตอนนี้มองลู่เซิ่งด้วยใบหน้าปวดใจ
พี่เซิ่งนี่เป็นท่านทำไม่ถูกแล้ว ข้าอุตส่าห์ได้ของวิเศษหายากมาอย่างหนึ่ง ให้โอกาสท่านแย่งประมูลภายในก่อน ท่านไม่ทะนุถนอมก็แล้วกันไป ใยถึงกับปรักปรำข้า
คนอ้วนชี้ไปที่ลู่เซิ่ง ทำท่าทางเจ็บปวดรวดร้าว
พอแล้วๆ ไม่ต้องมาเล่นไม้นี้กับข้า คัมภีร์ลับวรยุทธ์ที่ข้าต้องการตามหา เจ้ามีข่าวคราวหรือไม่
ลู่เซิ่งถามต่อ
เขาเรียกสหายวัยเด็กของตนผู้นี้มา เป้าหมายก็เพื่อรวบรวมคัมภีร์ลับวรยุทธ์ให้ได้มากกว่านี้
วิชาดาบพยัคฆ์ดำอย่างเดียวยังไม่พอ ยังขาดอีกตั้งเยอะ
เขาเข้าใจความสามารถในการปกป้องตัวเองในป่านอกเมืองของยอดฝีมืออย่างลุงจ้าวดี
มิน่าแต่ไหนแต่ไรไม่เคยได้ยินว่ามีคนออกเดินทางไกลคนเดียว ป่าเขตร้างนอกเมืองนี้มีสัตว์ดุร้ายมากมาย ออกเดินทางคนเดียว เป็นการรนหาที่ตาย
ลุงจ้าว จ้าวต้าหู่มีเชื่อเสียงโด่งดังในเมืองเก้าประสาน แต่ก็รับมือหมาป่าได้เพียงสามตัว ขีดจำกัดอาจเป็นแค่หมาป่าสี่ตัว ถ้าหากมีเยอะกว่านี้ ผู้ที่ถูกยกย่องว่าเป็นมือดีระดับสุดยอดแห่งเมืองเก้าประสานก็ต้องคุกเข่าเช่นกัน
ของอย่างคัมภีร์ลับวรยุทธ์ จริงปลอมยากแยกแยะ ไม่ต้องเอ่ยถึง ข้างในยังมีหลุมพรางที่ซ่อนอยู่ อยู่ไม่น้อย ต่อให้เป็นของจริง วิธีฝึกฝนด้านใน แม้จะฝึกนานแล้ว ขอแค่กระทำผิดไปเพียงเล็กน้อย ยังเกิดอันตรายถึงพิการไปตลอดชีวิตได้
พี่เซิ่งท่านจะเอามาทำอะไร ไม่มีอาจารย์คอยชี้นำ คัมภีร์ลับนี้ซื้อมาก็ไม่มีประโยชน์
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยถูแหวนหยกขาวที่สวมนิ้วโป้งบนมือ กล่าวอย่างฉงน
เจ้ากลับเป็นคนที่เข้าใจถ่องแท้นัก ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ข้าย่อมมีประโยชน์ของตัวเอง เจ้าไม่ต้องสงสัยมากปานนั้น หามาให้ข้าสักหลายเล่มก่อน
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยส่ายหัว
มี ข้ามี ไม่นานมานี้มีลูกค้าเอามาฝากขาย มีคัมภีร์ลับวรยุทธ์อยู่สองเล่ม
พวกเราหาอาจารย์ตรวจสอบแล้ว สมควรเป็นของจริง เพียงแต่ไม่มีอาจารย์ เลยไม่มีคนกล้าฝึก
ราคาเท่าไร
ลู่เซิ่งถามตรงๆ
ไอ้หยาๆ พี่เซิ่ง ระหว่างเราสองคน ยังเกรงใจขนาดนี้ทำไมกัน เจิ้งเสี่ยนกุ้ยยิ้มแฉ่ง
เจ้าทำตัวดีๆ ได้หรือไม่? ลู่เซิ่งหมดคำพูด บอกราคามา เร็วหน่อย ข้ารีบอยู่
ได้แต่ขายให้ท่านเพียงเล่มเดียว อีกเล่มหนึ่งถูกลูกค้าอื่นจับจองแล้ว
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เล่มเดียวก็ได้ เจ้าเอามาด้วยหรือไม่ ลู่เซิ่งเลิกคิ้วถาม
ยังเป็นพี่เซิ่งที่เข้าใจข้า ข้าคิดว่าท่านเร่งรีบ ข้าเลยนำมาด้วยแล้ว เจิ้งเสี่ยนกุ้ยหยิบสมุดเล็กๆ ห่อด้วยผ้าเทาเล่มบางเล่มหนึ่งออกมาจากตัว
คัมภีร์ลับนี้ไม่มีกระบวนท่าอันใด เป็นทักษะการใช้พละกำลังแบบพิเศษชนิดหนึ่ง หนึ่งร้อยตำลึงขาดตัว!
ให้ข้าอ่านก่อน
ลู่เซิ่งยื่นมือออกไป
หนึ่งร้อยตำลึงมีมูลค่าเท่ากับหนึ่งแสนหยวน เจ้าอ้วนผู้นี้ช่างกล้าเสนอราคาจริงๆ
เจ้าอ้วนหัวเราะเหอะๆ สองคำ แล้ววางสมุดเล่มเล็กลงบนมือของเขา
เมื่อได้คัมภีร์ลับมา ลู่เซิ่งก็พลิกอ่านอย่างละเอียด
คัมภีร์ลับนี้คล้ายเป็นส่วนเล็กๆ ที่ฉีกออกมาจากเล่มใหญ่ พอดีมีเนื้อหาที่ชี้แนะเรื่องพละกำลังนิดหน่อย
จากที่อ่านบันทึกเนื้อหาด้านใน การใช้พละกำลังที่ฝึกฝนออกมาได้นี้เรียกว่า พลังทำลายหยก
หากฝึกสำเร็จ จะสามารถรวมพละกำลังทั่วร่างได้ ตั้งแต่ช่วงแรกของการลงมือ หลังรวบรวมพละกำลังเสร็จแล้ว จะปล่อยออกมาอย่างรุนแรง สามารถยกระดับความเร็วและพลังการลงมือได้ขนานใหญ่
ลู่เซิ่งอ่านสักพัก วิชาหัตถ์คล้ายไม่สอดคล้องกับวิชาฝึกจิตดาบพยัคฆ์ดำ ทั้งที่ควรจะสอดคล้องกันได้
แต่สิ่งที่เขาต้องการมิใช่อันนี้
สิ่งที่เขาต้องการคือคัมภีร์ลับกำลังภายในที่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งแก่ร่างกาย สารจำเป็น ปราณ และจิตของตัวเองประเภทนั้น
จากสภาพน่าอนาถของตัวเองหลังจากใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยนปรับเปลี่ยนไปครั้งหนึ่ง เขาก็สรุปว่าจะต้องคิดหาวิธีลดผลข้างเคียงตอนปรับเปลี่ยน ซึ่งจำเป็นต้องยกระดับร่างกาย
มีคัมภีร์ลับกำลังภายในที่เล่าลือกันแบบ นั้นหรือไม่
คัมภีร์ลับกำลังภายใน
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยลูบคาง
พี่เซิ่งท่านทำให้ข้าตอบไม่ถูกแล้ว ถ้าอยากได้สิ่งนี้ในตลาด ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเป็นของจริงหรือของปลอม แค่กะพริบตาก็อาจถูกแย่งไปแล้ว
เจ้าบอกเองว่า ของจริงของปลอมยากแยกแยะ ในโกดังของบ้านเจ้าสมควรมีหนังสือแบบนี้อยู่กระมัง
ลู่เซิ่งเป็นคนรู้แจ่มแจ้ง สถานที่อย่างสถานประมูลเมื่อประมูลขายของอย่างคัมภีร์ลับแบบนี้ พวกเขาล้วนคัดลอกเก็บไว้หนึ่งฉบับ
ตระกูลสวีเปิดสถานประมูลมาหลายปี ฉบับคัดลอกที่รวบรวมไว้ไม่มีทางน้อยเด็ดขาด
ไอ้ของพวกนั้นน่ะ…พี่เซิ่ง แม้แต่ข้ายังไม่แน่ว่าจะแยกแยะได้ ว่ามีเล่มจริงอยู่หรือไม่
ในร้อยเล่มอาจมีเล่มเดียวเป็นของจริงก็นับว่าไม่เลวแล้ว จนถึงวันนี้ยังไม่เคยมีใครฝึกปราณกำลังภายในได้ ท่านแน่ใจหรือว่าอยากได้
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยกล่าวอย่างลังเล
แต่สหายข้าขอเตือนท่านประโยคหนึ่ง ฉบับเก็บรักษาเหล่านั้นอย่าได้ไปเล่น ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา ร่างของตัวเองพังลงไป ไม่มีวิธีช่วยเหลือแล้ว
เจ้ามีวิธีหาหรือไม่
ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว เขาคุ้นเคยกับสีหน้าของเจ้าอ้วน ทุกครั้งที่เขาแสดงสีหน้าเช่นนี้ ก็คือมีวิธีการอยู่ในใจ แต่ว่าลังเลไม่ทราบสมควรพูดหรือไม่
วิธีหากลับมี…พี่เซิ่งคัมภีร์ลับชนิดที่ท่านต้องการ ครั้งนี้ในการประมูลกลับมีเล่มหนึ่งจริงๆ…
บนใบหน้าเจิ้งเสี่ยนกุ้ยปรากฏสีหน้าลำบากใจ
ทำไมเจ้าถึงไม่พูดตั้งแต่แรกเล่า ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว
มิใช่ข้าไม่พูด แต่ของสิ่งนี้จะเปิดประมูลในงานชุมนุมดำ… เจิ้งเสี่ยนกุ้ยกล่าวอย่างจนปัญญา
งานชุมนุมดำ?
ลู่เซิ่งพลันเข้าใจแล้ว
งานชุมนุมดำเป็นงานประมูลลับ แขกทุกคนล้วนไม่เผยใบหน้าชื่อแซ่ สิ่งที่ประมูลส่วนมากได้มาไม่ถูกต้อง ถึงขั้นบางชิ้้นยังเปื้อนกลิ่นคาวเลือด
ผู้ที่เข้าร่วมงานชุมนุมดำส่วนใหญ่เป็นโจร หรือไม่ก็เป็นชนชั้นชั่วร้าย
จัดการให้ข้าเข้าร่วมได้หรือไม่
ลู่เซิ่งคิดเข้าร่วมประมูลด้วยตัวเองแล้ว
โจรร้ายทั่วไปไม่มีใครกล้าหาเรื่องตระกูลลู่
ตระกูลแค่ชนชั้นยอดฝีมือก็มีสามสี่สิบคนแล้ว และยังมีกลุ่มผู้คุ้มกันยอดฝีมืออย่างลุงจ้าวอีกหลายคน
ลู่เฉวียนอัน นายท่านผู้เฒ่ากับที่ทำการจวนขุนนางยังมีความสัมพันธ์โยงใยกันไปหมด พบปัญหายังมีกองทหารช่วยเหลือ
คนใหญ่คนโตเช่นนี้ไม่กลัวโจรร้ายธรรมดาจริงๆ
……………………………………….
