1-5
บทที่ 1
ลมเย็นยะเยือกดุจคมมีด หิมะโปรยปราย
ลู่เซิ่งลืมตาขึ้น เห็นตัวเองนั่งอยู่บนรถม้าสีเทาเหลืองคันหนึ่ง รถสั่นไหวอยู่เล็กน้อย มีเสียงพูดเบาๆ ของเด็กสาวอยู่ด้านข้างของเขา
แต่ด้านนอกตัวรถกลับเป็นเสียงคนดังจอแจ
มีเสียงเร่ขายของ เสียงตะโกน เสียงโวยวาย กระทั่งยังมีเสียงหัวเราะของเด็กๆ
ลู่เซิ่งสูดหายใจเข้าลึกๆ
เขารู้ว่าเขากลับไปไม่ได้แล้ว จากมือเก๋าที่ทำงานรอวันตายในรัฐวิสาหกิจ หลังจากดื่มเหล้าจนเมาก็ตื่นขึ้นมาบนโลกใบนี้ จนถึงตอนนี้ผ่านไปห้าวันแล้ว
เขาสูดจมูก ในอากาศมีกลิ่นของสุรา ขนมเปี๊ยะ และขนมทอดน้ำมันอยู่
อา สุราดอกกุ้ยขาวของหอดอกกุ้ยยิ่งหอมขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
เสี่ยวเฉี่ยวหญิงรับใช้ประจำตัวในรถเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเล็กเสียงน้อย
ปีนี้เสี่ยวเฉี่ยวเพิ่งจะอายุสิบสองขวบ หน้าตาดูเด็กตามธรรมชาติ ขนาดตัวก็เล็กจุ๋มจิ๋ม ดูไม่ต่างอะไรกับเด็กอายุสิบขวบ ใบหน้าดวงเล็กจ้ำม่ำ ผิวที่ขาวจัดยังทำให้มีสีแดงข้างใน นางใส่ชุดกระโปรงตัวเล็กสีเขียว มือน้อยๆ ยังเตรียมเชือกมัดผมสำหรับมัดผมให้แก่ลู่เซิ่งตอนลงจากรถ
เชือกมัดผมนี้ทำมาจากเปลือกไม้ชนิดหนึ่งซึ่งราคาแพงมาก กำจายกลิ่นหอมจางๆ โดยธรรมชาติ แต่ว่าสิ่งที่ไม่ดีเพียงอย่างเดียวคือจะแข็งตัวในตอนอากาศหนาวเย็น จำเป็นต้องใช้มือที่ร้อนๆ ถูให้คลายตัว
ลู่เซิ่งได้แต่เพียงยิ้มๆ ไม่ได้พูดอันใดออกมา
รถม้าหยุดลงอย่างรวดเร็ว
เขาเปิดม่านแล้วก้าวลงจากรถ พื้นถนนสีขาวอมเทาปูด้วยอิฐที่ทำจากหินปูนหลายก้อน ทุกก้อนต่างมีขนาดเท่าอ่างล้างหน้า
บนถนนยังมีรถม้าวิ่งขวักไขว่ แถมยังมีคนจูงม้าไปมาอีกด้วย
เหล่าพ่อค้า แม่ค้า และหญิงสาวที่ออกมาเที่ยวพร้อมกับหญิงรับใช้ที่ติดตามมา ต่างหัวเราะเสียงเจี้ยวแจ้วอยู่เป็นระยะ
ลู่เซิ่งเงยหน้ามองหอสุราที่อยู่ตรงหน้า
ป้ายสีขาวเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เขียนอักษรไว้สามคำว่า หอดอกกุ้ย ดูแล้วเหมือนมังกรทะยานหงส์เริงระบำ
คุณชายใหญ่ลู่มาถึงแล้ว! เชิญด้านใน! เก็บห้องพิเศษ ไว้ให้ท่านแล้ว! เด็กรับใช้ผู้หนึ่งต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้ม
ลู่เซิ่งพยักหน้า วางท่าดุจคุณชายผู้ร่ำรวย รับพัดกระดาษสีขาวขอบเงินมาจากมือของเสี่ยวเฉี่ยว สะบัดเบาๆ พัดกางออก ใบพัดวาดรูปขุนเขา ลำน้ำ ควันคลื่น ภูเขา สายน้ำ ตั้งสลับ มีเฉดสีสว่างและมืดทับซ้อนกัน ยังมีคำกลอนอยู่บนนั้นด้วย เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่
เขาตามเด็กรับใช้เข้าไปในหอสุรา
หอสุราแบ่งออกเป็นสองชั้น ในโถงใหญ่ชั้นหนึ่งมีคนไม่น้อยกำลังนั่งฟังคนร้องเพลง
ดรุณีอาภรณ์เขียวนางหนึ่งยืนอยู่ตรงที่ว่าง กำลังร้องเพลงด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน ด้านข้างยังมีสตรีอีกนางหนึ่งดีดผีผาอยู่
เพลงที่ขับขานอยู่เป็นบทเพลงสามประสบ บทเพลงสามประสบบอกเล่าถึงความรัก สุข ทุกข์ระหว่างขุนศึกผู้กรีธาทัพไปห่างไกลและสตรีโดดเดี่ยวที่อยู่ในป่าเขา
น่าเสียดายแขกเหรื่อที่อยู่รอบๆ ต่างเป็นคนหยาบกร้านอยู่บ้าง มีแค่คุณชายไม่กี่คนยังนับว่าฟังออก คนที่เหลือเหมือนไม่เห็นหญิงสาวสองคนนั้นอยู่ การตบรางวัลจึงมีไม่มาก
ลู่เซิ่งหยุดฝีเท้าลง เมื่อเห็นโถงชั้นหนึ่งครึกครื้นขนาดนี้ เขาจึงหาที่ว่างแล้วนั่งลง
ผู้ใดเป็นผู้ขอบทเพลงสามประสบ เขาถามเด็กรับใช้
ฐานะของเขาในหอดอกกุ้ยแห่งนี้แตกต่างออกไป ถ้าบอกว่าหอดอกกุ้ยนี้เทียบได้กับสถานบันเทิงระดับสูงของโลกปัจจุบัน เช่นนั้นเขาก็เป็นแขกวีไอพีผู้ทรงเกียรติ เป็นนายท่านที่ปีหนึ่งใช้จ่ายเงินอย่างน้อยหลายแสน
การใช้จ่ายเช่นนี้ นับว่าเป็นแขกชั้นเลิศในเมืองเล็กๆ ทางแดนเหนือแบบนี้อยู่แล้ว
เป็นคุณชายโจว คุณชายโจวเซวี่ยขอรับ เด็กรับใช้ตอบเสียงเบา
ลู่เซิ่งไม่คิดสร้างความลำบากใจแก่เด็กรับใช้ จึงโบกมือปล่อยให้เขาไป
หลังจากเขาดึงเสี่ยวเฉี่ยวนั่งลง สายตาก็กวาดผ่านคนในโถงชั้นหนึ่งไปรอบหนึ่ง ไม่ทันไรก็เห็นคุณชายสวมชุดขาวอมโรคหน้าซีดขาวผู้หนึ่ง ในมือถือพัดพับขอบใบบัวสีทองที่ดูโอ้อวดคันหนึ่ง กำลังโบกเบาๆ
คงจะมาเฝ้าดูดรุณีที่ร้องเพลงนางนั้นอีกแล้ว ลู่เซิ่งส่ายหน้าเอ่ย
คุณชายใหญ่เตือนเขาครั้งแล้วครั้งเล่า คนผู้นี้เป็นคนเลวจริงๆ! เสี่ยวเฉี่ยวห่อปากกล่าวอย่างไม่พอใจ
ลู่เซิ่งยิ้มๆ ไม่พูดอะไรอีก เริ่มนั่งฟังเพลงอยู่เงียบๆ
ในไม่ช้า โต๊ะไม้สีแดงเข้มก็มีสุรากับข้าวเต็มโต๊ะ ลู่เซิ่งคีบเส้นเนื้อผัดผักกาดหอมใส่ปาก ดื่มสุราดอกกุ้ยขาวคำหนึ่ง สุรามีกลิ่นดอกไม้หอมหวานจางๆ ผสมอยู่ด้วย ไม่ต่างจากดื่มน้ำผลไม้มากนัก
‘มีเสื้อผ้าแพรสวมใส่ มีอาหารเลิศรสกิน ไร้กังวลไร้อันตราย ยังมีหญิงรับใช้คนสวยอุ่นเตียง ชีวิตเช่นนี้ช่างแหลกเหลวจริงๆ’ บางครั้งลู่เซิ่งก็คิดว่าตนเองควรใช้ชีวิตแบบนี้ดีหรือไม่ อย่างไรชีวิตอย่างตัวมอดชนิดนี้ก็เป็นสิ่งที่เขาถวิลหามาตลอด
กินข้าวคำหนึ่ง ดื่มสุราคำหนึ่ง
จากนั้นก็อ้าปากให้เสี่ยวเฉี่ยวป้อนกุ้งน้ำแข็งแช่น้ำเกลือที่แกะเปลือกแล้วตัวหนึ่ง
เมืองหิมะแดนเหนือแห่งนี้ มีกุ้งน้ำแข็งเป็นผลผลิตพิเศษของที่นี่ งมมาจากโพรงน้ำแข็งหนา สามารถงมกุ้งที่ตัวกึ่งโปร่งแสงจำนวนมากออกมาได้
นี่คือกุ้งน้ำแข็ง
กุ้งน้ำแข็งมีขนาดเท่ากุ้งทั่วไป แต่รสชาติโอชะสุดเปรียบปาน เนื้อกุ้งเข้าปากก็ละลายทันที รสชาติอร่อยอย่างแท้จริง
แน่นอนว่าราคาก็แพงสุดขีดเช่นกัน คนธรรมดาเดือนหนึ่งกินครั้งหนึ่งก็นับว่าหรูแล้ว ไหนเลยจะมีกินได้ทุกมื้อเหมือนอย่างเขา
ลู่เซิ่งกินอาหารโอชารส ดื่มสุราชั้นเลิศ รับฟังบทเพลงไพเราะ แต่ในใจกลับคิดถึงเรื่องอื่น
เขามาถึงโลกที่เหมือนกับจีนยุคโบราณแห่งนี้ได้หลายวันแล้ว แต่จากการสังเกต โลกใบนี้มีจุดพิลึกอยู่มากมาย
ตอนแรกเขานึกว่าตัวเองกลับมายังยุคโบราณ แต่ภายหลังเขากลับพบว่าไม่ใช่ ขนบธรรมเนียมประเพณี เทศกาลสภาพอากาศของที่นี่แตกต่างจากพื้นที่ในยุคสมัยใดๆ ที่เขารู้จัก
ขณะลู่เซิ่งกำลังคิดในใจ ประตูหอสุรากลับเปิดออกอีกครั้ง
มีกลุ่มชายฉกรรจ์สวมชุดรัดรูปทยอยเดินเข้ามา หาโต๊ะใกล้มุมตัวหนึ่งแล้วนั่งลง
ชายฉกรรจ์เหล่านี้เพียงมองดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนในพื้นที่ การแต่งกายของพวกเขาเหมือนกับมาจากจงหยวน ลักษณะไม่ได้เปิดเผยเหมือนคนในแดนเหนือ
เฮ้อ
ชายฉกรรจ์ผู้เป็นหัวหน้าเป็นคนหัวล้าน สวมตุ้มหูสำริด ใบหน้าดุร้าย แต่ตอนนี้กลับถอนใจ วันนี้ไม่รอดแล้ว
พี่ใหญ่กังวลอันใด ในเมื่อหมู่บ้านตระกูลหลี่ไปไม่ได้ พวกเราไปเส้นทางที่สอง อ้อมจากทางหมู่บ้านตระกูลจางก็ได้เช่นกัน ชายฉกรรจ์อีกคนขมวดคิ้วกล่าว
เจ้าเข้าใจอันใด ตอนพวกเรารวมตัวกันมาจากทางหมู่บ้านตระกูลจาง สถานการณ์ไม่แตกต่างกับหมู่บ้านตระกูลหลี่นัก คนไม่น้อยตายไปแล้ว เนื้อปูดโปนบนใบหน้าคนหัวล้านสั่นไหว สีหน้าเป็นทุกข์กว่าเดิม
เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ พี่ใหญ่ท่านบอกเล่าให้พวกเราพี่น้องฟังเถอะ ให้พวกเราเปิดหูเปิดตาด้วย ชายฉกรรจ์คนหนึ่งเร่งเร้า
ชายฉกรรจ์หัวล้านถอนใจอีกครั้ง รายละเอียดเป็นอย่างไรข้าเองก็ไม่แน่ใจ เพียงทราบว่าหมู่บ้านชาวประมงหลายแห่งริมทะเลสาบอาทิตย์นิ่งล้วนเกิดเรื่องแล้ว เหมือนจะมีผีน้ำอาละวาด
ผีน้ำรึ! มิใช่กระมัง
โต๊ะของลู่เซิ่งอยู่ห่างจากพวกเขาไม่ไกล ได้ยินการสนทนาที่ไม่ปิดบังของพวกเขา เดิมเขาเพียงฟังเอาสนุก คิดไม่ถึงว่าคนเหล่านี้ถึงกับพูดถึงสิ่งเร้นลับ
ตระกูลลู่ของเขาในโลกนี้นับเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ในเขตหิมะแห่งแดนเหนือ กล่าวว่าสมบัติตระกูลมีถึงร้อยหมื่นก้วนก็ยังน้อยไป ถ้าเทียบกับโลกปัจจุบัน เช่นนั้นอย่างน้อยก็เป็นคนรวยที่มีทรัพย์สินเป็นพันล้าน
สองสามวันมานี้ตอนออกมาดื่มสุรา เขาได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับภูตผีปีศาจไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ต่างเป็นเรื่องเล่า ประสบการณ์ที่ได้เจอด้วยตัวเองอย่างคนเหล่านี้ในครั้งนี้กลับเป็นครั้งแรก
ดังนั้นลู่เซิ่งจึงหูตั้งแอบฟังอย่างละเอียด ดีที่คนเหล่านั้นไม่ได้ปิดบัง คุยเรื่องพิลึกของหมู่บ้านชาวประมงต่อ
ผีน้ำตัวนั้น ข้าเห็นด้วยตาตัวเอง สูงหนึ่งจั้งกว่าๆ หน้าเขียว เขี้ยวงอ ทั่วตัวคลุมด้วยตะไคร่น้ำ ฟังให้ดี ถ้ามิใช่ข้าที่เป็นพี่ใหญ่ของพวกเจ้าวิ่งเร็ว ตอนนี้พวกเจ้าอย่าได้คิดจะได้เจอข้าแล้ว คนหัวล้านตอนนี้ก็ยังมีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่
พี่ใหญ่ มีผีน้ำอยู่จริงๆ หรือ ชายฉกรรจ์คนหนึ่งไม่เชื่อ
คงมิใช่เรื่องที่พี่ใหญ่ท่านแต่งขึ้นมากระมัง อีกคนหนึ่งหัวเราะเหอะๆ
ลู่เซิ่งได้ยินถึงตรงนี้ก็รู้สึกขบขันเช่นกัน คาดว่าเป็นคนไม่ดูตาม้าตาเรือที่มาจากที่ไหนสักที่คุยโวเท่านั้น
คนแบบนี้ที่เขาเจอในช่วงนี้มีมากมายนัก
กินอาหาร ดื่มสุราเสร็จ เขาก็ให้เด็กรับใช้นำเนื้อเพลงของนักร้องหญิงมาอ่านดู
บทเพลงสามประสบแม้จะไม่เลว แต่ไม่เหมาะกับบรรยากาศ เขาคิดเปลี่ยนเป็นเพลงที่ร่าเริงกว่า
เปรี้ยง!