บทที่ 7
เรื่องจัดการนั้น จัดการได้แน่นอน เพียงแต่…
เจ้าอ้วนลำบากใจอยู่บ้าง เพราะรู้ว่าในงานชุมนุมดำนั้น ผู้เข้าร่วมล้วนเป็นคนแบบไหน
ผู้ร้ายฆ่าคน โจรปล้นชิง โจรภูเขา ขโมย คนที่ความเป็นมาไม่ชัดเจนอันใดต่างล้วนเข้าไป ถ้าพี่เซิ่งไม่ระวังตัวเกิดความขัดแย้งกับคนอื่น บาดเจ็บขึ้นมา นั่นจึงไม่คุ้ม
เพียงแค่ข้า ไม่ทำตัวเด่น ดีมั้ย ลู่เซิ่งยิ้มๆ ทราบถึงความกังวลของอีกฝ่าย
เขาไม่เพียงเป็นตัวแทนของตัวเอง ยังเป็นตัวแทนตระกูลลู่ในเมืองเก้าประสาน หากเกิดได้รับอันตรายอันใด ตระกูลลู่จะต้องมาคิดบัญชีกับเจิ้งเสี่ยนกุ้ยแน่
ทราบก็ดีแล้ว สถานะของพี่เซิ่งท่านแตกต่าง ถ้าเป็นคนอื่นๆ ข้าก็ไม่เป็นห่วงขนาดนั้น… เจิ้งเสี่ยนกุ้ยกล่าวพลางถอนหายใจ
รู้แล้ว เจ้าไปจัดการให้ข้าเถอะ สิ่งนี้ข้าจะต้องเอามาให้ได้ ลู่เซิ่งอดกำชับไม่ได้
เฮ้อ… เจิ้งเสี่ยนกุ้ยจนปัญญา ได้แต่ตอบรับ
ลู่เซิ่งกับเขายืนยันเวลาเริ่มงานชุมนุมดำ จากนั้นเพียงรอเจิ้งเสี่ยนกุ้ยให้คนส่งเทียบเชิญแขกผู้มีเกียรติมาให้ใบหนึ่ง
เขาได้เทียบเชิญแล้ว ค่อยออกจากเหลาสุราไป
แป้งน้ำสีชาดชั้นเลิศ คุณหนู คุณผู้หญิงรีบมาดูเร็ว
ของระดับหนึ่งชั้นเลิศ เป็นของจงหยวนที่เข้ามาจากเมืองม่วงโชติ!
สีชาดกลิ่นหอมดอกจื่อหยาง[1] ร้านอื่นๆ ไม่มีเด็ดขาด!
บนถนนนอกเหลาสุรา คนหาบเร่ หลายคนเข็นรถไม้ขายแป้งน้ำ ค่อยๆ เลียบเลาะไปตามริมถนน
ลู่เซิ่งกวาดตามอง ถนนเส้นนี้มีไว้ขายแป้งน้ำสีชาดโดยเฉพาะ
สตรีจำนวนไม่น้อยต่างชมชอบมาเดินเล่นที่นี่
แสงอาทิตย์อุทัยสาดลงบนถนนที่ฝนเพิ่งตกปรอยๆ พื้นชื้นแฉะสะท้อนแสงเป็นสีแดงจางๆ ผืนหนึ่ง
ลู่เซิ่งพ่นลมหายใจออกมา ลมหายใจเพิ่งออกจากปาก ก็กลายเป็นไอสีขาวค่อยๆ กระจายตัวไป
เขาหันไปมองเหลาสุรามัจฉาทอง แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาทำให้เกิดเงาดำขนาดใหญ่
เหลาสุราขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองเก้าประสานแห่งนี้ เวลานี้กำลังอยู่ในช่วงคึกคัก แขกที่ เข้าออกมารับประทานอาหารมีไม่ขาดสาย เสียงจึงดังจอแจเป็นพิเศษ
ลู่เซิ่งยืนอยู่ในเงาดำของเหลาสุรา มองไปยังสองฟากถนน
สถานที่อื่นๆ ที่อยู่ห่างจากประตูเหลาสุราล้วนเย็นฉ่ำอยู่บ้าง
คนหาบเร่หลายคนเข็นรถแป้งน้ำอย่างช้าๆ เคลื่อนไหวอยู่ในเงามืดไม่หยุด
ลู่เซิ่งมองไปมองมา คิดอยากซื้อของขวัญเล็กๆ กลับไปให้มารดารองกับอีอี แป้งน้ำเหล่านี้ราคาไม่แพง คุณภาพบางครั้งก็หาที่ดีได้ กลับเป็นของขวัญเล็กๆ ที่ไม่เลว
เขาเดินเลาะไปตามถนนหลายก้าว คิดดูว่าจะเลือกซื้อของจากคนหาบเร่คนไหน
เวลาเย็นเช่นนี้ บนถนนเย็นฉ่ำกว่าเดิม ร้านค้าหลายร้านปิดประตูแล้ว
คนที่เดินบนถนนทั้งสองข้างมีไม่มาก เห็นแค่ไม่กี่คน
สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจคือ ทั้งๆ ที่เห็นว่ารอบๆ ไม่มีคน คนหาบเร่ที่ขายแป้งน้ำเหล่านั้น ยังพยายามตะโกนด้วยรอยยิ้ม
เสียงตะโกนดังสลับกัน สะท้อนไปมาบนถนนใหญ่ที่ว่างเปล่า
ลู่เซิ่งหยีตา ไม่รู้สึกแปลกใจเลย พูดในใจว่า นี่อาจเป็นปรากฏการณ์และกฎเกณฑ์พิเศษของโลกใบนี้
เขาเลือกดูทั้งซ้ายและขวา จนเจอรถเข็นที่ถูกทาเป็นสีแดงจางๆ คันหนึ่ง คนหาบเร่คนนี้ปักธงคันหนึ่งไว้บนรถเข็น ข้างบนเขียนว่า แป้งน้ำของที่ระลึกจากจงหยวน
คนหาบเร่ค่อยๆ เคลื่อนย้ายรถไป รอยยิ้มประดับบนใบหน้า ใส่เสื้อสีเทา สวมหมวกหนังรูปเปลือกแตงโมสีเทา
‘จำได้ว่าแป้งน้ำที่ระลึกเป็นเครื่องหมายการค้าเก่าแก่ที่ค่อนข้างได้ตามมาตรฐานของจงหยวน’
ลู่เซิ่งหวนนึกในความทรงจำ ค่อยๆ เดินไปหารถเข็นของคนหาบเร่คนนั้น คิดจะเลือกแป้งน้ำที่ดีให้มารดารองกับอีอี
คนหาบเร่ผู้นั้นค่อยๆ เดินไปด้านหน้า ด้านข้างมีเด็กๆ ที่กำลังกำลังเล่นไล่จับกันอยู่อย่างสนุกสนาน
เขาค่อยๆ เข็นรถผ่านเด็กๆ พวกนั้น จากนั้นก็เดินอ้อมไปยังตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งในร่มเงาข้างทาง
ลู่เซิ่งคิดว่าเขาคงกำลังจะเก็บรถแล้ว จึงเตรียมเร่งฝีเท้าตามให้ทัน
เฮ้! พี่เซิ่ง!
อยู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งเรียกเขามาจากด้านหลัง
เสียงคุ้นหูยิ่ง คล้ายเป็นคนรู้จัก
ลู่เซิ่งหันกลับไปมอง เห็นบัณฑิตร่างกำยำผิวสีดำคล้ำคนหนึ่ง
หลูเซิงหรือ
เขาลังเลเล็กน้อย จำสถานะอีกฝ่ายได้
หลูเซิง หลูจวี้อี้เป็นคุณชายบ้านรวยตามมาตรฐานในเมืองเก้าประสานเหมือนลู่เชิง แต่เขาต่างจากคนอื่นๆ คนผู้นี้เป็นคนมีผลงานและมีชื่อเสียง ก่อนหน้านี้ไม่นานเขาเพิ่งสอบซิ่วไฉ[2]ได้ ว่ากันว่าความสามารถด้านวรรณกรรมของเขาไม่เลว
หลูจวี้อี้ความจริงมีความสัมพันธ์กับเขาธรรมดามาก เพียงแต่เป็นเพราะชื่อของเขาเหมือนผู้กล้าเขาเหลียงซานคนหนึ่ง ดังนั้นลู่เซิ่งได้ยินครั้งเดียวก็จำเขาได้แล้ว
พี่เซิ่ง ยุทธภพต้องการความช่วยเหลือ! หลูจวี้อี้เดินเข้าใกล้เขาอีกสองก้าว
ลู่เซิ่งพลันเข้าใจแล้วว่าคนผู้นี้มาตามหาเขาเพื่ออะไร ถึงแม้จะเป็นคุณชายบ้านรวย แต่ว่าหมอนี้ชมชอบเล่นพนันยิ่ง มักเล่นจนถุงย่ามอับอาย ยืมเงินชาวบ้านไปทั่ว
ตอนนี้คงจะเล่นพนันจนหมดตัวอีกแล้ว
เขายิ้มพลางหยิบแท่งเงินสิบตำลังจากในถุงข้างเอว ส่งไปให้
วันนี้โชคเป็นอย่างไรบ้าง
ยังดีๆ ฮ่าๆๆ ยังเป็นพี่เซิ่งมีน้ำใจ
หลูจวี้อี้หยิบแท่งเงินได้ ก็เดินจากไปอย่างเร่งรีบ
ลู่เซิ่งส่ายหน้า เงินทองล้วนเป็นเรื่องเล็ก ตรงกันข้ามตระกูลหลูมีทรัพย์สมบัติมากมาย แค่หันหลังกลับก็มีคนส่งเงินมาแล้ว
เขาหันหน้ากลับไปหาคนหาบเร่ที่ขายแป้งน้ำผู้นั้น
รถเข็นของคนหาบเร่เข้าไปในตรอกแล้ว เหลือเพียงครึ่งเล็กๆ โผล่ออกมาด้านนอก
เขาเพิ่มความเร็ว ก้าวเท้าจากสองก้าวเป็นสามก้าว เดินไปอย่างรวดเร็ว
อ้อมเข้าไปในตรอก
เอ๋?
ลู่เซิ่งหยุดฝีเท้าลงอย่างฉับพลัน
ตรอกนี้ถึงกับเป็นทางตัน!