แต่ว่ายามนี้ ชายฉกรรจ์หัวล้านที่มีใบหน้าแดงคนนั้นพลันตบโต๊ะ
คิดว่าข้า ลูกพี่หูคุยโวหรือ!? ดูซะ ดูว่านี่คืออะไร! กระดูกของไอ้ผีน้ำตัวนั้นที่ตกอยู่บนพื้น! นี่เป็นข้าแอบเก็บกลับมาหลังจากจบเรื่อง! เขาหยิบศิลาสีเขียวที่เหมือนกับหยกศิลาชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้ออย่างระมัดระวัง แล้วตบใส่โต๊ะ
นี่มิใช่หยกผสมหรือ! ชายฉกรรจ์คนหนึ่งหัวเราะขึ้น
หยกผสมรึ นี่เป็นหยกผสมหรือ?! ผายลมสุนัขมารดาเจ้า!
ชายฉกรรจ์หัวล้านหน้าแดงก่ำ
สหายท่านนี้ ขอข้าดูของเล่นชิ้นนี้ได้หรือไม่
ทันใดนั้นมีเสียงอ่อนโยนเสียงหนึ่งแว่วมาจากด้านข้าง
ลู่เซิ่งมายืนอยู่ข้างโต๊ะของพวกเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สายตากวาดผ่านหยกศิลาสีเขียวบนโต๊ะ
ของสิ่งนี้ ท่านกล้าขอดูหรือ นี่เป็นสิ่งที่ผีน้ำเหลือทิ้งไว้ คนหัวล้านผู้นั้นกล่าวอย่างตกใจ เอานำออกมาแสดงในตอนนี้ คิดว่าอีกเดี๋ยวก็จะเอาทิ้งแล้ว ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่ของเล่นที่คนทิ้งไว้ หากล่อผีน้ำมาหาเรื่องจริงๆ นั่นก็ได้ไม่คุ้มเสียแล้ว
ไม่เป็นไร ขอข้าดูหน่อย ลู่เซิ่งไม่เชื่อเรื่องผีน้ำอะไร เพียงเห็นว่าลักษณะของหยกศิลาไม่เลว ไม่เหมือนกับหยกศิลาทั่วไป
ควรรู้ว่าหยกผสมทั่วไป สามารถซื้อได้จากแผงเล็กๆ ในร้านค้าทุกแห่ง ฝนจากเศษหยกศิลา ราคาถูกที่สุด แต่ไม่ทราบว่าเพราะอะไร พอเขาเห็นหยกก้อนนี้ถึงรู้สึกไม่ถูกต้องอยู่บ้าง
ชายฉกรรจ์หัวล้านมองมาที่ลู่เซิ่ง เห็นเขามีบุคลิกไม่ธรรมดา สวมใส่เสื้อผ้าหรูหรา
อาภรณ์เขียวเสื้อหนังจิ้งจอกขาว สวมหมวกคหบดีสีเขียวหยก ที่สวมใส่อยู่เป็นรองเท้าพื้นดำปักลายเมฆดิ้นเงิน ราคาเครื่องแต่งกายเอาไว้ใช้จ่ายในหอดอกกุ้ยแห่งนี้ได้หลายเดือน ถึงขั้นมากให้คนทั่วไปใช้ได้ถึงหนึ่งปียังมีเหลือเก็บ
ที่คุณชายต้องการ ก็ไม่ใช่ไม่ได้ เอ่อ…เงินหนึ่งตำลึง! ชายฉกรรจ์ลังเลเล็กน้อย ลองเอ่ยถามดู
ได้ ลู่เซิ่งให้เสี่ยวเฉี่ยวควักเศษแท่งเงินหนึ่งตำลึงออกมาวางบนโต๊ะ
นี่เป็นของท่านแล้ว คนหัวล้านหยิบหยกศิลาขึ้นมายัดใส่มือของลู่เซิ่ง พวกเขาส่งสายตาให้กัน ลุกขึ้นจากไป
ลู่เซิ่งเองก็ไม่พูดจา ใช้สายตาส่งพวกเขาจากไป แล้วหยิบหยกศิลาก้อนนั้นพร้อมกับยกขึ้นมาพินิจดู
‘เงินหนึ่งตำลึง หากเปลี่ยนเป็นโลกปัจจุบันเท่ากับหนึ่งพันหยวน ชีวิตนี้ร่ำรวยน่าเกรงขามขนาดนี้แล้ว’
เขาส่ายหน้า เงินหนึ่งตำลึงไม่นับเป็นอันใดสำหรับเขา จากในความทรงจำของร่างนี้ ปกติการใช้จ่ายในหนึ่งเดือนของเขา อย่างต่ำสุดก็อยู่ที่ร้อยตำลึง บางครั้งบางคราวที่ใช้มาก อาจถึงพันตำลึง นั่นคือหนึ่งล้านเชียวนะ!
คิดถึงตรงนี้ เขาก็พูดในใจว่าช่างล้างผลาญเสียจริง ขณะที่ถือหยกศิลา เขาไม่สนใจสายตาแขกเหรื่อที่ชมความครึกครื้นอยู่รอบๆ หากแต่เรียกเสี่ยวเฉี่ยวออกมาจากหอสุรา เดินไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ด้านนอก
แต่ว่าเพิ่งออกมาจากหอสุรา เดินยังไม่ถึงครึ่งทาง เขาพลันงงงวย หยิบหยกศิลาขึ้นมาวางไว้กลางฝ่ามือ
หยกศิลาก้อนนั้นที่อยู่ในกลางฝ่ามือขวาของเขา ดันหลอมละลายขึ้นมา
ศิลาที่เดิมทีแข็ง ในไม่กี่วินาทีสั้นๆ ก็กลับกลายเป็นของเหลวเหนียวเหนอะสีเขียวเข้มกลุ่มหนึ่ง แว่วเสียงหวีดร้องโหยหวนเลือนราง
ฟู่ว!
ของเหลวเหนียวเหนอะนั้นพลันแตกกระจายในทันใด กลายเป็นควันเขียว ลอยคลุ้งอยู่ตรงหน้าลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งยืนงงอยู่กับที่ เมื่อเหลือบตามองอีกที หยกศิลานั้นยังอยู่ในมือตน เพียงแต่สีเขียวด้านในไม่ทราบว่าหายไปเงียบๆ ตอนไหน
‘เมื่อกี้นั่นคือ…’ เขายืนงุนงง นึกทบทวนภาพก่อนหน้านั้นไม่หยุด
คุณชาย? คุณชาย?? เสี่ยวเฉี่ยวที่อยู่ด้านข้างเรียกเขาไม่หยุด
ลู่เซิ่งได้สติ มองดูหยกศิลาในมืออีกครั้ง ตอนนี้มันกลายเป็นหินไข่ห่านทั่วไปก้อนหนึ่ง แม้แต่หยกศิลาก็ยังไม่ใช่
เขาขนลุกอยู่บ้าง แต่คล้ายเข้าใจอันใดแล้ว
ไปเถอะ กลับจวน!
เสี่ยวเฉี่ยวกะพริบตา ตั้งตัวไม่ทันเล็กน้อย อ้อ…
ทั้งสองคนขึ้นไปบนรถม้า สารถีหยิบแส้ขึ้นมาฟาดใส่อากาศสองสามครั้ง ม้าดำขนยาวสองตัวค่อยๆ เดินออกไป
ภายในตัวรถ ลู่เซิ่งไม่พูดสักคำเดียว มองดูหินไข่ห่านในมือไม่หยุด
ยามนี้ เสี่ยวเฉี่ยวก็พบกับความประหลาดของศิลาเช่นกัน
‘ติดกับอีกแล้ว!’ นางบ่นในใจ แต่ไม่พูดมาก ครั้งนี้คุณชายใหญ่ยังนับว่าโชคดีอยู่ การถูกหลอกครั้งหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดก่อนหน้า คือจ่ายเงินพันตำลึงเพื่อกาสุราโบราณ นายผู้เฒ่าโมโหแทบตาย
ครั้งนี้เพียงแค่หนึ่งตำลึง บางครั้งนายน้อยกินข้าวมื้อหนึ่งไม่ได้ใช้เงินแค่นี้
รถม้ามุงหน้ากลับคฤหาสถ์ ตอนผ่านประตูเมือง ลู่เซิ่งก็ได้ยินเสียงคนโวยวายอยู่ด้านนอก
…ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าผีน้ำถูกกำจัดแล้ว! นักพรตพเนจรคนหนึ่งลงมือแก้ไขวิกฤติหมู่บ้านชาวประมงแล้ว!
ทางราชสำนักส่งคนมาหรือ
มานานแล้ว ได้ยินว่าแม้แต่หัวหน้ามือปราบโอวหยางแห่งที่ทำการข้าหลวงยังเกือบติดกับ ยังดีที่พบนักพรตพเนจรผู้หนึ่ง ได้ยินว่านักพรตผู้นั้นพอลงมือ มีแสงสีทองสาดขึ้น ผีน้ำตัวนั้นร้องโหยหวน กลายเป็นของเหลวเหนียวๆ สีเขียว จากนั้นจึงระเบิดกลายเป็นควันหนากระจายไป
มิใช่ยอดฝีมือของราชสำนักลงมือหรอกหรือ
ย่อมมิใช่!
ลู่เซิ่งฟังออกว่านี่เป็นเสียงของนายทหารที่เฝ้าประตูเมืองกำลังสนทนากัน
เขามักจะจงใจผ่านประตูเมืองด้านนี้บ่อยๆ ข่าวสารของทหารรักษาการณ์ที่นี่รวดเร็ว ล้วนชอบนำเรื่องแปลกมาคุยโวพูดส่งเดช
‘นี่กลับบังเอิญไปแล้ว…’ ลู่เซิ่งไม่แสดงสีหน้า เขาหวนนึกถึงหยกศิลาก่อนหน้าก้อนนั้น จิตใจพลันหนักอึ้ง
รถม้าค่อยๆ มุ่งหน้าไปยังถนนร้างรุ่งที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของเมือง
……………………………………….
บทที่ 2
ปลายสุดถนนร้างรุ่งเป็นย่านคนรวย
คฤหาสน์ตระกูลลู่ก็อยู่ที่นี่เช่นกัน เป็นหนึ่งในนี้
รถม้าควบขับสู่ปลายถนนร้างรุ่ง เข้าไปในพื้นที่ที่เหมือนสวนป่าบริเวณหนึ่ง
กำแพงหินสีขาวอมเทาห้อมล้อมบริเวณนี้ไว้กลายเป็นวงรีขนาดใหญ่
คฤหาสน์ตระกูลลู่อยู่ทางซ้ายของประตูทางเข้า
ประตูสีดำโคมไฟสีแดง กิเลนหินสองตัวตรงปากประตูมีหิมะขาวปกคลุม สะท้อนความสงบสุขของคฤหาสน์
รถม้าหยุดที่ประตูคฤหาสน์ ลู่เซิ่งลงจากรถม้า ที่ประตูคฤหาสน์มีคนรับใช้ได้ยินเสียงแต่แรก ประตูค่อยๆ เปิดออก มีคนรับใช้รอต้อนรับอยู่ที่ปากประตู
แต่พอลู่เซิ่งกับเสี่ยวเฉี่ยวก้าวเข้าประตู ก็เห็นหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีที่งามสง่ายืนอยู่บนสะพานหินในคฤหาสน์ทางขวา
บุรุษองอาจสง่างาม ใบหน้าดุจหยกงาม คิ้วรูปกระบี่ ดวงตาดั่งดารา มีลักษณะนักศึกษาที่แท้จริง
สตรีอ่อนโยนนุ่มนวล ยิ้มจางๆ คิ้วตาดุจภาพวาด เอวคอดขายาว ลักษณะเหมือนคุณหนูตระกูลใหญ่
ความคิดของลู่เซิ่งหยุดลง พอเห็นสองคนนี้ อารมณ์จึงค่อนข้างดีขึ้น เดินเข้าไปทักทายด้วยตัวเอง
พี่ใหญ่สวี น้องอีอี คิดถึงท่านตั้งหลายวัน ไฉนวันนี้ถึงเพิ่งมา เขายิ้มพลางเดินขึ้นไปบนสะพานหิน
บุรุษคนนั้นหันมามองลู่เซิ่ง กล่าวด้วยรอยยิ้ม
เป็นคุณชายเซิ่งนี่เอง ก่อนหน้าข้ารับภารกิจไปตรวจสอบคดีหนึ่ง เพิ่งแล้วเสร็จ จึงมาหาอีอี นี่อย่าได้โทษข้า คำสั่งของเบื้องบนผู้ใดก็ขัดไม่ได้
คดี? ไม่นานมานี้ในเมืองมีคดีใหญ่อันใด ต้องให้พี่ใหญ่สวีเคลื่อนไหวด้วยตัวเองหรือ ลู่เซิ่งทราบว่าตำแหน่งของสวีเต้าหราน พี่ใหญ่สวีผู้นี้
เป็นรองนายอำเภอของอำเภอถงจื้อที่อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองเก้าประสาน รับหน้าที่วางแผน ดูแลความปลอดภัยทุกอย่าง
ตำแหน่งรองนายอำเภออยู่ต่ำกว่าตำแหน่งนายอำเภอเท่านั้น เทียบได้ว่าเป็นหัวหน้าผู้ดูแลความปลอดภัยแห่งอำเภอถงจื้อ
เป็นคดีหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ สองสามแห่ง แต่ตอนนี้จบลงแล้ว สวีเต้าหรานเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน กลับเป็นเสี่ยวเซิ่ง เจ้าคิดจะมาช่วยพี่ตอนไหน ก่อนหน้านี้เจ้ารับปากว่าจะช่วยข้าดูแลการวางแผนรักษาความปลอดภัยทางถงจื้อนี่
ลู่เซิ่งมีหรือจะจำได้ว่าก่อนหน้านี้ ร่างนี้ตอบรับอะไรไว้ รีบหัวเราะฮ่าๆ กลบเกลื่อนไป แล้วเปลี่ยนแปลงหัวข้อสนทนา
หมู่บ้านชาวประมง หรือว่าเป็นข่าวลือที่ผีน้ำอาละวาดอะไรนั่น
มีผีน้ำที่ไหนกัน เป็นคนบ้าคนหนึ่งอาละวาดเพราะความแค้น วิปลาสโดยสิ้นเชิง ทำร้ายคนไปทั่ว ถูกข้าสังหารไปแล้ว สวีเต้าหรานส่ายหน้าเอ่ยเรียบๆ คดีจบแล้ว ไม่กล่าวถึงเรื่องน่าเบื่อเหล่านี้แล้ว เสี่ยวเซิ่งเจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าครั้งก่อนข้ารับปากอะไรอีอีไว้
ไปจุดธูป ไหว้พระวัดบัวแดง ถือโอกาสเดินเล่นใช่หรือไม่
ลู่เซิ่งยิ้มตอบอย่างรวดเร็ว
เรื่องไม่จริงจังเหล่านี้เจ้ากลับจำได้แม่น สวีเต้าหรานเอ่ยอย่างจนปัญญา เจ้าเองก็โตขึ้นมากไม่เด็กอีกแล้ว ปีนี้อายุสิบเก้าแล้วกระมัง สมควรหางานทำได้แล้ว คงใช้ชีวิตแบบนี้ตลอดไปไม่ได้ใช่ไหมเล่า
เขาเป็นคนที่เฝ้ามองดูลู่เซิ่งเติบโต เป็นเพราะความสัมพันธ์ของคนรุ่นก่อนในสองตระกูล เขามองลู่เซิ่งเป็นน้องชายของตัวเองมาโดยตลอด
ตอนนี้จึงอดเอ่ยปากแนะนำไม่ได้
ลู่เซิ่งส่ายหน้าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
พี่ใหญ่สวีท่านต้องการให้ข้ารับราชการหรือทำมาค้าขาย
ย่อมเป็นรับราชการ นี่เป็นความปรารถนาของบิดาเจ้าเช่นกัน น้าของเจ้าและลุงใหญ่ของเจ้า พวกเขาต่างหวังว่าเจ้าจะออกไปช่วยพวกเขาโดยเร็วที่สุด
ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นบุตรคนโตของตระกูลลู่
สวีเต้าหรานเกลี้ยกล่อม
เรื่องนี้ไม่พูดถึง ไม่รีบๆ ข้ายังอายุน้อย ไหนเลยจะมีเหตุผลให้รีบผลักบุตรคนโตของตัวเองไปข้างนอกเช่นนี้
ลู่เซิ่งไม่สนใจ กล่าวกลอกกลิ้งเรื่อยเปื่อย
สวีเต้าหรานกับลู่อีอีต่างไร้คำพูด ไม่โน้มน้าวเขาอีก
ลู่เซิ่งไม่คิดเข้าสู่หัวข้อรับราชการ จึงเปลี่ยนหัวข้อเอง พาเสี่ยวเฉี่ยวไปยังห้องของตัวเอง
พอกลับไปถึงห้อง เขาเปลี่ยนเสื้อ ไม่ได้ไปพบบิดาเฒ่า แต่ว่าถือหินไข่ห่านก้อนนั้น ไปยังสวนดอกไม้ด้านหลังเพียงคนเดียว
สวีเต้าหรานมาจากตระกูลสวี เหมือนกับตระกูลลู่ เป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่แห่งเมืองเก้าประสาน ตระกูลแตกกิ่งก้านสาขา ต่างมีคนรับราชการตำแหน่งต่างๆ ในเมือง
ลู่เซิ่งมีความรู้สึกไม่เลวต่อสวีเต้าหราน คนผู้นี้เป็นคนสัตย์ซื่อ ไร้เลศนัย ชมชอบอีอีจริงๆ
และยังสนิทสนมกับลู่เซิ่งเหมือนเป็นพี่ใหญ่
ลู่เซิ่งบีบหินไข่ห่าน พลางนึกถึงเหตุการณ์ที่ได้เห็นก่อนหน้าอีกครั้ง ยังมีการตายของผีน้ำที่ถูกฆ่าตนนั้นซึ่งบังเอิญได้ยินที่ประตูเมือง
‘โลกใบนี้ตกลงมีภูตผีหรือไม่ มีเซียนหรือไม่…’
เขามองสวนดอกไม้ที่มีหิมะโปรยปราย จิตใจมีความหงุดหงิดที่บอกไม่ถูก
‘บางทีอาจเหมือนที่พี่ใหญ่สวีพูด เป็นแค่เรื่องเล่าเข้าใจผิด’
เขาส่ายหน้า สุดท้ายในจิตใจเหลือเพียงความรู้สึกโชคดี
พลบค่ำ เขาก็กลับถึงห้องอาบน้ำเข้านอนแต่หัววันแล้ว
เรื่องราวในวันนี้ทำให้เขาสับสนมึนงงไปชั่วขณะ ในใจคิดถึงเรื่องราวมากมาย และคนก็เหน็ดเหนื่อยอย่างรวดเร็ว
เขานอนหลับถึงยามเช้าของวันที่สอง ฟ้าเริ่มสว่างรางๆ
ตึงๆๆๆ!
เสียงเคาะประตูเร่งร้อนดังมา
ลู่เซิ่งลืมตา ผุดลุกขึ้นบนเตียง มองไปนอกประตู
ใคร!
คุณชายแย่แล้ว! เป็นเสียงของเสี่ยวเฉี่ยว
ลู่เซิ่งรีบลงจากเตียงไปเปิดประตู พอเปิดประตูก็เห็นเสี่ยวเฉี่ยวสีหน้าซีดขาวจนน่าตกใจ ไม่มีสีเลือดแม้แต่น้อย
ใบหน้าจ้ำม่ำอยู่บ้างของดรุณีน้อยผู้นี้ ตอนนี้กำลังสั่นเทาอย่างรุนแรง
สวี…สวี…สวี…
พอลู่เซิ่งเห็น จิตใจบังเกิดความรู้สึกอัปมงคลขึ้น
เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ค่อยๆ หายใจก่อน!
เขายื่นมือออกไปตบหลังเสี่่ยวเฉี่ยว
ลมหายใจของเสี่ยวเฉี่ยวถึงได้ปลอดโปร่งขึ้น
กล่าวเสียงสะอื้นว่า
ตระกูลสวี…คนตระกูลสวี จบสิ้นแล้ว!
ลู่เซิ่งงุนงง
เสี่ยวเฉี่ยวสวมชุดคลุมให้ลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว คนทั้งสองไม่พูดพร่ำทำเพลง วิ่งออกไปด้านนอกคฤหาสน์
ประมุขตระกูลลู่ ลู่ฟ่างยืนเอามือไพล่หลัง สีหน้าอึมครึมและสั่นเทาน้อยๆ อยู่นอกคฤหาสน์ตระกูล
มีรถม้าคันใหญ่ขนาดสองที่นั่งสีดำจอดอยู่สามคัน
ลู่เซิ่งพร้อมกับลูกพี่ลูกน้องคนอื่นในคฤหาสน์คำนับลู่ฟางอย่างรวดเร็ว แล้วทุกคนก็พากันไปขึ้นรถม้า
ลู่ฟ่างกับลู่เซิ่งนั่งไปด้วยกัน สองพ่อลูกมองหน้ากันไม่พูดไม่จา ภายในรถไม่มีผู้ใดเอ่ยถ้อยคำ
ลู่ฟ่างอายุหกสิบกว่าๆ ไว้เคราขาว รูปร่างผอม ใบหน้าหล่อเหลา ดูเหมือนนักปราชญ์มากกว่า ไม่เหมือนกับพ่อค้า
ม้าเทียมรถม้าไม่หยุดฝีเท้า ไม่ทันไรก็ถึงด้านนอกประตูเมืองเก้าประสาน
ลู่เซิ่งเพิ่งลงจากรถ ก็ถูกฉากตรงหน้าสะกดเอาไว้
พื้นหิมะทางซ้ายของเส้นทางรถม้าด้านนอกประตูเมือง ยามนี้มีศพหลายสิบศพนอนอยู่อย่างเป็นระเบียบ
ตั้งแต่ชราถึงทารก ตั้งแต่บุรุษถึงสตรี
ถึงกับเป็นคนตระกูลสวีทั้งหมด!
พวกเขาสวมชุดคลุมที่ตระกูลสวีกำหนด สวีเต้าหรานนอนอยู่ระหว่างแถวที่สาม
เขามีสีหน้าเขียวคล้ำ ทั่วร่างแข็งทื่อ สองตาปิดแน่น สีหน้าปรากฏความเกรงกลัวเหลือประมาณ เหมือนพบเห็นเรื่องที่น่ากลัวถึงขีดสุดเรื่องหนึ่ง
ลู่เซิ่งมองมือปราบของทางการรักษาความเป็นระเบียบรอบๆ เห็นลู่ฟางบิดาของตนยืนอยู่ด้านหน้าศพชราศพหนึ่ง ไม่เปล่งวาจา กำหมัดแน่น
ยังมีขุนนางข้าหลวงที่มาเพราะได้รับข่าว
สีหน้านั้นซีดขาวเหมือนหิมะรอบๆ
ลู่เซิ่งสูดหายใจลึกๆ คำหนึ่ง ค่อยๆ เดินไปถึงข้างมือปราบคนหนึ่ง
ตายอย่างไร
มือปราบผู้นั้นก็รู้จักเขา ทราบสถานะของเขาดี ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
ทั้งหมดถูกตะไคร่น้ำแขวนไว้บนคานห้องในคฤหาสน์ของตระกูล ไม่ทราบเป็นตะไคร่น้ำจากที่ไหน…
อีอี! อีอี!
ทันใดนั้นด้านหลังแว่วเสียงร้องตกใจดังมา ญาติผู้น้องอีอีหมดสติไปแล้ว
ลู่เซิ่งสูดหายใจลึกคำหนึ่ง คิดถึงคำพูดที่สวีเต้าหรานเพิ่งพูดกับเขาเมื่อวาน
เขาเพิ่งจบคดีที่หมู่บ้านชาวประมงกลับมา…
หมู่บ้านชาวประมง…
ผีน้ำ…
หินไข่ห่านประหลาดก้อนนั้น…
ชั่วขณะนี้ลู่เซิ่งคิดถึงเรื่องมากมาย
ความจริงเขามาถึงโลกนี้ได้ไม่กี่วัน ไม่มีความสัมพันธ์กับสวีเต้าหรานล้ำลึกนัก ดังนั้นตอนนี้เขาจึงมีแค่ความเสียดายและความสับสน ไม่มีความโศกเศร้าอย่างที่คนอื่นคาดเดา
เขาไม่ใช่ไม่เคยเห็นคนตาย
แต่ไม่เคยเห็นคนตายมากขนาดนี้
นักพรตชื่อหลิ่งของตระกูลสวีเล่า
เขาได้ยินลู่ฟ่างถามหัวหน้ามือปราบ
อยู่อีกด้านหนึ่ง ศพแยกเป็นหลายชิ้น ส่วนหนึ่งถูกสัตว์ป่ากินไปแล้ว… หัวหน้ามือปราบตอบเสียงเบา
ทั้งลานต่างเงียบงัน
ไม่ว่าคนของตระกูลลู่หรือขุนนางข้าหลวง ยังมีชาวบ้านที่มุงดูตรงประตูเมืองด้วย
นักพรตชื่อหลิ่งใช้กระบี่เร็ว ยังแกร่งกว่าอาจ้าวขั้นหนึ่ง… ลู่ฟ่างเสียงค่อยๆ เบาลง
อาจ้าวเป็นครูสอนวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งตระกูลลู่เชิญตัวมา
นักพรตชื่อหลิ่งที่แข็งแกร่งกว่าอาจ้าว ถึงกับตายแล้ว
คดีนี้ไม่ใช่คดีสังหารโหดธรรมดาแล้ว แต่เป็นคดีใหญ่ที่มากพอจะสะเทือนขวัญทุกคนรอบๆ!