ด้านในว่างเปล่า ไหนเลยจะมีรถเข็นอันใด แม้แต่เงาคนก็หายไปด้วย
เขาขยี้สองตา ร่างกายเตรียมระวังตัวเล็กน้อย
เขาตรวจสอบตรอกตันเส้นนี้อย่างละเอียดตั้งแต่ต้นถึงปลาย จากซ้ายไปขวารอบหนึ่ง
ตรอกที่ยาวแค่สิบกว่าหมี่เส้นนี้ สองข้างล้วนเป็นกำแพงของตัวบ้านสีดำอมเทา ปลายสุดของตรอกถูกกำแพงสีดำที่ดูเก่าแก่อยู่บ้างกั้นไว้ ด้านบนติดป้ายผนึกหลายใบ
ป้ายผนึกที่มีตัวอักษรสีแดง ภายใต้แสงอาทิตย์อัศดงดูมืดครึ้มอยู่บ้าง ยังมีมุมหนึ่งเลิกขึ้น คล้ายไม่มีความเหนียวแล้ว
‘บนกำแพงไม่มีประตูลับ เช่นนั้นรถเข็นไปไหนแล้ว…’
ลู่เซิ่งทบทวนความทรงจำ เขาจำได้อย่างชัดเจนว่ารถเข็นคันเล็กเข้ามาในตรอกนี้
เขาถอยออกไป เห็นเด็กหลายคนกำลังเล่นไล่จับกันอยู่
เด็กเหล่านี้เครื่องแต่งกายธรรมดา ดูท่าทางเป็นลูกหลานของคนทั่วไป
ลู่เซิ่งเปลี่ยนเป็นใบหน้ายิ้มแย้ม ล้วงเงินทองแดงหลายแผ่นออกมาจากในกระเป๋าเสื้อ ลากเด็กหญิงคนหนึ่งที่กำลังวิ่งไล่จับกันอยู่ออกมา
แม่นางน้อย ขอถามเจ้าเรื่องหนึ่งได้หรือไม่
พี่ชายท่านต้องการถามอะไร
แม่นางน้อยมัดผมแกะ อายุเก้าถึงสิบปี ใบหน้ารูปไข่แดงเรื่อ อาจเป็นเพราะมักเล่นบนท้องถนน จึงไม่กลัวคนแปลกหน้า ตอบอย่างปลอดโปร่ง
พี่ชายอยากถามว่า เจ้าเห็นรถเข็นแป้งน้ำคันที่ผ่านทางนี้ไปเมื่อครู่ไหม ใช่เข้ามาในตรอกนี้หรือไม่
ลู่เซิ่งยัดเงินทองแดงสองแผ่นใส่มือของแม่นางน้อย
เด็กคนนี้พลันยิ้มหน้าบาน
ข้าไม่เห็นรถแป้งน้ำ พวกเราเล่นอยู่ที่นี่ทุกวัน รถแป้งน้ำปกติตอนเช้าถึงจะมาขาย ตอนบ่ายล้วนไปทางถนนโบราณแล้ว
มองไม่เห็นหรือ
ลู่เซิ่งงุนงง รู้สึกว่าเด็กผู้หญิงนี้ตั้งใจโกหก
เมื่อเห็นสีหน้าของเขา แม่นางน้อยเบิ่งตาตอบอย่างจริงจัง
ที่ข้าพูดเป็นความจริง บนถนนวันนี้ไม่มีรถสักคัน ไม่เชื่อท่านไปถามคนอื่นดู ถนนว่างเปล่าไม่มีอะไรสักอย่างเดียว
เวลานี้เด็กที่เหลือต่างวิ่งมาสนับสนุนคำพูดของเธอ
ใช่แล้วๆ มารดาของข้า ยังเตรียมจะมาซื้อของ แต่กลับไม่เห็นรถเข็นเหล่านั้นสักคัน น่าแปลกจริงๆ
พี่ชายคนนี้บอกว่าเขาเพิ่งเห็น รถแป้งน้ำที่ระลึกคันหนึ่ง แม่นางน้อยชี้ไปที่ลู่เซิ่งพลางเอ่ย
ที่ไหนหรือ ที่ไหน
ไม่เห็นมีเลย ถนนใหญ่ขนาดนี้
พี่ชายเห็นในฝันกระมัง คิกๆๆ…
พวกเด็กๆ พูดไปพูดมาก็เริ่มหัวเราะขึ้นแล้ว
รอยยิ้มบนใบหน้าลู่เซิ่งค่อยๆ หายไปแล้ว
เขาหันไปมองเหลาสุรามัจฉาทอง
ใต้เงามืดของเหลาสุรา คนยังไปๆมาๆ การค้าคึกคัก
ทางนั้นคึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง กลายเป็นการประชันความครึกครื้นกับความสงบของถนนด้านนี้
เช่นนั้นพวกเจ้าเห็นหรือไม่ว่า…
ลู่เซิ่งหันกลับมา เสียงของเขาพลันชะงัก
เด็กๆ ที่อยู่ด้านข้างของเขาเหล่านั้น ไม่ทราบว่าหายไปตั้งแต่ตอนไหน
มองไปบนถนนรอบๆ โล่งว่างเปล่า ไม่มีอะไรสักอย่าง
แม้แต่ผู้คนก็หายไปด้วย
เสียงเอะอะของเด็กๆ หายไปอย่างฉับพลัน กล่าวตามเหตุผลเด็กอายุเท่านี้ไม่อาจเงียบเสียงลงพร้อมกันได้หมดอย่างนี้
ลู่เซิ่งมั่นใจว่าตนอย่างไรก็เป็นคนที่ฝึกฝนดาบพยัคฆ์ดำ ฟังเสียงลม แยกแยะตำแหน่งได้ แม้แต่หมาป่ายังรู้สึกได้ ตอนนี้ถึงกับไม่พบเสียงที่ห่างออกไปของเด็กหลายคน
ขณะมองเส้นทางที่เปล่าเปลี่ยวเงียบสงัด เขาพลันตัวสั่นระริก รีบเร่งฝีเท้าเดินไปเหลาสุรามัจฉาทอง
ตุบๆๆ…
เสียงฝีเท้าแจ่มชัดผิดธรรมดา เขายิ่งเข้าใกล้เหลาสุรา ร่างกายยิ่งรู้สึกถึงความอบอุ่นสายหนึ่ง
ฟู่ม!
ทันใดนั้น เหมือนกับเขาโผล่พ้นจากผิวน้ำ ลู่เซิ่งพลันรู้สึกว่าทุกสิ่งรอบตัวสดใสขึ้นมา เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ลูกค้าที่มีร่างกายอบอุ่นหลายคนเดินผ่านตัวเขาไป มีคนที่ไม่ระวังชนเขาเข้า และยังรีบร้อนกล่าวขอโทษเขาด้วย
ยังมีสตรีที่ลงจากบนรถม้า ค่อยๆ เดินเข้าไปในเหลาสุราด้วยรอยยิ้ม เด็กรับใช้รีบต้อนรับเข้าไป
ยืนอยู่หน้าเหลาสุรา ลู่เซิ่งหันไปมองถนนที่ขายแป้งน้ำเส้นนั้น กลับไม่ทราบว่ามีคนเดินถนนส่วนหนึ่งเพิ่มขึ้นมาตอนไหน
เป็นคนละเรื่องกับความเย็นยะเยือกเมื่อก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง
ลู่เซิ่งสูดหายใจอย่างหนาวเหน็บ เร่งฝีเท้าไปขวางรถม้าไว้คันหนึ่ง
ไปคฤหาสน์ลู่
ได้ขอรับ ท่านนั่งดีๆ!
คนขับรถฟาดแส้ม้าออกไป ม้าตัวผอมพลันเหยาะย่างอย่างเชื่องช้า
เมื่อนั่งบนรถม้า ลู่เซิ่งหวนนึกถึงเรื่องที่ได้เจอก่อนหน้านี้
คนหาบเร่คนนั้น เด็กกลุ่มนั้น ต่างไม่ธรรมดายิ่ง
เมื่อเขานึกทบทวนขึ้นมา รอยยิ้มบนใบหน้าคนหาบเร่ผู้นั้นคล้ายไม่ขยับเขยื้อน มอบความรู้สึกที่แปลกปลอมถึงขีดสุดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้คน
เชื่อมโยงกับคดีสะเทือนขวัญของตระกูลสวี เขาพลันมีความรู้สึกฝนจะมาลมพัดห้องหอ[3]
ในเมืองนี้อันตรายขึ้นเรื่อยๆ แล้ว… เขาพึมพำ
รถม้ามาถึงประตูใหญ่คฤหาสน์ลู่อย่างรวดเร็ว
คนเฝ้าประตูเห็นลู่เซิ่งที่นั่งอยู่บนรถ รีบออกมาต้อนรับ
คุณชายใหญ่ ท่านมาถึงแล้วหรือ
คนเฝ้าประตูแซ่หวาง ในตระกูลจัดอยู่ลำดับแปด ทุกคนปกติต่างเรียกเขาว่าเสี่ยวปา(แปดน้อย) เป็นเด็กมีไหวพริบดี ปีนี้เพิ่งอายุสิบเจ็ดปี รับช่วงงานต่อจากบิดา มาเป็นคนเฝ้าประตูที่ตระกูลลู่
เสี่ยวปากับลู่เซิ่งคุ้นเคยกันดี ปกติจะเล่าเรื่องประหลาดน่าสนใจที่แพร่หลายอยู่นอกเมืองส่วนหนึ่งให้ลู่เซิ่งฟัง
นี่เป็นสิ่งที่ลู่เซิ่งชอบฟังเช่นกัน
นายท่านผู้เฒ่าอยู่ไหม
ลู่เซิ่งลงรถแล้วจ่ายเงิน แล้วเอ่ยปากถามขึ้น
นายท่านผู้เฒ่าไปที่ทำการแล้ว ใต้เท้าข้าหลวงเรียกท่านไป ดูเหมือนกำลังหาอะไรอยู่
เสี่ยวปาตอบด้วยรอยยิ้ม
หาสิ่งใดหรือ
ลู่เซิ่งหลายวันมานี้ยุ่งกับเรื่องของตัวเอง กลับไม่ได้สนใจเรื่องในคฤหาสน์
สิ่งของอันใด
……………………………………….
[1] ดอกจื่อหยาง คือ ดอกไฮเดรนเยีย
[2] ซิ่วไฉ เป็นคำเรียกผู้สอบผ่านระดับอำเภอ
[3] ฝนจะมาลมพัดห้องหอ หมายถึง สัญญาณถึงสิ่งผิดธรรมดาที่กำลังจะมา
บทที่ 8
ข้าไม่แน่ใจ เมื่อวานนายท่านผู้เฒ่าเรียกเหล่าพ่อค้าน้อยใหญ่จากชุมนุมการค้ามาที่คฤหาสน์แล้ว ตอนพวกเขากำลังคุยกันขณะมาถึง ข้าได้ยินว่านายท่านต้องการให้ทุกคนช่วยกันค้นหาอะไรบางอย่าง ไม่รู้ว่าเป็นอะไรถึงกับต้องใช้ความสัมพันธ์ที่ใหญ่โตขนาดนี้
เสี่ยวปาหัวเราะพลางรำพึงไปพลาง
ลู่เซิ่งได้ยินแล้วไม่พูดไม่จา เพียงแต่สีหน้าของเขาอึมครึมอยู่บ้าง
เขาเดินไปทางประตูหลัก เดินไปด้วย ถามไปด้วย
ล่าสุดมีเรื่องประหลาดอะไรเกิดขึ้นหรือไม่
เอ่อ…คุณชาย ถึงข่าวของเสี่ยวปายังนับว่ารวดเร็วยิ่ง แต่เรื่องประหลาดไหนเลยจะเกิดขึ้นทุกวัน เสี่ยวปายักไหล่พูดอย่างจนปัญญา
กลับเป็นเหลาสุรามัจฉาทองที่ท่านไปบ่อยๆ ฟังว่าเมื่อคืนเกิดไฟไหม้ เผาถนนที่อยู่รอบๆ จนหมดไปครึ่งหนึ่ง เมื่อคืนพวกข้าน้อยอยู่ไกลขนาดนี้ยังเห็นแสงไฟนั้นชัดเจน จุ๊ๆ…
ไฟไหม้…
ลู่เซิ่งจิตใจหนักอึ้งขึ้นอีก คาดเดาเรื่องราวได้รางๆ
ที่เจ้าว่าไฟไหม้ เป็นถนนที่ปกติมักขายแป้งน้ำเส้นนั้นหรือไม่
ไหนเลยจะไม่ใช่ เป็นที่นั่นเอง! เสี่ยวปาพยักหน้าแรงๆ ฟังว่ามีคนตายไปไม่น้อย แม้กระทั่งผู้ใหญ่และเด็ก ทุกคนล้วนตายหมดแล้ว
น่าอนาถแท้ๆ…ไม่รู้ว่าคนชั่วคนไหนเป็นคนจุดไฟ!
ไฟไหม้…
ลู่เซิ่งไม่พูดอะไรแล้ว
เขาสะกดเรื่องนี้ไว้ที่ก้นบึ้งจิตใจ ไม่ไปคิดถึงมันอีก
เวลาที่จะจัดงานชุมนุมดำเป็นตอนกลางคืนของอีกสามวันให้หลัง ในชั้นใต้ดินแห่งหนึ่งนอกเมือง
เวลาสามวันนี้ ลู่เซิ่งทุกวันพักผ่อน รับประทานอาหารตามปกติ สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง คล้ายกับดาบพยัคฆ์ดำที่เครื่องมือปรับเปลี่ยนปรับปรุงให้ แม้แต่ร่างกายของเขาก็มีการยกระดับขึ้นเช่นกัน
สามวันนี้ เขาไปยังถนนใกล้ๆ เหลาสุรามัจฉาทองอีกครั้ง เห็นซากไฟไหม้ดำเกรียมทั้งแถบ คนไม่น้อยยังยุ่งกับการก่อสร้างอาคารใหม่
ลู่เซิ่งเดินเลียบถนนที่เขาเคยเดินอีกรอบ ยังพบลักษณะเหมือนกับที่เขาเห็นในวันนั้น
แม้แต่ตรอกตันเส้นนั้นก็เหมือนกัน
เขามั่นใจแล้ว แต่ก็ไม่ได้หวาดกลัว
ในเมื่อโลกนี้มีผีน้ำ ก็ย่อมมีอย่างอื่นได้อีก
ในเวลาสามวัน เขาคิดจะปรับเปลี่ยนพลังทำลายหยกจากคัมภีร์ที่ซื้อมาเล่มนั้นให้เป็นระดับเบื้องต้น
แต่เมื่อคิดถึงงานชุมนุมดำ ก็เลยหยุดไว้ก่อน เพราะเกรงว่าหากทำการปรับเปลี่ยนแล้วร่างกายจะกระอักเลือดได้รับบาดเจ็บ ถึงตอนนั้นก็เสียโอกาสไปแล้ว
เวลาผ่านไปรวดเร็วยิ่ง
พริบตาเดียวก็ถึงวันที่กำหนดไว้
ตอนกลางคืนประมาณหนึ่งถึงสองทุ่ม
ลู่เซิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดดำ ใส่หน้ากากเสือ นี่เป็นหน้ากากของเล่นเด็กใบหนึ่งที่ซื้อบนถนน หยาบเป็นอย่างยิ่ง
ที่ประตูคฤหาสน์ลู่มีรถม้าของตระกูลเจิ้งจอดรออยู่
เขาขึ้นไปบนรถม้า เห็นเจิ้งเสี่ยนกุ้ยนั่งรอในรถ สองมือถือขาไก่ต้มเกลือ กำลังกัดกินคำโต
เจ้าอ้วนคนนี้ใส่เสื้อดำ แต่ถึงเขาจะใส่หรือไม่ใส่ คนอื่นล้วนมองออกจากรูปร่างที่อลังการของเขาว่า เจ้าหมอนี้เป็นนายน้อยใหญ่ผู้ดูแลงานชุมนุมดำ
มาแล้วๆ กำลังรอท่านอยู่เลย พี่เซิ่งรีบขึ้นรถ
เมื่อทั้งสองคนนั่งเรียบร้อยแล้ว รถม้าก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป
ระหว่างทางเจิ้งเสี่ยนกุ้ยกำชับลู่เซิ่งว่า หลังจากเข้าไปในงานชุมนุมดำแล้วต้องทำอย่างไร ไม่อาจทำอะไรได้บ้าง
เรื่องราวที่ต้องให้ความสนใจแต่ละอย่างมีรายละเอียดมาก
ลู่เซิ่งจดจำไว้ทีละข้อ
ไม่ทันไรก็ออกเมืองแล้ว รถม้าออกจากทางใหญ่วกเข้าเส้นทางน้อย จากนั้นก็อ้อมไปอ้อมมาบนทางน้อยเป็นระยะทางไม่สั้น จนไปถึงชานเมือง
เดินทางต่อไป ออกนอกชานเมืองสักพัก รถม้าก็เข้าไปในหมู่บ้านที่เปลี่ยวร้างแห่งหนึ่ง หยุดลงตรงหน้าห้องศิลาแห่งหนึ่งตรงกลางหมู่บ้าน
ที่นี่แหละ เจิ้งเสี่ยนกุ้ยกระโดดลงจากรถ ชายฉกรรจ์ชุดดำที่เฝ้าประตูห้องศิลาเข้ามาคำนับเขา
คนล้วนมาครบแล้วหรือ
ล้วนมาครบแล้ว เริ่มแสดงของประมูลอันดับแรกแล้ว
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยพยักหน้า รีบเร่งรัด
พวกเรารีบลงไป เริ่มกันแล้ว
เขาลากลู่เซิ่งเข้าไปในห้องศิลา บนพื้นกลางห้องศิลามีประตูไม้เปิดอยู่ มีบันไดที่ทอดยาวลงไปใต้ดิน
ลู่เซิ่งลงบันไดกับเจิ้งเสี่ยนกุ้ยพร้อมผู้คุ้มกันอีกสองคน พบว่าด้านล่างเป็นถ้ำที่มีเนื้อที่ค่อนข้างใหญ่แห่งหนึ่ง
ภายในถ้ำถูกตกแต่งเป็นอย่างดี
ตรงกลางเป็นห้องโถงที่ใหญ่มาก บนกำแพงหินรอบๆ แบ่งเป็นห้องปีกกลุ่มหนึ่งรายรอบอยู่ มองดูเหมือนเป็นถุงที่แขวนอยู่บนกำแพง
คนส่วนหนึ่งนั่งกระจายอยู่ในห้องโถงใหญ่ ในห้องปีกรอบๆ ไม่มีแสงไฟ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ใช้งาน
สถานที่นี้ มีโครงสร้างใหญ่โตมาก ลู่เซิ่งทอดถอนใจ เอ่ยขึ้นประโยคหนึ่ง
เหอะๆ พวกเราก็ค้นพบสถานที่แห่งนี้โดยบังเอิญเช่นกัน เจ้าอ้วนกล่าวด้วยรอยยิ้ม จากด้านหลังห้องโถงใหญ่เขาพาลู่เซิ่งเข้าไปนั่งตำแหน่งแถวหน้าสุด
คนที่เข้าร่วมงานชุมนุมดำมีแค่สิบกว่าคน ล้วนแยกย้ายนั่งบนที่นั่งด้านหน้าสุดของห้องโถงใหญ่
บุรุษผอมสูงปิดบังหน้าตาคนหนึ่งยืนอยู่บนแท่น กำลังแนะนำคุณสมบัติสินค้าประมูลเสียงดัง
ด้านข้างเขายืนด้วยคนแคระสองคน ล้วนสวมชุดปักลายสีเขียวออกแดง ในมือถือจานสำริดใบหนึ่ง ด้านในวางกระบี่สั้นที่มีรอยสนิมเป็นจุดๆ เล่มหนึ่ง
กระบี่สั้นโบราณที่กระจายออกมาจากรัฐมหาเกียรติ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นอาวุธที่ท่านต้วนเฟิ้งจื่อสร้างขึ้นในสมัยโบราณ ด้านบนสลักอักขระโบราณของรัฐมหาเกียรติไว้ ต่อให้เป็น…โอ้! แขกหมายเลขสี่เสนอราคาหนึ่งพันตำลึง!
ยังมีราคาสูงกว่านี้หรือไม่! มีราคาสูงกว่านี้หรือไม่!
บุรุษบนแท่นตะโกนเสียงดัง ท่าทางกระตือรือร้นยิ่ง
ลู่เซิ่งกับเจิ้งเสี่ยนกุ้ยนั่งลงบนที่นั่งทางซ้าย
ที่นั่งที่นี่เรียงกันเป็นแถว ทำขึ้นจากหินสีขาว นั่งลงไปรู้สึกเย็นยะเยือก ไร้กลิ่นไอมนุษย์
เจ้าอ้วนที่นั่งอยู่ด้านข้างเขา ยื่นศีรษะเข้ามากระซิบ
ของที่ท่านต้องการเป็นชิ้นที่ห้า เป็นชิ้นรองสุดท้าย
ลู่เซิ่งพยักหน้า ไม่พูดอะไร
กระบี่สั้นบนแท่นเล่มนั้นคล้ายขุดออกจากดินมาได้ไม่นานเท่าไหร่ คาดว่าคงได้มาจากการขุดสุสาน
ต่อจากนั้น มีคนไม่น้อยแข่งราคากัน เวลาชั่วครู่เดียว ราคาประมูลกระบี่สั้นก็พุ่งไปที่หนึ่งพันแปดร้อยตำลึง
ลู่เซิ่งเมื่อได้ยิน หัวใจก็เต้นรัว นี่เท่ากับเกือบสองเท่าที่เขาใช้จ่ายในหนึ่งเดือนแล้ว
เขาไม่มองการแข่งประมูลราคาบนแท่นอีก แต่เพ่งความสนใจไปบนร่างกายแขกที่อยู่รอบๆ
แขกในงานชุมนุมดำส่วนใหญ่พกพาอาวุธกันทุกคน มีทั้งอาวุธสั้นและยาว
ส่วนใหญ่สวมอาภรณ์ดำทั้งหมด แต่มีข้อยกเว้นบางคน
ในแขกทั้งหมดสิบกว่าคน มีสามคนไม่อำพรางใดๆ
คนหนึ่งเป็นชายชราผมแดงแบกดาบใหญ่ ใส่เกราะสีเหลืองแนบตัว
อีกคนเป็นคนหนุ่มผอมแห้ง ปากแหลมแก้มลิง ต่ำเตี้ยยิ่งคนหนึ่ง เขามัดถุงหนังสีดำสองใบไว้ที่เอว ถุงหนังโป่งออกมา ไม่ทราบว่าบรรจุอะไรไว้
คนที่สาม เป็นคนที่ดึงดูดสายตาที่สุด
หรือจะกล่าวว่าเป็นคนคู่หนึ่ง
เป็นหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี
บุรุษคล้ายเป็นคนคุ้มกัน สวมชุดรัดรูปดิ้นเงิน พกกระบี่ยาวที่เอว สีหน้าราบเรียบ มีแค่ตอนมองไปยังสตรีเท่านั้น บนใบหน้าค่อยเผยความอบอุ่นสายหนึ่งออกมา
สตรีสวมกระโปรงดำทั้งตัว แตกต่างจากกระโปรงยาวของสตรีธรรมดาในยุคโบราณ
นางใส่กระโปรงแนบเนื้อ เหมือนชุดกระโปรงเข้ารูปบนโลกปัจจุบัน
ทั่วทั้งตัวจากบนถึงล่างมีแค่ชุดกระโปรงแนบเนื้อชุดเดียว
สตรีผู้นี้มีรูปร่างเย้ายวน ช่วงขาเรียวยาว เอวคอดกิ่ว
ลู่เซิ่งอดมองไปยังใบหน้าสตรีนางนี้ไม่ได้
สันจมูกโด่งยิ่ง สองตาอ่อนหวาน เป็นประกาย ชุ่มฉ่ำ ให้ความรู้สึกยิ้มอยู่ตลอดเวลา
ผมยาวประบ่า ดำนุ่มสลวย สะท้อนแสงเงางาม
‘ใช้ทักษะโฟโต้ช็อปแต่งรูปยังสู้ไม่ได้เลย’
ลู่เซิ่งกล่าวชมเชยในใจ
สตรีนางนี้เพียงมองดูก็รู้ว่าเป็นคนมีความเป็นมา งดงามเช่นนี้ยังกล้าเผยโฉมในงานชุมนุมดำ มีแค่คนที่เชื่อมั่นในตัวเองที่สุดถึงจะกล้าทำเช่นนี้
คนผู้นั้นคือตวนมู่หว่าน เจ้าอ้วนเห็นลู่เซิ่งสังเกตสตรีนางนั้น จึงเขยิบเข้ามาใกล้กระซิบแนะนำ
แต่ข้าไม่แนะนำให้ท่าน ทำให้นางสนใจ สตรีนางนี้ดุร้ายยิ่ง!