คนที่อยู่รอบๆ มีกี่คนกล้าพูดว่าตนแข็งแกร่งกว่าตระกูลสวี
รวมถึงพวกขุนนางข้าหลวง ทุกคนต่างไม่กล้าพูดแบบนี้
ลู่เซิ่งยืนนิ่งอยู่ข้างถนน เดิมทีเขาคิดว่าโลกนี้ปลอดภัยยิ่ง แต่ก็เป็นแค่เพียงรูปแบบหนึ่งของประเทศจีนยุคโบราณเท่านั้น
มีเรื่องประหลาดเล็กน้อยบางอย่าง ก็ไม่ใช่อุปสรรคใหญ่อะไร
แต่ตอนนี้ดูเหมือน…
เขาลูบหินไข่ห่านในแขนเสื้อ
ตอนนี้หินไข่ห่านนั้นกำลังลวกร้อนจนน่าตกใจ
เขาหยิบมันออกมา ลังเลเล็กน้อย แต่ยังคงเขวี้ยงมันทิ้งไป
สิ่งนี้อาจนำเภทภัยมาสู่ตัว
เหมือนกับตระกูลสวีซึ่งมีรากฐานแข็งแกร่งเท่าตระกูลลู่ แต่กลับถูกล้างตระกูลในคืนเดียว
นี่ทำให้ลู่เซิ่งร้อนใจถึงขีดสุด
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย พลันเดินไปข้างหินไข่ห่านแล้ว ก้มลงเก็บมันขึ้นมา
ฟุ่บ
ไม่รู้ว่านิ้วชี้ของเขาถูกหญ้าที่แทงออกมาจากพื้นหิมะบาดใส่ตอนไหน
หญ้าเป็นหญ้าใบดาบชนิดพิเศษ ขอบใบคมกริบเหมือนกับคมดาบ
จู่ๆ นิ้วลู่เซิ่งนิ้วถูกบาด หยดเลือดหลายหยดตกลงบนผิวหินไข่ห่าน
คุณชาย? เสี่ยวเฉี่ยวตามติดด้านหลังเขา เป็นกังวลอยู่บ้าง ใบหน้าเล็กๆ ของนางร้องไห้กระซิกๆ เห็นชัดว่าการตายของสวีเต้าหรานส่งผลกระทบต่อนางเช่นกัน
ลู่เซิ่งตัวแข็งอยู่กับที่
ในห้วงสมองของเขาพลันมีคำพูดที่พิเศษถึงขีดสุดโผล่มา
‘ยินดีต้อนรับสู่การใช้โปรแกรมโกงความสามารถดีปบลู’
สองตาของลู่เซิ่งพลันแข็งค้างแล้ว
ครู่ต่อมาถึงได้สติ
เขามองกรอบกึ่งโปร่งแสงสีน้ำเงินที่ลอยอยู่ตรงหน้า ด้านในถึงกับเป็นชื่อของเขาและความสามารถที่ครอบครอง
‘นี่ไม่ใช่…โปรแกรมโกงที่เราเขียนขึ้นในโทรศัพท์หรอกเหรอ!’
ลู่เซิ่งคิดว่าตนจะเป็นบ้าแล้ว เกิดภาพหลอนต่อเนื่องติดต่อกัน
เกิดใหม่ทะลุมิติกลายเป็นคุณชายบ้านรวยไร้เรี่ยวแรงฆ่าไก่ก็ช่างเถอะ
ตอนนี้ถึงกับเห็นภาพหลอน สารพัดแบบ!
ในชาติก่อน ตอนอยู่เบื่อๆ ก็เล่นเกมตำนานเหล่าวีรบุรุษกระบี่คลั่ง เป็นเพราะเกมยากเกินไป เขาจึงเขียนโปรแกรมโกงที่ใช้เปลี่ยนแปลงวรยุทธ์ในเกมอย่างง่ายๆ ขึ้น
ตั้งชื่อว่าโปรแกรมโกงดีปบลู จะว่าไปเสียงเมื่อครู่ก็เป็นเขาใช้เครื่องมือเปลี่ยนเสียงบันทึกไว้ด้วยตัวเอง
คิดไม่ถึง…
จากนั้นลู่เซิ่งก็สังเกตอินเตอร์เฟซในกรอบสี่เหลี่ยมอย่างแน่วแน่
อินเตอร์เฟซเรียบง่ายสุดขีด มีแค่ตารางเล็กๆ หลายตารางถี่ยิบ
เขียนไว้ว่า:
ลู่เซิ่ง
วรยุทธ์: ไม่มี
……………………………………….
บทที่ 3
‘เป็นอาการเห็นภาพหลอนหรือ หรือว่าไม่ใช่ภาพหลอน’
ลู่เซิ่งหยีตา ข่มความคิดในใจไว้
ไม่เป็นไร เขายืดเอวขึ้น ขานรับราบเรียบ
คุณชาย…ใต้เท้าสวี คนดีๆ ขุนนางดีๆ เช่นพวกเขาไฉนจึง…
เสี่ยวเฉี่ยวน้ำตาคลอหน่วย กำลังจะเริ่มร้องไห้อีกครั้ง
ลู่เซิ่งมองศพคนตระกูลสวีที่เรียงรายอยู่เต็มพื้นอย่างเงียบงัน
ศพล้วนเป็นสีเทาอมเขียว บนคอมีรอยรัดสายหนึ่ง
ขุนนางข้าหลวงตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พลันจากไป มอบอำนาจทั้งหมดให้แก่หัวหน้ามือปราบใหญ่จากห้องลงทัณฑ์ที่รับผิดชอบคดี
ที่เหลือยังมีขุนนางที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคดีอีกสองสามคน สนทนารูปคดีกับหัวหน้ามือปราบใหญ่
คุณชาย นายท่านผู้เฒ่าให้ท่านไปหา บ่าวรับใช้คนหนึ่งวิ่งมาพูดกับลู่เซิ่งเบาๆ
ขณะพูด เขายังมองไปที่ศพของคนตระกูลสวีที่อยู่บนพื้นอย่างเสียใจ
ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ ลู่เซิ่งมองบ่าวรับใช้ เจ้าไม่กลัวหรือ
กลัวขอรับ บ่าวรับใช้ผู้นี้อายุสิบแปดสิบเก้าปี แต่สีหน้าท่าทางกลับแฝงความเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่สมกับอายุอยู่
แต่ข้าน้อยอพยพมาจากรัฐมหาเกียรติทางตะวันออก ที่นั่นตอนนี้กำลังเกิดความอดอยาก ทุกที่มีแต่ศพ ถึงขั้นมีคนไม่น้อยต้องกินลูกของตัวเอง สภาพโหดร้ายเช่นนี้เห็นมามากแล้ว…เฮ้อ…
เขาถอนใจเฮือกหนึ่ง จากนั้นค่อยรู้สึกตัวว่าอีกฝ่ายไม่ใช่สหายของตนที่สนทนากันทุกวัน จึงรีบก้มศีรษะลง
เห็นมามาก? รัฐมหาเกียรติทางตะวันออกมีเรื่องแบบนี้มากหรือ
ลู่เซิ่งถาม
บ่าวรับใช้ผู้นั้นเงียบไปชั่วครู่
ไม่น้อยขอรับ
จิตใจลู่เซิ่งตึงเครียดขึ้น
ในระหว่างพูดเขายังคงไม่หยุดเท้า ไม่ทันไรก็เดินมาถึงเบื้องหน้าลู่ฟ่างบิดาในชาตินี้ของตน
ลู่ฟ่าง ชื่อรองเฉวียนอัน ฉายาบุรุษทองคำ
ฐานะการเงินของลู่เฉวียนอันก็เป็นสิ่งมีชื่อเสียงในเมืองเก้าประสานเช่นกัน เรื่องที่ระหว่างตระกูลลู่กับตระกูลสวีใกล้จะดองกันก็แพร่สะพัดไปทั่วตั้งแต่แรก ถึงขั้นที่เมืองม่วงโชติซึ่งอยู่ติดทางตะวันตกก็มีคนส่งของขวัญอวยพรมาแล้ว
เรื่องใหญ่ครึกโครมเช่นนี้ตอนนี้กลายเป็นสภาพแบบนี้ไปแล้ว
สีหน้าในยามนี้ของลู่เฉวียนอันเหยเกเป็นอย่างยิ่ง ในดวงตาแฝงความอิดโรยและความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
เจ้าบอกเล่าเรื่องเมื่อวานกับหัวหน้ามือปราบจ้าวให้ดี
เขาหลีกทาง ให้แก่ชายฉกรรจ์ไว้เคราข้างแก้มที่เดินเข้ามาคนหนึ่ง
ลู่เซิ่งนึกถึงคำพูดของสวีเต้าหรานที่พูดเมื่อวานมาโดยตลอด เขารู้สึกว่าคดีผีน้ำต้องมีความเกี่ยวข้องกับการตายของคนตระกูลสวีแน่นอน
ตอนนี้เขาจึงบอกเล่าเรื่องราวที่พูดกับสวีเต้าหรานเมื่อวานออกมา
ไม่มีอันใดปิดบังทั้งสิ้น
หัวหน้ามือปราบใหญ่ขมวดคิ้วมุ่น มองเงื่อนงำใดไม่ออก
ลู่เซิ่งเห็นว่าไม่มีคำถามอะไรอีกจึงเอ่ยลา
ก่อนไป คนของที่ว่าการก็เริ่มเก็บศพ
ลู่เซิ่งยืนมองดูอยู่ด้านข้างพักหนึ่ง เห็นตอนที่สวีเต้าหรานถูกยกขึ้นบนแคร่ เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เดินเข้าไปหามือปราบคนหนึ่ง ถามว่า
สหายท่านนี้ ตระกูลสวียังเหลือใครอยู่หรือไม่
เขานึกในใจว่า ถ้าตระกูลสวียังมีคนรอดชีวิตอยู่ เขาก็จะดูแลแทน ไม่แน่อาจได้บางสิ่งที่มีประโยชน์จากปากของอีกฝ่าย
ไม่มีแล้ว…ล้วนตายหมดแล้ว แม้แต่คนชราและเด็กที่เป็นญาติฝ่ายนอกก็โดนไปด้วย บางทีทางเมืองม่วงโชติอาจยังมีญาติห่างๆ อีกสองสามคนกระมัง
มือปราบผู้นี้ส่ายหน้าเอ่ยเบาๆ
ลู่เซิ่งยัดเศษเงินหนึ่งเจี่ยว ให้เขา ส่วนตนเองพาเสี่ยวเฉี่ยวไปขึ้นรถม้าพร้อมกับคนในตระกูล
รถม้าทยอยกลับบ้านแล้ว
แต่ว่าสภาพอันน่าอนาถของตระกูลสวียังตราตรึงในใจทุกคน
ลู่ฟ่าง ลู่เฉวียนอันในฐานะประมุขตระกูล เรียกรวมตัวเปิดการประชุมครอบครัว ประกาศว่างานหมั้นหมายกับตระกูลสวีจบลงเพียงเท่านี้ ให้พวกผู้หญิงปลอบใจอีอี จากนั้นก็กลับห้องไปพักผ่อนเงียบๆ คนเดียว
เหล่าคนหนุ่มในตระกูลลู่ ต่างพากันทยอยออกนอกบ้านไป ถ้าไม่ไปเหลาสุราในเมือง ก็ไปหอนางโลมหรือสถานเริงรมย์เพราะได้รับความสะเทือนใจ จึงล้วนต้องการมอมเมาตัวเองเช่นนี้
ส่วนพวกสตรีก็พากันออกจากบ้านไปจุดธูปไหว้พระที่วัดบัวแดงซึ่งอยู่ใกล้ๆ อธิษฐานขอให้ปลอดภัยพระคุ้มครอง
ให้ดีที่สุดคือสามารถขอยันต์วิเศษจากนักพรตในวัดบัวแดงแผ่นหนึ่ง เอามาป้องกันตัวจากสิ่งชั่วร้าย
ทั่วทั้งตระกูลลู่ต่างพากันหวาดกลัว
ทว่าลู่เซิ่งไม่ได้ออกไปมั่วสุมด้วย
เขาพาเสี่ยวเฉี่ยวมาถึงห้องหนังสือขนาดใหญ่ซึ่งเก็บหนังสือของตระกูลไว้
ในห้องหนังสือเงียบสงัด
เขาผลักประตูเข้าไป ด้านในมีสตรีร่างอ้วนคนหนึ่ง กำลังปัดเช็ดชั้นหนังสืออยู่
ชั้นหนังสือสีแดงชาด เครื่องเรือนยังมีเส้นแสงที่มืดมัวนอกหน้าต่างขับให้ที่นี่อึมครึมอยู่บ้าง
ลู่เซิ่งเดินเข้าไป อ้อมผ่านม่านไม้กันลม รูปบุปผาทวิชาติทรงกลมตรงประตู สูดดมกลิ่นหอมของไม้จางๆ ในห้องหนังสือ
พวกเจ้าออกไปก่อน ข้าจะอ่านหนังสือพักผ่อนสักครู่
เขาสั่ง
เจ้าค่ะ
เสี่ยวเฉี่ยวขานรับอย่างเชื่อฟัง จากนั้นจึงพาสตรีร่างอ้วนที่ทำความสะอาดนางนั้นออกจากประตูไป
ลู่เซิ่งยืนอยู่ในห้องหนังสือคนเดียว มองชั้นหนังสือหลายแถวเบื้องหน้า ถอนใจเบาๆ
เขาเริ่มค้นหาบนชั้นหนังสือทีละชั้น
และเขาเจอสมุดบันทึกเหตุการณ์ในท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว
จากนั้นจึงย้ายสมุดเหล่านี้ออกมาทั้งหมด เริ่มพลิกอ่านทีละเล่ม
อาศัยแสงสลัวนอกหน้าต่าง เขาอ่านสมุดเล่มหนึ่งจบอย่างรวดเร็ว
‘รัชสมัยต้าซ่ง ปีที่เจ็ดสิบสอง ชานเมืองเก้าประสานปรากฏคนผู้หนึ่ง ถือมีดสังหารคนสิบสองคนด้วยความคลุ้มคลั่ง ถูกกลุ่มมือปราบล้อมจู่โจมถึงแก่ความตาย’
‘รัชสมัยต้าซ่ง ปีที่แปดสิบห้า ใจกลางเมืองเก้าประสาน บนถนนมีคนผู้หนึ่ง หัวหลุดออกจากร่างอย่างกะทันหัน สาเหตุการตายไม่แน่ชัด’
‘รัชสมัยต้าซ่ง ปีที่เก้าสิบเอ็ด วัดร้างนอกเมืองมีนักท่องเที่ยวหายสาบสูญสิบห้าคน มาจนถึงวันนี้คดียังไม่ถูกไข’
‘รัชสมัยต้าซ่ง ปีที่เก้าสิบห้า เจ้าของสถานเริงรมย์เมืองเก้าประสานหายตัวไป แขนขาถูกพบในสถานที่ที่แตกต่างกันสี่แห่งนอกเมือง เสียชีวิตเพียงสี่วัน ศพก็เน่าเปื่อยเป็นกระดูกขาว’
‘รัชสมัยต้าซ่ง ปีที่หนึ่งร้อยสิบหก กลางดึกปรากฏเสียงเด็กร้องไห้นอกประตูเมือง ผู้ไปตรวจสอบล้วนหายตัวไป เสียงร้องไห้ดำเนินอยู่สามวันก็หายไปเอง’
…
เมื่อได้อ่านบันทึกเรื่องราวคดีน้อยใหญ่
ลู่เซิ่งยิ่งอ่านยิ่งตกใจ ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกหวาดผวา
โลกเช่นนี้ โลกที่เรียกได้ว่ามีอันตรายทุกฝีก้าวเช่นนี้ คนที่อยู่ที่นี่ไม่พังทลายวิปลาส ยังมีชีวิตอยู่ดีได้ ไม่ง่ายดายจริงๆ
เขาพลิกอ่านสมุดอีกเล่ม
สมุดเล่มนี้อลังการกว่าเล่มก่อนหน้า
‘รัชสมัยต้าซ่ง ปีที่หนึ่งร้อยสิบเก้า เกิดพายุหิมะเก้าครั้งติดต่อกัน บางที่ล่ำลือกันว่าเจ้าพ่อราชามังกรแสดงอภินิหาร หิมะจะหยุดในสามวัน สามวันให้หลัง พายุหิมะที่ดำเนินติดต่อกันสิบวันค่อยหยุดลง’
‘รัชสมัยต้าซ่ง ปีที่หนึ่งร้อยยี่สิบแปด ถนนใหญ่ที่มุ่งไปยังเมืองม่วงโชติปรากฏหมอกหนา คนที่เข้าไปหลงทิศทาง ไปโผล่ขึ้นที่ริมหาดทะเลน้ำแข็งสีขาวที่อยู่ห่างไกลหลายสิบลี้อย่างน่าประหลาด สิบวันให้หลัง หมอกค่อยจางหายไป’
ลู่เซิ่งอ่านถึงตรงนี้ แทบยืนยันได้แล้วว่า โลกนี้มิได้รวบรัดเหมือนที่เขาคิด ปีศาจมารภูตผีเกรงว่าอาจจะมีอยู่จริงๆ
อย่างน้อยในที่ที่เขาอยู่ในตอนนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็มองไม่ออกว่าโลกใบนี้มีวิธีการอะไรที่ส่งผลต่อสภาพอากาศได้
เขาย้ายเก้าอี้ หยิบชุดไฟขึ้นมาจุดเทียนบนโต๊ะ
แสงเทียนสีเหลืองสว่างไหววูบ สาดส่องใบหน้าของเขาเห็นไม่ชัดเจน
‘ถ้าโลกใบนี้อันตรายเหมือนที่เราคาดเดาจริงๆ อย่างนั้นเราก็จำเป็นต้องหาอะไรมาปกป้องตัวเองสินะ ถ้าอย่างนั้น จะใช้อะไรปกป้องตัวเองล่ะ’
เขาถามตนเองเช่นนี้
ครุ่นคิดข้างโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง
ลู่เซิ่งค่อยๆ ลุกขึ้น เป่าเทียนดับลง เก็บสมุดบนโต๊ะกลับคืนสู่ที่เดิมทีละเล่ม
จากนั้นผลักประตูออกไป
คุณชาย ท่านอ่านบันทึกจบแล้วหรือ
เสี่ยวเฉี่ยวที่กำลังยืนสัปหงกอยู่หน้าประตู สะดุ้งตื่นเพราะลู่เซิ่งออกประตูมาอย่างกะทันหัน แต่ยังตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
อืม ตอนนี้ลุงจ้าวอยู่ไหน เจ้ารู้ไหม
ลู่เซิ่งถาม
คนแซ่จ้าวและอายุมาก ในตระกูลลู่มีอยู่มากมาย แต่ผู้ที่ทุกคนเรียกว่าลุงจ้าวมีแค่คนเดียว
นั่นเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งตระกูลลู่ ที่ลู่ฟ่างเรียกว่าอาจ้าว จ้าวต้าหู่อาจารย์สอนวรยุทธ์ที่เก่งกาจที่สุด
เอ่อ…ปกติตอนนี้ลุงจ้าวกำลังปรับเส้นเอ็น กระดูก และสั่งสอนข้ารับใช้ที่ลานฝึกวรยุทธ์ เสี่ยวเฉี่ยวมีความสัมพันธ์กับข้ารับใช้คนอื่นไม่เลว ข่าวสารนับว่ารวดเร็ว
พวกเราไปหาเขากัน
ลู่เซิ่งคิดอย่างละเอียดอยู่นาน รู้ว่าลุงจ้าวน่าจะเป็นเป็นกุญแจสำคัญที่ตัวเองสัมผัสได้ง่ายดายที่สุด สำหรับการทำให้ตนได้รับพลังเพื่อปกป้องตัวเองได้
เดินตามทางน้อยในคฤหาสน์ ลู่เซิ่งผ่านห้องพักสองแห่งจนมาถึงคฤหาสน์ด้านหลัง
บนลานฝึกใหญ่แห่งหนึ่ง ชายชราผมขาวโพลนกำลังนำข้ารับใช้สิบกว่าคนฝึกฝนการใช้หมัดและเท้า
แสงอาทิตย์ยามเช้าตรู่สาดลงมา ค่อยๆ ลดทอนเรื่องราวน่าสะพรึงกลัวที่ได้ยินในตอนเช้ามืด
จ้าวต้าหู่อาจารย์สอนวรยุทธ์สวมชุดเข้ารูปพอดีตัว เสื้อตัวบนสีดำ กางเกงขายาวสีเทา หลังแบกดาบใหญ่สันหนาที่ไม่เคยห่างตัวเล่มหนึ่ง
ลู่เซิ่งรอดูอยู่ด้านข้าง
เมื่อจ้าวต้าหู่ฝึกฝนเหล่าข้ารับใช้ได้สักพัก ก็ให้พวกเขาจับคู่ฝึกกันเอง
เขาเห็นลู่เซิ่งตั้งแต่แรกแล้ว จึงเดินเข้ามาหา
คุณชายใหญ่ ไฉนวันนี้มีเวลามาลานฝึก มีเรื่องอันใดต้องการให้ตาเฒ่าอย่างข้าช่วยหรือ
ตำแหน่งของจ้าวต้าหู่ในคฤหาสน์ไม่ต่างกับนายท่านผู้เฒ่ามากนัก
ที่เหลือยังมีอาจารย์สอนวรยุทธ์อีกหลายคน ต่างมีตำแหน่งไม่ต่ำต้อย เทียบได้กับคุณชายคุณหนูเช่นพวกเขาเหล่านี้ ดังนั้นส่วนใหญ่จึงสนทนาในระดับเดียวกัน
ลู่เซิ่งมองเหล่าข้ารับใช้ที่กำลังฝึกฝนท่าหมัดเท้าอยู่ไม่ไกล
ลุงจ้าว ข้าอยากฝึกวรยุทธ์
พอเขากล่าวประโยคนี้จบ รอยยิ้มบนใบหน้าจ้าวต้าหู่พลันค้างไป
คุณชายเซิ่ง ท่านมิใช่มาล้อเล่นกับตาเฒ่าอย่างข้ากระมัง
ข้าไม่ได้ล้อเล่น ลู่เซิ่งส่ายหน้า
เขาคิดอยู่นาน สถานที่เพียงแห่งเดียวที่สามารถฝึกฝนพลังป้องกันตัวเองได้ง่ายดายที่สุดในตอนนี้ ก็คือตามหาอาจารย์สอนวรยุทธ์ในตระกูลเพื่อฝึกวรยุทธ์
วิชาดาบของลุงจ้าว จ้าวต้าหู่ ผู้เป็นอาจารย์สอนวรยุทธ์ในตระกูล ในมืองเก้าเชื่อมนี้มีไม่กี่คนที่เหนือกว่าเขา
จ้าวต้าหู่มองลู่เซิ่งอย่างจริงจัง แล้วส่ายศีรษะ
คุณชายเซิ่ง ถ้าคิดฝึกวรยุทธ์จริงๆ ด้วยความสามารถน้อยนิดของข้าผู้เฒ่า มิใช่ไม่อาจถ่ายทอดแก่ท่าน เพียงแต่…ตอนนี้ท่านอายุมากเกินไป โครงกระดูกเข้ารูปแล้ว มีการเคลื่อนไหวมากมายที่ไม่อาจฝึกจนชำนาญได้
การเคลื่อนไหวนี้หากฝึกไม่ชำนาญ อานุภาพจะลดลงมาก…
ไม่เป็นไร ลุงจ้าวสอนข้าให้เต็มที่ก็พอ
ลู่เซิ่งไม่เพียงแค่คิดหาพลังปกป้องตัวเอง ยังคิดจะทดลองเรื่องหนึ่งด้วย
จ้าวต้าหู่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
แต่แล้วก็ตอบรับอย่างผ่าเผย
เอาเถอะ ข้าไม่มีทายาท อยู่ในตระกูลลู่มาหลายปี ได้รับความสะดวกสบายมาก นายท่านผู้เฒ่าปฏิบัติกับพวกเราไม่เลว ตามกฎเกณฑ์แล้ว ท่านเรียนวิชาของข้า ต้องกราบข้าเป็นอาจารย์
แต่ด้วยความสัมพันธ์ของข้ากับตระกูลลู่ ไม่ต้องกราบข้าเป็นอาจารย์แล้ว ขอแค่ท่านไม่เผยแพร่สู่ภายนอกก็พอ
จ้าวต้าหู่โบกมือ
ลู่เซิ่งในฐานะคุณชายใหญ่ ไม่ช้าก็เร็วต้องรับสืบทอดกิจการของของตระกูลลู่
ในใจเขาจึงมีความคิดจะร่นระยะห่างกับอีกฝ่ายด้วย
แต่ว่าคุณชายเซิ่ง มีคำพูดที่ข้าต้องกล่าวกับท่านให้ชัดเจนก่อน
ท่านบอกออกมา ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างจริงจัง
จ้าวต้าหู่ลูบเคราใต้คาง กล่าวเสียงทุ้ม
ข้ารู้ว่าท่านได้รับการกระทบกระเทือนจากคดีตระกูลสวีเมื่อเช้านี้ จึงคิดเรียนวรยุทธ์เพื่อป้องกันตัว
แต่ข้าขอพูดกับท่านให้ชัดเจน ต่อให้เป็นยอดฝีมือแห่งยุทธภพที่แกร่งที่สุด ก็รับมือกับเรื่องเร้นลับพิสดารเหล่านั้นไม่ได้
…ข้าเข้าใจแล้ว…
ลู่เซิ่งพยักหน้า
ในใจข้าเพียงไม่อยากยอมรับ อยากทำสิ่งที่ตัวเองทำได้ก็พอ
คุณชายเซิ่ง เข้าใจก็ดีแล้ว จ้าวต้าหู่คิดเล็กน้อยก่อนหยิบคัมภีร์เล็กๆ เล่มหนึ่งออกมา คัมภีร์เล่มนั้นใช้ผ้าสีเหลืองหลายชั้นห่อเอาไว้
เขาค่อยๆ เปิดออก นำคัมภีร์เล่มเล็กที่อยู่ด้านในสุดออกมา
ปกคัมภีร์เขียนตัวอักษรตัวใหญ่สองสามตัว
‘วิชาดาบพยัคฆ์ดำ’
……………………………………….
บทที่ 4
นี่เป็นวิชาดาบตื้นเขินที่นักพรตพเนจรคนหนึ่งซึ่งข้าเคยเจอมานานแล้วถ่ายทอดให้ข้า ในยุทธภพตอนนี้ เรียกได้ว่าเป็นอันดับสาม
แต่ว่าอย่าได้ดูถูกว่าเป็นแค่อันดับสาม ในนี้มีเคล็ดที่ไม่ธรรมดาอยู่ คัมภีร์ลับอันดับสามก็เพียงพอให้เข้าไปอยู่ในหอเก็บหนังสือของพรรคใหญ่แล้ว ท่านนำไปอ่านให้ดีก่อน ด้านในยังมีรูปท่วงท่าอย่างละเอียด ลองฝึกฝนด้วยตัวเองดู หลังจากท่านอ่านแล้วยังแน่ใจว่าจะฝึกอยู่ ค่อยมาหาข้า
แต่ไม่ว่าท่านจะฝึกหรือไม่ฝึก จำไว้ด้วยว่า ท่านต้องคืนคัมภีร์เล่มนี้ให้แก่ข้าด้วย
จ้าวต้าหู่ส่งคัมภีร์ให้ลู่เซิ่งอย่างระมัดระวัง
เยี่ยม!
ลู่เซิ่งรู้ว่านี่คงเป็นวิชาที่จ้าวต้าหู่เก็บไว้ก้นหีบแล้ว
เขามอบให้ตนอย่างง่ายดายขนาดนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าลู่เซิ่งจะอาศัยมันเรียนวิชาดาบนี้ได้
การฝึกฝนวรยุทธ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จำเป็นต้องปรับแก้รายละเอียดมากมาย ไม่ใช่จะร่ำเรียนตามคัมภีร์ได้อย่างผ่อนคลาย
ขอบคุณลุงจ้าวมาก!