ดุร้ายหรือ ดุร้ายอย่างไร
ลู่เซิ่งประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่ได้มีความคิดอย่างใดเลย เพียงแค่อยู่ๆ อีกฝ่ายสะดุดตาไปหน่อย จึงมองพิจารณาอยู่นาน
เจ้าอ้วนยิ้มๆ มองสินค้าประมูลชิ้นที่สองที่เริ่มแล้วบนแท่น
ตวนมู่หว่านเป็นคนที่เข้าเมืองเก้าประสานมาเมื่อสองเดือนก่อน ว่ากันว่าเป็นคนที่ติดตามคณะชุมนุมการค้ากลุ่มหนึ่งเข้ามา
นายบ่าวสองคนเข้าร่วมชุมนุมการค้าตามลำพัง มาไกลขนาดนี้ ไม่รวบรัดเป็นอย่างยิ่ง
ไม่รวบรัดจริงๆ ลู่เซิ่งพยักหน้า
หนำซ้ำสตรีนางนี้เพราะหน้าตางดงาม พอมาถึงเมืองเก้าประสานก็เชยชมบุปผาเหยียบย่ำใบหญ้า คุณชายหล่อเหลาไม่น้อยล้วนถูกนางล่อลวง ผลลัพธ์ท่านทายดูว่าเป็นอย่างไร เจ้าอ้วนส่ายหน้าถอนใจ
เป็นอย่างไร
ลู่เซิ่งตอนนี้ถูกสะกิดความสงสัย จึงถามไปตามน้ำ
พวกคุณชายล้วนถูกหลอกจนหัวหมุน สุดท้ายก็ตีกันเอง มีคนไม่น้อยบาดเจ็บ ถึงตายไปก็หลายคน เจ้าอ้วนจุ๊ปาก
ต่อให้เป็นเช่นนี้ พวกที่ได้รับบาดและเจ็บพิการยังคงคิดถึงสิ่งดีๆ ของสตรีนางนี้ แต่พริบตาเดียวนางก็ลืมคนอื่นไปหมดสิ้น
ลู่เซิ่งหยีตา จิตใจสั่นระริก เรื่องนี้เขาเคยได้ยินมา คิดไม่ถึงว่าเพราะสตรีนางนี้ คนเหล่านั้น บาดเจ็บพิการแล้วยังนึกถึงอีกฝ่าย นี่มิใช่แค่ใช้แค่คำว่างดงามจะอธิบายได้แล้ว
เขาพลันติดป้ายอันตรายระดับสูงสุดให้สตรีที่ชื่อตวนมู่หว่านนางนี้
สตรีที่สามารถหยอกล้อคนจำนวนมากจนหัวปั่นได้ขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่มีความฉลาดทางอารมณ์สูงสุด ก็ต้องมีความสามารถพิเศษ ตัวละครเช่นนี้พยายามอยู่ให้ห่างเป็นดีที่สุด
เขาเพ่งความสนใจไปที่การประมูลบนแท่น
เวลานี้ถึงรอบประมูลสินค้าชิ้นที่สี่แล้ว
เป็นเกราะหนังครึ่งตัวสีเหลืองทอง ชิ้นหนึ่ง
เกราะหนังชิ้นนี้ มีชื่อว่าเกราะหมาป่าน้ำแข็ง เอาหนังหมาป่าขาวที่ทุ่งน้ำแข็งหญ้าขาวมาซ้อนกันแล้วฟอกขึ้นมา จากหนังสิบเก้าชั้นหลังจากฟอกแล้วก็บางเท่ากับเหรียญทองแดง
ระดับการป้องกันอาวุธไร้คม ดาบและกระบี่เหนือกว่าเกราะหนังทั่วไป แทบเทียบได้กับสวมเกราะที่ถักด้วยโซ่ชิ้นหนึ่ง
คนชุดดำที่แนะนำสินค้า สาธยายคุณสมบัติเกราะหนังชิ้นนี้เสียงดัง
ราคาเริ่มประมูล สองร้อยตำลึง!
คนที่อยู่เบื้องล่างยังไม่มีใครเคลื่อนไหว
พิธีกรก็ไม่ว่าอะไร เริ่มให้คนแคระคนหนึ่งกางเกราะหนังออก ตนเองชักกระบี่สั้นเล่มหนึ่งออกมา แทงใส่ขอบเกราะหนังอย่างรุนแรง
ปึก
เสียงทึบดังขึ้น กระบี่สั้นไถลออก บนเกราะหนังมีแค่รอยถากเล็กๆ จุดหนึ่ง
สามร้อยตำลึง!
เมื่อเห็นดังนั้น เริ่มมีคนเปิดปากเสนอราคาทันที
สี่ร้อยตำลึง!
หกร้อยตำลึง!
ระดับราคาบนแท่นสูงขึ้นเรื่อยๆ ลู่เซิ่งเห็นเกราะหนังชิ้นนี้ ในใจหวั่นหวั่นอยู่บ้างเช่นกัน เกราะหนังแบบนี้เบาและคล่องตัว สะดวกสบายกว่าเกราะโลหะ ไม่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว ถ้าพลังป้องกันเหมือนกับที่แนะนำ เช่นนั้นก็เป็นของดีชิ้นหนึ่งอย่างแท้จริง
เขามีความคิดจะเสนอราคาประมูล แต่เห็นราคาพริบตาเดียวก็พุ่งถึงหนึ่งพันตำลึง จึงได้แต่อดกลั้นยอมแพ้ เป้าหมายที่แท้จริงของเขาเป็นคัมภีร์ลับที่อยู่ในรายการถัดไปเล่มนั้น
ไม่อาจเสียการใหญ่เพราะเรื่องเล็ก
เกราะหนัง สุดท้ายแล้วถูกชายฉกรรจ์ผมแดงที่แบกดาบผู้นั้นประมูลได้ไป
จากนั้น ก็เป็นของชิ้นรองสุดท้าย
คัมภีร์ลับกำลังภายใน
……………………………………….
บทที่ 9
ต่อจากนี้เป็นคัมภีร์ลับกำลังภายในในตำนานที่ทุกคนต่างรู้จัก แน่นอนว่าผ่านการตรวจสอบจากพวกเราแล้ว เป็นของจริงหรือของปลอมยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ถึงอย่างไรกำลังภายในจำเป็นต้องมีการฝึกฝนและตัดสินในระยะเวลาอันยาวนาน ไม่อาจมองของจริงปลอมออกได้ในเวลาอันสั้น
แต่ว่าการตรวจสอบวัสดุของคัมภีร์ตัดสินได้ว่า วัสดุผ้าที่ใช้บันทึกคัมภีร์ลับนี้มีอายุมากกว่าร้อยปีแล้ว!
พิธีกรหัวเราะเหอะๆ สองคำ เมื่อเห็นคนด้านล่างถูกตนกระตุ้นบรรยากาศแล้ว และสายตาแต่ละคู่ต่างรวมกันบนตัวตนเอง
เขาจึงค่อยดำเนินการต่อไป
คัมภีร์ลับนี้มีชื่อว่าวิชาทมิฬพิฆาต
คนแคระสองคนค่อยๆ ยกจานรองสำริดสีเหลืองออกมา ค่อยๆ ขโยกเขยกขึ้นไปบนแท่น
บนจานรองสำริดวางด้วยคัมภีร์ผ้าฝ้ายสีดำสนิทเล่มหนึ่ง
วิชาทมิฬพิฆาตนี้มีทั้งหมดสามสิบสองระดับ ตามการบันทึกข้างใน ทุกๆ ระดับที่ก้าวหน้าสามารถเสริมความแข็งแกร่งแก่ร่างกาย
คัมภีร์ลับเล่มนี้เป็นระดับหนึ่งถึงระดับห้า
หึ ที่แท้เป็นคัมภีร์เล่มที่ไม่สมบูรณ์
ด้านล่างพลันมีคนส่งเสียงดังขึ้นมา
การเดิมลมปราณภายในฝึกฝนยากอยู่แล้ว เพราะเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ทั้งยังเป็นเล่มที่ไม่สมบูรณ์ เอาออกมาผู้ใดจะกล้าฝึก เกิดว่าด้านในถูกคนแก้ไข ฝึกขึ้นมาก็รนหาที่ตายแล้ว!
มีคนเยาะเย้ยถากถาง
เช่นนั้นท่านไม่ซื้อก็ได้ มีเสียงกล่าวยิ้มเยาะเช่นกัน
ทุกท่านโปรดเงียบก่อน พิธีกรกดสองมือลง กล่าวด้วยรอยยิ้ม
วิชาทมิฬพิฆาตเล่มนี้ความจริงเป็นแขกคนหนึ่งฝากมาขายในงานประมูลของพวกเรา ความน่าเชื่อถือนั้น อันที่จริงแขกคนนั้นมอบให้พวกเราพิสูจน์ไปส่วนหนึ่งแล้ว
อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง สามระดับแรกล้วนสามารถฝึกฝนได้
เขากล่าวคำพูดนี้ ตอนแรกนึกว่าจะกระตุ้นความตื่นเต้นได้ แต่คนด้านล่างยังคงมีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
ลู่เซิ่งส่ายหน้าน้อยๆ ในใจทราบว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยสงสัยขึ้นมา
พี่เซิ่งเกิดอะไรขึ้น การตอบสนองนี้ไม่ถูกต้องกระมัง
ไม่ใช่ไม่ถูกต้อง นี่ปกติยิ่ง ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ
เวลาที่ฝึกฝนของคัมภีร์กำลังภายใน เอะอะก็ใช้จำนวนปีเป็นหน่วยวัด มันยาวนานเกินไปจริงๆ ไม่ว่าจะมีคนแสดงให้ดูหรือไม่ ล้วนไม่มีใครกล้าเดิมพันกับความเป็นไปได้ที่จะล้มเหลว
ยิ่งไปกว่านั้นข้าเคยได้ยินลุงจ้าวพูดว่า กำลังภายในไม่ใช่ร้ายกาจเหมือนคำเล่าลือ นอกเสียจากฝึกฝนถึงระดับสุดยอดแล้ว อานุภาพกำลังภายใน บางครั้งไม่สู้การโจมตีของยอดฝีมือกำลังภายนอกอย่างสุดกำลังในครั้งเดียว
นี่เป็นเพราะเหตุใด
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยสงสัยกว่าเดิม
เรื่องนี้นายน้อยอาจยังไม่ทราบ หัวหน้าคณะคุ้มกันคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังพวกเขามาโดยตลอด ตอนนี้เอ่ยปากแล้ว
คนผู้นี้ชื่อเฉินอู่เต๋อ เป็นหนึ่งในหัวหน้าคณะคุ้มกันสองนายที่แข็งแกร่งที่สุดของสกุลเจิ้ง งานชุมนุมดำรอบนี้เพราะมีสำคัญมาก ดังนั้นจึงส่งเขามาคอยควบคุมความปลอดภัย
เขาก็เหมือนกับลุงจ้าว เป็นจอมยุทธ์กำลังภายนอก ที่ติดอันดับของเมือง
เฉินอู่เต๋อมองลู่เซิ่ง กล่าวต่อ
กำลังภายนอกและกำลังภายใน ความจริงล้วนฝึกพละกำลังเหมือนกัน
กำลังภายนอก ฝึกการตั้งรับและการโจมตีโดยใช้กล้ามเนื้อและกำลังภายนอก กระตุ้นร่างกายให้มีพละกำลังเพิ่มขึ้น แบบนี้ย่อมทำร้ายร่างกาย แต่จะเพิ่มพละกำลังให้เร็วสุดขีด
กำลังภายในจะปรับเสริมความแข็งแกร่งแก่อวัยวะภายใน หล่อเลี้ยงเลือดลม ความเร็วเช่นนี้ช้ามาก เพิ่มพลังก็ช้า แต่ไม่ทำร้ายร่างกาย ทั้งยังยืดอายุขัย
การแบ่งกำลังภายใน กำลังภายนอก เป็นความต่างกันดังนี้
ซึ่งความจริงยอดฝีมือระดับสุดยอดฝ่ายกำลังภายนอก ไม่ต่างจากฝ่ายกำลังภายใน
สิ่งที่ร้ายกาจจริงๆ คือฝึกทั้งกำลังภายในและกำลังภายนอก…
อย่างนี้นี่เอง… เจิ้งเสี่ยนกุ้ยเข้าใจกระจ่าง
ลู่เซิ่งพยักหน้า
ข้าเคยได้ยินลุงจ้าวพูดแบบนี้เช่นกัน
เช่นนั้นเหตุใดทุคนจึงยังต้องการกำลังภายในขนาดนี้ ถึงอย่างไรพลังก็เพิ่มขึ้นไม่มาก เจิ้งเสี่ยนกุ้ยสงสัยขึ้นมา
เพื่อยืดอายุขัย…ยอดฝีมือกำลังภายนอกแข็งแกร่งนั้นแข็งแกร่ง แต่พออายุสามสิบก็จะเริ่มทรุดโทรมแล้ว หากเกิดว่ามีกำลังภายใน สภาพสูงสุดยืดอายุได้ถึงห้าหกสิบปี ไม่อาจเทียบกันได้โดยสิ้นเชิง เฉินอู่เต๋อรำพึง
ลู่เซิ่งเวลานี้ความสนใจเพ่งอยู่ที่คัมภีร์ลับบนแท่น ที่เริ่มประมูลแข่งราคากันแล้ว
พิธีกรชี้ไปที่คัมภีร์ลับผ้าดำในจานรอง
ตอนนี้เริ่มแข่งราคา ราคาเริ่มประมูลหนึ่งร้อยตำลึง!
หนึ่งร้อยสามสิบตำลึง
หนึ่งร้อยห้าสิบ!
สองร้อย!
สามร้อย!
สามร้อยสามสิบตำลึง!
ราคาประมูลสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในนี้ถึงขั้นที่ มีคนที่ก่อนหน้านี้พูดจาถากถาง เริ่มเสนอราคาอยู่ด้วยเช่นกัน
เห็นได้ว่าทุกคนแม้ไม่ได้เชื่อถือคัมภีร์ลับ แต่ยังคงค่อนข้างเชื่อมั่นในระดับการตรวจสอบและชื่อเสียงของงานชุมนุมดำ
มีคนจงใจปั่นราคา
เจ้าอ้วนโอดเสียงเบา
ลู่เซิ่งหยีตาจ้องบนแท่น
ห้าร้อยตำลึง!
เขายกมือขึ้น ประมูลเสียงดัง
พริบตาเดียวราคาเพิ่มหนึ่งร้อยตำลึง รอบๆ ตัวค่อยๆ เงียบลง
ในยุคสมัยนี้ มูลค่าของเงินห้าร้อยตำลึงเทียบได้กับห้าแสนหยวน
เพื่อคัมภีร์ลับที่ยังไม่ทราบว่าจริงปลอม มีความผิดพลาดหรือไม่เล่มหนึ่ง
ห้าร้อยห้าสิบตำลึง
เสียงหนึ่งดังขึ้นมาอีก
ลู่เซิ่งมองไป เป็นบุรุษผิวเหลืองขอบตาตกคนหนึ่ง
ใบหน้าที่สวมหน้ากากสีดำของเขาดูแห้งตอบ เหมือนไม่มีผิวเนื้ออันใด ตาสองคู่เป็นประกายตาดุร้ายอยู่บ้าง มองดูไม่เป็นมิตร
ลู่เซิ่งคาดเดาถึงสถานการณ์แบบนี้มาก่อนแล้ว ของอย่างคัมภีร์ลับกำลังภายในไหนเลยจะไม่มีคนมาแย่งชิง
เขาไม่สนใจ ยกมือต่อ
หกร้อยตำลึง
เจ็ดร้อยตำลึง
เป็นบุรุษคนนั้นอีกครั้ง ลู่เซิ่งเพิ่งเสนอราคาไป เขาก็เสนอราคาตามมาติดๆ ทันที
แปดร้อยตำลึง! ลู่เซิ่งกล่าวอย่างสงบนิ่ง เงินที่ลู่เฉวียนอันผู้เป็นบิดามอบให้เขาหนึ่งเดือนสองพันตำลึงต่อให้ใช้หมดสิ้น เขาก็ต้องประมูลคัมภีร์ลับเล่มนี้มาให้ได้
ถึงอย่างไรเขาก็มีเครื่องมือปรับเปลี่ยน ขอแค่มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่ระดับเบื้องต้นเพียงน้อยนิด เขาสามารถหาชื่อวรยุทธ์บนเครื่องมือปรับเปลี่ยน แล้วปรับเปลี่ยนถึงขีดจำกัดโดยตรงได้
เก้าร้อยตำลึง!
สายตาดุร้ายของคนผู้นั้นมองมายังลู่เซิ่ง
หนึ่งพันตำลึง ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างเฉื่อยชา
…หนึ่งพันหนึ่งร้อยตำลึง! อีกฝ่ายส่งเสียงฝืนๆ บ้างแล้ว สหาย ข้าเป็นคนจากตระกูลจางหยกขาว ไว้หน้าด้วย
ตระกูลจางหยกขาวหรือ
ลู่เซิ่งเริ่มมีสีหน้าหวั่นไหวแล้ว
ตระกูลจางไม่ใช่คนในเมืองเก้าประสาน แต่เป็นตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองม่วงโชติที่อยู่ใกล้ๆ เป็นตระกูลของจางซงข้าหลวงเมืองม่วงโชติ
ตระกูลจางหยกขาว ถึงกับมาหาของที่เมืองเก้าประสานของข้า… เจิ้งเสี่ยนกุ้ยแสดงสีหน้าแตกตื่นอยู่ด้านข้าง
ตระกูลเจิ้งของเขารับผิดชอบงานชุมนุมดำ เพียงรับผิดชอบเฉพาะการประมูลขายของ ส่วนแขกมาจากไหนนั้นไม่เคยสนใจ
หนึ่งพันสองร้อยตำลึง!
ลู่เซิ่งชูมือขึ้นอีก
ในดวงตาของคนตระกูลจางพลันปรากฏแววโกรธขึ้งขึ้นมา บริเวณเมืองเก้าประสานและเมืองม่วงโชติ เขาไม่เคยเห็นคนที่ไม่ไว้หน้าตระกูลจางขนาดนี้
ตระกูลจางไม่ใช่มีแค่ข้าหลวงจางซงคนเดียว คนที่เป็นความภาคภูมิใจของพวกเขายังมีอีกคน เป็นจางซงซียอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งเมืองม่วงโชติ
ล้วนมีอำนาจทั้งดำทั้งขาว นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขามีอิทธิพลอยู่ด้านนอก
ไม่ต้องสนใจเขา การงประมูลในงานชุมนุมดำ คนที่เสนอราคาสูงเป็นผู้ชนะ ต่อให้เป็นตระกูลจางก็ไม่กล้าแหกกฎง่ายๆ ไม่อย่างนั้นการค้าขายหยกศิลาของพวกเขา จะยังมีผู้ใดกล้าร่วมมือกับพวกเขา
เจิ้งเสี่ยนกุ้ยสมน้ำหน้า
คนของตระกูลจางผู้นี้ชื่อจางจวิ้นตง เป็นคนที่ครั้งนี้มาเมืองเก้าประสานเพื่อรวบรวมคัมภีร์ลับกำลังภายในที่อาจโผล่มา
คัมภีร์ลับกำลังภายในทั้งหมดในตลาด ความจริงพวกเขาล้วนมีคนจับตาดูอยู่แล้ว ก่อนที่จะนำออกมาประมูลขาย ก็จะถูกพวกเขาชิงซื้อตัดหน้าไปก่อน
แต่ในเมืองเก้าประสาน มีคัมภีร์เล่มนี้ที่เป็นเป็นปลาหลุดรอดแห เป็นแขกที่มาอย่างกะทันหัน ฝากมาขายในงานชุมนุมดำ ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบขั้นตอนปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชิงซื้อตัดหน้า
หนึ่งพันสามร้อยตำลึง! จางจวิ้นตงกัดฟันยกมือ
หนึ่งพันสี่ร้อย! ลู่เซิ่งไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย
ยามนี้รอบๆ สถานชุมนุม มีแค่พวกเขาสองคนแข่งกัน คนอื่นๆ ล้วนไม่คิดสอดมือ
หนึ่งพันห้าร้อยตำลึง! จางจวิ้นตงมองลู่เซิ่งเขม็ง สหายออกประตูไปด้านนอกมีเพื่อนเพิ่มมีเส้นทางเพิ่ม วันนี้ท่านปล่อยคัมภีร์ลับเล่มนี้ให้ข้า ตระกูลจางของข้าจะจดจำน้ำใจของท่านไว้
ลู่เซิ่งยังคงมีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
หนึ่งพันหกร้อยตำลึง
เขายกมือเสนอราคาอีกครั้ง
จางจวิ้นตงเกิดเพลิงโทสะขึ้นโดยสิ้นเชิงแล้ว เขาเดิมทีมาเพื่อคัมภีร์วิชาทมิฬพิฆาตนี้ คิดว่าเงินหนึ่งพันตำลึงก็เอามาได้แล้ว เงินที่เหลือยังสามารถยัดเข้ากระเป๋าตัวเองได้ คิดไม่ถึงกลางทางกลับมีคนประหลาดไม่กลัวตายออกมา แข่งราคากับตนจนถึงตอนนี้อย่างไม่เกรงใจ
หนึ่งพันเจ็ดร้อยห้าสิบตำลึง! เขาพลันลุกขึ้น ทุ่มเงินทั้งหมดของตัวเองลงไป
หนึ่งพันแปดร้อย!
ลู่เซิ่งยังคงมีใบหน้าไร้อารมณ์
จางจวิ้นตงหันหน้ามามองลู่เซิ่งอย่างดุดัน
ประเสริฐ! ประเสริฐนัก!
เขาไม่พูดมากอีก พิจารณาลู่เซิ่งอย่างละเอียดตั้งแต่บนถึงล่างอย่างดุดันรอบหนึ่ง เหมือนต้องการจดจำเขาไว้
ฟุ่บ จางจวิ้นตงผุดลุกขึ้น จากไปอย่างเดือดดาล
ยินดีกับท่านด้วย พิธีกรยิ้มหน้าบานบนแท่น คัมภีร์ลับกำลังภายในเล่มหนึ่งในสถานการณ์ที่ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นของจริงหรือของปลอมและอาจมีความผิดพลาด ถึงกับขายได้ราคาสูงขนาดนี้ ส่วนแบ่งของเขาจากการประมูลนี้อย่างน้อยก็เพิ่มเป็นเท่าตัวเทียบกับการประมูลปกติ
ได้คัมภีร์ลับมาแล้วพร้อมกับจ่ายตั๋วเงิน
ลู่เซิ่งไม่สนใจมองสินค้าประมูลชิ้นสุดท้าย บอกกับเจิ้งเสี่ยนกุ้ยแล้วปลีกตัวไปก่อน
ของได้มาแล้ว บนตัวเขาก็ไม่มีเงินเหลือแล้วเช่นกัน
เฉินอู่เต๋อติดตามเขาตลอด ยังนำผู้คุ้มกันอีกสองนายมาคอยคุ้มกัน เกรงว่าเขาจะเกิดเรื่อง
กลับทางเดิม ออกมาจากถ้ำ ลู่เซิ่งมองสีท้องฟ้าด้านนอก เป็นเวลากลางคืนแล้ว
รถม้าตระกูลเจิ้งรอเขาอยู่ด้านนอก
เฉินอู่เต๋อไม่สะดวกออกไปจากงาน จึงให้เหล่าผู้คุ้มกันเป็นเพื่อนลู่เซิ่งจากไป เขากลับไปเฝ้าเจิ้งเสี่ยนกุ้ยนายน้อยต่อ
พาผู้คุ้มกันสามคนไปด้วย ลู่เซิ่งเดินออกจากห้องศิลา คิดจะไปขึ้นรถ
ฟิ้ว
พลันแว่วเสียงลมกระโชกมาจากรอบๆ หมู่บ้าน
คนคุ้มกันสายตาระวังขึ้นมา มองดูรอบๆ แต่ไม่พบปัญหา
ฟึ่บ!