ลู่เซิ่งรับคัมภีร์มาอย่างระมัดระวัง
เขาพกคัมภีร์ดาบพยัคฆ์ดำกลับห้องของตัวเอง ปิดประตูห้อง แล้วจุดเทียนขึ้น พลิกอ่านเนื้อหาด้านในตามลำพัง
วิชาดาบพยัคฆ์ดำ อธิบายถึงวิชาดาบ ที่ความจริงมีแค่สามกระบวนท่า
ทั้งสามกระบวนท่าล้วนเป็นการโจมตี
ไม่มีตั้งรับ ไม่มีหลบหลีก มีแค่จู่โจม
กระบวนท่าแรก พยัคฆ์สังหาร
กระบวนท่าที่สอง บารมีพยัคฆ์
กระบวนท่าสาม พยัคฆ์คำราม
กระบวนท่าเรียบง่ายยิ่ง เป็นท่วงท่าการออกดาบที่แตกต่างกันสามแบบ แสดงอานุภาพ ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
ลู่เซิ่งลองอ่านดูก็พอทราบคร่าวๆ แต่ว่ากระบวนท่าเหล่านี้ บอกว่าง่ายดายก็ง่ายดายอยู่ ทว่าอานุภาพกลับอาศัยความคุ้นเคยชำนาญ ต้องอาศัยพละกำลังและความเร็ว
และสิ่งที่สำคัญของพละกำลังกับความเร็วก็คือการประสานสอดรับกันของร่างกาย
ดังนั้นในวิชาดาบสามกระบวนท่านี้ จึงยังมีวิชาฝึกจิตที่สอดคล้องกันชุดหนึ่งด้วย
สิ่งที่เรียกว่าวิชาฝึกจิตก็คือจะประสานความคิดสมาธิจิตใจในชีวิตประจำวันอย่างไร เพื่อแสดงวิชาดาบนี้ได้ถึงระดับที่ร้ายกาจที่สุด
วิชาฝึกจิต ความจริงเป็นวิธีการปรับแต่งจิตภายใน
กระบวนท่าดาบคือการปรับแต่งภายนอก วิชาฝึกจิตคือการปรับแต่งภายใน สองสิ่งสอดประสาน บรรลุถึงขั้นกาย ปราณ และจิตรวมเป็นหนึ่งเดียว
วิชาฝึกจิตพยัคฆ์ดำมีสามระดับ ทุกระดับไม่มีชื่อเรียกพิเศษอันใด เป็นระดับหนึ่ง ระดับสอง และระดับสาม
วิชาฝึกจิตหากฝึกสำเร็จ จะบรรลุระดับความชำนาญของกระบวนท่าภายนอกตามที่คัมภีร์บอก จึงจะนับว่าฝึกวิชาดาบนี้สำเร็จ
ลู่เซิ่งปิดคัมภีร์เล่มเล็กเบาๆ
นั่งเงียบๆ ข้างโต๊ะอยู่นาน จดจำจุดยากของกระบวนท่าวิชาดาบพยัคฆ์ดำทั้งหมด ทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่าในห้วงสมอง
จากนั้นเขาก็คิดขึ้นมาในใจ
‘ดีปบลู’
ทันใดนั้นอินเตอร์เฟซของเครื่องมือปรับเปลี่ยนความสามารถดีปบลูก็โผล่ขึ้นมาตรงหน้าเขาในตอนนี้
ในกรอบสีน้ำเงิน เป็นตารางเล็กๆ จำนวนมากหลายตาราง
ในตารางแรก แถวแรกเวลานี้แสดงสถานะในตอนนี้ของเขา
‘ลู่เซิ่ง
วรยุทธ์ :
วิชาดาบพยัคฆ์ดำ : ยังไม่เริ่มฝึก’
การแสดงผลเรียบง่ายยิ่ง มีแค่วิชาดาบพยัคฆ์ดำที่เคยเพิ่งอ่านไปรอบเดียว
‘ไม่ใช่…ไม่ใช่ภาพหลอนจริงๆ ด้วย!’
ลู่เซิ่งร่างแข็งทื่อในทันใด
ไม่ใช่หวาดกลัว หากแต่เป็นความตื่นเต้น!
โลกใบนี้อันตรายเกินไปแล้ว
เดิมเขาคิดว่าตนเองเป็นตัวมอด เกิดอย่างมีความสุขตายอย่างมีความสุข แต่ตอนนี้รู้สึกเหมือนตกเข้ามาในรูงู รอบๆ ตัว คล้ายกับว่าอาจมีงูพิษจำนวนมากมุดออกมาได้ตลอดเวลา หากไม่ระวังโดนลูกหลงไป อาจกลายเป็นตัวประกอบในเรื่องภูตเล่าผีสักเรื่อง ตายจนไม่อาจตายได้อีก
‘แต่ตอนนี้ยังดี ยังไงก็มีความหวังเล็กน้อยแล้ว…ถ้าเครื่องมือปรับเปลี่ยนนี้ใช้ได้จริงๆ…’
ลู่เซิ่งสะกดความตื่นเต้นและความพลุ่งพล่านในใจ เริ่มหวนนึกถึงความสามารถของเครื่องมือโกงที่ตัวเองเขียนขึ้นในตอนนั้น
ประโยชน์เพียงหนึ่งเดียวของเครื่องมือปรับเปลี่ยนดีปบลูก็คือ ปรับเปลี่ยนความสามารถของวรยุทธ์ทั้งหมดที่ตัวละครหลักในเกมครอบครองไว้
มันปรับเปลี่ยนระดับวรยุทธ์ได้ สามารถเปลี่ยนกลายเป็นบรรลุระดับหรือสำเร็จขอบเขตระดับสุดยอดได้โดยตรง แต่ว่าสิ่งที่แตกต่างคือมันไม่อาจปรับเปลี่ยนระดับความชำนาญ ไม่อาจปรับปริมาณเลือดลม ไม่อาจปรับพละกำลัง ความเร็ว กำลังภายใน และสิ่งยิบย่อยมากมาย
สิ่งที่มันเปลี่ยนได้อย่างเดียวก็คือขอบเขตวรยุทธ์ที่ครอบครองอยู่!
‘ดูจากในตารางนี้ สิ่งที่สามารถเปลี่ยนได้มีแค่วิชาดาบพยัคฆ์ดำนี้ เช่นนั้นเราสมควรทำอย่างไรจึงจะเริ่มปรับเปลี่ยนได้’
ลู่เซิ่งเริ่มศึกษาคลำทาง
ตามลำพังคนเดียวอยู่ในห้อง มือพลิกคัมภีร์เล่มเล็กโดยไม่รู้ตัว ความสนใจล้วนรวมอยู่บนเครื่องมือปรับเปลี่ยนดีปบลูในหัว
เขาศึกษาเครื่องมือปรับเปลี่ยนทั้งหมดอย่างละเอียดหลายครั้ง ไม่นานเขาก็พบปุ่มกดที่เล็กมากๆ ปุ่มหนึ่งที่ส่วนล่างสุดของเครื่องมือปรับเปลี่ยน
ข้างบนปุ่มกดเขียนว่า : เริ่มปรับเปลี่ยน
‘มันนี่แหละ’
ความคิดของลู่เซิ่งขยับไหว จินตนาการว่ากดนิ้วบนลงบนปุ่มกดนี้โดยแรง
ฉับพลันนั้นเครื่องมือปรับเปลี่ยนดีปบลูก็กะพริบครั้งหนึ่ง
เขาพลันรู้สึกว่าตัวเองควบคุมทุกสิ่งบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนได้ตามใจ
ความรู้สึกนี้พิเศษยิ่ง แต่ลู่เซิ่งไม่ได้สนใจมากเกินไป หากเพ่งความสนใจ ไปที่วิชาดาบพยัคฆ์ดำอย่างรวดเร็ว
สถานะด้านหลังของวิชาดาบพยัคฆ์ดำคือยังไม่เริ่มฝึก พริบตาที่เขาเพ่งสมาธิไปในนั้น สถานะก็พลันเด้งเปลี่ยน
กลายเป็นเริ่มฝึกฝน
ลู่เซิ่งยินดี รู้สึกสนุก เพ่งสมาธิจับจ้องวิชาดาบพยัคฆ์ดำต่อ
อย่างรวดเร็ว วิชาดาบพยัคฆ์ดำเด้งขึ้นมาอีกครั้ง เปลี่ยนเป็นระดับหนึ่ง
จากนั้นเปลี่ยนเป็นระดับสอง ระดับสาม…
‘สำเร็จแล้ว!’ ลู่เซิ่งลิงโลด ดูเหมือนเครื่องมือปรับเปลี่ยนจะได้ผลจริงๆ
เขาเตรียมจะผ่อนคลายจิตใจ
ทันใดนั้นวิชาดาบพยัคฆ์ดำก็เด้งขึ้นมาอีก
‘ระดับสี่!’
วิชาดาบพยัคฆ์ดำกลายเป็นระดับสี่แล้ว!
ตูม!
พริบตาที่วิชาดาบพยัคฆ์ดำเด้งถึงระดับสี่ ลู่เซิ่งรู้สึกว่าห้วงสมองระเบิดตูม
เขาปวดหัวแทบแตก ร่างเหมือนถูกฟ้าผ่า สั่นเทาอย่างรุนแรง
ลู่เซิ่งหมอบลงกับโต๊ะ ผ่อนลมหายใจนานยิ่งกว่าจะประคองศีรษะยกขึ้นมาได้อย่างลำบาก
ใต้จมูกเปียกชื้น เจือด้วยกลิ่นคาว
ลู่เซิ่งยื่นมือออกมาลูบเบาๆ พอมองเห็นก็เป็นเลือดสีแดงเข้ม
เขารู้สึกว่าสองตาของตนพร่ามัว ทั่วร่างไม่มีส่วนใดที่ไม่ปวด ร่างกายอ่อนระโหย ถึงขั้นแม้แต่จะลุกขึ้นยืนยังกินแรง
เขายกมือขึ้นมาดู ผิวบนหลังมือซีดขาว ถ่างตาไว้แทบไม่ไหว อยากนอนหลับยิ่ง
‘นี่เป็นร่องรอยที่เลือดลมเสียหายครั้งใหญ่!’ ลู่เซิ่งแม้ไม่เป็นวิชาแพทย์ แต่ว่าความรู้พื้นฐานก็ยังพอทราบอยู่บ้าง
ทราบแล้วว่าตนเองอาจจะเลือดลมเสียหายมากเกินไป
เขานั่งลงตรงขอบโต๊ะ ฝืนยันตัวขึ้น เก็บคัมภีร์เล่มเล็กไว้ นอนคว่ำพักผ่อนบนเตียง
เฉี่ยวเอ๋อร์!
คุณชายหรือ มีคำสั่งอันใด
เสี่ยวเฉี่ยวถามเบาๆ อยู่ด้านนอกประตู
เจ้าไป…ทำโจ๊กพุทราแดงให้ข้าหน่อย ใส่โสมคนเล็กน้อย เอาที่แก่แล้ว
ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างลำบาก
เป็นนายน้อยของบ้านรวยมีข้อดีตรงนี้เอง
คนทั่วไปอย่าว่าแต่มีโสมแก่ ต่อให้เป็นโสมธรรมดาก็ได้แต่ยึดถือเป็นยาช่วยชีวิต ไหนเลยนำมาทานบำรุงได้เหมือนลู่เซิ่ง
เสี่ยวเฉี่ยวขานรับ วิ่งไปที่ห้องครัวสั่งให้คนต้มโจ๊กอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งนอนหงายบนเตียง ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจยาวๆ ยังรู้สึกหน้ามืดอยู่ แขนขาก็ไร้เรี่ยวแรง
นอกจากความรู้สึกเหล่านี้ เขายื่นมือออกมาอย่างประหลาดใจ ความรู้สึกที่ชำนาญและช่ำชองเหมือนฝึกฝนวิชาดาบมาหลายปีชนิดหนึ่งไหลจากมือเข้าไปในห้วงสมอง
สามกระบวนท่าดาบกับวิชาฝึกจิตสามระดับของวิชาดาบพยัคฆ์ดำ ในใจเขาไม่ทราบว่าเปลี่ยนเป็นเหมือนแตงหล่นเพราะสุกงอมตอนไหน
กระบวนท่าสามท่านี้ เขาไม่เพียงเข้าใจเคล็ดวิชาที่ซ่อนอยู่ ในกระบวนท่าเหล่านี้ เขาล้วนทำความเข้าใจทะลุปรุโปร่งแล้ว ถึงขั้นที่วิชาฝึกจิตจะประสานกระบวนท่าอย่างไร เข้าใจถึงวิชาหัตถ์ ขอบเขต วิธีใช้หลายชนิดที่สอดคล้องกัน
‘สำเร็จแล้วจริงๆ หรือ!?’ ลู่เซิ่งปิดตา ในใจเต็มไปด้วยความลิงโลด
การทดลองนี้สำเร็จแล้ว
ถึงแม้สิ่งที่สูญเสียไป คล้ายจะเป็นเลือดลม พลังกาย และจิตในร่างของเขา แต่แลกกับการสำเร็จวิชาดาบพยัคฆ์ดำก็คุ้มมากแล้ว
‘เพียงแต่ดาบพยัคฆ์ดำมีแค่สามระดับ ระดับสี่นี้มาจากไหน’
นี่เป็นเรื่องที่ทำให้ลู่เซิ่งไม่เข้าใจ
หนำซ้ำระดับที่สี่ของดาบพยัคฆ์ดำ ในความทรงจำของเขาในตอนนี้มอบความรู้สึกที่คุ้นเคยชนิดหนึ่งให้เขา
เหมือนกับ…เหมือนกับเป็นเขาสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง
หลักการและแนวคิดที่แฝงอยู่ด้านในไม่ใช่สิ่งที่คนที่อยู่บนโลกนี้จะคิดออกได้ แต่เหมือนเป็นการรวมแนวคิดพื้นฐานส่วนหนึ่งของของวิทยาศาสตร์และกลศาสตร์ในยุคปัจจุบัน
ตัวเขาถึงแม้จะเป็นแค่ข้าราชการคนหนึ่ง แต่อย่างไรก่อนหน้านี้ก็เคยเข้าชั้นเรียนในมหาวิทยาลัยประเภทกลศาสตร์วิศวกรรมกับชีวกลศาสตร์
ไม่รอให้เขาคิดมาก เสี่ยวเฉี่ยวก็ประคองชามโจ๊กเข้ามาแล้ว
บัญเอิญต้มโจ๊กบำรุงเลือดให้คุณหนูสามพอดี ใช้พุทราแดงเป็นหลัก คุณหนูสามไม่อยากรับประทาน ข้าจึงเอามาให้คุณชายก่อน นี่เป็นน้ำแกงพุทราแดงใส่ดอกไป๋เหอ ช่วยสงบจิตใจบำรุงเลือด ข้าเติมโสมคนไว้ในนี้แล้ว คุณชายท่านต้องการหรือไม่
เสี่ยวเฉี่ยวถามเบาๆ อยู่ด้านนอกประตู
เจ้าเอาเข้ามา
ลู่เซิ่งเอ่ยเบาๆ
เสี่ยวเฉี่ยวค่อยๆ ผลักประตูห้องเบาๆ เดินเข้าไปด้านใน แต่เพิ่งเข้ามา นางก็เห็นรอยเลือดจุดหนึ่งที่เปื้อนติดคอเสื้อของลู่เซิ่ง
คุณ…คุณ…คุณ…คุณชายท่านเป็นอะไรไป!? เสี่ยวเฉี่ยวตื่นตระหนก ชามโจ๊กบนมือเกือบตกลงพื้น
ลู่เซิ่งยิ้มขื่น
ข้าไม่เป็นไร
ท่านยังบอกว่าไม่เป็นไรอีก! ถึงขั้นกระอักเลือดแล้ว!
เสี่ยวเฉี่ยวตกใจหน้าซีดแล้ว
ไม่เป็นไรจริงๆ… ลู่เซิ่งกล่าวอย่างจนปัญญา
เสี่ยวเฉี่ยวรีบประคองชามโจ๊กในมือให้ลู่เซิ่ง
มาเถอะคุณชาย กินโจ๊กร้อนๆ ก่อน
ภายใต้การปรนนิบัติของนาง ลู่เซิ่งรับประทานโจ๊กชามนั้นทีละคำจนหมด
จิตใจจึงผ่อนคลายไปส่วนหนึ่ง
เขาเริ่มหวนนึกถึงข่าวสารกับประสบการณ์หลายอย่างเกี่ยวกับวิชาดาบพยัคฆ์ดำที่อยู่ๆ ก็โผล่ออกมาในห้วงสมอง
ประหลาดยิ่ง ของเหล่านี้เหมือนกับอยู่ในสมองของเขาตั้งแต่แรก ไม่ว่าจุดยากใดๆ เขาสามารถทำความเข้าใจได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังรู้สึกว่าร่างกายทำได้ง่ายยิ่ง
ถ้าไม่ใช่ร่างกายตอนนี้ไม่อนุญาต เขายังคิดจะไปหาดาบที่ลานฝึกเพื่อลองฝึกฝนดูแล้ว
เสี่ยวเฉี่ยวเร่งฝีเท้าจากไป หลังจากเขารับประทานโจ๊กเสร็จแล้ว ไปตามหาหมอประจำของตระกูลลู่ที่ห้องยา เพราะนางยังเป็นห่วงร่างกายของลู่เซิ่งอยู่
คฤหาสน์ตระกูลลู่ มีหมอเฉพาะของตัวเอง เป็นชายชราร่างผอมไว้เคราแพะคนหนึ่ง
เขาแบกหีบยาขนาดใหญ่รีบรุดมาถึง
ท่านหมอนั่งคลำชีพจรอยู่ข้างเตียงลู่เซิ่ง จากนั้นหัวคิ้วของเขาก็คลายออก
ไมมีปัญหาใหญ่อันใด เพียงแต่เลือดลมเสียหาย ใช้จิตใจมากเกินไป พักผ่อนบำรุงหลายวันก็พอแล้ว
เขาดึงกระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง เขียนเทียบยาบำรุงใบหนึ่ง
นำไปห้องยา ให้คุณชายใหญ่กินสิบวัน วันละสองครั้ง จะหายดีเอง
ขอบคุณท่านหมอ
ลู่เซิ่งโล่งใจ นี่ตรงกับสถานการณ์ที่ตัวเขาเองวินิจฉัยไว้
ไม่ทันไรลู่ฟ่าง ลู่เฉวียนอันก็มาแล้ว
เกิดอะไรขึ้น? เขาพามารดารองและมารดาสามของลู่เซิ่งมาด้วย
มารดาแท้ๆ ของลู่เซิ่งป่วยจากไปนานแล้ว
ตั้งแต่เล็กเป็นมารดารองดูแลเขามา
มารดารองหลิวชุ่ยอวี้มีนิสัยอ่อนโยน ดีกับคนอื่นถึงขีดสุด ปฏิบัติกับเขาไม่ต่างกับบุตรของตัวเอง
ฝึกวรยุทธ์เลือดลมเสียหายเล็กน้อย ไม่เป็นไร ลู่เซิ่งอธิบายคนในครอบครัว
เขาเป็นบุตรคนโตในตระกูล เป็นเสาค้ำยันที่จะรับสืบทอดสมบัติของตระกูลในอนาคต เกิดเรื่องอะไรขึ้นย่อมดึงดูดความสนใจทันที
……………………………………….
บทที่ 5
ฝึกวรยุทธ์หรือ
ลู่เฉวียนอันขมวดคิ้ว
เจ้าไฉนเริ่มฝึกฝนวรยุทธ์แล้ว เขาคิดจะดุด่าสักหลายประโยค แต่พอคิดถึงเหล่านายน้อยที่ออกไปหาความสำราญเหล่านั้น เทียบกันแล้ว การกระทำของเด็กน้อยลู่เซิ่งยังดีกว่าคนเหล่านั้นมากนัก
พอคำดุด่ามาถึงมุมปาก เขาก็ถอนใจเฮือกหนึ่ง
ฝึกวรยุทธ์ต้องไปเรียนกับลุงจ้าวของเจ้า อย่าได้ฝึกฝนส่งเดชคนเดียว จะเกิดเรื่องได้ง่าย
เขาส่ายหน้า หมุนตัวเดินไปนอกประตู เดินไปถึงครึ่งทาง ก็หยุดนิ่งแล้วพูดอีกครั้ง
ทางห้องยา หากเจ้าอยากได้ยาอันใดก็ไปขอได้เลย ข้าจะให้เงินเจ้าสองพันตำลึงต่อเดือน
พอพูดจบก็สาวเท้าจากไปแล้ว
หลิวชุ่ยอวี้ มารดารองใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อให้ลู่เซิ่งเบาๆ
บิดาเจ้าใจอ่อนแล้ว
นางถอนใจยาว
นายท่านผู้เฒ่าตระกูลสวีกับเขาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน ตอนนี้เกิดเรื่องอย่างนี้ เขาก็เศร้าเสียใจยิ่งเช่นกัน
เจ้าฝึกวรยุทธ์เป็นเรื่องดี เพียงแต่คนอื่นฝึกวรยุทธ์ล้วนเริ่มปรับรากฐานมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้เจ้าอายุปูนนี้แล้ว สุดท้ายยังสายไปก้าวหนึ่ง…
นางบ่นอันใดไป ลู่เซิ่งฟังไม่เข้าหูโดยสิ้นเชิง
ความสนใจของเขารวมอยู่บนวิชาดาบพยัคฆ์ดำที่ได้มาใหม่
‘อัศจรรย์จริงๆ…’
ลู่เซิ่งหยีตาเล็กน้อย เปลือกนอกคล้ายกำลังฟังคำพูดของมารดารอง ความจริงกลับกำลังสัมผัสกับสภาพร่างกายของตัวเอง
เขาเกร็งกล้ามเนื้อที่แขน
‘กล้ามเนื้อที่สองมือยังเหมือนเดิม แต่ว่าความรู้สึกคุ้นเคยนั้น ความชำนาญจากวิชาดาบที่เหมือนฝึกฝนมาหลายปีแล้วนั้น เป็น…’
เขาทดลองเกร็งกล้ามเนื้อขาสองข้างอีกรอบ
กล้ามเนื้อส่วนขาออกแรงได้ง่ายกว่าก่อนหน้าอย่างชัดเจน
เขาสัมผัสได้อย่างแจ่มแจ้งว่า พละกำลังของตัวเองไหลจากสองเท้าไปถึงส่วนเอว ไปถึงสองแขนอีกครั้ง
ความปลอดโปร่งของการส่งพละกำลังชนิดนี้ บรรยายไว้อย่างละเอียดยิ่งบนวิชาดาบพยัคฆ์ดำ
นี่เรียกพลังปลอดโปร่ง
‘ถ้ายึดตามที่วิชาดาบว่าไว้’ ผู้ที่ฝึกวรยุทธ์ทั่วไปล้วนมีวิธีการปรับพลังปราณส่วนใหญ่บนร่าง
สามารถปรับพลังปราณทั่วร่างได้ห้าส่วน นับว่าเป็นมือดีแล้ว ผู้ที่ปรับพลังปราณได้แปดส่วน สามารถเข้าสู่ขอบเขตที่เรียกว่าพลังปลอดโปร่ง’
ลู่เซิ่งไตร่ตรอง ตามความทรงจำส่วนหนึ่งในตอนแรกของร่างนี้ ในอดีตเขาเคยได้ยินลุงจ้าวกับอาจารย์สอนวรยุทธ์คนอื่นพูดถึงเรื่องนี้
ขอบเขตพลังปลอดโปร่ง ไม่ต่างจากยอดฝีมือระดับหนึ่ง ระดับสองในเมืองเก้าประสานมากนัก
สามารถรวมพลังปราณแล้วโจมตีออกไปได้ ขอบเขตเช่นนี้ ต่อให้เป็นแค่คนทั่วไป ฟันออกหนึ่งดาบ จะสามารถแสดงพละกำลังและความเร็วที่น่ากลัวเหนือคนธรรมดาได้เช่นกัน
‘ลุงจ้าว มีขอบเขตพลังปลอดโปร่งแล้วกระมัง…’
ลู่เซิ่งถอนใจ ผลของเครื่องมือปรับเปลี่ยนนี้ไม่ด้อยลงแม้แต่น้อย ทำให้ความกังวลในใจของเขาหายไปมาก
‘น่าเสียดายสิ่งที่เครื่องมือปรับเปลี่ยนเผาผลาญไป เป็นการรวมกันของพลังกาย ปราณ และจิต การเปลี่ยนครั้งนี้ยังมิใช่วิชาที่มีปราณกำลังภายในเหมือนในเรื่องเล่าเหล่านั้น เป็นแค่วิชาดาบกำลังภายนอกที่ธรรมดาวิชาหนึ่ง ถึงกับเกือบทำให้เราเสียเลือดลมจนต้องนอนติดเตียง’
ลู่เซิ่งเข้าใจคุณสมบัติของเครื่องมือปรับเปลี่ยนอย่างเลือนรางแล้ว
ของสิ่งนี้คล้ายเป็นเครื่องมือปรับสมดุล สามารถปรับประสบการณ์ ความทรงจำ ความสามารถ และวรยุทธ์บนร่างได้
แต่ว่าการปรับสมดุลนี้จำเป็นต้องใช้พลังงาน สิ่งที่สูญเสียไป คือพลังกาย ปราณ และจิตของเขา
มิหนำซ้ำการปรับสมดุลร่างกายและความทรงจำ ยังไม่ใช่สามารถกระทำได้ในคราเดียว
‘ร่างกายเหมือนวัสดุกองหนึ่ง เครื่องมือปรับเปลี่ยนสมควรใช้ประโยชน์จากกองวัสดุเหล่านี้ สร้างพื้นฐานใหม่บนพื้นฐานเดิม’
ไม่อาจเปลี่ยนแปลง สร้างความแข็งแกร่งของกายเนื้อและความแข็งแกร่งของโครงกระดูกขึ้นใหม่ โดยไม่ใช้อะไรเลย
นี่เป็นสิ่งที่ลู่เซิ่งคาดเดา
หลายวันต่อจากนั้น การเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของเขา ก็ได้พิสูจน์การคาดเดานี้
ร่างของเขาค่อยๆ ฟื้นฟูตั้งแต่วันแรก ขณะเดียวกันแขน ขา ทรวงอกและกลางหลัง ล้วนมีกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ลู่เซิ่งยังรู้สึกได้ว่าความเจ็บปวดบนร่างกาย กลายเป็นอาการชาไปแล้ว บนฝ่ามือค่อยๆ เกิดผิวชั้นนอกที่หนาส่วนหนึ่งขึ้น
ความอยากอาหารของเขายิ่งมายิ่งมากขึ้นเช่นกัน
เพื่อไม่ให้ทุกคนประหลาดใจ ทุกๆ วันเขาจะแอบออกไปด้านนอก เพื่อรับประทานอาหารเพิ่มทุกวัน
วันหนึ่งรับประทานสี่มื้อ เช้ากลางวันเย็นสามมื้อ ด้านนอกเพิ่มมื้อดึกอีก
มื้อดึกด้านนอก เขายังกินปริมาณเท่าในบ้าน
เป็นเช่นนี้อยู่เจ็ดวัน ลู่เซิ่งเริ่มแข็งแรงขึ้น ร่างกายไม่ได้ผอมเหมือนก่อนแล้ว
คัมภีร์ลับวิชาดาบเล่มนั้น เขาคืนให้ลุงจ้าวอย่างสมบูรณ์แต่แรกแล้ว
ลุงจ้าวได้ยินเรื่องที่เขาป่วยบนเตียง ตอนรับคัมภีร์วิชาดาบกลับคืน นอกจากส่ายหน้าถอนใจแล้ว ก็ไม่มีการแสดงออกอื่นใด และไม่ถามไถ่เรื่องฝึกดาบเช่นกัน
ลู่เซิ่งคาดเดาว่า เขาคงนึกว่าตนเองทดลองฝึกดาบมั่วซั่ว ผลลัพธ์ทำร้ายตัวเองแล้ว
ลุงจ้าวมีความคิดแบบนี้จริงๆ
เดิมทีเขายังรอให้ลู่เซิ่งฝึกดาบไม่สำเร็จ แล้วค่อยไปถามข้อข้องใจกับเขา คิดไม่ถึงว่าพริบตาเดียวจะได้ยินเรื่องที่ลู่เซิ่งคุณชายใหญ่ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นต้องนอนเตียง
ภายหลังยังมาคืนคัมภีร์ลับให้เขาอีก และไม่ถามเรื่องวิชาดาบพยัคฆ์ดำอีกเลย
เขาจึงนึกว่าลู่เซิ่งไม่สนใจอีกต่อไป ยอมแพ้เสียแล้ว
กับเรื่องนี้ ลุงจ้าวนอกจากถอนใจแล้ว ก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย
เรื่องทั้งหมด จึงกลับกลายไปเป็นเหมือนก่อนหน้านี้
ชีวิตในคฤหาสน์ตระกูลลู่เหมือนไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องของตระกูลสวีเกินไปนัก