มีเสียงเสียดสีดังขึ้นเบาๆ เงาดำสายหนึ่งพลันอ้อมผ่านคนคุ้มกัน
ทะลวงตรงดิ่งฝ่าวงล้อมของคนหลายคน พุ่งเข้าหาลู่เซิ่งที่อยู่ด้านในสุด
เงาดำนั้นรวดเร็วมาก คนคุ้มกันหลายนายตอบสนองไม่ทันการ รูปขบวนคุ้มกันถูกเจาะทะลวง
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
เสียงสดใสสามเสียงดังขึ้น มีดสั้นในมือเงาดำนั้นฟันใส่มือคนคุ้มกันสามนายด้วยความเร็วสูงสุด
ทั้งสามคนครางหนักๆ กุมข้อมือตนเอง ถอยหลังอย่างรวดเร็ว
พวกเขาก็เป็นแค่คนคุ้มกันที่ตระกูลเจิ้งจ่ายเงินจ้างมา ไม่ใช่ทหารเดนตาย ย่อมไม่คิดเสี่ยงตายเพื่อตระกูลเจิ้ง
เห็นเงาดำนั้นมีสภาวะที่ไม่อาจต้านทานได้ จึงถือโอกาสหลบ ถึงอย่างไรข้อมือก็ได้รับบาดเจ็บ นับว่ามีคำว่ากล่าวแล้ว
พอทั้งสามคนคิดแบบนี้ รูปขบวนคุ้มกันก็พลันสลายไป เผยให้เห็นลู่เซิ่งที่อยู่ด้านในออกมาโดยสิ้นเชิง
ไปตายซะ!
เสียงทุ้มแหบเสียงหนึ่งพลันดังออกมาจากปากเงาดำนั้น
มันยกมีดสั้นขึ้น ฟันใส่ทรวงอกลู่เซิ่งอย่างรุนแรง
แม้ว่าจะฟันคนสามคนติดต่อกันแล้ว พละกำลังและความเร็วของมันลดลงไปไม่น้อย แต่รับมือคุณชายบ้านรวยธรรมดา สำหรับมันแล้วยังเป็นเรื่องผ่อนคลายยิ่ง
ต่อให้อีกฝ่ายเป็นคนฝึกวรยุทธ์ มันก็ไม่แยแส ในเมืองเก้าประสานนอกจากคนไม่กี่คน ที่เหลือล้วนไม่ใช่ใช่คู่มือของมัน
จางจวิ้นตงก่อนลงมือได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว อีกฝ่ายไม่ใช่ข้อยกเว้นไม่กี่คนนั้น
ถูกแย่งชิงในงานประมูล มันแม้เป็นคนตระกูลจาง แต่ขณะเดียวกันยังมีสถานะอีกอย่างด้วย
นั่นก็คือเป็นหนึ่งในโจรร้ายที่มีชื่อเสียงฉ่าวโฉ่นอกเมืองม่วงโชติ
ในเมื่อล้มเหลวในการประมูลซื้อคัมภีร์ลับ เช่นนั้นก็ต้องแย่งชิงเอา อย่างไรมันก็ไม่ใช่ทำเรื่องนี้เป็นครั้งแรก งานชุมนุมดำไม่มีคนมอบความคุ้มครองอันปลอดภัยให้ผู้ประมูล
หลังจากฆ่าคนแย่งของมาได้ มันยังประหยัดเงินได้มากกว่าพันตำลึงให้ตัวเองได้ใช้เปล่าๆ ไหนเลยจะไม่ยินดีกระทำ
……………………………………….
บทที่ 10
มีดสั้นพุ่งเข้าใกล้ทรวงอกของลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว คมมีดกรีดฟันอาภรณ์ตรงหน้าอกของเขาขาดไป
ใบหน้าที่สวมหน้ากากของลู่เซิ่งจ้องมองเขาโดยไม่กระพริบ เหมือนกับตะลึงงันไปแล้ว
จางจวิ้นตงยกมุมปากเป็นรอยยิ้มที่ดุดันสายหนึ่ง
อย่าโทษข้า ต้องโทษเจ้า ที่ล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกิน!
ปลายมีดกรีดอาภรณ์ลู่เซิ่งออกด้วยความเร็วสูง เกิดริ้วรอยสายหนึ่งบนผิวหนังเขา
ฟุ่บ!
ในตอนนี้เอง ลู่เซิ่งพลันเอนหลัง ชักอสรพิษดำตัวหนึ่งออกมาจากเอวด้านหลัง ถึงกับเป็นดาบด้ามยาวเล่มหนึ่ง
ดาบด้ามยาวกวาดออกจากด้านหลังของเขาอย่างรุนแรง คมดาบฟันใส่มีดสั้นในมือของจางจวิ้นตงอย่างดุร้าย ความเร็วของดาบไม่ใช่กระบวนท่ามีดสั้นของจางจวิ้นตง ซึ่งเป็นเกาทัณฑ์แรงปลายจะเปรียบเทียบได้
ฟันถูกมีดสั้น กระเด็นออกไป
ลู่เซิ่งพลิกคมดาบ ใช้ท่าพยัคฆ์สังหาร ฟันใส่ศีรษะจางจวิ้นตงทันที
ฟ้าว!
เสียงแหวกอากาศที่แทรกเสียงเสือคำรามดังเข้าใกล้อย่างรวดเร็ว จางจวิ้นตงม่านตาหดตัว
ขนทั่วร่างเขาลุกตั้ง ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ออกว่า คุณชายบ้านรวยที่มีคนคุ้มกันสามคนคอยคุ้มครองผู้นี้ ถึงกับระเบิดความสามารถที่น่ากลัวขนาดนี้ออกมาได้ในพริบตา
ปฏิกิริยาเช่นนี้ ความเร็วเช่นนี้!
แย่แล้ว!
เขาไม่ทันได้ขบคิด รีบตีลังกาไปด้านหลัง สองขาสะกิดพื้นติดต่อกันเจ็ดแปดก้าว หมุนตัวได้ หลบหนีทันที
สวบ!
คมดาบของดาบด้ามยาวเล่มหนึ่งทะลุออกมาจากอกของเขา
เลือดค่อยๆ ไหลออกมาตามบาดแผล
สวบ!
ลู่เซิ่งเดินเข้าไป ยื่นมือชักดาบด้ามยาวออกจากร่างเขา เช็ดตัวดาบบนศพ
ไปเถอะ ส่งข้ากลับไป
เขาเดินไปขึ้นรถม้าอย่างสงบ ปลดม่านรถลง เหลือคนคุ้มกันสามคนและยามเฝ้าประตูสองคนที่อยู่รอบๆ
คนห้าคนบวกกับสารถีอีกคนหนึ่งมองศพบนพื้น ไม่มีผู้ใดพูดจา
โดยเฉพาะคนคุ้มกันสามคนยามนี้มีสีหน้าซีดขาว ทั้งสามคนขึ้นรถม้าอย่างเงียบงัน ไม่พูดจาเลยสักคำ
ฮ่าห์!
สารถีสะบัดแส้ม้า รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัว
ภายในรถม้า ได้ยินแค่เสียงล้อหมุน
คนคุ้มกันสามคนนั่งอยู่ตรงข้ามกับลู่เซิ่งได้สักพัก ก็ทนรับความเงียบงันไม่ได้ ต่างก็ประสานมือลงจากรถ ไปเดินอยู่ข้างตัวรถแทน
ภายในรถม้าจึงเหลือเพียงลู่เซิ่งแค่คนเดียว
เขานั่งอยู่บนเบาะกลมทำด้วยผ้าใบหนึ่ง ใบหน้าไร้อารมรณ์ สองตาปิดเล็กน้อย คล้ายกำลังงีบหลับ
แต่มีแค่เขาเท่านั้นที่รู้ว่า ตอนนี้ความความพลุ่งพล่านในใจของเขารุนแรงขนาดไหน
ฆ่าคนแล้ว…
เขาฆ่าคนแล้ว..
ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือว่าชาตินี้ เขาแม้แต่ทำร้ายคนอื่นก็ยังไม่เคยกระทำ
อย่าว่าแต่ฆ่าคนเลย
แต่ว่าพริบตาก่อนหน้านี้ เขาตอบโต้ตามสัญชาตญาณโดยสิ้นเชิง เห็นอีกฝ่ายจะหนี เขาก็ยกดาบด้ามยาวซัดไปด้านหน้าอย่างแน่วแน่
ความทรงจำอันเหี้ยมหาญของกล้ามเนื้อหลังถูกปรับเปลี่ยน ใช้วิชาหัตถ์ของท่าบารมีพยัคฆ์กระบวนท่าที่สองซัดมีดด้ามยาวออกไป
กลับถูกกลางหลังอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
หลังจากนั้น เขาก็ตายแล้ว
ฉากแต่ละฉากเมื่อสักครู่ เล่นย้อนอยู่ในจิตใจของลู่เซิ่งอย่างต่อเนื่อง คนผู้นั้นต้องการให้เขาตายจริงๆ ไม่ใช่ล้อเล่น
เขาได้รับการกระตุ้น การตอบสนองโดยสัญชาตญาณคือต้องกำจัดการคุกคามทิ้งโดยสิ้นเชิง
ผลลัพธ์ถูกแก้ไขโดยสิ้นเชิงแล้วจริงๆ
แต่ว่าความสามารถบนร่างของเขาถูกเปิดเผยแล้ว
และยังฆ่าคนด้วย
‘ดีที่วิชาดาบพยัคฆ์ดำแสดงคุณลักษณะพิเศษชัดเจน ค่อยๆ ตรวจสอบก็จะทราบว่า ที่มาเป็นลุงจ้าว นี่ไม่มีอะไร เพียงแต่ภายหลังต้องระวังแล้ว…’
รถม้าค่อยๆ ขับเคลื่อน ออกจากหมู่บ้านไปได้ประมาณเจ็ดแปดนาที
ติ้งๆๆ..
ติ้งๆๆ..
ไม่ทราบเป็นเวลาใด ด้านนอกที่มืดสนิท ค่อยๆ แว่วเสียงกระดิ่งกระจ่างใสมาจากทางด้านหลัง
สารถีรถม้ามองไปด้านหลัง กลับเห็นรถม้าสีขาวคันหนึ่งกำลังไล่กวดตามมาจากทางด้านหลังด้วยความเร็วสูง อย่างน่าประหลาด
ดูท่าทางพวกเขาก็จะไปเมืองเก้าประสานจากเส้นทางนี้เช่นกัน
คนคุ้มกันทั้งสามคนก็เห็นรถม้าสีขาวด้านหลังแล้วเช่นกัน
ม้าใหญ่สีขาวปลอดสองตัว รถม้าก็สีขาววิจิตรสลักลวดลายสีเงินไปทั่ว รอบๆ รถม้าพัดกลิ่นหอมจางๆ มาเลือนราง
ทั้งสามคนสบตากัน ต่างค่อยๆ กดมือลงบนดาบข้างเอว ก่อนหน้านี้ไม่ได้คุ้มครองแขกผู้ทรงเกียรติดีพอ เกือบเกิดเรื่อง ตอนนี้ถ้าเกิดปัญหาขึ้นอีก ตระกูลเจิ้งไม่มีทางละเว้นพวกเขา
ข้อมือของพวกเขาก่อนหน้านี้ได้รับบาดเจ็บไม่มาก หลังทายารักษาแล้ว ยังใช้ความสามารถเจ็ดแปดส่วนได้
ทั้งสามคนล้วนเป็นทหารเก่าที่เคยเข้าร่วมกองทัพ ทั้งสามคนร่วมมือเป็นขบวนขนาดเล็ก ชายฉกรรจ์ธรรมดาเจ็ดแปดคนไม่ใช่คู่มือของพวกเขา
รถม้าสีขาวไม่นับว่าหายาก ต่อให้หรูหราไปหน่อยก็ไม่เป็นอันใด
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนตึงเครียดผิดธรรมดาก็คือ รถม้าที่มาทีหลังนี้ถึงกับไม่จุดโคมม้า!