พวกผู้เยาว์ที่เคยไปเดินเล่นก็ไปเดินเล่น ที่เคยออกไปดื่มสุราก็ออกไปดื่มสุรา บางคนออกไปฟังเพลง บางคนออกไปขี่ม้า ยังมีคนออกไปเข้าร่วมชุมนุมกาพย์กลอน ชุมนุมดอกไม้อันใดอีก ถึงเมืองเก้าประสานจะไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็ก เรื่องสำราญเหล่านี้ที่ควรมีล้วนมีทั้งสิ้น
เหล่าผู้อาวุโสเข้าร่วมการชุมนุมพวกนี้เป็นครั้งคราว บางครั้งก็ไปเข้าร่วมการปรึกษาหารือ ณ ที่ว่าการ
ลู่เฉวียนอันก็ทุ่มเทเวลากับการค้าและธุรกิจทั้งวัน
ทุกคนเหมือนจะลืมเลือนคดีสะเทือนขวัญของตระกูลสวี กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมอีกครั้ง
คนที่ใช้ชีวิตแตกต่างจากเดิมมีอยู่เพียงสองคน
คนแรกคือลู่อีอี นางที่ไม่ได้แต่งสามี นางที่ยังไม่มีคนในใจ ทุกๆ วันน้ำตานองหน้า ซูบโทรมมากขึ้น
อีกคนคือลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งชอบออกไปด้านนอกมากกว่าเดิม
เขาไม่ได้ไปหาความสำราญหรือไปฟังเพลง หากแต่ไปนอกเมืองเพื่อหาป่าน้อยที่ว่างแห่งหนึ่ง
เริ่มทดลองฝึกฝนวิชาดาบพยัคฆ์ดำด้วยตัวเอง
…
เขาลมทมิฬตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเก้าประสาน
ยามดึก เสียงลมหวีดหวิว
ลู่เซิ่งถือดาบด้ามยาวออกมาจากร้านตีเหล็ก กำลังเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
เขาไม่ได้คิดจะไปให้ถึงเขาลมทมิฬ เพียงคิดหาโอกาสทดลองดาบในระหว่างทาง
วิชาดาบพยัคฆ์ดำเป็นเขาได้มาจากการใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยน เขาจึงยังไม่คิดแสดงออก นี่สามารถเป็นท่าไม้ตายท่าหนึ่งของเขาได้
คนภายนอกมองดูเขา ล้วนนึกว่าเขาเป็นคุณชายบ้านรวยผู้ไม่มีเรี่ยวแรงฆ่าไก่ทั่วไป
ภายใต้การรับรู้ที่เข้าใจผิดเช่นนี้ เกิดว่ามีอันตรายอันใดเกิดขึ้นกับเขา ความสามารถนี้จะกลายเป็นที่พึ่งพาสำหรับพลิกกระดานที่ดีที่สุดของเขา
แน่นอนว่าเงื่อนไขคือประสบการณ์ในการใช้วิชาดาบพยัคฆ์ดำนี้ให้ใช้ได้จริงๆ
ลู่เซิ่งไม่รู้ว่าเขาลมทมิฬอยู่ที่ไหน ห่างจากเมืองเก้าประสานไปเท่าไร
เมืองเก้าประสานไม่มีคำสั่งห้ามเข้าออกยามวิกาล ตอนกลางคืนประตูเมืองยังคงเปิดอยู่ ตัวเขาคนเดียวใส่ชุดหนากว้าง ก้มศีรษะอำพรางใบหน้า เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นแบบเรียบง่าย จากนั้นใช้แป้งน้ำของสตรีปรับเปลี่ยนหน้าตาเล็กน้อย
พลันเขาก็กลายเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป ที่ไม่มีคนรู้จัก
อาศัยยามวิกาลออกจากตัวเมือง ลู่เซิ่งทอดตามองไปไกล
มองเห็นป่าบนเขาร้างที่มืดสนิท เหมือนกับสัตว์ยักษ์ที่หลับลึก หมอบอยู่ใต้แสงจันทร์อย่างเงียบเชียบ
จิตใจเขาเต้นรัวอยู่บ้าง
แต่เพื่อปกปิดตัวเอง และเพื่อทดลองว่าวิชาดาบพยัคฆ์ดำมีอานุภาพขนาดไหน
ยืนอยู่ที่ประตูเมืองครู่หนึ่ง เขาจึงปลุกปลอบความกล้า เดินไปยังเขาลมทมิฬ
ติ๊งๆๆ…
เสียงขบวนรถคณะพ่อค้าที่กลับมายามดึก กำลังเข้าเมืองจากถนนเส้นใหญ่
กระดิ่งที่แขวนบนรถม้าถูกลมเป่า จึงสั่นทำให้เกิดเสียงลอยไปไกลในสายลมยามวิกาล
ตำแหน่งที่ลู่เซิ่งออกจากเมืองคือประตูด้านข้าง
เมืองเก้าประสานประหลาดยิ่ง ไม่เพียงไม่ปิดประตูยามวิกาล แค่ประตูเมืองก็มีหลายบานแล้ว กำแพงเมืองมองดูสูงใหญ่แข็งแรง แต่ความจริงมีรูโหว่อยู่ทุกที่ ใช้ป้องกันเมืองไม่ได้
วันนี้ก็กลับดึกอีกแล้วหรือ
ไหนเลยมิใช่…ตอนกลางคืนมืดสนิท ตอนเดินทางมายังทำล้อรถเสียหายอีก โชคร้ายจริงๆ…
บนถนนใหญ่ที่ประตูหลัก เสียงสนทนาของหัวหน้าคณะพ่อค้ากับทหารรักษาเมืองลอยมาแต่ไกล
ที่ที่ลู่เซิ่งยืนอยู่เป็นเส้นทางเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ แคบกว่าถนนสำหรับรถที่ประตูหลักมาก
ประตูข้างสีดำทะมึน คบเพลิงสองอันบนกำแพงเมือง สาดแสงทึบทึมลงมา ทำให้เพียงมองเห็นวัตถุเรื่องราวห่างไปประมาณครึ่งหมี่ (เมตร) ตรงหน้าเท่านั้น
‘เป็นยุคโบราณจริงๆ…’ ลู่เซิ่งถอนใจ
เพ่งตามองออกไป สามทิศทางข้างหน้าล้วนมืดสนิท เหลือแค่เมืองเก้าประสานทางด้านหลังที่ยังมีแสงไฟอยู่
‘ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีแสงโคม นอกป่ายุคโบราณเป็นสวรรค์ของการล่าสัตว์ป่าจริงๆ ’
เขาลังเลอยู่บ้าง แต่ว่าวิชาดาบพยัคฆ์ดำที่ไหลอยู่ในตัวเขาทำให้ความรู้สึกหวาดกลัวของเขามีไม่มากนัก
เป็นเพราะในวิชาฝึกจิตดาบพยัคฆ์ดำ เหมาะกับสภาพความมืดเช่นนี้
หรืออีกอย่างหนึ่ง พยัคฆ์ดำเดิมเป็นเจ้าในการล่าสัตว์ตอนกลางคืนอยู่แล้ว วิชาดาบพยัคฆ์ดำมีเงื่อนไขฟังลม แยกแยะตำแหน่งที่ไม่ต่ำทราม จึงไม่กลัวสภาพแวดล้อมแบบนี้
ลู่เซิ่งกระชับผ้ามัดเอว กำดาบด้ามยาวแน่น เร่งความเร็วเดินไปบนถนนที่มุ่งไปยังเขาลมทมิฬ
เดินไปตามทางน้อยได้หลายร้อยหมี่ เขาหยิบหินเหล็กไฟจากในถุงผ้าตรงหว่างเอวขึ้นมา แล้วหยิบคบเพลิงขนาดเล็กที่เตรียมไว้ที่กลางหลังออกมา
วางหินเหล็กไฟก้อนหนึ่งไว้ที่คบเพลิง แล้วถูหินสองก้อนเสียดสีกันรอบหนึ่ง
พรึ่บ
สะเก็ดไฟกระเด็นไปบนคบเพลิง
สะเก็ดไฟกระจายเป็นจุดๆ สีแดงในตอนแรก จากนั้นก็แผ่ขยายไปทั่วบนคบเพลิงอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดก็มีแสงสว่างท่ามกลางความมืดแล้ว
ลู่เซิ่งหันหลังกลับไปมอง แสงไฟของเมืองเก้าประสานสลัวลงแล้ว
เขาชูคบเพลิงขึ้น ค่อยๆ เดินไปด้านหน้า
‘ตามที่นายพรานว่าไว้ ถนนเส้นนี้ตกดึก มักมีหมาป่าโผล่ออกมา ขึ้นอยู่กับโชคแล้ว’
เขายังไม่กล้าไปที่เขาลมทมิฬจริงๆ หลังรู้ว่าโลกนี้มีความเป็นไปได้ที่จะมีพวกภูตผี เขาจึงไม่กล้าออกจากเมืองมากเกินไป
ถ้าไม่ใช่เพราะว่า หาวิธีไปไม่น้อยแล้ว ล้วนไม่อาจลองขีดความสามารถของตัวเองในเมืองได้ เขาคงไม่ต้องมาเสี่ยงแบบนี้คนเดียว
เดินไปด้านหน้าอีกสักพัก เขาก็ค้นพบร่องรอยบนพื้นอย่างรวดเร็ว
เป็นร่องรอยของหมาป่าที่นายพรานผู้นั้นพูดถึง
มันเป็นมูลสัตว์ทรงไข่ลักษณะเหมือนดินเคลือบขาวหลายก้อน
ลู่เซิ่งเก็บหินขึ้นมาทุบมูลนั้นดู
มันถูกลมพัดจนแห้งแล้ว พอทุบจนแหลก ด้านในก็ปรากฏสิ่งที่เหมือนกับกรงเล็บส่วนหนึ่ง
‘สิ่งนี้นี่เอง…มูลก้อนนี้สมควรผ่านมาหลายวันแล้ว ตามคำพูดของนายพราน เมื่อวานเขาเห็นหมาป่าตัวนั้นที่นี่’ สมควรอยู่ใกล้ๆ แล้ว’
ลู่เซิ่งมือหนึ่งชูคบเพลิง มือหนึ่งค่อยๆ ชักดาบด้ามยาวออกมาจากเอวด้านหลัง
ดาบด้ามยาวเป็นดาบที่เกิดจากการผสมผสานกันของการใช้งานแบบทหารและใช้งานในการเกษตร ด้ามดาบยาวยิ่ง
ด้ามดาบของลู่เซิ่งเล่มนี้ยาวเท่าตัวดาบ ถ้าเอาตัวดาบออก สามารถใช้เป็นสากของเกษตรกรได้ คล้ายกับทวนที่หดเล็กลง
เขากำมันด้วยมือข้างหนึ่ง ยังรู้สึกกินแรงอยู่บ้าง
ถือโอกาสสอดคบเพลิงเข้าไปในร่องหินที่อยู่อีกด้าน
รอบๆ นี้ล้วนเป็นหินเกลื่อนกลาด มีแต่ศิลาประหลาดตะปุ่มตะป่ำ ไม่มีต้นไม้ จึงไม่กลัวจะติดไฟ
ลู่เซิ่งสอดคบเพลิงเสร็จแล้ว ก็หยิบห่อกระดาษห่อหนึ่งออกมาจากย่ามที่เอวอย่างระมัดระวัง ในห่อกระดาษวางเนื้อหมูสดใหม่ที่เขาเพิ่งเฉือนมาตอนบ่ายก้อนหนึ่ง
เขาแบกระดาษน้ำมันออกช้าๆ วางลงบนพื้น
ก้อนเนื้อยังมีเลือดติดอยู่ กลิ่นคาวกระจายไปตามลมอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งถือดาบหลบห่างออกมาเล็กน้อย หดตัวรออยู่ด้านหลังหินใหญ่ก้อนหนึ่ง
มีสายลมเย็นยะเยือกพัดมาอยู่บ้าง
ลู่เซิ่งเอียงตัว แนบตัวเข้ากับหินสีขาวที่สูงเท่าหนึ่งคนครึ่ง มองไปยังก้อนเนื้อ
เวลาค่อยๆ ผ่านไป
โฮก…
ทันใดนั้น ในสายลมมีเสียงหนึ่งลอยมาเลือนราง คล้ายกับเสียงลม และเหมือนกับเสียงร้องของสัตว์บางชนิด
ฟุ่บ!
เงาร่างสีดำสายหนึ่งโผล่ออกมาจากด้านข้างอย่างกะทันหัน คบเพลิงสะท้อนแสงดวงตาสีเขียวเลื่อมคู่หนึ่ง
เงาร่างสีดำนั้นมีความเร็วสูงสุด พริบตาเดียวก็พุ่งถึงตำแหน่งก้อนเนื้อ คาบก้อนเนื้อได้ก็ออกวิ่งไป
ลู่เซิ่งดีใจ กำลังจะเคลื่อนไหว
ทันใดนั้นหลังเขาพลันเกร็งขึ้นมา
กระแสลมเย็นสายหนึ่งพัดเข้าใส่กลางหลังของเขา
ลู่เซิ่งเบิกสองตาขึ้น ถือดาบด้ามยาวหมุนตัวฟันขวางออกไป
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น