ในป่าร้างนอกเมือง อากาศคืนนี้ยังอึมครึมไร้แสงจันทร์ ไม่จุดโคม ถนนมืดสนิทไม่อาจขับไปด้านหน้าได้
รถม้านี้ถึงกับยังเร็วยิ่ง ยังเร็วกว่าพวกเขาที่จุดโคมอีก!
น่าประหลาด
หนึ่งในสามคนกล่าวเสียงต่ำ
ลู่เซิ่งยามนี้เลิกม่านขึ้น มองไปด้านหลัง เห็นรถม้าสีขาวที่ควบขับอยู่
สารถีบนรถม้าเป็นบุรุษ บุรุษที่หน้าตาอ่อนโยนองอาจ
เป็นคนที่ก่อนหน้าเห็นในงานชุมนุมดำ บุรุษใบหน้าอ่อนโยนที่อยู่ข้างสตรีผู้นั้น
รถม้าสีขาวไม่หยุดชะงักแม้แต่น้อย ไม่ทันไรก็ค่อยๆ แซงไปจากทางด้านข้างรถม้าของลู่เซิ่ง
อาจิ่ว หยุดก่อนเถอะ
มีเสียงสตรีที่ไพเราะละมุนเสียงหนึ่งดังมาจากข้างในรถม้าสีขาว
รถม้าสีขาวพลันผ่อนความเร็วลง เคลื่อนขนาบพวกลู่เซิ่ง
ม่านรถเปิดออกช้าๆ คิ้วขมวดน้อยๆ บนใบหน้าที่งามพริ้ง โผล่ออกมา ภายใต้การส่องแสงจากโคมม้า
เป็นสตรีก่อนหน้านี้ผู้นั้น ตวนมู่หว่าน
ลู่เซิ่งสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน มองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง
ถนนยามวิกาลมืดสนิท คุณชายท่านนี้ ขออาศัยโคมม้าของพวกท่านส่องทางได้หรือไม่ จะได้ช่วยเหลือกันด้วย
ตวนมู่หว่านมองลู่เซิ่ง กล่าวยิ้มๆ กับเขา
…ตามใจแม่นางตวนมู่หว่าน
ลู่เซิ่งตอบอย่างไม่เค็มไม่จืด คิดจะปล่อยม่านรถลง
คุณชาย ข้าน้อยยังมีคำขอไร้เหตุผลอีกข้อ
ตวนมู่หว่านนั่นไม่รอให้เขากลับเข้าไปในตัวรถ ก็เอ่ยปากอีกครั้ง
ข้าทำกาชาหกในรถม้าคันนี้ เบาะนั่งเปียกชุ่มไปหมด ข้าขอ…
ลู่เซิ่งหยีตา ในใจบังเกิดความระวัง
ตวนมู่หว่านผู้นี้โผล่มาอย่างประหลาด นางบอกว่าในรถเปียกหมดแล้ว แต่จริงหรือไม่ผู้ใดทราบได้
แต่อีกฝ่ายไล่ตามมาในความมืด เหมือนยังมีเจตนาจะพูดคุยด้วย ต่อให้เขาปฏิเสธ ตวนมู่หว่านไม่แน่ว่าจะปล่อยเขาไป
ถ้าแม่นางไม่ถือสาว่ารถม้าของข้าหยาบกระด้าง ขอเชิญขึ้นมาพักผ่อนสักครู่ เขาตอนนี้สำเร็จวิชาดาบพยัคฆ์ดำ ลงมือสองครั้งติดกัน ผลการลงมือล้วนไม่ธรรมดา ในใจค่อยๆ บังเกิดความเชื่อมั่น
ยอดฝีมือทั่วไป ต่อให้เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองเก้าประสานเหมือนอย่างลุงจ้าว สู้กันหนึ่งต่อหนึ่ง เขาก็มีความมั่นใจว่าจะตัดสินผลแพ้ชนะกับอีกฝ่ายได้
ถึงแม้ในด้านประสบการณ์การต่อสู้ของเขาจะมีไม่มาก แต่ว่าระดับสี่ของวิชาฝึกจิตในดาบพยัคฆ์ดำคล้ายทำให้เขามีพลังระเบิดอันเหี้ยมหาญยิ่งกว่าลุงจ้าว
ในเวลาอันสั้น ระหว่างพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ เขากับลุงจ้าวยังไม่กล้ากล่าวว่าผู้ใดจะชนะผู้ใดจะแพ้
ดังนั้นต่อให้ตวนมู่หว่านครอบครองทักษะล้ำเลิศ เขาก็มีพลังป้องกันตัว
เช่นนั้นขอบคุณคุณชายมากแล้ว
ลู่เซิ่งบอกให้คนขับรถม้าหยุดรถ ภายใต้แสงไฟของโคมม้าที่ส่ายไหว
รถม้าสีขาวค่อยๆ หยุดลงเช่นกัน
ประตูรถเปิดออก ตวนมู่หว่านยังคงใส่ชุดกระโปรงเข้ารูปสีดำเหมือนก่อนหน้า ค่อยๆ ก้าวลงมา
นางเงยหน้ายิ้มให้ลู่เซิ่งที่เปิดประตูรถให้ ใบหน้าที่งดงามขาวผ่อง มุมปากน้อยๆ ที่แดงเหมือนกับอิงเถา(เชอร์รี่) ยังมีลิ้นสีชมพูดที่ค่อยๆ ยื่นหดเข้าออกจากมุมปาก เห็นดังนั้นทำให้คนคุ้มกันและสารถีที่อยู่รอบๆ อดจิตใจสั่นไหวไม่ได้
นางเหยียบขึ้นรถจากด้านข้างลำตัวของลู่เซิ่งอย่างเชื่องช้า
ขายาวสีขาวเรียวเล็กกลมกลึง พริบตาที่ก้าวขึ้นรถม้า กระโปรงดำที่ปิดบังได้แต่ส่วนสะโพกอ้าออกเล็กน้อย
ภาพใต้กระโปรงโผล่ออกมาแวบเดียว บังเอิญลู่เซิ่งมองเห็นเล็กน้อย แต่มองไม่ชัด
อ๊ะ
อยู่ๆ ร่างของตวนมู่หว่านพลันเอียง เท้าลื่นลง คนร่วงลงมาหาลู่เซิ่ง
ระวัง
ลู่เซิ่งรีบยื่นมือไปประคอง
ในใจกลับระวังระไวกว่าเดิม มารยาเช่นนี้ ความบังเอิญเช่นนี้ เขาหัวเราะเสียงเย็นในใจ ละครรักแต่ละเรื่องบนโลกถูกใช้มานับครั้งไม่ถ้วน
เขาระวังตวนมู่หว่าน แต่ก็ไม่จงใจเผยออกมา
เพียงแต่คิดรับมืออีกฝ่ายให้สอดคล้องกับหลักตรรกะตามปกติ
ตวนมู่หว่านล้มลงในอ้อมแขนของเขาอย่างอ่อนแอ
ไม่ทันระวังทรวงอกมหึมาเสียดสีกับแขนของลู่เซิ่ง
ตวนมู่หว่านพลันหน้าแดงก้มหัวลง ยืนตรงเหมือนถูกกระแสไฟฟ้า
ลู่เซิ่งหวั่นไหวเช่นกัน ออกแรงจับตัวนางไว้
ขอบคุณคุณชาย… ตวนมู่หว่านกล่าวอย่างอ่อนแอ
ไม่ต้องเกรงใจ เชิญนั่ง
ลู่เซิ่งประคองนางไปนั่งด้านข้างตัวรถ
รถม้าใหญ่ยิ่ง มีที่นั่งสี่ที่สองแถว วางอยู่ตรงกันข้ามกัน
ลู่เซิ่งกับตวนมู่หว่านนั่งหันหน้าเข้าหากัน
รถม้าเริ่มค่อยๆ เคลื่อนตัวอีกครั้ง
ตวนมู่หว่านนั่งหน้าแดง สองขาวางเอียง ปิดไว้มิดชิด ไม่มีช่องว่าง
เพียงแต่จากมุมมองของลู่เซิ่งที่อยู่ตรงข้าม สามารถเห็นเงาสีดำเล็กน้อยระหว่างกระโปรงและขาอ่อนของนาง ถ้าหากลู่เซิ่งต้องการ สามารถแอบมองใต้กระโปรงตามเงาดำได้
ถึงอย่างไรในตัวรถก็ไม่มีคนอื่น มีแค่พวกเขาสองคน อีกทั้งตวนมู่หว่านขณะนี้ยังก้มหน้าเพราะเขินอาย มองไม่เห็นเขา
ตึง
ทันใดนั้นรถม้าคล้ายทับใส่สิ่งใด กระดอนขึ้นเล็กน้อย
สองขาของตวนมู่หว่าน สั่นอ้าออกเป็นช่องว่างน้อยๆ
ครั้งนี้ภาพใต้กระโปรงของนางเปิดเป็นช่องเล็กๆ ลู่เซิ่งใช้หางตาของเขากวาดมอง เห็นเป็นผ้าสีขาวผืนหนึ่ง
คุณชายไปเมืองเก้าประสานหรือ
ตวนมู่หว่านคล้ายไม่สังเกตเห็นว่าตนเผยจุดซ่อนเร้นแล้ว ถามเสียงค่อย
ใช่แล้ว แม่นางก็ไปเมืองเก้าประสานเช่นกันหรือ
ลู่เซิ่งถามเหมือนไม่คิดอะไร
อืม ไม่ปิดบังคุณชาย หว่านเอ๋อร์ตอนนี้พักที่โรงเตี๊ยมหมื่นโชคในเมือง ได้ยินว่าที่นี่มีงานชุมนุมดำ จึงพาคนคุ้มครองมาเปิดหูเปิดตา กลับคิดไม่ถึงว่าทุกคนล้วนสวมหน้ากาก น่าเบื่ออยู่บ้าง
ตวนมู่หว่านกล่าวอย่างค่อนข้างไม่พอใจ
แม่นางหว่านเอ๋อร์กับคนคุ้มครองประจำตัวสามารถเดินทางมาไกลขนาดนี้ได้ตามลำพัง เป็นยอดฝีมือที่กล้าหาญ
ลู่เซิ่งเอ่ยเรียบๆ
ยอดฝีมืออันใด เพียงแต่ระหว่างทางถูกคณะพ่อค้ากลุ่มหนึ่งช่วยไว้ จึงค่อยมาถึงเมืองเก้าประสาน ไม่อย่างนั้นระหว่างทางหว่านเอ๋อร์กับคนคุ้มครองไม่แน่ว่าจะหิวโหยและแข็งตายอยู่ที่ไหนสักมุมหนึ่ง
หว่านเอ๋อร์อธิบาย
จะว่าไป คุณชายที่ช่วยหว่านเอ๋อร์ผู้นั้นก็มีทักษะวรยุทธ์แข็งแกร่งอย่างท่านเช่นกัน
ตวนมู่หว่านยิ้มบาง
จริงหรือ
ลู่เซิ่งพอได้ยิน ก็ทราบแล้วว่าอีกฝ่ายเห็นเหตุการณ์ที่่ตนลงมือก่อนหน้านี้แล้ว
หว่านเอ๋อร์คล้ายเห็นคุณชายต้องการคัมภีร์ลับกำลังภายใน ในงานชุมนุมดำเป็นอย่างยิ่ง ตวนมู่หว่านเอ่ยอีกครั้ง
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น